พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 301

ว่าด้วยกุศลกรรม  ๕  ประเภท

 

บัดนี้   พึงทราบวินิจฉัยกุศลกรรมบถเหล่านี้     โดยอาการ  ๕  อย่าง

เหมือนอกุศลกรรมบถ   คือ   โดยธรรม    โดยโกฏฐาส    โดยอารมณ์    โดย

เวทนา  โดยมูล.

บรรดากุศลกรรม  ๕   ประเภทนั้น    คำว่า    โดยธรรม    ความว่า

จริงอยู่   บรรดากรรมบถ. เหล่านั้น  กรรมบถ ๗ โดยลำดับ  (กายสุจริต  ๓

วจีสุจริต  ๔)    ย่อมเป็นเจตนาและเป็นทั้งวิรัติ     กรรมบถ ๓ เบื้องปลายเป็น

ธรรมสัมปยุตด้วยเจตนาเท่านั้น.

คำว่า  โดยโกฏฐาส  ความว่า  กรรมบถ ๗ โดยลำดับเป็นกรรมบถ

อย่างเดียวไม่เป็นมูล.  กรรมบถ ๓ เบื้องปลายเป็นกรรมบถด้วย  เป็นมูลด้วย.

จริงอยู่   อนภิชฌา   คือ  อโลภะเพ่งถึงมูลแล้วก็เป็นกุศลมูล  อัพยาบาท   คือ

อโทสะเป็นกุศลมูล   สัมมาทิฏฐิ  คือ  อโมหะเป็นกุศลมูล.

คำว่า  โดยอารมณ์  ความว่า อารมณ์ทั้งหลายของปาณาติบาตเป็นต้น

นั่นแหละก็เป็นอารมณ์ของกุศลกรรมเหล่านั้น.   จริงอยู่   การงดเว้น    (วิรัติ)

จากวัตถุที่พึงก้าวล่วงนั่นแหละ  ชื่อว่า  เวรมณี.  เหมือนอย่างว่า  อริยมรรคมี

นิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลาย ฉันใด ก็กรรมบถเหล่านี้มีชีวิตินทรีย์

เป็นต้นเป็นอารมณ์  พึงทราบว่า  ย่อมละความเป็นผู้ทุศีลทั้งหลายมีปาณาติบาต

เป็นต้น  ฉันนั้น.

คำว่า  โดยเวทนา  ความว่า  กุศลกรรมบถทั้งหมดเป็นสุขเวทนา

หรืออุเบกขาเวทนา.  จริงอยู่  เพ่งถึงกุศลแล้ว   ชื่อว่า ทุกขเวทนาย่อมไม่มี.

คำว่า  โดยมูล  ความว่า  กรรมบถ ๗ โดยลำดับ   ย่อมมี ๓ มูล  คือ

อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ   ของบุคคลผู้งดเว้นด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยญาณ

มี ๒  มูลของบุคคลผู้งดเว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ.    และมี ๒ มูล   ของ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 302

บุคคลผู้งดเว้นด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยอนภิชฌา  และญาณ  มีมูลเดียวของบุคคล

ผู้งดเว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ    แต่อโลภะไม่เป็นมูลของตนกับตน   แม้

ในอัพยาบาทก็มีนัยนี้แหละ  สัมมาทิฏฐิ มี  ๒ มูล  ด้วยอำนาจแห่งอโลภะและ

อโทสะ  ชื่อว่า  กุศลกรรมบถ  มี ๑๐ เหล่านั้น  ด้วยประการฉะนี้.

บัดนี้   บัณฑิตพึงทราบชื่อการเทียบเคียงกรรมบถ   ในที่นี้.    จริงอยู่

อสังวรที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจทวารแห่งผัสสะ   ๕    ย่อมเป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศล

เท่านั้น.    อสังวรที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจทวารแห่งมโนสัมผัส    ย่อมเป็นกรรมแม้

ทั้ง   ๓  อย่าง.    เพราะว่า    อสังวรนั้นถึงการไหวในกายทวารแล้ว    ย่อมเป็น

กายกรรมฝ่ายอกุศล  ถึงความไหวในวจีทวาร  ก็เป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศล  ไม่ถึง

การไหวในทวารทั้ง   ๒ นี้    ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศล.  อสังวรอันเกิดขึ้นด้วย

สามารถทวารแห่งอสังวร ๕  เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.   อสังวรที่เกิดขึ้น

ด้วยทวารแห่งอสังวรที่กายไหว   ย่อมเป็นกายกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.    อสังวร

ที่เกิดขึ้นด้วยทวารแห่งอสังวรโดยให้วาจาไหว     ย่อมเป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศล

เท่านั้น.  อสังวรที่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งอสังวรโดยใจไหวไป   ย่อมเป็น

มโนกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น      กายทุจริต ๓ อย่าง     เป็นกายกรรมฝ่ายอกุศล

เท่านั้น.  วจีทุจริต  ๔  อย่าง  ก็เป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศลนั่นแหละ    มโนทุจริต

๓ อย่าง  ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.

แม้สังวรก็เกิดด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ ๕ ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศล

เท่านั้น.  ส่วนสังวรแม้นี้เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งมโนสัมผัส   ก็เป็นกรรม

แม้ทั้ง ๓ ดุจอสังวร.    สังวรแม้เกิดแล้วด้วยสามารถทวารแห่งสังวร  ๕  ก็เป็น

มโนกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น.      สังวรที่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งสังวรไหวกาย

ก็เป็นกายกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น.    สังวรที่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งสังวรให้


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 303

ไหววาจา    ก็เป็นวจีกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น.    สังวรที่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวาร

แห่งสังวรทางใจ    ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศลเหมือนกัน    กายสุจริต ๓ อย่าง

ย่อมเป็นกายกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น.   วจีสุจริต  ๔ อย่าง   ย่อมเป็นวจีกรรมฝ่าย

กุศลเท่านั้น.  มโนสุจริต  ๓ อย่าง   ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศลเหมือนกัน.

กายกรรมที่เป็นอกุศลย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ  ๕

แต่ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งมโนสัมผัสเท่านั้น.     วจีกรรมฝ่ายอกุศล

ก็เหมือนกัน     แต่มโนกรรมฝ่ายอกุศลย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสัมผัส  ๖.

มโนกรรมนั้นถึงความไหวในกายทวารและวจีทวารแล้ว      ก็เป็นกายกรรมและ

วจีกรรมฝ่ายอกุศล.      มโนกรรมนั้นไม่ถึงความไหวในกายทวารและวจีทวาร

ก็เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศลเท่านั้น.   เหมือนอย่างว่า  กายกรรมฝ่ายอกุศล  ย่อม

ไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ ๕    ฉันใด    กายกรรมฝ่ายอกุศลก็ย่อม

ไม่เกิดขึ้นแม้ด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร ๕ ฉันนั้น    คือย่อมเกิดด้วยสามารถ

ทวารแห่งอสังวรอันยังกายให้ไหว    และด้วยสามารถทวารแห่งอสังวรทางวาจา

ย่อมไม่เกิดด้วยสามารถทวารแห่งอสังวรทางมโน.     แม้วจีกรรมที่เป็นอกุศล

ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร  ๕ ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่ง

อสังวรอันยังกายและวาจาให้ไหว    ย่อมไม่เกิดด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร

ทางมโน.    มโนกรรมฝ่ายอกุศลย่อมเกิด   แม้ด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร  ๘

นั้นแหละ    แม้ในกายกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลเป็นต้น      ก็นัยนี้เหมือนกัน.   ส่วน

ต่างกันมีดังนี้.

กายกรรมและวจีกรรมที่เป็นอกุศล     ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่ง

อสังวรทางมโน  ฉันใด   กายกรรมและวจีที่เป็นกุศลก็ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย

สามารถทวารแห่งสังวรทางมโนทวาร   ฉันนั้น.   แต่ว่า  กายกรรมและวจีกรรม


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 304

ฝ่ายกุศลเหล่านั้น      ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ไม่ยังส่วนแห่งกายและวาจาให้ไหวรับ

สิกขาบททั้งหลาย   แม้ในทวารแห่งมโนสังวร.

ด้วยประการดังกล่าวมาแล้ว    กุศลจิตที่เป็นกามาวจร    ชื่อว่าย่อมเกิด

ขึ้นในมโนทวารนั้น    ด้วยสามารถแห่งกรรมและทวาร ๓ อย่าง ไม่เกิดขึ้นด้วย

สามารถทวารแห่งวิญญาณ  ๕.    การเสวยอารมณ์เป็นสุขหรือเป็นทุกข์    หรือ

อทุกขมสุขนี้อันใด   ย่อมเกิดขึ้น  เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย.  ก็โดยนัยนี้กุศล-

จิตที่เป็นกามาวจร   ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ ๖  ย่อมไม่เกิดขึ้น

ด้วยสามารถทวารแห่งอสังวร   ๘   ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งสังวร   ๘

ย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่ง

กุศลกรรมบถ  ๑๐ เพราะฉะนั้น กุศลจิตนี้จึงเกิดขึ้นด้วยสามารถทวารแห่งกรรม

๓  อย่าง     หรือด้วยสามารถทวารแห่งผัสสะ   ๖   หรือด้วยสามารถทวารแห่ง

สังวร ๘  หรือว่า   ด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐.  เมื่อคำว่า  กามาวจร-

กุศลจิตย่อมเกิดขึ้นปรารภรูปารมณ์  ฯ ล ฯ    หรือธรรมารมณ์    ดังนี้ตรัสแล้ว

กามาวจรกุศลจิตทั้งหมดก็เป็นอันตรัสไว้แล้วแล.

จบกถาว่าด้วยทวาร


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 305

อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์

 

พึงทราบการประกอบเนื้อความในพระบาลีนี้ว่า    วา ปนารพฺภ

ดังต่อไปนี้      บรรดารูปารมณ์เป็นต้นตามที่กล่าวแล้วข้างต้น     ปรารภรูปเป็น

อารมณ์  คือกระทำรูปให้เป็นอารมณ์  หรือปรารภเสียงเป็นอารมณ์ ฯลฯ  หรือ

ปรารภธรรมารมณ์เกิดขึ้น     ด้วยคำมีประมาณเท่านี้      ย่อมเป็นเช่นกับทรง

รับรองอารมณ์หนึ่งเท่านั้น    ในบรรดาอารมณ์เหล่านี้    อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

ของจิตนี้.    ก็จิตนี้ของบุคคลคนหนึ่ง   ในสมัยหนึ่ง   ปรารภรูปารมณ์เกิดขึ้น

หรือปรารภอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง  แม้มีเสียงเป็นต้นของบุคคลอื่นในสมัยอื่น

จึงเกิดขึ้นอีกทีเดียว.   อนึ่ง   เมื่อจิตนี้มีอารมณ์เกิดขึ้นอยู่อย่างนี้     ก็ไม่มีลำดับ

แม้นี้ว่า  จิตดวงหนึ่งปรารภรูปารมณ์ก่อน  ในภพหนึ่งเป็นไปแล้ว    จึงปรารภ

สัททารมณ์ในภายหลัง  ดังนี้.   แม้ลำดับนี้ว่า  ในบรรดาอารมณ์ที่มีรูปเป็นต้น

มีสีเขียวเป็นอารมณ์ก่อนแล้ว    มีสีเหลืองเป็นอารมณ์ในภายหลัง  ดังนี้   ก็ไม่

กำหนดไว้  เพื่อแสดงจิตนั้นนั่นแหละมีอารมณ์ทุกอย่างนี้  และความไม่มีลำดับ

และแม้ในความไม่มีลำดับ  ก็ยังไม่มีความกำหนดอารมณ์  มีสีเขียวและสีเหลือง

เป็นต้น   จึงตรัสคำว่า      วา  ปนารพฺภ  ดังนี้    คำนี้ท่านอธิบายไว้ว่า

บรรดาอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้นเหล่านี้ มิใช่มีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

เพียงอารมณ์เดียว    ที่แท้แล้วปรารภอารมณ์อะไรก็ได้เกิดขึ้น    และจิตนั้นแม้

เมื่อเกิดขึ้นอย่างนี้   ก็ไม่เกิดขึ้นแม้โดยลำดับอย่างนี้ว่า    มีรูปเป็นอารมณ์ก่อน

ภายหลังจึงมีเสียงเป็นอารมณ์   แต่ว่า  ปรารภอารมณ์ใด ๆ    ก็ได้   เกิดขึ้น.

อธิบายว่า  กระทำอารมณ์อย่างใดก็ตามในบรรดารูปารมณ์เป็นต้น    เกิดขึ้นโดย


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 306

ปฏิโลมหรือโดยอนุโลม     หรือโดยนัยมีอารมณ์อย่างหนึ่งคั่นหรือสองอย่างคั่น

เป็นต้น.     และแม้รูปารมณ์ทั้งหลายก็ไม่เกิดโดยกำหนดแม้นี้ว่า    จิตมีสีเขียว

เป็นอารมณ์ก่อน    ภายหลังจึงมีสีเหลืองเป็นอารมณ์    แต่ปรารภอารมณ์ใด ๆ

ก็ได้    อธิบายว่า    จิตปรารภรูปารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง   ในบรรดารูปารมณ์

ทั้งหลายมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้นเกิดขึ้น.  แม้ในสัททารมณ์เป็นต้น   ก็นัยนี้

แหละ    นี้เป็นการประกอบความอธิบายไว้อย่างหนึ่งก่อน   ยังมีข้อความที่ควร

แนะนำอื่นอีก  ดังต่อไปนี้.

รูปเป็นอารมณ์ของจิตนี้  มีอยู่   เพราะเหตุนั้น    จิตนี้จึงชื่อว่า  มีรูป

เป็นอารมณ์    ฯลฯ    ธรรมเป็นอารมณ์ของจิตนี้มีอยู่   เพราะเหตุนั้น    จิตนี้จึง

ชื่อว่า  มีธรรมเป็นอารมณ์.  พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสว่า  จิตมีรูปารมณ์

ฯลฯ  หรือมีธรรมารมณ์เกิดขึ้น  ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงตรัสอีกว่า ก็หรือว่า

จิตปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น  ดังนี้    เนื้อความแห่งพระดำรัสที่ตรัสว่า  จิต

ปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นดังนี้นั้น    พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในรูปเป็นต้น

เหล่านั้นเถิด.

ส่วนในมหาอรรถกถา     มีข้อความกล่าวไว้เพียงเท่านี้ว่า     พระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสเยวาปนกนัยไว้   ไม่มีอะไรใหม่    คือเป็นอารมณ์ที่ถือเอาแล้ว

ในหลังนั่นแหละ   แล้วตรัสพระดำรัสนี้    เพื่อกล่าวปรารภรูป ฯลฯ   หรือ

ปรารภธรรม  หรือปรารภอารมณ์นี้หรืออารมณ์นั้น   ดังนี้.

 

อธิบายคำว่าธรรมมีผัสสะเป็นต้น

 

คำว่า ตสฺมึ สมเย นี้เป็นคำปฏินิทเทส (คือการวกกลับมาอธิบายอีก)

โดยกำหนดสมัยที่ทรงยกขึ้นแสดงโดยไม่แน่นอน    เพราะฉะนั้น  บัณฑิตพึง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 307

ทราบเนื้อความแห่งคำว่า   ตสฺมึ    สมเย  นั้นว่า   กามาวจรกุศลจิต   เกิดขึ้น

ในสมัยใด   ผัสสะ  ฯ ล ฯ   อวิกเขปะก็เกิดขึ้นในสมัยนั้นนั่นแหละ  ดังนี้.

ในเนื้อความเหล่านั้น  คำที่เป็นมติของอาจารย์ทั้งหลายนอกจากอรรถ-

กถากล่าวไว้ดังนี้ว่า  พึงทำการประกอบการอธิบายธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น

เหมือนจิตนั่นแหละ  ด้วยสามารถแห่งบทที่คิดได้  โดยนัยมีอาทิว่า  ผัสสะย่อม

เกิดขึ้น ดังนี้  ถามว่า  ผัสสะย่อมเกิดเป็นอะไร   ตอบว่า  ย่อมเกิดเป็นกามาวจร

เป็นกุศล     เป็นโสมนัสสสหคตะ    เพราะว่า    ในเวทนาย่อมไม่ได้ในคำว่า

โสมนัสสสหคตะ   และในปัญญินทรีย์ก็ย่อมไม่ได้ในคำว่า    ญาณสัมปยุต

เพราะฉะนั้น    จึงกล่าวว่า   ด้วยสามารถแห่งบทที่คิดได้ดังนี้   แต่คำที่อาจารย์

กล่าวเเล้วนี้ไม่ควรเห็นเป็นสาระ.

ถามว่า  ก็เพราะเหตุไร ในคำว่า  ผสฺโส โหติ  เป็นต้นนี้   พระผู้มี

พระภาคเจ้าจึงตรัสผัสสะไว้ก่อน.

ตอบว่า  เพราะผัสสะยังจิตให้ตกไปก่อน*

จริงอยู่  ผัสสะเป็นธรรมยังจิตให้ตกไปก่อนในอารมณ์  ถูกต้องอารมณ์

เกิดขึ้น   เพราะฉะนั้น     จึงตรัส   ผัสสะก่อน   ก็จิตถูกต้องอารมณ์ด้วยผัสสะ

เสวยอารมณ์ด้วยเวทนา    จำอารมณ์ได้ด้วยสัญญา    ย่อมคิดด้วยเจตนา   ด้วย

เหตุนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคลผู้อันผัสสะ

ถูกต้องแล้วย่อมเสวยอารมณ์     ผู้อันผัสสะถูกต้องแล้วย่อมจำอารมณ์     ผู้อัน

ผัสสะถูกต้องแล้วย่อมคิดอารมณ์  ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง     ผัสสะนี้เป็นปัจจัยที่มีกำลังของสัมปยุตธรรมที่เกิด

พร้อมกัน    เหมือนปราสาท  ชื่อว่า  เสาเป็นปัจจัยสำคัญของทัพสัมภาระที่เหลือ

*บาลีบางแห่งว่า  จิตฺตสฺส ปมาภินิปาตตฺตา  แปลว่า เพราะเป็นการประชุมร่วมกันแห่งจิต

เป็นครั้งแรก.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 308

คือ  ขื่อ  ไม้ระแนง เชิงฝา ยอด กลอน จั่ว ดั้ง  แป  เป็นสิ่งที่เนื่องด้วยเสา

ตั้งอยู่บนเสา ฉะนั้น  ผัสสะนี้เป็นเช่นกับเสา สัมปยุตตธรรมที่เกิดพร้อมกัน

เป็นเช่นกับทัพสัมภาระที่เหลือ  แม้เพราะเหตุนั้น  จึงตรัสผัสสะก่อน  แต่

ข้อความที่กล่าวแล้วนี้มิใช่เป็นเหตุ  (การณะ)  เพราะว่า  ธรรมข้อนี้ไม่ได้เพื่อ

จะกล่าวว่า ผัสสะนี้เกิดขึ้นก่อนธรรมที่เกิดขึ้นในจิตดวงหนึ่ง  แต่สัมปยุตตธรรม

นี้เกิดภายหลัง  ดังนี้  ทั้งเหตุ  (การณะ)  ของผัสสะ  แม้ในความเป็นแห่งปัจจัย

ที่มีกำลังก็ไม่ปรากฏ  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผัสสะไว้ก่อน ด้วยวาระแห่ง

เทศนาเท่านั่น. ความจริงแม้จะนำมากล่าวว่า  เวทนาย่อมเกิด  ผัสสะย่อมเกิด

สัญญาย่อมเกิด  ผัสสะย่อมเกิด  เจตนาย่อมเกิด  ผัสสะย่อมเกิด  จิตย่อมเกิด

ดังนี้ก็ควร.  ก็ผัสสะนั่นเอง พึงทราบว่า  ตรัสไว้ก่อนโดยวาระแห่งเทศนา ดังนี้.

อนึ่ง   ในผัสสะนี้  ฉันใด  แม้ธรรมที่เหลือนอกนี้  ก็พึงทราบฉันนั้น  ชื่อว่า

ลำดับแห่งธรรมที่เกิดและเกิดหลัง  บัณฑิตไม่พึงแสวงหา แต่พึงแสวงหา

ธรรมทั้งหลาย  โดยความหมายแห่งคำ  (วจนัตถะ)  ลักษณะ และรส

เป็นต้นเท่านั้น  คือ

 

ความหมายของคำว่าผัสสะ

 

ผุสตีติ  ผสฺโส  ธรรมชื่อว่า  ผัสสะ  เพราะอรรถว่ากระทบอารมณ์

ผัสสะนั้นมีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้.

ผุสนลกฺขโณ  มีกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ

ฆฏนรโส      มีการประสานเป็นกิจ

สนฺนิปาตปจฺจุปฏฺาโน  มีการประชุมพร้อมกันเป็นปัจจุปัฏฐาน

อาปาถคตวิสยปทฏฺาโน  มีอารมณ์มาสู่คลองเป็นปทัฏฐาน


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 309

จริงอยู่    ผัสสะนี้     แม้มิใช่รูปธรรมแต่ก็เป็นไปโดยอาการการถูกต้อง

อารมณ์  เพราะฉะนั้น   จึงชื่อว่า   มีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ  ผัสสะนี้

แม้ไม่ติดกับอะไรสักอย่างหนึ่ง    แต่ก็ประสานจิตกับอารมณ์เหมือนรูปกับจักษุ

และเสียงกับโสต  เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า  มีการประสานเป็นกิจรส อีกอย่างหนึ่ง

พึงทราบว่า     มีการประสานเป็นสัมปัตติรส     เพราะการเกิดประสานวัตถุกับ

อารมณ์   สมดังคำอรรถกถากล่าวไว้ว่า   ผัสสะที่เป็นไปในภูมิ ๔   ชื่อว่ามีการ

กระทบอารมณ์เป็นลักษณะไม่มีก็หามิได้       แต่ผัสสะที่เป็นไปทางปัญจทวาร

เท่านั้น   มีการประสานเป็นรส  จริงอยู่  คำว่า  มีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ

ก็ดี  มีการประสานเป็นรสก็ดี   เป็นชื่อของผัสสะที่เป็นไปทางปัญจทวาร  คำว่า

มีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะเป็นชื่อของผัสสะที่เป็นไปทางมโนทวาร  แต่

คำว่า  มีการประสานเป็นรส   หาได้เป็นชื่อของผัสสะที่เป็นไปทางมโนทวารไม่

ครั้นท่านกล่าวคำนี้แล้ว  ได้นำสูตรนี้มาว่า ดูก่อนมหาบพิตรแพะสองตัวชนกัน

พึงเห็นจักษุเหมือนแพะตัวหนึ่ง  พึงเห็นรูปเหมือนแพะตัวที่สอง  พึงเห็นผัสสะ

เหมือนการชนกันของแพะทั้งสองนั้น    ผัสสะมีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ

และมีการประสานเป็นรสด้วยอาการอย่างนี้  อนึ่ง  ดูก่อนมหาบพิตร   เหมือน

ฝ่ามือทั้งสองประสานกัน     คือพึงเห็นจักษุเหมือนฝ่ามือข้างหนึ่ง     พึงเห็นรูป

เหมือนฝ่ามือข้างที่สอง     พึงเห็นผัสสะเหมือนการประสานกันของฝ่ามือทั้งสอง

นั้น  ผัสสะมีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ.   แต่มีการประสานเป็นรส   ด้วย

ประการฉะนี้  ความพิสดารมีเพียงเท่านี้.

อีกอย่างหนึ่ง  ตรัสธรรมมีจักขุวิญญาณเป็นต้น  โดยชื่อว่า จักขุเป็นต้น

ในประโยคว่า จกฺขุนา   รูป  ทิสฺวา  เป็นต้น  (เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ)  ฉันใด

แม้ในที่นี้ก็พึงทราบว่า     จักขุวิญญาณเป็นต้นเหล่านั้น      ตรัสไว้โดยชื่อจักขุ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 310

เป็นต้นฉันนั้นเหมือนกัน    เพราะฉะนั้น      พึงทราบเนื้อความในคำมีอาทิว่า

เอวจกฺขุ  ทฏฺพฺพ  ดังนี้  โดยนัยนี้ว่า พึงเห็นจักขุวิญญาณ  ฉันนั้น เมื่อ

เป็นเช่นนี้   เพราะการประสานจิตกับอารมณ์ในสูตรแม้นี้  ผัสสะจึงสำเร็จเป็น

การประสานเป็นรสด้วยกิจรสเป็นอรรถ.

ผัสสะนั้น    ชื่อว่ามีการประชุมพร้อมกันเป็นปัจจุปัฏฐาน  เพราะแสดง

ให้ทราบด้วยอำนาจแห่งการกระทำของตน    กล่าวคือการประชุมพร้อมกันของ

ธรรม ๓ (อารมณ์  วัตถุ  วิญญาณ).   จริงอยู่  ผัสสะนี้ประกาศให้รู้ด้วยอำนาจ

แห่งการกระทำในที่นั้น  ๆ  อย่างนี้ว่า    ชื่อว่า    ผัสสะ   เพราะมีการประชุม

สภาวธรรม  ๓  อย่าง    เพราะฉะนั้น     พึงทราบบทแห่งพระสูตรนี้ว่า   ชื่อว่า

ผัสสะ    เพราะมีการประชุมแห่งสภาวธรรม ๓   ดังนี้     หาใช่ผัสสะเพียงการ

ประชุมเท่านั้นไม่     แต่ผัสสะย่อมปรากฏโดยอาการนั้นนั่นแหละ     เพราะการ

ประกาศแล้วอย่างนี้   ฉะนั้น      จึงกล่าวว่า    มีการประชุมพร้อมกันเป็นอาการ

ปรากฏ  ดังนี้.

อนึ่ง  ผัสสะนั้น  ชื่อว่ามีเวทนาเป็นปัจจุปัฏฐาน    เพราะปัจจุปัฏฐาน

คือมีผลเป็นอรรถ จริงอยู่  ผัสสะนี้  ย่อมยังเวทนาให้ปรากฏ คือ ย่อมให้เกิดขึ้น

อนึ่ง    ผัสสะนี้     เมื่อจะให้เวทนาเกิดขึ้น    แม้จะมีปัจจัยอื่นกล่าวคือวัตถุและ

อารมณ์   แต่ก็ทำให้เวทนาเกิดขึ้นเฉพาะในจิต    ซึ่งเป็นที่อาศัยของตนเท่านั้น

เพราะตนอาศัยจิต    พึงทราบว่า   ไม่ทำให้เกิดเวทนาในวัตถุ   หรืออารมณ์แม้

จะเป็นปัจจัยของตน  เหมือนกับไออุ่นที่อาศัยอยู่ในธาตุคือครั่ง   ย่อมทำให้เกิด

ความอ่อนในครั่งอันเป็นที่อาศัยของตน  แม้เพราะความร้อนภายนอกเป็นปัจจัย

แต่ไม่ทำให้เกิดความอ่อนในความร้อน     กล่าวคือถ่านที่ปราศจากเปลวไฟใน

ภายนอก  แม้จะเป็นปัจจัยของตน   ผัสสะนี้ท่านเรียกว่า  มีอารมณ์ที่มาสู่คลอง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 311

เป็นปทัฏฐาน  (คือเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น)  เพราะความเกิดขึ้นแห่งผสัสะไม่มีการ

ขัดขวางในอารมณ์    ที่ประมวลมาแห่งธรรมเหล่านั้น      และอินทรีย์ที่ปรุงแต่ง

ดีแล้ว   ดังนี้.

 

ความหมายของคำว่าเวทนา

 

เวทยตีติ    เวทนา   ธรรมที่ชื่อว่า  เวทนา   เพราะอรรถว่า   รู้สึก

อารมณ์  เวทนานั้นมีลักขณาทิจตุกะดังนี้

เวทยิตลกฺขณา  มีการรู้สึกอารมณ์เป็นลักษณะ

อนุภวนรสา  มีการเสวยรสอารมณ์เป็นกิจ

อิฏฺาการสมโภครสา  หรือมีความเสวยอารมณ์ที่ชอบเป็นกิจ

เจตสิก อสฺสาทปจฺจุปฏฺานา มีความพอใจทางเป็นปัจจุปัฏฐาน

ปสฺสทฺธิปทฏฺานา  มีปัสสัทธิเป็นปทัฏฐาน.

จริงอยู่    เวทนาเป็นไปในภูมิ  ๔ ชื่อว่า  ไม่มีการรู้สึกอารมณ์

เป็นลักษณะก็หาไม่   แต่ท่านกล่าวว่า  เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นรส  ย่อมได้

เฉพาะสุขเวทนาเท่านั้น  แล้วกลับปฏิเสธวาทะนั้นอีก  แล้วแสดงเนื้อความนี้ว่า

สุขเวทนาก็ตาม  ทุกขเวทนาก็ตาม  อุเบกขาเวทนาก็ตาม  ทั้งหมด  มีการเสวย

อารมณ์เป็นรส   จริงอยู่  มุ่งถึงฐานะการเสวยอารมณ์เป็นรสแล้วสัมปยุตตธรรม

ที่เหลือย่อมเสวยอารมณ์เพียงบางส่วน คือผัสสะก็เพียงกระทบอารมณ์เท่านั้น

สัญญามีเพียงจำอารมณ์เท่านั้น    เจตนามีเพียงความตั้งใจเท่านั้น   วิญญาณมีการ

รู้แจ้งอารมณ์เท่านั้น       แต่เวทนาเท่านั้นย่อมเสวยรสแห่งอารมณ์โดยส่วนเดียว

เพราะความเป็นเจ้าของโดยความเป็นใหญ่    เป็นผู้สมควร    จริงอยู่    เวทนา

เปรียบเหมือนพระราชา  ธรรมที่เหลือเหมือนพ่อครัว     พ่อครัวยังโภชนะมีรส


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 312

อันเลิศต่าง ๆ   ให้เรียบร้อยแล้วใส่สมุกประทับตรา   ยกไปวางไว้ในสำนักพระ-

ราชา   ทำลายตราแล้วเปิดสมุก     แล้วพนักงานก็ถือเอาส่วนข้างบนจากกับแกง

ทั้งหลายใส่ภาชนะเพื่อลองชิมดูว่ามีโทษหรือไม่มีโทษ    จากนั้นก็น้อมโภชนะมี

รสต่าง ๆ    ไปถวายพระราชา      พระราชาเท่านั้นทรงเป็นเจ้าของเสวยได้ตาม

ปรารถนา   เพราะทรงเป็นใหญ่และทรงมีอำนาจ  ธรรมนอกนั้นเสวยรสอารมณ์

บางส่วน   เหมือนพ่อครัวเพียงแต่ชิม และทดลองชิมพระกระยาหารเพียงบางส่วน

เท่านั้น  ฉันใด  แม้ธรรมที่เหลือก็ฉันนั้น     ย่อมเสวยรสอารมณ์เพียงบางส่วน

เท่านั้น เหมือนอย่างว่า พระราชาทรงเป็นเจ้าของ  เพราะพระองค์ทรงเป็นใหญ่

เป็นผู้สมควร     ย่อมเสวยตามความพอพระทัย    ฉันใด    แม้เวทนาก็ฉันนั้น

ย่อมเสวยรสแห่งอารมณ์  โดยความเป็นเจ้าของ   เพราะความเป็นใหญ่   เป็นผู้

สมควร  เพราะฉะนั้น     ท่านจึงกล่าวว่า  เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นรส.

ในการกำหนดเนื้อความที่สอง  เวทนาที่ท่านประสงค์เอาในที่นี้   ท่าน

กล่าวว่า   เวทนา    (สุขเวทนา)    ว่ามีการเสวยอาการที่น่าปรารถนาเป็นรส

เพราะอรรถว่า     ย่อมเสวยรสแห่งอารมณ์    มีอาการน่าปรารถนาตามที่ประสบ

ก็เวทนานี้  เมื่อว่าโดยความชอบใจ   ท่านกล่าวว่า   มีความพอใจเป็นปทัฏฐาน

หมายถึงการปรากฏโดยสภาวะของตน   ก็เพราะบุคคลผู้มีกายสงบแล้ว  ย่อมเสวย

ความสุข   ฉะนั้น    พึงทราบว่า  เวทนานี้มีความสงบเป็นปทัฏฐาน  ดังนี้.

 

ความหมายของคำว่าสัญญา

 

นีลาทิเภท  อารมฺมณ  สญฺชานาตีติ  สญฺ  ธรรมที่ชื่อว่า

สัญญา  เพราะอรรถว่า  ย่อมจำอารมณ์มีสีเขียวเป็นต้น    สัญญานั้นมีลักขณา-

ทิจตุกะดังนี้

ที่อื่นใช้ ผสฺสปทฏฺานา  มีผัสสะเป็นปทัฏฐาน.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 313

สญฺชานนลกฺขณา สัญญานั้นมีการจำเป็นลักษณะ ปจฺจาภิญฺาณ-

รสา  มีการทำเครื่องหมายเป็นรส.

จริงอยู่  สัญญาเป็นไปในภูมิ ๔ ไม่ชื่อว่ามีความจำได้หามีไม่   สัญญา

ทั้งหมดล้วนมีความจำเป็นลักษณะทั้งนั้น.    ก็ในที่นี้    สัญญาใดย่อมจำได้โดย

เครื่องหมาย สัญญานั้น   ชื่อว่า มีการทำเครื่องหมายเป็นรส. พึงทราบความ

เป็นไปแห่งสัญญานั้นในเครื่องหมายนั้นอีก    และในเวลาที่บุรุษกำหนดเครื่อง

หมายด้วยไฝดำเป็นต้น  แล้วจำเครื่องหมายของบุคคลนั้นอีกว่า บุคคลนี้ ชื่อโน้น

ด้วยเครื่องหมายนั้น      และในเวลาที่ขุนคลังผู้รักษาเครื่องประดับของพระราชา

ผูกชื่อหนังสือไว้ที่เครื่องประดับนั้น      เมื่อพระราชาตรัสว่า     เจ้าจงนำเครื่อง

ประดับชื่อโน้นมา  ขุนคลังก็จุดประทีปแล้วเข้าไปในห้องด้วยประทีปนั้น  อ่าน

หนังสือแล้วก็นำเครื่องประดับนั้น  ๆ นั่นแหละมาได้.

อีกนัยหนึ่ง   ก็เมื่อว่าโดยการรวบรวมธรรมทั้งหมด   สัญญามีการจำได้

เป็นลักษณะ  มีการทำนิมิตโดยปัจจัยให้จำได้อีกเป็นรส เหมือนช่างถากเป็นต้น

ทำเครื่องหมายที่ไม้เป็นต้น   ด้วยสามารถแห่งนิมิตตามที่ตนทำไว้  ชื่อว่า  การ

กระทำความโน้มน้าวไว้เป็นปัจจุปัฏฐาน   เหมือนคนตาบอดแสดงช้าง

หรือว่ามีการตั้งอยู่ในอารมณ์ไม่นานเป็นปัจจุปัฏฐาน เพราะไม่หยั่งลงในอารมณ์

เหมือนสายฟ้า    หรือความที่มีอารมณ์ตามที่ปรากฏเป็นปทัฏฐาน    เหมือนกับ

สัญญาที่เกิดขึ้นแก่ลูกเนื้อทั้งหลายในหุ่นหญ้าว่าเป็นคน.    ก็ในที่นี้    สัญญาใด

เป็นญาณสัมปยุต  สัญญานั้นก็เป็นไปตามญาณนั่นแหละ  ธรรมที่เหลือทั้งหลาย

บัณฑิตพึงทราบเหมือนปฐวีธาตุเป็นต้น   ในสสัมภารปฐวีธาตุเป็นต้น   ดังนี้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 314

ความหมายของคำว่าเจตนา

 

เจตยตีติ  เจตนา   ธรรมที่ชื่อว่า   เจตนา  เพราะอรรถว่า  ตั้งใจ

อธิบายว่า     ย่อมยังสัมปยุตธรรมกับตนให้เป็นไปในอารมณ์     เจตนานั้นมี

ลักขณาทิจตุกะ  ดังนี้.

เจตยิกลกฺขณา    มีการตั้งใจเป็นลักษณะ    คือมีความจงใจเป็น

ลักษณะ   อายูหนรสา   มีการประมวลมาเป็นรส.   จริงอยู่  เจตนาที่เป็น

ไปในภูมิ  ๔  ชื่อว่า  ไม่มีความจงใจเป็นลักษณะก็หาไม่.   เจตนาทั้งหมด

มีความตั้งใจเป็นลักษณะทั้งนั้น     ก็เจตนาที่มีการประมวลมาเป็นรสย่อมเป็นทั้ง

กุศล   และอกุศลทั้งนั้น    เพ่งถึงฐานะแห่งการประมวลมาซึ่งกุศลกรรม   และ

อกุศลกรรมแล้ว      สัมปยุตธรรมที่เหลือก็มีกิจเพียงบางส่วนเท่านั้น     แต่ว่า

เจตนามีอุตสาหะยิ่งนัก   มีความพยายามยิ่งนัก คือมีอุตสาหะสองเท่า  มีความ

พยายามสองเท่า   ด้วยเหตุนั้น   อาจารย์ในปางก่อน  จึงกล่าวว่า   ก็แล   เจตนา

นี้ตั้งอยู่ในสภาพความเป็นเจ้าของแท้   เจ้าของนา   เรียกว่า เจ้าของแท้  เหมือน

อย่างว่า  บุรุษเจ้าของนาชวนบุรุษรวมแรงกัน  ๕๕  คน    หยั่งลงนาพร้อมกัน

โดยบอกว่า  เราจักเกี่ยวข้าว ดังนี้ เจ้าของนามีความอุตสาหะยิ่ง  มีความพยายาม

ยิ่ง   คือมีความอุตสาหะสองเท่า   มีความพยายามสองเท่า   ย่อมบอกกล่าวถึงเขต

มีคำว่า   พวกท่านจงเกี่ยวติดต่อกันไป ดังนี้ แล้วจัดแจงสุราอาหารและของหอม

เป็นต้น   นำไปให้ชนเหล่านั้น   ย่อมชี้ทางให้เท่า ๆ กัน   ฉันใด   ข้ออุปไมยนี้

บัณฑิตพึงทราบฉันนั้นเถิด    จริงอยู่    เจตนาเหมือนบุรุษเจ้าของนา    ธรรม

ทั้งหลายเป็นกุศล  ๕๕  ที่เกิดขึ้นด้วยสามารถเป็นองค์ของจิต     เหมือนบุรุษ

ผู้ร่วมแรงกัน    ๕๕  คน    เพราะเพ่งถึงฐานะแห่งการประมวลมาซึ่งกุศลกรรม

และอกุศลกรรม    เจตนาก็มีความอุตสาหะสองเท่า   มีความพยายามสองเท่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 315

เหมือนเวลาที่บุรุษเจ้าของนาทำการอุตสาหะสองเท่า    มีความพยายามสองเท่า

บัณฑิตพึงทราบความที่เจตนานั้นมีความประมวลมาเป็นรส   ด้วยประการฉะนี้.

ก็เจตนานั้น   มีการจัดแจงเป็นปทัฏฐาน   (สวิทหนปจฺจุปฏฺานา)

จริงอยู่    เจตนานี้เมื่อจัดแจงย่อมปรากฏเหมือนศิษย์ผู้ใหญ่    และนายช่างใหญ่

เป็นต้นผู้สามารถทำกิจของตนและของผู้อื่นให้สำเร็จ.     เหมือนอย่างว่า    ศิษย์

ผู้ใหญ่   เห็นพระอุปัชฌาย์มาแต่ไกล    เมื่อตนเองสาธยายอยู่    ก็ยังเตือนศิษย์

ผู้น้อยนอกนี้  ให้สาธยายตามอัชฌาศัยของตน ๆ เมื่อศิษย์ผู้ใหญ่นั้นเริ่มสาธยาย

ศิษย์ผู้น้อยแม้เหล่านั้น  ก็สาธยาย   เพราะคล้อยตามศิษย์ผู้ใหญ่นั้น    ฉันใด  และ

เปรียบเหมือนนายช่างใหญ่    เมื่อตนเองถากก็ยังช่างถากแม้นอกนี้ให้เป็นไปใน

กรรมคือการถากของตน ๆ   เพราะว่า   เมื่อนายช่างใหญ่นั้นเริ่มถาก    ช่างถาก

เหล่านั้นก็ย่อมถากตามนายช่างใหญ่นั้น   ฉันใด   และเปรียบเหมือนแม่ทัพ

เมื่อตนเองรบ   ก็เตือนนักรบแม้นอกนี้ให้ทำการรบ   เพราะว่า   เมื่อแม่ทัพเริ่ม

ทำการรบ  นักรบแม้เหล่านั้นก็ทำการรบตามแม่ทัพนั้น     ฉันใด    แม้เจตนานี้

ก็ฉันนั้น    แม้เป็นไปในอารมณ์ด้วยกิจของตนอยู่   ก็ยังสัมปยุตตธรรมแม้อื่น  ๆ

ให้เป็นไปในการกระทำของตน ๆ  เพราะว่า    เมื่อเจตนานั้น    เริ่มกิจของตน

แม้ธรรมที่สัมปยุตกับเจตนานนั้นก็เริ่ม  เพราะฉะนั้น    ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า เจตนา

นั้นทำกิจของตนและของผู้อื่นให้สำเร็จ   เหมือนศิษย์ผู้ใหญ่และนายช่างใหญ่

เป็นต้น.   ก็เจตนานี้     พึงทราบว่า   ปรากฏเป็นไปโดยภาวะที่ให้สัมปยุตธรรม

ให้อุตสาหะในการระลึกถึงการงานที่รีบด่วนเป็นต้น   ดังนี้.

 

ความหมายของคำว่าจิต

 

ความหมายของคำแห่งจิต ข้าพเจ้ากล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า   อารมฺมณ

จินฺเตตีติ  จิตฺต  (ธรรมที่ชื่อว่าจิต  เพราะอรรถว่า  คิดซึ่งอารมณ์)  นั่นแหละ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 316

ก็เมื่อว่าโดยลักษณะเป็นต้น   จิตมีการรู้แจ้งอารมณ์เป็นลักษณะ  (วิชานนลกฺ-

ขณ)    มีการเป็นหัวหน้าเป็นรส    (ปุพฺพงฺคมรส)    มีการเกี่ยวข้องกันเป็น

ปัจจุปัฏฐาน   (สนฺธานปจฺจุปฏฺาน)   มีนามรูปเป็นปทัฏฐาน  (นามรูป-

ปทฏฺาน)  จริงอยู่  จิตที่เป็นไปในภูมิ     ชื่อว่า  ไม่มีการรู้แจ้งอารมณ์

เป็นลักษณะก็หาไม่  จิตทั้งหมดมีการรู้แจ้งอารมณ์ทั้งนั้น.

ก็เพ่งถึงทวารแล้ว   จิตก็เป็นหัวหน้า คือมีปกติเที่ยวไปก่อนในที่เป็นที่

กระทำให้แจ่มแจ้งซึ่งอารมณ์    จริงอยู่    บุคคลย่อมรู้แจ้งรูปารมณ์อันเห็นด้วย

จักษุ   ด้วยจิตนั่นแหละ ฯลฯ   ย่อมรู้แจ้งธรรมารมณ์  อันรู้แล้วด้วยใจ ด้วยจิต

นั่นแหละ  เหมือนอย่างว่า  บุคคลผู้รักษาพระนครนั่งอยู่ที่ทาง  ๔  แพร่ง  ใน

ท่ามกลางพระนครย่อมใคร่ครวญ    ย่อมกำหนดชนผู้มาแล้ว  ๆ  ว่า  คนนี้เป็น

เจ้าถิ่น   คนนี้เป็นผู้จรมา   ฉันใด  พึงทราบข้ออุปไมยฉันนั้น.  ข้อนี้เหมือน

กับคำที่พระมหาเถระนามว่านาคเสนกล่าวไว้ว่า    ธรรมดาบุคคลผู้รักษาพระนคร

นั่งอยู่ที่ทาง  ๔  แพร่ง   ท่ามกลางพระนครพึงเห็นบุคคลผู้มาจากทิศตะวันออก

พึงเห็นบุคคลผู้มาจากทิศตะวันตก  จากทิศทักษิณ  จากทิศอุดร  ฉันใด  ข้าแต่

มหาบพิตร  ฉันนั้นนั่นแหละ  บุคคลย่อมเห็นรูปใดด้วยจักษุ  ย่อมรู้แจ้งรูปนั้น

ด้วยวิญญาณ  ย่อมฟังเสียงใดด้วยโสต  ย่อมสูดกลิ่นด้วยฆานะ  ย่อมลิ้มรสด้วย

ชิวหา    ย่อมถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย     ย่อมรู้แจ้งธรรมด้วยใจ     ย่อมรู้แจ้ง

สิ่งนั้น   ๆ ด้วยวิญญาณ   เพราะเพ่งถึงทวารแล้ว    จิตเท่านั้นเป็นหัวหน้า   เป็น

ธรรมชาติเที่ยวไปข้างหน้า    ในฐานะที่กระทำอารมณ์ให้แจ่มแจ้งอย่างนี้  ฉะนั้น

จึงกล่าวว่า  มีการเป็นหัวหน้าเป็นรส  ดังนี้.

จิตนี้นั้น    ดวงหลัง ๆ เมื่อเกิดขึ้น  ย่อมปรากฏติดต่อกันทีเดียว เพราะ

ทำดวงต้น ๆ ให้สืบต่อกันนั่นเอง   เพราะฉะนั้น    จึงชื่อว่า    มีการเกี่ยวข้องกัน


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 317

เป็นปัจจุปัฏฐาน แต่ว่า ในปัญจโวการภพ   (ภพที่มีขันธ์ ๕)  จิตนั้น  มีนามรูป

เป็นปทัฏฐาน      ในจตุโวการภพ      มีนามเท่านั้นเป็นปทัฏฐานโดยแน่นอน

เพราะฉะนั้น    ท่านจึงกล่าวว่า  จิตมีนามและรูปเป็นปทัฏฐาน  ดังนี้.

ถามว่า   ก็จิตนี้     เป็นจิตดวงเดียวกันกับจิตที่แสดงมาข้างต้นหรือเป็น

ดวงอื่น  ตอบว่า  เป็นดวงเดียวกันนั่นแหละ.   ถามว่า  เมื่อเป็นเช่นนี้  เพราะ

เหตุไร    จึงกล่าวอีกเล่า.    ตอบว่า   คำนี้อรรถกถาและอาจารย์ทั้งหลายยังมิได้

วิจารในคำแห่งจิตนี้.    ก็ในคำแห่งจิตนี้    มีการประกอบดังนี้     เหมือนอย่างว่า

พระอาทิตย์เป็นต้นที่บัญญัติ    เพราะอาศัยรูปเป็นต้น     ว่าโดยความหมายก็มิใช่

สิ่งอื่นที่นอกไปจากรูปเป็นต้น    ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ  แม้จะกล่าวว่า  สมัยใด

พระอาทิตย์ย่อมอุทัย     สมัยนั้น       รูปคือแสงแห่งพระอาทิตย์นั้น  ย่อมปรากฏ

ดังนี้   ขึ้นชื่อว่า  พระอาทิตย์อื่น   นอกจากรูปเป็นต้นย่อมไม่มี  ฉันใด   จิตนี้

ย่อมมีฉันนั้น    หามิได้    พระองค์ทรงบัญญัติจิต     เพราะอาศัยธรรมทั้งหลาย

มีผัสสะเป็นต้น    แต่เมื่อว่าโดยความหมาย   จิตนั้นก็เป็นอีกดวงหนึ่ง   นอกจาก

ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้นโดยแท้    เพราะเหตุนั้น     เพื่อแสดงเนื้อ

ความว่า  สมัยใด   จิตย่อมเกิดขึ้น   สมัยนั้น    จิตดวงอื่นอีกนอกจากธรรมมี

ผัสสะเป็นต้น   ย่อมเกิดขึ้น ดังนี้  จิตนี้  บัณฑิตพึงทราบว่า  พระองค์ทรงตรัส

ไว้อีก.

เหมือนอย่างว่า   เมื่อพระองค์ทรงกำหนดสมัยด้วยบุคคลผู้เจริญมรรค

ในพระบาลีมีคำเป็นต้นว่า สมัยใด บุคคลเจริญมรรค ฯลฯ มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์

เพื่อความเกิดขึ้นในรูปภพ  สมัยนั้น    ผัสสะย่อมมี ดังนี้  ผู้ใด ย่อมเจริญมรรค

ในสมัย   ว่าโดยอรรถ    ผู้นั้นชื่อว่า    ย่อมเกิดขึ้นหามิได้   เพราะเหตุนั้น

นั่นแหละ   ในข้อที่กล่าวแล้วนั้น   จึงตรัสว่า  ผัสสะย่อมมี  เวทนาย่อมมี  ฉันใด


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 318

แต่มิได้ตรัสว่า    บุคคลใดย่อมเจริญมรรค     ผู้นั้นย่อมมีฉันนั้น  แต่เมื่อทรง

กำหนดสมัยด้วยจิต     ในพระบาลีมีคำเป็นต้นว่า    สมัยใด    กามาวจรกุศลจิต

เกิดขึ้น   ดังนี้   จิตทรงกำหนดไว้ด้วยสมัย    ว่าโดยอรรถแล้ว     ย่อมไม่เกิดขึ้น

เหมือนอย่างนั้น  หามิได้ แต่ตรัสว่า   ผัสสะย่อมมี  เวทนาย่อมมี  ในสมัยนั้น

ฉันใด   แม้จิตนี้ก็ย่อมมี  ฉันนั้น    ดังนี้   เพื่อแสดงเนื้อความแม้นี้    พึงทราบว่า

ทรงตรัสจิตนี้อีก  ก็ในข้อนี้   มีข้อสันนิษฐาน  ดังต่อไปนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงจิต    เพื่อประมวลมาไว้ในอุทเทสวาร

และเพื่อทรงจำแนกในนิทเทสวาร     จริงอยู่    พระองค์ทรงกำหนดสมัยไว้ด้วย

จิตศัพท์ ซึ่งเป็นศัพท์ต้นอย่างเดียว เพื่อทรงแสดงธรรมในสมัยซึ่งมีการกำหนด

ด้วยจิต   จึงเริ่มตรัสว่า   ผสฺโส  โหติ  เป็นต้น   แม้จิตนั้นก็ย่อมมีในสมัยนั้น

เหมือนกัน  เพราะฉะนั้น   เพื่อประมวลมาซึ่งจิตแม้นั้น     จึงตรัสคำว่าจิตนี้อีก.

อนึ่ง    เมื่อไม่ตรัสคำว่าจิตนี้ในที่นี้     ก็ไม่อาจเพื่อจำแนกในนิทเทสวารได้ว่า

จิตในสมัยนั้น    เป็นไฉน ?   ด้วยเหตุนั้น    การจำแนกจิตนั้นนั่นเองก็จะหายไป

เพราะฉะนั้นนั่นแหละ  พึงทราบว่า  เพื่อทรงจำแนกจิตนั้นในนิทเทสวาร   จึง

ตรัสจิตนี้อีก.

อีกอย่างหนึ่ง    ในอรรถกถาท่านวิจารว่า   คำว่า   จิตเกิดขึ้นในคำว่า

อุปฺปนฺน   โหติ  นี้   ว่าเป็นเพียงหัวข้อแห่งเทศนาเท่านั้น     แต่จิตนี้มิได้เกิดขึ้น

ได้เพียงดวงเดียวเท่านั้น    เพราะฉะนั้น   แม้ในคำว่า  อุปฺปนฺน  นี้   ก็มิได้ถือ

เอาจิตอย่างเดียว   แต่ถือเอาจิตกับกุศลธรรมเกิน ๕๐ ทีเดียว   โดยประการฉะนี้

จึงเริ่มตรัสคำว่า  ผสฺโส  โหติ   เป็นต้น   เพื่อแสดงจิตนั้น   ในที่นั้นโดยสังเขป

แล้วแสดงโดยประเภทโดยถือเอาจิตและเจตสิกธรรมทั้งปวงนั้น    และโดยย่อ

ในที่นี้   ด้วยประการฉะนี้   พึงทราบว่า  แม้จิตก็พึงตรัสไว้เหมือนธรรมมีผัสสะ

เป็นต้น   ฉะนี้แล.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 319

ความหมายของคำว่าวิตก

 

วิตกฺเกตีติ  วิตกฺโก  วิตกกฺน  วา  วิตกฺโก ธรรมที่ชื่อว่า  วิตก

เพราะอรรถว่า  ตรึก  อีกอย่างหนึ่ง  การตรึก  คือ  การจดอารมณ์  ชื่อว่า วิตก.

วิตกนี้นั้น     มีการยกจิตขึ้นในอารมณ์เป็นลักษณะ   (อารมฺมเณ   จิตฺตสฺส

อภินิโรปนลกฺขโณ)  จริงอยู่   วิตกนั้นยกจิตขึ้นในอารมณ์.  เหมือนอย่างว่า

คนบางคนอาศัยญาติ  หรือมิตรที่เป็นราชวัลลภ  จึงเข้าไปสู่พระราชมณเฑียรได้

ฉันใด  จิตก็อาศัยวิตก  ฉันนั้น  เพราะฉะนั้น  วิตกนั้น   ท่านจึงกล่าว  มีการ

ยกจิตขึ้นในอารมณ์เป็นลักษณะ.

อนึ่ง  พระนาคเสนเถระกล่าวว่า    วิตกมีการเคาะอารมณ์เป็นลักษณะ

ขอถวายพระพรมหาบพิตร  เปรียบเหมือนบุคคลตีกลอง    หลังจากนั้นก็มีเสียง

กลองดังกระหึ่มออกไป  ฉันใด  มหาบพิตรพึงเข้าพระทัย    วิตกเหมือนบุคคล

ตีกลอง  พึงเข้าพระทัยวิจารเหมือนเสียงกลองดังกระหึ่ม  ฉันนั้น.

วิตกนั้นมีการกระทำให้จิตกระทบอารมณ์บ่อย ๆ  เป็นรส  (อาหนน-

ปริยาหนนรโส)  จริงอย่างนั้น     ท่านจึงกล่าวว่า    พระโยคาวจรย่อมกระทำ

จิตนั้น    อันวิตกให้กระทบแล้วบ่อย ๆ    วิตกนั้นมีการนำจิตมาในอารมณ์เป็น

ปัจจุปัฏฐาน  (อารมฺมเณ จิตฺตสฺส อานยปจฺจุปฏฺาโน)  และมีนามขันธ์

๓ ที่เหลือ (เวทนา สัญญา วิญญาณขันธ์) เป็นปทัฏฐาน  (เสสขนฺธตฺตย-

ปทฏฺาโน)*.

อารมฺมเณ เตน จิตตวีจรตีติ วิจาโร ธรรมที่ชื่อว่า วิจาร เพราะ

เป็นเหตุให้จิตเที่ยวไปในอารมณ์.   อีกอย่างหนึ่ง   การเที่ยวไป   คือการสัญจร

ไปตามอารมณ์  ชื่อว่า  วิจาร.  วิจารนั้นมีการเคล้าคลึงในอารมณ์เป็นลักษณะ

บาลีว่า  เสสขนฺธตฺตยปทฏฺาโน  ไม่มีในที่นี้


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 320

(อารมฺมณานุมชชนลกฺขโณ)  มีการประกอบสหชาตธรรมไว้ในอารมณ์นั้น

เป็นรส  (ตตฺถ  สหชาตานุโยชนรโส)   มีการผูกพันจิตไว้ในอารมณ์เป็น-

ปัจจุปัฏฐาน  (จิตฺตอนุปปพนฺธปจฺจุปฏฺาโน).

อนึ่ง   เมื่อความไม่แยกจากกันแห่งวิตกและวิจารในจิตตุปบาทบางแห่ง

แม้มีอยู่   ด้วยอาการอย่างนี้   การทำจิตตกไปในอารมณ์ครั้งแรก    ชื่อว่า  วิตก

เพราะอรรถว่าเป็นธรรมหยาบ  เพราะอรรถว่าเป็นธรรมถึงก่อน เพราะอรรถว่า

ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์  เหมือนการเคาะระฆัง. การผูกพันในอารมณ์   ชื่อว่า วิจาร

เพราะอรรถว่า  เป็นธรรมสุขุม  เพราะอรรถว่า  เคล้าคลึงในอารมณ์  เหมือน

เสียงครางของระฆัง ฉะนั้น. ก็ในธรรม ๒ อย่างนั้น   วิตกมีการแผ่ไป  เป็นการ

แผ่ไปโดยรอบในกาลเกิดขึ้นแห่งจิต  จับอารมณ์ครั้งแรกเหมือนการขยับปีกของ

นกตัวที่ต้องการบินขึ้นในอากาศ      และเหมือนภมรมีจิตผูกพันในกลิ่นมุ่งหน้า

บินลงสู่ดอกปทุม   ฉะนั้น.    วิจารมีความเป็นไปสงบ    ไม่มีการแผ่ไปของจิต

เกินไป   เหมือนการกางปีกของนกตัวที่ต้องการบินไปในอากาศ    และเหมือน

ภมรตัวที่บินลงที่ดอกปทุมแล้วบินเคล้าเคลียเบื้องบน  ฉะนั้น.

แต่ในอรรถกถาทุกนิบาต   ท่านกล่าวไว้ว่า   วิตกเป็นไปโดยการยกจิต

ขึ้นในอารมณ์    เหมือนนกใหญ่บินไปในอากาศ    กระพือปีกทั้งสองให้จับลม

แล้วให้ปีกทั้งสองติดลมบินไป    เพราะว่าวิตกนั้นมีอารมณ์เป็นหนึ่งแน่วแน่.

ส่วนวิจารเป็นไปโดยการเคล้าอารมณ์  เหมือนนกใหญ่ขยับปีกเพื่อให้จับลมเป็น

ไป  เพราะว่า  วิจารนั้น      มีการเคล้าในอารมณ์   ดังนี้.   ถ้อยคำในอรรถกถา

ทุกนิบาตนั้น  เหมาะสมอย่างยิ่งในการที่จิตผูกพันในอารมณ์เป็นไป. แต่ว่าการ

แปลกกันแห่งวิตกและวิจารนั้น    ย่อมปรากฏชัดในฌานที่หนึ่งและที่สอง.

อีกอย่างหนึ่ง     เมื่อบุคคลเอามือข้างหนึ่งจับภาชนะสำริดที่ติดสนิมไว้

ให้มั่น    แล้วเอามืออีกข้างหนึ่งขัดสีด้วยจุณน้ำมัน     หรือมูลสัตว์ที่เหมาะสม


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 321

วิตกเหมือนมือที่จับไว้มั่น   วิจารเหมือนมือที่ขัดสี    อนึ่ง  เมื่อช่างหม้อใช้ไม้ตี

หมุนจักรทำภาชนะ   วิตกเหมือนกับมือที่กดไว้   วิจารเหมือนกับมือที่หมุนไป

ทางโน้นและทางนี้. อนึ่ง  เมื่อบุคคลทำวงกลม  วิตกคือการจดจ่ออยู่ซึ่งอารมณ์

เหมือนเหล็กแหลมที่ปักยันไว้ท่ามกลาง  วิจารเคล้าอารมณ์ เหมือนเหล็กแหลม

ที่หมุนไปรอบ ๆ ข้างนอก  ฉะนั้น.

 

ความหมายของคำว่าปีติ

 

ปีนยตีติ  ปีติ   ธรรมที่ชื่อว่า   ปีติ   เพราะเอิบอิ่ม   ปีตินั้นมีการ

ชื่นชมยินดีเป็นลักษณะ  (สมฺปิยายนลกฺขณา)  มีการทำกายและจิตให้เอิบอิ่ม

เป็นรส  หรือว่าซาบซ่านไปเป็นรส    (กายจิตฺตปีนนรสา  ผรณรสา  วา)

มีการฟูกายและใจเป็นปัจจุปัฏฐาน   (โอทคฺยปจฺจุปฏฺานา)  ก็ปีตินั้นมี  ๕

อย่าง  คือ

ขุททกาปีติ

ขณิกาปีติ

โอกกันติกาปีติ

อุพเพงคาปีติ

ผรณาปีติ.

บรรดาปีติเหล่านั้น     ขุททกาปีติสามารถเพื่อทำเพียงขนในร่างกายให้

ชูชันเท่านั้น.     ขณิกาปีติย่อมเป็นเช่นกับความเกิดขึ้นแห่งฟ้าแลบขณะหนึ่ง ๆ

โอกกันติกาปีติ    ก้าวลงสู่กายแล้ว     ครั้นก้าวลงแล้วก็แตกไป   เหมือนคลื่นที่

ฝั่งสมุทร  อุพเพงคาปีติ  เป็นปีติมีกำลัง  ทำกายให้ฟูขึ้นถึงการลอยไปในอากาศ

ได้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 322

จริงอย่างนั้น   พระมหาติสสเถระผู้อยู่ในปุณณวัลลิกวิหารในวันปุรณมี

เวลาเย็นไปสู่ลานพระเจดีย์เห็นแสงสว่างดวงจันทร์  จึงหันหน้าไปทางพระมหา-

เจดีย์แล้วรำพึงว่า  เวลานี้พวกบริษัท  ๔ กำลังไหว้พระมหาเจดีย์กันหนอ ดังนี้

ยังอุพเพงคาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์  ให้เกิดขึ้นด้วยสามารถอารมณ์ที่เห็น

ตามปกติ   ลอยขึ้นไปในอากาศแล้ว ไปยืนอยู่เฉพาะที่ลานแห่งพระมหาเจดีย์

นั่นแหละ  เหมือนลูกข่างอันวิจิตรที่ขว้างไปที่พื้นที่ฉาบไว้ด้วยปูนขาว.

อนึ่ง  แม้กุลธิดาคนหนึ่งในบ้านวัตตกาลก    ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้คิริกัณฑ-

วิหาร   ลอยขึ้นไปในอากาศด้วยอุพเพงคาปีติ     มีพระพุทธคุณที่มีกำลังเป็น

อารมณ์  ได้ยินว่า  มารดาบิดาของกุลธิดานั้นเมื่อไปวิหารเพื่อต้องการฟังธรรม

ในเวลาเย็นได้บอกว่า  แม่เจ้ามีภาระหนัก  ไม่อาจเพื่อเที่ยวไปในเวลาอันไม่ควร

กับพวกแม่ได้  พวกแม่จะฟังธรรมให้ส่วนบุญนั้นแก่เจ้า แล้วพากันไป.  กุลธิดา

นั้นแม้อยากจะไป     แต่ไม่อาจขัดขืนคำของมารดาบิดาได้    จึงหยุดอยู่ข้างหลัง

ยืนอยู่ที่ประตูบ้าน     แลดูอยู่ซึ่งลานพระเจดีย์ที่คิริกัณฑวิหารทางอากาศด้วย

แสงจันทร์  ได้เห็นการบูชาดวงประทีปแห่งพระเจดีย์   และได้เห็นบริษัท ๔

กระทำการบูชาพระเจดีย์ด้วยมาลา   และของหอมเป็นต้นแล้วกระทำประทักษิณ

ได้ฟังเสียงสาธยายเป็นคณะของหมู่ภิกษุ.  ทีนั้นเมื่อนางคิดว่า   โอมนุษย์ผู้มีบุญ

เหล่านั้นพากันไปวิหารย่อมได้เพื่อการเดินเวียนที่เนินพระเจดีย์     และได้การฟัง

ธรรมกถาที่ไพเราะเห็นปานนี้  ดังนี้แล้ว   กำลังมองดูพระเจดีย์เช่นกับกองแก้ว

มุกดานั่นแหละ     อุพเพงคาปีติก็เกิดขึ้น.    นางลอยไปในอากาศหยั่งลงที่ลาน

พระเจดีย์ทางอากาศก่อนกว่ามารดาบิดาทีเดียว  แล้วไหว้พระเจดีย์  ยืนฟังธรรม

อยู่. ทีนั้น   มารดาและบิดาจึงมาถึงแล้วถามนางกุลธิดานั้นว่า แม่เจ้ามาทางไหน

นางตอบว่า   มาทางอากาศ    มิได้มาตามทาง    มารดาบิดากล่าวว่า    แม่ชื่อว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 323

พระขีณาสพทั้งหลายจึงท่องเที่ยวไปทางอากาศได้    เจ้ามาได้อย่างไร  นาง

ตอบว่า    เมื่อลูกยืนแลดูพระเจดีย์อยู่โดยแสงจันทร์   ปีติมีกำลังมีพุทธคุณเป็น

อารมณ์ก็เกิดขึ้น ทีนั้น  ดิฉันไม่ทราบว่าตนยืนหรือนั่งลอยไปสู่อากาศด้วยนิมิต

ที่ถือเอานั่นแหละ    แล้วยืนอยู่ที่ลานพระเจดีย์    อุพเพงคาปีติมีการลอยไปใน

อากาศ  ด้วยประการฉะนี้.

ส่วนผรณาปีติเกิดขึ้นแล้วก็แผ่ไปสู่สรีระทั้งสิ้น    เหมือนถุงที่เต็มด้วย

ลม  และเหมือนท้องภูเขาที่ห้วงน้ำใหญ่ไหลเข้าไปซึมซาบแล้ว.

ก็ปีติ  ๕ อย่างเหล่านั้น   เมื่อถือเอาครรภ์ถึงความแก่รอบย่อมยังปัสสัทธิ

๒ อย่าง  คือ กายปัสสัทธิ   และจิตตปัสสัทธิ  ให้บริบูรณ์.  ปัสสัทธิเมื่อถือเอา

ครรภ์ถึงความแก่รอบย่อมยังสุข ๒ อย่าง คือ กายิกสุข  และเจตสิกสุขให้บริบูรณ์

ความสุขเมื่อถือเอาครรภ์ถึงความแก่รอบย่อมยังสมาธิ ๓ อย่าง คือ   ขณิกสมาธิ

อุปจารสมาธิ  อัปปนาสมาธิ   ให้บริบูรณ์.  บรรดาปีติเหล่านั้น  ปีติ  ๒  อย่าง

เว้นปีติที่ถึงความสมบูรณ์ด้วยอัปปนา  ย่อมควรในกามาวจรนี้.

 

ความหมายของคำว่าสุข

 

สุขยตีติ สุข  ธรรมที่ชื่อว่า สุข เพราะอรรถว่า สบาย อธิบายว่า ความ

สุขย่อมเกิดแก่ผู้ใด  ก็ทำบุคคลนั้นให้ถึงความสุข.  อีกอย่างหนึ่ง   ธรรมชาติใด

ย่อมเคี้ยวกินอย่างดี  และย่อมขุด (ทำลาย) อาพาธทางกายทางใจ   เพราะเหตุนั้น

ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าสุข.   สุขนี้เป็นชื่อของโสมนัสสเวทนา.  บัณฑิตพึงทราบ

ลักษณะเป็นต้นของสุขนั้นโดยนัยที่กล่าวแล้วในบทแห่งเวทนานั้นแหละ  อีกนัย

หนึ่ง  สุขมีการยินดีเป็นลักษณะ  (สาตลกฺขณ)  มีการยังสัมปยุตธรรมทั้งหลาย

ให้เจริญเป็นรส    (สปฺปยุตฺตาน   อุปพฺรูหนรส)    มีการอนุเคราะห์เป็น


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 324

ปัจจุปัฏฐาน  (อนุคฺคหณปจฺจุปฏฺาน)  อนึ่ง เมื่อปีติและสุขเหล่านั้นไม่แยก

จากกันมีอยู่ในที่บางแห่ง  ความยินดีในการได้อิฏฐารมณ์เป็นปีติ   การเสวยรส

อารมณ์ที่ได้แล้ว   เป็นสุข   ปีติมีในที่ใด  สุขก็มีในที่นั้น สุขมีในที่ใด ในที่นั้น

ไม่แน่ว่าเป็นปีติ   ปีติท่านสงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์ สุขท่านสงเคราะห์เข้าใน

เวทนาขันธ์.   ปีติย่อมมีในกรณีที่บุคคลเหน็ดเหนื่อยในทางกันดารได้เห็นหรือ

ได้ยินน้ำในป่า.   สุขย่อมมีในเวลาที่บุคคลนั้นเข้าไปสู่ร่มเงาในป่า   และใช้สอย

น้ำฉะนั้น.

เหมือนอย่างว่า บุรุษเดินทางไกลกันดารมาก  มีเหงื่อโซมตัว  มีความ

อยากกระหายเห็นบุรุษเดินทางสวนนาก็พึงถามว่า    มีน้ำดื่มที่ไหนบ้าง    บุรุษ

นั้นตอบว่า  ผ่านดงไปมีสระธรรมชาติและป่าสูง   ท่านไปในที่นั้นจักได้  ดังนี้

เขาฟังคำบอกบุรุษคนนั้นแล้วก็พึงมีใจร่าเริง    ยินดี    เมื่อเขาไปจากที่นั้นเห็น

กลีบ  ก้าน  ใบดอกอุบลเป็นต้นตกเกลื่อนที่แผ่นดิน    ก็เป็นผู้มีจิตยินดีร่าเริง

อย่างดี  เมื่อเดินไปเห็นบุรุษมีผ้าเปียก    ผมเปียก   ฟังเสียงไก่ป่าและนกยูงป่า

เป็นต้น  พึงเห็นไพรสณฑ์อันเขียวเช่นกับข่ายแก้วมณีเกิดที่ในเขตสระธรรมชาติ

พึงเห็นดอกอุบลและดอกโกมุทเป็นต้นซึ่งเกิดในสระ พึงเห็นน้ำใสสะอาด  เขาก็

มีความยินดีร่าเริงยิ่ง  จึงก้าวลงสู่สระธรรมชาติ  อาบดื่มตามชอบใจระงับความ

กระวนกระวายแล้ว      เคี้ยวกินเหง้ารากใบบัวเป็นต้น     ประดับดอกอุบลเขียว

เป็นต้น  เอารากบัวขาวพาดที่บ่า ขึ้นจากสระนุ่งผ้าตากผ้าที่แดดนอนอยู่ใต้ร่มเงา

อันเย็น  เมื่อลมอ่อน ๆ โชยมาก็พึงกล่าวว่า  สุขหนอ สุขหนอ ดังนี้  คำอุปมา

เป็นเครื่องเปรียบเทียบพึงเห็นอย่างนี้ว่า

ก็ปีติมีอาการร่าเริงยินดีในอารมณ์อันเป็นส่วนเบื้องต้น  พึงเห็นเหมือน

เวลาที่ร่าเริงยินดี นับตั้งแต่เวลาที่บุรุษนั้นได้ยินว่ามีสระธรรมชาติและไพรสณฑ์


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 325

จนกระทั่งถึงการเห็นน้ำ.    สุขดำรงอยู่ด้วยอาการเสวยรสอารมณ์ถึงแล้วซึ่งกำลัง

พึงเห็นเหมือนบุคคลอาบน้ำ  ดื่มแล้วนอนรำพึงว่า   สุขหนอ   สุขหนอ   ที่ร่ม

เงาไม้อันเย็นเมื่อลมอ่อน ๆ โชยมากระทบ.    ก็สุขนี้     พึงทราบว่า    พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสแล้ว   เพราะความปรากฏในสมัยนั้น   ๆ  ดังนี้    คำนี้ท่านกล่าว

อธิบายว่า  ก็ในที่ใดมีปีติ   แม้สุขก็มีอยู่ในที่นั้นนั่นแล.

 

อธิบายว่าด้วยเอกัคคตาแห่งจิต

 

ความที่จิตมีอารมณ์เลิศเป็นหนึ่ง    ชื่อว่า  จิตฺตสฺเสกคฺคตา   คำว่า

จิตตัสเสกัคคตานี้   เป็นชื่อของสมาธิ.   ก็ในบรรดาธรรมมีลักษณะเป็นต้นของ

สมาธินั้น  ท่านอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอรรถกถาก่อนแล้ว.  สมาธินั้นมีความ

เป็นประธานเป็นลักษณะ    (ปาโมกฺขลกฺขโณ)    และมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็น

ลักษณะ  (อวิกฺเขปลกฺขโณ).

จริงอยู่     สมาธิชื่อว่า     เป็นประธานแห่งธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมด

เพราะกุศลธรรมทั้งปวงสำเร็จด้วยสมาธิ     เหมือนช่อฟ้าเรือนยอดชื่อว่าเป็น

ประธานของทัพสัมภาระของเรือนที่เหลือ     เพราะเป็นเครื่องยืดไว้    เพราะ

เหตุนั้น     พระนาคเสนเถระจึงถวายพระพรว่า  มหาบพิตร   ไม้จันทันทั้งหลาย

ไม่ว่าอันใดแห่งเรือนยอด     ไม้จันทันทั้งหมดเหล่านั้นไปรวมที่ยอดเรือน

น้อมไปที่ยอด  ไปประชุมกันยอด  เงื้อมไปที่ยอด ยอดเรือน  บัณฑิตกล่าวว่า

เป็นเลิศกว่าไม้จันทันเหล่านั้น   ฉันใด  ขอถวายพระพรมหาบพิตร   กุศลธรรม

ไม่ว่าชนิดใด    กุศลธรรมเหล่านั้น  ทั้งหมดน้อมไปสู่สมาธิ    ประชุมลงที่สมาธิ

เงื้อมไปสู่สมาธิ    สมาธิ   บัณฑิต   ย่อมเรียกว่าเป็นเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น

ฉันนั้น  สมาธิชื่อว่า  มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ   เพราะไม่ให้สหชาตธรรม

ทั้งหลายฟุ้งซ่านกระจัดกระจาย     เหมือนพระราชาจอมทัพเสด็จไปสู่ที่ทหาร


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 326

ประชุมกันเนืองแน่น   ในที่ที่พระองค์เสด็จไป ๆ   ทหารย่อมพรั่งพร้อมทำลาย

ทหารข้าศึก  ย่อมคล้อยตามพระราชานั่นแหละ.

อีกนัยหนึ่ง  ชื่อว่า สมาธิ กล่าวคือเอกกัคคตาแห่งจิตนี้   มีความไม่ซ่าน

ไปเป็นลักษณะ     หรือมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ     มีการประมวลมาซึ่ง

สหชาตธรรมทั้งหลายเข้าด้วยกันเป็นรสดุจน้ำประมวลจุรณสำหรับอาบน้ำ   (ทำ

จุรณให้เป็นก้อน)    มีความเข้าไปสงบเป็นปัจจุปัฎฐาน   หรือมีญาณเป็นปัจจุ-

ปัฏฐาน   คือว่า   บุคคลมีจิตตั้งมั่นแล้ว     ย่อมทราบชัด     ย่อมเห็นตามความ

เป็นจริง   ว่าโดยพิเศษ  สมาธิมีสุขเป็นปทัฏฐาน  บัณฑิตพึงทราบ  ความตั้งอยู่

แห่งจิต  เหมือนการตั้งอยู่แห่งเปลวประทีปทั้งหลายที่ปราศจากลม  ฉะนั้น.

 

ความหมายของคำว่าสัทธินทรีย์

 

ธรรมที่ชื่อว่า  ศรัทธา  เพราะอรรถว่า  เป็นเหตุให้เชื่อ  หรือเชื่อเอง

หรือเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น    ก็ชื่อว่า ศรัทธา. ศรัทธานั้น ชื่อว่า อินทรีย์

เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดี  โดยครอบงำความไม่มีศรัทธา  อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า

อินทรีย์  เพราะครองความเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่น ในการน้อมใจเชื่อเป็นลักษณะ.

ศรัทธานั่นเองเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า  สัทธินทรีย์. ก็ศรัทธานั้น    มีการเลื่อมใสเป็น

ลักษณะ    และมีความแล่นไปเป็นลักษณะ    ศรัทธาเมื่อเกิดขึ้นย่อมข่มนิวรณ์

ทั้งหลาย  ย่อมให้กิเลสสงบ  ย่อมให้จิตผ่องใส  ย่อมทำจิตไม่ให้ขุ่นมัว  เหมือน

แก้วมณีพระเจ้าจักรพรรดิอันทำน้ำให้ใสสะอาด ใส่ในน้ำแล้วสามารถทำให้น้ำใส

ย่อมให้โคลนสาหร่าย   จอกแหน   เปือกตมสงบ   ย่อมให้น้ำใสสะอาดไม่ขุ่นมัว

ฉะนั้น. กุลบุตรโยคาวจรให้ทานก็ดี สมาทานศีลก็ดี กระทำอุโบสถกรรมก็ดี  เริ่ม

ภาวนาก็ดี ด้วยจิตอันผ่องใส พึงทราบศรัทธานั้น   อย่างนี้ว่ามีความเลื่อมใสเป็น

ลักษณะ เพราะเหตุนั้น ท่านพระนาคเสนเถระ จึงถวายพระพรพระยามิลินทร์ว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 327

มหาบพิตร  พระเจ้าจักรพรรดิข้ามแม่น้ำน้อยพร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา   น้ำนั้น

พึงกระทบกระเทือนด้วยช้าง  ม้า  รถ   และพลเดินเท้าทั้งหลายก็ขุ่นมัว  ขุ่นข้น

เป็นเปือกตม    พระราชาทรงข้ามไปแล้ว    จึงสั่งมนุษย์ทั้งหลายว่า   แนะพนาย

พวกเธอจงนำน้ำดื่มมา   เราจักดื่มน้ำนั้น  ก็พระราชามีแก้วมณีสำหรับทำน้ำให้

ใสสะอาด  พวกมนุษย์จึงกราบทูลว่า   พระพุทธเจ้าข้า   แล้วเอาแก้วมณีอันทำ

น้ำให้ใสนั้นใส่ลงในน้ำ  พร้อมกับการตกไปในน้ำ  โคลน  สาหร่าย  จอกแหน

เปือกตมก็สงบ     น้ำพึงเป็นน้ำใสสะอาดไม่ขุ่นมัว     จากนั้นพวกมนุษย์ก็น้อม

น้ำดื่มถวายพระราชา    กราบทูลว่า    ขอพระองค์ผู้สมมติเทพ    จงทรงดื่ม

พระเจ้าข้า.

ขอถวายพระพรมหาบพิตร    พระองค์พึงเห็นจิตเหมือนน้ำ    พึงเห็น

กุลบุตรโยคาวจรเหมือนมนุษย์เหล่านั้น      พึงเห็นกิเลสทั้งหลายเหมือนโคลน

สาหร่าย  จอกแหนเปือกตม    พึงเห็นศรัทธาเหมือนแก้วมณีทำน้ำให้ใสสะอาด

ขอถวายพระพรมหาบพิตร ศรัทธาเมื่อเกิดย่อมข่มนีวรณ์ทั้งหลาย จิตปราศจาก

นิวรณ์ก็ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว     เหมือนเมื่อใส่แก้วมณีอันยังน้ำให้ใสสะอาดแล้ว

โคลน สาหร่าย  จอกแหนเปือกตมย่อมสงบ  น้ำย่อมใสสะอาดไม่ขุ่นมัว  ฉะนั้น.

เหมือนอย่างว่า เหล่าชนผู้กลัวอาศัยมหานทีที่เกลื่อนกล่นไปด้วยจระเข้

มังกร  และรากษสร้ายเป็นต้น     ก็ยืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทั้งสอง    ส่วนทหารผู้ใหญ่

ผู้กล้าในสงครามมาถึงจึงถามว่า    เพราะเหตุไร    พวกท่านจึงยืนอยู่    เมื่อเขา

กล่าวว่า  พวกเราไม่อาจข้ามเพราะมีภัยเฉพาะหน้า   จึงจับดาบที่ตนเคยชำนาญ

มาแล้วนั้น     แล้วกล่าวว่า  พวกท่านจงมาข้างหลังเรา  อย่ากลัวเลย  แล้วก้าวลงสู่

แม่น้ำ   ป้องกันจระเข้เป็นต้นที่มาแล้ว   ๆ    กระทำความสวัสดีแก่พวกมนุษย์

ทั้งหลาย    นำจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น     จากฝั่งโน้นมาที่ฝั่งนี้    ฉันใด    เมื่อบุคคล


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 328

ให้ทานรักษาศีล  กระทำอุโบสถกรรม   เริ่มภาวนา  ศรัทธาย่อมเป็นหัวหน้า

เป็นภาวะนำหน้าไป   เพราะฉะนั้น     จึงกล่าวว่า   ศรัทธา   มีการแล่นไปเป็น

ลักษณะ  ดังนี้.

อีกนัยหนึ่ง     ศรัทธามีการเชื่อเป็นลักษณะ     หรือมีการเชื่อมั่นเป็น

ลักษณะ.    มีการผ่องใสเป็นรส    ราวกะแก้วมณีทำน้ำให้ใสสะอาด    หรือว่า

มีการแล่นไปเป็นรสเหมือนการข้ามห้วงน้ำ     มีการไม่ขุ่นมัวเป็นปัจจุปัฏฐาน

หรือมีการน้อมใจเชื่อเป็นปัจจุปัฏฐาน  มีวัตถุเป็นตั้งแห่งศรัทธาเป็นปทัฏฐาน

หรือมีโสดาปัตติยังคะเป็นปทัฏฐาน   บัณฑิตพึงเห็นเหมือนมือ    ทรัพย์สมบัติ

และพืช.

 

ความหมายของคำว่า  วิริยินทรีย์

 

ความเป็นแห่งบุคคลผู้กล้า    ชื่อว่า   วิริยะ   หรือการงานของบุคคล

ผู้กล้า   ชื่อว่า  วิริยะ  หรือว่า  ชื่อว่า  วิริยะ   เพราะอรรถว่า  พึงดำเนินไป

คือให้เป็นไปโดยวิธี    คือโดยนัย    โดยอุบาย    วิริยะนั้นนั่น  แหละ    ชื่อว่า

อินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นอธิบดีเพราะครอบงำโกสัชชะ.  อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า

อินทรีย์     เพราะครองความเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่นในลักษณะของความเพียร.

ความเพียรนั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า วิริยินทรีย์.  ก็วิริยะนี้นั้น  มีการอุปถัมภ์

คือค้ำจุนไว้เป็นลักษณะ   และมีความประคองไว้เป็นลักษณะ   เหมือนอย่างว่า

เรือนเก่า    ย่อมตั้งอยู่ได้ด้วยเสาอื่นนำมาค้ำจุนไว้    ฉันใด     พระโยคาวจรก็

เหมือนกันนั่นแหละ     เป็นผู้ได้อุปถัมภ์แล้วด้วยความอุปถัมภ์ของความเพียร

กุศลธรรมทั้งปวงจึงไม่เสื่อมสูญไป    พึงทราบความที่วิริยินทรีย์นั้น     มีความ

อุปถัมภ์คือค้ำจุนไว้เป็นลักษณะอย่างนี้ก่อน    ด้วยเหตุนั้น     พระนาคเสนเถระ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 329

จึงถวายพระพรกะพระยามิลินทร์ว่า   มหาบพิตร   วิริยะมีการอุปถัมภ์คือค้ำจุน

ไว้เป็นลักษณะ    กุศลธรรมทั้งหมดมีวิริยอุปถัมภ์ค้ำจุนแล้ว    ย่อมไม่เสื่อมไป

เหมือนเมื่อบ้านเก่าจะพังไป    ได้ไม้อื่นมาค้ำจุนไว้    บ้านเรือนที่มีเสาอุปถัมภ์

ค้ำจุนแล้วนั่นแหละก็ไปพึงล้มไป  ฉะนั้น.

เหมือนอย่างว่า  กองทัพน้อยและกองทัพใหญ่ทำสงครามกัน  กองทัพ

น้อยถอยร่นมา  ทีนั้นเขาพึงกราบทูลพระราชา  พระราชาพึงส่งพลและพาหนะ

ไป   กองทัพของพระองค์อันพลและพาหนะสนับสนุนแล้ว   พึงยังกองทัพของ

ข้าศึกให้พ่ายแพ้ ฉันใด วิริยะก็เหมือนกันนั่นแหละ  ย่อมไม่ทำให้สัมปยุตธรรม

ที่เกิดพร้อมกันให้ล้าให้ถอย  ย่อมยกคือย่อมประคองไว้  ด้วยเหตุนั้น  จึงกล่าว

ว่า  วิริยะ  มีความประคองไว้เป็นลักษณะ.

อีกนัยหนึ่ง    วิริยะมีความอุตสาหะเป็นลักษณะ   มีความอุปถัมภ์สห-

ชาตธรรมทั้งหลายเป็นรส   มีความไม่ท้อถอยเป็นปัจจุปัฏฐาน   มีความสลดใจ

เป็นปทัฏฐาน    เพราะพระบาลีว่า   วิคฺโค  โยนิโส  ปทหติ   (ความสลด

ย่อมเริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคาย)     หรือมีวัตถุแห่งวิริยารัมภะเป็นปทัฏฐาน.

บัณฑิตพึงทราบว่า   ความเพียรอันเริ่มตั้งไว้โดยชอบ    เป็นมูลเหตุแห่งสมบัติ

ทั้งปวง  ดังนี้.

 

ความหมายของคำว่า  สตินทรีย์

 

ธรรมที่ชื่อว่า สติ เพราะเป็นเหตุระลึก หรือว่า ย่อมระลึกเอง หรือว่า

เป็นเพียงการระลึกเท่านั้น.   ก็สตินั้น  ชื่อว่า  อินทรีย์   ด้วยอรรถเป็นอธิบดี

โดยครอบงำความเป็นผู้หลงลืมด้วยสติ   อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  อินทรีย์   เพราะ

ครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการอุปการะ    สตินั่นแหละเป็นอินทรีย์


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 330

ชื่อว่า  สตินทรีย์.   ก็สตินี้นั้นมีการระลึก   (การไม่ฟั่นเฟือน)   เป็นลักษณะ

และมีการเข้าไปประคองไว้เป็นลักษณะ     สติย่อมให้กำหนด     ย่อมให้ระลึก

กุศลกรรมโดยชอบ  เหมือนขุนคลังของพระราชารักษารัตนะ  ๑๐ อย่าง    ย่อ

ยังพระราชาให้กำหนด    ให้ระลึกถึงอิสริยสมบัติในเวลาเย็นเวลาเช้า     ฉะนั้น.

ด้วยเหตุนั้น  พระนาคเสนเถระจึงถวายพระพรพระราชาว่า มหาบพิตร ขุนคลัง

ของพระเจ้าจักรพรรดิ   ย่อมให้พระเจ้าจักรพรรดิให้ระลึกถึงอิสริยสมบัติทั้ง

เวลาเย็นและเวลาเช้าว่า    ข้าแต่เทวะ   ช้างมีประมาณเท่านี้    ม้ามีประมาณเท่านี้

รถมีประมาณเท่านี้ พลเดินเท้ามีประมาณเท่านี้  เงินมีประมาณเท่านี้   ทองมี

ประมาณเท่านี้  สมบัติทั้งปวงมีประมาณเท่านี้     ขอเทวะจงระลึกถึงอิสริยสมบัติ

นั้น   ฉันใด  ขอถวายพระพรมหาบพิตร   สติก็ฉันนั้นเหมือนกันแล   ย่อมให้

ระลึกถึงกุศลธรรมทั้งหลาย  คือ  สติปัฏฐาน ๔  เหล่านี้   สัมมัปปธาน ๔ เหล่านี้

อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ อินทรีย์ ๔ เหล่านี้ พละ ๕ เหล่านี้  โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้

นี้อริยมรรคประกอบด้วยองค์  ๘    นี้สมถะ    นี้วิปัสสนา   เหล่านี้เป็นอริยสัจ

นี้เป็นวิชชา นี้เป็นวิมุตติ  เหล่านั้นเป็นโลกุตรธรรม  มหาบพิตร  สติมีการระลึก

เป็นลักษณะอย่างนี้แล.

ก็สติใคร่ครวญคติทั้งหลายแห่งธรรมที่เป็นประโยชน์     และไม่เป็น

ประโยชน์     รู้ว่าธรรมทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้นเหล่านี้    ว่าไม่มีประโยชน์

ย่อมบันเทาธรรมที่ไม่เป็นประโยชน์    รู้ว่าธรรมมีกายสุจริตเป็นต้นเหล่านี้เป็น

ประโยชน์ ย่อมประคับประคองธรรมที่เป็นประโยชน์ เหมือนปริณายกแก้วของ

พระเจ้าจักรพรรดิ รู้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์  และสิ่งที่เป็นประโยชน์ของพระเจ้า-

จักรพรรดิ    ย่อมนำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ออกไป    ย่อมน้อมเข้ามาซึ่งสิ่งเป็น

ประโยชน์  ฉะนั้น.  ด้วยเหตุนั้น พระนาคเสนเถระถึงถวายพระพรพระราชาว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 331

มหาบพิตร  ปริณายกแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ  ย่อมรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และ

ไม่เป็นประโยชน์แก่พระเจ้าจักรพรรดิว่า   สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์แก่พระราชา

สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์   สิ่งเหล่านั้นเป็นอุปการะ   สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอุปการะ

ดังนี้   จากนั้นก็จะบันเทา  (กำจัด )  สิ่งไม่เป็นประโยชน์  ย่อมประคับประคอง

สิ่งที่เป็นประโยชน์  ฉันใด  ขอถวายพระพรมหาบพิตร สติฉันนั้นเหมือนกันแล

เมื่อเกิดขึ้น  ย่อมใคร่ครวญสติทั้งหลายแห่งธรรมที่เป็นประโยชน์  และไม่เป็น

ประโยชน์ว่า     ธรรมเหล่านั้นเป็นประโยชน์     ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์

ธรรมเหล่านี้มีอุปการะ  ธรรมเหล่านี้ไม่มีอุปการะ  ดังนี้    จากนั้นย่อมบันเทา

(กำจัด)  ธรรมที่ไม่เป็นประโยชน์   ย่อมประคับประคองธรรมที่เป็นประโยชน์

มหาบพิตร  สติมีการประคับประคองเป็นลักษณะอย่างนี้แล.

ก็อีกนัยหนึ่ง     สติมีการระลึกเป็นลักษณะ     มีการไม่หลงลืมเป็นรส

มีการอารักขา  (การรักษาอารมณ์)  เป็นปัจจุปัฏฐาน  หรือมีการมุ่งต่ออารมณ์

เป็นปทัฏฐาน มีการจำได้อันมั่นคงเป็นปทัฏฐาน   หรือว่ามีกายคตาสติปัฏฐาน

เป็นต้นเป็นปทัฏฐาน   ก็บัณฑิตพึงเห็นสติเหมือนเสาเขื่อน   เพราะตั้งอยู่มั่นคง

ในอารมณ์     และเหมือนนายทวารผู้รักษาประตู      เพราะรักษาทวารทั้งหลาย

มีจักขุทวารเป็นต้น.

 

ความหมายของสมาธินทรีย์

 

ธรรมที่ชื่อว่า  สมาธิ   เพราะตั้งมั่น   คือวางจิตไว้ในอารมณ์โดยชอบ

ก็สมาธินั้น     ชื่อว่า   อินทรีย์  ด้วยอรรถว่าเป็นอธิบดี    เพราะครอบงำความ

ฟุ้งซ่าน อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์  เพราะครองความเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่น

ในลักษณะแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน. สมาธินั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า สมาธินทรีย์


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 332

ก็ธรรมมีลักษณะเป็นต้นของสมาธินั้น      บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วใน

หนหลังนั่นแหละ.

 

ความหมายของคำว่า  ปัญญินทรีย์

 

ปชานาตีติ   ปญฺ    ธรรมที่ชื่อว่า    ปัญญา    เพราะอรรถว่า

ย่อมรู้ทั่ว.    ถามว่า  ย่อมรู้ทั่วซึ่งอะไร?    ตอบว่า   ย่อมรู้ทั่วซึ่งอริยสัจทั้งหลาย

โดยนัยมีคำว่า  นี้ทุกข์  เป็นต้น   แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า  ชื่อว่า  ปัญญา

เพราะอรรถว่า    ย่อมให้รู้    ถามว่า    ย่อมให้รู้อะไร?     ตอบว่า    ย่อมให้รู้

อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา.

ก็ปัญญานั้น    ชื่อว่า  อินทรีย์  ด้วยอรรถว่าเป็นอธิบดีเพราะครอบงำ

อวิชชา  อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  อินทรีย์  เพราะครองความเป็นใหญ่กว่าธรรม

อื่นในลักษณะแห่งการเห็น. ปัญญานั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า ปัญญินทรีย์.

ก็ปัญญานี้นั้นมีการส่องแสงเป็นลักษณะ.   และมีการรู้ทั่วเป็นลักษณะ   เหมือน

อย่างว่า   เมื่อบุคคลจุดประทีปให้สว่างในเวลากลางคืนในบ้านที่มีฝา ๔ ด้าน

ความมืดย่อมหมดไป  แสงสว่างย่อมปรากฏฉันใด  ปัญญามีการส่องสว่างฉันนั้น

เหมือนกัน.   ธรรมดาแสงสว่างเสมอด้วยแสงสว่างของปัญญาย่อมไม่มี.  จริงอยู่

เมื่อมหาบุรุษผู้มีปัญญานั่งโดยบัลลังก์หนึ่ง    หมื่นโลกธาตุก็มีแสงสว่างเป็น

อันเดียวกัน.    ด้วยเหตุนั้น    พระนาคเสนเถระจึงถวายพระพรพระราชาว่า

มหาบพิตร    ในเวลาที่มืดค่ำแล้ว     บุรุษพึงเอาประทีปเข้าไปวางไว้ในบ้าน

ประทีปที่นำเข้าไปแล้วย่อมกำจัดความมืด    ย่อมยังโอภาสให้เกิดขึ้น      ย่อมยัง

แสงสว่างให้รุ่งโรจน์  ย่อมทำรูปทั้งหลายให้ปรากฏ ฉันใด   มหาบพิตร ปัญญา

ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  เมื่อเกิดขึ้นย่อมกำจัดความมืดคือ  อวิชชา   ย่อมยังโอภาส


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 333

คือวิชชาให้เกิด   ย่อมยังแสงสว่างคือญาณให้รุ่งโรจน์    และย่อมทำอริยสัจจะ

ทั้งหลายให้ปรากฏ     มหาบพิตร     ปัญญามีการส่องสว่างเป็นลักษณะด้วย

ประการฉะนี้แล.

อีกอย่างหนึ่ง    ปัญญาเมื่อเกิดขึ้นย่อมรู้ทั่วซึ่งธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล

และอกุศล   ที่ควรเสพและไม่ควรเสพ   ที่เลวและประณีต   ทีดำและขาว   และ

ที่เข้ากันได้และเข้ากันไม่ได้    เหมือนแพทย์ผู้ฉลาดย่อมรู้เภสัชเป็นต้นที่เป็นที่

สบายและไม่สบายแก่บุคคลผู้ป่วย    ฉะนั้น.    สมดังคำพระธรรมเสหาบดีกล่าว

ไว้ว่า   ดูก่อนอาวุโส   ธรรมชาติใดย่อมรู้ทั่ว   เพราะเหตุนั้น     ธรรมชาตินั้น

จึงชื่อว่า  ปัญญา.  ถามว่า  ย่อมรู้ทั่วซึ่งอะไรตอบว่า  ย่อมรู้ทั่วว่า  นี้ทุกข์

เป็นต้น     ข้อความนี้บัณฑิตพึงให้พิสดาร.   พึงทราบความที่ปัญญานั้นมีความรู้

ทั่วเป็นลักษณะด้วยประการฉะนี้.

อีกนัยหนึ่ง   ปัญญามีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะ  หรือการแทง

ตลอดไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะดุจการแทงของลูกศรที่นายขมังธนูผู้ฉลาดยิงไป

ฉะนั้น     มีการส่องให้เห็นอารมณ์เป็นรสดุจประทีป    มีการไม่หลงใหลเป็น

ปัจจุปัฏฐานดุจผู้ชี้ทางแก่บุคคลไปมาฉะนั้น.

 

ความหมายของคำว่า  มนินทรีย์

 

ธรรมที่ชื่อว่า  มนะ   เพราะย่อมรู้   คือย่อมรู้แจ้ง.

แต่ท่านอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า    ชื่อว่า   มนะ   เพราะย่อม

รู้อารมณ์    เหมือนบุคคลนับอยู่ด้วยทะนาน    และเหมือนชั่งอยู่ด้วยชั่งใหญ่

ฉะนั้น.   มนะนั้นนั่นแหละ   ชื่อว่า   อินทรีย์  เพราะครองความเป็นใหญ่กว่า

ธรรมอื่นในลักษณะแห่งความรู้. มนะนั่นแหละเป็นอินทรีย์  จึงชื่อว่า มนินทรีย์.

มนะนี้เป็นคำไวพจน์ของจิตตามที่กล่าวแล้วในหนหลัง.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 334

ความหมายของคำว่า  โสมนัสสินทรีย์

 

บุคคลชื่อว่า   สุมนะ   เพราะมีใจงาม   เพราะสัมปโยคะด้วยปีติและ

โสมนัส  ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีใจงาม   ชื่อว่า  โสมนัสสะ   โสมนัสสะนั้น

ชื่อว่า  อินทรีย์   เพราะครองความเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่นในลักษณะแห่งความ

ยินดี.   โสมนัสสะนั่นแหละเป็นอินทรีย์   ชื่อว่า   โสมนัสสินทรีย์  โสมนัส-

สินทรีย์นี้เป็นไวพจน์ของเวทนาตามที่กล่าวแล้วในหนหลังแล.

 

ความหมายของชีวิตินทรีย์

 

ธรรมที่ชื่อว่า ชีวิต  เพราะเป็นเหตุให้ธรรมที่สัมปยุตด้วยชีวิตินทรีย์

นั้นเป็นอยู่.  ชีวิตนั้นชื่อว่า  อินทรีย์  เพราะครองความเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่น

ในลักษณะแห่งการตามรักษา.  ชีวิตนั่นแหละเป็นอินทรีย์  ชื่อว่า  ชีวิตินทรีย์

ชีวิตินทรีย์นั้น      เป็นอธิบดีในความเป็นไปและสืบต่อ.     ก็เมื่อว่าโดยลักษณะ

เป็นต้น     ชีวิตินทรีย์มีการตามรักษาธรรมที่เกิดแล้วโดยไม่เว้นตนเป็นลักษณะ

มีการเป็นไปแห่งสัมปยุตธรรมเหล่านั้นเป็นรส    มีการดำรงอยู่แห่งสัมปยุตต-

ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละเป็นปัจจุปัฏฐาน    มีธรรม    (คือ    เวทนา   สัญญา

วิญญาณ)    ที่เป็นอยู่เป็นปทัฏฐานะ    เมื่อการทรงไว้มีการตามรักษาเป็นต้น

แม้มีอยู่     ชีวิตินทรีย์ก็ย่อมตามรักษาธรรมในขณะที่มีอยู่เท่านั้น       เหมือนน้ำ

ตามรักษาอยู่ซึ่งดอกอุบลเป็นต้น   และย่อมรักษาธรรมทั้งหลายอันเกิดขึ้นเพราะ

ปัจจัยตามความเป็นของตนดุจแม่นมเลี้ยงดูกุมาร    และเป็นไปโดยสัมพันธ์กับ

ธรรมที่ตนให้เป็นไปดุจต้นหนยังเรือให้แล่นไป  ชีวิตินทรีย์นั้นให้เป็นไปเหนือ

ภังคขณะไม่ได้   เพราะความที่ตนและธรรมที่ตนให้เป็นไปไม่มี   ย่อมไม่ตั้งอยู่


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 335

ในภังคขณะเพราะตนเองก็ต้องแตกดับ      ดุจไส้น้ำมันสิ้นไปอยู่     เปลวประทีป

ก็ดับไป    บัณฑิตไม่พึงเห็นชีวิตินทรีย์ว่าเว้นจากอานุภาพแห่งการรักษา    การ

ให้เป็นไป  การดำรงไว้เพราะชีวิตินทรีย์ยังอานุภาพนั้น ๆให้สำเร็จ  ดังนี้.

 

อธิบายว่าด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นต้น

 

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า    สัมมาทิฏฐิ    เป็นต้น     องค์มรรคที่ชื่อว่า

สัมมาทิฏฐิ  เพราะอรรถว่าการเห็น.  ชื่อว่า   สัมมาสังกัปปะ  เพราะอรรถ

ว่าการยกขึ้น.   ชื่อว่า   สัมมาวายามะ    เพราะอรรถว่าการประคอง.   ชื่อว่า

สัมมาสติ   เพราะอรรถว่าการอุปการะ.   ชื่อว่า   สัมมาสมาธิ   เพราะอรรถว่า

การไม่ฟุ้งซ่าน.       ก็ว่าโดยวจนัตถะ     คือความหมายของพระบาลี    ชื่อว่า

สัมมาทิฏฐิ    เพราะเห็นชอบหรือว่าเป็นเหตุให้เห็นชอบ.    ชื่อว่า    สัมมา-

สังกัปปะ  เพราะดำริชอบหรือว่าเป็นเหตุให้ดำริชอบ.  ชื่อว่า  สัมมาวายามะ

เพราะพยายามชอบหรือว่าเป็นเหตุให้พยายามชอบ.  ชื่อว่า  สัมมาสติ  เพราะ

ระลึกชอบหรือว่าเป็นเหตุให้ระลึกชอบ.   ชื่อว่า   สัมมาสติ    เพราะตั้งมั่น

โดยชอบหรือว่าเป็นเหตุให้ตั้งมั่นโดยชอบ.    อีกอย่างหนึ่ง   พึงทราบวจนัตถะ

ขององค์มรรคนั้นโดยนัยแม้นี้ว่า    ทิฏฐิอันบัณฑิตสรรเสริญแล้วเป็นทิฏฐิดี

ชื่อว่า   สัมมาทิฏฐิ.    ส่วนธรรมมีลักษณะเป็นต้น     ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วใน

หนหลังนั่นแหละ.

 

อธิบายว่าด้วยศรัทธาพละเป็นต้น

 

ธรรมมีศรัทธาพละเป็นต้น มีเนื้อความตามกล่าวไว้แม้ในศรัทธาพละ

นั่นแหละ    แต่ว่าพึงทราบว่าพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว.     บรรดาธรรม

เหล่านั้น      ธรรมที่ชื่อว่า    ศรัทธาพละ    เพราะไม่หวั่นไหวไปในความเป็น

ผู้ไม่มีศรัทธา   ชื่อว่า   วิริยพละ    เพราะไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 336

ชื่อว่า สติพละ  เพราะไม่หวั่นไหวไปในความหลงลืมสติ.  ชื่อว่า  สมาธิพละ

เพราะไม่หวั่นไหวไปในความฟุ้งซ่าน. ชื่อว่า  ปัญญาพละ  เพราะไม่หวั่นไหว

ไปในอวิชชา.    ชื่อว่า    หิริพละ    เพราะไม่หวั่นไหวไปในอหิริกะ.    ชื่อว่า

โอตตัปปพละ    เพราะไม่หวั่นไหวไปในอโนตตัปปะ    นี้เป็นการพรรณนา

เนื้อความด้วยอำนาจบททั้งสอง  ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาพละ ๗ เหล่านั้น     พละ ๕ เบื้องต้นข้าพเจ้าประกาศแล้วโดย

ลักษณะเป็นต้นนั่นแหละ  พละ ๒ บทหลัง  มีคำอธิบายว่า ธรรมที่ชื่อว่า. หิริ

เพราะละอายแต่กายทุจริตเป็นต้น    คำว่า   หิรินี้เป็นชื่อของความละอาย  ชื่อว่า

โอตตัปปะ    เพราะความเกรงกลัวแต่กายทุจริตเป็นต้นเหล่านั้นเหมือนกัน

คำว่าโอตตัปปะนี้เป็นชื่อของความเกรงกลัวต่อบาป.  เพื่อการแสดงความต่างกัน

แห่งหิริและโอตตัปปะทั้ง ๒ นั้น    ท่านจึงเริ่มตั้งมาติกา     (แม่บท)     นี้ว่า

สมุฏฺาน  อธิปติลชฺชาภยลกฺขเณน  วา (สมุฏฐาน อธิบดี ลัชชาภัย และ

ลักษณะ)  ดังนี้.

ว่าโดยสมุฏฐานเป็นต้น     ชื่อว่า    หิริ    เพราะมีเหตุภายในเป็น

สมุฏฐาน.   ชื่อว่า   โอตตัปปะ   เพราะมีเหตุภายนอกเป็นสมุฏฐาน.  ชื่อว่า

หิริ   เพราะมีอัตตาเป็นอธิบดี   ชื่อว่า  โอตตัปปะ   เพราะมีโลกเป็นอธิบดี.

ชื่อว่า    หิริ    เพราะตั้งอยู่โดยสภาพแห่งความละอาย.    ชื่อว่า    โอตตัปปะ

เพราะตั้งอยู่โดยสภาพแห่งความกลัว.  ชื่อว่า  หิริ   เพราะมีความเคารพเชื่อฟัง

เป็นลักษณะ ชื่อว่า โอตตัปปะ เพราะมีความกลัวโทษและเห็นเป็นลักษณะ

บรรดาหิริและโอตตัปปะเหล่านั้น      บุคคลย่อมให้หิริอันมีเหตุภายในเป็น

สมุฏฐานด้วยเหตุ ๔ คือ   พิจารณาถึงชาติ   พิจารณาถึงวัย   พิจารณาถึงความ

เป็นผู้กล้า   พิจารณาถึงความเป็นพหูสูต.   ถามว่า   พิจารณาอย่างไร  ตอบว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 337

เบื้องต้นบุคคลพิจารณาถึงชาติอย่างนี้ว่า    ขึ้นชื่อว่า  การกระทำความชั่วนี้ไม่ใช่

การงานของบุคคลสมบูรณ์ด้วยชาติ การงานนี้เป็นของบุคคลผู้มีชาติมีพวกประมง

เป็นต้น   การงานนี้ไม่สมควรแก่บุคคลผู่สมบูรณ์ด้วยชาติ  เช่นดังเรา  แล้วไม่ทำ

ปาณาติบาต เป็นต้น   ชื่อว่า  ยังหิริให้ตั้งขึ้น.

อนึ่ง   บุคคลผู้พิจารณาถึงวัยอย่างนี้ว่า     ขึ้นชื่อว่า   การทำบาปนี้เป็น

การกระทำอันคนหนุ่มทั้งหลายพึงกระทำ  การทำนี้ไม่สมควรแก่ผู้ดำรงอยู่ในวัย

เช่นอย่างเรา  แล้วไม่ทำปาณาติบาตเป็นต้น    ชื่อว่า  ย่อมยังหิริให้ตั้งขึ้น.

อนึ่ง   บุคคลพิจารณาถึงความเป็นผู้กล้าอย่างนี้ว่า  ขึ้นชื่อว่า  การทำ

บาปนี้เป็นการทำของบุคคลผู้มีชาติอ่อนแอ    การทำนี้ไม่สมควรแก่บุคคลผู้

สมบูรณ์ด้วยความกล้าเช่นเรา   แล้วไม่ทำปาณาติบาตเป็นต้น    ชื่อว่า   ย่อมยัง

หิริให้ตั้งขึ้น.

อนึ่ง บุคคลพิจารณาถึงความเป็นพหูสูตอย่างนี้ว่า   ขึ้นชื่อว่าการทำบาป

นี้เป็นการกระทำของบุคคลอันพาลไม่ใช่ของบัณฑิต     การทำนี้ไม่สมควรแก่

บุคคลผู้เป็นพหูสูตผู้เป็นบัณฑิตเช่นกับเราแล้วไม่ทำบาป  ชื่อว่า  ย่อมยังหิริ

ให้ตั้งขึ้น   ด้วยอาการอย่างนี้   บุคคลชื่อว่า   ย่อมยังหิริอันมีเหตุภายในเป็น

สมุฏฐานให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ อย่าง   ก็และครั้นให้ตั้งขึ้น    คือให้หิริเข้าไปตั้ง

ไว้ในจิตของตนไม่กระทำบาปกรรม ชื่อว่า   หิริ   มีเหตุภายในเป็นสมุฏฐาน

ด้วยประการฉะนี้.

ถามว่า   ชื่อว่า  โอตตัปปะ   มีเหตุภายนอกเป็นสุมุฏฐาน      อย่างไร

ตอบว่า  ถ้าท่านจักทำบาป ท่านก็จักถูกบริษัท ๔ ติเตียน    จริงอยู่  เมื่อบุคคล

พิจารณาอยู่อย่างนี้ว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 338

วิญญูชนทั้งหลายจักติเตียนเธอ  เธอ

จักเป็นอันบุคคลผู้มีศีลทั้งหลายเว้นแล้ว

เหมือนชาวพระนครเว้นของไม่สะอาด

ดูก่อนภิกษุ  เธอจักทำอย่างไรเล่า  ดังนี้.

บุคคลนั้นย่อมไม่ทำบาปกรรมเพราะโอตตัปปะอันเหตุภายนอกเป็น

สมุฏฐาน  ชื่อว่า  โอตตัปปะ  มีเหตุภายนอกเป็นสมุฏฐาน ด้วยประการฉะนี้.

ถามว่า  ชื่อว่า  หิริ  มีอัตตาเป็นอธิบดี  อย่างไร.   ตอบว่า  กุลบุตรบาง

คนในโลกนี้กระทำตนให้เป็นใหญ่ให้เป็นหัวหน้าแล้วคิดว่า      การทำความชั่ว

ไม่สมควรแก่บุคคลผู้บวชด้วยศรัทธา  เป็นพหูสูต  ผู้ปฏิบัติธุดงค์  ผู้เช่นกับเรา

แล้วไม่ทำบาปกรรม   ชื่อว่า  หิริ   มีอัตตาเป็นอธิบดี  อย่างนี้  เพราะเหตุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  บุคคลนั้นกระทำตนเท่านั้นให้เป็นใหญ่  ให้เป็น

หัวหน้าแล้วย่อมละอกุศล   เจริญกุศล   ย่อมละธรรมที่มีโทษ   เจริญธรรมไม่มี

โทษ  ย่อมบริหารตนให้หมดจด  ดังนี้.

ถามว่า   ชื่อว่า   โอตตัปปะ   มีโลกเป็นอธิบดี    อย่างไร   ตอบว่า

กุลบุตรบางคนในโลกนี้กระทำโลกให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้า  แล้วไม่ทำบาป-

กรรม เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่แล  อนึ่ง ในโลกสันนิวาส

ใหญ่แล   ย่อมมีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์    มีทิพยจักษุ    รู้จิตของผู้อื่น

สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมมองเห็นได้แม้แต่ที่ไกล     แม้แต่ที่ใกล้เราก็มองไม่

เห็นท่าน   สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมรู้ชัดซึ่งจิตแม้ด้วยจิต   ท่านแม้เหล่านั้น

จักรู้เราอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงดูกุลบุตรนี้ซิ เขาเป็นผู้มีศรัทธา

ออกจากเรือน   บวชเป็นบรรพชิตผู้ไม่มีเรือน   แต่เกลื่อนกล่นด้วยอกุศลธรรม

อันลามกอยู่   ดังนี้   ถึงเทวดาทั้งหลายที่มีฤทธิ์     มีทิพยจักษุ   รู้ใจผู้อื่นก็มีอยู่


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 339

เทวดาเหล่านั้นย่อมมองเห็นได้แม้แต่ที่ไกล    แม้ท่านอยู่ใกล้พวกเราก็ไม่เห็น

เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ชัดซึ่งจิตแม้ด้วยจิต     ถึงพวกเทวดาเหล่านั้นก็จักรู้เรา

อย่างนี้ว่า  ท่านผู้เจริญทั้งหลาย  จงดูกุลบุตรนี้ซิ  เป็นผู้มีศรัทธาออกจากเรือน

บวชเป็นบรรพชิตผู้ไม่มีเรือน    แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยอกุศลธรรมอันลามก

ทั้งหลายอยู่   ดังนี้   บุคคลนั้นกระทำโลกเท่านั้นให้เป็นใหญ่   เป็นหัวหน้าแล้ว

ย่อมละอกุศล   เจริญกุศล   ย่อมละธรรมที่มีโทษ   เจริญธรรมไม่มีโทษ   ย่อม

บริหารตนให้หมดจด ชื่อว่า โอตตัปปะ มีโลกเป็นอธิบดี ด้วยประการฉะนี้.

ก็บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำว่า  หิริ   อันตั้งขึ้นด้วยสภาวะ   คือ

ความละอาย     และโอตตัปปะอันตั้งขึ้นด้วยสภาวะคือความกลัวต่อไป     คำว่า

ละอาย  ได้แก่  อาการที่น่าละอาย  อธิบายว่า หิริตั้งอยู่โดยสภาวะที่น่าละอาย

นั้น.  คำว่า   กลัว   ได้แก่ กลัวอบาย  อธิบายว่า  โอตตัปปะตั้งอยู่โดยสภาวะ

ที่กลัวนั้น. หิริและโอตตัปปะแม้ทั้ง ๒ นั้น  ย่อมปรากฏในการเว้นจากความชั่ว.

จริงอยู่    คนบางคนก้าวลงสู่ธรรมคือ   ความละอายในภายใน   ย่อมไม่ทำบาป

เหมือนอย่างกุลบุตรบางคนผู้กระทำการถ่ายอุจจาระปัสสาวะเป็นต้น   เห็นบุคคล

แม้คนเดียวที่ตนควรละอายก็พึงถึงอาการละอาย   พึงแอบแล้วเป็นผู้ละอายแล้ว

ไม่ทำการถ่ายอุจจาระปัสสาวะฉะนั้น.    คนบางคนเป็นผู้กลัวต่อภัยในอบายแล้ว

ก็ไม่ทำบาปกรรม.     ในอธิการแห่งหิริและโอตตัปปะนั้น   มีข้ออุปมาดังนี้

เปรียบเหมือนก้อนเหล็ก ๒ ก้อน   ก้อนหนึ่งเย็นแต่เปื้อนคูถ    ก้อนหนึ่งร้อน

ลุกโพลง    บรรดาก้อนเหล็กทั้ง ๒ นั้น       คนฉลาดรังเกียจก้อนเหล็กที่เย็นแต่

เปื้อนคูถจึงไม่จับ       รังเกียจก้อนเหล็กนอกนี้เพราะกลัวความร้อน     ในการ

อุปมานั้น  พึงทราบการที่บุคคลก้าวลงสู่ธรรม  คือความละอายภายในแล้วไม่ทำ

บาปเหมือนคนฉลาดไม่จับก้อนเหล็กเย็นที่เปื้อนคูถเพราะความรังเกียจ.    พึง

ทราบการไม่ทำบาปเพราะกลัวอบาย   เหมือนบุคคลไม่จับก้อนเหล็กร้อนเพราะ

กลัวความร้อน  ฉะนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 340

หิริมีความเคารพเชื่อฟังเป็นลักษณะ    โอตตัปปะมีความกลัวโทษและ

เห็นภัยเป็นลักษณะ   เพราะฉะนั้น  ธรรมทั้ง ๒ แม้นี้จึงปรากฏในการเว้นจาก

บาปเหมือนกัน.  จริงอยู่   คนบางคนยังหิริอันมีความเคารพเชื่อฟังเป็นลักษณะ

ให้ตั้งขึ้นแล้วไม่ทำบาปด้วยเหตุ ๔  คือ  พิจารณาถึงชาติที่เป็นใหญ่  พิจารณาถึง

ศาสดาที่เป็นใหญ่    พิจารณาถึงความเป็นทายาทที่เป็นใหญ่    พิจารณาถึงเพื่อน

พรหมจารีที่เป็นใหญ่  บางคนยังโอตตัปปะอันมีความกลัวโทษและเห็นภัยเป็น

ลักษณะให้ตั้งขึ้นแล้วไม่ทำบาปด้วยเหตุ  ๔  คือ    ภัยเกิดแต่การติเตียนตนเอง

ภัยเกิดเเต่การติเตียนแต่ผู้อื่น  ภัยแต่อาชญา   ภัยแต่ทุคติ.   บรรดาเหตุทั้ง  ๘

เหล่านั้น  บัณฑิตพึงกล่าวถึงการพิจารณาชาติที่เป็นใหญ่เป็นต้น   และภัยมีการ

ติเตียนตนเองเป็นต้นให้พิสดาร.

 

ความหมายของคำว่า  อโลภะ

 

ธรรมที่ชื่อว่า  อโลภะ   เพราะเป็นเหตุให้ไม่โลภ   หรือว่า   ตัวเอง

ไม่โลภ  หรือว่าเป็นเพียงความไม่โลภ.  แม้ในอโทสะและอโมหะก็นัยนี้เหมือน

กัน   บรรดาธรรมทั้ง  ๓  เหล่านั้น      อโลภะมีความที่จิตไม่กำหนัดในอารมณ์

เป็นลักษณะ     หรือมีความที่จิตไม่ติดในอารมณ์เป็นลักษณะเหมือนหยดน้ำ

ไม่ติดบนใบบัว  มีการไม่หวงแหนเป็นรสเหมือนภิกษุพ้นแล้ว   มีการไม่ติดใจ

เป็นปัจจุปัฏฐานเหมือนบุรุษผู้ตกไปในของไม่สะอาด  ฉะนั้น.  อโทสะมีการไม่

ดุร้ายเป็นลักษณะ หรือว่า   มีการไม่พิโรธเป็นลักษณะเหมือนมิตรผู้ช่วยเหลือ

มีการกำจัดความอาฆาตเป็นรส     หรือว่า    มีการกำจัดความเร่าร้อนเป็นรส

เหมือนเนื้อไม้จันทน์  มีความร่มเย็นเป็นปัจจุปัฏฐานเหมือนจันทร์เพ็ญ.  ส่วน

อโมหะพร้อมทั้งลักษณะเป็นต้น   ท่านตั้งบทอธิบายเหมือนปัญญินทรีย์ ตามที่

กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 341

อนึ่ง ในธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น อโลภะเป็นข้าศึกต่อมลทินคือความตระหนี่

อโทสะเป็นข้าศึกต่อมลทินคือความเป็นผู้ทุศีล     อโมหะเป็นข้าศึกต่อความไม่

เจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย   และในบรรดาคุณธรรมเหล่านั้น    อโลภะเป็นเหตุ

แห่งทาน อโทสะเป็นเหตุแห่งศีล  อโมหะเป็นเหตุแห่งภาวนา.  บรรดาคุณธรรม

เหล่านั้น      บุคคลมีความไม่โลภย่อมถือเอาไม่มาก    เพราะผู้โลภจึงถือเอามาก

บุคคลไม่มีโทสะย่อมถือเอาไม่พร่อง   เพราะผู้โทสะประทุษร้ายจึงถือเอาพร่อง

บุคคลไม่มีความหลงย่อมถือเอาไม่วิปริต   เพราะผู้หลงจึงถือเอาวิปริต.

อนึ่ง   ในบรรดาคุณธรรมเหล่านั้น  บุคคลทรงจำโทษที่มีอยู่โดยความ

เป็นโทษ ย่อมเปิดเผยโทษทั้งหลายไปเพราะความไม่โลภ เพราะว่า บุคคลโลภ

แล้วย่อมปกปิดโทษ. บุคคลทรงจำคุณที่มีอยู่โดยความเป็นคุณ ย่อมประกาศคุณ

ทั้งหลายให้เป็นไปเพราะความไม่มีโทสะ   เพราะว่า   บุคคลมีโทสะประทุษร้าย

แล้ว   ย่อมลบหลู่คุณท่าน.   บุคคลทรงจำไว้ซึ่งสภาวะตามความเป็นจริง   โดย

สภาวะตามความเป็นจริง     ย่อมประกาศสภาวะตามความเป็นจริงให้เป็นไป

เพราะความไม่หลง   เพราะว่า   บุคคลหลงย่อมถือเอาสิ่งที่แท้จริง   ว่าเป็นสิ่งที่

ไม่แท้จริง   ถือเอาสิ่งที่ไม่แท้จริง   ว่าเป็นสิ่งที่แท้จริง.

อนึ่ง  ทุกข์มีการพลัดพรากจากของที่รักย่อมไม่มี  เพราะความไม่โลภ

เพราะคนโลภแล้ว   มีสภาวะยึดถือความรัก  และเพราะอดทนต่อการพลัดพราก

ของที่รักไม่ได้.     ทุกข์อันประสบกับของอันไม่เป็นที่รักย่อมไม่มีเพราะความ

ไม่มีโทสะ  เพราะบุคคลมีโทสะประทุษร้าย   แล้วมีสภาวะยึดสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก

และเพราะอดทนต่อการประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักไม่ได้.    ทุกข์มีการไม่ได้สิ่ง

ที่ปรารถนาย่อมไม่มีเพราะความไม่หลง       เพราะบุคคลผู้ไม่หลงมีการเจริญ

พิจารณาอย่างนี้ว่า  พวกท่านพึงได้สิ่งนั้นในที่นี้แต่ที่ไหน  เป็นต้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 342

อนึ่ง  บรรดาคุณธรรมเหล่านี้   ชาติทุกข์ย่อมไม่มีเพราะอโลภะ  เพราะ

อโลภะเป็นปฏิปักษ์ต่อตัณหา  และชาติทุกข์มีตัณหาเป็นมูล.  ชราทุกข์ย่อมไม่มี

เพราะอโทสะ     เพราะบุคคลมีโทสะกล้าเป็นผู้มีสภาวะคือความชราเร็วพลัน.

มรณทุกข์ย่อมไม่มีเพราะอโมหะ   เพราะการตายของบุคคลผู้หลงเป็นทุกข์  แต่

ทุกข์นั้น  ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หลง.

อนึ่ง   การอยู่ร่วมกันเป็นสุขของคฤหัสถ์ทั้งหลายเพราะความไม่โลภ

การอยู่ร่วมกันเป็นสุขของบรรพชิตทั้งหลายเพราะความไม่หลง   การอยู่ร่วมกัน

เป็นสุขของคฤหัสถ์และบรรพชิตแม้ทั้งหมด  เพราะความไม่มีโทสะ.

อนึ่ง  บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น    ว่าโดยพิเศษ  ความเกิดขึ้นในปิตติ-

วิสัยย่อมไม่มีเพราะความไม่โลภ.     จริงอยู่     สัตว์ทั้งหลายโดยมากย่อมเข้าถึง

ปิตติวิสัยเพราะตัณหา  ด้วยว่า  ความไม่โลภเป็นปฏิปักษ์ต่อตัณหา.   ความเกิด

ในนรกย่อมไม่มีเพราะความไม่มีโทสะ.     จริงอยู่    สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงนรก

เช่นกับโทสะ     เพราะความเป็นผู้ดุร้ายด้วยโทสะ   ด้วยว่าอโทสะเป็นปฏิปักษ์

ต่อโทสะ.   การเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานย่อมไม่มีเพราะความไม่หลง   จริงอยู่

บุคคลทั้งหลายผู้หลงเป็นนิตย์ด้วยโมหะย่อมเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน   ด้วยว่า

อโมหะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ.  บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น  อโลภะย่อมไม่ทำความ

เกี่ยวข้องด้วยอำนาจแห่งราคะ   อโทสะย่อมไม่ทำความเกี่ยวข้องด้วยอำนาจแห่ง

โทสะ  อโมหะย่อมไม่ทำความเป็นกลางด้วยอำนาจแห่งโมหะ.

อนึ่ง  ว่าโดยคุณธรรมเหล่านั้นแม้ทั้ง ๓ ย่อมได้สัญญา ๓ เหล่านี้    ตาม

ลำดับ  คือ   เนกขัมมสัญญา  อัพยาปาทสัญญา  อวิหึสาสัญญา   และ

สัญญา ๓ เหล่านี้   คือ  อสุภสัญญา อัปปมาณสัญญา ธาตุสัญญา  ก็การ

เว้นธรรมที่สุดคือกามสุขัลลิกานุโยคย่อมมีเพราะอโลภะ    การเว้นธรรมที่สุดคือ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 343

อัตตกิลมถานุโยคย่อมมีเพราะอโทสะ     การดำเนินไปด้วยข้อปฏิบัติอันเป็น

มัชฌิมาย่อมมีเพราะอโมหะ    อนึ่ง    การทำลายอภิชฌากายคัณฐะย่อมมีเพราะ

อโลภะ การทำลายพยาปาทกายคัณฐะย่อมมีเพราะอโทสะ การทำลายคัณฐะทั้ง ๒

ที่เหลือย่อมมีเพราะอโมหะ   และสติปัฏฐาน  ๒  ข้อเบื้องต้น     ย่อมสำเร็จด้วย

อานุภาพ (ความยิ่งใหญ่) แห่งคุณธรรม ๒ ข้อเบื้องต้น   สติปัฏฐาน ๒ ข้อหลัง

ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งคุณธรรมข้อหลังเท่านั้น.

อนึ่ง  บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น  อโลภะย่อมเป็นปัจจัยแก่ความไม่มีโรค

เพราะบุคคลไม่โลภแล้วย่อมไม่เสพอสัปปายะ  แม้เป็นอารมณ์ของโลภะ  เพราะ

เหตุนั้น    บุคคลผู้ไม่โลภจึงไม่มีโรค.    อโทสะย่อมเป็นปัจจัยแก่ความหนุ่มสาว

เพราะบุคคลไม่มีโทสะประทุษร้ายแล้ว      ก็ไม่ถูกไฟคือโทสะอันนำมาซึ่งความ

เป็นผู้มีหนังเหี่ยวย่น     และผมหงอกแผดเผาอยู่      ย่อมเป็นหนุ่มสาวได้นาน.

อโมหะย่อมเป็นปัจจัยแก่ความมีอายุยืน     เพราะบุคคลผู้ไม่หลงรู้สิ่งที่เป็น

ประโยชน์   และไม่เป็นประโยชน์   ก็เว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์   เสพสิ่งที่เป็น

ประโยชน์  จึงเป็นผู้มีอายุยืน.

อนึ่ง  บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น   อโลภะเป็นปัจจัยแก่โภคสมบัติ  เพราะ

คนไม่โลภแล้วก็เป็นผู้ได้เฉพาะซึ่งโภคะ ด้วยจาคะ.   อโทสะเป็นปัจจัยแก่การได้

มิตตสมบัติ     เพราะเมื่อบุคคลไม่มีโทสะประทุษร้ายแล้ว    ก็ได้มิตรและการไม่

เสื่อมมิตร.    อโมหะเป็นปัจจัยแก่อัตตสมบัติ     เพราะบุคคลไม่หลง    เมื่อทำ

ประโยชน์ของตนนั่นแหละ  ย่อมชื่อว่ายังตนให้ถึงพร้อม.  อโลภะเป็นปัจจัยแก่

ทิพยวิหาร  อโทสะเป็นปัจจัยแก่พรหมวิหาร  อโมหะเป็นปัจจัยแก่อริยวิหาร.

อนึ่ง    บรรดาคุณธรรมเหล่านั้น      บุคคลผู้ดับเข็ญในสัตว์และสังขาร

ทั้งหลายฝ่ายตนได้ด้วยอโลภะ   เพราะสัตว์และสังขารเหล่านั้นพินาศไป   ก็ไม่มี


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 344

ความทุกข์อันมีความเกี่ยวข้องกันเป็นเหตุ  ผู้ดับเข็ญในสัตว์และสังขารทั้งหลาย

ฝ่ายอื่นได้ด้วยอโทสะ.     เพราะบุคคลไม่มีโทสะประทุษร้ายแล้ว     ก็ไม่มีความ

สำคัญแม้ในบุคคลทั้งหลายที่จองเวรกัน.    ผู้ดับเข็ญในสัตว์และสังขารทั้งหลาย

ในฝ่ายความเฉยได้ด้วยอโมหะ.   เพราะคนไม่หลงก็ไม่มีความเกี่ยวข้องทั้งหมด.

การเห็นอนิจจังย่อมมีด้วยอโลภะ     เพราะบุคคลโลภแล้วย่อมไม่เห็นสังขารแม้

ไม่เที่ยงโดยความเป็นไม่เที่ยง โดยมุ่งจะใช้สอย. การเห็นทุกข์ย่อมมีด้วยอโทสะ

เพราะคนมีอัชฌาศัยไม่มีโทสะ    กำหนดสละอาฆาตวัตถุได้แล้วย่อมเห็นสังขาร

นั่นแหละ  โดยความเป็นทุกข์.   การเห็นอนัตตาย่อมมีด้วยอโมหะ   เพราะคน

ไม่หลงเป็นผู้ฉลาดในการถือเอาสภาวะตามความเป็นจริง    ย่อมรู้ขันธ์  ๕  ซึ่ง

มิใช่ผู้เป็นใหญ่โดยมิใช่ผู้เป็นใหญ่. การเห็นอนิจจังเป็นต้น   ย่อมมีด้วยคุณธรรม

๓ เหล่านั้น  ฉันใด   แม้คุณธรรม ๓ เหล่านั้น  ก็ย่อมมีด้วยการเห็นอนิจจังเป็นต้น

ฉันนั้นเหมือนกัน.    จริงอยู่    ความไม่โลภย่อมมีเพราะการเห็นอนิจจลักษณะ

ความไม่โกรธย่อมมีเพราะการเห็นทุกขลักษณะ    ความไม่หลงย่อมมีเพราะการ

เห็นอนัตตลักษณะ.   เพราะว่า  ชื่อว่าใครรู้โดยชอบว่า   สิ่งนี้เป็นของไม่เที่ยง

ดังนี้แล้ว    พึงให้ความรักเกิดขึ้นเพื่อต้องการสิ่งไม่เที่ยงนั้น   หรือรู้อยู่ว่านี้เป็น

ทุกข์ในสังขารดังนี้แล้ว.    พึงยังความทุกข์ที่เกิดจากความโกรธจัด    แม้อื่นให้

เกิดซ้ำอีกทีเดียว   และรู้ถึงความว่างเปล่าแห่งอัตตาแล้ว    ก็พึงถึงความหลงใหล

อีกเล่า   ดังนี้.

 

ความหมายของคำว่า  อนภิชฌา

 

ธรรมที่ชื่อว่า   อนภิชฌา  เพราะไม่เพ่งเล็ง.   ชื่อว่า   อัพยาบาท

เพราะยังสุขทางกายสุขทางใจ     ประโยชน์ในโลกนี้     ประโยชน์ในโลกหน้า

และการได้เกียรติ  ที่ได้เฉพาะแล้วด้วยอานุภาพแห่งความดีไม่ให้พินาศ.  ชื่อว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 345

สัมมาทิฏฐิ  เพราะย่อมเห็นโดยชอบ  หรือเห็นอันงาม.    คำว่า  อนภิชฌา

เป็นต้นเหล่านั้นเป็นชื่อของธรรมมีความไม่โลภเป็นต้นนั่นแหละ ก็ธรรมเหล่านี้

พึงทราบว่า    ในตอนต้นท่านถือเอาด้วยสามารถแห่งความเป็นมูล    ในที่นี้พึง

ทราบว่า  ท่านถือเอาด้วยสามารถแห่งกรรมบถ.

แม้หิริและโอตตัปปะก็พึงทราบว่า     ในตอนต้นท่านถือเอาด้วย

อำนาจแห่งความเป็นพละ    ในที่นี้พึงทราบด้วยอำนาจแห่งโลกบาล.    จริงอยู่

ธรรมทั้ง ๒ นี้ย่อมรักษาโลก  เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สุกกธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้   ย่อมรักษาโลก   ธรรม

๒ ประการเป็นไฉน คือ  หิริและโอตตัปปะ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุกกธรรม

๒ เหล่านี้แลย่อมรักษาโลก   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ถ้าสุกกธรรม ๒ เหล่านี้ ไม่

พึงคุ้มครองโลกไซร้   ในโลกนี้ก็ไม่พึงปรากฏ   คำว่า  แม่  น้า  ป้า  ภรรยา

ของอาจารย์    หรือภรรยาของครู    ชาวโลกจักถึงแล้วซึ่งการปะปนกันเหมือน

อย่างพวกแพะ  แกะ  ไก่   สุกร  สุนัขบ้าน  สุนัขจิ้งจอก  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็เพราะสุกกธรรมทั้ง  ๒  เหล่านี้ย่อมคุ้มครองโลก  ฉะนั้น   จึงยังปรากฏคำว่า

แม่  น้า   ป้า  ภรรยาของอาจารย์  หรือภรรยาของครู  ดังนี้.

 

ความหมายของยุคลธรรม

 

ความสงบกายชื่อว่า  กายปัสสัทธิ  ความสงบจิตชื่อว่า จิตตปัสสัทธิ

คำว่า  กาย    ในคำว่า  กายปัสสัทธินี้  ได้แก่ ขันธ์  ๓ มีเวทนาขันธ์เป็นต้น

อนึ่ง    ปัสสัทธิธรรมทั้ง ๒ แม้เหล่านี้รวมกันแล้ว    พึงเห็นว่ากายปัสสัทธิและ

จิตตปัสสัทธิ     มีการระงับความกระวนกระวายทางกายและทางจิตเป็นลักษณะ

มีการกำจัดความกระวนกระวายทางกายและจิตเป็นรส      มีการเยือกเย็นไม่


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 346

เร่าร้อนแห่งกายและจิตเป็นปัจจุปัฏฐาน  มีกาย  (เจตสิก)  และจิตเป็นปทัฏฐาน

เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส  มีอุทธัจจะอันกระทำความไม่สงบเป็นต้นแห่งกายและจิต.

ความเบาแห่งกาย    ชื่อว่า    กายลหุตา.    ความเบาแห่งจิต     ชื่อว่า

จิตตลหุตา.   ลหุตาทั้ง ๒ นั้น   พึงเห็นว่า   มีความสงบความหนักกายและจิต

เป็นลักษณะ  มีการกำจัดความหนักกายและจิตเป็นรส  มีความไม่ชักช้าแห่งกาย

และจิตเป็นปัจจุปัฏฐาน     มีกายและจิตเป็นปทัฏฐาน     เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส

มีถีนมิทธะเป็นต้นที่กระทำความหนัก.

ความอ่อนแห่งกาย  ชื่อว่า   กายมุทุตา.    ความอ่อนแห่งจิต   ชื่อว่า

จิตตมุทุตา.  กายและจิตตมุทุตาเหล่านั้น   มีความสงบความกระด้างกายและจิต

เป็นลักษณะ   มีการกำจัดความกระด้างกายและจิตเป็นรส   มีการไม่คับแค้นใจ

เป็นปัจจุปัฏฐาน  มีกายและจิตเป็นปทัฏฐาน  พึงเห็นว่า  เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส

มีทิฏฐิและมานะเป็นต้น   อันการทำความที่กายและจิตให้กระด้าง.

ความควรแก่การงานของกาย    ชื่อว่า  กายกัมมัญญตา   ความควร

แก่การงานของจิต  ชื่อว่า   จิตตกัมมัญญตา.  กัมมัญญตาทั้ง ๒  นั้น  มีการ

เข้าไปสงบความไม่ควรแก่การงานของกายและจิตเป็นลักษณะ   มีการกำจัดการ

ไม่ควรแก่การงานของกายและจิตเป็นรส    มีการถึงพร้อมด้วยการทำกายและจิต

สมควรแก่อารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน    มีกายและจิตเป็นปทัฏฐาน    พึงเห็นว่า

เป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์ที่เหลือ     อันกระทำความไม่ควรแก่การงานของกายและ

จิต.   และพึงเห็นกัมมัญญตาทั้ง  ๒ นั้น   เป็นธรรมนำมาซึ่งความเลื่อมใส   ใน

วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสทั้งหลาย      เป็นการนำมาซึ่งความเกษม

เหมาะสมในการทำประโยชน์เกื้อกูลดุจความหมดจดแห่งทอง   ฉะนั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 347

ความเป็นแห่งการคล่องแคล่วของกาย ชื่อว่า กายปาคุญญตา ความ

เป็นแห่งการคล่องแคล่วของจิต  ชื่อว่า  จิตตปาคุญญตา.  ปาคุญญตาทั้ง  ๒

นั้น    มีการไม่ขัดข้องของกายและจิตเป็นลักษณะ   มีการกำจัดความขัดข้องของ

กายและจิตเป็นรส     มีการปราศจากโทษเป็นปัจจุปัฏฐาน    มีกายและจิตเป็น

ปทัฏฐาน พึงเห็นว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส   คือความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น

อันกระทำความขัดข้องของกายและจิต.

ความตรงของกาย    ชื่อว่า    กายุชุกตา    ความตรงของจิต    ชื่อว่า

จิตตุชุกตา.  อุชุกตาทั้ง  ๒ นั้น     มีการตรงของกายและจิตเป็นลักษณะ  มีการ

กำจัดการคดของกายและจิตเป็นรส  มีการซื่อตรงของกายและจิตเป็นปัจจุปัฏฐาน

มีกายและจิตเป็นปทัฏฐาน    พึงทราบว่า    เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส   มีมายาและ

สาเถยยะเป็นต้น    อันกระทำความคดโค้งของกายและจิต.

ธรรมที่ชื่อว่า  สติ  เพราะระลึก  ชื่อว่า  สัมปชัญญะ     เพราะรู้ตัว

อธิบายว่า ย่อมรู้โดยประการต่าง ๆ รอบด้าน ก็บรรดาธรรมทั้ง ๒ นั้น  พึงทราบ

สัมปชัญญะ   ๔  ประเภทเหล่านี้   คือ  สาตถกสัมปชัญญะ    สัปปายสัมปชัญญะ

โคจรสัมปชัญญะ  อสัมโมหสัมปชัญญะ   ส่วนธรรมมีลักษณะเป็นต้นของสติและ

สัมปชัญญะเหล่านั้น    พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในสตินทรีย์  และปัญญินทรีย์นั่น-

แหละ  คู่ธรรมนี้     ตรัสไว้ในหนหลังแล้ว    ในที่นี้ตรัสไว้อีกด้วยสามารถแห่ง

ความเป็นธรรมมีอุปการะด้วยประการฉะนี้.

ธรรมที่ชื่อว่า สมถะ เพราะสงบธรรมที่เป็นข้าศึกมีกามฉันทะเป็นต้น.

ชื่อว่า  วิปัสสนา  เพราะเห็นธรรมทั้งหลายโดยอาการต่าง ๆ  ด้วยสามารถแห่ง

ความไม่เที่ยงเป็นต้น  โดยอรรถะวิปัสสนานี้ก็คือปัญญานั่นเอง.  ธรรมมีลักษณะ

เป็นต้นแห่งสมถะและวิปัสสนาแม้เหล่านั้นมีเนื้อความตามที่กล่าวไว้แล้วในหน-


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 348

หลังนั่นแล    แต่ถือเอาในที่นี้อีกด้วยสามารถแห่งธรรมยุคนัทธะ  (ธรรมเนื่อง

กันเหมือนแอก).

ธรรมที่ชื่อว่า    ปัคคาหะ   เพราะประคองสหชาตธรรม.    ที่ชื่อว่า

อวิกเขปะ  เพราะความไม่ฟุ้งซ่านโดยปฏิปักษ์ต่อความฟุ้งซ่าน  คือ  อุทธัจจะ

ธรรมมีลักษณะเป็นต้น  แม้แห่งธรรมทั้ง ๒ นี้  กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ

ก็ธรรมทั้ง  ๒ นี้  พึงทราบว่าถือเอาในที่นี้เพื่อการประกอบวิริยะและสมาธิแล.

 

อธิบายคำว่า  เยวาปนกนัย

 

คำว่า เยวาปน  ตสฺมึ  สมเย  อญฺเปิ  อตฺถิ  ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา

อรูปิโน  ธมฺมา  อิเม  ธมฺมา กุสลา  (ก็หรือว่า  ในสมัยนั้น  ธรรมที่มิใช่

รูป  ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น    แม้อื่นใดมีอยู่  ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  กุศล)

พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

กุศลธรรมเกิน ๕๐ (ปโรปณฺณาสธมฺมา) เหล่านี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงยกขึ้นแสดงโดยลำดับว่า  ผัสสะย่อมมี   ฯลฯ  อวิกเขปะย่อมมีอย่างเดียว

ก็หาไม่  โดยที่แท้ทรงแสดงว่า  ในสมัยใด  มหาจิตเป็นอสังขาริก   ดวงที่หนึ่ง

สหรคตด้วยโสมนัสสติเหตุกะฝ่ายกามาวจรย่อมเกิดขึ้น    ในสมัยนั้น     ธรรมแม้

เหล่าอื่นที่เป็นเยวาปนกธรรม  ที่สัมปยุตด้วยธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ    มีผัสสะ

เป็นต้น   ซึ่งอาศัยปัจจัยอันสมควรแก่ตน ๆ เกิดขึ้น  ชื่อว่า อรูป  เพราะความ

ไม่มีรูป  ซึ่งกำหนดได้โดยสภาวะ  ธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมดเป็นกุศล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ธรรมราชาครั้นแสดงธรรมเกิน ๕๐ ที่ยกขึ้นไว้ใน

บาลีด้วยอำนาจแห่งส่วนประกอบของจิตด้วยพุทธพจน์มีประมาณเท่านี้แล้วจึง

ทรงแสดงธรรม  ๙  อย่าง   แม้อื่นอีกด้วยสามารถแห่งเยวาปนกธรรม.  จริงอยู่

บรรดาบทพระสูตรเหล่านั้น  ๆ ธรรม ๙  เหล่านี้ย่อมปรากฏ   คือ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 349

ฉันทะ ๑  อธิโมกข์  ๑  มนสิการ  ๑  ตัตรมัชฌัตตตา  ๑  กรุณา  ๑

มุทุตา ๑  กายทุจริตวิรัติ ๑  วจีทุจริตวิรัติ ๑  มิจฉาชีววิรัติ ๑.

อนึ่ง  ในมหาจิตดวงที่หนึ่งแม้นี้     ฉันทะในกุศลธรรมของความเป็น

ผู้ใคร่เพื่อกระทำก็มีอยู่   แต่ไม่ได้ยกไว้ในพระบาลีด้วยอำนาจแห่งส่วนประกอบ

ของจิต    ในที่นี้     ฉันทะนั้นท่านจึงถือเอาด้วยสามารถแห่งเยวาปนกธรรม.

อธิโมกข์ก็มี   มนสิการ    ตัตรมัชฌัตตตา    และบุรพภาคของเมตตาก็มี   เมื่อ

อโทสะทรงถือเอาแล้ว      บุรพภาคของเมตตานั้นก็เป็นอันถือเอาด้วยเหมือนกัน

ถึงบุรพภาคของกรุณา  บุรพภาคของมุทิตา  บุรพภาคของอุเบกขาก็มี   แต่เมื่อ

ตัตรมัชฌัตตตาทรงถือเอาแล้ว      บุรพภาคของอุเบกขานั้นก็ย่อมเป็นอันถือเอา

แล้วโดยแท้    สัมมาวาจาก็มี    สัมมากัมมันตะก็มี    สัมมาอาชีวะก็มี     แต่ท่าน

ไม่ได้ยกขึ้นไว้ในบาลีด้วยสามารถแห่งส่วนประกอบของจิต  ในที่นี้    ธรรมมี

สัมมาวาจาเป็นต้น   แม้นั้นก็ถือเอาด้วยอำนาจแห่งเยวาปนกธรรม  แต่ในบรรดา

ธรรม ๙ อย่างเหล่านั้น   ธรรม  ๔  อย่าง  ที่ได้ในขณะเดียวกัน   คือ  ฉันทะ  ๑

อธิโมกข์ ๑  มนสิการ ๑  ตัตรมัชฌัตตตา ๑  ที่เหลือนอกนั้นได้ในขณะต่างกัน.

เหมือนอย่างว่า    บุคคลย่อมละมิจฉาวาจาด้วยจิตดวงนี้    ย่อมบำเพ็ญ

สัมมาวาจาด้วยอำนาจวิรัติ   ในกาลใด  ในกาลนั้น     ธรรม ๕ อย่างเหล่านั้น  คือ

ธรรม ๔ มีฉันทะเป็นต้น    และสัมมาวาจาย่อมเกิดในขณะเดียวกัน.    เมื่อใด

บุคคลย่อมละมิจฉากัมมันตะ   ย่อมบำเพ็ญสัมมากัมมันตะด้วยอำนาจวิรัติ   ฯลฯ

ย่อมละมิจฉาอาชีวะ  ย่อมบำเพ็ญสัมมาอาชีวะด้วยอำนาจวิรัติ ฯลฯ เมื่อใดกระทำ

บริกรรมด้วยกรุณา ฯลฯ ทำบริการด้วยมุทิตา  ในกาลนั้น    ธรรม ๕ เหล่านี้

ย่อมเกิดในขณะเดียวกัน  คือ   ธรรม  ๔  อย่างมีฉันทะเป็นต้น    และบุรพภาค

ของมุทิตา.  ก็นอกจากนี้แล้ว    เมื่อบุคคลให้ทาน    บำเพ็ญศีล    เจริญภาวนา


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 350

ย่อมได้ธรรม ๔ อย่าง   (ฉันทะ  อธิโมกข์  มนสิการ ตัตรมัชฌัตตตา)  ซึ่งเป็น

ส่วนประกอบที่แน่นอน.

 

อธิบายฉันทะเป็นต้น

 

บรรดาเยวาปนกธรรมทั้ง ๙ เหล่านี้  ดังที่พรรณนามานี้ คำว่า ฉันทะ

เป็นชื่อของกัตตุกัมยตา    เพราะฉะนั้น      ฉันทะนั้น     จึงมีความเป็นผู้ใคร่

เพื่อจะทำเป็นลักษณะ  มีการแสวงหาอารมณ์เป็นกิจ  มีการต้องการอารมณ์เป็น

ปัจจุปัฏฐาน   อารมณ์ของฉันทะนั้นนั่นแหละเป็นปทัฏฐาน    ก็ฉันทะนี้ในการ

ยึดอารมณ์   บัณฑิตพึงเห็นเหมือนจิตเหยียดมือออกไป.

ความน้อมใจเชื่อ   ชื่อว่า   อธิโมกข์  อธิโมกข์นั้นมีการตกลงใจเป็น

ลักษณะ  มีการไม่ส่ายไปเป็นรส  มีการตัดสินเป็นปัจจุปัฏฐาน  มีธรรมที่พึงตกลง

ใจเป็นปทัฏฐาน อธิโมกข์นี้พึงเห็นเหมือนเสาเขื่อนเพราะความไม่หวั่นไหวใน

อารมณ์.

การกระทำ    ชื่อว่า    การะ    การกระทำไว้ในใจชื่อว่า   มนสิการ

ธรรมที่ชื่อว่า  มนสิการ   เพราะทำใจให้ขึ้นสู่วิถีจากภวังคจิต.  มนสิการนี้นั้น

มี ๓ ประการ  คือ

อารัมมณปฏิปาทกะ  (สังขารขันธ์)

วิถีปฏิปาทกะ  (ปัญจทวาราวัชชนจิต)

ชวนปฏิปาทกะ  (มโนทวาราวัชชนจิต).

บรรดามนสิการทั้ง  ๓  นั้น     มนสิการที่ทำจิตให้รับอารมณ์    ชื่อว่า

มนสิการ   เพราะกระทำไว้ในใจ.  มนสิการที่ทำจิตให้รับอารมณ์นั้น   มีการ

ทำสัมปยุตตธรรมให้รับอารมณ์เป็นลักษณะ    มีการประกอบสัมปยุตธรรม