พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 651

ซักล้างมลทินมิให้มีเหลือแม้เป็นไปในเส้นด้ายแล้วจึงมอบให้แก่เจ้าของ เจ้าของ

นั้นก็พับเก็บไว้ในหีบอบกลิ่นย่อมนุ่งห่มในเวลาที่ตนปรารถนาแล้ว  ๆ.

บรรดาคำเหล่านั้น   จิตที่เป็นไปตามกิเลส เปรียบเหมือนผ้าที่เปื้อนแล้ว

เวลาที่เป็นไปแห่งการทำอนุปัสสนาทั้ง  ๓   เปรียบเหมือนการแช่ด้วยน้ำด่าง ๓

ชนิด การยังกิเลส ๕ อย่าง*   ให้สิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค  เปรียบเหมือนการ

เทน้ำทิ้งแล้วซักล้างมลทินหยาบ ๆ  การรู้ว่า   จิตนี้ยังไม่บริสุทธิ์พอ  แล้วยังการ

งานให้เป็นไปในอนุปัสสนา ๓ เหล่านั้นนั่นแหละ  เปรียบเหมือนการแช่น้ำด่าง

เหล่านั้น  แม้ครั้งที่  ๒.  การยังสังโยชน์อย่างหยาบ ๒ อย่างให้สิ้นไปด้วยสกทาคา-

มิมรรค  เปรียบเหมือนการซักล้างมลทินที่ละเอียดกว่านั้น    การที่เขาคิดว่าจิตนี้

บริสุทธิ์ไม่พอ  แล้วยังการกระทำการงานให้เป็นไปในอนุปัสสนา ๓   เหล่านั้น

นั่นแหละ เปรียบเหมือนเขาคิดว่าผ้านี้สะอาดไม่พอ แล้วจึงใส่น้ำด่าง ๓ อย่างให้

กัดอีก. การยังสังโยชน์อย่างละเอียด ๒ อย่าง ให้สิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค เปรียบ

เหมือนซักล้างมลทินผ้าที่ละเอียดกว่านั้น.  การที่รู้ว่า  จิตนั้นยังสะอาดไม่พอ แล้ว

การงานให้เป็นไปในอนุปัสสนา  ๓  เหล่านั้นแหละให้เป็นไป   เปรียบเหมือน

ช่างย้อมรู้ว่าผ้านี้ยังสะอาดไม่พอ  จึงใส่แช่ในน้ำด่าง ๓ อย่างอีก.  การที่จิตของ

พระขีณาสพบริสุทธิ์เพราะกิเลส ๘ อย่างอันอรหัตมรรคให้สิ้นไปแล้ว  ยับยั้งอยู่

ด้วยวิหารธรรม  คือ   ผลสมาบัติในขณะที่ปรารถนาแล้ว  ๆ   เปรียบเหมือนการ

นุ่งห่มผ้าที่บริสุทธิ์    เพราะซักฟอกมลทินที่อยู่ภายในเส้นด้ายออกไป ด้วยการ

ซักล้างจากผ้านี้  เช่นกับแผ่นเงิน ที่เก็บไว้ในผอบหอม ในขณะที่ตนปรารถนา

แล้ว  ๆ ฉะนั้น. นี้เป็นการอุปมาในข้อว่า มรรคอย่างอื่นย่อมละกิเลสอย่างอื่น ๆ

ดังนี้.

กุศลจิต  คือ  โลภมูลที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุต  ๔  และโมหมูลจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 652

ข้อนี้  สมด้วยคำที่ท่านพระเขมกะกล่าวไว้ว่า*

ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ผ้าสกปรกเปื้อนมลทิน  เจ้าของทั้งหลายพึงมอบ

ผ้านี้นั้นแก่ช่างซักฟอก  ช่างซักฟอกผู้ฉลาดขยี้ผ้านั้นแช่ในน้ำด่างเกลือ   ในน้ำ

ด่างขี้เถ้า     หรือในน้ำด่างโคมัยแล้วเอาซักในน้ำสะอาด     ผ้านั้นย่อมเป็นของ

สะอาดผ่องใสแม้ก็จริง   แต่ผ้านั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างเกลือ   กลิ่นน้ำด่างขี้เถ้า

หรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด ช่างซักฟอกมอบผ้านั้นให้แก่เจ้าของทั้งหลาย  เจ้าของ

ทั้งหลายเก็บผ้านั้นใส่ไว้ในหีบอบกลิ่น      แม้ผ้านั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างเกลือ

น้ำด่างขี้เถ้า  หรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด   แม้กลิ่นนั้นย่อมหายไป  ฉันใด  ดูก่อน

อาวุโสทั้งหลาย   สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง    แต่ท่านก็

ยังถอนมานะ  ฉันทะ  อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า    เรามีไม่ได้

สมัยต่อมา ท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่

ว่ารูป อย่างนี้   ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้  ความดับแห่งรูป อย่างนี้  เวทนา

อย่างนี้   ฯลฯ  สัญญา อย่างนี้ ฯลฯ  สังขาร  อย่างนี้   ฯลฯ  วิญญาณ  อย่างนี้

ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ   อย่างนี้   ความดับแห่งวิญญาณ   ดังนี้ เมื่อท่าน

พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อยู่  แม้ท่าน

ยังถอนมานะ  ฉันทะ  อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า  เรามี  ไม่ได้

แต่มานะ  ฉันทะ  และอนุสัยนั้น    ย่อมถึงการถอนขึ้น  ฉันนั้นเหมือนกัน.

บรรดามรรคเหล่านั้น      โสดาปัตติมรรคย่อมละอกุศลจิต  ๕  ดวง

พร้อมกับบาปธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจองค์ของจิต. โทมนัสสสหคตจิต  ๒ ดวง

พร้อมกับบาปธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจองค์จิต ย่อมบรรเทาด้วยสกทาคามิมรรค.

โทมนัสสสหคตจิต  ๒ ดวงเหล่านั้นนั่นแหละ  พร้อมกับสัมปยุตธรรม   ย่อมละ

ด้วยอนาคามิมรรค.    อกุศลจิต ๕ ดวงพร้อมกับบาปธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ

   ขนฺธวารวคฺค เล่ม  ๑๗.  ๒๒๙/๑๖๐


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 653

องค์จิต   ย่อมละด้วยอรหัตมรรค.    จำเดิมแต่กาลที่อกุศลจิต   ๑๒  ดวงเหล่านี้

ละได้แล้ว    ชื่อว่า  กิเลสที่ติดตามไปอีก  ด้วยอำนาจองค์จิต    ย่อมไม่มีแก่

พระขีณาสพ.

ในข้อที่กิเลสไม่ติดตามไปอีกนั้น    มีอุปมา  ดังนี้.

ได้ยินว่า พระราชาผู้ใหญ่พระองค์หนึ่ง พระราชทานอารักขาปัจจันต-

ชนบท    แล้วเสวยความเป็นอิสริยยศในมหานครอยู่     ภายหลังปัจจันตะของ

พระองค์เกิดจลาจล    สมัยนั้น    มีพวกหัวหน้าโจร  ๑๒  คน   พร้อมกับบุรุษ

หลายพัน    พากันไปปล้นแว่นแคว้น     มหาอำมาตย์ผู้อยู่ปัจจันตประเทศส่งข่าว

กราบทูลแด่พระราชาว่า     ปัจจันตะเกิดจลาจล     ดังนี้     พระราชาทรงส่ง

พระราชสาส์นไปว่า    จงปราบให้หมด    เราจักตอบแทนพวกท่าน    อำมาตย์

เหล่านั้นฆ่าหัวหน้าโจร  ๕  คน     กับบุรุษโจรหลายพันคนโดยการประหาร

ครั้งแรกนั่นแหละ  หัวหน้าโจร ๗ คน  ที่เหลือพาบริวารของตน ๆ  เข้าไปยัง

ภูเขา.   พวกอำมาตย์ก็ส่งข่าวกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระราชา   พระราชา

จึงทรงส่งพระราชทรัพย์ไป     ด้วยพระราชสาส์นว่า     เราจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่

พวกท่าน    พวกท่านจงปราบโจรแม้ที่เหลือเหล่านั้น    พวกอำมาตย์เหล่านั้น

ก็ประหารหัวหน้าโจร  ๒  คน  โดยการประหารครั้งที่  ๒  ได้กระทำแม้บริวาร

ของพวกโจรเหล่านั้นให้ทุรพล  พวกโจรเหล่านั้นแม้ทั้งหมด  ก็พากันหนีไปยัง

ภูเขา     พวกมหาอำมาตย์ส่งข่าวสาส์นความเป็นแม้นั้นไปกราบทูลพระราชา

พระราชาทรงส่งพระราชทรัพย์   ด้วยพระราชสาส์นว่า   พวกท่านจงปราบพวก

โจรให้สิ้น พวกอำมาตย์เหล่านั้นฆ่าหัวหน้าโจร ๒ คน พร้อมกับบุรุษสหายโจร

โดยการประหารครั้งที่ ๓ แล้วส่งข่าวสาสน์กราบทูลแด่พระราชา  พระราชาก็ส่ง

พระราชทรัพย์  พร้อมด้วยพระราชสาส์นว่า  พวกท่านจงปราบโจรอย่าให้เหลือ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 654

พวกอำมาตย์เหล่านั้น  ก็ฆ่าหัวหน้าโจร  ๕  คน     พร้อมกับบริวารโจรโดยการ

ประหารครั้งที่ ๔.  จำเดิมแต่พวกหัวหน้าโจร ๑๒ คน   ถูกฆ่าตายแล้ว   ชื่อว่า

โจรไร ๆ  มิได้มี.   ชนบทถึงความเกษม   ย่อมอยู่ดุจให้บุตรฟ้อนรำบนอก

ฉะนั้น.  พระราชาทรงแวดล้อมด้วยโยธาผู้พิชิตสงคราม  เสด็จขึ้นสู่ปราสาทอัน

ประเสริฐ  เสวยมหาสมบัติ.

ในคำเหล่านั้น  พระธรรมราชา เปรียบเหมือนพระราชาผู้ใหญ่ กุลบุตร

ผู้โยคาวจร    เปรียบเหมือนอำมาตย์ผู้อยู่ปัจจันตชนบท.   อกุศลจิต  ๑๒ ดวง*

เปรียบเหมือนหัวหน้าโจร  ๑๒  คน.     บาปธรรมที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจองค์จิต

เปรียบเหมือนบุรุษสหายหลายพันของหัวหน้าโจรเหล่านั้น. เวลาที่กิเลสทั้งหลาย

เกิดขึ้นในอารมณ์แล้วกราบทูลพระศาสดาว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    กิเลส

ทั้งหลายเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์   ดังนี้    เปรียบเหมือนเวลาอำมาตย์ส่งข่าวสาส์น

กราบทูลพระราชาว่า    ปัจจันตะเกิดจลาจล.     การที่พระธรรมราชาตรัสบอก

กรรมฐานว่า  ภิกษุ  เธอจงข่มกิเลสเสีย ดังนี้   เปรียบเหมือนการพระราชทาน-

ทรัพย์  พร้อมกับพระราชสาส์นว่า     พวกเธอจงปราบให้หมด ดังนี้.  การละ

อกุศลจิต ๕  ดวงพร้อมทั้งสัมปยุตด้วยโสดาปัตติมรรค    เปรียบเหมือนเวลาที่

อำมาตย์ฆ่าหัวหน้าโจร ๕ คนพร้อมทั้งบริวาร.

การกราบทูลคุณที่ตนได้แล้ว  แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เปรียบเหมือน

การส่งข่าวถวายพระราชา.   การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกวิปัสสนาแห่งสก-

ทาคามิมรรค  เปรียบเหมือนการพระราชทานทรัพย์อีก  พร้อมกับพระดำรัสว่า

จงปราบพวกโจรที่เหลือ. การบรรเทาโทมนัสจิต ๒ ดวงพร้อมด้วยสัมปยุตธรรม

ด้วยสกทาคามิมรรค   เปรียบเหมือนการกระทำหัวหน้าโจร ๒ คน   พร้อมทั้ง

บริวารให้ทุพพลภาพด้วยการประหารครั้งที่ ๒.

เป็นอกุศลเจตสิก  ๑๔ ดวง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 655

การกราบทูลคุณที่ตนได้แด่พระศาสดา   เปรียบเหมือนการส่งข่าวถวาย

พระราชาให้ทรงทราบความเป็นไปอีก.     การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก

วิปัสสนาแห่งอนาคามิมรรค   เปรียบเหมือนการพระราชทานทรัพย์อีกพร้อมกับ

ข่าวสาส์นว่า  จงปราบโจรให้หมดสิ้น.     การละโทมนัสจิต  ๒ ดวง  พร้อมทั้ง

สัมปยุตธรรมด้วยอนาคามิมรรค      เปรียบเหมือนการฆ่าหัวหน้าโจร  ๒  คน

พร้อมทั้งบริวาร  ด้วยการประหารครั้งที่ ๓.

การกราบทูลคุณที่ตนได้แล้วแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า     เปรียบเหมือน

การส่งข่าวถวายพระราชาให้ทรงทราบอีก.    การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก

วิปัสสนาแห่งอรหัตมรรค  เปรียบเหมือนการพระราชทานทรัพย์อีก   พร้อมคำ

ดำรัสไปว่า   จงปราบโจรให้สิ้น.   ความไม่มีอกุศลธรรมอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจ

องค์จิตอีก  จำเดิมแต่อกุศลจิต  ๑๒ ดวง  ในเพราะอกุศลจิต  ๕ ดวงพร้อมด้วย

สัมปยุตธรรมอันอรหัตมรรคละแล้ว  เปรียบเหมือนเวลาที่ชนบทเป็นแดนเกษม

จำเดิมแต่กาลที่อำมาตย์ฆ่าหัวหน้าโจร  ๕  คน    พร้อมด้วยบริวาร   ด้วยการ

ประหารครั้งที่  ๔        พึงทราบการเสวยสุขด้วยผลสมาบัติตามที่พระโยคาวจร

ปรารถนาแล้ว  ในสุขทั้งหลายมีสมาบัติอันต่างด้วยสุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ

ของพระธรรมราชาผู้มีพระขีณาสพแวดล้อมแล้ว      เปรียบเหมือนการเสวย

มหาสมบัติ    ของพระราชาผู้พิชิตสงคราม   ผู้แวดล้อมด้วยอำมาตย์บนประสาท

อันประเสริฐ  ฉะนั้นแล.

พรรณนาบทว่าธรรมเป็นกุศลจบเพียงนี้