หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: วิธีแก้ปัญหาพระตุ๊ดในพระพุทธศาสนาตามคำสอนพระพุทธเจ้า  (อ่าน 18765 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6625 ข่าวสดรายวัน

มีอีก"พระตุ๊ดเณรแต๋ว" เสริมสวย เข้าซาลอนแต่งสาว

ให้สีกาแต่งหน้า! แถมฉีดโบท็อกซ์ มส.ก็หนักใจ-เข้ม อุปัชฌาย์คัดบวช

องค์กรเกย์เผยมีอีก"พระตุ๊ด-เณรแต๋ว"บางรูปถึงขนาดเข้าร้านเสริมสวยให้สีกาทำสวย ทั้งนวดหน้า-ฉีดโบท็อกซ์ เตรียมแถลงข่าวโชว์หลักฐาน พร้อมยื่นหนังสือให้มหาเถรสมาคมแก้ไขวันจันทร์นี้ ด้านเจ้าคณะภาค 7-เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ยอมรับมีจริงพระเกย์ แต่แก้ไขลำบาก ถ้าไม่ทำผิดวินัยต้องอาบัติถึงปาราชิก ก็ทำได้แค่ตักเตือน กังวลพฤติกรรมสามเณรกำพร้าที่ญาตินำมาบวชให้พระดูแลกลายเป็นแต๋วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วอนทั้งสังคมต้องช่วยกันแก้ไข ด้านสภาวัฒนธรรมเชียงใหม่เตือนองค์กรเกย์การเมืองอย่ามุ่งแต่สร้างข่าวให้ตัวเองดัง ชี้พระตุ๊ดที่ดีทำประโยชน์ให้ศาสนาก็มี ด้านโฆษกมหาเถรสมาคมยอมรับคณะสงฆ์หนักใจ เคยสั่งให้อุปัชฌาย์ทั่วประเทศคัดกรองคนที่จะเข้ามาบวช ต้องไม่มีพฤติกรรมตุ้งติ้ง-บัณเฑาะก์

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. นายนที ธีระโรจนพงษ์ ประธานกลุ่มเกย์การเมืองไทย และกรรมการสภาวัฒนธรรม จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีพระสงฆ์ในวัดต่างๆ ทั่วเมืองเชียงใหม่ เป็นพระเกย์ มีพฤติกรรรมไม่เหมาะสม ถอดผ้าเหลืองจีวรเปลี่ยนชุดเป็นฆราวาส เข้าไปใช้บริการในบาร์เกย์หรือสถานบริการนวดสำหรับชาย ว่า ขณะนี้ทางกลุ่มเกย์การเมืองไทย เครือข่ายองค์กรอัตลักษณ์ทางเพศ และกลุ่มเชียงใหม่อริยะ กำลังเตรียมจัดทำข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อแฉถึงพฤติ

กรรมฉาวของพระตุ๊ด-เณรแต๋ว ที่ทำให้พระพุทธศาสนามัวหมองจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย โดยมีภาพรวม ข้อมูลพฤติกรรมต่างๆ และภาพถ่าย สำหรับเป็นข้อมูลอ้างอิง เพื่อนำไปแถลงเปิดเผยอย่างเป็นทางการต่อไป

นายนทีกล่าวอีกว่า ยกตัวอย่างพฤติกรรมที่พระเกย์หรือพระตุ๊ดที่รักสวยรักงาม เข้าไปใช้บริการเสริมสวยแต่งหน้าตา มีแม้กระทั่งทำสวยฉีดโบท็อกซ์ลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า แต่ที่นับว่าร้ายกาจอย่างรับไม่ได้ที่สุด เห็นจะเป็นการเข้าไปใช้บริการเสริมสวย ด้วยการให้สีกาหรือผู้หญิงแท้ๆ ที่เป็นช่างเสริมสวย เข้ามาคอยนวดหน้าตกแต่งเสริมสวย ซึ่งในทางพระวินัยสงฆ์ มีข้อห้ามโดยไม่ให้ถูกเนื้อต้องตัวสีกา แม้กระทั่งมารดา บุตรสาว หรือญาติพี่น้องก็ไม่ได้ แต่พระเกย์เหล่านี้กลับยินยอมให้ช่างเสริมสวยผู้หญิงถูกเนื้อต้องตัวเสริมสวยแต่โดยดี ซึ่งถือว่าต้องอาบัติ

นายนทีกล่าวต่อว่าตนเชื่อว่าพฤติกรรมพระตุ๊ด พระแต๋ว หรือพระเกย์ ที่แสดงออกมาอย่างไม่เหมาะสม คงมิได้มีแต่ในจ.เชียงใหม่ หรือภาคเหนือเท่านั้น แต่มีทั่วทุกภาคในประเทศ เพียงแต่มีมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในจังหวัดนั้น และสภาพแวดล้อมของพื้นที่ อย่างไรก็ดี ที่เราสามารถพบเห็นได้จ.เชียงใหม่ หรือในภาคเหนือว่ามีพระเกย์หรือพระตุ๊ดมากมาย ในพื้นที่เหล่านี้ คงเป็นด้วยสาเหตุที่ในจังหวัดทางภาคเหนือ มีสภาพอากาศดี ภูมิประเทศสวยงาม อีกทั้ง ในภาคเหนือมีการจัดงานประเภทพันธุ์ไม้ดอกไม้สวยงามเป็นประจำ ทำให้กลุ่มพระตุ๊ด พระแต๋ว ได้มีโอกาสเที่ยวชม บางครั้งยังเข้าไปร่วมจัดกิจกรรมทำการจัดดอกไม้อีกด้วย นอกจากนี้ จ.เชียงใหม่ มีพื้นที่กว้างใหญ่ และประชากรจำนวนมาก ทำให้มีพระเกย์มากไปด้วยเช่นกัน เมื่อมีจำนวนมาก ก็ทำให้กล้าที่จะแสดงออก เราจึงเห็นได้ว่าในจังหวัดใหญ่ๆ จะมีกลุ่มพระเกย์มากไปด้วย

"ข้อมูลที่กลุ่มเราดำเนินการรวบรวมอย่างละเอียดนั้น เราจะนำไปแถลงข่าวในหัวข้อเรื่อง พระตุ๊ด-เณรแต๋ว กับพฤติกรรมการทำลายศาสนา ซึ่งเรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรอบด้าน เพื่อให้สังคมได้รับรู้และนำไปแก้ไขปรับปรุง โดยจะเปิดแถลงในวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. เวลา 13.00 น. ที่ห้องวชิระ โรงแรมเชียงใหม่รัตนโกสินทร์ จากนั้นจะนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้เตรียมไว้ นำไปยื่นต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ในวันที่ 20 ม.ค. เวลา 13.30 น. ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม จะนำเรื่องนี้ให้มหาเถรสมาคมรับทราบ เพื่อนำไปดำเนินการหาทางแก้ไขในเชิงนโยบายและนำมาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง เราไม่ต้องการให้พฤติของชาวเกย์มาทำให้พระพุทธศาสนามัวหมอง"ประธานกลุ่มเกย์การเมืองไทย กล่าว

ด้านพระเทพโกศล รองเจ้าคณะภาค 7 และรักษาการเจ้าอาวาสวัดศรีโสดา จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าในฐานะที่ปกครองดูแลคณะสงฆ์ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่โดยตรง พบว่ากรณีปัญหาเกี่ยวกับพระภิกษุที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นพระเกย์ พระตุ๊ด แสดงกิริยาอาการตุ้งติ้ง พูดจาจีบปากจีบคอ ออกอาการในลักษณะเป็นผู้หญิงนั้นมีมานานแล้ว และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ในวัดของอาตมาเองก็เคยมีปรากฏ แต่ในตอนแรกจะยังไม่มีปัญหามาก ด้วยเป็นพระที่มีกลุ่มน้อย แต่ในระยะหลัง มีพระที่เป็นเกย์เป็นตุ๊ดมากขึ้น ตรงนี้ต้องยอมรับว่า คณะสงฆ์รู้สึกหนักใจ แม้ในขั้นตอนของพระอุปัชฌาย์ที่จะรับคนเข้ามาบวช จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่เข้าพิธีอุปสมบทจะยังไม่แสดงอาการออกมา แต่ภายหลังบวชครองเพศบรรพชิตแล้ว พวกคนเหล่านี้ ถึงจะเริ่มมีพฤติกรรมความผิดปกติ ในกรณีที่พระแสดงกิริยาอาการไม่สำรวม พูดจาวี้ดว้าย ท่าทางกระตุ้งกระติ้ง พระสังฆาธิการผู้ใหญ่ในปกครองก็จะว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งเท่าที่เห็นพระภิกษุกลุ่มนี้จะระมัดระวังตัวขึ้น อาจมีบ้างที่เผลอแสดงกิริยาอาการ แต่ด้วยเป็นความผิดที่มิได้ร้ายแรง เราก็จะไปลงโทษสถานหนักไม่ได้ แต่ถ้าพบความผิดสถานหนัก เช่น ถึงขั้นเสพเมถุนหรือติดยาเสพติด หรือหนีเที่ยวกลางคืน คณะสงฆ์ก็จะลงโทษขั้นสถานหนัก อาจให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ลาสิกขา

เจ้าคณะภาค 7 กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ คณะสงฆ์ภาค 7 ได้กำชับไปยังพระสังฆาธิการเขตปกครอง ให้เข้มงวดต่อผู้ที่ขอเข้ามาบวชในวัดนั้นๆ โดยให้ตรวจดูคุณสมบัติทั่วไปอย่างละเอียด ถ้าบุคคลคนนั้นมีพฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นกะเทยหรือเกย์ก็จะไม่ให้เข้าพิธีอุปสมบทอย่างเด็ดขาด

"เท่าที่อาตมาได้ทราบ พระเกย์หรือพระตุ๊ดบางรูป บวชเรียนมาตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณร แต่ในช่วงวัยเด็ก ยังไม่มีพฤติกรรรมแสดงออก จนเมื่อเจริญวัย เริ่มมีวุฒิภาวะทางสังคมและอารมณ์มากขึ้น เริ่มรู้สึกถึงสภาพของตนเอง บางรูปก็จะลาสึกออกไป แต่บางรูปก็ต้องอาศัยอยู่ในเพศสมณะ เพื่อให้ได้ศึกษาเล่าเรียนต่อสูงๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น อาตมาไม่รู้สึกห่วงคนที่มีเข้ามาบวชระยะสั้น คือ บวชตามประเพณีหรือบวชทดแทนคุณบุพการี เพราะคนกลุ่มนี้อยู่ครองผ้าเหลืองไม่นาน แต่สำหรับพระที่มีพรรษาสูงและมีพฤติกรรมในทางเบี่ยงเบนทางเพศ ถ้าเก็บอาการไว้ภายในจิตใจ ก็คงจะไม่เป็นไร แต่ถ้าแสดงออกในที่สาธารณชน แวดวงพระพุทธศาสนาคงเสื่อมเสียอย่างแน่นอน" พระเทพโกศล กล่าว

ด้านพระรัตนเมธี เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้าจุฬามณี เขตดุสิต กรุงเทพฯ ในฐานะหัวหน้าพระวินยาธิการ หรือตำรวจพระในเขตกรุงเทพฯ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องพระเกย์หรือพระตุ๊ดที่แสดงอากัปกิริ ยาหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาอย่างเป็นทางการถึงพระวินยาธิการในเขตกรุงเทพฯ มีแต่เพียงคำบอกเล่ากันปากต่อปากในเชิงข่าวลือว่ามีพระรูปนั้นสังกัดวัดแห่งนั้นเป็นพระเกย์พระตุ๊ดเพียงเท่านั้น แต่ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนถึงขั้นว่ามีพระเกย์เรียกใช้บริการเด็กออฟจากบาร์เกย์ หรือนำชายหนุ่มคู่ขาขึ้นกุฏิ ในเรื่องนี้ หากพระวินยาธิการออกตรวจพื้นที่พบพระเกย์ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ในเบื้องต้น พระวินยาธิการจะตักเตือนก่อน ถ้าพบอีกในครั้งที่ 2 จะต้องทำทัณฑ์บน และถ้าทำทัณฑ์บนแล้วยังฝ่าฝืนกระทำความผิดอีก จะถูกลงโทษขั้นเด็ดขาดให้ลาสิกขาขาดจากความเป็นสมณเพศ ด้วยการนำตัวพระรูปนั้นๆ ส่งไปให้วัดต้นสังกัดดำเนินการลงโทษทันที อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องพระเกย์ในเขตเมืองหลวงที่ไม่ตรวจถูกพบเห็นจนตกเป็นข่าวดัง อาจเป็นเพราะในเขตกรุงเทพฯ มีคนอยู่อาศัยจำนวนมากและมีพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองระดับสูงอยู่มากมาย รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองคอยเป็นหูเป็นตา ทำให้การดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างเข้มงวด

พระเทพสุวรรณโมลี เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณ บุรี กล่าวถึงกรณีพระเกย์แต๋วตุ๊ดที่ทำให้ศาสนามัวหมองว่า ในส่วนของจังหวัดสุพรรณบุรีไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีการตรวจสอบตลอดเวลาถึงพฤติกรรมเหล่านี้ของพระทั่วไปทั้งหมดทั้งจังหวัดทุกวัด และประสานจังหวัดอื่นๆ อีกว่าเรื่องดังกล่าวมีหรือไม่ อย่างไร เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่อาจทำให้ศาสนามัวหมอง หรือประชาชนเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ เพราะพระสงฆ์ต้องเป็นแบบอย่างเป็นตัวแทนของศาสนาพุทธ ซึ่งถ้ามีการร้องเรียนชี้ช่องเบาะแส หรือตรวจสอบพบต้องดำเนินการตามกระบวน การขั้นตอนของสงฆ์ทันที

เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรีกล่าวอีกว่า พระเถรรูปไหนหมิ่นเหม่ในเรื่องนี้อาจให้พิจารณาตัวเองไปว่าเหมาะสม ควรไม่ควร อย่างไร ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรีเองขณะนี้ยังตรวจสอบไม่พบว่าวัด ใดมีพฤติกรรมดังกล่าว และไม่มีการร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้ขอให้ดูอุทาหรณ์พระที่โดนระบุในเรื่องราวต่างๆ ว่ามีจุดจบอย่างไร ซึ่งถ้าใครมีการกระทำดังกล่าวขอให้แก้ไขเสียแต่วันนี้เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และยืนยันว่าพระสงฆ์คงต้องเป็นแบบอย่างเป็นตัวแทนในการสืบสานส่งเสริมพระพุทธศาสนาแก่ชาวพุทธให้สงบร่มเย็นส่งเสริมคนทำดี ในเมื่อพระเป็นเองทำเสียเองก็เหมือนตำรวจริเป็นโจรเสียเองก็มีแต่เรื่องเสียกับเสีย

ด้านพระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า เรื่องนี้อาตมา เองก็หนักใจอย่างมาก ก็ได้มีคำสั่งไปยังเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ให้สอดส่องดูแลควบคุม อย่าให้พระหรือสามเณรพวกนี้ออกนอกลู่นอกทาง หากออกไปนอกวัด ให้ว่ากล่าวตักเตือนให้หนัก แต่จะไม่คาดหวังพึ่งสมภารแต่ละวัดให้ช่วยดูแลก็ไม่ไหว บางวัดเจ้าอาวาสก็อายุมาก บางวัดเจ้าอาวาสก็มีภารกิจนิมนต์หลายที่ จนไม่มีเวลาอบรมดูแลพระสงฆ์สามเณรในวัดของตน

พระเทพวิสุทธิคุณ เปิดเผยอีกว่า วันก่อนอาตมาได้รับนิมนต์ไปให้ศีลให้พรในวันครูที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ก็ได้พูดได้ฝากเรื่องพระตุ๊ดพระแต๋ว สามเณรตุ๊ดแต๋ว ผ่านผู้ปกครองและครูของเด็กทั้งหลาย ให้ช่วยกันดูแลลูกหลาน เพราะส่วนมาก เด็กที่มาบวชตามวัดต่างๆ ก็มาจากฐานะยากจน บางคนพ่อแม่ก็เป็นเอดส์เสียชีวิตทั้งคู่ ญาติๆ ก็นำมาบวชที่วัด โดยลูกหลานของตนก็มีลักษณะเบี่ยงเบน แต่ก็ต้องนำมาให้วัดรับภาระเลี้ยงดูโดยการนำมาบวชเป็นพระเป็นเณร ทางวัดเองจะไม่รับก็ไม่ได้ เพราะจะถูกกล่าวหาว่า ขาดเมตตา ก็ต้องจำใจรับ จะไม่รับแล้ว เด็กๆ พวกนี้จะไปอยู่ที่ไหนอย่างไร จะปล่อยให้เป็นเด็กจรจัด หรืออย่างไร รู้กฎของสงฆ์ นั้นต้องให้ครบองค์ประกอบ 32 ทุกประการ รวมทั้งห้ามกะเทยบวชด้วย แต่ทำอย่างไงได้ เรื่องนี้ถือว่าอาตมา หนักใจอย่างมาก ก็มีวิธีก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลและออกกฎระเบียบควบคุมแต่ละวัดดูแลพระลูกวัด สามเณร ของตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางวัดมีพระเณร ร่วม 2-3 พันรูป เจ้าอาวาสเองก็อายุมาก ดูแลคงไม่ไหว ก็ต้องมีประเภทออกนอกลู่นอกทาง เรื่องนี้หาทางแก้ลำบากมาก

เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต่อว่าจุดใหญ่มาจากการนำลูกหลานมาบวช สาเหตุมาจากฐานะยากจน เด็กขาดผู้ปกครอง ผู้ปกครองปัดภาระให้ทางวัด บางรายคิดว่ามาบวชแล้วชีวิตของลูกหลานจะดีขึ้น แต่ก็ตรงกันข้ามกลับมาทำให้พุทธศาสนาเสื่อมและเปลี่ยนไปไม่เหมาะสม สุดท้ายก็ต้องร่วมมือกันในหลายองค์กรให้ช่วยกันสอดส่องดู และใช้วิธีประณามหรือประจานให้เข็ดหรือหลาบจำ จะใช้บทลงโทษของสงฆ์หรือของสามเณร ก็เบาไป ก็ต้องใช้กฎของทางโลกผสมผสาน ด้วย ก็ได้ใช้วิธีแบบนี้มาตลอด ทำให้พระตุ๊ดพระแต๋วทั้งหลายลดบทบาทลงเยอะ

ด้านนายวัลลภ นามวงค์พรหม คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าการนำเรื่องพระตุ๊ดพระแต๋วออกมาเผยแพร่ตีแผ่มาวิจารณ์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเองนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง เรื่องกระแสพระตุ๊ดพระแต๋วมีมานานแล้วและทางคณะสงฆ์รวมทั้งองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ในจังหวัดเชียงใหม่ก็เฝ้าติดตามดูควบคุมพระที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนพวกนี้อยู่ น้อยมากที่จะเห็นพระพวกนี้ทำผิดและถูกจับได้ ส่วนมากจะเป็นพระทั่วๆ ไป ที่ดื่มสุรา ครองสติไม่อยู่ ทะเลาะวิวาทกัน เรี่ยไร เป็นพระผู้ชายทั้งแท่ง มักจะกระทำผิดมากกว่าพระกะเทยด้วยซ้ำ

"หากจะมองในสิ่งที่ดี พระกะเทยนั้นส่วนมากจะเป็นพระนักพัฒนา เมื่อมาอยู่ที่วัดแห่งไหนก็จะช่วยงานวัดนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี และจะเทศน์เก่ง คนนิยมฟังมีความศรัทธา มีมนุษยสัมพันธ์ในการพูดจาพาที มีจิตวิทยาในการพูดให้คนเกิดศรัทธา ไม่งมงาย พัฒนาวัดของตนเองที่อยู่ให้เรียบร้อยดูสวยงาม ทำให้ประชาชนในละแวกเกิดความเลื่อมใสศรัทธา มีเงินบริจาคเข้าวัดนำไปพัฒนาวัดให้เจริญ นี่คือจุดเด่น ส่วนข้อเสียก็คือจะตุ้งติ้ง ทำให้รู้สึกขัดสายตาพวกที่ไม่ชอบในลักษณะแบบนี้" นายวัลลภกล่าว

สำหรับเรื่องที่ว่าพระกะเทยแอบไปเที่ยวสปา หรือสถานบันเทิงต่างๆ นั้น นายวัลลภกล่าวว่าตนคิดว่าน้อยมากหรือแทบไม่มี พวกนี้จะระมัด ระวังตัวเป็นพิเศษ ตนคิดว่าพวกที่หยิบเอากระแสพระเกย์หรือสามเณร ออกมาพูด เป็นพวกอยากดังอยากมีชื่อเสียง ทั้งที่ตนไม่ได้มาช่วยเหลืออะไรในสังคมของพระเลย แต่ออกมาพูดให้เสียหาย ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมเสีย และไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อะไร

ด้านพระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ในเรื่องปัญหาพระเกย์ที่เกิดขึ้น ที่ประชุมมหาเถรสมาคม มิได้นิ่งนอนใจ โดยที่ประชุมเคยมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานที่สนองงานให้คณะสงฆ์ ทำหนังสือไปถึงพระสังฆาธิการชั้นผู้ใหญ่ทุกระดับชั้นได้กำชับไปถึงพระอุปัชฌาย์ให้เข้มงวดและตรวจสอบผู้ที่จะเข้ามาบวชอย่างละเอียดแล้ว เพื่อคัดกรองผู้ที่เหมาะสมเข้ามาบวชเรียนสืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ก็ยอมรับว่าเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคลดูด้วยตาเปล่ายากมาก เพราะพฤติกรรมเหล่านี้สามารถเก็บซ่อนได้ ในเรื่องนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องขอร้องจากผู้ที่เป็นเกย์เป็นตุ๊ดว่า ถ้ายังไม่มีความพร้อมที่จะประพฤติตนสำรวมอยู่ในเพศสมณะตามพระธรรมวินัยสงฆ์ได้ ก็อย่าได้เข้ามาขอรับการอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์แต่อย่างใด

>>> จาก "ข่าวสดรายวัน" <<<

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 19 มกราคม , 2009 เวลา 23:55:41 PM โดย โอ๋ » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com




บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 21 ธันวาคม , 2010 เวลา 20:12:51 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2695




เรื่องพระตุ๊ดเณรแต๋วในพระพุทธศาสนาที่กำลังเป็นปัญหาสร้างความหนักใจให้แก่ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
เท่าที่อ่านวิธีแก้ปัญหาของท่านเจ้าคณะทั้งหลายที่มีหน้าที่ปกครองและควบคุมพระภิกษุสามเณรให้อยู่ใน
ระเบียบของพระธรรมวินัยและวิธีคิดของฆราวาสที่มาให้ความเห็น    ก็แสดงให้เห็นว่าแต่ละท่านนั้น
ส่วนมากเลยจะใช้ความคิดและความเข้าใจของตนเองเป็นหลักในการพิจารณา
เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพระตุ๊ดพระแต๋วทั้งหลาย

แต่ละท่านไม่ได้ยกเอาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักอ้างอิงในการแก้ปัญหานี้เลย
ทั้งๆที่ปัญหาเกี่ยวกับพระตุ๊ดพระแต๋วพระพุทธเจ้าท่านก็บอกวิธีจัดการเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว
ชัดเจนแบบไม่ต้องตีความอะไรให้ยุ่งยากอีกด้วย   แต่ดูเหมือนท่านเหล่านี้จะละเลยไม่ให้ความสำคัญ
ต่อคำสอนและระเบียบการทางพระวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้เพื่อความสงบเรียบร้อยของคณะสงฆ์

ว่ากันตามความจริงของพระธรรมวินัย   บรรดาพระตุ๊ดพระแต๋วทั้งหลายนั้น
พระพุทธเจ้าท่านจัดเป็นบุคคลประเภท   "อภัพพบุคคล"  ไม่สามารถบวชเป็นสมณะในพระพุทธศาสนาได้
ถึงแม้จะดื้อดึงบวช     ถึงแม้จะงุบงิบบวช    ถึงแม้จะลักลอบบวช    ถึงแม้พระอุปัชฌาย์จะเต็มใจบวชให้
ถึงแม้บวชเข้ามาแล้วจะพยายามรักษากิริยามารยาท   ไม่แสดงอาการวี๊ดว๊ายให้เป็นที่น่าสมเพชเวทนาก็ตาม
แต่คนผู้นั้นก็ไม่ได้เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด    เป็นแค่ฆราวาสที่เอาเครื่องแต่งกาย
ของพระมาแต่งเท่านั้นเอง    หรือพูดง่ายๆว่าคนเหล่านี้บวชไม่ขึ้นนั่นเอง


และแม้ว่าในขณะที่บวชอยู่ในเพศภิกษุนั้นจะไม่แสดงอาการใดๆให้รับรู้ว่าเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วก็ตาม
แต่ถ้ารู้ขึ้นมาวันใดว่าภิกษุรูปนี้เป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว  ก็ต้องให้ออกไปจากเพศสมณะในพระพุทธศาสนาวันนั้นเลย
ไม่มีการประนีประนอม    ไม่มีการว่ากล่าวตักเตือนให้แก้ตัวใหม่    ไม่มีการทำทัณฑ์บน   
มีอย่างเดียวคือ   ต้องให้ออกไปจากเพศสมณะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ยิ่งมีข่าวครึกโครมโจ่งแจ้งอย่างที่นำเอาภาพและบทความมาลงในกระทู้นี้ยิ่งไม่ต้องคิดอะไรมาก
ยิ่งไม่มีอะไรให้ต้องหนักใจ    ยิ่งไม่มีอะไรต้องลังเล    ยิ่งไม่ต้องไปมองหาสิ่งดีๆจากพระตุ๊ดพระแต๋ว
ว่าเป็นพระนักพัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้     ก็มีแต่ให้พวกเธอเหล่านี้ออกไปเพศสมณะโดยเร็วเท่านั้น


การกระทำเช่นนี้ไม่ได้เป็นการโหดร้าย   ไม่ได้เป็นการกีดกันการแสวงบุญของพวกเธอ
แต่นี่เป็นการกระทำที่เหมาะสมแก่ภาวะแห่งบาปบุญของพวกเธอที่ได้สร้างสมมา   
พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามพวกเธอแสวงบุญในพระพุทธศาสนา   
พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามพวกเธอศึกษาพระธรรมคำสอนของพระองค์
พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามความเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว   
พระพุทธเจ้่ายอมรับในภาวะของความเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วที่พวกเธอกำลังประสบอยู่ในชาติปัจจุบัน
และพระพุทธเจ้าก็ได้แนะนำวิธีการดำรงตนอยู่ในพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมกัับภาวะทางจิตใจของพวกเธอ
ทั้งหลายซึ่งภาวะที่เหมาะสมกับพวกเธอในพระพุทธศาสนานี้ก็คือภาวะของอุบาสกอุบาสิกาเท่านั้น

ถ้าบรรดาพระตุ๊ดพระแต๋วทั้งหลายได้ดำรงตนอยู่ในสมณะเพศนานเท่าไหร่   
พวกเธอก็จะมีบาปกรรมเกิดขึ้นทับถมจิตใจมากเท่านั้น   
และบาปก็จะทำให้พวกเธอต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในอบายอย่างยาวนาน

เมื่อได้เรียนรู้หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาและทราบว่าความทุกข์ทรมานที่เธอเหล่านี้
จะต้องได้ประสบในอบายนั้นมีความร้ายกาจเพียงใด    ก็ทำให้รู้สึกสงสารและเห็นใจพวกเธอ
ที่เข้ามาทำความผิดอยู่ในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประเสริฐสูงสุดเช่นนี้

และถ้าผู้ใดยินดีที่พวกเธอได้บวชเป็นสมณะในพระพุทธศาสนาหรือพยายามให้ความช่วยเหลือ
ในทางใดทางหนึ่งเพื่อให้พวกเธอได้ดำรงชีวิตอยู่ในเพศสมณะต่อไป  
แม้จะดำรงอยู่ในเพศสมณะแบบปกติสำรวมระมัดระวังไม่แสดงอาการ  "แต๋วแตก"  ก็ตาม 
ผู้นั้นก็ได้บาปร่วมไปกับเธอเหล่านี้ด้วยแน่นอน

พระวินัยที่พระพุทธเจ้าวางระเบียบปฏิบัติไว้เกี่ยวกับพระตุ๊ดพระแต๋วที่เล่ม   ๖   หน้า  ๓๐๘
           
ก็โดยสมัยนั้นแล  บัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ  เธอเข้าไปหาภิกษุหนุ่ม ๆ 
แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า    "มาเถิดท่านทั้งหลาย   จงประทุษร้ายข้าพเจ้า"   
ภิกษุทั้งหลายพูดรุกรานว่า     "เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย      เจ้าบัณเฑาะก์จงพินาศ 
จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า" 

เธอถูกพวกภิกษุพูดรุกราน  จึงเข้าไปหาพวกสามเณรโค่งผู้มีร่างล่ำสันแล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า
"มาเถิดท่านทั้งหลาย   จงประทุษร้ายข้าพเจ้า"   
พวกสามเณรพูดรุกรานว่า   "เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย  เจ้าบัณเฑาะก์จงพินาศ   
จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า"   

เธอถูกพวกสามเณรรุกราน   จึงเข้าไปหาพวกคนเลี้ยงช้าง   คนเลี้ยงม้า   แล้วพูดอย่างนี้ว่า   
"มาเถิด    ท่านทั้งหลาย   จงประทุษร้ายข้าพเจ้า"   
พวกคนเลี้ยงช้าง   พวกคนเลี้ยงม้า   ประทุษร้ายแล้วจึงเพ่งโทษ   ติเตียน  โพนทะนาว่า 
พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นบัณเฑาะก์   บรรดาพวกสมณะเหล่านี้   
แม้พวกใดที่มิใช่บัณเฑาะก์   แม้พวกนั้นก็ประทุษร้ายบัณเฑาะก์   เมื่อเป็นเช่นนี้   
พระสมณะเหล่านี้ก็ล้วนแต่ไม่ใช่เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ 

ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกคนเลี้ยงช้าง  พวกคนเลี้ยงม้า    พากันเพ่งโทษ  ติเตียน  โพนทะนาอยู่ 
จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
           
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อนุปสัมบัน  คือ  บัณเฑาะก์ 
ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท   ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย




ในพจนานุกรมภาษาไทย   ฉบับราชบัณฑิตยสถาน   พ.ศ.  ๒๕๔๒    หน้า  ๖๑๖
ให้ความหมายของคำว่า   บัณเฑาะก์    แปลว่า    กะเทย





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 21 มกราคม , 2009 เวลา 05:13:02 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com




วันที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6645 ข่าวสดรายวัน


บุกวัดจับ - สมภารตุ๊ด  ตะลึง  "มีนม"
ฉายาฉาว   "เจ๊ดาว"




ผวจ.นำค้น-วัดดังลำพูน พระครูแต๋วเผ่นหนีก่อน แจ้งเจ้าคณะขอสึกเงียบๆ แฉสักคิ้ว-ศัลยกรรมตัว


พระตุ๊ด - ผวจ.ลำพูนนำกำลังเข้าค้นกุฏิพระครูโสภณปริยัติ เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง จ.ลำพูน ที่ถูกเปิดโปงเป็นพระเสริมหน้าอก พบแต่ภาพถ่ายในผ้าเหลือง และภาพถ่ายปริศนาสาวล้านนาทิ้งไว้ ต้องตรวจสอบว่าใช่ตัวพระตุ๊ดหรือไม่

 
ผู้ว่าฯ นำตำรวจบุกวัดดังกระชากหน้ากากเจ้าอาวาสตุ๊ด เจ้าของฉายา "เจ๊ดาว" เจ้าแม่เมืองลำพูนยกกำลังเข้าวัดศรีบุญเรืองกลางเมืองลำพูน ตรวจค้นกุฏิปรากฏว่าเจ้าอาวาสฉาวหายตัวไปพร้อมกับทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด ทิ้งไว้เพียงห้องเปล่ากับข้าวของเหลือใช้ทิ้งรกรุงรัง ตรวจสอบกุฏิอื่นๆ ในวัดพบเสื้อผ้า เครื่องใช้ฆราวาส และอุปกรณ์แต่งตัวผู้หญิงซุกซ่อนอยู่จำนวนมาก ผู้ว่าฯ ระบุได้รับร้องเรียนว่าเจ้าอาวาสรูปนี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ปลอมตัวแต่งหน้า ใส่วิกออกเที่ยวจับเด็กหนุ่มมามั่วสุมในวัด ชาวบ้านแห่แจ้งข้อมูลอื้อฉาวมานานแล้ว ทั้งทำหน้าอก สักปาก ทำคิ้วถาวร ขณะที่รองเจ้าคณะจังหวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาเผย สมภารตุ๊ดติดต่อมาแล้วขอสึกจากความเป็นพระเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียไปกว่านี้ แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งเรื่องพฤติกรรม และการแปลงเพศ เสริมหน้าอก

ผู้ว่าฯ นำตำรวจบุกวัดดังกระชากหน้ากากเจ้าอาวาสตุ๊ดครั้งนี้ สืบเนื่องจากน.ศ.สาวคนหนึ่งเข้าร้องเรียนนายนที ธีระโรจนพงษ์ เลขานุการกลุ่มเชียงใหม่อารยะ ว่าแฟนหนุ่มมีหนี้สินจากการเล่นพนันฟุตบอลจำนวนมาก จากนั้นได้รู้จักกับกะเทยรุ่นใหญ่ซึ่งช่วยเหลือเงินทองแต่ต้องยอมมีความสัมพันธ์ด้วย กระทั่งรู้ว่ากะเทยรายนี้เป็นถึงเจ้าอาวาสวัดชื่อดังในจ.ลำพูน และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นที่กล่าวขวัญกันข้ามเมือง จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการเพื่อไม่ให้ศาสนาเสื่อมเสีย

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 6 ก.พ. นายดิเรก ก้อนกลีบ ผู้ว่าฯ ลำพูน พร้อมด้วยพ.ต.อ. ปฐม ประจันเขตต์ ผกก.สภ.เมืองลำพูน พ.ต.ท. ดนัย ใจกล่ำ สวป. พ.ต.ท.ทนงค์ศักดิ์ จงรักษ์ สว.สส. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 20 นาย และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนา เข้าตรวจสอบกุฏิของพระครูโสภณปริยัติ เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง และเจ้าคณะตำบลในเมือง เขต 2 อ.เมือง จ.ลำพูน หลังจากได้รับรายงานจากสำนักงานพุทธศาสนา จ.ลำพูน ว่า เจ้าอาวาสวัดดังกล่าวมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ถึงขั้นแปลงเพศนำชายหนุ่มหน้าตาดีเข้ามามั่วสุมทางเพศภายในวัด

เมื่อคณะของผู้ว่าฯ ลำพูนไปถึงพบว่าเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวหลบหนีออกจากวัดไปก่อนหน้านี้แล้ว จากการตรวจค้นกุฏิพบโต๊ะตู้ต่างๆ ถูกรื้อค้นเก็บของมีค่าออกไปทั้งหมด เหลือเพียงข้าวของรกรุงรังเต็มเกลื่อนห้อง โดยมีกะเทยคนหนึ่งอยู่ในห้อง สอบถามบอกไม่รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่มารับเงินค่าดอกไม้เท่านั้น ขณะที่บนชั้น 2 พบเพียงห้องเปล่า ไม่มีสิ่งของมีค่าแม้แต่ชิ้นเดียว
 

ผู้ว่าฯ ลำพูนกล่าวว่า ได้รับข้อมูลว่ามีพระผู้ใหญ่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ถึงขั้นแปลงเพศ และออกไปเที่ยวเตร่กับเด็กหนุ่มๆ ตามสถานบันเทิง จนเป็นที่รู้จักกันในนาม "เจ๊ดาว" จึงเข้าตรวจสอบพบว่าเจ้าอาวาสหลบหนีออกจากวัดไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงให้สำนักงานพุทธศาสนา จ.ลำพูน ประสานงานพระผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด รวมทั้งประสานประธานชมรมดูแลพระพุทธศาสนาเชียงใหม่ เพื่อขอข้อมูลมาตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย คาดว่าภายในวันที่ 10 ก.พ.นี้จะทราบผล หากพบว่าพระผู้ใหญ่ที่ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมตามที่เป็นข่าว ก็ต้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามกฎของมหาเถรสมาคม คือ ต้องสึกออกจากการเป็นพระทันที

ผู้ว่าฯ ลำพูนกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบทั่วบริเวณวัดพบว่า ตามห้องพักบนกุฏิและห้องนอนของพระสงฆ์ภายในวัดมีแต่เครื่องนุ่งห่มของฆราวาส อยู่ตามมุมห้องทุกห้อง และมีข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้าน เช่น กางเกง เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้าผ้าใบ และเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้หญิงซุกซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ในห้องพัก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ด้านนายสุรชัย ขยัน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) จ.ลำพูน กล่าวว่า ได้ติดต่อกับพระครูโสภณปริยัติแล้ว ท่านรับปากว่าจะเข้าพบพระผู้ใหญ่ภายในวันสองวันนี้ ซึ่งสำนักพุทธศาสนาจะดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎและข้อบังคับของมหาเถรสมาคม ทั้งนี้พระผู้ใหญ่ที่มีส่วนในการปกครองต้องดำเนินการเรื่องนี้ เชื่อว่าตัวพระครูโสภณปริยัติคงรู้ดีว่าได้กระทำอะไรลงไป ซึ่งวันที่ 10 ก.พ.นี้เรื่องทุกอย่างคงจบลง โดยรายงานเจ้าคณะจังหวัดลำพูนรับทราบแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผู้ว่าฯ ลำพูนนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบวัดศรีบุญเรือง ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างเดินทางมายังวัดและวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เจ้าอาวาสกระทำตัวไม่เหมาะสมกับสมณเพศมานานแล้ว ล่าสุดไปทำศัลยกรรมใบหน้า ทำตาสองชั้น แต้มริมฝีปากถาวร ทำคิ้วถาวร นอกจากนี้ยังเสริมหน้าอกอีกด้วย จนเป็นที่ทราบกันดีในหมู่สีเหลืองขมิ้นด้วยกันว่า "เจ๊ดาวแห่งเมืองลำพูน" หรือ "เจ้าแม่ลำพูน"

ชาวบ้านยังให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วยว่า พระครูโสภณปริยัติเป็นพระผู้ใหญ่ในจังหวัด เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาพระพุทธศาสนา ทั้งที่วิทยาลัยเทคนิคลำพูน โรงเรียนเมธีวุฒิกรลำพูน และวิทยาลัยสงฆ์ลำพูน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการสงฆ์อย่างมาก อยากให้พระผู้ใหญ่และเจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขันเอาจริงเอาจังเพื่อไม่ให้ศาสนามัวหมองไปมากกว่านี้ เนื่องจากในจ.ลำพูน ยังมีพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมแบบนี้อีกจำนวนมาก จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องใช้โอกาสนี้ชำระสะสางดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพื่อขจัดและป้องกันไม่ให้เหลือบศาสนาเข้ามาอีก
 

ขณะที่นายบอย(นามสมมติ) ช่างเสริมสวยใน จ.ลำพูน พยานคนสำคัญที่ให้เบาะแสข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีกะเทยเข้ามาให้ตนเสริมสวย ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นพระ เพราะใส่วิก ติดขนตาปลอม ช่วงที่กำลังทำเสริมสวยกะเทยคนดังกล่าวดันหน้าอกขึ้นให้นูนเห็นเนินใหญ่โตเพื่ออวดตน แต่ไม่ได้ติดใจ ยังทำเสริมสวยต่อไปตามปกติ กระทั่งต่อมาได้ไปร่วมงานบุญแห่งหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินมาหาและทักทายบอกว่าจำไม่ได้หรือ ตนเห็นหน้าก็ตกใจมากเพราะพระรูปนี้ก็คือกะเทยที่ตนทำเสริมสวยให้นั่นเอง

"ที่ออกมาเปิดเผยครั้งนี้เพราะอยากให้ศาสนาพ้นจากพวกนี้ อยากให้ศาสนาพุทธไม่มีพวกมารพวกนี้มาแอบแฝง จึงออกมาเปิดเผยเปิดโปงข้อมูลทั้งหมด ส่วนพระรูปนี้แปลงเพศหรือไม่ ตอนนั้นไม่กล้าไปจับก็เลยไม่รู้ แต่รู้ว่ามีเงินมาก และมีอิทธิพลมากในหมู่คณะสงฆ์ด้วยกัน จึงอยากให้พระผู้ใหญ่และสำนักพุทธศาสนาแต่ละจังหวัดช่วยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดด้วย"ช่างเสริมสวยพยานคนสำคัญกล่าว

ขณะที่นายนที เลขานุการกลุ่มเชียงใหม่อารยะ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งบอกว่า แฟนหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี อายุ 24-25 ปี เล่นพนันฟุตบอลติดหนี้สินจำนวนมาก จนต้องไปขายตัวให้กับพระรูปหนึ่งหลายครั้งได้เงินมาประมาณ 70,000 บาท นำมาใช้หนี้พนันบอล ด้วยความหึงหวงเด็กสาวคนนั้นจึงเค้นเอาความจริงกับแฟนหนุ่มจนทราบเรื่อง โดยแฟนหนุ่มบอกว่าไม่ต้องกลัวติดเอดส์ เพราะพระรูปดังกล่าวแปลงเพศแล้ว จากนั้นแฟนสาวออกสืบข้อมูลด้วยตัวเองอย่างละเอียดจนรู้ว่าพระรูปนี้มีชื่อในหมู่วัยรุ่นและวงการว่า "เจ๊ดาว" มีรถยนต์ขับ เวลาออกเที่ยวจะแปลงร่างแต่งตัว แต่งหน้า ใส่วิก ออกจับเด็กหนุ่มวัยรุ่นตามสถานบันเทิงไปร่วมหลับนอน จัดเป็นพระที่มีอิทธิพลเพราะมีเงินทองมาก

วันเดียวกันนายอำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิ การมหาเถรสมาคม(มส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำพูนรายงานด่วนมาว่า พระครูโสภณปริยัติ(สมาน) เจ้าคณะตำบลในเมือง เขต 2 และเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.ลำพูน ขอลาสิกขาบทแล้ว เพราะไม่อยากให้ทางวัดเสื่อมเสียชื่อเสียง อีกทั้งก่อนหน้านี้ได้ขอสึกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะบวชมาตั้งแต่อายุ 11 ขวบจึงเกิดความเบื่อหน่าย แต่โยมแม่ร้องขอไว้ เพราะอยากให้ลูกอยู่ในผ้าเหลืองจึงยังไม่ได้สึกออกมา เมื่อเกิดกรณีนักศึกษาสาวร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมเลี้ยงเด็กจึงถือโอกาสสึก และอยากจบปัญหาทั้งหมด

นายอำนาจกล่าวอีกว่า พระครูโสภณปริยัติชี้แจงเรื่องน.ศ.สาวร้องเรียนว่า น่าจะเกิดจากความหึงหวงแฟนหนุ่มซึ่งเป็นเด็กวัด โดยพระครูโสภณปริยัติส่งเสียเรียนหนังสือ แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งดังที่ถูกกล่าวหา ส่วนกรณีกล่าวหาว่าผ่าตัดแปลงเพศแล้วนั้น รองเจ้าคณะจังหวัดลำพูนยืนยันมาแล้ว โดยสอบถามพระโสภณปริยัติได้คำตอบว่ายังไม่ได้ผ่า หรือแปลงเพศใดๆ ทั้งนั้น ในทางตรงกันข้ามบวชเรียนมานานจนเป็นที่ศรัทธาของญาติ โยม ถือเป็นพระที่ดี แต่เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจึงขอสึกจากความเป็นพระ เพราะเกรงว่าจะนำเรื่องเสื่อมเสียมาถึงวัด และพระพุทธศาสนา

ด้านพระราชปัญญาโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า อาตมาได้รับหนังสือขอลาสิกขาบทจากพระครูโสภณปริยัติแล้ว ทั้งนี้ได้รายงานเจ้าคณะอำเภอและเจ้าคณะจังหวัด ในฐานะพระสังฆาธิการผู้ปกครองรับทราบเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ก่อนมอบหนังสือดังกล่าวให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำพูนดำเนินการต่อไป โดยในหนัง สือของพระครูโสภณปริยัติแจ้งว่าจะทำพิธีลาสิกขาบทในวัดบ้านเกิดที่อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ วันที่ 7 ก.พ. แต่ไม่ได้แจ้งเวลาและวัดที่จะทำพิธีลาสึกแต่อย่างใด เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนตามไปสร้างความวุ่นวาย ซึ่งตามหลักพระธรรมวินัยสงฆ์ การลาสิกขาบท สามารถประกอบพิธีที่วัดใดก็ได้

รองเจ้าคณะจังหวัดลำพูน เปิดเผยอีกว่า อย่างไรก็ตามพระครูโสภณปริยัติขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ไม่ขอชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะเท่าที่เกิดเรื่องเช่นนี้ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์เมืองลำพูนเป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อให้เรื่องราวจบลงด้วยดีจึงขอลาสิกขาบทนับแต่นี้เป็นต้นไป

"สำหรับพฤติกรรมของพระครูโสภณปริยัติ ตามที่เป็นข่าวนั้น อาตมาไม่ทราบข้อเท็จจริง เพราะ มีโอกาสได้พบและพูดคุยกับท่านไม่มากนัก ส่วนใหญ่เท่าที่เห็นท่านเป็นคนเรียบร้อย พูดจาไพเราะ แต่เรื่องที่เกิดขึ้น อาตมาในฐานะพระผู้ใหญ่ก็ไม่สะดวกจะสอบถาม แต่ภายหลังจากได้รับหนังสือลาสิกขาบท ได้สอบถามท่านโดยตรง ท่านก็บอกว่าไม่รู้สึกติดใจในประเด็นข้อกล่าวหาแต่อย่างใด แต่เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ท่านจะขอลาสึกทันที" พระราชปัญญาโมลี กล่าว


ข่าวจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNVEEzTURJMU1nPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB3Tnc9PQ==
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 07 กุมภาพันธ์ , 2009 เวลา 13:44:01 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2695



 :o

จะว่าไปเรื่องเน่าๆ   คาวๆ   ฉาวๆ   โฉ่ๆ   แบบนี้ก็มีอยู่ในแวดวงคณะสงฆ์ไทยมาเรื่อยๆ 
ก็มีหลายเรื่อง    หลายประเด็น   ต่างกรรม   ต่างวาระกันไป   

เมื่อเรื่องคาวๆ   ฉาวๆ   ถูกเปิดโปงออกมาให้สาธารณชนทราบแล้ว   
มักจะมีคนตำหนิผู้ที่ออกมาเปิดโปงหรือตำหนิสื่อที่นำ้เสนอเรื่องคาวๆ ฉาวๆ (แต่เป็นเรื่องจริง)ว่า
"เป็นผู้ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนา   เพราะเอาแต่เรื่องที่ไม่ดีออกมาเปิดเผย"   
ทั้งๆที่ควรจะยกย่องผู้ที่ลากเอาเรื่องไม่ดีทั้งหลายออกมาเปิดเผยให้สาธารณชนได้ทราบ
ถึงความเป็นจริง (เน่าๆ) ที่ดำรงอยู่ในวงการพระสงฆ์ไทย

และแน่นอนชัดเจนเลยว่ายังมีเรื่องเน่าๆ   คาวๆ   ฉาวๆ   โฉ่ๆ   อุบาทว์ๆ   ในแวดวงของคณะสงฆ์ไทย
รอการถูกเปิดโปงอยู่อีกเป็นจำนวนมาก   เพียงแต่ว่าต่อไปถึงคิวของเรื่องอะไรจะโผล่ออกมา
ให้สาธารณชนทราบเท่านั้นเอง

แต่บางเรื่องที่พระสงฆ์ไทยประพฤติปฏิบัติกันอยู่เป็นอาจิณจะเป็นเรื่องที่อุบาทว์ๆทางพระวินัยก็ตาม
แต่ประชาชนคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธก็กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้   อลุ่มอล่วยกันไปหมด
สาเหตุก็เพราะคนชาวพุทธขาดการศึกษาพระุพุทธศาสนาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจ
ถึงระเบียบและวิธีการปฏิบัติในกรอบของพระธรรมวินัย    แม้เพียงคำสอนเบื้องต้นของพระธรรมวินัยนี้
คนชาวพุทธทั้งหลายก็ไม่เข้าใจ

คนชาวพุทธให้ความสำคัญกับตัวบุคคลที่โกนหัวโล้นห่มผ้าเหลืองมากเกินไป
มากเกินไปจนลืมเลือนหลักการของพระธรรมวินัยตามความเป็นจริงที่มีปรากฏเป็นหลักฐานให้ได้ศึกษากัน

เมื่อไปให้ความสำคัญเช่นนั้น   ถ้าหากว่าบุคคลผู้โกนหัวโล้นห่มผ้าเหลืองเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ปฏิบัติตรงต่อพระธรรมวินัย   แนะนำสั่งสอนประชาชนตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง
ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของคนชาวพุทธทั้งหลายไป

แต่หากบุคคลผู้โกนหัวโล้นห่มผ้าเหลืองทั้งหลายที่เป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียง   เป็นที่นิยมยกย่องของมหาชน
ไม่เป็นผู้ปฏิบัติดี   ไม่เป็นผู้ปฏิบัติชอบ   ไม่เป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อพระธรรมวินัย    แนะนำสั่งสอนประชาชน
ด้วยการบิดเบือนพระธรรมวินัยและสอดแทรกความรู้บ้าๆบอๆของตัวเองเข้าไปด้วย
ก็ถือว่าเป็นความโชคร้ายของคนชาวพุทธทั้งหลายไป    และในขณะปัจจุบันในวงการคณะสงฆ์ไทย
ก็กำลังเกิดเหตุการณ์อย่างว่ามานี้แหละ   คือ  ชาวพุทธกำลังถูกบุคคลโกนหัวโล้นห่มผ้าเหลือง
หลอกลวงให้งมงาย   ลุ่มหลงในคำสอนที่ไม่ใช่คำสอนของพระบรมศาสดาอย่างพระพุทธเจ้า

พระสงฆ์หลายองค์มีบัญชีเงินฝากส่วนตัวอยู่มากมาย   มีมากถึงขนาดจะเรียกว่าอยู่ในระดับ  "เสี่ย"
หรือจะเรียกว่า    "เสี่ยหัวโล้น"   ก็ได้     เงินทั้งหมดที่มีเป็นของส่วนตัวอยู่นั้น
ถ้าจะพูดให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยแล้วก็คือ   เป็นเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชนชาวพุทธ
อย่างแยบยลทั้งนั้น    เพราะพระธรรมวินัยบัญญัติไม่ให้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีเงินส่วนตัว
แม้แต่สตางค์แดงเดียว    แต่เสี่ยหัวโล้นเหล่านี้กลับแสวงหา   สั่งสม   และใช้สอยเงินทองอย่างมันส์มือ
ที่สำคัญคือพากัน   แสวงหา   สั่งสม   และใช้สอยอยู่ในคราบของสมณะผู้ประเสริฐ

อันที่จริง  เงินและทองหรือของใช้แทนเงินทุกประเภท  เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
อยู่แล้ว   ถ้าหากคนชาวพุทธมีการศึกษาศาสนาให้เข้าใจแม้เพียงเบื้องต้นของพระธรรมวินัยคงจะไม่ปล่อย
ให้มารศาสนาเหล่านี้ลอยหน้าลอยตาทำมาหากินเลี้ยงชีวิตด้วยการอาศัยอยู่ในเพศของสมณะผู้ประเสริฐ

ถ้าได้ศึกษาพระธรรมวินัยกันให้ดีแล้ว   คนชาวพุทธสามารถยึดหรือริบทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวง
ที่พระสงฆ์มีไว้ในครอบครองในส่วนที่นอกเหนือไปจากพระธรรมวินัยบัญญัติให้มีได้

ถ้าเราจะประเมินกันคร่าวๆถึงทรัพย์สินสิ่งผิดพระธรรมวินัยที่มีไว้ในครอบครองของพระสงฆ์ไทย
ก็คงจะมีมูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านบาท    ทรัพย์สินเหล่านี้ควรจะตกเป็นของแผ่นดิน

ก็ได้ยินเขาว่า   "รัฐบาล"   กำลังมีปัญหาเรื่องเงินคงคลังหรือมีปัญหาเรื่องการบริหารงบประมาณแผ่นดิน
ก็ได้ยินเขาว่า    "รัฐบาล"   กำลังมองหาลู่ทางใหม่ๆในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ   
ลู่ทางหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ   ก็คือ   จัดการริบเงินพระสงฆ์ในประเทศไทยทั้งหลายซะให้หมด
นอกจากจะมีรายได้เข้ารัฐเพิ่มมากขึ้นแล้ว   ยังจะเป็นกุศลผลบุญมากมายแก่คณะรัฐบาลในการดูแล
รักษาพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้บริสุทธิ์อีกด้วยนะ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 15 กุมภาพันธ์ , 2009 เวลา 21:50:48 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



 

 
เจ้าอาวาสเล่นแชทนัดสาวเสพเมถุน
 
ตำรวจเมืองน่าน นำกำลังจับเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ไทร พาสาวเข้าโรงแรมดังเสพเมถุน ขณะนอนพักเพื่อปฎิบัติกามกิจต่อในยก 2 สารภาพรู้จักกันทางอินเทอร์เน็ต ก่อนนัดมาร่วมหลับนอน

สว.สส.สภ.เมืองน่าน เข้าตรวจห้องพักหมายเลข 207 ที่โรงแรมชื่อดังย่านธุรกิจ ถนนสุมนเทวราช ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน ภายหลังได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่า มีพลเมืองดีพบเห็นพระภิกษุ พาผู้หญิงสาว แอบพากันไปเปิดห้องที่โรงแรม

สอบถามผู้ดูแลพบว่าเป็นเรื่องจริง จากนั้นผู้ดูแลได้พาตำรวจไปที่ห้องดังกล่าว โดยทำทีให้แม่บ้านของโรงแรมเคาะประตูส่งอาหาร หลังจากนั้นมีชายหัวโล้น นุ่งผ้าเช็ดตัวสีขาวแง้มประตูออกมา ตำรวจจึงผลักประตู ก่อนกรูเข้าไป พบหญิงสาววัยประมาณ 20 ปี เปลือยกายอยู่ใต้ผ้าห่ม พอเห็นตำรวจหญิงสาวรีบกระโดดจากเตียงวิ่งเข้าห้องน้ำ เจ้าหน้าที่จึงเรียก แต่ไม่เสียงขานรับ

ทางผู้ดูแลอนุญาตให้พังเข้าไปได้ แต่เจ้าหน้าที่ได้พยายามพูดจากเกลี้ยกล่อมจนผู้ที่อยู่ในห้องน้ำ ยอมเปิดประตูออกมา พบเป็นหญิงสาว อายุประมาณ 27 ปี สวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อข้างในสีม่วง เสื้อคลุมสีครีม พยายามขัดขืนเพื่อหลบหนี จนเกิดการยื้อยุดฉุดแย่งกันชุลมุนวุ่นวาย สอบถามหาบัตรประชาชน อ้างไม่มี เมื่อสอบถามหญิงคนดังกล่าว บอกสั้นๆ ว่า เป็นเด็กอยู่ร้านอาหารและมาหาพระเท่านั้น จึงได้ตรวจค้นในกระเป๋าพบเงินสด จำนวน 4,000 บาท

ชายโล้น กำลังรีบสวมใส่ผ้าสบง จีวรพัลวัน จากการตรวจสอบพบหลักฐานเป็นใบสุทธิรุ่นเก่า ระบุชื่อว่า บุญตัน เขยตุ้ย อายุ 42 ปี บวชมาแล้ว 28 พรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ไทร ต.ยม อ.ท่าวังผา จ.น่าน และเป็นเลขานุการเจ้าคณะตำบลยม จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวหญิงคนดังกล่าวไปและเชิญพระบุญตัน ไปให้พระธรรมโสภณเจ้าคณะจังหวัดน่านเพื่อทำการสึก ต่อไปโดยมีรองเจ้าคณะจังหวัด องค์ที่ 2และเจ้าคณะอำเภอเมืองน่าน เป็นสักขีพยาน

ขณะบวชมีความสนใจเรื่องเทคโนโลยีจนมีความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์ ขณะเดียวกัน ชอบเล่นแชทคุยกับสาวๆทางอินเทอร์เน็ต กระทั่งได้รู้จักกับหญิงสาวคนดังกล่าว ซึ่งเป็นชาว อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน และทำงานอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทางอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ได้มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์และส่งเอสเอ็มเอสหากันเรื่อยมา

กระทั่งได้นัดหมายหญิงสาวคนนี้มาที่โรงแรมดังกล่าว โดยได้กดเงินจากตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย สาขาน่าน จำนวน 4,000 บาท เพื่อเตรียมมาให้หญิงสาว จากนั้น ได้เช็คอินเข้าพัก เพื่อรอหญิงสาวมาหาที่ห้อง ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์จนสำเร็จความใคร่ไป  1 ครั้ง และนอนรอเวลาเพื่อจะปฎิบัติกามกิจอีกครั้ง แต่ก็มีตำรวจมาจับกุมดังกล่าว

 

ข่าวจาก
http://www.talkystory.com/site/article.php?id=5828
 
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2695




ภาพและเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในกระทู้นี้ทั้งหมดจะเป็นเรื่องของพระเณรฝ่ายมหานิกาย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าพระเณรฝ่ายธรรมยุติจะไม่มีเรื่องเสื่อมเสียเลวทรามแบบนี้เกิดขึ้น
เดี๋ยวจะมีผู้กล่าวหาว่าลำเอียง    นำเสนอแต่ข่าวที่ไม่ดีของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายเท่านั้น

อันที่จริงพระเณรฝ่ายธรรมยุติทั้งสายพระบ้านหรือพระเมืองหรือพระป่าก็มีเรื่องราวอุบาทว์ๆแบบนี้เหมือนกัน
เพียงแต่ว่ายังไม่ถูกเปิดโปงออกมาเท่านั้น   และอีกอย่างหนึ่งจำนวนของพระสายธรรมยุตินี้ก็ถือได้ว่า
มีจำนวนน้อยกว่าสายมหานิกาย   เมื่อทำอะไรผิดธรรมวินัยขึ้นมาก็ง่ายต่อการปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้
พยายามไม่ให้แพร่งพรายออกไปสู่สังคมภายนอก    ยิ่งเป็นพระป่าอาศัยอยู่ตามป่าตามเขาด้วยแล้ว
ยิ่งเป็นการยากที่ความผิดของพระและเณรเหล่านั้นจะถูกเปิดเผยออกไปให้สังคมได้รับทราบ
ทั้งๆที่ก็มีการกระทำผิดและมีการละเมิดต่อพระธรรมวินัยแน่นอน

การเปิดโปงเรื่องที่ไม่ดีของพวกสมณะกราก   สมณะเกรียน    สมณะแกลบ    สมณะขยะ
ที่มีอยู่มากมายในสังคมพระสงฆ์ไทยทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตินั้น   
ถ้าพวกสื่อมวลชนเข้ามาเกาะติดเหตุการณ์แล้วรายงานออกสู่สาธารณชน   
รู้สึกว่าเรื่องราวจะไปได้ทั่วถึงและถูกชำระสะสางได้ดี

แต่ถ้าปล่อยเรื่องเหล่านี้ให้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์เองหรือปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง
กับพระพุทธศาสนาที่แต่งตั้งกันขึ้นและตั้งชื่ออย่างโก้เก๋เช่น   องค์กรพิทักษ์พุทธศาสนาบ้าง
องค์กรระมัดระวังภัยทางพระพุทธศาสนาบ้าง   หรือบางองค์กรทางพระพุทธศาสนาก็ตั้งขึ้นมา
ด้วยงบประมาณหลวงด้วยจำนวนไม่ใช่น้อยๆซึ่งงบประมาณเหล่านี้ก็มาจากภาษีของประชาชน   
แต่การทำงานเพื่อพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาตามคำขี้คุยคำโตๆนั้น    รู้สึกว่าจะไม่เข้าเป้า   
รู้สึกว่าจะไม่ตรงเป้าหมาย    เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน    เหมือนใส่ยาไม่ตรงที่กำลังเป็นแผล


เรื่องนี้มันฟ้องให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้จากความประพฤติของพระและเณรในเมืองไทย
ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยของพระธรรมวินัยที่แท้จริง   แม้แ่ต่ใกล้เคียงก็ยังหาได้แสนยาก
ยังมีสมณะกราก   สมณะเกรียน    สมณะแกลบ    สมณะขยะให้เห็นอยู่มากมาย 
แต่บุคคลากรที่ทำงานในองค์กรทางศาสนาดังกล่าวก็ทำเป็นเอาหูไปนา    เอาตาไปไร่   
ปล่อยปละละเลย    ไม่สนใจ    ต้องรอให้ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ที่จ่ายภาษีอากรเพื่อเป็นเงินเดือน
ให้พวกเขาเองฟ้องร้องเรื่องราวผ่านไปทางสื่อซะก่อน    ถึงจะทำท่าตื่นตัวตึงตังกันไปครั้งหนึ่ง   
เมื่อฝ่ายสื่อเลิกเสนอข่าวเรื่องต่างๆก็เีงียบหายไป   ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   
สมณะกราก    สมณะเกรียน    สมณะแกลบ    สมณะขยะ 
ก็ยังมีให้ชาวบ้านเขาอิดหนาระอาใจอยู่เหมือนเดิม   โดยไม่จำกัดแค่พระตุ๊ดเณรแต๋วเท่านั้น
แต่รวมถึงพระภิกษุสามเณรที่มีความประพฤติละเมิดพระธรรมวินัยทั้งหมด

ทั้งๆที่ความประพฤติอันเหลวแหลกของพระเณรที่ละเิมิดพระธรรมวินัยนี่แหละเป็นภัยอันใหญ่หลวง
ของพระพุทธศาสนาโดยตรง   เป็นงานสำคัญที่จะต้องได้รับการตรวจสอบและแก้ไขอย่างรีบด่วน
จากทุกๆฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพระหรือโยม


อันที่จริงเรื่องเหล่านี้    องค์กรทางศาสนาที่ได้รับงบประมาณดำเนินการจากรัฐบาลควรจะเป็นฝ่าย
ตื่นตัวและกระตือรือร้นให้มากที่จะดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขพฤติกรรมของพระเณรทั่วประเทศ
ทั้งที่อยู่ในเมือง   ทั้งที่อยู่ในหมู่บ้าน   ทั้งที่อยู่ในป่า   ให้มีผลงานที่เด่นชัดในการกำจัดสมณะกราก   
สมณะเกรียน    สมณะแกลบ    สมณะขยะ    ที่สามารถเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม   
ให้สมกับชื่อของหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาอย่างเท่ห์ๆและให้สมกับค่าภาษีอากรที่ประชาชน
จ่ายให้เป็นเงินเดือนหน่อย

อย่าไปเข้าใจผิดคิดว่า   การตรวจสอบความประพฤติของสมณะ    ของพระของเณรเป็นบาปเป็นเวรอะไร
การว่ากล่าวตำหนิ   ตักเตือน   ไปจนถึงการขับสมณะกราก    สมณะเกรียน    สมณะแกลบ    สมณะขยะ  
ออกไปจากการเป็นสมณะในพระุพุทธศาสนาได้    ยิ่งจะเป็นการเชิดชูรักษาพระศาสนาของพระศาสดา
ให้ดำรงอยู่คู่โลกตราบนานเท่านาน
    เรื่องเช่นนี้ก็มีเรื่องของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นตัวอย่างไว้แล้ว
พระเจ้าอโศกมหาราชนี่นับได้ว่าเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนาที่ศึกษาพระธรรมวิีันัยมาเป็นอย่างดี
เข้าใจว่าสิ่งใดเป็นบุญ     สิ่งใดเป็นบาป      สิ่งใดสามารถทำได้      สิ่งใดไม่สามารถทำได้

ในสมัยที่มีอลัชชีเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนากันมากพระเจ้าอโศกมหาราชจัดการสอบสวน
พระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยตัวของพระองค์เอง   ก็ทำให้ทราบว่าพระรูปใดเป็นพระในพระพุทธ
ศาสนา    พระรูปใดเป็นพระนอกพระพุทธศาสนาแต่แต่งกายและมีกิริยาคล้ายกับพระในพระพุทธศาสนา   
เมื่อทราบแล้วพระองค์ก็ัสั่งบังคับให้ภิกษุนอกรีตเหล่านั้นสึกออกไป     ว่ากันว่าในคราวนั้นมีพระภิกษุ
ที่ถูกพระเจ้าอโศกมหาราชขับให้พ้นจากพระศาสนานับจำนวนได้ประมาณ  60,000   คน

นอกจากตัวอย่างของพระเจ้าอโศกมหาราชที่มีปรากฏในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในการขับพระเลวๆ
ให้สึกแล้ว   ก็มีคำสอนของพระพุทธเ้จ้าที่สั่งสอนเอาไว้ให้พุทธบริษัททั้งหลายจงกำจัด   จงขับออก
ซึ่งสมณะกราก    สมณะเกรียน    สมณะแกลบ    สมณะขยะ   ให้พ้นไปจากพระพุทธศาสนา
ตามเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก    เล่ม    37    หน้า   326   ความว่า

สมัยหนึ่ง     พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัครา  ใกล้นครจัมปา   
สมัยนั้นแล    ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ    ภิกษุที่ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัตินั้นเอาเรื่องอื่นๆ
มาพูดกลบเกลื่อน    ชักเรื่องไปนอกทางเสีย     แสดงความโกรธเคืองและความไม่ยำเกรงให้ปรากฏ   

ครั้งนั้นแล    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   
จงกำจัดบุคคลนั้นออกไป   จงกำจัดบุคคลนั้นออกไป    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   
คนชนิดนี้ต้องขับออก   เป็นลูกนอกคอก    กวนใจกระไร 
 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้   มีการก้าวไป    การถอยกลับ   การแล    การเหลียว   
การคู้   การเหยียด   การทรงผ้าสังฆาฏิ   บาตร   และจีวร    เหมือนภิกษุผู้เจริญเหล่าอื่น     
ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติของเขา    แต่เมื่อใด     ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา     
เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า    ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้ายสมณะ     เป็นสมณะแกลบ     
เป็นสมณะหยากเยื่อ     ครั้นรู้จักอย่างนี้แล้วย่อมนาสนะ (ขับออก) ออกไปให้พัน   
ข้อนั้นเพราะเหตุไร    เพราะคิดว่าภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย     

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เปรียบเหมือนหญ้าชนิดหนึ่งที่ทำลายต้นข้าว    มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ   
มีเมล็ดเหมือนข้าวตายรวง     พึงเกิดขึ้นในนาข้าวที่สมบูรณ์    ราก    ก้าน   และใบของมัน
เหมือนกับข้าวที่ดีเหล่าอื่น   ตราบเท่าที่มันยังไม่ออกรวง    แต่เมื่อใดที่มันออกรวง     เมื่อนั้นจึงทราบ
กันว่า    หญ้านี้ทำลายข้าว    มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ   มีเมล็ดเหมือนข้าวตายรวง  ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว     
เขาจึงถอนมันพร้อมทั้งราก   เอาไปทิ้งให้พ้นที่นา     ข้อนั้นเพราะเหตุไร    เพราะคิดว่า     
หญ้าชนิดนี้อย่าทำลายข้าวที่ดีอื่นๆเลย   ฉันใด   
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ฉันนั้นเหมือนกัน   บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้   มีการก้าวไป 
การลอยกลับ   ฯลฯ   เพราะคิดว่า     ภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย.....     

.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เปรียบเหมือนบุคคลต้องการกระบอกตักน้ำ   ถือขวานอันคมเข้าไปในป่า   
เขาเอาสันขวานเคาะต้นไม้นั้นๆ   บรรดาต้นไม้เหล่านั้น   ต้นไม้ที่แข็ง   มีแก่น   ซึ่งถูกเคาะด้วยสันขวาน
ย่อมมีเสียงหนัก   ส่วนต้นไม้ที่ผุใน   น้ำชุ่ม     เกิดยุ่ยขึ้น     เมื่อถูกเคาะด้วยสันขวาน   ย่อมมีเสียงก้อง   
เขาจึงตัดต้นไม้ที่ผุในนั้นที่โคน    ครั้นตัดโคนแล้ว    จึงตัดปลาย    ครั้นตัดปลายแล้ว   
จึงคว้านข้างในให้เรียบร้อยแล้วทำเป็นกระบอกตักน้ำ  ฉันใด 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ฉันนั้นเหมือนกันแล    บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้   มีการก้าวไป 
การถอยกลับ   การแล   การเหลียว   การคู้    การเหยียด    การทรงผ้าสังฆาฏิ   บาตรและจีวร   
เหมือนของภิกษุที่ดีเหล่าอื่น     ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติของเขา   
แต่เมื่อใดภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา   เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า   
ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้ายสมณะ    เป็นสมณะแกลบ    เป็นสมณะหยากเยื่อ   ครั้นรู้จักอย่างนี้แล้วย่อมนาสนะ
ออกไปให้พ้น   ข้อนั้นเพราะเหตุไร   เพราะคิดว่า   ภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย.
                       
เพราะการอยู่ร่วมกัน   พึงรู้ได้ว่า   ผู้นี้มีความปรารถนาลามก   มักโกรธ    มักลบหลู่   หัวดื้อ   ตีเสมอ     
ริษยา  ตระหนี่   โอ้อวด   บางคนในท่ามกลางประชุมชนพูดไพเราะดังพระสมณะ     
พูดปิดบังความชั่วที่ตนทำ    มีความเห็นลามก   ไม่เอื้อเฟื้อ    พูดเลอะเลือน    พูดเท็จ   
เธอทั้งหลายทราบบุคคลนั้นว่าเป็นอย่างไรแล้ว   จงพร้อมใจกันทั้งหมดขับบุคคลนั้นเสีย   
จงกำจัดบุคคลที่เป็นดังหยากเยื่อ    จงถอนบุคคลที่เสียในออกเสีย
   

แต่นั้น   จงนำคนแกลบ    ผู้มิใช่สมณะแต่ยังนับว่าเป็นสมณะออกเสีย     
เธอทั้งหลายเมื่อต้องการอยู่ร่วมกับคนดี     และคนไม่ดี     ครั้นกำจัดคนที่มีความปรารถนาลามก   
มีอาจาระ (มารยาท) และโคจร (สถานที่เที่ยวไป) ลามกออกแล้ว   
จงเป็นผู้มีสติ   แต่นั้น   เธอทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน    เป็นผู้มีปัญญารักษาตน     
จักกระทำที่สุดทุกข์ได้.


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 06 สิงหาคม , 2009 เวลา 04:01:26 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



 /\ /\ /\
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2695




เล่ม  7   หน้า   395
นิสสรณา  (การไล่ออกหรือการขับออก)  ๒  อย่าง 
         

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    นิสสรณาการขับออกนี้มี    ๒   อย่าง  คือ
มีบุคคลที่ยังไม่ถึงการขับออก   ถ้าสงฆ์ขับเธอออก   
บางคนเป็นอันสงฆ์ขับออกดีแล้ว    บางคนเป็นอันสงฆ์ขับออกไม่ดี.
           
๑.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็บุคคลชนิดไรที่ยังไม่ถึงการขับออก   
ถ้าสงฆ์ขับเธอออก    เป็นอันขับออกไม่ดี.     
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุในธรรมวินัยนี้    เป็นผู้บริสุทธิ์    ไม่มีอาบัติ   
ถ้าสงฆ์ขับเธอออก     เป็นอันขับออกไม่ดี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลนี้   เรากล่าวว่ายังไม่ถึงการขับออก 
ถ้าสงฆ์ขับเธอออก     เป็นอันขับออกไม่ดี.
         
๒.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็บุคคลชนิดไรที่ยังไม่ถึงการขับออก   
ถ้าสงฆ์ขับเธอออก      เป็นอันขับออกดีแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้     เป็นพาล    ไม่ฉลาด    มีอาบัติมาก   
มีมารยาทไม่สมควร    อยู่คลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์    ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร
   
ถ้าสงฆ์ขับเธอออก      เป็นอันขับออกดีแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลนี้     เรากล่าวว่ายังไม่ถึงการขับออก     
ถ้าสงฆ์ขับเธอออก     เป็นอันขับออกดีแล้ว.

บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: