พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 51

มิได้กล่าวว่าไม่มี ท่านผู้เจริญ  แต่อัตตานี้มิได้ขาดสูญอย่างเด็ดขาดด้วยเหตุ

เพียงเท่านี้   ท่านผู้เจริญ  ยังมีอัตตาอย่างอื่นที่เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญา-

ยตนะ มีอารมณ์ว่า  นั่นละเอียด  นั่นประณีต เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ

ได้โดยประการทั้งปวง   ซึ่งท่านไม่รู้ไม่เห็น   ข้าพเจ้ารู้   ข้าพเจ้าเห็นอัตตา

นั้น   ท่านผู้เจริญ    เพราะกายแตก   อัตตานั้นแลย่อมขาดสูญ   ย่อมพินาศ

ย่อมไม่มี    ฉะนั้นหลังแต่ความตาย    ท่านผู้เจริญ   อัตตานี้จึงเป็นอันขาด

สูญอย่างเด็ดขาด.      สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง    ย่อมบัญญัติความขาดสูญ

ความพินาศ  ความไม่มีของสัตว์ที่มีอยู่   ด้วยประการฉะนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    สมณพราหมณ์เหล่านั้น     มีวาทะว่าขาดสูญ

ย่อมบัญญัติความขาดสูญ     ความพินาศ     ความไม่มีของสัตว์ทั้งหลายที่มี

อยู่   ด้วยวัตถุ  ๗  นี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  มีวาทะ

ว่า  ขาดสูญ  ย่อมบัญญัติความขาดสูญ   ความพินาศ   ความไม่มีของสัตว์

ที่ปรากฏอยู่    สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด   ย่อมบัญญัติด้วยวัตถุ

๗ นี้เท่านั้น   หรือด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๗ อย่างนี้   นอกจากนี้ไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า    ฐานะเป็นที่ตั้งแห่ง

วาทะเหล่านี้  ที่บุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว   ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว    ย่อมมี

คติอย่างนั้น    มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น.    อนึ่ง   ตถาคตย่อมรู้เหตุนั้น

ชัด  และรู้ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้น  ทั้งไม่ยึดมั่น ความรู้ชัดนั้นด้วย.    และ

เมื่อไม่ยึดมั่น     ตถาคตก็รู้ความดับสนิทเฉพาะคน   รู้ความเกิด  ความ

ดับ  คุณ  โทษ  แห่งเวทนาทั้งหลาย   กับอุบายเป็นเครื่องออกไปจาก

เวทนาเหล่านั้น    ตามความเป็นจริง.     เพราะไม่ยึดมั่น      ตถาคตจึง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 52

หลุดพ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ธรรมเหล่านี้แล    ที่ลึกซึ้ง    เห็นได้ยาก

สงบ    ประณีต     จะคาดคะเนเอาไม่ได้  ละเอียด  รู้ได้เฉพาะบัณฑิต

ที่ตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญารู้ยิ่งเอง   แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง  อันเป็น

เหตุให้คนทั้งหลายกล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ.

 

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ  ๕

(๕๐)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า

นิพพานปัจจุบัน       ย่อมบัญญัติว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของ

สัตว์ที่ปรากฏอยู่   ด้วยวัตถุ  ๕.   ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น    อาศัย

อะไร  ปรารภอะไร  จึงมีวาทะว่า  นิพพานปัจจุบัน   บัญญัติว่า  นิพพาน

ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มีอยู่   ด้วยวัตถุ  ๕.

๕๘.๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางพวก

ในโลกนี้    มีวาทะอย่างนี้   มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า   ท่านผู้เจริญ   เพราะอัตตานี้

เอิบอิ่ม  พรั่งพร้อม   เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณ  ๕    ฉะนั้น  จึงเป็นอัน

บรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง.        สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง

ย่อมบัญญัติว่า    นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มีอยู่      ด้วย

ประการฉะนี้.

๕๙.๒  สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง      กล่าวกะสมณะ

หรือพราหมณ์พวกนั้นอย่างนี้ว่า  ท่านผู้เจริญ  อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้นมีอยู่

จริง  ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี  ท่านผู้เจริญ  แต่อัตตานี้มิได้บรรลุนิพพาน


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 53

ปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง    ด้วยเหตุเพียงเท่านี้     ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเหตุว่า    กามทั้งหลายไม่เที่ยง    เป็นทุกข์   มีความแปรปรวนเป็น

ธรรมดา    เพราะกามเหล่านั้นแปรปรวนเป็นอย่างอื่น     จึงเกิดความโศก

ความร่ำไร  ความทุกข์ ความโทมนัส  และความคับใจ ท่านผู้เจริญ  เพราะ

อัตตานี้สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม  บรรลุปฐมฌาน มีวิตก  มีวิจาร

มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่    ฉะนั้น  จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอัน

เป็นธรรมอย่างยิ่ง.    สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง    ย่อมบัญญัติว่า    นิพพาน

ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มีอยู่   ด้วยประการฉะนี้.

๖๐.๓  สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวกะสมณะหรือ

พราหมณ์พวกนั้นอย่างนี้ว่า  ท่านผู้เจริญ  อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้นมีอยู่จริง

ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้มิได้บรรลุนิพพานปัจจุบัน

อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง    ด้วยเหตุเพียงเท่านี้    ข้อนั้นเพราะเหตุไร    เพราะ

เหตุว่า  ปฐมฌานนั้นท่านกล่าวว่าหยาบ  ด้วยยังมีวิตกวิจารอยู่  ท่านผู้เจริญ

เพราะอัตตานี้บรรลุทุติยฌาน    มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน    มีความ

เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มีวิตก    ไม่มีวิจาร    มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

ฉะนั้น   จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง.     สมณ-

พราหมณ์พวกหนึ่ง    ย่อมบัญญัติว่า    นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

ของสัตว์ที่มีอยู่  ด้วยประการฉะนี้.

๖๑.๔  สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง  กล่าวกะสมณะหรือ

พราหมณ์พวกนั้นอย่างนี้ว่า  ท่านผู้เจริญ  อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้นมีอยู่จริง

ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี      ท่านผู้เจริญ       แต่อัตตานี้มิได้บรรลุนิพพาน

ปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง    ด้วยเหตุเพียงเท่านี้     ข้อนั้นเพราะเหตุไร


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 54

เพราะเหตุว่า   ทุติยฌานนั้นท่านกล่าวว่าหยาบ   ด้วยยังมีปีติเป็นเหตุให้ใจ

เบิกบานอยู่   เพราะอัตตานี้มีอุเบกขา  มีสติ   มีสัมปชัญญะ     เสวยสุขด้วย

นามกาย  เพราะปีติสิ้นไป  บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า

ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติ  เสวยสุขอยู่    ฉะนั้น  จึงเป็นอันบรรลุ

นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง.     สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง    ย่อม

บัญญัติว่า  นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มีอยู่   ด้วยประการ

ฉะนี้.

๖๒.๕  สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง      กล่าวกะสมณะ

หรือพราหมณ์พวกนั้นอย่างนี้ว่า    ท่านผู้เจริญ      อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น

มีอยู่จริง    ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี    ท่านผู้เจริญ    แต่อัตตานี้มิได้บรรลุ

นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้   ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร   เพราะเหตุว่า   ตติยฌานนั้นท่านกล่าวว่าหยาบ   ด้วยจิตยังคำนึงถึง

สุขอยู่   เพราะอัตตานี้บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข   มีอุเบกขา  เป็น

เหตุให้สติบริสุทธิ์   เพราะละสุขละทุกข์  และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้

ฉะนั้นจึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง สมณพราหมณ์

พวกหนึ่ง  ย่อมบัญญัติว่า    นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มี

อยู่   ด้วยประการฉะนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สมณพราหมณ์เหล่านั้น  มีวาทะว่า   นิพพาน

ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ย่อมบัญญัติว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

ของสัตว์ที่มีอยู่   ด้วยวัตถุ  ๕  นี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง    มี

วาทะว่า  นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มีอยู่    สมณะ  หรือ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 55

พราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด   ย่อมบัญญัติด้วยวัตถุ  ๕ นี้เท่านั้น   หรือด้วย

อย่างใดอย่างหนึ่งใน  ๕  อย่างนี้  นอกจากนี้ไม่มี. . ."

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    สมณพราหมณ์เหล่านั้น    กำหนดขันธ์ส่วน

อนาคต  มีความเห็นคามขันธ์ส่วนอนาคต  ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต  กล่าว

คำแสดงวาทะหลายชนิด     ด้วยวัตถุ  ๔๔  นี้แล.       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต  มีความ

เห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต    ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต    กล่าวคำแสดงวาทะ

หลายชนิด  สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมกล่าวด้วยวัตถุ  ๔๔ นี้

เท่านั้น  หรือด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งใน  ๔๔  อย่างนี้   นอกจากนี้ไม่มี ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี

กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี     กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี

มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต    ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีต

ทั้งส่วนอนาคต     กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด     ด้วยวัตถุ  ๖๒  นี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  กำหนดขันธ์

ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี  กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วน

อนาคตก็ดี  มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต   ปรารภขันธ์

ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต    กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด     สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด    ย่อมกล่าวด้วยวัตถุ  ๖๒ นี้เท่านั้น   หรือด้วย

อย่างใดอย่างหนึ่งใน  ๖๒  อย่างนี้   นอกจากนี้ไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า     ฐานะเป็นที่ตั้ง

แห่งวาทะเหล่านี้     ที่บุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว     ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว

ย่อมมีคติอย่างนั้น     มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น.   อนึ่ง    ตถาคตย่อมรู้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 56

เหตุนั้น  ชัดและรู้ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้น   ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย

และเมื่อไม่ยึดมั่น   ตถาคตก็รู้ความดับสนิทเฉพาะตน    รู้ความเกิด

ความดับ  คุณ   โทษ   แห่งเวทนาทั้งหลาย   กับอุบายเป็นเครื่องออก

ไปจากเวทนาเหล่านั้น     ตามความเป็นจริง.     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เพราะไม่ยึดมั่น  ตถาคตจึงหลุดพ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ธรรมเหล่านี้แล    ที่ลึกซึ้ง   เห็นได้ยาก

รู้ตามได้ยาก  สงบ  ประณีต   จะคาดคะเนเอาไม่ได้  ละเอียด   รู้ได้

เฉพาะบัณฑิต  ที่ตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญารู้ยิ่งเอง  แล้วสอนผู้อื่น

ให้รู้แจ้ง     อันเป็นเหตุให้คนทั้งหลายกล่าวชมตถาคตตามความเป็น

จริงโดยชอบ.

จบทิฏฐิ  ๖๒

 

ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ

(๕๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย        บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่าเที่ยง  ย่อมบัญญัติอัตตาและโลก  ว่าเที่ยง

ด้วยวัตถุ  ๔       ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น

ผู้ไม่รู้ไม่เห็น   เป็นความแส่หา    เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น.

(๕๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่าใด       มีวาทะว่าบางอย่างเที่ยง        บางอย่างไม่เที่ยง

ย่อมบัญญัติและโลก   ว่าบางอย่างเที่ยง   บางอย่างไม่เที่ยงด้วยวัตถุ ๔

แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น      ผู้ไม่รู้ไม่

เห็น  เป็นความแส่หา  เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 57

(๕๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด    มีวาทะว่า    โลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด    ย่อมบัญญัติว่า

โลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด    ด้วยวัตถุ  ๔      แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของ

สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น  ผู้ไม่รู้ไม่เห็น  เป็นความแส่หา  เป็นความ

ดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น.

(๕๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะดิ้นได้ไม่ตายตัว  เมื่อถูกถามปัญหาในเรื่องนั้น ๆ

ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว  ด้วยวัตถุ  ๔     แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจ

ของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น  ผู้ไม่รู้ไม่เห็น   เป็นความแส่หา   เป็น

ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น.

(๕๕)   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย        บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่าใด    มีวาทะว่า    อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ    ย่อม

บัญญัติอัตตาและโลก    ว่าเกิดขึ้นลอย ๆ    ด้วยวัตถุ  ๒      แม้ข้อนั้นก็เป็น

ความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น    ผู้ไม่รู้ไม่เห็น    เป็นความ

แส่หา  เป็นความดิ้นรนของตนมีตัณหาเท่านั้น.

(๕๖)    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่าใด   กำหนดขันธ์ส่วนอดีต    มีความเห็นตามขันธ์ส่วน

อดีต  ปรารภขันธ์ส่วนอดีต  กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด  ด้วยวัตถุ  ๑๘

แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น      ผู้ไม่รู้ไม่

เห็น  เป็นความแส่หา   เป็นความดิ้นรนของตนมีตัณหาเท่านั้น.

(๕๗)    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่า  เบื้องหน้าแต่ความตาย   อัตตามีสัญญา


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 58

ย่อมบัญญัติว่า    เบื้องหน้าแต่ความตาย     อัตตามีสัญญา     ด้วยวัตถุ  ๑๖

แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น

เป็นความแส่หา  เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น.

(๕๘)     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่าเบื้องหน้าแต่ความตาย  อัตตาไม่มีสัญญา

ย่อมบัญญัติว่า    เบื้องหน้าแต่ความตาย    อัตตาไม่มีสัญญา    ด้วยวัตถุ  ๔

แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น

เป็นความแส่หา  เป็นความดิ้นรนของตนมีตัณหาเท่านั้น.

(๕๙)     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่า  เบื้องหน้าแต่ความตาย   อัตตามีสัญญา

ก็มิใช่  ไม่มีสัญญาก็มิใช่    ย่อมบัญญัติว่า   เบื้องหน้าแต่ความตาย   อัตตา

มีสัญญาก็มิใช่  ไม่มีสัญญาก็มิใช่   ด้วยวัตถุ  ๘  แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจ

ของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น  ผู้ไม่รู้ไม่เห็น   เป็นความแส่หา   เป็น

ความดิ้นรนของตนมีตัณหาเท่านั้น.

(๖๐)      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่าใด   มีวาทะว่าขาดสูญ   ย่อมบัญญัติความขาดสูญความ

พินาศ  ความไม่มีของสัตว์ที่มีอยู่   ด้วยวัตถุ  ๗  แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจ

ของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา      เป็น

ความดิ้นรนของตนมีตัณหาเท่านั้น.

(๖๑)     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่านิพพานปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพาน

ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง   ด้วยวัตถุ  ๕     แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 59

สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น  ผู้ไม่รู้ไม่เห็น  เป็นความแส่หา  เป็นความ

ดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น.

(๖๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด    กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต      มีความเห็นตามขันธ์ส่วน

อนาคต  ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต  กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด  ด้วยวัตถุ

๔๔  แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น   ผู้ไม่รู้

ไม่เห็น   เป็นความแส่หา  เป็นความดิ้นรนของตนมีตัณหาเท่านั้น.

(๖๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี   กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี

กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี     มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วน

อดีตทั่งส่วนอนาคต      ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั่งส่วนอนาคต       กล่าว

คำแสดงวาทะหลายชนิด   ด้วยวัตถุ  ๖๒     แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของ

สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น   ผู้ไม่รู้ไม่เห็น  เป็นความแส่หา  เป็นความ

ดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น.

(๖๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด    มีวาทะว่าเที่ยง     ย่อมบัญญัติอัตตาและโลก    ว่าเที่ยง

ด้วยวัตถุ  ๔  ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๖๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่าบางอย่างเที่ยง  บางอย่างไม่เที่ยง  บัญญัติอัตตา

และโลก     ว่าบางอย่างเที่ยง   บางอย่างไม่เที่ยง   ด้วยวัตถุ  ๔   แม้ข้อนั้นก็

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๖๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 60

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่าโลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด  บัญญัติว่า  โลกมีที่สุด

และไม่มีที่สุด   ด้วยวัตถุ  ๔  แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๖๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด    มีความเห็นดิ้นได้ไม่ตายตัว  เมื่อถูกถามปัญหาในเรื่อง

นั้น ๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว   ด้วยวัตถุ   ๔  แม้ข้อนั้นก็เพราะ

ผัสสะเป็นปัจจัย.

(๖๘)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด   มีความเห็นว่า   อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ ด้วยวัตถุ

๒     แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๖๙)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด    กำหนดขันธ์ส่วนอดีต   มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต

ปรารภขันธ์ส่วนอดีต    กล่าวคำแสดงวาทะหลายอย่างด้วยวัตถุ  ๑๘  แม้ข้อ

นั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๗๐)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่า  เบื้องหน้าแต่ความตาย  อัตตามีสัญญา  ย่อม

บัญญัติว่า   เบื้องหน้าแต่ความตาย   อัตตามีสัญญา   ด้วยวัตถุ  ๑๖    แม้ข้อ

นั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๗๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด    มีวาทะว่า   เบื้องหน้าแต่ความตาย    อัตตาไม่มีสัญญา

ย่อมบัญญัติว่า    เบื้องหน้าแต่ความตาย    อัตตาไม่มีสัญญา   ด้วยวัตถุ  ๔

แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๗๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด   มีวาทะว่า  เบื้องหน้าแค่ความตาย  อัตตามีสัญญาก็มิใช่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 61

ไม่มีสัญญาก็มิใช่   ย่อมบัญญัติว่า   เบื้องหน้าแต่ความตาย   อัตตามีสัญญา

ก็มิใช่  ไม่มีสัญญาก็มิใช่    ด้วยวัตถุ  ๘  แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๗๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่าขาดสูญ  ย่อมบัญญัติความขาดสูญ  ความพินาศ

ความไม่มีของสัตว์ที่มีอยู่   ด้วยวัตถุ ๗   แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๗๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่า  นิพพานปัจจุบัน  ย่อมบัญญัติว่า  นิพพาน

ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มีอยู่  ด้วยวัตถุ  ๕  แม้ข้อนั้นก็เพราะ

ผัสสะเป็นปัจจัย.

(๗๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด    กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต     มีความเห็นตามขันธ์ส่วน

อนาคต    ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต   กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด   ด้วย

วัตถุ  ๔๔  แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๗๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี   กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี

กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี     มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วน

อดีตทั้งส่วนอนาคต    ปรารภขันธ์ทั่งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต     กล่าวคำ

แสดงวาทะหลายชนิด   ด้วยวัตถุ  ๖๒     แม้ข้อนั้นก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.

(๗๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด    มีวาทะว่าเที่ยง    ย่อมบัญญัติอัตตาและโลก    ว่าเที่ยง

ด้วยวัตถุ ๔     สมณพราหมณ์เหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว  จักรู้สึกได้  นั่นมิใช่

ฐานะที่จะมีได้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 62

(๗๘)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่าบางอย่างเที่ยง   บางอย่างไม่เที่ยง  ย่อมบัญญัติ

อัตตาและโลก   ว่าบางอย่างเที่ยง    บางอย่างไม่เที่ยง  ด้วยวัตถุ  ๔  สมณ-

พราหมณ์เหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว  จักรู้สึกได้  นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๗๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด มีวาทะว่า  โลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด  ย่อมบัญญัติว่า  โลก

มีที่สุดและไม่มีที่สุด  ด้วยวัตถุ  ๔    สมณพราหมณ์เหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว

จักรู้สึกได้  นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๘๐)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด   มีความเห็นดิ้นได้ไม่ตายตัว   เมื่อถูกถามปัญหาในเรื่อง

นั้น ๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว  ด้วยวัตถุ ๔ สมณพราหมณ์เหล่านั้น

เว้นผัสสะแล้ว   จักรู้สึกได้   นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๘๑)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด มีความเห็นว่า  อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ ย่อมบัญญัติ

อัตตาและโลก   ว่าเกิดขึ้นลอย ๆ   ด้วยวัตถุ  ๒     สมณพราหมณ์เหล่านั้น

เว้นผัสสะแล้ว   จักรู้สึกได้   นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๘๒)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด   กำหนดขันธ์ส่วนอดีต    มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต

ปรารภขันธ์ส่วนอดีต  กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด  ด้วยวัตถุ ๑๘ สมณ-

พราหมณ์เหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว  จักรู้สึกได้  นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๘๓)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น   สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่า  เบื้องหน้าแต่ความตาย  อัตตามีสัญญา  ย่อม


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 63

บัญญัติว่าเบื้องหน้าแต่ความตายอัตตามีสัญญา ด้วยวัตถุ ๑๖ สมณพราหมณ์

เหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว  จักรู้สึกได้    นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๘๔)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด    มีวาทะว่า    เบื้องหน้าแต่ความตาย    อัตตาไม่มีสัญญา

ย่อมบัญญัติว่า    เบื้องหน้าแต่ความตาย    อัตตาไม่มีสัญญา    ด้วยวัตถุ  ๘

สมณพราหมณ์เหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว  จักรู้สึกได้   นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๘๕)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่า  เบื้องหน้าแต่ความตาย   อัตตามีสัญญาก็มิใช่

ไม่มีสัญญาก็มิใช่   ย่อมบัญญัติว่า   เบื้องหน้าแต่ความตาย   อัตตามีสัญญา

ก็มิใช่   ไม่มีสัญญาก็มิใช่   ด้วยวัตถุ  ๘    สมณพราหมณ์เหล่านั้นเว้นผัสสะ

แล้ว   จักรู้สึกได้  นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๘๖)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด  มีวาทะว่า  ขาดสูญ   ย่อมบัญญัติความขาดสูญ    ความ

พินาศ   ความไม่มี  ของสัตว์ที่มีอยู่   ด้วยวัตถุ  ๗  สมณพราหมณ์เหล่านั้น

เว้นผัสสะแล้ว   จักรู้สึกได้   นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๘๗)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด   มีวาทะว่า   นิพพานปัจจุบัน    ย่อมบัญญัติว่านิพพาน

ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มีอยู่    ด้วยวัตถุ  ๕     สมณพราหมณ์

เหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว  จักรู้สึกได้  นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๘๘)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต        มีความเห็นตามขันธ์ส่วน

อนาคต   ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต    กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด    ด้วย


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 64

วัตถุ  ๔๔  สมณพราหมณ์เหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว    จักรู้สึกได้    นั่นมิใช่

ฐานะที่จะมีได้.

(๘๙)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี      กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี

กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี     มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วน

อดีตทั้งส่วนอนาคต   ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตส่วนอนาคต  กล่าวคำแสดง

วาทะหลายชนิด     ด้วยวัตถุ  ๖๒     สมณพราหมณ์เหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว

จักรู้สึกได้  นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

(๙๐)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณ-

พราหมณ์เหล่าใด       มีวาทะว่าเที่ยง   ย่อมบัญญัติอัตตาและโลก    ว่าเที่ยง

ด้วยวัตถุ  ๔    สมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะว่า  บางอย่างเที่ยง   บางอย่าง

ไม่เที่ยง . . . สมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะว่า  โลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด . . .

สมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะดิ้นได้ไม่ตายตัว . . .    สมณพราหมณ์เหล่าใด

มีวาทะว่าโลกเกิดขึ้นลอย ๆ . . .    สมณพราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วน

อดีต . . . สมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะว่า    เบื้องหน้าแต่ความตาย   อัตตา

มีสัญญา. . . สมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะว่า  เบื้องหน้าแต่ความตาย อัตตา

ไม่มีสัญญา . .   . สมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะว่า   เบื้องหน้าแต่ความตาย

อัตตามีสัญญาก็มิใช่   ไม่มีสัญญาก็มิใช่ . . . สมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะว่า

ขาดสูญ . . . สมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะว่า   นิพพานปัจจุบัน . . . สมณ-

พราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต. . .      สมณพราหมณ์เหล่าใด

กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี   กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี กำหนดขันธ์ทั้งส่วน

อดีตทั้งส่วนอนาคตก็ดี     มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 65

ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต       กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด

ด้วยวัตถุ  ๖๒       สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดถูกต้องแล้วถูกต้องเล่า

ด้วยผัสสายตนะทั้ง  ๖  ย่อมเสวยเวทนา     เพราะเวทนาของสมณพราหมณ์

เหล่านั้นเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา       เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ  เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ  เพราะ

ชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรา   มรณะ    โสกะ    ปริเทวะ    ทุกขะ    โทมนัส

อุปายาส.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เมื่อใดภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่ง

ความเกิด    ความดับ    คุณ   โทษ  แห่งผัสสายตนะทั้ง ๖   กับทั้ง

อุบายเป็นเครื่องออกไปจากผัสสายตนะเหล่านั้น  เมื่อนั้นภิกษุนี้ย่อม

รู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนด

ขันธ์ส่วนอดีตก็ดี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี    กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีต

ทั้งส่วนอนาคตก็ดี       มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต

ปรารภขันธ์ทั่งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต       กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด

สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด        ถูกทิฏฐิ  ๖๒  อย่างเหล่านั้นแหละเป็น

ดุจข่ายคลุมไว้   อาศัยอยู่ในข่ายนี้แหละ    เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้   ติดอยู่

ในข่ายนี้     ถูกข่ายคลุมไว้    เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้     เปรียบเหมือนชาว

ประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ฉลาด    ใช้แหตาถี่ทอดลงยังหนองน้ำเล็ก ๆ

เขาคิดอย่างนี้ว่า       บรรดาสัตว์ใหญ่  ๆ   ในหนองนี้ทั้งหมด       ถูกแห

คลุมไว้     ติดอยู่ในแห     เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห   ติดอยู่ในแหนี้      ถูกแห

คลุมไว้    เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในแห     ฉันใด    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สมณะ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 66

หรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง     ก็ฉันนั้น     กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดี

กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตก็ดี    กำหนดขันธ์ทั่งส่วนอดีตทั่งส่วนอนาคตก็ดี

มีความเห็นตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต   ปรารภขันธ์ทั่งส่วนอดีต

ทั้งส่วนอนาคต     กล่าวคำแสดงวาทะหลายชนิด      สมณะหรือพราหมณ์

เหล่านั้นทั้งหมด  ถูกทิฏฐิ  ๖๒  อย่างเหล่านี้ แหละเป็นดุจข่ายคลุมไว้ อาศัย

อยู่ในข่ายนี้แหละ  เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้    ติดอยู่ในข่ายนี้   ถูกข่ายคลุมไว้

เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพ

ขาดแล้ว     ยังดำรงอยู่     เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมเห็นตถาคต

ชั่วเวลาที่กายของตถาคตดำรงอยู่  ต่อเมื่อกายแตกสิ้นชีวิตแล้ว เทวดา

และมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     พวง

มะม่วงเมื่อขาดจากขั้วแล้ว  ผลใดผลหนึ่งที่ติดขั้วอยู่  ย่อมติดขั้วไป  ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย        กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพชาติแล้ว

ก็เหมือนฉันนั้น    ยังดำรงอยู่    เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมเห็นตถาคต

ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่    ต่อเมื่อกายแตกสิ้นชีวิตแล้ว    เทวดา

และมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว       ท่านพระอานนท์ได้

กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า   น่าอัศจรรย์  พระเจ้าข้า    ไม่เคยมี

พระเจ้าข้า  ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร   พระเจ้าข้า.    พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสว่า   อานนท์    เพราะฉะนั้นแหละ    เธอจงทรงจำธรรมบรรยายนี้ว่า

อรรถชาละก็ได้  ว่าธรรมชาละก็ได้  ว่าพรหมชาละก็ได้ ว่าทิฏฐิชาละ

ก็ได้  ว่าพิชัยสงครามอย่างยอดเยี่ยมก็ได้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 67

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้จบแล้ว       ภิกษุทั้งหลาย

เหล่านั้นต่างมีใจชื่นชม  เพลิดเพลินภาษิตของพรพะผู้มีพระภาคเจ้า  ก็และ

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่.     หมื่นโลกธาตุได้ไหว

แล้วแล.

จบพรหมชาลสูตร  ที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 68

สุมังคลวิลาสินี

อรรถกถาทีฆนิกาย  สีลขันธวรรค

แปล

 

ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า   ซึ่งพระสุคต

ผู้พ้นคติ  (๕   คือ  นิรยคติ   เปตคติ   ติรัจฉานคติ

มนุสสคติ    เทวคติ)    มีพระทัยเยือกเย็นด้วยพระ

กรุณา มีมืดคือโมหะอันดวงประทีปคือปัญญาขจัดแล้ว

ทรงเป็นครูของโลกพร้อมทั้งมนุษย์และเทวดา.

ก็พระพุทธเจ้าทรงอบรม   และทรงทำให้แจ้ง   ซึ่ง

ความเป็นพระพุทธเจ้า       ทรงบรรลุพระธรรมใดที่

ปราศจากมลทิน   ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

ซึ่งพระธรรมนั้นอันยอดเยี่ยม.

ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า  ซึ่งพระอริย-

สงฆ์หมู่โอรสของพระสุคตเจ้า   ผู้ย่ำยีกองทัพมาร.

บุญอันใดซึ่งสำเร็จด้วยการไหว้พระรัตนตรัย   มี

อยู่แก่ข้าพเจ้าผู้มีใจเลื่อมใส      ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้มี

อันตราย  อันอานุภาพแห่งบุญนั้น   จัดราบคาบแล้ว

ด้วยประการดังนี้.

อรรถกถาใดอันพระอรหันต์  ๕๐๐  องค์ สังคายนา

แล้วแต่ต้น    และสังคายนาต่อมา    เพื่อประกาศเนื้อ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 69

ความของทีฆนิกาย       ซึ่งกำหนดหมายไว้ด้วยสูตร

ขนาดยาว  ละเอียดลออ   ประเสริฐกว่านิกายอื่น  ที่

พระพุทธเจ้า   และพระสาวกสังวรรณนาไว้  มีคุณค่า

ในการปลูกฝังศรัทธา     แต่ภายหลังพระมหินทเถระ

นำมาเกาะสีหล     ต่อมาได้เรียบเรียงด้วยภาษาสีหล

เพื่อประโยชน์แก่ชาวสีหลทั้งหลาย.

ต่อจากนั้น     ข้าพเจ้าจึงแปลภาษาสีหลเป็นภาษา

มคธ  ถูกต้องตามหลักภาษา   ไม่ผิดเพี้ยนอักขรสมัย

ของพระเถระคณะมหาวิหาร   ผู้เป็นประทีปแห่งเถร-

วงศ์   ที่วินิจฉัยไว้ละเอียดลออ   จะตัดข้อความที่ซ้ำ

ซากออกแล้วประกาศข้อความ   เพื่อความชื่นชมยินดี

ของสาธุชน  และเพื่อความยั่งยืนของพระธรรม.

ศีลกถา    ธุดงคธรรม   กรรมฐานทั้งปวง  ฌาน-

สมาบัติ   พิสดาร  ซึ่งประกอบด้วยวิธีปฏิบัติตามจริต

อภิญญาทั้งปวง  ข้อวินิจฉัยทั้งปวงด้วยปัญญา   ขันธ์

ธาตุ  อายตนะ   อินทรีย์   อริยสัจ  ๔   ปัจจยาการ

เทศนาและวิปัสสนาภาวนา     มีนัยบริสุทธิ์ดีและ

ละเอียดลออ ที่ไม่นอกทางพระบาลี  ข้อธรรมดังกล่าว

ทั้งหมดนี้    ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้ว

อย่างบริสุทธิ์ดี    เพราะฉะนั้น  ข้าพเจ้าจักไม่วิจารข้อ

ธรรมทั้งหมดนั้นในที่นี้ให้ยิ่งขึ้น.   คัมภีร์วิสุทธิมรรค

นี้ตั้งอยู่ท่ามกลางนิกายทั้ง  ๔    จักประกาศเนื้อความ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 70

ตามที่กล่าวไว้ในนิกายทั้ง  ๔  เหล่านั้น ข้าพเจ้าแต่งไว้

ด้วยความประสงค์อย่างนี้   เพราะฉะนั้น   ขอท่านทั้ง-

หลายจงถือเอาคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นกับอรรถกถานี้

แล้วเข้าใจเนื้อความที่อาศัยทีฆนิกายเถิด.

 

นิทานกถา

ในคำว่า  ทีฆาคมนิสฺสิต นั้น   พึงทราบรายละเอียดดังนี้    คัมภีร์

ทีฆนิกาย    กล่าวโดยวรรคมี  ๓  วรรค    คือ สีลขันธวรรค    มหาวรรค

ปาฏิกวรรค.     กล่าวโดยสูตรมี ๓  สูตร.    ในวรรคทั้งหลายเหล่านั้น

สีลขันธวรรคเป็นวรรคต้น.     บรรดาสูตรทั้งหลาย    พรหมชาลสูตรเป็น

สูตรต้น.  คำนิทานมีคำว่า  เอวมฺเม  สูต  ดังนี้เป็นต้น  ที่ท่านพระอานนท์

กล่าวในคราวทำปฐมมหาสังคายนา  เป็นคำเริ่มต้นของพรหมชาลสูตร.

เรื่องสังคายนาใหญ่ครั้งแรก

ชื่อว่าปฐมมหาสังคายนานี้   แม้ได้จัดขึ้นพระบาลีไว้ในวินัยปิฎกแล้ว

ก็จริง   ถึงอย่างนั้นก็ควรทราบปฐมมหาสังคายนาแม้ในอรรถกถานี้   เพื่อ

ความเป็นผู้ฉลาดในเหตุที่เป็นมา  ดังต่อไปนี้

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก   ทรงบำเพ็ญพุทธ-

กิจ   เริ่มต้นแต่ทรงแสดงพระธรรมจักรจนถึงโปรดสุภัททปริพาชก  แล้ว

เสด็จปรินิพพาน  ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ   เวลาใกล้รุ่งวันวิสาขปูรณมี

ระหว่างต้นสาละคู่ในสาลวันอุทยานของมัลลกษัตริย์     ตรงที่เป็นทางโค้ง

ใกล้กรุงกุสินารา   ท่านพระมหากัสสปะผู้เป็นสังฆเถระของภิกษุประมาณ

เจ็ดแสนรูปที่ประชุมกันในวันแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาค

เจ้า      มาระลึกถึงคำที่หลวงตาสุภัททะกล่าวเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 71

ปรินิพพานได้  ๗ วันว่า    พอกันทีอาวุโสทั้งหลาย    ท่านทั้งหลายอย่าเศร้า

โศกไปเลย   อย่าร่ำไรไปเลย   เราทั้งหลายพ้นดีแล้วจากพระมหาสมณะนั้น

ด้วยว่าพวกเราถูกท่านจู้จี้บังคับว่า   สิ่งนี้ควรแก่เธอทั้งหลาย   สิ่งนี้ไม่ควร

แก่เธอทั้งหลาย  ดังนี้     แต่บัดนี้พวกเราปรารถนาสิ่งใด   จักกระทำสิ่งนั้น

ไม่ปรารถนาสิ่งใด  จักไม่กระทำสิ่งนั้น ดังนี้.

ท่านพิจารณาเห็นว่าการประชุมสงฆ์จำนวนมากเช่นนี้    ต่อไปจะหา

ได้ยาก  จึงดำริต่อไปว่า  พวกภิกษุชั่วจะเข้าใจว่า   ปาพจน์มีศาสดาล่วงแล้ว

ได้พวกฝ่ายอลัชชี    จะพากันย่ำยีพระสัทธรรมให้อันตรธานต่อกาลไม่นาน

เลย    นั้นเป็นยานะที่จะมีได้แน่นอน     จริงอยู่  พระธรรมวินัยยังดำรงอยู่

ตราบใด   ปาพจน์ก็หาชื่อว่ามีศาสดาล่วงแล้วไม่อยู่ตราบนั้น   สมจริงดังที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า    ดูก่อนอานนท์    ธรรมและวินัยใดอันเรา

แสดงแล้ว     บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย    ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดา

ของเธอทั้งหลาย    เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว   ดังนี้    อย่ากระนั้นเลย    เราพึง

สังคายนาพระธรรมและพระวินัย    โดยวิธีที่พระศาสนานี้จะมั่นคงดำรงอยู่

ชั่วกาลนาน.

อนึ่ง  ตัวเราอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนกัสสปะ  เธอจัก

ห่มได้หรือไม่ซึ่งผ้าป่านบังสุกุลที่ใช้เก่าแล้วของเรา  ดังนี้  ทรงอนุเคราะห์

ด้วยสาธารณบริโภคในจีวร     และด้วยการสถาปนาไว้เสมอกับพระองค์ใน

ธรรมอันยิ่งของมนุษย์  ต่างโดยอนุปุพพวิหาร ๙  และอภิญญา ๖ เป็นต้น

โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราต้องการสงัดจากกาม

ทั้งหลาย  สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงใด ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   แม้กัสสปะต้องการสงัดจากกามทั้งหลาย   สงัดจากอกุศล-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 72

ธรรมทั้งหลาย   เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงนั้น   ดังนี้  ยิ่งกว่านั้นยังสรรเสริญ

ด้วยความเป็นผู้มีจิตไม่ติดอยู่ในตระกูล  เหมือนสั่นมือในอากาศ  และด้วย

ปฏิปทาเปรียบด้วยพระจันทร์     การทรงอนุเคราะห์และการทรงสรรเสริญ

เป็นประหนึ่งหนี้ของเรา   กิจอื่นนอกจากการสังคายนาที่จะให้เราพ้นสภาพ

หนี้     จักมีอะไรบ้าง     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบซึ่งเรามิใช่หรือว่า

กัสสปะนี้  จักเป็นผู้ประดิษฐานวงศ์พระสัทธรรมของเรา ดังนี้  แล้วทรง

อนุเคราะห์ด้วยความอนุเคราะห์อันไม่ทั่วไปนี้     และทรงสรรเสริญด้วยการ

สรรเสริญอันยอดเยี่ยมนี้    เหมือนพระราชาทรงทราบพระราชโอรส   ผู้จะ

ประดิษฐานวงศ์ตระกูลของพระองค์       แล้วทรงอนุเคราะห์ด้วยการมอบ

เกราะและพระอิสริยยศของพระองค์ฉะนั้น  ดังนี้    ยังความอุตสาหะให้เกิด

แก่ภิกษุทั้งหลาย   เพื่อสังคายนาพระธรรมวินัย.   สมดังคำที่พระสังคีติกา-

จารย์กล่าวไว้ในสุภัททกัณฑ์ว่า  ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหากัสสปะแจ้งให้

ภิกษุทั้งหลายทราบว่า   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   สมัยหนึ่ง  เราเดินทางไกล

จากเมืองปาวามาสู่เมืองกุสินารา    พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ

๕๐๐  รูป ดังนี้  เป็นต้น. สุภัททกัณฑ์ทั้งหมด บัณฑิตควรทราบโดยพิสดาร.

แต่ข้าพเจ้าจักกล่าวเนื้อความของสุภัททกัณฑ์นั้น     ในอาคตสถานตอนจบ

มหาปรินิพพานสูตรเท่านั้น.

ต่อจากนั้น  ท่านพระมหากัสสปะกล่าวว่า  เอาเถิดท่านผู้มีอายุทั้ง-

หลาย    เราทั้งหลายจะสังคายนาพระธรรมและพระวินัย    ต่อไปเบื้องหน้า

อธรรมรุ่งเรื่อง   ธรรมจะร่วงโรย  ต่อไปเบื้องหน้า   อวินัยรุ่งเรื่อง   วินัย

จะร่วงโรย   ต่อไปเบื้องหน้า  อธรรมวาทีมีกำลัง    ธรรมวาทีจะอ่อนกำลัง

ต่อไปเบื้องหน้า  อวินัยวาทีมีกำลัง   วินัยวาทีจะอ่อนกำลัง.  ภิกษุเหล่านั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 73

กล่าวว่า     ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     ถ้าเช่นนั้น  ขอพระเถระโปรดเลือกภิกษุ

ทั้งหลายเถิด.  ฝ่ายพระเถระเว้น ภิกษุปุถุชน  พระโสดาบัน   พระสกทาคามี

พระอนาคามี  และพระอรหัน สุกชวิปัสสก ผู้ทรงพระปริยัติ  คือ นวังค-

สัตถุศาสน์ทั้งสิ้น   เป็นจำนวนหลายร้อยหลายพันรูป   เลือกเอาเฉพาะภิกษุ

ผู้เป็นพระอรหันต์ประเภทเตวิชชา เป็นต้น   ซึ่งทรงพระปริยัติ   คือ พระ

ไตรปิฎกทั้งหมด  บรรลุปฏิสัมภิทา  มีอานุภาพยิ่งใหญ่  โดยมาก  พระผู้มี

พระภาคเจ้า  ทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะที่พระสังคีติกาจารย์หมายกล่าวคำนี้

ไว้ว่า ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหากัสสปะเลือกพระอรหันต์ไว้ ๕๐๐ หย่อน

หนึ่งองค์  ดังนี้.

ถามว่า  ก็เพราะเหตุไร         พระมหากัสสปเถระจึงทำให้หย่อนไว้

องค์หนึ่ง.     ตอบว่า  เพื่อไว้โอกาสแก่ท่านพระอานนทเถระ    เพราะทั้ง

ร่วมกับท่านพระอานนท์     ทั้งเว้นท่านพระอานนท์เสีย     ไม่อาจทำการ

สังคายนาธรรมได้.   ด้วยว่าท่านพระอานนท์นั้นเป็นพระเสขะยังมีกิจที่ต้อง

ทำอยู่    ฉะนั้น  จึงไม่อาจร่วมได้.   แต่เพราะนวังคสัตถุศาสน์มีสุตตะและ

เคยยะเป็นต้นข้อใดข้อหนึ่ง     ซึ่งพระทศพลทรงแสดงแล้ว     ที่ชื่อว่าไม่

ประจักษ์ชัดแก่พระอานนท์นั้น  ไม่มี   ดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ธรรมเหล่าใดเป็นไปแก่ข้าพเจ้า     ธรรมเหล่านั้น    ข้าพเจ้ารับมาจากพระ

พุทธเจ้าแปดหมื่นสองพัน    รับมาจากภิกษุสองพัน    รวมเป็นแปดหมื่น

สี่พันพระธรรมขันธ์   เพราะฉะนั้น  ถ้าเว้นท่านพระอานนท์เสีย   ก็ไม่อาจ

ทำได้.

ถามว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น  แม้ท่านพระอานนท์จะยังเป็นพระเสขะ

อยู่  พระเถระก็ควรเลือก  เพราะเป็นผู้มีอุปการะในการสังคายนาธรรนมาก


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 74

แต่เหตุไฉนจึงไม่เลือก.

ตอบว่า   เพราะจะหลีกเลี่ยงคำติเตียนของผู้อื่น.   ความจริงพระเถระ

เป็นผู้คุ้นเคยกับท่านพระอานนท์อย่างยิ่ง.  จริงอย่างนั้น ถึงพระอานนท์จะ

ศีรษะหงอกแล้ว   พระมหากัสสปะยังเรียกด้วยคำว่า  เด็ก    ในประโยคว่า

เด็กคนนี้ไม่รู้จักประมาณเลย  ดังนี้.   อนึ่ง  ท่านพระอานนท์เกิดในตระกูล

ศากยะ    เป็นพระอนุชาของพระตถาคต     เป็นพระโอรสของพระเจ้าอา.

ในการคัดเลือกพระอานนท์นั้น    ภิกษุบางพวกจะเข้าใจว่า    ดูเหมือนจะ

ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน    จะพากันติเตียนว่า    พระมหากัสสปเถระมอง

ข้ามภิกษุผู้ได้บรรลุปฏิสัมภิทาชั้นอเสขะไปเป็นจำนวนมาก   แล้วเลือกพระ

อานนท์ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาชั้นเสขะ    เมื่อจะหลีกเลี่ยงคำติเตียนนั้น    พระ

มหากัสสปเถระจึงไม่เลือกพระอานนท์    ด้วยพิจารณาเห็นว่า    เว้นท่าน

พระอานนท์เสีย     ไม่อาจทำการสังคายนาธรรมได้     เราจักรับท่านพระ

อานนท์นั้นโดยอนุมัติของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.  ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย

พากันขอร้องพระมหากัสสปเถระเพื่อเลือกพระอานนท์เสียเอง.    สมดัง

คำที่พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า    ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวกะท่านพระมหา

กัสสปะดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ท่านพระอานนท์นี้แม้จะยังเป็นพระเสขะ

อยู่ก็จริง    แต่ก็ไม่ถึงอคติเพราะรัก   เพราะชัง    เพราะกลัว    เพราะหลง

ด้วยว่าท่านพระอานนท์นี้ได้เล่าเรียนพระธรรมและพระวินัยในสำนักของ

พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมาก  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ขอพระเถระได้โปรด

เลือกท่านพระอานนท์ด้วยเถิด.   ครั้นแล้วท่านพระมหากัสสปจึงได้เลือก

ท่านพระอานนท์ด้วย.   โดยนัยดังกล่าวแล้วอย่างนี้   จึงเป็นพระเถระ ๕๐๐

องค์    รวมทั้งท่านพระอานนท์   ที่พะมหากัสสปะเลือกโดยอนุมัติของ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 75

ภิกษุทั้งหลาย.

ลำดับนั้นแล  พวกภิกษุชั้นพระเถระได้ดำริกันว่า  เราควรสังคายนา

พระธรรมและพระวินัยกันที่ไหน.      ลำดับนั้น  พวกภิกษุชั้นพระเถระได้

ดำริกันว่า   กรุงราชคฤห์   มีอาหารบิณฑบาตมาก    มีเสนาสนะเพียงพอ

อย่ากระนั้นเลย      เราพึงอยู่จำพรรษาสังคายนาพระธรรมและพระวินัยใน

กรุงราชคฤห์เถิด    ภิกษุเหล่าอื่นไม่พึงเข้าจำพรรษาในกรุงราชคฤห์.    ก็

เพราะเหตุไร    พระเถระเหล่านั้นจึงมีความดำริดังนี้ ?   เพราะพระเถระ

เหล่านั้นมีความดำริตรงกันว่า      การสังคายนาพระธรรมวินัยนี้เป็นถาวร-

กรรมของเรา    บุคคลฝ่ายตรงข้ามบางคนจะพึงเข้าไปยังท่ามกลางสงฆ์แล้ว

รื้อฟื้นขึ้นได้.

ลำดับนั้น  ท่านพระมหากัสสปะได้ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ-

ทุติยกรรมวาจาว่า   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า  ถ้าความ

พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว  สงฆ์พึงสมมติภิกษุ  ๕๐๐ รูปเหล่านี้    เป็นผู้

อยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์  เพื่อสังคายนาพระธรรมและพระวินัย  ภิกษุ

อื่น ๆ ไม่พึงจำพรรษาในกรุงราชคฤห์ ดังนี้  นี้เป็นญัตติ   ดูก่อนท่านผู้มี

อายุทั้งหลาย    ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า    สงฆ์สมมติภิกษุ  ๕๐๐ รูปเหล่านี้ว่า

ภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้เป็นผู้อยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์      เพื่อสังคายนา

พระธรรมและพระวินัย  ภิกษุอื่น ๆ ไม่พึงจำพรรษาในกรุงราชคฤห์  ดังนี้

การสมมติภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ว่า     ภิกษุ  ๕๐๐ รูปเหล่านี้      เป็นผู้อยู่

จำพรรษาในกรุงราชคฤห์    เพื่อสังคายนาพระธรรมและพระวินัย   ภิกษุ

อื่น ๆ ไม่พึงอยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์   ดังนี้  ชอบแก่ท่านผู้ใด  ขอท่าน

ผู้นั้นพึงนิ่งอยู่  ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด   ขอท่านผู้นั้นพึงพูด  ภิกษุ  ๕๐๐  รูป


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 76

เหล่านี้สงฆ์สมมติแล้วว่าเป็นผู้อยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์  เพื่อสังคายนา

พระธรรมและพระวินัย     ภิกษุอื่น ๆ ไม่พึงอยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์

ดังนี้  การสมมตินี้สมควรแก่สงฆ์   ฉะนั้นสงฆ์จึงนิ่งอยู่  ข้าพเจ้าทรงความ

ไว้ด้วยอย่างนี้.

กรรมวาจานี้   พระมหากัสสปะกระทำในวันที่  ๒๑   หลังจากพระ

ตถาคตปรินิพพาน.       เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเวลาใกล้รุ่ง

วันวิสาขปูรณมี.

ครั้งนั้น  พุทธบริษัทได้บูชาพระพุทธสรีระซึ่งมีสีเหมือนทอง  ด้วย

ของหอมและดอกไม้เป็นต้นตลอด  ๗  วัน .  วันสาธุกีฬาได้มีเป็นเวลา  ๗ วัน

เหมือนกัน.   ต่อจากนั้นไฟที่จิตกาธารยังไม่ดับตลอด  ๗  วัน.   พวกมัลล-

กษัตริย์ได้ทำลูกกรงหอกแล้วบูชาพระบรมสารีริกธาตุ   ในสันถาคารศาลา

ตลอด  ๗ วัน  ดังนั้นจึงรวมวันได้  ๒๑  วัน. พุทธบริษัทซึ่งมีโทณพราหมณ์

เป็นเจ้าหน้าที่   ได้จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลาย   ในวันขึ้น ๕ ค่ำ

เดือน ๗ นั่งเอง.    พระมหากัสสปะเลือกภิกษุทั้งหลาย   เสร็จแล้วจึงสวด

กรรมวาจานี้      โดยนัยที่ท่านแจ้งความประพฤติอันไม่สมควรที่หลวงตา

สุภัททะทำแล้วแก่ภิกษุสงฆ์จำนวนมาก    ซึ่งมาประชุมกันในวันแบ่งพระ

บรมสารีริกธาตุนั้น.

ก็และครั้นสวดกรรมวาจานี้แล้ว    พระเถระจึงเดือนภิกษุทั้งหลายให้

ทราบว่า  ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  บัดนี้ข้าพเจ้าให้เวลาแก่ท่านทั้งหลาย

เป็นเวลา  ๔๐ วัน  ต่อจากนั้นไป  ท่านจะกล่าวว่า  ข้าพเจ้ายังมีกังวลเช่นนี้

อยู่  ไม่ได้   เพราะฉะนั้น  ภายใน   ๔๐  วันนี้   ท่านผู้ใดมีกังวลเกี่ยวกับโรค

ภัยไข้เจ็บก็ดี  มีกังวลเกี่ยวกับอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ก็ดี  มีกังวลเกี่ยวกับ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 77

มารดาบิดาก็ดี  หรือต้องสุมบาตรต้องทำจีวรก็ดี   ขอท่านผู้นั้นจงตัดกังวล

นั้น    ทำกิจที่ควรทำนั้นเสีย.   ก็แลกล่าวอย่างนี้แล้ว   พระเถระแวดล้อมไป

ด้วยบริษัทของตนประมาณ   ๕๐๐   รูป   ไปยังกรุงราชคฤห์.   แม้พระเถระ

ผู้ใหญ่องค์อื่น ๆ ก็พาบริวารของตน ๆ ไป     ต่างก็ประสงค์จะปลอบโยน

มหาชนผู้เปี่ยมไปด้วยเศร้าโศก  จึงไปยังทิศทางนั้น ๆ.   ฝ่ายพระปุณณเถระ

มีภิกษุเป็นบริวารประมาณ ๗๐๐  รูป  ได้อยู่ในเมืองกุสินารานั่งเอง  ด้วย

ประสงค์ว่าจะปลอบโยนมหาชนที่พากันมายังที่ปรินิพพานของพระตถาคต.

ฝ่ายท่านพระอานนท์เอง    ท่านก็ถือบาตรและจีวรของพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าแม้เสด็จปรินิพพานแล้ว  เหมือนเมื่อยังไม่เสด็จปรินิพพาน   เดิน

ทางไปยังกรุงสาวัตถีพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์  ๕๐๐ รูป.        แลเมื่อท่านพระ

อานนท์นั้นกำลังเดินทาง     ก็มีภิกษุผู้เป็นบริวารมากขึ้น ๆ จนนับไม่ได้.

ในสถานที่ที่พระอานนท์เดินทางไป  ได้มีเสียงร่ำไห้กันอึงมี่.  เมื่อพระเถระ

ถึงกรุงสาวัตถีแล้ว  ผู้คนชาวกรุงสาวัตถีได้ทราบว่า   พระอานนท์มาแล้ว

ก็พากันถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปต้อนรับ      แล้วร้องไห้รำพันว่า

ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ  เมื่อก่อนท่านมากับพระผู้มีพระภาคเจ้า  วันนี้

ท่านทิ้งพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้เสียที่ไหน   จึงมาแต่ผู้เดียว   ดังนี้เป็นต้น.

ได้มีการร้องไห้อย่างมากเหมือนในวันเสด็จปรินิพพานของพระผู้มีพระ

ภาคเจ้า  ฉะนั้น.

ได้ยินว่า  ณ  กรุงสาวัตถีนั้น   ท่านพระอานนท์สั่งสอนมหาชนให้

เข้าใจด้วยธรรมีกถาประกอบด้วยความไม่เที่ยง  เป็นต้น     แล้วเข้าสู่พระ

วิหารเชตวัน  ไหว้พระคันธกุฎีที่พระทศพลประทับ  เปิดประตูนำเตียงตั่ง

ออกปัด   กวาดพระคันธกุฎี   ทิ้งขยะดอกไม้แห้ง  แล้วนำเตียงตั่งเข้าไปตั่ง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 78

ไว้ในที่เดิมอีก      ได้ทำหน้าที่ทุกอย่างซึ่งเป็นวัตรที่ต้องปฏิบัติในเวลาที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าดำรงพระชนม์อยู่    และเมื่อทำหน้าที่ก็ไหว้พระคันธ-

กุฎี   ในเวลาทำกิจมีกวาดห้องน้ำและตั้งน้ำ   เป็นต้น   ได้ทำหน้าที่ไปพลาง

รำพันไปพลาง    โดยนัยเป็นต้นว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า    เวลานี้

เป็นเวลาสรงน้ำของพระองค์  มิใช่หรือ  ?     เวลานี้เป็นเวลาแสดงธรรม

เวลานี้เป็นเวลาประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย        เวลานี้เป็นเวลาสำเร็จ

สีหไสยา    เวลานี้เป็นเวลาชำระพระพักตร์   มิใช่หรือ ?   เหตุทั้งนี้เพราะ

พระอานนท์นั้นเป็นผู้มีความรักตั้งมั่นในพระผู้มีพระภาคเจ้า  เพราะความ

เป็นผู้รู้อมตรสซึ่งเป็นที่รวมพระพุทธคุณ       และยังมิได้เป็นพระอรหันต์

ทั่งเป็นผู้มีจิตอ่อนโยนที่เกิดด้วยเคยอุปการะกันและกันมาหลายแสนชาติ.

เทวดาองค์หนึ่ง     ได้ทำให้พระอานนท์นั้นสลดใจด้วยคำพูดว่า     ข้าแต่

พระอานนท์ผู้เจริญ    ท่านมัวมารำพันอยู่อย่างนี้     จักปลอบโยนคนอื่น ๆ

ได้อย่างไร.    พระอานนท์สลดใจด้วยคำพูดของเทวดานั้น    แข็งใจดื่มยา

ถ่ายเจือน้ำนมในวันที่ ๒    เพื่อทำกายซึ่งมีธาตุหนักให้เบา    เพราะตั้งแต่

พระตถาคตเสด็จปรินิพพาน   ท่านต้องยืนมากและนั่งมาก  จึงนั่งอยู่แต่ใน

พระวิหารเชตวันเท่านั้น   พระอานนท์ดื่มยาถ่ายเจือน้ำนมชนิดใด    ท่าน

หมายเอายาถ่ายเจือน้ำนมชนิดนั้น ได้กล่าวกะเด็กหนุ่มที่สุภมาณพใช้ไปว่า

ดูก่อนพ่อหนุ่ม   วันนี้ยังไม่เหมาะ   เพราะวันนี้เราดื่มยาถ่าย   ต่อพรุ่งนี้เรา

จึงจะเข้าไป  ดังนี้.   ในวันที่ ๒ พระอานนท์มีพระเจตกเถระติดตามไปถูก

สุภมาณพถามปัญหา ได้กล่าวสูตรที่  ๑๐ ชื่อสุภสูตร  ในคัมภีร์ทีฆนิกายนี้.

พระอานนทเถระขอให้ทำการปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมใน

พระเชตวันมหาวิหาร    เมื่อใกล้วันเข้าพรรษา     ท่านอำลาภิกษุสงฆ์ไป


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 79

กรุงราชคฤห์.   แม้ภิกษุผู้ทำสังคายนาเหล่าอื่นก็ไปเหมือนกัน   ความจริง

ท่านหมายเอาภิกษุเหล่านั้นที่ไปกรุงราชคฤห์อย่างนี้   กล่าวคำนี้ไว้ว่า  ครั้ง

นั้นแล    ภิกษุชั้นพระเถระได้ไปกรุงราชคฤห์    เพื่อสังคายนาพระธรรม

และพระวินัย.  พระเถระ.เหล่านั้น  ทำอุโบสถในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๘

ประชุมเข้าพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ.

ปฐมสังคายนาเริ่มวันแรม  ๕  ค่ำ เดือน  ๙

ก็โดยสมัยนั้นแล  มีวัดใหญ่ ๑๘ วัด  ล้อมรอบกรุงราชคฤห์.   วัด

เหล่านั้นมีหยากเยื่อถูกทิ้งเรี่ยราดไปทั้งนั้น   เพราะในเวลาเสด็จปรินิพพาน

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า    ภิกษุทั้งหมดต่างก็ถือบาตรจีวรของตน ๆ   ทิ้ง

วัดและบริเวณไป.  ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลาย  เมื่อจะทำข้อตกลงเกี่ยวกับ

การปฏิสังขรณ์วัดเหล่านั้น  ได้คิดกันว่า  พวกเราต้องทำการปฏิสังขรณ์สิ่ง

ชำรุดทรุดโทรมตลอดเดือนต้นของพรรษา    เพื่อบูชาคำสอนของพระผู้มี

พระภาคเจ้า    และเพื่อเปลื้องคำติเตียนของเดียรถีย์.    เพราะพวกเดียรถีย์

จะพึงกล่าวติอย่างนี้ว่า    สาวกของพระสมณโคดมบำรุงวัดวาอารามแต่เมื่อ

พระศาสดายังมีพระชนม์อยู่เท่านั้น  เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว   ก็พากัน

ทอดทิ้งเสีย    การบริจาคทรัพย์เป็นจำนวนมากของตระกูลทั้งหลายย่อมเสีย

หายไปโดยทำนองนี้.    มีคำอธิบายว่า   ที่พระเถระทั้งหลายคิดกันก็เพื่อจะ

เปลื้องคำติเตียนของเดียรถีย์เหล่านั้น.     ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว     จึงได้ทำข้อ

ตกลงกัน    ซึ่งท่านหมายเอาข้อตกลงนั้น   กล่าวว่า   ครั้งนั้นแล  ภิกษุชั้น

พระเถระทั้งหลายได้ปรึกษากันว่า    ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย    พระผู้มี

พระภาคเจ้า  ทรงสรรเสริญการปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม

บัดนี้    เราทั้งหลายจงทำการปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมตลอดเดือนต้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 80

พรรษา   จักประชุมสังคายนาพระธรรมและพระวินัยในเดือนกลางพรรษา.

ในวันที่ ๒    พระเถระเหล่านั้นได้ไปยืนอยู่ที่ประตูพระราชวัง.

พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จมานมัสการแล้ว     มีพระราดำรัสถามถึงกิจที่พระ

องค์ทำว่า  พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย  มาธุระอะไร เจ้าข้า พระเถระทั้งหลาย

ถวายพระพรให้ทรงทราบถึงงานฝีมือ   เพื่อประโยชน์แก่การปฏิสังขรณ์วัด

ใหญ่ ๑๘ วัด.  พระเจ้าอชาตศัตรูได้พระราชทานคนที่ทำงานฝีมือ.  พระ

เถระให้ปฏิสังขรณ์วัดทั้งหมดตลอดเดือนต้นฤดูฝนเสร็จแล้ว  ถวายพระพร

แด่พระเจ้าอชาตศัตรูว่า   ขอถวายพระพรมหาบพิตร   งานปฏิสังขรณ์วัด

เสร็จแล้ว      บัดนี้อาตมภาพทั้งหลาย     จะทำการสังคายนาพระธรรมและ

พระวินัย.     พระเจ้าอชาตศัตรูมีพระราชดำรัสว่า    ดีแล้ว  เจ้าข้า    พระ

คุณเจ้าทั้งหลายไม่ต้องหนักใจ  นิมนต์ทำเถิด  การฝ่ายอาณาจักรขอให้เป็น

หน้าที่ของโยม   ส่วนการฝ่ายธรรนจักร   ขอให้เป็นหน้าที่ของพระคุณเจ้า

ทั้งหลาย   โยมจะต้องทำอะไรบ้าง   โปรดสั่งมาเถิด  เจ้าข้า.   พระเถระทั้ง-

หลายถวายพระพรว่า    ขอถวายพระพรมหาบพิตร    ขอพระองค์ได้โปรด

ให้ทำที่นั่งประชุมสำหรับภิกษุทั้งหลายผู้ทำสังคายนา.    จะทำที่ไหน  เจ้า-

ข้า ขอถวายพระพรมหาบพิตร   ควรทำใกล้ประตูถ้ำสัตตบรรณ   ข้าง

ภูเขาเวภาระ.       พระเจ้าอชาตศัตรูมีพระราชกระแสว่า    เหมาะดี  เจ้าข้า

แล้วโปรดให้สร้างมณฑปมีเครื่องประดับวิเศษที่น่าชม มีทรวดทรงสัณฐาน

เช่นอาคารอันวิษณุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้    มีฝาเสาและบันไดจัดแบ่งไว้

เป็นอย่างดี  มีความงานวิจิตรไปด้วยมาลากรรมและลดากรรมนานาชนิดพิศ

แล้วประหนึ่งว่า   จะครอบงำความงามแห่งพระตำหนักของพระราชา  งาม

สง่าเหมือนจะเย้ยหยันความงามของเทพวิมาน  ปานประหนึ่งว่า สถานเป็น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 81

ที่รวมอยู่ของโชควาสนา   ราวกะว่าท่าที่รวนลงของฝูงวิหค   คือนัยนาแห่ง

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย     เพียงดังภาพที่งามตาน่ารื่นรมย์ในโลก      ซึ่ง

ประนวลไว้ในที่เดียวกัน      มีเพดานงามยวนคาเหมือนจะคายออกซึ่งพวง

ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ   และไข่มุกที่ห้อยอยู่    ดูประหนึ่งฟันระดับ   ซึ่งปรับ

ด้วยทับทิม    วิจิตรไปด้วยรัตนะต่าง ๆ   มีแท่นที่สำเร็จเรียบร้อยดี   ด้วย

ดอกไม้บูชานานาชนิด   ประดับ ให้วิจิตรละม้ายคล้ายพิมานพรหม   โปรด

ให้ปูลาดอาสนะอันเป็นกัปปิยะ  ๕๐๐  ที่  มีค่านับมิได้   ในมหามณฑปนั้น

สำหรับ ภิกษุ  ๕๐๐  รูป    ให้ปูลาดที่นั่งพระเถระ     หันหน้าทางทิศเหนือ

หันหลังทางทิศใต้   ให้ปูลาดที่นั่ง แสดงธรรมอันควรแก่การประทับนั่งของ

พระพุทธเจ้าผู้มีบุญ  หันหน้าทางทิศตะวันออก  ในท่ามกลางมณฑป  วาง

พัดทำด้วยงาช้างไว้บนธรรมาสน์นั้น       แล้วมีรับสั่งให้แจ้งแก่ภิกษุสงฆ์ว่า

กิจของโยมเสร็จแล้ว  เจ้าข้า.

ก็และในวันนั้น   ภิกษุบางพวกได้พูดพาดพิงถึงท่านพระอานนท์

อย่างนี้ว่า    ในหมู่ภิกษุนี้     มีภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวโชยกลิ่นคาวอยู่.   พระ

อานนท์เถระได้ยินคำนั้นแล้ว  ถึงความสังเวชว่า  ภิกษุรูปอื่นที่ชื่อว่าเที่ยว

โชยกลิ่นคาว    ไม่มีในหมู่ภิกษุนี้    ภิกษุเหล่านี้คงพูดหมายถึงเราเป็นแน่.

ภิกษุบางพวกกล่าวกะพระอานนท์นั้นว่า  ดูก่อนท่านอานนท์  การประชุม

ทำสังคายนาจักมีในวันพรุ่งนี้  แต่ท่านยังเป็นพระเสขะ   ยังมีกิจที่จะต้องทำ

ด้วยเหตุนั้นท่านไม่ควรเข้าประชุม   ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด.

พระอานนท์บรรลุพระอรหัต

ครั้งนั้นแล    ท่านพระอานนท์คิดว่า    พรุ่งนี้เป็นวันประชุมทำสัง-

คายนา   การที่เรายังเป็นพระเสขะอยู่   จะเข้าประชุมด้วยนั้น  ไม่สมควรแก่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 82

เราเลย  แล้วให้เวลาล่วงไปด้วยกายคตาสติกรรมฐาน  ตลอดราตรีเป็นส่วน

มากทีเดียว   ในเวลาใกล้รุ่งของราตรีก็ลงจากที่จงกรมเข้าวิหาร  เอนกายลง

หมายจะนอน.    เท้าทั้งสองพ้นจากพื้นแล้ว    แต่ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน

ในระหว่างนี้จิตพ้นจากอาสวะทั้งหลาย     ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.     พระ

อานนท์เถระนี้ให้เวลาล่วงไปในภายนอก   ด้วยการจงกรม   เมื่อไม่อาจให้

คุณวิเศษเกิดขึ้นได้  ก็คิดว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเราไว้มิใช่หรือ

ว่า  ดูก่อนอานนท์  เธอได้สร้างบุญไว้แล้ว  จงหมั่นบำเพ็ญเพียรเถิด  ไม่

ช้าก็จะเป็นพระอรหันต์ดังนี้   ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ตรัสผิด

พลาด   แต่เราปรารภความเพียรมากเกินไป    ฉะนั้น  จิตของเราจึงฟุ้งซ่าน

ทีนี้เราจะประกอบความเพียรพอดี ๆ   คิดดังนี้แล้ว   ลงจากที่จงกรม  ยืน

ในที่ล้างเท้า   ล้างเท้า  เข้าวิหาร  นั่งบนเตียงคิดว่า   จักพักผ่อนสักหน่อย

แล้วเอนกายบนเตียง    เท้าทั้งสองพ้นจากพื้น     ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน

ในระหว่างนี้จิตพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.   ความเป็น

พระอรหันต์ของพระอานนทเถระ  เว้นจากอิริยาบถ  ๔  ฉะนั้น  เมื่อมีการ

กล่าวถามกันขึ้นว่า  ในศาสนานี้   ภิกษุที่ไม่นอน  ไม่นั่ง  ไม่ยืน  ไม่เดิน

จงกรม  แต่ได้บรรลุพระอรหัต   คือภิกษุรูปไหน  ควรตอบว่า  คือ พระ

อานนทเถระ.

ครั้งนั้น  ในวันที่  ๒  จากวันที่พระอานนท์บรรลุพระอรหัต    คือ

วันแรม ๕ ค่ำ     พวกภิกษุชั้นพระเถระฉันเสร็จแล้ว     เก็บบาตรและจีวร

แล้วประชุมกันในธรรมสภา.    สมัยนั้นแล   ท่านพระอานนท์ได้เป็นพระ

อรหันต์ได้ไปสู่ที่ประชุม.  ท่านไปอย่างไร.  ท่านพระอานนท์มีความยินดี

ว่า    บัดนี้เราเป็นผู้สมควรเข้าท่ามกลางที่ประชุมแล้ว      ห่มจีวรเฉวียงบ่า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 83

ข้างหนึ่ง     มีลักษณะเหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้ว     มีลักษณะเหมือน

ทับทิมที่วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง  มีลักษณะเหมือนดวงจันทร์เพ็ญที่ลอย

เด่นในท้องนภากาศอันปราศจากเมฆ      และมีลักษณะเหมือนดอกปทุมมี

เกสรและกลีบแดงเรื่อกำลังแย้มด้วยต้องแสงอาทิตย์อ่อน ๆ    คล้ายจะบอก

เรื่องที่คนบรรลุพระอรหัตด้วยปากอันประเสริฐบริสุทธิ์ผุดผ่องมีรัศมีและมี

สิริ   ได้ไปสู่ที่ประชุมสงฆ์.   ครั้งนั้น  ท่านพระมหากัสสปะพอเห็นพระ

อานนท์ดังนั้น   ได้มีความรู้สึกว่า    ท่านผู้เจริญ     พระอานนท์บรรลุพระ

อรหัตแล้ว   งามจริง ๆ   ถ้าพระศาสดายังดำรงพระชนม์อยู่   พระองค์ก็จะ

พึงประทานสาธุการแก่พระอานนท์ในวันนี้แน่แท้   บัดนี้เราจะให้สาธุการ

ซึ่งพระศาสดาควรประทานแก่พระอานนท์นั้น  ดังนี้แล้ว    ได้ให้สาธุการ

๓  ครั้ง.

ส่วนพระมัชฌิมภาณกาจารย์กล่าวว่า  พระอานนทเถระ   ประสงค์

จะให้สงฆ์ทราบเรื่องที่ตนบรรลุพระอรหัต  จึงมิได้ไปพร้อมกับภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลายเมื่อนั่งบนอาสนะที่ถึงแก่ตน ๆ   ตามลำดับอาวุโส    ก็นั่งเว้น

อาสนะของพระอานนทเถระไว้.    บรรดาภิกษุเหล่านั้น    ภิกษุบางพวก

ถามว่า  นั่นอาสนะของใคร ? ได้รับตอบว่า   ของพระอานนท์.   ภิกษุ

เหล่านั้นถามอีกว่า   พระอานนท์ไปไหนเสียเล่า สมัยนั้น  พระอานนท์-

เถระคิดว่า      บัดนี้เป็นเวลาที่เราควรจะไป     ต่อจากนั้น     เมื่อจะแสดง

อานุภาพของตน       ท่านจึงดำดินแล้วแสดงตนบนอาสนะของตนทีเดียว.

อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า     พระอานนท์ไปทางอากาศแล้ว     นั่งบน

อาสนะของตน  ดังนี้ก็มี.  อย่างไรก็ตาม  การที่ท่านพระมหากัสสปะเห็น

พระอานนท์แล้ว  ให้สาธุการ เป็นการเหมาะสมโดยประการทั้งปวงทีเดียว.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 84

เมื่อท่านพระอานนท์มาอย่างแล้ว         พระมหากัสสปเถระจึง

ปรึกษาหารือภิกษุทั้งหลายว่า     ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย    เราทั้งหลาย

จะสังคายนาอะไรก่อน  พระธรรมหรือพระวินัย  ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า

ข้าแต่พระมหากัสสปะผู้เจริญ    พระวินัยเป็นอายุของพระพุทธศาสนา เมื่อ

พระวินัยตั้งอยู่   พระศาสนาก็ชื่อว่ายังดำรงอยู่    เพราะฉะนั้น  เราทั้งหลาย

จงสังคายนาพระวินัยก่อน  พระมหากัสสปะถามว่าเราจะจัดให้ใครรับเป็น

ธุระ ? ที่ประชุมตอบว่าให้ท่านพระอุบาลีรับเป็นธุระ ท่านถามแย้งว่า

พระอานนท์ไม่สามารถหรือ ที่ประชุมชี้แจงว่า   ไม่ใช่พระอานนท์

ไม่สามารถ  ก็แต่ว่าเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งดำรงพระชนม์อยู่   ได้

สถาปนาท่านพระอุบาลีไว้ในเอตทัคคะ     เพราะอาศัยการเล่าเรียนวินัยว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อุบาลีเป็นยอดแห่งภิกษุสาวกของเราผู้ทรงวินัย  ดังนี้

เพราะฉะนั้น  เราทั้งหลายจึงต้องถามพระอุบาลีเถระ  สังคายนาพระวินัย.

ลำดับนั้น    พระมหากัสสปเถระได้สมมติตนเองเพื่อถามพระวินัย    แม้

พระอุบาลีเถระ      ก็สมมติตนเองเพื่อตอบพระวินัย     ในการสมมตินั้น

มีบาลีดังต่อไปนี้

ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหากัสสปะได้เผดียงว่า   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ

ทั้งหลาย     ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า     ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว

ข้าพเจ้าจะขอถามวินัยกะพระอุบาลี.        แม้ท่านพระอุบาลีก็ได้เผดียงว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย   ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า    ถ้าความพร้อมพรั่งของ

สงฆ์ถึงที่แล้ว    ข้าพเจ้าอันท่านพระมหากัสสปะถามวินัยแล้ว    จะตอบ

ครั้นท่านพระอุบาลีสมมติตนอย่างนี้แล้วลุกจากอาสนะ    ห่มจีวรเฉวียงบ่า

ข้างหนึ่งนมัสการภิกษุชั้นพระเถระแล้วนั่งบนธรรมาสน์จับพัดงา. ลำดับนั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 85

พระมหากัสสปเถระนั่งบนเถรอาสน์         ถามวินัยกะท่านพระอุบาลีว่า

ดูก่อนอาวุโสอุบาลี      ปฐมปาราชิก     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ

ที่ไหน  ?   พระอุบาลีตอบว่า        ทรงบัญญัติที่เมืองเวลาลี     เจ้าข้า.

พระมหากัสสปะถามว่า    ทรงปรารภใคร ?   พระอุบาลีตอบว่า  ทรง

ปรารภพระสุทิน  บุตรกลันทเศรษฐี.  พระมหากัสสปะถามว่า  เรื่อง

อะไร ?   พระอุบาลีตอบว่า   เรื่องเสพเมถุนธรรม.   ครั้งนั้นแล   ท่าน

พระมหากัสสปะถามท่านพระอุบาลีทั้งวัตถุ  ถามทั้งนิทาน  ถามทั้งบุคคล

ถามทั้งมูลบัญญัติ   ถามทั้งอนุบัญญัติ    ถามทั้งอาบัติ   ถามทั้งอาบัติแห่ง

ปฐมปาราชิก. ท่านพระอุบาลี อันพระมหากัสสปะถามแล้ว ๆ ก็ได้ตอบ

แล้ว.

ถามว่า  ก็ในบาลีปฐมปาราชิก  ในวินัยปิฎกนี้   บทอะไร ๆ ที่ควร

ตัดออกหรือที่ควรเพิ่มเข้ามา    จะมีบ้างหรือไม่มีเลย.  ตอบว่า   บทที่ควร

ตัดออก     ไม่มีเลย     เพราะถือกันว่าบทที่ควรตัดออกในภาษิตของพระ

พุทธเจ้าผู้มีบุญ  จะมีไม่ได้เลย ด้วยว่าพระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ตรัสอักษร

ที่ไม่มีประโยชน์แม้แต่ตัวเดียว  แต่บทที่ควรตัดออกในภาษิตของพระสาวก

ทั้งหลายก็ดี   ของเทวดาทั้งหลายก็ดี   ย่อมมีบ้าง   พระธรรมสังคาหกเถระ

ทั้งหลายได้ตัดบทนั้นออกแล้ว.  ส่วนบทที่ควรเพิ่มเข้ามา   ย่อมมีได้แม้ใน

พุทธภาษิต    สาวกภาษิต  และเทวดาภาษิตทั่วไป   เพราะฉะนั้น   บทใด

ควรเพิ่มเข้าในเทศนาใด    พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายก็ได้เพิ่มบทนั้น

เข้ามาแล้ว.      ถามว่า   บทที่เพิ่มเข้ามานั้นได้แก่บทอะไรบ้าง  ?    ตอบว่า

บทที่เพิ่มเข้ามานั้น   ได้แก่บทที่เป็นแต่เพียงคำเชื่อมความท่อนต้นกับท่อน

หลัง  มีอาทิอย่างนี้ว่า  เตน  สมเยน  บ้าง  เตน  โข ปน  สมเยน  บ้าง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 86

อถโข  บ้าง   เอว   วุตฺเต   บ้าง   เอตทโวจ  บ้าง   อนึ่ง  พระธรรม-

สังคาหกเถระทั้งหลาย    ได้เพิ่มบทที่ควรเพิ่มเข้ามาอย่างนี้แล้ว    ตั้งไว้ว่า

อิท  ปมปาราชิก    (สิกขาบทนี้ชื่อปฐมปาราชิก)    เมื่อปฐมปาราชิก

ขึ้นสู่สังคายนาแล้ว   พระอรหันต์  ๕๐๐ องค์   ก็ได้ทำคณสาธยาย  (สวด

เป็นหมู่ )   โดยนัยที่ยกขึ้นสู่สังคายนาว่า  เตน  สมเยน  พุทฺโธ   ภควา

เวรญฺชาย   วิหรติ  เป็นต้น.    ในเวลาที่พระอรหันต์   ๕๐๐ องค์เหล่านั้น

เริ่มสวด   แผ่นดินใหญ่ได้เป็นเหมือนให้สาธุการไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดิน.

พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย  ยกปาราชิกที่เหลืออยู่  ๓  สิกขาบท

ขึ้นสู่สังคายนาโดยนัยนี้เหมือนกัน    แล้วตั้งไว้ว่า    อิท    ปาราชิกกณฺฑ

กัณฑ์นี้ชื่อปาราชิกกัณฑ์  ตั้งสังฆาทิเสส  ๑๓ ไว้ว่า  เตรสกณฺฑ  ตั้งสิกขา

บท ๒ ไว้ว่า  อนิยต    ตั้งสิกขาบท  ๓๐  ไว้ว่า  นิสสัคคียปาจิตตีย์  ตั้ง

สิกขาบท  ๙๒ ไว้ว่า  ปาจิตตีย์       ตั้งสิกขาบท ๔ ไว้ว่า  ปาฏิเทสนียะ

ตั้งสิกขาบท  ๗๕  ไว้ว่า  เสขิยะ  ตั้งธรรม  ๗  ประการไว้ว่า  อธิกรณสมถะ

ระบุสิกขาบท  ๒๒๗ ว่า  คัมภีร์มหาวิภังค์  ตั้งไว้ด้วยประการฉะนี้.    แม้

ในเวลาเสร็จการสังคายนาคัมภีร์มหาวิภังค์    แผ่นดินใหญ่ก็ได้ไหวโดยนัย

ก่อนเหมือนกัน.

ต่อจากนั้น    พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย    ได้ตั้งสิกขาบท  ๘

ในภิกขุนีวิภังค์ไว้ว่า      กัณฑ์นี้ชื่อปาราชิกภัณฑ์      ตั้งสังฆาทิเสส ๑๗

สิกขาบทไว้ว่า  นี้สัตตรสกัณฑ์      ตั้งนิสสัคคียปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทนี้

ไว้ว่า นี้นิสสัคคียปาจิตตีย์ ตั้งปาจิตตีย์  ๑๖๖ สิกขาบทไว้ว่า  นี้ปาจิตตีย์

ตั้งปาฏิเทสนียะ ๘ สิกขาบทไว้ว่า นี้ปาฏิเทสนียะ ตั้งเสขิยะ ๗๕ สิกขาบท

ไว้ว่า  นี้เสขิยะ    ตั้งธรรม ๗ ประการไว้ว่า    นี้อธิกรณสมถะ    ระบุ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 87

สิกขาบท  ๓๐๔  ว่า    ภิกขุนีวิภังค์   อย่างนี้แล้ว   ตั้งไว้ว่า   วิภังค์นี้ชื่อ

อุภโตวิภังค์    มี ๖๔  ภาณวาร.         แม้ในเวลาเสร็จการสังคายนาคัมภีร์

อุภโตวิภังค์  แผ่นดินใหญ่ก็ได้ไหวโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.

โดยอุบายวิธีนี้แหละ    พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย    ยกคัมภีร์

ขันธกะ   (มหาวรรคและจุลวรรค )     ซึ่งมีประมาณ ๘๐ ภาณวาร  และ

คัมภีร์บริวารซึ่งมีประมาณ ๒๕ ภาณวาร         ขึ้นสู่สังคายนาแล้วตั้งไว้ว่า

ปิฎกนี้ชื่อวินัยปิฎก.  แม้ในเวลาเสร็จการสังคายนาวินัยปิฎก   แผ่นดินได้

ไหวตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.      พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้มอบ

ท่านพระอุบาลีให้ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน       ในเวลาเสร็จการสังคายนา

วินัยปิฎก   พระอุบาลีเถระ   วางพัดงาลงจากธรรมาสน์    นมัสการภิกษุ

ชั้นเถระทั้งหลายแล้วนั่งบนอาสนะที่ถึงแก่ตน.

ครั้นสังคายนาพระวินัยเสร็จแล้ว     ท่านพระมหากัสสปะประสงค์

จะสังคายนาพระธรรมต่อไป     จึงถามภิกษุทั้งหลายว่า    เราทั้งหลายผู้จะ

สังคายนาพระธรรม   (สุตตันตปิฎกและอภิธรรมปิฎก)    จะจัดให้ใครรับ

เป็นธุระสังคายนาพระธรรม  ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ให้ท่านพระอานนท-

เถระรับเป็นธุระ  ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหากัสสปะได้เผดียงว่า  ดูก่อน

ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย    ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า    ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์

ถึงที่แล้ว  ข้าพเจ้าจะขอถามพระธรรมกะพระอานนท์.   ครั้งนั้นแล  ท่าน

พระอานนท์ได้เผดียงว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว      ข้าพเจ้าอันท่านพระมหากัสสปะ

ถามพระธรรมแล้ว  จะตอบ.  ครั้งนั้นแล  ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ

ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง     นมัสการภิกษุชั้นพระเถระทั้งหลายแล้วนั่งบน


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 88

ธรรมาสน์จับพัดงา. ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะถามภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย       เราทั้งหลายจะสังคายนาปิฎกไหนก่อน ภิกษุ

ทั้งหลายกล่าวว่า    สังคายนาสุตตันปิฎกก่อน   พระมหากัลสปะถามว่า

ในสุตตันตปิฎกมีสังคีติ  ๔  ประการ  (คือ ทีฆสังคีติ การสังคายนาทีฆนิกาย

มัชฌิมสังคีติ    การสังคายนามัชฌิมนิกาย   สังยุตตสังคีติ   การสังคายนา-

สังยุตตนิกาย  อังคุตตรสังคีติ   การสังคายนาอังคุตตรนิกาย   ส่วนขุททก-

นิกาย  มีวินัยปิฎกรวมอยู่ด้วย  จึงไม่นับในที่นี้ )  ในสังคีติเหล่านั้น   เรา

ทั้งหลายจะสังคายนาสังคีติไหนก่อน ?   ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า    สังคายนา

ทีฆสังคีติก่อน.   พระมหากัสสปะถามว่า  ในทีฆสังคีติ  มีสูตร ๓๔   สูตร

มีวรรค ๓ วรรค    ในวรรคเหล่านั้น    เราทั้งหลายจะสังคายนาวรรคไหน

ก่อน ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า   สังคายนาสีลขันธวรรคก่อน.   พระมหา-

กัสสปะถามว่า  ในสีลขันธวรรค  มีสูตร  ๑๓  สูตร   ในสูตรเหล่านั้น  เรา

ทั้งหลายจะสังคายนาสูตรไหนก่อน ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ขึ้นชื่อว่าพรหมชาลสูตรประดับด้วยศีล  ๓  ประเภท      เป็นสูตรกำจัดโทษ

มีการหลอกลวง      และการพูดประจบประแจงซึ่งเป็นมิจฉาชีพหลายอย่าง

เป็นต้น    เป็นสูตรปลดเปลื้องข่ายคือ  ทิฏฐิ  ๖๒ ทำหมื่นโลกธาตุให้ไหว

เราทั้งหลายจงสังคายนาพรหมชาลสูตรนั้นก่อน.

ครั้งนั้นแล      ท่านพระมหากัสสปะได้กล่าวถามคำนี้กะท่านพระ

อานนท์ว่า ดูก่อนอาวุโสอานนท์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพรหมชาลสูตร

ที่ไหน พระอานนท์ตอบว่า ตรัส  ณ พระตำหนักในพระราชอุทยาน

อัมพลัฏฐิกา ระหว่างกรุงราชคฤห์และเมืองนาลันทา. พระมหากัสสปะ

ถามว่า  ทรงปรารภใคร พระอานนท์ตอบว่า   ทรงปรารภสุปปิยปริ-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 89

พาชกกับพรหมทัตมาณพ.     พระมหากัสสปะถามว่า    เรื่องอะไร ?

พระอานนท์ตอบว่า   เรื่องชมและติ.  ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหากัสสปะ

ถามทั้งนิทาน    ถามทั้งบุคคล     แห่งพรหมชาลสูตรกะท่านพระอานนท์

ท่านพระอานนท์ก็ได้ตอบแล้ว.    เมื่อตอบเสร็จแล้ว    พระอรหันต์  ๕๐๐

องค์ไค้ทำคณสาธยาย.      และแผ่นดินได้ไหวตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

ครั้นสังคายนาพรหมชาลสูตรอย่างนี้แล้ว    ต่อจากนั้น   พระธรรม

สังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนาสูตร ๑๓ สูตร    ทั้งหมดรวมทั้งพรหม-

ชาลสูตร    ตามลำดับแห่งปุจฉาและวิสัชนา   โดยนัยเป็นต้นว่า    ดูก่อน

อาวุโสอานนท์      วรรคนี้ชื่อสีลขันธวรรค.     พระธรรมสังคาหกเถระ

ทั้งหลาย  สังคายนาบาลีประมาณ ๖๔ ภาณวาร  ประดับด้วยสูตร ๖๔ สูตร

จัดเป็น ๓ วรรค  อย่างนี้  คือ  มหาวรรคต่อจากสีลขันธวรรคนั้น  ปาฏิก-

วรรคต่อจากมหาวรรคนั้น  แล้วกล่าวว่า  นิกายนี้ชื่อทีฆนิกาย  แล้วมอบ

ท่านพระอานนท์  ให้ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน.   ต่อจากการสังคายนาคัมภีร์

ทีฆนิกายนั้น      พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนามัชฌิมนิกาย

ประมาณ ๘๐ ภาณวาร  แล้วมอบกะนิสิตของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร-

เถระว่า    ท่านทั้งหลาย     จงบริหารคัมภีร์มัชฌิมนิกายนี้ .     ต่อจากการ

สังคายนาคัมภีร์มัชฌิมนิกายนั้น          พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้

สังคายนาสังยุตตนิกายประมาณ   ๑๐๐  ภาณวาร      แล้วมอบกะพระมหา-

กัสสปเถระ    ให้ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน     ต่อจากการสังคายนาคัมภีร์

สังยุตตนิกายนั้น    พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนาอังคุตตร-

นิกายประมาณ  ๑๒๐  ภาณวาร  แล้วมอบกะพระอนุรุทธเถระ  ให้ไปสอน

ลูกศิษย์ของท่านว่า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 90

คัมภีร์ธรรมสังคณี  คัมภีร์วิภังค์  คัมภีร์

กถาวัตถุ  คัมภีร์ปุคคลบัญญัติ  คัมภีร์

ธาตุกถา  คัมภีร์ยมก  คัมภีร์ปัฏฐาน  ท่าน

เรียกว่า  พระอภิธรรม.

ต่อจากการสังคายนาคัมภีร์อังคุตตรนิกายนั้น    พระธรรมสังคาหก-

เถระทั้งหลาย    ได้สังคายนาบาลีพระอภิธรรม    ซึ่งเป็นอารมณ์ของญาณ

อันสุขุม    อันบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้วอย่างนี้    แล้วกล่าวว่า  ปิฎกนี้

ชื่อ  อภิธรรมปิฎก  พระอรหันต์   ๕๐๐ องค์ได้ทำคณสาธยาย   แผ่นดินได้

ไหวตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.       ต่อจากการยังคายนาอภิธรรมปิฎกนั้น

พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนาพระบาลี   คือ ชาดก  นิทเทส

ปฏิสัมภิทามรรค   อปทาน  สุตตนิบาต  ขุททกปาฐะ  ธรรมบท   อุทาน

อิติวุตตกะ    วิมานวัตถุ   เปตวัตถุ   เถรคาถา   เถรีคาถา   พระทีฆภาณ-

กาจารย์กล่าวว่า     ประชุมคัมภีร์นี้ชื่อว่า    ขุททกคันถะ     และกล่าวว่า

พระธรรมสังคาหกเถระ   ยกสังคายนาในอภิธรรมปิฎกเหมือนกัน.    ส่วน

พระมัชฌิมภาณกาจารย์กล่าวว่า     ขุททกคันถะทั้งหมดนี้กับจริยาปิฎกและ

พุทธวงศ์  นับเนื่องในสุตตันตปิฎก.

พระพุทธพจน์แม้ทั้งหมดนี้    พึงทราบว่ามี  ๑    คือ รส  มี ๒ คือ

ธรรมและวินัย  มี ๓  คือ ปฐมพจน์  มัชฌิมพจน์   และปัจฉิมพจน์ มี ๓

ด้วยอำนาจแห่งปิฎก  มี ๕ ด้วยอำนาจแห่งนิกาย  มี ๙ ด้วยอำนาจแห่งองค์

มี ๘๔,๐๐๐  ด้วยอำนาจธรรมขันธ์   ด้วยประการฉะนี้.

พระพุทธพจน์ มี ๑  คือ  รส     นับอย่างไร ? จริงอยู่  คำใดที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ      อันยอดเยี่ยมแล้ว


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 91

ทรงสั่งสอนเทวดา  มนุษย์  นาค  และยักษ์เป็นต้นก็ดี        ทรงพิจารณา

อยู่ก็ดี  ตลอดเวลา  ๔๕  ปี     ในระหว่างนี้จนตราบเท่าเสด็จปรินิพพาน

ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ตรัสไว้ คำทั้งหมดนั้นมีรสเดียว คือวิมุตติรส

นั่นแล  พระพุทธพจน์ มี ๑  คือ  รส  นับอย่างนี้.

พระพุทธพจน์ มี ๒  คือธรรมและวินัย    นับอย่างไร  ?   จริงอยู่

พระพุทธพจน์ทั้งหมดนี้   ย่อมนับว่าธรรมและวินัย   ในธรรมและวินัยนั้น

วินัยปิฎก    ชื่อว่าวินัย    พระพุทธพจน์ที่เหลือ   ชื่อว่าธรรม.    เพราะ-

เหตุนั้นแล   พระมหากัสสปะจึงกล่าวว่า    อย่ากระนั้นเลย    เราทั้งหลาย

พึงสังคายนาพระธรรมและพระวินัย         และกล่าวว่า        ข้าพเจ้าจะถาม

วินัยกะพระอุบาลี   จะถามธรรมกะพระอานนท์  พระพุทธพจน์มี ๒  คือ

ธรรมและวินัย  นับอย่างนี้.

พระพุทธพจน์มี ๓  คือปฐมพจน์   มัชฌิมพจน์   และปัจฉิมพจน์

นับอย่างไร  จริงอยู่      พระพุทธพจน์ทั้งหมดนี้มี  ๓ ประเภท   คือ

ปฐมพุทธพจน์   มัชฌิมพุทธพจน์    ปัจฉิมพุทธพจน์.  ใน  ๓  ประเภทนี้

ปฐมพุทธพจน์ได้แก่พุทธพจน์นี้   คือ

อเนกชาติสสาร        สนฺธาวิสฺส  อนิพฺพิส

คหการ  คเวสนฺโต    ทุกฺขา  ชาติ  ปุนปฺปุน

คหการก  ทิฏฺโสิ     ปุน  เคห  น กาหสิ

สพฺพา  เต  ผาสุกา  ภคฺคา    คหกูฏ  วิสงฺขต

วิสงฺขารคต  จิตฺต       ตณฺหาน  ขยมชฺฌคา

เราแสวงหาช่างผู้ทำเรือนคืออัตภาพ   เมื่อไม่พบ  ได้ท่องเที่ยว

ไปแล้ว  สิ้นสงสารนับด้วยชาติมิใช่น้อย  ความเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 92

ดูก่อนช่างผู้ทำเรือนคืออัตภาพ   เราพบท่านแล้ว  ท่านจักทำเรือนคือ

อัตภาพของเราอีกไม่ได้   โครงบ้านของท่านทั้งหมด   เราทำลายแล้ว

ยอดแห่งเรือนคืออวิชชา    เรารื้อแล้ว   จิตของเราถึงพระนิพพานแล้ว

เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลายแล้ว.

อาจารย์บางพวกกล่าวอุทานคาถาในคัมภีร์ขันธกะ มีคำว่า ยทา หเว

ปาตุภวนฺติ  ธมฺมา   ในกาลใดแล  ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ ดังนี้ เป็นต้น

ว่าเป็นปฐมพุทธพจน์  ก็อุทานคาถานี้  พึงทราบว่า  เป็นอุทานคาถาที่บังเกิด

แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงพิจารณาซึ่ง

ปัจจยาการ ด้วยพระญาณที่สำเร็จด้วยโสมนัสเวทนาในวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๖

ก็คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในเวลาใกล้เสด็จปรินิพพานว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลาย   สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม

ไปเป็นธรรมดา  เธอทั้งหลายจงยังสัมมาปฏิบัติให้ถึงพร้อมด้วยความ

ไม่ประมาท  ดังนี้   เป็นปัจฉิมพุทธพจน์.  คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

ระหว่างปฐมพจน์และปัจฉิมพจน์  ชื่อมัชฌิมพจน์.  พุทธพจน์ ๓ ประเภท

คือ ปฐมพุทธพจน์  มัชฌิมพุทธพจน์  และปัจฉิมพุทธพจน์  นับอย่างนี้

พุทธพจน์มี ๓ ด้วยอำนาจแห่งปิฎก    นับอย่างไร จริงอยู่   พระ

พุทธพจน์ทั้งหมดนี้มี ๓ ประเภท  คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก  อภิธรรม-

ปิฎก.    ใน ๓  ปิฎกนั้น   พระพุทธพจน์นี้   คือ ปาติโมกข์ทั้ง  ๒ วิภังค์

ขันธกะ  ๘๒  ปริวาร ๑๖ ชื่อวินัยปิฎก    เพราะรวมพระพุทธพจน์ทั้งหมด

ที่สังคายนาในครั้งปฐมสังคายนา   และที่สังคายนาต่อมา.   พระพุทธพจน์

ที่ชื่อว่าสุตตันตปิฎก     ได้แก่พระพุทธพจน์ต่อไปนี้คือ    ทีฆนิกาย    มี

จำนวน ๓๔  สูตร มีพรหมชาลสูตรเป็นต้น  มัชฌิมนิกาย มีจำนวน ๑๕๒


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 93

สูตร   มีมูลปริยายสูตรเป็นต้น  สังยุตตนิกาย  มีจำนวน ๗,๗๖๒ สูตร

มีโอฆตรณสูตรเป็นต้น  อังคุตตรนิกาย มีจำนวน ๙,๕๕๐ สูตร  มีจิตต-

ปริยาทานสูตรเป็นต้น  ขุททกนิกายมี ๑๕ ประเภท     คือขุททกปาฐะ

ธรรมบท   อุทาน   อิติวุตตก    สุตตนิบาต  วิมานวัตถุ  เปตวัตถุ

เถรคาถา  เถรีคาถา  ชาดก  นิทเทส  ปฏิสัมภิทา  อปทาน  พุทธวงศ์

และจริยาปิฎก.  พระพุทธพจน์ที่ชื่อว่าอภิธรรมปิฎก  ได้แก่พระพุทธพจน์

ต่อไปนี้    คือ ธรรมสังคณี  วิภังค์  ธาตุกถา   บุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ

ยมก  ปัฏฐาน.  ใน ๓   ปิฎกนี้

( อรรถาธิบายคำว่าวินัย )

วินัยศัพท์นี้  บัณฑิตผู้รู้อรรถแห่งวินัยศัพท์

แปลความหมายว่า วินัย เพราะมีนัยต่างๆ

เพราะมีนัยพิเศษ    และเพราะควบคุมกาย

และวาจา.

ก็ในวินัยปิฎกนี้  มีนัยต่างๆ คือ มีปาติโมกขุทเทส ๕ อาบัติ  ๗ กอง

มีปาราชิกเป็นต้น   มาติกาและวิภังค์เป็นต้นเป็นประเภท ส่วนนัยอนุบัญญัติ

เป็นนัยพิเศษ  มีผลทำให้พระพุทธบัญญัติเดิมตึงขึ้น  และหย่อนลง   และ

วินัยนี้    ย่อมควบคุมกายและวาจา      เพราะห้ามการประพฤติล่วงทางกาย

และทางวาจา   เพราะฉะนั้น   ท่านจึงแปลความหมายว่า   วินัย   เพราะมี

นัยต่าง ๆ  เพราะมีนัยพิเศษและเพราะควบคุมกายและวาจา  เพราะเหตุนั้น

เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในเนื้อความของคำของวินัยนี้   ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 94

วินัยศัพท์นี้  บัณฑิตผู้รู้อรรถแห่งวินัยศัพท์

แปลความหมายว่า  วินัย เพราะมีนัยต่าง ๆ

เพราะมีนัยพิเศษ     และเพราะควบคุมกาย

และวาจา.

( อรรถาธิบายคำว่าสูตร )

ส่วนสุตตศัพท์นอกนี้ ท่านแปลความหมาย

ว่าสูตร  เพราะเปิดเผยซึ่งประโยชน์ทั้งหลาย

เพราะกล่าวประโยชน์ไว้เหมาะสม   เพราะ

เผล็ดประโยชน์        เพราะหลั่งประโยชน์

เพราะป้องกันอย่างดี        และเพราะมีส่วน

เสมอด้วยสายบรรทัด.

ก็พระสูตรนั้นย่อมส่องถึงประโยชน์ทั้งหลายอันต่างด้วยประโยชน์ตน

และประโยชน์ผู้อื่นเป็นต้น.  อนึ่ง ประโยชน์ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสไว้ดีแล้ว   ในปิฎกนี้    เพราะตรัสอนุโลมตามอัธยาศัยของเวไนย. อนึ่ง

สุตตันตปิฎกนี้   ย่อมเผล็ดประโยชน์ทั้งหลาย   อธิบายว่า   เผล็ดผลเหมือน

ข้าวกล้าเผล็ดผลฉะนั้น.   พระสูตรนี้ย่อมหลั่งประโยชน์ทั้งหลาย  อธิบายว่า

เหมือนโคนมหลั่งน้ำนมฉะนั้น.   อนึ่ง พระสูตรนี้  ย่อมป้องกัน อธิบายว่า

ย่อมรักษาประโยชน์เหล่านั้นอย่างดี.   อนึ่ง  พระสูตรนี้มีส่วนเสมอด้วยสาย

บรรทัด    เหมือนอย่างว่าสายบรรทัดเป็นเครื่องกำหนดของช่างไม้ทั้งหลาย

ฉันใด       แม้พระสูตรนี้ก็เป็นเครื่องกำหนดของวิญญูชนทั้งหลายฉันนั้น

เหมือนอย่างว่าดอกไม้ทั้งหลายที่คุมไว้ด้วยด้าย    ย่อมไม่เรี่ยราย     ย่อมไม่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 95

กระจัดกระจายด้วยลมฉันใด  ประโยชน์ทั้งหลายที่รวบรวมไว้ด้วยพระสูตร

นี้ก็ฉันนั้น.  เพราะฉะนั้น   เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในเนื้อความแห่งคำ  ของ

สูตรนี้   ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า

สุตตศัพท์นี้    ท่านแปลความหมายว่าสูตร

เพราะส่องถึงประโยชน์ทั้งหลาย      เพราะ

กล่าวประโยชน์ไว้เหมาะสม    เพราะเผล็ด

ประโยชน์   เพราะหลังประโยชน์   เพราะ

ป้องกันอย่างดี   เพราะมีส่วนเสมอด้วยสาย

บรรทัด.

( อรรถาธิบายคำว่าอภิธรรม )

ก็ธรรมนอกนี้   ท่านเรียกอภิธรรม    เพราะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอภิธรรมนี้ว่า

เป็นธรรมที่มีความเจริญ      ที่กำหนดเป็น

มาตรฐาน    ที่บุคคลบูชาแล้ว     ที่ตัดขาด

และเป็นธรรมอันยิ่ง.

อภิศัพท์นี้ย่อมปรากฏในความว่าเจริญ    ความว่าอันบัณฑิตกำหนด

เป็นมาตรฐาน   ความว่าอันบุคคลบูชาแล้ว   ความว่าตัดขาด   และความว่า

เป็นธรรมอันยิ่ง  มีประโยคตัวอย่างดังต่อไปนี้

อภิศัพท์มาในอรรถว่าเจริญ    ในประโยคมีอาทิว่า    พาฬฺหา   เม

อาวุโส    ดูก่อนอาวุโส    ทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า    ย่อมเจริญ  กำเริบแก่

ข้าพเจ้า    ย่อมไม่ถอยลงเลย.   อภิศัพท์มาในอรรถว่า   อันบัณฑิตกำหนด


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 96

เป็นมาตรฐาน        ในประโยคมีอาทิว่า  ยา  ตา  รตฺติโย  อภิญฺาตา

อภิลกฺขิตา  ราตรีนั้นใด  (วันจาตุททสี วันปัณณรสี วันอัฏฐมี)   อัน

บัณฑิตกำหนดรู้แล้ว     (ด้วยความเต็มดวงของดวงจันทร์  และด้วยความ

หมดดวงของดวงจันทร์)   อันบัณฑิตกำหนดเป็นมาตรฐานไว้แล้ว   (เพื่อ

สมาทานอุโบสถ  เพื่อฟังธรรม  และเพื่อทำสักการบูชาเป็นต้น).  อภิศัพท์

มาในอรรถว่า     อันบุคคลบูชาแล้ว     ในประโยคมีอาทิว่า    ราชาภิราชา

มนุชินฺโท  ขอพระองค์จงทรงเป็นพระราชาอันพระราชาบูชาแล้ว จงเป็น

จอมคน.  อภิศัพท์มาในอรรถว่า  ตัดขาด   ในประโยคมีอาทิว่า  ปฏิพโล

วิเนตุ  อภิธมฺเม  อภิวินเย  เป็นผู้สามารถแนะนำในอภิธรรม ในอภิวินัย.

อธิบายว่า  อญฺญฺมฺสงฺกรวิรหิเต  ธมฺเม  จ  วินเย  จ    ในพระธรรม

และในพระวินัย    ซึ่งเว้น จากการปะปนกันและกัน.   อภิศัพท์มาในอรรถ

ว่า  ยิ่ง ในประโยคมีอาทิว่า   อภิกฺกนฺเตน   วณฺเณน  มีผิวพรรณงามยิ่ง.

อนึ่ง   แม้ธรรมทั้งหลายที่มีความเจริญ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน

พระอภิธรรมนี้    โดยนัยมีอาทิว่า  รูปุปฺปตฺติยา  มคฺค  ภาเวติ  เมตฺตา-

สหคเตน  เจตสา  เอก  ทิส  ผริตฺวา  วิหรติ     ภิกษุเจริญมรรคเพื่อ

เข้าถึงรูปภพนี้     มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่.      แม้ธรรม

ทั้งหลายที่บัณฑิตกำหนดเป็นมาตรฐาน         เพราะความเป็นสภาพที่ควร

กำหนดด้วยอารมณ์เป็นต้น    ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า  รูปารมฺมณ  วา

สทฺทารมฺมณ  วา  มีรูปเป็นอารมณ์  มีเสียงเป็นอารมณ์.  แม้ธรรมทั้งหลาย

อันท่านบูชาแล้ว   ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า  เสกฺขา  ธมฺมา อเสกฺขา

ธมฺมา  โลกุตฺตรา   ธมฺมา  เสกขธรรม  อเสกขธรรม  โลกุตตรธรรม.

แม้ธรรมทั้งหลายที่ตัดขาดแล้ว        เพราะความเป็นของที่ตัดขาดแล้วตาม


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 97

สภาวะ.     ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า    ผสฺโส   โหติ   เวทนา   โหติ

ผัสสะมี  เวทนามี   แม้ธรรมทั้งหลายอันยิ่ง   ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า

มหคฺคตา    ธมฺมา  อปฺปมาณา  ธมฺมา  อนุตฺตรา  ธมฺมา  มหัคคตธรรม

อัปปมาณธรรม   อนุตตรธรรม   เพราะเหตุนั้น   เพื่อความเป็นผู้ฉลาด

ในเนื้อความของคำ  ของอภิธรรมนี้    ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า

ก็ธรรมนอกนี้ท่านเรียกว่าอภิธรรม   เพราะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอภิธรรมนี้ว่า

เป็นธรรมที่มีความเจริญ      ที่กำหนดเป็น

มาตรฐาน ที่บุคคลบูชาแล้ว  ที่ตัดขาด  และ

เป็นธรรมยิ่ง.

ก็ในปิฎกทั้งหลายมีวินัยปิฎกเป็นต้นนี้    ปิฎกใดยังเหลืออยู่

ผู้รู้เนื้อความของปิฎกเรียกปิฎกนั้นว่า  ปิฎก

โดยเนื้อความว่าปริยัติและภาชนะ พึงทราบ

ว่ามี  ๓ มีวินัยเป็นต้น      เพราะรวมเข้ากับ

ปิฎกศัพท์นั้น

จริงอยู่   แม้ปริยัติท่านก็เรียกว่า  ปิฎก   ในประโยคมีอาทิว่า  อย่าถือ

โดยอ้างปิฎก.  แม้ภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง  ท่านเรียกว่า  ปิฎก  ในประโยค

มีอาทิว่า     ครั้งนั้น บุรุษพึงถือจอบและตะกร้าเดินมา.      เพราะเหตุนั้น

บัณฑิตผู้รู้เนื้อความของปิฎกศัพท์    จึงเรียกปิฎกศัพท์ว่า  ปิฎก    โดยเนื้อ

ความว่าปริยัติและภาชนะ.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 98

บัดนี้พึงทราบว่า  มี ๓ มีวินัยเป็นต้น    เพราะรวมเข้ากับปิฎกศัพท์

นั้น   พึงทราบว่ามี ๓ มีวินัยเป็นต้นเหล่านี้อย่างนี้ว่า    เพราะทำสมาสกับ

ปิฎกศัพท์  ซึ่งมีเนื้อความ ๒ อย่างนั้น อย่างนี้  คือวินัยด้วย  วินัยนั้นเป็น

ปิฎกด้วย     เพราะเป็นปริยัติ   และเพราะเป็นภาชนะแห่งเนื้อความนั้น  ๆ

เพราะฉะนั้น จึงชื่อวินัยปิฎก โดยนัยตามที่กล่าวแล้ว  พระสูตรด้วย พระสูตร

นั้นเป็นปิฎกด้วย  เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสุตตันตปิฎก อภิธรรมด้วย อภิธรรม

นั้นเป็นปิฎกด้วย  เพราะฉะนั้น    จึงชื่อว่าอภิธรรมปิฎก

ก็ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว  เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในประการต่าง ๆ ใน

ปิฎกทั้ง ๓ เหล่านั้นอีกครั้ง

พึงแสดงประเภทของเทศนา   ประเภทของ

ศาสนา      ประเภทของกถา      และลิกขา

ปหานะ      คัมภีรภาพตามสมควรในปิฎก

เหล่านั้น   ภิกษุย่อมถึงซึ่งประเภทแห่งการ

เล่าเรียนใด    ซึงสมบัติใด    แม้ซึ่งวิบัติใด

ในปิฎกใด    ด้วยอาการใด    พึงแสดงซึ่ง

ประเภทแห่งการเล่าเรียนทั้งหมดแม้นั้น

ด้วยอาการนั้น.

ในคาถาเหล่านั้น   มีคำอธิบายอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจน   ดังต่อไปนี้

จริงอยู่   ปิฎก ๓ เหล่านั้น  ท่านเรียกตามลำดับว่า   อาณาเทศนา   โวหาร-

เทศนา  ปรมัตถเทศนา  ยถาปราธศาสนา   ยถานุโลมศาสนา   ยถาธรรม-

ศาสนา   และสังวราสังวรกถา   ทิฏฐิวินิเวฐนกถา   นามรูปปริจเฉทกถา.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 99

ก็ในปิฎก  ๓ นี้   วินัยปิฎก  ท่านเรียกว่า  อาณาเทศนา  การเทศนา

โดยอำนาจบังคับบัญชา    เพราะเป็นปิฎกทีพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ควรออก

คำสั่ง   ทรงแสดงแล้วโดยความเป็นเทศนาที่มากไปด้วยคำสั่ง. สุตตันตปิฎก

ท่านเรียกว่า    โวหารเทศนา    การเทศนาโดยบัญญัติ     เพราะเป็นปิฎกที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงฉลาดในเชิงสอน   ทรงแสดงแล้วโดยความเป็น

เทศนาที่มากไปด้วยคำสอน.   อภิธรรมปิฎก  ท่านเรียกว่า  ปรมัตถเทศนา

การเทศนาโดยปรมัตถ์    เพราะเป็นปิฎกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ฉลาดใน

ปรมัตถ์  ทรงแสดงแล้วโดยความเป็นเทศนาที่มากไปด้วยปรมัตถ์.

อนึ่ง  ปิฎกที่  ๑  (วินัยปิฎก ) ท่านเรียกว่า   ยถาปราธศาสนา  การ

สั่งสอนตามความผิด    เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า    สัตว์ทั้งหลายผู้มีความผิด

มากมายเหล่านั้นใด       สัตว์เหล่านั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งตาม

ความผิดในปิฎกนี้.  ปิฎกที่  ๒ ( สุตตันตปิฎก)  ที่ท่านเรียกว่า  ยถานุโลม-

ศาสนา    การสั่งสอนอนุโลมตามอัธยาศัย    เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า   สัตว์

ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยอนุสัยและจริยาวิมุตติ     มิใช่น้อย    อันพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าทรงสั่งสอนแล้วในปิฎกนี้ตามอนุโลม.  ปิฎกที่ ๓ (อภิธรรมปิฎก)

ท่านเรียกว่า    ยถาธรรมศาสนา    การสั่งสอนตามปรมัตถธรรม    เพราะ

อรรถวิเคราะห์ว่า        สัตว์ทั้งหลายผู้มีความสำคัญในสภาวะสักว่ากองแห่ง

ปรมัตถธรรมว่า  นี่เรา  นั่นของเรา   ดังนี้    อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

สั่งสอนแล้ว   ตานปรมัตถธรรมในปิฎกนี้.

อนึ่ง   ปิฎกที่  ๑  ท่านเรียกว่า     สังวราสังวรกถา     ด้วยอรรถว่า

สังวราสังวระอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการฝ่าฝืน     อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

แล้วในปิฎกนี้.    บทว่า    สวราสวโร    ได้แก่   สังวรเล็กและสังวรใหญ่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 100

เหมือนกัมมากัมมะ    การงานน้อยและการงานใหญ่    และเหมือนผลาผละ

ผลไม้น้อยและผลไม้ใหญ่.    ปิฎกที่  ๒  ท่านเรียกว่า     ทิฏฐิวินิเวฐนกถา

คำบรรยายคลายทิฏฐิ  ด้วยอรรถว่า  การคลายทิฏฐิอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทิฏฐิ

๖๒  อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในปิฎกนี้.    ปิฎกที่  ๓  ท่านเรียกว่า

นามรูปปริจเฉทกถา     คำบรรยายการกำหนดนามและรูป     ด้วยอรรถว่า

การกำหนดนามและรูปอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสมีราคะเป็นต้น      อันพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในปิฎกนี้.

อนึ่ง   พึงทราบสิกขา  ๓  ปหานะ  ๓  และคัมภีรภาวะ  ๔ อย่าง  ใน

ปิฎกทั้ง  ๓  เหล่านี้    ดังต่อไปนี้.   จริงอย่างนั้น    อธิสีลสิกขา    พระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสไว้โดยเฉพาะในวินัยปิฎก     อธิจิตตสิกขา    ตรัสไว้โดย

เฉพาะในสุตตันตปิฎก  อธิปัญญาสิกขา ตรัสไว้โดยเฉพาะในอภิธรรมปิฎก.

อนึ่ง  การละกิเลสอย่างหยาบ   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในวินัย

ปิฎก    เพราะศีลเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสอย่างหยาบ.    การละกิเลสอย่างกลาง

ตรัสไว้ในสุตตันตปิฎก  เพราะสมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสอย่างกลาง.  การ

ละกิเลสอย่างละเอียด    ตรัสไว้ในอภิธรรมปิฎก   เพราะปัญญาเป็นปฏิปักษ์

ต่อกิเลสอย่างละเอียด.  อนึ่ง  การละกิเลสชั่วคราว    ตรัสไว้ในปิฎกที่  ๑

การละกิเลสด้วยข่มไว้     และการละกิเลสเด็ดขาด     ตรัสไว้ในปิฎกทั้ง  ๒

นอกนี้.   การละสังกิเลสคือทุจริต   ตรัสไว้ในปิฎกที่  ๑  การละสังกิเลสคือ

ตัณหา  และทิฏฐิ  ตรัสไว้ในปิฎกทั้ง  ๒  นอกนี้.

ในปิฎก  ๓  นี้    พึงทราบว่า   แต่ละปิฎกมีคัมภีรภาวะ  ทั้ง   ๔ คือ

ความลึกซึ้งโดยธรรม  โดยอรรถ  โดยเทศนา  และโดยปฏิเวธ.  ในคัมภีร์-

ภาวะทั้ง  ๔ นั้น  ธรรมได้แก่บาลี   อรรถได้แก่เนื้อความของบาลีนั้น แหละ