พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 301

พรหมโลก ๙ แล้วในที่สุดย่อมได้แม้การเห็นอมตมหานิพพาน     เพราะเหตุนั้น

ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันมี

แก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น.    บทว่า    ธมฺโม   ได้แก่   กุศลกรรมบถ  ๑๐.

บทว่า  สุขมาวหาติ   แปลว่า  นำความสุขมาให้    คือว่า    ย่อมนำซึ่งอาสวะ

ออกไปจากผู้มีสัพพอาสวะ  ให้มีความสุข   ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง.   บทว่า

สาธุตร   แปลว่า   รสดียิ่งกว่า   คือว่า   สัจจะ   (ความจริง)   เท่านั้น   เป็นรส

ดีกว่ารสทั้งปวงอันมีรสเค็มและรสเปรี้ยวเป็นต้น  อธิบายว่า  บุคคลตั้งอยู่ใน

สัจจะ  ย่อมยังแม้แม่น้ำอันไหลเชี่ยวให้ไหลกลับได้   ย่อมนำพิษร้าย

ออกได้   ย่อมห้ามแม้ไฟ  ย่อมยังฝนให้ตกก็ได้  เพราะฉะนั้น  พระผู้มี

พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  สัจจะนั้นเป็นรสดี  ยิ่งกว่ารสทั้งปวง   ดังนี้.

บทว่า  ปญฺาชีวี  ชีวิตมาหุ  เสฏฺ  แปลว่า   คนที่เป็นอยู่ด้วย

ปัญญานักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ   ความว่า    บุคคลใดเป็นอยู่

ด้วยปัญญา เป็นคฤหัสถ์ย่อมดำรงอยู่ในศีล ๕  เริ่มตั้งสลากภัตเป็นต้น จึงชื่อว่า

เป็นอยู่ด้วยปัญญา   หรือว่าเป็นบรรพชิต   เมื่อปัจจัยเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม   ก็

ย่อมพิจารณาสิ่งที่มีอยู่นี้แล้วจึงบริโภค ถือเอากรรมฐาน เริ่มตั้งวิปัสสนา ชื่อว่า

เป็นอยู่ด้วยปัญญา   เพราะสามารถบรรลุอริยผลได้   ด้วยเหตุนั้น   นักปราชญ์

ทั้งหลายจึงกล่าวว่า   บุคคลผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญานั้น    มีชีวิตเป็นอยู่อันประเสริฐ

ดังนี้แล.

จบอรรถกถาวิตตสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 302

๔.  วุฏฐิสูตร

 

[๒๐๔]   เทวดาทูลถามว่า

บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น    สิ่งอะไรหนอ

ประเสริฐ     บรรดาสิ่งที่ตกไปอะไรหนอ

ประเสริฐ  บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า  ใคร

เป็นผู้ประเสริฐ      บรรดาชนผู้แถลงคารม

ใครเป็นผู้ประเสริฐ.

[๒๐๕]   เทวดาผู้หนึ่งแก้ว่า

บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น     ข้าวกล้าเป็น

ประเสริฐ    บรรดาสิ่งที่ตกไป    ฝนเป็น

ประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า  เหล่า

โคเป็นประเสริฐ    บรรดาชนผู้แถลงคารม

บุตรเป็นประเสริฐ.

[๒๐๖]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น    ความรู้เป็น

ประเสริฐ  บรรดาสิ่งที่ตกไป  อวิชชาเป็น

ประเสริฐ       บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า

พระสงฆ์เป็นประเสริฐ   บรรดาชนผู้แถลง

คารม  พระพุทธเจ้าเป็นประเสริฐ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 303

อรรถกถาวุฏฐิสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยยในวุฎริสูตรที่  ๔  ต่อไป:-

บทว่า  พีช  ได้แก่ ธัญญพืช ๗ ชนิด  ชื่อว่าประเสริฐกว่าพืชทั้งหลาย

ที่เกิดขึ้น  เพราะว่า  เมื่อธัญญพืชนั้นงอกขึ้นแล้ว    ชนบทย่อมเป็นแดนเกษม

คือมีภิกษาหาได้โดยง่าย.     บทว่า   นิปตต   ความว่า   แม้บรรดาสิ่งที่ตกไป

ทั้งหลาย  เมฆฝนประเสริฐเพราะเมื่อเมฆฝนมีอยู่  ข้าวกล้าทั้งหลาย  ชนิดต่าง ๆ

ย่อมเกิดงอกขึ้น ชนบทย่อมเจริญเป็นแดนเกษม  มีภิกษาหาได้โดยง่าย.  บทว่า

ปวชฺชมานาน  ความว่า  บรรดาสัตว์เดินด้วยลำแข้ง  คือ  ไปด้วยเท้าทั้งหลาย

โคประเสริฐ  เพราะสัตว์ทั้งหลายได้อาศัยบริโภคเบญจโครสแล้ว   ย่อมอยู่สบาย.

บทว่า  ปวทต  แปลว่า  บรรดาผู้แถลงคารม    อธิบายว่า    บุคคลผู้พูดในที่

ทั้งหลายมีท่ามกลางแห่งราชสกุลเป็นต้น     บุตรประเสริฐ    เพราะบุตรนั้นย่อม

ไม่กล่าวร้ายให้มารดาบิดา.

ได้ยินว่า    เทวดาองค์หนึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ฟังปัญหานั้นก่อนที่พระผู้มี-

พระภาคเจ้า   จะตรัสตอบว่า  บรรดาสิ่งที่งอกขึ้นวิชาประเสริฐ  ดังนี้   ได้กล่าว

แก้ปัญหาตามลัทธิของตนว่า  ดูก่อนเทวดา  เพราะเหตุไร  ท่านจึงถามปัญหานี้

กะพระทศพล  เราจักบอกแก่ท่านเอง   ดังนี้.

ลำดับนั้น   เทวดานอกนี้จึงกล่าวกะเทวดานั้นว่า ดูก่อนเทวดา  ผู้กำจัด

ทุกอย่าง ผู้คนองปาก (ปากจัด ) ตลอดเรื่องเราจะถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า

ผู้ตรัสรู้แล้ว    เพราะเหตุไร    ท่านจึงกล่าวแก่เรา   ดังนี้     แล้วกลับไปทูลถาม

ปัญหานั้นกะพระทศพล.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 304

ลำดับนั้น   พระศาสดา    เมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหานั้น    จึงตรัสคำว่า

วิชฺชา   อุปฺปตต  เป็นอาทิ  แปลว่า

บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น  วิชชา (ความรู้)

เป็นประเสริฐ   บรรดาสิ่งที่ตกไป  อวิชชา

เป็นประเสริฐ      บรรดาสิ่งที่เดินด้วยเท้า

พระสงฆ์เป็นประเสริฐ  บรรดาชนผู้แถลง

คารม  พระพุทธเจ้าเป็นประเสริฐ.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  วิชฺชา  ได้แก่วิชชาในมรรค ๔ เพราะ

ว่าวิชชานั้น  เมื่อเกิดย่อมถอนขึ้นซึ่งอกุศลธรรมทั้งปวง  ฉะนั้น    พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าจึงตรัสว่า   วิชฺชา  อุปฺปตต  เสฏฺา   แปลว่า   บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น

วิชชาเป็นประเสริฐ.  บทว่า  อวิชฺชา  ได้แก่   มหาอวิชชาอันมีวัฏฏะเป็นมูล

เพราะอวิชชาที่ตกไป  นั่นเป็นสิ่งประเสริฐกว่าสิ่งที่ตกไป  คือที่จมลงไป.   บทว่า

ปวชฺชมานาน  ได้แก่ บรรดาสัตว์ผู้ไปด้วยเท้า   คือผู้ไปด้วยลำแข้ง  พระสงฆ์

ผู้เป็นนาบุญอันไม่ทรามเป็นผู้ประเสริฐ   เพราะว่า   สัตว์ทั้งหลายเห็นพระสงฆ์

นั้นในที่นั้น ๆ แล้ว  ย่อมถึงความสวัสดี.  บทว่า  พุทฺโธ   อธิบายว่า  บุตร

หรือว่าบุคคลอื่น ๆ   จงพักไว้ก่อน    บรรดาชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้แถลงคารม

พระพุทธเจ้าเป็นผู้ยอดเยี่ยม   เพราะว่าเหล่าสัตว์ทั้งหลายจำนวนหลายแสนอาศัย

การแสดงธรรมของพระองค์แล้ว   ก็หลุดพ้นจากเครื่องผูกได้   ดังนี้แล.

จบอรรถกถาวุฏฐิสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 305

๕.  ภีตสูตร

 

[๒๐๗]   เทวดาทูลถามว่า

ประชุมชนเป็นอันมากในโลกนี้  กลัว

อะไรหนอ  มรรคเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัส

ไว้ด้วยเหตุมิใช่น้อย   ข้าแต่พระโคดมผู้มี

ปัญญาดุจแผ่นดิน   ข้าพระองค์ขอถามถึง

เหตุนั้น   ว่าบุคคลตั้งอยู่ในอะไรแล้ว  ไม่

พึงกลัวปรโลก.

[๒๐๘]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

บุคคลตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ

มิได้ทำบาปด้วยกาย   อยู่ครอบครองเรือน

ที่มีข้าวและน้ำมาก  เป็นผู้มีศรัทธา  เป็น

ผู้อ่อนโยน  มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่   ทราบ

ถ้อยคำ  ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม  ๔  อย่างเหล่านี้

ชื่อว่าผู้ดำรงในธรรม  ไม่ต้องกลัวปรโลก.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 306

อรรถกถภีตสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในภีตสูตรที่  ๕  ต่อไป :-

บทว่า    กึสูธ  ภีตา   แก้เป็น  กึ  ภีตา  แปลว่า   กลัวอะไร.   บทว่า

มคฺโค วเนกายตน  ปวุตฺโต   แปลว่า   มรรคเท่านั้น    พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ด้วยเหตุมิใช่น้อย   อธิบายว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า   ตรัสไว้ด้วยเหตุเป็นเครื่อง

กระทำมิใช่น้อย  ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ๓๘ ครั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น  เทวดาจึง

กล่าวว่า ประชุมชนนี้ยึดถือทิฐิ  ๖๒  กลัวแล้วต่ออะไร ดังนี้.   บทว่า  ภูริปญฺา

แปลว่า  มีปัญญาดุจแผ่นดิน  ชื่อว่า มีปัญญามาก  มีปัญญาหนาแน่น.  บทว่า

ปรโลก  น  ภาเย  แปลว่า  ไม่พึงกลัวปรโลก  คือว่า  เมื่อไปสู่ปรโลก  จาก

โลกนี้   ไม่พึงกลัว. บทว่า ปณิธาย แปลว่า  ตั้งไว้แล้ว. บทว่า  ฆรมาวสนฺโต

แปลว่า   อยู่ครอบครองเรือน   อธิบายว่า   บุคคลผู้อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าว

และน้ำมาก  ดุจชนทั้งหลาย  มีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น.   บทว่า  สวิภาคี

แปลว่า   มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่    อธิบายว่า   เป็นผู้ยังวัตถุแม้อันตนถือเอาเพียง

นิ้วมือ   ก็ยังแบ่งด้วยเล็บให้แก่คนอื่นแล้วจึงบริโภค.   บทว่า   วทญฺญู   มีเนื้อ

ความได้กล่าวไว้แล้ว.

บัดนี้    พึงยกองค์   (ส่วนประกอบ)   แห่งคาถาขึ้นแสดงต่อไป.   จริง

อยู่   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวาจาสุจริต  ๔ อย่าง   ที่บุคคลศึกษาแล้ว   ด้วยคำ

ว่า   วาจา  นี้    และตรัสมโนสุจริต ๓ ด้วยคำว่า  ใจ.   ตรัสกายสุจริต  ๓ อย่าง

ด้วยคำว่า  ด้วยกาย.  กุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้   ชื่อว่าเป็นองค์   ที่บริสุทธิ์ใน

เบื้องต้น  ด้วยประการฉะนี้.   ด้วยบทว่า อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าวและน้ำมาก


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 307

นี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงถือเอาสิ่งที่นำมาเป็นเครื่องบูชาอันสำเร็จแล้วด้วย

การให้.  บทว่า  ศรัทธา  เป็นองค์อันหนึ่ง.  บทว่า  ผู้อ่อนโยน  เป็นองค์

อันหนึ่ง.  บทว่า  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  เป็นองค์อันหนึ่ง.   บทว่า  วทญฺญู   (ผู้

ทราบถ้อยคำ)  เป็นองค์อันหนึ่ง.  เพราะเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๔ เหล่านี้   หมายเอาองค์ ๔ เหล่านี้.

อีกปริยายหนึ่ง     บทว่า   วาจา  เป็นต้น  เป็นองค์ ๓.   อนึ่ง ด้วย

บทว่า   มีข้าวและน้ำมาก   นี้ทรงถือเอาสิ่งที่เขานำมาเป็นเครื่องบูชา.  เป็นผู้มี

ศรัทธาเป็นผู้อ่อนโยน  มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่   ทราบถ้อยคำ  ทั้ง ๔ นี้   เป็นองค์

อันหนึ่ง.  ชื่อว่านัยที่สองอีกปริยายหนึ่ง  คือ  บทว่า  วาจา  หรือว่า  ใจ  นี้

เป็นองค์หนึ่ง.  บทว่า  มิได้ทำบาปด้วยกาย อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าว

และน้ำมาก  นี้เป็นองค์อันหนึ่ง.  บทว่า มีศรัทธา  มีความอ่อนโยน เป็น

องค์อันหนึ่ง.  บทว่า  มีปกติ  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ทราบถ้อยคำ  นี้เป็นองค์

อันหนึ่ง.   ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้    ชื่อว่า   ผู้ดำรงอยู่ในธรรม.   ก็

บุคคลนั้น    เมื่อไปสู่ปรโลกจึงไม่กลัว ดังนี้.

จบอรรถกถาภีตสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 308

๖.  นชีรติสูตร

 

[๒๐๙]   เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอย่อมทรุดโทรม   อะไรไม่

ทรุดโทรม   อะไรหนอท่านเรียกว่าทางผิด

อะไรหนอเป็นอันตรายแห่งธรรม    อะไร

หนอสิ้นไปตามคืนและวัน  อะไรหนอเป็น

มลทินของพรหมจรรย์    อะไรไม่ใช่น้ำแต่

เป็นเครื่องชำระล้าง  ในโลกมีช่องกี่ช่องที่จิต

ไม่ตั้งอยู่ได้ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระ

ผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนข้าพระองค์จะรู้ความ

อันนั้นได้.

[๒๑๐]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม

นามและโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม ราคะท่าน

เรียกว่าทางผิด  ความโลภเป็นอันตรายของ

ธรรม  วัยสิ้นไปตามคืนและวัน  หญิงเป็น

มลทินของพรหมจรรย์   หมู่สัตว์นี้ย่อมข้อง

อยู่ในหญิงนี้  ตบะและพรหมจรรย์ทั้งสอง

นั้น   มิใช่นำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง   ใน

โลกมีช่องอยู่ ๖  ช่องที่จิตไม่ตั้งอยู่ได้  คือ

ความเกียจคร้าน  ๑  ความประมาณ  ๑  ความ

ไม่หมั่น  ๑ ความไม่สำรวม  ๑ ความมักหลับ  ๑.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 309

ความอ้างเลศไม่ทำงาน  ๑  พึงเว้นช่องทั้ง

๖ เหล่านั้นเสียโดยประการทั้งปวงเถิด.

 

อรรถกถานชีรติสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในนชีรติสูตร  ที่ ๖  ต่อไป :-

บทว่า  นามแลโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม  ความว่า  นามและโคตร

ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต   จนถึงทุกวันนี้     บัณฑิตยังกล่าวอยู่   เพราะ

ฉะนั้น   นามและโคตรนั้น  จึงตรัสว่า  ย่อมไม่ทรุดโทรม.  อนึ่ง โบราณาจารย์

กล่าวว่า    เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ นามและโคตรนั้นจักไม่ปรากฏ     แต่สภาวะ

ที่ทรุดโทรมย่อมไม่มีเลย.    บทว่า  อาลสฺย  แปลว่า ความเกียจคร้าน  คือว่า

ด้วยความเกียจคร้านอันใด ดุจบุคคลผู้ยืนอยู่ในที่อันตนยืนอยู่นั่นแหละ นั่งแล้ว

ก็นั่งอยู่นั่นแหละ   ถึงผมทั้งหลายอันตั้งอยู่ในที่สูงเปียกชุ่มอยู่ก็ไม่กระทำ  (ไม่

สนใจทำ).  บทว่า ปมาโท  ความว่า ชื่อว่า ความประมาทเพราะหลับหรือด้วย

อำนาจแห่งกิเลส.    บทว่า   อนุฏฺาน   ได้แก่   ไม่มีความเพียรเป็นเครื่องทำ

การงานในเวลาแห่งการงาน.  บทว่า   อุสญฺโม   คือว่า  ไม่มีความระวังศีล

มีอาจาระอันทอดทิ้งเสียแล้ว.  บทว่า  นิทฺทา  อธิบายว่า  เมื่อเดินก็ดี  ยืนอยู่

ก็ดี   นั่งแล้วก็ดี   ย่อมหลับ   เพราะความเป็นผู้มากด้วยความหลับ    ก็จะป่วย

กล่าวไปไยถึงการนอนเล่า.   บทว่า   ตนฺที   ได้แก่   ความเกียจคร้านอันจรมา

ด้วยอำนาจแห่งความกระหายจัดเป็นต้น.   บทว่า   เต  นิทฺเท   แปลว่า   ช่อง

เหล่านั้น  ได้แก่ ช่องทั้ง  ๖.  บทว่า  สพฺพโส  แปลว่า  โดยประการทั้งปวง.

บทว่า   ต   แปลว่า   สักว่า   เป็นนิบาต.   บทว่า   วิวชฺชเย   แปลว่า   พึงเว้น

คือ   พึงละเสีย.

จบอรรถกถานชีรติสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 310

๗.  อิสสรสูตร

 

[๒๑๑]   เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอเป็นใหญ่ในโลก    อะไร

หนอเป็นสูงสุดแต่งภัณฑะทั้งหลาย  อะไร

หนอเป็นดังสนิมศัสตราในโลก  อะไรหนอ

เป็นเสนียดในโลก  ใครหนอนำของไปอยู่

ย่อมถูกห้าม     แต่ใครนำไปกลับเป็นที่รัก

ใครหนอมาหาบ่อย ๆ  บัณฑิตย่อมยินดี

ต้อนรับ.

[๒๑๒]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

อำนาจเป็นใหญ่ในโลก    หญิงเป็น

สูงสุดแห่งภัณฑะทั้งหลาย  ความโกรธเป็น

ดังสนิมศัสตราในโลก  พวกโจรเป็นเสนียด

ในโลก  โจรนำของไปอยู่ย่อมถูกห้าม  แต่

สมณะนำไปกลับเป็นที่รัก    สมณะมาหา

บ่อย ๆ บัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 311

อรรถกถาอิสสรสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในอิสสรสูตรที่  ๗  ต่อไป:-

บทว่า  สตฺถมล   ได้แก่  ศัสตราที่มีสนิมเกาะแล้ว.     บทว่า   กึสุ

หรนฺต  วาเรนฺติ   คือย่อมป้องกันมิให้นำไป.   บทว่า  วโส  ได้แก่  ความ

เป็นไปทั่วแห่งอำนาจ.   บทว่า   อิตฺถี     ความว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

หญิง    เป็นสูงสุดแห่งภัทฑะทั้งหลายคือเป็นภัณฑะอันประเสริฐ     เพราะเป็น

ภัณฑะที่ไม่พึงทอดทิ้ง.      อีกอย่างหนึ่ง      พระโพธิสัตว์ทั้งหลายและพระเจ้า

จักรพรรดิแม้ทั้งหมด        ย่อมเกิดในท้องของมารดาเท่านั้น       เพราะฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า    หญิงเป็นสูงสุด    แห่งภัณฑะทั้งหลาย  ดังนี้.

บทว่า    โกโธ   สตฺถมล   อธิบายว่า   ความโกรธเช่นกับด้วยศัสตรา

อันสนิมเกาะกินแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง เป็นสนิมของศัสตราคือ ปัญญา เพราะฉะนั้น

จึงตรัสว่า  สนิมของศัสตรา   ดังนี้.  บทว่า   อพฺพุท   ได้แก่  เป็นเหตุแห่ง

ความพินาศ อธิบายว่า  พวกโจรเป็นผู้ทำความพินาศในโลก.  บทว่า  หรนฺโต

ความว่า    ถือเอาวัตถุทั้งหลายมีสลากภัตเป็นต้นไปอยู่.   จริงอย่างนั้น    สมณะ

เมื่อนำวัตถุทั้งหลายมีสลากภัตเป็นต้นเหล่านั้นอันมนุษย์ทั้งหลาย  สละถวายแล้ว

ในเวลาที่ตั้งไว้นั่นแหละไป   ชื่อว่า   ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์เหล่านั้น.    เมื่อ

สมณะไม่นำวัตถุไป    พวกมนุษย์ย่อมเป็นผู้วิปปฏิสาร  (เดือดร้อน)     เพราะ

อาศัยความเสื่อมจากบุญ  (ที่จะได้).

จบอรรถกถาอิสสรสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 312

๘.   กามสูตร

 

[๒๑๓]   เทวดาทูลถามว่า

กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ไม่ควรให้สิ่ง

อะไร  คนไม่ควรสละอะไร   อะไรหนอที่

เป็นส่วนดีงามควรปล่อย     แต่ที่เป็นส่วน

ลามกไม่ควรปล่อย.

[๒๑๔]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

บุรุษไม่พึงให้ซึ่งตน    ไม่พึงสละซึ่ง-

ตน   วาจาที่ดีควรปล่อย   แต่วาจาที่ลามก

ไม่ควรปล่อย.

 

อรรถกถากามสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในกามสูตรที่  ๘  ต่อไป :-

บทว่า  ไม่พึงให้ซึ่งตน   นี้    ท่านอธิบายว่า  ยกเว้นพระโพธิสัตว์

ทั้งหลายแล้ว   บุคคลไม่พึงให้ซึ่งตนโดยการทำตนให้เป็นทาสของผู้อื่น.   บทว่า

น  ปริจฺจเช  อธิบายว่า  ยกเว้นพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละ  บุคคลไม่พึง

สละซึ่งตนให้แก่สัตว์ทั้งหลายมีสีหะและพยัคฆ์ร้ายเป็นต้น.    บทว่า  กลฺยาณิ

ได้แก่ วาจาสุภาพอ่อนโยน.   บทว่า  ปาปิก  คือ  วาจาหยาบคาย.

จบอรรถกถากามาสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 313

๙.  ปาเถยยสูตร

 

[๒๑๕]   เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอย่อมรวบรวมไว้ซึ่งสะเบียง

อะไรหนอ  เป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์

ทั้งหลาย   อะไรหนอ  ย่อมเสือกไสนรชน

ไป  อะไรหนอ  ละได้ยากในโลก  สัตว์เป็น

อันมากติดอยู่ในอะไร  เหมือนนกติดบ่วง.

[๒๑๖]  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งสะเบียงสิริ

(คือมิ่งขวัญ)  เป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์

ทั้งหลาย  ความอยากย่อมเสือกไสนรชนไป

ความอยากละได้ยากในโลก       สัตว์เป็น

อันมากคิดอยู่ในความอยาก     เหมือนนก

ติดบ่วง.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 314

อรรถกถาปาเถยยสูตา

 

พึงทราบวินิจฉัยในปาเถยยสูตรที่  ๙  ต่อไป :-

บทว่า  ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งสะเบียง  อธิบายว่า  บุคคล

ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นแล้ว    ย่อมให้ทาน    ย่อมรักษาศีล    ย่อมทำอุโบสถกรรม

ด้วยเหตุนี้แหละ   พระผู้มีพระภาคเจ้า    จึงตรัสว่า   ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่ง

สะเบียง  ดังนี้.  บทว่า  สิริ  ได้แก่ ความเป็นใหญ่. บทว่า  อาสโย  ได้แก่

เป็นที่อาศัย.      จริงอยู่      โภคะทั้งหลายย่อมมาจากทางบกบ้าง      ทางน้ำบ้าง

มุ่งหน้าเฉพาะผู้เป็นใหญ่เท่านั้น      ด้วยเหตุนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

สิริเป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์    ดังนี้.   บทว่า   ปริกสฺสติ  ได้แก่    ย่อม

ฉุดคร่าไป.

จบอรรถกถาปาเถยยสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 315

๑๐.  ปัชโชตสูตร

 

[๒๑๗]   เทวดาทูลถามว่า

อะไรหนอ เป็นแสงสว่างในโลก อะไร

หนอ เป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก  อะไร

หนอ  เป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่

ด้วยการงาน  อะไรหนอ  เป็นเครื่องสืบต่อ

ชีวิตของเขา  อะไรหนอบุคคลผู้เกียจคร้าน

บ้าง  ไม่เกียจคร้านบ้าง    ย่อมพะนอเลี้ยง

ดุจมารดาเลี้ยงดูบุตร  เหล่าสัตว์มีชีวิตที่

อาศัยแผ่นดินอาศัยอะไรหนอเลี้ยงชีวิต.

[๒๑๘]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก  สติ

เป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก    ฝูงใดเป็น

สหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน

ไถเป็นเครื่องต่อชีวิตของเขา  ฝนย่อมเลี้ยง

บุคคลผู้เกียจคร้านบ้าง  ไม่เกียจคร้านบ้าง

เหมือนมารดาเลี้ยงบุตร   เหล่าสัตว์มีชีวิตที่

อาศัยแผ่นดิน  อาศัยฝนเลี้ยงชีวิต.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 316

อรรถกาปัชโชตสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในปัชโชตสูตรที่  ๑๐  ต่อไป :-

บทว่า  แสงสว่าง ได้แก่แสงสว่างดุจประทีป.  บทว่า เครื่องตื่นอยู่

ได้แก่ ย่อมเป็นดุจชาคริกพราหมณ์  (พราหมณ์ผู้ตื่นอยู่).  บทว่า ฝูงโคเป็น

สหายในการงานของผู้เป็นอยู่ อธิบายว่า ฝูงโคเท่านั้นเป็นสหายในการงาน

ชื่อว่า    มีการงานเป็นเพื่อนสอง  ในการงานของพวกชนที่มีชีวิตอยู่กับการงาน

คือว่า   พวกเขา  ย่อมยังกสิกรรมเป็นต้นให้สำเร็จกับด้วยโคมณฑลทั้งหลาย.

บทว่า  สิตฺสฺส  อิริยาปโถ    ได้แก่  ไถเป็นอิริยาบถ    คือเป็นเครื่องสืบต่อ

แห่งชีวิตของหมู่สัตว์นั้น.  บทว่า  สิต  แปลว่า  คันไถ.  เพราะว่า  นาของ

ชาวนาคนใด    แม้มีประมาณน้อย    ย่อมไม่ทำการไถแล้ว     เขาย่อมกล่าวว่า

เราจักเป็นอยู่ได้อย่างไร  ดังนี้.

จบอรรถกถาปัชโชติสูตรที่  ๑๐


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 317

๑๑.  อรณสูตร

 

[๒๑๙]   เทวดาทูลถามว่า

คนพวกไหนหนอไม่เป็นข้าศึกใน

โลกนี้       พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้วของชน

พวกไหน  ย่อมไม่เสื่อม  คนพวกไหนกำ-

หนดรู้ความอยากได้ในโลกนี้     ความเป็น

ไทมีแก่คนพวกไหนทุกเมื่อ  มารดาบิดา

หรือพี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น  ผู้ตั้งมั่นใน

ศีล  คือ ใครหนอ   พวกกษัตริย์  ย่อมอภิ-

วาทใครหนอในธรรมวินัยนี้  ผู้มีชาติต่ำ.

[๒๒๐]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

สมณะทั้งหลายในธรรมวินัยนี้   ไม่

เป็นข้าศึกในโลก  พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้ว

ของสมณะทั้งหลายย่อมไม่เสื่อม  สมณะ

ทั้งหลายย่อมกำหนดรู้ความอยากได้  ความ

เป็นไทย่อมมีแก่สมณะทั้งหลายทุกเมื่อ

มารดาบิดาหรือพี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น

ผู้ตั้งมั่น   (ในศีล)   คือสมณะ     ถึงพวก

กษัตริย์ก็อภิวาทสมณะในธรรมวินัยนี้  ผู้มี

ชาติต่ำ.

จบ  อรณสูตรที่   ๑๑

จบ  ฆัตวาวรรคที่ ๘


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 318

อรรถกถาอรณสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในอรณสูตรที่ ๑๑  ต่อไป :-

บทว่า ไม่เป็นข้าศึก  คือได้แก่ ไม่มีกิเลส.  บทว่า  วุสิต  แปลว่า

อยู่จบแล้ว.   บทว่า  โภชิสิย  ได้แก่ ความไม่เป็นทาส.   บทว่า  สมณะทั้ง

หลาย   ได้แก่   สมณะผู้มีอาสวะสิ้นแล้วทั้งหลาย.    เพราะว่าสมณะผู้ขีณาสพ

เหล่านั้น  ชื่อว่า  ไม่มีกิเลสโดยสิ้นเชิง.     บทว่า   พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้ว

ของสมณะย่อมไม่เสื่อม   อธิบายว่า   การอยู่ด้วยอริยมรรค   ย่อมไม่เสื่อม

ไป.   บทว่า   ปริชานนฺติ   อธิบายว่า   พระเสกขะทั้งหลาย   จำเดิมแต่เป็น

กัลยาณปุถุชน   ชื่อว่า   ย่อมกำหนดรู้ด้วยปริญญาอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ.

บทว่า  โภชิสิย  อธิบายว่า  ชื่อว่า  ความเป็นไท   ตลอดกาลเป็นนิตย์  ย่อม

มีแก่สมณะผู้เป็นพระขีณาสพเท่านั้น.  บทว่า  วนฺทติ  ความว่า   ย่อมไหว้ตั้ง

แต่วันบวช.  บทว่า  ปติฏฺิต  ได้แก่  ตั้งมั่นในศีล.  บทว่า  สมณีธ   แปลว่า

ซึ่งสมณะในโลกนี้.  บทว่า  ชาติหีน  ได้แก่  บวชมาจากตระกูลจัณฑาลก็มี.

บทว่า  พวกกษัตริย์   อธิบายว่า   พวกกษัตริย์   เท่านั้นก็หาไม่   แม้พวกเทพ

ก็ย่อมอภิวาทสมณะผู้สมบูรณ์แล้วด้วยศีลเหมือนกัน  ดังนี้แล.

จบอรรถกถาอรณสูตรที่  ๑๑

และจบ  ฆัตวาวรรคที่  ๘

พรรณนาเทวดาสังยุตแห่งอรรถกถาสารัตถปกาสินี

สังยุตตนิกาย  จบเพียงเท่านี้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 319

รวมสูตรที่กล่าวในฆัตวาวรรค  คือ

๑. ฆัตวาสูตร  ๒. รถสูตร  ๓. วิตตสูตร  ๔. วุฏฐิสูตร ๕. ภีตสูตร

๖.  นชีรติสูตร  ๗.  อิสสรสูตร  ๘. กามสูตร  ๙. ปาเถยยสูตร  ๑๐.  ปัชโชตสูตร

๑๑.  อรณสูตร  พร้อมทั้งอรรถกถา

จบ  เทวตาสังยุต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 320

เทวปุตตสังยุต

 

วรรคที่  ๑

 

๑.  ปฐมกัสสปสูตร

 

[๒๒๑]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน    อาราม

ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี.

ครั้งนั้น  กัสสปเทวบุตร  เมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม มีวรรณะอันงามยิ่งนัก

ทำพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า    ถวายบังคม

แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กัสสปเทวบุตรได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศภิกษุไว้แล้ว        แต่ไม่ทรงประกาศคำสั่งสอน

ของภิกษุ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนกัสสปเทวบุตร    ถ้าอย่างนั้นคำสั่ง

สอนนั้น  จงแจ่มแจ้ง  ณ  ที่นี้เถิด.

[๒๒๒]   กัสสปเทวบุตร  ได้ทูลว่า

บุคคลพึงศึกษาคำสุภาษิต  ศึกษาการ

เข้าไปนั่งใกล้สมณะ  ศึกษาการนั่งในที่เร้น

ลับแต่ผู้เดียว  และศึกษาการสงบาระงับจิต.

พระศาสดาได้ทรงพอพระทัย.

ลำดับนั้น    กัสสปเทวบุตรทราบว่า   พระศาสดาทรงโปรดเราแล้ว  จึง

ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 321

อรรถกถาปฐมกัสสปสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในกัสสปสูสที่  ๑  วรรคที่  ๑  ต่อไป :-

บทว่า  เทวปุตฺโต  ความว่า     บุรุษผู้เกิดที่ตักเทวดา  ชื่อว่า  เทพ-

บุตร  สตรีผู้เกิดที่ตักเทวดา   ชื่อว่า   เทพธิดา.   เทวดาที่ไม่ปรากฏนามท่าน

เรียกว่า  เทวดาองค์หนึ่ง  เทพที่ปรากฏนาม  ท่านเรียกว่า เทพบุตรมีชื่ออย่างนี้.

เพราะฉะนั้น   เทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง  ท่านกล่าวไว้ในหนหลังแล้ว   ในสูตรนี้

จึงกล่าวว่า  เทพบุตร.  บทว่า  อนุสาส  แปลว่า คำสั่งสอน.  เขาว่า เทพบุตร

องค์นี้ได้ฟังว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงทำยมกปาฎิหาริย์ในพรรษาที่ ๗ นับแต่

ตรัสรู้  ทรงเข้าจำพรรษา  ณ  เทวบุรี   (ดาวดึงส์)   แสดงพระอภิธรรม    ตรัส

ภิกขุนิทเทสไว้ในฌานวิภังค์อย่างนี้ว่า   บทว่า   ภิกฺขุ  ได้แก่  ชื่อว่า   ภิกษุ

เพราะสมัญญา    ชื่อว่า    ภิกษุ    เพราะปฏิญญา   แต่เทพบุตรนั้น   ไม่ได้ฟัง

คำโอวาทภิกษุ  คำสั่งสอนภิกษุ   อย่างนี้ว่า   พวกเธอจงตรึกอย่างนี้    อย่าตรึก

อย่างนี้   จงใส่ใจอย่างนี้    อย่าใส่ใจอย่างนี้    จงละข้อนี้    จงเข้าถึงข้อนี้อยู่.  เทพ

บุตรนั้น  หมายเอาข้อนั้น   จึงกล่าวว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศภิกษุไว้

ไม่ทรงประกาศคำสั่งสอนของภิกษุ.

บทว่า   เตนหิ    ความว่า    ก็เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

เราไม่ประกาศคำสั่งสอนของภิกษุฉะนั้น.  บทว่า  ตญฺเเวตฺถปฏิภาตุ  ความ

ว่า  การประกาศคำสั่งสอนนี้จงปรากฏแก่ท่านผู้เดียว.   ความจริง   ผู้ใดประสงค์

จะกล่าวปัญหา  ก็ไม่อาจจะกล่าวเทียบกับพระสัพพัญญุญาณได้   หรือว่า  ผู้ใด

ไม่ประสงค์จะกล่าว  ก็อาจจะกล่าวปัญหาได้   หรือว่า   ผู้ใดไม่ประสงค์จะกล่าว

ทั้งไม่อาจจะกล่าวด้วย.  พระผู้มีพระภาคเจ้า   ย่อมไม่ทรงทำปัญหาของคนเหล่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 322

นั้นทั้งหมดให้เป็นภาระ  แต่เทพบุตรองค์นี้   ประสงค์จะกล่าวด้วย  ทั้งอาจกล่าว

ได้ด้วย.  เพราะฉะนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อทรงทำปัญหาให้เป็นภาระของ

เทพบุตรนั้นผู้เดียว  จึงตรัสอย่างนี้.  แม้เทพบุตรนั้น  ก็กล่าวปัญหา.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   สุภาสิตสฺส  สิกฺเขถ   ความว่า   พึง

ศึกษาคำสุภาษิต   คือพึงศึกษาวจีสุจริต ๔ อย่าง    ที่อิงอาศัยสัจจะ ๔ อิงอาศัย

กถาวัตถุ ๑๐ อิงอาศัยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เท่านั้น.  บทว่า สมณูปาสนสฺส  จ

ความว่า  การเข้าถึงความสงบ  อันสมณะทั้งหลายพึงเสพ  คือพึงศึกษา  พึงเจริญ

กัมมัฎฐาน ๓๘ ประเภท.  อีกอย่างหนึ่ง  แม้การเข้าไปหาเหล่าภิกษุผู้เป็นพหูสูต

ก็ชื่อว่า  การเข้าไปนั่งใกล้สมณะ.   อธิบายว่า   พึงศึกษาประโยชน์แห่งความรู้

ด้วยปัญญา  โดยการถามปัญหาว่า  ท่านเจ้าข้า  แม้ข้อนั้นก็เป็นกุศลหรือ   ดังนี้

เป็นต้น.     บทว่า  จิตฺตวูปสมสฺส  จ  ความว่า  และพึงศึกษาความสงบจิต

ด้วยอำนาจสมาบัติ ๘.  ดังนั้น  สิกขา  ๓  เป็นอันเทพบุตรกล่าวแล้ว.  จริงอยู่

เทพบุตรนั้นกล่าวอธิศีลสิกขาด้วยบทแรก      กล่าวอธิปัญญาสิกขาด้วยบทที่  ๒

กล่าวอธิจิตตสิกขา   ด้วยการสงบจิต       เพราะฉะนั้น   คำสอนแม้ทั้งสิ้น  จึง

เป็นอันเทพบุตรนั้นประกาศแล้ว  ด้วยคาถานี้แล.

จบอรรถกถากัสสปสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 323

๒.  ทุติยกัสสปสูตร

 

[๒๒๓]. . .  อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี     กรุงสาวัตถี. . .

กัสสปเทวบุตร  ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว   ได้กล่าวคาถานี้   ในสำนัก

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ภิกษุพึงเป็นผู้เพ่งพินิจ  มีจิตหลุดพ้น

แล้ว พึงหวังธรรมอันไม่เป็นที่เกิดขึ้นแห่ง

หฤทัย   อนึ่ง   ภิกษุผู้มุ่งต่อพระอรหัตนั้น

พึงรู้ความเกิดขึ้น   และความเสื่อมไปแห่ง

โลก     พึงมีใจดี   อันตัณหาและทิฎฐิไม่อิง

อาศัยแล้ว.

 

อรรถกถาทุติยกัสสปสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในกัสสปสูตรที่  ๒  ต่อไป :-

บทว่า  ฌายี  ได้แก่เป็นผู้เพ่งพินิจ  ด้วยฌานทั้ง ๒ [คืออารัมมณู-

ปนิชฌาน  และ  ลักขณูปนิชฌาน].   บทว่า  วิมุตฺตจิตฺโต    ได้แก่มีจิตหลุด

พ้นแล้วด้วยกัมมัฏฐาน.     บทว่า  หทยสฺสานุปฺปตฺตึ   ได้แก่  พระอรหัต.

บทว่า  โลกสฺส  ได้แก่ สังขารโลก. บทว่า  อนิสฺสิโต   ได้แก่ ผู้อันตัณหา

และทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว     อีกอย่างหนึ่ง     ไม่อิงอาศัยตัณหาและทิฐิ.    บทว่า

ตทานิสโส  ได้แก่  ผู้มุ่งต่อพระอรหัต.  ท่านอธิบายว่า  ภิกษุผู้มุ่งต่อพระ-


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 324

อรหัต    เมื่อปรารถนาพระอรหัต   พึงเป็นผู้เพ่งพินิจ   พึงมีจิตหลุดพ้น     พึง

ทราบความเกิด     และความดับไปแห่งโลกแล้ว    ไม่มีตัณหาและทิฐิอาศัยแล้ว.

ก็ตันติธรรม   ธรรมที่เป็นแบบแผน     เป็นบุพภาคส่วนเบื้องต้นแห่งธรรมทั้ง

ปวงในพระศาสนาแล.

จบอรรถกถากัสสปสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 325

๓.  มาฆสูตร

 

[๒๒๔]. . .  อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี   กรุงสาวัตถีครั้งนั้น

มาฆเทวบุตร  เมื่อสิ้นราตรีปฐมยามแล้ว  มีวรรณะอันงามยิ่งนัก   ทำพระวิหาร

เชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว   ได้ยืนอยู่

ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

[๒๒๕]   มาฆเทวบุตรได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

บุคคลฆ่าอะไร จึงจะอยู่เป็นสุข  ฆ่า

อะไร  จึงจะไม่เศร้าโศก   ข้าแต่พระโคดม

พระองค์ทรงชอบการฆ่าธรรมอะไร    ซึ่ง

เป็นธรรมอันเอก.

[๒๒๖]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

บุคคลฆ่าความโกรธแล้ว     ย่อมอยู่

เป็นสุข  ฆ่าความโกรธแล้ว  ย่อมไม่เศร้า

โศก  ดูก่อนท้าววัตรภู  พระอริยะทั้งหลาย

สรรเสริญการฆ่าความโกรธ  ซึ่งมีรากเป็น

พิษ  มียอดหวาน  ด้วยว่า  บุคคลฆ่าความ

โกรธนั้นได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 326

อรรถกถามาฆสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในมาฆสูตรที่  ๓  ต่อไป :-

คำว่า  มาฆะ   นี้เป็นนามของท้าวสักกะ.    ท้าวสักกะนั้นแล  ชื่อว่า

วัตรภู  เพราะอรรถว่า  ครอบงำผู้อื่นด้วยวัตรแล้วถึงความเป็นใหญ่  อีกอย่าง

หนึ่ง  ชื่อว่า  วัตรภู  เพราะอรรถว่า  ทรงครอบงำอสูรที่ชื่อว่าวัตรภู.

จบอรรถกถามาฆสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 327

๔.  มาคธสูตร

 

[๒๒๗]  มาคธเทวบุตร     ยืนอยู่    ณ    ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้

ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

แสงสว่างในโลก     มีอย่าง     ข้า

พระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้ว  ไฉนจะพึงทราบอันนี้ได้.

[๒๒๘]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

แสงสว่างในโลกมี  ๔  อย่าง  อย่างที่

๕ ไม่มีในโลกนี้  พระอาทิตย์ส่องสว่างใน

กลางวัน   พระจันทร์ส่องสว่างในกลางคืน

ส่วนไฟส่องสว่างในที่นั้น ๆ  ทั้งกลางวัน

และกลางคืน พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุด

ว่าแสงสว่างทั้งหลาย      แสงสว่างนี้เป็น

ยอดเยี่ยม.

อรรถกถามาคธสูตรที่  ๔  มีเนื้อความเหมือนที่กล่าวมาแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 328

๕.  ทามลิสูตร

 

[๒๒๙] . . . อารามแห่งอนาถบิณฑิกเศรษฐี   กรุงสาวัตถี   ครั้งนั้น

ทามลิเทวบุตร  เมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม  มีวรรณะงามยิ่งนัก  ทำพระวิหารเชตวัน

ให้สว่างทั่วแล้ว   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า    ถวายบังคมแล้ว    ได้ยืน  ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

[๒๓๐]  ทามลิเทวบุตร. . .    ได้กล่าวคาถานี้      ในสำนักพระผู้มี-

พระภาคเจ้าว่า

พราหมณ์ผู้ไม่เกียจคร้าน       พึงทำ

ความเพียรนี้       เขาไม่ปรารถนาภพด้วย

เหตุนั้น  เพราะละกามได้ขาด.

[๒๓๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ทามลิ กิจไม่มีแก่พราหมณ์  เพราะว่า

พราหมณ์ทำกิจเสร็จแล้ว   สัตว์เกิดยังไม่ได้

ท่าจอดในแม่น้ำทั้งหลาย  เพียงใด  เขาต้อง

พยายามด้วยตัวทุกอย่าง  เพียงนั้น   ก็ผู้นั้น

ได้ท่าที่จอดแล้ว     ยืนอยู่บนบก     ไม่ต้อง

พยายาม  เพราะว่า  เขาถึงฝั่งแล้ว.

ดูก่อนทามลิเทวบุตร       นี้เป็นข้อ

อุปมาแห่งพราหมณ์  ผู้สิ้นอาสวะแล้ว    มี

ปัญญาเพ่งพินิจ  พราหมณ์นั้น  ถึงที่สุด

แห่งชาติและมรณะแล้ว  ไม่ต้องพยายาม

เพราะถึงฝั่งแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 329

อรรถกถาทามลิสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในทามลิสูตรที่  ๕  ต่อไป :-

บทว่า  น  เตนาสึสเต   ภว   ความว่า   เขาไม่ปรารถนาภพใดภพ

หนึ่ง  ด้วยเหตุนั้น.  เทพบุตรผู้มีความเพียรติดต่อองค์นี้   คิดว่า   ความสิ้นสุด

กิจของพระขีณาสพไม่มี    ด้วยว่า    พระขีณาสพ     ทำความเพียรมาตั้งแต่ต้น

เพื่อบรรลุพระอรหัต     ต่อมา    ก็บรรลุพระอรหัต     เพราะเหตุนั้น       ท่าน

จงอย่านิ่งเสีย     จงทำความเพียร     จงบากบั่นในที่นั้น  ๆ นั้นแล    ดังนี้แล้ว

จึงกล่าวอย่างนี้.

ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า  เทพบุตรองค์นี้ไม่กล่าว

การจบกิจของพระขีณาสพ  กล่าวแต่คำสอนของเราว่าเป็นอนิยยานิก ไม่นำสัตว์

ออกจากทุกข์   เราจักแสดงการจบกิจของพระขีณาสพนั้น  ดังนี้แล้ว  จึงตรัสว่า

นตฺถิ  กิจฺจ   ดังนี้เป็นต้น.  ได้ยินว่า  ในปิฎกทั้งสาม  คาถานี้     ไม่แตกต่าง

กัน.  ด้วยว่า ขึ้นชื่อว่า โทษของความเพียร  พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดง

ไว้ในที่อื่น.   แต่ในทามลิสูตรนี้     ทรงปฏิเสธเทพบุตรองค์นี้    จึงตรัสอย่างนี้

เพื่อทรงแสดงการจบกิจของพระขีณาสพว่า  เบื้องต้นภิกษุอยู่ป่า  ถือเอากัมมัฏ-

ฐานทำความเพียร  เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะสำเร็จเป็นพระขีณาสพ  [สิ้นกิเลส

หมด]   แล้ว  ต่อมา  ถ้าเธอประสงค์จะทำความเพียรก็ทำ  ถ้าไม่ประสงค์  เธอ

จะอยู่ตามสบาย   ก็ได้   ดังนี้.   บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   คาธ   แปลว่า

ท่าเป็นที่จอด.

จบอรรถกถาทามลิสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 330

๖.  กามทสูตร

 

[๒๓๒]   กามทเทวบุตร     ยืนอยู่    ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า       การทำสมณธรรมทำได้

โดยยาก  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   การทำสมณธรรมทำได้โดยแสนยาก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ชนทั้งหลาย     ผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยศีล

แห่งพระเสขะ   มีตนตั้งมั่นแล้ว  ย่อมกระ-

ทำสมณธรรม แม้ที่ทำได้โดยยาก  ความ

ยินดี     ย่อมนำสุขมาให้แก่บุคคลผู้เข้าถึง

แล้ว  ซึ่งการบวชไม่มีเรือน.

[๒๓๓]   กามทเทวบุตรทูลว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   ข้อที่หาได้

ยาก  คือ  สันตุฏฐี  ความสันโดษ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ชนเหล่าใด   ขึ้นดีแล้วในความสงบ

แห่งจิต     ชนเหล่าใด     มีใจยินดีแล้วใน

ภาวนา    ทั้งกลางวันและกลางคืน  ชน-

เหล่านั้น   ชื่อว่า    ย่อมได้แม้ซึ่งสิ่งที่ได้

โดยยาก.

[๒๓๔]   กามทเทวบุตรทูลว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   ธรรมชาติที่

ตั้งมั่นได้ยาก  คือ  จิต.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 331

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ชนเหล่าใด   ยินดีแล้วในความสงบ

อินทรีย์  ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมตั้งมั่นซึ่งจิต

ที่ตั้งมั่นได้ยาก  ดูก่อนกามทเทวบุตร  อริยะ

ทั้งหลายเหล่านั้นย่อมตัดข่ายแห่งมัจจุไป.

[๒๓๕]   กามทเทวบุตรทูลว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทางที่ไปได้

ยาก  คือ  ทางที่ไม่เรียบ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนกามทเทวบุตร    พระอริยะ

ทั้งหลาย  ย่อมไปได้  แม้ในทางที่ไม่เรียบ

ที่ไปได้ยาก    ผู้มิใช่อริยะ   ย่อมเป็นผู้บ่าย

ศีรษะลงต่ำเบื้องต่ำ  ตกไปในทางอันไม่เรียบ

ทางนั้นย่อมสม่ำเสมอสำหรับอริยะทั้งหลาย

เพราะอริยะทั้งหลาย  เป็นผู้สม่ำเสมอ  ใน

ทางอันไม่เรียบ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 332

อรรถกถากามทสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในกามทสูตรที่  ๖ ต่อไป :-

บทว่า  ทุกฺกร  ความว่า  ได้ยินว่า   เทพบุตรองค์นี้    เคยเป็นพระ-

โยคาวจร    ข่มกิเลสทั้งหลาย    ด้วยความพากเพียร    เพราะเป็นผู้มีกิเลสหนา

กระทำสมณธรรม     ก็ยังไม่บรรลุอริยภูมิ      เพราะมีอุปนิสัยในปางก่อนน้อย

กระทำกาละ    [ตาย]    แล้วไปบังเกิดในเทวโลก     ไปยังสำนักพระตถาคตมา

ด้วยหวังจะทูลบอกว่า. สมณธรรมทำได้ยาก   จึงทูลอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น

บทว่า ทุกฺกร ความว่า ขึ้นชื่อว่า การกระทำสมณธรรมให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว

ตลอด ๑๐ ปีบ้าง ฯลฯ ๖๐  ปีบ้าง ชื่อว่ากระทำได้ยาก.  บทว่า เสกฺขา ได้แก่

พระเสขะ ๗.  บทว่า  สีลสมาหิตา  แปลว่า  ตั้งมั่นเข้าประกอบแล้วด้วยศีล.

บทว่า  ิตตฺตา  แปลว่า  สภาวะที่ตั้งมั่นแล้ว   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรง

แก้ปัญหาที่เทพบุตรทูลถามอย่างนี้แล้ว    บัดนี้     เมื่อจะทรงตั้งปัญหาให้สูงขึ้น

ไปอีก  จึงตรัสว่า  อนคาริยุเปตสฺส  เป็นต้น.   บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า

อนคาริยุเปตสฺส  ได้แก่ ผู้เข้าถึงความไม่มีเรือน  คือปราศจากเรือน.  จริงอยู่

ภิกษุอยู่บนปราสาทแม้ ๗ ชั้น     เมื่อถูกพระภิกษุผู้แก่กว่ามาบอกว่า   เสนาสนะ

นี้ตกถึงผม  ดังนี้   ย่อมถือเอาบาตรจีวรออกไปโดยดี   เพราะฉะนั้น    ภิกษุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ผู้เข้าถึงความไม่มีเรือน.  บทว่า   ตุฏฺิ  ได้แก่

ความสันโดษด้วยปัจจัย ๔.  บทว่า  ภาวนาย    ได้แก่  ในการอบรมความสงบ

แห่งจิต.

บทว่า  เต  เฉตฺวา  มจฺจุโน  ชาล  ความว่า   พระอริยะเหล่าใด

ยินดีแล้วในความสงบแห่งอินทรีย์  ทั้งกลางวันและกลางคืน  พระอริยะเหล่านั้น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 333

ย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก.    พระอริยะเหล่าใด    มีจิตตั้งมั่นแล้ว    พระอริยะ

เหล่านั้น  ทำความสันโดษในปัจจัย ๔ ให้บริบูรณ์  ย่อมไม่ลำบาก   พระอริยะ

เหล่าใดสันโดษแล้ว    พระอริยเหล่านั้น    ทำศีลให้บริบูรณ์    ย่อมไม่ลำบาก

พระอริยเหล่าใดตั้งมั่นในศีล    พระอริยะเหล่านั้น    คือพระเสขะ ๗  ตัดข่ายคือ

กิเลส  ที่เรียกว่า  ข่ายมัจจุไป.   คำทั้งหมดว่า  ทุคฺคโม  นี้     ท่านอธิบายว่า

เทพบุตรทูลถามว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   พระอริยะเหล่าใด  ยินดีในอินทรีย์

อันสงบ   พระอริยะเหล่านั้น   ย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก   พระอริยะเหล่าใด

ตั้งมั่นในศีล   พระอริยะเหล่านั้นตัดข่ายมัจจุไปได้    ก็บุคคลนี้จักไปได้อย่างไร

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า      ทางนี้เป็นทางที่ไปได้ยาก     เป็นทางที่ไม่เรียบ

มิใช่หรือ  ดังนี้  ในข้อนั้น   อริยมรรคไม่เป็นทางที่ไปได้ยาก    ไม่เป็นทางที่

ไม่เรียบ    ก็จริงอยู่   ถึงอย่างนั้น    อันตรายเป็นอันมาก     ย่อมมีแก่บุคคลนั้น

เพราะปฏิปทาเป็นบุพภาคส่วนเบื้องต้น     เพราะฉะนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสอย่างนั้น.    บทว่า  อวสิรา  ได้แก่  เป็นผู้บ่ายศีรษะลง   เพราะศีรษะ

คือญาณ    ย่อมตกไป    และเพราะไม่อาจยกขึ้นสู่อริยมรรคได้    ชนเหล่านั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ตกไปในทางอันไม่เรียบ.    บทว่า  อริยาน

สโม   มคฺโค  ความว่า ทางนั้นนั่นแล ย่อมเป็นทางเรียบของพระอริยะทั้งหลาย.

บทว่า  วิสเม  สมา     ความว่า   แท้จริง   พระอริยะทั้งหลายเป็นผู้เรียบอย่าง

เดียว   ในหมู่สัตว์ที่ไม่เรียบ.

จบอรรถกถามทสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 334

๗.ปัญจาลจัณฑสูตร

 

[๒๓๖]   ปัญจาลจัณฑเทวบุตร   ยืนอยู่   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้   ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

บุคคลผู้มีปัญญามาก   ได้พบโอกาส

ช่องทางในที่คับแคบหนอ   ผู้ใดได้รู้ฌาน

เป็นผู้ตื่น     ผู้นั้นเป็นผู้องอาจในการเร้น

เป็นมุนี.

[๒๓๗]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนปัญจาลจัณเทวบุตร  ชนเหล่า

ใด  แม้อยู่ในที่คับแคบ   แต่กลับได้ซึ่งสติ

เพื่อการบรรลุธรรม     คือพระนิพพาน

ชนเหล่านั้น  ชื่อว่า  ตั้งมั่นดีแล้วโดยชอบ.

 

อรรถกถาปัญจาลจัณฑสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในปัญจาลจัณฑสูตรที่  ๗  ต่อไป :-

ในบทว่า  สมฺพาเธ  ที่คับแคบมี  ๒  ได้แก่  ที่คับแคบ  คือ  นิวรณ์  ที่

คับแคบ คือ กามคุณ.  ในที่คับแคบทั้งสองนั้น   ในพระสูตรนี้    ท่านประสงค์

เอาที่คับแคบ  คือ  นิวรณ์.    คำว่า  โอกาโส   นี้เป็นชื่อของฌาน.    บทว่า

ปฏิลีนนิสโภ    แปลว่า    เป็นผู้หลีกออกได้ประเสริฐสุด.   ผู้ละมานะได้แล้ว


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 335

ตรัสเรียกชื่อว่า    ผู้หลีกออก    เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็ภิกษุเป็นผู้หลีกออกเป็นไฉน   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุในธรรมวินัยนี้  มี

อัสมิมานะ  [ความถือว่าเป็นเรา]  อันละได้แล้ว   มีมูลอันถอนเสียแล้ว   ทำเป็น

ดุจต้นตาลมีรากอันถอนแล้ว   ทำให้ไม่มี  ไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป  ดังนี้.  บทว่า

ปจฺจลทฺธสุ  แปลว่า ได้เฉพาะแล้ว.  ด้วยบทว่า  สมฺมา  เต  ท่านกล่าวฌาน

ผสมกันไว้ว่า    ชนเหล่าใดได้เฉพาะสติ   เพื่อบรรลุพระนิพพาน   ชนเหล่านั้น

เป็นผู้ตั้งมั่นดีแล้ว   แม้ด้วยโลกุตรสมาธิ.

จบอรรถกถาปัญจาลจัณฑสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 336

๘.  ตายนสูตร

 

[๒๓๘]   ครั้งนั้น    ตายนเทวบุตรผู้เป็นเจ้าลัทธิมาเก่าก่อน    เมื่อสิ้น

ราตรีปฐมยาม  มีวรรณะอันงามยิ่งนัก   ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว   เข้า

ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้วได้ยืนอยู่   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๒๓๙]   ตายนเทวบุตร   ยืนอยู่   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว

คาถาเหล่านี้   ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ท่านจงพยายามตักกระแสตัณหา  จง

บรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์.

มุนีไม่ละกาม   ย่อมเข้าไม่ถึงความที่

จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้    ถ้าบุคคลจะพึง

ทำความเพียร  พึงทำความเพียรนั้นจริง ๆ

พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่น  เพราะ

ว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน  ยิ่งโปรย

โทษดุจธุลี.

ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า

ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง.

ก็กรรมใดทำแล้ว    ไม่เดือดร้อนใน

ภายหลัง    กรรมนั้นเป็นความดี    ทำแล้ว

ประเสริฐกว่า     หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี

ย่อมบาดมือนั่นเอง  ฉันใด.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 337

ความเป็นสมณะ.   อันบุคคลปฏิบัติ

ไม่ดี   ย่อมฉุดเข้าไปในนรก  ฉันนั้น.

กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง

วัตรอันใด  ที่เศร้าหมอง  และพรหมจรรย์ที่

น่ารังเกียจ  ทั้งสามอย่างนั้น  ไม่มีผลมาก.

ตายนเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว  ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง.

[๒๔๐]   ครั้งนั้น   โดยล่วงราตรีนั้นไป   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก

ภิกษุทั้งหลายมาว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อคืนนี้    เทวบุตรนามว่าตายนะ

ผู้เป็นเจ้าลัทธิแต่เก่าก่อนเมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม  มีวรรณะงามยิ่งนัก  ทำพระวิหาร

เชตวันให้สว่าง   เข้ามาหาเรา    อภิวาทเราแล้ว   ได้ยืนอยู่   ณ   ที่ควรส่วนข้าง-

หนึ่ง   ตายนเทวบุตร   กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของเราว่า

ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา   จง

บรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์.

มุนีไม่ละกาม   ย่อมเข้าไม่ถึงความที่

จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้    ถ้าบุคคลจะพึง

ทำความเพียร   พึงทำความเพียรนั้นจริง ๆ

พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่น   เพราะ

ว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน  ยิ่งโปรย

โทษดุจธุลี.

ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า

ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 338

ก็กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนใน

ภายหลัง   กรรมนั้นเป็นความดี   ทำแล้ว

ประเสริฐกว่า  หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี

ย่อมบาดมือนั่นเอง  ฉันใด.

ความเป็นสมณะ    อันบุคคลปฏิบัติ

ไม่ดี  ย่อมฉุดเข้าไปในนรก   ฉันนั้น.

กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง

วัตรอันใดที่เศร้าหมอง  และพรหมจรรย์ที่

น่ารังเกียจ  ทั้งสามอย่างนั้น   ไม่มีผลมาก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ตายนเทวบุตรครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว     ก็อภิวาท

เราทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้ง

หลาย   จงศึกษา   จงเล่าเรียน    จงทรงจำตายนคาถาไว้    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ตายนคาถาประกอบด้วยประโยชน์  เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์.

 

อรรถกถาตายนสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในตายนสูตรที่  ๘  ต่อไป :-

บทว่า  ปุราณติตฺถกโร  แปลว่า  ผู้เป็นเจ้าลัทธิมาแต่ก่อน.  ในคำว่า

ปุราณติตฺถกโร   นั้น  ทิฎฐิ  ๖๒  ชื่อว่า  ลัทธิ  [ติตถ]. ศาสดาผู้ก่อกำเนิด

ลัทธิเหล่านั้น  ชื่อว่า  เจ้าลัทธิ  คือใคร.  คือ  นันทะ  มัจฉะ  กิสะ  สังกิจจะ

และที่ชื่อว่า  เดียรถีย์ทั้งหลาย  มีปุรณะเป็นต้น.    ถามว่า    ก็ตายนเทพบุตรนี้

ก่อทิฎฐิขึ้นแล้วบังเกิดในสวรรค์ได้อย่างไร.      ตอบว่า    เพราะเป็นกัมมวาที.

ได้ยินว่า  ตายนเทพบุตรนี้  ได้ให้อาหารในวันอุโบสถเป็นต้น     เริ่มตั้งอาหาร


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 339

ไว้สำหรับคนอนาถา    ทำที่พัก    ให้ขุดสระโบกขรณีทั้งหลายได้ทำความดีมาก

แม้อย่างอื่น.   เพราะผลวิบากแห่งความดีนั้น   เขาจึงบังเกิดในสวรรค์     แต่เขา

ไม่รู้ว่า  พระศาสนาเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์.   เขามายังสำนักพระตถาคต

ด้วยประสงค์จะกล่าวคาถาคำร้อยกรอง      ประกอบด้วยความเพียรอันเหมาะแก่

พระศาสนา  จึงกล่าวคาถาว่า  ฉินฺท  โสต   ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ฉินฺท  เป็นคำสั่งที่ไม่แน่นอน.    บทว่า

โสต  ได้แก่กระแสตัณหา.  บทว่า   ปรกฺกม   ได้แก่  ทำความเพียร.   บทว่า

กาเม  ได้แก่  กิเลสกามบ้าง  วัตถุกามบ้าง.  บทว่า  ปนูท  แปลว่า  จงนำออก.

บทว่า เอกตฺต ได้แก่  ฌาน.  ท่านอธิบายว่า  มุนีไม่ละกามทั้งหลาย  ย่อมไม่

เข้าถึง  คือ  ไม่ได้ฌาน.   บทว่า  กยิรา  เจ  กยิราเถน   ความว่า   ถ้าบุคคล

พึงทำความเพียรไซร้    ก็ไม่พึงท้อถอยความเพียรนั้น.     บทว่า    ทฬฺหเมน

ปรกฺกเม  ความว่า  พึงทำความเพียรนั้นให้มั่นคง. บทว่า  สิถิโล  หิ  ปริพฺ-

พาโช  ได้แก่ บรรพชาที่ถือไว้หย่อน ๆ.   บทว่า   ภิยฺโย   อากรเต  รช

แปลว่า  พึงโปรยธุลี  คือกิเลสไว้เบื้องบนมากมาย.    บทว่า   อกต   ทุกฺกฏ

เสยฺโย   แปลว่า   ความชั่ว   ไม่ทำเสียเลยดีกว่า.  บทว่า  ยงฺกิญฺจิ  ความว่า

มิใช่แต่สามัญญผล  คุณเครื่องเป็นสมณะ  ที่ผู้บวชทำชั่วทำไว้อย่างเดียว    แม้

กิจกรรมอย่างอื่นอะไร ๆ ที่ผู้บวชทำย่อหย่อน  ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน. บทว่า

สงฺกิลิฏฺ  ความว่า   วัตรที่ทำได้ยาก    คือ    ธุดงควัตร    ที่สมาทานเพราะ

ปัจจัยลาภเป็นเหตุในพระศาสนานี้    ก็เศร้าหมองทั้งนั้น.    บทว่า  สงฺกสฺสร

ได้แก่ ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ   คือที่สงสัย   รังเกียจอย่างนี้ว่า   แม้ข้อนี้   ก็จัก

เป็นข้อที่ผู้นี้กระทำแล้ว  แม้ข้อนี้ก็จักเป็นข้อที่นี้กระทำแล้ว.  บทว่า อาทิ-

พฺรหฺมจริยกา  ได้แก่  เป็นเบื้องต้น  คือ เป็นที่ปรากฏแห่งมรรคพรหมจรรย์.

จบอรรถกถาตายนสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 340

๙.  จันทิมสูตร

 

[๒๔๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ     . . .    กรุงสาวัตถี     สมัยนั้น

จันทิมเทวบุตรถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้ว          ครั้งนั้นจันทิมเทวบุตรระลึกถึง

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า

ข้าแต่พระพุทธเจ้า  ผู้แกล้วกล้า  ขอ

ความนอบน้อมจงมีแต่พระองค์   พระองค์

เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง  ข้า

พระองค์ถึงฐานะอันดับขัน  ของพระองค์

จงเป็นที่พึงแห่งข้าพระองค์นั้น.

[๒๔๒]   ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงปรารภจันทิมเทวบุตร

ได้ตรัสกะอสุรินทราหูด้วยพระคาถาวา

จันทิมเทวบุตร      ถึงตถาคตผู้เป็น

พระอรหันต์    ว่าเป็นที่พึ่ง     ดูก่อนราหู

ท่านจงปล่อยจันทิมเทวบุตร  พระพุทธเจ้า

ทั้งหลายเป็นผู้อนุเคราะห์โลก.

[๒๔๓]   ลำดับนั้น   อสุรินทราหู  ปล่อยจันทิมเทวบุตรแล้ว    เร่งรีบ

เข้าไปหาท้าวเวปจิตติจอมอสูร   แล้วก็เป็นผู้เศร้าสลด   เกิดขนพอง    ได้ยืนอยู่

ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๒๔๔]   ท้าวเวปจิตติจอมอสูตร  ได้กล่าวกะอสุรินทราหูด้วยคาถาว่า

ดูก่อนราหู    ทำไมหนอ    ท่านจึง

เร่งรีบปล่อยพระจันทร์เสีย      ทำไมหนอ

ท่านจึงมีรูปสลด   มายืนกลัวอยู่.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 341

[๒๔๕]   อสุรินทราหูกล่าวว่า

ข้าพเจ้าถูกขับ    ด้วยคาถาของ

พระพุทธเจ้า       หากข้าพเจ้าไม่พึงปล่อย

จันทิมเทวบุตร  ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตก

เจ็ดเสี่ยงมีชีวิตอยู่  ก็ไม่พึงได้ความสุข.

 

อรรถกถาจันทิมสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในจันทิมสูตรที่  ๙ ต่อไป :-

บทว่า   จนฺทิมา   คือเทพบุตรผู้สถิตอยู่   ณ  จันทรวิมาน.   บทว่า

สพฺพธิ   ได้แก่ ในขันธ์อายตนะ  เป็นต้นทั้งหมด.  บทว่า  โลกานุกมฺปกา

ได้แก่ เป็นผู้อนุเคราะห์  ทั้งท่าน  ทั้งจันทรเทพบุตร  เช่นเดียวกัน.    บทว่า

สนฺตรมาโน   ได้แก่   ดุจรีบด่วน.    คำว่า   ปมุญฺจสิ  เป็นปัจจุปันกาล

ลงในอรรถอดีตกาล.

จบอรรถกถาจันทิมสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 342

๑๐.  สุริยสูตร

 

[๒๘๖]   สมัยนั้น  สุริยเทวบุตร  ถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้ว  ครั้งนั้น

สุริยเทวบุตร   ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า

ข้าแต่พระพุทธเจ้า   ผู้แกล้วกล้า  ขอ

ความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์   พระองค์

เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง   ข้า

พระองค์ถึงฐานะอันดับขัน     ขอพระองค์

จงเป็นที่พึ่งแห่งข้าพระองค์นั้น.

[๒๔๗]   ลำดับนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภสุริยเทวบุตรได้

ตรัสกะอสุรินทราหูด้วยพระคาถาว่า

สุริยเทวบุตร   ถึงตถาคตผู้เป็นพระ-

อรหันต์  ว่าเป็นที่พึง  ดูก่อนราหู  ท่านจง

ปล่อยสุริยะ  พระพุทธเจ้าทั้งหลาย  เป็นผู้

อนุเคราะห์โลก     สุริยะใดเป็นผู้ส่องแสง

กระทำความสว่างในที่มืดมิด    มีสัณฐาน

เป็นวงกลม   มีเดชสูง  ดูก่อนราหู  ท่าน

จงปล่อยสุริยะ  ผู้เป็นบุตรของเรา.

[๒๔๘]   ลำดับนั้น   อสุรินทราหู    ปล่อยสุริยเทวบุตรแล้ว   เร่งรีบ

เข้าไปหาท้าวเวปจิตติจอมอสูร   แล้วก็เป็นผู้เศร้าสลด   เกิดขนพอง   ได้ยืนอยู่

ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 343

[๒๔๙]   ท้าวเวปจิตติจอมอสูร   ได้กล่าวกะอสุรินทราหู   ด้วยคาถาว่า

ดูก่อนราหู   ทำไมหนอ  ท่านจึงเร่ง

รีบ  ปล่อยพระสุริยะเสีย  ทำไมหนอ  ท่าน

จึงมีรูปเศร้าสลด  มายืนกลัวอยู่.

[๒๕๐]   อสุรินทราหู  กล่าวว่า

ข้าพเจ้าถูกขับ       ด้วยคาถาของ

พระพุทธเจ้า   ถ้าข้าพเจ้าไม่พึงปล่อยพระ-

สุริยะ   ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยง

มีชีวิตอยู่  ก็ไม่พึงได้รับความสุข.

จบสุริยสูตร

จบ  วรรคที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 344

อรรถกถาสุริยสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในสุริยสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-

บทว่า  สุริโย  คือ เทวบุตร ผู้สถิตอยู่ ณ สุริยวิมาน.  บทว่า อนฺธ-

กาเร    ได้แก่   ในการทำความมืดดุจตาบอด    เพราะห้ามความเกิดแห่งจักษุ

วิญญาณ.  บทว่า  เวโรจโน  แปลว่า  ส่องสว่าง.   บทว่า   มณฺฑลี   ได้แก่

มีสัณฐานกลม   ด้วยบทว่า มา ราหุ คิลี   จรมนฺตลิกฺเข  ดังนี้  พระผู้มีพระ

ภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนราหู  ท่านอย่ากลืนสุริยะผู้โคจรไปในอากาศเลย.  ถามว่า

ก็ราหูนั้นกลืนสุริยะนั้นได้หรือ.       ตอบว่า   กลืนได้สิ    เพราะว่า    ราหูมี

อัตภาพใหญ่   ว่าโดยส่วนสูง   สูงถึง   ๔,๘๐๐ โยชน์     ช่วงแขน    ยาว ๑,๒๐๐

โยชน์  ว่าโดยส่วนหนา  ๖๐๐ โยชน์  ศีรษะ  ๙๐๐ โยชน์  หน้าผาก  ๓๐๐ โยชน์

ระหว่างคิ้ว ๕๐ โยชน์  คิ้ว ๒๐๐ โยชน์  ปาก  ๒๐๐ โยชน์   จมูก  ๓๐๐ โยชน์

ขอบปากลึก ๓๐๐ โยชน์    ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา  ๒๐๐ โยชน์     ข้อนิ้ว  ๑๕ โยชน์.

ราหูนั้นเห็นจันทระและสุริยะ  ส่องสว่างอยู่  มีความริษยาเป็นปกติอยู่แล้ว  ก็ลงสู่

วิถีโคจรของจันทรและสุริยะนั้น ยืนอ้าปากอยู่. จันทรวิมานหรือสุริยวิมานก็เป็น

ประหนึ่งถูกใส่เข้าไปในมหานรก ๓๐๐ โยชน์  เทวดาทั้งหลายที่สถิตอยู่ในวิมาน

ถูกมรณภัยคุกคาม  ก็ร้องเป็นอันเดียวกัน  ราหูนั้น  บางคราวก็เอามือบังวิมาน

บางคราวก็ใส่ไว้ใต้คาง    บางคราวก็เอาลิ้นเลีย     บางคราวก็วางในกระพุ้งแก้ม

เหมือนกินทำแก้มตุ่ย  แต่ราหูนั้น   ไม่อาจชลอความเร็วได้   คิดว่าเราจักฆ่าเสีย  ก็

ยืนอมทำแก้มตุ่ย หรือคิดว่าขมองของเทพบุตรนั้นจักแตกออกไป ราหูก็คร่าวิมาน

นั้นน้อมเข้ามา.  เพราะฉะนั้น  เทพบุตรนั้น จึงไปพร้อมด้วยกันกับวิมาน. บทว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 345

ปช  มม  ความว่า  ได้ยินว่า  เทพบุตรแม้ทั้งสองคือ  จันทระและสุริยะ  บรรลุ

โสดาปัตติผล  ในวันที่ตรัสมหาสมยสูตร.  ด้วยเหตุนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง

ตรัสว่า  ปช  มม  อธิบาย  นั่นเป็นบุตรของเรา.

จบอรรถกถาสุริยสูตรที่  ๑๐

จบวรรคที่  ๑

 

รวมพระสูตรในวรรคนี้

๑.  ปฐมกัสสปสูตร  ๒.  ทุติยกัสสปสูตร  ๓.  มาฆสูตร  ๔.  มาคธสูตร

๕.  ทามลิสูตร  ๖.  กามทสตร  ๗. ปัญจาลจัณฑสูตร  ๘. ตายนสูตร  ๙.  จัน-

ทิมสูตร  ๑๐.  สุริยสูตร  พร้อมทั้งอรรถกถา.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 346

อนาถปิณฑิกวรรคที่  ๒

 

๑.  จันทิมสูตร

 

ว่าด้วยผู้ถึงฝั่ง

 

[๒๕๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน     อาราม

ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี  ครั้งนั้น   จันทิมสเทวบุตร  เมื่อสิ้น

ปฐมยาม  มีวรรณะงามยิ่งนัก   ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว    เข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ      ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๒๕๒]   จันทิมสเทวบุตร    ยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว    ได้

กล่าวคาถานี้   ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ก็ชนเหล่าใด  เข้าถึงฌาน  มีจิตเป็น

สมาธิ  มีปัญญา  มีสติ  ชนเหล่านั้น  จักถึง

ความสวัสดี  ประดุจเนื้อในชะวากเขา ไร้

ริ้นยุง  ฉะนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ก็ชนเหล่าใด  เข้าถึงฌาน  ไม่ประ-

มาท  ละกิเลสได้  ชนเหล่านั้น  จักถึงฝั่ง

คือ  นิพพาน  ประดุจปลา  ทำลายข่ายได้

แล้ว  ฉะนั้น.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 347

อนาถปิณฑิกวรรคที่  ๒

 

อรรถกถาจันทิมสสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในจันทิมสสูตรที่  ๑  วรรคที่  ๒  ต่อไป :-

บทว่า  กจฺเฉว แปลว่า  ประดุจชะวาก  ชะวากเขาก็ดี  ชะวากไม้และน้ำ

ก็ดี ชื่อว่า ชะวาก.  บทว่า  เอโกพินิปทา  ได้แก่ประกอบด้วยจิตต์มีอารมณ์

เดียว   และปัญหาเครื่องรักษาตัว.   บทว่า   สตา   แปลว่า  มีสติ.  ท่านอธิบาย

ว่า  ชนเหล่าใดได้ฌาน  มีจิตมีอารมณ์อันเดียวผุดขึ้น  มีปัญญาเครื่องรักษาตัว

มีสติอยู่   ชนเหล่านั้น  จักถึงความสวัสดี  เหมือนเหล่ามฤค  ในชะวากเขา หรือ

ชะวากแม่น้ำ  ที่ไม่มียุง.  บทว่า ปาร  ได้แก่พระนิพพาน  บทว่า อมฺพุโช

แปลว่า  ปลา.  บทว่า  รณ  ชหา   แปลว่า   ละกิเลส.   ท่านอธิบายว่า   ชน

เหล่าใดได้ฌานไม่ประมาท  ย่อมละกิเลสได้  ชนเหล่านั้น   ก็จักถึงพระนิพพาน

เหมือนปลาทำลายข่ายที่ทำด้วยด้ายฉะนั้น.

จบอรรถกถาจันทิมสสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 348

๒.  เวณฑุสูตร

 

[๒๕๔]   เวณฑุเทวบุตร  ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว  ได้กล่าว

คาถานี้   ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ชนเหล่าใด     นั่งใกล้พระสุคต

ประกอบความเพียรในศาสนาของพระ-

โคดม  ไม่ประมาทแล้ว       ตามศึกษาอยู่

ชนเหล่านั้น  มีความสุขหนอ.

[๒๕๕]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ชนเหล่าใด    เป็นผู่เพ่งพินิจ   ตาม

ศึกษาในข้อสั่งสอน   อันเรากล่าวไว้แล้ว

ชนเหล่านั้น  ไม่ประมาทอยู่ในกาล   ก็ไม่

พึงตกอยู่ในอำนาจแห่งมัจจุ.

 

อรรถกถาเวณาฑุสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในเวณฑุสูตรที่  ๒  ต่อไป :-

คำว่า  เวณฑะ [บาลีว่า เวณฑุ]  เป็นชื่อของเทพบุตรองค์นั้น.  บทว่า

ปยิรุปาสิย    ได้แก่   เข้าไปนั่งใกล้.     บทว่า  อนุสิกฺขเร  ได้แก่ ศึกษา.

บทว่า  สตฺถปเท  ได้แก่  บท คือ คำสั่งสอน.   บทว่า  กาเล  เต  อปฺปมชฺ-

ชนฺตา  ได้แก่   กระทำความไม่ประมาทในกาล.

จบอรรถกถาเวณฑุสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 349

๓.  ทีฆลักฐิสูตร

 

[๒๕๖]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่  ณ  พระวิหารเวฬุวัน  อัน

เป็นที่ประทานเหยื่อแก่กระแต  กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ทีฆลัฏฐิเทวบุตร เมื่อสิ้น

ราตรีปฐมยาม     มีวรรณะอันงามยิ่งนัก    ทำพระวิหารเวฬุวันให้สว่างทั่วแล้ว

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถวายบังคมแล้ว  ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๒๕๗]   ทีฆลัฏฐิเทวบุตร   ได้กล่าวคาถานี้      ในสำนักพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าว่า

ภิกษุพึงเป็นผู้มีปกติเพ่งพินิจฌาน

มีจิตหลุดพ้นแล้ว  พึงหวังความไม่เกิดขึ้น

แห่งหทัย  คือพระอรหัตผล  รู้ความเกิดขึ้น

และควานเสื่อมไปแห่งโลกแล้ว      มีใจดี

อันตัณหาและทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว   มีพระ-

อรหัตผลนั้นเป็นอานิสงส์.

 

อรรถกถาทีฆลัฏฐิสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในทีฆลัฏฐิสูตรที่  ๓  ต่อไป :-

บทว่า  ทีฆลฏฺิ  ความว่า  เหล่าเทพในเทวโลก   มีพฤตินัยว่า   มี

ขนาดเท่ากันหมด  ส่วนทีฆลัฏฐิเทพบุตรนั้น   มีชื่ออย่างนี้   ก็เพราะเมื่ออยู่ใน

มนุษยโลกมีตัวสูง.    เขาทำบุญทั้งหลาย   แม้บังเกิดในเทวโลก    ก็ปรากฏชื่อ

อย่างนั้นนั่นแหละ.

จบอรรถกถาทีฆทัฏฐิสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 350

๔.  นันทนสูตร

 

[๒๕๘]   นันทนเทวบุตร  ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว   ได้ทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า

ข้าแต่พระโคดม  ผู้มีพระปัญญา

กว้างขวาง  ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์

ถึงญาณทัสสนะ    อันไม่มีอะไรขวางกั้น

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า   บัณฑิตทั้งหลาย

เรียกบุคคลชนิดไรว่า  เป็นผู้มีศีล  เรียก

บุคคลชนิดไรว่า  เป็นผู้มีปัญญา   บุคคล

ชนิดไรล่วงทุกข์อยู่ได้   เทวดาทั้งหลาย

บูชาบุคคลชนิดไร.

[๒๕๙]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

บุคคลใด   มีศีล  มีปัญญา   อบรม

ตนแล้ว  มีจิตตั้งมั่น  ยินดีในฌาน  มีสติ

ปราศจากความโศกทั้งหมด  ละได้ขาดสิ้น

อาสวะแล้ว     ทรงไว้ซึ่งร่างกายสุดท้าย

บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลชนิดนั้นว่า

เป็นผู้มีศีล  เรียกบุคคลชนิดนั้นว่า  เป็นผู้

มีปัญญา     บุคคลชนิดนั้นล่วงทุกข์อยู่ได้

เทวดาทั้งหลายบูชาบุคคลชนิดนั้น.