หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: หมอเทวดา  (อ่าน 9346 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
บุญลักษณ์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235



                    /\สวัสดีค่ะ..ขอเล่าเรื่องผีๆบ้าง
....วันที่ 24  เดือนกุมภา ก็เมื่่อวานซืนนี้เอง   ทางบ้านอาข้าพเจ้า   จัดงานแต่งงานลูกสาว
ก็บอกแม่ว่านำเงินให้กับอาแล้วอุทิศบุญ  ตามวิธีที่หลวงปู่สอนนั่นแหล่ะ.
...และแม่ก็ไม่ไปยุ่งกับพิธีทั้งหลาย..ที่อานิมนต์พระมาสวดในงาน(บอกแล้วแต่เขาบอกว่าอาผู้หญิงทำแบบนั้น)
แม่ก็กลับมาอ่าหนังสือ   ดูธรรมะอยู่ที่บ้าน (บ้านของอากับแม่อยู่คนละหมู่บ้าน  ห่างกันประมาณ ๒กิโลเมตร)
...พอคืนวันที่ 25  ข้าพเจ้าก็ฝัน...เห็นญาติที่เป็นลูกชายของลุงซึ่งตายไปแล้วหลายปี
มากับเพื่อนๆ หมู่ใหญ่ คือ  หลายคนค่ะ..แต่ในหมู่นั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักพวกเขารู้แต่ว่ามาด้วยกัน

...ตื่นเช้ามา  นึกถึงความฝันก็รีบ โอนบุญให้พวกเขาเหล่านั้นทันที
พอบ่ายวันที่  26  ก็เลยนึกถึงแม่  โทรหาแม่  แม่บอกว่า "ญาติๆทางพ่อมาเยี่ยม  เพิ่งกลับไป  มากันเป็นคันรถ
 เลย .  แม่ได้โอกาสก็เลยแจกหนังสือ  รู้เรื่องพระพุทธรูปตามความเป็นจริงที่ลูกพิมพ์ไว้...แล้วอธิบายให้ฟัง..ก็รู้สึก
ว่า  พอจะเข้าใจกันนะ  ทั้งหนังสือ ซีดี  ก็พากันนำกลับไปหลาย"

...ข้าพเจ้าก็เลยนึกถึงความฝันของตน..ก็บอกแม่ว่า  อ๋อ  รู้แล้วผีที่เป็นญาติมาหาหนูเมื่อคืนตามญาติๆเรามานะเอง
หนูตื่นมาก็รีบโอนบุญให้พวกเขา...แม่ก็พูดสวนมาทันทีว่า  ฝันเหมือนกับคนงานที่อยู่ที่บ้านเลย...
เขาก็บอกแม่ว่า..เขาฝันเห็นญาติของแม่มาเยอะแยะ.
....ข้าพเจ้าก็คิดว่า ...  คนงานสามีภรรยานี้  ต้องเคยเกี่ยวกับพวกเรา  ฝันคล้ายกับเราเนาะ :P
                                   เล่าสู่กันฟัง..เชื่อไม่เชื่อ  ไม่เกี่ยวแต่ความจริงมันเป้นอย่างนี้แหล่ะจ้า. /\

           
บันทึกการเข้า
บุญลักษณ์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235



 /\สวัสดีค่ะ...วันนี้มีเรื่องเทวดาที่ฮ่องกงมาเล่าให้เพื่อนๆฟังค่ะ.
                             หลายคนก็คงทราบกันแล้วว่าคนจีนเขาจะมีประเพณีไหว้บรรพบุรุษกัน
และดิฉันก็มีสามีเป็นคนจีนฮ่องกง...ตั้งแต่งงานกันมาประมาณ  ๗ ปี ก็ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับพิธี
การไหว้ผีญาติของสามีสักครั้งเลยและเขาก็ไม่เคยเขี่ยวเข็ญให้ไปด้วย  ทั้งๆที่ตอนนั้น
ก็ยังมิได้เรียนรู้จากหลวงปู่ที่ว่า  เป็นคนไม่สมควรไหว้ผี.
 
           และหลังจากที่ได้เรียนรู้ว่าการมีพระรัตนตรัยที่ถูกต้องเป็นอย่างไรแล้ว....ก็พยายามบอกสามีเกี่ยวกับ
วิธีอุทิศบุญให้ญาติ ,ให้เทวดา (เน้น ๒อย่างนี้เป็นหลักก่อน)ส่วนสามีก็คงจะเชื่อมั้งไม่เชื่อมั้ง  แต่ก็ไม่เคยขัด
 บอกว่าอยากซื้อหนังสือพระไตรปิฎกอ่าน  ก็ออกเงินซื้อให้  และหลังจากตัวดิฉันเองได้อ่านพระไตรปิฎกแล้วก็
อยากให้แม่อ่านบ้าง   เมื่อไปมีโอกาสกลับไปเมืองไทยก็บอกสามีว่าซื้อหนังสือพระไตรปิฎกให้แม่อ่าน
ที่เมืองไทยด้วยก็ไม่ขัดอีก ...เออดีแฮ่ะ :D
             ทีนี้เรื่องการอุทิศบุญดิฉันก็จะให้เทวดาที่รักษา ญาติ นาย เวร และเชื้อโรคของสามีข้า
เป็นบางครั้งบางโอกาสที่นึกได้   อุทิศแบบขี้เกียจๆเพราะคิดว่าการบอกคนต่างชาติ ต่างภาษานี้มันช่างเข้าใจกันยาก
ภาษาที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมะก็พูดไม่ค่อยได้...แต่พอจะอธิบายกฏแห่งกรรมให้ฟังได้บ้าง
และมีอยู่คืนหนึ่งสามีฟังเรื่องกรรม  ซักถามกันไปคุยกันไปตามที่่เรียนรู้มาและพอจะพูดออกไปได้...เพลินจนถึงตี 2 แน่ะ

และสามีก็ออกปากชมว่า....เธอเก่งจังรู้แยะ....ดิฉันก็พูดทันทีว่า....เธออยากรู้ก็หาอ่านหนังสือธรรมะเหมือนฉันซิ   
หนังสือธรรมะภาษาเธอก็มีให้อ่าน....แล้วก็เหมือนเดิมคืออ่านหนังสือพิมพ์เป็นประจำ
                     และวันไหนมีรายการถ่ายทอดสดหลวงปู่แสดงธรรม...ดิฉันก็ใช้วิธีคิดว่า....
ขออำนาจ  พุทธ  ธรรม  สงฆ์   ดลบันดาลให้ชาวโลกทิพย์ที่อยู่บริเวณนี้เข้าใจในสิ่งที่หลวงปู่เทศน์.

และผ่านมาไม่กี่วัน   สามีพูดกับดิฉันว่า  " ปีนี้ลูกชายไปไหว้บรรพบุษกับภรรยาเขาแล้ว...ฉันคงจะไปกับใคร?   ดิฉันก็เลยถามเขาว่า" เธอรู้หรอ   ว่าสิ่งที่พวกเธอนำไปไหว้น่ะ...พ่อแม่ของเธอจะออกมากิน" เขาตอบว่า "พ่อแม่ฉันออกมากินหรือเปล่าฉันก็ไม่รู้หรอก" ดิฉันก็ถามต่อว่า" ถ้าพ่อแม่เธออยู่ที่แคบๆยังงั้นจริง เธอจะดีใจไหม?....ฉันบอกให้เธอเวลาทำความดีแล้วก็คิดให้ไปถึงเขา...พ่อแม่เธอถึงจะได้รับ...ผู้ที่เขาจากโลกนี้ไปแล้วเขาไม่ออกมากินอาหารหยาบแบบมนุษย์กันหรอก"
เขาก็ว่าก็จริง  แต่เขาพากันทำมาอย่างนี้ฉันก็ทำไปแบบเขา    ดิฉันได้ทีก็ใส่เลย  "เธอรู้มั้ยพระรูปนี้(หลวงปู่)  สอนว่าเป็นประเพณีโง่ๆ   และฉันก็ว่าเป็นพิธีที่คนเป็นทำให้คนเป็นดูไม่เกิดประโยชน์อะไรตรงไหน?
        แล้วดิฉันก็เล่าเรื่องที่พี่ก้ำ(คนไทย)มาแต่งงานกับคนจีนที่นี่เหมือนกัน....  สามีดิฉันก็รู้จักพี่ำ้ก้ำ...เขามาใช้ชีวิตที่ฮ่องกงหลายปี   หลังจากสามีตายก็ต้องทำงานส่งลูกสาวคนเดียวเรียนหนังสือ   และลูกสาวพี่เขาก็ไปเรียนที่ออสเตรเลีย...ตั้งทำงานนำเงินเข้าธนาคารให้ลูกเรียน   และต้องจ่ายค่าเช่าบ้านทุกๆเดือนอีกพี่ก้ำเล่าว่า....เมื่อวันไหว้บรรรพบุรุษ
มาถึงต้องเสียเงินซื้อ  ไก่ ซื้อของกินดีๆไปไหว้  เพราะญาติๆพี่น้องทางสามีของพี่่ก้ำจะเข้มงวดมาก    พี่ก้ำว่าพี่เนี่ยแค้นใจมาก   ไอ้เราก็ไม่มีจะกิน หาแต่ของกินดีๆให้ผี  แล้วแม่กับลูกที่เป็นอยู่พวกมันก็ไม่เคยคิดจะช่วยเหลืออะไรเรา...เวรกรรมจริง.

    สามีได้ฟังก็บอกว่าเข้าใจ...แต่ก็โทรไปถามน้องสาวนัดกันว่าจะไปเพราะเคยทำมา :(
และแล้วเมื่อ สองวันที่ผ่านมา...สามีบอกว่า  "น้องสาวฉันโทรมาบอกว่าไม่ต้องไปแล้วล่ะ...มันเลยเทศกาลไหว้แล้ว
 :D :D :D  ดิฉันก็เลยยกความดีให้เทวดาที่รักษาสามี....รวมทั้งชาวโลกทิพย์ที่อาศัยอยู่ที่บ้านนี้
...ที่ฟังหลวงปู่เข้าใจ  คงช่วยให้สามีไม่ต้องไปไหว้ผีนะค่ะ. :)


บันทึกการเข้า
บุญลักษณ์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235



ขอแก้ไข...พิมพ์ผิดไปค่ะ.
             สามีพูดกับดิฉันว่า" ปีนี้ลูกชายบอกว่าเขาไปไหว้บรรพบุรุษกับภรรยาเขาแล้ว...แํล้วฉันจะไปกับใคร?"
                                                   
                                                     ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
     และเมื่อสามี...พยายามจะสอนลูกชายให้ทำความดี   สามีก็บอกว่าลูกชายจะสวนกลับว่า....
"ตายแล้วก็แล้วอะไรก็ไม่มี"   เขาเองก็อึ้งพูดโต้กับลูกชายไม่ได้เพราะว่าตามองไม่เห็นว่าชาติหน้า
และชาติก่อนก็ไม่รู้...รู้แต่ชาติปัจจุบัน   ดิฉันได้ยินอย่างนั้นก็บอกสามีว่า  "ถ้ายังงั้น...เธอบอกลูกชายเธอเลิกไปไหว้บรรพบุรุษซะ...
เมื่อเขาคิดว่าชาติหน้าไม่มี  ชาติก่อนก็ไม่มี  ตายแล้วอะไรก็ไม่มี  แล้วจะไปไหว้ผีปู่ ผีย่า ผีแม่เขาทำไม
 เพราะคิดอย่างนี้  ก็สรุปว่าผีก็ไม่มี...เทวดาก็ไม่มี  พ่อไม่มี แม่ไม่ีมีซิจริงมั้ย?"
สามีทำท่าคิด  "เออ...จริงซิ"
ดิฉันได้โอกาสก็พูดต่อว่า  "  ความจริงแล้วแม้ปากเขาจะพูดว่าไม่เชื่อ  ...แต่ความจริงเขาเชื่ออยู่ลึกๆ  และถ้าคนฉลาดจริง 
เขาก็จะรีบทำดีกับพ่อแม่ตั้งแต่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่  ไม่ใช่ตายแล้วจึงนำของดีๆมาไหว้  ประเพณีของพวกเธอมันเป็นคนเป็นทำให้คนเป็นดูต่างหากล่ะ..
.และถ้าเป็นเธอ...  ถ้าลูกทำดีกับเธอตอนมีชิวิตกับตอนตายแล้วจึงนำของไปไหว้เธอชอบใจอันไหน?"
  สามีก็ชมว่าพูดมีเหตุมีผล....
แหมทั้งหมดที่พูดออกมาได้เนี่ย...เรียนมาจากหลวงปู่ทั้งนั้นแหล่ะ
               และก็มีเพื่อนก็นำวิธีเดียวกันนี้  เป็นสมาชิกในกลุ่มอุบาสกอุบาสิกาผู้รักษาพระธรรมวินัย  นำไปอธิบายให้สามีฟัง
สามีและญาติคนจีนฟังก็เข้าใจ  และบอกว่าปีต่อไปเธอไม่ต้องไปไหว้แล้วล่ะ.  :D :D :D
บันทึกการเข้า
บุญลักษณ์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235



สวัสดี่ค่ะ...ญาติธรรมทุกท่าน
                     ห่างหายไปนานวันนี้เข้ามามีเรื่องเล่าสู่กันฟังค่ะ.
หลังจากที่ครอบครัวพวกเรานับถือ พุทธ ธรรม  สงฆ์ ที่ถูกต้อง  ไม่มีวัตถุเป็นที่พึ่งก็เหมือนแกะดำในหมู่บ้านล่ะค่ะ.
แต่ไม่ใช่ปัญหา  ใครจะว่า  จะพูดยังไงก็ช่างเขา   แต่เราจะพูดตามที่เรียนรู้มา  ใครได้ยินได้ฟังเขาก็ไปพิจารณากันเองแหล่ะ.
โดยเฉพาะน้องชาย  บอกกับแม่ว่า   "แม่เรานับถือแบบนี้ไม่ยุ่งยากดีนะ  สบายๆดี อะ ฮ่า"และภรรยาของน้องชายก็ใช้วิธีอุทิศบุญ
ให้เทวดาตามวิธีที่หลวงปู่สอนได้ผล  ค้าขายก็ดีขึ้น แต่ก่อนคู่นี้ขัดกันเป็นประจำและช่วงอุทิศบุญก็มักปราถนาว่าให้มีเงินใช้
ต่อมาภรรยาฝันว่า  มีคนบอกให้ไปซื้อลอ๊ตเตอรี่ ไปเล่าให้แม่ฟัง...แม่บอกว่าผิด  อบายมุข ทีหลังสอนเทวดาในฝันด้วยว่าผิด
ให้ช่วยทางอื่น...และต่อมาก็ทราบว่าขายอาหารได้วันเป็นหมื่น ดีกว่าเจ้าอื่นๆ  (จริงๆแล้วน้องชายอาชีพทำไร่อ้อย...หลังจากหมด
งานไร่  ก็ไปขายอาหารตามสั่ง) ถึงรายได้ไม่มาก สำหรับชาวต่างจังหวัดก็พอได้ใช้ล่ะค่ะ.
        ที่สำคัญต้องทำอาชีพสุจริต  ไม่ลัก ไม่ขโมย ไม่ฉ้อโกงใครเขาให้เกิดบาป เกิดมาทั้งทีมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งถูกต้องในขั้นแรกก็ยังดีกว่าประเภทเข้าวัดแล้วอวดตนว่าดีกว่าคนอื่นๆ  ประเภทนีจะไม่ยอมรับฟังใครเขา ยิ่งได้ใบประกาศการบรรลุธรรมขั้นนั้นๆมาอวด
ชาวบ้านเขาประเภทนี้มักหลงตนว่าเป็นเทวดา...ข่มผู้อื่นตลอดเวลา...เฮ้อ  กรรมจริง  เมื่อไหร่กันน้อ! พระประเภทหลอกลวง
ชาวบ้านเพื่อลาภจะลดน้อย....ถอยลงๆ ซะที....ชาวบ้านที่ไม่ศึกษาก็หลงไปเป็นเหยื่อไม่รู้จบ.
ตอนนี้ญาติคนอื่นๆ  ที่มองว่าแม่นำลัทธินอกศาสนามาก็เริ่มเข้าใจพวกเราขึ้นมาบ้าง(เป็นความจริง...อะไรๆก็ต้องใช้เวลา)และขณะนี้
การเมืองท้องถิ่นกำลังเข้มข้น....จึงเยี่ยมเยียนกันมากขึ้น  ทั้งเรื่องการเมืองทั้งเรื่องศาสนาจึงเป็นเรื่องคุยกันมาก... :D ในหมู่ญาติ.

   

บันทึกการเข้า
บุญลักษณ์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235



   สวัสดีค่ะ....ญาติธรรมทุกท่าน
        หลังจากห่างหายไปนาน  มาวันนี้ก็มีเรื่องจะเล่าให้เพื่อนๆฟังเกี่ยวกับชาวโลกทิพย์ที่บ้านแม่(เพชรบูรณ์)
จากที่เคยเล่าว่าแม่อยากกลับไปอยู่บ้านของแม่เอง  ไม่อยากอยู่ที่บ้านปทุม(บ้านที่ดิฉันซื้อไว้ที่จ.ปทุมธานี) แต่พวกเราเรียกเป็นการเข้าใจกันในหมู่ญาติว่าบ้านปทุม  แม่ให้เหตุผลว่าชอบบ้านนอกที่เงียบสงบมากกว่า  และดูแลไร่อ้อยไปด้วยเนื่องจากคนงานสามีภรรยาคู่ที่ว่าจะมาอยู่ด้วย   บอกว่าไม่กล้าอยู่เพราะบ้านแม่ผีดุ  คนลือกันทั้งหมู่บ้าน สามีของเขาเป็นคนกลัวผีมาก  แม่ก็เลยต้องอยู่คนเดียว  ส่วนบ้านน้องชายก็อยู่ห่างกันประมาณกิโลเมตรกว่า   เทียวไปมาเยี่ยมแม่เป็นครั้งคราวซื้อของกินไปทำบุญกับพระอรหันต์ของตน   คู่นี้แม้จะไม่ได้เรียนธรรมะมากมายแต่ก็ทำตามที่แม่บอกปีนี้ได้ข่าวว่าอ้อยที่ปลูกไว้ งามพอๆกับของแม่  งามกว่าของชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้น( ชาวบ้านพูดให้ฟัง ไม่ได้ว่าเองนะค่ะ)เพราะแม่และน้องชายกับน้องสะใภ้ใช้วิธีอุทิศบุญให้เทวดาที่รักษาไร่อ้อยนั่นเอง   เมื่อชาวบ้านเขาพากันตักบาตรเทโว  คู่นี้ก็ทำข้าวต้มมัดเหมือนกัน  แต่นำแจกช่าวบ้านและญาติข้างเคียงแล้วอุทิศบุญ  ไม่เคยเข้าไปวัดข้างที่มีแต่พระทุศีล ญาติคนที่ไม่เข้าใจก็ว่าไอ้สองคนนี้มันทำบุญระดับต่ำ   เพราะเขาคิดว่าเป็นพระแล้วต้องดีกว่าโยมแต่ไม่รู้ว่าทำกับเป็นพระทุศีลนี้เป็นบาปหนักกว่าโยม    ส่วนอีกคู่นั้นเป็นน้องสาวกับน้องเขยนี้คงประเภทถือตามมากกว่า   แม้จะไม่มีวัตถุอัปมงคลไว้ครอบครอง   แต่ก็คงจะไม่ได้ปฏิบัติตามเท่าไหร่  โดยเฉพาะน้องเขยจะทำบ้างก็น้องสาว  ฉะนั้นแม้แปลงไร่อ้อยจะติดกันแต่ผลผลิตต่างกันอย่างเห็นได้ชัด   ครอบครัวของพวกเราหลังจากได้เรียนรู้แล้วไม่ได้หวังว่าอุทิศจะช่วยให้ร่ำรวยหรอก   แต่เป็นการให้บุญญาติทิพย์ของพวกเราและพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่จะได้เลี่ยงจากการทำบาปจากที่ความไม่รู้น้อยลง ชีวิตความเป็นอยู่ก็ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน...ทีนี้มาเข้าเรื่องชาวโลกทิพย์แสดงต้วล่ะค่ะ.
บันทึกการเข้า
บุญลักษณ์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235



เรื่องแรกเป็นเรื่องของน้องสาวคนเล็กค่ะ
   น้องสาวคนเล็กมีอาชีพเปิดร้านตัดผมเล็กๆอยู่ตรงข้ามเซียร์รังสิต  เล่าให้ฟังว่า...
วันหนึ่ง  มีพี่ที่เป็นลูกค้ามาทำผมอยู่ที่ร้าน ได้ถามน้องสาวว่า...
ลูกค้า..."จ้างคนมาช่วยหรอ สวยจังเขามาจากไหน"
น้องสาวก็งงบอกว่า..."ใครหรอพี่  ที่ร้านนี้หนูก็ทำอยู่คนเดียวแหล่ะ"
ลูกค้า.."ก็คนที่มาช่วยสระผมให้พี่นะซิ  สวยจังเขามาจากจังหวัดไหน  แล้วทำไหมต้องใส่
ชุดไทยห่มสะไบด้วยล่ะ"

(น้องสาวถึงจะไม่ได้เรียนธรรมะมากแต่เรื่องผี  เรื่องเทวดาก็เชื่อว่ามีจริงและเชื่อตามที่หลวงปู่สอน และรวมทั้งที่เคยสัมผัสได้เอง  น้องสาวก็ใช้วิธีอุทิศบุญอยู่ประจำ...แต่ผลบาปแต่ก่อนได้ส่งผลอยู่จึงมักจะบ่นว่า  อุทิศบุญแล้วไม่เห็นดีขึ้นเหมือนพี่ๆเลย...เออถึงมันจะไม่อยากยอมรับผลกรรมของมัน  มันก็ต้องรับผลกรรมอยู่ดี)  ทีนี้กลัวว่าลูกค้าจะไม่เข้าใจจึงอธิบายให้ฟังแล้วหยิบหนังสืออุทิศบุญมาให้ลูกค้าอ่านด้วย แล้วบอกว่าชาวโลกทิพย์มีจริง.
น้องสาว..."พี่จริงๆแล้วที่ร้านนี้หนูทำอยู่คนเดียว  แต่ที่พี่เห็นอาจเป็นชาวโลกทิพย์ที่เป็นญาติหนูก็ได้  จึงมาแสดงตัวให้พี่เห็น"
ลูกค้า..."คนสวยๆที่นุ่งชุดไทยมาสระผมให้พี่จริงๆ ดูซิหัวยังอุ่นๆอยู่เลยจ๊ะ"
น้องสาวก็ยิ้ม  ที่พี่เขายืนยันว่าทำนองว่าไม่ได้โกหกนะ.
    เมื่อลูกค้าคนนี้กลับเข้ามาที่ร้านอีกครั้ง  ก็บอกน้องสาวว่า ได้นำผลไม้ ดอกไม้ของหอม ไปบูชาผู้หญิงที่นุ่งชุดไทยนั้นนะ  พี่ขายของดี๊ดี(คงยังไม่เข้าใจวิธีอุทิศบุญเท่าไหร่  ก็ปฏิบัติตามที่เคยชินนั่นแหล่ะเฮ้อ!.)
  น้องสาวบอกว่าแถวที่อยู่เนี่ย  มีพระ  มาเดินเรี่ยไรบ่อย  เข้ามาในร้านเสริมสวยเลยแหล่ะ..มีพระรายหนึ่งนำเอาวัตถุอัปมงคล(ชูชก)มาขาย  เลยเอาหนังสือที่ได้มาจากวัดสามแยกมาให้  พอรู้ว่าเป็นหลวงปู่เกษม  กลับพูดดูหมิ่น
(เออ...พระนั้นสร้างกรรมหนักจริง)  ที่หน้าร้านน้องสาว  ก็ติดป้าย"หยุด ทำร้ายพระพุทธศาสนา" แต่เป็นขนาด A4
คงจะเล็กไปหน่อยแล้วล่ะ.
บันทึกการเข้า
บุญลักษณ์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235



เรื่องของชาวโลกทิพย์ที่อยู่บ้านแม่
   เนื่องจากแม่ได้ทิ้งบ้านไปนาน  กลับมาอยู่ที่อีกครั้งชาวบ้านที่ผ่านมาก็มักจะถามว่าแม่อยู่กลับใคร?
ถ้าบอกว่าอยู่คนเดียว ชาวบ้านก็พูดว่าอยู่เข้าไปได้ยังไงบ้านผีดุออกยังงั้น   ความเป็นจริงชาวบ้านที่ลือว่าบ้านแม่ผีดุนะ
พวกคุณครูที่อยู่ข้างเคียงบอกว่าบางทีก็เห็นเด็กมายืนร้องไห้ที่ขอบสระข้างบ้านแม่  และชาวบ้านที่ผ่านไปมาแถวๆนั้นก็ได้ยินเสียงปิดประตูหน้าต่าง  เหมือนกับมีคนอยู่ในบ้านตลอด  และเมื่อคุณครูได้ถ่ายรูปบริวณแถบรั้วโรงเรียนได้ติดรูปคนใส่ชุดขาวที่อยู่ในเขตบ้านแม่เข้าไปด้วย  ชาวบ้านจึงลือเรื่องผีที่บ้านไม่หยุด   แต่ดิฉันเองกับแม่ไม่ได้รู้สึกกลัวตามพวกเขาหรอก  จะมีตาขาวก็น้องเขยนั่นแหล่ะ...บอกว่ามีได้ยินเสียงคนเดินอยู่บนบ้านและน้องเขยถ้าเมียไม่นอนเป็นเพื่อนเขาจะไม่กล้านอนค้างที่บ้านแม่เลย และเมื่อไวๆนี้แม่เล่าว่า...
สามีของคุณครูที่สอนอยู่โรงเรียนข้างบ้านเห็นแม่อยู่จึงแวะเข้ามาพูดคุยด้วย.
ก็ถามว่า..."ยายๆ  อยู่กับใครนะ"
แม่ก็บอกว่า..."อยู่คนเดียวจ๊ะ"
เขาก็บอกว่า.."ยายบอกว่าอยู่คนเดียว  แล้วเด็กที่ไหนเดินถือถ้วยข้าวเข้าไปในบ้านนะ  เมื่อกี๊  ผมเห็นอยู่นะ"
แม่ก็นึกได้  และเป็นเรื่องธรรมดา  เรื่องพวกนี้ไม่แปลกสำหรับแม่ เมื่อมีคนมาพูดทำนองนี้แม่ก็รู้ว่าเป็นชาวโลกทิพย์
แม่จึงบอกว่า"เออ  คงเป็นน้องเครปมั้ง"
ถ้าคนที่ได้ยินไม่รู้จักน้องเครปเมื่อได้ยินแล้วก็คงว่าเป็นเด็กธรรมดา   แต่คนที่รู้จักก็จะรู้ว่าแม่หมายถึงน้องเครป(หลาน)
ที่ตกน้ำตายที่สระข้างบ้าน... ดังนั้นสามีของคุณครูรุจักน้องเครปเป็นอย่างดี  ถึงกับต้องรีบขอตัวกลับทันที.
แต่ก่อนดิฉัน  เคยนึกเป็นห่วงแม่  ไม่อยากให้กลับไปอยู่ที่บ้านคนเดียว  แต่ตอนนี้รู้ว่าแม่มีเพื่อนก็รู้สึกสบายใจขึ้นอย่างไรไม่รู้ค่ะ.แต่ก็บอกให้แม่นำรัตนสูตรขึ้นมาท่องให้ญาติๆชาวโลกทิพย์ได้รับฟังกันบ้าง...และให้บอกผู้ที่ไม่ชอบใจให้หนีไปที่อื่นซะ!
            จริงๆแล้วบทสวดรัตนสูตรดฺฉันได้อ่านเจอในหนังสือพระไตรปิฎก  มีความรู้สึกว่าชอบมาก  และอยากให้พ่อและญาติที่จากไปไม่ได้รับรู้ถึงคุณพระรัตนตรัย  ได้ยินได้ฟังบ้าง  และได้นำมาถามหลวงปู่  ตอนนั้นหลวงปู่บอกว่ายังไม่ควรสวดเพราะจะไปทำร้ายชาวโลกทิพย์...แต่ตอนนี้ให้เวลาชาวโลกทิพย์ได้เรียนรู้พอสมควรแล้ว

 ฉะนั้น ถ้าชาวโลกทิพย์ใดที่เป็นพาลก็ไม่ควรอยู่ร่วม  จึงนำมาสวดได้สมกับคำที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ว่า
"ไม่ควรอยู่ร่วมกับอสัตบุรุษ"  ไม่ว่าจะเป็นคนอสัตบุรุษและชาวโลกทิพย์ที่เป็นอสัตบุรุษด้วยค่ะ.
                                                                           สวัสดีค่ะ
                                                              บุญลักษณ์  จินดานิล
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: