พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 451

๗  แห่ง  พึงทำภาวนาวิธีทั้งหมดอันมีอัปปนาโกศล  ๑๐  อย่าง  ไม่ให้ตกหล่น

พึงปฏิบัติเพื่อบรรลุฌาน เนื้อความสังเขปมีเพียงนี้. ส่วนความพิสดาร พึงทราบ

โดยนัยที่กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค. อนึ่ง ในกสิณแม้อื่นจากนี้  ก็พึงทราบเหมือน

ในปฐวีกสิณนี้ จริงอยู่  วิธีทั้งหมดแห่งกรรมฐานทั้งปวงแห่งวิธิการเจริญภาวนา

ข้าพเจ้าถือเอาโดยนัยแห่งอรรถกถาแล้วขยายให้พิสดารในวิสุทธิมรรคแล้ว  จะมี

ประโยชน์อะไรด้วยวิธีการเจริญกรรมฐานนั้นในวิธีการที่จะกล่าวซ้ำอีกในที่นั้น ๆ

เพราะฉะนั้น    ข้าพเจ้าจักไม่ขยายความอีก.   แต่ว่า   ข้าพเจ้าจักไม่ทำเนื้อความ

ที่มาในพระบาลีในหนหลัง  ให้ตกหล่นจะพรรณนาตามลำดับบทติดต่อกันไป.

บทว่า  ตสฺมึ   สมเย  ความว่า ในสมัยที่เข้าปฐมฌานอยู่นั้น  ธรรม

๕๖  ตามลำดับมีประการตามที่กล่าวในกามาวจรกุศลจิตดวงหนึ่งเหล่านี้ คือ

ผัสสะ ฯลฯ    อวิกเขปะ  ย่อมมี  ก็ความแปลกกันในปฐมฌานนี้มีอย่างเดียว

คือ   ธรรม  ๕๖  เหล่านั้นเป็นกามาพจร   ธรรม  ๕๖  ที่กล่าวนี้เป็นมหัคคตะ

เป็นรูปาวจร   ธรรมที่เหลือนอกจากนี้เป็นเช่นเดียวกันทั้งนั้น  ส่วนเยวาปนก-

ธรรมและธรรม ๔ อย่างมีฉันทะเป็นต้น   ย่อมหาได้ในฌานนี้.  โกฏฐาสวาระ

และสุญญตวาระ    ย่อมเป็นไปตามปกตินั่นแหละ ดังนี้แล.

ปฐมฌานจบ

 

อธิบายทุติยฌาน

 

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งทุติยฌาน ต่อไป

บทว่า วิตกฺกวิจาราน  วูปสมา  (เพราะวิตกวิจารสงบ)  ความว่า

ความสงบ คือ  เพราะความก้าวล่วงธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้ คือ  วิตกและวิจาร

มีอธิบายว่า  เพราะความที่วิตกและวิจารไม่ปรากฏในฌานที่  ๒ ในบรรดาฌาน


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 452

ทั้ง  ๒ นั้น    ธรรมที่เป็นปฐมฌานแม้ทั้งหมด   ย่อมไม่มีในทุติยฌานแม้โดยแท้

เพราะว่า  ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ในปฐมฌานก็อย่างหนึ่ง   ในทุติยฌาน

นี้ก็อย่างหนึ่งก็จริง  ถึงอย่างนั้น  ก็พึงทราบว่า  คำที่ตรัสอย่างนี้ว่า  เพราะวิตก

และวิจารสงบ เพื่อแสดงว่า การบรรลุทุติยฌานเป็นต้นเป็นอย่างอื่นจากปฐมฌาน

ย่อมมีเพราะก้าวล่วงองค์หยาบ ๆ.

ในบทว่า อชฺฌตฺต (ภายใน) นี้ ท่านประสงค์เอาภายในเป็นของตนเอง

แต่ในวิภังค์ตรัสคำมีประมาณเท่านี้ว่าเฉพาะตัว   ชื่อว่า   อัชฌัตตะ ก็เพราะ

บทว่า  อชฺฌตฺต  นี้  ท่านประสงค์เอาบทว่า  นิยกชฺฌตฺต  ฉะนั้นในบทว่า

อชฺฌตฺต  จึงมีอธิบายว่า   เกิดในภายในของตน  หรือเกิดในสันดานของตน.

ศรัทธา  เรียกว่า  ความผ่องใสในบทว่า   สมฺปสาทน  นี้.  แม้ฌานก็เรียกว่า

ความผ่องใส   เพราะประกอบด้วยความผ่องใส  เหมือนผ้า   ชื่อว่า   ผ้าเขียว

เพราประกอบด้วยสีเขียว. อีกอย่างหนึ่ง  เพราะฌานนั้นยังจิตให้แจ่มใส  เพราะ

ประกอบด้วยความผ่องใส  และเพราะความสงบความกำเริบวิตกและวิจารฉะนั้น

จึงตรัสว่า  สมฺปสาทน  (ความผ่องใส).  ก็ในการกำหนดเนื้อความนี้พึงทราบ

ความสัมพันธ์แห่งบทอย่างนี้ ว่า   สมฺปสาทน   เจตโส    แต่ในการกำหนด

เนื้อความบทแรก   บทว่า   เจตโส    นี้   พึงประกอบกับบท   เอโกทิภาว.

ในบทนั้นมีการประกอบเนื้อความดังต่อไปนี้.

สมาธิใด   ย่อมผุดขึ้นเป็นเอก   เพราะเหตุนั้น   สมาธินั้น    จึงชื่อว่า

เอโกทิ  อธิบายว่า  สมาธินั้นเป็นภาวะที่เลิศประเสริฐผุดขึ้น   เพราะวิตกและ

วิจารไม่เจริญ  (เกิด)  ขึ้นในภายใน. จริงอยู่   แม้บุคคลผู้ประเสริฐที่สุด  เขาก็

เรียกว่า  เป็นเอกในโลก  ดังนี้.  อีกอย่างหนึ่ง   แม้จะกล่าวว่าสมาธิที่เว้นวิตก

ละวิจารเป็นเอกไม่มีสหายผุดขึ้น   ดังนี้ก็ควร.   อีกนัยหนึ่ง   สมาธิใดย่อมยัง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 453

สัมปยุตตธรรมให้ผุดขึ้น  เพราะเหตุนั้น  สมาธินั้น    จึงชื่อว่า อุทิ คือย่อมให้

สัมปยุตตธรรมตั้งขึ้น   สมาธินั้นเป็นเอกเพราะอรรถว่าประเสริฐด้วย   และยัง

สัมปยุตตรรมให้ผุดขึ้นด้วย  เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า  เอโกทิ. คำว่า เอโกทิ

นี้   เป็นชื่อของสมาธิ.    ทุติฌานใดย่อมยังสมาธิชื่อว่า    เอโกทินี้ให้เกิด

ให้เจริญ  เพราะเหตุนั้น   ทุติยฌานนี้จึงชื่อว่า   เอโกทิภาวะ   ก็เพราะสมาธิ

นี้นั้นเป็นเอกเป็นสภาวะที่ยังสัมปยุตตธรรมให้ผุดขึ้นย่อมมีแก่จิต มิใช่มีแก่สัตว์

มิใช่มีแก่ชีวะ  ฉะนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ว่า  เจตโส เอโกทิภาว

ดังนี้

ถามว่า  ศรัทธานี้  และสมาธิมีชื่อว่า เอโกทิ  นี้  มีอยู่แม้ในปฐมฌาน

มีใช่หรือ  เมื่อเป็นเช่นนั้น   เพราะเหตุไร  ทุติยฌานนี้นั่นแหละ พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าจึงตรัสว่า     เป็นเครื่องผ่องใส     และเป็นเอโกทิภาวะอีกเล่า.   ตอบว่า

เพราะว่า  ปฐมฌานนั้นยังไม่ผ่องใสแท้เพราะกำเริบด้วยวิตกวิจาร  เหมือน

น้ำที่ขุ่นเพราะระลอกคลื่น ฉะนั้น  แม้เมื่อศรัทธามีอยู่ ก็ไม่ตรัสว่า สมฺปสาทน

(ความผ่องใส) อนึ่ง  แม้สมาธิในปฐมฌานนี้ก็ยังไม่ปรากฏ  เพราะยังไม่ผ่องใส

แท้นั่นแหละ   ฉะนั้น ปฐมฌานนั้น จึงไม่ตรัสว่า เอโกทิภาวะ แต่ในทุติยฌานนี้

ศรัทธามีกำสังได้โอกาส  เพราะไม่มีวิตกและวิจารเป็นปลิโพธ   (กังวลใจ)  แม้

สมาธิก็ปรากฏเพราะการได้ศรัทธาเป็นกำลังและเป็นสหาย  ฉะนั้น    ทุติยฌานนี้

เท่านั้นพึงทราบว่า     ตรัสไว้อย่างนั้น.    ส่วนในวิภังค์     ตรัสไว้เพียงเท่านี้ว่า

บทว่า   สมฺปสาทน   (ผ่องใส)   ได้แก่ศรัทธา    (ความเชื่อ)   กิริยาที่เชื่อ

ความปลงใจเชื่อ  ความเลื่อมใสยิ่ง.  คำว่า  เจตโส  เอโกทิภาว  (ธรรมเอก

ผุดขึ้นแก่ใจ)  ได้แก่    ความตั้งอยู่   การตั้งมั่นแห่งจิต   ฯลฯ  สัมมาสมาธิดังนี้.

พึงทราบการพรรณนาเนื้อความนี้กับพระดำรัสที่ตรัสไว้อย่างนั้น    ย่อมไม่ผิด

เทียบเคียงกันอยู่  ย่อมลงกันได้  ฉะนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 454

บทว่า  อวิตกฺก  อวิจาร  (ไม่วิตกไม่มีวิจาร) มีวิเคราะห์ว่า  ชื่อว่า

อวิตก  (ไม่มีวิตก)  เพราะอรรถว่า  วิตกในทุติยฌานนี้  หรือของทุติยฌานนี้

ไม่มี  เพราะความที่วิตกนั้นละได้แล้วด้วยภาวนา. ชื่อว่า  อวิจาร (ไม่มีวิจาร)

โดยนัยนี้เหมือนกัน.  แม้ในวิภังค์ก็ตรัสไว้  วิตกนี้  และวิจารนี้  ย่อมสงบระงับ

เข้าไประงับ   ดับไป  ดับไปอย่างราบคาบ     ถูกทำให้พินาศไป    ให้ละลายไป

ถูกทำให้แห้งไป   ถูกทำให้ผากไป   ถูกทำให้สิ้นสุด   ด้วยเหตุนั้น      จึงตรัสว่า

ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  ด้วยประการฉะนี้.

ในข้อนี้หากมีผู้ท้วง แม้ด้วยคำนี้ว่า เพราะการเข้าไปสงบวิตกและวิจาร

ดังนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส    ก็สมบูรณ์แล้วมิใช่หรือ    เมื่อเป็นเช่นนั้น

เพราะเหตุไร  จึงตรัสว่า  ไม่มีวิตกไม่มีวิจารอีกเล่า.   ตอบว่า  ได้ความหมายนี้

สำเร็จแล้วอย่างนั้นนั่นแหละ   แต่คำว่าไม่มีวิตกไม่มีวิจารนี้เป็นคำที่แสดงความ

ข้อนั้นก็หาไม่   ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

อย่างนี้ว่า  วิตกฺกวิจารานวูปสมา ดังนี้   เพื่อแสดงว่า  การบรรลุทุติยฌาน

เป็นต้นเป็นอย่างหนึ่งจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์หยาบ ๆ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง   คำนี้เป็นเหตุแสดงเหตุแห่งภาวะสัมปสาททนะและเอโกทิ

อย่างนี้ว่า  ทุติยฌานนี้   ชื่อว่า  สัมปสาทนะ  เพราะสงบวิตกและวิจาร  มิใช่

เข้าไปสงบกิเลสที่กำเริบตามกาล   ฌานนั้น     ชื่อว่า    เอโกทิภาวะสงบวิตก

และวิจาร  มิใช่ละนิวรณ์ได้เหมือนอุปจารฌาน   มิใช่องค์ฌานปรากฏเหมือน

ปฐมฌาน.  อนึ่ง  ทุติยฌานนี้    ชื่อว่า   อวิตักกะอวิจาร   เพราะเข้าไปสงบ

วิตกและวิจาร  มิใช่เพราะไม่มีเองเหมือนตติยฌานและจตุตถฌาน  และเหมือน

จักขุวิญาณเป็นต้น    เพราะฉะนั้น    คำว่า  ไม่มีวิตกไม่มีวิจารนี้   เป็นคำแสดง

เหตุแห่งความที่ทุติยฌานนั้นเป็นธรรมชาติไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มิใช่เป็นคำแสดง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 455

เพียงความไม่มีวิตกไม่มีวิจาร.  ส่วนคำว่า  อวิตกฺก  อวิจาร นี้  เป็นคำแสดง

เพียงสักว่าความไม่มีวิตกและวิจารเท่านั้น     เพราะฉะนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้า

ครั้นตรัสอวิตักกะอวิจารแล้ว   ก็พึงตรัสอีกโดยแท้.

บทว่า  สมาธิช  (เกิดแต่สมาธิ)  ความว่า เกิดแต่สมาธิในปฐมฌาน

หรือแต่สมาธิที่สัมปยุตกัน.  บรรดาสมาธิทั้ง ๒ นั้นแม้ฌานที่หนึ่งเกิดแต่สมาธิ

ที่สัมปยุตกันก็จริง.     แต่ที่แท้    สมาธินี้เท่านั้น      ย่อมควรกล่าวคำว่า  สมาธิ

เพราะเป็นสมาธิที่ไม่หวั่นไหวเกินไป    โดยเป็นการเว้นจากการกำเริบของวิตก

และวิจาร   และเพราะเป็นเหตุให้สมาธิผ่องใสดี  ฉะนั้น   เพื่อกล่าวยกย่องทุติย-

ฌานนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสคำว่า สมาธิช นี้ทีเดียว. คำว่า ปีติ สุข

นี้    มีนัยตามที่กล่าวมาแล้ว.  คำว่า ทุติย นี้  ชื่อว่า  ที่สองโดยลำดับแห่ง

การนับ.  ที่ชื่อว่า ที่สอง เพราะอรรถว่า  ย่อมบรรลุฌานที่สองนี้   ดังนี้ก็ได้.

ในคำว่า  ตสฺมึ  สมเย   ผสฺโส   โหติ  เป็นต้น    พึงทราบการลด

บทวิตกและวิจารในฌานหมวด ๕ พึงทราบการลดบทสัมมาสังกัปปะในหมวด ๕

แห่งมรรค.  พึงทราบวินิจฉัยบทที่มีการจำแนกและไม่มีการจำแนกด้วยสามารถ

แห่งหมวด ๕ แห่งฌานและหมวด  ๕ แห่งมรรคเหล่านั้น.   แม้ในโกฏฐาสวาระ

ก็มีพระบาลีมาว่า  ฌานประกอบด้วยองค์ ๓ มรรคประกอบด้วยองค์  ๔  ดังนี้.

คำที่เหลือนอกจากนี้เป็นเช่นกับปฐมฌานนั่นแล.

ทุติยฌานจบ

 

อธิบายตติยฌาน

 

พึงทราบวินิจฉัยในตติยฌานนิทเทส  ต่อไป

บทว่า  ปีติยา   จ   วิราคา (เพราะคลายปีติ ) ความว่า ความรังเกียจหรือ

ความก้าวล่วงปีติมีประการตามที่กล่าวแล้ว  ชื่อว่า  วิราคะ   (ความคลายราคะ)


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 456

ก็    ศัพท์ในระหว่างศัพท์ทั้งสองมีอรรถว่า  ประมวลมา  คือย่อมประมวลมา

ซึ่งความสงบ  หรือย่อมประมวลมาซึ่งความสงบและวิจาร. ในการประมวล

มาทั้ง ๒ นั้น  ในกาลใด ศัพท์ย่อมประมวลซึ่งความสงบเท่านั้น  ในกาลนั้น

พึงทราบการประกอบความอย่างนี้ว่า   เพราะคลายปีติ   และเพราะความสงบยิ่ง

ขึ้นไปเล็กน้อย.  เนื้อความที่ประกอบนี้  พึงเห็นว่า  วิราคะ  (ความคลายราคะ)

มีอรรถว่ารังเกียจ.  แต่ว่า  ในกาลใด ศัพท์ย่อมประมวลมาซึ่งความสงบวิตก

และวิจาร ในกาลนั้น  พึงทราบการประกอบเนื้อความอย่างนี้ว่า เพราะคลายปีติ

และเพราะความสงบวิตกและวิจารยิ่งขึ้นเล็กน้อย. ก็ว่าด้วยการประกอบเนื้อความ

นี้ วิราคะ (ความคลายราคะ) มีอรรถว่าก้าวล่วง เพราะฉะนั้น พึงเห็นเนื้อความ

นี้ว่า เพราะการก้าวล่วงปีติ และเพราะสงบวิตกและวิจารดังนี้.   ก็วิตกและวิจาร

เหล่านั้นสงบแล้วในทุติยฌานก็จริง  ถึงอย่างนั้น  ท่านก็กล่าวคำว่า  เพราะความ

สงบวิตกและวิจารนี้ไว้เพื่ออธิบายแนวทางของฌานนี้ และเพื่อจะกล่าวชมฌานนี้.

จริงอยู่   เนื้อกล่าวคำว่า  วิตกฺกวิจาราน  วูปสมา  ดังนี้  ตติยฌานนี้   ย่อม

ปรากฏชัดว่า     ความเข้าไปสงบวิตกและวิจาร เป็นอุบายเครื่องบรรลุฌานนี้

แน่แท้.   เหมือนอย่างว่าการละท่านกล่าวไว้ในอริยมรรคที่ ๓ อย่างนี้ว่า  เพราะ

ละสัญโญชน์เบื้องต่ำ  ๕  มีสักกายทิฏฐิเป็นต้น    แม้ที่ยังมิได้ละดังนี้    ย่อมเป็น

การกล่าวถึงคุณความดี   เพื่อให้เกิดการอุตสาหะแก่บุคคลผู้ขวนขวายเพื่อบรรลุ

มรรคนั้น    ฉันใด    การสงบวิตกและวิจาร    แม้ที่ยังไม่สงบตามที่ตรัสไว้ใน

ตติยฌานนี้     ย่อมเป็นการกล่าวชมเชยคุณฉันนั้น    เพราะเหตุนั้น     จึงตรัส

เนื้อความนี้ว่า   เพราะก้าวล่วงปีติ     และเพราะความสงบวิตกและวิจารทั้งหลาย

ดังนี้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 457

ในคำว่า  อุเปกฺขโก   จ   วิหรติ  นี้  มีวิเคราะห์ว่า   ธรรมที่ชื่อว่า

อุเบกขา  เพราะอรรถว่า  ย่อมเห็นโดยความเกิดขึ้น อธิบายว่า ย่อมเห็นเสมอ

คือเห็นอยู่โดยไม่ตกไปเป็นฝ่ายไหน.     พระโยคาวจรผู้พรั่งพร้อมด้วยตติยฌาน

ตรัสเรียกว่า  อุเปกฺขโก (ผู้เข้าไปเพ่ง) เพราะประกอบด้วยอุเบกขาอันบริสุทธิ์

ไพบูลมีกำลังนั้น.

 

ว่าด้วยอุเบกขา  ๑๐  อย่าง

 

ก็อุเบกขามี  ๑๐ อย่าง   คือ

ฉฬังคูเบกขา    (อุเบกขาของพระขีณาสพคือตัตรมัชฌัตตตา)

พรหมวิหารูเบกขา   (อุเบกขาในพรหมวิหารคือตัตรมัชฌัตตตา)

โพชฌังคูเบกขา   (อุเบกขาในสัมโพชฌงค์คือตัตรมัชฌัตตตา)

วิริยูเบกขา   (อุเบกขาคือความเพียร)

สังขารูเบกขา    (อุเบกขาในฌานและวิปัสสนาคือปัญญา)

เวทนูเบกขา   (อุเบกขาเวทนา)

วิปัสสนูเบกขา  (อุเบกขาในวิปัสสนาคือปัญญา)

ตัตรมัชฌัตตูเบกขา    (ตัตรมัชฌัตตเจตสิก)

ฌานูเบกขา  (อุเบกขาในฌานคือตัตรมัชฌัตตตา)

ปาริสุทธิอุเบกขา   (อุเบกขาทำสติให้บริสุทธิ์คือตัตรมัชฌัตตตา).

บรรดาอุเบกขา  ๑๐  เหล่านั้น  อุเบกขาใดเป็นธรรมบริสุทธิ์เป็นปกติ

ในคลองแห่งอารมณ์ ๖ ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาในทวาร ๖ ของพระ-

ขีณาสพเป็นอาการมีอยู่ที่มาในพระบาลีอย่างนี้ว่า    ภิกษุผู้เป็นขีณาสพในธรรม

วินัยนี้เห็นรูป  ด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ  ไม่เสียใจ  มีสติ  มีความรู้สึกตัว  วางเฉย

อยู่เทียว  ย่อมอยู่  ดังนี้ อุเบกขานี้  ชื่อว่า  ฉฬวคูเบกขา.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 458

ก็อุเบกขาใดมีอาการเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลาย  มีมาในพระบาลีอย่างนี้

ว่า  ภิกษุมีใจประกอบด้วยอุเบกขา   แผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่  ดังนี้    อุเบกขานี้ชื่อว่า

อุเบกขาในพรหมวิหาร.

อุเบกขาใดมีความเป็นกลางในสหชาตธรรมทั้งหลาย   ที่มาในพระบาลี

ว่า ภิกษุเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อาศัยวิเวก ดังนี้ อุเบกขานี้ ชื่อว่า อุเบกขา-

สัมโพชฌงค์.

อุเบกขาใด  กล่าวคือความเพียรที่ไม่หย่อนไม่ยิ่งของความเพียรเกินไป

มาในพระบาลีอย่างนี้ว่า  ภิกษุมนสิการนิมิตอุเบกขาตลอดกาล  ดังนี้  อุเบกขา-

นี้   ชื่อว่า  วิริยูเบกขา.

อุเบกขาใดมีอาการเป็นกลาง    มีการกำหนดพิจารณานีวรณ์เป็นต้น

มีมาในพระบาลีอย่างนี้ว่า    สังขารูเบกขาเท่าไร    ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมาธิ

สังขารูเบกขาเท่าไร   ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา    สังขารูเบกขา  ๘  อย่าง

ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมาธิ   สังขารูเบกขา ๑๐ อย่าง    ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ

วิปัสสนา  ดังนี้  อุเบกขารนี้  ชื่อว่า  สังขารูเบกขา.

อุเบกขาใดที่หมายรู้ในความไม่ใช่ทุกข์    ไม่ใช่สุข    ที่มาในพระบาลี

อย่างนี้ว่า    กามาวจรกุศลจิต    ย่อมเกิดขึ้นในสมัยนั้น  ดังนี้   อุเบกขานี้ชื่อว่า

เวทนูเบกขา.

อุเบกขาใดมีความเป็นกลางในการค้นหาพิจารณา     ที่มาในพระบาลี

อย่างนี้ว่า สิ่งใดมีอยู่เป็นแล้ว  ย่อมละสิ่งนั้นเสีย  ภิกษุย่อมได้เฉพาะซึ่งอุเบกขา

ดังนี้   อุเบกขานี้ชื่อว่า  วิปัสสนูเบกขา.

อุเบกขาใดยังสหชาตธรรมให้เป็นไปสม่ำเสมอ  ที่มาในเยวาปนกธรรม

ทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น   อุเบกขานี้ชื่อว่า  ตัตรมัชฌัตตูเบกขา.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 459

อุเบกขาใดเป็นชาติตกไปในความสุขแห่งฌานนั้น    แม้เป็นสุขอันเลิศ

ที่มาในพระบาลีอย่างนี้ว่า  เป็นผู้เพ่งอยู่ดังนี้   ชื่อว่า  ฌานูเบกขา.

อุเบกขาใดบริสุทธิ์จากปัจจนิกธรรมทั้งปวง    ไม่ต้องขวนขวายแม้ใน

การสงบปัจจนิกธรรม   ที่มีมาในพระบาลีอย่างนี้ว่า   ฌานที่ ๔  มีสติบริสุทธิ์

เพราะอุเบกขา  ดังนี้  อุเบกขานี้ชื่อว่า  ปาริสุทธิอุเบกขา.

บรรดาอุเบกขาทั้ง ๑๐ เหล่านั้น      ฉฬังคูเบกขา    พรหมวิหารูเบกขา

โพชฌังคูเบกขา   ตัตรมัชฌัตตูเบกขา   ฌานูเบกขา   ปาริสุทธิอุเบกขา   โดย

อรรถเป็นอย่างเดียวกัน   คือเป็นตัตรมัชฌัตตเบกขา.   แต่ว่าความแตกต่างกัน

แห่งอุเบกขาตามที่กล่าวมานั้น  เพราะแยกประเภทนั้น  ๆ ไว้  ดุจความแตกต่าง

กันแห่งคนแม้คนเดียว  คือโดยเป็นเด็ก  เป็นหนุ่ม  เป็นผู้ใหญ่  เป็นเสนาบดี

และเป็นพระราชาเป็นต้น    เพราะฉะนั้น    บรรดาฉฬังคูเบกขาเป็นต้นเหล่านั้น

ในที่ใดไม่มีฉฬังคูเบกขา  พึงทราบว่าในที่นั้นมีโพชฌังคูเบกขาเป็นต้น  หรือว่า

ในที่ใดไม่มีโพชฌังคูเบกขา  พึงทราบว่า  ในที่นั้นมีฉฬังคูเบกขาเป็นต้น.

อนึ่ง อุเบกขา ๖ เหล่านั้น  ว่าโดยอรรถมีภาวะเป็นอันเดียวกัน  ฉันใด

แม้สังขารูเบกขาและวิปัสสนูเบกขาก็เป็นภาวะอันเดียวกัน    ฉันนั้น.    ก็สังขาร-

เบกขาและวิปัสสนูเบกขานั้นคือปัญญานั่นเอง    แตกแยกเป็น  ๒  ด้วยสามารถ

แห่งกิจ.    เหมือนอย่างว่า    เมื่อบุรุษถือไม้มีสัณฐานเหมือนเท้าแพะแสวงหางู

ซึ่งเข้าไปสู่บ้านในเวลาเย็น   เห็นงูนั้นนอนในที่หลบซ่อนในกองสิ่งของก็มองดู

อยู่ด้วยสงสัยว่า  ใช่งูหรือไม่หนอ  เห็นเครื่องหมายดอกจันทน์ก็หมดความสงสัย

จึงเป็นผู้วางเฉยในการที่จะวินิจฉัยว่าเป็นงูหรือมิใช่  ฉันใด  เมื่อพระโยคาวจร

ผู้ปรารภวิปัสสนาเห็นไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนาญาณแล้ว     ความเป็นผู้วางเฉย

ในการที่จะพิจารณาสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นย่อมเกิดขึ้น  ฉันนั้น

ความเป็นผู้วางเฉย  (มัชฌัตตตา) นี้  ชื่อว่า  วิปัสสนาอุเบกขา.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 460

เหมือนอย่างว่า    เมื่อบุรุษนั้นเอาไม้มีสัณฐานเหมือนเท้าแพะกดคองู

แล้วแสวงหาอาการที่จะปลอดภัยว่า       โดยวิธีใด   เราจะจับงูนี้ไม่ลำบาก  และ

โดยอุบายอย่างไร   เราจึงจะไม่ให้งูกัดเราได้  ดังนี้   การวางเฉย   (มัชฌัตตตา)

ในการจับจึงมี ฉันใด เมื่อพระโยคาวจรเห็นภพทั้ง ๓ ดุจไฟติดทั่วแล้ว  เพราะ

เห็นไตรลักษณ์   ก็มีความวางเฉย   (มัชฌัตตตา)    ในการยึดถือสังขารฉันนั้น

เหมือนกัน  มัชฌัตตตานี้    ชื่อว่า  สังขารูเบกขา.    ด้วยประการตามที่กล่าว

มานี้    แม้สังขารูเบกขาจะสำเร็จได้ก็เพราะวิปัสสนูเบกขาสำเร็จแล้วโดยแท้.   ก็

อุเบกขา  (คือปัญญา)  นี้แยกออกเป็น ๒ อย่างโดยกิจนี้   กล่าวคือการวางเฉย

ในการพิจารณา  และในการยึดถือ  ดังนี้.   ส่วนวิริยูเบกขา   และเวทนูเบกขา

โดยอรรถต่างกัน    และต่างจากอุเบกขาที่เหลือด้วย.

บรรดาอุเบกขาเหล่านั้น    ตามที่กล่าวมาในที่นี้   ท่านประสงค์เอาฌานู-

เบกขา.   ฌานูเบกขานั้นมีความวางตนเป็นกลางเป็นลักษณะ   มีความไม่คำนึง

ถึงเป็นรส  มีการไม่ขวนขวายเป็นปัจจุปัฏฐาน  มีความคลายปีติเป็นปทัฏฐาน.

ในอธิการแห่งฌานที่ ๓ นี้    หากมีผู้ค้านว่า   ฌานูเบกขานี้โดยอรรถ

ก็เป็นตัตรมัชฌัตตตูเบกขามิใช่หรือ    และตัตรมัชฌัตตตูเบกขานั้น   ก็มีอยู่ใน

ปฐมฌานและทุติยฌาน     เพราะเหตุนั้น       แม้ในปฐมฌานและทุติยฌานนั้น

ฌานูเบกขานี้ก็ควรกล่าวว่า  อุเปกฺขโก จ วิหรติ  (ผู้เพ่งอยู่)  ดังนี้   เพราะ

เหตุไร    จึงไม่ตรัสฌานูเบกขาไว้.    ตอบว่า  เพราะปฐมฌานและทุติยฌานนี้

มีกิจยังไม่แจ่มแจ้ง.  จริงอยู่  กิจคือความแจ่มแจ้งในปฐมฌานและทุติยฌานนั้น

ไม่มี   เพราะถูกธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลายมีวิตกเป็นต้นครอบงำแล้ว    แต่ใน

ตติยฌานนี้   ไม่มีข้าศึกคือวิตกวิจารและปีติครอบงำแล้ว    เป็นดุจยกศีรษะขึ้น

ได้แล้ว  มีกิจอันแจ่มแจ้งแล้ว  เพราะฉะนั้น  จึงกล่าวฌานูเบกขาไว้ในตติยฌาน

นี้แล.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 461

จบการพรรณนาความทั้งปวงแห่งคำว่า    อุเปกฺขโก    จ    วิหรติ

เพียงนี้.

บัดนี้  พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า  สโต  จ  สมฺปชาโน  (มีสติและ

สัมปชัญญะ )  นี้ต่อไป.

บุคคลใด  ย่อมระลึกได้  เพราะเหตุนั้น   บุคคลนั้นจึงชื่อว่า  มีสติ.

บุคคลใด  ย่อมรู้ทั่วโดยชอบ เพราะเหตุนั้น  บุคคลนั้นจึงชื่อว่า มีสัมปชานะ

(ผู้รู้ทั่วโดยชอบ).     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสติและสัมปชัญญะไว้โดยปุคคลา-

ธิษฐาน.    บรรดาสติและสัมปชัญญะนั้น   สติมีการระลึกเป็นลักษณะ.    มีการ

ไม่หลงลืมเป็นรส    มีการอารักขาเป็นปัจจุปัฏฐาน...    สัมปชัญญะมีความไม่

หลงลืมอารมณ์  (การรู้ทั่วโดยชอบ)  เป็นลักษณะ  มีการพิจารณา  (หรือมีการ

ถึงฝั่ง) เป็นรส   มีการใคร่ครวญเป็นปัจจุปัฏฐาน...

บรรดาฌานเหล่านั้น    สติและสัมปชัญญะนี้   แม้มีอยู่ในฌานเบื้องต้น

ก็จริง  เพราะว่า  เมื่อพระโยคาวจรมีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ  แม้แต่เพียง

อุปจารฌานก็ย่อมไม่สำเร็จ     จะป่วยกล่าวไปไยถึงอัปปนาเล่า     ถึงอย่างนั้น

เพราะความที่ฌานทั้งหลาย  (ปฐมฌานทุติยฌาน)   เหล่านั้นเป็นองค์อันหยาบ

ทางไป (คติ )  ของจิตจะต้องเป็นทางสบาย  เหมือนทางไปของบุคคลบนแผ่นดิน

ฉะนั้น    กิจแห่งสติและสัมปชัญญะในฌานต้น  ๆ นั้นยังไม่มีกำลังกล้า  แต่เพราะ

ฌานที่ ๓.นี้เป็นฌานมีอารมณ์สุขุม เพราะละองค์ฌานหยาบ ๆ ได้ การดำเนิน

ไปแห่งจิตอันกิจ    (หน้าที่)    ของสติและสัมปชัญญะประคองไว้แล้วนั่นแหละ

อันพระโยคีพึงปรารถนา    เหมือนบุรุษเดินไปในที่แหลมคม   ฉะนั้น    เพราะ

เหตุนั้น     สติและสัมปชัญญะ  จึงตรัสไว้ในตติยฌานนี้เท่านั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 462

พึงทราบเนื้อความนี้ให้ยิ่งขึ้นอีกหน่อยหนึ่งว่า     เปรียบเหมือนลูกโค

ซึ่งยังดื่มนมแม่โค  เจ้าของพรากออกไปแล้วไม่รักษาไว้   ย่อมกลับมาหาแม่โค

อีกนั่นแหละ  ฉันใด  สุขในตติยฌานนี้ก็ฉันนั้น  อันพระโยคาวจรพรากจากปีติ

ได้แล้ว  สุขนั้นไม่รักษาไว้ด้วยสติและสัมปชัญญะ   ก็พึงกลับมาหาปีติอีกนั่นแหละ

สุขนั้นก็เพ่งสัมปยุตด้วยปีติโดยแท้.  อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีในสุข และสุขนี้

(ตติยฌาน)  ก็มีสุขที่ชอบใจยิ่ง   เพราะไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่านี้   แต่ด้วยอานุภาพ

แห่งสติและสัมปชัญญะในตติยฌานนี้  ไม่มีความยินดีในสุข  หาใช่ด้วยอานุภาพ

อื่นไม่   เพราะฉะนั้น     เพื่อแสดงความต่างกันแห่งเนื้อความแม้นี้   จึงตรัสคำว่า

สติและสัมปชัญญะไว้ในตติยฌานนี้ทีเดียว.

บัดนี้  พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า   สุขญฺจ    กาเยน   ปฏิสเวเทติ

(และเสวยสุขด้วยนามกาย)   นี้ต่อไป.

ความผูกใจในการเสวยเฉพาะความสุข      ของบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย

ตติยฌานย่อมไม่มีแม้ก็จริง แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น   เพราะความสุขของพระโยคาวจร

นั้นสัมปยุตด้วยนามกาย  หรือว่า  พระโยคาวาวจรนั้นพึงเสวยสุขใดนั้นอันสัมปยุต

ด้วยนามกาย    หรือเพราะรูปอันประณีตยิ่ง    อันตั้งขึ้นด้วยนามกายนั้นถูกต้อง

รูปกายของพระโยคาวจรนั้น     แม้เธอออกจากฌานแล้ว      ก็ยังเสวยความสุข

เพราะความที่กายนั้นอันรูปประณีตยิ่งถูกต้องแล้ว   เพราะฉะนั้น   เมื่อจะแสดง

เนื้อความนั้นจึงตรัสคำว่า สุขญฺจ  กาเยน  ปฏิสเวทติ ดังนี้.

บัดนี้  พึงทราบอธิบายในคำว่า  ยนฺต   อริยา  อาจิกฺขนฺติ   อุเปกฺขโก

สติมา  สุขวิหารี     (พระอริยะทั้งหลายย่อมกล่าวว่า  บุคคลผู้เพ่งเฉย   มีสติ

อยู่เป็นสุข)  ดังนี้ต่อไปว่า

พระอริยทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น    ย่อมบอก   ย่อมแสดง   ย่อม

บัญญัติ  ย่อมแต่งตั้ง   ย่อมเปิดเผย  ย่อมจำแนก  ย่อมกระทำให้ง่าย  ย่อมประกาศ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 463

ย่อมสรรเสริญซึ่งบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยตติยฌานนั้น      เพราะฌานใดเป็นเหตุ

เพราะฌานใดเป็นการณะ.

ถามว่า  ย่อมสรรเสริญ  อย่างไร  ?

ตอบว่า  ย่อมสรรเสริญว่า  เป็นผู้เพ่งเฉยมีสติอยู่เป็นสุข.

บัณฑิตพึงทราบการประกอบเนื้อความในข้อนั้น   อย่างนี้ว่า    พระ-

โยคาวจรเข้าถึงฌานที่ ๓ นั้นอยู่.  เพราะเหตุไร พระอริยะทั้งหลายจึงสรรเสริญ

พระโยคีนั้นอย่างนี้ เพราะท่านเป็นผู้ควรแก่การสรรเสริญ. จริงอยู่ พระโยคาวจร

นี้เป็นผู้เพ่งเฉยในตติยฌานอันมีความสุขที่ชอบใจยิ่ง  แม้ถึงที่สุดแห่งความสุขก็

ไม่ถูกความติดใจในสุขดึงมาในตติยฌานนั้น    และชื่อว่าเป็นผู้มีสติ  เพราะมีสติ

ตั้งมั่นโดยประการที่ปีติจะไม่เกิดขึ้น  และย่อมเสวยที่ไม่เศร้าหมอง ที่พระอริยะ

ใคร่  ที่อริยชนเสพแล้วนั่นแหละด้วยนามกาย    เพราะเหตุนั้น    พระโยคีนั้น

จึงควรเพื่อสรรเสริญ.    ด้วยประการดังกล่าวมานี้     บัณฑิตพึงทราบว่า   พระ

อริยเจ้าเหล่านั้น     เมื่อจะประกาศคุณอันเป็นเหตุควรแก่การสรรเสริญอย่างนี้

พระโยคาวจรนั้นเป็นผู้เพ่งเฉย  มีสติอยู่เป็นสุข  เพราะท่านควรแก่การสรรเสริญ

ดังนี้.

คำว่า  ตติย  (ที่ ๓)  คือ  ชื่อว่า  เป็นที่  ๓   เพราะนับตามลำดับ.

ฌานนี้   ชื่อว่า  ที่ ๓   เพราะอรรถว่า  ย่อมเข้าถึงครั้งที่ ๓.   พึงทราบวินิจฉัย

ในบทที่จำแนกและไม่จำแนกในคำเป็นต้นว่า   ตสฺมึ   สมเย   ผสฺโส     โหติ

ดังนี้  ในหมวด ๕ แห่งฌาน  แม้บทแห่งปีติก็ต้องลดไปด้วยสามารถแห่งฌาน

แม้นั้น.    แม้ในโกฏฐาสวาระก็ตรัสว่า  ฌานมีองค์ ๒    คำที่เหลือเป็นเช่นกัน

ทุติยฌานนั่นแหละ  ดังนี้แล.

ตติยฌานจบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 464

อธิบายจตุตถฌาน

 

พึงทราบนิทเทสแห่งจตุตถฌาน  ต่อไป.

บทว่า  สุขสฺส จ ปหานา  ทุกฺขสฺส จ  ปหานา  (เพราะละสุข

และทุกข์ได้)   ได้แก่  การละสุขทางกาย   และทุกข์ทางกาย.   คำว่า   ปุพฺเพว

คือ  การละนั้นมีในกาลก่อนทีเดียว   มิใช่มีในขณะแห่งจตุตถฌานไม่.    คำว่า

โสมนสฺสโทมนสฺสาน   อตฺถงฺคมา   (เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิท)

ความว่า     เพราะถึงการตั้งอยู่ไม่ได้แห่งธรรมทั้ง  ๒  เหล่านี้     คือ    สุขทางใจ

และทุกข์ทางใจ   คำนี้ท่านอธิบายว่า   เพราะละเสียแล้ว.

ถามว่า   ก็การละสุขและทุกข์ทางใจเหล่านั้นมีในกาลไร.

ตอบว่า  ในขณะแห่งอุปุจารฌานทั้ง ๔.

จริงอยู่   พระโยคาวจรละโสมนัสได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌานที่  ๔

เท่านั้น    ส่วนทุกข์   โทมนัส    และสุขย่อมละได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌาน

ที่หนึ่ง  ที่สอง  และที่สาม.  โดยประการฉะนี้   บัณฑิตพึงทราบการละสุข  ทุกข์

โสมนัส    และโทมนัส    แม้ไม่ตรัสไว้โดยลำดับแห่งการละองค์ฌานเหล่านั้น

แต่ก็ตรัสแม้ในฌานที่   ๔  นี้    โดยลำดับแห่งอุทเทสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย   ใน

อินทริยวิภังค์นั่นแล.

ถามว่า  ก็องค์ฌานเหล่านั้น    พระโยคาวจรย่อมละได้ในขณะอุปจาระ

ของฌานนั้น ๆ ไซร้    เมื่อเป็นเช่นนี้   เพราะเหตุไร  จึงตรัสความดับในฌาน

ทั้งหลาย อย่างนี้ว่า ก็ทุกขินทรีย์ เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มีส่วนเหลือ

ในที่ไหน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัย   สงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรม   เข้าปฐมฌาน   มีวิตกวิจาร   มีปีติและสุขเกิด

แต่วิเวกอยู่   ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว   ย่อมดับไปไม่มีส่วนเหลือใน


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 465

ที่นี้..    ก็โทมนัสสินทรีย์  ฯลฯ  สุขินทรีย์  ฯลฯ  โสมนัสสินทรีย์

เกิดขึ้นด้วยแล้ว  ย่อมดับไปไม่มีส่วนเหลือในที่ไหน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เข้าจตุตถฌานไม่มีทุกข์  ไม่มีสุข  เพราะละทุกข์

และสุข และดับโสมนัสและโทมนัสก่อน ๆ ได้  มีอุเบกขาเป็นต้น

ให้สติบริสุทธิ์อยู่  โสมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมดับไปไม่มี

ส่วนที่เหลือในที่นี้  ดังนี้.  ตอบว่า เพราะความดับดียิ่ง.

อันที่จริง  ความดับองค์ฌานเหล่านั้นในปฐมฌานเป็นต้น    ก็เป็นการ

ดับดียิ่งเหมือนกัน  แต่การดับในขณะแห่งอุปจารฌานไม่ชื่อว่า ความดับที่ดียิ่ง

จริงอย่างนั้น      เมื่อทุกขินทรีย์แม้ดับแล้วในอุปจาระแห่งปฐมฌานในอาวัชชนะ

ต่าง ๆ ความเกิดขึ้นแห่งทุกขินทรีย์  จะพึงมีได้เพราะสัมผัสอันเกิดแต่เหลือบยุง

เป็นต้น  หรือว่า   เพราะความลำบากเกิดแต่การนั่งในที่อันไม่เสมอ   ส่วน

ภายในอัปปนา  ทุกขินทรีย์นั้นหาเกิดขึ้นไม่.

อีกอย่างหนึ่ง     ทุขินทรีย์ในอุปจารฌานแม้นี้     ยังไม่ดับอย่างสนิท

เพราะยังมิได้ถูกปฏิปักขธรรม (คือฌาน)  ปราบปราม  แต่ว่า ภายในอัปปนา

กายทั้งปวงได้หยั่งลงสู่ความสุขแล้วด้วยการแผ่ไปแห่งปีติ   ทุกขินทรีย์ของพระ-

โยคาวจรผู้มีกายอันหยั่งลงแล้วในความสุข   ย่อมเป็นธรรมดับสนิท  เพราะอัน

ปฏิปักขธรรมกำจัดแล้ว

อนึ่ง  โทมนัสสินทรีย์แม้พระโยคาวจรละได้แล้วในอุปจารแห่งทุติย-

ฌานในอาวัชชนจิตต่าง ๆ นั่นแหละ  โทมนัสสินทรีย์นี้ก็จะพึงเกิดขึ้น  เพราะ

ความลำบากกาย    และความคับแค้นใจ    อันมีวิตกและวิจารเป็นปัจจัยยังมีอยู่

แต่เมื่อไม่มีวิตกและวิจาร  โทมนัสสินทรีย์จะไม่เกิดเลย  แต่เมื่อวิตกและวิจารมี

อยู่ในที่ใด โทมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในที่นั้น  คือว่า  วิตกและวิจารในอุปจาร


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 466

แห่งทุติยฌานอันพระโยคาวจรยังละไม่ได้   เพราะฉะนั้น    โทมนัสสินทรีย์ก็พึง

เกิดขึ้นในที่นั้น      เพราะความที่วิตกและวิจารเป็นปัจจัยที่ยังละไม่ได้    ส่วนใน

ทุติยฌาน  โทมนัสสินทรีย์เกิดไม่ได้เลย   เพราะความที่วิตกและวิจารเป็นปัจจัย

นั้นท่านละได้แล้ว.

อนึ่ง   ในอุปจารแห่งตติยฌาน     สุขินทรีย์แม้พระโยคาวจรละได้แล้ว

จะพึงเกิดขึ้นแก่กายที่รูปอันประณีตมีปีติเป็นสมุฏฐานถูกต้องแล้ว    ส่วนใน

ตติยฌาน    สุขินทรีย์จะเกิดไม่ได้เลย    เพราะว่า    ปีติซึ่งเป็นปัจจัยแก่สุขใน

ตติยฌานย่อมดับไปโดยประการทั้งปวง.

อนึ่ง  ในอุปจารแห่งจตุตถฌาน    โสมนัสสินทรีย์แม้พระโยคีละแล้ว

ก็พึงเกิดขึ้นได้     เพราะความเป็นสภาวะใกล้ต่อสุข      และเพราะยังไม่ก้าวล่วง

โดยชอบ  โดยที่ไม่มีอุเบกขาที่ถึงอัปปนา  ส่วนในจตุตถฌาน   โสมนัสสินทรีย์

จะเกิดไม่ได้เลย     เพราะเหตุนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกระทำให้ถือเอา

โดยไม่มีส่วนเหลือในที่นั้น   ๆ  อย่างนี้ว่า    ก็ทุกขินทรีย์เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป

ไม่มีส่วนเหลือในที่นี้   ดังนี้.

ในอธิการแห่งจตุตถฌานนี้     มีผู้ท้วงว่า  ถ้าเวทนาเหล่านั้นแม้พระโยคี

ละแล้วในอุปจารแห่งฌานนั้น ๆ  ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว   เพราะเหตุไร  ในที่นี้

จึงนำมาตรัสอีกเล่า.   ตอบว่า   เพื่อให้เข้าใจ.  จริงอยู่   เวทนาที่ไม่ใช่ทุกข์

ไม่ใช่สุขนี้ใด  ซึ่งตรัสไว้ในองค์แห่งฌานนี้ว่า    ไม่ใช่ทุกข์    ไม่ใช่สุข    ดังนี้

เวทนานั้นสุขุมรู้ได้โดยยาก    ใคร ๆ  ไม่อาจเข้าใจได้โดยง่าย    เพราะฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงทรงนำเวทนาเหล่านี้ทั้งหมดมาอีกเพื่อให้กำหนดได้โดย

ง่าย  เปรียบเหมือนนายโคบาลต้องการจับโคดุตัวหนึ่งที่ใคร ๆ ไม่อาจ   เพื่อจะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 467

เข้าไปจับโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง    จึงต้อนโคทั้งหมดเข้าไปในคอกเดียวกัน   ทีนั้น

เขาจึงต้อนออกไปทีละตัว   มันก็ออกมาโดยลำดับ   จึงชี้ให้จับว่า  โคตัวนี้  คือ

โคดุนั้น   พวกท่านจงจับมัน  ฉันใด  ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงเวทนาเหล่านั้น    ที่ทรงประมวลมา

ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว    ใคร ๆ   ก็อาจเพื่อให้บุคคลกำหนดเวทนานั้นได้ว่า

สภาวะใดไม่ใช่สุข   ไม่ใช่ทุกข์   ไม่ใช่โสมนัส   ไม่ใช่โทมนัส   สภาวะนี้เป็น

อทุกขมสุขเวทนา  ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง    พึงทราบว่า    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาเหล่านั้น

เพื่อทรงชี้ถึงปัจจัยเพื่อเจโตวิมุตติ  (คือ  ความหลุดพ้นแห่งใจ)  ที่ไม่มีทุกข์และ

สุข  เพราะว่า  การละสุขและทุกข์เป็นเป็นปัจจัยเพื่อเจโตวิมุตตินั้น   เหมือน

อย่าง  พระธรรมทินนาเถรี  กล่าวไว้ว่า   *จตฺตาโร โข  อาวุโส  ปจฺจยา

อทุกฺขมสุขาย    เจโตวิมุตฺติยา    สมาปตฺติยา   ฯเปฯ      สมาปตฺติยา

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ปัจจัยแห่งสมาบัติ    ที่เป็นเจโตวิมุตติ   อันไม่มีทุกข์  ไม่มี

สุข  มี ๔ อย่างแล  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้  เข้าถึงจตุตถ-

ฌานอันไม่มีทุกข์และสุข   เพราะละสุขและทุกข์  และดับโสมนัสโทมนัสในก่อน

เสียได้   มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่     ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    ปัจจัยแห่ง

สมาบัติที่เป็นเจโตวิมุตติอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ๔ อย่างนี้แล.

อีกอย่างหนึ่ง  พึงทราบว่า  สังโยชน์มีสักกายทิฏฐิเป็นต้น  ที่พระอริย-

เจ้าละได้แล้วในมรรคอื่น    (ปฐมมรรคเป็นต้น )  พระผู้มีพระภาคเจ้า   เพื่อจะ

ทรงยอย่องมรรคที่  ๓  จึงตรัสว่า  ละแล้วในมรรคที่  ๓  นั้น  ดังนี้  ฉันใด

*ม. มู  เล่ม  ๑๒.  ๕๐๓/๕๔๓


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 468

เพื่อทรงยกย่องฌานนั้น  จึงตรัสถึงอทุกขมสุขเวทนานั้น  ในฌานที่ ๔ นี้ฉันนั้น.

หรืออีกอย่างหนึ่ง  พึงทราบตรัสอทุกขมสุขนั้น     เพื่อแสดงถึงความที่ราคะและ

โทสะเป็นสภาพไกลยิ่งในฌานที่ ๔ นี้  โดยขจัดปัจจัยได้แล้ว   จริงอยู่  บรรดา

ฌานเหล่านั้น    สุขเป็นปัจจัยแก่โสมนัส    โสมนัสเป็นปัจจัยแก่ราคะ  ทุกข์เป็น

ปัจจัยแก่โทมนัส    โทมนัสเป็นปัจจัยแก่โทสะ    ราคะและโทสะพร้อมทั้งปัจจัย

อันจตุตถฌานขจัดแล้ว  เพราะขจัดความสุขเป็นต้นได้แล้ว  เพราะฉะนั้น ราคะ

และโทสะ  จึงชื่อว่า  มีอยู่ในที่ไกลยิ่ง  ดังนี้.

คำว่า  อทุกฺขมสุข  ความว่า  ชื่อว่า  อทุกข์   เพราะความไม่มีทุกข์

ชื่อว่า  อสุข  เพราะความไม่มีสุข.    ด้วยคำว่า    อทุกฺขมสุข  นี้   ย่อมทรง

แสดงเวทนาที่  ๓  อันเป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์และสุข  ในจุตตถฌานนี้   มิใช่ทรง

แสดงเพียงความไม่ทุกข์ไม่สุข แต่ตรัสว่า ความไม่ทุกข์ ไม่สุข ชื่อว่า เวทนาที่

๓  เป็นอุเบกขาดังนี้ก็มี.

อุเบกขาเวทนานั้น    พึงทราบว่า    มีการเสวยอารมณ์ตรงกันข้ามกับ

อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ     มีความเป็นกลางเป็นรส    มีการไม่

ปรากฏชัดเป็นปัจจุปัฏฐาน  มีการดับความสุขเป็นปทัฏฐาน.

คำว่า  อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ     (มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา)   ได้แก่

มีสติบริสุทธิ์      อันอุเบกขาให้เกิดขึ้นแล้ว   เพราะในฌานนี้   สติบริสุทธิ์ดีแล้ว

ก็ความบริสุทธิ์ของสตินี้อันอุเบกขาทำแล้ว   มิใช่ธรรมอื่นทำให้ เพราะเหตุนั้น

จตุตถฌานนี้  จึงชื่อว่า   มีสติบริสุทธิ์   เพราะอุเบกขา  ดังนี้.   แม้ในวิภังค์

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า   สตินี้   อันอุเบกขานี้   เปิดแล้ว    เป็นธรรมชาติ

บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว   เพราะเหตุนั้น     จึงตรัสว่า  มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา ดังนี้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 469

อนึ่ง  ความบริสุทธิ์แห่งสติในฌานนี้ย่อมมีได้ด้วยอุเบกขาใด  อุเบกขานั้น     ว่า

โดยเนื้อความ  พึงทราบว่า  เป็นตัตรมัชฌัตตตา  ดังนี้ ก็ในจตุตถฌานนี้  สติ

เท่านั้นบริสุทธิ์แล้วด้วยอุเบกขานั้นเพียงอย่างเดียวก็หาไม่   ที่แท้สัมปยุตตธรรม

แม้ทั้งหมดก็บริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเหมือนกัน     แต่ตรัสเทศนาไว้โดยยกสติเป็น

ประธาน   บรรดาฌานเหล่านั้น  อุเบกขานี้   แม้จะมีอยู่ในฌานเบื้องต่ำ ๓ ก็จริง

ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ทำให้สติและสัมปยุตตธรรมบริสุทธิ์ผุดผ่อง  เปรียบเหมือนดวง

จันทร์แม้มีอยู่ในกลางวันก็ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส  เพราะกลางวันถูกรัศมีพระอาทิตย์

ข่ม  และเพราะไม่ได้ราตรีอันเป็นสภาคะ   โดยเป็นราตรีแจ่มใส    หรือราตรีที่

อุปการะแก่ตนฉันใด    แม้ดวงจันทร์  คือ   ตัตรมัชฌัตตตุเบกขานี้ก็ฉันนั้น

เหมือนกัน    เพราะถูกเดชแห่งธรรมอันเป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้นครอบงำ   และ

ไม่ได้ราตรีอันเป็นสภาวะคืออุเบกขาเวทนา      แม้จะมีอยู่ในฌานมีปฐมฌาน

เป็นต้น     ก็ไม่บริสุทธิ์      เปรียบเหมือนดวงจันทร์ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องในเวลา

กลางวัน     รัศมีแห่งดวงจันทร์    ก็ไม่บริสุทธิ์      แม้สหชาตธรรมมีสติเป็นต้น

ก็ไม่บริสุทธิ์เหมือนกัน   เพราะฉะนั้น  ในบรรดาฌานเหล่านั้น      แม้ฌานหนึ่ง

ก็ไม่ตรัสว่า  มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา  แต่ในจตุตถฌานนี้   ดวงจันทร์  คือ

ตัตรมัชฌัตตตุเบกขานี้  บริสุทธิ์ยิ่งนัก เพราะได้ราตรี คือ  อุเบกขาเวทนาเป็น

สภาคะ  เพราะไม่ถูกเดชแห่งข้าศึกมีวิตกเป็นต้นครอบงำ  เพราะเหตุที่อุเบกขา

นั้นเป็นธรรมบริสุทธิ์  แม้สหชาตธรรมมีสติเป็นต้นก็บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว   ดุจรัศมี

แห่งดวงจันทร์ที่บริสุทธิ์แล้ว   เพราะฉะนั้น   พึงทราบว่า  จตุตถฌานนี้เท่านั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   มีสติบริสุทธิ์    เพราะอุเบกขา  ดังนี้.

คำว่า  จตุตฺถ  แปลว่า ที่ ๔  โดยลำดับแห่งการนับ. ฌานนี้  ชื่อว่า

ฌานที่  ๔  เพราะอรรถว่า    ย่อมบรรลุครั้งที่   ๔.  ในคำว่า  ผสฺโส  โหติ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 470

เป็นต้น   พึงทราบในผัสสปัญจกะ    (หมวด ๕ แห่งผัสสะ)  ว่า  เวทนานั้นเป็น

อุเบกขาเวทนาเท่านั้น.    อนึ่ง   ในหมวด  ๕  แห่งฌาน    และหมวด  ๘  แห่ง

อินทรีย์  ก็ตรัสว่า  เป็นอุเบกขา   เป็นอุเบกขินทรีย์นั่นแล.   บทที่เหลือนอกนี้

ไม่มีในฌานที่  ๓  แม้ในฌานที่ ๔ นี้   ก็ไม่มีเหมือนกัน.    แม้ในโกฏฐาสวาร

ก็ตรัสว่า  ฌานมีองค์ ๒ คำนี้พึงทราบด้วยสามารถแห่งอุเบกขาและจิตเตกัคคตา

นั่นแหละ.  คำที่เหลือทั้งปวงเป็นเช่นกับตติยฌานนั่นแล.

ฌานจุตกนัยจบ

 

ปัญจกนัย

 

[๑๔๙]  ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ    สงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว  บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ

อยู่ในสมัยใด   ผัสสะ  ฯลฯ   อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๕๐]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌานที่มี

ปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   ไม่มีวิตก   มีแต่วิจาร   กับปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ

อยู่ในสมัยใด   ผัสสะ   เวทนา  สัญญา  เจตนา  จิต   วิจาร  ปีติ  สุข   เอกัคคตา


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 471

สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์   สตินทรีย์    สมาธินทรีย์   ปัญญินทรีย์   มนินทรีย์

โสมนัสสินทรีย์    ชีวิตินทรีย์    สัมมาทิฏฐิ    สัมมาวายามะ  ฯลฯ   ปัคคาหะ

อวิกเขปะ   มีในสมัยนั้น     หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่ใน

สมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล   ฯลฯ

[๑๕๑]  ก็ขันธ์  ๔ อายตนะ ๒   ธาตุ ๒  อาหาร ๓  อินทรีย์ ๘ ฌาน

มีองค์ ๔  มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗  เหตุ ๓.  ผัสสะ ๑  ฯลฯ  ธรรมายตนะ ๑

ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้น   หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่ใน

สมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

[๑๕๒]  สังขารขันธ์   มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

ผัสสะ  เจตนา   วิจาร   ปีติ   เอกัคคตา    สัทธินทรีย์    วิริยินทรีย์

สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  สัมมาทิฏฐิ  สัมมาวายามะ ฯลฯ

ปัคคาหะ  อวิกเขปะ  หรือนามธรรมที่อิงอาศัย  เกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ในสมัยนั้น

เว้นเวทนาขันธ์   สัญญาขันธ์  วิญญาณขันธ์   นี้ชื่อว่า  สังขารขันธ์  มีใน

สมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๕๓]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ    บรรลุตติยฌาน

ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   ภายในผ่องใส   เพราะวิตกวิจารสงบ  ฯลฯ   อยู่ใน

สมัยใด  ผัสสะ  เวทนา  สัญญา  เจตนา จิต  ปีติ  สุข  เอกัคคตา  สัทธินทรีย์


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 472

วิริยินทรีย์  สิตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  มนินทรีย์  โสมนัสสินทรีย์

ชีวิตินทรีย์   สัมมาทิฏฐิ   สัมมาวายามะ  ฯลฯ  ปัคคาหะ  อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น

หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

[๑๕๔]  ก็ขันธ์   อายตนะ ๒   ธาตุ ๒  อาหาร ๓  อินทรีย์ ๘  ฌาน

มีองค์ ๓  มรรคมีองค์ ๔  พละ ๗  เหตุ ๓  ผัสสะ ๑  ฯลฯ  ธรรมมายตนะ  ๑

ธรรมธาตุ ๑  มีในสมัยนั้น  หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ใน

สมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

[๑๕๕]  สังขารขันธ์     มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน  ?

ผัสสะ  เจตนา  ปีติ  เอกัคคตา   สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์   สตินทรีย์

สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ  สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ

อวิกเขปะ    หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่ในสมัยนั้น    เว้น

เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  วิญญาณขันธ์  นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

[๑๕๖]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     เพราะคลายปีติ

ได้อีกด้วย ฯลฯ  บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด  ผัสสะ

เวทนา    สัญญา    เจตนา   จิต   สุข    เอกัคคตา    สัทธินทรีย์    วิริยินทรีย์

สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์   มนินทรีย์  โสมนัสสินทรีย์  ชีวิตินทรีย์

สัมมาทิฏฐิ  สัมมาวายามะ ฯลฯ   ปัคคาหะ   อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น.   หรือ

นามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด อยู่ในสมัยนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 473

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

[๑๕๗]  ก็ขันธ์  ๔ อายตนะ  ๒  ธาตุ  ๒  อาหาร  ๓   อินทรีย์  ๘

ฌานมีองค์ ๒  มรรคมีองค์ ๔  พละ ๗  เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ  ธรรมายตนะ ๑

ธรรมธาตุ ๑   มีในสมัยนั้น     หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่

ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

[๑๕๘]  สังขารขันธ์  มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน ?

ผัสสะ    เจตนา    เอกัคคตา    สัทธินทรีย์    วิริยินทรีย์    สตินทรีย์

สมาธินทรีย์    ปัญญินทรีย์    ชีวิตินทรีย์    สัมมาทิฏฐิ    สัมมาวายามะ ฯลฯ

ปัคคาหะ  อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ในสมัยนั้น

เว้นเวทนาขันธ์   สัญญาขันธ์   วิญญาณขันธ์   นี้ชื่อว่า  สังขารขันธ์     มีใน

สมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๕๙]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ  บรรลุปัญจมฌาน

ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์    ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข     เพราะละสุขและทุกข์ได้  ฯลฯ

อยู่ในสมัยใด   ผัสสะ   เวทนา   สัญญา   เจตนา  จิต   อุเบกขา   เอกัคคตา

สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์   สตินทรีย์  สมาธินทรีย์   ปัญญินทรีย์   มนินทรีย์

อุเปกขินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  สัมมาทิฏฐิ  สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ

มีในสมัยนั้น  หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 474

[๑๖๐]  ก็ขันธ์  ๔  อายตนะ  ๒  ธาตุ  ๒   อาหาร  ๓   อินทรีย์  ๘

ฌานมีองค์ ๒  มรรคมีองค์  ๔   พละ ๗  เหตุ ๓  ผัสสะ ๑  ฯลฯ ธรรมายตนะ ๑

ธรรมธาตุ  ๑  มีในสมัยใด  หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่ใน

สมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

[๑๖๑]  สังขารขันธ์     มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

ผัสสะ    เจตนา    เอกัคคตา    สัทธินทรีย์    วิริยินทรีย์    สตินทรีย์

สมาธินทรีย์    ปัญญินทรีย์    ชีวิตินทรีย์    สัมมาทิฏฐิ    สัมมาวายามะ ฯลฯ

ปัคคาหะ  อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ในสมัยนั้น

เว้นเวทนาขันธ์    สัญญาขันธ์    วิญญาณขันธ์   นี้ชื่อว่า  สังขารขันธ์   มีใน

สมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ปัญจกนัย  จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 475

อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์

 

อธิบายฌานปัญจกนัย

 

บัดนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มปัญจกนัย  (นัยแห่งฌานหมวด ๕)

ว่า  กตเม   ธมฺมา  กุสลา  (ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน)  ดังนี้.

ถามว่า  เพราะเหตุไร  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงฌานปัญจกนัย

ตอบว่า    เพราะแสดงตามอัธยาศัยของบุคคล    และเพราะความงามแห่งเทศนา

ได้ยินว่า   ในเทวบริษัทที่ประชุมกัน    วิตกของเทวดาบางพวกเท่านั้นปรากฏ

เป็นของหยาบ  ส่วนวิจาร  ปีติ   สุข   เอกัคคตาจิตปรากฏเป็นของสงบ   พระ-

ศาสดาทรงจำแนกชื่อทุติยฌานมีองค์ ๔  ซึ่งไม่มีวิตกมีแต่วิจารด้วยสามารถแห่ง

สัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น    บางพวกมีวิจารปรากฏโดยเป็นของหยาบ  ปีติ  สุข

เอกัคคตาจิตปรากฏโดยเป็นของสงบ     พระศาสดาก็ทรงจำแนกชื่อตติยฌาน

มีองค์ ๓ ด้วยสามารถสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น  บางพวกมีปีติปรากฏโดยเป็น

ของหยาบ   สุขเอกัคคตาจิตปรากฏโดยความสงบ   พระศาสดาก็ทรงจำแนกชื่อ

จตุตถฌาน    มีองค์ ๒ ด้วยสามารถสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น   บางพวกมีสุข

ปรากฏโดยเป็นของหยาบ     อุเบกขาและเอกัคคตาจิตปรากฏโดยความสงบ

พระศาสดาก็ทรงจำแนกชื่อปัญจมฌานมีองค์  ๒    ด้วยสามารถแห่งสัปปายะแก่

เทวดาเหล่านั้น   นี้ชื่อว่า  อัธยาศัยของบุคคลก่อน.

ส่วนชื่อว่า  เทศนาที่ถึงความงามแห่งเทศนา  เพราะธรรมธาตุใด

อันเวไนยสัตว์แทงตลอดดีแล้ว     ธรรมธาตุนั้น    พระตถาคตทรงแทงตลอดมา

ดีแล้ว   เพราะฉะนั้น  พระศาสดาผู้ทรงบรรลุถึงความงามแห่งเทศนา   ผู้ฉลาด

ในวิธีเทศนาเพราะทรงมีพระญาณใหญ่  ทรงกำหนดเทศนาได้ตามพระประสงค์


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 476

ด้วยสามารถแห่งองค์นั้น   ๆ ในที่นี้    ทรงจำแนกปฐมฌานมีองค์  ๕  ทุติยฌาน

มีองค์ ๔    คือไม่มีวิตกมีแต่วิจาร   ตติยฌานมีองค์ ๓    จตุตถฌานมีองค์ ๒

ปัญจมฌานก็มีองค์  ๒  นั่นแหละ    นี้ชื่อว่า   เทศนาวิลาส   (ความงามแห่ง

เทศนา).

อีกอย่างหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสมาธิ  ๓ เหล่าใดในพระ-

สูตรว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สมาธิ ๓ เหล่านี้   คือ

สวิตักกสวิจารสมาธิ

อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ

อวิตักกอวิจารสมาธิ.

บรรดาสมาธิเหล่านั้น   สวิตักกสวิจารสมาธิ   และอวิตักกอวิจารสมาธิ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกแสดงไว้ในหนหลังแล้ว.   ส่วนอวิตักกวิจารมัตต-

สมาธิยังมิได้ทรงแสดงไว้   เพราะฉะนั้น    พึงทราบว่า   เพื่อแสดงอวิตักวิจาร-

มัตตสมาธินั้น   จึงทรงเริ่มปัญจกนัยนี้.   ในนิทเทสแห่งทุติยฌานในปัญจกนัย

นั้น   บรรดาธรรมมีผัสสะเป็นต้น   ธรรมมีเพียงวิตกที่ลดลง  ส่วนในโกฏฐาสวาร

เนื้อความว่า  ฌานมีองค์ ๔  มรรคมีองค์ ๔  ดังนี้   เท่านั้นที่แปลกกัน   คำที่

เหลือทั้งหมดเช่นกับปฐมฌานนั่นแหละ.  และฌานที่ ๒ ที่ ๓  ที่ ๔ ในจตุกนัย

เป็นฌานที่ ๓  ที่ ๔  ที่ ๕    ในปัญจกนัยนี้    เพื่อแสดงลำดับการบรรลุฌาน

เหล่านั้น  พึงทราบนัยดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า   บุตรของอำมาตย์คนหนึ่ง   มาสู่พระนครจากชนบทเพื่อเข้า

เฝ้าพระราชา   เขาเฝ้าพระราชาเพียงวันเดียวเท่านั้น    แล้วผลาญทรัพย์ทั้งหมด

ด้วยการดื่มสุรา วันหนึ่ง พวกนักเลงแก้ผ้าเขาซึ่งเมาสุรา แล้วเอาเสื่อลำแพนเก่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 477

มาปิดไว้  แล้วเอาออกจากโรงสุรา   ผู้รู้วิชาดูลักษณะคนหนึ่งเห็นเขานอนหลับ

ที่กองหยากเยื่อ  จึงสันนิษฐานว่า  บุรุษคนนี้จักเป็นที่พึ่งแก่มหาชนได้  เราควร

ช่วยบุรุษนี้   จึงให้อาบน้ำชำระร่างกาย   ให้นุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบคู่หนึ่ง   แล้วให้

อาบด้วยน้ำหอมอีก    แล้วให้นุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียด   ให้ขึ้นสู่ปราสาท  ให้

บริโภคโภชนะอย่างดี   แล้วมอบคนปรนนิบัติให้ด้วยคำว่า  พวกเธอจงบำเรอ

ผู้นี้อย่างนี้   แล้วหลีกไป.

ต่อจากนั้นพวกคนใช้เหล่านั้น       ก็ยกเขาให้ขึ้นสู่ที่นอนก็เพื่อป้องกัน

ไม่ให้เขาไปร้านดื่มสุรา     คนปรนนิบัติ  ๔  คน    ได้ยืนกดมือและเท้าเขาไว้

คนหนึ่งนวดเท้า     คนหนึ่งเอาพัดใบตาลมาพัดโบก     คนหนึ่งนั่งดีดพิณขับ

กล่อมอยู่.     เขาหายเมื่อยแล้ว เพราะหลับบนที่นอนหน่อยหนึ่งแล้วตื่นขึ้นไม่

สามารถทนการกดมือและเท้าได้   จึงคุกคามด้วยคำว่า   ใครมากดเท้ากดมือเรา

ไว้   จงออกไป    คนเหล่านั้นก็ออกไปเพียงคำเดียวเท่านั้น    เขาก็หลับไปอีก

หน่อยหนึ่งแล้วก็ตื่นขึ้น ทนการนวดเท้าไม่ได้ จึงพูดว่า ใครมานวดเท้าของเรา

จงออกไป   แม้คนนวดเท้านั้นก็หลีกไปเพียงคำเดียวนั่นแหละ   เขาหลับไปอีก

หน่อยหนึ่งตื่นขึ้นทนลมพัดใบตาลเหมือนลมเจือฝนไม่ได้       จึงพูดว่า   นั่นใคร

จงออกไป   แม้คนนั้นก็หลีกไปเพียงคำเดียวเท่านั้น   เขาหลับไปอีกหน่อยหนึ่ง

ตื่นขึ้นทนเสียงเพลงขับเหมือนหลาวแทงหูไม่ได้  จึงคุกคามคนดีดพิณ   แม้คน

ดีดพิณก็ออกไปเพียงคำเดียวเหมือนกัน   ที่นั้นเขาละอุปัทวะ   (ความรบกวน)

คือความเมื่อยล้า  การถูกกด  การบีบนวด การถูกลมพัด  และเพลงขับประโคม

จึงนอนสบาย   ตื่นขึ้นแล้วได้ไปเฝ้าพระราชา    แม้พระราชาก็ได้พระราชทาน

ความเป็นใหญ่ให้แก่เขา   เขาได้เป็นที่พึ่งแก่มหาชนเกิดขึ้นแล้ว.

ในเรื่องนั้น    พึงเห็นกุลบุตรผู้ครองเรือนถึงความเสื่อมโทรม   เพราะ

ความพินาศไปแห่งทรัพย์เป็นอเนกนี้  เปรียบเหมือนบุตรแห่งอำมาตย์ผู้ถึงความ

เสื่อมโทรม  เพราะพินาศไปด้วยการดื่มน้ำเมานั้น.   พระตถาคตเปรียบเหมือน


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 478

บุคคลผู้รู้วิชาดูลักษณะ  การที่พระตถาคตทรงสันนิษฐานว่า   กุลบุตรนี้จักเป็น

ที่พึ่งแก่มหาชนได้    สมควรจะบรรพชา   ดังนี้    เปรียบเหมือนบุรุษผู้รู้วิชาดู

ลักษณะ  สันนิษฐานว่า  บุคคลนี้จักเป็นที่พึ่งแก่มหาชน  สมควรจะช่วยเหลือ

ต่อมากุลบุตรได้บรรพชา     เปรียบเหมือนบุตรอำมาตย์นั้นได้อาบน้ำทำความ

ชำระร่างกาย  ต่อมากุลบุตรนี้  ได้นุ่งห่มผ้าคือศีล ๑๐  เหมือนบุตรอำมาตย์นั้น

นุ่งผ้าเนื้อหยาบ   การที่กุลบุตรนี้ได้อาบน้ำหอม  คือ ปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้น

เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นได้อาบน้ำหอมอีก.   การที่กุลบุตรนี้ได้นุ่งห่ม

ผ้าทุกูลพัสตร์   คือถึงพร้อมด้วยศีลวิสุทธิ์ตามที่กล่าวแล้ว   เปรียบเหมือนบุตร

ของอำมาตย์นั้น  ได้นุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียดอีก.  การที่กุลบุตรนี้  นุ่งห่มผ้าทุกูล

คือศีลวิสุทธิขึ้นสู่ปราสาท  คือสมาธิภาวนา  เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้น

นุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียดขึ้นสู่ปราสาท.

ต่อจากนั้นกุลบุตรนี้ได้การบริโภคอมตธรรม      มีสติและสัมปชัญญะ

เป็นต้นซึ่งมีอุปการะต่อสมาธิ     เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นบริโภค

อาหารอย่างดี.     การที่กุลบุตรนี้     ถูกวิตกและวิจารยกขึ้นสู่อุปจารแห่งฌาน

เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นบริโภคอาหารแล้ว     ถูกผู้บำเรอทั้งหลายยก

ขึ้นสู่ที่นอน.     เนกขัมมวิตกของกุลบุตรนี้    บีบคั้นจิตในอารมณ์เพื่อป้องกัน

มุ่งหน้าต่อกามสัญญา    เปรียบเหมือนชาย   ๔   คน   กดเท้ากดมือของบุตรแห่ง

อำมาตย์นั้นไว้     เพื่อมิให้ไปสู่โรงดื่มอีก.  วิจารที่เคล้าเคลียจิตในอารมณ์

ของกุลบุตรนี้    เปรียบเหมือนบุรุษบีบนวดเท้าของอำมาตย์นั้น.     ปีติอันให้

ซึ่งความเยือกเย็นใจของกุลบุตรนี้        เปรียบเหมือนการให้บุรุษเอาพัด

ใบตาลพัดโบกให้บุตรของอำมาตย์นั้น.   โสมนัสอนุเคราะห์จิตของกุลบุตรนี้

เปรียบเหมือนนักดนตรีทำการอนุเคราะห์โสตของบุตรของอำมาตย์นั้น.   การที่

กุลบุตรบรรเทาความเมื่อยคือปราศจากนิวรณ์     โดยอาศัยอุปจารฌานเข้าถึง

ปฐมฌานนี้  เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้น   บรรเทาความเมื่อยล้าหน่อยหนึ่ง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 479

ด้วยการเข้าไปสู่ที่นอนแล้วหลับไป.  การที่กุลบุตรนี้ออกจากปฐมฌานเห็นโทษ

วิตก    เพราะทนวิตกบีบคั้นจิตไม่ได้    จึงละวิตกเข้าฌานที่เป็นอวิตักกวิจาร-

มัตตสมาธิ   (ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร)  เปรียบเหมือนการที่บุตรของอำมาตย์หลับ

แล้วตื่นขึ้นคุกคามคนผู้กดมือกดเท้า  เพราะทนต่อการกดมือกดเท้าไม่ได้ เพราะ

คนเหล่านั้นหลีกไป  จึงหลับหน่อยหนึ่ง.

ต่อจากนั้น  การที่กุลบุตรนี้ออกจากทุติยฌานเป็นต้นบ่อยๆ เห็นโทษ

วิจารเป็นต้น      โดยลำดับ   เพราะไม่อาจทนต่อวิจารเป็นต้น    ซึ่งมีโทษตามที่

กล่าวแล้ว  และเพราะละวิจารเป็นต้นเหล่านั้น จึงเข้าฌานที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร

ไม่มีปีติ   ละโสมนัสได้แล้ว    เปรียบเหมือนบุตรอำมาตย์นั้นนอนหลับแล้วตื่น

ขึ้นบ่อย ๆ  คุกคามคนผู้บีบนวดเท้าเป็นต้น     โดยลำดับตามที่กล่าวแล้วเพราะ

ไม่อาจทนต่อการบีบนวดเท้าเป็นต้น  และเพราะคนนวดเท้าเป็นต้นเหล่านั้นออก

ไปแล้ว    จึงเข้าถึงความหลับหน่อยหนึ่งบ่อย ๆ.    ก็เมื่อกุลบุตรแม้นี้ออกจาก

ปัญจมฌานเข้าถึงวิปัสสนามรรคบรรลุพระอรหัต     เปรียบเหมือนบุตรของอำ-

มาตย์นั้นลุกจากที่นอนไปเฝ้าพระราชา  แล้วถึงพร้อมด้วยอิสริยยศ.    แม้ความ

ที่กุลบุตรแม้นี้บรรลุพระอรหัตแล้วเป็นที่พึ่งแก่ชนเป็นอันมาก พึงทราบเหมือน

ความที่บุตรของอำมาตย์นั้นได้อิสริยยศแล้วเป็นที่พึ่งแก่ชนเป็นอันมาก  ฉะนั้น.

จริงอยู่  ด้วยความเกิดขึ้นแห่งพระอรหัตมีประมาณเท่านี้    กุลบุตรนี้    ก็ชื่อว่า

เป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยมฉะนี้แล.

ฌานปัญจกนัยจบ

ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ย่อมเป็นอันประกาศชื่อ  สุทธิกนวกะ  (ความ

บริสุทธิ์ ๙  )  อันต่างโดยฌานจตุกนัย  และฌานปัญจกนัย  แต่เมื่อว่าโดยอรรถ

สุทธิกนวกะนั้นพึงทราบว่าเป็นฌานปัญจกนัยนั่นเอง  เพราะฌานจตุกนัยรวม

เข้าในฌานปัญจกนัยได้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 480

ปฏิปทา  ๔

 

[๑๖๒]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     สงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว      บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์

เป็นทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ

มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้   ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล.

[๑๖๓]  ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     สงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว     บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์

เป็นทุกขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ

มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๖๔]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     สงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว     บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์

เป็นสุขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  ฯลฯ  อยู่ในสมัยใด ผัสสะ  ฯลฯ  อวิกเขปะ

มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 481

[๑๖๕]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     สงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว     บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์

เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ฯลฯ  อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ

มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

[๑๖๖]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     บรรลุทุติยฌาน

ฯลฯ    บรรลุตติยฌาน ฯลฯ   บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ   บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ

บรรลุปัญจมฌาน  ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์  เป็นทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา

ฯลฯ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์    เป็นทุกขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา ฯลฯ  ที่มี

ปฐวีกสิณเป็นอารมณ์    เป็นสุขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา ฯลฯ    ที่มีปฐวีกสิณ

เป็นอารมณ์เป็นสุขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  ฯลฯ  อยู่ในสมัยใด     ผัสสะ ฯลฯ

อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.

ปฏิปทา  ๔  จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 482

อารมณ์  ๔

 

[๑๖๗]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม  สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว  บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลัง

น้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ  อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีใน

สมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๖๘ ]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว  บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลัง

น้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ  อยู่ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีใน

สมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๖๙]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ  สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว  บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   มีกำลัง

มาก  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ  อยู่ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ มีใน

สมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

[๑๗๐]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 483

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม  สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลัง

มาก  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ  อยู่ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ   อวิกเขปะ  มีใน

สมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๗๑]  ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ    บรรลุทุติยฌาน

ฯลฯ    บรรลุตติยฌาน ฯลฯ    บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ   บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ

บรรลุปัญจมฌาน  ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   มีกำลังน้อย   มีอารมณ์เล็กน้อย

ฯลฯ  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ  มีกำลังมาก  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ

มีกำลังมาก   มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ   อยู่ในสมัยใด  ผัสสะ  ฯลฯ   อวิกเขปะ

มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

อารมณ์  ๔  จบ

 

แจกฌานอย่างละ  ๑๖

 

[๑๗๒]  ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   เป็น

ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย  ฯลฯ   อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น   ฯลฯ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 484

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  เป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ  สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์     เป็น

ทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด   ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์    เป็น

ทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  มีกำลังมาก  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว   บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   เป็น

ทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  มีกำลังมาก  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๗๓]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์    เป็น


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 485

ทุกขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย  ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   เป็น

ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   เป็น

ทุกขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังมาก  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อริกเขปะ  มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากการ  สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   เป็น

ทุกขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังมาก  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๗๔]  ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน  ?


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 486

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ  สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์    เป็น

สุขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด   ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว   บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์    เป็น

สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ    อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว   บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์    เป็น

สุขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด   ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   เป็น

สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 487

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๗๕ ]   ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีสิณเป็นอารมณ์   เป็น

สุขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   เป็น

สุขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม  สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   เป็น

สุขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม  สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว    บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   เป็น


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 488

สุขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังมาก  เป็นอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ  อยู่

ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๗๖]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ    บรรลุทุติยฌาน

ฯลฯ   บรรลุตติยฌาน ฯลฯ    บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ    บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ

บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์.

เป็นทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ

เป็นทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ

เป็นทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  มีกำลังมาก  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ

เป็นทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา  มีกำลังมาก  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ

เป็นทุกขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ

เป็นทุกขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังน้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ

เป็นทุกขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังมาก  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ

เป็นทุกขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังมาก  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ

เป็นสุขาปฏิปทา    ทันธาภิญญา   มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ

เป็นสุขาปฏิปทา    ทันธาภิญญา   มีกำลังน้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ

เป็นสุขาปฏิปทา    ทันธาภิญญา   มีกำลังมาก  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ

เป็นสุขาปฏิปทา    ทันธาภิญญา   มีกำลังมาก  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ

เป็นสุขาปฏิปทา    ขิปปาภิญญา   มีกำลังน้อย  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ

เป็นสุขาปฏิปทา    ขิปปาภิญญา   มีกำลังน้อย  มีอารมณ์ไพบูลย์  ฯลฯ

เป็นสุขาปฏิปทา    ขิปปาภิญญา   มีกำลังมาก  มีอารมณ์เล็กน้อย ฯลฯ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 489

เป็นสุขาปฏิปทา  ขิปปาภิญญา  มีกำลังมาก     มีอารมณ์ไพบูลย์ ฯลฯ

อยู่ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

แจกฌานอย่างละ  ๑๖  จบ

 

[๑๗๗]   ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัด

จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว     บรรลุปฐมฌานที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ

ที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ   ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ   ที่มีนีลกสิณ

เป็นอารมณ์ ฯลฯ   ที่มีปีติกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ   ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์

ฯลฯ  ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ

มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

กสิณ  ๘  แจกอย่างละ  ๑๖  จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 490

อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์

 

อธิบายปฏิปทา  ๔

 

บัดนี้    เพื่อแสดงประเภทลำดับปฏิปทา   เพราะธรรมดาว่าฌานนี้ย่อม

สำเร็จด้วยลำดับปฏิปทานั้น     ฉะนั้น    จึงทรงปรารภคำมีอาทิว่า   กตเม   ธมฺมา

กุสลา อีก.  ในปฏิปทาเหล่านั้น  ฌานที่ชื่อว่า ทุกขาปฏิปทา เพราะอรรถว่า

ฌานนั้นปฏิบัติลำบาก  ที่ชื่อว่า  ทันธาภิญญา  เพราะฌานนั้นรู้ได้ยาก  ด้วย

ประการฉะนี้   แม้คำทั้ง  ๓ คือ ทุกขาปฏิปทาก็ดี ทันธาภิญญาก็ดี ปฐวีกสิณก็ดี

เป็นชื่อของฌานทั้งนั้น.   แม้ในคำเป็นต้น ว่า   ทุกฺขาปฏิปท   ขิปฺปาภิญฺ

ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บรรดาปฏิปทาเป็นต้นเหล่านั้น          การเจริญฌานตั้งแต่เริ่มตั้งใจ

ครั้งแรก จนถึงอุปจารแห่งฌานนั้น  ๆ เกิดขึ้นเป็นไป  เรียกว่า ปฏิปทา. ส่วน

ปัญญาที่ดำเนินไปตั้งแต่อุปจาร  จนถึงอัปปนา  เรียกว่า  อภิญญา.  ก็ปฏิปทา

นี้นั้น ย่อมเป็นทุกข์แก่บุคคลบางคนอธิบายว่า  ชื่อว่า  ปฏิบัติยาก ไม่ได้เสพ

ความสุขเพราะความที่ปัจจนีกธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นทำให้ฟุ้งขึ้น.    ปฏิปทาของ

บางคนเป็นสุข    เพราะไม่มีปัจจนิกธรรมเช่นนั้น    แม้อภิญญาของบางคนก็ช้า

คือเป็นธรรมชาติอ่อน  ไม่เป็นไปโดยรวดเร็ว  อภิญญาของบางคนรวดเร็ว คือ

ไม่ช้า  เป็นไปโดยรวดเร็ว  เพราะฉะนั้น    บุคคลใด   เมื่อข่มกิเลสทั้งหลายด้วย

วิปัสสนาญาณตั้งแต่ต้น    ลำบากอยู่    ย่อมข่มได้โดยยาก   พร้อมทั้งสังขารและ

สัมปโยคะ  ปฏิปทาของบุคคลนั้น ชื่อว่า  ทุกขาปฏิปทา  (ปฏิบัติลำบาก).

ส่วนบุคคลใด   ข่มกิเลสได้แล้วอบรมอัปปนาอยู่    ย่อมบรรลุถึงความ

เป็นองค์ฌานได้โดยกาลช้านาน  ปฏิปทาของบุคคลนั้น   ชื่อว่า  ทันธาภิญญา


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 491

(รู้ได้ช้า).   บุคคลใดย่อมบรรลุถึงความเป็นองค์ฌานได้โดยเร็ว   ปฏิปทาของ

บุคคลนั้น    ชื่อว่า   ขิปปาภิญญา  (รู้ได้เร็ว).  บุคคลใดเมื่อข่มกิเลสทั้งหลาย

ไม่ลำบากข่มได้โดยง่าย   ปฏิปทาของบุคคลนั้น   ชื่อว่า สุขาปฏิปทา (ปฏิบัติ

สะดวก).

ในอธิการแห่งฌานเหล่านั้น    สัปปายะและอสัปปายะก็ดี  บุรพกิจมีการ

ตัดปลิโพธเป็นต้นก็ดี  อัปปนาโกศลก็ดี  ข้าพเจ้าอธิบายไว้ในจิตภาวนานิทเทส

ในวิสุทธิมรรคแล้ว      ในปฏิปทามีสัปปายะเป็นต้นเหล่านั้น      บุคคลใดเสพ

อสัปปายะ ปฏิปทาของบุคคลนั้นก็เป็นทุกขาปฏิปทา และทันธาภิญญา. บุคคล

ใดเสพสัปปายะ  ปฏิปทาของบุคคลนั้นก็เป็นสุขาปฏิปทา และขิปปาภิญญา. ส่วน

บุคคลใดเสพอสัปปายะในส่วนเบื้องต้น   ย่อมเสพสัปปายะในเวลาภายหลัง  หรือ

ว่า เสพสัปปายะในกาลส่วนเบื้องต้น   เสพอสัปปายะในกาลภายหลัง  บัณฑิตพึง

ทราบว่าปฏิปทาและอภิญญาของบุคคลนั้นปะปนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง  พึงทราบว่า พระโยคาวจรไม่ทำบุรพกิจมีการตัดปลิโพธ

เป็นต้นอย่างนั้นให้สำเร็จก่อนแล้วเจริญภาวนา ปฏิปทาของเขา เป็นทุกขาปฏิป-

ทา โดยปริยายตรงกันข้าม เป็นสุขาปฏิปทา อนึ่ง เมื่อพระโยคาวจรไม่ทำอัปปนา-

โกศลให้สำเร็จ  อภิญญาของเขาก็เป็น   ทันธาภิญญา   เมื่อทำอัปปนาโกศลให้

สำเร็จอภิญญาของเขาก็เป็น   ขิปปาภิญญา.

อีกอย่างหนึ่ง    พึงทราบประเภทแห่งปฏิปทาและอภิญญาเหล่านั้นด้วย

อำนาจตัณหาและอวิชชา    และด้วยอำนาจแห่งการบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนา.

จริงอยู่ ปฏิปทาของบุคคลผู้ถูกตัณหาครอบงำแล้ว   เป็นทุกขาปฏิปทา   ปฏิปทา

ของผู้ไม่ถูกตัณหาครอบงำแล้ว   เป็นสุขาปฏิปทาและปฏิปทาของบุคคลผู้ถูก

อวิชชาครอบงำแล้ว  เป็นทุกขาภิญญา  ปฏิปทาของผู้ไม่ถูกอวิชชาครอบงำแล้ว


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 492

เป็นขิปปาภิญญา อนึ่ง บุคคลใด ไม่สร้างความดีในสมถะไว้ ปฏิปทาของบุคคล

นั้นเป็นทุกขาปฏิปทา ปฏิปทาของบุคคลผู้สร้างความดีในสมถะไว้  เป็นสุขาปฏิ-

ปทา.  ก็บุคคลใดไม่ทำอธิการไว้ในวิปัสสนา  ปฏิปทาของบุคคลนั้นเป็นทันธา-

ภิญญา  ปฏิปทาของผู้ทำอธิการไว้ในวิปัสสนาเป็นขิปปาภิญญา.

อีกอย่างหนึ่ง   พึงทราบประเภทแห่งปฏิปทาและอภิญญาเหล่านั้นด้วย

สามารถแห่งกิเลส   และอินทรีย์.  จริงอยู่   ปฏิปทาและอภิญญาของบุคคลมีกิ-

เลสกล้า   มีอินทรีย์อ่อนก็เป็นทุกขาปฏิปทา   ทันธาภิญญา.   ส่วนปฏิปทาและ

อภิญญาของผู้มีอินทรีย์กล้าก็เป็นขิปปาภิญญา.    ปฏิปทาและอภิญญาของบุคคล

ผู้มีกิเลสอ่อน  อินทรีย์อ่อนก็เป็นสุขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา.  ส่วนปฏิปทาและ

อภิญญาของบุคคลผู้มีอินทรีย์กล้าก็เป็นขิปปาภิญญา.

บรรดาปฏิปทาและอภิญญาเหล่านี้    โดยประการที่กล่าวมานี้   บุคคลใด

ย่อมบรรลุฌาน เพราะปฏิบัติลำบากและรู้ได้ช้า  ฌานนั้นของบุคคลนั้น   เรียกว่า

ทุกขาปฏิปทา  ทันธาภิญญา.   แม้คำที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.   ในอธิการแห่ง

ฌานนั้น     บัณฑิตพึงทราบว่า    สติเป็นสภาพสมควรแก่ปฐมฌานเป็นต้นนั้น

ย่อมตั้งโดยชอบ  ปัญญาเป็นฐิติภาคินี  (มีส่วนตั้งมั่น)  และพึงทราบปฏิปทาใน

การข่มไว้ด้วยสติตามที่กล่าวแล้วอย่างนี้  หรือด้วยความใคร่ในฌานนั้น  ๆ  และ

พึงทราบอภิญญาในการอบรมอัปปนาของผู้บรรลุอุปจารฌานนั้น  ๆ.

อนึ่ง    ปฏิปทาและอภิญญาย่อมมีแม้ด้วยสามารถแห่งการบรรลุก็ได้

เหมือนกัน.  เพราะว่า  แม้ทุติยฌานที่บุคคลบรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทา

ทันธาภิญญาแล้ว  บรรลุก็เป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละ  แม้ในฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔

ก็นัยนี้แหละ พึงทราบความต่างกัน ๔ อย่างด้วยสามารถแห่งปฏิปทาแม้ในฌาน

ปัญจกนัย  เหมือนในฌานจตุกนัย.  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสฌาน ๒ นัย  เป็น

หมวด  ๙ เป็น ๔ เพราะอำนาจแห่งปฏิปทา ด้วยประการฉะนี้. ในฌานหมวด  ๙


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 493

ปฏิปทา  ๔  เหล่านั้น    ว่าโดยพระบาลี   ได้จิต   ๓๖  ดวง    แต่ว่าโดยอรรถ

(ใจความ)  ได้จิต ๒๐ ดวงเท่านั้น  เพราะความที่ฌานจตุกนัยก็รวมอยู่ในฌาน

ปัญจกนัยแล.

ปฏิปทา  จบ

 

อธิบายอารมณ์ของฌาน  ๔

 

บัดนี้  ชื่อว่า  ฌานนี้มี ๔ อย่าง  แม้โดยประเภทอารมณ์  เหมือน

ประเภทปฏิปทา  เพราะฉะนั้น  เพื่อทรงแสดงประเภทอารมณ์นั้นแห่งฌานนั้น

จึงเริ่มคำเป็นต้น ว่า  กตเม  ธมฺมา  กุสลา  ดังนี้อีก.

พึงทราบวินิจฉัยในรูปาวจรกุศลฌานนั้นมีคำเป็นต้น ว่า ปริตฺตปริตฺ-

ตารมฺมณ (ฌานมีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย) ต่อไป ฌานใดไม่คล่องแคล่ว

(มีคุณน้อย) ไม่สามารถเป็นปัจจัยแก่ฌานในเบื้องบน  ฌานนี้  ชื่อว่า  ปริตตะ

ส่วนฌานใด  เป็นไปในอารมณ์มีนิมิตเท่ากระด้ง  หรือเท่าขันน้ำ   ซึ่งขยายขึ้น

ไม่ได้ ฌานนี้ชื่อว่า  ปริตตะ  อารมณ์เป็นปริตตะของฌานนี้มีอยู่ เพราะเหตุนั้น

ฌานนั้น   จึงชื่อว่า  ปริตตารมณ์   (มีอารมณ์เล็กน้อย).  ฌานใดคล่องแคล่ว

อบรมดีแล้ว  สามารถเป็นปัจจัยแก่ฌานเบื้องบน ฌานนี้ ชื่อว่า  อัปปมาณ. ฌาน

ใดเป็นไปในอารมณ์อันกว้างขวาง ฌานนั้นก็ ชื่อว่า อัปปมาณ  เพราะกำหนด

นิมิตที่เจริญได้. อารมณ์เป็นอัปปมาณ มีอยู่แก่ฌานนั้น เพราะเหตุนั้น ฌานนั้น

จึงชื่อว่า   อัปปมาณารมณ์   (อารมณ์ไม่มีประมาณ).  อนึ่ง  พึงทราบนัยที่

เจือกันเพราะความที่ลักษณะตามที่กล่าวแล้วเจือกัน      พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

ธรรมหมวด ๙  ไว้  ๔ หมวด  แม้ด้วยสามารถแห่งอารมณ์  ดังพรรณนามาฉะนี้

อนึ่ง การนับจิตในประเภทแห่งอารมณ์นี้  เหมือนกับประเภทแห่งปฏิปทานั่นแล.

อารมณ์ของฌาน  ๔  จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 494

อธิบายอารมณ์และปฏิปทาเจือกัน

 

บัดนี้ เพื่อแสดงนัย ๑๖ ครั้ง เจือด้วยอารมณ์และปฏิปทา จึงทรงเริ่มคำ

เป็นต้นว่า  กตเม   ธมฺมา  กุสลา ดังนี้.  บรรดานัยเหล่านั้น   ฌานพระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสไว้ในนัยแรกชื่อว่า หีนะ เพราะเหตุ ๔ อย่าง คือ เพราะเป็น

ทุกขาปฏิปทา  (ปฏิบัติลำบาก)   เพราะเป็นต้นทันธาภิญญา  (รู้ได้ช้า) เพราะเป็น

ปริตตะ  (ไม่ชำนาญ)  เพราะเป็นปริตตารัมมณะ  (มีอารมณ์เล็กน้อย)  ฌานที่

ตรัสไว้ในนัยที่ ๑๖  ชื่อว่า   ปณีตะ   เพราะเหตุ  ๔  อย่าง  คือ  เพราะเป็น

สุขาปฏิปทา เพราะเป็นขิปปาภิญญา เพราะเป็นอัปปมาณะ (ชำนาญ) เพราะเป็น

อัปปมาณารัมมณะ (มีอารัมณ์ไม่มีประมาณ).  ในนัยที่เหลือ  ๑๔ นัย  พึงทราบ

ความเป็นหีนะและปณีตะ   ด้วยเหตุหนึ่งเหตุสองและเหตุสาม.

ถามว่า   ก็นัยนี้ท่านแสดงไว้เพราะเหตุไร ?

ตอบว่า   เพราะความเกิดขึ้นแห่งฌาน   เป็นเหตุ.

จริงอยู่   พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ทรงแสดงสุทธิกฌานในปฐวีกสิณด้วย

สามารถแห่งฌานจตุกนัย   และฌานปัญจตุกนัย    ทรงแสดงสุทธิกปฏิปทา  และ

สุทธิการมณ์ในปฐวีกสิณด้วยสามารถแห่งฌานจตุกนัย    และฌานปัญจกนัย

เหมือนกัน.  บรรดาจตุกนัยและปัญจกนัยทั้งสองเหล่านั้น  เทวดาเหล่าใด  ย่อม

อาจเพื่อจะตรัสรู้สุทธิกฌานในปฐวีกสิณที่พระองค์แสดงอยู่ด้วยสามารถแห่งฌาน

จตุกนัย   ก็ทรงแสดงจตุกนัยในสุทธิกฌานด้วยสามารถแห่งสัปปายะแก่เทวดา

เหล่านั้น.

เทวดาเหล่าใด  ย่อมอาจเพื่อจะตรัสรู้สุทธิกฌานในปฐวีกสิณที่พระองค์

ทรงแสดงด้วยสามารถแห่งฌานปัญจกนัย    ก็ทรงแสดงปัญจกนัย  ด้วยสามารถ

แห่งสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 495

เทวดาเหล่าใด  ย่อมอาจเพื่อจะตรัสรู้สุทธิกฌานในสุทธิกปฏิปทา และ

ในสุทธิการมณ์   ที่ทรงแสดงด้วยสามารถจตุกนัยก็ทรงแสดงจตุกนัยในสุทธิก-

ปฏิปทา  และในสุทธิการมณ์  ด้วยสามารถสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น.

เทวดาเหล่าใด    ย่อมอาจเพื่อจะตรัสรู้สุทธิกฌานในสุทธิกปฏิปทาและ

ในสุทธิการมณ์   ที่ทรงแสดงด้วยสามารถแห่งปัญจกนัย  ก็ทรงแสดงปัญจกนัย

ในสุทธิกปฏิปทา และสุทธิการมณ์  ด้วยสามารถแห่งสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเทศนาด้วยสามารถแห่งอัธยาศัยของบุคคลตามที่กล่าว

ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้เทศนาไพเราะ    ทรงแตกฉานใน

ปฏิสัมภิทา  ทรงมีพระทศพลญาณและเวสารัชชญาณบริสุทธิ์     สามารถกำหนด

เทศนาด้วยอำนาจแห่งนัยใด ๆ ก็ได้ เพราะความที่พระองค์ฉลาดในการบัญญัติ

ธรรม โดยที่ธรรมทั้งหลายพระองค์ทรงแทงตลอดดีแล้วตามความเป็นจริงพร้อม

ทั้งรสและลักษณะ. เพราะฉะนั้น  พระองค์จึงทรงทำเทศนาด้วยสามารถแห่งฌาน

สุทธิกจตุกนัยเป็นต้นในปฐวีกสิณนั้น   เพราะเหตุที่ทรงเทศนาไพเราะนี้  (เทสนา

วิลาส).

ก็ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งยังฌานให้เกิดขึ้น   เว้นอารมณ์และปฏิปทาก็ไม่

สามารถจะให้ฌานเกิดขึ้นได้  เพราะฉะนั้น   จึงตรัสนัยสิ้น ๑๖ ครั้งนี้เพราะการ

บรรลุฌานเป็นเหตุโดยการกำหนด  ด้วยคำมีประมาณเท่านี้  เป็นอันตรัสหมวด

๙  ไว้ ๒๕  นัย คือ สุทธิกนวกะ  ๑ นัย  ปฏิปทานวกะ ๔ นัย  อารัมมณนวกะ

๔   นัย และนวกะ  ๑๖ นัยนี้แหละ บรรดานวกธรรม ๒๕   นัยเหล่านั้น  ในนวกะ

หนึ่ง ๆ มีนัย  ๕๐  คือ  จตุกนัย  ๒๕ ปัญจกนัย ๒๕.  บรรดานัย  ๕๐ เหล่านั้น

ว่าโดยพระบาลีได้ฌานจิต  ๒๒๕ ดวง  คือ   นัย  ๒๕ ในจตุกนัย   ได้ ๑๐๐ นัย


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 496

(๒๕ X ฌาน ๔) ในปัญจกนัยได้ ๑๒๕   นัย แต่เมื่อว่าโดยอรรถได้จิต ๑๒๕ ดวง

เท่านั้น    เพราะความที่ฌานจตุกนัยก็รวมเข้าในฌานปัญจกนัย.  ก็ในนิทเทสแห่ง

จิตแต่ละดวงในบรรดาจิต  ๒๒๕ ดวงเหล่านั้น    ในพระบาลี  มีมหาวาระ  คือ

ธรรมววัฏฐานะเป็นต้น    มีอย่างละ ๓.  ก็มหาวาระเหล่านั้นในที่นั้น  ๆ ท่านย่อ

แสดงพอเป็นนัยเท่านั้น    ดังนี้แล.

ปฐวีกสิณ  จบ

 

อธิบายอาโปกสิณเป็นต้น

 

บัดนี้   ฌานเหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นแม้ในอาโปกสิณเป็นต้น    เพราะฉะนั้น

เพื่อแสดงฌานเหล่านั้น  จึงทรงเริ่มคำเป็นต้นว่า     กตเม    ธมฺมา    กุสลา

ดังนี้อีก.  ในฌานเหล่านั้น นัยแห่งบาลีทั้งหมด  การอธิบายเนื้อความ  การนับ

จำนวนจิต    การย่อวาระ    พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณนั่นแหละ

แต่นัยแห่งภาวนาแม้ทั้งหมดตั้งแต่ทำบริกรรมกสิณ    ข้าพเจ้าประกาศไว้ใน

วิสุทธิมรรคทั้งนั้น.   ก็แต่ว่าในมหาสกุลูทายิสูตร   ท่านกล่าวกสิณไว้ ๑๐ อย่าง

ในกสิณ ๑๐ เหล่านั้น  มหัคคตวิญญาณที่เป็นไปในอากาศก็ดี  วิญญาณัญจายตน-

สมาบัติ   ที่เกิดขึ้นเพราะกระทำบริกรรมในอากาศนั้นก็ดี รวมเทศนาไว้ในอรูป

โดยประการทั้งปวง  เพราะฉะนั้น     วิญญาณกสิณ  พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงไม่

ตรัสไว้ในที่นี้.

ก็กสิณุคฆาฏิมากาศ  (อากาศที่เพิกกสิณทั้ง  ๙  ออกเว้นอากาสกสิณ)

ก็ดี   ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปเพราะทำอากาศที่เพิกนั้นให้เป็นอารมณ์ก็ดี   ปริจ-

เฉทากาศมีนิมิตที่พึงถือเอาในช่องฝาเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี  ฌานจตุกนัย

และฌานปัญจกนัยที่เกิดขึ้นเพราะทำอากาศนั้นให้เป็นอารมณ์ก็ดี เรียกว่าอากาส-


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 497

กสิณ.  บรรดาอากาสกสิณทั้ง ๔ นั้น  นัยเบื้องต้น    (๒ นัยแรก)    รวมอยู่ใน

อารูปเทศนา นัยหลัง (๒ นัยหลัง) รวมอยู่ในรูปาวจรเทศนา ด้วยประการฉะนี้

อากาสกสิณ จึงไม่กล่าวไว้ในรูปาวจรเทศนานี้เพราะความเป็นของปะปนกัน  แต่

ฌานที่เกิดขึ้นในการกำหนดปริจเฉทากาศ    ย่อมเป็นมรรคเพราะความเข้าถึง

รูปภพ  เพราะฉะนั้น  จึงควรถือเอาฌานนั้น   ฌานที่เป็นจตุกนัยเเละปัญจกนัย

เท่านั้น  ย่อมเกิดขึ้นในปริจเฉทากาศนั้น  อรูปฌานย่อมไม่เกิดขึ้น.

ถามว่า   เพราะเหตุไร   จึงไม่เกิด.

ตอบว่า  เพราะไม่ได้เพิกกสิณออก.

จริงอยู่  อากาสกสิณนั้นแม้เพิกอยู่บ่อย ๆ ก็เป็นอากาศนั่นแหละ  ย่อม

ไม่ได้การเพิกกสิณขึ้นในอรูปฌานนั้น    เพราะฉะนั้น    ปริจเฉทากาศฌาน  ซึ่ง

เกิดขึ้นในที่นั้น  จึงเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันเป็นเหตุแห่งอภิญญา  เป็น

บาทให้วิปัสสนา  ไม่เป็นบาทให้นิโรธ  แต่ว่า การดับโดยลำดับในรูปาวจรฌานนี้

จนถึงปัญจมฌานเป็นเหตุแห่งวัฏฏะเท่านั้น   ก็ฌานนี้  (ปริจเฉทากาศ)  ฉันใด

แม้ฌานทั้งหลายที่เกิดขึ้นในกสิณก่อนก็ฉันนั้น     แต่ความที่กสิณก่อนเป็นบาท

แห่งนิโรธ   จึงเป็นการแปลกกันในปริจเฉทากาศนั้น.  คำที่เหลือในที่นี้  คำใด

ที่ควรจะกล่าวในอากาสกสิณ  คำทั้งหมดนั้นได้กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคนั่นแล.

ส่วนพระโยคาวจรผู้ปรารถนาแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ  นัยอาทิว่า     แม้คน

เดียวก็เป็นหลายคนได้ ดังนี้ ทำสมาบัติ  ๘  ให้เกิดในกสิณ  ๘  อันเป็นเบื้องต้น

แล้วพึงฝึกจิตโดยอาการ  ๑๔  อย่างเหล่านี้  คือ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 498

๑.  กสิณานุโลมโต  (เข้าฌานลำดับกสิณ)

๒.  กสิณปฏิโลมโต  (เข้าฌานย้อนกสิณ)

๓.  กสิณานุโลมปฏิโลมโต  (เข้าฌานตามสำดับและย้อนกสิณ)

๔.  ฌานานุโลมโต  (เข้าตามลำดับฌาน)

๕.  ฌานปฏิโลมโต  (เข้าย้อนลำดับฌาน)

๖.  ฌานานุโลมปฏิโลมโต  (เข้าฌานตามลำดับและย้อนฌาน)

๗.  ฌานุกันติกโต  (เข้าฌานโดยข้ามลำดับ )

๘.  กสิณุกันติกโต  (เข้าฌานโดยข้ามกสิณ)

๙.  ฌานกสิณุกันติกโต  (ข้ามทั้งฌานและกสิณ)

๑๐.  อังคสังกันติโต  (เข้าฌาน ๕ โดยก้าวล่วงองค์)

๑๑.  อารัมมณสังกันติโต  (เข้าฌานโดยเปลี่ยนอารมณ์)

๑๒.  อังคารัมมณสังกันติโต  (เข้าตามลำดับฌานและกสิณ )

๑๓.  อังคววัฏฐานโต  (กำหนดรู้องค์ฌาน)

๑๔.  อารัมมณววัฏฐานโต  (กำหนดรู้อารมณ์).

เรื่องพิสดารแห่งการฝึกจิตเหล่านั้น   ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค

ทั้งนั้นแล   ก็พระโยคาวจรไม่เคยอบรมมาก่อน   เป็นอาทิกัมมิกะ   ไม่ฝึกจิต

โดยอาการ ๑๔ อย่าง  อย่างนี้  จักยังการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ให้สำเร็จ ด้วยประการ

ที่กล่าวมานี้    นั่นมิใช่ฐานะที่มีได้   จริงอยู่    แม้การบริกรรมกสิณของพระ-

โยคาวจรผู้เริ่มเป็นภาระ   (ของยาก)   ก็บรรดาผู้เริ่มบริกรรมกสิณตั้งร้อยองค์

พันองค์  องค์เดียวย่อมสามารถ.  พระโยคาวจรผู้ทำกสิณบริกรรมแล้ว   การที่


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 499

จะทำนิมิตให้เกิดขึ้นก็เป็นภาระ    (ของยาก)    ในบรรดาร้อยองค์    พันองค์

องค์เดียวเท่านั้นย่อมสามารถ.    เมื่อนิมิตเกิดขึ้นแล้ว     ขยายนิมิตให้เจริญขึ้น

แล้วบรรลุอัปปนาก็เป็นภาระ  (ของยาก)  ในร้อยองค์พันองค์  องค์เดียวเท่านั้น

ย่อมสามารถ  แม้ผู้บรรลุอัปปนาได้แล้ว  การฝึกจิตโดยอาการ ๑๔  ก็เป็นภาระ

(ของยาก)   ในร้อยองค์พันองค์   องค์เดียวย่อมสามารถ   แม้ผู้ฝึกจิตโดยอาการ

๑๔  อย่างแล้ว   ชื่อว่า   การแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ก็เป็นภาระ  (ของยาก)  ใน

ร้อยองค์พันองค์  องค์เดียวเท่านั้นย่อมสามารถ  แม้ผู้แสดงฤทธิ์ได้แล้ว   ชื่อว่า

การเข้าฌานได้รวดเร็วก็เป็นภาระ  (ของยาก)  ในบรรดาร้อยองค์พันองค์

จะมีองค์หนึ่งเท่านั้นเข้าฌานได้รวดเร็ว    เหมือนพระรักขิตเถระผู้มีพรรษา  ๘

โดยการอุปสมบท  ในบรรดาท่านผู้มีฤทธิ์ประมาณสามแสนองค์   ผู้มาพยาบาล

พระมหาโรหณคุตตเถระผู้อาพาธในเถรัมพัตถลวิหาร เรื่องพิสดารในวิสุทธิมรรค

นั่นแล.

กสิณกถา  จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 500

อภิภายตนะ

 

[๑๗๘]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     ไม่มีบริกรรม

สัญญาในรูปภายใน    เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย    ตั้งใจว่าจะรู้จะเห็นครอบงำ

รูปนั้น     สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว   บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ

อยู่ในสมัยใด  ผัสสะ ฯลฯ  อวิกขปะ  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     ไม่มีบริกรรม

สัญญาในรูปภายใน    เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย      ตั้งใจว่าจะรู้จะเห็นครอบงำ

รูปนั้น   บรรลุทุติยฌาน  ฯลฯ  บรรลุตติยฌาน  ฯลฯ  บรรลุจตุตถฌาน  ฯลฯ

บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ    บรรลุปัญจมฌาน ฯลฯ    อยู่ในสมัยใด    ผัสสะ ฯลฯ

อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

 

ปฏิปทา  ๔

 

[๑๗๙]   ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     ไม่มีบริกรรม

สัญญาในรูปภายใน    เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย    ตั้งใจว่าจะรู้จะเห็นครอบงำ