พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 151

ปมาทาทิวรรคที่ ๙

 

ว่าด้วยธรรมที่เลิศและเป็นไปเพื่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์

 

[๘๒]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเจริญด้วยยศมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย    เพราะฉะนั้นแหละ

เธอทั้งหลายพึงสำเนียกอย่างนี้ว่า     เราทั้งหลายจักเจริญโดยความ

เจริญด้วยปัญญา  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.

 

[๘๓]   ดูก่อภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง   ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนความประมาท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความประมาท    ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์

อย่างใหญ่.

 

[๘๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่     เหมือนความไม่ประมาท

ก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความไม่ประมาท     ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.

 

[๘๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่     เหมือนความเป็นผู้

เกียจคร้าน   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้เกียจคร้าน    ย่อมเป็น

ไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 152

[๘๖]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่       เหมือนความเป็นผู้ปรารภ

ความเพียร      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้ปรารภความเพียร

ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๘๗]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่     เพื่อนความเป็นผู้

มักมาก     ก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้มักมาก    ย่อมเป็นไปเพื่อ

มิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๘๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนความเป็นผู้มักน้อย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้มักน้อย    ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.

 

[๘๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่      เหมือนความเป็นผู้

ไม่สันโดษ    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความเป็นผู้สันโดษ  ย่อมเป็นไป

เพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๙๐]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนความเป็นผู้สันโดษ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้สันโดษ    ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 153

[๙๑]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่     เหมือนการใส่ใจโดย

ไม่แยบคาย   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   การใส่ใจโดยไม่แยบคาย   ย่อมเป็น

ไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๙๒]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง   ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่   เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   การใส่ใจโดยแยบคาย   ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.

 

[๙๓]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนความเป็นผู้

ไม่รู้สึกตัว    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว    ย่อมเป็นไป

เพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๙๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่     เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้รู้สึกตัว     ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.

 

[๙๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่     เหมือนความเป็นผู้มี

มิตรชั่ว    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว    ย่อมเป็นไปเพื่อ

มิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 154

[๙๖]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้มีมิตรดี    ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่

[๙๗]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนการประกอบ

อกุศลธรรมเนือง  ๆ   การไม่ประกอบกุศลธรรม   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

การประกอบอกุศลธรรมเนือง ๆ     การไม่ประกอบกุศลธรรม     ย่อม

เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

[๙๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนการประกอบกุศล-

ธรรมเนือง ๆ    การไม่ประกอบอกุศลธรรม    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

การประกอบกุศลธรรมเนือง ๆ     การไม่ประกอบอกุศลธรรม     ย่อม

เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

จบ  ปมาทาทิวรรคที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 155

อรรถกถาปมาทาทิวรรคที่  ๙

 

อรรถกถาสูตรที่  ๑

 

วรรคที่  ๙  สูตรที่  ๑  ท่านกล่าวไว้แล้ว   ในเหตุเกิดเรื่องนั่นแล.

ได้ยินว่า   ภิกษุมากรูป   นั่งประชุมกันในโรงธรรม   ปรารภถึงกุมภ-

โลกกล่าวว่า    ตระกูลชื่อโน้น    เมื่อก่อนมียศน้อย    มีบริวารน้อย

บัดนี้มียศมากมีบริวารมาก.     พระศาสดาเสด็จมาโดยนัยก่อนนั่นแล

ได้ทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้น     จึงเริ่มพระสูตรนี้     ใจความแห่ง

พระสูตรนั้น  พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๑

 

อรรถกถาสูตรที่  ๒

 

ในสูตรที่  ๒  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   มหโต  อนตฺถาย  ได้แก่  เพื่อประโยชน์แก่ความพินาศ

อย่างใหญ่  คำที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้นแล.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๒

 

จบ  อรรถกถาปมาทาทิวรรคที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 156

วรรคที่ ๑๐

 

ว่าด้วยธรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์และมิใช่ประโยชน์

 

[๙๙]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน     เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความประมาท      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความประมาทย่อมเป็น

ไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๐๐]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน    เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความไม่ประมาท    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความไม่ประมาท

ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๐๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน    เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้

เกียจคร้าน ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๐๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน    เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนการปรารภความเพียร    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    การปรารภ

ความเพียร  ย่อมเป็นเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 157

[๑๐๓]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน     เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความเป็นผู้มักมาก     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้มักมาก

ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๐๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เพราะชี้แจ้งถึงเหตุภายใน     เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความเป็นผู้มักน้อย     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้มักน้อย

ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๐๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน     เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอันแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้ไม่

สันโดษย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๐๖]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน     เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความเป็นผู้สันโดษ    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้สันโดษ

ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๐๗]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน    เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    การใส่ใจ

โดยไม่แยบคาย  ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 158

[๑๐๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน    เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    การใส่ใจโดย

แยบคาย  ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๐๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน    เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้ไม่

รู้สึกตัว  ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๑๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน     เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้รู้สึกตัว

ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๑๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน    เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว

ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๑๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน    เรา

ไม่เล็งเห็นเหจุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้มีมิตรดี

ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 159

[๑๑๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน  เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนื่อง ๆ    การไม่ประกอบกุศลธรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    การประกอบอกุศลธรรมเนือง ๆ    การไม่

ประกอบกุศลธรรม     ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๑๑๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน    เรา

ไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนการประกอบกุศลธรรมเนือง ๆ     การไม่ประกอบอกุศลธรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   การประกอบกุศลธรรมเนือง ๆ   การไม่ประกอบ

อกุศลธรรม  ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

 

ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้พระสัทธรรมเสื่อมและมั่นคง

 

[๑๑๕]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง    เป็นไปเพื่อความที่เสื่อมสูญ    เพื่อความอันตรธานแห่ง

สัทธรรม  เหมือนความประมาท  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความประมาท

ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ      เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม.

[๑๑๖]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น    เพื่อความไม่เสื่อมสูญ    เพื่อ

ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม     เหมือนความไม่ประมาท     ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย     ความไม่ประมาท    ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น

เพื่อความไม่เสื่อมสูญ      เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 160

[๑๑๗]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ      เพื่อความอันตรธานแห่ง

สัทธรรม   เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ความ

เป็นผู้เกียจคร้าน   ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ   เพื่อความอันตรธาน

แห่งสัทธรรม.

 

[๑๑๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง  ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น   เพื่อความไม่เสื่อมสูญ    เพื่อ

ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม      เหมือนการปรารภความเพียร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     การปรารภความเพียร     ย่อมเป็นไปเพื่อความ

ดำรงมั่น  เพื่อความไม่เสื่อมสูญ   เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.

 

[๑๑๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ     เพื่อความอันตรธานแห่ง

สัทธรรม    เหมือนความเป็นผู้มักมาก     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความ

เป็นผู้มักมาก     ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ    เพื่อความอันตรธาน

แห่งสัทธรรม.

 

[๑๒๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น    เพื่อความไม่เสื่อมสูญ    เพื่อ

ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม     เหมือนความเป็นผู้มักน้อย      ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย    ความเป็นผู้มักน้อย    ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น

เพื่อความไม่เสื่อมสูญ    เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 161

[๑๒๑]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง   ที่เป็นไปเพื่อควานเสื่อมสูญ     เพื่อความอันตรธานแห่ง

สัทธรรม   เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ความ

เป็นผู้ไม่สันโดษ   ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ   เพื่อความอันตรธาน

แห่งสัทธรรม.

 

[๑๒๒]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น    เพื่อความไม่เสื่อมสูญ    เพื่อ

ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม     เหมือนความเป็นผู้สันโดษ     ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้สันโดษ     ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น

เพื่อความไม่เสื่อมสูญ      เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.

 

[๑๒๓]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ   เพื่อความไม่เสื่อมสูญ   เพื่อ

สัทธรรม     เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

การใส่ใจโดยไม่แยบคาย     ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ     เพื่อความ

อันตรธานแห่งสัทธรรม.

 

[๑๒๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น    เพื่อความไม่เสื่อมสูญ    เพื่อ

ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม   เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย   ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   การใส่ใจโดยแยบคาย   ย่อมเป็นไปเพื่อดำรงมั่น   เพื่อ

ความไม่เสื่อมสูญ   เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 162

[๑๒๕]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ     เพื่อความอันตรธานแห่ง

สัทธรรม   เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ความ

เป็นผู้ไม่รู้สึกตัว    ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ    เพื่อความอันตรธาน

แห่งสัทธรรม.

 

[๑๒๖]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น    เพื่อความไม่เสื่อมสูญ    เพื่อ

ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม     เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว     ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้รู้สึกตัว     ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น

เพื่อความไม่เสื่อมสูญ  เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.

 

[๑๒๗]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ      เพื่อความอันตรธานแห่ง

สัทธรรม    เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความ

เป็นผู้มีมิตรชั่ว    ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ    เพื่อความอันตรธาน

แห่งสัทธรรม.

 

[๑๒๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น    เพื่อความไม่เสื่อมสูญ     เพื่อ

ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม     เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี     ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย     ความเป็นผู้มีมิตรดี     ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น

เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 163

[๑๒๙]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง     ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ     เพื่อความอันตรธานแห่ง

สัทธรรม    เหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนือง ๆ    การไม่ประกอบ

กุศลธรรม     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     การประกอบอกุศลธรรมเนือง ๆ

การไม่ประกอบกุศลธรรม   ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ   เพื่อความ

อันตรธานแห่งสัทธรรม.

 

[๑๓๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง    ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น    เพื่อความไม่เสื่อมสูญ    เพื่อ

ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม     เหมือนการประกอบกุศลธรรม

เนือง ๆ     การไม่ประกอบอกุศลธรรม     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     การ

ประกอบกุศลธรรมเนือง ๆ     การไม่ประกอบอกุศลธรรม     ย่อมเป็น

ไปเพื่อความดำรงมั่น    เพื่อความไม่เสื่อมสูญ    เพื่อความไม่อันตรธาน

แห่งสัทธรรม.

จบ   วรรคที่  ๑๐


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 164

อรรถกถาวรรคที่ ๑๐

 

วรรคที่ ๑๐  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   อชฺฌตฺติก    ได้แก่     สิ่งที่เป็นไปภายใน  ด้วยอำนาจเกิด

เฉพาะภายในตน.  บทว่า  องฺค  แปลว่า  เหตุ.  บทว่า  อิติ  กริตฺวา  แปลว่า

กระทำอย่างนี้.     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอธิบาย ไว้ว่า     ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย    เรากระทำสิ่งที่เป็นไปทับตน    คือเฉพาะตน    อันตั้งขึ้นใน

สันดานของตน     ว่าเป็นเหตุแล้ว     ย่อมไม่เห็นเหตุอื่นสักอย่างหนึ่ง

ดังนี้.

บทว่า   พาหิร   ได้แก่   สิ่งที่เป็นภายนอกจากสันดานภายในตน.

บทว่า     ธมฺมสฺส  ได้แก่  พระสัทธรรม  อธิบายว่าพระศาสนา.   บทว่า

สมฺโมสาย  ได้แก่  เพื่อความพินาศ.  บทว่า  อนฺตรธานาย  ได้แก่  เพื่อ

ความไม่ปรากฏ.  บทว่า  ิติยา  ได้แก่    เพื่อความตั้งอยู่ตลอดกาลนาน.

บทว่า    อสมฺโมสาย    อนนฺตรธานาย    พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

จากที่กล่าวแล้วนั่นแล.      คำที่เหลือในสูตรนี้มีนัยดังกล่าวแล้วในธรรม

ที่มี  ๔  เงื่อนนั่นแล.

 

ในคำว่า    อธมฺม   หโมติ   ทีเปนฺติ    เป็นต้น  เบื้องหน้าต่อจากนี้

พึงทราบความโดยปริยายแห่งพระสูตรก่อน.     กุศลกรรมบถ     ๑๐

ชื่อว่า  ธรรม.  อกุศลกรรมบถ   ๑๐  ชื่อว่า  อธรรม. อนึ่ง โพธิปักขิยธรรม

๓๗  ประการคือ  สติปัฏฐาน  ๔  สัมมัปปธาน  ๔  อิทธิบาท  ๔  อินทรีย์


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 165

๕   พละ ๕  โพชฌงค์ ๗  อริยมรรค  มีองค์ ๘  ชื่อว่า   ธรรม.  ธรรมนี้  คือ

สติปัฏฐาน  ๓  สัมมัปปธาน  ๓  อิทธิบาท ๓ อินทรีย์ ๖ พละ โพชฌงค์

๘  มรรคมีองค์  ๙  และ  อุปาทาน  ๔  นิวรณ์   ๕  อนุสัย  ๗  มิจฉัตตะ  ๘

ชื่อว่า   อธรรม.   บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   อธมฺโม   ความว่า  ภิกษุ

ทั้งหลาย   เมื่อถือเอาส่วนแห่งอธรรม   อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว   แสดงว่า

เราจักทำอธรรมนี้    ให้เป็นธรรม     กุศลจิตของอาจารย์ของพวกเรา

จักเป็นนิยยานิกธรรมเครื่องนำออก      และพวกเราจักปรากฏในโลก

ด้วยอาการอย่างนี้   จึงกล่าวอธรรมนี้   ว่านี้เป็นธรรม  ชื่อว่า   แสดง

ธรรม   ว่าเป็นธรรม.   เมื่อถือเอาส่วนหนึ่ง   ในส่วนแห่งธรรม   เช่นนั้น

เหมือนกัน   แล้วแสดงว่า   นี้เป็นอธรรม   ชื่อว่า   แสดงธรรม   ว่าเป็น

อธรรม.     แต่เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระวินัย     กรรมที่โจทย์     ด้วย

เรื่องที่เป็นจริงให้ระลึกได้แล้วปรับอาบัติตามปฏิญญา    ชื่อว่าธรรม.

กรรม     ที่ไม่ได้โจทย์ไม่ให้ระลึกได้     ด้วยเรื่องอันไม่เป็นจริง     แล้ว

ปรับอาบัติ  โดยที่ไม่ได้ปฏิญญาไว้  ชื่อว่า อธรรม.

เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร      ธรรมนี้คือ     การกำจัดราคะ

การกำจัดโทสะ   การกำจัดโมหะ   การสังวร   การละ   การพิจารณา

ชื่อว่าวินัย       การไม่กำจัดราคะเป็นต้น     การไม่สังวร     การไม่ละ

และการไม่พิจารณา     ชื่อว่า     อวินัย.     เมื่อว่าโดยปริยายพระวินัย

ธรรมนี้คือ   วัตถุสมบัติ   ญัตติสมบัติ   อนุสาวนาสมบัติ    สีมาสมบัติ

ปริสสมบัติ   ชื่อว่า   วินัย.   วัตถุวิบัติ    ปริสวิบัติ     นี้ชื่อว่า   อวินัย.

เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร  คำนี้ว่า  สติปัฏฐาน  ๔ สัมมัปป-

ธาน  ๔  อริยมรรคมีองค์ ๘ พระตถาคตทรงภาษิตไว้   ตรัสไว้. คำนี้ว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 166

สติปัฏฐาน   ๓  สัมมัปปธาน  ๓  อิทธิบาท  ๓ อินทรีย์  ๖  พละ.     สัม-

โพชฌงค์ ๘  มรรคมีองค์  ๙  พระตถาคต  มิได้ทรงภาษิตไว้  มิได้ตรัสไว้.

เมื่อว่าโดยปริยายพระวินัย   คำนี้ว่า   ปาราชิก   ๔   สังฆาฑิเสส   ๑๓

อนิยต    ๒   นิสสัคคิยปาจิตตีย์   ๓๐   พระตถาคต   ทรงภาษิตไว้  ตรัสไว้.

คำนี้ว่า  ปาราชิก  ๓  สังฆาฑิเสส  ๑๔  อนิยต   ๓  นิสสัคคิยปาจิตตีย์  ๓๑

พระตถาคตมิได้ทรงภาษิตไว้   มิได้ตรัสไว้.

 

เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร     กิจนี้คือ     การเข้าผลสมาบัติ

การเข้ามหากรุณาสมาบัติ   ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ   ทรงแสดง

พระสูตรเนื่องด้วยเหตุที่เกิดเรื่องขึ้น    การตรัสชาดก    ทุกวัน ๆ    พระ

ตถาคตเคยประพฤติมา.   กิจนี้คือ   การไม่เข้าผลสมาบัติ   ฯลฯ   การ

ไม่ตรัสชาดก     ทุกวัน ๆ    พระตถาคตไม่เคยประพฤติมา.     เมื่อว่า

โดยปริยายแห่งพระวินัย   กิจนี้คือ   เมื่อถูกนิมนต์   อยู่จำพรรษาแล้ว

ต้องบอกลาจึงหลีกไปสู่ที่จาริก      ปวารณาแล้วจึงหลีกไปสู่ที่จาริก

การกระทำปฏิสันถารก่อนกับด้วยภิกษุผู้อาคันตุกะ    พระตถาคตเจ้า

เคยประพฤติมา.     การไม่กระทำกิจที่พระตถาคตเคยประพฤติมานั้น

นั่นแล  ชื่อว่า  ไม่เคยประพฤติแล้ว.

 

เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร  สติปัฏฐาน  ๔  อริยมรรคมีองค์

๘  นี้ชื่อว่า  พระตถาคตทรงบัญญัติ.  สติปัฏฐาน   ๓   มรรคมีองค์

นี้ชื่อว่า     ตถาคตไม่ทรงบัญญัติไว้.     เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระวินัย

ปาราชิก   ๔   นิสสัคคียปาจิตตีย์  ๓๐   นี้ชื่อว่า    ตถาคตทรงบัญญัติ.

ปาราชิก  ๓  นิสสัคคิยปาจิตตีย์   ๓๑  นี้ชื่อว่า  ตถาคตไม่ทรงบัญญัติไว้.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 167

ก็ในคำที่ตรัสไว้ในที่สุดแห่งสูตรทั้งปวงว่า     ก็ภิกษุเหล่านั้น

ย่อมยังธรรมนี้ให้อันตธานไปนั้น   ชื่อว่า   อันตรธานมี   ๕    ย่างคือ

อธิคมอันตรธาน     อันตรธานเห่งการบรรลุ    ๑    ปฏิปัตติอันตรธาน

อันตรธานแห่งการปฏิบัติ     ๑     ปริยัตติอันตรธาน     อันตรธานแห่ง

ปริยัติ  ๑  ลิงคอันตรธาน  อันตรธานแห่งเพศ  ๑  ธาตุอันตรธาน  อันตร-

ธานแห่งธาตุ  ๑.  ใน   ๕   อย่างนั้น  มรรค  ๔  ผล  ๔  ปฏิสัมภิทา  ๔

วิชชา  ๓  อภิญญา  ๖  ชื่อว่า  อธิคม.   อธิคมนั้น  เมื่อเสื่อมย่อมเสื่อมไป

ตั้งแต่ปฏิสัมภิทา.  จริงอยู่  นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้  ๑๐๐๐

ปีเท่านั้น    ภิกษุไม่สามารถจะให้ปฏิสัมภิทาบังเกิดได้    ต่อแต่นั้นก็

อภิญญา    ๖.   แต่นั้นเมื่อไม่สามารถทำอภิญญาให้บังเกิดได้   ย่อมทำ

วิชชา   ๓   ให้บังเกิด.   ครั้นกาลล่วงไป  ๆ   เมื่อไม่สามารถจะทำวิชชา

๓   ให้บังเกิด    ก็เป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสก   โดยอุบายนี้เอง   ก็เป็น

พระอนาคามี    พระสกทาคามี    และพระโสดาบัน.    เมื่อท่านเหล่านั้น

ยังทรงชีพอยู่     อธิคมชื่อว่ายังไม่เสื่อม     อธิคมชื่อว่า     ย่อมเสื่อมไป

เพราะความสิ้นไปแห่งชีวิต     ของพระอริยบุคคลผู้โสดาบันชั้นต่ำสุด

ดังกล่าวนี้  ชื่อว่าอันตรธานแห่งอธิคม.

 

ภิกษุไม่สามารถจะให้ฌาน   วิปัสสนา   มรรค  และผล   บังเกิด

ได้     รักษาเพียงจาตุปาริสุทธิศีล     ชื่อว่าอันตรธานแห่งข้อปฏิบัติ.

เมื่อกาลล่วงไป ๆ     ภิกษุทั้งหลายคิดว่า     เราจะรักษาศีลให้บริบูรณ์

และจะประกอบความเพียรเนือง ๆ     แต่เราก็ไม่สามารถจะทำให้แจ้ง

มรรคหรือผลได้    บัดนี้ไม่มีการแทงตลอดอริยธรรม    จึงท้อใจ    มาก

ไปด้วยความเกียจคร้าน     ไม่ตักเตือนกันและกัน     ไม่รังเกียจกัน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 168

(ในการทำชั่ว)    ตั้งแต่นั้นก็พากันย่ำยี    สิกขาบทเล็กน้อย.    เมื่อกาล

ล่วงไป ๆ    ต้องอาบัติปาจิตตีย์    ถุลลัจจัย    ต่อแต่นั้นต้องครุกาบัติ.

เพียงอาบัติปาราชิกเท่านั้นยังคงอยู่.  เมื่อภิกษุ    ๑๐๐   รูปบ้าง   ๑๐๐๐

รูปบ้างผู้รักษาอาบัติปาราชิก    ยังทรงชีพอยู่    การปฏิบัติชื่อว่ายังไม่

อันตรธาน   จะอันตรธานไป   เพราะภิกษุรูปสุดท้ายทำลายศีล   หรือ

สิ้นชีวิต   ดังกล่าวมานี้   ชื่อว่า  อันตรายแห่งการปฏิบัติ.

 

บทว่า    ปริยตฺติ   ได้แก่   บาลีพร้อมทั้งอรรถกถาในพุทธพจน์

คือ     พระไตรปิฎก     บาลีนั้นยังคงอยู่เพียงใด     ปริยัติก็ชื่อว่ายัง

บริบูรณ์อยู่เพียงนั้น.     เมื่อกาลล่วงไป ๆ     พระราชาและพระยุพราช

ในกุลียุค    ไม่ตั้งอยู่ในธรรม    เมื่อพระราชาและยุพราชเหล่านั้น   ไม่

ตั้งอยู่ในธรรม    ราชอมาตย์เป็นต้น    ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม    แต่นั้นชาว

แคว้นและชาวชนบท    ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม   ฝนย่อมไม่ตกต้องตาม

ฤดูกาล  เพราะคนเหล่านั้นไม่ตั้งอยู่ในธรรม.  ข้าวกล้าย่อมไม่บริบูรณ์

เมื่อข้าวกล้าเหล่านั้นไม่บริบูรณ์   ทายกผู้ถวายปัจจัย     ก็ไม่สามารถ

จะถวายปัจจัยแก่ภิกษุสงฆ์ได้     ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยปัจจัย

ก็ไม่สามารถสงเคราะห์พวกอันเตวาสิก.     เมื่อเวลาล่วงไป ๆ     ปริยัติ

ย่อมเสื่อม     ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถจะทรงจำอรรถไว้ได้    ทรงจำ

ไว้ได้แต่พระบาลีเท่านั้น.     แต่นั้นเมื่อกาลล่วงไป     ก็ไม่สามารถจะ

ทรงบาลีไว้ได้ทั้งสิ้น.  อภิธรรมปิฎกย่อมเสื่อมก่อน.  เมื่อเสื่อม  ก็เสื่อม

ตั้งแต่ท้ายมา.   จริงอยู่    ปัฏฐานมหาปกรณ์ย่อมเสื่อมก่อนทีเดียว   เมื่อ

ปัฏฐานมหาปกรณ์เสื่อม   ยมก   กถาวัตถุ    บุคคลบัญญัติ     ธาตุกถา

ธัมมสังคณี   ก็เสื่อม  เมื่ออภิธรรมปิฎก  เสื่อมไปอย่างนี้   สุตตันตปิฎก


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 169

ก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา     อังคุตตรนิกายเสื่อมก่อน     เมื่ออังคุตตรนิกาย

เสื่อม   เอกาทสกนิบาตเสื่อมก่อน   ต่อแต่นั้น  ทสกนิบาต   ฯลฯ   ต่อนั้น

เอกนิบาต     เมื่ออังคุตตรนิกายเสื่อมไปอย่างนี้    สังยุตตนิกาย    ก็เสื่อม

ตั้งแต่ท้ายมา.    จริงอยู่มหาวรรค     เสื่อมก่อนแต่นั้นสฬายตนวรรค

ขันธกวรรค     นิทานวรรค     สคาถวรรค     เมื่อสังยุตตินิกายเสื่อมไป

อย่างนี้   มัชฌิมนิกายย่อมเสื่อมตั้งแต่ท้ายมา   จริงอยู่   อุปริปัณณาสก์

เสื่อมก่อน    ต่อนั้น    มัชฌิมปัณณาสก์   ต่อนั้นมูลปัณณาสก์.    เมื่อ

มัชฌิมนิกายเสื่อมอย่างนี้     ทีฆนิกายเสื่อมตั้งแต่ท้ายมา.     จริงอยู่

ปาฏิยวรรคเสื่อมก่อน    แต่นั้นมหาวรรค    แต่นั้นสีลขันธวรรค     เมื่อ

ทีฆนิกายเสื่อมอย่างนี้     พระสุตตันตปิฎกชื่อว่าย่อมเสื่อม.     ทรงไว้

เฉพาะชาดกกับวินัยปิฎกเท่านั้น.     ภิกษุผู้เป็นลัชชีเท่านั้นทรงพระ

วินัยปิฎก.    ส่วนภิกษุผู้หวังในลาภ    คิดว่า    แม้เมื่อกล่าวแต่พระสูตร

ก็ไม่มีผู้จะกำหนดได้  จึงทรงไว้เฉพาะชาดกเท่านั้น.  เมื่อเวลาล่วงไป  ๆ

แม้แค้ชาดกก็ไม่สามารถจะทรงไว้ได้.   ครั้งนั้น   บรรดาชาดกเหล่านั้น

เวสสันตรชาดกเสื่อมก่อน   ต่อแต่นั้น   ปุณณกชาดก   มหานารทชาดก

เสื่อมไปโดยย้อนลำดับ    ในที่สุดอปัณณกชาดกก็เสื่อม.    เมื่อชาดก

เสื่อมไปอย่างนี้    ภิกษุทั้งหลายย่อมทรงไว้เฉพาะพระวินัยปิฎกเท่านั้น.

 

เมื่อกาลล่วงไป ๆ   ก็ไม่สามารถจะทรงไว้ได้แม้แต่พระวินัยปิฎก

แต่นั้นก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา.  คัมภีร์บริวารเสื่อมก่อน  ต่อแต่นั้น  ขันธกะ

ภิกษุณีวิภังค์    ก็เสื่อม     แต่นั้น     ก็ทรงไว้เพียงอุโปสถขันธกเท่านั้น

ตามลำดับ.  แม้ในกาลนั้น  ปริยัตติก็ชื่อว่ายังไม่เสื่อม  ก็คาถา  ๔  บาท

ยังหมุนเวียนอยู่ในหมู่มนุษย์เพียงใด   ปริยัตติก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธาน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 170

เพียงนั้น.   ในกาลใด    พระราชาผู้มีศรัทธาเลื่อมใสทรงให้ใส่ถุงทรัพย์

หนึ่งแสนลงในผอบทองตั้งบนคอช้างแล้วให้ตีกลองร้องประกาศไป

ในพระนครว่า   ชนผู้รู้คาถา   ๔   บท   ที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว   จงถือ

เอาทรัพย์หนึ่งแสนนี้ไป    ก็ไม่ได้คนที่จะรับเอาไป   แม้ด้วยการให้เที่ยว

ตีกลองประกาศคราวเดียว    ย่อมมีผู้ได้ยินบ้าง    ไม่ได้ยินบ้าง    จึงให้

เที่ยวตีกลองประกาศไปถึง  ๓  ครั้ง  ก็ไม่ได้ผู้ที่จะรับเอาไป.  ราชบุรุษ

ทั้งหลาย  จึงให้ขนถุงทรัพย์  ๑๐๐,๐๐๐  นั้น  กลับสู่ราชตระกูลตามเดิม.

ในกาลนั้น  ปริยัตติ  ชื่อว่า  ย่อมเสื่อมไป  ดังว่านี้ ชื่อว่า  การอันตรธาน

แห่งพระปริยัตติ.

เมื่อกาลล่วงไป ๆ    การรับจีวร    การรับบาตร    การคู้    การ

เหยียด      การดูแล     การเหลียวดู     ไม่เป็นที่นำมาซึ่งความเลื่อมใส.

ภิกษุทั้งหลายวางบาตรไว้ปลายแขนถือเที่ยวไป     เหมือนสมณนิครนถ์

ถือบาตรน้ำเต้าเที่ยวไป.      แม้ด้วยอาการเพียงเท่านี้     เพศก็ชื่อว่ายัง

ไม่อันตรธาน.     เมื่อกาลล่วงไป  ๆ     เอาบาตรลงจากปลายแขนหิ้วไป

ด้วยมือหรือด้วยสาแหรกเที่ยวไป      แม้จีวรก็ไม่ทำการย้อมให้ถูกต้อง

กระทำให้มีสีแดงใช้.     เมื่อกาลล่วงไป     การย้อมจีวรก็ดี     การตัด

ชายผ้าก็ดี     การเจาะรังดุมก็ดี     ย่อมไม่มี     ทำเพียงเครื่องหมายแล้ว

ใช้สอย   ต่อมากลับเลิกรังดุม   ไม่ทำเครื่องหมาย   ต่อมา   ไม่การทำ

ทั้ง  ๒  อย่าง    ตัดชายผ้าเที่ยวไปเหมือนพวกปริพาชก  เมื่อกาลล่วงไป

ก็คิดว่า    พวกเราจะต้องการอะไร    ด้วยการกระทำเช่นนี้    จึงผูกผ้า

กาสายะชิ้นเล็ก ๆ    เข้าที่มือหรือที่คอ    หรือขอดไว้ที่ผม    กระทำการ

เลี้ยงภรรยา   เที่ยวไถ่หว่านเลี้ยงชีพ.   ในกาลนั้น    ชนเมื่อให้ทักขิณา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 171

ย่อมให้แก่ชนเหล่านั้นอุทิศสงฆ์     พระผู้มีพระภาคเจ้า     ทรงหมาย

เอาข้อนี้   จึงตรัสว่า   ดูก่อนอานนท์  ในอนาคตกาล  จักมีโคตรภูบุคคล

ผู้มีผ้ากาสายพันคอ   เป็นผู้ทุศีล   เป็นผู้มีธรรมอันลามก   ชนทั้งหลาย

ให้ทาน  ในคนผู้ทุศีล   ผู้มีธรรมอันลามกเหล่านั้น   อุทิศสงฆ์  อานนท์

ในกาลนั้น    เรากล่าวว่า     ทักษิณาไปแล้วในสงฆ์    มีผลนับไม่ได้

ประมาณไม่ได้.   แต่นั้น  เมื่อกาลล่วงไป ๆ  ชนเหล่านั้นคิดว่า  นี้ชื่อว่า

เป็นธรรมเครื่องเนิ่นช้า     พวกเราจะต้องการอะไร     ด้วยธรรมเครื่อง

เนิ่นช้านี้   จึงทิ้งท่อนผ้าโยนไปเสียในงา.  ในกาลนั้น  เพศชื่อว่าหายไป.

ได้ยินว่า     การห่มผ้าชาวเที่ยวไปเป็นจารีตของคนเหล่านั้น     มาแต่

ครั้งพระกัสสปทศพล   ดังว่านี้   ชื่อว่า  การอันตรธานไปแห่งเพศ.

 

ชื่อว่า  อันตรธานไปแห่งธาตุ   พึงทราบอย่างนี้ :-    ปรินิพพานมี

๓  คือกิเลสปรินิพพาน   การปรินิพพานแห่งกิเลส,   ขันธปรินิพพาน

การปรินิพพานแห่งขันธ์,    ธาตุปรินิพพาน    การปรินิพพานแห่งธาตุ

บรรดาปรินิพพาน  ๓  อย่างนั้น  กิเลสปรินิพพาน  ได้มีที่โพธิบัลลังก์.

ขันธปรินิพพาน  ได้มีที่กรุงกุสินารา   ธาตุปรินิพพาน  จักมีในอนาคต.

จักมีอย่างไร   ?    คือครั้งนั้น   ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ   และ

สัมมานะในที่นั้น ๆ   ก็ไปสู่ที่ ๆ   มีสักการะ   และสัมมานะ   ด้วยกำลัง

อธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.     เมื่อกาลล่วงไป      สักการะและ

สัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง.    เวลาพระศาสนาเสื่อมลง    พระธาตุ

ทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้     จักประชุมกันแล้วไปสู่มหาเจดีย์

จากมหาเจดีย์   ไปสู่นาคเจดีย์   แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์.    พระธาตุ

ทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง     จากเทวโลกบ้าง     จากพรหมโลกบ้าง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 172

จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว.     พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์

ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง.    พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่

มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว    รวมเป็นพระพุทธรูป     แสดงพุทธสรีระ

ประทับนั่งขัดสมาธิ    ณ  โพธิมัณฑสถาน.   มหาปุริสลักษณะ    ๓๒

อนุพยัญชนะ   ๘๐   พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง   ทั้งหมดครบบริบูรณ์

ทีเดียว.     แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง     เหมือนในวันแสดงยมก

ปาฏิหาริย์.   ในกาลนั้น   ชื่อว่า   สัตว์ผู้เป็นมนุษย์   ไม่มีไปในที่นั้น.

ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ   ประชุมกันทั้งหมด   พากันครวญคร่ำรำพัน

ว่า  วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน  จำเดิมแต่บัดนี้ไป  จักมีแต่ความมืด.

ลำดับนั้น   เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ   ทำให้พระสรีระนั้น

ถึงความหาบัญญัติมิได้.    เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ    พลุ่ง

ขึ้นจนถึงพรหมโลก    เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยัง

มีอยู่     ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น    เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไป

เปลวเพลิงก็จักขายหายไป.    พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่

อย่างนี้แล้ว    ก็อันตรธานไป.    ในกาลนั้น    หมู่เทพกระทำสักการะ

ด้วยของหอม    ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น    เหมือนในวันที่พระ

พุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน   กระทำปทักษิณ   ๓  ครั้ง   ถวายบังคม

แล้ว   กราบทูลว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   พวกข้าพระองค์   จัก

ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต      ดังนี้แล้วก็กลับไปที่

อยู่ของตน ๆ นี้  ชื่อว่า อันตรธานแต่งพระธาตุ.

การอันตรธานแห่งปริยัตินั่นแล    เป็นมูลแห่งอันตรธาน   ๕

อย่างนี้    จริงอยู่เมื่อพระปริยัตติอันตรธานไป   ปฏิบัติก็ย่อมอันตรธาน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 173

เมื่อปริยัตติคงอยู่    ปฏิบัติก็คงอยู่.    เพราะเหตุนั้นแหละ    ในคราวมีภัย

ใหญ่ครั้งพระเจ้าจัณฑาลติสสะในทวีปนี้    ท้าวสักกะเทวราช    นิรมิต

แพใหญ่แล้วแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า     ภัยใหญ่จักมี     ฝนจักไม่ตกต้อง

ตามฤดูกาล  ภิกษุทั้งหลายพากันลำบากด้วยปัจจัย   ๔  จักไม่สามารถ

เพื่อจะทรงพระปริยัติไว้ได้.     ควรที่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจะไปยัง

ฝั่งโน้นรักษาชีวิตไว้   โปรดขึ้นแพใหญ่นี้ไปเถิด    เจ้าข้า   ที่นั่งบนแพนี้

ไม่เพียงพอแก่ภิกษุเหล่าใด     ภิกษุเหล่านั้น     จงเกาะขอนไม่ไปเถิด

ภัยจักไม่มีแก่ภิกษุทั้งปวง.   ในกาลนั้น  ภิกษุ    ๖๐   รูปไปถึงฝั่งสมุทร

แล้วกระทำกติกากันไว้ว่า     ไม่มีกิจที่พวกเราจะไปในที่นั้น     พวกเรา

จักอยู่ในที่นี้แล    จักรักษาพระไตรปิฎก    ดังนี้แล้ว    จึงกลับจากที่นั้น

ไปสู่ทักขิณมลยะชนบท    เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยรากเหง้า    และใบไม้.    เมื่อ

ร่างกายยังเป็นไปอยู่ก็พากันนั่งกระทำการสาธยาย     เมื่อร่างกาย

เป็นไปไม่ได้   ย่อมพูนทรายขึ้นล้อมรอบศีรษะไว้ในที่เดียวกันพิจารณา

พระปริยัติ.   โดยทำนองนี้  ภิกษุทั้งหลาย   ทรงพระไตรปิฎก   พร้อม

ทั้งอรรถกถาให้บริบูรณ์อยู่ได้ถึง   ๑๒   ปี.

 

เมื่อภัยสงบ  ภิกษุ     ๗๐๐   รูป   ไม่ทำแม้อักขระตัวหนึ่ง   แม้

พยัญชนะตัวหนึ่ง  ในพระไตรปิฎก  พร้อมทั้งอรรถกถาจากสถานที่ ๆ

ในรูปแล้ว    ให้เสียหาย     มาถึงเกาะนี้แหละ     เข้าไปสู่มณฑลาราม

วิหาร  ในกัลลคามชนบท.  ภิกษุ   ๖๐  รูป  ผู้ยังเหลืออยู่ในเกาะนี้  ได้

ฟังเรื่องการมาของพระเถระทั้งหลาย     คิดว่า     จักเยี่ยมพระเถระ

ทั้งหลาย    จึงไปสอบทานพระไตรปิฎกกับพระเถระทั้งหลาย    ไม่พบ

แม้อักขระตัวหนึ่ง     แม้พยัญชนะตัวหนึ่ง     ชื่อว่าไม่เหมาะสมกัน.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 174

พระเถระทั้งหลายเกิดสนทนากันขึ้นในที่นั้นว่า     ปริยัติเป็นมูล

แห่งพระศาสนา     หรือปฏิบัติเป็นมูล.    พระเถระผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็น

วัตร    กล่าวว่า    ปฏิบัติเป็นมูลแห่งพระศาสนา.    ฝ่ายพระธรรมกถึก

ทั้งหลาย   กล่าวว่า   พระปริยัติเป็นมูล.   ลำดับนั้น   พระเถระเหล่านั้น

กล่าวว่า     เราจะไม่เชื่อโดยเพียงคำของท่านทั้งสองฝ่ายเท่านั้น     ขอ

พวกท่านจงอ้างพระสูตรที่พระชินเจ้าทรงภาษิตไว้.    พระเถระ    ๒

พวกนั้นกล่าวว่า     การนำพระสูตรมาอ้าง     ไม่หนักเลย     พระเถระ

ฝ่ายผู้ทรงผ้าบังสุกุล    จึงอ้างพระสูตรว่า     ดูก่อนสุภัททะ.    ก็ภิกษุ

ทั้งหลายในพระศาสนานี้  พึงอยู่โดยชอบ โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์

ทั้งหลาย.    ดูก่อนมหาบพิตร    พระศาสนาของพระศาสดา    มีปฏิบัติ

เป็นมูล    มีการปฏิบัติเป็นสาระ     เมื่อทรงอยู่ในการปฏิบัติ     ก็ชื่อว่า

ยังคงอยู่.     ฝ่ายเหล่าพระธรรมกถึกได้ฟังพระสูตรนั้นแล้ว     เพื่อจะ

รับรองวาทะของตน   จึงอ้างพระสูตรนี้ว่า

 

พระสูตรยังดำรงอยู่ตราบใด  พระวินัยยังรุ่งเรือง

อยู่ตราบใด      ภิกษุทั้งหลายย่อมเห็นแสงสว่าง

เหมือนพระอาทิตย์อุทัย    อยู่ตราบนั่น   เมื่อพระ

สูตรไม่มีและแม้พระวินัยก็หลงเลือนไป   ในโลก

ก็จักมีแต่ความมืด     เหมือนพระอาทิตย์อัสดงคต

เมื่อภิกษุยังรักษาพระสูตรอยู่    ย่อมเป็นอันรักษา

ปฏิบัติไว้ด้วย   นักปราชญ์ดำรงอยู่ในการปฏิบัติ

ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ     ดังนี้

 

เมื่อพระธรรมกถึก     นำพระสูตรนี้มาอ้าง    พระเถระผู้ทรงผ้าบังสุกุล


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 175

ทั้งหลายก็นิ่ง.     คำของพระเถระผู้เป็นธรรมกถึกนั้นแล     เชื่อถือได้.

เหมือนอย่างว่า  ในระหว่างโคผู้   ๑๐๐ ตัว  หรือ  ๑๐๐๐  ตัว  เมื่อไม่มี

แม่โคผู้จะรักษาเชื้อสายเลย     วงศ์เชื้อสาย     ก็ไม่สืบต่อกัน     ฉันใด

เมื่อภิกษุเริ่มวิปัสสนา   ตั้ง   ๑๐๐  ตั้ง   ๑๐๐๐  รูป  มีอยู่  แต่ปริยัติไม่มี

ชื่อว่าการแทงคลอดอริยมรรคก็ไม่มี   ฉันนั้นนั่นแล.   อนึ่งเมื่อเขาจารึก

อักษรไว้หลังแผ่นหิน    เพื่อจะให้รู้ขุมทรัพย์    อักษรยังทรงอยู่เพียงใด

ขุมทรัพย์ทั้งหลาย     ชื่อว่ายังไม่เสื่อมหายไปเพียงนั้น    ฉันใด     เมื่อ

ปริยัติ    ยังทรงอยู่   พระศาสนา   ก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธาน ไป   ฉันนั้น

เหมือนกันแล.

จบ  อรรถกถาวรรคที่  ๑๐


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 176

อธรรมวรรคที่ ๑๑

 

ว่าด้วยผู้ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมและมั่นคง

 

[๑๓๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ภิกษุพวกที่แสดงอธรรมว่าธรรม

ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อไม่เป็นประโยชงเกื้อกูล     ไม่เป็น

ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก   เพื่ออนัตถะเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชน

เป็นอันมาก     เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย     ทั้งย่อมประสบ

บาปใช่บุญเป็นอันมาก     และย่อมจะยังสัทธรรมนี้ให้อันตรธาน.

[๑๓๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพวกที่แสดงธรรมว่า  อธรรม

ฯลฯ  ที่แสดงสิ่งที่มิใช่วินัยว่า  วินัย  ฯลฯ  ที่แสดงวินัยว่า  มิใช่วินัย  ฯลฯ

ที่แสดงคำพูดอันตถาคตมิได้ภาษิตไว้    มิได้กล่าวไว้ว่าตถาคตภาษิตไว้

กล่าวไว้  ฯลฯ    ที่แสดงคำพูดอันตถาคตได้ภาษิตไว้  กล่าวไว้ว่า  ตถาคต

มิได้ภาษิตไว้  มิได้กล่าวไว้  ฯลฯ  ที่แสดงกรรมอันตถาคตมิได้สั่งสมว่า

ตถาคตสั่งสม  ฯลฯ   ที่แสดงกรรมอันตถาคตได้สั่งสมไว้ว่า  ตถาคตมิได้

สั่งสมไว้ ฯลฯ   ที่แสดงสิ่งอันตถาคตบัญญัติไว้ว่า  ตถาคตมิได้บัญญัติไว้

ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่า    เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล   ไม่เป็น

ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก   เพื่ออนัตถะเพื่อมิใช่ประโยชน์กื้อกูล ชน

เป็นอันมาก     เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย     ทั้งย่อมประสบ

บาปใช่บุญเป็นอันมาก     และย่อมยังสัทธรรมนี้ให้อันตรธาน.

[๑๓๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุพวกที่แสดงอธรรมว่าอธรรม

ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่า    เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล    เพื่อความสุข


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 177

แก่ชนเป็นอันมาก     เพื่ออัตถะเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก

เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย      ทั้งย่อมประสบบุญเป็น

อันมาก  และย่อมดำรงสัทธรรมนี้ไว้มั่น.

[๑๓๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุพวกที่แสดงธรรมว่า   ธรรม

ฯลฯ  ที่แสดงสิ่งที่มิใช่วินัยว่า  มิใช่วินัย  ฯลฯ  ที่แสดงวินัยว่า  วินัย  ฯลฯ

ที่แสดงคำพูดอันตถาคตมิได้ภาษิตไว้  มิได้กล่าวไว้ว่าตถาคตมิได้ภาษิต

ไว้ มิได้กล่าวไว้ ฯลฯ ที่แสดงคำพูดอันตถาคตได้ภาษิตไว้  ได้กล่าวไว้ว่า

ตถาคตได้ภาษิตไว้ได้กล่าวไว้ ฯลฯ ที่แสดงกรรมที่ตถาคตมิได้สั่งสมว่า

ตถาคตมิได้สั่งสม ฯลฯ ที่แสดงสิ่งอันตถาคตมิได้บัญญัติว่า  ตถาคตมิได้

บัญญัติ    ฯลฯ   ที่แสดงสิ่งอันตถาคตบัญญัติว่า    ตถาคตบัญญัติ    ภิกษุ

เหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล     เพื่อความสุขแก่ชน

เป็นอันมาก   เพื่ออัตถะ    เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก    เพื่อ

ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย      ทั้งย่อมประสบบุญเป็นอันมาก

และย่อมดำรงสัทธรรมนี้ไว้มั่น.

จบ  อธรรมวรรคที่  ๑๑

 

อรรถกถาอธรรมวรรคที่ ๑๑

 

ในอธรรมวรรคที่   ๑๑  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

คำว่า   อธมฺม    อธมฺโม    เป็นต้น   พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว

นั่นแล.  คำที่เหลือในที่นี้  มีอรรถง่ายทั้งนั้น  แล.

 

จบ  อรรถกถาอธรรมวรรคที่  ๑๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 178

อนาปัตติวรรคที่  ๑๒

 

ว่าด้วยผู้ทำให้พระสัทธรรมอันตรธาน

 

[๑๓๕]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพวกที่แสดงอนาบัติว่า เป็นอาบัติ

ฯลฯ ที่แสดงอาบัติว่า เป็นอนาบัติ  ฯลฯ ที่แสดงลหุกาบัติว่า  เป็นครุกาบัติ

ฯลฯ  ที่แสดงครุกาบัติว่า  เป็นลหุกาบัติ   ฯลฯ  ที่แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า

เป็นอาบัติ ไม่ชั่วหยาบ  ฯลฯ  ที่แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า  เป็นอาบัติชั่วหยาบ

ฯลฯ  ที่แสดงอาบัติ  มีส่วนเหลือว่า  เป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ  ฯลฯ  ที่แสดง

อาบัติไม่มีส่วนเหลือว่า  เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ  ฯลฯ  ที่แสดงอาบัติทำคืน

ได้ว่า เป็นอาบัติทำคืนไม่ได้  ฯลฯ ที่แสดงอาบัติทำคืนไม่ได้ว่า เป็นอาบัติ

ทำคืนได้  ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่า   เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกู

เพื่อไม่เป็นสุขแก่ชนเป็นอันมาก     เพื่ออนัตถะเพื่อมิใช่ประโยชน์

เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก     เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ทั้งย่อมประสบบาปใช่บุญเป็นอันมาก     และย่อมทำให้สัทธรรมนี้

อันตรธาน.

[๑๓๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ภิกษุพวกที่แสดงอนาบัติว่า

เป็นอนาบัติ    ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล    เพื่อ

ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก     เพื่ออัตถะเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็น

อันมาก     เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย     ทั้งย่อมประสบ

บุญเป็นอันมาก  และย่อมดำรงสัทธรรมนี้ไว้มั่น.

[๑๓๗]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุพวกที่แสดงอาบัติว่า เป็นอาบัติ

ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล     เพื่อความสุข


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 179

แก่ชนเป็นอันมาก  เพื่ออัตถะเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ

ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย     ทั้งย่อมประสบบุญเป็นอันมาก

และย่อมดำรงสัทธรรมนี้ไว้มั่น.

[๑๓๘]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุพวกที่แสดงลหุกาบัติว่า

เป็นลหุกาบัติ    ฯลฯ   ที่แสดงครุกาบัติว่า   เป็นครุกาบัติ    ฯลฯ    ที่แสดง

อาบัติชั่วหยาบว่า   อาบัติชั่วหยาบ   ฯลฯ   ที่แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า

เป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ ฯลฯ  ที่แสดงอาบัติที่มีส่วนเหลือว่า  เป็นอาบัติมีส่วน

เหลือ ฯลฯ  ที่แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่า  เป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ

ที่แสดงอาบัติทำคืนได้ว่า  เป็นอาบัติทำคืนได้   ฯลฯ  ที่แสดงอาบัติทำคืน

ไม่ได้ว่า    เป็นอาบัติทำคืนไม่ได้   ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อ

ประโยชน์เกื้อกูล  เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก    เพื่ออัตถะเพื่อประโยชน์

เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก     เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ทั้งย่อมประสบบุญเป็นอันมาก และย่อมดำรงสัทธรรมนี้ไว้มั่น.

 

จบ  อนาปัตติวรรคที่  ๑๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 180

อรรถกถาอนาปัตติวรรคที่ ๑๒

 

ก็ในอนาปัตติวรรคที่  ๑๒  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

ในคำว่า     อนาปตฺตึ  อาปตฺติ   เป็นต้น   อนาบัติที่ท่านกล่าวไว้

ในที่นั้น ๆ  ว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุ  ผู้ไม่รู้อยู่   ไม่มีไถยจิต   ไม่ประสงค์

จะให้ตาย   ไม่ประสงค์จะอวด   ไม่ประสงค์จะปล่อย   (สุกกะ)   ดังนี้

ชื่อว่าอนาบัติ.    อาบัติที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า    เป็นอาบัติแก่

ภิกษุ  ผู้รู้อยู่  ผู้มีไถยจิต  ดังนี้  ชื่อว่า  อาบัติ.   อาบัติ  ๕   กอง  ชื่อว่า

ลหุกาบัติ  (อาบัติเบา)  อาบัติ  ๒  กอง  ชื่อว่า   ครุกาบัติ   (อาบัติหนัก)

อาบัติ   ๒  กอง  ชื่อทุฎฐุลลลาบัติ    (อาบัติชั่วหยาบ)  อาบัติ   ๕ กอง ชื่อว่า

อทุฏฐุลลาบ    (อาบัติไม่ชั่วหยาบ)  อาบัติ   ๖  กอง  ชื่อว่า  สาวเสสาบัติ

(อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ)   อาบัติปาราชิก  ๑   กอง  ชื่อว่า   อนาวเสสาบัติ

(อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ)    อาบัติที่มีส่วนเหลือนั่นแหละ    ชื่อว่า    อาบัติ

ที่ทำคืนได้    อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือนั่นแหละ   ชื่อว่าอาบัติที่ทำคืนไม่ได้.

คำที่เหลือ  ในที่ทั้งปวง  มีอรรถง่ายทั้งนั้น.

จบ  อรรถกถาอนาปัตติวรรคที่  ๑๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 181

เอกปุคคลบาลี

 

เอกปุคคลวรรคที่  ๑๓

 

ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นเอก

 

[๑๓๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     บุคคลผู้เอก  เมื่อเกิดขึ้นในโลก

ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูล     เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก

เพื่ออนุเคราะห์โลก    เพื่ออัตถะเพื่อประโยชน์เกื้อกูล    เพื่อความสุขแก่

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย     บุคคลผู้เอกเป็นไฉน     คือ     พระตถาคต

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลผู้เอกนี้แล   เมื่อ

เกิดขึ้นในโลก    ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูล    เพื่อความสุขแก่ชน

เป็นอันมาก   เพื่ออนุเคราะห์โลก   เพื่ออัตถะเพื่อประโยชน์เกื้อกูล   เพื่อ

ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

 

[๑๔๐]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เอกหา

ได้ยากในโลก    บุคคลผู้เอกเป็นไฉน   คือ   พระตถาคตอรหันตสัมมา-

สัมพุทธเจ้า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เอกนี้แล

หาได้ยากในโลก.

 

[๑๔๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     บุคคลผู้เอก     เมื่อเกิดขึ้นในโลก

ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์   บุคคลผู้เอกเป็นไฉน   คือ   พระตถาคต

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลผู้เอกนี้แล   เมื่อ

เกิดขึ้นในโลก  ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 182

[๑๔๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     กาลกิริยาของบุคคลผู้เอก     เป็น

เหตุเดือดร้อนแก่ชนเป็นอันมาก   บุคคลผู้เอกเป็นไฉน  คือ   พระตถาคต

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กาลกิริยาของบุคคล

ผู้เอกนี้แล  เป็นเหตุเดือดร้อนแก่ชนเป็นอันมาก.

[๑๔๓]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     บุคคลผู้เอก     เมื่อเกิดขึ้นในโลก

ย่อมเกิดขึ้นเป็นผู้ไม่เป็นที่สองใคร.  ไม่มีใครเช่นกับพระองค์ ไม่มีใครเปรียบ

ไม่มีใครเปรียบเสมอ    ไม่มีส่วนเปรียบ    ไม่มีบุคคลเปรียบ    ไม่มีใคร

เสมอ     เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอ     เป็นผู้เลิศกว่าคน

ทั้งหลาย     บุคคลผู้เอกเป็นไฉน    คือ    พระตถาคตอรหันตสัมมาสัม-

พุทธเจ้า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     บุคคลผู้เอกนี้แล     เมื่อเกิดขึ้นในโลก

ย่อมเกิดขึ้นเป็นผู้ไม่เป็นที่สองใคร  ไม่มีใครเช่นกับพระองค์  ไม่มีใครเปรียบ

ไม่มีใครเปรียบเสมอ  ไม่มีส่วนเปรียบ  ไม่มีบุคคลเปรียบ  ไม่มีใครเสมอ

เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอ  เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย.

 

[๑๔๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความปรากฏขึ้นแห่งบุคคลผู้เอก

เป็นความปรากฏแห่งจักษุใหญ่    แห่งแสงสว่างใหญ่    แห่งโอภาสใหญ่

แห่งอนุตตริยะ   ๖   เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา   ๔   เป็นการ

แทงตลอดธาตุเป็นอันมาก     เป็นการแทงตลอดธาตุต่าง ๆ     เป็นการ

กระทำให้แจ้งซึ่งผล     คือ     วิชชาและวิมุตติ      เป็นการกระทำให้แจ้ง

ซึ่งโสดาปัตติผล    สกทาคามิผล    อนาคามิผล    อรหัตตผล    บุคคลผู้

เอกเป็นไฉน   คือ   พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย    ความปรากฏขึ้นแห่งบุคคลผู้เอกนี้แล    เป็นความปรากฏแห่ง

จักษุใหญ่    แห่งแสงสว่างใหญ่    แห่งโอภาสใหญ่    แห่งอนุตตริยะ    ๖


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 183

เป็นการทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา     ๔     เป็นการแทงตลอดธาตุเป็นอัน

มาก     เป็นการแทงตลอดธาตุต่าง ๆ     เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งผล

คือ  วิชชาและวิมุตติ   เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล   สกทา-

คามิผล  อนาคามิผล  อรหัตตผล.

[๑๔๕]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นบุคคลอื่นแม้

คนเดียว     ผู้ยังธรรมจักรที่ยอดเยี่ยมอันตถาคตให้เป็นไปแล้ว     ให้เป็น

ไปตามโดยชอบ  เหมือนสารีบุตรนี้เลย  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สารีบุตร

ย่อมยังธรรมจักรที่ยอดเยี่ยม     อันตถาคตให้เป็นไปแล้ว     ให้เป็นไป

ตามโดยชอบทีเดียว.

 

จบ  เอกปุคคลวรรคที่  ๑๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 184

อรรถกถาเอกปุคคลวรรคที่ ๑๓

 

อรรถกถาสูตรที่ ๑

 

เอกปุคคลวรรค  สูตรที่  ๑  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   เอกปุคฺคโล  แปลว่า   บุคคลคนเดียว.   บทว่า   เอโก   ใน

คำว่า   เอกปุคฺคโล   นี้   เป็นการกำหนดจำนวน   ซึ่งมีใจความปฏิเสธ

คนที่  ๒  เป็นต้น.  บทว่า  ปุคฺคโล  เป็นคำพูดโดยสมมติ  ไม่ใช่คำพูด

โดยปรมัตถ์.

จริงอยู่เทศนาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า   มี   ๒   อย่าง   คือ

สมมติเทศนา  ๑  ปรมัตถเทศนา  ๑  ใน  ๒   อย่างนั้น เทศนาทำนองนี้ว่า

บุคคล   สัตว์  หญิง   ชาย   กษัตริย์  พราหมณ์   เทวดา   มาร   ชื่อว่า

สมมติเทศนา    เทศนาทำนองนี้ว่า    ไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    เป็นอนัตตา

ขันธ์  ธาตุ  อายตนะ  สติปัฏฐาน  ชื่อว่า  ปรมัตถเทศนา.  ในเทศนา  ๒

อย่างนั้น     ชนเหล่าใดฟังเทศนาเนื่องด้วยสมมติ     สามารถเข้าใจเนื้อ

ความละโมหะ  บรรลุคุณพิเศษได้  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ย่อมทรงแสดง

สมมติเทศนาแก่ชนเหล่านั้น.     ส่วนชนเหล่าใด     ฟังเทศนาเนื่องด้วย

ปรมัตถ์   แล้วสามารถเข้าใจเนื้อความ    ละโมหะ    บรรลุคุณพิเศษได้

พระผู้มีพระภาคเจ้า      ย่อมทรงแสดงปรมัตถเทศนาแก่ชนเหล่านั้น.

ในข้อนั้น พึงทราบอุปมาดังต่อไปนี้ :-

เหมือนอย่างว่า     อาจารย์ผู้ฉลาดในภาษาท้องถิ่น     ผู้บรรยาย

เนื้อความแห่งเวททั้ง   ๓   ชนเหล่าใด   เมื่อพูดด้วยภาษาทมิฬ   ย่อมรู้ใจ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 185

ความได้    ก็จะสอนชนเหล่านั้น    ด้วยภาษาทมิฬ    ชนเหล่าใดเมื่อพูด

ด้วยภาษาใดภาษาหนึ่งในบรรดาภาษาของชาวอันธะเป็นต้น     ย่อมรู้

ใจความได้   ก็จะสอนด้วยภาษานั้น ๆ   แก่ชนเหล่านั้น   เมื่อเป็นดังนั้น

มาณพเหล่านั้น     อาศัยอาจารย์ผู้ฉลาด    เฉียบแหลม    ย่อมเรียนศีลปะ

ได้โดยฉับพลันทีเดียว.    ในอุปมานั้นพึงทราบว่า    พระผู้มีพระภาค

พุทธเจ้า    เปรียบเหมือนอาจารย์.    ปิฎก    ๓   ตั้งอยู่ในภาวะที่จะต้อง

บอกกล่าว     เปรียบเหมือนเวท     ๓     ความเป็นผู้ฉลาดในสมมติและ

ปรมัตถ์    เหมือนความเป็นผู้ฉลาดในภาษาท้องถิ่น    เวไนยสัตว์ผู้

สามารถเข้าใจความได้     ด้วยอำนาจแห่งสมมติและปรมัตถ์เหมือน

มาณพ      ผู้รู้ภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ กัน      เทศนาด้วยอำนาจสมมติและ

ปรมัตถ์    ของพระผู้มีพระภาคเจ้า    เปรียบเหมือนการสอนด้วยภาษา

มีภาษาทมิฬเป็นต้นของอาจารย์.     สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ว่า

 

พระสัมพุทธเจ้า     เป็นยอดของผู้กล่าวสอน

ทั้งหลาย   ได้ตรัสสัจจะ   ๒   อย่าง   คือ   สมมติ

สัจจะ    และปรมัตถสัจจะ    ไม่ตรัสสัจจะที่    ๓

คำที่ชาวโลกหมายรู้กันก็เป็นสัจจะ      เพราะมี

โลกสมมติเป็นเหตุ    คำที่ระบุถึงสิ่งที่เป็นปรมัตถ์

ก็เป็นสัจจะ   เพราะมีความจริงของธรรมทั้งหลาย

เป็นเหตุ    เพราะฉะนั้น    มุสาวาท    จึงไม่เกิดแก่

พระโลกนาถผู้ศาสดา   ผู้ฉลาดในโวหาร   ผู้ตรัส

ตามสมมติ.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 186

อีกอย่างหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้า    ตรัสปุคคลกถา    ว่าด้วย

บุคคล   ด้วยเหตุ   ๘   ประการ   คือ   เพื่อทรงแสดงหิริ   ความละอาย

และโอตัปปะ   ความเกรงกลัว   ๑    เพื่อทรงแสดง   กัมมัสสกตา  (ความ

ที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน)   ๑  เพื่อทรงแสดงบุคคลผู้กระทำเฉพาะตน ๑

เพื่อทรงแสดงถึงอนันตริยกรรม   (กรรมก่อนกรรมอื่น ๆ   ที่ให้ผล)   ๑

เพื่อทรงแสดงถึงพรหมวิหารธรรม    (เมตตา   กรุณา มุทิตา   อุเปกขา)   ๑

เพื่อทรงแสดงถึงปุพเพนิวาสญาณ      (ระลึกชาติก่อนไว้)   ๑   เพื่อทรง

แสดงถึงทักขิณาวิสุทธิ  (ความบริสุทธิ์แห่งทักขิณา)  ๑   และเพื่อไม่ทรง

ละโลกสมมติ  ๑.  เมื่อพระองค์ตรัสว่า   ขันธ์   ธาตุ   อายตนะทั้งหลาย

ย่อมละอาย     ย่อมเกรงกลัวดังนี้    มหาชนย่อมไม่เข้าใจ     ย่อมงงงวย

กลับเป็นศัตรู(โต้แย้ง)ว่า  นี้อะไรกัน  ขันธ์  ธาตุ  อายตนะ  ย่อมละอาย  ย่อม

เกรงกลัว. แต่เมื่อตรัสว่า  หญิง  ชาย  กษัตริย์ พราหมณ์  เทพ  และมาร

ย่อมละอาย  ย่อมเกรงกลัว   มหาชนย่อมเข้าใจ  ย่อมไม่งงงวย  ไม่กลับ

เป็นศัตรู(ไม่โต้แย้ง).  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสบุคคล

กถา (กถาว่าด้วยบุคคล) ก็เพื่อทรงแสดงหิริและโอตตัปปะ.

 

แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า    ขันธ์ทั้งหลาย    ธาตุทั้งหลาย    อายตนะ

ทั้งหลาย    มีกรรมเป็นของตน    ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.    เพราะเหตุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา  เพื่อทรงแสดงความที่สัตว์มีกรรม

เป็นของตน.  แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า  มหาวิหารทั้งหลาย  มีเวฬุวันเป็นต้น

อัน  ขันธ์  ธาตุ อายตนะ สร้างแล้ว ก็นัยนี้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น พระผู้

มีพระภาคเจ้า  จึงทรงแสดงบุคคลกถา  เพื่อทรงแสดงถึงบุคคลผู้กระทำ

เฉพาะตน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 187

แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า    ขันธ์    ธาตุ    อายตนะ    ย่อมปลงชีวิต

บิดา   มารดา   พระอรหันต์   กระทำกรรมคือยังพระโลหิตให้ห้อ   และ

กระทำสังฆเภท   ก็นัยนี้เหมือนกัน  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงทรงแสดงบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงอนันตริยกรรม.

แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า    ขันธ์    ธาตุ    อายตนะ    ย่อมมีเมตตา

ก็นัยนี้เหมือนกัน     เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดง

บุคคลกถา  เพื่อทรงแสดงพรหมวิหารธรรม.

แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า    ขันธ์    ธาตุ    อายตนะ    ย่อมระลึกถึง

ปุพเพนิวาสญาณ  ก็นัยนี้เหมือนกัน  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงทรงแสดงบุคคลกถา  เพื่อทรงแสดงปุพเพนิวาสญาณ.

แม้เมื่อกล่าวว่า   ขันธ์   ธาตุ   อายตนะ   ย่อมรับทาน   มหาชน

ย่อมไม่เข้าใจ  ย่อมงงงวย  กลับเป็นศัตรูว่า  นี้อะไรกัน  ขันธ์   ธาตุ อายตนะ

ย่อมรับทาน.    แต่เมื่อกล่าวว่า    บุคคลผู้มีศีล    มีกัลยาณธรรมเป็นต้น

มหาชนย่อมเข้าใจ   ย่อมไม่งงงวย   เพราะฉะนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงทรงแสดงบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงความหมดจดแห่งทักษิณา.

จริงอยู่  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย  ย่อมไม่ละโลกสมมติ

ตั้งอยู่ในชื่อของชาวโลก  ในภาษาของชาวโลก  ในคำพูดจากันของ

ชาวโลกนั่นแลแสดงธรรม.     เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรง

แสดงบุคคลกถา  แม้เพื่อไม่ละโลกสมมติ.

ดังนั้น   จึงชื่อว่าบุคคลเอก   เพราะบุคคลนั้นด้วย   เป็นเอกด้วย.

ที่ชื่อว่าบุคคลเอก   เพราะอรรถว่ากระไร  ?    เพราะอรรถว่า   ไม่มี

ผู้อื่นเหมือน    เพราะอรรถว่าพิเศษโดยคุณ    เพราะอรรถว่าเสมอกับ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 188

พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีบุคคลเสมอ.     จริงอยู่    พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

ไม่เหมือนกับมหาชนทั่วไป    โดยคุณคือโพธิสมภารนับตั้งแต่ทรงรำพึง

ถึงบารมี  ๑๐  ตามลำดับและโดยพระพุทธคุณ  เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า

บุคคลเอก เพราะอรรถว่าไม่มีใครเหมือนบ้าง.

อนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น    ทรงมีคุณพิเศษกว่าคุณของ

เหล่าสัตว์ผู้มีคุณทั่วไป   เพราะเหตุนั้น   จึงชื่อบุคคลเอก   เพราะอรรถ

ว่า    มีความพิเศษโดยคุณ.    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน ๆ    ไม่เสมอ

ด้วยสัตว์ทุกจำพวก     แต่พระผู้มีพระภาคเจ้านี้     พระองค์เดียวเท่านั้น

เป็นผู้เสมอกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น    โดยพระคุณคือรูปกาย

และพระคุณคือนามกาย   เพราะเหตุนั้น   จึงชื่อว่า   บุคคลเอก   เพราะ

อรรถว่า เสมอกับพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ.

บทว่า  โลเก  ได้แก่ โลก  ๓  คือ  สัตวโลก โอกาสโลก  สังขาร-

โลก.  กถาว่าด้วยความพิสดารแห่งโลกทั้ง  ๓  นั้น  ท่านได้กล่าวไว้แล้ว

ในวิสุทธิมรรค.  บรรดาโลก  ๓  นั้น  สัตวโลกท่านประสงค์เอาในที่นี้.

จริงอยู่   พระตถาคตนั้น แม้เมื่อเกิดในสัตวโลก หาได้เกิดในเทวโลก และ

ในพรหมโลกไม่    ย่อมเกิดเฉพาะในมนุษยโลกเท่านั้น.    แม้ในมนุษย-

โลกเล่า     ก็หาได้เกิดในจักรวาลอื่นไม่     ย่อมเกิดเฉพาะในจักรวาลนี้

เท่านั้น  แม้ในจักรวาลนั้น  ก็หาเกิดในที่ทุกแห่งไปไม่.

ในทิศบูรพา   มีนิคม   ชื่อว่า   กชังคละ   ถัดจากกชังคละนิคม

นั้นไป    มีนครชื่อว่า     มหาสาละ    ถัดจากมหาสาละนั้นไป    เป็น

ปัจจันตชนบท    ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท.    ในทิศอาคเนย์    มีแม่น้ำ

ชื่อว่า   สัลลวดี  ถัดจากแม่น้ำสัลลวดีนั้นไป  เป็นปัจจันตชนบท  ร่วมใน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 189

เป็นมัชฌิมชนบท.   ในทิศทักษิณ   มีนิคนชื่อว่าเสตกัณณิกะ   ถัดจาก

เสตกัณณิกนิคมนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท     ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท

ในทิศประจิม  มีบ้านพราหมณ์  ชื่อว่าถูนะ  ถัดจากบ้านพราหมณ์นั้นไป

เป็นปัจจันตชนบท    ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท    ในทิศอุดร    มีภูเขา

ชื่อว่า  อุสีรธชะ    ถัดจากเขานั้นไปเป็นปัจจันตชนบท   ร่วมในเป็น

มัชฌิมชนบท.  พระตถาคตย่อมอุบัติ  ในมัชฌิมประเทศ  ที่ท่านกำหนด

ดังกล่าวมาแล้วนั้น  โดยส่วนยาว   วัดได้  ๓๐๐  โยชน์  โดยส่วนกว้าง

วัดได้  ๑๕๐   โยชน์   วัดโดยรอบได้  ๙๐๐   โยชน์.   อนึ่งพระตถาคต

หาได้อุบัติแต่ลำพังพระองค์อย่างเฉียวไม่    พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย

พระอัครสาวก   พระอสีติมหาเถระ    แม้ท่านผู้มีบุญอื่น ๆ    ก็ย่อมเกิด

ขึ้น.    พระพุทธมารดา    พระพุทธบิดา    พระเจ้าจักรพรรดิ์    และ

พราหมณ์คฤหบดี    ผู้เป็นบุคคลสำคัญเหล่าอื่น   ก็ย่อมเกิดในมัชฌิม-

ประเทศนี้เหมือนกัน.

ก็บทว่า    อุปฺปชฺชมาโน  อุปฺปชฺชติ   ทั้งสองนี้   เป็นคำกล่าว

ค้างไว้เท่านั้น.     ก็ในคำนี้พึงทราบความอย่างนี้ว่า     พระตถาคตเมื่อ

อุบัติ  ย่อมอุบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก  หาอุบัติ

ด้วยเหตุอื่นไม่.   ก็ในอธิการนี้   ลักษณะเห็นปานนี้   ใคร ๆ   หาอาจ

คัดค้านคำทั้งสองนั่นโดยลักษณะศัพท์อื่นไม่.

อีกอย่างหนึ่ง   พึงทราบความต่างกันในคำนี้  ดังนี้ว่า   อุปฺปชฺ-

ชมาโน  นาม   (ชื่อว่าเมื่อจะอุบัติ )   อุปฺปชฺชติ   นาม    (ชื่อว่ากำลังอุบัติ)

อุปฺปนฺโน    นาม   (ชื่อว่าอุบัติแล้ว.)   จริงอยู่    พระพุทธองค์ได้รับคำ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 190

พยากรณ์     แต่บาทมูลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร    เมื่อ

แสวงหาพุทธการกธรรม     (ธรรมเครื่องทำความเป็นพระพุทธเจ้า)

ทรงเห็นบารมี   ๑๐    จึงทรงตกลงพระทัยว่า    เราควรบำเพ็ญธรรม

เหล่านี้    แม้กำลังบำเพ็ญทานบารมีอยู่    ก็ชื่อว่า    เมื่อจะอุบัติ.    แม้

เมื่อทรงบำเพ็ญบารมี  ๑๐  เหล่านี้คือ    ศีลบารมี  ฯลฯ  อุเปกขาบารมี

ก็ดี   ทรงบำเพ็ญอุปบารมี   ๑๐   อยู่ก็ดี   ก็ชื่อว่า   เมื่อจะอุบัติ.   แม้เมื่อ

ทรงบำเพ็ญปรมัตถบารมี   ๑๐   อยู่ก็ชื่อว่า   เมื่อจะอุบัติ      เมื่อบริจาค

ซึ่งมหาบริจาค  ๕   ประการ  ก็ชื่อว่า  เมื่อจะอุบัติ  แม้เมื่อทรงบำเพ็ญ

ญาตัตถจริยา   โลกัตถจริยา   และพุทธัตถจะริยา   ก็ชื่อว่า   เมื่อจะอุบัติ.

แม้เมื่อทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรม ให้ถึงที่สุด   สิ้น  ๔  อสงไขยกำไรแสนกัป

ก็ชื่อว่าเมื่อจะอุบัติ.  แม้เมื่อทรงละอัตภาพพระเวสสันดร  ถือปฏิสนธิใน

ดุสิตบุรี   ดำรงอยู่ตลอด  ๕๗  โกฏิปี  กับอีก  ๖๐,๐๐๐  ปี  ก็ชื่อว่าเมื่อจะ

อุบัติ.   พระองค์อันเทวดาทูลอาราธนาแล้ว   ทรงตรวจดู   มหาวิโลกิตะ

๕   ประการ   ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระเทวี   ทรงพระนาม

ว่ามหามายาก็ดี    ทรงอยู่ในพระครรภ์   ๑๐.   เดือนถ้วนก็ดี    ก็ชื่อว่า

เมื่อจะอุบัติเหมือนกัน.  แม้ทรงดำรงอยู่ในการครองเรือน  ๒๙  พรรษา

ก็ชื่อว่า     เมื่อจะอุบัติเหมือนกัน.    แม้เมื่อทรงเห็นโทษในกามทั้งหลาย

เห็นอานิสงส์ในการออกจากกาม     มีนายฉันนะเป็นสหาย    ทรงม้า

กัณฐกะตัวประเสริฐ     เสด็จออกผนวชในวันที่พระราหุลภัตทะประสูติ

ก็ชื่อว่าเมื่อจะอุบัติเหมือนกัน. เสด็จผ่านพ้นราชอาณาจักรทั้ง ๓ แห่งไป

ทรงผนวชที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานทีก็ดี     ก็ชื่อว่าเมื่อจะอุบัติเหมือนกัน   แม้.

ทรงท่านหาปธานความเพียร  ๖  พรรษา  ก็ชื่อว่า เมื่อจะอุบัติเหมือนกัน.

เมื่อพระญาณแก่กล้าแล้วเสวยกระยาหารหยาบก็ดี  ก็ชื่อว่า  เมื่อจะอุบัติ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 191

เหมือนกัน.     แม้เมื่อขึ้นสู่มหาโพธิมัณฑสถานในวันวิสาขบุรณมี

ในเวลาเย็น    ทรงกำจัดมารและพลแห่งมาร     ทรงระลึกถึงปุพเพ-

นิวาสญาณในปฐมยาม    ทรงชำระทิพพจักขุในมัชฌิมยาม    ทรง

พิจารณาปฏิจจสมุปบาท   ๑๒   องค์  โดยอนุโลม   และปฏิโลมในเวลา

ติดต่อกับปัจฉิมยาม    แล้วแทงตลอดโสดาปัตติมรรคก็ดี   ชื่อว่า เมื่อจะ

อุบัติเหมือนกัน.    ในขณะแห่งโสดาปัตติผลก็ดี    ในขณะแห่งสกทาคา

มิมรรคก็ดี   ในขณะแห่งสกทาคามิผลก็ดี    ในขณะแห่งอนาคามิมรรค

ก็ดี   ในขณะแห่งอนาคามิผลก็ดี   ชื่อว่า   เมื่อจะอุบัติเหมือนกัน.   ส่วน

ในขณะแห่งอรหัตตมรรค    ชื่อว่า   กำลังอุบัติ.   ในขณะแห่งอรหัตตผล

ชื่อว่า    อุบัติแล้ว.  จริงอยู่    อิทธิวิธญาณเป็นต้น    ของพระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย     ย่อมไม่เกิดขึ้นตามลำดับ     เหมือนของพระสาวกทั้งหลาย.

ก็กองแห่งคุณมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น    แม้ทั้งสิ้น    ชื่อว่าย่อม

มาพร้อมกันทีเดียวกับพระอรหัตตมรรค.   เพราะฉะนั้น   ท่านเหล่านั้น

ชื่อว่าอุบัติแล้วในขณะแห่งอรหัตตผล   เพราะมีกิจทั้งปวงอันสำเร็จ

แล้ว.  ในสูตรนี้   พึง ราบว่า  กำลังอุบัติ   หมายเอาขณะแห่งอรหัตตผล

นั่นแล.  ความจริงในคำว่า  อุปฺปชฺชติ  นี้  มีใจความดังนี้ว่า  อุปฺปนฺโน

โหติ  (ย่อมเป็นผู้อุบัติ).

บทว่า   พหุชนหิตาย   ความว่า   ย่อมเสด็จอุบัติเพื่อประโยชน์

เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก.  บทว่า พหุโน   ชนสฺส   สุขาย  ความว่า  ย่อมเสด็จ

อุบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มาก.   บทว่า  โลกานุกมฺปาย   ความว่า

เสด็จอุบัติเพราะอาศัยความเอ็นดูแก่สัตวโลก.      ถามว่า  แก่สัตว์โลก

ไหน  ?    แก้ว่า    เพื่อประโยชน์แก่สัตวโลกผู้สดับพระธรรมเทศนา

ของพระตถาคตได้ดื่มน้ำอมฤตแล้วตรัสรู้ธรรม.     เมื่อพระผู้มีพระ-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 192

ภาคเจ้า  ยับยั้งอยู่  ๗ สัปดาห์  ณ   โพธิมัณฑสถาน  แล้วเสด็จจาก

โพธิมัณฑสถานมายังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน     แล้วทรงแสดงธรรม

จักกัปปวัตตนสูตรว่า   ภิกษุทั้งหลาย   ที่สุด    ๒   อย่างนี้   บรรพชิต

ไม่ควรเสพ   เป็นต้น   พรหมนับได้   ๑๘   โกฏิ   พร้อมด้วยท่านพระ-

อัญญาโกณฑัญญเถระ    ได้ดื่มน้ำอมฤตแล้ว.    พระองค์เสด็จอุบัติ

เพื่อความอนุเคราะห์แก่สัตวโลกนี้.   ในวันที่   ๕   ในเวลาจบ    อนัตต-

ลักขณสูตร  พระปัญจวัคคีย์เถระ  ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว.  พระองค์

เสด็จอุบัติเพื่อความอนุเคราะห์แก่สัตวโลกแม้นี้.     ลำดับนั้น     ทรง

ให้บุรุษ  ๕๕   คน   มียสกุลบุตรเป็นหัวหน้า     ดำรงอยู่ในพระอรหัต.

แต่นั้นทรงให้ภัททวัคคีย์กุมาร   ๓๐   คน   ณ   ไพรสณฑ์ป่าฝ้าย   ได้

บรรลุ   มรรค  ๓  และผล  ๓.  พระองค์เสด็จอุบัติเพื่อความอนุเคราะห์

แก่สัตวโลกนี้.   ในเวลาจบอาทิตตปริยายสูตร   ให้ชฎิล   ๑,๐๐๐   คน

ดำรงอยู่ในพระอรหัต   ณ  คยาสีสประเทศ.   อนึ่ง   พราหมณ์และ

คฤหบดี   ๑๑   นหุต   มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข  ณ   สวนตาลหนุ่ม

ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว     ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล

อีก  ๑  นหุต    ตั้งอยู่ในสรณะ   ในเวลาจบอนุโมทนาด้วยติโรกุฑฑสูตร

สัตว์  ๘๔,๐๐๐  ได้ดื่มน้ำอมฤตแล้ว.  ในสมาคมแห่งนายสุมนมาลาการ

สัตว์   ๘๔,๐๐๐   ดื่มน้ำอมฤตแล้ว.   ในสมาคมแห่งช้างธนบาล   สัตว์

๑๐,๐๐๐   ดื่มน้ำอมฤตแล้ว.    ในสมาคมแห่งขทิรังคารชาดก    สัตว์

๘๔,๐๐๐  ดื่มน้ำอมฤตแล้ว.    ในสมาคมแห่งชัมพุกาชีวก    สัตว์

๘๔,๐๐๐  ดื่มน้ำอมฤต.  ในสมาคมแห่งอานันทเศรษฐี   สัตว์  ๘๔,๐๐๐

ดื่มน้ำอมฤต.  ในวันแสดงปารายนสูตร   ณ    ปาสาณกเจดีย์   สัตว์

๑๔   โกฏิ   ดื่มน้ำอมฤตแล้ว. ในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์ สัตว์   ๒๐ โกฏิ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 193

ดื่มน้ำอมฤต.     เมื่อพระศาสดาประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์

ณ    ภพดาวดึงส์     ทรงกระทำพระมารดาให้เป็นกายสักขี     แสดง

พระอภิธรรม ๗  คัมภีร์  สัตว์  ๘๐ โกฏิ  ดื่มน้ำอมฤต. ในวันเสด็จลงจากเทวโลก

สัตว์  ๓๐ โกฏิ  ดื่มน้ำอมฤต  ในสักกปัญหสูตร เทวดา  ๘๐,๐๐๐ ได้ดื่มน้ำอมฤต

แล้ว.   ในฐานะทั้ง   ๔   เหล่านี้   คือ   ในมหาสมัยสูตร   ในมงคลสูตร

ในจุลลราหุโลวาทสูตร   ในสมจิตตปฏิปทาสูตร    สัตว์ผู้ได้ตรัสรู้ธรรม

กำหนดไม่ได้.     พระองค์เสด็จอุบัติเพื่อความอนุเคราะห์แก่สัตวโลก

แม้นี้แล.   เบื้องหน้าแต่นี้จากวันนี้ไป   (และ)   ในอนาคตกาล   พึงทราบ

เนื้อความในอธิการนี้ดังกล่าวมานี้       แม้ด้วยอำนาจแห่งเหล่าสัตว์ผู้

อาศัยพระศาสนาแล้วดำรงอยู่ในทางสวรรค์และพระนิพพาน.

บทว่า  เทวมนุสฺสาน  ความว่า พระองค์เสด็จอุบัติ  เพื่อประโยชน์

เพื่อเกื้อกูล     และเพื่อความสุข     แก่เทวดาแสะมนุษย์อย่างเดียวเท่านั้น

ก็หาไม่  (แต่)  เสด็จอุบัติ   เพื่อประโยชน์  เพื่อเกื้อกูล  และเพื่อความสุข

แก่สัตว์ที่เหลือ     มีนาคและครุฑเป็นต้นด้วย.     ก็เพื่อจะแสดงบุคคล

ผู้ถือปฏิสนธิเป็นสเหตุกะ    ผู้สมควรทำให้แจ้งมรรคและผล    จึงกล่าว

อย่างนั้น. เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า พระองค์เสด็จอุบัติ  เพื่อประโยชน์

เพื่อเกื้อกูลและเพื่อความสุขเท่านั้น แม้แก่สัตว์เหล่านั้น.

 

บทว่า กตโม  เอกปุคฺคโล มีปุจฉาดังต่อไปนี้  :-

ชื่อว่า  ปุจฉานี้  มี  ๕  อย่าง  คือ  อทิฏฐโชตนาปุจฉา  (คำถาม

เพื่อให้กระจ่างในสิ่งที่ตนยังไม่เห็น)  ๑  ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา  (คำถาม

เพื่อเทียบกับสิ่งที่ตนเห็นแล้ว)   ๑       วิมติเฉทนาปุจฉา     (คำถามเพื่อ

ตัดความสงสัย)   ๑   อนุมิปุจฉา   (คำถามเพื่อรับอนุมัติ )   ๑   กเถตุ-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 194

กัมยตาปุจฉา   (คำถามโดยใคร่จะกล่าวเสียเอง   ๑   ปุจฉาทั้ง   ๕   นั้น

มีความค้างกันดังต่อไปนี้ :-

อทิฎฐโชตนาปุจฉา   เป็นไฉน  ?    ลักษณะตามปกติ   เป็นสิ่ง

ยังไม่รู้    ยังไม่เห็น    ยังชั่งไม่ได้    ยังไม่ได้ไตร่ตรอง    ยังไม่ปรากฏ

ชัด  ยังไม่แจ่มแจ้ง    บุคคลย่อมถามปัญหาเพื่อรู้    เพื่อเห็น    เพื่อชั่ง

เพื่อไตร่ตรอง     เพื่อต้องการให้ปรากฏชัด     เพื่อต้องการความแจ่ม

แจ้ง  แห่งลักษณะนั้น  นี้ชื่อว่า  อทิฏฐโชตนาปุจฉา.

ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา  เป็นไฉน ลักษณะตามปกติ  เป็นอันรู้

แล้ว  เห็น  ชั่ง  ไตร่ตรอง  ปรากฏชัด   และแจ่มแจ้งแล้ว   บุคคลย่อมถาม

ปัญหา    เพื่อเทียบเคียงกับบัณฑิตเหล่าอื่น    นี้ชื่อว่า  ทิฏฐสังสันทนา-

ปุจฉา.

วิมติเฉทนาปุจฉา    เป็นไฉน  ?    ตามปกติ   บุคคลย่อมแล่นไป

สู่ความสงสัย     เกิดความลังเลใจขึ้นว่า     เป็นอย่างนี้หรือหนอ     มิใช่

หรือหนอ   เป็นอะไรหนอ   เป็นอย่างไรหนอ   เขาจึงถามปัญหา   เพื่อ

ต้องการตัดความสงสัย  นี้ชื่อว่า  วิมติเฉทนาปุจฉา.

อนุมติปุจฉา   เป็นไฉน. จริงอยู่    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม

ปัญหา    ตามความเห็นชอบของภิกษุทั้งหลายว่า    ภิกษุทั้งหลาย

พวกเธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน   ?     รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง.    ไม่

เที่ยงพระเจ้าข้า.    ก็รูปใดไม่เที่ยง    รูปนั้น   เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า.

เป็นทุกข์พระเจ้าข้า.     ก็รูปใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์    มีความแปรปรวน

ไปเป็นธรรมดา     ควรหรือที่จะตามเห็นรูปนั่นว่า     นั่นเป็นของเรา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 195

เราเป็นนั่น   นั่นเป็นอัตตาของเรา.   ก็ข้อนั้นไม่เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า.

นี้ชื่อว่า  อนุมติปุจฉา.

 

กเถตุกัมยตาปุจฉา  เป็นไฉน  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสถาม

ปัญหาโดยที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะตรัสตอบเสียเอง     แก่

ภิกษุทั้งหลาย  ว่า  ภิกษุทั้งหลาย  สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้   สติปัฏฐาน  ๔

เป็นไฉน นี้ชื่อว่า กเถตุกัมยตาปุจฉา.

 

ในปุจฉาทั้ง  ๕  เหล่านั้น ปุจฉา  ๓ ข้างต้น ไม่มีแก่พระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย.  เพราะเหตุไร  ?   เพราะว่าสิ่งไร ๆ  ในกาลอันยืดยาวทั้ง  ๓

กาล    ที่ปัจจัยปรุงแต่ง    หรือพ้นจากกาลอันยืดยาว     ที่ปัจจัยปรุงแต่ง

ไม่ได้  ชื่อว่าไม่ทรงเห็น  ไม่ทรงทราบ  ไม่ทรงชั่ง  ไม่ทรงไตร่ตรอง

ไม่ปรากฏชัด   ไม่แจ่มแจ้ง   ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย   เพราะ

ฉะนั้น    อทิฏฐโชตนาปุจฉา    จึงไม่มีแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น.    ก็สิ่ง

ใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้า    ทรงรู้แล้วด้วยพระญาณของพระองค์

กิจคือการเทียบเคียงสิ่งนั้น  กับด้วยผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสมณะ  พราหมณ์

เทวดา  มาร  หรือพรหม  ย่อมไม่มี  ด้วยเหตุนั้น  ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา

ย่อมไม่มีแก่พระองค์.     ก็เพราะเหตุที่พระองค์ไม่มีความสงสัย.     เป็น

เหตุให้กล่าวว่าอย่างไร     เป็นผู้ข้ามพ้นความเคลือบแคลงเสียได้

ขจัดความสงสัยในธรรมทั้งปวงได้แล้ว  ด้วยเหตุนั้น   วิมติเฉทนาปุจฉา

จึงไม่มีแก่พระองค์.    ส่วนปุจฉา    ๒   ข้อนอกนี้ย่อมมีแก่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า.  ในปุจฉาเหล่านั้น  ปุจฉานี้  พึงทราบว่า  กเถตุกัมยตาปุจฉา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 196

บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า    เมื่อจะทรงชี้บุคคลเอก    ที่เขาถาม

ด้วยคำถามนั้น  ให้แจ่มแจ้ง    จึงตรัสว่า    พระตถาคตอรหันตสัมมา-

สัมพุทธเจ้า   ดังนี้.   บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   ตถาคโต   ความว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า  ตถาคต  เพราะเหตุ  ๘  ประการ

คือ   ทรงพระนามว่า   ตถาคต     เพราะเสด็จมาอย่างนั้น.    ทรงพระ

นามว่า    ตถาคต     เพราะเสด็จไปอย่างนั้น   ทรงพระนามว่า   ตถาคต

เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้. ทรงพระนามว่า  ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรม

ที่แท้จริง   ตามที่เป็นจริง.  ทรงพระนามว่า  พระตถาคต  เพราะทรงเห็น

อารมณ์ที่แท้จริง.ทรงพระนามว่า   ตถาคต   เพราะมีพระวาจาที่แท้จริง.

ทรงพระนามว่า     ตถาคต      เพราะทรงกระทำเองและให้ผู้อื่นกระทำ.

ทรงพระนามว่า  ตถาคต  เพราะอรรถว่าทรงครอบงำได้   (คือเป็นใหญ่).

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า      ตถาคต     เพราะเสด็จ

มาอย่างนั้นเป็นอย่างไร ?

เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ     ทรงขวนขวาย

เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวงเสด็จมาแล้ว    เหมือนอย่างพระผู้มี

พระภาคพระวิปัสสีเสด็จมา  เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคพระสิขีเสด็จมา

เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคพระเวสสภูเสด็จมา     เหมือนอย่างพระผู้มี

พระภาคพระกกุสันธะเสด็จมา    เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคพระ-

โกนาคมน์เสด็จมา     เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคพระกัสสปะเสด็จมา

ข้อนี้มีอธิบายอย่างไร ?     มีอธิบายว่า     พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น

เสด็จมาด้วยอภินิหารใด      พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลาย   ก็

เสด็จมาด้วยอภินิหารนั้นเหมือนกัน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 197

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพระวิปัสสี ฯลฯ  พระผู้มีพระภาค

พระกัสสปะ ทรงบำเพ็ญทานบารมี  ทรงบำเพ็ญศีลบารมี เนกขัมมบารมี

ปัญญาบารมีวิริยบารมี  ขันติบารมี  สัจจบารมี อธิษฐานบารมี   เมตตา

บารมีและอุเบกขาบารมี ทรงบำเพ็ญบารมี  ๓๐ ทัศเหล่านี้ คือ บารมี

๑๐    อุปบารมี  ๑๐ ปรมัตถบารมี  ๑๐ ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ ประการ

คือ  บริจาคอวัยวะ.  บริจาคทรัพย์  บริจาคลูก  บริจาคเมีย  บริจาคชีวิต

ทรงบำเพ็ญบุพประโยค  บุพจริยา  การแสดงธรรม  และญาตัตถจริยา

เป็นต้น    ทรงถึงที่สุดแห่งาพุทธจริยา    เสด็จมาแล้วอย่างใด    พระผู้มี

พระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลาย   ก็เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น

อีกนัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคพระวิปัสสีเป็นต้น  ฯล   พระผู้มีพระภาค

พระกัสสปะ  ทรงเจริญเพิ่มพูนสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท

๔   อินทรีย์  ๕  พละ  ๕  โพชฌงค์  ๗  อริยมรรคมีองค์  ๘   เสด็จมาแล้ว

อย่างใด      พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลาย     ก็เสด็จมาเหมือน

อย่างนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า  คถาคต  เพราะเสด็จมา

อย่างนั้น  เป็นอย่างนี้

 

พระมนุทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น  เสด็จมา

สู่ความเป็นพระสัพพัญญูในโลกอย่างใด     แม้

พระศากยมุนีนี้    ก็เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น   ด้วย

เหตุนั้น  พระผู้มีจักษุจึงทรงพระนามว่า  ตถาคต

ดังนี้.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า    ตถาคต    เพราะเสด็จมา

อย่างนั้น เป็นอย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 198

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า    ตถาคต    เพราะเสด็จไป

อย่างนั้น  เป็นอย่างไร  ?

เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคพระวิปัสสี     ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้น

ก็เสด็จไป  ฯลฯ  เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคพระกัสสปะ  ประสูติใน

บัดเดี๋ยวนั้นก็เสด็จไป     ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเสด็จไปอย่างไร    ?

จริงอยู่  พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง  ประทับยืน

บนปฐพีด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน    บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร

เสด็จไปโดยอย่างพระบาท ๗ ก้าว  ดังพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า   ดูก่อนอานนท์

พระโพธิสัตว์ประสูติบัดเดี๋ยวนั้น     ก็ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอัน

เสมอกัน บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่างพระบาท ๗ ก้าว

เมื่อท้าวมหาพรหมกั้นพระเศวตฉัตร     ทรงเหลียวดูทั่วทิศ     ทรงเปล่ง

อาสภิวาจาว่า  เราเป็นผู้เลิศในโลก  เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก  เราเป็น

ผู้ประเสริฐที่สุดในโลก    การเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย    บัดนี้

ภพใหม่ไม่มีต่อไป   ดังนี้.   และการเสด็จไปของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

ก็ได้เป็นอาการอันแท้  ไม่แปรผัน  ด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุ

คุณวิเศษหลายประการ    คือ    ข้อที่พระองค์ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง

ก็ได้ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน   นี้เป็นบุพนิมิตแห่งการได้

อิทธิบาท  ๔ ของพระองค์. อนึ่ง ความที่พระองค์บ่ายพระพักตร์ไปเบื้อง

ทิศอุดร     เป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นโลกุตตรธรรมทั้งปวง.     การย่าง

พระบาท ๗ ก้าวเป็นนพนิมิตแห่งการได้รัตนะ  คือ โพชฌงค์ ๗ ประการ

การกั้นพระเศวตฉัตร     เป็นบุพนิมิตแห่งการได้เศวตฉัตรอันบริสุทธิ์

ประเสริฐ.   คือพระอรหัตตผลวิมุตติธรรม.   การทอดพระเนตรเหลียวดู

ทั่วทิศ   เป็นนพนิมิตแห่งการได้พระอนาวรณญาณ  คือความเป็นพระ-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 199

สัพพัญญู.    การเปล่งอาสภิวาจา    เป็นบุพนิมิตแห่งการประกาศ

พระธรรมจักรอันประเสริฐ  อันใคร ๆ   เปลี่ยนแปลงไม่ได้.  แม้พระผู้มี

พระภาคเจ้าพระองค์นี้   ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น   ละการเสด็จไปของ

พระองค์นั้น  ก็ได้เป็นอาการอันแท้  ไม่เปรผัน   ด้วยความเป็นบุพนิมิต

แห่งการบรรลุคุณวิเศษเหล่านั้นแล.

 

ด้วยเหตุนั้นพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า

พระควัมบดีโคดมนั้นประสูติแล้วในบัดเดี๋ยวนั้น

ก็ทรงสัมผัสพื้นดินด้วยพระยุคลบาทสม่ำเสมอ

เสด็จย่างพระบาทไปได้  ๗  ก้าว  และฝูงเทพยดา

เจ้าก็กางกั้นเศวตฉัตร     พระโคดมนั้นครั้นเสด็จ

ไปได้  ๗  ก้าว ก็ทอดพระเนตรไปรอบทิศเสมอกัน

ทรงเปล่งพระสุรเสียงประกอบด้วยองค์   ๘  ประ

การ    ปานดังราชสีห์ยืนอยู่บนยอดบรรพตฉะนั้น

ดังนี้.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า    ตถาคต    เพราะเสด็จไป

อย่างนั้น เป็นอย่างนี้.

 

อีกนัยหนึ่ง   เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคพระวิปัสสีเสด็จไปแล้ว

ฯลฯ พระผู้มีพระภาคพระกัสสปะเสด็จไปแล้วฉันใด  พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์นี้ก็เหมือนฉันนั้นทีเดียว     ทรงละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ

เสด็จไปแล้ว   ทรงละพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท   ทรงละถีนมิทธะ

ด้วยอาโลกสัญญา     ทรงละอุทธัจจกุกกุจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 200

ทรงละวิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม  เสด็จไปแล้ว  ทรงทำลายอวิชชา

ด้วยพระปรีชาญาณ    ทรงบรรเทาความไม่ยินดีด้วยความปราโมทย์

ทรงเปิดบานประตูคือนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน    ทรงสงบวิตกวิจารด้วย

ทุติยฌาน   ทรงหน่ายปีติด้วยตติยฌาน   ทรงละสุขทุกข์ด้วยจตุตถฌาน

ทรงก้าวล่วงรูปสัญญา  ปฏิฆสัญญา  และนานัตตสัญญา   ด้วยอากาสา-

นัญจายตนสมาบัติ   ทรงก้าวล่วงอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญา-

ณัญจายตนสมาบัติ  ทรงก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนสัญญา  ด้วยอากิญ-

จัญญายตนสมาบัติ    ทรงก้าวล่วงอากิญจัญญายตนสัญญา    ด้วยเนว-

สัญญานาสัญญายตนสมาบัติ  เสด็จไปแล้ว.

ทรงละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา    ทรงละสุขสัญญา

ด้วยทุกขานุปัสสนา   ทรงละอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา   ทรงละ

นันทิ    (ความเพลิดเพลิน)    ด้วยนิพพิทานุปัสสนา    ทรงละราคะด้วย

วิราคานุปัสสนา    ทรงละสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา    ละความยึดมั่น

ด้วยอุปสมานุปัสสนา   ทรงละฆนสัญญา   (สำคัญว่าเป็นก้อน)   ด้วย

ขยานุปัสสนา   ทรงละอายูหนา   (การประมวลมา)   ด้วยวยานุปัสสนา

ทรงละธุวสัญญา  (สำคัญว่ายั่งยืน)   ด้วยวิปริณามานุปัสสนา  ทรงละ

นิมิตตสัญญาด้วยอนิมิตตานุปัสสนา     ทรงละการตั้งมั่นแห่งกิเลสด้วย

อัปปณิหิตานุปัสสนา  ทรงละอภินิเวส  (ยึดมั่น)   ด้วยสุญญุตานุปัสสนา

ทรงละสาราทานาภินิเวสะ     (ยึดมั่นด้วยยึดถือว่าเป็นสาระ)     ด้วยอธิ

ปัญญาธรรมวิปัสสนา   (การเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง)   ทรงละ

สัมโมหาภินิเวส    (ยึดมั่นด้วยความลุ่มหลง)   ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ

ทรงละอาลยาภินิเวส   (ยึดมั่นในอาลัย)  ด้วยอาทีนวานุปัสสนา  ละอัป-

ปฏิสังขา   (ไม่พิจารณา)   ด้วยปฏิสังขานุปัสสนา   ละสังโยคาภินิเวสะ