พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 351
ทั้งหลายไว้ด้วยอารมณ์เป็นรส มีการมุ่งต่ออารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน นับเนื่อง
ด้วยสังขารขันธ์ (มีอารมณ์เป็นปทัฏฐาน) พึงเห็นเหมือนสารถี เพราะยัง
สัมปยุตตธรรมให้ดำเนินไปในอารมณ์. ส่วนคำว่า วิถีปฏิปาทกะ นี้ เป็นชื่อ
ของปัญจทวาราวัชชนจิต. คำว่า ชวนปฏิปาทกะ นี้ เป็นชื่อของมโนทวารา-
วัชชนจิต. มนสิการทั้ง ๒ เหล่านั้น ท่านไม่ประสงค์เอาในที่นี้.
ความเป็นกลางในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ตัตรมัชฌัตตตา ตัตรมัช-
ฌัตตตานั้น มีการทรงไว้ซึ่งจิตและเจตสิกให้เสมอกันเป็นลักษณะ มีการห้ามจิต
และเจตสิกไม่ให้ยิ่งและหย่อนเป็นรส หรือมีการตัดขาดจากการตกไปในฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งเป็นรส มีความเป็นกลางเป็นปัจจุปัฏฐาน ด้วยอำนาจแห่งความวางเฉย
ต่อจิตและเจตสิก (และมีสัมปยุตตธรรมเป็นปทัฏฐาน) ตัตรมัชฌัตตตานี้
พึงเห็นเหมือนสารถีผู้วางเฉยต่อม้าอาชาไนยทั้งหลายที่วิ่งไปเรียบร้อย ฉะนั้น.
กรุณาและมุทุตาจักมีแจ้งในนิทเทสแห่งพรหมวิหาร อันที่จริง กรุณา
และมุทุตานั้นมีข้อที่แปลกกันอยู่เท่านี้ว่า ที่ถึงอัปปนาเป็นรูปาวจร ในที่นี้เป็น
กามาพจร.
การงดเว้นจากกายทุจริต ชื่อว่า กายทุจริตวิรัติ. วิรัติ ๒ ที่เหลือ
ก็นัยนี้แหละ. ก็วิรัติแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้นโดยลักษณะเป็นต้น มีการไม่ก้าวล่วง
วัตถุมีกายทุจริตเป็นต้นเป็นลักษณะ อธิบายว่า มีการไม่ย่ำยีสัตว์เป็นลักษณะ
วิรัติ ๓ นั้นมีการเบือนหน้าจากวัตถุมีกายทุจริตเป็นต้นเป็นรส มีการไม่ทำกาย
ทุจริตเป็นต้นเป็นปัจจุปัฏฐาน มีคุณคือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ และความปรา
รถนาน้อยเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นวิรัติ ๓ นั้นเป็นจิตที่เฉยต่อการทำบาป.
วาระแห่งธัมมุทเทส (ธรรมที่ทรงยกขึ้นแสดง) นี้ มีบทธรรมแม้
ทั้งหมด ๖๕ บท คือ ธรรม ๕๖ มีผัสสะเป็นต้น และธรรม ๙ ที่ตรัสไว้ด้วย
อำนาจเยวาปนกธรรม.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 352
บรรดาบทเหล่านั้น บางคราวในขณะเดียวกันมี ๖๑ บางคราวมี
๖๐ บทถ้วน เพราะว่า บทธรรมเหล่านั้นที่ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งการสมบูรณ์
ด้วยสัมมาวาจาเป็นต้น ก็มี ๖๑ บท ที่เป็นไปในฐาน ๕ (วิรัติ ๓ อัปปมัญญา ๒)
ในฐานะหนึ่งพ้นจากฐาน ๕ เหล่านี้ มีฐานะ ๖๐ ถ้วนแต่ถ้าเว้นเยวาปนกธรรม
บทธรรมที่ท่านถือเอาด้วยสามารถแห่งรุฬหีศัพท์ในพระบาลีมี ๕๖ บท. แต่ถ้า
ไม่นับบทที่ซ้ำกันในบาลีนี้ ก็มีบทธรรม ๓. ถ้วน คือ หมวด ๕ แห่งผสัสะ
(ผสฺสปญฺจก) วิตก ๑ วิจาร ๑ ปีติ ๑ จิตเตกัคคตา ๑ อินทรีย์ ๕
พละ ๒ คือ หิริพละ โอตตัปปพละ มูล ๒ คือ อโทภะ อโทสะ ธรรม ๑๒
มีกายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิเป็นต้น.
บรรดาธรรม ๓๐ เหล่านั้น ธรรม ๑๘ ท่านไม่จำแนกไว้ ธรรม ๑๒
ท่านจำแนกไว้. ธรรม ๑๘ ประการเป็นไฉน ? ธรรม ๑๘ ประการเหล่านี้
คือ ผัสสะ ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ วิจาร ๑ ปีติ ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ ธรรม
๑๒ มีกายปัสสัทธิเป็นต้นท่านไม่จำแนกไว้. ธรรม ๑๒ ประการเหล่านี้ คือ
เวทนา ๑ จิต ๑ วิตก ๑ จิตเตกัคคตา ๑ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑
สตินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ หิริพละ ๑ โอตตัปปพละ ๑ อโลภะ ๑ อโทสะ ๑
ท่านจำแนกไว้.
บรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรม ๗ ประการจำแนกไว้ในฐานะทั้ง ๒
ธรรมหนึ่งจำแนกไว้ในฐานะทั้ง ๓ ธรรมสองจำแนกไว้ในฐานะ ๔ ธรรมหนึ่ง
จำแนกไว้ในฐานะ ๖ ธรรมหนึ่งจำแนกไว้ในฐานะ ๗.
ธรรม ๗ เหล่านี้ คือ จิต วิตก ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ อโลภะ
อโทสะ จำแนกไว้ในฐานะ ๒ อย่างไร ? จริงอยู่ บรรดาธรรม ๗ เหล่านั้น
จิตก่อนท่านมุ่งถึงธรรมมีหมวด ๕ แห่งผัสสะ ท่านเรียกว่า จิต เพ่งถึงอินทรีย์
ท่านเรียกว่า มนินทรีย์. วิตกถึงเป็นองค์ฌานก็เรียกว่า วิตก ถึงเป็นองค์มรรค
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 353
เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ศรัทธาเพ่งเป็นอินทรีย์เรียกว่า สัทธินทรีย์ เพ่งถึง
เป็นพละเรียกว่า สัทธาพละ หิริเพ่งถึงเป็นพละเรียกว่า หิริพละ เพ่งถึงธรรม
หมวด ๒ แห่งโลกบาลเรียกว่า หิริ. แม้ในโอตตัปปะก็นัยนี้เหมือนกัน. อโลภะ
เพ่งถึงมูลเรียกว่า อโลภะ เพ่งถึงกรรมบถเรียกว่า อนภิชฌา. อโทสะเพ่งถึง
มูลเรียกว่า อโทสะ เพ่งถึงกรรมบถเรียกว่า อัพยาบาท. ธรรม ๗ เหล่านี้
จำแนกแล้วในฐานะทั้ง ๒.
ส่วนเวทนา เพ่งถึงธรรมหมวด ๕ แห่งผัสสะเรียกว่า เวทนา เพ่งถึง
องค์ฌานเรียกว่า สุข เพ่งถึงอินทรีย์เรียกว่า โสมนัสสินทรีย์. ธรรมหนึ่งนี้
จำแนกไว้ในฐานะ ๓ อย่างนี้.
ส่วนวิริยะเพ่งถึงอินทรีย์เรียกว่า วิริยินทรีย์ เพ่งถึงองค์มรรคเรียกว่า
สัมมาวายามะ เพ่งถึงพละเรียกว่า วิริยพละ เพ่งถึงปิฏฐิทุกะ เรียกว่า
ปัคคาหะ แม้สติเพ่งถึงอินทรีย์ก็เรียกว่า สตินทรีย์ เพ่งถึงองค์มรรคเรียกว่า
สัมมาสติ เพ่งถึงพละเรียกว่า สติพละ เพ่งถึงปิฏฐิทุกะ เรียกว่า สติ.
ธรรม ๒ เหล่านั้นจำแนกไว้ในฐานะ ๔ ด้วยประการฉะนี้.
ส่วนสมาธิเพ่งถึงองค์ฌานเรียกว่า จิตเตกัคคตา เพ่งถึงอินทรีย์เรียกว่า
สมาธินทรีย์ เพ่งถึงองค์มรรคเรียกว่า สัมมาสมาธิ เพ่งถึงพละเรียกว่า สมาธิ-
พละ เพ่งถึงปิฏฐิทุกะ เรียกว่า สมถะและอวิกเขปะ ธรรมอย่างหนึ่งนี้จำแนก
ไว้ในฐานะ ๖ ด้วยประการฉะนี้.
ส่วนปัญญาเพ่งถึงอินทรีย์ เรียกว่าปัญญินทรีย์ เพ่งถึงองค์มรรค
เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ เพ่งถึงพละ เรียกว่า ปัญญาพละ เพ่งถึงมูล เรียกว่า อโมหะ
เพ่งถึงกรรมบถ เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ เพ่งถึงปิฏฐิทุกะ เรียกว่า สัมปชัญญะ
และวิปัสสนา ธรรมหนึ่งนี้จำแนกไว้ในฐานะ ๗ ด้วยประการฉะนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 354
ก็ถ้าบุคคลไรๆพึงท้วงว่า ในพระบาลีนี้ ขึ้นชื่อว่าบทที่ไม่เคยมี หามีไม่
เพราะพระองค์ทรงกำหนดธรรมที่ทรงถือเอาแล้วในหนหลังนั่นแหละมาทำบท
ให้เต็มในฐานะนั้น ๆ กถาที่ไม่มีอนุสนธิเช่นกับสิ่งของอันพวกโจรลักมาสุมกันไว้
เช่นกับหญ้าที่ฝูงโคเหยียบย่ำที่ทางเดิน อันพระพุทธเจ้าไม่ทรงรู้แล้วจึงตรัสไว้
ไซร้ บุคคลนั้นพึงถูกกล่าวปฏิเสธว่า ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ธรรมดาว่าเทศนา
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ไม่มีอนุสนธิ หามีไม่ เป็นเทศนาที่มีอนุสนธิ
แม้ถ้อยคำที่ไม่ทรงทราบตรัสไว้ก็ไม่มี เรื่องทั้งหมดพระองค์ทรงทราบแล้วจึงตรัส
ไว้ทั้งนั้น. จริงอยู่ พระสัมมาสัมพุทธะทรงทราบหน้าที่ (กิจ) ของธรรมเหล่า
นั้น ๆ ครั้นทรงทราบกิจนั้นแล้วจึงทรงยกขึ้นจำแนกไปตามหน้าที่ ทรงทราบ
ธรรม ๑๘ อย่าง ว่ามีหน้าที่แต่ละอย่าง จึงทรงยกขึ้นจำแนกไว้ในฐานะแต่
ละฐานะ ทรงทราบธรรม ๗ อย่าง มีหน้าที่อย่างละ ๒ จึงทรงยกขึ้นจำแนก
ในฐานะ ๒ ทรงทราบเวทนามีหน้าที่ ๓ ในฐานะ ๓ จึงทรงยกขึ้น
จำแนกในฐานะ ๓ ทรงทราบวิริยะและสติมีหน้าที่ ๔ อย่าง จึงทรงยกขึ้น
จำแนกในฐานะ ๔ ทรงทราบสมาธิมีหน้าที่ ๖ อย่าง จึงทรงยกขึ้นจำแนกใน
ฐานะ ๖ ทรงทราบ ปัญญาที่ ๗ จึงทรงยกขึ้นจำแนกในฐานะ ๗ ในข้อ
นั้นมีอุปมา ดังนี้.
ได้ยินว่า พระราชาพระองค์หนึ่งทรงเป็นบัณฑิตเสด็จประทับอยู่ในที่
เฉพาะพระองค์แล้วทรงดำริว่า เราจักเพิ่มสินจ้างอันสมควรแก่ผู้รู้ศิลปะโดย
ประการที่ไม่พึงเสียทรัพย์พระคลังหลวงนี้ ท้าวเธอจึงตรัสให้เรียกนักศิลปะ
ทั้งหมดประชุมกัน แล้วตรัสว่า พวกเธอจงเชิญคนที่มีความรู้เฉพาะอย่างเดียว
มา เมื่อพระองค์ตรัสให้เรียกอย่างนี้ ชนทั้ง ๑๘ ก็ลุกขึ้นมาแล้วก็พระราชทาน
ให้ชนเหล่านั้นคนละส่วน. เมื่อพระราชาตรัสว่า ผู้รู้ศิลปะ ๒ อย่างจงมา คน
๗ คนพากันมาเฝ้า พระองค์ก็ทรงพระราชทานให้คนเหล่านั้นคนละ ๒ ส่วน
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 355
เมื่อตรัสว่าผู้รู้ศิลปะ ๓ อย่างจงมา มีคนเพียงคนเดียวเข้ามาเฝ้า พระองค์ก็
พระราชทานให้คนนั้น ๓ ส่วน เมื่อพระองค์ตรัสว่า ผู้รู้ศิลปะ ๔ อย่างจงมา
ก็มีคน ๒ คนเข้ามาเฝ้า พระองค์ก็พระราชทานให้คนละ ๔ ส่วน เมื่อพระองค์
ตรัสว่า ผู้รู้ศิลปะ ๕ อย่างจงมา แม้คนเดียวก็ไม่มา เมื่อตรัสว่า ผู้รู้ศิลปะ
๖ อย่างจงมา มีเพียงคนเดียวเท่านั้นเข้ามา พระองค์ก็พระราชทานให้ ๖ ส่วน
แก่เขา เมื่อตรัสว่า ผู้รู้ศิลปะ ๗ อย่างจงมา มีเพียงคนเดียวเท่านั้นเข้ามา
พระองค์ก็พระราชทานให้เขาถึง ๗ ส่วน.
ในเรื่องนั้นมีข้ออุปมา ดังนี้.
พระมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นธรรมราชาไม่มีใครยิ่งกว่า เปรียบ
เหมือนพระราชาผู้เป็นบัณฑิต ธรรมทั้งหลายซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งการ
เป็นองค์ของจิต เปรียบเหมือนชนผู้รู้ศิลปะ การที่พระองค์ทรงยกธรรมเหล่า
นั้น ๆ ขึ้นจำแนกด้วยสามารถแห่งหน้าที่ เปรียบเหมือนการเพิ่มค่าจ้างให้สมควร
แก่ผู้รู้ศิลปะ ก็ธรรมเหล่านี้แม้ทั้งหมดเป็นกองแห่งธรรม ๑๗ หมวด คือ
หมวดธรรม ๕ มีผัสสะเป็นต้น องค์แห่งฌาน ๑ อินทรีย์ ๑ องค์แห่งมรรค ๑
พละ ๑ มูล ๑ กรรมบถ ๑ โลกบาล ๑ ปัสสัทธิ ๑ ลหุตา ๑ มุทุตา ๑
กัมมัญญตา ๑ ปาคุญญตา ๑ อุชุกตา ๑ สัมปชัญญะ ๑ สมถวิปัสสนา ๑
ปัคคาหาวิกเขปะ ๑.
จบกถาว่าด้วยธรรมุทเทสวาร.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 356
บาลีนิทเทสวาร
[๑๗] ผัสสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ความถูกต้อง ในสมัยนั้น
อันใด นี้ชื่อว่า ผัสสะมีในสมัยนั้น.
[๑๘] เวทนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณ.
ธาตุที่สมกัน ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยา
เสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
เวทนา มีในสมัยนั้น.
[๑๙ ] สัญญา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การจำ กิริยาที่จำ ความจำ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่
สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัญญามีในสมัยนั้น.
[๒๐] เจตนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุ
ที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เจตนามีในสมัยนั้น.
[๒๑] จิต มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ* มโน มนายตนะ มนินทรีย์
วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
จิตมีในสมัยนั้น.
* ธรรมชาติที่ผ่องใส
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 357
[๒๒] วิตก มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ใน
อารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมา-
สังกัปปะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิตกมีในสมัยนั้น.
[๒๓] วิจาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณา
ความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งอารมณ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
วิจารมีในสมัยนั้น.
[๒๔] ปีติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความอิ่มใจ ความปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง
ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ความตื่นแต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ในสมัยนั้น
อันใด นี้ชื่อว่า ปีติมีในสมัยนั้น.
[๒๕] สุข มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สุขมีในสมัยนั้น.
[๒๖] เอกัคคตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความ
ไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ
สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เอกัคคตา
มีในสมัยนั้น.
[๒๗] สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 358
ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา
อินทรีย์คือศรัทธา สัทธาพละ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธินทรีย์มีใน
สมัยนั้น.
[๒๘] วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความ
ตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความ
หมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้ง
ธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ อินทรีย์คือวิริยะ วิริยพละ สัมมา.
วายามะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิริยินทรีย์ในสมัยนั้น.
[๒๙] สตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความ
ทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ อินทรีย์คือสติ สติพละ สัมมาสติ
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สตินทรีย์มีในสมัยนั้น.
[๓๐] สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความ
ไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ
อินทรีย์คือสมาธิ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
สมาธินทรีย์มีในสมัยนั้น.
[๓๑] ปัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม
ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 359
ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา อินทรีย์คือปัญญา ปัญญาพละ
ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่าง คือ ปัญญา แสงสว่าง
คือปัญญา ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญินทรีย์มีในสมัยนั้น.
[๓๒] มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ อินทรีย์ คือ
มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด
นี้ชื่อว่า มนินทรีย์มีในสมัยนั้น.
[๓๓] โสมนัสสินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า โสมนัสสินทรีย์มีในสมัยนั้น.
[๓๔] ชีวิตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่
สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิตินทรีย์คือชีวิต
ของนามธรรมนั้น ๆ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์มีในสมัยนั้น.
[๓๕] สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม
ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้
ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 360
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ
ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง
คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง
ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ
มีในสมัยนั้น.
[๓๖] สัมมาสังกัปปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ใน
อารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความ
ดำริชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะมีในสมัยนั้น.
[๓๗] สัมมาวายามะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความ
ตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความ
หมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้ง
ธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ ความพยายาม
ชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาวายามะมีในสมัยนั้น.
[๓๘] สัมมาสติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ
ความไม่เลื่อนลอย ควานไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ ความระลึกชอบ
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาสติมีในสมัยนั้น.
[๓๙] สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 361
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความ
ไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ
สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ความตั้งใจชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
สัมมาสมาธิมีในสมัยนั้น.
[๔๐] สัทธาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ กิริยาที่ปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา
สัทธินทรีย์ กำลังคือศรัทธา ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธาพละ มีใน
สมัยนั้น.
[๔๑] วิริยพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความ
ตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความ
หมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้ง
ธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ กำลังคือวิริยะ สัมมาวายามะ
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิริยพละ มีในสมัยนั้น.
[๔๒] สติพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ
ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ กำลังสติ สัมมาสติ ใน
สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สติพละมีในสมัยนั้น.
[๔๓] สมาธิพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความ
ไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 362
สมาธินทรีย์ กำลังคือสมาธิ สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สมาธิพละ
มีในสมัยนั้น.
[๔๔] ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม
ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้
ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ กำลังคือปัญญา
ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง
คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความ
วิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญาพละ มีในสมัยนั้น.
[๔๕] หิริพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย กิริยาที่
ละอายต่อการประกอบอกุศลบาปกรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
หิริพละมีในสมัยนั้น.
[๔๖] โอตัปปพละ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยา
เกรงกลัวต่อการประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
โอตัปปพละมีในสมัยนั้น.
[๔๗] อโลภะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่
กำหนัด ความไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ ในสมัยนั้น
อันใด นี้ชื่อว่า อโลภะมีในสมัยนั้น.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 363
[๔๘] อโทสะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประ
ทุษร้าย ความไม่พยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ ในสมัย
นั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโทสะมีในสมัยนั้น.
[๔๙] อโมหะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน
ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญา
เหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญา
เหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือน
ประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ
กุศลมูลคือ อโมหะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อโมหะมีในสมัยนั้น.
[๕๐] อนภิชฌา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัด กิริยาที่
ไม่กำหนัด ความไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ ในสมัยนั้น
อันใด นี้ชื่อว่า อนภิชฌามีในสมัยนั้น.
[๕๑] อัพยาปาทะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษ
ร้าย ความไม่พยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ ในสมัยนั้น
อันใด นี้ชื่อว่า อัพยาปาทะ มีในสมัยนั้น.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 364
[๕๒] สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม
ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้
ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ
ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง
คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความ
วิจัยธรรม ความเห็นชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิมีในสมัยนั้น.
[๕๓] หิริ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย กิริยาที่
ละอายต่อการประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
หิริมีในสมัยนั้น.
[๕๔] โอตตัปปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยา
ที่เกรงกลัวต่อการประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อ
ว่าโอตตัปปะมีในสมัยนั้น.
[๕๕] กายปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบ
ระงับแห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
กายปัสสัทธิมีในสมัยนั้น.
[๕๖] จิตตปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 365
การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบ
ระงับแห่งวิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตปัสสัทธิมีในสมัยนั้น.
[๕๗] กายลหุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่กระด้าง แห่ง
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายลหุตามีใน
สมัยนั้น.
[๕๘] จิตตลหุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่กระด้าง แห่ง
วิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตลหุตามีในสมัยนั้น.
[๕๙] กายมุทุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่กักขฬะ ความไม่แข็ง แห่งเวทนา-
ขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายมุทุตามีในสมัย
นั้น.
[๖๐] จิตตมุทุตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่กักขฬะ ความไม่แข็ง แห่งวิญญาณ-
ขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตมุทุตามีในสมัยนั้น.
[๖๑] กายกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
กิริยาที่ควรแก่การงาน ความควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงาน
แห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
กายกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น.
[๖๒] จิตตกัมมัญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 366
กิริยาที่ควรแก่การงาน ความควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงาน
แห่งวิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตกัมมัญญตามีในสมัยนั้น.
[๖๓] กายปาคุญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
กิริยาที่คล่องแคล่ว ความคล่องแคล่ว ภาวะที่คล่องแคล่ว แห่งเวทนา-
ขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายปาคุญญตา
มีในสมัยนั้น.
[๖๔] จิตตปาคุญญตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
กิริยาที่คล่องแคล่ว ความคล่องแคล่ว ภาวะที่คล่องแคล่ว แห่ง
วิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตปาคุญญตา มีในสมัยนั้น.
[๖๕] กายุชุกตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตรง กิริยาที่ตรง ความไม่คด ความไม่โค้ง ความไม่งอ แห่ง
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายุชุกตา
มีในสมัยนั้น.
[๖๖] จิตตุชุกตา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตรง กิริยาที่ตรง ความไม่คด ความไม่โค้ง ความไม่งอ แห่ง
วิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตุชุกตา มีในสมัยนั้น.
[๖๗] สติ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ
ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ ในสมัย
นั้นอันใด นี้ชื่อว่า สติมีในสมัยนั้น.
[๖๘] สัมปชัญญะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 367
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม
ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้
ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ
ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง
คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความ
วิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมปชัญญะ มีในสมัยนั้น.
[๖๔] สมถะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความ
ไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ
สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สมถะ
มีในสมัยนั้น.
[๗๐] วิปัสสนา มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม
ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้
ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ
ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง
คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความ
วิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิปัสสนา มีในสมัยนั้น.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 368
[๗๑] ปัคคาหะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความ
ตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความ
หมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้ง
ธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัคคาหะ มีในสมัยนั้น.
[๗๒] อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต
ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ
สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อวิกเขปะ
มีในสมัยนั้น. *หรือว่า นามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น.
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.
ปทภาชนีย์ จบ
ปฐมภาณวาร จบ
* คำว่า หรือว่า นามธรรม ฯลฯ ธรรมเป็นกุศล. ฉบับบาลีไทยและพม่าไม่มีข้อ ของกรม
เป็นข้อ ๗๓ ข้อในบาลีกับแปลจึงไม่ตรงกันหลายข้อ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 369
อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์
บัดนี้ ทรงประสงค์จะจำแนกบทวาระว่าด้วยธัมมุทเทส (หัวข้อธรรม)
๕๖ ที่ยกขึ้นสู่พระบาลีเหล่านั้นทั้งหมด จึงทรงเริ่มนิทเทสวาร โดยนัยมีอาทิว่า
กตโม ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ (ผัสสะย่อมมีในสมัยนั้น เป็นไฉน)
ดังนี้ ควรทราบเนื้อความนี้แห่งคำถามในนิทเทสนั้นก่อนแล้วพึงทราบใจความ
ในคำถามทั้งหมดโดยนัยมีอาทิว่า กามาวจรมหากุศลจิตสหรคตด้วยโสมนัสเป็น
อสังขาริกเกิดขึ้นในสมัยใด ผัสสะใดก็ย่อมมีในสมัยนั้นดังนี้ จึงตรัสว่า ผัสสะ
มีในสมัยนั้นเป็นไฉน ? ดังนี้.
คำว่า ผัสสะใดย่อมมีในสมัยนั้น ความว่า ผัสสะอันใดที่เกิดขึ้น
ด้วยสามารถแห่งธรรมที่สัมผัส (กระทบ) ในสมัยนั้น คำว่า ผัสสะนี้นั้น
ชื่อว่าเป็นบทสภาวธรรมเพราะแสดงสภาวะของผัสสะ. คำว่า ผุสนา ได้แก่
อาการที่ถูกต้อง คำว่า สมฺผุสนา คืออาการที่กระทบพร้อมกันนั่นแหละ
ทรงเพิ่มบทอุปสรรคแล้วตรัสว่า สมฺผุสนา. คำว่า สมฺผุสิตตฺต ได้แก่
ภาวะที่ถูกกระทบกันแล้ว. ก็ในนิทเทสวารนี้ มีคำประกอบความดังต่อไปนี้ว่า
ผัสสะอันใดด้วยการถูกต้องย่อมมีในสมัยนั้น ผุสนา (กิริยาที่กระ-
ทบ) อันใดย่อมมีในสมัยนั้น สมฺผุสนา (อาการที่กระทบพร้อมกัน) อันใด
ย่อมมีในสมัยนั้น สมฺผุสิตตฺต (ภาวะที่ถูกกระทบพร้อมกัน) อันใดย่อมมี
ในสมัยนั้น อีกอย่างหนึ่ง ผัสสะอันใดย่อมมีด้วยสามารถแห่งธรรมที่กระทบ
กัน โดยปริยายอื่นท่านเรียกว่า ผุสนา สัมผุสนา สัมผุสิตัตตา สภาวะนี้
ชื่อว่า ผัสสะย่อมมีในสมัยนั้นดังนี้. ในนิทเทสทั้งหลายแม้แห่งธรรมมีเวทนา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 370
เป็นต้น พึงทราบโยชนาเฉพาะบทโดยนัยนี้ ส่วนข้อวินิจฉัยในการจำแนก
บทที่ทั่วไปในบททั้งหมดในนิทเทสวาร ดังต่อไปนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกามาวจรมหากุศลจิตดวงที่หนึ่งแล้ว
เมื่อจะทรงจำแนกออกไป จึงวางบทธรรมไว้เกิน ๕๐ บทด้วยอำนาจแห่ง
มาติกาแล้ว จึงทรงยกขึ้นทีละบทจำแนกอีก บทธรรมเหล่านั้น เมื่อถึงการ
จำแนกย่อมถึงการจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการ บทธรรมเหล่านั้นเมื่อแตกต่าง
กันก็ย่อมแตกต่างกันด้วยเหตุ ๔ ประการ. ก็ในนิทเทสวารนี้ การแสดงโดย
ประการอื่น ย่อมได้ฐานะ ๒ ประการ ได้อย่างไร จริงอยู่ บทเหล่านั้นย่อมถึง
การจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านั้น คือด้วยอำนาจพยัญชนะ ๑ ด้วยอำนาจ
อุปสรรค ๑ ด้วยอำนาจอรรถะ ๑.
บรรดาเหตุ ๓ ประการเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบถึงการจำแนกด้วย
สามารถแห่งพยัญชนะอย่างนี้ว่า ความโกรธ (โกโธ) กิริยาที่โกรธ (กุชฺฌนา)
ความเป็นผู้โกรธ (กุชฺฌิตตฺต) ความประทุษร้าย (โทโส) กิริยาที่ประทุษร้าย
(ทุสฺสนา) ความเป็นผู้ประทุษร้าย (ทุสฺสิตฺต) จริงอยู่ ในเหตุเหล่านี้
ความโกรธอย่างเดียวเท่านั้นถึงการจำแนกอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งพยัญชนะ.
ส่วนการจำแนกด้วยสามารถแห่งอุปสรรคพึงทราบอย่างนี้ว่า จาโร
(การเที่ยวไป) วิจาโร (การพิจารณา) อนุวิจาโร (การตามพิจารณา)
อุปวิจาโร (การเข้าไปพิจารณา) พึงทราบถึงการจำแนกด้วยอำนาจแห่งอรรถะ
อย่างนี้ว่า ปณฺฑิจฺจ (ความเป็นบัณฑิต) โกสลฺล (ความเป็นคนฉลาด)
เนปุญฺ (ความเฉลียวฉลาด) เวภพฺยา (ความเป็นผู้รู้แจ้ง) จินฺตา
(ความคิด) อุปปริกฺขา (ความใคร่ครวญ) บรรดาการจำแนกบทธรรมเหล่า
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 371
นั้น การจำแนกแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้นย่อมได้ในนิทเทสแห่งบทผัสสะก่อน จริงอยู่
คำว่า ผสฺโส ผุสนา ได้แก่การจำแนกด้วยพยัญชนะ คำว่า สมผุสนาได้แก่
การจำแนกด้วยอุปสรรค. คำว่า สมฺผุสิตตฺต ได้แก่การจำแนกด้วยอรรถะ.
พึงทราบการจำแนกในนิทเทสบททั้งปวงโดยนัยนี้.
ส่วนธรรมทั้งหลายแม้เมื่อมีบทต่างกัน ชื่อว่า ย่อมต่างกันด้วยเหตุ
ประการเหล่านั้น คือ ความต่างกันโดยชื่อ ความต่างกันโดยลักษณะ
ความต่างกันโดยกิจ (หน้าที่) ความต่างกันโดยการปฏิเสธ บรรดา
ความต่างกันเหล่านั้น พึงทราบความต่างกันโดยชื่ออย่างนี้ในที่นี้ว่า ความ
พยาบาทมีในสมัยนั้นเป็นไฉน ? ความประทุษร้าย กิริยาที่ประทุษร้ายอันใดมี
ในสมัยนั้นดังนี้ ธรรมเหล่านี้แม้ทั้ง ๒ คือ ความพยาบาท หรือโทสะ
ก็คือความโกรธนั่นเอง แต่ถึงความต่างกันโดยชื่อ อนึ่ง ธรรมแม้ ๕ อย่าง
ชื่อว่าขันธ์เพราะอรรถว่า เป็นกอง ธรรมหนึ่งเท่านั้นก็เรียกว่า ขันธ์ ก็ขันธ์
๕ ย่อมมีความต่างกันโดยลักษณะนี้ คือ ในบรรดาขันธ์ ๕ เหล่านี้ รูปมี
ความย่อยยับไปเป็นลักษณะ เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ สัญญามีการ
จำอารมณ์เป็นลักษณะ เจตนามีการกระตุ้นเตือนสัมปยุตตธรรมเป็นลักษณะ
วิญญาณมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ ว่าโดยความต่างกันแห่งกิจ ความเพียร
อย่างเดียวเท่านั้นมาแล้วในฐานะทั้ง ๔ อย่างนี้ว่า สัมมัปปธาน ๔ คือ ภิกษุ
ในศาสนานี้ ทำฉันทะให้เกิด ประคองจิตไว้ ทำความเพียร ฯลฯ เพื่อป้องกัน
บาปอกุศลธรรมที่ยังมิเกิดมิให้เกิดขึ้น พึงทราบความต่างกันด้วยสามารถความ
ต่างกันด้วยกิจ ด้วยประการฉะนี้. ก็พึงทราบความต่างกันด้วยความต่างกันโดย
การปฏิเสธ ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า อธรรม ๔ ประการคือ ความเป็นผู้
หนักในความโกรธมิใช่เป็นผู้หนักในสัทธรรม ๑ ความเป็นผู้หนักในความลบหลู่
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 372
มิใช่หนักในสัทธรรม ๑ ความเป็นผู้หนักในลาภมิใช่หนักในสัทธรรม ๑ ความ
เป็นผู้หนักในสักการะมิใช่หนักในสัทธรรม ๑ ดังนี้.
ก็ความต่างกัน ๔ อย่างเหล่านั้น ย่อมได้ในผัสสะเท่านั้นก็หาไม่ ย่อม
ได้ในธรรมแม้ทั้งหมด อันเป็นหมวด ๕ มีผัสสะเป็นต้น จริงอยู่ คำว่า ผสฺโส
เป็นชื่อของผัสสะ ฯลฯ คำว่า จิตฺต เป็นชื่อของจิต (นี้เรียกว่าต่างกันโดยชื่อ)
ก็ผัสสะมีการถูกต้องเป็นลักษณะ เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ สัญญา
มีการจำอารมณ์เป็นลักษณะ เจตนามีการกระตุ้นเตือนสัมปยุตตธรรมเป็น
ลักษณะ วิญญาณมีการริอารมณ์เป็นลักษณะ(นี้เรียกว่าต่างกันโดย ลักษณะ)
อนึ่ง ผัสสะมีการถูกต้องเป็นกิจเท่านั้น เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นกิจ
สัญญามีการจำอารมณ์เป็นกิจ เจตนามีการกระตุ้นเตือนเป็นกิจ วิญญาณมีการ
รู้อารมณ์เป็นกิจ พึงทราบความต่างกัน แห่งกิจอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
ความต่างกันในการปฏิเสธในธรรมหมวด ๕ แห่งผัสสะไม่มี. แต่ใน
นิทเทสแห่งธรรมมีอโลภะเป็นต้น พึงทราบความต่างกันด้วยสามารถแห่งความ
ปฏิเสธอย่างนี้ว่า บุคคลย่อมโลภโดยนัยเป็นต้นว่า ความไม่โลภ กิริยาที่ไม่
โลภ ความเป็นผู้ไม่โลภ พึงทราบความต่างกันแม้ทั้ง ๔ อย่าง ด้วยสามารถ
แห่งบทที่มีอยู่ในนิทเทสบททั้งหมดด้วยประการฉะนี้.
ส่วนการแสดงโดยปริยายอื่นอีก ย่อมได้ ๒ ฐานะอย่างนี้ คือ ปทัตถูติ
(บทสดุดี) ทัฬหีกรรม (บทที่ย้ำความ) จริงอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
คำว่า ผัสสะเพียงครั้งเดียว ประดุจการกดปลายไม้เท้าลง บทเดียวยังไม่ชื่อว่า
การประดับแล้วตกแต่งแล้วซึ่งบทสัมผัส เมื่อตรัสบ่อย ๆ ว่า ผัสสะ ผุสนา
สัมผุสนา สัมผุสิตัตตัง ด้วยสามารถแห่งพยัญชนะ ด้วยสามารถแห่งอุปสรรค
ด้วยสามารถอรรถ บทนั้นชื่อว่า ประดับแล้วตกแต่งแล้วซึ่งบทผัสสะ เปรียบ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 373
เหมือนพี่เลี้ยงอาบน้ำให้พระราชกุมารแล้วเอาผ้าที่ชอบใจห่มแล้ว เอาดอกไม้
ทั้งหลายประดับแล้ว หยอดยาตาแล้วต่อจากนั้นก็เอามโนศิลา (สีแดง) เจิมหน้า
ผากเพียงจุดเดียวเท่านั้น เพียงเท่านี้ยังไม่ชื่อว่า มีรอยเจิมที่สวยงาม แต่เมื่อ
พี่เลี้ยงเอาสีทั้งหลายมาเจิมล้อม จึงชื่อว่า มีรอยเจิมที่สวยงาม ความอุปมาเป็น
เครื่องเปรียบเทียบนี้ พึงเห็นฉันนั้นเถิด. นี้ชื่อว่า ปทัตถูติบท. ก็การกล่าว
บ่อย ๆ นั่นแหละ. ด้วยสามารถแห่งพยัญชนะ อรรถะ และอุปสรรค ชื่อว่า
ทัพหีกรรมบทเปรียบเหมือนเมื่อกล่าวว่า อาวุโสก็ดี ภันเตก็ดี ยักษ์ก็ดี งูก็ดี
ไม่ชื่อว่า กล่าวย้ำความ แต่เมื่อกล่าวว่า อาวุโส อาวุโส ภันเต ภันเต ยักษ์
ยักษ์ งู งู ดังนี้ จึงชื่อว่า กล่าวย้ำความ ฉันใด เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสบทว่า ผัสสะก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นดุจการกดปลายไม้เท้า ไม่ชื่อว่า
เป็นการย้ำความ แต่เมื่อตรัสบ่อย ๆ ว่า ผัสสะ ผุสนา ผัมผุสนา สัมผุสิตัตตัง
ด้วยสามารถแห่งพยัญชนะ อุปสรรคและอรรถนั่นแหละ จึงชื่อเป็นการตรัส
ย้ำความ การแสดงโดยปริยายอื่นย่อมได้ฐานะ ๒ ด้วยประการฉะนี้. บัณฑิต
พึงทราบเนื้อความในบททั้งหมด ในนิทเทสแห่งบทที่มีอยู่ด้วยสามารถแห่ง
ผัสสะแม้นี้เถิด.
คำว่า อย ตสมึ สมเย ผสฺโส โหติ ความว่า กามาวจร-
มหากุศลจิตดวงที่หนึ่งย่อมเกิดขึ้นในสมัยใด ชื่อว่า ผัสสะนี้ย่อมมีในสมัยนั้น
การพรรณนานิทเทสบทแห่งผัสสะเพียงเท่านี้ก่อน.
อธิบายเวทนานิทเทสเป็นต้น
ก็ต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าพรรณนาซึ่งเหตุสักความต่างกันในนิทเทสอื่น ๆ
แห่งบทมีเวทนาเป็นต้น คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในนิทเทสแห่ง
ผัสสะนี้แหละ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 374
ในคำว่า ย ตสฺมึ สมเย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มคำมีอาทิว่า
เวทนาในสมัยนั้นเป็นไฉนดังนี้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ตรัสคำว่า ย ไว้ด้วยอำนาจ
แห่งบทสาตะะ (ความยินดี) เวทนาตรัสเรียกว่า ตัชชาในคำว่า ตชฺชามโน-
วิญฺาณธาตุสมฺผสฺสช นี้ เพราะเหมาะสม สมควรแก่ความสุขอันเป็นที่
ยินดีนั้น จริงอยู่ ตัชชาศัพท์นี้มีอรรถว่า เหมาะสมก็มี เหมือนอย่างที่ตรัสว่า
ตชฺช สารูป กถ มนฺเตติ (ชนพูดถ้อยคำพอเหมาะพอสมควร) ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่ชื่อว่า ตัชชา เพราะเกิดแต่ธรรมมีรูปารมณ์
เป็นต้นเหล่านั้นและเกิดแต่ปัจจัยแห่งความสุขนี้ก็มี. มโนวิญญาณนั่นแหละ
ชื่อว่า ธาตุ ด้วยอรรถว่าไม่ใช่สัตว์ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ.
ธรรมใดเกิดแต่สัมผัส หรือเกิดในสัมผัส เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า
สัมผัสสชะ. ชื่อว่า เจตสิกเพราะอาศัยจิต. ชื่อว่า สาตะ เพราะอรรถว่า
ชอบใจ. คำนี้มีอธิบายว่า เจตสิกที่เกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่ชื่อ
ตัชชา โดยความหมายดังที่กล่าวแล้วเป็นความยินดีในสมัยนั้นอันใด นี้ชื่อว่า
เวทนาในสมัยนั้นดังนี้. พึงทราบการประกอบกับบททั้งปวงด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ ในคำว่า เจตสิก สุข เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ปฏิเสธสุขทางกายด้วยบทแห่งเจตสิก ทรงปฏิเสธทุกข์ทางใจด้วยบทแห่งสุข.
บทว่า เจโตสมฺผสฺสช ได้แก่ จิตเกิดในสัมผัส. หลายบทว่า สาต สุข เวทยิต
ได้แก่ เสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจมิใช่อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เสวยอารมณ์ที่เป็นสุข
มิใช่อารมณ์ที่เป็นทุกข์. ส่วนสามบทข้างหน้าตรัสไว้ด้วยอิตถีลิงค์. ก็เนื้อความ
ในบททั้ง ๓ นี้มีเพียงเท่านี้ว่า เวทนาที่ชอบใจมิใช่เวทนาที่ไม่ชอบใจ เวทนา
ที่เป็นสุขมิใช่เวทนาที่เป็นทุกข์.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 375
ในนิทเทสแห่งสัญญา คำว่า ตชฺชามโนวิญฺาณธาตุสมฺผสฺสชา
ได้แก่ สัญญาเกิดในสัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่กุศลสัญญานั้น.
คำว่า สัญญา เป็นชื่อสภาวะ. คำว่า สญฺชานนา ได้แก่ อาการที่จำได้.
คำว่า สญฺชานิตตฺต ได้แก่ ภาวะที่จำได้. แม้ในนิทเทสแห่งเจตนาก็พึง
ทราบโดยนัยนี้.
ในนิทเทสแห่งจิต ที่ชื่อว่า จิต เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติวิจิตร
ชื่อว่า มโน เพราะกำหนดรู้อารมณ์. มโนนั่นแหละชื่อว่า มานัส จริงอยู่
ในคาถาว่า อนฺตลิกฺขจโร ปาโส ยฺวาย จรติ มานโส เตน ต
พาธยิสฺสามิ น เม สมณ มโนรมา (บ่วงใดมีใจไปได้ในอากาศ กำลัง
เที่ยวไป ข้าพระองค์จักคล้องพระองค์ไว้ด้วยบ่วงนั้น สมณะท่านไม่พ้นเรา) นี้
ตรัสเรียกธรรมคือราคะที่สัมปยุตด้วยใจว่า มานัส. พระอรหัต ก็ตรัสว่า มานัส
ดังในพระคาถานี้ว่า
กถญฺหิ ภควา ตุยฺห สาวโก สาสเน รโต
อปตฺตมานโส เสโข กาล กยิรา ชเนสุตา.
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏ
ในหมู่ชน สาวกของพระองค์ยินดีในพระ-
ศาสนา ยังไม่บรรลุพระอรหัตเป็นพระเสข
บุคคล เพราะเหตุไรเล่า จึงทำกาละเสีย.
แต่ในนิทเทสนี้ มโนนั่นเองชื่อว่า มานัส เพราะท่านทำบทให้เจริญ
ด้วยพยัญชนะ. คำว่า หทัย อธิบายว่า อก ท่านเรียกว่า หทัย ในคำนี้ว่า
เราจักขว้างจิตของท่านไป หรือจักผ่าหทัยของท่านเสีย. จิตเรียกว่า หทัย
ในประโยคนี้ว่า หทยา หทย มญฺเ อญฺาย ตจฺฉติ (บุตรช่างทำรถ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 376
ย่อมถากไม้เหมือนจะรู้ใจด้วยใจ) หทัยวัตถุเรียกว่า หทัย ในคำนี้ว่า วกฺก หทย
(ม้าม หัวใจ) แต่ในนิทเทสนี้ จิตเท่านั้นเรียกว่า หทัย เพราะอรรถว่า
อยู่ภายใน. จิตนั้นแหละชื่อว่า ปัณฑระ เพราะอรรถว่า บริสุทธิ์. คำว่า
ปัณฑระ นี้ หมายเอาภวังคจิต เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
จิตนี้ประภัสสร แต่จิตนั้นแลเศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลสที่จรมา ดังนี้ อนึ่ง
แม้กุศลก็ตรัสเรียกว่า ปัณฑระเหมือนกัน เพราะออกจากจิตนั้น เหมือน
แม่น้ำคงคาไหลมาจากแม่น้ำคงคา และแม่น้ำโคธาวรีไหลมาจากแม่น้ำโคธวรี
ฉะนั้น.
ส่วนศัพท์มโน ในที่นี้ว่า มโน มนายตน ดังนี้ เพื่อแสดงมโน
นั่นเองว่าเป็นอายตนะ. ด้วยคำว่า มโน มนายตน นั้น จึงแสดงบทว่า
มโนนั้น. มโนนี้ชื่อว่า มนายตนะ เพราะเป็นอายตนะแห่งใจนั่นแหละ เหมือน
คำว่า เทวายตน นี้หามิได้ โดยที่แท้อายตนะ คือ มโนนั่นแหละ ชื่อว่า
มนายตนะ ในคำว่า มนายตนะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า อายตนะ
เพราะอรรถว่าเป็นที่อาศัยอยู่ เพราะอรรถว่าเป็นบ่อเกิด เพราะอรรถว่าเป็น
ที่ประชุม เพราะอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะอรรถว่าเป็นการณะ.
จริงอย่างนั้น สถานที่อยู่ในโลก เรียกว่า อายตนะ ดุจในประโยค
มีอาทิว่า ที่อยู่ของพระอิศวร (อิสฺสรายตน) ที่อยู่ของวาสุเทพ (วาสุ-
เทวายตน) บ่อเกิดเรียกว่า อายตนะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า บ่อเกิดแห่งทอง
(สุวณฺณายตน) บ่อเกิดแห่งรัตนะ (รตนายตน) แต่ในศาสนา สถานที่
ประชุมเรียกว่า อายตนะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เมื่อสถานที่ประชุมอันเป็น
ที่รื่นเริงมีอยู่ นกทั้งหลายย่อมพากันเสพที่นั้น. ถิ่นเกิดเรียกว่า อายตนะ ดุจ
ในประโยคมีอาทิว่า ทักขิณาบถ เป็นถิ่นเกิดของโคทั้งหลาย. การณะเรียกว่า
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 377
อายตนะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เธอย่อมถึงความสามารถในธรรมที่ควรทำ
ให้แจ้ง...ในที่นี้นั้น ๆ นั่นแหละได้ ในเมื่อมีสติ. ก็ในที่นี้ ย่อมควรแม้ทั้ง ๓
อรรถะ คือ ชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะอรรถว่าเป็น
สถานที่ประชุม และเพราะอรรถว่าเป็นการณะ (เหตุ ).
จริงอยู่ ธรรมมีผัสสะเป็นต้น ย่อมเกิดพร้อมกันในมนะนี้ เพราะ
เหตุนั้น มนะนี้จึงชื่อว่า ความเกิดแห่งอายตนะ แม้เพราะอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด.
รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะในภายนอก ย่อมประชุมลงในมนะนี้ เพราะเหตุนั้น
มนะนี้จึงชื่อว่า อายตนะ แม้อรรถว่าเป็นสถานที่ประชุม. ก็มนะนี้พึงทราบว่า
เป็นอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัยของผัสสะเป็นต้น มีสหชาตปัจจัยเป็นต้น
บ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุ เพราะเป็นการณะบ้าง มนินทรีย์มีอรรถตามที่
กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.
ธรรมชาติที่ชื่อว่า วิญญาณ เพราะย่อมรู้แจ้ง ขันธ์คือวิญญาณนั่นแหละ
เรียกว่า วิญญาณขันธ์ พึงทราบเนื้อความแห่งวิญญาณขันธ์นั้น ด้วยอำนาจ
ความเป็นกองเป็นต้น.
จริงอยู่ ขันธ์พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยความเป็นกอง ในพระ-
บาลีนี้ว่า น้ำในมหาสมุทร ย่อมนับว่าเป็นกองน้ำใหญ่แท้ ดังนี้. ขันธ์ตรัสไว้
โดยอรรถว่าคุณ ดังในประโยคมีอาทิว่า คุณคือศีล คุณคือสมาธิดังนี้. ขันธ์
ตรัสไว้โดยอรรถว่าเป็นเพียงบัญญัติ ดังในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ทรงเห็นแล้วแลซึ่งท่อนไม้ใหญ่ ดังนี้. แต่ในวิญญาณขันธ์นี้ ตรัสขันธ์ด้วย
รุฬหีศัพท์ (คือตามที่เข้าใจกัน) เพราะว่า ส่วนแห่งวิญญาณขันธ์ เรียกว่า
วิญญาณดวงหนึ่ง เพราะอรรถว่าเป็นกอง เพราะฉะนั้น วิญญาณแม้ดวงเดียว
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 378
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งวิญญาณขันธ์ ท่านก็เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ตามที่รู้กัน
เหมือนคนตัดส่วนหนึ่งแห่งต้นไม้ ท่านก็เรียกว่า ตัดต้นไม้ฉะนั้น.
คำว่า ตชฺชมโนวิญฺาณธาตุ ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุอันสมควร
แก่ธรรม มีผัสสะเป็นต้น เหล่านั้น. จริงอยู่ ในบทนี้จิตดวงเดียวเท่านั้น ท่าน
กล่าวชื่อไว้ ๓ อย่าง คือ ชื่อว่า มโน เพราะอรรถว่ากำหนดอารมณ์ ชื่อว่า
วิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง ชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ หรือ
เพราะอรรถว่ามิใช่สัตว์.
ในหมวด ๕ แห่งผัสสะนี้ ตามที่กล่าวมาแล้ว จะกล่าวผัสสะก่อน
เพราะเป็นผัสสะเท่านั้น มิใช่ผัสสะที่เกิดด้วยสัมผัสสะที่เป็นตัชชามโนวิญญาณ-
ธาตุ และเพราะจิตเป็นตัชชามโนวิญญาณธาตุเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระองค์
จึงไม่ทรงยกบัญญัติที่เป็นตัชชามโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชา ใน ๒ บทนี้ แต่ก็
ใช้ในบทวิตกเป็นต้นได้บ้าง ที่ไม่ยกขึ้นใช้ในนิทเทสนี้ เพราะมิได้กำหนดไว้.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงจำแนกธรรมหมวด ๕ แห่ง
ผัสสะเหล่านี้จำแนกเป็นแต่ละแผนกแล้วทรงยกขึ้นสู่บัญญัติ ชื่อว่า กระทำสิ่ง
ที่ทำได้โดยยาก เมื่อบุคคลใส่น้ำต่าง ๆ น้ำมันต่าง ๆ ลงในภาชนะหนึ่งแล้ว
กวนตลอดวัน การมองดูสี หรือการสูดกลิ่น หรือการลิ้มรสก็อาจรู้ความต่าง
กันได้ เพราะความต่างกันแห่งสี กลิ่น และรส แม้จะเป็นถึงอย่างนั้น เขาก็
กล่าวกันว่า การกระทำนั้นเป็นการกระทำได้ยาก. แต่พระสัมมาสัมพุทธะ
เมื่อทรงจำแนกธรรมคือจิตและเจตสิกอันไม่ใช่รูปเหล่านี้ ที่เป็นไปในอารมณ์
หนึ่งกระทำให้เป็นแผนก ๆ แล้วทรงยกขึ้นสู่บัญญัติ ชื่อว่า ทรงกระทำได้ยาก
อย่างยิ่ง. ด้วยเหตุนั้น พระนาคเสนเถระจึงถวายพระพรพระยามิลินทร์ว่า
มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำสิ่งที่ทำได้โดยยาก.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 379
พระยามิลินทร์ : ท่านพระนาคเสน พระผู้มีพระภาคเจ้าทำอะไร ซึ่ง
ทำได้โดยยาก
พระนาคเสน มหาบพิตร : พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบอกการกำหนด
ธรรมคือจิตและเจตสิกอันไม่ใช่รูปเหล่านี้ ที่เป็นไปในอารมณ์เดียวกันว่า นี้
เป็นผัสสะ นี้เป็นเวทนา นี้เป็นสัญญา นี้เป็นเจตนา นี้เป็นจิต.
พระยามิลินทร์ : ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ฟัง.
พระนาคเสน : มหาบพิตร อุปมาเหมือนคนบางคนข้ามสมุทรด้วย
เรือ แล้วใช้อุ้งมือวักน้ำชิมดูก็พึงทราบหรือหนอว่า นี้น้ำแม่น้ำคงคา นี้น้ำแม่-
น้ำยมุนา นี้น้ำแม่น้ำอจิรวดี นี้น้ำแม่น้ำสรภู นี้น้ำแม่น้ำมหี.
พระยามิลินทร์ : ข้าแต่ท่านนาคเสน รู้ได้ยาก.
พระนาคเสน : มหาบพิตร การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกการ
กำหนดธรรมคือจิตและเจตสิก ซึ่งไม่ใช่รูปเป็นไปในอารมณ์เดียวกันว่า นี้เป็น
ผัสสะ ฯลฯ นี้เป็นจิต ชื่อว่า ทรงทำสิ่งที่ทำได้ยากกว่านั้นมาก.
อธิบายวิตกนิทเทสเป็นต้น
ในนิทเทสแห่งวิตก ธรรมที่ชื่อว่า ตักกะเพราะตรึก. บัณฑิตพึงทราบ
ความเป็นไปแห่งธรรมที่ชื่อว่า ตักกะนั้น ด้วยสามารถแห่งการตรึกอย่างนี้ว่า
ท่านตรึกถึงอะไร ? ท่านตรึกถึงหม้อ ตรึกถึงเกวียน ตรึกถึงโยชน์ ตรึกถึง
ครึ่งโยชน์หรือ นี้เป็นบทแสดงสภาวะของการตรึก. ธรรมที่ชื่อว่า วิตก
เพราะอำนาจแห่งการตรึกพิเศษ คำว่า วิตกนี้เป็นชื่อของความตรึกที่มีกำลัง
มากกว่า. ชื่อว่า สังกัปปะ เพราะการกำหนดอย่างดี. เอกัคคจิต ชื่อว่า
อัปปนา เพราะแนบแน่นในอารมณ์. บทที่สองทรงเพิ่มขึ้นด้วยอำนาจอุปสรรค
อีกอย่างหนึ่ง อัปปนาที่มีกำลังกว่า ชื่อว่า พยัปปนา. ธรรมชาติที่ชื่อว่า การ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 380
ยกจิตขึ้น เพราะยกจิต คือตั้งจิตไว้ในอารมณ์. ธรรมที่ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะ
เพราะเป็นสังกัปปะ (ความดำริ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญถึงความ
เป็นกุศล เพราะเป็นความดำริตามความเป็นจริง และเป็นความดำรินำสัตว์
ออกจากวัฏฏะ.
ในนิทเทสแห่งวิจาร ธรรมที่ชื่อว่า จาระ เพราะเที่ยวไปในอารมณ์
บทนี้เป็นบทแสดงสภาวะของจาระนั้น ที่ชื่อว่า วิจาร เพราะเที่ยวไปพิเศษ
ชื่อว่า อนุวิจาร เพราะเที่ยวตามไป ชื่อว่า อุปวิจาร เพราะเที่ยวไปใกล้.
บทเหล่านั้นท่านเพิ่มมาด้วยอำนาจอุปสรรค. ธรรมที่ชื่อว่า ความสืบต่อจิต
เพราะการตั้งจิตสืบต่อไว้ในอารมณ์ ดุจการพาดลูกศรที่สายธนู. ธรรมที่ชื่อว่า
การเข้าไปเพ่ง เพราะตั้งอยู่ ดุจการเพ่งอารมณ์.
ในนิทเทสแห่งปีติ บทว่า ปีติ เป็นบทแสดงสภาวะ ภาวะแห่ง
บุคคลผู้ปราโมทย์แล้ว ชื่อว่า ปาโมชชะ อาการแห่งการบันเทิง ชื่อว่า อาโมทนา
อาการที่รื่นเริง ชื่อว่า ปโมทนา. การรวมกันแห่งยาหรือน้ำมัน หรือน้ำร้อน
และน้ำเย็นเข้าด้วยกัน ท่านเรียกว่า โมทนา ฉันใด แม้ปีตินี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่า
โมทนาเพราะรวมธรรมทั้งหลายเข้าด้วยกัน แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประดับ
คำโมทนาด้วยอุปสรรคแล้ว ตรัสว่า อาโมทนา และปโมทนา ธรรมที่ชื่อว่า
หาสะ เพราะร่าเริง คำว่า หาสะนี้เป็นชื่อของอาการที่ร่าเริงยินดี. ธรรมที่ชื่อว่า
วิตตะ เพราะปลื้มใจ คำว่า วิตตะนี้ เป็นชื่อของทรัพย์ ก็ความปลื้มใจนี้ ชื่อว่า
วิตติ เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดโสมนัส เพราะคล้ายกับความปลื้มใจเหมือน
อย่างว่า คนมีทรัพย์อาศัยทรัพย์เกิดโสมนัส ฉันใด คนมีปีติก็อาศัยปีติเกิด
โสมนัสขึ้น ฉันนั้น ดังนั้นจึงเรียกปีติว่า วิตติ คำว่า วิตตินี้ เป็นชื่อของ
ปีติดำรงอยู่ด้วยความยินดี. ก็บุคคลผู้มีปีติตรัสเรียกว่า อุทคฺคะ เพราะพุ่งขึ้น
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 381
แห่งกายและจิต คือพุ่งขึ้นสูงแห่งกายและจิต. ภาวะแห่งคนที่มีกายและใจสูงขึ้น
เรียกว่า โอทัคคะ ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ชื่อว่า อัตตมนา จริงอยู่
ใจของบุคคลผู้ไม่ยินดี (โกรธ) ไม่ชื่อว่า เป็นใจของคน เพราะเป็นเหตุเกิด
แห่งทุกข์. อนึ่ง บุคคลยินดีแล้ว ก็ชื่อว่า มีใจเป็นของตน เพราะเป็นเหตุ
ให้เกิดสุข. ด้วยเหตุตามที่กล่าวมานี้ ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน จึงชื่อว่า
อัตตมนา คือมีใจเป็นของตน. อธิบายว่า ความที่บุคคลเป็นผู้มีใจเป็นของตน
ก็เพราะความดีใจนั้นมิใช่ของใครอื่น เพราะความเป็นผู้มีใจเป็นของตนเอง คือ
สภาพนั้น เป็นของจิตนั่นเอง อนึ่ง เพราะความผู้มีใจเป็นของตนนั้น มิใช่เป็น
ธรรมอื่น คือมิใช่เป็นเจตสิกธรรม ฉะนั้น จึงตรัสว่า ความเป็นผู้มีใจเป็น
ของตน คือ จิต.
ในนิทเทสแห่งจิตตัสเสกัคคตา ธรรมชาติที่ชื่อว่า ฐิติ เพราะ
ตั้งมั่นในอารมณ์อันไม่หวั่นไหว. สองบทข้างหน้าท่านเพิ่มบทอุปสรรคเข้ามา.
อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า สัณฐิติ เพราะประมวลสัมปยุตตธรรมทั้งหลายมาตั้ง
ไว้ด้วยอารมณ์. ที่ชื่อว่า อวัฏฐิติ เพราะหยั่งลงสู่อารมณ์ คือเข้าไปแล้วตั้งอยู่.
จริงอยู่ ธรรมทั้ง ๔ คือ ศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา ย่อมหยั่งลง คือย่อม
ปรากฏในฝ่ายกุศล. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ธรรมคือศรัทธา พระองค์จึงตรัสว่า
โอกัปปนา (การทำใจให้เชื่อมั่น ). ตรัสเรียกสติว่า อปิลาปนตา (ความเป็น
ผู้มีใจไม่ฟั่นเฟือน). ตรัสเรียกสมาธิว่า อวัฏฐิติ (ความที่ใจตั้งมั่น). ตรัสเรียก
ปัญญาว่า ปริโยคาหนา (การส่องดู).
ส่วนในฝ่ายอกุศล ธรรม ๓ อย่าง คือ ตัณหา ทิฏฐิ และอวิชชา
ย่อมหยั่งลงสู่อารมณ์ ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ธรรมเหล่านั้น พระองค์จึงตรัสว่า
เป็นโอฆะ แต่ในฝ่ายอกุศลนี้ เอกัคคตาแห่งจิตไม่เป็นสภาพมีกำลัง เปรียบ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 382
เหมือนบุคคลเอาน้ำรดในที่มีฝุ่น สถานที่ก็เกลี้ยงฝุ่น ฝุ่นย่อมระงับไปเวลา
เล็กน้อย เมื่อฝุ่นแห้ง ฝุ่นก็ตั้งขึ้นเป็นปกติอีก ฉะนั้น. แต่ในฝ่ายกุศล
เอกัคคตาแห่งจิตมีกำลังมาก เปรียบเหมือนบุคคลเอาหม้อน้ำลาดนำลงในที่นั้น
คลุกเคล้าด้วยจอบกระทำการทุบขยำ ขัดสีไล้ทาให้ปรากฏเหมือนในเงากระจก
แม้จะก้าวเลยไปร้อยปีก็เป็นของวิจิตรเหมือนเวลาครู่หนึ่ง ฉะนั้น.
ธรรมที่ชื่อว่า อวิสาหาระ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความฟุ้งซ่านที่เป็นไป
ด้วยอำนาจอุทธัจจะและวิจิกิจฉา. จิตที่ดำเนินไปด้วยอำนาจแห่งอุทธัจจะและ
วิจิกิจฉา ชื่อว่า ย่อมฟุ้งซ่าน แต่ความฟุ้งซ่านนี้เช่นอย่างนั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น
สภาพธรรมนั้นจึงชื่อว่า อวิกเขปะ. จิตที่ชื่อว่า ฟุ้งซ่านไปด้วยอำนาจแห่ง
อุทธัจจะและวิจิกิจฉาเท่านั้น คือ อุทธัจจะและวิจิกิจฉา ย่อมนำไปทางนี้และ
ทางโน้นได้ แต่อวิกเขปะนี้เป็นภาวะของใจที่ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอาการอย่างนั้น
เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ความเป็นผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน (อวิสาหฎมานสตา).
คำว่า สมณะ ได้แก่ สมถะ ๓ อย่าง คือ จิตตสมถะ อธิกรณสมถะ
และสัพพสังขารสมถะ
บรรดาสมถะทั้ง ๓ นั้น เอกัคคตาแห่งจิต (ความที่จิตแน่วแน่) ใน
สมาบัติ ๘ ชื่อว่า จิตตสมถะ จริงอยู่ เพราะอาศัยจิตตสมถะนั้น ความดิ้นรน
แห่งจิต ความหวั่นไหวแห่งจิตย่อมสงบ คือ เข้าไประงับไว้ เพราะฉะนั้น
สมถะนั้นจึงตรัสเรียกว่า จิตตสมถะ. สมถะ ๗ อย่างมีสัมมุขาวินัยเป็นต้น ชื่อว่า
อธิกรณสมถะ เพราะอาศัยอธิกรณสมถะนั้น อธิกรณ์เหล่านั้นย่อมสงบ คือ
ย่อมระงับไว้ เพราะฉะนั้น สมถะนั้น จึงตรัสเรียกว่า อธิกรณสมถะ. อนึ่ง
เพราะสังขารทั้งหมด อาศัยพระนิพพานย่อมเข้าไปสงบระงับ ฉะนั้น พระ-
นิพพานนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกว่า สัพพสังขารสมถะ. ในอรรถะนี้ ทรง
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 383
ประสงค์เอาจิตตสมถะ จิตตสมถะนั้นชื่อว่า สมาธินทรีย์ เพราะทำความเป็น
ใหญ่กว่าธรรมอื่นในลักษณะแห่งสมาธิ. ที่ชื่อว่า สมาธิพละ เพราะความ
ไม่หวั่นไหวไปในเพราะอุทธัจจะ สมาธิตามความเป็นจริง ชื่อว่า สัมมาสมาธิ
สมาธิฝ่ายกุศล ชื่อว่า นิยยานิกสมาธิ (สมาธิที่นำออก).
ในนิทเทสแห่งสัทธินทรีย์ ธรรมที่ชื่อว่า ศรัทธา เพราะการเชื่อ
พุทธคุณเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ศรัทธา เพราะเชื่อ คือ ดำเนินไปสู่
รัตนะมีพระพุทธรัตนะเป็นต้น. อาการแห่งการเชื่อ ชื่อว่า สัททหนา. ที่ชื่อว่า
โอกัปปนา (น้อมใจเชื่อ) เพราะหยั่งลงเหมือนการทำลายแล้วแทรกเข้าไปใน
พุทธคุณเป็นต้น. ที่ชื่อว่า อภิปสาทะ (เลื่อมใสยิ่ง) เพราะเป็นเหตุให้สัตว์
ทั้งหลายเลื่อมใสอย่างยิ่งในพุทธคุณเป็นต้น หรือว่าตัวเองย่อมเลื่อมใสยิ่ง.
บัดนี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงปรารภปริยายอื่นด้วยบทสมาส (ความ
ย่อ) แห่งสัทธินทรีย์เป็นอาทิ จึงทรงถือเอาบทว่า อาทิ มาทำการจำแนกบท
ข้อนี้เป็นเรื่องธรรมดาในพระอภิธรรม ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสคำว่า ศรัทธา
อีก. อีกอย่างหนึ่ง อินทรีย์แห่งหญิง ชื่อว่า อิตถินทรีย์ ฉันใด สัทธินทรีย์
นี้ฉันนั้นหามิได้. ก็อินทรีย์นี้คือศรัทธาเท่านั้น จึงชื่อว่า สัทธินทรีย์ ด้วยอาการ
อย่างนี้ จึงตรัสศรัทธาอีก เพื่อจะให้รู้ถึงภาวะที่กระทำให้ยิ่งกว่ามีอยู่. ในทำนอง
เดียวกันนี้ พึงทราบการประกอบคำสำหรับบทว่า อาทิ ในนิทเทสแห่งบท
ทั้งปวงอีก. ธรรมชาติที่ชื่อว่า สัทธินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะ
แห่งอธิโมกข์ (น้อมใจเชื่อ) ที่ชื่อว่าสัทธาพละ. เพราความไม่หวั่นไหวใน
เพราะความไม่มีศรัทธา.
ในนิทเทสแห่งวิริยินทรีย์ คำว่า เจตสิโก นี้ท่านกล่าวเพื่อแสดง
ถึงความที่วิริยะเป็นเจตสิกโดยนิยม. จริงอยู่ วิริยะนี้แม้จะกล่าวอยู่ว่าเป็นกายิกะ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 384
คือเป็นไปทางกายเพราะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เดินจงกรมเป็นต้น ในสูตรทั้งหลายมี
อาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิริยะเป็นไปทางกายก็เป็นวิริยสัมโพชฌงค์
วิริยะที่เป็นไปทางใจก็เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยะนี้ย่อมมาสู่อุทเทสด้วยประการ
ฉะนี้ แต่ไม่เป็นไปทางกายเหมือนกายวิญญาณ ก็เพื่อแสดงว่าวิริยะนั้นเป็นไป
ทางใจอย่างเดียว จึงตรัสว่า เจตสิโก (เป็นเจตสิก). คำว่า วิริยารมฺโภ
ได้แก่ การเริ่ม กล่าวคือความเพียร. ด้วยบทว่า วิริยารมฺโภ นี้ท่านปฏิเสธ
การเริ่มความเพียรที่เหลือนอกจากนี้. จริงอยู่ อารัมภศัพท์นี้มาในอรรถะมิใช่น้อย
คือ กรรม อาบัติ กิริยา วิริยะ หิงสา (ความเบียดเบียน) วิโกปนะ
(การพราก).
จริงอยู่ กรรม มาในคำว่า อารัมภะ ดังในประโยคนี้ว่า
ย กิญฺจิ ทุกฺข สมฺโภติ สพฺพ อารมฺภปจฺจยา
อารมฺภาน นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว
ทุกข์ทั้งหมดอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อม
เกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย เพราะกรรมดับ
โดยไม่เหลือ ทุกข์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
อาบัติมาในคำว่า อารัมภะ ในประโยคนี้ว่า ภิกษุย่อมต้องอาบัติและ
เป็นผู้มีวิปฏิสาร. กิริยามีการปักหลักบูชายัญมาในคำว่า อารัมภะ ในประโยค
นี้ว่า มหายัญ มีกิริยาใหญ่ แต่มหายัญเหล่านั้น หามีผลใหญ่ไม่. วิริยะมาใน
คำว่า อารัมภะ ในประโยคนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงเพียร จงพยายาม จงขวนขวาย
ในพระพุทธศาสนา. ความเบียดเบียนมาในคำว่า อารัมภะ ในประโยคนี้ว่า
ชนทั้งหลายเบียดเบียนสัตว์อุทิศพระสมณโคดม. การพรากมีการตัดและการหัก
เป็นต้นมาในอารัมภะ ในประโยคนี้ว่า พระสมณโคดมเว้นขาดจากการพราก
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 385
พีชคามและภูตคาม. แต่ในนิทเทสนี้ท่านประสงค์เอาวิริยะเท่านั้น เพราะเหตุนั้น
จึงตรัสว่า วิริยารัมโภ อธิบายว่า อารัมภะคือความเพียร. จริงอยู่ วิริยะ
ตรัสเรียกว่า อารัมภะด้วยอำนาจแห่งความริเริ่ม คำว่า อารมฺโภ นี้เป็นบท
แสดงสภาวะของวิริยะ สภาวะที่ชื่อว่า นิกกมะ ด้วยอำนาจการออกไปจากการ
เกียจคร้าน. ที่ชื่อว่า ปรักกมะ ด้วยอำนาจการก้าวไปสู่ประโยชน์อย่างยิ่ง
ข้างหน้า. ที่ชื่อว่า อุยยามะ ด้วยอำนาจความพยายามเข้าถึง. ที่ชื่อว่า วายามะ
ด้วยอำนาจความพากเพียร. ที่ชื่อว่า อุตสาหะ ด้วยอำนาจแห่งความอดทน.
ที่ชื่อว่า อุสโสฬหี ด้วยอำนาจแห่งความอุตสาหะยิ่ง. ที่ชื่อว่า ถามะ ด้วย
อรรถะว่ามั่นคง ที่ชื่อว่า ธีติ เพราะทรงไว้ซึ่งการสืบต่อกุศล ด้วยสามารถ
แห่งการทรงไว้ซึ่งจิตและเจตสิกทั้งหลาย หรือการเป็นไปโดยไม่ขาดสาย.
อีกนัยหนึ่ง ก็สภาวะนั้นชื่อว่า นิกกมะ เพราะบรรเทากามทั้งหลาย
ชื่อว่า ปรักกมะ เพราะตัดเครื่องผูกพัน ชื่อว่า อุยยามะ เพราะการถอน
โอฆะ ชื่อว่า วายามะ ด้วยอรรถะว่าการถึงฝั่ง ชื่อว่า อุตสาหะ ด้วย
อรรถะว่าเป็นหัวหน้า ชื่อว่า อุสโสฬหี ด้วยอรรถว่าเป็นหัวหน้าใหญ่
ชื่อว่า ถามะ เพราะอรรถว่าถอดลิ่มสลัก ชื่อว่า ธีติ เพราะการทำได้ตาม
ต้องการ.
วิริยะนั้นก็คือ ความบากบั่นไม่ย่อท้อด้วยสามารถแห่งการไม่ย่อหย่อน
ในปวัตติกาลอย่างนี้ว่า. . .จะเหลืออยู่แต่หนังเอ็นกระดูกก็ตามดังนี้ อธิบายว่า
ความบากบั่นมั่นคง ความบากบั่นเด็ดเดี่ยว. ก็เพราะวิริยะนี้ไม่ทอดทิ้งฉันทะ
ไม่ทอดทิ้งธุระ ไม่ให้ความเกียจคร้านได้โอกาส ไม่สละ นำความพอใจไม่
ท้อถอยในฐานะเป็นเครื่องสร้างกุศลกรรม ฉะนั้น จึงตรัสว่า วิริยะไม่ทอดทิ้ง
ฉันทะ ไม่ทอดทิ้งธุระ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 386
เหมือนอย่างว่า ในสถานที่มีโคลนตมตามธรรมชาติ เจ้าของโค
กล่าวว่า พวกเธอจงเอาโคตัวที่นำธุระไปได้มา โคนั้นแม้จะคุกเข่ายันที่พื้นดิน
ก็สู้นำไปไม่ยอมให้แอกตกที่พื้นดิน ฉันใด วิริยะก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่
ทอดทิ้ง ย่อมประคองธุระไปในฐานะเป็นเครื่องสร้างกุศลกรรม ฉะนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า วิริยะเป็นธรรมประคับประคองธุระอย่างดี ( ธุรสมฺ-
ปคฺคาโห ) ธรรมที่ชื่อว่า วิริยินทรีย์ เพราะครองความเป็นใหญ่ในลักษณะ
แห่งการประคับประคอง. ที่ชื่อว่า วิริยพละ เพราะไม่หวั่นไหวในเพราะความ
เกียจคร้าน. ชื่อว่า สัมมาวายามะ เพราะความพยายามในกุศลอันนำออกจาก
สังสารวัฏตามความเป็นจริง.
ในนิทเทสแห่งสตินทรีย์ ธรรมที่ชื่อว่า สติ ด้วยสามารถแห่งการ
ระลึก. การระลึกนี้เป็นบทแสดงสภาวะของสติ. ชื่อว่า อนุสสติ ด้วยสามารถ
การตามระลึกเพราะการระลึกบ่อย ๆ. ชื่อว่า ปฏิสสติ ด้วยอำนาจการระลึก
เฉพาะโดยการระลึกดุจไปข้างหน้า. อีกอย่างหนึ่ง คำที่กล่าวแล้วนี้เป็นเพียง
เพิ่มเติมด้วยอุปสรรค. อาการที่ระลึก ชื่อว่า สรณตา ก็เพราะคำว่า สรณตา
เป็นชื่อแห่งการระลึกทั้ง ๓ ฉะนั้น เพื่อที่จะปฏิเสธคำที่เป็นชื่อทั้ง ๓ นั้น จึง
กระทำสตศัพท์ (คือตรัสถึงสติ) อีก. ในที่นี้มีอธิบายว่า ภาวะที่ระลึกคือสติ.
สติ ชื่อว่า ธารณตา เพราะทรงจำสิ่งที่ได้ฟังและได้เรียนมา. ภาวะที่ไม่
เลอะเลือน ชื่อว่า อปิลาปนตา ด้วยอรรถว่าหยั่งลงคือการไหลเข้าไปในอารมณ์
เปรียบเหมือนกระโหลกน้ำเต้าเป็นต้น ลอยอยู่บนน้ำไม่จมน้ำ ฉันใด สติก็
ฉันนั้น ตั้งอยู่ในอารมณ์ไม่จมลง เพราะสติย่อมไปตามอารมณ์ ฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อภิลาปนตา (ความไม่เลอะเลือน). สติ ชื่อว่า
อสัมมุสนตา (ความไม่หลงลืม) เพราะความไม่หลงลืมในการงานที่ทำและคำพูด
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 387
ที่ล่วงมานานได้. สติ ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะครองความเป็นใหญ่ในลักษณะ
แห่งการอุปการะ อินทรีย์ คือ สติ เรียกว่า สตินทรีย์. สตินั่นเองเป็นอินทรีย์
เรียกว่า สตินทรีย์. สติ ชื่อว่า สติพละ เพราะไม่หวั่นไหวในเพราะความ
ประมาท. สติชื่อว่า สัมมาสติ เพราะเป็นสติตามความเป็นจริง เป็นสตินำออก
เป็นสติในกุศล.
ในนิทเทสแท่งปัญญินทรีย์ ธรรมที่ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า
การประกาศให้รู้ คือ กระทำเนื้อความนั้น ๆ ให้แจ่มแจ้ง. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า ปัญญา เพราะย่อมรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการต่าง ๆ มีความไม่เที่ยง
เป็นต้นนั้น ๆ. คำนี้เป็นบทแสดงสภาวะของปัญญานั้น. อาการที่รู้ทั่ว ชื่อว่า
ปชานนา. ปัญญา ชื่อว่า วิจัย เพราะค้นหาธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น
คำว่า ปวิจัย นี้ท่านเพิ่มอุปสรรคเข้ามา. ปัญญา ชื่อว่า ธรรมวิจัย
เพราะค้นหาธรรม คือ สัจจะ ๔ ธรรมที่ชื่อว่า สัลลักขณาด้วยอำนาจการ
กำหนดอนิจจลักษณะเป็นต้นได้. สัลลักขณานั่นแหละ ตรัสเรียกว่า อุปลักขณา
ปัจจุปลักขณา โดยความต่างกันแห่งอุปสรรค. ความเป็นแห่งบัณฑิต ชื่อว่า
ปัณฑิจจะ ความเป็นแห่งบุคคลผู้ฉลาด ชื่อว่า โกสัลละ. ความเป็นแห่งธรรม
ที่ละเอียด ชื่อว่า เนปุญญะ ความเป็นแห่งการทำให้แจ้งซึ่งความไม่เที่ยงเป็นต้น
ชื่อว่า เวภัพยา ปัญญาที่ชื่อว่า จินตา ด้วยสามารถแห่งการคิดความไม่เที่ยง
เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า จินตา เพราะเกิดขึ้นแก่ผู้ใดย่อมยังบุคคล
นั้นให้คิดอนิจจลักษณะเป็นต้น. ที่ชื่อว่า อุปปริกขา เพราะใคร่ครวญ
อนิจจลักษณะเป็นต้น. คำว่า ภูริ เป็นชื่อของแผ่นดิน. จริงอยู่ปัญญานี้
เรียกว่า ภูรี ดุจแผ่นดิน เพราะอรรถว่าตั้งมั่นและกว้างขวาง เพราะเหตุนั้น
จึงตรัสเรียกแผ่นดินว่า ภูริ. บุคคลชื่อว่า มีปัญญาดังแผ่นดิน เพราะ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 388
ประกอบด้วยปัญญาอันกว้างขวางไพบูลเสมอด้วยแผ่นดินนั้น. อีกอย่างหนึ่ง
คำว่า ภูริ นี้เป็นชื่อของปัญญา. ปัญญาชื่อว่า ภูริ เพราะย่อมยินดีในอรรถะที่
เป็นจริง. ปัญญาที่ชื่อว่า เมธา เพราะทำลายเบียดเบียนกิเลสเหมือนสายฟ้า
ผ่าภูเขาหิน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เมธา เพราะเรียนและทรงจำได้เร็วพลัน.
ที่ชื่อว่า ปริณายิกา เพราะเกิดแก่ผู้ใด ย่อมนำผู้นั้นไปในการปฏิบัติประโยชน์
เกื้อกูล และในการแทงตลอดลักษณะตามความเป็นจริงในสัมปยุตธรรม.
ปัญญาที่ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะย่อมเห็นแจ้งธรรมทั้งหลายด้วยสามารถแห่ง
อนิจจลักษณะเป็นต้น. ที่ชื่อว่า สัมปชัญญะ เพราะย่อมรู้นิจจลักษณะ
เป็นต้นโดยประการต่าง ๆ โดยชอบ. ที่ชื่อว่า ปโตทะ (ปฏัก) เพราะแทงจิต
ที่คดโกงวิ่งไปผิดทางให้ขึ้นสู่ทาง เหมือนปฏักแทงม้าสินธพที่วิ่งไปผิดทางให้
ไปถูกทาง. ปฏักคือปัญญานั่นแหละชื่อว่า ปัญญา คือ ปฏัก. ที่ชื่อว่า
อินทรีย์ เพราะครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการเห็น. อินทรีย์ คือ
ปัญญา เรียกว่า ปัญญินทรีย์. ปัญญานั่นเองเป็นอินทรีย์ก็ชื่อว่า ปัญญินทรีย์.
ที่ชื่อว่า ปัญญาพละ เพราะไม่หวั่นไหวในเพราะอวิชชา. ศาสตราคือปัญญา
นั่นแหละชื่อว่า ปัญญาสัตถะ เพราะอรรถว่าตัดกิเลส. ปราสาท คือ ปัญญานั่น
แหละชื่อว่า ปัญญาปาสาทะ เพราะอรรถว่าสูงยิ่ง. แสงสว่างคือปัญญาเทียว
ชื่อว่า ปัญญาอาโลกะ เพราะอรรถว่าการส่องแสง. โอภาสคือปัญญาเทียว
ชื่อว่า ปัญญาโอภาสะ เพราะอรรถว่าสว่าง. ประทีปคือปัญญาชื่อว่า ปัญญา-
ปัชโชตะ เพราะอรรถว่าโชติช่วง. จริงอยู่ บุคคลผู้มีปัญญานั่งแล้วโดย
บัลลังก์เดียว หมื่นโลกธาตุก็แสงสว่างเป็นอันเดียวกัน มีโอภาสเป็นอันเดียวกัน
มีการโชติช่วงเป็นอันเดียวกัน ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงตรัสพระดำรัสนั้นไว้แล้ว.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 389
ก็บทปัญญาทั้ง ๓ เหล่านี้ แม้บทเดียวก็สำเร็จเนื้อความได้. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรทั้งหลาย ( ในอังคุตตรนิกายจตุกนิบาต ) ตาม
อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างเหล่านั้นมี ๔ อย่าง
แสงสว่าง ๔ อย่างเป็นไฉน ? คือแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ แสงสว่างแห่ง
ดวงอาทิตย์ แสงสว่างแห่งไฟ แสงสว่างแห่งปัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
แสงสว่าง ๔ เหล่านี้แล ภิกษุทั้งหลาย บรรดาแสงสว่าง ๔ เหล่านี้ แสงสว่าง
แห่งปัญญาเป็นเลิศ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โอภาส ๔ เหล่านี้ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ความโชติช่วง เหล่านั้นก็ฉันนั้น. แม้ในนิทเทสนี้พระองค์ก็ทรงทำ
เทศนาโดยสมควรแก่พระสูตรนั้นเหมือนกัน. เพราะว่า เนื้อความเมื่อทรง
จำแนกโดยอาการมิใช่น้อย ย่อมชื่อว่าเป็นการจำแนกดีแล้ว. สัตว์ทั้งหลาย
พวกหนึ่งย่อมตรัสรู้ได้โดยประการอย่างหนึ่ง และพวกอื่นก็ตรัสรู้ได้โดย
ประการอื่น. ก็รัตนะ คือ ปัญญา เรียกว่าปัญญารัตนะ ด้วยอรรถว่ากระทำ
ความยินดี ด้วยอรรถว่าให้ความยินดี ด้วยอรรถว่าให้เกิดความยินดี ด้วย
อรรถว่าปลื้มใจ ด้วยอรรถว่าปรากฏได้โดยยาก ด้วยอรรถว่าชั่ง (เปรียบ)
ไม่ได้ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องใช้ของสัตว์ผู้ไม่ต่ำทราม. ที่ชื่อว่า อโมหะ
เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายไม่ลุ่มหลง หรือว่า ตัวปัญญาเองย่อมไม่หลงใน
อารมณ์ หรือว่า สิ่งนี้นั้นเป็นเพียงไม่หลงใหลไปเท่านั้น. บทแห่งธรรมวิจยะมี
เนื้อความตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ถามว่า เพราะเหตุไร จึงตรัสธรรมวิจยะ
นี้อีก. ตอบว่า เพื่อแสดงความที่อโมหะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ เพราะฉะนั้น
จึงแสดงธรรมวิจยะนี้. อโมหะนั้นมิใช่เป็นธรรม นอกจากโมหะอย่างเดียว
ที่แท้เป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะด้วย ชื่อว่า อโมหะ กล่าวคือธรรมวิจยะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในที่นี้. ทิฏฐิที่เป็นจริง เป็นเครื่องนำ
ออกจากภพ และเป็นกุศล ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 390
ในนิทเทสแห่งชีวิตินทรีย์ พระบาลีว่า โย เตส อรูปีน ธมฺมาน
อายุ ความว่า สภาวธรรมที่ชื่อว่า อายุ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องต่อสัมปยุตต-
ธรรมที่เป็นอรูปเหล่านั้น. จริงอยู่ เมื่ออายุนั้นมีอยู่ อรูปธรรมทั้งหลายย่อมมี
ต่อไป ดำเนินไป เป็นไปทั่ว เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า อายุ. บทว่า อายุ นี้
เป็นบทแสดงสภาวะของอายุนั้น ก็เพราะเมื่ออายุยังมีอยู่เท่านั้น อรูปธรรม
เหล่านั้นจึงดำรงอยู่ ย่อมนำไป ย่อมให้นำไป ย่อมเคลื่อนไหว ย่อมเป็นไป
ย่อมรักษา ฉะนั้น จึงตรัสคำเป็นต้น ว่า ฐิติ. ส่วนความหมายถ้อยคำในบทนี้
ดังนี้
ที่ชื่อว่า ฐิติ เพราะเป็นเหตุให้ตั้งอยู่. ที่ชื่อว่า ยปนา เพราะนำไป
ชื่อว่า ยาปนา ก็เหมือนกัน แต่พระองค์ทรงทำบทก่อนให้สิ้นด้วยอำนาจแห่ง
สัตว์ผู้ตรัสรู้ด้วยอาการอย่างนั้น. ที่ชื่อว่า อิริยนา เพราะเป็นเหตุให้เคลื่อน
ไป. ที่ชื่อว่า วัตตนา เพราะเป็นเหตุให้เป็นไป. ที่ชื่อว่า ปาลนา เพราะ
รักษาไว้ ที่ชื่อว่า ชีวิต เพราะเป็นเหตุให้สัตว์เป็นอยู่. ที่ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์
เพราะครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งอนุบาล.
ในนิเทสแห่งหิริพละ พระบาลีว่า ย ตสฺมึ สมเย ความว่า
ในสมัยนั้น. . . ด้วยธรรมใด. อีกอย่างหนึ่ง ท่านทำให้เป็นลิงควิปลาสแล้วพึง
ทราบเนื้อความว่า ในสมัยนั้น ธรรมใดดังนี้ ก็ได้. บทว่า หิริยิตพฺเพน
เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถทุติยาวิภัตติ อธิบายว่า ย่อมละอายคือรังเกียจ
ธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น อันควรแก่การละอาย. บทว่า ปาปกาน ได้แก่
ลามก. บทว่า อกุสลาน ธมฺมาน ได้แก่ ธรรมที่เกิดแต่ความไม่ฉลาด.
แม้คำว่า สมาปตฺติยา นี้ก็เป็นตติยาวิภัตติใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
อธิบายว่า ย่อมละอายคือย่อมรังเกียจซึ่งการถึงพร้อม การได้เฉพาะ และการ
พรั่งพร้อมแห่ง (อกุศล) ธรรมเหล่านั้น.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 391
ในนิเทสแท่งโอตตัปปะ บทว่า โอตฺตปปิตพฺพยุตฺตเกน เป็น
ตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งเหตุ อธิบายว่า ย่อมหวั่นเกรง คือ ย่อมกลัวทุจริต
มีกายทุจริตเป็นต้น ซึ่งควรแก่ความเกรงกลัวอันเป็นเหตุแห่งความควรเกรง
กลัว และการเข้าถึงมีประการตามที่กล่าวแล้วอันเป็นเหตุแห่งความเกรงกลัว.
ในนิเทสแห่งอโลภะ ธรรมที่ชื่อว่า อโลภะ เพราะความไม่ละโมบ
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อโลภะ เพราะย่อมไม่โลภ. บทว่า อโลภะ นี้เป็น
บทแสดงสภาวะของความไม่โลภนั้น. อาการที่ไม่โลภ ชื่อว่า อลุพภนา
(กิริยาที่ไม่โลภ) บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยโลภะ ชื่อว่า ผู้ละโมบ. บุคคล
ผู้ไม่ละโมบ ชื่อว่า อลุพภิตะ (ผู้ไม่ละโมบ). ภาวะแห่งบุคคลผู้ไม่ละโมบ
ชื่อว่า ภาวะแห่งความไม่ละโมบ. สภาวะที่ชื่อว่า อสาราคะ (ความไม่
กำหนัด) เพราะไม่กำหนัดโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อความกำหนัด. อาการที่ไม่
กำหนัด ชื่อว่า อสารัชชนา (กิริยาที่ไม่กำหนัด ). ภาวะแห่งผู้ไม่กำหนัด
แล้วชื่อว่า อสารัชชิตัตตะ (ความเป็นผู้ไม่กำหนัด ). สภาวะที่ชื่อว่า
อนภิชฌา เพราะย่อมไม่เพ่งเล็ง. บทว่า อโลโภ กุสลมูล ได้แก่ กุศลมูล
คืออโลภะ จริงอยู่ อโลภะ ชื่อว่า กุศลมูล เพราะอรรถว่าเป็นมูลคือเป็น
ปัจจัยแก่กุศลธรรมทั้งหลายบ้าง ชื่อว่า กุศลมูล เพราะกุศลนั้นด้วยเป็นมูล
ด้วย ด้วยอรรถว่าเป็นปัจจัย ดังนี้บ้าง.
ในนิเทสแห่งอโทสะ สภาวะที่ชื่อว่า อโทสะ เพราะไม่ประทุษร้าย.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อโทสะ เพราะย่อมไม่ประทุษร้ายบ้าง. บทว่า อโทสะ
นี้เป็นบทแสดงสภาวะของอโทสะนั้น. อาการที่ไม่ประทุษร้าย ชื่อว่า อทุสสนา
(กิริยาที่ไม่ประทุษร้าย) ภาวะแห่งบุคคลผู้ไม่ประทุษร้ายแล้ว ชื่อว่า
อทุสสิตัตตะ (ความไม่ประทุษร้าย) สภาวะชื่อว่า อัพยาบาท เพราะ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 392
ไม่พยาบาทโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อความพยาบาท. สภาวะที่ชื่อว่า อัพยาปัชฌะ
(ความไม่เบียดเบียน) เพราะไม่เบียดเบียนโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อความทุกข์
อันเกิดแต่ความโกรธ. กุศลมูล คือ อโทสะ ชื่อว่า อโทสะ เป็นรากเหง้า
ของกุศล กุศลมูลนั้นมีเนื้อความตามกล่าวแล้วนั่นแหละ.
ในนิทเทสแห่งกายปัสสัทธิเป็นต้น ขันธ์ ๓ (เวทนา สัญญา
สังขารขันธ์) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในคำว่า กาย นี้ เพราะฉะนั้น
จึงตรัสว่า เวทนากฺขนฺธสฺส เป็นต้น. สภาวะที่ชื่อว่า ปัสสัทธิ เพราะ
เป็นเหตุให้ธรรมเหล่านั้นสงบ คือ ปราศจากความกระวนกระวายถึงความ
ปลอดโปร่ง. บทที่ ๒ (ปฏิปฺปสฺสทฺธิ) ทรงเพิ่มอุปสรรค อาการที่สงบ
ชื่อว่า ปัสสัมภนา (กิริยาที่สงบ). บทที่ ๒ (ปฏิปปัสสัมภนา) ก็ทรง
เพิ่มอุปสรรค. ภาวะแห่งขันธ์ ๓ ที่สงบเพราะพรั่งพร้อมด้วยปัสสัทธิ ชื่อว่า
ปฏิปัสสัมภิตัตตะ (ความเป็นผู้สงบระงับ). ความสงบระงับแห่งความ
กระวนกระวายของกิเลส ของขันธ์ ๓ ท่านกล่าวไว้แม้ด้วยบททั้งหมด. ความ
สงบระงับความกระวนกระวายของวิญญาณขันธ์ ท่านกล่าวไว้ด้วยนัยที่ ๒.
อาการแห่งภาวะที่เบา ชื่อว่า ลหุตา. คำว่า ลหุปริณามตา ความว่า
ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ลหุปริณามะ (การเปลี่ยนไปเร็ว) เพราะธรรมเหล่านั้น
เปลี่ยนไปเร็ว. ภาวะแห่งลหุปริณามธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ลหุปริณามตา.
อธิบายว่า สามารถเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน. คำว่า อทันธนตา เป็นคำ
ปฏิเสธความหนัก คือ ไม่ใช่ภาระหนัก. คำว่า อวิตฺถนตา ได้แก่ ความ-
ไม่กระด้าง เพราะความไม่มีภาระหนัก คือ กิเลสมีถีนะและมานะเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ความไม่กระด้างแห่งภาระหนักแห่งกิเลสมีถีนะและมานะเป็นต้น
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 393
ชื่อว่า อวิตฺถนตา. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอาการคือความเบาแห่งขันธ์ทั้ง ๓
เหล่านั้นโดยนัยแรก ตรัสอาการ คือ ความเบาแห่งวิญญาณขันธ์โดยนัยที่ ๒.
ความอ่อน ชื่อว่า มุทุตา คำว่า มทฺทวตา ความว่า ความสนิธ
ความเกลี้ยงเกลา ตรัสเรียกว่า มัททวะ ความเป็นมัททวะนั้น ชื่อว่า มัททวตา.
ภาวะที่ไม่กักขฬะ ชื่อว่า อกักขฬตา. ภาวะที่ไม่กระด้าง ชื่อว่า อกถินตา.
แม้ในนิทเทสนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า อาการ คือ ความอ่อนแห่งขันธ์ ๓
ไว้โดยนัยแรก และของวิญญาณขันธ์โดยนัยหลัง.
ความสำเร็จแห่งกายงาน ชื่อว่า กัมมัญญตา ความควรแก่การงาน
คือ ความควรแก่การประกอบในการทำกุศล. สองบทที่เหลือท่านเพิ่มมาด้วย
อำนาจพยัญชนะโดยแท้. จริงอยู่ แม้โดยบททั้ง ๒ พระองค์ก็ตรัสอาการ คือ
ความควรแก่การงานของขันธ์ทั้ง ๓ โดยนัยแรก และตรัสอาการ คือ ความควร
แก่การงานแห่งวิญญาณขันธ์โดยนัยหลัง.
ภาวะแห่งความคล่องแคล่ว ชื่อว่า ปคุณตา คือ ความไม่ชักช้า
ความไม่ป่วยไข้. บทที่เหลือเป็นบทที่เพิ่มมาด้วยอำนาจพยัญชนะ. แม้ในนิทเทส
นี้ ก็ตรัสความคล่องแคล่วไม่เป็นไข้นั่นแหละแห่งขันธ์ ๓ โดยนัยแรก ตรัส
ความคล่องแคล่วไม่ป่วยไข้แห่งวิญญาณขันธ์โดยนัยหลัง.
ภาวะแห่งความซื่อตรง ชื่อว่า อุชุตา คือ ความเป็นไปโดยอาการ
อันตรง. ภาวะแห่งขันธ์ ๓ อันตรงและวิญญาณขันธ์อันตรง เรียกว่า อุชุกตา.
ความปฏิเสธแห่งความคดเหมือนมูตรโค ชื่อว่า อชิมหตา (ความคล่องแคล่ว).
บทว่า อวงฺกตา ได้แก่ ปฏิเสธความโค้งเหมือนวงจันทร์. บทว่า อกุฏิลตา
ได้แก่ ปฏิเสธความคดเหมือนปลายงอนไถ. จริงอยู่. บุคคลใดทำบาปแล้วกล่าว
ว่าเราไม่ได้กระทำ บุคคลนั้น ชื่อว่า เป็นผู้คดเหมือนมูตรโค (เยี่ยวโค)
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 394
เพราะความไปวกวน ผู้ใดกำลังทำบาปแล้วพูดว่า เราไม่กลัวบาปผู้นั้น ชื่อว่า
คด เหมือนวงจันทร์ เพราะความคดมาก ผู้ใดกำลังทำบาป แต่กล่าวว่า
ใครไม่กลัวบาปเล่า ผู้นั้นชื่อว่า คด เหมือนงอนไถ เพราะไม่คดมาก.
อีกอย่างหนึ่ง กรรมทวาร ๓ ของบุคคลใดไม่บริสุทธิ์ บุคคลนั้นชื่อ
เป็นผู้คดเหมือนน้ำมูตรโค. กรรมทวาร ๒ แม้อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่แก่
บุคคลใดไม่บริสุทธิ์ บุคคลนั้น ชื่อว่า เป็นผู้คดเหมือนวงจันทร์. กรรมทวาร
หนึ่งอย่างใดอย่างหนึ่งของบุคคลใดไม่บริสุทธิ์ บุคคลนั้น ชื่อว่า เป็นผู้คด
เหมือนปลายงอนไถ.
ส่วนอาจารย์ผู้เรียนทีฆนิกาย กล่าวว่า ภิกษุบางรูปในวัยทั้งหมดย่อม
ประพฤติอเนสนา ๒๑ และอโคจร ๖ ภิกษุนี้ชื่อว่า คดเหมือนน้ำมูตรโค.
บางองค์ในปฐมวัยย่อมบำเพ็ญจตุปาริสุทธิศีล เป็นผู้ละอาย รังเกียจความชั่ว
ใคร่การศึกษา ในมัชฌิมวัยและปัจฉิมวัยเป็นเช่นภิกษุองค์ก่อน ภิกษุนี้ ชื่อว่า
เป็นผู้คดเหมือนวงจันทร์. บางองค์ในปฐมวัยก็ดี มัชฌิมวัยก็ดี ย่อมบำเพ็ญ
จตุปาริสุทธิศีล มีความละอาย มีความรังเกียจบาป ใคร่การศึกษา แต่ใน
ปัจฉิมวัยเป็นเช่นภิกษุองค์ก่อน ภิกษุนี้ ชื่อว่า คดเหมือนปลายงอนไถ.
ภาวะของบุคคลผู้คดอย่างนี้ด้วยอำนาจกิเลสนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า
ชิมหตา (ความคด) อวงฺกตา (ความโค้ง) อกุฏิลตา (ความงอ) พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความไม่คดเป็นต้น โดยปฏิเสธความคดเป็นต้นเหล่านั้น
แล้วทรงแสดงโดยเป็นขันธาธิษฐาน จริงอยู่ ความไม่คดเป็นต้นนี้ ย่อมมีแก่
ขันธ์ทั้งหลาย หามีแก่บุคคลไม่ ด้วยบทเหล่านั้น แม้ทั้งหมดอย่างนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสอาการ คือ ความตรงโดยนัยแรก ตรัสอาการ คือ ความตรง
แห่งวิญญาณขันธ์โดยนัยหลัง เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ทรงตรัส
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 395
อาการ คือ ความตรงแห่งอรูปธรรมทั้งหลาย เพราะความไม่มีกิเลส. บัดนี้
นิทเทสเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยสังเขปแห่งธรรม ชื่อว่า เยวา-
ปนกะ นั่นแหละ ที่แสดงไว้ในธัมมุทเทสวาระ โดยอัปปนาวาระที่ตรัสว่า
เย วา ปน นั้นดังนี้.
จบกถาว่าด้วยนิทเทสวาร
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ เป็นอันว่าจบวาระว่าด้วยการกำหนดธรรม
ประดับด้วยปริจเฉท ๘ ปริจเฉท คือ ในอุทเทสวาร ๔ ปริจเฉทมี ปุจฉา ๑
สมยนิทเทส ๑ ธัมมุทเทส ๑ อัปปนา ๑ และในนิทเทสวาร ๔ ปริจเฉทมี
ปุจฉา ๑ สมยนิทเทส ๑ ธัมมุทเทส ๑ อัปปนา ๑ ดังนี้แล.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 396
โกฏฐาสวาร
[๗๓] ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘
ฌานมีองค์ ๕ มรรคมีองค์ ๕ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑
เจตนา ๑ จิต ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑
มนายตนะ ๑ มนินทรีย์ ๑ มโนวิญญาณธาตุ ๑ ธรรมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ
มีในสมัยนั้น หรือว่า นามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.
[๗๔] ขันธ์ ๔ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
เวทนาขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ทีสบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า เวทนาขันธ์ มีในสมัยนั้น
สัญญาขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การจำ กิริยาที่จำ ความจำ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัญญาขันธ์
มีในสมัยนั้น
สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ
ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 397
อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา
จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปา-
คุญญตา จิตตตปาคุญญตา กายชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญญะ สมถะ
วิปัสสนา ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่
ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์
มีในสมัยนั้น
วิญญาณขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิญญาณ-
ขันธ์ มีในสมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ขันธ์ ๔ มีในสมัยนั้น.
[๗๕] อายตนะ ๒ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
มนายตนะ ธรรมายตนะ
มนายตนะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มนายตนะ
มีในสมัยนั้น
ธรรมายตนะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธรรมายตนะ มีใน
สมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า อายตนะ ๒ มีในสมัยนั้น.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 398
[๗๖] ธาตุ ๒ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
มโนวิญญาณธาตุ ธรรมธาตุ
มโนวิญญาณธาตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์
วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
มโนวิญญาณธาตุ มีในสมัยนั้น.
ธรรมธาตุ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้ชื่อว่า ธรรมธาตุ มีใน
สมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ธาตุ ๒ มีในสมัยนั้น.
[๗๗] อาหาร ๓ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร.
ผัสสาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความถูกต้อง อาการที่ถูกต้อง กิริยาที่ถูต้อง ภาวะที่ถูกต้อง ใน
สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ผัสสาหาร มีในสมัยนั้น.
มโนสัญเจตนาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า มโน-
สัญเจตนาหาร มีในสมัยนั้น.
วิญญาณาหาร มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
วิญญาณาหาร มีในสมัยนั้น.
สภาวธรรมเหล่านั้นชื่อว่า อาหาร ๓ มีในสมัยนั้น.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 399
[๗๘] อินทรีย์ ๘ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์.
สัทธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา
อินทรีย์ คือศรัทธา สัทธาพละ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัทธินทรีย์
มีในสมัยนั้น.
วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความ
ตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความ
หมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้ง
ธุระ ความประคับประคองธุระ. วิริยะ อินทรีย์คือวิริยะ วิริยพละ
สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า วิริยินทรีย์ มีในสมัยนั้น.
สตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ
ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ อินทรีย์คือสติ สติพละ สัมมาสติ ใน
สมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สตินทรีย์ มีในสมัยนั้น.
สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความ
ไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ
อินทรีย์คือสมาธิ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า
สมาธินทรีย์ มีในสมัยนั้น.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 400
ปัญญินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม
ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้
ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา อินทรีย์คือปัญญา ปัญญาพละ
ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง
คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง
ความวิจัยธรรมสัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ปัญญินทรีย์ มีใน
สมัยนั้น.
มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ อินทรีย์คือ
มโนวิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน ในสมัยนั้น อันใด
นี้ชื่อว่า มนินทรีย์ มีในสมัยนั้น.
โสมนัสสินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส
ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า โสมนัสสินทรีย์ มีในสมัยนั้น.
ชีวิตินทรีย์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ?
อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่
สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิต อินทรีย์
คือชีวิตของนามธรรมนั้น ๆ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์ มีใน
สมัยนั้น.