พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 401

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  อินทรีย์  ๘  มีในสมัยนั้น.

[๗๙]  ฌานมีองค์  ๕     มีโนสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

วิตก  วิจาร  ปีติ  สุข   เอกัคคตา.

วิตก  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน ?

ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์

ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์    ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์     สัมมาสังกัปปะ

ในสมัยนั้น  อันใด  นี้ชื่อว่า  วิตก  มีในสมัยนั้น.

วิจาร  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

ความตรอง  ความพิจารณา ความตามพิจารณา  ความเข้าไปพิจารณา

ความที่จิตสืบต่ออารมณ์   ความที่จิตเพ่งอารมณ์  ในสมัยนั้น  อันใด   นี้ชื่อว่า

วิจาร  มีในสมัยนั้น.

ปีติ  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน ?

ความอิ่มใจ  ความปราโมทย์  ความยินดียิ่ง ความบันเทิง  ความร่าเริง

ความรื่นเริง  ความปลื้มใจ   ความตื่นเต้น      ความที่จิตชื่นชมยินดี  ในสมัยนั้น

อันใด  นี้ชื่อว่า  ปีติ มีในสมัยนั้น.

สุข มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน ?

ความสบายทางใจ  ความสุขทางใจ   ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข

อันเกิดแต่เจโตสัมผัส      กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส

ในสมัยนั้น  อันใด  นี้ชื่อว่า  สุข  มีในสมัยนั้น.

เอกัคคตา มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน ?

ความตั้งอยู่แห่งจิต   ความดำรงอยู่แห่งจิต   ความมั่นอยู่แห่งจิต  ความ

ไม่ส่ายไปแห่งจิต    ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต    ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป    ความสงบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 402

สมาธินทรีย์  สมาธิพละ  สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น    อันใด  นี้ชื่อว่า  เอกัคคตา

มีในสมัยนั้น.

สภาวธรรมนี้ชื่อว่า  ฌานมีองค์  ๕  มีในสมัยนั้น.

[๘๐]  มรรคมีองค์  ๕  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

สัมมาทิฏฐิ   สัมมาสังกัปปะ   สัมมาวายามะ   สัมมาสติ   สัมมาสมาธิ

สัมมาทิฏฐิ  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

ปัญญา  กิริยาที่รู้ชัด    ความวิจัย   ความเลือกสรร   ความวิจัยธรรม

ความกำหนดหมาย  ความเข้าไปกำหนด   ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ   ภาวะที่รู้

ภาวะที่ฉลาด   ภาวะที่รู้ละเอียด  ความรู้แจ่มแจ้ง  ความค้นคิด  ความใคร่ครวญ

ปัญญาเหมือนแผ่นดิน  ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส  ปัญญาเครื่องนำทาง  ความ

เห็นแจ้ง  ความรู้ชัด   ปัญญาเหมือนปฏัก  ปัญญา   ปัญญินทรีย์   ปัญญาพละ

ปัญญาเหมือนศัสตรา  ปัญญาเหมือนปราสาท  ความสว่างคือปัญญา  แสงสว่าง

คือปัญญา     ปัญญาเหมือนประทีป    ปัญญาเหมือนดวงแก้ว     ความไม่หลง

ความวิจัยธรรม   ความเห็นชอบ   ในสมัยนั้น   อันใด  นี้ชื่อว่า  สัมมาทิฏฐิ

มีในสมัยนั้น.

สัมมาสังกัปปะ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์

ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์    ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์    ความดำริชอบ

ในสมัยนั้น   อันใด   นี้ชื่อว่า  สัมมาสังกัปปะ  มีในสมัยนั้น.

สัมมาวายามะ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

การปรารภความเพียรทางใจ  ความขะมักเขม้น   ความบากบั่น  ความ

ตั้งหน้า     ความพยายาม     ความอุตสาหะ      ความทนทาน     ความเข้มแข็ง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 403

ความหมั่น     ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย    ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ  ความไม่

ทอดทิ้งธุระ  ความประคับประคองธุระ  วิริยะ  วิริยินทรีย์  วิริยพละ   ความ

พยายามชอบ  ในสมัยนั้น    อันใด  นี้ชื่อว่า  สัมมาวายามะ  มีในสมัยนั้น.

สัมมาสติ   มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

สติ  ความความระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ

ความไม่เลื่อนลอย   ความไม่ลืม  สติ   สตินทรีย์   สติพละ   ความระลึกชอบ

ในสมัยนั้น    อันใด  นี้ชื่อว่า  สัมมาสติ   ในสมัยนั้น.

สัมมาสมาธิ   มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

ความตั้งอยู่แห่งจิต   ความดำรงอยู่แห่งจิต   ความมั่นอยู่แห่งจิต  ความ

ไม่ส่ายไปแห่งจิต     ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต   ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป   ความสงบ

แห่งจิต สมาธินทรีย์   สมาธิพละ   ความตั้งจิตไว้ชอบ   ในสมัยนั้น   อันใด

นี้ชื่อว่า  สัมมาสมาธิ  มีในสมัยนั้น.

สภาวธรรมนี้ชื่อว่า  มรรคมีองค์ ๕  มีในสมัยนั้น.

[๘๑]  พละ ๗  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

สัทธาพละ  วิริยพละ   สติพละ   สมาธิพละ  ปัญญาพละ   หิริพละ

โอตตัปปพละ.

สัทธาพละ  มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน  ?

ศรัทธา   กิริยาที่เชื่อ   ความปลงใจเชื่อ   ความเลื่อมใสยิ่ง   ศรัทธา

สัทธินทรีย์  กำลังคือศรัทธา  ในสมัยนั้น   อันใด  นี้ชื่อว่า สัทธาพละ  มีใน

สมัยนั้น.

วิริยพละ  มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน  ?

การปรารภความเพียรทางใจ  ความขะมักเขม้น  ความบากบั่น  ความ

ตั้งหน้า     ความพยายาม     ความอุตสาหะ     ความทนทาน     ความเข้มแข็ง

ความหมั่น     ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย   ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ  ความไม่


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 404

ทอดทิ้งธุระ    ความประคับประคองธุระ   วิริยะ   วิริยินทรีย์    กำลังคือวิริยะ

สัมมาวายามะ  ในสมัยนั้น  อันใด  นี้ชื่อว่า  วิริยพละ  มีในสมัยนั้น.

สติพละ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

สติ  ความตามระลึก ความหวนระลึก  สติ  กิริยาที่ระลึก  ความทรงจำ

ความไม่เลื่อนลอย    ความไม่ลืม    สติ     สตินทรีย์    กำลังคือสติ   สัมมาสติ

มีในสมัยนั้น   อันใด  นี้ชื่อว่า  สติพละ  มีในสมัยนั้น.

สมาธิพละ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

ความตั้งอยู่แห่งจิต   ความดำรงอยู่แห่งจิต  ความมั่นอยู่แห่งจิต  ความ

ไม่ส่ายแห่งจิต   ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต    ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป    ความสงบ

สมาธินทรีย์ กำลังคือสมาธิ  สัมมาสมาธิ  ในสมัยนั้นอันใด  นี้ชื่อว่า สมาธิพละ

มีในสมัยนั้น.

ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

ปัญญา  กิริยาที่รู้ชัด    ความวิจัย     ควรเลือกสรร   ความวิจัยธรรม

ความกำหนดหมาย  ความเข้าไปกำหนด   ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ  ภาวะที่รู้

ภาวะที่ฉลาด  ภาวะที่รู้ละเอียด  ความรู้แจ่มแจ้ง  ความค้นคิด  ความใคร่ครวญ

ปัญญาเหมือนแผ่นดิน  ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส  ปัญญาเครื่องนำทาง  ความ

เห็นแจ้ง   ความรู้ชัด  ปัญญาเหมือนปฏัก    ปัญญา  ปัญญินทรีย์ กำลังคือปัญญา

ปัญญาเหมือนศัสตรา  ปัญญาเหมือนปราสาท  ความสว่างคือปัญญา  แสงสว่าง

คือปัญญา  ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว  ความไม่หลง  ความ

วิจัยธรรม  สัมมาทิฏฐิ  ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญาพละมีในสมัยนั้น.

หิริพละ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย    กิริยาที่

ละอายต่อการประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย  ในสมัยนั้น     อันใด  นี้ชื่อว่า

หิริพละมีในสมัยนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 405

โอตตัปปะ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว   กิริยา

ที่เกรงกลัวต่อการประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด  นี้ชื่อว่า

โอตตัปปพละ มีในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  พละ ๗  มีในสมัยนั้น.

[๘๒]  เหตุ ๓  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน ?

อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ

อโลภะ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

การไม่โลภ  กิริยาที่ไม่โลภ  ความไม่โลภ   การไม่กำหนัด   กิริยาที่ไม่

กำหนัด   ความไม่กำหนัด   ความไม่เพ่งเล็ง   กุศลมูลคือความไม่โลภ   ในสมัย

นั้น อันใด  นี้ชื่อว่า  อโลภะมีในสมัยนั้น.

อโทสะ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

การไม่คิดประทุษร้าย  กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย  ความไม่คิดประทุษ-

ร้าย  ความไม่พยาบาท  ความไม่คิดเบียดเบียน  กุศลมูลคือความไม่คิดประทุษ

ร้าย  ในสมัยนั้น   อันใด  นี้ชื่อว่า  อโทสะมีในสมัยนั้น.

อโมหะ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

ปัญญา  กิริยาที่รู้ชัด   ความวิจัย   ความเลือกสรร    ความวิจัยธรรม

ความกำหนดหมาย  ความเข้าไปกำหนด  ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ   ภาวะที่รู้

ภาวะที่ฉลาด  ภาวะที่รู้ละเอียด  ควานรู้แจ่มแจ้ง  ความค้นคิด  ความใคร่ครวญ

ปัญญาเหมือนแผ่นดิน  ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส  ปัญญาเครื่องนำทาง   ความ

เห็นแจ้ง  ความรู้ชัด   ปัญญาเหมือนปฏัก  ปัญญา  ปัญญินทรีย์   ปัญญาพละ

ปัญญาเหมือนศัสตรา  ปัญญาเหมือนปราสาท  ความสว่างคือปัญญา  แสงสว่าง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 406

คือปัญญา  ปัญญาเหมือนประทีป  ปัญญาเหมือนดวงแก้ว  ความไม่หลง  ความ

วิจัยธรรม   สัมมาทิฏฐิ    กุศลมูลคืออโมหะ   ในสมัยนั้น      อันใด     นี้ชื่อว่า

อโมหะมีในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  เหตุ ๓  มีในสมัยนั้น.

[๘๓]  ผัสสะ ๑  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

การกระทบ  กิริยาที่กระทบ อาการที่ถูกต้อง ความถูกต้อง ในสมัยนั้น

อันใด  นี้ชื่อว่า  ผัสสะ ๑  มีในสมัยนั้น.

[๘๔]  เวทนา ๑  มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน ?

ความสบายทางใจ   ความสุขทางใจ   ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข

อันเกิดแต่เจโตสัมผัส      กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส

ในสมัยนั้น  อันใด   นี้ชื่อว่า  เวทนา ๑   มีในสมัยนั้น.

[๘๕]  สัญญา  ๑  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

การจำ  กิริยาที่จำ  ความจำ  ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า  สัญญา  ๑

มีในสมัยนั้น.

[๘๖]  เจตนา ๑   มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

การคิด  กิริยาที่คิด  ความคิด  ในสมัยนั้น    อันใด  นี้ชื่อว่า เจตนา ๑

มีในสมัยนั้น.

[๘๗]  จิต  ๑   มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

จิต   มโน   มนัส   หทัย   ปัณฑระ   มโน   มนายจนะ   มนินทรีย์

วิญญาณ  วิญญาณขันธ์  มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า

จิต  ๑  มีในสมัยนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 407

[๘๘]  เวทนาขันธ์   ๑  มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน  ?

ความสบายทางใจ  ความสุขทางใจ   ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข

อันเกิดแต่เจโตสัมผัส      กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส

ในสมัยนั้น   อันใด  นี้ชื่อว่า  เวทนาขันธ์  ๑     มีในสมัยนั้น.

[๘๙]  สัญญาขันธ์   ๑  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

การจำ กิริยาที่จำ ความจำ ในสมัยนั้น   อันใด  นี้ชื่อว่า สัญญาขันธ์  ๑

มีในสมัยนั้น.

[๙๐]  สังขารขันธ์  ๑  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

ผัสสะ   เจตนา  วิตก  วิจาร ปีติ  เอกัคคตา  สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์

สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ

สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ  สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ

ปัญญาพละ  หิริพละ  โอตตัปปพละ   อโลภะ   อโทสะ   อโมหะ   อนภิชฌา

อัพยาปาทะ  สัมมาทิฏฐิ  หิริ  โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ  จิตตปัสสัทธิ   กายลหุตา

จิตตลหุตา  กายมุทุตา  จิตตมุทุตา  กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา  กายปา-

คุญญตา  จิตตปาคุญญตา   กายุชุกตา   จิตตุชุกตา   สติ  สัมปชัญญะ  สมถะ

วิปัสสนา  ปัคคาหะ    อวิกเขปะ    หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด

เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์  วิญญาณขันธ์  มีอยู่ในสมัยนั้น   นี้ชื่อว่า  สังขาร

ขันธ์   ๑  มีในสมัยนั้น.

[๙๑]  วิญญาณขันธ์  ๑  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

จิต  มโน  มานัส   หทัย   ปัณฑระ   มโน   มนายตนะ  มนินทรีย์

วิญญาณ  วิญญาณขันธ์  มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน  ในสมัยนั้น  อันใด  นี้ชื่อว่า

วิญญาณขันธ์  ๑  มีในสมัยนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 408

[๙๒]  มนายตนะ  ๑  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

จิต  มโน  มานัส   หทัย   ปัณฑระ   มโน   มนายตนะ   มนินทรีย์

วิญญาณ  วิญญาณขันธ์  มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน  ในสมัยนั้น  อันใด  นี้ชื่อว่า

มนายตนะ  ๑  มีในสมัยนั้น.

[๙๓]  มนินทรีย์  ๑ มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

จิต  มโน  มานัส   หทัย   ปัณฑระ   มโน   มนายตนะ   มนินทรีย์

วิญญาณ  วิญญาณขันธ์  มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน  ในสมัยนั้น   อันใด นี้ชื่อว่า

มนินทรีย์  ๑  มีในสมัยนั้น.

[๙๔ ]  มโนวิญญาณธาตุ  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน ?

จิต    มโน    มานัส   ฯลฯ   มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน    ในสมัยนั้น

อันใด นี้ชื่อว่า  มโนวิญญาณธาตุ ๑  มีในสมัยนั้น.

[๙๕]  ธรรมายตนะ     มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

เวทนาขันธ์    สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  นี้ชื่อว่า   ธรรมายตนะ  ๑

มีในสมัยนั้น.

[๙๖]  ธรรมธาตุ  ๑   มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  นี้ชื่อว่า   ธรรมธาตุ ๑   มีใน

สมัยนั้น.

[๙๗]  หรือว่า  นามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

โกฏฐาสวาร  จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 409

อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์

 

อธิบายสังคหวาร*

 

บัดนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มสังคหวารโดยคำเป็นต้นว่า   ตสฺมึ

โข  ปน  สมเย  จตฺตาโร   ขนฺธา  โหนฺติ   (ก็ในสมัยนั้นแล  ขันธ์  ๔

ย่อมมี)  ก็สังคหวารนั้นมี ๓ อย่าง คือ  อุทเทส  นิทเทส  และปฏินิทเทส.

บรรดาสังคหวารทั้ง ๓ เหล่านั้น    วาระที่มีคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า  ตสฺมึ

โข  ปน  สมเย  จตฺตาโร  ขนฺธา  (ก็ในสมัยนั้นแลขันธ์ ๔ ย่อมมี)  ดังนี้

พึงทราบว่าเป็นอุทเทส.  วาระที่มีคำเป็นต้น ว่า  กตเม ตสฺมึ สมเย จตฺตาโร

ขนฺธา  (ขันธ์ ๔ มีใสมัยนั้นเป็นไฉน) ดังนี้พึงทราบว่าเป็นนิทเทส. วาระที่

มีคำเป็นต้นว่า  กตโม  ตสฺมึ    สมเย  เวทนากฺขนฺโธ    (เวทนาขันธ์มีใน

สมัยนั้นเป็นไฉน)  ดังนี้  พึงทราบว่าเป็นปฏินิทเทส.

บรรดาวาระเหล่านั้น  วาระว่าด้วยอุทเทสมีคำว่า   จตฺตาโร   ขนฺธา

เป็นต้น    มีโกฏฐาส ๒๓ พึงทราบเนื้อความโกฏฐาสเหล่านั้น   ดังต่อไปนี้

กามาวจรมหากุศลจิตดวงที่   ๑    ย่อมเกิดขึ้นในสมัยใด    ในสมัยนั้น

ธรรมทั้งหลายเกิน  ๕๐  ซึ่งมาในพระบาลีที่เกิดขึ้นเป็นส่วนประกอบของจิตเว้น

เยวาปนกธรรม   เมื่อประมวลเข้าด้วยกันแม้ทั้งหมด ชื่อว่า ขันธ์  ๔  ด้วยอรรถ

ว่าเป็นกอง    ชื่อว่า  เป็นอายตนะ   ๒   เท่านั้น   ด้วยอรรถว่าเป็นที่ต่อตาม

ที่กล่าวมาแล้ว  ชื่อว่า  เป็นธาตุ   ๒  เหมือนกันนั่นแหละ  ด้วยอรรถว่าเป็น

สภาวะ ด้วยอรรถว่าเป็นสุญญตะ  ด้วยอรรถว่าเป็นนิสสัตตะ. ในธรรมเหล่านั้น

ชื่อว่า เป็นอาหารมี  ๓ เท่านั้น    ด้วยอรรถว่านำมากล่าวคือเป็นปัจจัย ธรรม

ที่เหลือไม่ใช่เป็นอาหาร.

*    บาลี เรียกว่า  โกฏฐาสวาร


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 410

ถามว่า  ธรรมที่เหลือเหล่านั้นไม่เป็นปัจจัยของกันและกันหรือ   หรือ

ว่าไม่เป็นปัจจัยแก่รูปซึ่งมีธรรมนั้นเป็นสมุฏฐานหรือ ตอบว่า  ไม่เป็นปัจจัย

หามิได้  แต่ว่าธรรมเหล่านั้นย่อมเป็นปัจจัยอย่างนั้นก็ได้    ย่อมเป็นโดยประการ

อื่นก็ได้ เพราะฉะนั้น   ครั้นเมื่อความเป็นปัจจัยแม้มีอยู่ ก็ย่อมเป็นปัจจัยเกินไป

ดังนั้น   จึงตรัสว่า  ธรรมเหล่านั้น  ว่าเป็นอาหาร.

ถามว่า  ตรัสว่าอย่างไร ตอบว่า บรรดาอาหารเหล่านั้น    ผัสสาหาร

เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่จิตและเจตสิกเป็นปัจจัยเหล่านั้น       และย่อมนำมา

ซึ่งเวทนา ๓.    มโนสัญเจตนาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น     และย่อม

นำมาซึ่งภพ ๓. วิญญาณาหาร  ย่อมเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น     และย่อมนำมา

ซึ่งปฏิสนธิ  นามและรูป.

ถามว่า    วิญญาณาหารนั้นเป็นวิบากอย่างเดียว    ส่วนวิญญาณนี้เป็น

กุศลวิญญาณ  มิใช่หรือ.     ตอบว่า    เป็นกุศลวิญญาณแม้ก็จริง    ถึงอย่างนั้น

กุศลวิญญาณนั้น      ท่านก็เรียกว่า  วิญญาณาหารเหมือนกัน  เพราะเป็นสภาพ

เหมือนกับวิปากวิญญาณาหารนั้น.  อีกย่างหนึ่ง  ธรรมทั้ง  ๓  เหล่านี้    ตรัส

เรียกว่า   อาหาร   เพราะอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์.  จริงอยู่   ธรรมเหล่านี้เป็น

ปัจจัยโดยเป็นอุปถัมภกปัจจัย  แก่สัมปยุตตธรรมทั้งหลาย   เหมือนกพฬิงการา-

หารเป็นปัจจัยแก่รูปกาย   เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ    พระองค์จึงตรัสว่า  อรูป-

อาหารย่อมเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตธรรม     และแก่รูปทั้งหลายที่มีอาหารนั้นเป็น

สมุฏฐาน  ด้วยอาหารปัจจัย.

อีกนัยหนึ่ง  ก็ธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า   ตรัสเรียกว่า

อาหาร ดุจกพฬิงการาหารเป็นปัจจัยพิเศษแห่งสันตติ (ความสืบต่อ) ในภายใน

จริงอยู่   กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยพิเศษแก่รูปกายของสัตว์ทั้งหลายผู้มีกพฬิงกา-


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 411

ราหารเป็นอาหาร  ในนามกายผัสสะเป็นปัจจัยพิเศษแก่เวทนา   มโนสัญเจตนา

เป็นปัจจัยพิเศษแก่วิญญาณ.     วิญญาณเป็นปัจจัยพิเศษแก่นามรูป.    เหมือน

อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  กายนี้ดำรงอยู่ได้เพราะ

อาหาร    อาศัยอาหารจึงดำรงอยู่     ไม่อาศัยอาหารก็ดำรงอยู่ไม่ได้    เช่นกับที่

ตรัสว่า  เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา  เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป  ฉะนั้น.

ก็ธรรม  ๘  เท่านั้น  (ศรัทธา  วิริยะ   สติ   สมาธิ   ปัญญา   มนะ

โสมนัส  ชีวิตะ)    ชื่อว่า   อินทรีย์    ด้วยอรรถว่าเป็นอธิบดี ธรรมที่เหลือ

ไม่ชื่อว่าเป็นอินทรีย์   เพราะเหตุนั้น     จึงตรัสว่า   อินทรีย์  ๘  มีในสมัยนั้น.

ธรรม ๕ เท่านั้น  ชื่อว่า  เป็นองค์ฌาน  เพราะอรรถว่า  เข้าไปเพ่ง  เพราะ

เหตุนั้น  จึงตรัสว่า ฌานมีองค์ ๕ ดังนี้. ธรรม ๕ เท่านั้น   ชื่อว่าเป็นองค์มรรค

เพราะอรรถว่านำออก    และเพราะอรรถเป็นเหตุ    เพราะเหตุนั้น    จึงตรัสว่า

มรรคมีองค์ ๕ ดังนี้.   จริงอยู่   อริยมรรคมีองค์ ๘ แม้ก็จริง     แต่ว่าองค์มรรค

ในโลกิยจิต  ไม่ได้วิรติ ๓ พร้อมกัน  เพราะฉะนั้น   จึงตรัสว่า  มรรคมีองค์ ๕.

ถามว่า  แม้มรรคที่เป็นบุรพภาควิปัสสนาก็มีองค์ ๘  เหมือนโลกุตร-

มรรค  ดังในสูตรนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุ คำว่า ยถาคตมคฺโคติ โข  มคฺโค โหติ

นี้  เป็นชื่อของอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  เพราะความที่เนื้อความนี้   เป็น

การแสดงตามยถาคตศัพท์   แม้โลกิยมรรคก็พึงประกอบด้วยองค์ ๘  มิใช่หรือ.

ตอบว่า โลกิยมรรคไม่พึงประกอบด้วยองค์ ๘ เพราะชื่อว่า สุตตันติกเทศนา

นี้  เป็นปริยายเทศนา  ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ  พระผู้มีพระภาคเจ้า    จึงตรัสว่า

ส่วนกายกรรม  วจีกรรม  อาชีวะของเธอบริสุทธิ์ดีแล้วในเบื้องต้นเทียว  ดังนี้.

ส่วนเทศนานี้เป็นนิปปริยายเทศนา  เพราะในโลกิยจิตไม่ได้วิรติ   ๓  พร้อมกัน

เพราะฉะนั้น    จึงตรัสว่า  ในโลกิยมรรคได้มรรคมีองค์ ๕  เท่านั้น  ดังนี้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 412

ก็ธรรม  ๗  เท่านั้น     (ศรัทธา   วิริยะ   สติ   สมาธิ    ปัญญา  หิริ

โอตตัปปะ)   ชื่อว่า   พละ    เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว.   ธรรม   ๓  เท่านั้น

(อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ)  ชื่อว่า  เป็นเหตุ   เพราะอรรถว่าเป็นมูล.  ธรรม

หนึ่งเท่านั้น  ชื่อว่า  ผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง.  ธรรมหนึ่งเท่านั้น  ชื่อว่า

เวทนา   เพราะอรรถว่า  เสวยอารมณ์.   ธรรมหนึ่งเท่านั้น    ชื่อว่า   สัญญา

เพราะอรรถจำได้.  ธรรมหนึ่งเท่านั้น   ชื่อว่า เจตนา เพราะอรรถว่า การตั้งใจ.

ธรรมหนึ่งเท่านั้น  ชื่อว่า  จิต   เพราะอรรถว่าคิดและทำให้วิจิตร.

ธรรมหนึ่งเท่านั้น     ชื่อว่า    เวทนาขันธ์    เพราะอรรถว่าเป็นกอง

และเพราะอรรถว่าเสวยอารมณ์.    ธรรมหนึ่งเท่านั้น      ชื่อว่า    สัญญาขันธ์

เพราะอรรถว่าเป็นกอง   และเพราะอรรถว่าจำได้.    ธรรมหนึ่งเท่านั้น    ชื่อว่า

สังขารขันธ์      เพราะอรรถว่าเป็นกอง และเพราะอรรถว่าปรุงแต่ง.  ธรรมหนึ่ง

เท่านั้น     ชื่อว่า  วิญญาณขันธ์   เพราะอรรถว่าเป็นกอง    และเพราะอรรถว่า

คิดและกระทำให้วิจิตร.  ธรรมนั่นแหละ  ชื่อว่า  มนายตนะ  เพราะอรรถว่า

รู้แจ้ง     และเพราะอรรถว่าเป็นอายตนะตามที่กล่าวแล้ว.      ธรรมหนึ่งเท่านั้น

ชื่อว่า   มนินทรีย์   เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง  และเพราะอรรถว่าเป็นอธิบดี.  ธรรม

หนึ่งเท่านั้น  ชื่อว่า    มโนวิญญาณธาตุ.    เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง   และเพราะ

อรรถว่าเป็นสภาวะ    เป็นสุญญตะ    เป็นนิสสัตตะ    ธรรมที่เหลือไม่ใช่ธรรม

(ตามที่กล่าวมา)    ธรรมแม้ทั้งหมดที่เหลือเว้นจิต  ชื่อว่า  เป็นธรรมายตนะ

หนึ่ง  และเป็นธรรมธาตุหนึ่งนั่นแหละ  เพราะอรรถว่าเป็นอายตนะตามที่กล่าว

แล้ว   ดังนี้.

ก็ว่าโดยอัปปนาวารนี้ว่า  เย   วา   ปน  ตสฺมึ   สมเย   ดังนี้   แม้ใน

ที่นี้ท่านก็สงเคราะห์  คือ  รวมเอาเยวาปนกธรรมตามที่กล่าวแล้วในหนหลังด้วย


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 413

คือว่า  เยวาปนกธรรม  ในที่นี้ฉันใด  ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้น เพราะว่า  ต่อจาก

นี้ไป ข้าพเจ้าจักไม่วิจารเท่านี้  บัณฑิตพึงทราบวาระในนิทเทสและปฏินิทเทส

ทั้งหลายโดยนัยตามที่กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแหละ   แม้คำว่าโกฏฐาสวาร

ก็เป็นชื่อของสังคหวารนั่นแหละ.

จบสังคหวาร

 

บาลีสุญญตวาร

 

จิตดวงที่  ๑

 

[๙๘]  ก็ธรรม ขันธ์  อายตนะ ธาตุ อาหาร  อินทรีย์ ฌาน  มรรค

พละ  เหตุ  ผัสสะ  เวทนา   สัญญา  เจตนา จิต  เวทนาขันธ์   สัญญาขันธ์

สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ มนายตนะ  มนินทรีย์ มโนวิญญาณธาตุ  ธรรมายตนะ

ธรรมธาตุ   มีในสมัยนั้น    หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่ใน

สมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๙๙]  ธรรม  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์   สังขารขันธ์  วิญญาณขันธ์   เหล่านี้ชื่อว่า

ธรรม  มีในสมัยนั้น.

[๑๐๐]  ขันธ์  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์   สังขารขันธ์   วิญญาณขันธ์   เหล่านี้ชื่อว่า

ขันธ์     มีในสมัยนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 414

[๑๐๑]  อายตนะ  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

มนายตนะ  ธรรมายตนะ  เหล่านี้ชื่อว่า  อายตนะ  มีในสมัยนั้น.

[๑๐๒ ]   ธาตุ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

มโนวิญญาณธาตุ  ธรรมธาตุ  เหล่านี้ชื่อว่า   ธาตุ  มีในสมัยนั้น.

[๑๐๓]  อาหาร  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร  วิญญาณาหาร  เหล่านั้นชื่อว่า  อาหาร

มีในสมัยนั้น.

[๑๐๔]  อินทรีย์  มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน  ?

สัทธินทรีย์    วิริยินทรีย์    สตินทรีย์    สมาธินทรีย์    ปัญญินทรีย์

มนินทรีย์ โสมมนัสสินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  เหล่านั้นชื่อว่า อินทรีย์  มีในสมัยนั้น.

[๑๐๕]  ฌาน  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

วิตก  วิจาร  ปีติ   สุข  เอกัคคตา  นี้ชื่อว่า   ฌาน  มีในสมัยนั้น.

[๑๐๖]  มรรค  มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน  ?

สัมมาทิฏฐิ   สัมมาสังกัปปะ   สัมมาวายามะ   สัมมาสติ   สัมมาสมาธิ

นี้ชื่อว่า  มรรค  มีในสมัยนั้น.

[๑๐๗]  พละ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

สัทธาพละ   วิริยพละ   สติพละ   สมาธิพละ   ปัญญาพละ   หิริพละ

โอตตัปปพละ  เหล่านั้นชื่อว่า  พละ  มีในสมัยนั้น.

[๑๐๘]  เหตุ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ  เหล่านี้ชื่อว่า  เหตุ  มีในสมัยนั้น.

[๑๐๙]  ผัสสะ   มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน ฯลฯ   นี้ชื่อว่า   ผัสสะ

มีในสมัยนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 415

[๑๑๐]  เวทนา   มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน ฯลฯ   นี้ชื่อว่า  เวทนา

มีในสมัยนั้น.

[๑๑๑]  สัญญา  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ฯลฯ   นี้ชื่อว่า  สัญญา

มีในสมัยนั้น.

[๑๑๒]  เจตนา  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ฯลฯ   นี้ชื่อว่า  เจตนา

มีในสมัยนั้น.

[๑๑๓]  จิต  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า จิต  มีในสมัยนั้น.

[๑๑๔]  เวทนาขันธ์       มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน  ฯลฯ    นี้ชื่อว่า

เวทนาขันธ์     มีในสมัยนั้น.

[๑๑๕]  สัญญาขันธ์   มีในสมัยนั้น      เป็นไฉน  ฯลฯ    นี้ชื่อว่า

สัญญาขันธ์     มีในสมัยนั้น.

[๑๑๖]  สังขารขันธ์    มีในสมัยนั้น     เป็นไฉน  ฯลฯ    นี้ชื่อว่า

สังขารขันธ์     มีในสมัยนั้น.

[๑๑๗]  วิญญาณขันธ์   มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ฯลฯ   นี้ชื่อว่า

วิญญาณขันธ์  มีในสมัยนั้น.

[๑๑๘]  มนายตนะ    มีในสมัยนั้น     เป็นไฉน  ฯลฯ    นี้ชื่อว่า

มนายตนะ  มีในสมัยนั้น.

[๑๐๙]  มนินทรีย์  มีในสมัยนั้น เป็นไฉน  ฯลฯ   นี้ชื่อว่า มนินทรีย์

มีในสมัยนั้น.

[๑๒๐]  มโนวิญญาณธาตุ  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ฯลฯ   นี้ชื่อว่า

มโนวิญญาณธาตุ  มีในสมัยนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 416

[๑๒๑]  ธรรมายตนะ  มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน ?

เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า  ธรรมายตนะ  มีใน

สมัยนั้น.

[๑๒๒]  ธรรมธาตุ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า  ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น.

[๑๒๓]  หรือว่า นามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ในสมัยนั้น

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

สุญญตวาร  จบ

จิตดวงที่  ๑   จบ

 

จิตดวงที่   ๒

 

[๑๒๔]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

กามาวจรกุศลจิต    สหรคตด้วยโสมนัส   สัมปยุตด้วยญาณ   มีรูปเป็น

อารมณ์ ฯลฯ  มีธรรมเป็นอารมณ์  หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยมีกาย

ชักจูง  ในสมัยใด   ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

จิตดวงที่  ๒  จบ

 

จิตดวงที่   ๓

 

[๑๒๕]   ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

กามาวจรกุศลจิต   สหรคตด้วยโสมนัส   วิปปยุตจากญาณ    มีรูปเป็น

อารมณ์ ฯลฯ  มีธรรมเป็นอารมณ์  หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในสมัยใด


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 417

ผัสสะ   เวทนา   สัญญา   เจตนา  จิต   วิตก   วิจาร   ปีติ   สุข    เอกัคคตา

สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์  สตินทรีย์   สมาธินทรีย์  มนินทรีย์  โสมนัสสินทรีย์

ชีวิตินทรีย์  สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ   สัทธาพละ

วิริยพละ  สติพละ   สมาธิพละ   หิริพละ   โอตตัปปพละ    อโลภะ   อโทสะ

อนภิชฌา  อัพยาปาทะ  หิริโอตตัปปะ กายปัสสัทธิ  จิตตปัสสัทธิ  กายลหุตา

จิตตลหุตา  กายมุทุตา   จิตตมุทุตา  กายกัมมัญญตา   จิตตกัมมัญญตา   กาย-

ปาคุญญตา   จิตตปาคุญญตา   กายุชุกตา   จิตตุชุกตา  สติ  สมถะ   ปัคคาหะ

อวิกเขปะ   มีในสมัยนั้น   หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่ใน

สมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๒๖]  ก็ขันธ์  ๔   อายตนะ ๒    ธาตุ ๒   อาหาร ๓   อินทรีย์ ๗

ฌานมีองค์ ๕ มรรคมีองค์  ๔   พละ ๖ เหตุ ๒ ผัสสะ  ๑ ฯลฯ ธรรมายตนะ ๑

ธรรมธาตุ  ๑  มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่

ในสมัยนั้น

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

[๑๒๗]  สังขารขันธ์  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

ผัสสะ  เจตนา  วิตก วิจาร ปีติ   เอกัคคตา  สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์

สตินทรีย์  สมาธินทรีย์   ชีวิตินทรีย์  สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ

สัมมาสมาธิ  สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ หิริพละ โอตตัปปพละ

อโลภะ   อโทสะ   อนภิชฌา   อัพยาปาทะ   หิริ   โอตตัปปะ   กายปัสสัทธิ

จิตตปัสสัทธิ  กายลหุตา  จิตตลหุตา  กายมุทุตา  จิตตมุทุตา   กายกัมมัญญตา

จิตตกัมมัญญตา  กายปาคุญญตา  จิคตปาคุญญตา  กายุชุกตา  จิตตุชุกตา  สติ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 418

สมถะ  ปัคคาหะ   อวิกเขปะ   หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่

ในสมัยนั้น  เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์  นี้ชื่อว่า  สังขารขันธ์

มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

จิตดวงที่  ๓  จบ

 

จิตดวงที่  ๔

 

[๑๒๘]   ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

กามาวจรกุศลจิต   สหรคตด้วยโสมนัส  วิปปยุตจากญาณ   มีรูปเป็น

อารมณ์ ฯลฯ    มีธรรมเป็นอารมณ์    หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ   เกิดขึ้นโดยมี

การชักจูง  ในสมัยใด   ผัสสะ ฯลฯ  อวิกเขปะ   มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

จิตดวงที่  ๔  จบ

 

จิตดวงที่  ๕

 

[๑๒๙]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

กามาวจรกุศลจิต   สหรคตด้วยอุเบกขา  สัมปยุตด้วยญาณ   มีรูปเป็น

อารมณ์   หรือมีเสียงเป็นอารมณ์    มีกลิ่นเป็นอารมณ์   มีรสเป็นอารมณ์  มี

โผฏฐัพพะเป็นอารมณ์  มีธรรมเป็นอารมณ์  หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น

ในสมัยใด   ผัสสะ   เวทหา   สัญญา   เจตนา   จิต   วิตก   วิจาร   อุเบกขา

เอกัคคตา   สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์   สตินทรีย์   สมาธินทรีย์   ปัญญินทรีย์


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 419

มนินทรีย์  อุเบกขินทรีย์   ชีวิตินทรีย์   สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวายามะ

สัมมาสติ   สัมมาสมาธิ   สัทธาพละ  วิริยพละ  สติพละ  สมาธิพละ  ปัญญาพละ

หิริพละ    โอตตัปปพละ   อโลภะ   อโทสะ  อโมหะ  อนภิชฌา   อัพยาปาทะ

สัมมาทิฏฐิ หิริ  โอตตัปปะ      จิตตปัสสัทธิ   กายปัสสัทธิ  กายลหุตา  จิตตลหุตา

กายมุทุตา   จิตตมุทุตา    กายกัมมัญญตา    จิตตกัมมัญญตา    กายปาคุญญตา

จิตตปาคุญญตา   กายุชุกตา   จิตตุชุกตา  สติ   สัมปชัญญะ  สมถะ   วิปัสสนา

ปัคคาหะ  อวิกเขปะ   มีในสมัยนั้น      หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด

อยู่ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

[๑๓๐]  ผัสสะ  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

การกระทบ  กิริยาที่กระทบ  กิริยาที่ถูกต้อง  ความถูกต้องในสมัยนั้น

อันใด  นี้ชื่อว่า   ผัสสะ  มีในสมัยนั้น.

เวทนา  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน  ?

ความสบายทางใจก็ไม่ใช่    ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่   อันเกิดแต่

สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน    ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข  อัน

เกิดแต่เจโตสัมผัส     กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส

ในสมัยนั้น    อันใด  นี้ชื่อว่า  เวทนา  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

อุเบกขา มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?

ความสบายทางใจก็ไม่ใช่    ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่    ความเสวย

อารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส  กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข

อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น   อันใด นี้ชื่อว่า อุเบกขา มีในสมัยนั้น ฯลฯ

อุเบกขินทรีย์  มีในสมัยนั้น  เป็นไฉน  ?


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 420

ความสบายทางใจก็ไม่ใช่    ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่    ความเสวย

อารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส   กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข

อันเกิดแต่เจโตสัมผัส   ในสมัยนั้น      อันใด   นี้ชื่อว่า  อุเบกขินทรีย์    มีใน

สมัยนั้น.

[๑๓๑]  หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด     มีอยู่ในสมัยนั้น

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล.

[๑๓๒]  ก็ขันธ์  ๔  อายตนะ  ๒   ธาตุ ๒  อาหาร  ๓   อินทรีย์  ๘

ฌานมีองค์ ๔  มรรคมีองค์ ๕  พละ ๗  เหตุ ๓  ผัสสะ ๑ ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

[๑๓๓]  สังขารขันธ์  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

ผัสสะ  เจตนา  วิตก   วิจาร   เอกัคคตา    สัทธินทรีย์    วิริยินทรีย์

สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ

สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ  สัทธาพละ  วิริยพละ  สติพละ  สมาธิ-

พละ  ปัญญาพละ  หิริพละ  โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา

อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ  กายปัสสัทธิ  จิตตปัสสัทธิ  กายลหุตา

จิตตลหุตา  กายมุทุตา  จิตตมุทุตา  กายกัมมัญญตา  จิตตกัมมัญญตา  กายปา-

คุญญตา   จิตตปาคุญญตา   กายุชุกตา  จิตตุชุกตา  สติ  สัมปชัญญะ   สมถะ

วิปัสสนา  ปัคคาหะ    อวิกเขปะ    หรือนามธรรมที่อิงอาศัย   เกิดขึ้นแม้อื่นใด

มีอยู่ในสมัยนั้น  เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์นี้ชื่อว่าสังขารขันธ์

มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

จิตดวงที่ ๕  จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 421

จิตดวงที่  ๖

 

[๑๓๔]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

กามาวจรกุศลจิต   สหรคตด้วยอุเบกขา   สัมปยุตด้วยญาณ  มีรูปเป็น

อารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์  หรือปรารภอารมณ์ใดๆ  เกิดขึ้นโดยมีการ

ชักจูง  ในสมัยใด  ผัสสะ  ฯลฯ  อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล   ฯลฯ

จิตดวงที่  ๖  จบ

 

จิตดวงที่  ๗

 

[๑๓๕]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

กามาวจรกุศลจิต  สหรคตด้วยอุเบกขา  วิปปยุตจากญาณ    มีรูปเป็น

อารมณ์  ฯลฯ  มีธรรมเป็นอารมณ์  หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ  เกิดขึ้นในสมัยใด

ผัสสะ  เวทนา   สัญญา   เจตนา  จิต    วิตก   วิจาร   อุเบกขา    เอกัคคตา

สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์   สตินทรีย์   สมาธินทรีย์   มนินทรีย์   อุเบกขินทรีย์

ชีวิตินทรีย์  สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ  สัทธาพละ

วิริยพละ   สติพละ   สมาธิพละ   หิริพละ   โอตตัปปพละ   อโลภะ  อโทสะ

อนภิชฌา  อัพยาปาทะ หิริ โอตตัปปะ  กายปัสสัทธิ    จิตตปัสสัทธิ  กายลหุตา

จิตตลหุตา  กายมุทุตา  จิตตมุทุตา  กายกัมมัญญตา  จิตตกัมมัญญตา  กายปา-

คุญญตา    จิตตปาคุญญตา   กายุชุกตา    จิตตุชุกตา   สติ    สมถะ  ปัคคาหะ

อวิกเขปะ    มีในสมัยนั้น     หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด   มีอยู่ใน

สมัยนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 422

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

[๑๓๖]  ก็ขันธ์ ๔  อายตนะ ๒  ธาตุ ๒  อาหาร ๓  อินทรีย์ ๗  ฌานมี

องค์ ๔  มรรคมีองค์ ๔  พละ ๖  เหตุ ๒  ผัสสะ ๑ ฯลฯ  ธรรมายตนะ ๑  ธรรม-

ธาตุ ๑  มีในสมัยนั้น   หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

[๑๓๗]  สังขารขันธ์  มีในสมัยนั้น   เป็นไฉน ?

ผัสสะ  เจตนา   วิตก   วิจาร   เอกัคคตา   สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์

สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  สัมมาสังกัปปะ   สัมมาวายามะ  สัมมาสติ

สัมมาสมาธิ  สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ หิริพละ  โอตตัปปพละ

อโลภะ    อโทสะ    อนภิชฌา    อัพยาปาทะ   หิริ   โอตตัปปะ    กายปัสสัทธิ

จิตตปัสสัทธิ  กายลหุตา  จิตตลหุตา  กายมุทุตา   จิตตมุทุตา   กายกัมมัญตา

จิตตกัมมัญญตา  กายปาคุญญตา  จิตตปาคุญญตา   กายุชุกตา   จิตตุชุกตา  สติ

สมถะ  ปัคคาหะ  อวิกเขปะ   หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใดมีอยู่ใน

สมัยนั้น   เว้นเวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  วิญญาณขันธ์  นี้ชื่อว่า  สังขารขันธ์

มีในสมัยนั้น   ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

จิตดวงที่  ๗  จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 423

จิตดวงที่  ๘

 

[๑๓๘]   ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

กามาวจรกุศลจิต    สหรคตด้วยอุเบกขา  วิปปยุตจากญาณ    มีรูปเป็น

อารมณ์  ฯลฯ  มีธรรมเป็นอารมณ์   หรือว่า   ปรารภอารมณ์ใด  ๆ  เกิดขึ้น

โดยมีการชักจูง  ในสมัยใด  ผัสสะ   ฯสฯ  อวิกเขปะมีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล  ฯลฯ

จิตดวงที่  ๘  จบ

กามาวจรมหากุศลจิต  ๘  จบ

ทุติยภาณวาร  จบ

 

อธิบายสุญญตวาร

 

จิตดวงที่ ๑

 

บัดนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มสุญญตวาร มีคำว่า  ตสฺมึ   โข  ปน

สมเย   ธมฺมา โหนฺติ  ดังนี้  สุญญตวารนั้นกำหนดไว้ ๒ อย่าง ด้วยสามารถ

แห่งอุทเทส    และนิทเทส.    บรรดาอุทเทสและนิทเทสเหล่านั้น   วาระว่าด้วย

อุทเทสจิตไว้เป็น ๒  ส่วน  รวมทั้งบทว่า  ธมฺมา โหนฺติ.  ก็ในส่วนทั้งปวง

ท่านมิได้กล่าวกำหนดนับว่า    เป็น ๔   เป็น ๒  และเป็น ๓  ดังนี้.    ถามว่า

เพราะเหตุไร ?   ตอบว่า   เพราะกำหนดไว้ในสังคหวารแล้ว    ด้วยว่า   ธรรม

ทั้งหลายที่กำหนดไว้ในสังคหวารนั้นนั่นแหละท่านก็กล่าวไว้      แม้ในสุญญต-


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 424

วารนี้    จริงอยู่    ในสุญญตวารนี้    ย่อมไม่ได้สัตว์    หรือภาวะ    หรืออัตตา

ก็ธรรมทั้งหลาย    ตรัสไว้เพื่อแสดงสุญญตา  (ความว่าง)  นี้ว่า    ธรรมเหล่านี้

สักว่าเป็นธรรม    ไม่มีสาระ    ไม่เป็นปริณายก    เพราะฉะนั้น    ในวาระแห่ง

อุทเทสนี้   พึงทราบเนื้อความ  อย่างนี้ว่า

ในสมัยใด  กามาวจรมหากุศลจิต  ดวงที่ ๑   ย่อมเกิดขึ้น   ธรรมเกิน

๕๐  ที่เกิดขึ้นด้วยองค์ประกอบของจิต   ในสมัยนั้น    ธรรมนั่นแหละ   ย่อมมี

ด้วยอรรถว่าเป็นสภาวะ    ไม่ใช่อะไร  ๆ  อื่น  คือ    ไม่ใช่สัตว์    ไม่ใช่ภาวะ

ไม่ใช่ชีวะ   ไม่ใช่โปสะ   ไม่ใช่บุคคล.   อนึ่ง  ธรรมนั้น     ย่อมชื่อว่า     ขันธ์

เพราะอรรถว่าเป็นกอง.     ในบททั้งปวงพึงทราบการประกอบเนื้อความโดยนัย

ก่อนนั่นแหละ  ด้วยประการฉะนี้.

ก็เพราะองค์ฌานอื่นจากฌาน    หรือว่าองค์มรรคอื่นจากมรรคไม่มี

ฉะนั้น     ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า   ฌานย่อมมี   มรรคย่อมมี   ดังนี้.

จริงอยู่  ที่ชื่อว่า ฌาน  ก็เพราะอรรถว่าการเข้าไปเพ่งโดยแท้   ที่ชื่อว่า มรรค

ก็เพราะอรรถว่าเป็นเหตุนั่นแหละ   สัตว์หรือว่าภาวะ  อย่างใดอย่างหนึ่งอื่นไม่มี

พึงทราบการประกอบเนื้อความในบททั้งปวง อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. นิทเทส-

วาร   มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.

จบสุญญตวาร  และ

จบการพรรณนาอรรถแห่ง

ปฐมจิตซึ่งอธิบายแล้วประดับ

ด้วยมหาวารทั้ง  ๓


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 425

อธิบายจิตดวงที่  ๒

 

บัดนี้  เพื่อแสดงมหากุศลจิตมีจิตดวงที่ ๒ เป็นต้น   จึงเริ่มคำเป็นต้น

ว่า  กตเม   ธมฺมา  ดังนี้อีก.   แม้ในจิตเหล่านั้นทั้งหมด   พึงทราบมหาวาระ

ดวงละ  ๓  วาระโดยนัยที่กล่าวแล้วในปฐมจิต     และไม่ใช่มหาวาระอย่างเดียว

เท่านั้น   แม้อรรถแห่งบททั้งปวงเช่นกับคำที่กล่าวในปฐมจิต ก็พึงทราบโดยนัย

ที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.  เพราะว่า  เบื้องหน้านี้ไปข้าพเจ้าจักกระทำการพรรณนา

ตามลำดับบท  เบื้องต้นพึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งจิตดวงที่ ๒ ก่อน.

คำว่า   สสขาเรน    นี้เท่านั้นเป็นคำยังไม่เคยพรรณนา    พึงทราบ

เนื้อความแห่งคำว่า  สสขาเรน นั้น. ธรรมที่ชื่อว่า สสังขาร  (การชักชวน)

เพราะเป็นไปกับด้วยสังขาร อธิบายว่า  มีสังขารนั้น   คือ มีการประกอบ มีอุบาย

มีปัจจัยเป็นหมู่   จริงอยู่    ปฐมจิต    (มหากุศลจิตดวงที่   ๑)   ย่อมเกิดขึ้นด้วย

หมู่แห่งปัจจัยมีอารมณ์เป็นต้น     อันใด  จิตดวงที่  ๒ นี้  ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วยหมู่

แห่งปัจจัยโดยมีปโยคะ  มีอุบายนั้นเหมือนกัน.

พึงทราบความเกิดขึ้นแห่งจิตดวงที่ ๒ นั้น อย่างนี้ว่า  ภิกษุบางรูปใน

พระธรรมวินัยนี้    อาศัยอยู่ในที่สุดแห่งวิหาร    เมื่อถึงเวลากวาดลานพระเจดีย์

หรือถึงเวลาบำรุงพระเถระ  หรือถึงวันฟังธรรม ก็คิดว่า  เมื่อเราไปแล้วกลับมา

จักไกลยิ่ง  เราจักไม่ไป  ดังนี้   แล้วคิดอีกว่า    ชื่อว่า    การปัดกวาดลาน

พระเจดีย์  หรือการบำรุงพระเถระ  หรือการไม่ไปฟังธรรมไม่สมควรแก่ภิกษุ

เราจักไป  ดังนี้   จึงไป.   กุศลจิตที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น    ผู้กระทำปโยคะของตน

หรือถูกผู้อื่นแสดงโทษในการไม่ทำวัตรเป็นต้น   และอานิสงส์ในการกระทำแล้ว

กล่าวสอนอยู่   หรือแก่ภิกษุที่ถูกสั่งให้กระทำว่า    เจ้าจงมาจงกระทำสิ่งนี้  ดังนี้

ชื่อว่า  ย่อมเกิดขึ้นโดยมีสังขาร  มีหมู่แห่งปัจจัย  ดังนี้.

จบจิตดวงที่  ๒


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 426

อธิบายจิตดวงที่  ๓

 

ในจิตดวงที่ ๓  บทว่า  าณวิปฺปยุตต   ความว่า   จิตไม่ประกอบ

ด้วยญาณ   ชื่อว่า    ญาณวิปปยุต    ถึงจิตญาณวิปปยุตนี้จะร่าเริงยินดีแล้วใน

อารมณ์  แต่ว่าในจิตดวงที่  ๓  นี้ไม่มีญาณเป็นเครื่องกำหนด   เพราะฉะนั้น

จิตที่เป็นญาณวิปปยุตนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมเกิดขึ้นในกาลที่พวกเด็กเล็ก ๆ

เห็นภิกษุแล้วไหว้ด้วยคิดว่า    พระเถระนี้ของพวกเราดังนี้    และในกาลต่าง ๆ

มีการไหว้พระเจดีย์และการฟังธรรมเป็นต้น   โดยนัยนั้นนั่นแหละ  ก็ในพระบาลี

จิตดวงที่ ๓ นี้ ไม่มีปัญญาในที่ ๗ แห่ง คำที่เหลือเป็นไปตามปกติ  คือ เช่นกับ

ที่กล่าวมาแล้วนั้นแล.

จบจิตดวงที่  ๓

 

อธิบายจิตดวงที่  ๔

 

แม้ในจิตดวงที่ ๔  ก็นัยนี้เหมือนกัน   แต่จิตดวงที่ ๔ นี้   เพราะพระ-

บาลีว่า   สสขาเรน   (การชักชวน)  พึงทราบว่า  ย่อมมีในกาลที่มารดาบิดา

จับศีรษะเด็กเล็ก  ๆ ให้ก้มไหว้พระเจดีย์เป็นต้น   ถึงแม้เด็กเหล่านั้นไม่ปรารถนา

จะไหว้ก็ร่าเริงยินดี.

จบจิตดวงที่  ๔

 

อธิบายจิตดวงที่  ๕  เป็นต้น

 

ในจิตดวงที่   ๕    บทว่า   อุเปกฺขาสหคต   ได้แก่   สัมปยุตด้วย

อุเบกขาเวทนา  เพราะว่า  อุเบกขาสหคตะนี้   ย่อมเป็นกลางในอารมณ์ ในจิต

ดวงที่  ๕  นี้   มีญาณเป็นเครื่องกำหนดโดยแท้.    ก็ในจิตดวงที่  ๕  นี้ในบาลี


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 427

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อุเบกขาย่อมมีในหมวด ๔ แห่งฌาน  อุเบกขินทรีย์

ย่อมมีในหมวด ๘ แห่งอินทรีย์  ดังนี้    แล้วทรงทำเทศหาโดยการปฏิเสธสิ่งที่

น่ายินดี ไม่น่ายินดี  สุข  ทุกข์ในนิทเทสแห่งบทว่า เวทนา  เป็นต้น แม้ทั้งปวง

แล้วตรัสอทุกขมสุขเวทนา พึงทราบความที่อทุกขสุขเวทนานั้นเป็นอุเบกขินทรีย์

ด้วยสามารถแห่งการครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งมัชฌัตตา.   อนึ่ง   เมื่อ

ว่าโดยลำดับแห่งบทไม่มีปีติในฐานะหนึ่งเลย   เพราะฉะนั้น   ธรรม  ๕๕ ท่าน

จึงยกขึ้นสู่พระบาลีด้วยสามารถแห่งองค์ประกอบของจิต     พึงทราบวินิจฉัยใน

โกฏฐาสทั้งปวง   และในวาระทั้งปวงด้วยสามารถแห่งธรรมเหล่านั้น.

พึงทราบจิตดวงที่  ๖  ที่  ๗  ที่  ๘      โดยนัยที่กล่าวแล้วในจิตดวงที่  ๒

ที่  ๓  ที่ ๔   นั่นแหละ.  ในจิตดวงที่  ๖  ที่  ๗  ที่  ๘  เหล่านี้   การเปลี่ยนไป

แห่งเวทนาและการลดปีติอย่างเดียว.    คำที่เหลือ    กับนัยแห่งการเกิดขึ้นเป็น

เช่นนั้นเหมือนกัน.  แม้ในการบริกรรมของกรุณาและมุทิตา  ความเกิดขึ้นแห่ง

จิตดวงที่  ๖  ที่  ๗  ที่  ๘  เหล่านี้      ได้รับรองแล้วในมหาอรรถกถาทีเดียว.

จิตเหล่านี้ ชื่อว่า  กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง.

กามาวจรกุศลจิตเหล่านั้น    แม้ทั้งหมดบัณฑิตพึงแสดงด้วยบุญกิริยา-

วัตถุ  ๑๐ ประการ  ถามว่าแสดงอย่างไร ?   ตอบว่า พึงแสดง  ชื่อบุญกิริยาวัตถุ

๑๐ เหล่านี้  คือ

๑.  ทานมัย  บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน

๒.  สีลมัย              "             "  ด้วยศีล

๓.  ภาวนามัย        "             "  ด้วยภาวนา

๔.  อปจิติสหคตะ  บุญที่สหรคตด้วยนอบน้อม

๕.  เวยยาวัจจสหคตะ    "    ด้วยการขวนขวาย


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 428

๖.   ปัตตานุปทานมัย   บุญสำเร็จด้วยการแผ่ส่วนบุญ

๗.   อัพภานุโมทนมัย  บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนา

๘.   เทศนามัย   บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม

๙.   สวนมัย  บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม

๑๐.   ทิฏฐุชุกรรม.

บรรดาบุญกิริยาวัตถุเหล่านั้น    ทานนั่นแหละชื่อว่า   ทานมัย   เป็น

การทำบุญ (ปุญฺกิริยา) การทำบุญนั้นด้วย เป็นวัตถุ (คือที่ตั้ง) แห่งอานิสงส์

ทั้งหลายนั้น   ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ.  ในบุญกิริยาวัตถุ

แม้ที่เหลือก็นัยนี้แหละ.

บรรดาบุญกิริยาวัตถุเหล่านั้น   เมื่อบุคคลให้ปัจจัยเป็นต้น    ในบรรดา

ปัจจัย  ๔ มีจีวรเป็นต้น   หรือในบรรดาอารมณ์ ๖ มีรูปเป็นต้น   หรือทานวัตถุ

๑๐ มีการให้ข้าวเป็นต้นนั้น   เจตนาที่เป็นไปในกาลทั้ง ๓ คือ ในกาลเบื้องต้น ๑

ในกาลบริจาค ๑   ในการตามระลึกถึงด้วยจิตโสมนัสในกาลภายหลัง ๑  จำเดิม

แต่การเกิดขึ้นแห่งปัจจัยเป็นต้นนั้น ๆ     ชื่อว่าเป็นบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการ

ให้  (ทานมย).

เจตนาที่เป็นไปของบุคคลผู้สมาทานศีล  ๕   หรือศีล  ๘  หรือศีล  ๑๐

หรือของผู้ไปสู่วิหารด้วยคิดว่า  เราจักบวชก็ดี   ผู้บวชอยู่ก็ดี  ผู้ยังมโนรถให้ถึง

ที่สุดแล้วรำพึงว่า เราบวชแล้วเป็นการดียิ่งหนอดังนี้ก็ดี ผู้สำรวมพระปาฏิโมกข์

ก็ดี ผู้พิจารณาปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้นก็ดี ผู้สำรวมทวารมีจักขุทวารเป็นต้น

ในรูปเป็นต้นที่มาสู่คลองก็ดี ผู้ชำระอาชีวะให้บริสุทธิ์ก็ดี ชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ

สำเร็จด้วยศีล  (สีลมย).


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 429

เจตนาที่เป็นไปของบุคคลผู้พิจารณาจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง

เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา   ผู้พิจารณาโสต  ฯลฯ ผู้พิจารณามนะ ฯสฯ ผู้พิจารณา

รูปทั้งหลาย  ฯลฯ    ผู้พิจารณาธรรมทั้งหลาย    ผู้พิจารณาจักขุวิญญาณ  ฯลฯ

ผู้พิจารณามโนวิญญาณ. ผู้พิจารณาจักขุสัมผัส ฯลฯ  ผู้พิจารณามโนสัมผัส  ผู้

พิจารณาเวทนาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส  ฯลฯ   ผู้พิจารณาเวทนาอันเกิดแต่ มโน

สัมผัส   ผู้พิจารณารูปสัญญา  ฯลฯ   ผู้พิจารณาชรามรณะโดยความเป็นของไม่

เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  โดยอุบายแห่งวิปัสสนา    (วิปสฺสนามคฺเคน)

ที่พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรค    หรือว่าเจตนาแม้ทั้งหมดที่ไม่

ถึงอัปปนาในอารมณ์  ๓๘  อย่าง   ชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ สำเร็จด้วยภาวนา

(ภาวนามย).

พึงทราบบุญกิริยาวัตถุที่สหรคต      โดยเห็นผู้ใหญ่แล้วทำการต้อนรับ

การรับบาตรจีวร  การอภิวาท  และการหลีกทางให้เป็นต้น.

พึงทราบบุญกิริยาวัตถุที่สหรคต    ด้วยการขวนขวายในกาลขวนขวาย

ทางกาย  ด้วยสามารถทำวัตรและทำวัตรปฏิบัติแก่ภิกษุผู้เจริญกว่าก็ดี  โดยเห็น

ภิกษุผู้เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต      แล้วรับบาตรชักชวนให้เข้าไปรับภิกษา

ในบ้านก็ดี   โดยได้ยินคำว่า  ท่านจงไป  จงนำบาตรมาให้ภิกษุทั้งหลาย แล้ว

รีบไปนำบาตรมาให้เป็นต้นก็ดี.

เมื่อบุคคลให้ทาน  กระทำการบูชาด้วยของหอมเป็นต้น  แล้วให้ส่วน

บุญว่า  ขอส่วนบุญจงมีแก่บุคคลชื่อโน้น หรือว่า   ขอส่วนบุญจงมีแก่สรรพสัตว์

ทั้งหลาย  ดังนี้    พึงทราบว่า   เป็นบุญกิริยาวัตถุอันเกิดแต่การให้ส่วนบุญ.

ถามว่า    ก็เมื่อบุคคลให้อยู่ซึ่งส่วนบุญนี้    บุญย่อมไม่หมดไปหรือ     ตอบว่า

ย่อมไม่หมดไป  เหมือนอย่างว่า  บุคคลตามประทีปให้โพลงอยู่หนึ่งดวง  แล้ว


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 430

ก็ยังประทีปหนึ่งพันดวงให้สว่างโพลงได้เพราะประทีปหนึ่งดวงนั้น  ใคร ๆ ไม่

พึงพูดได้ว่า     ประทีปดวงแรกสิ้นไปแล้ว    แต่ว่า    แสงสว่างแห่งประทีปดวง

หลัง  ๆ  กับประทีปดวงแรกรวมกัน แล้วก็เป็นแสงสว่างมากยิ่ง    ฉันใด    เมื่อ

บุคคลให้อยู่ซึ่งส่วนบุญก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ชื่อว่าบุญทั้งหลายที่จะลดลงไปย่อม

ไม่มี  พึงทราบว่า  ย่อมมีแต่เจริญขึ้นเท่านั้น.

พึงทราบบุญกิริยาวัตถุที่เกิดจากการอนุโมทนา    ด้วยสามารถแห่งการ

อนุโมทนาส่วนบุญที่บุคคลอื่นให้แล้ว      หรือว่าด้วยบุญกิริยาอื่น ๆ   ด้วยการ

เปล่งว่า  สาธุ  (ดี)  สุฏฺฐุ  (ดี)  ดังนี้.

ภิกษุรูปหนึ่งตั้งอยู่ในความอยากโดยคิดว่า    ชนทั้งหลายจักรู้จักเราว่า

เป็นพระธรรมกถึก  ดังนี้   แล้วเป็นผู้หนัก   (มาก)  ด้วยลาภแสดงธรรม  การ

แสดงธรรมนั้นไม่มีผลมาก.  ส่วนภิกษุรูปหนึ่ง  ไม่หวังผลตอบแทนแสดงธรรม

ที่ตนชำนาญแก่ชนเหล่าอื่น  โดยอุบายที่จะให้บรรลุวิมุตติ  การแสดงนี้   ชื่อว่า

บุญกิริยาวัตถุ    สำเร็จด้วยการแสดง  (เทสนามย).

ภิกษุรูปหนึ่ง  เมื่อฟังธรรม   ย่อมฟังด้วยคิดว่า   ชนทั้งหลายจักรู้เรา

ว่าเป็นผู้มีศรัทธา  การฟังนั้นไม่มีผลมาก.    ส่วนภิกษุรูปหนึ่ง    ย่อมฟังธรรม

ด้วยจิตอ่อนโยน  ด้วยการแผ่ไปซึ่งประโยชน์เกื้อกูลว่า   ผลมากจักมีแก่เราด้วย

อาการอย่างนี้   การฟังธรรมนั้น   ชื่อว่า  บุญกิริยาวัตถุ สำเร็จด้วยการฟัง

(สวนมย).

เมื่อบุคคลทำความเห็นให้ตรง  ชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ   ที่เกิดจากการ

ทำความเห็นให้ตรง. แต่ท่านทีฆภาณกาจารย์กล่าวว่า  ทิฏฐุชุกรรมเป็นลักษณะ

นิยม    (คือเครื่องหมายแห่งความสมบูรณ์)     ของบุญกิริยาทั้งหมด   เพราะว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 431

เมื่อบุคคลจะทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่ง    ย่อมเป็นบุญมีผลมาก  เพราะความเห็น

อันตรงนั่นเอง  ดังนี้.

ก็บรรดาบุญกิริยาวัตถุเหล่านั้น   บุญกิริยาวัตถุที่เป็นทานมัยย่อมเกิดขึ้น

แก่บุคคลผู้คิดอยู่ว่า  เราจักให้ทานก่อน  เมื่อบุคคลกำลังให้ทาน  บุญกิริยาวัตถุ

ที่เป็นทานมัยก็เกิดขึ้น     เมื่อบุคคลพิจารณาอยู่ว่า    ทานอันเราให้แล้วดังนี้

บุญกิริยาวัตถุที่เป็นทานมัยก็เกิดขึ้น   ธรรมดาว่า   บุญกิริยาวัตถุที่เป็นทานมัย

จะมีได้ก็เพราะทำเจตนาทั้ง   ๓  คือ  บุพเจตนา    มุญจนเจตนา    อปรเจตนา

ให้เป็นอันเดียวกัน.  แม้ศีลมัย   ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้คิดอยู่ว่า    เราจักบำเพ็ญ

ศีลมัยก็ย่อมเกิดขึ้น  ในเวลาที่กำลังบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์  ศีลมัยก็เกิดขึ้น  เมื่อ

พิจารณาว่า  เราได้บำเพ็ญศีลแล้ว  ศีลมัยก็ย่อมเกิดขึ้น    ธรรมดาว่า  บุญกิริยา

วัตถุที่เป็นศีลมัยจะมีได้ก็เพราะเจตนาแม้ทั้งปวงนั้นเป็นอันเดียวกัน  ฯลฯ    แม้

บุญกิริยาวัตถุที่เป็นทิฏฐุชุกรรม  เมื่อเกิดก็ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้คิดว่า   เราจักทำ

ความเห็นให้ตรง  ดังนี้    เมื่อบุคคลกำลังทำความเห็นให้ตรง    ทิฏฐุชุกรรมก็

ย่อมเกิดขึ้น   เมื่อบุคคลพิจารณาอยู่ว่า   ความเห็นอันเราทำให้ตรงแล้ว  ดังนี้

ทิฏฐุชุกรรมก็ย่อมเกิดขึ้น    ธรรมดาบุญกิริยาวัตถุที่เป็นทิฏฐุชุกรรมจะมีได้ก็

เพราะทำเจตนาแม้ทั้งหมดเหล่านั้นให้เป็นอันเดียวกัน      ก็บุญกิริยาวัตถุใน

พระสูตรมีมาเพียง ๓ เท่านั้น.

พึงทราบการสงเคราะห์บุญกิริยาวัตถุแม้นอกนี้  ลงในบุญกิริยาวัตถุ ๓

เหล่านั้น    จริงอยู่   ความประพฤติอ่อนน้อมและการขวนขวาย   ย่อมสงเคราะห์

เป็นศีลมัยเท่านั้น.   การให้ส่วนบุญและการอนุโมทนาส่วนบุญสงเคราะห์เข้าใน

ทานัย.  การแสดงธรรม  การฟัง  และทิฏฐุชุกรรมสงเคราะห์เข้าในภาวนามัย.

ส่วนชนเหล่าใดกล่าวว่า     ทิฏฐุชุกรรมเป็นลักษณะแห่งความสมบูรณ์กว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 432

บุญกิริยาทั้งปวง    ทิฏฐุชุกรรมของชนเหล่านั้น       ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงใน

บุญกิริยาวัตถุแม้ทั้ง  ๓.  บุญกิริยาวัตถุเหล่านั้นโดยย่อมี  ๓    โดยพิสดารมี  ๑๐

ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาบุญกิริยาวัตถุเหล่านั้น  เมื่อบุคคลคิดอยู่ว่า  เราจักให้ทาน ดังนี้

ย่อมคิดด้วยกามาวจรกุศลจิต  ๘  ดวง ดวงใดดวงหนึ่งโดยแท้.  แม้เมื่อให้ (ทาน)

ก็ย่อมให้ด้วยกามาวจรกุศลจิต  ๘  ดวง     ดวงใดดวงหนึ่งนั่นแหละ     แม้เมื่อ

พิจารณาว่า    ทานอันเราถวายแล้วดังนี้    ก็ย่อมพิจารณาด้วยกามาวจรกุศลจิต

๘  ดวง  ดวงใดดวงหนึ่งเหมือนกัน   แม้เมื่อคิดว่า  เราจักบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์

ดังนี้  ก็ย่อมคิดด้วยกามาวจรกุศลจิต  ๘  ดวง    ดวงใดดวงหนึ่งนั่นแหละ    แม้

กำลังบำเพ็ญศีลอยู่     ก็บำเพ็ญด้วยกามาวจรกุศลจิต  ๘  ดวง    ดวงใดดวงหนึ่ง

นั่นแหละ แม้พิจารณาว่า    ศีลเราบำเพ็ญแล้ว    ก็ย่อมพิจารณาด้วยกามาวจร-

กุศลจิต  ๘  ดวง  ดวงใดดวงหนึ่งเหมือนกัน    แม้เมื่อคิดว่า  เราจักเจริญภาวนา

ดังนี้    ก็ย่อมพิจารณาด้วยกามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง   ดวงใดดวงหนึ่งนั่นแหละ

แม้เมื่อเจริญภาวนา  ก็ย่อมเจริญด้วยกามาวจรกุศลจิต  ๘  ดวง ดวงใดดวงหนึ่ง

นั่นแหละ  แม้เมื่อพิจารณาว่า  ภาวนาเราเจริญแล้ว  ดังนี้  ก็ย่อมพิจารณาด้วย

กามาวจรกุศล  ๘  ดวง  ดวงใดดวงหนึ่งเหมือนกัน.

แม้เมื่อคิดว่า   เราจักทำความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่   ก็ย่อมคิดด้วยกามา-

วจรกุศลจิต ๘ ดวง  ดวงใดดวงหนึ่งนั่นแหละ    แม้เมื่อจะกระทำก็ย่อมกระทำ

ด้วยกามาวจรกุศลจิต    ๘  ดวง  เหล่านั้นดวงใดดวงหนึ่ง    แม้เมื่อพิจารณาว่า

ความอ่อนน้อมเรากระทำแล้ว   ดังนี้    ก็ย่อมพิจารณาด้วยกามาวจรกุศล  ๘

เหล่านั้น  ดวงใดดวงหนึ่ง   แม้เมื่อคิดว่า  เราจักทำกรรมคือการขวนขวายทาง

กาย   แม้เมื่อจะการทำ   แม้เมื่อพิจารณาว่า   เราทำการขวนขวายแล้ว   ก็ย่อม


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 433

พิจารณาด้วยกามาวจรกุศล  ๘ เหล่านั้น    ดวงใดดวงหนึ่ง  แม้เมื่อคิดว่า เราจัก

ให้ส่วนบุญ ดังนี้  แม้เมื่อกำลังให้   แม้เมื่อพิจารณา  ส่วนบุญอันเราให้แล้ว

แม้คิดว่าเราจักอนุโมทนาส่วนบุญ  หรือกุศลที่เหลือ ดังนี้  ก็คิดด้วยกามาวจร-

กุศลจิต  ๘ เหล่านั้น    ดวงใดดวงหนึ่ง  แม้เมื่ออนุโมทนา   ก็ย่อมอนุโมทนา

ด้วยกามาวจรกุศล  ๘  เหล่านั้น    ดวงใดดวงหนึ่ง   แม้เมื่อจะพิจารณาว่า  คำ

อนุโมทนาเราอนุโมทนาแล้ว  ดังนี้ ก็ย่อมพิจารณาด้วยกามาวจรกุศล ๘ เหล่านั้น

ดวงใดดวงหนึ่ง   แม้เมื่อคิดว่า  เราจักแสดงธรรม  ก็คิดด้วยกามาวจรกุศล  ๘

เหล่านั้น   ดวงใดดวงหนึ่ง    แม้เมื่อแสดง   ก็ย่อมแสดงด้วยกามาวจรกุศล ๘

เหล่านั้น     ดวงใดดวงหนึ่ง    แม้เมื่อพิจารณาว่า    เราแสดงเทศนาแล้ว    ดังนี้

ก็ย่อมพิจารณาด้วยกามาวจรกุศล  ๘ เหล่านั้น     ดวงใดดวงหนึ่ง    แม้เมื่อคิดว่า

เราจักฟังธรรม ดังนี้  ก็ย่อมคิดด้วยกามาวจรกุศล ๘ เหล่านั้น   ดวงใดดวงหนึ่ง

แม้เมื่อฟังก็ย่อมฟังด้วยกามาวจรกุศลจิต  ๘   เหล่านั้น    ดวงใดดวงหนึ่ง  แม้เมื่อ

พิจารณาว่า    เราฟังธรรมแล้ว    ดังนี้  ก็ย่อมพิจารณาด้วยกามาวจรกุศล  ๘

เหล่านั้น     ดวงใดดวงหนึ่ง    แม้เมื่อคิดว่า    เราจักกระทำทิฏฐิให้ตรง  ดังนี้

ก็ย่อมคิดด้วยกามาวจรกุศลจิต  ๘  เหล่านั้น  ดวงใดดวงหนึ่ง  ก็เมื่อจะกระทำ

ความเห็นให้ตรง  ก็ย่อมกระทำโดยญาณสัมปยุต  ๔ ดวงใดดวงหนึ่ง  ก็เมื่อจะกระทำ

พิจารณาว่า  ทิฏฐิอันตรงเรากระทำแล้ว  ดังนี้ ก็ย่อมพิจารณาด้วยกามาวจรกุศลจิต

๘  เหล่านั้น  ดวงใดดวงหนึ่ง.

 

ว่าด้วยอนันตะ  (สิ่งไม่มีที่สุด)  ๔ อย่าง

 

ในฐานะ  (แห่งกามาวจรกุศลจิต  ๘) นี้   ท่านถือเอาอนันตะ  ๔ อย่าง

จริงอยู่  อนันตะ  มี  ๔ อย่าง  คือ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 434

อากาโส  อนนฺโต  (อากาศไม่มีที่สุด)

จกฺกวาฬานิ  อนนฺตานิ  (จักรวาลไม่มีที่สุด)

สตฺตนิกาโย  อนนฺโต  (หมู่สัตว์ไม่มีที่สุด)

พุทฺธาณ  อนนฺต  (พุทธญาณไม่มีที่สุด).

จริงอยู่   การกำหนดอากาศว่า  ในทิศบูรพา หรือในทิศปัจฉิม ในทิศ

อุดร ในทิศทักษิณว่ามีเท่านี้ร้อยโยชน์  หรือเท่านี้เป็นโยชน์  ย่อมไม่ได้  ถ้าว่า

เอาค้อนเหล็กเท่าขุนเขาสิเนรุทำแผ่นดินให้แยกเป็นส่วนแล้วโยนไป  ค้อนเหล็ก

ก็พึงตกไปข้างล่างโดยแท้  หามีที่รองรับไว้ได้ไม่  ชื่อว่า  อากาศ  เป็นอนันตะ

(คือไม่มีที่สุด)  อย่างนี้.

การกำหนดแม้จักรวาลทั้งหลายว่ามีหลายร้อย หรือว่าหลายพัน  หรือว่า

หลายแสนจักรวาล  หาได้ไม่.  จริงอยู่   แม้ถ้าว่า  ท้าวมหาพรหมทั้ง ๔ ผู้เกิด

ในอกนิฏฐภพ    ผู้ประกอบด้วยความเร็ว    ผู้สามารถผ่านแสนจักรวาลไปด้วย

เวลาเพียงเท่าที่ลูกศรที่เร็วมากของนายขมังธนูผู้มีกำลังแข็งแรงผ่านเงาต้นตาล

ด้านขวาง  พึงวิ่งไปโดยเร็วนั้น     ด้วยคิดว่า  เราจักดูที่สุดจักรวาล ดังนี้  ท้าว-

มหาพรหมเหล่านั้น   ไม่ทันเห็นที่สุดแห่งจักรวาล  ก็จะพึงปรินิพพานเสียโดยแท้

ชื่อว่า  จักรวาล  ทั้งหลายเป็นอนันตะ  (คือไม่มีที่สุด)  อย่างนี้.

ก็ประมาณแห่งสัตว์ที่อยู่ในน้ำ   และที่อยู่บนบกทั้งหลายในจักรวาล

ทั้งหลายมีประมาณเท่านี้  ย่อมไม่มี  หมู่สัตว์ทั้งหลาย   ชื่อว่า   เป็นอนันตะ

(คือไม่มีที่สุด)  อย่างนี้.

พุทธญาณ  ชื่อว่า   เป็นอนันตะ   (คือไม่มีที่สุด)   แม้กว่าอนันตะ

ทั้ง ๓ นั้นโดยแท้. กุศลจิตที่เป็นกามาวจร สหรคตด้วยโสมนัสเป็นญาณสัมปยุต

เป็นอสังขาริก  ย่อมเกิดขึ้นมากมายแก่สัตว์หนึ่งของสัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีประมาณ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 435

ในจักรวาลที่หาประมาณมิได้   โดยประการฉะนี้    กุศลจิตมากดวงย่อมเกิดขึ้น

แก่สัตว์แม้มาก.  กุศลจิตเหล่านั้นแม้ทั้งหมด    ชื่อว่า  ย่อมถึงความเป็นอัน

เดียวกัน    ด้วยอรรถว่าเป็นกามาวจร    ด้วยอรรถว่า    สหรคตด้วยโสมนัส

ด้วยอรรถว่าเป็นญาณสัมปยุต    ด้วยอรรถว่าเป็นอสังขาริก.    มหาจิตที่สหรต

ด้วยโสมนัส   เป็นติกเหตุกะ   เป็นอสังขาริก   มีดวงเดียวเท่านั้น     มหาจิตเป็น

อสังขาริกก็เหมือนกัน  ฯลฯ   จิตที่สหรคตด้วยอุเบกขาญาณวิปยุตเป็นทุเหตุกะ

เป็นสสังขาริก  ก็เหมือนกันแล.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดกามาวจรกุศลจิตแม้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น

แก่สัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณในจักรวาลที่ไม่มีประมาณอย่างนี้    ด้วยพระสัพ-

พัญญุตญาณ  เป็นดุจทรงชั่งอยู่ด้วยตราชั่งใหญ่   ดุจใส่ในทะนานนับอยู่ฉะนั้น

ทรงกระทำให้เป็นส่วน ๘   ส่วนเท่านั้นแล้วทรงแสดงจิตเหล่านั้นว่า ๘ เท่านั้น

โดยสภาวะเป็นเช่นเดียวกัน.

ในฐานะนี้  ชื่อว่า   การประมวลซึ่งบุญ  ๖ อย่าง  ที่ทรงถือ

เอาอีก  จริงอยู่ บุญที่กระทำเอง (สยงฺการ) ก็มี บุญที่ผู้อื่นกระทำ (ปรงฺการ)

ก็มี บุญที่ทำด้วยมือของตนก็มี   บุญที่สั่งให้คนอื่นกระทำก็มี    บุญที่เกิดด้วย

ความไม่รู้ก็มี  บรรดาบุญทั้ง ๖ เหล่านั้น    บุญที่ทำตามธรรมดาของตน  ชื่อว่า

สยังการ.  บุญที่เห็นคนอื่นกระทำก็กระทำ  ชื่อว่า  ปรังการ.   บุญที่ทำด้วย

มือของตนเอง ชื่อว่า สาหัตถิกะ. บุญที่ใช้ให้บุคคลกระทำ ชื่อว่า  อาณัตติกะ.

บุญที่เชื่อกรรมและผลแล้วกระทำ ชื่อว่า สัมปชานกตะ.  บุญที่ไม่รู้กรรมก็ดี

ผลก็ดีกระทำแล้ว  ชื่อว่า  อสัมปชานกตะ.

บรรดาบุญทั้ง  ๖  เหล่านั้น    บุคคลแม้เมื่อกระทำเองก็ย่อมกระทำ

ด้วยกุศลจิต  ๘  ดวงเหล่านี้ ดวงใดดวงหนึ่งนั่นแหละ  เมื่อจะทำอาศัยผู้อื่นก็ดี


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 436

เมื่อกระทำด้วยมือของตนก็ดี เมื่อใช้ให้ผู้อื่นกระทำก็ดี ก็ย่อมการทำด้วยกุศลจิต

๘ ดวงเหล่านี้     ดวงใดดวงหนึ่งเหมือนกัน.   แต่การกระทำด้วยความรู้  ย่อม

ประกอบด้วยญาณ  ๔  ดวง.  การกระทำด้วยความไม่รู้   ย่อมไม่ประกอบด้วย

ญาณ  ๔  ดวง

ในฐานะนี้แม้อื่นอีก   พระผู้พระภาคเจ้าทรงถือเอา   ทักขิณา-

วิสุทธิ  ๔  อย่าง  คือ  ความที่ปัจจัยทั้งหลายเกิดขึ้นโดยธรรม  ( ธัมมิกะ) ๑

ความที่เจตนามีกำลังมาก  (เจตนามหัตตะ) ๑ วัตถุสมบัติ ๑ ความเป็นผู้มากยิ่ง

ด้วยคุณ  (คุณาติเรกตา) ๑.

บรรดาทักขิณาวิสุทธิ  ๔  อย่างเหล่านั้น   ปัจจัยทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดย

ชอบธรรม  ชื่อว่า     ธัมมิกะ.    ก็เมือบุคคลเชื่อมั่นแน่วแน่แล้วให้อยู่   ชื่อว่า

เจตนามหัตตะ.  ความเป็นแห่งพระขีณาเสพ  ชื่อว่า  วัตถุสมบัติ. ความที่

พระขีณาสพนั่นแหละออกจากนิโรธสมาบัติ   ชื่อว่า  คุณาติเรกตา.  เมื่อบุคคล

สามารถประมวลทักขิณาวิสุทธิ  ๔   เหล่านั้นมาแล้วถวายอยู่   กามาวจรกุศลย่อม

ให้วิบากในอัตภาพนี้โดยแท้  ดุจกามาวจรกุศลที่ให้วิบากแก่ปุณณกเศรษฐี นาย

กาลวลิยะ  และนายสุมนมาลาการเป็นต้น.

ก็เมื่อว่าโดยย่อ กามาวจรกุศลจิตนั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่า เป็นอย่างเดียว

เท่านั้น  ด้วยอรรถว่าจิตเป็นสภาพวิจิตร   เพราะทำให้วิจิตร.    ว่าด้วยอำนาจ

แห่งเวทนาเป็น ๒ อย่าง  คือ  สหรคตด้วยโสมนัส     และสหรคตด้วยอุเบกขา.

อสังขาริกมหาจิต  ที่สหรคตด้วยโสมนัส เป็นญาณสัมปยุต  และอสังขาริกมหาจิต

ที่สหรคตด้วยอุเบกขา  เป็นญาณสัมปยุต  เป็น ๔ อย่าง  ด้วยสามารแห่งการ

แสดงจำแนกญาณ  ชื่อว่า  เป็นอย่างเดียวเท่านั้น  เพราะอรรถว่าเป็นญาณ

สัมปยุต  และเพราะอรรถว่าเป็นอสังขาริก.  สสังขาริกที่เป็นญาณสัมปยุต


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 437

อสังขาริกที่เป็นญาณวิปปยุต     และสสังขาริกที่เป็นญาณวิปปยุตก็เหมือนกัน

อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ในกามาวจรกุศลจิตนี้จึงมี ๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งการ

แสดงการจำแนกญาณ    ว่าโดยการจำแนกอสังขารและสสังขารแล้วก็ได้กุศลจิต

๘  ดวงเท่านั้น  คือ อสังขาริก ๔ ดวง  สสังขาริก ๔ ดวง.  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ผู้ทรงเป็นพระสัพพัญญู  ทรงเป็นผู้ประเสริฐกว่าเจ้าคณะทั้งหลาย  ทรงเป็นมุนี

ผู้ประเสริฐสุด   ทรงทราบกามาวจรกุศลจิตเหล่านั้นตามความเป็นจริงแล้วจึง

ทรงบอก  ทรงแสดง  ทรงบัญญัติ    ทรงแต่งตั้ง     ทรงเปิดเผย    ทรงจำแนก

ทรงทำให้ง่าย  ดังนี้แล.

นิทเทสว่าด้วยกามาวจรกุศลจิต

ในอรรถกถาธรรมสังคหะชื่ออัฏฐสาลินีจบบริบูรณ์

 

รูปาวจรกุศล  กสิณ  ฌาน

 

จตุกนัย

 

[๑๓๙]  ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ     สงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว     บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์

ประกอบด้วยวิตก  วิจาร   มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่    ในสมัยใด   ผัสสะ

ฯลฯ  อวิกเขปะ  มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 438

[๑๔๐]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ    บรรลุทุติยฌาน

ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์   ภายในผ่องใส   เพราะวิตกวิจารสงบ   จิตถึงความ

เป็นธรรมชาติผุดขึ้นดวงเดียว  ไม่มีวิตกวิจาร  มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ

อยู่ในสมัยใด   ผัสสะ   เวทนา   สัญญา   เจตนา   จิต   ปีติ  สุข   เอกัคคตา

สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์   สตินทรีย์   สมาธินทรีย์   ปัญญินทรีย์   มนินทรีย์

โสมนัสสินทรีย์    ชีวิตินทรีย์    สัมมาทิฏฐิ    สัมมาวายามะ  ฯลฯ   ปัคคาหะ

อวิกเขปะ   มีในสมัยนั้น   หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด    มีอยู่ใน

สมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

[๑๔๑]  ก็ขันธ์  ๔  อายตนะ  ๒  ธาตุ  ๒   อาหาร  ๓   อินทรีย์  ๘

ฌานมีองค์ ๓  มรรคมีองค์  ๔ พละ ๗ เหตุ ๓  ผัสสะ ๑ ฯลฯ  ธรรมายตนะ ๑

ธรรมธาตุ ๑  มีในสมัยนั้น       หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด    มีอยู่

ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

[๑๔๒]  สังขารขันธ์  มีอยู่ในสมัยนั้น    เป็นไฉน  ?

ผัสสะ  เจตนา  ปีติ  เอกัคคตา  สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์   สตินทรีย์

สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ

อวิกเขปะ    หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด    มีอยู่ในสมัยนั้น    เว้น

เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์มีในสมัยนั้น ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 439

[๑๔๓]  ธรรมเป็นกุศล   เป็นไฉน  ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ  เพราะคลายปีติ

ได้อีกด้วย จึงเป็นผู้เพ่งโดยอุปบัติ  มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย

พระอริยะทั้งหลายย่อมกล่าวบุคคลนั้นว่าเป็นผู้เพ่งโดยอุปบัติ     มีสติอยู่เป็นสุข

ดังนี้  เพราะฌานใด บรรลุตติยฌานนั้นที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์  อยู่ในสมัยใด

ผัสสะ เวทนา  สัญญา  เจตนา  จิต   สุข  เอกัคคตา  สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์

สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  มนินทรีย์  โสมนัสสินทรีย์  ชีวิตินทรีย์

สัมมาทิฏฐิ   สัมมาวายามะ ฯลฯ   ปัคคาหะ   อวิกเขปะ   มีในสมัยนั้น     หรือ

นามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

[๑๔๔]  ก็ขันธ์  ๔  อายตนะ  ๒   ธาตุ  ๒  อาหาร  ๓   อินทรีย์

ฌานมีองค์ ๒ มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗  เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ  ธรรมายตนะ   ๑

ธรรมธาตุ ๑  มีในสมัยนั้น     หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด    มีอยู่ใน

ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล ฯสฯ

[๑๔๕]  สังขารขันธ์    มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน  ?

ผัสสะ    เจตนา   เอกัคคตา   สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์   สตินทรีย์

สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ

อวิกเขปะ    หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด    มีอยู่ในสมัยนั้น   เว้น

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 440

[๑๔๖]  ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ  บรรลุจตุตถฌาน

ที่มีปรวีกสิณเป็นอารมณ์ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเพราะละสุขเเละทุกข์ได้เพราะโสมนัส

และโทมนัสดับสนิทในก่อน    มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ในสมัยใด   ผัสสะ

เวทนา  สัญญา  เจตนา  จิต    อุเบกขา   เอกัคคตา   สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์

สตินทรีย์   สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  มนินทรีย์  อุเบกขินทรีย์   ชีวิตินทรีย์

สัมมาทิฏฐิ   สัมมาวายามะ ฯลฯ   ปัคคาหะ   อวิกเขปะ   มีในสมัยนั้น    หรือ

นามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใดมีอยู่ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

[๑๔๗]  ก็ขันธ์  ๔   อายตนะ  ๒   ธาตุ  ๒   อาหาร  ๓   อินทรีย์  ๘

ฌานมีองค์  ๒   มรรคมีองค์  ๔   พละ  ๗   เหตุ  ๓   ผัสสะ ๑ ฯลฯ  ธรรมายตนะ ๑

ธรรมธาตุ ๑  มีในสมัยนั้น    หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด    มีอยู่

ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

[๑๔๘]  สังขารขันธ์  มีในสมัยนั้น    เป็นไฉน ?

ผัสสะ    เจตนา    เอกัคคตา    สัทธินทรีย์    วิริยินทรีย์    สตินทรีย์

สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ

อวิกเขปะ    หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด     มีอยู่ในสมัยนั้น    เว้น

เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์    วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า  สังขารขันธ์มีในสมัยนั้น  ฯลฯ

สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

จตุกนัย  จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 441

อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์

 

อธิบายรูปาวจรกุศล

 

บัดนี้    เพื่อจะแสดงรูปาวจรกุศล    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำ

เป็นต้นว่า    กตเม   ธมฺมา    กุสลา   ( ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ? )   ดังนี้.

บรรดาคำเหล่านั้น     คำว่า   รูปูปตฺติยา    มคฺค  ภาเวติ  (พระโยคาวจร

เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ)  ดังนี้  ความว่า  รูปภพท่านเรียกว่า  รูป.  คำว่า

อุปปตฺติ   (ความเข้าถึง) ได้แก่ ความบังเกิด  คือความเกิด  ความเกิดพร้อม.

คำว่า  มคฺโค  ได้แก่ อุบาย.  ก็ความหมายถ้อยคำในคำว่า มรรค นี้ ดังนี้.

สภาวธรรมที่ชื่อว่า  มรรค   เพราะอรรถว่า   ย่อมค้นหา  คือ   ย่อม

แสวงหา  ย่อมให้เกิด  ย่อมให้สำเร็จซึ่งความเข้าถึงนั้น.  มีอธิบายว่า ความเข้าถึง

ความบังเกิด  ความเกิด  ความเกิดพร้อมย่อมมีในรูปภพด้วยมรรคใด   พระ-

โยคาวจรย่อมเจริญมรรคนั้น   ดังนี้.     ถามว่า  ก็ความเข้าถึงรูปภพด้วยมรรคนี้

ได้โดยนิยมหรือ. ตอบว่า ไม่ใช่โดยนิยม.  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจงเจริญสมาธิ  บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว   ย่อมรู้ชัด

ย่อมรู้พร้อม    ย่อมเห็นตามความเป็นจริง  ดังนี้     เพราะว่า  แม้การก้าวล่วง

รูปภพโดยส่วนแห่งการแทงตลอดย่อมมีไม่ได้  ก็แต่ว่า ชื่อว่ามรรคอื่นนอกจาก

มรรคนี้  เพื่อความเข้าถึงรูปภพย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า พระโยคาวจร

เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ  ดังนี้.  อนึ่ง  เมื่อว่าโดยอรรถ    ธรรมดามรรคนี้

เป็นเจตนาก็มี  เป็นธรรมสัมปยุตด้วยเจตนาก็มี  เป็นทั้ง ๒  คือ เป็นทั้งเจตนา

ทั้งธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนาก็มี.

จริงอยู่   เจตนา  ชื่อว่า มรรค  ดังในประโยคนี้ว่า  ดูก่อนสารีบุตร

เรา (ตถาคต)  ย่อมรู้ทั่วถึงนรก   และมรรค (เจตนา) ที่ให้สัตว์ไปสู่นรก  ดังนี้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 442

ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนา ชื่อว่า มรรค (ทาง)ดังในประโยคนี้ว่า

ธรรมเหล่านี้  คือ  ศรัทธา  หิริ  กุศล-

ทาน  เป็นทางดำเนินของสัตบุรุษ  ก็สัตบุรุษ

ย่อมกล่าวทางนี้เป็นทางทิพย์        เพราะว่า

บุคคลย่อมไปสู่เทวโลกด้วยทางนี้  ดังนี้.

เจตนาก็ดี     ธรรมที่สัมยุตด้วยเจตนาก็ดี  ชื่อว่า  มรรค  ในพระสูตร

มีสังขารูปปัตติสูตรเป็นต้นว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมรรค นี้เป็นปฏิปทา

ดังนี้.   แต่ในที่นี้ทรงประสงค์เอาธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนา   เพราะพระบาลีว่า

ฌาน ดังนี้.  แต่เพราะเจตนาสัมปยุตด้วยฌาน ย่อมเป็นเหตุให้ปฏิสนธิ  ฉะนั้น

เจตนาก็ดี  ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนาก็ดี  ย่อมสมควรเหมือนกัน.

คำว่า  ภาเวติ  (ย่อมเจริญ)  ได้แก่  ย่อมให้เกิด  คือย่อมให้บังเกิด

ย่อมให้เจริญ.   เนื้อความแห่งความเจริญ  (ภาวนา)  ในที่นี้มีเพียงนี้ก่อน.   แต่

ในที่อื่น    ว่าด้วยความหมายแห่งอุปสรรค    มีเนื้อความโดยเป็นอีกอย่างหนึ่ง

อย่างนี้ว่า  สัมภาวนา  (การยกย่อง)  ปริภาวนา   (การอบรม)   วิภาวนา

(การชี้แจง)

บรรดาบททั้ง ๓ เหล่านั้น   เนื้อความนี้ว่า  ดูก่อนอุทายี สาวกทั้งหลาย

ของเราในศาสนานี้     ย่อมยกเราในอธิศีลว่า     พระสมณโคตะมีศีล

ประกอบด้วยศีลขันธ์อย่างยิ่ง    ดังนี้    ชื่อว่า    สัมภาวนา     ได้แก่เชื่อมั่น.

เนื้อความนี้ว่า   สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก   มีอานิสงส์มาก   ปัญญา

อันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก  มีอานิสงส์มาก   จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อม

หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายโดยชอบทีเดียว  ดังนี้   ชื่อว่า  ปริภาวนา   ได้แก่


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 443

การอบรม.  เนื้อความนี้ว่า เชิญท่านชี้แจงรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ

เถิด ดังนี้ ชื่อว่า  วิภาวนา ได้แก่ การชี้แจงทำเป็นข้อ.

ส่วนปฏิทานี้ว่า  ดูก่อนอุทายี  ยังมีข้ออื่นอีก  เราได้บอกปฏิปทาแก่

สาวกทั้งหลาย   โดยประการทั้งสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว    ชื่อว่าย่อม

เจริญสติปัฏฐาน ๔  ดังนี้   ชื่อว่า  สำเร็จแล้วด้วยภาวนา    เพราะอรรถว่า

ให้เกิดคือให้เจริญ.    ในที่แม้นี้  ปฏิปทานี้เท่านั้นทรงประสงค์เอาแล้ว   เพราะ

เหตุนั้น  จึงตรัสว่า ภาเวติ ได้แก่ ย่อมให้เกิด  คือให้บังเกิดขึ้น  ให้เจริญขึ้น

ดังนี้.

ถามว่า  ก็เพราะเหตุไร  ในกามาวจรกุศลนิทเทส   ทรงกระทำเทศนา

มีธรรมเป็นประธาน  แต่ในรูปวาจรนิทเทสไม่ทำเหมือนอย่างนั้น  คือได้ทรงทำ

เทศนาบุคคลเป็นประธาน.  ตอบว่า  เพราะจะชำระปฏิทาให้หมดจด.  จริงอยู่

รูปาวจรนิทเทสนี้  พระโยคาวจรพึงชำระให้หมดจดได้ด้วยปฏิปทา  ๔   อย่างใด

อย่างหนึ่ง  เว้นจากปฏิปทาเสียจะเกิดเหมือนกามาวจรได้ไม่.  อนึ่ง ธรรมดา

ปฏิปทานี้ เมื่อบุคคลผู้ปฏิบัติยังมีอยู่ จึงมีอยู่  เพราะฉะนั้น  เพื่อจะแสดง

เนื้อความนั้น   จึงทรงทำเทศนามีบุคคลเป็นประธาน  จึงตรัสว่า พระโยคาวจร

เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ  ดังนี้.

คำว่า  วิวิจฺเจว  กาเมหิ  ความว่า  สงัดแล้ว คือเว้นแล้ว  ก้าวล่วง

แล้วจากกามทั้งหลาย   ก็ เอว อักษรในคำว่า วิวิจฺเจว  กาเมหิ นี้ พึงทราบ

ว่า  ใช้ในอรรถว่า   นิยม   (แน่นอน)   ก็เพราะ  เอวอักษรมีอรรถว่า

แน่นอน  ฉะนั้น  จึงทรงแสดงซึ่งความที่กามทั้งหลายแม้ไม่มีอยู่ในสมัยเป็นที่

เข้าปฐมฌานอยู่นั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌานนั้น  และแสดงถึงการบรรลุ

ปฐมฌานนั้น    โดยการสละกามได้ขาดแล้ว.    ถามว่า    อย่างไร ?     ตอบว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 444

ก็เมื่อบุคลกำหนดไปอย่างนี้ว่า  สงัดจากกามทั้งหลาย  ดังนี้  ฌานนี้จึงปรากฏ

ก็กามทั้งหลายเป็นปฏิปักษ์ต่อฌานนี้แน่    เพราะกามทั้งหลายยังอยู่     ฌานนี้

ก็เป็นไปไม่ได้   เปรียบเหมือนเมื่อความมืดยังมีอยู่    แสงสว่างแห่งประทีปก็ยัง

ไม่มี    ฉะนั้น    การบรรลุฌานนั้นได้    เพราะการสละกามเหล่านั้นนั่นแหละ

เปรียบเหมือนละฝั่งนี้จึงไปถึงฝั่งโน้นได้    เพราะฉะนั้น    เอวอักษรนั้น   จึงทำ

ความว่าแน่นอน  ดังนี้.

ในปฐมฌานนั้น พึงมีคำท้วงว่า ก็เพราะเหตุไร เอวอักษรนี้ท่านกล่าว

ไว้ในบทต้นเท่านั้นไม่กล่าวไว้ในบทหลัง พระโยคาวจรแม้สงัดจากอกุศลธรรม

ทั้งหลายแล้วพึงเข้าฌานอยู่ได้หรือ ?    ตอบว่า   ข้อนี้   ไม่พึงเห็นอย่างนั้น

เพราะว่า   เอวอักษรนี้ท่านกล่าวไว้ในบทต้น    เพราะการสลัดออกซึ่งกามนั้น

ด้วยว่า    ฌานนี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกามทั้งหลายนั่นเหละ    เพราะเป็นเหตุ

ก้าวล่วงกามธาตุ  และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกามราคะ   เหมือนอย่างตรัสไว้ว่า

เนกขัมมะ คือการสลัดออกจากกามทั้งหลายนี้. อนึ่ง เอวอักษรนี้   แม้ในบทหลัง

ก็ควรนำมากล่าวไว้ในที่นี้เหมือนดังที่ตรัสไว้ว่า   อิเธว  ภิกฺขเว  ปโม

สมโณ  อิธ   ทุติโย   สมโน   (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สมณะที่หนึ่ง   มีใน

ธรรมวินัยนี้เท่านั้น   สมณะที่สองก็มีในธรรมวินัยนี้เหมือนกัน ) ฉะนั้น. เพราะ

ใคร ๆ  ที่ยังไม่สละอกุศลธรรมกล่าวคือนิวรณ์   แม้เหล่าอื่นจากกามนี้แล้ว   ก็

ไม่อาจเข้าฌานอยู่ได้    ฉะนั้น    พึงใช้เอวอักษรนี้แม้ในบททั้งสอง  อย่างนี้ว่า

วิวจฺเจว   กาเมหิ  วิวิจฺเจว  อกุสเลหิ   ธมฺเมหิ   ดังนี้.   ก็ด้วยพระดำรัส

ที่ไม่ทั่วไปว่า  วิวิจฺจ  นี้  วิเวกแม้ทั้งหมดมีตทังควิเวกเป็นต้น   และกายวิเวก

เป็นต้น    ย่อมรวมลงแม้ในบททั้งสองก็จริง  ถึงอย่างนั้น    ในที่นี้  พึงเห็นวิเวก

๓ เท่านั้น คือ กายวิเวก  จิตตวิเวก  วิขัมภนวิเวก.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 445

ก็ด้วยบทว่า  กาเมหิ นี้   วัตถุกามทั้งหลายที่ตรัสไว้ในนิทเทส โดยนัย

เป็นต้นว่า   วัถถุกามเป็นไฉน  ?   คือรูปที่น่าชอบใจ   ดังนี้.    และกิเลสกาม

ทั้งหลาย   ตรัสไว้ในนิทเทสนั้นนั่นแหละ  ในวิภังค์อย่างนี้ว่า ฉันทะชื่อว่ากาม

ราคะชื่อว่ากาม  ฉันทราคะชื่อว่ากาม  สังกัปปกามชื่อว่าราคะ  กามสังกัปป-

ราคะชื่อว่ากาม   ธรรมเหล่านั้น  เรียกว่า กาม ดังนี้  อกุศลเหล่านั้นแม้ทั้งหมด

พึงเห็นว่ารวมกันในที่นี้แล.  ก็เมื่อเป็นเช่นนี้   ชื่อความว่า  วิวิจฺเจว  กาเมหิ

(สงัดจากกามทั้งหลาย)    จะพึงมีความหมายว่า   สงัดแล้วจากวัตถุกามทั้งหลาย

บ้างก็สมควร.  ด้วยคำว่า  วิวิจฺเจว   กาเมหิ  นั้น   ตรัสว่าเป็นกายวิเวก.

คำว่า วิวิจฺจ อกุสเลหิ  ธมฺเมหิ  (สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย)

อธิบายว่า    สงัดแล้วจากกิเลสกามทั้งหลาย  หรืออกุศลธรรมทั้งหมด    ดังนี้ก็

สมควร.   ด้วยคำว่า   วิวิจฺจ   อกุสเลหิ    ธมฺเมหิ  นั้น   ตรัสถึงจิตตวิเวก.

ก็ในบรรดาบททั้ง ๒ เหล่านั้น บทแรกย่อมเป็นอันตรัสการสละความสุขในกาม

เพราะตรัสถึงความสงัด   จากวัตถุกามทั้งหลายนั่นแหละ บทที่สอง ตรัสอธิบาย

ถึงการกำหนดความสุขในเนกขัมมะ    เพราะตรัสถึงความสงัดจากกิเลสกาม

ทั้งหลาย.   ก็เพราะตรัสถึงความสงัดจากวัตถุกามและกิเลสกามด้วยประการฉะนี้

นั่นแหละ  พึงทราบความหมายว่า  บรรดาคำเหล่านั้น   ด้วยบทแรกตรัสการละ

สงัดกิเลสวัตถุ บทที่สองตรัสการละสังกิเลส. บทแรก  ตรัสสละเหตุแห่งความโลเล

บทที่สองตรัสการสละเหตุความเป็นพาล ด้วยบทแรก  ตรัสปโยคสุทธิ บทที่สอง

ตรัสอบรมอัธยาศัยของจิต  ดังนี้ก็มี.    ในกามตามคำว่า   กาเมหิ  นี้  ในฝ่าย

วัตถุกามมีนัยเพียงเท่านี้ก่อน.     ส่วนในฝ่ายกิเลสกาม    กามฉันทะนั่นแหละมี

ประเภทมิใช่น้อยด้วยคำเป็นต้นอย่างนี้  คือ  ฉันทะชื่อว่ากาม  ราคะชื่อว่ากาม

ท่านประสงค์เอาว่า  กาม.     ก็กามฉันทะนั้นแม้นับเนื่องด้วยอกุศลธรรม   แต่


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 446

เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อองค์ฌาน  จึงตรัสไว้ส่วนหนึ่งในวิภังค์    โดยนัยมีอาทิว่า

บรรดากามเหล่านั้น    กามฉันทะเป็นไฉน ?

อีกนัยหนึ่ง  กามตรัสไว้ในบทแรกเพราะเป็นกิเลสกาม    ในบทที่สอง

ตรัสไว้เพราะนับเนื่องในอกุศล.  ก็เพราะกามนั้นแยกมิใช่น้อย   จึงไม่ตรัส

ว่า  กามโต   แต่ตรัสว่า   กาเมหิ   ดังนี้.  อนึ่ง   แม้มีธรรมเหล่าอื่นที่เป็น

อกุศลธรรม    แต่ตรัสเฉพาะนีวรณธรรมเท่านั้น    โดยทรงถือนิวรณ์เป็นข้าศึก

และขดขวางองค์ฌานเบื้องสูงไว้ในวิภังค์  โดยนัยมีอาทิว่า   ในมาติกาเหล่านั้น

ธรรมเป็นอกุศลเป็นไฉน คือ  กามฉันทะ   ดังนี้.   จริงอยู่   นิวรณธรรม

ทั้งหลายเป็นข้าศึกต่อองค์ฌาน. อธิบายว่า  นิวรณ์ทั้งหลายเป็นปฏิปักษ์  เป็น

ตัวกำจัด    เป็นตัวพิฆาตองค์ฌานเหล่านั้น.    จริงอย่างนั้น     ในคัมภีร์เปฏกะ

กล่าวไว้ว่า      สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ    ปีติเป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท

วิตกเป็นปฏิปักษ์ต่อถีนมิทธะ   สุขเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจกุกกุจจะ   วิจารเป็น

ปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา  ด้วยอาการอย่างนี้   ในบททั้ง  ๒  เหล่านั้น   ย่อมเป็นอัน

ตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่มกามฉันทะด้วยบทว่า  วิวิจฺเจว   กาเมหิ  นี้    ตรัสวิเวก

เป็นเครื่องข่มนิวรณ์แม้ทั้ง ๕ ด้วยบทว่า  วิวจฺจ  อกุสเลหิ  นี้.

อนึ่ง  ว่าโดยนัยที่ยังมิได้อธิบาย   ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่ม

กามฉันทะด้วยบทที่หนึ่ง    (วิวิจฺจเจว   กาเมหิ)    ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็น

เครื่องละนิวรณ์ที่เหลือด้วยบทที่สอง  (วิวิจฺจ  อกุสเลหิ).   อนึ่ง  ในบรรดา

อกุศลมูล ๓ อย่าง ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่มโลกอันเป็นอารมณ์แห่ง

กามคุณ  ๕  ประเภท  ด้วยบทที่หนึ่ง   (วิวิจฺเจ    กาเมหิ)   ด้วยบทที่สอง

(วิวิจฺจ อกุสเลหิ)  ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่มโทสะและโมหะซึ่งเป็น

อารมณ์อันต่างด้วยอาฆาตวัตถุเป็นต้น.  อีกอย่างหนึ่ง    บรรดาธรรมทั้งหลายมี


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 447

โอฆะเป็นต้น  ด้วยบทแรก  (วิวิจฺเจว   กาเมหิ)  ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกอันเป็น

เครื่องข่มกามโอฆะ   กามโยคะ   กามาสวะ   กามุปทาน   อภิฌากายคัณฐะ

และกามราคสัญโญชน์  ด้วยบทที่สอง  (วิวิจฺจ  อกุสเลหิ)  ย่อมเป็นอันตรัส

วิเวกเป็นเครื่องข่มโอฆะ โยคะ อาสวะ อุปาทาน  คัณฐะและสัญโญชน์ที่เหลือ

อนึ่ง  ด้วยบทต้น    (วิวิจฺเจว   กาเมหิ)   ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่ม

ตัณหาและธรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหานั้น   ด้วยบทที่สอง   (วิวิจฺ จ  อกุสเลหิ)

ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่มอวิชชา   และธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชานั้น.

อีกนัยหนึ่ง  ด้วยบทแรก    (วิวิจฺเจว  กาเมหิ)  พึงทราบว่า   ตรัสวิเวกเป็น

เครื่องข่มจิต  ๘ ดวงที่สัมปยุตด้วยโลภะ  ด้วยบทที่สอง   (วิวิจฺจ   อกุสเลหิ)

ย่อมเป็นอันตรัสวิเวกเป็นเครื่องข่มอกุศลจิ ต  ๔  ดวงที่เหลือ.      การประกาศ

เนื้อความในคำนี้ว่า   วิวิจฺเจว   กาเมหิ  วิวิจฺจ   อกุสเลหิ   ธมฺเมหิ ดังนี้

เท่านี้ก่อน.

 

ว่าด้วยองค์ฌาน

 

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงองค์ที่ปฐมฌานละได้แล้ว   ด้วยคำ

ประมาณเท่านี้บัดนี้  เพื่อแสดงสัมปโยคธรรม  จึงตรัสคำเป็นต้นว่า  สวิตกฺก

สวิจาร  ดังนี้.   บรรดาบทเหล่านั้น   ฌานตรัสเรียกว่า   สวิตก    สวิจาร

เพราะความเป็นไปร่วมกับวิตกและวิจาร    ชื่อว่า    ถึงความเป็นรูปาวจร

เพราะสัมปโยคะด้วยอัปปนา    โดยการจำแนกลักษณะเป็นต้น    ตามที่กล่าวใน

หนหลัง    ดุจนี้ไม้ที่มีดอกและผล   ฉะนั้น.    แต่ในวิภังค์ท่านทำเทศนาเป็น

ปุคคลาธิฏฐาน โดยนัยมีอาทิว่าพระโยคาวจรเป็นผู้เข้าถึงแล้ว เข้าถึงพร้อมแล้ว

ด้วยวิตก  ด้วยวิจารนี้.    ส่วนเนื้อความในวิภังค์แม้นั้น   พึงเห็นตามที่กล่าว

แล้วนั่นแหละ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 448

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า  วิเวกช  นี้  ความสงัดท่านเรียกว่า   วิเวก

อธิบายว่า    ปราศจากนิวรณ์.    อีกนัยหนึ่ง    ชื่อว่า   วิเวก   เพราะสงัดแล้ว

อธิบายว่า   กองธรรมที่สัมปยุตด้วยฌานสงัดจากนีวรณ์.    ปีติและสุข    ชื่อว่า

วิเวกชะ   (เกิดแต่วิเวก) เพราะอรรถว่า เกิดแต่วิเวกนั้น หรือเกิดในวิเวกนั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า  ปีติ  สุข  นี้  ความว่า    ปีติและความสุข

เป็นคำที่ข้าพเจ้าอธิบายไว้ในหนหลังแล้วนั่นแหละ.   บรรดาปีติและสุขเหล่านั้น

ปีติ ๕ อย่าง มีประการตามที่กล่าวแล้ว  ผรณาปีติเป็นมูลรากแห่งอัปปนาสมาธิ

เจริญถึงความเป็นองค์ประกอบของสมาธิ  ท่านประสงค์เอาว่า ปีติในอรรถนี้

ปีตินี้  แสะสุขนี้มีอยู่แก่ฌานนี้   หรือในฌานนี้   เพราะฉะนั้น  ฌานนี้   ท่านจึง

เรียกว่า   มีปีติและสุข    ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง  ปีติและสุข  ชื่อว่า  ปีติและสุข  เหมือนศัพท์ว่าธรรม

และวินัย    ชื่อว่า    ธรรมวินัยเป็นต้น.   ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกมีอยู่แก่ฌานนี้

หรือในฌานนี้  เพราะเหตุนั้น  ฌานนี้จึงชื่อว่า มีปีติและสุข   อันเกิดแต่วิเวก

แม้ดังพรรณนามาฉะนี้.   เหมือนอย่างว่า   ฌานมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก  ฉันใด

ปีติและสุขในฌานนี้   ก็เกิดแต่วิเวกฉันนั้นเหมือนกัน. อนึ่ง ปีติและสุขนั้นมีอยู่

แก่ฌานนี้  เพราะฉะนั้น   ท่านกล่าวว่าปีติและสุขเกิดแต่วิเวกด้วยบทเดียวเท่านั้น

ก็สมควร.   แต่ในวิภังค์  ท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า  สุขนี้สหรคตด้วยปีตินี้

ดังนี้    ส่วนความหมายพึงเห็นตามนัยวิภังค์นั้นนั่นแล.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า  มชฺฌาน  นี้  ต่อไป

ฌานที่ชื่อว่า  ที่หนึ่ง  เพราะนับตามลำดับ.  ชื่อว่า  ที่หนึ่ง  เพราะ

เกิดขึ้นก่อนดังนี้ก็มี.  ชื่อว่า ที่หนึ่ง  เพราะพระโยคาวจร  พึงเข้าก่อนดังนี้ก็มี.

การกำหนดแม้นี้มิใช่แน่นอน เพราะพระโยคาวจรผู้ได้สมาบัติ  ๘  มีวสีประพฤติ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 449

มาแล้ว   ย่อมสามารถเพื่อจะเข้าฌานตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดก็ได้   สามารถเข้าฌาน

กระทำตั้งแต่ที่สุดลงมาถึงเบื้องต้นก็ได้  สามารถเข้าฌานหนึ่งภายในระหว่างก็ได้

ก็ฌานนั้น  ชื่อว่า  ที่หนึ่ง  เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นก่อน  ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า  ฌาน  ได้แก่  ฌาน ๒ อย่าง คือ  อารัมมณูปนิชฌาน   และ

ลักขณูปนิชฌาน.  บรรดาฌานทั้ง ๒ นั้น   สมาบัติ ๘  ย่อมเข้าไปเพ่งอารมณ์มี

ปฐวีกสิณเป็นต้นเพราะเหตุนั้น  ฌานนั้นจึงถึงการนับว่าเป็นอารัมมณูปนิชฌาน.

ส่วนวิปัสสนา  มรรค  และผล  ชื่อว่า  ลักขณูปนิฌาน.  บรรดาวิปัสสนา

มรรคผลเหล่านั้น      วิปัสสนาชื่อว่า  ลักขณูปนิชฌาน เพราะการเข้าไปเพ่ง

ลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น.  มรรคชื่อว่า  ลักขณูปนิชฌาน  เพราะกิจที่

วิปัสสนาทำแล้วสำเร็จด้วยมรรค.   ส่วนผลชื่อว่า  ลักขณูปนิชฌาน   เพราะ

เข้าไปเพ่งลักษณะอันเป็นความจริง  คือนิโรธสัจจะ  บรรดาอารัมมณูปนิชฌาน

และลักขณูปนิชฌานทั้ง  ๒  นั้น   ในที่นี้ท่านประสงค์เอาอารัมมณูปนิชฌาน

เพราะฉะนั้น   ฌานนั้น   พึงทราบว่า    ชื่อว่า   ฌาน  เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์

หรือเพราะเป็นเครื่องเผาธรรมที่เป็นข้าศึก  ดังนี้.

บทว่า  อุปสมปชฺช   ได้แก่  เข้าถึงแล้ว  คือ บรรลุแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง

อธิบายว่า  ให้เข้าถึงแล้ว     หรือให้สำเร็จแล้ว.    แต่ในวิภังค์กล่าวว่า    บทว่า

อุปสมฺปชฺช     ได้แก่  การได้   การได้เฉพาะ   การบรรลุ   การบรรลุพร้อม

การถูกต้อง   การทำให้แจ้ง   การเข้าถึงปฐมฌาน   ดังนี้.     ความหมายแม้แห่ง

ฌานนั้นพึงเห็นเหมือนในวิภังค์นั้นนั่นแหละ.

บทว่า  วิหรติ ได้แก่ ความพรั่งพร้อมแห่งฌานมีประการตามที่กล่าว

แล้วว่า    โดยการอยู่แห่งอิริยาบถอันสมควรแก่ฌานนั้น      ย่อมให้สำเร็จ  การ

เคลื่อนไหว   การเป็นไป   การรักษา   การดำเนินไป   การให้ดำเนินไป   การเที่ยว


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 450

ไป  การอยู่แห่งอัตภาพ  สมจริงดังที่ตรัสไว้ในวิภังค์ว่า  บทว่า วิหรติ  ได้แก่

ย่อมเคลื่อนไหว  ย่อมเป็นไป  ย่อมคุ้มครอง  ย่อมดำเนินไป ย่อมให้ดำเนินไป

ย่อมเที่ยวไป  ย่อมอยู่   เพราะเหตุนั้น    จึงตรัสว่า  วิหรติ ดังนี้.

 

ว่าด้วยปฐวีกสิณ

 

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า  วีกสิณ  นี้  ต่อไป

แม้ปฐวีมณฑล    (วงกลมแห่งพื้นดิน)    ท่านก็เรียกว่า    ปฐวีกสิณ

เพราะอรรถว่าเป็นวัตถุสำหรับเพ่ง.      แม้นิมิตที่ได้แล้วเพราะอาศัยปฐวีกสิณ

นั้นก็ชื่อว่า  ปฐวีกสิณ.  แม้ฌานที่ได้เฉพาะแล้วในนิมิต  ก็ชื่อว่า  ปฐวีกสิณ.

บรรดาความหมายเหล่านั้น  ฌาน  พึงทราบว่าเป็นปฐวีกสิณ ในความหมายนี้.

ก็ในความหมายว่า พระโยคาวจรเข้าฌานกล่าวคือปฐวีกสิณอยู่ ดังนี้ มีเนื้อความ

ย่อดังนี้

ก็กุลบุตรผู้ใคร่บรรลุพระอรหัตกระทำบริกรรมในปฐวีกสิณนี้  ยังฌาน

หมวด  ๔  ฌานหมวด  ๕  ให้เกิดขึ้นแล้ว   เจริญวิปัสสนามีฌานเป็นปทัฏฐาน

พึงทำอย่างไร เบื้องต้น   ควรชำระศีล ๔ คือ ปาฏิโมกขสังวรศีล   อินทริย-

สังวรศีล  อาชีวปาริสุทธิศีล   ปัจจยสันนิสสิตศีลให้หมดจดก่อน    เมื่อดำรงอยู่

ในศีลดีแล้วก็ตัดปลิโพธที่มีอยู่ในปลิโพธ  ๑๐  ประการที่มีอยู่   มีอาวาสปลิโพธ

เป็นต้นนั้น    แล้วเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กรรมฐาน    ใคร่ครวญกรรมฐานที่

สมควรแก่จริตของตนในบรรดากรรมฐาน  ๓๘  ประการ    ที่มีมาในพระบาลี

ถ้าปฐวีกสิณนี้สมควรแก่จริงของตนก็พึงถือเอากรรมฐานนี้เท่านั้น      ละวิหารที่

ไม่สมควรแก่การเจริญฌานอยู่ในวิหารที่เหมาะสม ตัดความกังวลเล็ก  ๆ น้อยๆ

รักษาบริกรรมและนิมิตกสิณ    เว้นอสัปปาย  ๗  แห่ง    เสพเสนาสนสัปปายะ