แสดงกระทู้ - สมบัติ สูตรไชย
กระดานสนทนาธรรม

ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - สมบัติ สูตรไชย

หน้า: 1 2 [3] 4
31
ว่าด้วยภิกษุผู้นับถือและไม่นับถือตลอด เล่ม35หน้า81
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 81
[/color]
๖. กุหสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้นับถือและไม่นับถือตลอด
[๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด     
หลอกลวง
ดื้อรั้น
พล่ามเพ้อ
ไว้ตัว
เย่อหยิ่ง
ใจไม่มั่น

ภิกษุเหล่านั้นนับว่าไม่นับถือเรา และชื่อว่าออกไปนอกพระธรรมวินัยนี้แล้ว
ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ให้พระธรรมวินัยนี้.

ส่วนภิกษุเหล่าใด           
ไม่หลอกลวง
ไม่พล่ามเพ้อ
ฉลาด
ไม่ดื้อรั้น
ใจมั่นคงดี

ภิกษุเหล่านั้นนับว่านับถือเรา และไม่ออกไปนอกพระธรรมวินัยนี้
ภิกษุเหล่านั้นย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัยนี้

ภิกษุเหล่าใด     
หลอกลวง
ดื้อรั้น
พล่ามเพ้อ
ไว้ตัว
เย่อหยิ่ง และ
ใจไม่มั่น

ภิกษุเหล่านั้น ย่อมไม่งอกงามในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว
ภิกษุเหล่าใด     
ไม่หลอกลวง
ไม่พล่ามเพ้อ
ฉลาด
ไม่ดื้อรั้น
ใจมั่นคงดี

ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อนงอกงามในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
จบกุหสูตรที่ ๖
[/color][/b]

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 82
[/color][/b]
อรรถกถากุหสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกุหสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กุหา แปลว่า ผู้หลอกลวง.
บทว่า ถทฺธา ได้แก่ ดื้อรั้นด้วยความโกรธ และมานะ.
บทว่า ลปา ได้แก่ พูดพล่าม.
บทว่า สิงฺคี ความว่า ผู้ประกอบด้วยกิเลสที่ปรากฏเสมือนเขาสัตว์
ที่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่าบรรดากิเลสเหล่านั้น
การไว้ตัวเป็นไฉน ? คือ การไว้ตัว ภาวะคือการไว้ตัวภาวะคือการไว้ในตัวในอิริยาบถ ๔
 กิริยาวางท่าในอิริยาบถ ๔ ภาวะคือความมีคนแวดล้อม กิริยาวางท่ากับคนแวดล้อม.
บทว่า อุนฺนฬา ความว่า เป็นดุจไม้อ้อที่ชูขึ้น คือยกมานะเปล่า ๆ ขึ้นตั้ง.
บทว่า อสมาหิตา ความว่า ไม่ได้แม้เพียงเอกัคคตาจิต.
บทว่า น เม เต ภิกฺขเว ภิกฺขู มามกา ความว่า ภิกษุเหล่านั้นของเรา ไม่ใช่เป็นสมบัติของเรา.
ก็บทนี้ว่า เต มยฺหํ ตรัสเพราะบวชอุทิศพระศาสดา.
บทว่า เต โข เม ภิกฺขเว ภิกฺขู มามกา ความว่า ก็ตรัสเพราะบวชอุทิศตนในศาสนาแม้นี้
แต่ตรัสว่า มามกา เพราะเป็นผู้ปฏิบัติชอบ.
บทว่า วุฑฺฒึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ ความว่า ภิกษุเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญ
เพราะ เจริญด้วยศีลาทิคุณ ความงอกงาม
เพราะไม่หวั่นไหว ความไพบูลย์
เพราะ แผ่ไปในที่ทุกสถาน
ก็ภิกษุเหล่านี้นั้นย่อมงอกงามจนถึงอรหัตมรรค
เมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ชื่อว่า งอกงาม.
ทั้งในพระสูตรนี้ ทั้งในคาถา ตรัสทั้งวัฏฏะทั้งวิวัฏฏะ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถากุหสูตรที่ ๖__
[/color][/b]


32

[๑๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค เสด็จออกจากที่ประทับพักผ่อนในเวลาเย็น
เสด็จตรงไปยังโรงกลมใกล้หมู่ไม้กุ่มน้ำ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนาอะไรกัน เรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามดังนี้ ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน
พวกข้าพระองค์ได้สนทนากันขึ้นในระหว่างนี้ว่า
น่าอัศจรรย์  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
ไม่เคยมีแล้ว ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
พระตถาคตจะต้องทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 10
จึงจักทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว
ทรงตัดธรรมที่ทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว
ทรงตัดความหมุนเวียนได้แล้ว
ทรงครอบงำความหมุนเวียนได้แล้ว
ทรงล่วงทุกข์ได้ทุกอย่างแล้ว แม้โดยพระชาติ
แม้โดยพระนาม
แม้โดยพระโคตร
แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ
แม้โดยคู่แห่งพระสาวก
แม้โดยประชุมแห่งพระสาวกว่า แม้ด้วยเหตุนี้
พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จึงได้มีพระชาติเช่นนี้ ฯลฯ
มีวิมุตติเช่นนี้
ท่านผู้มีอายุทั้งหลายเป็นอย่างไรหนอแล
พระตถาคตพระองค์เดียว จึงทรงแทงตลอดธรรมธาตุนี้
เพราะเหตุที่พระตถาคตทรงแทงตลอดธรรมธาตุแล้วฉะนั้น
จึงทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว
ตัดธรรมเครื่องทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว ทรงตัดความหมุนเวียนได้แล้ว
ทรงครอบงำความหมุนเวียนได้แล้ว ทรงล่วงทุกข์ได้ทุกอย่างแล้ว
แม้โดยพระชาติ แม้โดยพระนาม
แม้โดยพระโคตร
แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ
แม้โดยคู่แห่งพระสาวก
แม้โดยประชุมแห่งพระสาวกว่า
แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จึงได้ มีพระชาติเช่นนี้
มีพระนามเช่นนี้
มีพระโคตรเช่นนี้
มีศีลเช่นนี้
มีธรรมเช่นนี้
มีพระปัญญาเช่นนี้
มีวิหารธรรมเช่นนี้
มีวิมุตติเช่นนี้ หรือว่า
เพราะความข้อนี้พวกเทวดาได้กราบทูลแด่พระตถาคต
พระตถาคตจึงทรงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว
ซึ่งปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมเครื่องทำให้เนิ่นช้าได้แล้วตัดความหนุนเวียนได้แล้ว
ทรงครอบงำความหมุนเวียนได้แล้ว ทรงล่วงความทุกข์ทุกอย่างได้แล้ว
แม้โดยพระชาติ แม้โดยพระนาม ฯ ล ฯ แม้โดยประชุมแห่งพระสาวกว่า
แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น จึงได้มีพระชาติเช่นนี้ มีพระนามเช่นนี้ ฯ ล ฯ
มีวิมุตติเช่นนี้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องนี้แลที่พวกข้าพระองค์พูดค้างไว้
พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 11
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะเหตุที่ตถาคตนี่แหละแทงตลอดธรรมธาตุแล้ว
ฉะนั้นตถาคตจึงระลึกได้ถึงพระพุทธเจ้าที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมเครื่องทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว
มีวัฏฏะอันตัดแล้วครอบงำวัฏฏะแล้ว แม้โดยพระชาติ
แม้โดยพระนาม
แม้โดยพระโคตร
แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ
แม้โดยคู่แห่งพระสาวก
แม้โดยการประชุมกันแห่งพระสาวกว่า
แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงได้มีพระชาติเช่นนี้
มีพระนามเช่นนี้ ฯลฯ มีวิมุตติเช่นนี้
ความข้อนี้ แม้พวกเทวดาก็ได้กราบทูลแด่ตถาคต ตถาคตจึงระลึกได้
ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งปรินิพพานแล้ว ตัดธรรมเครื่องทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว มีวัฏฏะอันตัดแล้ว ครอบงำวัฏฏะแล้ว ล่วงสรรพทุกข์แล้ว
แม้โดยพระชาติ แม้โดยพระนาม ฯ ล ฯ
แม้โดยการประชุมกันแห่งพระสาวกว่า
แม้ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงได้ มีพระชาติเช่นนี้
มีพระนามเช่นนี้
มีวิมุตติเช่นนี้
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอปรารถนาหรือไม่ที่จะฟังธรรมีกถา
ซึ่งเกี่ยวด้วยบุพเพนิวาสโดยยิ่งกว่าประมาณภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เป็นกาลสมควรแล้ว
ข้าแต่พระสุคต เป็นกาลสมควรแล้วที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงการทำธรรมีกถาซึ่ง
เกี่ยวด้วยบุพเพนิวาส โดยยิ่งกว่าประมาณ
ภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้วจักได้ทรงจำไว้.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเธอ จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นับแต่นี้ไป ๙๑ กัป
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี
เสด็จอุบัติแล้วในโลก พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ
เสด็จอุบัติแล้วในขัตติยสกุล เป็นโกณฑัญญะโดยพระโคตร
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 12
มีพระชนมายุประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี
พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้แคฝอย
มีพระขัณฑะและพระติสสะ เป็นคู่พระอัครสาวก ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ
การประชุมแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี ได้มีแล้วสามครั้ง
ครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุมกัน เป็นจำนวนภิกษุหกล้านแปดแสนรูป
อีกครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแสนรูป
อีกครั้งหนึ่ง มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป
ภิกษุทั้งหลาย
พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
ซึ่งได้ประชุมกันทั้งสามครั้งนี้ ล้วนเป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่า อโสกะ
ได้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
พระราชาพระนามว่า พันธุม เป็นพระชนก
พระเทวีพระนามว่า พันธุมดี เป็นพระชนนี
บังเกิดเกล้าของพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
พระนครชื่อว่าพันธุมดี ได้เป็นราชธานีของ พระเจ้าพันธุม.
ว่าด้วยพระโพธิสัตว์
[๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสี
จุติจากชั้นดุสิตแล้ว มีพระสติสัมปชัญญะ เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
เมื่อใดพระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิต เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา
เมื่อนั้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
แสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณปรากฏในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
ช่องว่างซึ่งอยู่ที่สุดในโลก มิได้ถูกอะไรปกปิดไว้ ที่มืดมิดก็ดี
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 13
สถานที่ ที่พระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านี้ ซึ่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากปานนี้ส่องแสงไปไม่ถึงก็ดี
ในที่ทั้งสองแห่งนั้น แสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ ย่อมปรากฏล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
ถึงสัตว์ทั้งหลายที่เกิดในสถานที่เหล่านั้นก็จำกันและกันได้ ด้วยแสงนั้น
ว่า พ่อผู้เจริญ ได้ยินว่า ถึงสัตว์พวกอื่นที่เกิดในนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน
ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ ย่อมหวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ
ย่อมปรากฏในโลกล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้

[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา
เทวบุตร ๔ องค์ ย่อมเข้าไปรักษาทิศทั้ง ๔โดยตั้งใจว่าใคร ๆ
คือ มนุษย์ หรืออมนุษย์ก็ตาม อย่าเบียดเบียนพระโพธิสัตว์
หรือพระมารดาของโพธิสัตว์นั้นได้
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา
พระมารดาของพระโพธิสัตว์โดยปรกติทรงศีล
งดเว้นจากการฆ่าสัตว์
งดเว้นจากการลักทรัพย์
งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
งดเว้นจากการกล่าวเท็จ
งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาท
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์ลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา
พระมารดาของโพธิสัตว์ย่อมไม่เกิดมนัสซึ่งเกี่ยวด้วยกามคุณในบุรุษทั้งหลาย
พระมารดาของโพธิสัตว์ย่อมเป็นหญิงที่บุรุษใด ๆ ซึ่งมีจิตกำหนัดแล้วจะล่วงเกินไม่ได้
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้

[๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา
พระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมได้กามคุณ๕
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 14
พระนางเพียบพร้อมพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ได้รับบำเรออยู่
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา
อาพาธใด ๆ ย่อมไม่เกิดแก่พระมารดาของของพระโพธิสัตว์เลย
พระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมทรงสำราญ ไม่ลำบากกาย และ
พระมารดาของพระโพธิสัตว์ ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์
ซึ่งเสด็จอยู่ภายในพระครรภ์ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม
นายช่างเจียรไนดีแล้ว สุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้าย เขียว เหลือง แดง
ขาวหรือนวลร้อยอยู่ในนั้น. บุรุษผู้มีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นี้นั้นวางไว้ใน
มือแล้วพิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม
นายช่างเจียรไนดีแล้ว สุกใสแวววาว สมส่วนแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้าย
เขียว เหลือง แดง ขาว หรือนวล ร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้น แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ฉันนั้นเหมือนกันแล ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา อาพาธใด ๆ ย่อมไม่เกิดแก่พระมารดาของพระโพธิสัตว์เลย
พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทรงสำราญ ไม่ลำบากพระกาย และ
พระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จอยู่ ณ ภายในพระครรภ์ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วนมีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติแล้วได้ ๗ วัน
พระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมทิวงคตเสด็จเข้าถึงชั้นดุสิต
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้ หญิงอื่น ๆ บริหารครรภ์
๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง จึงคลอด
พระมารดาของพระโพธิสัตว์หาเหมือนอย่างนั้นไม่
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 15
พระมารดาของพระโพธิสัตว์
บริหารพระโพธิสัตว์ด้วยพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือนถ้วน จึงประสูติ
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรดามีอยู่ดังนี้
พระมารดาของพระโพธิสัตว์ย่อมไม่ประสูติเหมือนหญิงอื่น ๆ ซึ่งนั่งหรือนอนคลอด
ส่วนพระมารดาของพระโพธิสัตว์ประทับยืนประสูติพระโพธิสัตว์
ข้อนี้เป็นธรรดาในเรื่องนี้.

[๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาพระโพธิสัตว์เสด็จประสูติจากพระครรภ์พระมารดา
พวกเทวดารับก่อน พวกมนุษย์รับทีหลัง
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จประสูติจากพระครรภ์พระมารดาและยังไม่ทันถึงแผ่นดิน
เทวบุตร ๔ องค์ประคองรับพระโพธิสัตว์นั้นแล้ววางไว้เบื้องหน้าพระมารดา
กราบทูลว่า ขอจงมีพระทัยยินดีเถิดพระเทวี พระโอรสของพระองค์ที่เกิดมีศักดิ์ใหญ่
นี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้

[๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จประสูติจากพระครรภ์พระมารดา
เสด็จประสูติอย่างง่ายดาย ทีเดียว
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยน้ำ
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยเสมหะ
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลหิต
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยสิ่งไม่สะอาดอย่างใดอย่างหนึ่ง
เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
แก้วมณีอันบุคคลวางลงไว้ในผ้ากาสิกพัสตร์
แก้วมณีย่อมไม่ทำผ้ากาสิกพัสตร์ให้เปรอะเปื้อนเลย
ถึงแม้ผ้ากาสิกพัสตร์ก็ไม่ทำแก้วมณีให้เปรอะเปื้อน
เพราะเหตุไรจึงเป็นดังนั้น เพราะสิ่งทั้งสองเป็นของบริสุทธิ์แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จประสูติจากพระครรภ์พระมารดาก็
ประสูติอย่างง่ายดายทีเดียว
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยน้ำ
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยเสมหะ
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลหิต
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 16
ไม่เปรอะเปื้อนด้วยสิ่งไม่สะอาด อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้

[๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จประสูติจากพระครรภ์พระมารดา
ธารน้ำย่อมปรากฏจากอากาศสองธาร
เย็นธารหนึ่ง
ร้อนธารหนึ่ง
สำหรับสนานพระโพธิสัตว์และพระมารดา
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
พระโพธิสัตว์ผู้ประสูติแล้วได้ครู่หนึ่ง
ประทับยืนด้วยพระบาททั้งสองอันสม่ำเสมอ
ผินพระพักตร์ทางด้านทิศอุดร
เสด็จดำเนินไปเจ็ดก้าว และ
เมื่อฝูงเทพดากั้นเศวตฉัตรตามเสด็จอยู่ทรงเหลียวแลดูทั่วทุกทิศ เปล่งวาจาว่า
เราเป็นยอดของโลก
เราเป็นใหญ่แห่งโลก
เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก
ความเกิดของเรานี้เป็นครั้งที่สุด บัดนี้ความเกิดอีกมิได้มี ดังนี้
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.

[๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดามีอยู่ดังนี้
เมื่อใด พระโพธิสัตว์เสด็จประสูติจากพระครรภ์พระมารดา
เมื่อนั้น ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลกพรหมโลก ในหมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวาและมนุษย์ แสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ
ย่อมปรากฏล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย ช่องว่างซึ่งอยู่ที่สุดโลกมิได้ถูกอะไรปกปิด ที่มืดมิดก็ดี สถานที่ที่พระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านี้ซึ่งมีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมากปานนี้ส่องแสงไป ไม่ถึงก็ดี ในที่ทั้งสองแห่งนั้นแสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ ย่อมปรากฏล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย ถึงสัตว์ทั้งหลายที่เกิดในสถานที่เหล่านั้นก็จำกันและกันได้ ด้วยแสงสว่างนั้นว่าพ่อผู้เจริญ ได้ยินว่าถึงสัตว์พวกอื่นที่เกิดในนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน และหมื่นโลกธาตุนี้ย่อมหวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ ย่อมปรากฏในโลกล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 17
[/size]

33
บุคคลที่ไม่ควรไหว้ ๑๐ จำพวก
[๒๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๑ จำพวกนี้ อันภิกษุไม่ควรไหว้ คือ
อันภิกษุผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง ๑
ไม่ควรไหว้ อนุปสัมบัน ๑
ไม่ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่ไม่ใช่ธรรมวาที ๑
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 137
ไม่ควรไหว้มาตุคาม ๑
ไม่ควรไหว้บัณเฑาะก์ ๑
ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ๑
ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ๑
ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรมานัต ๑
ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ประพฤติมานัต ๑
ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรอัพภาน ๑
บุคคล ๑๐ จำพวกนี้แล อันภิกษุไม่ควรไหว้.

บุคคลที่ควรไหว้ ๓ จำพวก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ ภิกษุควรไหว้ คือ
ภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทก่อน ๑
ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่เป็นธรรมวาที ๑
ควรไหว้ตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบในโลกทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์.
บุคคล ๓ จำพวกนี้แล ภิกษุควรไหว้


34

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 31
อรรถกถาปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ ๔
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี
ทรงปรารภทานของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี ได้ตรัสคำนี้
เริ่มต้นว่า ยงฺกิญฺจารมฺมณํ กตฺวา ดังนี้ :-

ได้ยินว่า
พี่เลี้ยงของเด็กหญิง ธิดาของลูกสาวท่าน อนาถปิณฑิกคฤหบดี ได้ให้ตุ๊กตาแป้งด้วยสั่งว่า นี้ลูกสาวของเจ้าเจ้าจงอุ้มมันไปเล่นเถอะ.
เด็กหญิงนั้นเกิดความเข้าใจในตุ๊กตาแป้งนั้นว่า เป็นลูกสาว.

ครั้นวันหนึ่ง
เมื่อเธออุ้มตุ๊กตานั้นเล่น ตุ๊กตาตกแตก เพราะความเลินเล่อ.
แต่นั้นเด็กหญิงจึงร้องร่ำไห้ ลูกสาวเราตายแล้ว.
เธอกำลังร้องไห้อยู่ คนในเรือนบางคน ก็ไม่สามารถจะชี้แจงให้เธอเข้าใจได้.

ก็สมัยนั้น
พระศาสดาประทับนั่งบนปัญญัตาอาสน์ ในเรือนของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี. และท่านมหาเศรษฐี ก็ได้นั่งอยู่ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า.

หญิงพี่เลี้ยงได้พาเด็กหญิงนั้นไปหาท่านเศรษฐี.
ท่านเศรษฐีเห็นเข้า จึงกล่าวว่าเด็กหญิงนี้ร้องไห้ เพื่ออะไรกัน.
พี่เลี้ยงได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ท่านเศรษฐีแล้ว.
เศรษฐีได้ให้เด็กหญิงนั้น นั่งบนตักแล้วให้เข้าใจว่าฉันจะให้ทานอุทิศแก่ลูกของหนู ดังนี้แล้วจึงกราบทูลแต่พระศาสดาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะให้ทาน
อุทิศแก่ตุ๊กตาแป้ง ซึ่งเป็นลูกสาวของหลาน ของข้าพระองค์,
ขอพระองค์พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป จงรับทานนั้นของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้
เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 32
ครั้นในวันที่สอง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปเสด็จไปยังเรือนของท่านเศรษฐี
เสวยพระกระยาหารแล้ว เมื่อจะทำอนุโมทนา
จึงได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ ควรทำเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
ปรารภถึงบุรพเปตชน
เทวดาผู้สิงอยู่ในเรือน หรือ
ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ผู้รักษาโลกผู้มียศ คือ
ท้าวธตรฐ ๑
วิรุฬหก ๑
วิรูปักษ์ ๑ และ
ท้าวกุเวร ๑ ให้เป็นอารมณ์แล้วพึงให้ทาน
ท่านเหล่านั้นเป็นผู้อันบุคคลบูชาแล้ว ทั้งทายกก็ไม่ไร้ผล

ความร้องไห้ ความเศร้าโศกหรือความร่ำไห้อย่างอื่น ไม่ควรทำเลย
เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ญาติทั้งหลาย คงตั้งอยู่ตามธรรมดาของตน ๆอันทักษิณาทานนี้
ที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในพระสงฆ์ให้แล้ว ย่อมสำเร็จประโยชน์
โดยฉับพลัน แก่บุรพเปตชนนั้น สิ้นกาลนาน.

35
ญาณถวิกเถราปทานที่ ๔ (๔๘๕)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธญาณ
[๗๔] เราสร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ ณ ทิศทักษิณแห่งภูเขาหิมวันต์
ครั้งนั้น เราเสาะหาประโยชน์อันสูงสุด จึงอยู่ในป่าใหญ่
เรายินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ คือ ด้วยเหง้ามันและผลไม้ ไม่เบียดเบียนใคร ๆ เที่ยวไป เราอยู่คนเดียว
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 123
ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ
เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์กำลังรื้อขนมหาชน
ทรงประกาศสัจจะอยู่เรามิได้สดับข่าวพระสัมพุทธเจ้า
ถึงใคร ๆ ที่จะบอกกล่าวให้เรารู้ก็ไม่มี

เมื่อล่วงไปได้ ๘ ปี
เราจึงได้สดับข่าวพระนายกของโลก
เรานำเอาไฟและฟืนออกไปเสียแล้ว
กวาดอาศรม ถือเอาหาบสิ่งของออกจากเตาไป

ครั้งนั้นเราพักอยู่ในบ้านและนิคมแห่งละคืน เข้าไปใกล้พระนครจันทวดีโดยลำดับ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลกพระนามว่า สุเมธะ
กำลังรื้อขนสัตว์เป็นอันมาก ทรงแสดงอมตบท
เราได้ผ่านหมู่ชนไปถวายบังคมพระชินเจ้าผู้เสด็จมาดี

ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วสรรเสริญพระผู้นำของโลกว่า
1.พระองค์เป็นพระศาสดาประหนึ่งยอดเป็นธงชัย และ เป็นเสายัญของหมู่สัตว์
เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นเกาะของหมู่สัตว์ เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์.
จบภาณวารที่ ๒๑

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 124

2.พระองค์เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ในทัศนะ ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปได้
ข้าแต่พระมุนี ผู้อื่นที่จะช่วยให้สัตว์ข้ามพ้นไปยิ่งไปกว่าพระองค์ ไม่มีในโลก

3.สาครแสนลึกสุด ก็พึงอาจที่จะประมาณได้ด้วยปลายหญ้าคา
ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนพระญาณของพระองค์ ใคร ๆ ไม่อาจจะประมาณได้เลย

4.แผ่นดิน ก็อาจที่จะวางบนตาชั่งแล้วกำหนดได้
ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ แต่สิ่งที่เสมอกับพระปัญญาของพระองค์ไม่มีเลย

5.อากาศก็อาจจะวัดได้ด้วยเชือกและนิ้วมือข้าแต่พระสัพพัญญู
ส่วนศีลของพระองค์ ใคร ๆไม่อาจจะประมาณได้เลยน้ำในมหาสมุทร

6.อากาศและภูมิภาค ๓อย่างนี้ประมาณเอาได้
ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุพระองค์ย่อมเป็นผู้อันใคร ๆ จะประมาณเอาไม่ได้เลย

เรากล่าวสรรเสริญพระสัพพัญญู ผู้มีพระยศใหญ่ ด้วยคาถา ๖ คาถาแล้ว
ประนมกรอัญชลี ยืนนิ่งอยู่ในเวลานั้น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 125
พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอด้วย
แผ่นดิน เป็นเมธีชั้นดี เขาขนานพระนามว่า สุเมธะ.
ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ตรัสพระคาลาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีใจเลื่อมใส ได้
กล่าวสรรเสริญญาณของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป
จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติอยู่ในเทวโลก๑,๐๐๐ ครั้ง
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเกินกว่าร้อยครั้ง
และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้
เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้ตั้งมั่นในบุญกรรม
จักเป็นผู้ความดำริแห่งใจไม่บกพร่อง มีปัญญากล้า

ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ พระศาสดามีพระนามว่า โคดม
จักทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ผู้นี้ไม่มีความกังวล ออกบวชเป็นบรรพชิต จักบรรลุพระอรหัตแต่อายุ ๗ ขวบ ใน
ระหว่างเวลาที่เราระลึกถึงคน และได้บรรลุศาสน-
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 126
ธรรม เจตนาที่ไม่น่ารื่นรมย์ใจ เราไม่รู้จักเลย
เราท่องเที่ยวไปเสวยสมบัติในภพน้อยภพใหญ่
ความบกพร่องในโภคทรัพย์ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลในการสรรเสริญพระญาณ
ไฟ ๓ กองเราดับสนิทแล้ว เราถอนภพทั้งปวงขึ้นหมดแล้ว เราเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่าง
แล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกในกัปที่สามหมื่น เราได้สรรเสริญ
พระญาณใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการสรรเสริญพระญาณ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระญาณถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบญาณถวิกเถราปทาน


36
ปานธิทายกเถราปทานที่ ๙ (๔๗๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายรองเท้า
[๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าทอโนมทัสสี
เชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่านรชน มีพระจักษุ
เสด็จออกจากที่ประทับสำราญกลางวันแล้ว เสด็จขึ้นถนน
เราสวมรองเท้าที่ทำอย่างดีออกเดินทางไป ณ ที่นั้น
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้างามน่าดูน่าชม เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า
เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส ถอดรองเท้าออกวางไว้แทบพระบาท
แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระสุคต ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ เป็นใหญ่เป็นผู้นำชั้นพิเศษ
ขอเชิญสวมรองเท้าเถิด ข้าพระองค์จักได้ผลแต่รองเท้าคู่นี้
ขอความต้องการของข้าพระองค์จงสำเร็จเถิด

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี
เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ทรงสวมรองเท้าแล้ว

ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
ผู้ใดเลื่อมใสถวายคู่รองเท้าแก่เรา ด้วยมือทั้งสองของตน
เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
เทวดาทุก ๆ องค์ได้ทราบพระพุทธเจ้าดำรัสแล้ว
มาประชุมกัน ต่างก็มีจิตปีติ ดีใจเกินความโสมนัส ประนมกรอัญชลี

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
เพราะการถวายรองเท้านี้แล ผู้นี้จักเป็นผู้ถึงความสุข
จักเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๕ ครั้ง
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ครั้ง และ
จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้

ในกับซึ่งนับไม่ถ้วน แต่กัปนี้ไป
จักทรงสมภพในสกุลโอกกากะ มีพระนามว่าโคดม
จักเสด็จอุบัติขึ้นเป็นพระศาสดาของโลก

ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต
จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว
จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน

ผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษย์โลก
จักเป็นผู้มีปัญญา
จักได้ยานอันเปรียบด้วยยานของเทวดา
ปราสาท วอ ช้าง ที่ประดับประดาแล้วและรถที่เทียมแล้วด้วยม้าอาชาไนย
ย่อมเกิดปรากฏแก่เราทุกเมื่อ

แม้เมื่อเราออกบวช ก็ได้ออกบวชด้วยรถ
ได้บรรลุอรหัตเมื่อกำลังปลงผม

นี้เป็นลาภของเรา เราได้ดีแล้ว คือการค้าขายเราได้ประกอบถูกทางแล้ว
เราถวายรองเท้าคู่หนึ่งจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว

ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้
เราได้ถวายรองเท้าใด ด้วยการถวายรองเท้านั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายรองเท้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 113
ทราบว่า ท่านพระปานธิทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบปานธิทายกเถราปทาน


37
เอกทีปิยเถราปทานที่ ๖ (๔๑๖)
ว่าด้วยการตามประทีปเป็นพุทธบูชา
[๖] เมื่อพระสุคตเจ้าผู้นำโลกพระนามว่า สิทธัตถะ ปรินิพพานแล้ว
ชนทั้งปวงทั้งเทวดาและมนุษย์ ต่างก็บูชาพระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์
และเมื่อเขาช่วยกันยกพระผู้นำโลก พระนามว่า สิทธัตถะ ขึ้นบนเชิงตะกอน
ชนทั้งหลายพากันบูชาเชิงตะกอนของพระศาสดาตามกำลัง

เราได้ตามประทีปไว้ไม่ไกลเชิงตะกอน ประทีปของเราลุกโพรงจนพระอาทิตย์ขึ้น
เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ เพราะความตั้งใจชอบ
เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ดาวดึงสพิภพ
เขาย่อมทราบกันว่า วิมานอันบุญกรรมได้ทำไว้เป็นอย่างดี เพื่อเราในดาวดึงสพิภพนั้น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 20

ชื่อว่าเอกทีปะ ประทีปแสนดวงส่องสว่างอยู่ในวิมานของเรา
ร่างกายของเรารุ่งเรืองอยู่ทุกเมื่อ เหมือนพระอาทิตย์ที่กำลังอุทัยฉะนี้
สรีระของเรามีแสงสว่างด้วยรัศมีในกาลทุกเมื่อ
เรามองเห็นได้ตลอด ด้วยจักษุ ทะลุฝากำแพง ภูเขา โดยรอบร้อยโยชน์
รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ ครั้ง
เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๑ ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๒๘ ครั้ง
เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้
เราจุติจากเทวโลกแล้วเกิดในครรภ์ของมารดา นัยน์ตาของเราผู้แม้จะอยู่ในครรภ์ ของมารดา ก็ไม่วินาศ

เรามีอายุ ๔ ขวบแต่กำเนิดก็ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ได้บรรลุพระอรหัตแต่ยังไม่ทันได้ถึงกึ่งเดือน

เราชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว
ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
ตัดกิเลสทั้งปวงขาดแล้ว
นี้เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว
นอกฝา นอกกำแพง และถึงภูเขาทั้งสิ้น เราก็เห็นทะลุไปได้ นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว

สำหรับเรา ภูมิภาคที่ขรุขระ ย่อมเป็นที่ราบเรียบ
ความมืดย่อมไม่ปรากฏมี เราไม่เห็นความมืด นี้ก็เป็นแห่งประทีปดวงเดียว

ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายประทีปใด ด้วยการถวายประทีปนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . .
คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระเอกปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบเอกทีปิยเถราปทาน

38
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 292
ฐิตัญชลิยเถราปทานที่ ๙ (๗๙)
ว่าด้วยผลแห่งการประนมกรอัญชลี
[๘๑] เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าชัฏ ได้พบพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
ในป่านั้น ณ ที่นั้น เราประนมกรอัญชลีแล้ว เดินบ่ายหน้าไปทางทิศปราจีน
ขณะเมื่อเรานั่งอยู่บนเครื่องลาดใบไม้ที่เรานำมาในที่ไม่ไกล.อสนีบาตตกลงบนกระหม่อมของเราในเวลานั้น
ในเวลาใกล้ตายเราได้ประนมกรอัญชลีอีกครั้งหนึ่ง.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำอัญชลีในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการทำอัญชลี.
ในกัปที่ ๕๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามว่า มิคเกตุ
ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ประการ ๗ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖
เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระฐิตัญชลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล.
จบฐิตัญชลิยเถราปทาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 293
๗๙. อรรถกถาฐิติญชลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระฐิตัญชลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโธปุเร อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพที่ตนเกิดนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ
บังเกิดในกำเนิดนายพราน เพราะกรรมอย่างหนึ่งที่ตนกระทำไว้ในก่อนตัดรอน
จึงสำเร็จการอยู่ป่า.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ ได้เสด็จไปเพื่ออนุเคราะห์แก่ท่าน.
ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้รุ่งเรืองด้วยพระลักษณะ ๓๒ประการ และ
ด้วยพระรัศมีแห่งอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการด้านละวา
เกิดโสมนัสกระทำการนอบน้อม เสด็จไปประทับนั่งบนเครื่องลาดใบไม้.
ขณะนั้นฝนตกฟ้าร้องกระหึ่มผ่าลงมา. แต่นั้นในสมัยใกล้ตาย ท่านระลึกถึง
พระพุทธเจ้า ได้กระทำอัญชลีอีก. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงห้ามอกุศลวิบาก เพราะเหตุที่ตนกระทำกุศลไว้ในเขตดี จึงบังเกิดในสวรรค์ เสวยสมบัติในชั้นกามาวจรสวรรค์ และเสวยมนุษย์สมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย
ครั้นภายหลังในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้วเลื่อมใส
ในพระศาสดา ด้วยวาสนาที่คนกระทำไว้ในกาลก่อน
บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
เบื้องหน้าแต่นั้น ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึดังนี้.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 294
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคลุทฺโธ ความว่า ชื่อว่า มิคลุทฺโธเพราะเข้าถึงการฆ่าเนื้อ.
ชื่อว่า มิคา เพราะไป คือแล่นไปโดยเร็วคือด้วยกำลังเร็วราวกับลม.
ชื่อว่า มิคทุธะ เพราะในการฆ่าเนื้อเหล่านั้น นายพรานได้เป็นผู้มีความทารุณ อธิบายว่า เรานั้นได้เป็นพรานในกาลก่อนคือในสมัยที่ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า อรญฺเญ กานเน ความว่า ชื่อว่า อรัญญะ เพราะเป็นที่เที่ยวไปของหมู่เนื้อ
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อรัญญะ เพราะเป็นที่ยินดีโดยทั่วไป คือโดยรอบแห่งสัตบุรุษผู้ถึงธรรมอันเป็นสาระใหญ่ มีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น
ผู้ยินดีในวิเวก อีกอย่างหนึ่ง กาทั้งหลายย่อมบันลือคือกระทำเสียง เพลิดเพลินยินดีใน
ด้วยอาการที่น่าเกลียด หรือด้วยอาการที่น่ากลัว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กานนะ.
เชื่อมความว่า นายพรานได้มีในป่าคือกานนะนั้นในกาลก่อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทฺทสํ สมฺพุทฺธํ ความว่า ข้าพเจ้าเห็น คือได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้เสด็จเข้าไปในที่นั้นคือป่านั้น.
ได้เห็นคือได้มีอยู่เบื้องหน้าไม่ไกล เพราะฉะนั้น จึงยังจักขุวิญญาณให้สำเร็จเป็นปุเรจาริกเที่ยวไปในเบื้องหน้า พรั่งพร้อมด้วยกายวิญญาณ ตามกระแสแห่งมโนทวาร.
บทว่า ตโต เม อสนีปาโต ความว่า ชื่อว่า อสนี เพราะบันลือกระหึ่มตกไปโดยรอบ.
การตกลงแห่งสายฟ้า ชื่อว่า อสนีปาโต ได้แก่ เทวทัณฑ์.
คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาฐิตัญชลิยเถราปทาน


39
71-97
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 97
ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทานที่ ๔ (๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งการรักษาเบญจศีล
[๒๖] เวลานั้น เราเป็นคนทำงานรับจ้างอยู่ในนครจันทวดี
เรามัวประกอบในการนำมาซึ่งการงานของผู้อื่น จึงไม่ได้บวช
โลกทั้งหลายถูกความมืดใหญ่หลวงปิดบังแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กองเผา
เราควรจะปลีกตัวออกไปด้วยอุบายอะไรหนอ.
ไทยธรรมของเราไม่มี และเราเป็นคนยากไร้ ทำงานรับจ้างอยู่
ถ้ากระไร เราพึงรักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์เถิด.
เราจึงเข้าไปหาพระภิกษุชื่อนี้นิสภะ ผู้เป็นสาวกของพระมุนี
พระนามว่าอโนมทัสสี แล้วได้รับสิกขาบท ๕.
เวลานั้น เรานี้อายุแสนปี เรารักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์
ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อเวลาใกล้ตายมาถึงเข้า ทวยเทพย่อมยังเราให้ชื่นชม (เชื้อเชิญเรา) ว่า
ท่านผู้นิรทุกข์ รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่งนี้ปรากฏแล้วเพื่อท่าน.
เมื่อจิตดวงสุดท้ายเป็นไป เราได้ระลึกถึงศีลของเรา
ด้วยกรรมดีที่ได้ทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์
ได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ ครั้ง
แวดล้อมด้วยนางอัปสรทั้งหลาย เสวยสุขอันเป็นทิพย์อยู่.
และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้.

เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้วเคลื่อนจากเทวโลก มาเถิด
ในตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่งในนครเวสาสี.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 98
เมื่อศาสนาของพระชินเจ้ายังรุ่งเรืองอยู่ มารดาและบิดา
ของเราได้รับสิกขาบท ๕ในเวลาเข้าพรรษา เราฟังเรื่องศีลอยู่
พร้อมกับมารดาบิดา จึงระลึกถึงศีลของเราได้
เรานั่งอยู่บนอาสนะอันเดียว ได้บรรลุอรหัตแล้ว.
เราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้ ๕ ปี พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงทราบคุณของเราแล้ว
ได้ประทานอุปสมบทให้เรา เรารักษาสิกขาบท ๕ ให้บริบูรณ์แล้ว ไม่ได้ไปสู่วินิบาตเลยตลอดกัปหาประมาณมิได้แต่กัปนี้ เรานั้นได้เสวยยศเพราะกำลังแห่งศีลเหล่านั้น.
เมื่อจะประกาศผลของศีลที่เราได้เสวยแล้ว โดยจะนำมา
ประกาศตลอดโกฏิกัป ก็พึงประกาศได้เพียงส่วนเดียว.
เรารักษาเบญจศีลแล้ว ย่อมได้เหตุ ๓ ประการ คือเรา
เป็นผู้มีอายุยืนนาน ๑ มีโภคสมบัติมาก ๑ มีปัญญาคมกล้า ๑.
เมื่อประกาศผลของศีลทั้งปวงกะหมู่มนุษย์อันมีประมาณ
ยิ่ง เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมได้ฐานะเหล่านี้.
พระสาวกของพระชินเจ้าทั้งหลาย ประพฤติอยู่ในศีล
หาประมาณมิได้ ถ้าจะพึงยินดีอยู่ในภพ จะพึงมีผลเช่นไร.
เบญจศีลอันเราผู้เป็นคนรับจ้าง มีความเพียรประพฤติแล้ว
เราพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงได้ในวันนี้ด้วยศีลนั้น ในกัปอัน
ประมาณมิได้แต่กัปนี้ เรารักษาเบญจศีลแล้ว ไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่ง (การรักษา) เบญจศีล.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 99
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสันภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้
อภิญญา ๖ เราพึงทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปัญจสีลสมาทานิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบปัญจสีลสมาทานนิยเถราปทาน


40

เราผู้เดียวเท่านั้น เพราะไม่มีผู้อื่นเป็นเพื่อนสอง.
เชื่อมความว่า เราเป็นชฎิลดาบสคือผู้ทรงไว้ซึ่งชฎา
ไม่มีเพื่อนสอง คือเว้น จากดาบสคนที่ ๒ในกาลนั้นเราอยู่ที่ภูเขา ชื่อว่า นิสภะ.
บทว่า ผลํ มูลญฺจ ปณฺณญฺจน ภุญฺชามิ อหํ ตทา ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลที่เราอยู่ที่นิสภบรรพตนั้น เราไม่ได้บริโภคผลไม้ เหง้ามันและใบไม้ที่เก็บจากต้น.
เมื่อแสดงถึงข้อนั้นว่า เป็นเช่นนี้ จะเป็นอยู่ได้อย่างไร
จึงกล่าวว่า ปวตฺตํ วสุปาตาหํ ดังนี้. เชื่อมความว่า
ในกาลนั้นเราอาศัยใบไม้เป็นต้น ที่หล่นเองในที่นั้น ๆ คือ ที่ตกไปตามธรรมดาของตน เป็นอาหารเลี้ยงชีพ
อีกอย่างหนึ่งบาลีว่า ปวตฺตปณฺฑุปณฺณานิ ดังนี้ก็มี. ความว่า
เราอาศัยใบไม้เหลืองที่หล่นเองเลี้ยงชีพ.
บทว่า นาหํ โกเปมิ อาชีวํ ความว่า เราแม้เมื่อจะสละชีวิต คือเมื่อทำการบริจาค ย่อมไม่ยังสัมมาอาชีวะให้กำเริบคือให้พินาศ ในการแสวงหาอาหาร มีมูลผลาผลเป็นต้น
ด้วยอำนาจตัณหา.
บทว่า อาราเธมิสกํ จิตฺตํ ความว่า ย่อมยังจิตคือใจของตนให้ยินดี คือให้เลื่อมใส ด้วย
ความมักน้อยและสันโดษ.
บทว่า วิวชฺเชมิ อเนสนํ ความว่า เราเว้นการแสวงหาอันไม่สมควร ด้วยอำนาจกรรมมีเวชกรรม และทูตกรรมเป็นต้นให้ห่างไกล.
บทว่า ราคูปสํหิตํ จิตฺตํ ความว่า เมื่อใดคือในกาลใด
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๒ - หน้าที่ 83
จิตของเราสัมปยุตด้วยราคะย่อมเกิดขึ้น
ในกาลนั้นเราพิจารณาตนด้วยตนเอง คือพิจารณาด้วยญาณแล้วบรรเทา.
บทว่า เอกคฺโค ตํ ทเมมหํ ความว่า เราเป็นผู้มีอารมณ์ตั้งมั่น ในอารมณ์แห่งกรรมฐานอีกอย่างหนึ่ง ย่อมฝึกคือกระทำการทรมานจิตที่ประกอบด้วยราคะ.

41
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 388 (เล่ม70หน้า388)

พรรณนาชีวิตสังขยคาถา
คาถาว่า ราคญฺจ โทสญฺจ ดังนี้ป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า
พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า มาตังคะ
อาศัยนครราชคฤห์อยู่ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หลังสุดแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงบรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ครั้งนั้น
พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายอุบัติขึ้นแล้ว เทวดาทั้งหลายมาเพื่อจะบูชาพระโพธิสัตว์ เห็นพระมาตังคปัจเจกพุทธเจ้า
จึงพากันกล่าวว่า นี่แนะ ท่านผู้นิรทุกข์ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก.
พระมาตังคปัจเจกพุทธเจ้านั้น กำลังออกจากนิโรธ ได้ฟังดังนั้นเห็นตนจะสิ้นชีวิต จึงเหาะไปที่ภูเขาชื่อ มหาปปาตะในหิมวันตประเทศ
อันเป็นที่ปรินิพพานของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
แล้วโยนร่างกระดูกของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปรินิพพานแล้วในกาลก่อนลงในเหว แล้วตนเองก็นั่งบนพื้นศิลา

ได้กล่าวอุทานคาถานี้.
ราคะ โทสะ โมหะ ในคาถานั้นได้กล่าวไว้แล้วในอุรคสูตร.
บทว่า สํโยชนานิ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐. ทำลายสังโยชน์ทั้ง ๑๐นั้น ด้วยมรรคนั้น ๆ.
บทว่า อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ ความว่า ความแตกหมดแห่ง
จุติจิต เรียกว่าความสิ้นชีวิต. ก็ชื่อว่าผู้ไม่สะดุ้งกลัวในความสิ้นชีวิตนั้นเพราะละความใคร่ในชีวิตได้แล้ว.
โดยลำดับคำเพียงเท่านี้ ท่านแสดงสอุปาทิเสสนิพพานของตน ในเวลาจบคาถา
จึงปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ฉะนี้แล.
    จบพรรณนาชีวิตสังขยคาถา

คาถา๑มีอาทิว่า
คนทั้งหลายมุ่งประโยชน์ จึงคบหาสมาคมกัน,
ในทุกวันนี้มิตรทั้งหลายผู้ไม่มุ่งประโยชน์หาได้ยาก ดังนี้.

  คาถาว่า ภชนฺติ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า
พระราชาองค์หนึ่งในนครพาราณสี ทรงปกครองราชอาณาจักรอันรุ่งเรื่อง มีประการดังกล่าวแล้วในคาถาต้นนั่นแหละ อาพาธ
กล้าเกิดขึ้นแก่พระองค์ ทุกขเวทนาทั้งหลายย่อมเป็นไป.
สตรีสองหมื่นนางห้อมล้อมพระองค์ กระทำการนวดฟั้นพระหัตถ์และพระบาทเป็นต้น.
พวกอำมาตย์คิดกันว่า พระราชาจักสวรรคตในบัดนี้ ช่างเถอะพวกเราจะแสวงหาที่พึ่งของตน จึงไปยังสำนักของพระราชาองค์หนึ่ง
ทูลขออยู่รับใช้. อำมาตย์เหล่านั้นรับใช้อยู่ในที่นั้น ไม่ได้อะไรๆ.
พระราชาทรงหายจากประชวรแล้วตรัสถามว่า อำมาตย์ชื่อนี้ ๆ ไปไหน ?
จากนั้นได้ทรงสดับเรื่องราวนั้น ได้ทรงสั่นพระเศียรนิ่งอยู่.
ฝ่ายอำมาตย์เหล่านั้นได้ฟังข่าวว่า พระราชาทรงหายประชวรแล้ว
๑. พรรณนาคาถาที่เหลือ ที่ไม่มีชื่อ รวม ๑๐ คาถา.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 390
ทั้งไม่ได้อะไรในที่นั้น ถูกความเสื่อมอย่างยิ่งบีบคั้น จึงกลับมาอีก ถวายบังคมพระราชาแล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง.
และถูกพระราชานั้นตรัสถามว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย พวกท่านไปไหน จึงพากันกราบทูลว่า
ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นสมมติเทพทรงทุรพล จึงพากันไปยังชนบทชื่อโน้นเพราะความกลัวอันเกิดจากการเลี้ยงชีพ.
พระราชาทรงสั่นพระเศียรแล้วดำริว่า ถ้ากระไร เราจักแสดงอาพาธนั้นอีก พวกอำมาตย์จักกระทำอย่างนั้นอีกครั้งหรือไม่.
พระราชาเมื่อจะทรงแสดงเวทนากล้า เหมือนโรคถูกต้องแล้วในกาลก่อน จึงได้ทรงกระทำการลวงว่าเป็นไข้.
เหล่าสตรีพากันห้อมล้อม ได้กระทำกิจทั้งปวงเช่นกับครั้งก่อนนั่นแล.
ฝ่ายพวกอำมาตย์ก็พาชนมากกว่าก่อน หลีกไปอีกเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ.
พระราชาทรงกระทำกรรมทุกอย่างเช่นกับครั้งก่อน จนถึงครั้งที่สาม ด้วยอาการอย่างนี้
ฝ่ายอำมาตย์เหล่านั้นก็พากันหลีกไปเหมือนอย่างนั้นนั่นแล.
แม้ครั้งที่สี่จากนั้น พระราชาทรงเห็นอำมาตย์เหล่านั้นมาทรงดำริว่า พุทโธ่เอ๋ย พวกอำมาตย์ผู้ละทิ้งเราผู้ป่วยไข้ไม่ห่วงใยหลีกไป
จำพวกนี้ ได้กระทำกรรมที่ทำได้ยาก จึงทรงเบื่อหน่าย ได้ละราชสมบัติผนวช ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ
จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้.

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ภชนฺติ ความว่า เข้าไปนั่งชิดร่างกาย.
บทว่า เสวนฺติ ความว่า บำเรออัญชลีกรรมเป็นต้น โดยคอยฟังว่าจะให้ทำอะไร ชื่อว่าผู้มุ่งประโยชน์ เพราะมีประโยชน์เป็นเหตุ.
ท่านอธิบายว่า การคบหาสมาคมไม่มีเหตุอื่น ประโยชน์เท่านั้นเป็นเหตุของคนเหล่านั้น คนทั้งหลายคบหากันเพราะประโยชน์เป็นเหตุ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 391
บทว่า นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา ความว่า ชื่อว่า ไม่มุ่งประโยชน์ เพราะประโยชน์ที่ได้เฉพาะแก่ตนอย่างนี้ว่า พวกเราจักได้
อะไรๆ จากคนนี้. มิตรทุกวันนี้ผู้ประกอบด้วยความเป็นมิตรอันประเสริฐซึ่งท่านกล่าวไว้โดยสิ้นเชิงอย่างนี้ว่า
   มิตรมีอุปการะ
   มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์
   มิตรผู้แนะประโยชน์
   มิตรมีความเอ็นดู ดังนี้.
บทว่า อตฺตฏฺฐปญฺญา ความว่า ปัญญาของชนเหล่านี้ตั้งอยู่ในตน อธิบายว่า เห็นแก่ตน ไม่เห็นแก่คนอื่น.
บาลีว่า อตฺตตฺถปญฺญา ดังนี้
ก็มี บาลีนั้นมีความว่า เห็นแก่ประโยชน์ของตนเท่านั้น ไม่เห็นประโยชน์ของคนอื่น.
ได้ยินว่า บาลีว่า ทิฏฺฐตฺถปญฺญา แม้นี้ เป็นบาลีเก่า.

บาลีนั้นมีใจความว่า ชนเหล่านั้นมีปัญญาในประโยชน์เดี๋ยวนี้ คือในปัจจุบัน
ไม่มีปัญญาในอนาคต ท่านอธิบายว่า เห็นแก่ประโยชน์ปัจจุบัน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ภายหน้า.
บทว่า อสุจินา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรมอันไม่สะอาด คือ ไม่ประเสริฐ.
บทว่า ขคฺควิสาณกปฺโป ความว่า ชื่อว่ามีเขาดังมีด
        เพราะเที่ยวทำภูเขาเป็นต้นให้เป็นจุณวิจุณ ด้วยเขาของตน เหมือนคนเอามีดดาบตัดต้นไม้ฉะนั้น.
ชื่อว่า วิสาณะ เพราะมีอำนาจเช่นกับยาพิษ.
ชื่อว่า ขัคคะ เพราะดุจมีดดาบ.
มฤคใดมีเขาดุจมีดดาบ มฤคนี้นั้น 
ชื่อว่า ขัคควิสาณะมีเขาดุจมีด. นอของมฤคที่มีเขาดุจมีดนั้น
ชื่อว่า ขัคควิสาณกัปปะ คือนอแรด.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 392
อธิบายว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเปรียบเสมือนนอแรดฉะนั้น องค์เดียวไม่มีเพื่อน ไม่มีสหาย เที่ยวไป คืออยู่ เป็นไป ดำเนินไป ให้ดำเนินไป.
บทว่า วิสุทฺธสึลา แปลว่า ผู้มีศีลหมดจดโดยพิเศษ คือผู้มีศีลหมดจดด้วยความบริสุทธิ์ ๔ ประการ.
บทว่า วิสุทฺธปญฺญา แปลว่า ผู้มีปัญญาบริสุทธิ์ด้วยดี คือ ชื่อว่า มีปัญญา คือความแตกฉานในมรรคและผลอันบริสุทธิ์ เพราะเว้นจากราคะเป็นต้น.
บทว่า สมาหิตา แปลว่า ตั้งมั่นดี คือด้วยดี ได้แก่ มีจิตั้งอยู่ในที่ใกล้.
บทว่า ชาคริยานุยุตฺตา ความว่า ความตื่น ชื่อว่าชาคระ, อธิบายว่า ก้าวล่วงความหลับ. ความเป็นแห่งความตื่นอยู่ ชื่อว่าชาคริยะ, ผู้หมั่น
ประกอบในความตื่นอยู่ ชื่อว่าผู้ประกอบตามในความตื่นอยู่.
บทว่า วิปสฺสกา ได้แก่ ผู้มีปกติเห็นโดยพิเศษว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อธิบายว่า เริ่มตั้งวิปัสสนาอยู่.
บทว่า ธมฺมวิเสสทสฺสี แปลว่า ผู้มีปกติเห็นโดยพิเศษซึ่งกุศล
ธรรม ๑๐ ซึ่งสัจธรรม ๔ หรือโลกุตรธรรม ๙.
บทว่า มคฺคงฺคโพชฺฌงฺคคเต ได้แก่ อริยธรรมอันถึง คือประกอบด้วยองค์แห่งมรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น และด้วยโพชฌงค์มีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น.
บทว่า วิชญฺญา แปลว่า รู้ อธิบายว่า รู้โดยพิเศษ.
บทว่า สุญฺญตาปฺปณิหิตญฺจานิมิตฺตํ ได้แก่ ซึ่งสุญญตวิโมกข์ด้วย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 393
อนัตตานุปัสสนา ซึ่งอัปปณิหิตวิโมกข์ด้วยทุกขานุปัสสนา และซึ่งอนิมิตตวิโมกข์ด้วยอนิจจานุปัสสนา.
บทว่า อาเสวยิตฺวา ได้แก่ เจริญแล้ว. ธีรชนเหล่าใดกระทำบุญสมภารไว้ ยังไม่ถึง คือยังไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาแห่ง
พระชินเจ้า ธีรชนเหล่านั้นได้กระทำบุญสมภารไว้ ย่อมเป็นพระปัจเจกชินเจ้า คือเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้สยัมภู คือผู้เป็นเอง.
ถามว่า ท่านเป็นอย่างไร ? ตอบว่า ท่านเป็นผู้มีธรรมยิ่งใหญ่คือมีบุญสมภารใหญ่อันได้บำเพ็ญมาแล้ว มีธรรมกายมาก คือมีสภาวธรรม
มิใช่น้อยเป็นร่างกาย. ถามว่า ท่านเป็นอย่างไรอีก ? ตอบว่า ท่านมีจิตเป็นอิสระ คือเป็นไปในคติของจิต อธิบายว่า ถึงพร้อมด้วยฌาน.
ผู้ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวล คือข้าม ได้แก่ ก้าวล่วงโอฆะ คือสงสารทั้งมวล มีจิตเบิกบาน คือมีจิตโสมนัส อธิบายว่า มีใจสงบ เพราะเว้น
จากกิเลสมีโกธะ และมานะเป็นต้น.
ผู้มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือมีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือ
ประโยชน์สูงสุด เช่นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ อาการ ๓๒ สัจจะ ๔ และ
ปฏิจจสมุปบาท. เปรียบด้วยราชสีห์ฉะนั้น อธิบายว่า ประดุจราชสีห์
เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวและไม่กลัว. ผู้เช่นกับนอแรด อธิบายว่า
ชื่อว่า ผู้เช่นกับนอของแรด เพราะไม่มีการคลุกคลีด้วยหมู่.
บทว่า สนฺตินฺทฺริยา ความว่า ผู้มีอินทรีย์มีสภาวะอันสงบแล้ว
เพราะจักขุนทรีย์เป็นต้น ไม่ดำเนินไปในอารมณ์ของตน ๆ.
บทว่า สนฺตมนา แปลว่า มีจิตสงบ, อธิบายว่า มีความดำริ
แห่งจิตมีสภาวะสงบแล้ว เพราะความเป็นผู้หมดกิเลส.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 394
บทว่า สมาธี ได้แก่ ผู้มีจิตเป็นเอกัคคตาด้วยดี
บทว่า ปจฺจนฺตสตฺเตสุ ปติปฺปจารา ความว่า มีปกติประพฤติ
ด้วยความเอ็นดู และความกรุณาเป็นต้นในเหล่าสัตว์ในปัจจันตชนบท
บทว่า ทีปา ปรตฺถ อิธ วิชฺชลนฺตา ความว่า เป็นดวงประทีป
คือเป็นเช่นกับดวงประทีป อันโพลงอยู่ในโลกหน้าและโลกนี้ ด้วยการ
กระทำความอนุเคราะห์แก่ชาวโลกทั้งสิ้น.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธา สตตํ หิตาเม ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า
เหล่านี้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งมวล ติดต่อกัน คือตลอดกาล.
บทว่า ปหีนสพฺพาวรณา ชนินฺทา ความว่า พระปัจเจกสัม-
พุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นใหญ่ คือเป็นผู้สูงสุดแห่งมวลชน ชื่อว่าผู้ละเครื่อง
กั้นทั้งปวงได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละเครื่องกั้น ๕ ประการทั้งหมด มีกาม-
ฉันทนิวรณ์เป็นต้น.
บทว่า ฑนกญฺจนาภา ความว่า ผู้มีรัศมีเช่นกับความสุกสกาวแห่ง
ทองสีแดงและทองชมพูนุท.
บทว่า นิสฺสํสยํ โลกสุทกฺขิเณยฺยา ได้แก่ เป็นผู้ควร คือสมควร
เพื่อรับทักษิณาชั้นดี คือทานชั้นเลิศของชาวโลกโดยส่วนเดียว อธิบายว่า
ชื่อว่าเป็นผู้ควรรับสุนทรทาน เพราะเป็นผู้ไม่มีกิเลส.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธา สตตปฺปิตาเม ความว่า พระพุทธะผู้บรรลุ
ปัจเจกญาณเหล่านี้เป็นผู้แนบแน่น คืออิ่มหนำบริบูรณ์เป็นนิตย์ คือเป็น
นิตยกาล อธิบายว่า แม้จะไม่มีอาหารตลอด ๗ วัน ก็บริบูรณ์อยู่ได้ด้วย
อำนาจนิโรธสมาบัติและผลสมาบัติ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 395
อสาธารณพุทธะทั้งหลายเป็นใหญ่เป็นเอก คือเป็นส่วนหนึ่ง ได้แก่
ไม่เหมือน เป็นอย่างอื่น จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าปัจเจกสัมพุทธเจ้า
อีกอย่างหนึ่ง เพราะ ปติ ศัพท์เป็นอุปสรรคในความว่าเป็นเอก ท่าน
กล่าวไว้ว่า
ศัพท์ทั้ง ๓ นี้ คืออุปสรรค นิบาตและปัจจัย นักนิรุตติ-
ศาสตร์ทั้งหลายกล่าวว่า มีวิสัยแห่งอรรถมิใช่น้อย.
ท่านจึงเป็นใหญ่ คือเป็นประธานเป็นเจ้าของ เพราะรับอาหาร
มีประมาณน้อยของเหล่าทายกมากมาย แล้วให้ได้บรรลุถึงสวรรค์ และ
นิพพาน. จริงอย่างนั้น ท่านเป็นใหญ่เป็นประธานโดยรับส่วนแห่งภัตของ
คนหาบหญ้า ชื่อว่าอันนภาระ เมื่อเขามองเห็นอยู่ ก็ฉันให้ดู ยังเหล่าเทวดา
ให้ให้สาธุการ แล้วทำนายอันนภาระผู้เข็ญใจให้ได้รับตำแหน่งเศรษฐี แล้ว
ยังทรัพย์นับด้วยโกฏิให้เกิดขึ้น และโดยรับบิณฑบาตที่พระโพธิสัตว์เหยียบ
ฝักปทุมอันผุดขึ้นในหลุมถ่านเพลิง ไม้ตะเคียนที่มารนิรมิตขึ้นถวาย เมื่อ
พระโพธิสัตว์นั้นมองเห็นอยู่นั่นแหละ ได้ทำความโสมนัสให้เกิดขึ้นด้วย
การเหาะไป (ดังกล่าวไว้)ในขทิรังคารชาดกและโดยที่พระปัจเจกสัมพุทธ-
เจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นโอรสของพระอัครมเหสีอรุณวตี ยังความโสมนัสให้เกิด
ขึ้นแก่มหาชนกโพธิสัตว์และเทวี ด้วยการเหาะมาจากเขาคันธมาทน์ ด้วย
การอาราธนาของพระเทวีแห่งพระเจ้ามหาชนกแล้วรับการถวายทาน.
อนึ่ง ในกาลที่พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น เมื่อฉาตกภัยเกิดขึ้น
ในชมพูทวีปทั้งสิ้น พาราณสีเศรษฐีทำข้าวเปลือกในฉางหกหมื่นฉางซึ่ง
บรรจุไว้เต็มรักษาไว้ให้หมดไป เพราะอาศัยฉาตกภัย ทำข้าวเปลือกที่ฝั่งไว้
ในแผ่นดินและข้าวเปลือกที่บรรจุไว้ในตุ่มหกพันตุ่มให้หมดไป และทำ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 396
ข้าวเปลือกที่ขยำกับดินเหนียวแล้วทาไว้ที่ฝาปราสาททั้งสิ้นให้หมดไป ใน
คราวนั้นเหลือข้าวเพียงทะนานเดียวเท่านั้น จึงนอนทำความคิดให้เกิด
ขึ้นว่า เราจักกินข้าวนี้แล้วตายวันนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
มาจากเขาคันธมาทน์ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือน. เศรษฐีเห็นท่านเข้าจึงเกิด
ความเลื่อมใส เมื่อจะบริจาคชีวิตถวาย จึงเกลี่ยภัตตาหารลงในบาตร
ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จไปยังที่อยู่
เมื่อเศรษฐีมองเห็นอยู่นั่นแล ได้ฉันพร้อมกับพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
๕๐๐ องค์ ด้วยอานุภาพของตน. ในคราวนั้นท่านเศรษฐีและภรรยาได้
ปิดหม้อข้าวที่หุงภัตแล้วตั้งไว้.
เมื่อความหิวเกิดขึ้นแก่เศรษฐีผู้กำลังหลับ เขาจึงลุกขึ้นกล่าวกะ
ภรรยาว่า นางผู้เจริญ เธอจงดูสักว่าภัตอันเป็นข้าวตังในภัต. นางผู้มีการ
ศึกษาดีไม่กล่าวว่า ให้หมดแล้วมิใช่หรือ (นาง) เปิดฝาหม้อข้าว (ดู).
ทันใดนั้นหม้อข้าวนั้นได้เต็มด้วยภัตแห่งข้าวสาลี มีกลิ่นหอม เช่นกับดอก
มะลิตูม. นางกับเศรษฐีดีใจ ตนเอง คนที่อยู่ในเรือนทั้งสิ้น และชาวเมือง
ทั้งสิ้นพากันบริโภค. ที่ที่คนตักเอา ๆ ด้วยทัพพีกลับเต็มอยู่. ข้าวสาลี
มีกลิ่นหอม เต็มในฉางทั้งหกหมื่นฉาง. ชนชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นถือเอา
พืชข้าวเปลือกจากเรือนของเศรษฐีนั่นแหละ จึงพากันมีความสุข พระ-
พุทธเจ้าเป็นใหญ่ คือเป็นเจ้าของในการก้าวลงสู่ความสุข การบริบาล
รักษาและการให้บรรลุสวรรค์และนิพพานในสัตตนิกายมิใช่น้อย มีอาทิ
อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าปัจเจกสัมพุทธเจ้า.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ สุภาสิตานิ ได้แก่ คำที่พระปัจเจกสัมพุทธ-
เจ้าทั้งหลาย ภาษิตคือกล่าวไว้ดีแล้ว ด้วยอำนาจโอวาทและอนุสาสนี.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 397
บทว่า จรนฺติ โลกมฺหิ สเทวโลกมฺหิ ความว่า ย่อมเที่ยวไป คือ
เป็นไปในสัตว์โลก อันเป็นไปกับเทวโลก.
บทว่า สุตฺวา ตถา เย น กโรนฺติ พาลา ความว่า พาลชน
เหล่าใดไม่กระทำ คือไม่ใส่ใจถึงคำภาษิตของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้ง-
หลายเห็นปานนั้น พาลชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวไปคือเป็นไป อธิบายว่า
แล่นไปในกองทุกข์ คือในสงสารทุกข์ ด้วยอำนาจการเกิดขึ้นบ่อย ๆ.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ สุภาสิตานิ ความว่า คำที่พระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว คือกล่าวเพื่อต้องการความหลุดพ้นจากอบายทั้ง ๔.
ถ้อยคำเป็นอย่างไร ? เป็นดุจรวงน้ำผึ้งอันหลั่งออก คือกำลังไหลออก
อธิบายว่า เป็นคำหวานเหมือนน้ำผึ้ง. ความว่า แม้บัณฑิตชนเหล่าใด
ผู้ประกอบด้วยการปฏิบัติ ปฏิบัติอยู่ในข้อปฏิบัติทั้งหลายตามแนวที่กล่าว
แล้ว ได้ฟังคำอันไพเราะเห็นปานนั้นแล้วกระทำตามถ้อยคำ บัณฑิต-
ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้เห็นสัจจะ คือมีปกติเห็นสัจจะทั้ง ๔ เป็นผู้มีปัญญา
คือเป็นไปกับด้วยปัญญา.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺเธหิ ชิเนหิ ภาสิตา ความว่า ชื่อว่าชินะ เพราะ
ชนะ คือได้ชนะกิเลส กถาที่พระชินปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นกล่าว
คือภาษิตไว้ กล่าวไว้ เป็นคำโอฬาร คือมีโอชะปรากฏอยู่ คือเป็นไปอยู่.
เชื่อมความว่า กถาเหล่านั้น คือกถาอันพระศากยสีหะ ได้แก่พระตถาคต
ผู้เป็นสีหะในวงศ์แห่งศากยราช ผู้ออกบวชแล้วได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็น
นระชั้นสูง คือเป็นผู้สูงสุดประเสริฐกว่านรชนทั้งหลาย ทรงประกาศไว้
คือทรงทำให้ปรากฏ ได้แก่ตรัสเทศนาไว้แล้ว. เพื่อจะเฉลยคำถามว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 398
ทรงประกาศไว้เพื่ออะไร จึงตรัสว่า เพื่อให้รู้แจ้งธรรม. อธิบายว่า
เพื่อให้รู้โลกุตรธรรม ๙ โดยพิเศษ.
บทว่า โลกานุกมฺปาย อิมานิ เตสํ ความว่า เพราะความเป็นผู้
อนุเคราะห์โลก คือเพราะอาศัยความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก พระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงกล่าวคำเหล่านี้ คือคาถาเหล่านี้ให้วิเศษ คือแต่งไว้
กล่าวไว้โดยพิเศษ.
บทว่า สํเวคสงฺคมติวฑฺฒนตฺถํ ความว่า เพื่อเพิ่มพูนความ
สังเวช เพื่อเพิ่มพูนความไม่คลุกคลี คือเพื่อเพิ่มพูนความเป็นผู้เดียว
และเพื่อเพิ่มพูนความรู้ คือเพื่อเพิ่มพูนปัญญา พระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นสยัมภูสีหะ คือเป็นผู้ไม่มีอาจารย์ เป็นแล้ว เกิดแล้ว แทงตลอดแล้ว
เฉพาะพระองค์เอง เป็นดุจสีหะไม่กลัว ได้ประกาศคำเหล่านี้ อธิบายว่า
ประกาศ เปิดเผย ทำให้คนซึ่งความเหล่านี้.
ศัพท์ว่า อิติ เป็นนิบาตลงในอรรถจบข้อความ.
พรรณนาปัจเจกพุทธาปทาน
ในวิสุทธชนวิลบาสินี อรรถกถาอปทาน
จบบริบูรณ์เท่านี้
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 399

42
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 341(เล่ม70หน้า341)
พรรณนาอีติคาถา
คาถาว่า อีติ จ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า
หัวฝีเกิดขึ้นแก่พระเจ้าพาราณสี เวทนากล้าได้เพิ่มมากขึ้น หมอทั้งหลายทูลว่า เว้นสัตถกรรมการผ่าตัด จะไม่มีความผาสุก
พระราชาทรงให้อภัยหมอเหล่านั้น แล้วให้กระทำการผ่าตัด.
หมอเหล่านั้นผ่าหัวฝีนั้นแล้ว นำหนองและเลือดออกมา กระทำให้ไม่มีเวทนาแล้วเอาผ้าพันแผล. และ
ถวายคำแนะนำพระราชาใน (การเสวย) เนื้อและพระกระยาหารอันเศร้าหมอง.
พระราชาทรงมีพระสรีระซูบผอม เพราะโภชนะเศร้าหมอง. และหัวฝีของพระราชานั้นก็แห้งไป.

พระราชาทรงมีสัญญาว่าทรงผาสุก จึงเสวยพระกระยาหารอันสนิท. ด้วยเหตุนั้น จึงทรงเกิดพละกำลัง ทรงเสพเฉพาะในการเสพเท่านั้น.
หัวฝีของพระราชานั้นก็ถึงสภาวะอันมีในก่อนนั่นแหละ เมื่อเป็นอย่างนั้น พระองค์จึงให้ทำการผ่าตัดจนถึง ๓ ครั้ง
อันหมอทั้งหลายละเว้นแล้ว (จากการรักษา) จึงทรงเบื่อหน่าย ละราชสมบัติใหญ่ออกบวชเข้าป่า เริ่มวิปัสสนา ๖ พรรษา
ก็ทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ ได้กล่าวอุทานคาถานี้แล้วไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะ.

ที่ชื่อว่า อีติ จัญไร ในคาถานั้น เพราะอรรถว่า มา.
คำว่า อีตินี้ เป็นชื่อของเหตุแห่งความฉิบหายอันเป็นส่วนแห่งอกุศลที่จรมา.
เพราะฉะนั้น แม้กามคุณเหล่านี้ก็ชื่อว่า จัญไร เพราะอรรถว่า นำมาซึ่งความฉิบหายมิใช่น้อย และเพราะอรรถว่า เป็นที่ประชุมอนัตถพินาศ.
แม้หัวฝีก็หลั่งของไม่สะอาดออกมา เป็นของบวมขึ้น แก่จัด และแตกออกเพราะฉะนั้น กามคุณเหล่านี้ จึงชื่อว่าดุจหัวฝี เพราะหลั่งของไม่สะอาด
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 342
คือ กิเลสออกมา และเพราะมีภาวะบวมขึ้น แก่จัด และแตกออก โดยการเกิดขึ้น การคร่ำคร่า และแตกพังไป.
ชื่อว่าอุปัทวะ เพราะอรรถว่ารบกวน. อธิบายว่า ทำอนัตถพินาศให้เกิดครอบงำ ท่วมทับไว้.
คำว่า อุปัทวะนี้เป็นชื่อของหัวฝีคือราคะเป็นต้น. เพราะฉะนั้น แม้กามคุณเหล่านี้ ก็ชื่อว่าอุปัทวะ เพราะนำมาซึ่งความพินาศ
คือ การไม่รู้แจ้งพระนิพพานเป็นเหตุ และเพราะเป็นวัตถุที่ตั้งโดยรอบแห่งอุปัทวกรรมทุกชนิด.
ก็เพราะเหตุที่กามคุณเหล่านี้ ทำความกระสับกระส่ายเพราะกิเลสให้เกิด ทำความไม่มีโรคกล่าวคือศีล หรือความโลภให้เกิดขึ้น
ปล้นเอาความไม่มีโรคซึ่งเป็นไปตามปกติ ฉะนั้น กามคุณเหล่านั้นจึงชื่อว่าดุจโรค เพราะอรรถว่า ปล้นความไม่มีโรคนี้.

อนึ่ง
ชื่อว่า ดุจลูกศร เพราะอรรถว่า เข้าไปเรื่อย ๆ ในภายใน เพราะอรรถว่า เสียบเข้าในภายใน และ
                  เพราะอรรถว่า ถอนออกยาก.
ชื่อว่า เป็นภัย เพราะนำมาซึ่งภัยในปัจจุบันและภัยในภายหน้า.
ชื่อว่า เมตํ เพราะตัดบทออกเป็น เม เอตํ.

คำที่เหลือในคาถานี้ปรากฏชัดแล้ว.
แม้คำสรุปก็พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาอีติคาถา

43
ชื่อเรื่อง พระปูติคัตตติสสเถระ40-435
หัวเรื่องพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 435

๗. เรื่องพระปูติคัตตติสสเถระ [๓๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภพระเถระ
ชื่อว่า ปูติคัตตติสสเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อจิรํ วตยํ กาโย"เป็นต้น.

พระเถระกายเน่า
ได้ยินว่า กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง ฟังธรรมกถาในสำนักของพระศาสดา
ถวายชีวิตในพระศาสนา ได้บรรพชาอุปสมบทแล้วได้ชื่อว่า พระติสสเถระ.

เมื่อกาลล่วงไป ๆ โรคเกิดขึ้นในสรีระของท่าน.ต่อม ทั้งหลาย
ประมาณเท่าเมล็ดผักกาดผุดขึ้น. มัน (โตขึ้น) โดยลำดับ
ประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว
ประมาณเท่าเมล็ดถั่วดำ
ประมาณเท่าเมล็ดกระเบา
ประมาณเท่าผลมะขามป้อม
ประมาณเท่าผลมะตูม
แตกแล้ว. สรีระทั้งสิ้น ได้เป็นช่องเล็กช่องน้อย
ชื่อของท่านเกิดขึ้นแล้วว่า พระปูติคัตตติสสเถระ (พระติสสเถระผู้มีกายเน่า).

ต่อมา
ในกาลเป็นส่วนอื่น กระดูกของท่าน แตกแล้ว. ท่านได้เป็นผู้ที่ใคร ๆ ปฏิบัติไม่ได้.
ผ้านุ่งและผ้าห่มเปื้อนด้วยหนองและเลือด ได้เป็นเช่นกับขนมร่างแห.
พวกภิกษุมีสัทธิวิหาริกเป็นต้นไม่อาจจะปฏิบัติได้ (จึงพากัน) ทอดทิ้งแล้ว.
ท่านเป็นผู้ไม่มีที่พึ่งนอน ( แซ่ว ) แล้ว.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 436
พระพุทธเจ้าทรงพยาบาลและทรงแสดงธรรม
ก็ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ทรงละการตรวจดูโลกสิ้น ๒ วาระ
(คือ) ในกาลใกล้รุ่ง
เมื่อทรงตรวจดูโลก ทรงตรวจดูจำเดิมแต่ขอบปากแห่งจักรวาล
ทำพระญาณให้มุ่งต่อพระคันธกุฎี.

เมื่อทรงตรวจดูเวลาเย็น
ทรงตรวจดูจำเดิมแต่พระคันธกุฎี ทำพระญาณให้มุ่งต่อที่(ออกไป ) ภายนอก.
ก็ในสมัยนั้น พระปูติคัตตติสสเถระ ปรากฏแล้วภายในข่ายคือพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของติสสภิกษุ
ทรงดำริว่า "ภิกษุนี้ ถูกพวกสัทธิวิหาริกเป็นต้น ทอดทิ้งแล้ว, บัดนี้ เธอยกเว้นเราเสีย ก็ไม่มีที่พึ่งอื่น

" ดังนี้แล้ว จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี
เหมือนเสด็จเที่ยวจาริกในวิหาร เสด็จไปสู่โรงไฟ ทรงล้างหม้อ ใส่น้ำ ยกตั้งบนเตา เมื่อทรงรอให้น้ำร้อนได้ประทับยืนในโรงไฟนั่นเอง: ทรงรู้ความที่น้ำร้อนแล้ว เสด็จไปจับปลายเตียงที่ติสสภิกษุนอน.

ในกาลนั้น
พวกภิกษุ กราบทูลว่า"ขอพระองค์ จงเสด็จหลีกไป พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์จักยก๑ (เอง)แล้ว ( ช่วยกัน ) ยกเตียง นำไปสู่โรงไฟ. พระศาสดาทรงให้นำร่างมาทรงเทน้ำร้อน ( ใส่ ) แล้ว ทรงสั่งภิกษุเหล่านั้นให้ ( เปลื้อง ) เอาผ้าห่มของเธอ ให้ขยำด้วยน้ำร้อน แล้วให้ผึ่งแดด

ลำดับนั้น
พระศาสดา ประทับยืนอยู่ในที่ใกล้ของเธอ ทรงรดสรีระนั้นให้ชุ่มด้วยน้ำอุ่นทรงถูสรีระของเธอ ให้เธออาบแล้ว .ในที่สุดแห่งการอาบของเธอ,ผ้าห่มนั้นแห้งแล้ว. ทีนั้น พระศาสดาทรงช่วยเธอให้นุ่งผ้าห่มนั้น ทรงให้ขยำผ้ากาสาวะที่เธอนุ่งด้วยน้ำ แล้วให้ผึ่งแดด. ทีนั้น เมื่อน้ำที่กายของ
๑. สำนวนภาษามคธ ใช้คหธาตุ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 437
เธอพอขาด (คือแห้ง) ผ้านุ่งนั้นก็แห้ง. เธอนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่งห่มผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง เป็นผู้มีสรีระเบา มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นอนบนเตียงแล้ว. พระศาสดาประทับยืน ณ ที่เหนือศีรษะของเธอ
ตรัสว่า" ภิกษุ กายของเธอนี้ มีวิญญาณไปปราศแล้ว หาอุปการะมิได้ จักนอนบนแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้
" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
๗. อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวึ อธิเสสฺสติ
ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ นิรตฺถํว กลิงคฺรํ.
"ไม่นานหนอ กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน.
กายนี้มีวิญญาณไปปราศ อันบุคคลทิ้งแล้ว,
ราวกับท่อนไม้ไม่มีประโยชน์ฉะนั้น."

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจิรํ วต เป็นต้น ความว่า ภิกษุต่อกาลไม่นานเลย
กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน คือจักนอนเบื้องบนแห่งแผ่นดิน ที่สัตว์นอนแล้วด้วยการนอนปกตินี้.
ด้วยบทว่า ฉุฑฺโฑ พระศาสดา ทรงแสดงเนื้อความว่า "กายนี้ จักเป็นของชื่อว่าเปล่า เพราะความมีวิญญาณไปปราศ ถูกทอดทิ้งแล้วนอน."เหมือนอะไร ?เหมือนท่อนไม้ ไม่มีประโยชน์.

อธิบายว่า เหมือนท่อนไม้อันไร้อุปการะ ไม่มีประโยชน์,
จริงอยู่ พวกมนุษย์ผู้มีความต้องการด้วยทัพสัมภาระ เข้าไปสู่ป่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 438
แล้ว ตัดไม้ตรงโดยสัณฐานแห่งไม้ตรง ไม้คดโดยสัณฐานแห่งไม้คด
ถือเอา (เป็น) ทัพสัมภาระ, แต่ตัดไม้เป็นโพรง ไม้ผุ ไม้ไม่มีแก่น
ไม้เกิดเป็นตะปุ่มตะป่ำที่เหลือ ทิ้งไว้ในป่านั้นนั่นเอง มนุษย์พวกอื่นผู้มี
ความต้องการด้วยทัพสัมภาระมาแล้ว ชื่อว่า หวังถือเอาชิ้นไม้ที่ถูกทิ้ง
ไว้นั้น ย่อมไม่มี, มนุษย์เหล่านั้น แลดูไม้นั้นแล้ว ย่อมถือเอาไม้ ที่
เป็นอุปการะแก่ตนเท่านั้น; ไม้นอกนี้ ย่อมเป็นไม้ถมแผ่นดินอย่างเดียว,
ก็ไม้นั้น พึงเป็นไม้แม้ที่ใคร ๆ อาจจะทำเชิงรองเตียงหรือเขียงเท้า หรือ
ว่าตั่งแผ่นกระดาน ด้วยอุบายนั้น ๆ ได้; ส่วนว่า บรรดาส่วน ๓๒ ใน
อัตภาพนี้ แม้ส่วนหนึ่ง ชื่อว่า เข้าถึงความเป็นของที่จะพึงถือเอาได้ด้วย
สามารถแห่งอุปกรณ์วัตถุ มีเชิงรองเตียงเป็นต้น หรือด้วยมุขเป็นอุปการะ
อย่างอื่น ย่อมไม่มี กายนี้มีวิญญาณไปปราศแล้ว ต่อวันเล็กน้อยเท่านั้น
ก็จักต้องนอนเหนือแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้ไม่มีประโยชน์ฉะนั้น ดังนี้แล.

พระปูติคัตตติสสเถระนิพพาน
ในเวลาจบเทศนา พระปูติคัตตติสสเถระ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแล้ว.
แม้ชนอื่นเป็นอันมาก ก็ได้เป็นพระอริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น.
ฝ่ายพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้วก็ปรินิพพาน.

พระศาสดาโปรดให้ทำสรีรกิจของท่าน ทรงเก็บ ( อัฐิ ) ธาตุ แล้วโปรดให้ทำเจดีย์ไว้.
พวกภิกษุ กราบทูลถามพระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า พระปูติคัตตติสสเถระ บังเกิดในที่ไหน ?"
๑. ปฐวีคตํ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 439
พระศาสดา. เธอปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลาย.
พวกภิกษุ. พระเจ้าข้า กายของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตเห็นปานนั้น เกิดเป็นกายเน่า เพราะเหตุอะไร ? กระดูกทั้งหลายแตกแล้ว เพราะเหตุอะไร ?
อะไรเป็นเหตุถึงความเป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของท่านเล่า ?
พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย ผลนี้ทั้งหมด เกิดแล้วแก่ติสสะนั่นก็เพราะกรรมที่ตัวทำไว้.
พวกภิกษุ. ก็กรรมอะไร ? ที่ท่านทำไว้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ถ้ากระนั้น พวกเธอจงฟัง"
ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสดังต่อไปนี้ :-)

บุรพกรรมของพระติสสะ
ติสสะนี้เป็นพรานนก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ฆ่านกเป็นอันมาก
บำรุงอิสรชน, ขายนกที่เหลือจากนกที่ให้แก่อิสรชนเหล่านั้น.
คิดว่า "นกที่เหลือจากขาย อันเราฆ่าเก็บไว้จักเน่าเสีย" จึงหักกระดูกแข้งและกระดูกปีกของนกเหล่านั้น ทำอย่าง
ที่มันไม่อาจบินหนีไปได้ แล้วกองไว้. เขาขายนกเหล่านั้นในวันรุ่งขึ้น,
ในเวลาที่ได้นกมามากมาย ก็ให้ปิ้งไว้ เพื่อประโยชน์แห่งตน.

วันหนึ่ง
เมื่อโภชนะมีรสของเขาสุกแล้ว พระขีณาสพองค์หนึ่ง เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของเขา เขาเห็นพระเถระแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสคิดว่า "สัตว์มีชีวิตมากมาย ถูกเราฆ่าตาย, ก็พระผู้เป็นเจ้ายืนอยู่ที่ประตู
เรือนของเรา และโภชนะอันมีรสก็มีอยู่พร้อมภายในเรือน, เราจะถวายบิณฑบาตแก่ท่าน
" ดังนี้แล้วจึงรับบาตรของพระขีณาสพนั้น ใส่โภชนะอันมีรสนั้นให้เต็มบาตรแล้ว ถวายบิณฑบาตอันมีรส แล้วไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กล่าวว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าพึงถึงที่สุดแห่งธรรมที่ท่านเห็นเถิด." พระเถระได้ทำอนุโมทนาว่า "จงเป็นอย่างนั้น."

ประมวลผลธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ผล (ทั้งหมด ) นั่นสำเร็จแล้วแก่ติสสะ ด้วยอำนาจแห่งกรรมที่ติสสะทำแล้วในกาลนั้นนั่นเอง;
กายของติสสะเกิดเน่าเปื่อย, และกระดูกทั้งหลายแตก ก็ด้วยผลของการทุบกระดูกนกทั้งหลาย;
ติสสะบรรลุพระอรหัต ก็ด้วยผลของการถวายบิณฑบาตอันมีรสแก่พระขีณาสพ ดังนี้แล
เรื่องพระปูติคัตตติสสเถระ จบ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 441


44
เรื่องพระจิตตหัตถเถระ40-418
หัวเรื่อง  พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 418

๕. เรื่องพระจิตตหัตถเถระ [๒๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถระ
ชื่อจิตตหัตถ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส"
เขาเที่ยวตามโคจนอ่อนเพลีย
ได้ยินว่า กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง แสวงหาโคผู้ที่หายไปอยู่
จึงเข้าป่า พบโคผู้ในเวลาเที่ยง ปล่อยเข้าฝูงแล้วคิดว่า " เราจักได้วัตถุ
สักว่าอาหาร ในสำนักของพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายแน่แท้" ถูกความหิวกระ-
หายรบกวนแล้ว จึงเข้าไปสู่วิหาร ถึงสำนักของภิกษุทั้งหลาย ไหว้แล้ว
ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ก็ในสมัยนั้นแล ภัตอันเหลือจากภิกษุทั้งหลาย
ฉัน ยังมีอยู่ในถาดสำหรับใส่ภัตอันเป็นเดน. ภิกษุเหล่านั้นเห็นเขาถูก
ความหิวรบกวนแล้ว จึงกล่าวว่า " เชิญท่านถือเอาภัตกินเถิด," ก็ชื่อว่า
ในครั้งพุทธกาล แกงและกับมากมายย่อมเกิดขึ้น, เขารับภัตพอเยียวยา
อัตภาพจากถาดนั้นบริโภคแล้ว ดื่มน้ำ ล้างมือ ไหว้ภิกษุทั้งหลายแล้ว
ถามว่า " ท่านขอรับ วันนี้ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายได้ไปสู่ที่นิมนต์แล้ว
หรือ ?" ภิกษุทั้งหลายตอบว่า " อุบาสก วันนี้ ไม่มี, ภิกษุทั้งหลาย
ย่อมได้ (ภัตตาหาร) เนือง ๆ โดยทำนองนี้เทียว."
เขาบวชเป็นภิกษุ
เขาคิดว่า " พวกเรา ลุกขึ้นแล้ว ครั้นลุกขึ้นแล้ว แม้ทำการงาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 419
เนือง ๆ ตลอดคืนและวัน ก็ยังไม่ได้ภัตมีกับอันอร่อยอย่างนี้, ได้ยินว่า
ภิกษุเหล่านี้ย่อมฉันเนือง ๆ, เราจะต้องการอะไรด้วยความเป็นคฤหัสถ์,
เราจักเป็นภิกษุ" ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายขอบรรพชาแล้ว.
ลำดับนั้น พวกภิกษุพูดกะเขาว่า " เป็นการดี อุบาสก" ให้เขาบรรพชา
แล้ว. เขาได้อุปสมบทแล้ว ทำวัตรและปฏิวัตร ซึ่งเป็นอุปการะแก่ภิกษุ
ทั้งปวง. เธอได้มีสรีระอ้วนท้วนโดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน เพราะลาภ
และสักการะที่เกิดขึ้นแก่พระพุทธะ๑ทั้งหลาย.
เขาบวช ๆ สึก ๆ ถึง ๖ ครั้ง
แต่นั้น เธอคิดว่า " เราจักต้องการอะไรด้วยการเที่ยวไปเพื่อภิกษา
เลี้ยงชีพ, เราจักเป็นคฤหัสถ์." เธอสึกเข้าเรือนแล้ว. เมื่อกุลบุตร [ทิด
สึกใหม่] นั้น ทำการงานอยู่ในเรือน โดย ๒ - ๓ วัน เท่านั้น สรีระ
ก็ซูบผอม. แต่นั้นเธอคิดว่า " ประโยชน์อะไรของเราด้วยทุกข์นี้, เรา
จักเป็นสมณะ" ดังนี้แล้ว ก็กลับมาบวชใหม่. เธอยับยั้งอยู่ไม่ได้กี่วัน
กระสันขึ้นแล้วสึกอีก แต่เธอได้มีอุปการะแก่พวกภิกษุในเวลาบวช. โดย
๒ - ๓ วัน เท่านั้น เธอก็ระอาใจแม้อีก คิดว่า " ประโยชน์อะไรของ
เราด้วยความเป็นคฤหัสถ์, เราจักบวช" จึงไปไหว้ภิกษุทั้งหลาย ขอ
บรรพชาแล้ว. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย ให้เขาบรรพชาอีกแล้ว ด้วยอำนาจ
แห่งอุปการะ, เขาบวชแล้วก็สึกอยู่อย่างนี้ถึง ๖ ครั้ง. ภิกษุทั้งหลายคิดว่า
" ภิกษุนี่ เป็นไปในอำนาจแห่งจิตเที่ยวไปอยู่" จึงขนานนามแก่เธอว่า
"จิตตหัตถเถระ."
๑. ใช้ศัพท์ว่า พุทฺธานํ ในที่นี้ น่าจะหมายถึงพระสัมพุทธะ และอนพุทธะหรือพระสาวกพุทธะ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 420
ครั้งที่ ๗ เขาเกิดธรรมสังเวชเลยบวชไม่สึก
เมื่อนายจิตตหัตถ์นั้นเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่อย่างนี้เทียว ภริยาได้มีครรภ์แล้ว.
ในวาระที่ ๗ เขาแบกเครื่องไถจากป่าไปเรือน
วางเครื่องใช้ไว้แล้ว เข้าห้องด้วยประสงค์ว่า " จักหยิบผ้ากาสาวะของตน.

" ในขณะนั้น ภริยาของเขากำลังนอนหลับ. ผ้าที่หล่อนนุ่งหลุดลุ่ย น้ำลายไหลออกปาก, จมูกก็กรนดังครืด ๆ, ปากอ้า, กัดฟัน. หล่อนปรากฏแก่เขาประดุจสรีระที่พองขึ้น.

เขาคิดว่า " สรีระนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์.
เราบวชตลอดกาลประมาณเท่านี้แล้ว อาศัยสรีระนี้ จึงไม่สามารถดำรงอยู่ในภิกษุภาวะได้
" ดังนี้แล้ว ก็ฉวยผ้ากาสาวะพันท้อง พลางออกจากเรือน.

ขณะนั้น
 แม่ยายของเขายืนอยู่ที่เรือนติดต่อกัน เห็นเขากำลังเดินไปด้วยอาการอย่างนั้น สงสัยว่า " เจ้านี่กลับไปอีกแล้ว เขามาจากป่าเดี๋ยวนี้เองพันผ้ากาสาวะที่ท้อง ออกเดินบ่ายหน้าตรงไปวิหาร; เกิดเหตุอะไรกันหนอ ?
" จึงเข้าเรือนเห็นลูกสาวหลับอยู่ รู้ว่า "เขาเห็นลูกสาวของเรานี้มีความรำคาญไปเสียแล้ว
" จึงตีลูกสาว กล่าวว่า " นางชั่วชาติ จงลุกขึ้น.
ผัวของเอง เห็นเองกำลังหลับ มีความรำคาญไปเสียแล้ว, ตั้งแต่นี้เองจะไม่มีเขาละ
" ลูกสาวกล่าวว่า " หลีกไป หลีกไปเถิดแม่ เขาจะไปข้างไหน, อีก ๒-๓ วันเท่านั้น ก็มาอีก."

แม้นายจิตตหัตถ์นั้น บ่นไปว่า
 " ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ " กำลังเดินไป ๆ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว.

เขาไปไหว้ภิกษุทั้งหลายแล้ว ก็ขอบรรพชา.
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า "พวกเราจักไม่อาจให้ท่านบรรพชาได้,
ความเป็นสมณะของท่านจักมีมาแต่ที่ไหน ? ศีรษะของท่านเช่นกับหินลับมีด.
" เขากล่าวว่า " ท่านขอรับ พวกท่านโปรดอนุเคราะห์ให้กระผมบวชในคราว
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 421
นี้อีกคราวหนึ่งเถิด." ภิกษุเหล่านั้นจึงให้เขาบวชแล้ว ด้วยอำนาจแห่งอุปการะ

บรรลุพระอรหัตแล้วถูกหาว่าพูดไม่จริง
ได้ ๒-๓ วันเท่านั้น เธอก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา
ภิกษุแม้เหล่านั้น พูดกับเธอว่า " คุณจิตตหัตถ์ คุณควรรู้สมัยที่คุณจะ
ไปโดยแท้. ทำไม ในครั้งนี้ คุณจึงชักช้าอยู่เล่า ?" เธอกล่าวว่า " พวก
ผมไปแล้วในเวลาที่มีความเกี่ยวข้องดอก๑ ขอรับ ความเกี่ยวข้องนั้น ผม
ตัดได้แล้ว, ต่อไปนี้ พวกผมมีความไม่ไปเป็นธรรมดา." พวกภิกษุ
พากันไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภิกษุนี้ ถูกพวกข้าพระองค์พูดอย่างนี้ กล่าวชื่ออย่างนี้ เธอพยากรณ์
พระอรหัต เธอพูดคำไม่จริง." พระศาสดา ตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุ
ทั้งหลาย บุตรของเรา ได้ทำการไปและการมา ในเวลาไม่รู้พระสัทธรรม
ในเวลาที่ตนยังมีจิตไม่มั่นคง, บัดนี้ บุตรของเรานั่นละบุญและบาปได้
แล้ว" ได้ตรัสสองพระคาถาเหล่านี้ว่า
๕. อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต
ปริปฺลวปสาทสฺส ปญฺญา น ปริปูรติ
อนวสฺสุตจิตฺตสฺส อนนฺวาหตเจตโส
ปุญฺญปาปปหีนสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ.
"ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์ แก่ผู้มีจิตไม่มั่นคง
ไม่รู้แจ้งซึ่งพระสัทธรรม มีความเลื่อมใสอันเลื่อน
๑. หมายถึง กิเลสเป็นเครื่องเกี่ยวข้อง.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 422
ลอย, ภัย (ความกลัว) ย่อมไม่มีแก่ผู้มีจิตอัน
ราคะไม่ซึมซาบ มีใจไม่ถูกโทสะตามกระทบ ละบุญและบาปได้ ตื่นอยู่."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส พระศาสดา
ทรงแสดงเนื้อความว่า " ชื่อว่าจิตนี้ ของใคร ๆ ไม่มีแน่นอนหรือมั่นคง;
ก็บุคคลใด ไม่ดำรงอยู่ในภาวะไหน ๆ เหมือนกับฟักเขียวที่ตั้งไว้บน
หลังม้า เหมือนกับหลักที่ปักไว้ในกองแกลบ เหมือนกับดอกกระทุ่มบน
ศีรษะล้าน, บางคราวเป็นเสวก บางครั้งเป็นอาชีวก บางคาบเป็นนิครนถ์
บางเวลาเป็นดาบส, บุคคลเห็นปานนี้ ชื่อว่ามีจิตไม่มั่นคง, ปัญญาอัน
เป็นกามาพจรก็ดี อันต่างด้วยปัญญามีรูปาพจรเป็นอาทิก็ดี ย่อมไม่บริบูรณ์
แก่บุคคลนั้น ผู้มีจิตไม่มั่นคง ไม่รู้พระสัทธรรมนี้ อันต่างโดยโพธิปัก-
ขิยธรรม๑ ๓๗ ชื่อว่ามีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย เพราะความเป็นผู้มี
ศรัทธาน้อย หรือเพราะความเป็นผู้มีศรัทธาคลอนแคลน, เมื่อปัญญาแม้
เป็นกามาพจรไม่บริบูรณ์ ปัญญาที่เป็นรูปาพจร อรูปาพจรและโลกุตระ
จักบริบูรณ์ได้แต่ที่ไหนเล่า ?
บทว่า อนวสฺสุตจิตฺตสฺส ได้แก่ ผู้มีจิตอันราคะไม่ชุ่มแล้ว.
ในบทว่า อนนฺวาหตเจตโส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความที่จิตถูก
โทสะกระทบแล้วไว้ในอาคตสถานว่า๒ " มีจิตถูกโทสะกระทบเกิดเป็นดังเสาเขื่อน."
๑. มีธรรมเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ๓๗ เป็นประเภท.
๒. ที่แห่งบาลีประเทศอันมาแล้ว. อภิ. วิ. ๓๕/๕๑๐. ม. มู. ๑๒/๒๐๖.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 423
แต่ในบทว่า อนนฺวาหตเจตโส นี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความว่า
" ผู้มีจิตอันโทสะไม่กระทบ."
บทว่า ปุญฺญปาปปหีนสฺส ความว่า ผู้ละบุญและบาปได้ด้วย
มรรคที่ ๔ คือผู้สิ้นอาสวะแล้ว.
บาทพระคาถาว่า นตฺถิ ชาครโต ภยํ ความว่า ความไม่มีภัย
ดูเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้สำหรับท่านผู้สิ้นอาสวะ ตื่นอยู่แล, ก็
ท่านผู้สิ้นอาสวะนั้น ชื่อว่า ตื่นแล้ว เพราะประกอบด้ายธรรมเป็นเหตุตื่น
ทั้งหลาย มีศรัทธาเป็นอาทิ, เพราะฉะนั้น ท่านตื่นอยู่ (ตื่นนอน)
ก็ตาม ยังไม่ตื่น (ยังนอนหลับ) ก็ตาม ภัยคือกิเลสชื่อว่าย่อมไม่มี
เพราะกิเลสทั้งหลายไม่มีการหวนกลับมา, จริงอยู่ กิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า
ย่อมไม่ติดตามท่าน เพราะกิเลสทั้งหลายที่ท่านละได้แล้วด้วยมรรคนั้น ๆ
ไม่มีการเข้าไปหา (ท่าน) อีก, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า " กิเลสเหล่าใด อันอริยบุคคลละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค,
เธอย่อมไม่มาหา คือไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก; กิเลสเหล่าใด อันอริย-
บุคคลละได้แล้วด้วยสกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค,
เธอย่อมไม่มาหา คือไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก " ดังนี้.
เทศนาได้มีประโยชน์ มีผล แก่มหาชนแล้ว.
กิเลสทำผู้มีอุปนิสัยแห่งพระอรหัตให้เศร้าหมองได้
ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย
ขึ้นชื่อว่ากิเลสเหล่านี้ หยาบนัก, กุลบุตรผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระ-
อรหัตเห็นปานนี้ ยังถูกกิเลสให้มัวหมองได้ (ต้อง) เป็นคฤหัสถ์ ๗ ครั้ง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 424
บวช ๗ ครั้ง." พระศาสดาทรงสดับประวัติกถาของภิกษุเหล่านั้น จึง
เสด็จไปสู่ธรรมสภา ด้วยการไปอันสมควรแก่ขณะนั้น ประทับบนพุทธ-
อาสน์แล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมกัน ด้วยถ้อย
คำอะไรหนอ ? " เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า " ด้วยเรื่องชื่อนี้ " แล้ว
จึงตรัสว่า " อย่างนั้นนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลาย
ย่อมเป็นสภาพหยาบ, ถ้ากิเลสเหล่านี้ มีรูปร่าง อันใคร ๆ พึงสามารถ
จะเก็บไว้ได้ในที่บางแห่ง, จักรวาลก็แคบเกินไป, พรหมโลกก็ต่ำ
เกินไป, โอกาสของกิเลสเหล่านั้นไม่พึงมี (บรรจุ) เลย, อันกิเลส
เหล่านี้ ย่อมทำบุรุษอาชาไนยที่ถึงพร้อมด้วยปัญญา แม้เช่นกับเราให้มัว
หมองได้ จะกล่าวอะไรในเหล่าชนที่เหลือ; จริงอยู่ เราเคยอาศัยข้าวฟ่าง
และลูกเดือยเพียงครึ่งทะนาน และจอบเหี้ยน บวชสึกแล้ว ๖ ครั้ง."
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลถามว่า " ในกาลไร ? พระเจ้าข้า."
พระศาสดาตรัสว่า " จักฟังหรือ ? ภิกษุทั้งหลาย."
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " อย่างนั้น พระเจ้าข้า."
พระศาสดาตรัสว่า " ถ้ากระนั้น พวกเธอจงฟัง" ดังนี้แล้วทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสว่า) :-
เรื่องบัณฑิตจอบเหี้ยน
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
บุรุษผู้หนึ่ง ชื่อกุททาลบัณฑิต บวชเป็นนักบวชภายนอกอยู่ในป่าหิมวันต์
๘ เดือน เมื่อภูมิภาคชุ่มชื้น ในสมัยที่ฝนตกชุก๑คิดว่า " ในเรือนของเรา
๑. วสฺสารตฺตสมเย.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 425
ยังมีข้าวฟ่างและลูกเดือยประมาณครึ่งทะนาน และจอบเหี้ยน (อีกอัน
หนึ่ง), พืชคือข้าวฟ่างและลูกเดือยอย่าเสียไป" จึงสึกเอาจอบเหี้ยนฟื้น
ที่แห่งหนึ่ง หว่านพืชนั้น ทำรั้วไว้ ในเวลาที่เมล็ดพืชแก่ก็เหี่ยว เก็บพืช
ไว้ประมาณทะนานหนึ่ง เคี้ยวกินพืชที่เหลือ. ท่านคิดว่า " บัดนี้ ประ-
โยชน์อะไรด้วยเรือนของเรา, เราจักบวชอีก ๘ เดือน" จึงออกบวชแล้ว.
ท่านอาศัยข้าวฟ่างและลูกเดือยเพียงหนึ่งทะนานและจอบเหี้ยน เป็นคฤหัสถ์
๗ ครั้ง บวช ๗ ครั้ง โดยทำนองนี้แล แต่ในครั้งที่ ๗ คิดว่า " เรา
อาศัยจอบเหี้ยนอันนี้ เป็นคฤหัสถ์แล้วบวชถึง ๗ ครั้ง, เราจักทิ้งมันในที่
ไหน ๆ สักแห่งหนึ่ง." ท่านไปยังฝั่งแม่น้ำคงคา คิดว่า " เราเมื่อเห็น
ที่ตก คงต้องลงงมเอา; เราจักทิ้งมัน โดยอาการที่เราจะไม่เห็นที่ซึ่ง
มันตก" จึงเอาผ้าเก่าห่อพืชประมาณทะนานหนึ่ง แล้วผูกผ้าเก่าที่แผ่นจอบ
จับจอบที่ปลายด้าม ยืนที่ฝั่งแห่งแม่น้ำ หลับตาแกว่งเวียนเหนือศีรษะ
๓ ครั้ง ขว้างไปในแม่น้ำคงคา หันไปดู ไม่เห็นที่ตกได้เปล่งเสียงว่า
" เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว" ดังนี้ ๒ ครั้ง. ในขณะนั้น พระเจ้า
กรุงพาราณสี ทรงปราบปัจจันตชนบทให้สงบราบคาบแล้วเสด็จมา โปรด
ให้ตั้งค่ายพัก๑ ใกล้ฝั่งแม่น้ำ เสด็จลงสู่แม่น้ำ เพื่อทรงประสงค์จะสรง-
สนาน ได้ทรงสดับเสียงนั้น. ก็ธรรมดาว่า เสียงที่ว่า " เราชนะแล้ว
เราชนะแล้ว" ย่อมไม่พอพระหฤทัยของพระราชาทั้งหลาย. พระองค์จึง
เสด็จไปยังสำนักของกุททาลบัณฑิตนั้น ตรัสถามว่า " เราทำการย่ำยี
อมิตรมาเดี๋ยวนี้ ก็ด้วยคิดว่า ' เราชนะ' ส่วนเธอร้องว่า ' เราชนะแล้ว
เราชนะแล้ว,' นี้ชื่อเป็นอย่างไร ?" กุททาลบัณฑิต จึงทูลว่า "พระ-
๑. ขนฺธาวารํ ประเทศเป็นที่กั้นด้วยท่อนไม้.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 426
องค์ทรงชนะพวกโจรภายนอก, ความชนะที่พระองค์ทรงชนะแล้ว ย่อม
กลับเป็นไม่ชนะอีกได้แท้; ส่วนโจรคือความโลภ ซึ่งมีในภายใน อัน
ข้าพระองค์ชนะแล้ว, โจรคือความโลภนั้น จักไม่กลับชนะข้าพระองค์อีก
ชนะโจรคือความโลภนั้นอย่างเดียวเป็นดี" ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถานี้ว่า
"ความชนะใด กลับแพ้ได้ ความชนะนั้นมิใช่
ความชนะที่ดี, (ส่วน) ความชนะใด ไม่กลับแม้
ความชนะนั้นแลเป็นความชนะที่ดี.๑"
ในขณะนั้นเอง ท่านแลดูแม่น้ำคงคา ยังกสิณมีน้ำเป็นอารมณ์
ให้บังเกิด บรรลุคุณพิเศษแล้ว นั่งในอากาศโดยบัลลังก์. พระราชา
ทรงสดับธรรมกถาของพระมหาบุรุษ ไหว้แล้ว ทรงขอบวช ทรงผนวช
พร้อมกับหมู่พล. ได้มีบริษัทประมาณโยชน์หนึ่งแล้ว. แม้กษัตริย์สามันต-
ราชอื่น๒ ทรงสดับความที่พระเจ้ากรุงพาราณสีนั้นผนวชแล้วเสด็จมาด้วย
ประสงค์ว่า "เราจักยึดเอาพระราชสมบัติของพระเจ้ากรุงพาราณสีนั้น"
ทรงเห็นพระนครที่มั่งคั่งอย่างนั้นว่างเปล่า จึงทรงดำริว่า " พระราชา
เมื่อทรงทิ้งพระนครเห็นปานนี้ผนวช จักไม่ทรงผนวชในฐานะอันต่ำช้า,
ถึงเราผนวชก็ควร" ดังนี้แล้ว เสด็จไปในที่นั้น เข้าไปหาพระมหาบุรุษ
ทรงขอบวช ทรงผนวชพร้อมกับบริษัทแล้ว. พระราชา ๗ พระองค์
ทรงผนวชโดยทำนองเดียวกันนี้. ได้มีอาศรมตั้งแผ่ไปถึง ๗ โยชน์.
พระราชา ๗ พระองค์ก็ทรงทิ้งโภคะทั้งหลาย พาชนมีประมาณเท่านี้บวช
๑. ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๒๒. อรรถกถา. ๒/๑๑๓.
๒. สามนฺตราชา พระราชาผู้อยู่ในเมืองใกล้เคียงกัน พระราชาโดยรอบ พระราชาใกล้เคียง.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 427
แล้ว. พระมหาบุรุษอยู่ประพฤติพรหมจรรย์๑ เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย กุททาลบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็น๒เรา, ขึ้นชื่อว่ากิเลสเหล่านี้
เป็นสภาพหยาบอย่างนั้น."
เรื่องพระจิตตหัตถเถระ จบ.


45

                            ๔. ฉัททันตชาดก(เล่ม61หน้า370)
                            พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 370

๔. ฉัททันตชาดก

ว่าด้วยพญาช้างฉันทันต์
[๒๓๒๗] ดูก่อนพระน้องนาง
ผู้มีพระสรีระอร่ามงามดังทอง มีผิวพรรณผ่องเหลืองเรืองรอง พระเนตรทั้งสองแจ่มใส เหตุไรหนอ พระน้องจึงดูเศร้าโศกซูบไป ดุจดอกไม้ที่ถูกขยี้ ฉะนั้น

[๒๓๒๘] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันแพ้พระครรภ์ โดยการแพ้พระครรภ์เป็นเหตุให้หม่อมฉันฝันเห็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่าย.

[๒๓๒๙] กามสมบัติของมนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ และในสวนนันทนวันกามสมบัติทั้งหมดนั้นเป็นของเราทั้งสิ้น เราหาให้เธอได้ทั้งนั้น.

[๒๓๓๐] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ
นายพรานป่าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในแว่นแคว้นของพระองค์ จงมาประชุมพร้อมกัน
หม่อมฉันจะแจ้งเหตุ ที่แพ้พระครรภ์ของหม่อมฉัน ให้นายพรานป่าเหล่านั้นทราบ.

[๒๓๓๑] ดูก่อนเทวี นายพรานป่าเหล่านี้ ล้วนแต่มีฝีมือ เป็นคนแกล้วกล้า ชำนาญป่า
รู้จักชนิดของเนื้อ ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์ของเราได้.

[๒๓๓๒] ท่านทั้งหลายผู้เป็นเชื้อแถวของนายพราน ที่มาพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้
จงฟังเรา เราฝันเห็นช้างเผือกผ่อง งามีรัศมี ๖ ประการ
ฉันต้องการงาช้างคู่นั้น เมื่อไม่ได้ ชีวิตก็เห็นจะหาไม่.

[๒๓๓๓] บิดา หรือปู่ทวด ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ก็ยังไม่เคยเห็น ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่า
พญาช้างที่มีงามีรัศมี ๖ ประการ
พระนางเจ้าทรงนิมิตเห็นพญาช้างมีลักษณะเช่นไร ขอได้ตรัสบอกพญาช้างที่มี
ลักษณะเช่นนั้น แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.

[๒๓๓๔] ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ เบื้องบน ๑เบื้องล่าง ๑  ทิศทั้ง ๑๐ นี้
พระองค์ทรงนิมิตเห็นพญาช้าง ซึ่ง มีงา มีรัศมี ๖ ประการ อยู่ทิศไหนพระเจ้าข้า ?

[๒๓๓๕] จากที่นี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามภูเขาสูงใหญ่ ๗ ลูก เขาลูกสูงที่สุด ชื่อ สุวรรณปัสสคิรี
มีพรรณไม้ผลิดอกออกบานสะพรั่ง มีฝูงกินนรเที่ยวสัญจรไปมาไม่ขาด.
ท่านจงขึ้นไปบนภูเขาอันเป็นที่อยู่แห่งหมู่กินนร แล้วมองลงมาตามเชิงเขา
ทันใดนั้น จะได้เห็นต้นไทรใหญ่ สีเสมอเหมือนสีเมฆ มีย่านไทร๘,๐๐๐ห้อยย้อย.

ใต้ต้นไทรนั้น พญาเศวตกุญชร ซึ่งมีงารัศมี ๖ประการ อยู่อาศัย ยากที่ใครอื่นจะข่มขี่จับได้
ช้างประมาณ ๘,๐๐๐ มีงาเท่างอนไถ วิ่งไล่เร็วปานลมพัด พากันแวดล้อมรักษาพญาเศวตกุญชรนั้นอยู่. ช้างเหล่านั้น ย่อมบันลือเสียงน่าหวาดกลัวโกรธแม้แต่ลมที่พัดถูกตัว
ถ้าเห็นมนุษย์ ณ ที่นั้นเป็นต้องขยี้เสีย ให้เป็นภัสมธุลี แม้แต่ละอองก็ไม่ถูกต้องพญาช้างได้เลย.

[๒๓๓๖] ข้าแต่พระราชเทวี เครื่องอาภรณ์ที่แล้วไปด้วยเงิน แก้วมุกดา แก้วมณี และแก้วไพฑูรย์
มีอยู่ในราชสกุลมากมาย เหตุไร พระแม่เจ้า จึงทรงพระประสงค์เอางาช้างมาทำเป็นเครื่องประดับเล่า พระแม่เจ้าทรงปรารถนาจะให้ฆ่าพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี๖ ประการเสีย หรือ
ว่าจะให้พญาช้างฆ่าพวกเชื้อแถวของนายพรานเสียกระมัง.

[๒๓๓๗] ดูก่อนนายพราน เรามีทั้งความริษยาทั้งความน้อยใจ เพราะนึกถึงความหลังเข้าก็ตรอมใจ ขอท่านจงทำตามความประสงค์ของเรา เราจักให้บ้านส่วยแก่ท่าน ๕ ตำบล.

[๒๓๓๘] พญาช้างนั้นอยู่ที่ตรงไหน เข้าไปยืนอยู่ที่ไหน ทางไหนเป็นทางที่พญาช้างไปอาบน้ำ อนึ่ง พญาช้างนั้นอาบน้ำอย่างไร ทำไฉน ข้าพระพุทธเจ้าจึงจะรู้คติของพญาช้างได้ ?

[๒๓๓๙] ในที่ ๆ พญาช้างอยู่นั้น มีสระอยู่ไกล้ ๆ น่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบ ทั้งน้ำก็มาก สะพรั่ง
ไปด้วยพรรณไม้ดอก มีหมู่ภมร มาเคล้าคลึง พญาช้างลงอาบน้ำในสระนี้แหละ.
พญาช้างชำระศีรษะแล้ว ทัดทรงมาลัยอุบล มีร่างเผือกผ่องขาวราวกะดอกบุณฑริกบันเทิงใจ ให้
มเหสีชื่อว่า สัพพสุภัททา เดินหน้า ดำเนินไปยังที่อยู่ของตน.

[๒๓๔๐] นายพรานนั้น ยึดเอาพระเสาวนีย์ของพระนางสุภัททาราชเทวี ซึ่งประทับยืนอยู่ ณ ที่นั่นเองแล้วถือเอาแล่งลูกธนู ข้ามภูเขาใหญ่ทั้งเจ็ดลูกไปจนถึงลูกที่ชื่อว่า สุวรรณปัสสบรรพต
อันสูงโดด. เขาขึ้นไปสู่บรรพต อันเป็นที่อยู่ของกินนรแล้วมองลงมายังเชิงเขา ได้เห็นต้นไทรใหญ่ สีเขียวดังสีเมฆ มีย่านไทร ๘,๐๐๐ ห้อยย้อย ที่เชิงเขานั้น.

ทันใดนั่นเอง
ก็ได้เห็นพญาช้างเผือกขาวผ่องซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการ ยากที่คนเหล่าอื่นจะจับได้
มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐เชือก ล้วนแต่มีงางามงอน ขนาดงอนไถ วิ่งไล่เร็วดุจลมพัด แวดล้อมรักษาพญาช้างนั้นอยู่.
และได้เห็นสระโบกขรณี อันน่ารื่นรมย์อยู่ใกล้ๆที่อยู่ของพญาช้างนั้น ทั้งท่าน้ำก็ราบเรียบ น้ำมากมายมีพรรณดอกไม้บานสะพรั่ง มีหมู่ภมรเที่ยวเคล้าคลึงอยู่.
ครั้นเห็นทางที่พญาช้างลงอาบน้ำ
จนกระทั่งที่ซึ่งพญาช้างเดิน ยืนอยู่ และ ทางที่พญาช้างลงอาบน้ำ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 374
ก็แลนายพรานผู้มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททาผู้ตกอยู่ในอำนาจจิตทรงใช้มา ก็มาจัดแจงตระเตรียมหลุม.

[๒๓๔๑] นายพรานผู้กระทำกรรมอันชั่วช้า ขุดหลุมเอากระดานปิดเสร็จแล้ว สอดธนูไว้ เอาลูกศร ลูกใหญ่ ยิงพญาช้างที่มายืนอยู่ข้างหลุมของตน.
พญาช้างถูกยิงแล้ว ก็ร้องก้องโกญจนาท ช้างทั้งหมดพากันบันลืออื้ออึง ต่างพากันวิ่งมารอบ ๆ
ทั้ง ๘ ทิศ ทำหญ้าและไม้ให้แหลกเป็นจุณไป.
พญาช้างเอาเท้ากระชุ่นดิน ด้วยคิดว่า เราจักฆ่านายพรานคนนี้ แต่ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระฤาษี ก็เกิดความรู้สึกว่า ธงชัยของพระอรหันต์ อันสัตบุรุษไม่ควรทำลาย.

[๒๓๔๒] ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะและสัจจะ ผู้นั้นไม่ควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.
ส่วนผู้ใด คลายกิเลสได้แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีลประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแลควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.

[๒๓๔๓] พญาช้างถูกลูกศรใหญ่ เสียบเข้าแล้วไม่มีจิตคิดประทุษร้าย
 ได้ถามนายพรานว่า เพื่อนเอ๋ย
ท่านประสงค์อะไร เพราะเหตุอะไร หรือว่าใครใช้ให้ท่านมาฆ่าเรา.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 375

[๒๓๔๔] ดูก่อนพญาช้างที่เจริญ นางสุภัททา พระมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช
 อันประชาชนสักการะบูชาอยู่ในราชสกุล พระนางได้ทรงนิมิตเห็นท่าน
และได้โปรดให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอกข้าพเจ้าว่า มีพระประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน.

[๒๓๔๕] แท้จริงพระนางสุภัททา ทรงทราบดีว่า งางาม ๆ แห่งบิดาและปู่ทวดของเรา มีอยู่เป็น
อันมาก แต่พระนางเป็นคนพาล โกรธเคือง ผูกเวรต้องการจะฆ่าเรา.
ดูก่อนนายพราน ท่านจงลุกขึ้นเถิด จงหยิบเลื่อยมาตัดงาคู่นี้เถิด ประเดี๋ยวเราจะตายเสียก่อน ท่านจงกราบทูลพระนางสุภัททาผู้ยังผูกโกรธว่า พญาช้างตายแล้ว เชิญพระนางรับงาคู่นี้ไว้เถิด.

[๒๓๔๖] นายพรานนั้นรีบลุกขึ้นจับเลื่อย เลื่อยงาพญาช้างทั้งคู่อันงดงามวิลาส หาที่เปรียบมิได้ ในพื้นปฐพี แล้วรีบถือหลีกออกจากที่นั้นไป.

[๒๓๔๗] ช้างเหล่านั้นตกใจ ได้รับความเสียใจเพราะพญาช้างถูกยิง พากันวิ่งไปยังทิศทั้ง ๘ เมื่อไม่เห็นปัจจามิตรของพญาช้าง ก็พากันกลับมายังที่อยู่ของพญาช้าง.

[๒๓๔๘] ช้างเหล่านั้น พากันคร่ำครวญ ร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น ต่างเกลี่ยอังคารขึ้นบนกระพองของตน ๆ แล้ว ยกเอานางช้าง สัพพภัททา ตัวเป็นมเหสี ให้เป็นหัวหน้าพากันกลับยังที่อยู่ของตนทั้งหมด.

[๒๓๔๙] นายพรานนั้นนำงาทั้งคู่ของพญาคชสาร อันอุดมไพศาลงดงาม ไม่มีงาอื่นในพื้นปฐพี จะเปรียบได้ ส่องรัศมีดุจสีทอง สว่างไสวไปทั่วทั้งไพรสณฑ์ มาถึงยังพระนครกาสีแล้ว น้อมนำงาทั้งคู่เข้าไปถวายพระนางสุภัททา
กราบทูลว่า พญาช้างล้มแล้ว ขอเชิญพระนางทอดพระเนตรงาทั้งคู่นี้เถิด.

[๒๓๕๐] พระนางสุภัททาผู้เป็นพาล ครั้นทอดพระเนตรเห็นงาทั้งสองของพญาคชสาร
อันอุดม ซึ่งเป็นปิยภัสดาของตนในชาติก่อนแล้ว หทัยของพระนางแตกทำลาย ณ ที่นั้นเอง ด้วยเหตุนั้นแล พระนางจึงได้สวรรคต.

[๒๓๕๑] พระบรมศาสดาได้บรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว มีอานุภาพมาก
ได้ทรงทำการแย้มในท่ามกลางบริษัท ภิกษุทั้งหลายผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พากันกราบทูลถามว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ทรงทำการแย้มให้ปรากฏโดยไร้เหตุผลไม่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เธอทั้งหลายจงดู กุมารีสาวคนนั้น นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ประพฤติอนาคาริยวัตร
นางกุมารีคนนั้นแล เป็นนางสุภัททา
ในกาลนั้น เราตถาคต เป็นพญาช้างในกาลนั้น.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 377
นายพรานผู้ถือเอางาทั้งคู่ ของพญาคชสารอันอุดม หางาอื่นเปรียบปานมิได้ในปฐพี กลับมายังพระนครกาสีในกาลนั้นเป็น เทวทัต.
พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากความกระวนกระวาย
ความเศร้าโศก และกิเลสดุจลูกศร ตรัสรู้ยิ่งด้วย
พระองค์เองแล้วได้ตรัสฉัททันตชาดกนี้ อันเป็นของเก่า ไม่รู้จักสิ้นสูญ
ซึ่งพระองค์ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน เป็นบุรพจรรยทั้งสูง ทั้งต่ำ ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คราวครั้งนั้น เราเป็นพญาช้างฉัททันต์ อยู่ที่สระฉัททันต์นั้น
เธอทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบฉันทันตชาดกที่ ๔

อรรถกถาฉัททันตชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุณีสาวรูปหนึ่ง
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึ นุ โสจสิดังนี้.

เล่ากันมาว่า
นางภิกษุณีนั้นเป็นธิดาของตระกูลหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี
เห็นโทษในฆราวาสแล้วออกบวชในพระศาสนา วันหนึ่งไปเพื่อจะฟังธรรม พร้อมกับพวกนางภิกษุณี เห็นพระรูปโฉมอันบังเกิดขึ้นด้วยบุญญานุภาพหาประมาณมิได้ กอปรด้วยพระรูปสมบัติอันอุดมของพระทศพล ซึ่งประทับเหนือธรรมาสน์อันอลงกต กำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนา จึงคิดว่าเมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ได้เคยเป็นบาทบริจาริกาของมหาบุรุษนี้หรือไม่
หนอ ? ในทันใดนั้นเอง นางก็เกิดระลึกชาติในหนหลังได้ว่า เราเคยเป็นบาทบริจาริกาของมหาบุรุษนี้ ในคราวที่ท่านเป็นพญาช้างฉัททันต์ เมื่อนางระลึกได้เช่นนั้น ก็บังเกิดปีติปราโมทย์ใหญ่ยิ่ง. ด้วยกำลังแห่งความปีติยินดีนางจึงหัวเราะออกมาดัง ๆ แล้วหวนคิดอีกว่า ขึ้นชื่อว่าบาทบริจาริกาที่มีอัธยาศัยมุ่งประโยชน์ต่อสามีมีน้อย มิได้มุ่งประโยชน์แลมีมาก เราได้มีอัธยาศัย
มุ่งประโยชน์ต่อบุรุษนี้ หรือหาไม่หนอ. นางระลึกไปพลางก็ได้เห็นความจริงว่า
แท้จริง เราสร้างความผิดไว้ในหทัยมิใช่น้อย ค่าที่ใช้นายพรานโสณุดรให้เอา
ลูกศรอาบด้วยยาพิษ ยิงพญาช้างฉัททันต์ สูงประมาณ ๑๒๐ ศอก ให้ถึง
ความตาย. ทันใดนั้นความเศร้าโศกก็บังเกิดแก่นาง ดวงหทัยเร่าร้อน ไม่
สามารถจะกลั้นความเศร้าโศกไว้ได้ จึงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยเสียงอันดัง
พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงแย้มให้ปรากฏ อันภิกษุสงฆ์
ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการ
ทรงทำความแย้มให้ปรากฏ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย นางภิกษุณีสาวผู้นี้ระลึกถึงความผิดที่เคยทำต่อเรา ในชาติก่อนเลยร้องไห้ แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล
มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก มีฤทธิ์เหาะไปในอากาศได้
อาศัยสระฉัททันต์ อยู่ในป่าหิมพานต์.

ครั้งนั้น
พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นลูกของช้างจ่าโขลง มีสีกายเผือกผ่อง ปากแลเท้าสีแดง

ต่อมา
เมื่อเจริญวัยขึ้นสูงได้ ๘๘ ศอก ยาว ๑๒๐ ศอก
ประกอบด้วย งวง คล้ายกับพวงเงิน ยาวได้ ๕๘ ศอก
ส่วนงาทั้งสองวัดโดยรอบได้ ๑๕ ศอก ส่วนยาว ๓๐ ศอก
ประกอบด้วยรัศมี ๖ ประการ.

พระโพธิสัตว์นั้นเป็นหัวหน้าช้าง แห่งช้าง ๘,๐๐๐ เชือกบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์.
อัครมเหสีของพระโพธิสัตว์นั้นมีสอง ชื่อ จุลลสุภัททา ๑
     มหาสุภัททา ๑.
พญาช้างนั้น มีช้างถึง ๘,๐๐๐ เชือก เป็นบริวารอยู่ใน กาญจนคูหา.

อนึ่ง
สระฉัททันต์นั้น ทั้งส่วนยาว ส่วนกว้าง ประมาณ ๕๒ โยชน์ ตรงกลางลึกประมาณ ๑๒ โยชน์
ไม่มีสาหร่าย จอกแหน หรือเปลือกตมเลย เฉพาะน้ำขังอยู่ มีสีใสเหมือนก้อนแก้วมณี

ถัดจากนั้น
มีกอ จงกลนี แผ่ล้อมรอบ กว้างได้หนึ่งโยชน์

ต่อจาก กอจงกลนี นั้น
มีกออุบลเขียวตั้งล้อมรอบกว้างได้หนึ่งโยชน์

ต่อจากนั้น ที่กว้างแห่งละหนึ่งโยชน์
มีกออุบลแดง อุบลขาว ปทุมแดง ปทุมขาว และโกมุท ขึ้นล้อมอยู่โดยรอบ

อนึ่ง
ระหว่างกอบัว ๗ แห่งนี้ มีกอบัวทุกชนิด เป็นต้นว่า จงกลนี สลับกันขึ้นล้อมรอบ
มีปริมณฑลกว้างได้หนึ่งโยชน์เหมือนกัน.

ถัดออกมาถึงน้ำลึกแค่สะเอวช้าง
มีป่าข้าวสาลีแดงขึ้นแผ่ไปได้โยชน์หนึ่ง ถัดออกมาถึงชายน้ำที่กว้างโยชน์หนึ่งเหมือนกัน มีกอตะไคร่น้ำ เกลื่อนกลาดด้วยดอกสีเขียว สีเหลืองสีแดง สีขาว กลิ่นหอมฟุ้งขจรไป. ป่าไม้ ๑๐ ชนิดเหล่านี้ มีเนื้อที่หนึ่งโยชน์เท่ากัน ด้วยประการฉะนี้.

ต่อจากนั้นไป มีป่าแตงโม ฟักเหลือง น้ำเต้าและฟักแฟง.
ต่อจากนั้นมีป่าอ้อย ขนาดลำเท่าต้นหมาก.
ต่อจากนั้นมีป่ากล้วยผลโตขนาดเท่างาช้าง.
ต่อจากนั้นมีป่าไม้รัง ป่าขนุนหนัง ผลโตขนาดเท่าตุ่ม.
ถัดไปมีป่าขนุนสำมะลอ อันมีผลอร่อย.
ถัดไปมีป่ามะขวิด. ถัดไปมีไพรสณฑ์ใหญ่ มีพันธุ์ไม้ระคนปนกัน.
ถัดไปมีป่าไม้ไผ่ นี้เป็นความสมบูรณ์แห่งสระฉัททันต์ในสมัยนั้น. และในอรรถกถาสังยุตตนิกาย ท่านก็พรรณนาความสมบูรณ์ อันมีอยู่ในปัจจุบันนี้ไว้เหมือนกัน.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 380
อนึ่ง
มีภูเขาตั้งล้อมรอบป่าไม้ไผ่อยู่ถึง ๗ ชั้น นับแต่รอบนอกไปภูเขาลูก
ที่หนึ่งชื่อ จุลลกาฬบรรพต
ที่สองชื่อ มหากาฬบรรพต
ที่สามชื่อ อุทกปัสสบรรพต
ที่สี่ชื่อ     จันทปัสสบรรพต
ที่ห้าชื่อ   สุริยปัสสบรรพต
ที่หกชื่อ  มณีปัสสบรรพต
ที่เจ็ดชื่อ สุวรรณปัสสบรรพต.
สุวรรณปัสสบรรพตนั้น สูงถึง ๗ โยชน์(112 กม.)
ตั้งล้อมรอบสระฉัททันต์เหมือนขอบปากบาตร
ด้านในสุวรรณปัสสบรรพตนั้นมีสีเหมือนทอง.
เพราะฉายแสงออกจากสุวรรณปัสสบรรพตนั้น
สระฉัททันต์นั้น ดูประหนึ่งแสงอาทิตย์อ่อน ๆ เรืองรองแรกอุทัย.

อนึ่ง
ในภูเขาที่ตั้งถัดมาภายนอก ภูเขาลูก    ที่ ๖ สูง ๖ โยชน์ (96 กม.)
ที่ ๕ สูง ๕ โยชน์ (80 กม.)
ที่ ๔ สูง ๔ โยชน์ (64 กม.)
ที่ ๓ สูง ๓ โยชน์(48 กม.)
ที่ ๒ สูง ๒ โยชน์ (32 กม.)
ที่ ๑ สูง ๑ โยชน์. (16 กม.)
ที่มุมด้านทิศอีสานแห่งสระฉัททันต์อันมีภูเขา ๗ ชั้น ล้อมรอบอยู่อย่างนี้
มีต้นไทรใหญ่ตั้งอยู่ในโอกาสที่น้ำและลมถูกต้องได้.

ลำต้นไทรนั้นวัด
โดยรอบได้ ๕ โยชน์ (80 กม.)
สูง ๗ โยชน์ (112 กม.)
มีกิ่งยาว ๖ โยชน์ (96 กม.)
ทอดไปในทิศทั้ง ๔(64 กม.)
แม้กิ่งที่พุ่งตรงขึ้นบน ก็ยาวได้ ๖ (96 กม.)โยชน์เหมือนกัน.
วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูงได้ ๑๓ โยชน์ (208 กม.)
วัดโดยรอบปริมณฑลกิ่งได้ ๑๒ โยชน์ (192 กม.)
ประดับด้วยย่านไทรแปดพัน ตั้งตระหง่าน ดูเด่นสง่าคล้ายภูเขามณีโล้น.

อนึ่ง
ในด้านทิศปัจฉิมแห่งสระฉัททันต์ ที่สุวรรณปัสสบรรพต
มีกาญจนคูหาใหญ่ประมาณ ๑๒ โยชน์. (192 กม.)
ถึงฤดูฝน พญาช้างฉัททันต์ มีช้าง๘,๐๐๐เป็นบริวาร จะพำนักอยู่ในกาญจนคูหา,
ในฤดูร้อนก็มายืนรับลมและน้ำอยู่ระหว่างย่านไทร โคนต้นนิโครธใหญ่.

ต่อมาวันหนึ่ง
ช้างทั้งหลายมาแจ้งว่า ป่ารังใหญ่ดอกบานแล้ว.
พญาฉัททันต์คิดว่า เราจักเล่นกีฬาดอกรัง พร้อมทั้งบริวารไปยังป่ารังนั้น
เอากระพองชนไม้รังต้นหนึ่ง ซึ่งมีดอกบานสะพรั่ง.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 381
นางจุลลสุภัททา ยืนอยู่ด้านเหนือลม.
ใบรังที่เก่า ๆ ติดกับกิ่งแห้ง ๆและมดแดงมดดำ จึงตกต้องสรีระของนาง.
นางมหาสุภัททา ยืนอยู่ด้านใต้ลม
เกสรดอกไม้และใบสด ๆ ก็โปรยปรายตกต้องสรีระของนาง.
นางจุลลสุภัททา คิดว่า พญาช้างนี้ โปรยปรายเกสรดอกไม้และใบสด ๆ ให้ตกต้องบนสรีระ
ภรรยาที่ตนรักใคร่โปรดปราน ในเรือนร่างของเราสิ ให้ใบไม้เก่าติดกับกิ่งแห้ง ๆ ทั้งมดแดงมดดำหล่นมาตกต้อง เราจักตอบแทนให้สาสม แล้วจองเวรในพระมหาสัตว์เจ้า.

อยู่มาวันหนึ่ง
พญาช้างพร้อมด้วยบริวาร ลงสู่สระฉัททันต์ เพื่อต้องการอาบน้ำ.

ขณะนั้น
ช้างหนุ่ม ๒ เชือก เอางวงกำหญ้าไทรมาให้ พญาช้างชำระขัดสีกาย คล้ายกับแย้ง
กวาดยอดเขาไกรลาสฉะนั้น.
ครั้นพญาช้างอาบน้ำขึ้นมาแล้ว จึงให้นางช้างทั้งสองลงอาบ ครั้นนางช้างทั้งสองขึ้นมาแล้ว พากันไปยืนเคียงพระมหาสัตว์เจ้า. ต่อแต่นั้น ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ ก็ลงสระ เล่นกีฬาน้ำ
แล้วนำเอาดอกไม้นานาชนิดมาจากสระ ประดับตบแต่งพระมหาสัตว์เจ้าคล้ายกับประดับสถูปเงิน ฉะนั้น เสร็จแล้วประดับนางช้างต่อภายหลัง.

คราวนั้น
มีช้างเชือกหนึ่ง เที่ยวไปในสระได้ดอกปทุมใหญ่ มีกลีบ ๗ ชั้น
จึงนำมามอบแด่พระมหาสัตว์เจ้า.
พญาช้างฉัททันต์เอางวงรับดอกปทุมมา โปรยเกสรลงที่กระพอง
แล้วยื่นให้แก่นางมหาสุภัททาผู้เชษฐภรรยา.

นางจุลลสุภัททาเห็นดังนั้น จึงคิดน้อยใจว่า พญาช้างนี้ให้ดอกปทุมใหญ่ กลีบ ๗ชั้น แม้นี้ แก่ภรรยาที่รักโปรดปรานแต่ตัวเดียว ส่วนเราไม่ให้ จึงได้ผูกเวรในพระมหาสัตว์ซ้ำอีก.

อยู่มาวันหนึ่ง
เมื่อพญาช้างโพธิสัตว์ จัดปรุงผลมะซางและเผือกมันด้วยน้ำผึ้ง ถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ ให้ฉัน นางจุลลสุภัททาได้ถวายผลาผลที่ตนได้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วตั้งความปรารถนาว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ดิฉันเคลื่อนจากอัตภาพนี้ ในชาตินี้แล้ว ขอให้ได้บังเกิดในตระกูล มัททราช และ
ได้นามว่า สุภัททาราชกัญญา
ครั้นเจริญวัยแล้ว
ขอให้ได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของพระองค์ จน
สามารถทำอะไรได้ตามชอบใจ และสามารถจะทูลท้าวเธอให้ทรงใช้นายพรานคนหนึ่ง มายิงช้างเชือกนี้ ด้วยลูกศรอาบยาพิษ จนถึงแก่ความตาย และให้นำงาทั้งคู่อันเปล่งปลั่งด้วยรัศมี ๖ ประการมาได้.

นับแต่วันนั้นมา
นางช้างจุลลสุภัททานั้นมิได้จับหญ้า จับน้ำ ร่างกายผ่ายผอมลง ไม่นานนักก็ล้มไปบังเกิดในพระครรภ์ แห่งพระอัครมเหสีของพระราชา ในแคว้นมัททรัฐ และเมื่อประสูติออกมาแล้ว ชนกชนนีพาไปถวายแด่พระเจ้าพาราณสี นางเป็นที่รักใคร่ โปรดปรานของพระเจ้าพาราณสี จนได้เป็นประมุขแห่งนางสนมหมื่นหกพันนาง ทั้งได้ญาณเครื่องระลึกชาติหนหลังได้.
พระนางสุภัททานั้นทรงดำริว่า ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว
คราวนี้จักให้ไปเอางาทั้งคู่ของพญาช้างนั้นมา.
แต่นั้นพระนางก็เอาน้ำมันทาพระสรีระ ทรงผ้าเศร้าหมอง
แสดงพระอาการเป็นไข้ เสด็จสู่ห้องสิริไสยาสน์ บรรทมเหนือพระแท่นน้อย
พระเจ้าพาราณสีตรัสถามว่า พระนางสุภัททาไปไหน ? ทรงทราบว่า ประชวร
จึงเสด็จเข้าไปประทับนั่งบนพระแท่น ทรงลูบคลำปฤษฎางค์ของพระนาง
แล้วตรัสพระคาถาที่ ๑ ความว่า
ดูก่อนพระน้องนาง ผู้มีพระสรีระอร่ามงาม
ดังทอง มีผิวพรรณผ่องเหลืองเรืองรอง พระเนตร
ทั้งสองแจ่มใส เหตุไรหนอ พระน้องจึงดูเศร้าโศก
ซูบไป ดุจดอกไม้ที่ถูกขยี้ ฉะนั้น.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 383
บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า อนุจฺจงฺคี ความว่า ผู้มีพระสรีระอร่ามงามดังทอง.
บทว่า มาลาว ปริมทฺทิตา ความว่า คล้ายดอกปทุมถูกขยี้ด้วยมือ ฉะนั้น.
พระนางสุภัททาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาต่อไปความว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า หม่อมฉันแพ้พระครรภ์ โดย
การแพ้พระครรภ์เป็นเหตุให้หม่อมฉันฝันเห็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่าย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น โส ความว่า ความแพ้พระครรภ์อันกระหม่อมฉันฝันเห็นเช่นใดนั้น.
บทว่า สุปินนฺเตนุปจฺจคา ความว่า
พระเทวีทูลว่า กระหม่อมฉันฝันเห็นเป็นนิมิต ในที่สุดแห่งการฝันจึงแพ้พระครรภ์ สิ่งที่แพ้
พระครรภ์เพราะฝันเห็นนั้น ใช่ว่าจะเป็นเหมือนสิ่งที่หาได้ง่าย ๆ ก็หามิได้ คือสิ่งนั้นหาได้โดยยาก แต่เมื่อหม่อมฉันไม่ได้สิ่งนั้นคงไม่มีชีวิตอยู่ได้.

พระราชาทรงสดับดังนั้น
จึงตรัสพระคาถา ความว่า กามสมบัติของมนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้
และในสวนนันทนวัน กามสมบัติทั้งหมดนั้น เป็นของเราทั้งสิ้น เราหาให้เธอได้ทั้งนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจุรา ความว่า ดูก่อนนางสุภัททาผู้เจริญ กามสมบัติอันเป็นของมนุษย์ ที่พวกมนุษย์ปรารถนากันในโลกนี้และรัตนะเจ็ดอย่างใดอย่างหนึ่งในนันทนวัน มีมากหาได้ง่าย คือกามคุณ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ในมนุษยโลก เราจะให้วัตถุกามและกิเลสกามทั้งหมดนั้นแก่เธอ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 384
พระเทวีได้สดับดังนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ความแพ้ท้องของหม่อมฉันแก้ได้ยาก หม่อมฉันจะไม่ทูลให้ทราบก่อนในบัดนี้ ก็ในแว่นแคว้นของทูลกระหม่อม มีพรานป่าอยู่จำนวนเท่าใด ได้โปรดให้มาประชุมกันทั้งหมดเถิดพะย่ะค่ะ กระหม่อมฉันจักทูลให้ทรงทราบ ในท่ามกลางพรานป่าเหล่านั้น

แล้วตรัสคาถาในลำดับต่อไป
ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ นายพรานป่าเหล่าใด
เหล่าหนึ่ง ในแว่นแคว้นของพระองค์ จงมาประชุม
พร้อมกัน หม่อมฉันจะแจ้งเหตุ ที่แพ้พระครรภ์ของ
หม่อมฉัน ให้นายพรานป่าเหล่านั้นทราบ.

ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ในแคว้นของ
ทูลกระหม่อม มีนายพรานจำพวกใด ซึ่งเป็นผู้สมควรอยู่ นายพรานทั้งหมด
จำพวกนั้นจงประชุมกัน คือเรียกร้องกันมา หม่อมฉันจักบอก คือกล่าวชี้แจง
ความแพ้ท้องของหม่อมฉัน อันมีอยู่อย่างใด แก่นายพรานเหล่านั้น.

พระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสรับคำ แล้วเสด็จออกจากห้องบรรทม ตรัสสั่งหมู่อำมาตย์ว่า
นายพรานป่าจำนวนเท่าใด มีอยู่ในกาสิกรัฐอันมีอาณาเขต สามร้อยโยชน์(4,800 กม)
ขอท่านจงให้ตีกลองประกาศ ให้นายพรานป่าเหล่านั้นทั้งหมดมาประชุมกัน.

อำมาตย์เหล่านั้น ก็กระทำตามพระราชโองการ.
ไม่นานเท่าใดนายพรานป่าชาวกาสิกรัฐ ต่างก็ถือเอาเครื่องบรรณาการตามกำลัง
พากันมาเฝ้าให้กราบทูลการที่พวกตนมาถึงให้ทรงทราบ.
นายพรานป่าทั้งหมด ประมาณหกหมื่นคน.
พระราชาทรงทราบว่า พวกนายพรานมาแล้ว จึงประทับยืนอยู่ที่พระบัญชร
เมื่อจะชี้พระหัตถ์ตรัสบอกพระเทวี จึงตรัสพระคาถา ความว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 385
ดูก่อนเทวี นายพรานป่าเหล่านี้ ล้วนแต่มีฝีมือเป็นคนแกล้วกล้า
ชำนาญป่า รู้จักชนิดของเนื้อ ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์ของเราได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิเม ความว่า ดูก่อนเทวี เธอให้นายพรานเหล่าใดมาประชุมกัน นายพรานเหล่านั้นคือพวกนี้.
บทว่า กตหตฺถา ความว่า ล้วนมีฝีมือคือฉลาด ได้รับการศึกษาจนช่ำชอง ในกระบวนการยิง
และการตัดเป็นต้น.
บทว่า วิสารทา ความว่า เป็นผู้ปลอดภัย.
บทว่า วนญฺญู จมิคญฺญู จ ความว่า ชำนาญป่า และรู้ชนิดสัตว์.
บทว่า มมตฺเถ ความว่า อนึ่ง พวกนายพรานทั้งหมดนี้.
ยอมสละชีวิตในประโยชน์ของเราได้ คือเขากระทำตามที่เราปรารถนาได้.

พระเทวีทรงสดับดังนั้น
ตรัสเรียกพวกนายพรานมาแล้ว ตรัสคาถาต่อไป ความว่า ท่านทั้งหลาย ผู้เป็นเชื้อแถวของนายพราน ที่มาพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ จงฟังเรา
เราฝันเห็นช้างเผือกผ่อง งามีรัศมี ๖ ประการ
ฉันต้องการงาช้างคู่นั้นเมื่อไม่ได้ชีวิตก็เห็นจะหาไม่.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้
พระนางเทวีตรัสว่า ท่านทั้งหลายผู้เป็นเทือกเถาเหล่าพรานไพร
บรรดาที่มาพร้อมกัน ณ ที่นี้ จงตั้งใจฟังคำของเรา.

บทว่า ฉพฺพิสาณํ ได้แก่ ช้างเผือก มีงามีรัศมี ๖ ประการ.
เราฝันเห็นช้างเผือก มีงามีรัศมี ๖ ประการ เราฝันเห็นคชสารเห็นปานนี้ จึงมีความต้องการงาทั้งสองของพญาช้างนั้น เมื่อไม่ได้ชีวิตก็เห็นจะหาไม่.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 386
พวกบุตรพรานป่า ได้ฟังพระเสาวนีย์เช่นนั้น พากันกราบทูลว่า
บิดาหรือปู่ทวด ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ก็ยังไม่เคยได้เห็น ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่า พญาช้างที่มีงา
มีรัศมี ๖ ประการ พระนางเจ้าทรงนิมิตเห็นพญาช้างมีลักษณะเช่นไร ขอได้ตรัสบอกพญาช้างที่มีลักษณะเช่นนั้น แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิตูนํ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.
มีคำอธิบายว่า
พวกนายพรานกราบทูลว่า ขอเดชะ เศวตกุญชรงามีรัศมี ๖ ประการ ลักษณะเช่นนี้
บิดาหรือปู่ของพวกข้าพระพุทธเจ้า ก็ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ฟัง ไม่จำต้องพูดถึงพวกข้าพระพุทธเจ้า เพราะเหตุนั้นพระนางเจ้าทรงนิมิตเห็นพญาช้างมีลักษณะเช่นใด ขอทรงโปรดตรัสบอก
ลักษณะอาการที่ทรงนิมิตเห็นเช่นนั้น แก่พวกข้าพระพุทธเจ้าเถิด.

พวกบุตรพรานไพร กล่าวแม้คาถาต่อไป ความว่า
ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔
เบื้องบน ๔ เบื้องล่าง ๑
ทิศทั้ง ๑๐ นี้ พระองค์ทรงนิมิตเห็นพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการ อยู่ทิศไหน พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ทิสา ได้แก่ ในทิศทั้งหลาย.
บทว่า กตมํ ความว่า ในบรรดาทิศทั้งหลายเหล่านี้ พญาช้างอยู่ทิศไหน พระเจ้าข้า.
เมื่อพวกพรานทูลถามอย่างนี้แล้ว พระนางเจ้าสุภัททาราชเทวี จึงทรงพินิจดูพรานป่าทั้งหมดในจำนวนนั้น ทรงเห็นพรานป่าคนหนึ่ง ชื่อโสณุดร เคยเป็นคู่เวรของพระมหาสัตว์ ปรากฏเป็นเยี่ยมกว่าพรานทุกคน รูปทรงสัณฐานชั่วเห็นแจ้งชัด เช่นมีเท้าใหญ่ แข้งเป็นปมเช่นก้อนภัตต์ เข่าโต สีข้างใหญ่ หนวดดก เคราแดง ตาเหลือง

จึงทรงดำริว่า ผู้นี้จักสามารถทำตามคำของเราได้ แล้วกราบทูลขอพระบรมราชานุญาต
ทรงพาพรานโสณุดรขึ้นไปยังพื้นปราสาทชั้นที่เจ็ด
ทรงเปิดสีหบัญชรด้านทิศอุดร
แล้วเหยียดพระหัตถ์ชี้ตรงไปยังป่าหิมพานต์ด้านทิศอุดร

ได้ตรัสคาถา ๔ คาถา ความว่า
จากที่นี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามภูเขาสูงใหญ่ ๗ ลูก
เขาลูกสูงที่สุดชื่อ สุวรรณปัสสคิรี มีพรรณไม้ผลิดอกออกบานสะพรั่ง
มีฝูงกินนรเที่ยวสัญจรไปมาไม่ขาด.
ท่านจงขึ้นไปบนภูเขาอันเป็นที่อยู่แห่งหมู่กินนร
แล้วมองลงมาตามเชิงเขา ทันใดนั้น จะได้เห็นต้นไทรใหญ่
สีเสมอเหมือนสีเมฆ มีย่านไทร ๘,๐๐๐ ห้อยย้อย.
ใต้ต้นไทรนั้น พญาเศวตกุญชรตัวนี้งามีรัศมี๖ ประการอยู่อาศัย
ยากที่ใครอื่นจะข่มขี่จับได้ ช้างประมาณ ๘,๐๐๐ มีงาเท่างอนไถ
วิ่งไล่เร็วปานลมพัดพากันแวดล้อมรักษาพญาเศวตกุญชรนั้นอยู่.
ช้างเหล่านั้น ย่อมบันลือเสียงน่าหวาดกลัวโกรธแม้แต่ลมที่พัดถูกตัว
ถ้าเห็นมนุษย์ ณ ที่นั้นเป็นต้องขยี้เสียให้เป็นภัสมธุลี แม้แต่ละอองก็ไม่ให้ถูกต้องพญาช้างได้เลย.

บทว่า อิโต ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้เจริญ เจ้าจากสถานที่นี้ไปแล้ว.
บทว่า อุตฺตรายํ ความว่า ท่านจงไปตรงเบื้องทิศอุดร เดินข้ามภูเขาสูงใหญ่เจ็ดลูก เมื่อเจ้าข้ามไปพอเลยภูเขาหกลูก ชั้นแรกไปได้แล้วจะถึงภูเขาชื่อสุวรรณปัสสคิรี ล้วนแพรวพราวด้วยทอง.
บทว่า อุฬาโร ความว่า สูงใหญ่กว่าภูเขาหกลูกนอกนั้น.
บทว่า โอโลกย ความว่า ท่านจงก้มลงตรวจดู.
บทว่า ตตฺถจฺฉติ ความว่า ในฤดูร้อน พญาเศวตกุญชรนั้นยืนรับน้ำและลมอยู่ ที่โคนต้นไทรนั้น.
บทว่า ทุปฺปสโห ความว่า คนเหล่าอื่นที่ชื่อว่าสามารถ เพื่อจะเข้าไปทำการข่มขี่ จับเอาพญาเศวตกุญชรนั้นไม่มีเลย ฉะนั้น จึงชื่อว่าใครอื่นข่มขี่ได้ยาก ถึงฤดูร้อนเศวตกุญชรเห็นปานนี้ ยืนรับน้ำและลมอยู่ที่โคนต้นไทรนั้น ดูก่อนนายพราน ช้าง ๘,๐๐๐เป็นเช่นไร ?
บทว่า อีสาทนฺตาแปลว่า มีงาเท่างอนรถ.
บทว่า วาตชวปฺปหาริโน ความว่า ช้างเหล่านั้น มีปกติวิ่งไปประหารปัจจามิตรได้เร็วปานลมพัด ช้าง ๘,๐๐๐เห็นปานนี้ เฝ้ารักษาพญาช้างนั้นอยู่.
บทว่า ตุมูลํ ความว่า ช้างเหล่านั้น ยืนพ่นลมหายใจเข้าออกน่ากลัวคือมีเสียงดังสนั่นติดต่อกันเป็นลำดับไป.
บทว่า เอริตสฺส ความว่า ช้างเหล่านั้นย่อมโกรธ แม้แต่ลมที่มากระทบ ติดตามเสียงและต้านเสียงให้หวั่นไหวเห็นมนุษย์มาในที่นั้น ๆ แล้ว ร้ายกาจอย่างนี้.
บทว่า นาสฺส ความว่าเมื่อมนุษย์ถูกลมหายใจนั้นแหละกำจัดทำให้เป็นภัสมธุลีแล้ว ก็ยังไม่ยอมแม้จะให้ละอองตกต้องพญาช้างนั้น.

นายพรานโสณุดร ฟังพระเสาวนีย์แล้ว
หวาดกลัวต่อมรณภัย กราบทูลเป็นคาถา ความว่า
ข้าแต่พระราชเทวี เครื่องอาภรณ์ที่แล้วไปด้วยเงิน แก้วมุกดา แก้วมณี และแก้วไพฑูรย์ มีอยู่ใน
ราชสกุลมากมาย เหตุไร พระแม่เจ้าจึงทรงประสงค์เอางาช้างมาทำเป็นเครื่องประดับเล่า
พระแม่เจ้าทรงปรารถนาจะให้ฆ่าพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการเสีย หรือว่า
จะให้พญาช้างฆ่าพวกเชื้อแถวของนายพรานเสียกระมัง.

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ปิลนฺธนา ได้แก่ เครื่องอาภรณ์ทั้งหลาย.
บทว่า เวฬุริยามยา ได้แก่ เครื่องแก้วไพฑูรย์.
บทว่า ฆาเฏสฺสติ ความว่า นายพรานโสณุดร ทูลถามว่า หรือว่า พระแม่เจ้ามีพระประสงค์จะให้พญาช้างฆ่าเทือกเถาเหล่านายพรานเสีย โดยยกเอาเครื่องประดับเป็นเลิศอ้าง.

ลำดับนั้น
พระนางเทวี ตรัสคาถา ความว่า
ดูก่อนนายพราน เรามีทั้งความริษยา ทั้งความน้อยใจ
เพราะนึกถึงความหลังเข้าก็ตรอมใจ
ขอท่านจงทำตามความประสงค์ของเรา เราจักให้บ้านส่วย
แก่ท่าน ๕ ตำบล.
บทว่า สา ได้แก่ สา อหํ แปลว่า เรานั้น.
บทว่า อนุสฺสรนฺตี ความว่า เราระลึกถึงเวรที่พญาช้างนันทำกับฉันไว้ในปางก่อนก็ตรอมใจ.
บทว่า ทสฺสามิ เต ความว่า เมื่อความต้องการข้อนี้ของเราสำเร็จลง. ฉันจักยก
บ้านส่วย ๕ ตำบล ซึ่งมีรายได้หนึ่งแสนทุก ๆ ปี เป็นรางวัลแก่เจ้า.
ก็แล ครั้นพระนางเทวีตรัสอย่างนี้แล้ว ตรัสปลอบโยนว่า สหายพรานเอ๋ย ในชาติก่อนเราได้ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้เราเป็นคนสามารถที่จะให้ฆ่าพญาช้างฉัททันต์เชือกนี้เอางาทั้งคู่มาให้ได้ ใช่ว่าฉันจะฝันเห็นก็หามิได้ อนึ่ง ความปรารถนาที่ฉัน
ตั้งไว้ต้องสำเร็จ เจ้าไปเถิด อย่ากลัวเลย.

นายพรานโสณุดรรับปฏิบัติตามพระเสาวนีย์ ของพระนางเทวีว่า
ตกลงพระแม่เจ้า แล้วทูลว่า ถ้าเช่นนั้น พระแม่เจ้าโปรดชี้แจงที่อยู่ของพญาช้างฉัททันต์นั้นให้แจ่มแจ้ง เมื่อจะทูลถามต่อไปจึงกล่าวคาถา ความว่า
พญาช้างนั้นอยู่ที่ตรงไหน เข้าไปยืนอยู่ที่ไหน
ทางไหนเป็นทางที่พญาช้างไปอาบน้ำ อนึ่ง พญาช้าง
นั้นอาบน้ำอย่างไร ทำไฉน ข้าพระพุทธเจ้าจึงจะรู้คติของพญาช้างได้.
บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า กตฺถจฺฉติ ความว่า พญาช้างอยู่ที่ตรงไหน.
บทว่า กตฺถ มุเปติ ความว่า เข้าไปในที่ไหน ? อธิบายว่ายืนที่ไหน.
บทว่า วีถิสฺส กา ความว่า ทางไหนเป็นทางที่พญาช้างไปอาบน้ำคือพญาช้างไปอาบน้ำทางไหน.
บทว่า กถํ วิชาเนมุ คตึ ความว่า เมื่อพระแม่เจ้าไม่ทรงชี้แจง ข้าพระพุทธเจ้าจักทราบถิ่นไปมาของพญาช้างนั้นได้อย่างไร ? เพราะเหตุนั้น ขอพระแม่เจ้าโปรดตรัสบอกข้าพระพุทธเจ้าเถิด.
เมื่อพระนางเทวี จะตรัสบอกสถานที่
อันเล็งเห็นโดยประจักษ์ด้วยญาณเครื่องระลึกชาติได้ แก่นายพรานโสณุดร
ได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ความว่า
ในที่ ๆ พญาช้างอยู่นั้น มีสระอยู่ใกล้ ๆ น่ารื่นรมย์
มีท่าราบเรียบ ทั้งน้ำก็มาก สะพรั่งไปด้วยพรรณ
ไม้ดอก มีหมู่ภมรมาคลึงเคล้า พญาช้างลงอาบน้ำในสระนี้แหละ.
พญาช้างชำระศีรษะแล้ว ทัดทรงมาลัยอุบล
มีร่างเผือกผ่องขาวราวกะดอกบุณฑริก บันเทิงใจ ให้
มเหสีชื่อว่า สัพพภัททา เดินหน้า ดำเนินไปยังที่อยู่ของตน.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 391
บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ตฺตเถว ความว่า ในสถานที่อยู่ของพญาช้างนั้นเอง.
บทว่า โปกฺขรณี นี้ พระนางเทวีตรัสหมายถึงสระฉัททันต์.
บทว่า สํปุปฺผิตา ความว่า มีดอกโกมุทสองชนิด ดอกอุบลสามชนิด ดอกปทุม
ห้าชนิด ผลิบานอยู่โดยรอบ.
บทว่า เอตฺถ หิ โส ความว่า พญาช้างนั้นลงอาบน้ำในสระฉัททันต์นี้.
บทว่า อุปฺปลมาลธารี ความว่า ทัดทรงมาลัยปุปผชาติ อันเกิดในน้ำและบนบก มีอุบลเป็นต้น.
บทว่า ปุณฺฑรีกตจงฺคี ความว่า ประกอบด้วยอวัยวะขาวเผือก มีผิวหนังราวกะดอกบุณฑริก.
บทว่า อาโมทนาโน ความว่า ทั้งยินดีร่าเริง.
บทว่า สนิเกตํ ความว่า ไปสู่ที่อยู่ของตน.
บทว่า ปุรกฺขตฺวา ความว่า พระนางเทวีตรัสว่าพญาช้าง ทำมเหสีชื่อ สัพพภัททาไว้เบื้องหน้า แวดล้อมด้วยช้าง ๘,๐๐๐เป็นบริวาร ไปสู่ที่อยู่ของตน.

นายพราน โสณุดร ฟังพระเสาวนีย์แล้ว ทูลรับสนองว่า
ดีละพระแม่เจ้า ข้าพระพุทธเจ้า จักฆ่าช้างนั้นนำเอางามาถวาย
ครั้งนั้นพระเทวีทรงชื่นชมยินดี ประทานทรัพย์แก่เขาพันหนึ่ง รับสั่งว่า
เจ้ากลับไปเรือนก่อนเถิด อีกเจ็ดวัน จึงค่อยไปที่นั้น

ครั้นส่งเขาไปแล้ว รับสั่งให้ช่างเหล็กมาเฝ้า ทรงบัญชาว่า
พ่อคุณ ฉันต้องการ
มีดพับ
ขวาน
จอบ
สิ่ว
ค้อน
มีดตัดพุ่มไผ่
เคียวเกี่ยวหญ้า
มีดดาบ
ท่อนโลหะแหลม
เลื่อย และ
หลักเหล็กสามง่าม
พ่อจงรีบทำของทั้งหมดมาให้ฉัน แล้วรับสั่งให้ช่างหนังมาเฝ้า ทรงบัญชาว่า

พ่อคุณ พ่อควรจะจัดทำกระสอบหนัง สำหรับใส่สัมภาระหนักประมาณ หนึ่งกุมภะ
ให้เรา เราต้องการเชือกหนัง สายรัด ถุงมือ รองเท้า และร่มหนัง
พ่อจงช่วยทำของทั้งหมดนี้ มาให้เราด่วนด้วย

นับแต่นั้น
ช่างทั้งสองก็รีบทำของทั้งหมด นำมาถวายแด่พระเทวี
พระนางจึงทรงตระเตรียมเสบียงให้นายพรานโสณุดรนั้น
ตั้งแต่ไม้สีไฟเป็นต้นไป บรรจุเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่าง และเสบียงมีสัตตุก้อนเป็นต้น
ใส่ลงในกระสอบหนัง เครื่องอุปกรณ์และเสบียงทั้งหมดนั้น หนักประมาณ กุมภะหนึ่ง
ฝ่ายนายพรานโสณุดรนั้น เตรียมตัวเสร็จแล้วถึงวันที่ เจ็ด ก็มาเฝ้าถวายบังคมพระราชเทวี

ลำดับนั้น
พระนางเทวี รับสั่งกะเขาว่า เครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างของเจ้าสำเร็จแล้วเจ้าจงลองยกกระสอบนี้ดูก่อน ก็นายพรานโสณุดรนั้น เป็นคนมีกำลังมากทรงกำลังประมาณห้าช้างสาร
เพราะฉะนั้น จึงยกกระสอบขึ้นคล้ายกระสอบพลูแล้วสะพายบ่า ยืนเฉย ดุจยืนมือเปล่า
พระนางสุภัททา จึงประทานข้าวของแก่พวกลูก ๆ ของนายพราน แล้วกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จัดส่งนายพรานโสณุดรไป.
ฝ่ายนายพรานโสณุดรนั้น ครั้นถวายบังคมลาพระราชาและพระราชเทวีแล้ว
ก็ลงจากพระราชนิเวศน์ ขึ้นรถออกจากพระนคร ด้วยบริวารเป็นอันมาก
ผ่านคามนิคมและชนบทมาตามลำดับ
ถึงปลายพระราชอาณาเขตแล้วจึงให้ชาวชนบทกลับ
เดินทางเข้าป่าไปกับชาวบ้านชายแดน จนเลยถิ่นของมนุษย์
จึงให้ชาวบ้านชายแดนกลับทั้งหมด แล้วเดินไปเพียงคนเดียว
สิ้นระยะทาง ๓๐ โยชน์ ถึงป่าชัฏ ๑๘ แห่งโดยลำดับ คือ
ตอนแรกป่าหญ้าแพรก
ป่าเลา
ป่าหญ้า
ป่าแขม
ป่าไม้มีแก่น
ป่าไม้มีเปลือก
ชัฏ ๖ แห่ง เป็นชัฏพุ่มหนาม
ป่าหวาย
ป่าไม้ต่างพรรณระคนคละกัน
ป่าไม้อ้อ
ป่าทึบ แม้งูก็เลื้อยไปได้ยาก คล้ายป่าแขม
ป่าไม้สามัญ
ป่าไผ่
ป่าที่มีเปลือกตมแล้วมีน้ำล้วน มีภูเขาล้วน

ครั้นเข้าไปแล้ว
ก็เอาเคียวเกี่ยวหญ้าแพรกเป็นต้น
เอามีดสำหรับตัดพุ่มไม้ไผ่
ฟันป่าแขมเป็นต้น
เอาขวานโคนต้นไม้ ใช้สิ่วใหญ่เจาะทำทางเดิน
ที่ป่าไผ่ก็ทำพะองพาดขึ้นไปตัดไม้ไผ่ให้ตกบนพุ่มไผ่อื่น
แล้วเดินไปบนยอดพุ่มไม้ไผ่ ถึงที่ซึ่งมีเปลือกตมล้วน ก็ทอดไม้เลียบแห้งเดินไปตามนั้น
แล้วทอดท่อนอื่นต่อไปอีก ยกท่อนนอกนี้ขึ้น ทอดต่อไปข้างหน้าอีกข้ามชัฏที่มีเปลือกตมไปได้ ถึงชัฏที่มีน้ำล้วน ก็ต่อเรือโกลนข้ามไปยืนอยู่ที่เชิงเขา
เอาเชือกผูกเหล็กสามง่าม ขว้างขึ้นไปให้ติดอยู่ที่ภูเขา แล้วโหนขึ้นไป
ตามเชือกหนังจนยืนอยู่บนภูเขาได้ แล้วหย่อนเชือกหนังลงไป ยึดเชือกหนัง
ลงมาผูกที่หลักข้างล่าง แล้วไต่ขึ้นทางเชือก เอาท่อนโลหะซึ่งมีปลายแหลม
ดุจเพชร เจาะภูเขาแล้วตอกเหล็ก เสร็จแล้วยืนอยู่ที่นั้น แล้วกระตุกเหล็กสามง่ามออก
แล้วขว้างไปติดอยู่ข้างบนอีก ยืนอยู่บนนั้น แล้วหย่อนเชือกหนัง
ลงไปผูกไว้ที่หลักข้างล่าง ไต่ขึ้นไปตามเชือก มือซ้ายถือเชือก มือขวาถือ
ค้อน แก้เชือกแล้ว ถอนหลักขึ้นต่อไปอีก โดยทำนองนี้ จนขึ้นไปถึงยอดเขา
เมื่อจะลงด้านโน้น ก็ตอกเหล็กลงที่ยอดเขาลูกแรก โดยทำนองเดิมนั่นเอง
เอาเชือกผูกกระสอบหนังพันเข้าที่หลักแล้ว ตนเองนั่งภายในกระสอบ
โรยเชือกลงคล้ายอาการที่แมลงมุมชักใย บางอาจารย์กล่าวว่า นายพรานโสณุดร
ลงจากเขาโดยร่มหนัง เหมือนนกถาปีกโฉบลงฉะนั้น.

พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งข้อที่นายพรานโสณุดรรับเอาพระเสาวนีย์
ของพระนางสุภัททาอย่างนั้นแล้ว ออกจากพระนคร ล่วงเลยป่าชัฏ ๑๗ แห่ง
จนถึงชัฏแห่งภูเขา ข้ามเขาหกลูกในที่นั้นได้ แล้วขึ้นสู่ยอดเขาสุวรรณปัสสบรรพต

จึงตรัสพระคาถา ความว่า
นายพรานนั้น ยึดเอาพระเสาวนีย์ ของพระนาง
สุภัททาราชเทวี ซึ่งประทับยืนอยู่ ณ ที่นั่นเอง
แล้วเอาแล่งลูกธนู ข้ามภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ ลูกไป จน
ถึงลูกที่ชื่อว่า สุวรรณปัสสบรรพต อันสูงโดด.
เขาขึ้นไปสู่บรรพต อันเป็นที่อยู่ของกินนรแล้ว
มองลงมายังเชิงเขา ได้เห็นต้นไทรใหญ่ สีเขียวดังสีเมฆมีย่านไทรแปดพันห้อยย้อย ที่เชิงเขานั้น.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 394
ทันใดนั้นเอง ก็ได้เห็นพญาช้างเผือกขาวผ่องงามรัศมี ๖ ประการ
ยากที่คนเหล่าอื่นจะจับได้ มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก ล้วนแต่มีงางามงอน
ขนาดงอนไถวิ่งไล่เร็วดุจลมพัด แวดล้อมรักษาพญาช้างนั้นอยู่.
และได้เห็นสระโบกขรณี อันน่ารื่นรมย์อยู่ใกล้ๆ
ที่อยู่ของพญาช้างนั้น ทั้งท่าน้ำก็ราบเรียบ น้ำมากมาย
มีพรรณไม้ดอกบานสะพรั่ง มีหมู่ภมรเที่ยวเคล้าคลึงอยู่.

ครั้นเห็นที่ที่พญาช้างลงอาบน้ำ จนกระทั่งที่ซึ่งพญาช้างเดินยืนอยู่ และทางที่พญาช้างลงอาบน้ำ
ก็แลนายพรานผู้มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททา ผู้ตกอยู่ในอำนาจจิต ทรงใช้มา
ก็มาจัดแจงตระเตรียมหลุม.

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า โส ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายพรานนั้น ยึดเอาพระดำรัสของพระเทวี ซึ่งประทับยืน ณ พื้นปราสาทชั้นที่๗ นั้น แล้ว ถือเอาแล่งศร และธนใหญ่ไปยังชัฏแห่งบรรพต คิดว่า ภูเขา
ลูกไหนหนอ ชื่อ สุวรรณปัสสบรรพต (ข้าม) มหาบรรพตใหญ่ทั้งเจ็ด.
บทว่า วิตุริยา ความว่า ไตร่ตรอง คือพิจารณาดูในครั้งนั้น.
เมื่อกำลังพิจารณาทบทวนอยู่นั้น เขาเห็นภูเขาที่ชื่อว่า สุวรรณปัสสคิรี อันสูงใหญ่
จึงคิดว่า ชะรอยจักเป็นภูเขาลูกนี้.
บทว่า โอโลกยิ ความว่า เขาขึ้นไปยังบรรพตอันเป็นที่อยู่ของพวกกินนรแล้ว ก้มมองดูข้างล่าง ตามข้อกำหนดหมายที่พระนางสุภัททาประทานมา.
บทว่า ตตฺถ ความว่า เขาจึงเห็นต้นนิโครธนั้นอยู่ใกล้ ๆ เชิงเขานั้นเอง.
บทว่า ตตฺถ ความว่า ยืนอยู่ที่โคนต้นไทรนั้น.
บทว่า ตตฺถ ความว่า ภายในภูเขา ไม่ห่างต้นไทรนั้นเอง พญาช้างอาบน้ำ ณ สระฉัททันต์ใด เขาได้เห็นสระฉัททันต์นั้น.
บทว่า ทิสฺวาน ความว่า ในเวลาที่ช้างทั้งหลายไปแล้ว นายพรานนั้นก็ลงจากสุวรรณปัสสบรรพต สวมถุงมือและรองเท้า แล้วตรวจตราดูที่ ๆ พญาช้างนั้นไป และที่ ๆ พญาช้างอยู่
ประจำ เห็นตลอดไปหมดว่า พญาช้างเดินทางนี้ อาบน้ำตรงนี้
ครั้น อาบแล้วขึ้นไปยืนตรงนี้ เพราะเป็นผู้ไม่มีหิริ คือ มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททา
ผู้ตกอยู่ในอำนาจจิตใช้มา เพราะฉะนั้น จึงมาตระเตรียมหลุม คือเดินไปขุดหลุมไว้.

ในเรื่องนั้น มีข้อความเรียงลำดับ ดังต่อไปนี้ เล่ากันมาว่า
นายพรานโสณุดรนั้น มาถึงที่อยู่ของพระมหาสัตว์กำหนดได้ เจ็ดปี เจ็ดเดือน
เจ็ดวัน กำหนดดูสถานที่อยู่ของพระมหาสัตว์ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นเอง
กำหนดหมายใจไว้ว่า เราจะต้องขุดหลุมที่ตรงนี้ ยืนแอบในหลุมนั้นยิง
พญาช้างให้ถึงความตาย ดังนี้แล้ว เข้าป่าตัดต้นไม้เพื่อทำเสาเป็นต้น ตระเตรียมทัพสัมภาระไว้ เมื่อช้างทั้งหลายไปอาบน้ำกันแล้ว จึงเอาจอบใหญ่ขุดหลุมสี่เหลี่ยมจตุรัส ตรงที่อยู่ของพญาช้าง แล้วเอาน้ำราด เหมือนจะปลูกพืชที่คุ้ยฝุ่นขึ้น ปักเสาลงบนหินซึ่งมีสัณฐานคล้ายครก ใส่ขื่อ ปูกระดานเลียบไว้ เจาะช่องขนาดคอลอดได้ แล้วโรยฝุ่น และเกลี่ยขยะมูลฝอย
พลางข้างบนด้านหนึ่ง ทำเป็นที่เข้าออกของตน เมื่อหลุมเสร็จแล้วอย่างนี้ ในเวลาใกล้รุ่ง จึงคลุมศีรษะ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ถือธนูพร้อมด้วยลูกศรอันอาบยาพิษ ลงไปยืนอยู่ในหลุม.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถาความว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 396
นายพรานผู้กระทำกรรมอันชั่วช้า ขุดหลุมเอากระดานปิดเสร็จแล้ว สอดธนูไว้ เอาลูกศรลูกใหญ่ยิงพญาช้างที่มายืนอยู่ข้างหลุมของตน.
พญาช้างถูกยิงแล้ว ก็ร้องก้องโกญจนาท ช้างทั้งหมดพากันบันลืออื้ออึง
ต่างพากันวิ่งมารอบ ๆ ทั้ง๘ ทิศ ทำหญ้าและไม้ให้แหลกเป็นจุณไป.
พญาช้างเอาเท้ากระชุ่นดิน ด้วยคิดว่า เราจักฆ่า
นายพรานคนนี้ แต่ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็น
ธงชัย ของพระฤาษี ก็เกิดความรู้สึกว่า ธงชัยของ
พระอรหันต์ อันสัตบุรุษไม่ควรทำลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า โอธาย ความว่า ผูกสอดธนูไว้.
บทว่า ปสฺสาคตํ ความว่า (ยิงพญาช้าง) ตัวมายืนอยู่ข้างหลุมของตน.
ได้ยินว่า ในวันที่สอง พญาช้างนั้นมาอาบน้ำ แล้วขึ้นมายืนอยู่ที่อันเป็นลานกว้างใหญ่
 
ลำดับนั้น
น้ำจากสรีระของพญาช้างนั้น
ไหลหยดทางนาภีประเทศ ตกต้องตัวของนายพรานทางช่องนั้น.
โดยข้อสังเกตอันนั้นนายพรานก็ทราบว่า
พระมหาสัตว์มายืนอยู่แล้ว จึงเอาลูกศรใหญ่ยิงพญาช้างซึ่งมายืนอยู่ข้างหลุมของตน.
บทว่า ทุกฺกฏกมฺมการี ความว่า ชื่อว่าผู้ก่อกรรมอันชั่วช้า
เพราะก่อทุกข์ให้เกิดแก่พระมหาสัตว์เจ้า ทั้งกายและใจ.
บทว่า โกญฺจนมนาทิ ความว่า บันลือโกญจนาทก้องไป.
นัยว่า ลูกศรนั้นทะลุไปตรงนาภีประเทศของพญาช้าง ทำลายอวัยวะเช่นไตเป็นต้นให้แหลกละเอียด ตัดไส้น้อยเป็นต้นเรื่อยไป จนทะลุออกทางเบื้องหลังของพญาช้าง แล่นเลยไปในอากาศ แผลเหวอะหวะ คล้ายถูกดมขวานฉะนั้น เลือดไหลออกทางปากแผลนองไป ดุจน้ำย้อมไหลออกจากหม้อ บังเกิดทุกขเวทนาเหลือกำลัง พญาช้างไม่สามารถจะอดกลั้นทุกขเวทนาได้ก็ร้องก้องสนั่นไปทั่วสกลบรรพต บันลือโกญจนาทอื้ออึงถึงสามครั้ง.
บทว่า สพฺเพว ความว่า ช้าง ๘,๐๐๐ ทั้งหมดได้ยินเสียงนั้นต่างสะดุ้งกลัวต่อมรณภัย บันลือเสียงอันพิลึกน่าสะพรึงกลัว.
บทว่า รณํ กโรนฺตา ความว่า ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ ต่างส่งเสียงร้องกึกก้องน่าเกรงขาม พลางมาตามเสียงนั้นเห็นพญาฉัททันต์ได้รับทุกขเวทนา คิดว่า พวกเราจักจับปัจจามิตรให้ได้
ต่างวิ่งหาจนหญ้าและไม้แหลกเป็นจุณ.
บทว่า วธิสฺสเมตํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งช้างทั้งหลายหลีกไปในทิศานุทิศแล้ว เมื่อนางช้างมหาสุภัททาเข้าไปยืนเคียงข้างเล้าโลมปลอบใจ พญาฉัททันต์ก็อดกลั้นเวทนาได้ แล้วกำหนด
ทางที่ลูกศรแล่นมาไตร่ตรองดูว่า ถ้าลูกศรนี้จักมาทางเบื้องปุรัตถิมทิศเป็นต้นแล้ว ลูกศรจักต้องทะลุทางกระพองเป็นต้นก่อน แล้วแล่นออกทางเบื้องหางเป็นต้น แต่นี่เข้าทางนาภี ทะลุแล่นไปในอากาศ เพราะฉะนั้น จักมีคนที่ยืนอยู่ใต้ดินยิงมา

ประสงค์จะตรวจตราดูที่ซึ่งมีคนยืนต่อไป
จึงคิดว่า ใครจะล่วงรู้ว่าจักมีอะไรเกิดขึ้น ควรที่เราจะให้นางมหาสุภัททาหลีกไปเสีย แล้ว
กล่าวว่า น้องรัก ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ ค้นหาปัจจามิตรของพี่ ต่างก็พากันวิ่งไปในทิศานุทิศ
เจ้ามัวทำอะไรอยู่ที่นี่เล่า ? เมื่อนางมหาสุภัททาตอบว่า ท่านเจ้าขาดิฉันยืนคอยพยาบาลปลอบใจท่านอยู่ ขอท่านอดโทษแก่ดิฉันด้วยเถิด แล้วกระทำประทักษิณ ๓ รอบ จบทำความเคารพในฐานะทั้ง ๔ แล้วเหาะไปสู่อากาศฝ่ายพญาช้างก็เอาเล็บเท้ากระชุ่นพื้นดิน.
กระดานกระดกขึ้น พญาช้างก้มมองดูทางช่อง เห็นนายพรานโสณุดร ก็เกิดโทสจิตคิดว่า เราจักฆ่ามัน จึงสอดงวงงามราวกะพวงเงิน ลงไปลูบคลำดู ได้มองเห็นผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัย
ของพระอรหันต์ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.

พญาช้างจึงยกนายพรานขึ้นมาวางไว้เบื้องหน้า.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 398
ลำดับนั้น
สัญญา คือความสำนึกผิดชอบได้เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์ซึ่งได้รับทุกขเวทนาขนาดหนักดังนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า ธงชัยแห่งพระอรหันต์ไม่ควรที่บัณฑิตจะทำลาย ควรสักการะเคารพอย่างเดียวโดยแท้.

เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าจะสนทนากับนายพราน จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะและสัจจะผู้นั้นไม่ควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.
ส่วนผู้ใด คลายกิเลสได้แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีล
ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแลควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.

คาถานั้นมีอธิบายดังนี้ สหายพรานเอ๋ย คนใดใช่คนหมดกิเลสดุจน้ำฝาดมีราคะเป็นต้น ปราศจากการฝึกอินทรีย์ ทั้งวจีสัจจะ คือไม่เข้าถึงคุณเหล่านั้น นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตว์ อันย้อมแล้วด้วยน้ำฝาด คนนั้นไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์นั้นเลย คือไม่สมควรกับผ้านั้น
ส่วนคนใด พึงชื่อว่าเป็นผู้ชำระกิเลสได้ เพราะคายกิเลสดุจน้ำฝาดเหล่านั้นเสียได้.

บทว่า สีเลสุ สุสมาหิโต ความว่า บุคคลใดเป็นผู้มีศีลและอาจาระตั้งมั่นด้วยดีบริบูรณ์
บุคคลนั้นชื่อว่า ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะนี้.
พระมหาสัตว์เจ้า ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ระงับความคิดที่จะฆ่านายพรานนั้นเสีย ถามว่า สหายเอ๋ย ท่านยิงเราเพื่อต้องการอะไร เพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือคนอื่นใช้มา.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า
พญาช้างถูกลูกศรใหญ่ เสียบเข้าแล้ว ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย ได้ถามนายพรานว่า เพื่อนเอ๋ย ท่านประสงค์อะไร เพราะเหตุอะไร หรือว่าใครใช้ให้ท่านมาฆ่าเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า กิมตฺถิยํ ความว่า ท่านปรารถนาอะไรไว้ ในอนาคต.
บทว่า. กิสฺส วา แปลว่า เพราะเหตุอะไร. อธิบายว่าด้วยเหตุอันใด คือท่านผูกเวรอะไรไว้กับเราะ บทว่า กสฺส วา ความว่าหรือว่านี้เป็นความประสงค์ของผู้อื่น คือใครใช้ท่านมาฆ่าเรา.
เมื่อนายพรานโสณุดรจะบอกความนั้นแก่พญาช้าง จึงกล่าวคาถาความว่า
ดูก่อนพญาช้างที่เจริญ นางสุภัททา พระมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช อันประชาชนสักการะบูชาอยู่ในราชสกุล พระนางได้ทรงนิมิตเห็นท่าน และได้โปรดให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอกข้าพเจ้าว่า มีพระประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ปูชิตา ความว่า อันประชาชนบูชาแล้วโดยฐานะเป็นพระอัครมเหสี.
บทว่า อทฺทสา ความว่า นัยว่า พระนางเธอทรงพระสุบินนิมิตเห็นท่าน.
บทว่า อสํสิ ความว่า ทั้งพระนางเจ้าโปรดให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอกว่า ในป่าหิมพานต์ มีพญาช้างรูปร่างอย่างนี้ อยู่สถานที่ชื่อโน้น.
บทว่า ทนฺเตหิ ความว่า พระนางเทวีได้ตรัสบอกข้าพเจ้าว่า งาทั้งสองของพญาช้างนั้น มีรัศมี ๖ ประการรุ่งเรือง เราต้องการงาเหล่านั้น ประสงค์จะทำเป็นเครื่องประดับ เจ้าจงไปนำเอางาช้างนั้นมาให้เรา.
พระมหาสัตว์ ทรงสดับดังนั้น ก็ทราบว่า นี้เป็นการกระทำของนางจุลลสุภัททา
สู้อดกลั้นเวทนาไว้ กล่าวว่า พระนางสุภัททานั้น ใช่จะต้องการงาทั้งสองของเราก็หามิได้ แต่เพราะประสงค์จะให้ท่านฆ่าเรา จึงได้ส่งมา

เมื่อจะแสดงความต่อไป จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
แท้จริง พระนางสุภัททาทรงทราบดีว่า งางาม ๆ
แห่งบิดา และปู่ทวดของเรา มีอยู่เป็นอันมาก แต่
พระนางเป็นคนพาล โกรธเคือง ผูกเวร ต้องการจะฆ่าเรา.
ดูก่อนนายพราน ท่านจงลุกขึ้นเถิด จงหยิบเลื่อย
มาตัดงาคู่นี้เถิด ประเดี๋ยวเราจะตายเสียก่อน ท่านจง
กราบทูลพระนางสุภัททาผู้ยังผูกโกรธว่า พญาช้างตาย
แล้ว เชิญพระนางรับงาคู่นี้ไว้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า อิเม ความว่า ได้ยินว่า งาทั้งหลายครั้งบิดาและปู่ของพญาช้างนั้น ได้เก็บซ่อนไว้ในที่เร้นลับ ด้วยประสงค์ว่าอย่าได้พินาศไปเสีย พญาช้างฉัททันต์หมายเอางาช้างเหล่านั้นจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ชานาติ ความว่า พระนางสุภัททานั้นทราบอยู่ว่า
งาของช้างเป็นจำนวนมากเก็บซ่อนไว้ในที่นี้.
บทว่า วธตฺถิกา ความว่า แต่พระนางสุภัททานั้นประสงค์จะให้ท่านฆ่าข้าพเจ้าให้ตายอย่างเดียว ได้ผูกเวรไว้ เพราะเก็บความพยาบาทแม้เพียงเล็กน้อยไว้ในใจ คือพระนางจะให้เราถึงที่สุด ด้วยการกระทำที่ร้ายกาจเห็นปานนี้.
บทว่า ขรํ แปลว่า เลื่อย.
บทว่า ปุรา มรามิ ความว่าตอนที่เรายังไม่ตาย.
บทว่า วชฺชาสิ ความว่า ท่านพึงกราบทูล.
บทว่า หนฺท อิมสฺส ทนฺตา ความว่า ท่านพึงทูลพระนางสุภัททานั้นว่า พญาช้างนั้นถูกท่านฆ่าตายแล้ว มโนรถของพระองค์ถึงที่สุดแล้ว เชิญรับงาเหล่านั้นของพญาช้างนั้นไว้.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 401
นายพรานโสณุดรได้ฟังคำของพญาช้างแล้ว ลุกขึ้นจากที่นั่งถือเลื่อยเข้ามาใกล้ ๆ พญาช้าง คิดว่า เราจักตัดเอางาไป. ก็พญาช้างนั้นสูงประมาณ๘๐ ศอก ยืนเด่นคล้ายภูเขาเงิน ด้วยเหตุนั้น พรานโสณุดรจึงเอื้อมเลื่อยงาไม่ถึง.

ลำดับนั้น
พระมหาสัตว์เจ้าจึงย่อกายนอนก้มศีรษะลงเบื้องต่ำ.
ขณะนั้นนายพรานจึงเหยียบงวงเช่นกับพวงเงินของพระมหาสัตว์ ขึ้นไปอยู่บนกระพอง
เป็นเหมือนขึ้นยืนอยู่บนเขาไกรลาส แล้วเอาเข่ากระตุ้นเนื้อ ซึ่งย้อยอยู่ที่ปาก
ยัดเข้าข้างใน ลงจากกระพองแล้ว สอดเลื่อยเข้าไปภายในปาก.

นายพรานเอามือทั้งสองเลื่อยชักขึ้นชักลง อย่างทะมัดทะแมง. ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่
พระมหาสัตว์เป็นกำลัง ปากเต็มไปด้วยโลหิต. เมื่อนายพรานเลื่อยชักไปชักมา
อยู่ ก็ไม่สามารถจะเอาเลื่อยตัดงาให้ขาดได้. ทีนั้นพระมหาสัตว์เจ้าจึงบ้วน
โลหิตออกจากปาก สู้อดกลั้นทุกขเวทนาได้ ถามนายพรานว่า สหายเอ๋ย
ท่านไม่สามารถจะตัดงาให้ขาดได้ละหรือ ?
พรานโสณุดรตอบใช่แล้วนาย.
พระมหาสัตว์ดำรงสติมั่น กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงยกงวงของเราขึ้น ให้จับ
เลื่อยข้างบนไว้ เราเองไม่มีกำลังจะยกงวงของเราได้. นายพรานก็ปฏิบัติตาม
เช่นนั้น. พระมหาสัตว์เอางวงยึดมือเลื่อยไว้ แล้วชักขึ้นชักลง ส่วนงาทั้งสอง
ก็ขาด ประดุจตัดตอไม้ฉะนั้น. ทีนั้นพญาช้างจึงให้นายพรานนำงาเหล่านั้น
มาถือไว้ แล้วกล่าวว่า สหายพราน เราให้งาเหล่านี้แก่ท่าน ใช่ว่าเราจะไม่รัก
ของเราก็หามิได้ ทั้งเรามิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ เป็นมาร เป็นพรหมเลย
แต่เพราะงาคือพระสัพพัญญุตญาณนั้น เรารักกว่า งาคู่นี้ตั้งร้อยเท่าพันเท่า
ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยแห่งการได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ดังนี้แล้ว
มอบงาไป แล้วถามต่อไปว่า สหายกว่าท่านจะมาถึงที่นี่ เป็นเวลานานเท่าไร ?
เมื่อนายพรานตอบว่า เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน จึงกล่าวว่า เชิญไปเถิด
ด้วยอานุภาพแห่งงาคู่นี้ ท่านจักถึงพระนครพาราณสี ภายในเจ็ดวันเท่านั้นดังนี้แล้ว ทำการป้องกันแก่นายพรานนั้น ส่งเขาไปโดยตั้งสัตยาธิษฐานว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 402
เราเป็นผู้ถูกลูกศรเสียบแทงแล้ว แม้จะถูกเวทนาครอบงำ ก็ไม่คิดประทุษร้ายในบุคคลผู้นุ่งห่ม
ผ้ากาสาวพัสตร์ ถ้าข้อนี้เป็นความจริง อันเราผู้เป็นพญาช้างตั้งไว้ ขอพาลมฤคในไพรสณฑ์ อย่าได้มากล้ำกรายนายพรานนี้เลย.
ก็แลครั้นพระมหาสัตว์ส่งนายพรานไปแล้ว ก็ทำกาลกิริยาล้มลง
ในเมื่อพวกช้าง และนางมหาสุภัททายังมาไม่ถึง.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า
นายพรานนั้นรีบลุกขึ้นจับเลื่อย เลื่อยงาพญาช้าง
ทั้งคู่ อันงดงามวิลาสหาที่เปรียบมิได้ ในพื้นปฐพี
แล้วรีบถือหลีกออกจากที่นั้นไป.
บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า วคฺคู ความว่า งามวิลาส.
บทว่า สุเภ แปลว่า งดงาม.
บทว่า อปฺปฏิเม ความว่า งดงามหางาอื่นในแผ่นดินนี้เปรียบมิได้.
เมื่อนายพรานนั้นหลีกไปแล้ว ช้างทั้งหลายก็มาถึง ไม่ทันเห็นปัจจามิตร.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า
ช้างเหล่านั้นตกใจ ได้รับความเสียใจ เพราะพญาช้างถูกยิง พากันวิ่งไปยังทิศทั้ง ๘ เมื่อไม่เห็น
ปัจจามิตรของพญาช้าง ก็พากันกลับมายังที่อยู่ของพญาช้าง.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 403
บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ภยทฺทิตา ความว่า อันความกลัวต่อมรณภัย เข้าไปคุกคามแล้ว.
บทว่า อฏฺฏา แปลว่า ถึงความทุกข์.
บทว่า คชปจฺจามิตฺตํ ได้แก่ บุคคลผู้เป็นศัตรูของพญาช้าง.
บทว่า เยน โส ความว่า พญาช้างนั้นทำกาลกิริยาล้มลง ณ ลานอันกว้างใหญ่ คล้ายภูเขา
ไกรลาส ช้างทั้งหลายพากันมายังสถานที่นั้น.
ฝ่ายนางมหาสุภัททา ที่มาพร้อมกับช้างเหล่านั้นก็ดี ช้าง ๘,๐๐๐ทั้งหมดนั้นก็ดี ต่างร่ำไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้น แล้วพากันไปยังสำนักแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้กุลุปกะของพระมหาสัตว์บอกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญปัจจยทายกของพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ
ทำกาละเสียแล้ว นิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลายไปดูซากของปัจจยทายกนั้น ในป่าช้าเถิด.
ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๕๐๐ รูป ก็เหาะมาทางอากาศลงตรงที่ลานใหญ่.
ขณะนั้น ช้างหนุ่ม ๒ เชือก ช่วยกันเอางาเสยยกสรีระร่างของพญาช้าง ให้จบพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วยกขึ้นสู่จิตกาธารทำฌาปนกิจ.
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กระทำการสาธยายธรรมอยู่ที่ป่าช้าตลอดคืนยังรุ่ง.
ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ครั้นดับธาตุเสร็จสรงสนานแล้ว เชิญนางมหาสุภัททาเป็นหัวหน้า
แห่มายังสถานที่อยู่ของตน ๆ.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถาความว่า
ช้างเหล่านั้น พากันคร่ำครวญร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น
ต่างเกลี่ยอังคารขึ้นบนกระพองของตน ๆ แล้วยกเอา
นางสัพพภัททาผู้เป็นมเหสี ให้เป็นหัวหน้า พากันกลับยังที่อยู่ของตนทั้งหมด.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 404
บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ปํสุกํ ได้แก่ ฝุ่นสรีรังคารที่ป่าช้า.ฝ่ายนายพรานโสณุดร เอางาทั้งคู่มายังไม่ถึง ๗ วัน ก็ถึงพระนครพาราณสี.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น
จึงตรัสพระคาถา ความว่า
นายพรานนั้น นำงาทั้งคู่ของพญาคชสาร อันอุดม ไพศาล งดงาม ไม่มีงาอื่นในปฐพีจะเปรียบได้
ส่องรัศมีดุจสีทอง สว่างไสวไปทั่วทั้งไพรสณฑ์ มาถึงยังพระนครกาสีแล้ว น้อมนำงาทั้งคู่เข้าไปถวายพระนางสุภัททา กราบทูลว่า พญาช้างล้มแล้ว ขอเชิญพระนางทอดพระเนตรงาทั้งคู่นี้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า สุวณฺณราชีหิ ความว่า ส่องรัศมีดุจสีทอง.
บทว่า สมนฺตโมทเร ความว่า แผ่รัศมีดุจสีทองไปรอบ ๆ ทั่วตลอดทั้งไพรสณฑ์.
บทว่า อุปเนสิ ความว่า ฝ่ายนายพรานโสณุดร ส่งข่าวไปทูลพระนางเทวีว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะนำงาทั้งคู่ อันเปล่งปลั่งมีรัศมี ๖ประการ ของพญาช้างฉัททันต์เข้ามาถวาย ขอพระองค์ได้โปรดให้ประดับตกแต่งพระนคร เมื่อพระนางเทวีกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ ให้ประดับ
ตกแต่งพระนครดุจเทพนครแล้ว ก็เข้าสู่พระนคร ขึ้นไปยังปราสาทน้อมงาทั้งคู่เข้าไป

ครั้นน้อมเข้าไปแล้ว ก็กราบทูลว่า
ขอเดชะพระแม่เจ้า ได้ทราบว่าพระแม่เจ้าก่อความขุ่นเคืองเหตุเล็กน้อย ไว้ในพระทัยต่อพญาช้างใด ข้าพระพุทธเจ้าฆ่าพญาช้างนั้นตายแล้ว โปรดทรงทราบว่า พญาช้างตายแล้ว ขอเชิญพระแม่เจ้าทอดพระเนตร นี้ คือ งาทั้งสองของพญาช้างนั้น แล้วได้ถวายงาไป.
พระนางสุภัททาจึงเอางวงตาลทำด้วยแก้วมณี. รับคู่งาอันวิจิตร มีรัศมี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 405
๖ ประการ ของพระมหาสัตว์เจ้า มาวางไว้ที่อุรุประเทศ ทอดพระเนตรดูงา
แห่งสามีที่รักของพระองค์ในปุริมภพ พลางระลึกว่า นายพรานโสณุดรฆ่า
พญาช้างที่ถึงส่วนแห่งความงามเห็นปานนี้ ให้ถึงแก่ชีวิต ตัดเอางาทั้งคู่มา
เมื่อทรงอนุสรณ์ถึงพระมหาสัตว์ ก็ทรงบังเกิดความเศร้าโศกไม่สามารถที่จะ
อดกลั้นได้ ทันใดนั้น ดวงหทัยของพระนางก็แตกทำลายไป ได้ทำกาลกิริยาในวันนั้นเอง.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถาความว่า
พระนางสุภัททาผู้เป็นพาล ครั้นทอดพระเนตร
เห็นงาทั้งสองของพญาคชสารอันอุดม
ซึ่งเป็นปิยภัสดาของตนในชาติก่อนแล้ว หทัยของพระนางก็
แตกทำลาย ณ ที่นั้นเอง ด้วยเหตุนั้นแล พระนางจึงได้สวรรคต.

ลำดับนั้น
เมื่อพระธรรมสังคาหกเถระเจ้าทั้งหลาย จะสรรเสริญพระคุณแห่งพระทศพล
จึงกล่าวคำเป็นคาถาอย่างนี้ ความว่า
พระบรมศาสดาได้บรรลุสัมโพธิญาณแล้ว มีพระอานุภาพมาก
ได้ทรงทำการแย้มในท่ามกลางบริษัท ภิกษุทั้งหลายผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
พากันกราบทูลถามว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ โดยไร้เหตุผลไม่.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 406
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอทั้งหลายจงดูกุมารีสาวคนนั้น
นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ประพฤติอนาคาริยวัตร
นางกุมารีคนนั้นแล เป็นนางสุภัททา
ในกาลนั้น เราตถาคตเป็นพญาช้างในกาลนั้น.
นายพรานผู้ถือเอางาทั้งคู่ ของพญาคชสารอัน
อุดม หางาอื่นเปรียบปานมิได้ในปฐพี กลับมายังพระนครกาสีในกาลนั้น เป็นพระเทวทัต.
พระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากความกระวนกระวาย
ความเศร้าโศก และกิเลสดุจลูกศร ตรัสรู้ยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ได้ตรัสฉัททันตชาดกนี้ อันเป็น
ของเก่า ไม่รู้จักสิ้นสูญ ซึ่งพระองค์ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน เป็นบุรพจรรยาทั้งสูงทั้งต่ำว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คราวครั้งนั้นเรายังเป็นพญาช้างฉัททันต์ อยู่ที่สระฉัททันต์นั้น เธอทั้งหลาย
จงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล.

คาถาเหล่านั้น พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย สรรเสริญพระคุณของ
พระทศพล รจนาให้ปรากฏไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า สิตํ อกาสิ ความว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ แล้ว
มีพระอานุภาพมาก วันหนึ่งประทับนั่งเหนือธรรมาสน์ อันอลงกต ท่ามกลางบริษัท ในธรรมสภาอันประดับตกแต่งแล้ว ทรงกระทำการยิ้มแย้ม.
บทว่า นานากรเณ ความว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้มหาขีณาสพ กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาทรงทำการแย้มอย่างไร้เหตุผลไม่ ก็การแย้มพระองค์ทรงกระทำแล้ว อะไรหนอเป็นเหตุให้พระองค์ทรงทำการแย้ม.
บทว่า ยมทฺทสาถ ความว่า อาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาถูกทูลถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะตรัสบอกเหตุที่พระองค์ทรงทำการแย้ม ทรงชี้ภิกษุณีสาวรูปหนึ่งตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพบหรือเห็นนางกุมาริกานี้ใด ซึ่งกำลังรุ่นสาว ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เข้าถึง คือบวชประพฤติ
อนาคาริยวัตรในพระศาสนานี้ นางกุมาริกานั้น คือ พระนางสุภัททาราชกัญญา
ในคราวนั้น ซึ่งใช้นายพรานโสณุดรไปว่า เจ้าจงเอาลูกศรอาบด้วยยาพิษ ไป
ยิงฆ่าพญาช้างเสีย คราวนั้นเราเป็นพญาช้าง ผู้ซึ่งนายพรานโสณุดรไปยิงให้ถึงสิ้นชีวิต.

บทว่า เทวทตฺโต ความว่า ภิกษุทั้งหลาย นายพรานโสณุดรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต ในบัดนี้.
บทว่า อนาวสูรํ ตัดบทเป็น นอวสูรํ แปลว่า ชั่วพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคต.
บทว่า จิรรตฺตสํสิตํ ความว่า นับแต่กาลอันยาวนานนี้ ทรงท่องเที่ยวไปแล้ว คือทรงแล่นไปแล้ว ได้แก่ ทรงประพฤติมาแล้วโดยลำดับ ในที่สุดแห่งโกฏิกัปมิใช่น้อย.
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ชื่อว่า ทรงปราศจากความ
กระวนกระวาย เพราะทรงปราศจากกิเลสมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า ทรงปราศจาก
ความเศร้าโศก เพราะไม่มีความเศร้าโศก อันเกิดแต่ญาติและทรัพย์เป็นต้น
ชื่อว่า ปราศจากลูกศร เพราะปราศจากลูกศร มีลูกศรคือราคะเป็นต้น ทรง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 408
รู้ชัดด้วยพระองค์เองแล้ว ได้ตรัสเรื่องนี้อันเป็นของเก่า (ชั่วพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคต) นับแต่กาลอันนานนี้ แม้ที่ทรงท่องเที่ยวไป ในที่สุดแห่งโกฏิกัปมิใช่น้อย อันชื่อว่าเป็นพระจรรยาทั้งสูงทั้งต่ำ เพราะทรงสูงด้วยสามารถแห่งบุรพจรรยาของพระองค์ และเพราะต่ำ ด้วยสามารถแห่งจรรยาของพระนางสุภัททาราชธิดา และนายพรานโสณุดร ดุจทรงระลึกได้ถึงสิ่งที่กระทำด้วย
ความหลง ด้วยปราศจากความหลง สิ่งที่กระทำเวลาเช้าได้ในตอนเย็นวันนั้นทีเดียว.
บทว่า โว ในบทว่า อหํ โว นี้เป็นเพียงนิบาต. ความก็ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาลนั้น เราได้เป็นพญาช้างอยู่ที่สระฉัททันต์นั้น.
บทว่า นาคราชา ความว่า และเมื่ออยู่ในคราวนั้นใช่ว่าจะเป็นใครอื่นก็หามิได้ ที่แท้ก็คือเราผู้เป็นพญาช้างฉัททันต์.
บทว่า เอวํ ธาเร ความว่า เธอทั้งหลายจงทรงจำ คือจดจำ ได้แก่เล่าเรียนชาดกนี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้.ก็แลคนเป็นอันมากฟังพระธรรมเทศนานี้แล้ว ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันเป็นต้น (ส่วน) นางภิกษุณีนั้น เจริญวิปัสสนาแล้ว ภายหลังได้บรรลุพระอรหัตผล ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาฉัททันตชาดก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 409



หน้า: 1 2 [3] 4