หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: ถามเรื่องการบวชพระครับ  (อ่าน 47601 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
นายโรจนกาล พานดวงแก้ว
..
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57





ตอนนี้ผมอายุ 19 ปีแล้ว  ว่าจะบวชให้พ่อแม่ปีหน้า  ผมก้อศึกษาพระไตรปิฏกที่หลวงพ่อเกษมแจกบ้าง
ผมเลยคิดว่าเวลาบวชไปแล้วก้อจะต้องมีการสวดมนต์อะไรต่างๆ  จะมีวิธีแก้อย่างไรครับ
เพราะผมไม่อยากผิดวินัย ไม่อยากอาบัติด้วยครับ

                 นายโรจนกาล  พานดวงแก้ว  นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่  2
                       68  หมู่  2  ตำบลลานสะแก อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย  จังหวัดมหาสารคาม  44110
                        rotjanakarn007@hotmail.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 26 พฤษภาคม , 2008 เวลา 14:41:58 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า

ผมจะทำความดีให้ถึงพร้อม ละเว้นความชั่วให้ได้ และทำให้ใจบริสุทธิ์
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753




บวช   แปลว่า   เว้นจากความชั่วทุกอย่าง...
   
การบวชในพระพุทธศาสนาตามหลักฐานที่มี  คือผู้บวชนั้นเห็นโทษในการอยู่ครองเพศฆราวาส (โยม) ว่า 
คับแคบ - ยุ่งเหยิง - เป็นหนทางเกิดขึ้นแห่งความเศร้าหมอง  จะศึกษาพระธรรม - วินัย ให้ทั่วถึง  เป็นไปได้ยาก   
แต่การบวชนั้นเป็นหนทางปลอดโปร่ง - ภาระที่ยุ่งยากก็น้อย  จะศึกษาพระธรรม - วินัยให้ทั่วถึงก็ทำได้ง่าย 
จึงตัดสินใจบวชและหาเครื่องบริขารในการบวชให้ครบถ้วนตามพุทธบัญญัติและศึกษาวิธีการบวชให้ถูกต้อง
   
แต่ในปัจจุบันผู้บวชและผู้สนับสนุนในการบวชก็ไม่เข้าใจในวิธีการบวชที่ถูกต้อง   
ส่วนมากเป็นการบวชตามประเพณีที่คิดเพ้อเจ้อกันขึ้นมาภายหลังนี้   
ด้วยความเชื่อที่ว่าบวชแล้วจะได้อานิสงค์ผลบุญกันเท่านั้นเท่านี้
พ่อ - แม่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองไปสู่สรวงสวรรค์ 

แต่ความจริงแล้วการบวชที่ไม่ถูกต้อง - ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องก็ได้โทษมากมายมหาศาลเหมือนกัน   
ซึ่งสามารถเห็นกันได้ในปัจจุบันนี้     ทั้งตัวของผู้บวชเอง - ผู้สนับสนุน - ผู้ยินดี   
การบวชแล้วไม่ปฏิบัติให้ถูกนี้เป็นการบวชเพื่อลากกันลงนรกทั้งโขยง   
พวกที่ชอบเกาะชายผ้าเหลืองโดนไม่ดูตาม้าตาเรือ    ก็จะได้เกาะชายผ้าเหลืองไปนรกกันล่ะ

 
พระพุทธเจ้าได้วางหลักเกณฑ์ในการบวชให้แก่กุลบุตรในพุทธศาสนาเอาไว้แล้ว   
ใครบ้างที่บวชได้ - ใครบ้างที่บวชไม่ได้ - ใครบ้างถึงแม้จะบวชแล้วก็ไม่เป็นอันบวช - การเตรียมตัวก่อนบวช -
ขณะบวช - หลังบวชจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?
   
ประเภทที่บวชกำหนดวันสึก - บวชหน้าไฟ - บวชชั่วคราว - บวชภาคฤดูร้อน - บวชแก้บน - บวชเพื่อเรียนทางโลก -
บวชตามประเพณี   ฯลฯ   การบวชแบบนี้ไม่มีในพุทธศาสนา
 
สรุป   ผู้บวชถ้าไม่ได้บวชด้วยความตั้งใจที่จะดำเนินศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรม - วินัยให้ถูกต้อง
หรือแม้แต่มีความตั้งใจจริง    แต่ตัวเองไม่มีความสามารถที่จะศึกษาและปฏิบัติตามได้เลย   
และเมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ทำผิดมากกว่าทำถูก   
ถ้าเป็นแบบนี้ก็เป็นการทำลายหนทางไปสวรรค์ - มรรค - ผล - นิพพาน    ของตัวเองเปล่าๆ
ในขณะเดียวกันก็กลับเปิดทางไปนรกและอบายภูมิของตัวเองอย่างสะดวกโยธินเต็มๆที่

ผู้เช่นที่ว่านี้ไม่ควรบวชหรอก   
ควรอยู่ศึกษาพระธรรม - วินัยตามกำลังความสามารถของตัวเอง     ในเพศของฆราวาสจะปลอดภัยกว่า   
เพราะคุณเครื่องแห่งความเป็นสมณะอันบุคคลยึดถือไว้ไม่ดี      ย่อมฉุดคร่าลงสู่นรกแต่เพียงสถานเดียวเท่านั้น


ศึกษาเพิ่มเติมในพระไตรปิฏก ( ชุด 91 เล่ม  ม.ม.ร. )

เล่ม           หน้า   
7                5
6               169,241,245,247,335,353
24              336
                                                 
                             
สำหรับผู้ที่มีความตั้งใจจะบวชจริงควรศึกษาพระวินัยตั้งแต่เล่ม  1  ถึง  11   ให้เข้าใจก่อน




เพราะว่าถ้าไม่ศึกษาให้ดีมันมีนรกไว้รอสำหรับพระที่ผิดศีลนะซิ...

คลิ๊กดูเองที่นี่ได้เลย




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 16 พฤษภาคม , 2009 เวลา 17:51:28 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753




ใครที่คิดจะบวชจริงๆ     ก็เลือกดูสำนักที่จะบวชด้วยให้ดีๆี          เล่ม   28    หน้า   416

.....คนบางคนแม้ละความเกี่ยวพันทางคฤหัสถ์    ออกบวช    แต่ไม่ได้บรรพชา    ในสถานอันสมควร.
จริงอยู่    ขึ้นชื่อว่า   การบรรพชานี้    เป็นเหมือนการถือปฏิสนธิ (ถือกำเนิด)     

มนุษย์ทั้งหลายถือปฏิสนธิ    ในตระกูลเหล่าใด    ย่อมศึกษาอาจาระ ( มารยาทและธรรมเนียม )
ของตระกูลเหล่านั้นนั่นแล    ฉันใด    แม้ภิกษุ   ก็ฉันนั้น

ถือเอาอาจาระเฉพาะในสำนักของเหล่าภิกษุที่ตนบวช   เพราะฉะนั้น   บุคคลบางคน    บวชในสถานที่อันไม่สมควร   
ก็เป็นผู้เหินห่างจากคุณธรรม     มีโอวาทานุสาสนี    อุทเทศ ( การเรียน ) และปริปุจฉา( การสอบถาม )   เป็นต้น   

ถือเอาหม้อเปล่าแต่เช้าตรู่    ไปยังท่าน้ำ     วางบาตรไว้ที่คอไปสู่โรงฉัน    เพื่อต้องการภัต (อาหาร)     
สำหรับอาจารย์และอุปัชฌาย์ทั้งหลาย.     เล่นการเล่นต่าง ๆ  กับภิกษุหนุ่มและสามเณร    ผู้ว่ายาก   
คลุกคลีกับคนวัดและเด็กอยู่....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 26 พฤษภาคม , 2008 เวลา 14:42:54 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753




มีตัวอย่างของวัดดังวัดหนึ่ง   สังกัดนิกายธรรมยุติอยู่แถวๆปริมณฑลของกรุงเทพฯนั่นแหละ
เกี่ยวกับเรื่องขั้นตอนค่าใช้จ่ายต่างๆของการบวชพระภิกษุในปัจจุบันนี้

1.  ขั้นตอนแรกเลยคือผู้ชายที่คิดจะบวชพระและเดินเข้าวัดเพื่อสอบถามขั้นตอนต่างๆของการบวช
ที่สำนักแห่งนี้ก็จะจัดการให้เป็นนาคก่อนตามธรรมเนียม   แล้วก็จัดเตรียมบริขารที่จำเป็นของภิกษุไว้ให้
พร้อมกับแจ้งจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าบริขารในการบวชครั้งนี้ด้วย

2.  เมื่อกำหนดวันบวชกันได้เรียบร้อย   ในวันที่ทำการบวชนั้นผู้บวชต้องให้ญาติจัดเตรียมเงินเพื่อเป็นค่าทำพิธีบวช
สำหรับจ่ายให้อุปัชฌาย์    สำหรับจ่ายให้พระคู่สวด    และสำหรับจ่ายให้พระที่มานั่งหัตถบาส (หรือพระอันดับ)

3.  ต่อมา  เมื่อทำพิธีบวชเสร็จสรรพ    บวชอยู่มาได้ประมาณซัก 7 - 9  วัน   ทางสำนักก็จะจัดงานฉลองสมโภชพระใหม่ให้
และในการนี้พระบวชใหม่ก็ต้องให้ญาติเตรียมเงินไว้จ่าย     เพื่อเป็นค่าพระมาสวดในงานฉลองครั้งนี้อีก

4.  เมื่อบวชไปเรื่อยๆและต้องการที่จะสึก    ทางสำนักก็จะมีบริการดูฤกษ์ผานาทีที่ดีที่สุดในการสึก
นัยว่า   ถ้าทำพิธีสึกตามฤกษ์ที่ทางสำนักกำหนดให้นี้แล้วจะเป็นผู้มีโชคลาภวาสนา   ทำมาหากินคล่องตัว
และแน่นอนว่า   การนี้ก็ต้องมีการเตรียมเงินไว้จ่ายเพื่อเป็นค่าในการดูฤกษ์ยามที่จะสึกด้วย

5.  เมื่อถึงวันสึกจริงๆ   ก็ต้องทำพิีธีสึกกับคณะพระอย่างน้อย  4   องค์   ที่มาทำการสึกให้   
ในการนี้ก็ต้องให้ญาติเตรียมเงินไว้จ่ายให้คณะพระที่มาทำการสึกให้นั้นอีก

6.  ทีนี้เมื่อสึกจากการเป็นพระมาเป็นคฤหัสถ์แล้ว    สุดท้ายนี้ทางวัดก็จะให้จ่ายเงินเพื่อเป็นค่าน้ำ   ค่าไฟ    ค่าสถานที่
ส่วนข้ออ้างในการตบทรัพย์เป็นครั้งสุดท้ายของวงจรบาปอุบาทว์นี้คือ   เพื่อไม่ให้ผู้ที่สึกไปมีบาปติดตัวจากการติดหนี้สงฆ์

นะ   นี่ก็คือวิธีการคร่าวๆในการรีดทรัพย์จากผู้ที่มีศรัทธาต้องการบวชแต่ขาดปัญญาในการพิจารณา
ซึ่งเป็นวิธีการของผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นผู้มีเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกอย่างยิ่งดังเช่นพระอุปัชฌาย์


และบางสำนักก็จะมีป้ายติดประกาศไว้ที่สำนักงานของพระอุปัชฌาย์อย่างชัดเจนเลยว่า
ใครจะให้อุปัชฌาย์    พระคู่สวด    จากสำนักนี้ทำการบวชให้     จะต้องจ่ายค่าจ้างมาเป็นเงินเท่านั้นเท่านี้   

ถ้าใครคิดจะบวชแล้วไปเจอกับเหตุการณ์ทำนองนี้หรือตรวจสอบแล้วเจออุปัชฌาย์ประเภทนี้    ต้องหลีกหนีไปให้ไกล
อย่าได้ตกเป็นเหยื่อของของพวกภิกษุอลัชชีที่แอบแฝงพระพุทธศาสนาเพื่อทำมาหากินให้ตนเองร่ำรวยเช่นนี้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 04 มิถุนายน , 2009 เวลา 02:30:18 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์

อ้างจาก: author=พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ link=topic=357.msg14220#msg14220 date=1243981706

มีตัวอย่างของวัดดังวัดหนึ่ง   สังกัดนิกายธรรมยุติอยู่แถวๆปริมณฑลของกรุงเทพฯนั่นแหละ
เกี่ยวกับเรื่องขั้นตอนค่าใช้จ่ายต่างๆของการบวชพระภิกษุในปัจจุบันนี้

1.  ขั้นตอนแรกเลยคือผู้ชายที่คิดจะบวชพระและเดินเข้าวัดเพื่อสอบถามขั้นตอนต่างๆของการบวช
ที่สำนักแห่งนี้ก็จะจัดการให้เป็นนาคก่อนตามธรรมเนียม   แล้วก็จัดเตรียมบริขารที่จำเป็นของภิกษุไว้ให้
พร้อมกับแจ้งจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าบริขารในการบวชครั้งนี้ด้วย


2.  เมื่อกำหนดวันบวชกันได้เรียบร้อย   ในวันที่ทำการบวชนั้นผู้บวชต้องให้ญาติจัดเตรียมเงินเพื่อเป็นค่าทำพิธีบวช
สำหรับจ่ายให้อุปัชฌาย์    สำหรับจ่ายให้พระคู่สวด    และสำหรับจ่ายให้พระที่มานั่งหัตถบาส (หรือพระอันดับ)




ไม่ใช่แค่ใกล้เมืองหลวงหรอกค่ะ
ต่างจังหวัด ก็รูปแบบเดียวกัน 
เจอกับญาติตัวเองเลยค่ะ   :(

ค่าเครื่องบริขาร ประมาณเกือบ สองหมื่นบาท
ค่าพระในข้อ 2 ก็ประมาณเกือบ สองหมื่นบาท

คนที่คิดจะบวชต้องมีเงินอย่างน้อยเกือบ สี่หมื่นบาท , ทั้งนี้ไม่รวมค่าอาหารและค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก
บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753




อือ     นี่ก็เป็นเพียงหนึ่งในลีลาการตบทรัพย์ของสิงห์โล้นทั้งหลายเท่านั้น
และยังคงมีอีกหลากหลายลีลา   หลากหลายวิธีการเพื่อหลอกล่อเอาทรัพย์ของประชาชนคนพุทธ
ที่มีศรัทธาอย่างเหลือล้น    แต่ขาดสติปัญญาที่ถูกต้องในการพิจารณาพฤติกรรมของพระภิกษุทั้งหลาย
ตามหลักของพระธรรมวินัย

ส่วนการจะบวชเป็นพระภิกษุในพระุพุทธศาสนา   
พระพุทธเจ้าก็ให้มีการสอบถามตัวผู้จะบวชนั้นหลายข้อด้วยกันเช่น

เจ้าเป็นมนุษย์หรือเปล่า  ?
เจ้าเป็นชายแท้หรือเปล่า  ?
เจ้าเป็นหนี้หรือเปล่า ?
พ่อ   แม่   ของเจ้าอนุญาตแล้วใช่หรือเปล่า ?   เป็นต้น


แต่ก็มีอีกหนึ่งคำถามที่ถูกเพิ่มเติมเสริมเข้ามาอย่างไม่เป็นทางการและโดยพลการด้วย
แต่โดยมากก็เป็นที่ทราบกันดีของการบวชพระภิกษุในสมัยปัจจุบันนี้ก็คือ

เจ้ามีเงินเพื่อเป็นค่าจ้างให้อุปัชฌาย์และพระที่จะทำการบวชให้เจ้าหรือเปล่า ?




ตบทรัพย์   หมายถึง   หลอกเอาทรัพย์ของผู้อื่น


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 20 กรกฎาคม , 2009 เวลา 03:23:04 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2753




ขุททกนิกาย    คาถาธรรมบท     เล่ม  43  หน้า  83
 
"ผู้ไม่มีวัตร    พูดเหลาะแหละ    ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเพียงเพราะศีรษะโล้น       
ผู้ประกอบด้วยความอยากและความโลภ    จะเป็นสมณะอย่างไรได้ 

ส่วนผู้ใด    ยังบาปน้อยหรือใหญ่ให้สงบโดยประการทั้งปวง   
ผู้นั้นเรากล่าวว่า     เป็นสมณะ     เพราะยังบาปให้สงบแล้ว."


บทว่า   มุณฺฑเกน    ความว่า    เพราะเหตุสักว่าศีรษะโล้น.   
บทว่า   อพฺพโต     คือเว้นจากศีลวัตรและธุดงควัตร. 
สองบทว่า   อลิกํ   ภณํ   ความว่า  ผู้กล่าวมุสาวาท   
ประกอบด้วยความอยากในอารมณ์อันยังไม่ถึงและด้วยความโลภในอารมณ์อันถึงแล้ว   
จักชื่อว่าเป็นสมณะอย่างไรได้.     

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 20 กรกฎาคม , 2009 เวลา 04:01:34 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: