พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 301

ใกล้ประตูโรงกระเดื่อง.  ครั้งนั้น บุรุษคนหนึ่งออกจากหมู่มหาชนนั้น   เข้ามา

หาเรา   อภิวาทเราแล้ว  ยื่นอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.   เราได้กล่าวกะบุรุษ

นั้นว่า  ดูก่อนผู้มีอายุ  หมู่มหาชนนั้น  ประชุมกันทำไมหนอ.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เมื่อกี้นี้   เมื่อฝนกำลังตก    ก็อย่างหนัก  ฟ้า-

แลบ  ฟ้าผ่าอยู่   ชาวนาสองพี่น้องและโคผู้ ๔ ตัว   ถูกสายฟ้าฟาด  หมู่มหาชน

ประชุมกันแล้วในที่นี้   ก็พระองค์อยู่ในที่ไหนเล่า.  เราอยู่ในที่นี้เอง.  ก็พระองค์

ได้เห็นอะไรหรือ.  เราไม่ได้เห็น.  ก็พระองค์ได้ยินเสียงอะไรหรือ.   เราไม่ได้

ยิน.   ก็พระองค์หลับหรือ.     เราไม่ได้หลับ.     ก็พระองค์ยังมีสัญญาอยู่หรือ.

อย่างนั้นท่านผู้มีอายุ.  ก็พระองค์มีสัญญาตื่นอยู่เมื่อฝนกำลังตก  ตกอย่างหนัก

ฟ้าแลบอยู่   ฟ้าผ่าอยู่   ไม่ได้เห็นทั้งไม่ได้ยินเสียงหรือ. อย่างนั้น  ท่านผู้มีอายุ.

ดูก่อนปุกกุสะ  บุรุษนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า น่าอัศจรรย์หนอ  เหตุ

ไม่เคยมี  ก็มีมาแล้ว   พวกบรรพชิตย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันสงบหนอ   ดังผู้

มีสัญญาตื่นอยู่   เมื่อฝนกำลังตก  ตกอย่างหนัก   ฟ้าแลบอยู่  ฟ้าผ่าอยู่  ไม่ได้เห็น

ไม่ได้ยินเสียง.   ประกาศความเลื่อมใสอย่างยิ่งในเรา     กระทำประทักษิณแล้ว

หลีกไป.

 

ปุกกุสมัลลบุตรเป็นอุบาสก

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  ปุกกุสมัลลบุตรได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ข้าพระองค์โปรยความเลื่อมใสในอาฬารดาบสกาลาม-

โคตร   ลงในพายุใหญ่   หรือลอยเสียในแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว     ข้าแต่พระองค์ผู้

เจริญ     ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ภาษิตของ

พระองค์แจ่มแจ้งนัก   บุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลง

ทาง  หรือส่องประทีบในที่มืด  ผู้มีจักษุจักเห็นรูปแม้ฉันใด  พระผู้มีพระภาคเจ้า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 302

ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน  ข้าพระองค์นี้  ขอถึงพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า    พระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า

จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

ลำดับนั้น   ปุกกุสมัลลบุตร  สั่งบุรุษคนหนึ่งว่า    ดูก่อนพนายท่านจง

ช่วยนำคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยง   มีสีดังทองสิงคีซึ่งเป็นผ้าทรงของเรา.     บุรุษนั้นรับคำ

ของปุกกุสมัลลบุตรแล้ว    นำคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี   ซึ่งเป็นผ้าทรงมา

แล้ว.    ปุกกุสมัลลบุตรน้อมคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี    ซึ่งเป็นผ้าทรงนั้น

เข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   คู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงนี้

มีสีดังทองสิงคี    เป็นผ้าทรง    ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงอาศัยความอนุเคราะห์

ทรงรับคู่ผ้านั้นของข้าพระองค์เถิด.  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนปุกกุสะ

ถ้าเช่นนั้น  ท่านจงให้เราครองผืนหนึ่ง  ให้อานนท์ครองผืนหนึ่ง.ปุกกุสมัลล-

บุตรทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว      น้อมถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงครองผืนหนึ่ง  ถวายท่านพระอานนท์ครองผืนหนึ่ง.    พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงยังปุกกุสมัลลบุตรให้เห็นแจ้ง   ให้สมาทาน    ให้อาจหาญ   ให้รื่นเริงด้วย

ธรรมีกถาแล้ว   ปุกกุสมัลลบุตรอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน

ให้อาจหาญ  ให้รื่นเริง  ด้วยธรรมีกถาแล้วลุกจากอาสนะ   ถวายบังคมพระผู้มี

พระภาคเจ้ากระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.

 

ผิวกายพระตถาคตผ่องใสยิ่งใน  ๒ กาล

 

[๑๒๒]  ครั้งนั้น  ท่านพระอานนท์  เมื่อปุกกุสมัลลบุตรหลีกไปแล้วไม่

นาน  ได้น้อมคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงดี  ซึ่งเป็นผ้าทรงนั้น    เข้าไปสู่พระกาย

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.  ผ้าที่พระอานนท์น้อมเข้าไปสู่พระกายของพระมีพระ-

ภาคเจ้านั้น   ย่อมปรากฏดังถ่านไฟที่ปราศจากเปลวฉะนั้น.     ท่านพระอานนท์


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 303

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  น่าอัศจรรย์  เหตุไม่

เคยมี   ก็มีมาแล้ว      พระฉวีวรรณของพระตถาคตบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งนัก   คู่ผ้า

เนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี  ซึ่งเป็นผ้าทรงนี้  ข้าพระองค์น้อมเข้าไปสู่พระกายของ

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   ย่อมปรากฏดังถ่านในที่ปราศจากเปลวฉะนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ข้อนี้เป็นอย่างนั้น   อานนท์ในกาลทั้ง ๒

กายของตถาคต  ย่อมบริสุทธิ์  ฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก     ในกาลทั้ง ๒ เป็นไฉน

คือ ในเวลาราตรีที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๑     ในเวลาราตรีที่

ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนีพพานธาตุ  ๑ ในกาลทั้ง  ๒  นี้แล  กายของ

ตถาคต ย่อมบริสุทธิ์    ฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก  ดูก่อนอานนท์ ในปัจฉิมยามแห่ง

ราตรีวันนี้แล      ตถาคตจักปรินิพพานในระหว่างไม้สาละทั้งคู่   ในสาลวันแห่ง

มัลลกษัตริย์ทั้งหลาย  เป็นที่แวะเวียนไป ณ เมืองกุสินารา มาเถิด อานนท์  เรา

จักไปยังแม่น้ำกกุธานที.    ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าแล้ว.

[๑๒๓]     ปุกกุสะนำคู่ผ้าเนื้อเกลี้ยงมีสีดังทองสิงคี

เข้าไปถวาย  พระศาสดาทรงครองคู่ผ้านั้น

แล้วมีวรรณดังทอง  งดงามแล้ว.

 

แม่น้ำกกุธานที

 

[๑๒๔]  ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ไป

ยังแม่น้ำกกุธานที  เสด็จลงสู่แม่น้ำกกุธานที ทรงสรงแล้ว ทรงดื่มแล้ว  เสด็จขึ้น

เสด็จไปยังอัมพวันตรัสกะท่านพระจุนทกะว่า  ดูก่อนจุนทกะ  ท่านจงช่วยปูผ้า

สังฆาฏิพับเป็น ๔ ชั้นให้เรา  เราเหนื่อยนัก  จักนอน.   ท่านพระจุนทกะทูลรับ

พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ปูผ้าสังฆาฏิพับเป็น ๔  ชั้น.    ลำดับนั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 304

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยา   โดยพระปรัศว์เบื้องขวา   ทรงซ้อนพระ-

บาทด้วยพระบาท  มีสติสัมปชัญญะ     ทรงมนสิการอุฏฐานสัญญา     ส่วนท่าน

พระจุนทกะนั่งเฝ้าอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่นั้นแหละ.

[๑๒๕]   พระพุทธเจ้าผู้ศาสดา ผู้พระตถาคตหา

ผู้เปรียบมิได้ในโลก    ทรงเหนื่อยเสด็จถึง

แม่น้ำกกุธานที  มีน้ำใสจืด  สะอาด  เสด็จ

ลงแล้ว.

ทรงสรงและทรงดื่มน้ำแล้ว   อันหมู่

ภิกษุแวดล้อมเสด็จไปในท่ามกลาง   พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ศาสดา   ทรงแสวงหาคุณ

อันยิ่งใหญ่  ทรงเป็นไปในธรรมนี้  เสด็จถึง

อัมพวันแล้ว.

ตรัสกะภิกษุชื่อจุนทกะว่า     เธอจง

ช่วยปูลาดผ้าสังฆาฏิพับเป็น  ๔  ชั้นให้เรา

เราจะนอน พระจุนทกะนั้นมีตนอบรมแล้ว

อันพระองค์ทรงเตือนแล้ว     รีบปูลาดผ้า

สังฆาฏิพับเป็น ๔  ชั้นถวาย   พระศาสดา

ทรงบรรทมแล้ว    หายเหนื่อย    แม้พระ-

จุนทกะก็นั่งเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ในที่

นั้น.

 

บิณฑบาตทาน  ๒  คราวมีผลเสมอกัน

 

[๑๒๖]  ครั้งนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า

ดูก่อนอานนท์ บางทีใคร ๆ จะทำความร้อนใจให้เกิดแก่นายจุนทกัมมารบุตรว่า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 305

ดูก่อนจุนทกะ  ไม่เป็นลาภของท่าน    ท่านได้ไม่ดีแล้ว   พระตถาคตได้บริโภค

บิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เสด็จปรินิพพานดังนี้  เธอพึงช่วยบันเทา

ความเดือดร้อนของนายจุนทกัมมารบุตรเสียอย่างนี้ว่า  จุนทกะเป็นลาภของท่าน

ท่านได้ดีแล้ว      พระตถาคตได้บริโภคบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

เสด็จปรินิพพาน     เรื่องนี้เราได้ยินมาได้รับมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มี

พระภาคเจ้าว่า  บิณฑบาตสองคราวนี้   มีผลสม่ำเสมอกัน    มีวิบากสม่ำเสมอกัน

มีผลใหญ่กว่าและมีอานิสงส์ใหญ่กว่าบิณฑบาตอื่น ๆ ยิ่งนัก.      บิญฑบาตสอง

คราวเป็นไฉน.  คือ พระตถาคตบริโภคบิณฑบาตใดแล้ว  ตรัสรู้อนุตตรสัมมา-

สัมโพธิญาณอย่างหนึ่ง  พระตถาคตบริโภคบิณฑบาตใดแล้ว  เสด็จปรินิพพาน

ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุอย่างหนึ่ง  บิณฑบาตสองคราวนี้  มีผลสม่ำเสมอกัน

มีวิบากสม่ำเสมอกัน      มีผลใหญ่กว่าและมีอานิสงส์ใหญ่กว่าบิณฑบาตอื่น ๆ ยิ่ง

นัก   กรรมที่นายจุนทกัมมารบุตรสั่งสมก่อสร้างแล้วเป็นไปเพื่ออายุ. . .วรรณะ

. . .สุขะ. . . ยศ . . . สวรรค์. . . และเป็นไปเพื่อความเป็นใหญ่ยิ่ง  ดูก่อน

อานนท์ เธอพึงช่วยบันเทาความร้อนใจของนายจุนทกัมมารบุตรเสียด้วยประการ

ฉะนี้.

 

พุทธอุทาน

 

ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความนั้นแล้ว     ทรงเปล่ง

พระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

[๑๒๗]   บุญย่อมเจริญแก่ผู้ให้   เวรย่อมไม่ก่อแก่ผู้

สำรวมอยู่   คนฉลาดเทียว     ย่อมละกรรมอัน

ลามก  เขาดับแล้วเพราะราคะ  โทสะ  โมสะ

สิ้นไป.

จบภาณวารที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 306

บรรทมอนุฏฐานไสยา

 

[๑๒๘]  ครั้งนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า

มาเถิด อานนท์ เราจักไปยังฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญวดี  เมืองกุสินาราและสาลวัน

อันเป็นที่แวะพักแห่งมัลลกษัตริย์.    ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.  ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า    พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่

ใหญ่   เสด็จไปยังฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญวดี     เมืองกุสินาราและสาลวันอันเป็น

ที่แวะพักแห่งมัลลกษัตริย์  รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า   เธอจงช่วยตั้งเตียงให้

เรา     หันศีรษะไปทางทิศอุดรระหว่างไม้สาละทั้งคู่       เราเหนื่อยแล้วจักนอน.

ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   ตั้งเตียงหันพระ-

เศียรไปทางทิศอุดรระหว่างไม้สาละทั้งคู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยา

โดยปรัศว์เบื้องขวา  ทรงซ้อนพระบาทด้วยพระบาท  มีพระสติสัมปชัญญะ.

 

ทรงปรารถสักการบูชา

 

[๑๒๙]  สมัยนั้น      ไม้สาละทั้งคู่เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาล

ดอกไม้เหล่านั้น     ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา

พระตถาคต.     แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศ    ดอก

มณฑารพเหล่านั้น  ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคตเพื่อบูชา

พระตถาคต.  แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์  ก็ตกลงจากอากาศ   จุณแห่ง

จันทน์เหล่านั้นร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระสรีระของพระตถาคต     เพื่อบูชา

พระตถาคต.  ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า    ก็ประโคมอยู่ในอากาศ  เพื่อบูชาพระ-

ตถาคต.  แม้สังคีตอันเป็นทิพย์  ก็เป็นไปในอากาศ  เพื่อบูชาพระตถาคต.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่าดูก่อนอานนท์

ไม้สาละทั้งคู่  เผล็ดดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาล  ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังพระ-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 307

สรีระของพระตถาคตเพื่อบูชาพระตถาคต.    แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์

. . . แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์. . . แม้ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า. . .    แม้

สังคีตอันเป็นทิพย์  ย่อมเป็นไปในอากาศ  เพื่อบูชาพระตถาคต   ดูก่อนอานนท์

พระตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ  นับถือ บูชานอบน้อมด้วยเครื่อง

สักการะประมาณเท่านี้หามิได้  ผู้ใดแลจะเป็นภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก หรืออุบาสิกา

ก็ตาม  เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ  พระพฤติตามธรรมอยู่

ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ  นับถือ บูชา   ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง    เพราะเหตุ

นั้นแหละ   อานนท์   พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า     เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรม

สมควรแก่ธรรม   ปฏิบัติชอบ   ประพฤติตามธรรมอยู่.

 

เรื่องอุปวาณเถระ

 

[๑๓๐]  สมัยนั้น      ท่านอุปวาณะยืนถวายงานพัดพระผู้มีพระภาคเจ้า

เฉพาะพระพักตร์.     ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่านพระอุปวาณะว่า

ดูก่อนภิกษุ  เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา.  ท่านพระอานนท์ได้มีความดำริ

ว่า     ท่านอุปวาณะรูปนี้เป็นอุปัฏฐากอยู่ใกล้ชิด พระผู้มีพระภาคเจ้ามาช้านาน

ก็แหละเมื่อเป็นเช่นนั้นในกาลครั้งสุดท้าย     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่าน

อุปวาณะว่า  ดูก่อนภิกษุ   เธอจงหลีกไป  อย่ายืนตรงหน้าเราดังนี้   อะไรหนอ

เป็นเหตุ   อะไรหนอเป็นปัจจัย   ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขับท่านอุปวาณะว่า

ดูก่อนภิกษุ  เธอจงหลีกไป อย่ายืนตรงหน้าเรา.    ท่านพระอานนท์ได้กราบทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านอุปวาณะรูปนี้  เป็นอุปัฏฐาก

อยู่ใกล้ชิดพระผู้มีพระภาคเจ้ามาช้านาน. . .พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อน

อานนท์  เทวดาในหมื่นโลกธาตุมาประชุมกันโดยมากเพื่อจะเห็นตถาคต  เมือง

กุสินาราสาลวันอันเป็นที่แวะพักแห่งมัลลกษัตริย์เพียงเท่าใด     โดยรอบถึง ๑๒


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 308

ตลอดที่เพียงเท่านี้      จะหาประเทศแม้มาตรว่าเป็นจรดลงแห่งปลายขนทรายอัน

เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่   มิได้ถูกต้องแล้วมิได้มี     พวกเทวดายกโทษอยู่ว่า   เรามา

แต่ที่ไกลเพื่อจะเห็นพระตถาคต   พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะเสด็จ

อุบัติในโลก   ในบางครั้งบางคราว    ในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันนี้แหละ   พระ-

ตถาคตจักปรินิพพาน  ภิกษุผู้มีศักดิ์ใหญ่รูปนี้    ยืนบังอยู่เบื้องพระพักตร์พระผู้

มีพระภาคเจ้า     เราไม่ได้เพื่อเห็นพระตถาคตในกาลเป็นครั้งสุดท้าย.    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ  ก็พวกเทวดา  กระทำไว้ในใจเป็นอย่างไร   อานนท์  มีเทวดา

บางพวกสำคัญอากาศว่าเป็นแผ่นดิน  สยายผมประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่

ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา   เหมือนเท้าขาดแล้ว   รำพันว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าจัก

ปรินิพพานเสียเร็วนัก  พระสุคตจักปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุ

ในโลกจักอันตรธานเสียเร็วนักดังนี้    เทวดาบางพวกสำคัญแผ่นดินว่าเป็นแผ่น-

ดิน. . .  พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกจักอันตรธานเสียเร็วนักดังนี้    ส่วนเทวดา

ที่ปราศจากราคะแล้ว   มีสติสัมปชัญญะ    อดกลั้นโดยธรรมสังเวชว่า  สังขารทั้ง

หลายไม่เที่ยง  ข้อนั้น   จะหาได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน.

 

สังเวชนียสถาน  ๔  ตำบล

 

[๑๓๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ในกาลก่อน    พวกภิกษุอยู่จำพรรษา

ในทิศทั้งหลายพากันมาเพื่อเห็นพระตถาคต      พวกข้าพระองค์     ย่อมได้เห็น

ได้เข้าไปนั่งใกล้  ภิกษุผู้ให้เจริญใจเหล่านั้น  พวกข้าพระองค์  โดยล่วงไปแห่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้า   จักไม่ได้เห็น จักไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุผู้ให้เจริญใจ.

ดูก่อนอานนท์  สังเวชนียสถาน  ๔ แห่งเหล่านี้      เป็นที่ควรเห็นของ

กุลบุตรผู้มีศรัทธา.  สังเวชนียสถาน ๔ เป็นไฉน.     สังเวชนียสถานเป็นที่ควร

เห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า  พระตถาคตประสูติในที่นี่  ๑ สังเวชนีย-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 309

สถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า  พระตถาคตตรัสรู้อนุต-

ตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้   ๑    สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มี

ศรัทธาด้วยระลึกว่า  พระตถาคตยังธรรมจักรอันยวดยิ่งให้เป็นไปแล้วในที่นี้  ๑

สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า    พระตถาคต

เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้  ๑  อานนท์ สังเวชนียสถาน

๔ แห่งเหล่านั้นแล     เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา     ภิกษุ   ภิกษุณี

อุบาสก  อุบาสิกา  ผู้มีศรัทธาจักมาด้วยระลึกถึงว่า    พระตถาคตประสูติในที่นี้

บ้าง    พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้บ้าง    พระตถาคตยัง

ธรรมจักรอันยวดยิ่งให้เป็นไปในที่นี้บ้าง   พระตถาคตเสร็จปรินิพพานแล้วด้วย

อนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้บ้าง  ดูก่อนอานนท์  ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยัง

เจดีย์มีจิตเลื่อมใส     จักกระทำกาละ     ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตาย

เพราะกายแตก   จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

 

วิธีปฏิบัติในสตรี  และพระพุทธสรีระ

 

[๑๓๒]  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติในมาตุคาม

อย่างไร.  ไม่ดู  อานนท์.   เมื่อมีการดูจะพึงปฏิบัติอย่างไร.  ไม่พูดด้วยอานนท์.

เมื่อมีการพูดจะพึงปฏิบัติอย่างไร.  พึงตั้งสติไว้  อานนท์.

[๑๓๓]  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พวกข้าพระองค์จะปฏิบัติในพระสรีระ

ของพระตถาคตอย่างไร.  อานนท์พวกเธออย่าขวนขวายเพื่อบูชาสรีระของพระ-

ตถาคตเลย  พวกเธอจงสืบต่อในประโยชน์ตน    ประกอบตามในประโยชน์ตน

ไม่ประมาทในประโยชน์ตน    มีตนส่งไปแล้วอยู่เถิด     อานนท์ กษัตริย์ผู้เป็น

บัณฑิตบ้าง  พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตบ้าง   คฤหบดีผู้เป็นบัณฑิตบ้าง  เลื่อมใส

ในพระตถาคตมีอยู่   เขาเหล่านั้น จักกระทำการบูชาสรีระของพระตถาคตเอง.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 310

ก็ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคตอย่างไร.

พึงปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระ-

เจ้าจักรพรรดิ.     เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นอย่างไร.

อานนท์ เขาห่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ ครั้นห่อแล้วซับด้วย

สำลี   ครั้นซับด้วยสำลีแล้ว    ห่อด้วยผ้าใหม่    โดยอุบายนี้    ห่อพระสรีระของ

พระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่   เชิญลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน   ครอบ

ด้วยรางเหล็กอื่น   กระทำจิตกาธานด้วยของหอมทุกชนิด    ถวายพระเพลิงพระ-

สรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ  สร้างพระสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ในทางใหญ่

๔ แพร่ง อานนท์ เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิอย่างนี้แล้ว  พึง

ปฏิบัติในพระสรีระของพระตถาคตเหมือนเขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้า

จักรพรรดิฉะนั้น     พึงสร้างพระสถูปของพระตถาคตไว้ในทางใหญ่ ๔ แพร่ง

ชนเหล่าใด  จักยกขึ้นซึ่งมาลัยของหอมหรือจุณ  จักอภิวาท หรือยังจิตให้เลื่อม

ใสในพระสถูปนั้น    ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุขแก่ชนเหล่านั้น

ตลอดกาลนาน.

 

ถูปารหบุคคล  ๔

 

[๑๓๔]  ดูก่อนอานนท์   ถูปารหบุคคล  ๔ เหล่านี้.  ถูปารหบุคคล  ๔

เป็นไฉน.  คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า  ๑

สาวกของพระตถาคต ๑   พระเจ้าจักรพรรดิ ๑.

ดูก่อนอานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร  พระตถาคตอรหันต-

สัมมาสัมพุทธเจ้า  จึงเป็นถูปารหบุคคล.  ชนเป็นอันมาก  ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส

ว่า  นี้เป็นพระสถูปของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น    ชนเหล่า

นั้น   ยังจิตให้เลื่อมใสพระสถูปนั้นแล้ว   เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก   ย่อม


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 311

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  อานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล  พระตถาคต

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  จึงเป็นถูปารหบุคคล.

ดูก่อนอานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร ๆ พระปัจเจกสัม-

พุทธเจ้า  จึงเป็นถูปารหบุคคล  ชนเป็นอันมาก  ยังจิตให้เลื่อมใสว่า  นี้เป็น

สถูปของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น  ชนเหล่านั้นยังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว

เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   อานนท์  เพราะ

อาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล  พระปัจเจกสัมพุทธาเจ้าจึงเป็นถูปารหบุคคล.

ดูก่อนอานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร  สาวกของพระ-

ตถาคตจึงเป็นถูปารหบุคคล.  ชนเป็นอันมาก  ยังจิตให้เลื่อมใสว่า  นี้เป็นสถูป

สาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   ชนเหล่านั้น

ยังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว  เบื้องหน้าแต่ตาย  เพราะกายตาย  ย่อมเข้าถึง

สุคติโลกสวรรค์  อานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล  สาวกของพระ-

ตถาคตจึงเป็นถูปารหบุคคล.

ดูก่อนอานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร  พระเจ้าจักรพรรดิ

จึงเป็นถูปารหบุคคล.  ชนเป็นอันมาก  ยังจิตให้เลื่อมใสว่า  นี้เป็นพระสถูป

ของพระธรรมราชา  ผู้ทรงธรรมพระองค์นั้น  ชนเหล่านั้น  ยังจิตให้เลื่อมใส

ในพระสถูปนั้นแล้ว  เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

อานนท์  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล  พระเจ้าจักรพรรดิจึงเป็นถูปารห-

บุคคล  อานนท์  ถูปารหบุคคล  ๔  เหล่านี้แล.

 

ประทานโอวาทแก่พระอานนท์

 

[๑๓๕]  ครั้งนั้น  ท่านพระอานนท์เข้าไปสู่วิหาร  ยืนเหนี่ยวสลักเพชร

ร้องไห้อยู่ว่า    เรายังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำอยู่  แต่พระศาสดาของเรา


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 312

ซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เรา  ก็จักปรินิพพานเสีย    ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า

รับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อานนท์อยู่ที่ไหน.   พวกภิกษุ

กราบทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ      ท่านพระอานนท์นั่นเข้าไปสู่วิหาร

ยืนเหนี่ยวสลักเพชร    ร้องไห้อยู่ว่าเรายังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำอยู่   แต่

พระศาสดาของเรา     ซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เราก็จักปรินิพพานเสีย.     ลำดับนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงรับสั่งกะภิกษุรูปหนึ่งว่า  เธอจงไปเถิด  ภิกษุ  จงบอก

อานนท์ตามคำของเราว่า  ท่านอานนท์พระศาสดารับสั่งหาท่าน.    ภิกษุนั้นทูล

รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  เข้าไปหาท่านพระอานนท์   ครั้นเข้า

ไปหาแล้ว  บอกท่านพระอานนท์ว่า   ท่านอานนท์    พระศาสดารับสั่งหาท่าน.

ท่านพระอานนท์รับคำภิกษุนั้นแล้ว  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นเข้าไป

เฝ้าแล้ว   ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า   นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้า      รับสั่งกะท่านพระอานนท์ผู้นั่งเรียบร้อยแล้วว่า

อย่าเลย อานนท์  เธออย่าเศร้าโศกร่ำไรไปเลย  เราได้บอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือ

ว่า  ความเป็นต่าง ๆ  ความพลัดพราก  ความเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบ

ใจทั้งสิ้นต้องมี  ข้อนั้นจะหาได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหนเล่า  สิ่งใดเกิด

แล้ว   มีแล้ว  ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว   มีความทำลายเป็นธรรมดา   ความปรารถนา

ว่า   ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลยดังนี้   นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้   อานนท์  เธอ

ได้เป็นอุปัฏฐากตถาคต  ด้วยกายกรรม   วจีกรรม  มโนกรรม  อันประกอบด้วย

เมตตา เป็นประโยชน์เกื้อกูล  เป็นความสุขไม่มีสอง  หาประมาณมิได้มาช้านาน

เธอได้กระทำบุญไว้แล้ว   อานนท์  จงประกอบความเพียรเถิด  เธอจักเป็นผู้ไม่

มีอาสวะโดยฉับพลัน.

 

ตรัสสรรเสริญพระอานนท์

 

ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายใด  ได้มีแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 313

ในอดีต ภิกษุผู้อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นอย่างยิ่ง  เหมือน

อานนท์ผู้เป็นอุปัฏฐากแห่งเรา  แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายใดจักมี

ในอนาคตกาล  ภิกษุผู้อุปัฏฐากของผู้พระมีพระภาคเจ้านั้นเป็นอย่างยิ่ง  เหมือน

อานนท์ผู้เป็นอุปัฏฐากแห่งเรา  อานนท์เป็นบัณฑิต   ย่อมรู้ว่านี้เป็นกาลเพื่อจะ

เข้าเฝ้าพระตถาคต  นี้เป็นกาลของพวกภิกษุ  นี้เป็นกาลของพวกภิกษุณี  นี้เป็น

กาลของพวกอุบาสก     นี้เป็นกาลของพวกอุบาสิกา     นี้เป็นกาลของพระราชา

นี้เป็นกาลของพระราชมหาอำมาตย์  นี้เป็นกาลของพวกเดียรถีย์   นี้เป็นกาลของ

สาวกเดียรถีย์.

 

อัพภูตธรรม  ๔

 

[๑๓๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อัพภูตธรรมน่าอัศจรรย์ ๔ อย่างเหล่านี้

มีอยู่ในพระอานนท์.     อัพภูตธรรม ๔ อย่างเป็นไฉน.     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ถ้าภิกษุบริษัท  เข้าไปใกล้เพื่อจะเห็นอานนท์   ภิกษุบริษัทนั้น    ย่อมยินดีด้วย

การที่ได้เห็น  ถ้าอานนท์แสดงธรรมในภิกษุบริษัทนั้น   ภิกษุบริษัทนั้น  ก็ย่อม

ยินดี  แม้ด้วยธรรมที่แสดงแล้ว   ภิกษุบริษัทยังไม่อิ่มเลย   อานนท์ย่อมนิ่งไป

ในเวลานั้น  ถ้าภิกษุณีบริษัท. . .อุบาสกบริษัท. . .อุบาสิกาบริษัท  เข้าไปใกล้

เพื่อจะเห็นอานนท์  อุบาสิกาบริษัทนั้น   ย่อมยินดีด้วยการที่ได้เห็น ถ้าอานนท์

แสดงธรรมในอุบาสิกาบริษัทนั้น     อุบาสิกาบริษัทนั้น     ก็ยินดีแม้ด้วยธรรมที่

แสดงแล้ว    อุบาสิกบริษัทยังไม่อิ่มเลย    อานนท์ย่อมนิ่งไปในเวลานั้น  ภิกษุ

ทั้งหลาย  อัพภูตธรรมน่าอัศจรรย์  ๔  อย่างเหล่านี้แล  มีอยู่ในอานนท์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อัพภูตธรรมน่าอัศจรรย์  ๔  อย่างเหล่านี้     มีอยู่

ในพระเจ้าจักรพรรดิ.  ถ้าขัตติยบริษัทเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิ  ขัตติยบริษัท

นั้น  ย่อมยินดีด้วยการที่ได้เข้าเฝ้า    ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิมีพระดำรัสในขัตติย-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 314

บริษัทนั้น  ขัตติยบริษัทนั้น   ก็ยินดีแม้ด้วยพระดำรัส     ขัตติยบริษัทยังไม่อิ่ม

เลย   พระเจ้าจักรพรรดิย่อมทรงนิ่งในเวลานั้น.    ถ้าพราหมณบริษัท. . .คฤห-

บดีบริษัท. . . สมณบริษัท      เข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิ      สมณบริษัทนั้น

ย่อมยินดีด้วยการที่ได้เข้าเฝ้า     ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิมีพระดำรัสในสมณบริษัท

นั้น      สมณบริษัทนั้นก็ยินดี.   แม้ด้วยพระดำรัส  สมณบริษัทนั้นยังไม่อิ่มเลย

พระจักรพรรดิย่อมทรงนิ่งไปในเวลานั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อัพภูตธรรมน่าอัศจรรย์ ๔ อย่าง  มิอยู่ในอานนท์

ฉันนั้นเหมือนกัน    ถ้าภิกษุบริษัทเข้าไปใกล้เพื่อจะเห็นอานนท์  ภิกษุบริษัทนั้น

ย่อมยินดีด้วยการที่ได้เห็น   ถ้าอานนท์แสดงธรรมในภิกษุบริษัทนั้น      ภิกษุ

บริษัทนั้นย่อมยินดี      แม้ด้วยธรรมที่แสดงแล้ว       ภิกษุบริษัทยังไม่อิ่มเลย

อานนท์ย่อมนิ่งไปในเวลานั้น.  ถ้าภิกษุณีบริษัท. . .อุบาสกบริษัท. . .อุบาสิกา

บริษัทเข้าไปหาได้เห็นอานนท์  อุบาสิกาบริษัทนั้น  ย่อมยินดีด้วยการที่ได้เห็น

ถ้าอานนท์แสดงธรรมในอุบาสิกาบริษัทนั้น  อุบาสิกาบริษัทนั้น    ก็ยินดีแม้ด้วย

ธรรมที่แสดงแล้ว  อุบาสิกาบริษัทยังไม่อิ่มเลย   อานนท์ย่อมนิ่งไปในเวลานั้น.

ภิกษุทั้งหลาย  อัพภูตธรรมน่าอัศจรรย์  ๔  อย่างเหล่านี้แล  มีอยู่ในอานนท์.

 

ตรัสเรื่องเมืองกุสินารา

 

[๑๓๗]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว     ท่านพระอานนท์

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    พระผู้มีพระภาคเจ้า

อย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองเล็ก   เมืองดอน  กิ่งเมืองนี้เลย   เมืองใหญ่เหล่าอื่น

มีอยู่คือ   เมืองจัมปา   เมืองราชคฤห์   เมืองสาวัตถี   เมืองสาเกต    เมืองโกสัมพี

เมืองพาราณสี          ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด

กษัตริย์มหาศาล   พราหมณมหาศาล  คฤหบดีมหาศาลที่เลื่อมใสในพระตถาคต

มีอยู่มากในเมืองเหล่านี้  ท่านเหล่านั้นจักกระทำสักการะบูชาสรีระของพระตถาคต.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 315

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     ดูก่อนอานนท์     เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้

เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า  เมืองเล็ก   เมืองดอน   กิ่งเมืองดังนี้เลย   แต่ปางก่อน

มีพระเจ้าจักรพรรดิ   ทรงพระนามว่ามหาสุทัสสนะ    ผู้ทรงธรรมเป็นพระราชา

โดยธรรมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน    มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต     ทรงชนะแล้ว

มีพระราชอาณาจักรมั่นคง   สมบูรณ์ด้วยแก้ว  ๗  ประการ  เมืองกุสินารานี้  มี

นามว่า  กุสาวดี เป็นราชธานีของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ      โดยยาวด้านทิศบูรพา

และทิศประจิม  ๑๒ โยชน์        โดยกว้างด้านทิศอุดรและทิศทักษิณ  ๗  โยชน์

กุสาวดีเป็นราชธานี   เป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองมีชนมาก  มนุษย์หนาแน่น  และ

มีภิกษาหาได้ง่าย     ดูก่อนอานนท์     อาลกมันทาราชธานีแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย

เป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองมีชนมาก   ยักษ์หนาแน่น     และมีภิกษาหาได้ง่าย   แม้

ฉันใด   กุสาวดีราชธานีก็ฉันนั้นเหมือนกัน     เป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองมีชนมาก

มนุษย์หนาแน่น    และมีภิกษาหาได้ง่าย    กุสาวดีราชธานีมิได้เงียบจากเสียงทั้ง

๑๐ ทั้งกลางวันและกลางคืน   คือ  เสียงช้าง  เสียงม้า   เสียงรถ เสียงกลอง เสียง

ตะโพน เสียงพิณ  เสียงขับร้อง  เสียงกังสดาล  เสียงประโคมและเสียงเป็นที่  ๑๐

ว่า   ท่านทั้งหลายจงบริโภค  จงดื่ม  จงเคี้ยวกิน  จงไปเถิด  อานนท์  เธอจงเข้า

ไปในเมืองกุสินาราแล้ว      บอกแก่พวกมัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราว่า      ดูก่อน

วาสิฏฐทั้งหลาย  พระตถาคตจักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้   พวก

ท่านจงรีบออกไปเถิด     พวกท่านอย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า     พระ-

ตถาคตได้ปรินิพพานในคามเขตของพวกเรา พวกเราไม่ได้เข้าไปเฝ้า  พระตถาคต

ในกาลครั้งสุดท้าย.     ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้ว   นุ่งแล้ว   ถือบาตรและจีวรเข้าไปในเมืองกุสินารา  ลำพังผู้เดียว.

 

แจ้งข่าวมัลลกษัตริย์

 

สมัยนั้น       มัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราประชุมกันอยู่ที่สัณฐาคาร

ด้วยกรณียกิจบางอย่าง.     ลำดับนั้น    ท่านพระอานนท์เข้าไปยังสัณฐาคารของ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 316

มัลลกษัตริย์เมืองกุสินารา   ได้บอกแก่พวกมัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราว่า  ดูก่อน

วาสิฏฐทั้งหลาย  พระตถาคตจักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้แหละ

พวกท่านจงรีบออกไปเถิด   พวกท่านอย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า   พระ

ตถาคตได้ปรินิพพานในคามเขตของพวกเรา     พวกเราไม่ได้เฝ้าตถาคตในกาล

ครั้งสุดท้าย.  พวกมัลลกษัตริย์  พระโอรส  สุณิสาและปชาบดีได้สดับคำนี้ของ

ท่านพระอานนท์แล้ว   เป็นทุกข์เสียพระทัย    เปี่ยมไปด้วยความทุกข์ใจ   บาง

พวกสยายพระเกศา   ประคองหัตถ์ทั้งสองคร่ำครวญอยู่   ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา

เหมือนมีพระบาทอันขาดแล้ว  ทรงรำพันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักปรินิพพาน

เร็วนัก  พระสุคตจักปรินิพพานเร็วนัก  พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลก จักอันตรธาน

เสียเร็วนัก.

ครั้งนั้น  พวกมัลลกษัตริย์   พระโอรส    สุณิสาและปชาบดีเป็นทุกข์

เสียพระทัย   เปี่ยมไปด้วยความทุกข์ใจ  เสด็จเข้าไปยังสาลวัน  อันเป็นที่แวะพัก

ของพวกมัลลกษัตริย์  เสด็จเข้าไปหาท่านพระอานนท์.    ท่านพระอานนท์ได้มี

ความดำริว่า     ถ้าเราให้พวกมัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราถวายบังคมพระผู้มี-

พระภาคเจ้าทีละองค์ ๆ   พวกมัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราจักมิได้ถวายบังคมพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าทั่วกัน    ราตรีนี้จักสว่างเสีย    ถ้ากระไรเราควรจัดให้พวกมัลล-

กษัตริย์เมืองกุสินาราถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยลำดับสกุล ๆ ด้วย กราบ

ทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     มัลลกษัตริย์มีนามอย่างนี้      พร้อมด้วยโอรส

ชายา     บริษัทและอำมาตย์ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ด้วยเศียรเกล้า.    โดยอุบายเช่นนี้ท่านพระอานนท์    ยังพวกมัลลกษัตริย์เมือง

กุสินาราให้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าเสร็จโดยปฐมยามเท่านั้น.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 317

เรื่องสุภัททปริพาชก

 

[๑๓๘]  สมัยนั้น สุภัททปริพาชก  อาศัยอยู่ในเมืองกุสินารา.  สุภัทท

ปริพาชกได้ฟังว่า    พระสมณโคดม   จักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีนั้น

วันนี้.    ลำดับนั้น  สุภัททปริพาชกได้มีความดำริว่า  เราได้ฟังคำนั้นของพวก

ปริพาชกผู้เฒ่าผู้แก่  ซึ่งเป็นอาจารย์และปาจารย์  กล่าวอยู่ว่า พระตถาคตอรหันต

สัมมาสัมพุทธเจ้า   ย่อมอุบัติขึ้นในโลกในบางครั้งบางคราว  พระสมณโคดมจัก

ปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันนี้แหละ      อนึ่ง  ธรรมอันเป็นที่สงสัยนี้

ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่เราก็มีอยู่    เราเลื่อมใสในพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า  พระสมณ-

โคดม    ย่อมสามารถเพื่อแสดงธรรมแก่เรา   ที่เราจะพึงละธรรมอันเป็นที่สงสัย

นี้ได้.

ลำดับนั้น สุภัททปริพาชก  เข้าไปหาท่านพระอานนท์ที่สาลวันอันเป็น

ที่แวะพักของพวกมัลลกษัตริย์     ครั้นเข้าไปหาแล้ว     จึงได้กล่าวกะท่านพระ

อานนท์ว่า ท่านอานนท์ ข้าพเจ้าได้ฟังคำของพวกปริพาชก...ที่เราจะพึงละธรรม

อันเป็นที่สงสัยนี้ได้     ท่านอานนท์   ข้าพเจ้านั้น    ขอได้เฝ้าพระสมณโคดม.

เมื่อสุภัททปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว  ท่านพระอานนท์กล่าวว่า  อย่าเลยสุภัททะ

อย่าเบียดเบียนพระตถาคตเลย   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหน็ดเหนื่อย.   แม้ครั้ง

ที่สอง...แม้ครั้งที่สามสุภัททปริพาชกก็กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า. . .

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับคำเจรจาของท่านพระอานนท์กับสุภัทท

ปริพาชกแล้ว. จึงตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า อย่าเลย อานนท์ อย่าห้ามสุภัททะ

เลย   สุภัททะจงได้เฝ้าพระตถาคตเถิด   สุภัททะจักถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง

กะเรา  มุ่งเพื่อความรู้  มิใช่มุ่งเพื่อความเบียดเบียน  อนึ่ง  เราอันสุภัททะถาม

แล้วจักพยากรณ์ข้อความแก่สุภัททนะนั้นได้   เขาจักรู้ข้อความนั้นได้โดยฉับพลัน.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 318

ท่านพระอานนท์ได้กล่าวกะท่านสุภัททปริพาชกว่า  ไปเถิด  สุภัททะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานโอกาสแก่ท่าน.    สุภัททปริพาชกจึงเข้าไปเฝ้าพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า   ชื่นชมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า  ให้ถ้อยคำเป็นที่ชื่นชมให้ระลึก

ถึงกันผ่านพ้นไปแล้ว  นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.     สุภัททปริพาชกกราบทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   สมณพราหมณ์เหล่าใด    เป็น

เจ้าหมู่  เป็นเจ้าคณะ  เป็นคณาจารย์    มีชื่อเสียง  มียศ   เป็นเจ้าลัทธิ    ชนเป็น

อันมากสมมติว่าเป็นคนดี   คือ  บูรณกัสสปะ  มักขลิโคสาละ    อชิตเกสกัมพละ

ปกุธกัจจายนะ  สัญชยเวลัฎฐบุตร  นิครณฐนาฎบุตร  สมณพราหมณ์เหล่านั้น

ทั้งหมดตรัสรู้แล้ว   ตามปฏิญญาของตน  หรือทั้งหมดไม่ได้ตรัสรู้  หรือว่าบาง

พวกไม่ได้ตรัสรู้.   อย่าเลยสุภัททะข้อนั้นหยุดไว้ก่อน. . .

 

ทรงแสดงธรรมแก่สุภัททะ

 

เราจะแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงฟังธรรมนั้น  จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าว.

สุภัททปริพาชกทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.  พระผู้มีพระภาค-

เจ้าตรัสว่า ดูก่อนสุภัททะ.   อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ หาไม่ได้ในธรรม

วินัยใด       แม้สมณะที่  ๑  ที่  ๒  ที่  ๓  ที่  ๔  ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น

สุภัททะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ หาได้ในธรรมวินัยใด  แม้สมณะที่ ๑

ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔   หาได้ในธรรมวินัยนั้น  สุภัททะ  อริยมรรคอันประกอบด้วย

องค์  ๘ หาได้ในธรรมวินัยนี้    สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่  ๓  ที่ ๔  ก็มีอยู่ในธรรม

วินัยนี้  ลัทธิอื่น ๆ ว่างจากสมณะผู้รู้  สุภัททะ ก็ภิกษุเหล่านี้   พึงอยู่โดยชอบ

โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย.

[๑๓๙]      ดูก่อนสุภัททะเรามีวัย  ๒๙  ปีบวชแล้ว

แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล    ตั้งแต่เราบวชแล้ว


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 319

นับได้  ๕๑ ปี  แม้สมณะเป็นไปในประเทศแห่ง

ธรรมเป็นเครื่องนำออก  ไม่มีในภายนอกแต่

ธรรมวินัยนี้.

สมณะที่  ๑ ที่  ๒ ที่ ๓ ที่ ๔  ไม่มี  ลัทธิอื่นว่างจากสมณะผู้รู้.  สุภัททะ

ภิกษุเหล่านั้นพึงอยู่โดยชอบ  โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย.

 

ติตถิยปริวาส

 

[๑๔๐]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว      สุภัททปริพาชก

กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่ม

แจ้งนัก   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก      บุคคลหงาย

ของที่คว่ำ    เปิดของที่ปิด    บอกทางแก่คนหลงทาง   หรือส่องประทีปในที่มืด

ผู้มีจักษุจักเห็นรูปฉันใด     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรม    โดยอเนก

ปริยายฉันนั้นเหมือนกัน     ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระธรรม

พระภิกษุสงฆ์ว่า  เป็นสรณะ  ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา  อุปสมบทในสำนักของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนสุภัททะ  ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์

หวังบรรพชาอุปสมบทในธรรมวินัยนี้  ผู้นั้นต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน. ต่อล่วง ๔

เดือนแล้ว   ภิกษุทั้งหลายมีจิตยินดีแล้ว  จึงให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็น

ภิกษุ   แต่ว่าเรารู้บุคคลต่างกันในข้อนี้.    สุภัททปริพาชกกราบทูลว่า    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ   หากผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์  หวังบรรพชาอุปสมบทในธรรม