พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 201

กิเลสไว้ในวัฏฏะ    ด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิ.    ธรรมนอกจากนั้น    ไม่ชื่อว่า

คัณฐะ  ธรรมที่ชื่อว่า    คัณฐนิยะ    เพราะอรรถว่า   ถูกคัณฐธรรมผูกไว้ด้วย

สามารถกระทำให้เป็นอารมณ์  คำที่เหลือ  พึงประกอบความโดยนัยที่กล่าวแล้ว

ในเหตุโคจฉกะนั่นแหละ    แต่คำที่เหลือนอกจากที่ตรัสไว้    แม้ในทุกะอื่นจาก

ทุกะเหล่านั้น  พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในทุกะนั้น ๆ นั่นแหละเหมือนตรัสไว้ใน

ทุกะนี้.

 

ว่าด้วยโอฆโคจฉกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในโอฆโคจฉกะ  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า  โอฆะ  เพราะอรรถว่า  ย่อมท่วมทับ  คือยังสัตว์มีกิเลส

ให้จมลงในวัฏฏะ   ที่ชื่อว่า   โอฆนิยะ   เพราะถูกโอฆธรรมทั้งหลายให้ก้าวล่วง

โดยทำให้เป็นอารมณ์  พึงก้าวล่วง    พึงทราบโอฆนิยธรรมว่าเป็นอารมณ์ของ

โอฆะทั้งหลายนั่นเอง.

 

ว่าด้วยโยคโคจฉกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในโยคโคจฉกะ  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า  โยคะ  เพราะประกอบสัตว์ผู้มีกิเลสไว้ในวัฏฏะ พึงทราบ

โยคนิยธรรม  เหมือนโอฆนิยธรรม.

 

ว่าด้วยนีวรณโคจฉกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในนีวรณโคจฉกะ  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า นิวรณ์ เพราะกั้น  คือ หุ้มห่อจิตไว้  พึงทราบนีวรณิย-

ธรรม  ดุจสัญโญชนิยธรรม.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 202

ว่าด้วยปรามาสโคจฉกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในปรามาสโคจฉกะ  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า   ปรามาสะ    เพราะอรรถว่า    ย่อมยึดถือโดยความเป็น

อย่างอื่น    เพราะเป็นไปด้วยอำนาจที่ก้าวล่วงอาการแห่งธรรมทั้งหลายที่มีความ

ไม่เที่ยงเป็นต้น    ตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมเที่ยงเป็นต้น    ชื่อว่า  ปรามัฏฐ-

ธรรม   เพราะปรามาสธรรมทั้งหลายยึดถือไว้ด้วยการกระทำให้เป็นอารมณ์.

 

ว่าด้วยมหันตรทุกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งมหันตรธรรม  ต่อไป

ธรรมเหล่าใด  ย่อมเป็นไปพร้อมกับอารมณ์ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่า

นั้นจึงชื่อว่า  สารัมมณะ  เพราะไม่ยึดอารมณ์ก็เป็นไปไม่ได้.   อารมณ์ของธรรม

เหล่านั้นไม่มี  เพราะเหตุนั้น   ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า  อนารัมมณะ.

ธรรมที่ชื่อว่า  จิต   เพราะอรรถว่าคิด    อีกอย่างหนึ่ง    ชื่อว่า จิต

เพราะอรรถว่าวิจิตร.  ธรรมที่ประกอบโดยไม่พรากจากกัน    ชื่อว่า   เจตสิก.

ธรรมที่เกี่ยวข้องกับจิตตั้งแต่เกิดจนแตกดับ   โดยการเข้าไปประกอบกันเป็นนิตย์

ชื่อว่า  จิตตสังสัฏฐะ  ธรรมแม้เมื่อเป็นไปพร้อมกับจิต    แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจิต

เพราะการไม่เข้าไปประกอบกันเป็นนิตย์   ชื่อว่า  วิสังสัฏฐะ.

จิตเป็นสมุฏฐานของธรรมเหล่านั้น      เพราะเหตุนั้น     ธรรมเหล่านั้น

จึงชื่อว่า    จิตตสมุฏฐาน.    ธรรมที่เกิดพร้อมกัน   ชื่อว่า  สหภู   ธรรมที่เกิด

พร้อมกับจิต   ชื่อว่า   จิตตสหภู.  ธรรมที่คล้อยตามกันไป   ชื่อว่า   อนุปริวัตติ

คล้อยตามอะไร คล้อยตามจิต การคล้อยไปตามจิต   ชื่อว่า จิตตานุปริวัตติธรรม.

ธรรมเหล่านั้น    ชื่อว่า  จิตตสังสัฏฐสมุฏฐาน  เพราะระคนด้วยจิตและ

มีจิตเป็นสมุฏฐาน   ธรรมที่ชื่อว่า  จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู    เพราะระคนด้วย


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 203

จิต  มีจิตเป็นสมุฏฐาน   และเกิดพร้อมกับจิต.    ธรรมที่ชื่อว่า    จิตตสังสัฏฐ-

สมุฏฐานานุปริวัตติ  เพราะระคนด้วยจิต  มีจิตเป็นสมุฏฐาน  และคล้อยตามจิต

บททั้งหมดที่เหลือพึงทราบโดยการปฏิเสธบทที่กล่าวแล้ว.

ธรรมที่เป็นภายในนั่นแหละ  ชื่อว่า  อัชฌัตติกธรรม   ตามที่กล่าวไว้

ในอัชฌัตตติกะ    ในที่นี้หมายเอาอัชฌัตตัชฌัตตธรรม     (คืออัชฌัตตายตนะ

ธรรมภายนอกจากนั้น   ชื่อว่า  พาหิระ.   ธรรมที่ชื่อว่า  อุปาทา   เพราะอาศัย

ภูตรูปทั้งหลายเกิดขึ้น    แต่มิใช่เหมือนภูตผีที่สิงอาศัย.   ธรรมที่ไม่อาศัยภูตรูป

เกิดขึ้น  ชื่อว่า   อนุปาทา.

 

ว่าด้วยอุปทานโคจฉกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในอุปาทานโคจฉกะ  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า อุปาทาน เพราะยึดอย่างยิ่ง คือยึดมั่นคง  ธรรมนอกจาก

อุปาทานนั้น    ไม่ชื่อว่า  อุปาทาน.

 

ว่าด้วยกิเลสโคจฉกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยโนกิเลสโคจฉกะ  ต่อไป

อรรถแห่งกิเลสโคจฉกะ      พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในสังกิลิฏฐติกะ

นั้นแล.

 

ว่าด้วยปิฏฐิทุกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งปิฏฐิธรรมต่อไป

ธรรมเหล่าใด   ย่อมท่องเที่ยวไป   (อาศัยอยู่)  ในกาม  เพราะเหตุนั้น

ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า  กามาวจร.   ชื่อว่า  รูปาวจร  เพราะท่องเที่ยวไปในรูป.

ชื่อว่า  อรูปาวจร  เพราะท่องเที่ยวไปในอรูป.   ในทุกะนี้มีสังเขปเพียงนี้  ส่วน

ความพิสดารจักมีแจ้งข้างหน้า.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 204

ธรรมเหล่าใด  นับเนื่องในสังสารหยั่งลงภายใน  ในวัฏฏะอันเป็นไปใน

ภูมิ ๓  เพราะฉะนั้น      ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า   ปริยาปันนะ   ธรรมที่ไม่นับ

เนื่องในวัฏอันเป็นภูมิ ๓ นั้น   ชื่อว่า  อปริยาปันนะ.

ธรรมเหล่าใด  ตัดมูลแห่งวัฏฏะกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ออก

ไปจากวัฏฏะ   เพราะฉะนั้น     ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า  นิยยานิกะ  ธรรมที่ไม่

นำออกไปโดยลักษณะนี้   ชื่อว่า  อนิยยานิกะ.

ธรรมที่ชื่อว่า   นิยตะ   เพราะให้ผลแน่นอนในลำดับแห่งจุติ     หรือ

ความเป็นไปของตน. ธรรมที่ไม่ให้ผลแน่นอนเหมือนอย่างนั้น  ชื่อว่า อนิยตะ.

ธรรมที่ชื่อว่า  อุตตระ  เพราะย่อมข้ามพ้น  คือ  ย่อมละธรรมเหล่าอื่น

ไป.  ที่ชื่อว่า สอุตตระ  เพราะมีอุตตรธรรมอันสามารถเพื่ออันข้ามพ้นตนขึ้น

ไป.  ที่ชื่อว่า  อนุตตรธรรม  เพราะอุตตรธรรมของธรรมเหล่านั้นไม่มี.

ธรรมเหล่าใด   ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้ร้องไห้   เพราะเหตุนั้น    ธรรม

เหล่านั้นจึงชื่อว่า รณะ คำว่า รณธรรม นี้เป็นชื่อของกิเลสมีราคะเป็นต้นที่สัตว์

ทั้งหลายถูกกิเลสครอบงำแล้ว   ย่อมร้องไห้คร่ำครวญโดยประการต่าง ๆ  ธรรม

ที่ชื่อว่า  สรณะ  เพราะมีรณธรรมด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะ  และด้วยสามารถ

แห่งการตั้งอยู่ในฐานเดียวกันแห่งการละ     ธรรมที่ชื่อว่า    อสรณะ    เพราะ

สรณธรรมของธรรมเหล่านั้น  ไม่มีอยู่โดยอาการนั้น.

 

ว่าด้วยสุตตันตติกทุกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒  แห่งสุตตันตมาติกา ต่อไป.

ธรรมเหล่าใด ย่อมเสพวิชชาด้วยสามารถแห่งสัมปโยคะ เพราะเหตุนั้น

ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า  วิชชาภาคี.   อีกอย่างหนึ่ง  ธรรมเหล่าใดย่อมยังส่วน

แห่งวิชชาให้เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา    เพราะเหตุนั้น    ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 205

วิชชาภาคี. ในวิชชาภาคีนั้น  วิชชามี ๘ คือ วิปัสสนาญาณ ๑  มโนมยิทธิ ๑

อภิญญา ๖. ว่าด้วยอรรถแรก ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิชชาเหล่านั้น    ชื่อว่า วิชชา-

ภาคี. ว่าด้วยอรรถหลัง บรรดาวิชชา ๘ เหล่านั้น  วิชชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า

วิชชา.  วิชชาทั้งหลายที่เหลือเป็นวิชชาภาคี  เพราะฉะนั้น   วิชชาก็ดี  ธรรมที่

สัมปยุตด้วยวิชชาก็ดี พึงทราบว่าเป็นวิชชาภาคีนั่นแหละ แต่ในสุตตันติกทุกะใน

ที่นี้ ท่านประสงค์เอาสัมปยุตตธรรม. ธรรมเหล่าใดย่อมเสพอวิชชาด้วยสามารถ

แห่งสัมปโยคะ เพราะเหตุนั้น   ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า  อวิชชาภาคี.  แม้ธรรม

ที่ยังส่วนแห่งอวิชชาให้เป็นไปในหมวดแห่งอวิชชา    ก็ชื่อว่า    อวิชชาภาคี.

ในอวิชชาภาคีนั้น   อวิชชามี ๔ คือ  ความมืดอันปิดบังทุกข์  ความมืดที่ปิดบัง

สมุทัยเป็นต้น  ๓.   แม้ธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชาเหล่านั้น    ชื่อว่า  อวิชชาภาคี

โดยนัยแรกนั่นแหละ  บรรดาอวิชชาเหล่านั้น   อวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า

อวิชชา  (โดยนัยหลัง)  อวิชชาที่เหลือ   ชื่อว่า   อวิชชาภาคี    เพราะฉะนั้น

อวิชชาอย่างนี้ก็ดี     ธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชาก็ดี    พึงทราบว่า   อวิชชาภาคี

นั่นแหละ.   ก็ในทุกะนี้ท่านประสงค์เอาธรรมที่สัมปยุตกัน

ธรรมที่ชื่อว่า   วิชชูปมะ   เพราะเปรียบด้วยสายฟ้าเหตุที่ไม่สามารถ

เพื่อกำจัดความมืด คือ กิเลสได้ด้วยความครอบงำอีก.  ที่ชื่อว่า วชิรูปมธรรม

เพราะธรรมเหล่านั้นเปรียบด้วยเพชร     เหตุที่สามารถกำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง

ที่ชื่อว่า พาลธรรม เพราะเป็นธรรมตั้งอยู่ในพาลทั้งหลายโดยอุปจารแห่งธรรม

ที่พาลตั้งอยู่. ที่ชื่อว่า ปัณฑิตธรรม เพราะเป็นธรรมตั้งอยู่ในบัณฑิตทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า พาลธรรม เพราะกระทำให้เป็นคนโง่. หรือชื่อว่า ปัณฑิต-

ธรรม เพระกระทำให้เป็นคนฉลาด.  ธรรมดำกระทำจิตไม่ให้มีความประภัสสร

ชื่อว่า กัณหธรรม.  ธรรมขาวกระทำจิตให้มีความประภัสสร ชื่อว่า สุกกธรรม.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 206

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กัณหธรรม เพราะเหตุที่กำเนิดดำ หรือชื่อว่า สุกกธรรม

เพราะเหตุที่กำเนิดขาว.  ที่ชื่อว่า  ตปนียธรรม   เพราะย่อมเดือดร้อนในโลกนี้

และโลกหน้า   ธรรมที่มิใช่ตปนียธรรม  ชื่อว่า  อตปนียธรรม.

ทุกะ ๓   มีอธิวจนทุกะเป็นต้น     ว่าโดยอรรถไม่มีการกระทำที่ต่างกัน

ในอธิวจนทุกะเป็นต้นนี้    ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้น    จริงอยู่     คำว่า

สิริวฑฺฒโก   ธนวฑฺฒโก  เป็นต้นที่กระทำเพียงถ้อยคำเท่านั้น    ให้เป็นใหญ่

เป็นไป ชื่อว่า อธิวจนะ ธรรมที่เป็นคลองแห่งชื่อทั้งหลาย ชื่อว่า อธิวจนปถะ

คำพูดที่ท่านกล่าวอยู่กระทำให้มีเหตุโดยพิสดารอย่างนี้ว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ธรรมใดย่อมปรุงแต่ง  เพราะฉะนั้น  ธรรมนั้นจึงเรียกว่า  สังขาร ดังนี้ ชื่อว่า

นิรุตติ.   คลองแห่งนิรุตติธรรมทั้งหลาย  เรียกว่า  นิรุตติปถธรรม.  ธรรมที่

ชื่อว่า ปัญญัตติ  เพราะการแจ้งให้ทราบโดยประการนั้น ๆ  อย่างนี้ว่า   ตกฺโก

(การตรึก) วิตกฺโก (วิตก) กปฺโป  (ความดำริ). ทางแห่งบัญญัตติทั้งหลาย

เรียกว่า  ปัญญัตติปถธรรม  ในที่นี้แม้จะกล่าวทุกะหนึ่ง   ก็พึงทราบประโยชน์

ในถ้อยคำโดยนัยที่กล่าวแล้ว  ในเหตุโคจฉกะนั่นแหละ.

 

ว่าด้วยนามรูปทุกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒  แห่งนามรูปต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า  นาม  เพราะอรรถว่า  การตั้งชื่อ  หรือเพราะอรรถว่า

น้อมไป หรือว่าเพราะอรรถว่าการให้น้อมไป.  ธรรมที่ชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่า

แตกสลายไป   ในสุตตันติกทุกะนี้   มีสังเขปเพียงนี้   ส่วนความพิสดาร   นาม

ธรรมจักแจ่มแจ้งในนิกเขปกัณฑ์.

ความไม่รู้ในสัจจะทั้งหลายมีทุกขสัจจะเป็นต้น   ชื่อว่า  อวิชชา ความ

ปรารถนาในภาวะ  ชื่อว่า  ภวตัณหา.    สัสสตะ (เที่ยง)   ท่านเรียกว่า   ภวะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 207

ในบทว่า ภวทิฏฺ ดังนี้  คือทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความเห็นว่าเที่ยง.

ความขาดสูญ  ท่านเรียกว่า  วิภวะ  ในบทว่า วิภวทิฏฺ ดังนี้  คือ  ทิฏฐิอัน

เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความขาดสูญ.    ทิฏฐิที่เป็นไปว่า    อัตตาและโลกเที่ยง

ชื่อว่า สัสสตทิฏฐิ.  ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกขาดสูญ ดังนี้  ชื่อว่า

อุจเฉททิฏฐิ.  ทิฏฐิที่เป็นไปว่า  อัตตาและโลกมีที่สุด ดังนี้ ชื่อว่า อันตวา-

ทิฏฐิ.  ทิฏฐิที่เป็นไปว่า อัตตาและโลกไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้  ชื่อว่า อนันตวาทิฏฐิ.

ทิฏฐิที่คล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต   ชื่อว่า  ปุพพันตานุทิฏฐิ.  ทิฏฐิที่คล้อยตาม

ขันธ์ส่วนอนาคต   ชื่อว่า  อปรันตานุทิฏฐิ.

ความไม่ละอายท่านให้พิสดารอย่างนี้ว่า     กรรมอันใดอันบุคคลควร

ละอาย   ย่อมไม่ละอาย   กรรมนั้นชื่อว่า   อหิริกะ  อาการที่ไม่เกรงกลัวท่าน

ให้พิสดารไว้อย่างนี้ว่า   กรรมใด   อันบุคคลควรเกรงกลัว    ย่อมไม่เกรงกลัว

กรรมนั้นชื่อว่า  อโนตตัปปะ  ความละอายชื่อว่า หิริ ความเกรงกลัว  ชื่อว่า

โอตตัปปะ.

พึงทราบวินิจฉัยในโทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก)  เป็นต้น   บุคคล

ชื่อว่า  ทุพพจะ  (ว่ายาก)   เพราะอรรถว่า   การกล่าวสอนบุคคลผู้ถือเอาการ

ขัดแย้งต่าง ๆ  ผู้ชอบโต้แย้ง  ผู้ไม่เอื้อเฟื้อ  การกล่าวสอนนั้นทำได้ยาก  กรรม

ของผู้ว่ายากนั้น    ชื่อว่า  โทวจัสสะ  ภาวะแห่งกรรมของผู้ว่ายากนั้น    ชื่อว่า

โทวจัสสตา.   บุคคลผู้ลามกไม่มีศรัทธาเป็นต้น   เป็นมิตรของบุคคลนั้นมีอยู่

เพระเหตุนั้น   บุคคลนั้น  จึงชื่อว่า  ปาปมิตร  ภาวะแห่งปาปมิตรนั้น     ชื่อว่า

ปาปมิตตตา.    พึงทราบโสวจัสสตา  (ความเป็นผู้ว่าง่าย)     และกัลยาณมิตร

โดยนัยตรงกันข้ามกับคำที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 208

ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติทั้งหลายที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า  กองอาบัติ ๕ ก็มี

กองอาบัติ ๗ ก็มีดังนี้   ชื่อว่า  อาปัตติกุสลตา.   ความเป็นผู้ฉลาดในการออก

จากอาบัติเหล่านั้น    ชื่อว่า   อาปัตติวุฏฐานกุสลตา.

ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติทั้งหลาย    ชื่อว่า    สมาปัตติกุสลตา.

นี้เป็นชื่อของปัญญาที่กำหนดอัปปนาของสมาบัติทั้งหลาย.  ความเป็นผู้ฉลาด

ในการออกจากสมาบัติทั้งหลาย   ชื่อว่า  สมาปัตติวุฏฐานกุสลตา.

ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ  ๑๘  อย่าง    ชื่อว่า   ธาตุกุสลตา.    ความ

เป็นผู้ฉลาดในการมนสิการธาตุเหล่านั้นนั้นแหละ   ชื่อว่า  มนสิการกุสลตา.

ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาทมีองค์ ๑๒ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา.

ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะนั้น ๆ  ชื่อว่า    ฐานกุสลตา.    เหตุ    ตรัสเรียกว่า

ฐานะ    จริงอยู่   ผล  ชื่อว่า  ย่อมตั้งอยู่    เพราะอาศัยฐานะนั้นเป็นไปแล้ว

เพราะฉะนั้น   ตรัสเรียกเหตุว่า   ฐานะ.   ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะทั้งหลาย

ชื่อว่า   อฐานกุสลตา.  ความเป็นผู้ซื่อตรง   ชื่อว่า  อาชชวะ.   ความเป็นผู้

อ่อนโยน   ชื่อว่า  มัททวะ.  ความเป็นผู้อดทนกล่าวคือความอดกลั้น    ชื่อว่า

ขันติ.  ความเป็นผู้ยินดีร่าเริง  ชื่อว่า  โสรัจจะ ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน

คือความบันเทิงใจและความอ่อนโยน   ชื่อว่า  สาขัลยะ.   การปฏิสันถารด้วย

ธรรมและอามิสทั้งหลายโดยไม่ให้มีโทษของตนกับผู้อื่น   ชื่อว่า  ปฏิสันถาร.

ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่  ๖    คือความเป็นผู้

ทำลายอินทรีย์สังวร  ชื่อว่า   อินฺทฺริเยสุ  อคุตฺตทฺวารตา.  ความเป็นผู้ไม่

รู้จักประมาณในโภชนะด้วยอำนาจแห่งการรับและการบริโภค   ชื่อว่า  โภชเน

อมตฺตญฺญุตา.   พึงทราบหมวด ๒ ในระหว่าง   ด้วยสามารถการปฏิเสธคำที่

กล่าวแล้ว.  ความเป็นแห่งบุคคลผู้หลงลืมสติ  คือการอยู่ปราศจากสติ     ชื่อว่า

มุฏฐสัจจะ.  ความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว   ชื่อว่า  อสัมปชัญญะ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 209

ธรรมที่ชื่อว่า  สติ   เพราะระลึกได้   ชื่อว่า ปัญญา   เพราะรู้ทั่ว.

พละกล่าวคือการพิจารณาสิ่งที่ยังไม่พิจารณา  ชื่อว่า ปฏิสังขานพละ  เพราะ

อรรถว่าไม่หวั่นไหว.    พละที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญโพชฌงค์  ๗    โดยวิริยะเป็น

ประธาน  ชื่อว่า ภาวนาพละ.  ธรรมที่ชื่อว่า  สมถะ เพราะยังธรรมอันเป็น

ข้าศึกให้สงบ.    ชื่อว่า  วิปัสสนา  เพราะเห็นโดยอาการต่าง  ๆ   ด้วยอำนาจ

แห่งความไม่เที่ยงเป็นต้น.    สมถะนั่นแหละชื่อว่า   สมถนิมิต   ด้วยสามารถ

แห่งนิมิตแห่งสมถะแรกที่พระโยคาวจรถือเอาอาการนั้นแล้วให้เป็นไปอีก.   แม้

ในปัคคาหนิมิต  ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ธรรมที่ชื่อว่า  ปัคคาหะ  เพราะประคองสัมปยุตตธรรมไว้.    ชื่อว่า

อวิกเขปะ เพราะไม่ซัดส่าย.  ความวิบัติแห่งศีลคือความไม่สำรวมอันยังศีลให้

พินาศ  ชื่อว่า  สีลวิบัติ.  ความวิบัติแห่งทิฏฐิ คือ มิจฉาทิฏฐิอันยังสัมมาทิฏฐิ

ให้พินาศ  ชื่อว่า  ทิฏฐิวิบัติ   การถึงพร้อมด้วยศีล   ชื่อว่า   สีลสัมปทา

เพราะยังความยินดีร่าเริงให้ถึงพร้อมด้วยศีล     คือให้บริบูรณ์ด้วยศีลนั่นแหละ.

ญาณอันบริบูรณ์ด้วยทิฏฐิ เป็นการถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ชื่อว่า  ทิฏฐิสัมปทา.

ความหมดจดแห่งศีล     กล่าวคือศีลที่ถึงความเป็นวิสุทธิ    ชื่อว่า   สีลวิสุทธิ.

ชื่อว่า  ทิฏฐิวิสุทธิ   เพราะสามารถเพื่อบรรลุวิสุทธิคือพระนิพพาน  เป็นการ

หมดจดแห่งทิฏฐิกล่าวคือการเห็น.  ข้อว่า  ทิฏิวิสุทฺธิ โข ปน และ ยถา

ทิฏฺิสฺส  จ ปธาน  ได้แก่  ทิฏฐิวิสุทธิกล่าวคือกัมมัสสกตาญาณเป็นต้น

และความเพียรอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิวิสุทธิ นั้นนั่นแหละของบุคคลผู้มีความเห็น

ถูกต้อง  มีความเห็นอันเหมาะสม  มีความเห็นอันดี.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 210

ความสังเวชกล่าวคือความกลัวอันเกิดขึ้น     เพราะอาศัยชาติเป็นต้น

ชื่อว่า   สังเวคะ.    เหตุมีชาติเป็นต้น     อันยังความสลดใจให้เกิดขึ้น   ชื่อว่า

สังเวชนิยฐาน.   ความเพียรอันเป็นอุบายของผู้มีใจสลดอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้

ชื่อว่า  ความเพียร   โดยแยบคายของบุคคลผู้มีใจสลดแล้ว.    ความเป็นผู้ไม่

สันโดษในการบำเพ็ญกุศลธรรม  ชื่อว่า  ความไม่ยินดีในกุศลธรรม.  ความไม่

ถอยกลับ  และไม่ท้อถอยในความเพียรที่ยังไม่บรรลุพระอรหัต    ชื่อว่า    ธรรม

ที่ไม่ทำให้ท้อถอยในความเพียร.   ชื่อว่า  วิชชา  เพราะรู้แจ้ง.  ชื่อว่า วิมุตติ

เพราะหลุดพ้น.  ญาณในอริยมรรคอันกระทำความสิ้นกิเลส  ชื่อว่า ขเย าณ

(ญาณในความสิ้นกิเลส).   ญาณในอริยผลอันเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการไม่เกิดขึ้น

แห่งกิเลสอันมรรคนั้น ๆ พึงฆ่า  เป็นญาณไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปฏิสนธิ ชื่อว่า

อนุปฺปาเท  าณ  ( ญาณในความไม่เกิดขึ้น).

 

จบอรรถกถามาติกานุบุพบทเพียงนี้


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 211

จิตตุปปาทกัณฑ์

 

กุศลธรรม

 

กามาวจรมหากุศลจิต  ๘

 

จิตดวงที่  ๑

 

ปทภาชนีย์

 

[๑๖]   ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน ?

กามาวจรกุศลจิต   สหรคตด้วยโสมนัส   สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็น

อารมณ์  หรือ  มีเสียงเป็นอารมณ์   มีกลิ่นเป็นอารมณ์   มีรสเป็นอารมณ์  มี

โผฏฐัพพะเป็นอารมณ์  มีธรรมเป็นอารมณ์  หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ  เกิดขึ้น

ในสมัยใด  ผัสสะ  เวทนา   สัญญา   เจตนา   จิต   วิตก   วิจาร   ปีติ   สุข

เอกัคคตา   สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์   สตินทรีย์   สมาธินทรีย์   ปัญญินทรีย์

มนินทรีย์   โสมนัสสินทรีย์   ชีวิตินทรีย์   สัมมาทิฏฐิ   สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวายามะ

สัมมาสติ   สัมมาสมาธิ    สัทธาพละ   วิริยพละ  สติพละ   สมาธิพละ   ปัญญาพละ

หิริพละ   โอตตัปปะ   อโลภะ   อโทสะ   อโมหะ   อนภิชฌา   อัพยาปาทะ

(สัมมาทิฏฐิ  หิริ  โอตตัปปะ) กายปัสสัทธิ  จิตตปัสสัทธิ  กายลหุตา  จิตตลหุตา

กายมุทุตา   จิตตมุทุตา    กายกัมมัญญตา    จิตตกัมมัญญตา    กายปาคุญญตา

จิตตปาคุญญตา   กายุชุกตา    จิตตุชุกตา   สติสัมปชัญญะ     สมถะ  วิปัสสนา

ปัคคาหะ   อวิกเขปะ.   มีในสมัยนั้น    หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด

มีอยู่ในสมัยนั้น.

สภาวธรรมเหล่านี้  ชื่อว่า   ธรรมเป็นกุศล.

 

๑.  เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา  ๒.  ประกอบด้วยปัญญา


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 212

อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์

 

อธิบายบทภาชนีย์กามาวจรกุศล

 

บัดนี้   เพื่อแสดงธรรมทั้งหลายที่ทรงรวบรวมไว้ด้วยมาติกา  (แม่บท)

ตามที่ทรงตั้งไว้โดยชนิดต่าง ๆ จึงเริ่มบทภาชนีย์  นี้ว่า  กตเม ธมฺมา  กุสลา

(ธรรมเป็นกุศล  เป็นไฉน)  เป็นต้น.

ในบทภาชนีย์นั้น   กามาวจรกุศล นี้ใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง

ไว้ครั้งแรกว่า  กามาวจรกุศลจิตเกิดขึ้นในสมัยใด ดังนี้      ในนิเทศแห่งกามาวจร-

กุศลนั้น   มีมหาวาระ ๓ คือ

ธัมมววัฏฐานวาระ  (วาระว่าด้วยการกำหนดธรรม)

สังคหวาระ  (วาระว่าด้วยการรวบรวม)

สุญญตวาระ  (วาระว่าด้วยความว่าง).

บรรดาวาระทั้ง  ๓  เหล่านั้น  ธัมมววัฏฐานวาระ   ทรงตั้งไว้ ๒ อย่าง

ด้วยอำนาจแห่งอุทเทสวารและนิทเทสวาร      บรรดาอุทเทสวารและนิทเทสวาร

ทั้ง  ๒  นั้น   อุทเทสวารมี  ๔  ปริจเฉท  (ตอน)  คือ  ปุจฉา  สมยนิทเทส

ธัมมนิทเทส  อัปปนา.  บรรดาอุทเทสวาร ๔ ปริจเฉทนั้น   ปริเฉทว่า  กตเม

ธมฺม  กุสลา  นี้   ชื่อว่า  ปุจฉา   ปริเฉทว่า  ยสฺมึ   สมเย    กามาวจร

กุสล  จิตฺต  อุปฺปนฺน   โหติ ฯเปฯ ตสฺมึ สมเย (กามาวจรกุศลจิต

เกิดขึ้นในสมัยใด ฯลฯ  ในสมัยนั้น )  นี้  ชื่อว่า  สมยนิทเทส   (แสดงเวลา)

ปริเฉทว่า  ผสฺโส  โหติ    ฯเปฯ    อวิกฺเขโป  โหติ (ผัสสะย่อมมี ฯลฯ

ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี)  นี้   ชื่อว่า   ธัมมนิทเทส  (แสดงธรรม)   ปริเฉทว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 213

ก็หรือว่า    อรูปธรรมทั้งหลายที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นใด    มีอยู่ในสมัยนั้น

ก็หรือว่า  อรูปธรรมทั้งหลายที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นใด  มีอยู่ในสมัยนั้น

ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศล  นี้  ชื่อว่า อัปปนา (ฌาน).

 

ว่าด้วยคำปุจฉา  ๕

 

ปริเฉทว่าด้วยคำถามที่หนึ่งของอุทเทสวาร  ตั้งไว้  ๔ ปริจเฉทอย่างนี้

ดังนี้

บรรดาปริจเฉทว่าด้วยถามนั้น   ปริจเฉทว่า  กุศลธรรมเป็นไฉน นี้

ชื่อว่า  กเถตุกัมยตาปุจฉา.  แท้จริง คำถามมี  ๕ อย่าง คือ

อทิฏฐโชตนาปุจฉา   (ถามเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ไม่รู้)

ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา  (ถามเทียบเคียงกับสิ่งที่รู้แล้ว)

วิมติเฉทนาปุจฉา  (ถามเพื่อตัดความสงสัย)

อนุมติปุจฉา (ถามเพื่อความเห็นชอบ)

กเถตุกัมยตาปุจฉา  (ถามเพื่อประสงค์จะตอบเอง)

คำถามเหล่านั้น  มีความแตกต่างกันดังนี้

อทิฏฐโชตนาปุจฉาเป็นไฉน  ?

โดยปกติ  ลักษณะปัญหาใดที่ตนไม่รู้  ไม่เห็น  ไม่ได้พิจารณา

ไม่ไตร่ตรอง  ไม่แจ่มแจ้ง  ยังไม่ชัดเจนบุคคลย่อมถามปัญหาแห่งลักษณะนั้น

เพื่อความรู้  เพื่อเห็น  เพื่อพิจารณา   เพื่อไตร่ตรอง   เพื่อแจ่มแจ้ง    เพื่อให้

ชัดเจน  นี้   ชื่อว่า  อทิฏฐโชตนาปุจฉา.

ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา  เป็นไฉน  ?

โดยปกติ ลักษณะปัญหาใด ที่รู้แล้ว เห็นแล้ว พิจารณาแล้ว

ไตร่ตรองแล้ว  แจ่มแจ้งไว้ให้ชัดเจนแล้ว บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อเทียบเคียง

กับบัณฑิตเหล่าอื่น นี้  ชื่อว่า ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 214

วิมติเฉทนาปุจฉา  เป็นไฉน ?

โดยปกติ   คนที่แล่นไปสู่ความสงสัยเคลือบแคลงใจ   เกิดความเห็น ๒

แง่ว่า    อย่างนี้หรือหนอ  มิใช่หรือหนอ   อะไรหนอ  อย่างไรหนอ   เขาย่อม

ถามปัญหา  เพื่อต้องการตัด ความสงสัย  นี้   ชื่อว่า  วิมติเฉทนาปุจฉา.

อนุมติปุจฉา  เป็นไฉน ?

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ย่อมตรัสถามปัญหา  เพื่อความเห็นชอบของภิกษุ

ทั้งหลายว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    พวกเธอย่อมสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยงไร  ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า    ก็สิ่งใดไม่เที่ยง    สิ่งนั้นเป็นทุกข์

หรือเป็นสุขเล่า  ?     เป็นทุกข์พระเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวน

ไปเป็นธรรมดา     ควรหรือหนอเพื่อพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า     นั้นเป็นของเรา

เราเป็นนั่น   นั่นอัตตาของเรา ?     ข้อนั้นไม่ควรเลยพระเจ้าข้า นี้ ชื่อว่า   อนุมติ-

ปุจฉา.

กเถตุกัมยตาปุจฉา  เป็นไฉน ?

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ย่อมตรัสถามปัญหา  เพื่อประสงค์ตรัสแก่ภิกษุ

ทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ ก็สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้

เป็นไฉน นี้   ชื่อว่า กเถตุกัมยตาปุจฉา.

บรรดาคำปุจฉา ๕ เหล่านั้น    คำถาม ๓ เบื้องต้นไม่มีแก่พระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย    เพราะเหตุไร.   เพราะธรรมอะไร ๆ ที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้วในกาลทั้ง  ๓

หรือพ้นจากกาล     เป็นอสังขตะอันพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงเห็นแล้ว     ไม่

โชติช่วงแล้ว   ไม่พิจารณา   ไม่ไตร่ตรอง   ไม่แจ่มแจ้ง  ไม่ชัดเจนแล้ว  มิได้มี

เพราะเหตุนั้น  อทิฏฐโชตนาปุจฉา จึงไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ก็ธรรมชาติ

ใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงแทงตลอดแล้วด้วยพระญาณของพระองค์   กิจที่


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 215

จะต้องเทียบเคียงของธรรมชาตินั้นกับผู้อื่นจะเป็นสมณะหรือพราหมณ์  หรือ

เทวดา  หรือมาร  หรือพรหมย่อมไม่มี  เพราะเหตุนั้น   ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา

ของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่มี    ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า    ไม่มีความสงสัย

ทรงข้ามพันวิจิกิจฉาแล้ว   มีความสงสัยอันขจัดได้แล้วในธรรมทั้งปวง   ฉะนั้น

วิมติเฉทนาปุจฉาของพระองค์จึงไม่มี.  แต่ว่า  ปุจฉา  ๒  นอกจากนี้    มีอยู่แก่

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ในปุจฉา ๒ เหล่านั้น   พึงทราบ   กตเม  ธมฺมา   กุสลา

ดังนี้ว่าเป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา  ต่อไป

บรรดาบทเหล่านั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า   ย่อมตรัสถามในธรรมที่ทรง

ยกขึ้นแสดงด้วยบทว่า   กตเม  ดังนี้  เพราะว่า  ด้วยคำสักว่า  ธมฺมา  กุสลา

ดังนี้   ใคร ๆ ก็ไม่อาจเพื่อจะรู้ได้ว่า    กระทำอะไรแล้ว   หรือว่า   ย่อมกระทำ

อะไร  แต่เมื่อตรัสคำว่า   กตเม  แล้ว   ความที่ธรรมอันพระองค์พึงยกขึ้นแสดง

เหล่านั้นมาถามแล้ว  ก็ย่อมปรากฏ ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ย่อมตรัสถามในธรรมที่ทรงยกขึ้นแสดงด้วยบทว่า กตเม  ย่อมทรงแสดงธรรม

ที่ตรัสถามด้วยคำถามสองบทว่า   ธมฺมา   กุสลา   ดังนี้ เนื้อความแห่งธรรม

เหล่านั้น     ประกาศไว้แล้วแล.

ถามว่า  ก็เพราะเหตุไร ในที่นี้ ไม่ตรัสคำว่า กุสลา  ธมฺมา เหมือน

มาติกา  แต่ตรัสทำตามลำดับแห่งบทว่า   ธมฺมา  กุสลา  ตอบว่า   เพื่อแสดง

เทศนาธรรมทั้งหลายโดยประเภทแล้วแสดงธรรมมีชนิดต่าง ๆ  เพราะว่า  ใน

อภิธรรมนี้  พึงแสดงล้วน ๆ  อภิธรรมเหล่านั้นมีประเภทมิใช่น้อยมีชนิดต่างๆ

มีกุศลเป็นต้น     เพราะฉะนั้น     ในอภิธรรมนี้   พึงแสดงธรรมทั้งหลายเท่านั้น

เทศนานี้    ไม่ใช่แสดงโดยโวหาร     แต่ธรรมเหล่านั้นพึงแสดงประเภทต่าง ๆ

มิใช่น้อย     มิใช่แสดงเพียงสักแต่ธรรม    เพราะเทศนาโดยประเภทต่าง ๆ ย่อม


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 216

นำมาซึ่งญาณในการแยกกลุ่มก้อนและญาณในปฏิสัมภิทา.   พึงทราบว่า  พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้น  ทรงแสดงเทศนาแห่งธรรมทั้งหลายโดยประเภทว่า  กุสลา

ธมฺมา ดังนี้แล้ว  บัดนี้ เพื่อทรงแสดงธรรมเหล่าใด  ก็พึงแสดงธรรมเหล่านั้น

โดยประเภทนั้น   ๆ   จึงทรงกระทำลำดับบทนี้ว่า    กตเม   ธมฺมา  กุสลา

ด้วยว่าเมื่อประเภทธรรมทั้งหลายที่ทรงแสดงแล้ว    ประเภทธรรมที่สัตว์เห็นอยู่

ย่อมถูกต้อง   และพึงรู้ได้ง่าย.

บัดนี้   พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ยสฺมึ  สมเย กามาวจรกุสลจิตฺต

ต่อไป

ว่าด้วยสมยศัพท์

 

สมเย  นิทฺทิสิ  จิตฺต          จิตฺเตน  สมย  มุนิ

นิยเมตฺวาน ทีเปตุ          ธมฺเม  ตตฺถ  ปเภทโต

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นมุนี   ทรง

แสดงจิตในสมัยเพื่อกำหนดสมัยด้วยจิตแล้ว

แสดงธรรมทั้งหลาย       โดยประเภทในสมัย

นั้น.

จริงอยู่     พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงว่า  ในสมัยใด  กามาวจร-

กุศลจิตเป็นต้น    ก็ทรงแสดงจิตในสมัย  เพราะเหตุไร   เพราะทรงกำหนดสมัย

อย่างนี้ว่า ตสฺมึ สมเย ในกาลเป็นที่สุดด้วยจิตที่กำหนดสมัยนั้น  ลำดับนั้นเพื่อ

ให้ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายมีผัสสะและเวทนาเป็นต้น  ซึ่งเป็นประเภทที่ตรัสรู้ตามได้

ยาก    ด้วยสามารถแห่งฆนะโดยสิ้น      สมูหะ   กิจ   อารมณ์เหล่านั้นในสมัยที่

ทรงกำหนดจิตนั้นอย่างนี้ว่า     แม้เมื่อมีสมัยต่างกัน     ถ้าสมัยใดมีจิต     สมัยนั้น

นั้นแหละ  ผัสสะก็มี  เวทนาก็มี.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 217

บัดนี้  พึงทราบการพรรณนาตามบทในคำวินิจฉัยว่า   ยสฺมึ    สมเย

เป็นต้นนี้   ต่อไป.

บทว่า  ยสฺมึ   เป็นอรรถแสดงถึงสัตตมีวิภัตติโดยไม่แน่นอน.

บทว่า  สมเย  เป็นคำแสดงถึงสมัยที่แสดงไว้โดยไม่กำหนด. สมัยทรง

แสดงโดยไม่กำหนดไว้ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.    ในคำว่า  สมัยนั้น  สมยศัพท์

ท่านใช้ในอรรถว่า  พร้อมเพรียง   ในขณะ     ในกาล    ในการประชุม

ในเหตุ   ในทิฏฐิ   การได้เฉพาะ   การละ   การแทงตลอด.

จริงอย่างนั้น สมยศัพท์นั้น ใช้ในความหมายว่า ความพร้อมเพรียง

ดังในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า    ถ้ากระไรแม้วันพรุ่งนี้      พวกเราใคร่ครวญ

กาลและความพร้อมเพรียงกันแล้วพึงเข้าไปหา.     ใช้ในความหมายว่า     ขณะ

ดังประโยคมีอานะว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ขณะ  (โอกาส)   และสมัยในการอยู่

ประพฤติพรหมจรรย์มีประการเดียวแล.  ใช้ในความหมายถึงกาล   (เวลา)  ดัง

ในประโยคมีอาทิว่า  ฤดูร้อนเป็นเวลาเร่าร้อน.  ใช้ในความหมายว่า  ประชุม

ดังในประโยคมีอาทิว่า    การประชุมใหญ่       มีในป่าใหญ่.   ใช้ในความหมายว่า

เหตุ  ดังในประโยคมีอาทิว่า    ดูก่อนภัททาลิ  แม้เหตุที่เธอต้องแทงตลอดว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถีแล    แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า

ก็จักทรงทราบเราว่า    ภิกษุชื่อภัททาลิไม่ทำให้บริบูรณ์  ในสิกขา   ในศาสนา

ของพระศาสดาดังนี้   ดูก่อนภัททาลิ     เหตุแม้นี้แล     เธอก็ไม่แทงตลอดแล้ว.

ใช้ในความหมายว่า  ทิฏฐิ  ดังในประโยคมีอาทิว่า ก็ครั้งนั้นแล ปริพาชกชื่อ

อุคคาหมานะ  เป็นบุตรของนางสมณมุณฑิกา   อาศัยอยู่ในอารามของพระนาง

มัลลิกาเทวี  อันมีศาลาหลังเดียว   แวดล้อมด้วยแถวต้นมะพลับ    เป็นที่ประชุม

แสดงลัทธิ.  ใช้ในความหมายว่า   การได้เฉพาะ  ดังในประโยคมีอาทิว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 218

นักปราชญ์  ท่านเรียกว่า  บัณฑิต

เพราะการได้เฉพาะซึ่งประโยชน์ในภพนี้

และประโยชน์ในภพหน้า.

ใช้ในความหมายว่า ละ ดังในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุได้กระทำที่สุดแห่ง

ทุกข์ได้แล้ว   เพราะละมานะโดยชอบ.    ใช้ในความหมายว่า   การแทงตลอด

ดังในประโยคมีอาทิว่า    สภาพแห่งทุกข์มีอรรถว่าบีบคั้น    มีอรรถว่าปรุงแต่ง

มีอรรถว่าทำให้เดือดร้อน     มีอรรถว่าแปรปรวน      มีอรรถว่าควรแทงตลอด

ในสมยศัพท์มีอรรถเป็นอเนก  ด้วยประการฉะนี้.

สมวาโย ขโร  กาโล                สมูโห  เหตุเยว จ

เอเต  ปญฺจาปิ   วิญฺเยฺยา      สมยา  อิธ  วิญฺญุนา

สมยศัพท์ในอธิการนี้  พึงทราบว่ามี

เพียง  ๕  คือ  ความพร้อมเพรียง  ๑   ขณะ  ๑

กาล  ๑  ประชุม  ๑   เหตุ  ๑.

แท้จริงในบรรดาสมยศัพท์  ๙ อย่างเหล่านั้น    ในอธิการว่าด้วยกุศลนี้

ว่า  ยสฺมึ  สมเย    กามาวจร  กุสล  ดังนี้   บัณฑิตพึงทราบสมยศัพท์ ๕

มีความพร้อมเพรียงเป็นต้นต่อไป.

บรรดาสมยศัพท์เหล่านั้น    ความ

พร้อมเพรียงแห่งปัจจัยพึงทราบว่าความ

พร้อมเพรียง    ส่วนสมยศัพท์อันเป็นอรรถ

ข้อที่ ๙  (การแทงตลอด)   พึงทราบว่าเป็น

ขณะหนึ่ง   อีกอย่างหนึ่ง  จักรแม้ทั้ง  ๔  ก็

พึงทราบว่าเป็นขณะ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 219

จริงอยู่   ความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยทั้งหลายที่ดำรงอยู่ด้วยความเป็น

เหตุ  อันยังผลทั่วไปให้สำเร็จนั้น    บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นความพร้อมเพรียงใน

ที่นี้. ส่วนสมยศัพท์มีอรรถที่ ๙ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย   ขณะและสมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์มีประการเดียวแล  ดังนี้

พึงทราบว่าเป็นขณะหนึ่ง.  อีกอย่างหนึ่ง  จักร  (การถึงพร้อม) ๔  คือ

ปฏิรูปเทสวาโส        (การอยู่ในประเทศที่สมควร)

สปฺปุริสูปนิสฺสโย      (การคบสัตบุรุษ)

อตฺตสมฺมาปณิธิ      (การตั้งตนไว้ชอบ)

ปุพฺเพกตปุญฺตา   (ความเป็นผู้มีบุญทำไว้ก่อน)

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในบาลีนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักร ๔ ประการนี้

เป็นเครื่องดำเนินไปของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบแล้ว    ดังนี้     พึง

ทราบว่า    เป็นขณะ    ด้วยอรรถว่าเป็นโอกาสรวมจักร  ๔  เหล่านั้นเป็นอัน

เดียวกัน.  ด้วยว่า  จักร ๔ เหล่านั้นเป็นโอกาสในการยังกุศลให้เกิดขึ้น.  ครั้น

ทราบสมยศัพท์ คือ  ความพร้อมเพรียง และขณะอย่างนี้แล้ว  บัณฑิตพึงทราบ

คำชี้แจงในสมยศัพท์ทั้งหลายมีกาลเป็นต้นเหล่านี้  ต่อไป.

บัญญัติ ชื่อว่า กาล เพราะอาศัยธรรม

นั้น ๆ ก็กาลนั้น     เป็นเพียงโวหาร    (มิใช่

ปรมัตถ์)  กองแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น  พึง

ทราบว่าเป็นการพร้อมเพรียง  (สมูหะ).

บัญญัติ  ชื่อว่า   กาล  เพราะอาศัยธรรมนั้น   ๆ อย่างนี้  คือ

เพราะอาศัยธรรมทั้งหลายโดยนัยเป็นต้นว่า    จิตฺตกาโล   (กาลแห่งจิต

รูปกาโล   (กาลแห่งรูป)   หรือเพราะอาศัยการประพฤติธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 220

อตีตธรรม    อนาคตธรรม    หรือเพราะอาศัยลำดับแห่งธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า

กาลนี้เป็นกาลแห่งพืช   กาลนี้เป็นกาลแห่งหน่อ   หรือเพราะอาศัยลักษะแห่ง

ธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า  นี้เป็นกาลเกิด  นี้เป็นกาลแก่   หรือเพราะอาศัยกิจแห่ง

ธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า   กาลเป็นที่เสวยอารมณ์    กาลเป็นที่จำอารมณ์   หรือ

เพราะอาศัยกิจที่สัตว์ต้องทำโดยนัยเป็นต้นว่า  นี้เป็นกาลอาบน้ำ  เป็นกาลดื่มน้ำ

หรือเพราะอาศัยอิริยาบถโดยนัยเป็นต้นว่า  กาลที่เดิน   กาลที่ยืน     หรือเพราะ

อาศัยการหมุนเวียนของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์โดยนัยเป็นต้นว่า กาล (เวลา)

เช้า   เย็น  กลางวัน  กลางคืน  หรือเพราะอาศัยการประชุมแห่งกาล  กล่าวคือ

กลางวันและกลางคืนเป็นต้น   โดยนัย  ครึ่งเดือน หนึ่งเดือนเป็นต้น.  ก็กาลนั้น

บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นเพียงบัญญัติเท่านั้น   เพราะไม่มีสภาวะ (ภาวะของตน).

ส่วนหมวดแห่งธรรมทั้งหลายมีผัสสะและเวทนาเป็นต้นนั้น  ท่านชี้แจง

ไว้ว่า  เป็นการประชุม  (สมูหะ)  ในอธิการนี้.   ครั้นทราบสมัยที่ใช้คำว่า กาล

และประชุมอย่างนี้แล้ว  พึงทราบสมยศัพท์ที่ใช้ในความหมายว่า เหตุ ต่อไป.

เหตูติ  ปจฺจโย  เจตฺถ         ตสฺส  ทฺวารวเสน  วา

อเนกภาโวปิ  วิญฺเยฺโย    ปจฺจยาน  วเสน  วา

ก็ในสมยศัพท์นี้   ปัจจัย  ชื่อว่า  เหตุ

บัณฑิตพึงทราบความที่เหตุนั้น     มีมากอย่าง

แม้ด้วยทวารหรือด้วยปัจจัยทั้งหลาย

จริงอยู่ ในอธิการนี้ ปัจจัยนั่นเอง ชื่อว่า เหตุ  บัณฑิตพึงทราบความ

ที่เหตุนั้นมีมากอย่างด้วยสามารถแห่งทวาร    หรือปัจจัยทั้งหลาย.    พึงทราบ

อย่างไร ?    จริงอยู่   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปัจจัย  ๔  มีจักขุ  รูป  อาโลกะ

มนสิการเป็นต้น    แห่งจักขุวิญญาณเป็นต้นที่เกิดขึ้นในจักขุทวารเป็นต้น   และ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 221

ตรัสปัจจัย ๒๔ ในมหาปกรณ์  โดยนัยมีอาทิว่า  เหตุปจฺจโย  ดังนี้.  บรรดา

ปัจจัยเหล่านั้นยกเว้นวิปากปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย  แล้วที่เหลือเป็นปัจจัยแก่

กุศลธรรมทั้งหลายทั้งนั้น.  แต่ในอธิการนี้  ท่านประสงค์เอาธรรมเหล่านั้นแม้

ทั้งหมดเป็นเหตุ    บัณฑิตพึงทราบความที่เหตุนั้นเป็นปัจจัยมากอย่าง   ด้วย

สามารถแห่งทวารนี้  หรือด้วยสามารถแห่งปัจจัยอย่างนี้   อรรถทั้ง  ๕  มีความ

พร้อมเพรียงเป็นต้นเหล่านั้น    พึงทราบว่าท่านกำหนดด้วยสมยศัพท์ในอธิการนี้

ด้วยประการฉะนี้.

ถามว่า  ก็เพราะเหตุไร  บรรดาอรรถเหล่านี้   ท่านไม่กำหนดเอาอรรถ

อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่กำหนดเอาทั้งหมด.

ตอบว่า  เพราะการแสดงอรรถที่แตกต่างกันนั้น ๆ ด้วยสมยศัพท์นั้น ๆ

มีอยู่.

จริงอยู่ บรรดาสมยศัพท์เหล่านั้น สมยศัพท์กล่าวคือความพร้อมเพรียง

ย่อมแสดงถึงความเป็นไปโดยเหตุมิใช่น้อย   ด้วยสมยศัพท์อันนั้น  ย่อมมีการ

ปฏิเสธลัทธิที่มีเหตุเดียว.  ก็ธรรมดาว่าความพร้อมเพรียงย่อมมุ่งถึงสิ่งที่อาศัย

กันและกันในการยังผลทั่วไปให้สำเร็จ  เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงอรรถแม้นี้ว่า

ชื่อว่า  ผู้สร้างคนเดียวย่อมไม่มี.  ก็โดยสภาวะ เมื่อผู้สร้างมีอยู่ ก็ไม่ควร

เพ่งถึงเหตุอื่น  ด้วยลักษณะอย่างนี้   จะเป็นการปฏิเสธคำที่มีอาทิว่า สุขและทุกข์

อันตนทำเอง  โดยแสดงถึงความไม่มีผู้กระทำคนใดคนหนึ่งนั้น.

ในคำที่กล่าวที่แล้วนั้น   หากจะมีคำท้วงว่า  คำใดที่กล่าวแล้วย่อมแสดง

ความเป็นไปโดยเหตุมิใช่น้อย คำนั้นก็ไม่ถูกซิ เพราะเหตุไร. เพราะสิ่งที่ไม่เป็น

เหตุ  ไม่มีในความพร้อมเพรียงกัน   แม้ในความพร้อมเพรียงก็เป็นเหตุไม่ได้

จริงอยู่  เมื่อคนตาบอดคนหนึ่งไม่อาจเห็น  คนตาบอดตั้งร้อยก็ย่อมไม่เห็น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 222

ตอบว่า ที่ว่าไม่ถูก หาควรไม่  เพราะความที่เหตุยังผลทั่วไปให้สำเร็จ

ได้ตั้งอยู่แล้ว    ชื่อว่า  ความพร้อมเพรียง     หาใช่เหตุสักว่าการประชุมแห่ง

เหตุมิใช่น้อยไม่.    ก็ผลทั่วไป    ชื่อว่าการเห็นของบุคคลผู้ตาบอดทั้งหลายหา

มีไม่.  เพราะเหตุไร  เพราะแม้เมื่อคนตาบอดตั้งร้อยมีอยู่  ผลโดยทั่วไปก็ไม่มี

ก็ผลอันทั่วไปนั้น  ของจักขุเป็นต้นมี  เพราะความที่ธรรมมีจักษุวิญญาณเหล่านั้น

มีอยู่.

อีกอย่างหนึ่ง  ความไม่มีเหตุทั้งหลายในความไม่พร้อมเพรียงเป็นเหตุ

ในความพร้อมเพรียงสำเร็จได้  ข้อนี้พึงทราบว่า   เพราะความไม่มีผลในความ

ไม่พร้อมเพรียง    แต่มีผลในความพร้อมเพรียง   เพราะว่า   เมื่อจักษุเป็นต้น

บกพร่อง จักษุวิญาณก็มีไม่ได้ และเมื่อจักขุเป็นต้นไม่บกพร่อง จักขุวิญญาณ

จึงสำเร็จประจักษ์แก่สัตวโลก    นี้เป็นการแสดงอรรถด้วยสมยศัพท์   คือความ

พร้อมเพรียงก่อน.

ส่วนขณะที่  ๙ เว้นอขณะทั้ง  ๘ ท่านเรียกว่า ขณะเพราะอรรถว่าเป็น

โอกาส  กล่าวคือจักร ๔ มีการอยู่ในประเทศอันสมควรเป็นต้น   ขณะนั้น เว้น

ความพร้อมเพรียงแห่งขณะ  คือ  ความเป็นมนุษย์     การเสด็จอุบัติขึ้นแห่ง

พระพุทธเจ้า  การฟังพระสัทธรรม   และมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นเสียก็มีไม่ได้   และ

ความเป็นมนุษย์เป็นต้น    เป็นภาวะที่ได้โดยยาก   โดยการอุปมาด้วยเต่าตาบอด

เป็นต้น   กุศลอันเป็นอุปการะแก่โลกุตรธรรมทั้งหลาย    อันประกอบด้วยขณะ

อันแสนจะได้ยากแท้    เพราะความที่ขณะเป็นของหาได้โดยยาก   ดังพรรณนา

มาฉะนี้.

บรรดาสมยศัพท์ตามที่กล่าวแล้ว    สมยศัพท์กล่าวคือขณะย่อมส่องถึง

ความเป็นของได้โดยยาก  เพราะเป็นการเกิดขึ้นแห่งกุศล    ว่าโดยฐานะที่แสดง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 223

อยู่อย่างนี้     ย่อมเป็นอันท่านปฏิเสธการอยู่ด้วยความประมาทของชนผู้ได้ขณะ

แล้ว    ทำขณะให้เป็นโมฆะ    เพราะการไม่ยังกุศลนั้นอันประกอบด้วยขณะให้

เกิดขึ้น  อรรถนี้ท่านอธิบายไว้ด้วยสมยศัพท์  กล่าวคือ ขณะ.

ก็ธรรมดาว่า  การเป็นของกุศลจิตนี้  นั้นเป็นของน้อยยิ่งนัก   ก็การที่

กุศลจิตนั้นเป็นของน้อยยิ่งนักนั้น     พึงทราบด้วยสามารถแห่งอรรถกถาพระสูตร

นี้ว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เหมือนอย่างว่า  ความเร็วของดวงจันทร์และดวง-

อาทิทย์     เร็วกว่าความเร็วของบุรุษ     เทวดาผู้ไปข้างหน้าของพระจันทร์และ

พระอาทิตย์  เรียกว่าพระจันทร์และพระอาทิตย์  อายุสังขารทั้งหลายย่อมสิ้นไป

เร็วกว่านั้น.    จริงอยู่     สูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกาลเล็กน้อยของรูป-

ชีวิตินทรีย์ก่อน  รูปที่เกิดขึ้นเฉพาะแล้วยังตั้งอยู่เพียงใด   จิต   ๑๖  ดวงเกิดขึ้น

แล้วดับเพียงนั้น        แม้การอุปมาด้วยข้อที่จิตเหล่านั้นเป็นของเล็กน้อยโดยกาล

ย่อมไม่มีด้วยประการฉะนี้    ด้วยเหตุนั้นแหละ    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  จิตนี้เป็นไปรวดเร็ว  แม้การเปรียบก็กระทำไม่ได้ง่ายดังนี้.

บรรดาสมยศัพท์เหล่านั้น    สมยศัพท์กล่าวคือ    กาลย่อมแสดงถึงความเล็กน้อย

ยิ่งของกาลที่เป็นไปในกุศลจิตด้วยประการฉะนี้      ว่าด้วยฐานะที่ทรงแสดงอยู่

อย่างนี้  เป็นโอวาทที่ทรงประทานไว้ว่า  จิตนี้แทงตลอดได้ยากเหมือนการ

ร้อยแก้วมุกดาโดยแสงสว่างแห่งฟ้าแลบ  เพราะความที่จิตมีเวลาเป็น

ไปน้อยยิ่ง เพราฉะนั้น พวกเธอพึงทำความอุตสาหะให้มาก และความเอื้อเฟื้อ

ให้มาก  ในการแทงตลอดจิตนี้  ดังนี้.  เนื้อความนี้แสดงสมยศัพท์คือกาล.

ส่วนสมยศัพท์   กล่าวคือการประชุม  ย่อมแสดงความเกิดขึ้นพร้อมกัน

แห่งธรรมแม้มิใช่น้อย   จริงอยู่    กองแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น    ท่านกล่าวว่า

การประชุม ดังนี้   อนึ่ง  จิตเมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดในกองแห่งธรรมนั้นพร้อม


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 224

กับธรรมเหล่านั้น   เพราะฉะนั้น    ท่านจึงแสดงความเกิดขึ้นพร้อมกันแห่งธรรมทั้งหลาย

มิใช่น้อย  โดยฐานะที่แสดงอยู่อย่างนี่    เป็นอันว่าแสดงการปฏิเสธความเกิดขึ้น

แห่งธรรมอย่างเดียวนั่นเอง.  เนื้อความนี้แสดงสมยศัพท์กล่าว คือ การประชุม.

ส่วนสมยศัพท์กล่าวคือเหตุ     ย่อมแสดงความเป็นไปอันประกอบด้วย

ธรรมอื่น.  จริงอยู่    บทว่า    ยสฺมึ    สมเย   มีอธิบายว่า  เมื่อเหตุอย่างใดมี

กุศลก็ย่อมเกิดขึ้น  ดังนี้  เพราะฉะนั้น   จึงแสดงความที่ธรรมมีการเป็นไปโดย

อาศัยเหตุอื่น   เพราะมีเหตุเป็นไป    ด้วยฐานะที่แสดงอยู่อย่างนี้   จึงเป็นอัน

ปฏิเสธความสำคัญผิดว่า  ธรรมทั้งหลายเป็นไปในอำนาจของตนได้.  เนื้อความ

นี้แสดงความเป็นไปได้ด้วยสมยศัพท์กล่าวคือเหตุ.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   ยสฺมึ   สมเย   อธิบายว่า   ในกาลใด

ด้วยอำนาจแห่งสมยศัพท์   กล่าวคือ   กาล.    พึงทราบเนื้อความแห่งสมยศัพท์

คือ  การประชุมในบทว่า  ยสฺมึ  สมูเห  นี้ ได้แก่ บรรดาสมยศัพท์ทั้งหลาย

คือ ขณะความพร้อมเพรียง และเหตุ มีอยู่ คือ เมื่อมีขณะใด มีความพร้อมเพรียง

ใด  มีเหตุใด  กามาวจรกุศลจิต ย่อมเกิดขึ้น เมื่อกามาวจรกุศลจิตนั้นนั่นแหละ

มีอยู่   ธรรมทั้งหลายแม้มีผัสสะเป็นต้นก็เกิดขึ้น ดังนี้   เพราะสมยศัพท์กล่าวคือ

กาล  และการประชุมเป็นอธิกรณะ  (เป็นอาธารสัตตมีวิภัตติ   ให้แปลว่า ใน).

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  วุตฺตธมฺมาน  นี้ เป็นสัตว์มีวิภัตติด้วย

สามารถแห่งอธิกรณะ  อธิบายว่า  ภาวะในธรรมเหล่านั้น   พึงกำหนดด้วยภาวะ

แห่งสมยศัพท์ กล่าวคือขณะ ความพร้อมเพรียง  และเหตุ เพราะฉะนั้น ในคำว่า

วุตฺตธมฺมาน  นี้  จึงเป็นสัตตมีวิภัตติ  ด้วยสามรถการกำหนดภาวะด้วยภาวะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 225

อธิบายคำว่ากามาวจร

 

บทว่า   กามาวจร   ได้แก่   จิตที่นับเนื่องในกามาวจรธรรมทั้งหลาย

ที่ตรัสไว้โดยนัยเป็นต้นว่า     ธรรมเป็นกามาวจร  เป็นไฉน คือ   เบื้องต่ำมี

อเวจีนรกเป็นที่สุด  เบื้องบนมีสวรรคชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเป็นที่สุด.

ในกามาวจรนั้น    มีวจนัตถะ  (ความหมายของถ้อยคำ)   ดังต่อไปนี้

ว่าโดยอุทาน   กามมี  ๒  คือ  วัตถุกาม  และกิเลสกาม.   บรรดากาม

ทั้ง ๒ นั้น   ว่าโดยอรรถ กิเลสกามได้แก่ฉันทราคะ  วัตถุกามได้แก่วัฏฏะอันเป็น

ไปในภูมิ ๓  อนึ่ง  กิเลสกามชื่อว่า  กาม  เพราะอรรถว่า  ย่อมใคร่  วัตถุกาม

ชื่อว่า  กาม   เพราะอรรถว่า  วัตถุอันเขาใคร่.  ก็กามทั้ง  ๒  อย่างนั้น    ย่อม

ท่องเที่ยวไปในประเทศใดด้วยสามารถแห่งความเป็นไป  ประเทศนั้นมี  ๑๑  คือ

อบายภูมิ  ๔   มนุษยภูมิ  ๑  เทวโลก  ๖  ชั้น.     กามย่อมท่องเที่ยวไปในที่นี้

เพราะฉะนั้น    ที่นี้จึงชื่อว่า   กามาวจร    ดุจการท่องเที่ยวไปกับพวกเกวียน.

เหมือนอย่างว่า    พ่อค้าเกวียน    ย่อมท่องเที่ยวไปในประเทศใด   ประเทศนั้น

ท่านเรียกว่า   บุรุษผู้เที่ยวไปกับพ่อค้าเกวียน    ถึงจะมีสัตว์  ๒  เท้า   ๔  เท้า

เหล่าอื่นท่องเที่ยวไปด้วย    แม้มีอยู่   ท่านก็กำหนดเฉพาะชนผู้เที่ยวไปเหล่านั้น

ฉันใด  ประเทศนี้    ท่านก็เรียกว่า    กามาวจรเท่านั้น     เพราะแม้เมื่อรูปาวจร

เป็นต้นเหล่าอื่นท่องเที่ยวไปในประเทศนั้น     ท่านก็กำหนดเอาเฉพาะกามาวจร

เหล่านี้เท่านั้น  ฉันนั้น.  กามนี้ท่านเรียกว่า  กามเท่านั้น     เพราะลบบทหลัง

เสีย  เหมือนรูปภพ  ท่านเรียกว่า  รูป  ฉันใด  จิตนี้    ย่อมท่องเที่ยวไปในกาม

กล่าวคือ ๑๑ ประเทศนี้ฉันนั้น     เพราะเหตุนั้น    จึงเรียกว่า  กามาวจร.

จิตนี้ย่อมท่องเที่ยวไปแม้ในรูปภพและอรูปภพแม้ก็จริง     ถึงอย่างนั้น

ช้างใหญ่มีชื่ออันได้แล้วว่า   เข้าสู่สงคราม    เพราะการหยั่งลงสู่สงคราม   แม้จะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 226

เที่ยวไปในเมือง   เขาก็เรียกว่า   ช้างสงครามนั่นแหละ   สัตว์จำนวนมากที่เที่ยว

ไปบนบกและในน้ำ  แม้ยืนอยู่ในที่มิใช่บกและมิใช่น้ำ  เขาก็เรียกว่า สัตว์เที่ยว

ไปบนบกและเที่ยวไปในน้ำ  ฉันใด  จิตนี้  แม้เที่ยวไปในที่อื่น ๆ ก็พึงทราบว่า

กามาวจร  (ท่องเที่ยวไปในกาม)  ฉันนั้นเหมือนกัน.  อีกอย่างหนึ่ง  กามย่อม

ท่องเที่ยวไปในจิตนี้  ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์    แม้เพราะเหตุนั้น    จิตนี้

ก็เรียกว่า   กามาวจร. กามนั้นย่อมท่องเที่ยวไปแม้ในรูปภพและอรูปภพแม้ก็จริง

ถึงอย่างนั้นก็พึงทราบอุปมานี้   เหมือนเขากล่าวว่า  สัตว์ที่ชื่อว่า ลูกโค  เพราะ

มันส่งเสียงร้อง  ที่ชื่อว่า  กระบือ   เพราะมันนอนแผ่นดิน   สัตว์มีจำนวน

เท่าใด ก็ตามจะส่งเสียงร้องหรือนอนบนแผ่นดินก็ตาม   สัตว์ทั้งหมดเหล่านั้น

หามีชื่ออย่างนั้นไม่.  ก็อีกอย่างหนึ่ง  จิตใด  ย่อมท่องเที่ยวไปสู่ปฏิสนธิในกาม

กล่าวคือกามภพ  เพราะเหตุนั้น    จิตนั้น    จึงชื่อว่า   กามาวจร.

 

อธิบายคำว่ากุศล

 

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า  กุศล  ต่อไป   ธรรมที่ชื่อว่า  กุศล  ด้วย

อรรถทั้งหลายมีการตัดบาปทั้งหลายเป็นต้น      อีกอย่างหนึ่ง    ที่ชื่อว่า    กุศล

ด้วยอรรถว่า  ความไม่มีโรค  ด้วยอรรถว่าไม่มีโทษ   และด้วยอรรถว่าเกิดแต่

ความฉลาด.

บัณฑิตพึงทราบธรรมที่ชื่อว่า   กุศล    ด้วยอรรถว่าไม่มีโรค  เพราะ

ความไม่มีความกระสับกระส่ายด้วยกิเลส  ไม่มีความป่วยไข้คือกิเลส ไม่มีพยาธิ

คือกิเลสในอรูปธรรมเลย  เหมือนคำที่ท่านกล่าวว่า  ชื่อว่า กุศล ด้วยอรรถว่า

ไม่มีโรค   เพราะไม่มีความกระสับกระส่ายในร่างกาย    เพราะไม่มีความป่วยไข้

ในร่างกาย  เพราะไม่มีพยาธิในร่างกาย   ดุจในคำว่า   ความไม่มีโรคมีแก่ท่าน

ผู้เจริญบ้างแลหรือ.   ก็ธรรมที่ชื่อว่า กุศล ด้วยอรรถว่า ไม่มีโทษ เพราะความ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 227

ไม่มีโทษที่ควรเว้นกิเลส  โทษที่ประทุษร้ายคือกิเลส  โทษที่กระวนกระวาย

คือกิเลส.  ปัญญา  ท่านเรียกว่า  โกสัลละ   (ความเป็นผู้ฉลาด)  ธรรมที่ชื่อว่า

กุศล    ด้วยอรรถว่า    เกิดแต่ความฉลาด เพราะความเกิดขึ้นแต่ปัญญาชื่อว่า

โกสัลละ.

คำว่า   กุศล   ที่เป็นญาณสัมปยุตจงพักไว้ก่อน    แต่คำว่ากุศลที่เป็น

ญาณวิปปยุต  เป็นอย่างไร.   แม้กุศลที่เป็นญาณวิปปยุตนั้นก็เป็นกุศลนั่นแหละ

ด้วยรุฬหีศัพท์.    เหมือนอย่างว่า    พัดที่บุคคลทำด้วยเสื่อรำแพนไม่ได้ทำด้วย

ใบตาล    เขาก็เรียกกันว่า  พัดใบตาลนั่นแหละ ด้วยรุฬหิศัพท์  เพราะสิ่งนั้น

คล้ายกัน     ฉันใด  กุศลแม้เป็นญาณวิปปยุต   บัณฑิตก็พึงทราบว่า   เป็นกุศล

นั่นแหละฉันนั้น.  แต่เมื่อว่าโดยนิปปริยาย  (โดยตรง)  กุศลที่เป็นญาณสัมปยุต

ได้ชื่อว่า  กุศล   ถึง ๓ อย่าง คือ ด้วยอรรถว่าไม่มีโรค  ด้วยอรรถว่าไม่มีโทษ

ด้วยอรรถว่าเกิดแต่ความฉลาด.    กุศลที่เป็นญาณวิปปยุต    ได้ชื่อว่า      กุศล

เพียง ๒ อย่างเท่านั้น.  เพราะฉะนั้น    กุศลใดที่กล่าวไว้แล้วโดยการบรรยายถึง

ชาดกก็ดี  โดยการบรรยายถึงพาหิรสูตรก็ดี  โดยการบรรยายถึงพระภิธรรมก็ดี

กุศสนั้นทั้งหมดย่อมได้ในจิตนี้ด้วยอรรถแม้ทั้ง ๓.  กุศลนี้นั้น   ว่าโดยลักขณา-

ทิจตุกะ  คือ กุศล

มีสุขวิบากอันไม่มีโทษ  เป็นลักษณะ

มีการกำจัดอกุศล  เป็นรส  มีการผ่องแผ้ว

เป็นปัจจุปัฏฐาน มีโยนิโสมนสิการ  หรือมี

ความไม่มีโทษเป็นปทัฏฐาน.

อีกอย่างหนึ่ง  กุศลชื่อว่า  มีความไม่มีโทษ  เป็นลักษณะนั้นแหละ

เพราะความเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมที่มีโทษ  มีความผ่องแผ้วเป็นรส  มีวิบาก


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 228

ที่หน้าปรารถนาเป็นปัจจุปัฏฐาน    มีโยนิโสมนสิการหรือความไม่มีโทษเป็น

ปทัฏฐาน.

จริงอยู่   ในธรรมทั้ง  ๔ มีลักษณะเป็นต้น    สภาวะหรือความเสมอกัน

แห่งธรรมนั้น  ๆ ชื่อว่า  ลักษณะ  กิจ   (หน้าที่การงาน)  หรือสัมปัตติ  (การ

ถึงพร้อม)  ชื่อว่า    ร.    อาการปรากฏ   หรือผล    ชื่อว่า  ปัจจุปัฏฐาน.

เหตุใกล้   ชื่อว่า  ปทัฏฐาน.  ดังนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวธรรมทั้งหลายมีลักษณะ

เป็นต้นในที่ใด ๆ    พึงทราบความแตกต่างกันแห่งธรรมเหล่านั้นในที่นั้น     ๆ

โดยนัยนี้แล.

 

อธิบายคำว่าจิต

 

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า  จิตฺต  สภาวะที่ชื่อว่า จิต   เพราะอรรถว่า

ย่อมคิด  คือว่า  ย่อมรู้แจ้งซึ่งอารมณ์  อีกอย่างหนึ่ง  ศัพท์ว่า  จิต  นี้  ทั่วไป

แก่จิตทั้งปวง  เพราะฉะนั้น     ในบทว่า    จิตฺต  นี้   จิตใดที่เป็นกุศล  อกุศล

และมหากิริยาจิตฝ่ายโลกียะ จิตนั้นชื่อว่า จิต   เพราะอรรถว่า ย่อมสั่งสมสันดาน

ของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี.  ชื่อว่า  จิต  เพราะอรรถว่า   เป็นธรรมชาติ

อันกรรมและกิเลสทั้งหลายสั่งสมวิบาก. อีกอย่างหนึ่ง แม้ทั้งหมด  ชื่อว่า จิต

เพราะความเป็นธรรมชาติวิจิตรตามสมควร.  ชื่อว่า จิต  เพราะการทำให้วิจิตร

พึงทราบเนื้อความในบทว่า  จิตฺต   นี้  ดังพรรณนามาฉะนี้.

บรรดาจิตเหล่านั้น   จิตมีราคะก็อย่างหนึ่ง  จิตมีโทสะก็อย่างหนึ่ง  จิต

มีโมหะก็อย่างหนึ่ง     จิตเป็นกามาวจรก็อย่างหนึ่ง    จิตเป็นรูปาวจรเป็นต้น

ก็อย่างหนึ่ง     จิตมีรูปเป็นอารมณ์ก็อย่างหนึ่ง     จิตมีเสียงเป็นต้นเป็นอารมณ์

ก็อย่างหนึ่ง    บรรดาจิตแม้ที่มีรูปเป็นอารมณ์       จิตที่มีสีเขียวเป็นอารมณ์ก็อย่าง-

หนึ่ง    จิตที่มีสีเหลืองเป็นต้นเป็นอารมณ์ก็อย่างหนึ่ง    แม้จิตที่มีเสียงเป็นต้น


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 229

เป็นอารมณ์ก็นัยนี้แหละ    ในจิตเหล่านั้น    แม้ทั้งหมด    หีนจิตก็อย่างหนึ่ง

มัชฌิมจิตก็อย่างหนึ่ง  ปณีตจิตก็อย่างหนึ่ง   ถึงในจิตที่เป็นหีนจิตเป็นต้น   จิต

ที่มีฉันทะเป็นอธิบดีก็อย่างหนึ่ง  จิตที่มีวิริยะเป็นอธิบดีก็อย่างหนึ่ง ฯลฯ  จิตมี

วิมังสาเป็นอธิบดีก็อย่างหนึ่ง  เพราะฉะนั้น    บัณฑิตพึงทราบความที่จิตเหล่านี้

เป็นธรรมวิจิตร   ด้วยสามารถแห่งสัมปยุตธรรม  ภูมิ  อารมณ์    เป็นหีนะ

มัชฌิมะ  ปณีตะ  และอธิบดี.  ก็บรรดาจิตเหล่านี้   เป็นจิตแต่ละดวง  มิใช่จิต

ทั้งหลายเลย  ถึงอย่างนั้น     จิตนั้นก็ชื่อว่า  จิต  เพราะรวมอยู่ในความวิจิตร

ทั้งหลาย  บรรดาจิตเหล่านั้น   จิตดวงใดดวงหนึ่งสมควรเรียกว่าจิต เพราะเป็น

ธรรมวิจิตร.  ชื่อว่า  จิต   เพราะความวิจิตรอย่างนี้ก่อน.

ชื่อว่า  จิต   เพราะทำให้วิจิตร  อย่างไร ?

จริงอยู่  ชื่อว่า วิจิตรอื่นยิ่งกว่าจิตรกรรม ไม่มีในโลก  ธรรมดาว่า

ลวดลายแม้ในความวิจิตรนั้น     ก็เป็นความวิจิตรคือความงดงามยิ่งนัก.    พวก

จิตรกรเมื่อกระทำจิตรกรรมนั้นก็เกิดสัญญาอันวิจิตรว่า รูปมีอย่างต่าง ๆ เราควร

ทำอย่างนี้  ในที่นี้  ดังนี้.   การทำอันวิจิตร  อันสำเร็จแล้วด้วยกิจมีการเขียน

การระบายสี   การทำสีให้เรืองรอง    และการสลับสีเป็นต้น     ย่อมเกิดขึ้นด้วย

สัญญาอันวิจิตร  รูปอันวิจิตรอย่างใดอย่างหนึ่ง ในความวิจิตรกล่าวคือลวดลาย

ย่อมสำเร็จแต่จิตรกรรมนั้น.    การเกิดขึ้นแห่งศิสปะอันวิจิตรอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในโลกอย่างนี้    ศิลปะทั้งหมดนั้น   อันจิตเท่านั้นคิดว่า  รูปนี้จงมีข้างบนรูปนี้

รูปนี้จงมีข้างล่างของรูปนี้  รูปนี้จงมีที่ข้างทั้ง ๒ ของรูปนี้แล้วจึงกระทำ จิตร-

กรรมนั้นอันข้างล่างให้วิจิตรแล้ว   ฉันใด   แม้จิตที่ทำให้สำเร็จความวิจิตร  ก็ชื่อว่า

จิต   ฉันนั้นเหมือนกัน    เพราะกระทำให้วิจิตรด้วยอาการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง

จิตนั่นแหละ    ชื่อว่า    วิจิตรกว่าจิตรกรรมนั้น  เพราะให้สำเร็จจิตรกรรม


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 230

ทุกชนิดตามที่คิด.  เพราะเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  ชื่อว่า ลวดลายอันวิจิตร พวกเธอเห็นแล้วหรือ พวกภิกษุกราบทูล

ว่า  เห็นแล้วพระเจ้าข้า    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ลวดลายอันวิจิตรแม้นั้นแลอันจิตนั่นเองคิดแล้ว  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตเท่านั้น

วิจิตรกว่าลวดลายอันวิจิตรแม้นั้นแล.

อนึ่ง  จิตที่เป็นไปภายในต่างชนิดโดยกรรม  เพศ สัญญา และโวหาร

เป็นต้น   ในคติทั้งหลาย  มีเทวดา  มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานนี้ใด  จิตแม้นั้นก็

กระทำให้วิจิตรแล้วเหมือนกัน.

จริงอยู่   กุศลกรรมและอกุศลกรรม   อันต่างโดยกรรมมีกายกรรม

เป็นต้น    ที่เป็นไปโดยนัยมีทาน ศีล ความเบียดเบียน  และความโอ้อวดเป็นต้น

สำเร็จแล้วด้วยจิต ชื่อว่า มีความต่างกันเพราะกรรม.  สัณฐานแห่งอวัยวะ

มีมือ  เท้า   ท้อง   คือ   และหน้าเป็นต้นในคติทั้งหลายนั้น ๆ  แตกต่างกันไป

ด้วยความต่างกันแห่งกรรมนั้นแหละ   ชื่อว่า   ความต่างกันแห่งเพศ.   เมื่อ

สัญญาเกิดขึ้นว่า  นี้เป็นหญิง   นี้เป็นชาย  ดังนี้   ด้วยสามารถแห่งสัณฐานตามที่

ถือเอา     เพราะความต่างกันแห่งเพศ    ชื่อว่า    ความต่างกันแห่งสัญญา.

เมื่อชนทั้งหลายร้องเรียกด้วยคำว่า  หญิง  หรือว่า  ชาย  ดังนี้    อันสมควรแก่

สัญญา   เพราะความต่างกันแห่งสัญญา    ชื่อว่า    ความต่างกันแห่งโวหาร.

แต่เพราะเหตุที่บุคคลทำกรรมอันให้เกิดอัตภาพนั้น    ๆ   ด้วยสามารถแห่งความ

ต่างกันแห่งโวหารอย่างนี้ว่า   ข้าพเจ้าจักเป็นหญิง   ข้าพเจ้าจักเป็นชาย   ข้าพเจ้า

จักเป็นกษัตริย์ ข้าพเจ้าจักเป็นพราหมณ์ ดังนี้  ฉะนั้น จึงชื่อว่า  ความต่างกัน

แห่งกรรม    เพราะความต่างกันแห่งโวหาร.  ก็ความต่างกันแห่งกรรมนั้น  ๆ

เมื่อจะยังภพตามที่ปรารถนาให้เกิดขึ้น   ย่อมให้เกิดขึ้นด้วยคติ   เหตุใด   เพราะ

เหตุนั้น  จึงชื่อว่า  ความต่างกันแห่งคติ  เพราะความต่างกันแห่งกรรม.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 231

อนึ่ง ความที่สัตว์ทั้งหลายนั้น  ๆ เกิดเป็นสัตว์ไม่มีเท้าและสัตว์ ๒ เท้า

เป็นต้น    เกิดเป็นสัตว์สูงและต่ำเป็นต้นในคตินั้น   ๆ เกิดเป็นผู้มีผิวพรรณดีและ

ผิวพรรณทรามเป็นต้น   เป็นผู้มีลาภและเสื่อมลาภเป็นต้น ในอัตภาพนั้น ๆ ย่อม

ปรากฏเพราะความต่างกันแห่งกรรมนั่นแหละ.    เพราะฉะนั้น     จิตที่เป็นไปใน

ภายในต่างโดยกรรม  เพศ   สัญญา   และโวหารเป็นต้นในคติทั้งหลายอันต่าง

โดยความเป็นเทวดา  มนุษย์   และสัตว์เดรัจฉานทั้งหมดนั่นแหละ พึงทราบว่า

อันจิตนั้นเองกระทำแล้ว.   เนื้อความนี้นั้น    พึงทราบด้วยสามารถพระสูตรที่ยัง

มิได้ขึ้นสู่สังคีตินี้. สมจริงดังที่ท่านกล่าวว่า การกำหนดประเภทของความต่างกัน

ของเพศที่มีมาก  ย่อมมีได้ด้วยสามารถแห่งการกำหนดประเภทของความต่างกัน

แห่งกรรมที่มีมาก     การกำหนดประเภทของความต่างกันของความต่างกันของ

สัญญาที่มีมาก    ย่อมมีได้ด้วยสามารถแห่งการกำหนดประเภทของความต่างกัน

แห่งเพศที่มีมาก  การกำหนดประเภทแห่งความต่างกันของโวหารที่มีมาก  ย่อม

มีได้ด้วยสามารถแห่งกำหนดประเภทแห่งความต่างกันของสัญญาที่มีมาก    การ

กำหนดประเภทแห่งความต่างกันของกรรมที่มีมาก    ย่อมมีได้ด้วยสามารถแห่ง

การกำหนดประเภทของความต่างกันแห่งโวหารที่มีมาก     ความต่างกันแห่งคติ

ของสัตว์ทั้งหลายย่อมปรากฏ  เพราะอาศัยความต่างกันแห่งกรรม  สัตว์ทั้งหลาย

ที่ไม่มีเท้า  มี ๒ เท้า   มี ๔ เท้า    มีเท้ามาก  มีรูป  ไม่มีรูป  มีสัญญา  ไม่มี

สัญญา   มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่    ความต่างกันแห่งความอุบัติของสัตว์

ทั้งหลาย  คือความสูงต่ำ  เลวประณีต   ไปสู่สุคติและทุคติ   ย่อมปรากฏเพราะ

อาศัยความต่างกันแห่งกรรม ความต่างกันในอัตภาพของสัตว์ทั้งหลาย คือความ

เป็นผู้มีผิวพรรณดีและผิวพรรณทราม ความเป็นผู้มีชาติดีและไม่ดี ความเป็น

ผู้ที่ทรวดทรงดีและไม่ดีย่อมปรากฏ  เพราะอาศัยความต่างกันแห่งกรรม ความ

ต่างกันในโลกธรรมของสัตว์ทั้งหลายในความมีลาภเสื่อมลาภ   มียศเสื่อมยศ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 232

นินทา  สรรเสริญ  สุขและทุกข์ ย่อมปรากฏเพราะอาศัยความต่างกันแห่งกรรม

ดังนี้.

แม้ข้ออื่นอีก  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า

เพศย่อมเป็นไปเพราะกรรม   สัญญา

ย่อมเป็นไปเพราะเพศ    สัตว์ทั้งหลายย่อมลง

ความต่างกันเพราะสัญญาว่า นี้เป็นหญิงหรือ

เป็นชาย           สัตวโลกย่อมเป็นไปตามกรรม

หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม     สัตว์ทั้งหลาย

มีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน      ดุจลิ่มสลักเพลารถ

ที่ไปอยู่        บุคคลย่อมได้เกียรติ          ได้การ

สรรเสริญก็เพราะกรรม         ย่อมได้ความเสื่อม

การถูกประหาร             และการจองจำก็เพราะ

กรรม           บุคคลรู้ความต่างกันแห่งกรรมนั้น

แล้ว      ไฉนเล่าจึงพูดว่ากรรมไม่มีในโลก.

ดูก่อนมาณพ  สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เป็นทายาทแห่งกรรม

มีกรรมเป็นกำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่ง  กรรมย่อมจำแนก

สัตว์ทั้งหลายโดยให้เลวและประณีต     บัณฑิตพึงทราบความที่จิตเป็นธรรมชาติ

วิจิตร  เพราะความวิจิตรด้วยการกระทำดังพรรณนามาฉะนี้.

จริงอยู่    ความวิจิตรเหล่านี้แม้ทั้งหมด อันจิตนั่นแหละกระทำแล้ว

ก็จิตเท่านั้น  เป็นธรรมชาติ   วิจิตรกว่าความวิจิตรอันใดที่เป็นไปภายในอันจิต

กระทำแล้วที่กล่าวแล้วนั้น เพราะความที่จิตไม่ได้โอกาส ไม่มีการกระทำความ

วิจิตรบางอย่าง  หรือว่าเพราะความมีจิตบกพร่องด้วยปัจจัยที่เหลือก็ไม่มีการ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 233

กระทำให้วิจิตรในบางอย่าง  เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราไม่พิจารณาเห็นสัตว์หมู่อื่นแม้สักหมู่หนึ่ง    ที่วิจิตร

เหมือนสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายนี้เลย    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    จิตนั่นแหละเป็น

ธรรมชาติวิจิตรกว่าสัตว์เดียรัจฉานแม้เหล่านั้นแล  ดังนี้.

 

อธิบายคำว่าอุปปันนธรรม  ๔

 

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า  อุปฺปนฺน   โหติ นี้  ต่อไป.

ธรรมที่ชื่อว่า    อุปปันนะ    มีประเภทหลายอย่างด้วยสามารถแห่ง

วัตตมานอุปปันนะ   ภูตาปคตอุปปันนะ   โอกาสกตอุปปันนะ และ

ภูมิลัทธอุปปันนะ.

บรรดาวัตตมานอุปปันนะเป็นต้นเหล่านั้น ธรรมชาติแม้ทั้งหมดกล่าว

คือความพรั่งพร้อมด้วยความเกิดขึ้น  ความแก่  และความดับ   ชื่อว่า  วัตต-

มานอุปปันนะ  กุศลและอกุศลที่เสวยรสแห่งอารมณ์แล้วดับไป กล่าวคือ

เสวยแล้วก็ดับด้วย  กุศลและอกุศลที่เข้าถึงหมวด ๓ มีอุปปาทขณะเป็นต้นแล้ว

ก็ดับกล่าวคือเกิดแล้วก็ดับด้วย     กุศลและอกุศลที่ปัจจัยปรุงแต่งที่เหลือด้วย

ชื่อว่า  ภูตาปคตอุปปันนะ  กรรมที่ตรัสไว้โดยนัยเป็นว่า กรรมทั้งหลาย

เหล่านี้ใดที่กระทำไว้แล้วในกาลก่อน  ดังนี้    แม้เป็นอดีต   และเพราะห้ามวิบาก

อื่นที่มีอยู่แล้ว   ให้โอกาสแก่วิบากของตน    และวิบากที่มีโอกาสอันกระทำแล้ว

อย่างนั้น   มีอยู่แม้ยังไม่เกิดขึ้น    แต่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนเพราะโอกาสทำแล้ว

อย่างนั้น ชื่อว่า โอกาสกตอุปปันนะ  อกุศลที่ยังไม่ได้ถอนขึ้นในภูมิทั้งหลาย

นั้น ๆ ชื่อว่า ภูมิลัทธอุปปันนะ  บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งภูมิและ

ภูมิลัทธะ ในคำว่า ภูมิลัทธอุปปันนะต่อไป. ขันธ์ ๕ เป็นไปในภูมิ ๓ เป็น

อารมณ์ของวิปัสสนา   ชื่อว่า  ภูมิ  การเกิดขึ้นแห่งกิเลสอันควรแก่การเกิดขึ้น


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 234

ในขันธ์เหล่านั้น ชื่อว่า ภูมิลัทธะ  (มีภูมิอันได้แล้ว)  จริงอยู่ ภูมิเหล่านั้น

ชื่อว่า  อันกิเลสนั้นได้แล้ว    เพราะฉะนั้น  ท่านจึงเรียกว่า  ภูมิลัทธะ   (มี

ภูมิอันได้แล้ว)  บรรดาอุปปันนะ ๔ ตามที่กล่าวมาอย่างนี้  ในคำว่า  อุปฺปนฺน

โหติ  นี้  ท่านประสงค์เอาวัตตมานอุปปันนะ.

 

ว่าด้วยอุปปันนศัพท์

 

พึงทราบคำจำกัดความในคำว่า   อุปฺปนิน   โหติ   ต่อไป.

ธรรมที่ชื่อว่า   อุปปันนะ    เพราะอรรถว่า    เคลื่อนจากธรรมส่วน

เบื้องต้น   (คืออดีต)   มุ่งหน้าต่ออุปปาทขณะเป็นต้น.   ก็อุปปันนศัพท์นี้ใช้ใน

อรรถหลายอย่าง  คือ  ในอดีต   (ธรรมที่ล่วงแล้ว)  ปฏิลัทธะ  (ได้เฉพาะ)

สมุฏฐิตะ  (ตั้งขึ้นพร้อม)  อวิกขัมภิตะ  (ข่มไม่ได้)  อสมุจฉินนะ  (ตัด

ไม่ได้)  ขณัตตยคตะ  (ถึงขณะทั้ง ๓).

จริงอยู่  อุปปันนศัพท์นี้มาในความหมายว่า อดีต ดังในประโยคนี้ว่า

เตน  โข  ปน  ภิกฺขเว  สมเยน  กกุสนฺโธ  ภควา  อรห  สมฺมาสมฺพุทฺโธ

โลเก   อุปฺปนฺโน  (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็โดยสมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาค-

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   พระนามว่า  กกุสันธะ  เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก)

ดังนี้      มาในความหมายว่า    ได้เฉพาะ    ดังในประโยคนี้ว่า    อายสฺมโต

อานนฺทสฺส  อติเรกจีวร   อุปฺปนฺน  โหติ   (อติเรกจีวรเป็นของอันท่าน

พระอานนท์ได้เฉพาะแล้ว)  มาในความหมายว่า ตั้งขึ้นพร้อม  ดังในประโยค

นี้ว่า   เสยฺยถาปิ   ภิกฺขเว  อุปฺปนฺน   มหาเมฆ  ตเมน  มหาวาโต

อนฺตราเยว  อนฺตรธาเปติ  (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาเมฆตั้งขึ้นพร้อมแล้ว

ลมใหญ่ย่อมพัดมหาเมฆนี้นั้นให้อันตรธานไปในระหว่างนั่นแหละ)     มาใน

ความหมายว่า ข่มไม่ได้ ดังในประโยคนี้ว่า อุปฺปนฺน  คมิยจิตฺต  ทุปฺปฏิ-


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 235

วิโนทนญฺจ   อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน   ปาปเก   อกุสเล    ธมฺเม   านโส

อนฺตรธาเปติ   (จิตคิดจะไป ข่มไม่ได้ บรรเทาได้ยาก และย่อมยังบาปอกุศลธรรม

ที่ข่มไม่ได้     ที่ข่มไม่ได้ให้อันตรธานไปโดยฉับพลัน )     มาในความหมายว่า

ตัดไม่ได้   ดังในประโยคนี้ว่า   อริย   อฏฺงฺคิก   มคฺค   ภาเวนฺโต

พหุลีกโรนฺโต   อุปฺปนฺนุปนฺเน  ปาปเก  อกุสเล   ธมฺเม   อนฺตราเยว

อนฺตรธาเปติ    (บุคคลเจริญกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์   ๘

ย่อมยังบาปอกุศลธรรมที่ยังละไม่ได้     และละไม่ได้ให้อันตรธานไป)    มาใน

ความหมายว่า ถึงขณะทั้ง ๓ ดังในประโยคนี้ว่า อุปฺปชฺชมานอุปปนฺนนฺติ

อามนฺตา  (ถามว่า จิตกำลังเกิด ชื่อว่า ถึงขณะทั้ง ๓ หรือ ตอบว่า ใช่)  แม้

อุปปันนศัพท์ในที่นี้  ก็พึงทราบว่า ถึงขณะทั้ง ๓ เท่านั้น.  เพราะฉะนั้น  ในคำว่า

อุปฺปนฺน   โหติ นี้   พึงทราบเนื้อความสังเขปนี้ว่า  ถึงขณะทั้ง ๓ กำลังเป็นไป

ได้แก่ ปัจจุบัน.

 

อธิบายคำว่าจิตเป็นประธาน

 

ก็คำว่า  จิตฺต  อุปฺปนฺน  นี้    คือจิตเป็นประธานแห่งเทศนา   ก็จิต

ย่อมไม่เกิดขึ้นเฉพาะดวงเดียวเท่านั้น    เพราะฉะนั้น    เมื่อเขาพูดว่า   พระราชา

เสด็จมาแล้ว  ดังนี้   ก็พระราชาทรงละบริษัทแล้วมาพระองค์เดียวเท่านั้น  ก็หาไม่

แต่ที่แท้แล้วย่อมปรากฏว่า  มาพร้อมกับบริษัททีเดียว ฉันใด  แม้จิตนี้ก็ฉันนั้น

บัณฑิตพึงทราบว่าเกิด  มาพร้อมกับกุศลธรรมเกิน  ๕๐  โดยแท้.  อนึ่ง  คำว่า

จิตฺต  อุปฺปนฺน  นี้    พระมีพระภาคเจ้าตรัสไว้   ด้วยอรรถว่าเป็นประธาน

(เป็นสภาพถึงก่อน).

จริงอยู่  เพ่งถึงโลกิยธรรมแล้ว   จิตก็เป็นใหญ่  เป็นธุระ เป็นประธาน

แต่เพ่งถึงโลกุตรธรรมแล้ว ปัญญาเป็นใหญ่  เป็นธุระ เป็นประธาน  เพราะเหตุ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 236

นั้นแหละ    พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นถึงปริยายพระวินัยแล้ว     เมื่อจะตรัสถาม

ปัญหาก็ไม่ตรัสถามว่า  เธอมีผัสสะเป็นอย่างไร  มีเวทนาเป็นอย่างไร  มีสัญญา

เป็นอย่างไร    มีเจตนาเป็นอย่างไร    ย่อมตรัสถามทำจิตเท่านั้นให้เป็นธุระว่า

ดูก่อนภิกษุ   เธอมีจิตเป็นอย่างไร  ดังนี้    เมื่อภิกษุกราบทูลว่า   ข้าแต่พระผู้มี

พระภาคเจ้า  ข้าพระองค์ไม่มีไถยจิต  ดังนี้     พระองค์ก็ไม่ตรัสว่า   ภิกษุไม่มี

ไถยผัสสะก็ไม่ต้องอาบัติเป็นต้น    แต่ย่อมตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุ  ไม่เป็นอาบัติแก่

ภิกษุผู้ไม่มีไถยจิต  ดังนี้.   พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อถึงปริยายพระวินัยทรงยก

จิตขึ้นเป็นธุระเท่านั้นก็หาไม่     เมื่อทรงแสดงโลกิยเทศนาแม้อื่นก็ทรงแสดงทำ

จิตนั่นแหละให้เป็นธุระ    เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   อกุศลธรรุมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง   เป็นส่วนอกุศล   เป็นฝ่ายอกุศล-

ธรรมเหล่านั้น  ทั้งหมดมีใจเป็นประธาน ใจย่อมเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น ดังคาถา

ประพันธ์ที่ตรัสไว้ว่า

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นประธาน  มีใจ

ประเสริฐที่สุด  สำเร็จด้วยใจ  ถ้าบุคคลมีใจ

อันโทษประทุษร้ายแล้ว    จะพูดก็ตาม   จะ

กระทำก็ตาม เพราะทุจริต ๓ อย่างนั้น ทุกข์

ย่อมตามเขาไป  เหมือนล้อหมุนไปตามรอย

เท้าโคตัวลากเกวียน  ฉะนั้น   ธรรมทั้งหลาย

มีใจเป็นประธาน   มีใจประเสริฐที่สุด  สำเร็จ

แล้วด้วยใจ  ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว  จะพูด

ก็ตาม  จะกระทำก็ตาม เพราะสุจริต ๓ อย่าง

นั้น  สุขย่อมไปตามเขา  เหมือนเงาไปตามตัว


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 237

ฉะนั้น     สัตว์โลกอันจิตย่อมนำไป     ย่อม

กระเสือกกระสนไปเพราะจิต    สัตว์ทั้งหมด

ทีเดียว  ย่อมเป็นไปตามอำนาจของธรรมอัน

หนึ่งคือจิต  ดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมอง

ย่อมบริสุทธิ์    เพราะจิตผ่องแผ้ว    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    จิตนี้เป็นประภัสสร

แต่ก็จิตนั้นแลเศร้าหมองแล้ว      เพราะอุปกิเลสทั้งหลายจรมา.     ดูก่อนคหบดี

เมื่อบุคคลไม่รักษาจิต     แม้กายกรรมก็ชื่อว่าเธอไม่รักษา    แม้วจีกรรมก็ชื่อว่า

ไม่รักษา แม้มโนกรรมก็ชื่อว่าไม่รักษา ดูก่อนคหบดี  เมื่อบุคคลรักษาจิต  ฯลฯ

ดูก่อนคหบดี   เมื่อจิตพยาบาท ฯลฯ   ดูก่อนคหบดี   เมื่อจิตไม่พยาบาท ฯลฯ

ดูก่อนคหบดี  เมื่อจิตถูกกิเลสรั่วรด ฯลฯ ดูก่อนคหบดี เมื่อจิตไม่ถูกกิเลสรั่วรด

กายกรรมก็ดี  วจีกรรมก็ดี  ก็ไม่ถูกกิเลสรั่วรด    เพ่งถึงโลกิยธรรมอย่างนี้ด้วย

ประการฉะนี้  บัณฑิตพึงทราบว่า  จิตเป็นใหญ่  เป็นธุระ  เป็นประธาน  ดังนี้

ก็บรรดาสูตรที่กล่าวแล้วเหล่านี้   พึงทราบว่า   ท่านไม่ถือสูตรหนึ่งหรือสองสูตร

แต่ถือสูตรแม้ทั้งหมดเพื่อตามรักษาสูตรไว้.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า  จะตรัสถามโลกุตรธรรมก็ไม่ตรัสถามว่า  เธอ

บรรลุผัสสะไหน    บรรลุเวทนาไหน    บรรลุสัญญาไหน    บรรลุเจตนาไหน

และบรรลุจิตไหน  ดังนี้     ทรงถามทำปัญญาให้เป็นธุระว่า  ดูก่อนภิกษุ  เธอ

บรรลุปัญญาไหน  หรือว่า  เธอบรรลุมรรคปัญญาที่หนึ่ง  ที่สอง  ที่สาม  ที่สี่

หรือดังนี้.

ในที่นี้พึงทราบพระสูตรเป็นต้นอย่างนี้ว่า    กุศลธรรมทั้งปวงมีปัญญา

เป็นเยี่ยมย่อมไม่เสื่อม     ก็ปัญญามีประโยชน์อย่างไร     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 238

ศรัทธาที่คล้อยตามปัญญาของอริยสาวกผู้มีปัญญานั้น    ย่อมดำรงอยู่   วิริยะที่

คล้อยตามศรัทธานั้นย่อมดำรงอยู่  สติที่คล้อยตามวิริยะนั้นย่อมดำรงอยู่  สมาธิ

ที่คล้อยตามสตินั้น  ก็ย่อมดำรงอยู่   ดังนี้   เพราะฉะนั้น      เพ่งถึงโลกุตรธรรม

แล้วพึงทราบว่า   ปัญญาเป็นใหญ่   เป็นธุระ  เป็นประธาน  ดังนี้   แต่นี้เป็น

โลกิยเทศนา  เพราะฉะนั้น    เมื่อทรงแสดงจิตให้เป็นธุระ  จึงตรัสว่า  อุปฺปนฺน

โหติ ดังนี้.

 

อธิบายคำว่าโสมนัสสสหคตะ

 

คำว่า  โสมนสฺสสหคต  ได้แก่ ถึงภาวะมีการเกิดพร้อมกันเป็นต้น

กับโสมนัส   กล่าวคือการเสวยอารมณ์ที่ยินดีเหมือนน้ำผึ้ง  ก็สหคตศัพท์นี้ใช้ใน

อรรถเหล่านี้  คือ   ความเป็นอย่างนั้น     ( ตัพภาวะ)  เจือแล้ว   (โวกิณณะ)

ที่อาศัย  (นิสสยะ)  อารมณ์  (อารัมมณะ)  และความเกี่ยวข้อง (สังสัฏฐะ).

บรรดาอรรถเหล่านั้น    สหคตศัพท์นี้พึงทราบว่า    ใช้ในความหมายว่า

ความเป็นอย่างนั้น   เหมือนในประโยคว่า  ยาย   ตณฺหา  โปโนพฺภวิกา

นนฺทิราคสหคตา   ( ตัณหานี้ใด  อันก่อให้เกิดในภพใหม่  เพราะความเป็น

อย่างนั้นแห่งนันทิราคะ    (ตัณหา)    อธิบายว่า    เป็นความกำหนัดด้วยความ

เพลิดเพลิน.    ใช้ในความหมายว่า    เจือแล้ว     เหมือนในประโยคว่า   ยาย

ภิกฺขเว วีมสา โกสชฺชสหคตา  โกสชฺชสมฺปยุตฺตา (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

วิมังสานี้ใด   เจือแล้วด้วยความเกียจคร้าน   ประกอบแล้วด้วยความเกียจคร้าน)

ในอธิการนี้พึงทราบอธิบายว่า    วิมังสานี้เจือแล้วด้วยความเกียจคร้านที่เกิดขึ้น

ในระหว่าง ๆ.   ใช้ในความหมายว่า  อาศัย   เหมือนในประโยคว่า   อฏฺิก-

สญฺาสหคต  สติสมฺโพชฌงฺค  ภาเวติ  (ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์อาศัย


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 239

อัฏฐิกสัญญา)  อธิบายว่า  เจริญอัฏฐิกสัญญาได้เฉพาะแล้ว  เพราะอาศัยอัฏฐิก-

สัญญา. ใช้ในความหมายว่า  อารมณ์  เหมือนในประโยคว่า  ลาภี   โหติ

รูปสหคตาน   วา   สมาปตฺตีน   อรูปสหคตาน  วา   (ภิกษุมีปกติได้

สมาบัติทั้งหลายมีรูปเป็นอารมณ์  หรือมีอรูปเป็นอารมณ์)    อธิบายว่า    มีรูป

หรืออรูปเป็นอารมณ์.    ใช้ในความหมายว่า    ความเกี่ยวข้อง    เหมือนใน

ประโยคว่า  อิท  สุข  อิมาย ปีติยา  สหคต  โหติ  สหชาต  สฏฺ

สมฺปยุตฺต     (สุขนี้เป็นธรรมชาตสหรคตแล้ว   เกิดพร้อมแล้ว   เกี่ยวข้องแล้ว

สัมปุตแล้วด้วยปีตินี้)  ในบทว่า  สังสัฏฐะนี้  ท่านประสงค์เอาความหมายนี้

เท่านั้น.   จริงอยู่   จิตที่เกี่ยวข้องกับโสมนัสในที่นี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

โสมนัสสสหคตะ  ดังนี้.

 

ว่าด้วยสังสัฏฐศัพท์

 

อนึ่ง  แม้สังสัฏฐศัพท์นี้  ก็ใช้ในอรรถมากอย่าง คือ ในความหมายว่า

เช่นเดียวกัน  (สทิเส)  กิเลสรั่วรด   (อวสฺสุเต)   ความสนิทสนมฉันท์มิตร

(มิตฺตสนฺถเว)  เกิดพร้อมกัน   (สหชาเต).

จริงอยู่ สังสัฏฐศัพท์นี้มาในความหมายว่า เช่นเดียวกัน ดังในประโยค

นี้ว่า กีเส ถูเล จ วิวชฺเชตฺวา สสฏฺา โยชิตา หยา (ม้าทั้งหลาย

ที่เทียมแล้ว   ยกเว้นม้าผอมทั้งหลาย   และม้าอ้วนทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน).   มา

ในความหมายว่า  กิเลสรั่วรด  ดังในประโยคว่า สฏฺา จ  ตุมเห  อยฺเย

วิหรถ    (แม่เจ้าทั้งหลาย  พวกท่านจงชุ่มด้วยกิเลสเถิด).   มาในความหมายว่า

สนิทสนมฉันท์มิตร  ดังในประโยคว่า  คิหิสสฏฺโ   วิหรติ  (ภิกษุสนิทสนม

ฉันท์มิตรกับคฤหัสถ์).  มาในความหมายว่า เกิดพร้อมกัน ดังในประโยคว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 240

อิท  สุข  อิมาย  ปีติยา  สหคต  โหติ  สหชาต  สฏฺ  สมฺปยุตฺต

(สุขนี้   สหรคตแล้ว   เกิดร่วมกัน   เกิดพร้อมกัน   สัมปยุตกันด้วยปีตินี้)

สังสัฏฐศัพท์ในที่แม้นี้   ประสงค์เอาในความหมายว่า เกิดพร้อมกัน   (สหชาตะ)

ก็ในอรรถเหล่านั้น   ธรรมที่สหรคต   ชื่อว่า  ไม่เกิดพร้อมกัน    ไม่เกี่ยวข้องกัน

ไม่สัมปยุตกัน    ย่อมไม่มี   แต่ว่า ธรรมที่เกิดพร้อมกัน  เกี่ยวข้องกัน   สัมปยุต

กัน  มีบ้าง ไม่มีบ้าง.  จริงอยู่  เมื่อรูปธรรมกับอรูปธรรมเกิดพร้อมกัน  รูปย่อม

เกิดพร้อมกับอรูป    แต่ไม่เกี่ยวข้องกัน    ไม่สัมปยุตกัน    อรูปก็เหมือนกัน

เกิดพร้อมกับรูปแต่ไม่เกี่ยวข้องกัน    ไม่สัมปยุตกัน    และรูปเกิดพร้อมกับรูป

ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน     ไม่สัมปยุตกัน.    ส่วนอรูปโดยแน่นอนทีเดียวเกิดพร้อมกัน

เกี่ยวข้องกัน    สัมปยุตกันกับอรูปทีเดียว   เพราะฉะนั้น     ทรงหมายเอาการเกิด

พร้อมกันนั้น    จึงตรัสคำว่า   โสมนสฺสสหคต   ดังนี้.

 

อธิบายคำว่าญาณสัมปยุต

 

บทว่า   าณสมฺปยุตฺต   แปลว่า   สัมปยุตด้วยญาณ   อธิบายว่า

ประกอบด้วยอาการมีการเกิดพร้อมกันเป็นต้นเสมอกัน.   ก็คำใดที่ควรกล่าวใน

ญาณสัมปยุตนี้    คำนั้นข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว    ในเวทนาติกะในการพรรณนา

บทมาติกานั่นแหละ    เพราะฉะนั้น  บัณฑิตพึงทราบว่า    ญาณนั้นสัมปยุตด้วย

ลักษณะนี้   คือ  เกิดพร้อมกัน   (เอกุปฺปาทา)  ดับพร้อมกัน  (เอกนิโรธา)

มีวัตถุเดียวกัน   (เอกวตฺถุกา)   มีอารมณ์เดียวกัน   (เอการมฺมณา).

ส่วนนิทเทส (การชี้แจง) โดยอุกฤษฏ์มีดังนี้

ก็ในอรูป   แม้เว้นความมีวัตถุเป็นอันเดียวกัน  ก็ได้สัมปโยคะ

ถามว่า  ด้วยคำมีเท่านี้  ท่านกล่าวไว้อย่างไร ?


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 241

ตอบว่า  ท่านกล่าวมหาจิต  ที่สหรคตด้วยโสมนัสในกามาจรทั้งหลาย

ที่เป็นติเหตุกญาณสัมปยุต  เป็นอสังขาริก.

จริงอยู่  ทรงถือเอากุศลจิตที่เป็นไปในภูมิ ๔ ด้วย คำถามที่มิได้กำหนด

แน่นอนว่า     ธรรมเป็นกุศล    เป็นไฉน  ดังนี้   ด้วยพระบาลีว่า    กามาวจร

กุสล   จิตฺต   อุปฺปนฺน   โหติ  (กามาวจรกุศลจิตเกิดขึ้นแล้ว)  ดังนี้  ทรงเว้น

กุศลจิตเป็นไปในภูมิ ๓ ทรงถือเอากามาวจรกุศลจิต ๘    ดวงเท่านั้น.  พระบาลีว่า

โสมนสฺสสหคต ดังนี้ ทรงเว้นอุเบกขาสหรคต  ๔ อย่าง จากกามาวจรกุศลจิต

นั้นนั่นแหละ  แล้วทรงถือเอาเฉพาะโสมนัสสสหคตจิตเฉพาะ  ๔    อย่าง    ด้วย

พระบาลีว่า    าณสมฺปยุตฺต   ดังนี้  ทรงเว้นจิตที่เป็นญาณวิปปยุต  ๒ ดวง

จากจิตที่เป็นโสมนัสสสหคตนั้นนั่นแหละ   แล้วทรงถือเอาเฉพาะจิตที่เป็นญาณ

สัมปยุต  ๒ ดวงเท่านั้น.    ส่วนความที่จิตเป็นอสังขาริกมิได้ทรงถือเอา  เพราะ

ความที่จิตเป็นอสังขาริกนั้นมิได้ตรัสไว้   แม้มิได้ทรงถือเอาความที่จิตเป็นอสัง-

ขาริกแม้ก็จริง  ถึงอย่างนั้น    เพราะพระบาลีว่า   สสงฺขาเรน    ข้างหน้าแม้จะ

มิได้ตรัสว่า   อสงฺขาเรน   ไว้ในที่นี้   บัณฑิตก็พึงทราบความที่จิตเป็นอสังขาริก

เพราะได้ทรงกำหนดเพื่อแสดงมหาจิตนี้ตั้งแต่ต้นทีเดียว   จึงทรงเริ่มเทศนานี้

ดังนี้  ในข้อนี้   พึงทราบว่าท่านทำความสันนิษฐานไว้อย่างนี้.

 

อธิบายคำว่าอารมณ์

 

บัดนี้  เพื่อแสดงจิตนั้นนั่นแหละโดยอารมณ์  จึงตรัสคำว่า รูปารมฺมณ

วา  เป็นต้น.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อแสดงอรูปธรรมทั้งหลายย่อมทรงแสดง

ด้วยวัตถุ หรือด้วยอารมณ์ หรือวัตถุและอารมณ์  หรือว่าด้วยภาวะพร้อมทั้ง

รส. อรูปธรรมทั้งหลายที่ทรงแสดงด้วยวัตถุ  ดังในประโยคมีอาทิว่า  จักขุสัมผัส


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 242

ฯลฯ มโนสัมผัส    เวทนาเกิดแต่จักษุสัมผัส   ฯลฯ   เวทนาเกิดแต่มโนสัมผัส

จักขุวิญญาณ ฯสฯ  มโนวิญญาณดังนี้. และทรงแสดงอรูปธรรมทั้งหลายด้วยอารมณ์

ดังในประโยคมีอาทิว่า   รูปสญฺา    ฯเปฯ   ธมฺมสญฺา    รูปสญฺเจตนา

ฯเปฯ      ธมฺมสญฺเจตนา   ดังนี้.   และทรงแสดงอรูปธรรมทั้งหลาย   ทั้งวัตถุ

และอารมณ์   ดังในประโยคมีอาทิว่า.  จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุ

และรูป   ผัสสะ  คือ  การประชุมธรรมทั้ง ๓  ฯลฯ  มโนวิญญาณย่อมเกิดขึ้น

เพราะอาศัยมนะและธรรมทั้งหลาย  ผัสสะคือการประชุมแห่ง  ธรรมทั้ง  ๓ ดังนี้.

ทรงแสดงอรูปธรรมทั้งหลาย    ด้วยภาวะพร้อมทั้งรส    ดังในประโยคมีอาทิว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย   สังขารทั้งหลายจึงเกิดขึ้น เพราะ

สังขารเป็นปัจจัย  วิญญาณจึงเกิดขึ้น ดังนี้.

บัดนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อจะทรงแสดงในฐานะนี้ด้วยอารมณ์จึง

ตรัสคำว่า  รูปารมฺมณ  วา   เป็นต้น.

บรรดาธรรมที่มีรูปเป็นอารมณ์เป็นต้นนั้น    รูปมีสมุฏฐาน  ๔  ที่เป็น

อดีต  อนาคต   และปัจจุบันนั่นแหละ  เรียกว่า  รูปารมณ์.   เสียงมีสมุฏฐาน ๒

ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันนั่นแหละ เรียกว่าสัททารมณ์.   คันธะมีสมุฏฐาน ๔

ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันนั่นแหละ  เรียกว่า  คันธารมณ์.    รสนั่นแหละมี

สมุฏฐาน  ๔  ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน  เรียกว่า   รสารมณ์.   โผฏฐัพพะ

นั่นแหละมีสมุฏฐาน ๔ ที่เป็นอดีตและปัจจุบัน เรียกว่า โผฏฐัพพารมณ์.

ธรรมทั้งหลายนั่นแหละกล่าวคือโคจร    (อารมณ์)    ของจิตที่มีสมุฏฐานหนึ่ง

มีสมุฏฐานสอง  มีสมุฏฐานสาม   มีสมุฏฐานสี่   แม้ไม่เกิดจากสมุฏฐานไหน ๆ

ที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน   ทั้งธรรมที่ไม่พึงกล่าว และที่เหลือจากธรรมที่กล่าว

แล้ว   เรียกว่า   ธรรมารมณ์.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 243

แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า   ธรรมทั้งหลายเหล่าใด    แม้มีรูปเป็นต้น

ที่ไม่มาสู่คลอง  ธรรมเหล่านั้น    เป็นธรรมารมณ์ทั้งนั้น   ธรรมเหล่านั้นถูกปฏิเสธ

ด้วยสูตรนี้.

ข้อนี้  สมกับคำที่พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อินทรีย์

๕  เหล่านี้แล  มีวิสัยต่างกัน  มีโคจรต่างกัน    ไม่รับเอาโคจรวิสัยของกันและกัน

(รับเฉพาะของตนเอง)  มีใจเป็นที่พึ่ง   ใจเท่านั้นย่อมรับโคจรวิสัยของอินทรีย์

๕ เหล่านั้น   ดังนี้.

จริงอยู่   อารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้น  แห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านั้น

ชื่อว่า  โคจรวิสัย รูปารมณ์เป็นต้นเหล่านั้น      อันใจเสวยอยู่    ก็คือรูปารมณ์

เป็นต้นนั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงสำเร็จประโยชน์นี้ อนึ่ง ความที่ญาณทั้งหลาย

มีทิพยจักขุญาณเป็นต้น    มีรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์    ก็ย่อมสำเร็จประโยชน์นี้

เหมือนกัน เพราะว่า  การกำหนดโดยนัยที่กล่าวว่า  รูปารมณ์เป็นต้น ที่ไม่มา

สู่คลองนั่นแหละเป็นอารมณ์ของทิพยจักษุญาณเป็นต้น     แต่รูปารมณ์เหล่านั้น

ไม่เป็นธรรมารมณ์มีอยู่ดังนี้.

บรรดาอารมณ์มีรูปเป็นต้นเหล่านั้น อารมณ์แต่ละอารมณ์ย่อมมาสู่

คลองในทวารทั้งสอง.  จริงอยู่   รูปารมณ์กระทบจักขุประสาทแล้ว   มาสู่คลอง

มโนทวารในขณะนั้นทันที อธิบายว่า เป็นปัจจัยแก่ภวังคจลนะ.  แม้สัททารมณ์

คันธารมณ์  รสารมณ์  โผฏฐัพพารมณ์  ก็นัยนี้. เหมือนอย่างว่า นกบินมาทาง

อากาศ  ซ่อนตัวอยู่ที่ยอดต้นไม้นั่นแหละ ย่อมกระทบกิ่งไม้ด้วย เงาของนกนั้น

ย่อมกระทบแผ่นดินด้วย    การกระทบที่กิ่งไม้  และการแผ่ไปแห่งเงาที่แผ่นดิน

ย่อมมีในขณะเดียวกัน  คือไม่ก่อนไม่หลังกัน   ฉันใด  การกระทบจักขุประสาท

เป็นต้นของรูปที่เป็นปัจจุบันเป็นต้น       และการมาสู่คลองมโนทวาร   เพราะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 244

สามารถให้ภวังค์ไหว ย่อมมีในขณะเดียวกันนั่นแหละไม่ก่อนไม่หลังกันฉันนั้น.

ลำดับนั้น     มหาจิตนี้ก็เกิดขึ้นในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งแห่งอารมณ์เหล่านั้น

อันติดต่อกันไปแห่งอาวัชชนจิตเป็นต้น      ที่ตัดภวังค์แล้วเกิดขึ้นในจักขุทวาร

เป็นต้น   มีโวฏฐานจิต*เป็นที่สุด  แต่ว่าในมโนทวารล้วน ๆ ไม่มีกิจกระทบกับ

ประสาท  โดยปกติอารมณ์เหล่านี้  ย่อมมาสู่คลองด้วยสามารถแห่งรูปที่เห็นแล้ว

เสียงที่ฟังแล้ว   กลิ่นที่ดมแล้ว   รสที่ลิ้มแล้ว   กายที่กระทบแล้วเท่านั้น.

ถามว่า  อารมณ์เหล่านี้มาสู่คลอง  (มโนทวาร)  อย่างไร.

ตอบว่า  บุคคลบางคนในโลกนี้  กระทำประทักษิณมหาเจดีย์ประดับ-

ตกแต่งแล้ว  ฉาบทาด้วยปูนขาว  วิจิตรด้วยสีมีหรดาลและมโหศิลาเป็นต้น มีการ

ปักธงชัยและธงแผ่นผ้ามีประการต่าง  ๆ    ผูกพวงดอกไม้ล้อมประทีปและมาลัย

รุ่งโรจน์อยู่ด้วยสิริอันรื่นรมย์ใจอย่างยิ่ง    ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษที่ฐานพระ-

เจดีย์ ๑๖ ชั้น  แล้วยืนประคองอัญชลี   แลดูอยู่ถือปีติพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

เมื่อบุคคลนั้นเห็นพระเจดีย์  ยังปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์  ให้เกิดขึ้นอย่าง

นี้แล้ว ภายหลังไปในที่ใดที่หนึ่ง นั่งในที่พักเป็นที่พักในเวลากลางคืนและกลางวัน

รำพึงอยู่   มหาเจดีย์ที่ประดับตกแต่งแล้ว   เช่นเดียวกับที่มาสู่คลองในจักขุทวาร

นั่นแหละ      เป็นเหมือนเวลาที่กระทำประทักษิณแล้วไหว้พระเจดีย์ฉะนั้น

รูปารมณ์ย่อมมาสู่คลองด้วยสามารถแห่งรูปที่ตนเห็นมาก่อน  ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง  เมื่อบุคคลฟังเสียงพระธรรมกถึกผู้กล่าวธรรมกถาด้วยเสียงอัน

ไพเราะ    หรือฟังเสียงนักสวดซึ่งสวดอยู่ด้วยเสียงไพเราะ     ภายหลังไปนั่งใน

ที่ใดที่หนึ่ง แล้วรำพึงอยู่ ธรรมกถา หรือเสียงสรภัญญะ เป็นเหมือนมาสู่คลอง

ในโสตทวาร    และเหมือนเวลาให้สาธุการแล้วฟังธรรม   ฉะนั้น     สัททารมณ์

ย่อมมาสู่คลองด้วยสามารถแห่งเสียงที่ฟังแล้ว   ด้วยประการฉะนี้.

* โวฏฐัพพนจิต


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 245

อนึ่ง เมื่อบุคคลได้ของหอม  หรือดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมแล้วบูชาที่อาสนะ

หรือที่องค์พระเจดีย์   ด้วยจิตที่มีกลิ่นเป็นอารมณ์  ภายหลังนั่ง  ณ ที่ใดที่หนึ่ง

รำพึงอยู่  คันธารมณ์นั้นย่อมเป็นราวกะมาสู่คลองในฆานทวาร เป็นเหมือนเวลา

ที่ทำการบูชา     คันธารมณ์นั้นย่อมมาสู่คลองด้วยสามารถแห่งกลิ่นที่เคยสูดดม

แล้ว   ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง  เมื่อบุคคลได้ขาทนียะและโภชนียะอันประณีตแล้ว  แบ่งปันแก่

เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายแล้วบริโภค      ต่อมาภายหลังได้โภชนะมีหญ้ากับแก้

เป็นต้นในที่ใดที่หนึ่งแล้วรำพึงว่า ในเวลานั้น เราแบ่งโภชนะอันประณีตกับ

เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายแล้วบริโภค     รสารมณ์นั้นเป็นเหมือนมาสู่คลองใน

ชิวหาทวาร    เป็นเหมือนเวลาที่บริโภค     รสารมณ์ย่อมมาสู่คลองด้วยสามารถ

แห่งรสที่ตนได้ลิ้มแล้ว   ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง  เมื่อบุคคลใช้สอยเตียงและตั่ง    หรือเครื่องปูลาด  หรือผ้าห่มมี

เนื้ออ่อนนุ่ม    มีสัมผัสเป็นสุข     ภายหลังต้องนอนที่นอนที่ไม่ดีในที่ใดที่หนึ่ง

ก็รำพึงอยู่ว่า    เมื่อก่อนเราใช้เตียงและตั่งอ่อนนุ่ม  ดังนี้    โผฏฐัพพารมณ์นั้น

เป็นเหมือนมาสู่คลองในกายทวาร  เป็นราวกะว่าเวลาเสวยสัมผัสอันดี   ฉะนั้น

โผฏฐัพพารมณ์ย่อมมาสู่คลองด้วยสามารถแห่งการกระทบ     ด้วยประการฉะนี้

ในมโนทวารล้วน ๆ กิจคือการกระทบประสาท (ทั้ง ๕)  ย่อมไม่มีด้วยประการ

ฉะนี้   ตามปกติ  อารมณ์เหล่านี้  พึงทราบว่า  ย่อมมาสู่คลองด้วยสามารถแห่ง

รูปที่เคยเห็นแล้ว    เสียงที่ได้ฟังแล้ว     กลิ่นที่เคยสูดดมแล้ว  รสที่เคยลิ้มแล้ว

และโผฏฐัพพะที่กระทบแล้ว  ดังนี้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 246

ว่าโดยนัยอรรถกถาปุตตกะ

 

บัดนี้  ในการที่อารมณ์มาสู่คลองด้วยสามารถแห่งรูปที่เคยเห็นแล้ว

เป็นต้นตามปกติ    มีอีกนัยหนึ่ง คือ  อรรถกถามุตตกะ    (นอกจากอรรถกถา)

อนึ่ง เบื้องต้นบัณฑิตพึงทราบรูปทั้งหลายที่เห็นแล้วเป็นต้นเหล่านี้ว่า ทิฏฺ  สุต

เป็นความเกี่ยวข้องกันทั้ง ๒ บท.

ในคำว่า   ทิฏฺ   สุต   เหล่านั้น    รูปที่เคยถือเอาด้วยสามารถแห่ง

ทวาร ๕  ชื่อว่า   ทิฏฺ   และรูปเป็นต้นที่บุคคลไม่เห็นโดยประจักษ์ แต่ถือ

เอาโดยการได้ฟังมา  ชื่อว่า  สุต.    การเกี่ยวเนื่องกันด้วยบทว่า  ทิฏฺ  สุต

เหล่านี้แม้ทั้ง ๒ ชื่อว่า  อุภยสัมพันธะ  บัณฑิตพึงทราบว่า   อารมณ์เหล่านี้

ย่อมมาสู่คลองในมโนทวารด้วยสามารถแห่งรูปที่เห็นแล้วเป็นต้น    แม้เหล่านี้

อย่างนี้       การมาสู่คลองด้วยสามารถแห่งรูปที่เห็นแล้วในคำว่า    ทิฏฺ    สุต

นั้นเท่านั้น    ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วโดยนัยทั้งหลาย ๕ นัย  นั่นแหละ.

ก็คนบางคนได้ยินว่า  รูป  ชื่อเห็นปานนี้  เกิดด้วยบุญอันประเสริฐยิ่ง

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า     พระสุรเสียงก็ไพเราะยิ่ง    กลิ่นดอกไม้ทั้งหลายในที่

บางแห่ง     หอมชื่นใจยิ่งแก่คนบางคน    รสของผลไม้ทั้งหลายก็อร่อยยิ่งแก่คน

บางคน  สัมผัสของผ้านุ่งห่มเป็นต้นก็เป็นสุขยิ่งแก่คนบางคน ดังนี้  รูปเป็นต้น

เหล่านั้นสักว่าฟังมาเท่านั้น     มิได้กระทบกับประสาทมีจักขุประสาทเป็นต้นของ

บุคคลนั้นเลยย่อมมาสู่คลองในมโนทวาร   ลำดับนั้น   จิตนั้นของบุคคลนั้นย่อม

เป็นไปด้วยอำนาจความเลื่อมใสในรูปหรือในเสียง    หรือว่าย่อมเป็นไปในกลิ่น

เป็นต้นด้วยอำนาจความปรารถนาถวายทานแก่พระอริยะทั้งหลาย    หรือว่าด้วย

สามารถแห่งการอนุโมทนา    ในทานทั้งหลายอันบุคคลเหล่าอื่นถวายแล้ว    รูป

เป็นต้นเหล่านี้      ย่อมมาสู่คลองในมโนทวารด้วยสามารถแห่งการได้ฟังมาแล้ว

ด้วยประการฉะนี้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 247

โดยประการอื่นอีก รูปเป็นต้นที่เห็นมาแล้ว  เคยฟังมาแล้ว   ตามที่กล่าว

ยังมีอยู่  คือ   อารมณ์เหล่านั้นย่อมมาสู่คลองในมโนทวาร    โดยความเนื่องกัน

รูปที่เห็นแล้วและเสียงที่ฟังแล้ว  โดยไม่กระทบกับจักขุประสาทเป็นต้นนั่นแหละ

โดยนัยมีอาทิว่า     รูปเช่นนี้ของพระพุทธเจ้านั้นจักมีแก่พระพุทธเจ้าผู้ทรงอุบัติ

ขึ้นในกาลต่อไป  ดังนี้  ทีนั้น     มหาจิตนี้ก็มีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดา

อารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นนั้น    ของบุคคลนั้นก็จะเป็นไปโดยนัยที่กล่าวไว้ใน

หนหลังนั่นแหละ อารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นเหล่านี้ย่อมมาสู่คลองในมโนทวาร

ด้วยสามารถความเกี่ยวข้องแห่งรูปที่เห็นแล้ว และเสียงที่เคยฟังแล้วทั้งสองด้วย

ประการฉะนี้.

ก็คำที่กล่าวแม้นี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น    ส่วนโดยพิสดาร    บัณฑิต

พึงทราบการมาสู่คลองในมโนทวารของอารมณ์เหล่านั้นนั่นแหละ    ด้วยอำนาจ

แห่งศรัทธา    ความพอใจ    อาการปริวิตก  ทิฏฐิ  การเข้าไปเพ่ง    และขันติ

เป็นต้น     ก็อารมณ์ที่มาสู่คลองเหล่านี้ด้วยอาการอย่างนี้เป็นจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง

เพราะฉะนั้น     นัยนี้     พระอรรถกถาจารย์จึงไม่ถือเอาในอรรถกถา     ด้วยคำ

ตามที่กล่าวมานี้    ชวนะมีอารมณ์อย่างหนึ่ง   บัณฑิตพึงทราบว่า   ย่อมเกิดใน

ทวารทั้งหลายทั้งสอง    จริงอยู่    ชวนจิตที่มีรูปเป็นอารมณ์ย่อมเกิดขึ้นในจักขุ-

ทวารบ้าง  ในมโนทวารบ้าง   แม้ในสัททารมณ์เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

ในทวารทั้ง ๒ เหล่านั้น ชวนจิตที่มีรูปเป็นอารมณ์ เมื่อเกิดในมโนทวาร

มี ๓ อย่างเท่านั้น    คือ

๑. ทานมัย       (ชวนจิตเกิดแต่การให้ทาน)

๒. สีลมัย         (ชวนจิตเกิดแต่การรักษาศีล)

๓. ภาวนามัย   (ชวนจิตเกิดแต่ภาวนา)


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 248

ในชวนจิตที่เกิดแต่ทานมัยเป็นต้นเหล่านั้น   แต่ละอย่างก็มีถึง ๓ อย่าง

คือ   กายกรรม   วจีกรรม   และมโนกรรม   แม้ในสัทธารมณ์    คันธารมณ์

รสารมณ์   โผฏฐัพพารมณ์   และธัมมารมณ์เป็นต้น    ก็นัยนี้เหมือนกัน    ใน

บรรดาชวนจิตที่มีรูปเป็นอารมณ์เหล่านั้น    มหากุสลจิตดวงหนึ่ง  เมื่อทำรูปให้

เป็นอารมณ์เกิดขึ้น   ย่อมทำสี   กล่าวคือ   สุภนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งในดอกไม้

ผ้า     และธาตุทั้งหลายที่มีสีเขียว     สีเหลือง     สีแดงและขาวที่น่าปรารถนา

น่าใคร่  น่าพอใจ  น่ายินดีให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น.

ถามว่า  ก็อิฏฐารมณ์   (อารมณ์ที่น่าปรารถนา)   เป็นที่ตั้งแห่งโลภะ

มิใช่หรือ  ไฉนจิตนี้จึงเกิดมีชื่อว่า  กุศลเล่า.

ตอบว่า  ที่มีชื่อว่า  กุศล   ด้วยสามารถแห่งการกำหนด    (นิยมิต)

ด้วยสามารถแห่งการเปลี่ยน   (ปริณามิต)   ด้วยสามารถแห่งความประพฤติดี

(สมุทาจาร)  ด้วยสามารถแห่งการผูกใจ  (อาภุชิต).

จริงอยู่      ของบุคคลใด   ชื่อว่า  กำหนด   ในเพราะการทำกุศลว่า

กุศลเท่านั้นเราควรกระทำ   ดังนี้.  ที่ชื่อว่า  เปลี่ยนไป  ให้เพราะการยังอกุศล

ที่เป็นไปให้กลับแล้วทำกุศล.    ที่ชื่อว่า   ประพฤติดี   ด้วยการประพฤติกุศล

นั่นแหละโดยการการทำบ่อย ๆ  และความคำนึงเป็นไปแล้ว   โดยแยบคายด้วย

อุปนิสสัยทั้งหลาย  มีการอยู่ในประเทศอันสมควร ๑  การคบสัตบุรุษ  ๑   การ

ฟังพระสัทธรรม ๑  ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำไว้ในกาลก่อน ๑  ชื่อว่า   การ

ผูกใจ.   ธรรมดาว่า  กุศลย่อมเกิดแก่จิตนั้น   ด้วยสามารถแห่งการกำหนด  ด้วย

สามารถแห่งการเปลี่ยน   ด้วยสามารถการประพฤติดี   และด้วยสามารถแห่งการ

ผูกใจนี้.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 249

ก็ความที่มหากุศลเป็นโสมนัสสสหคตะในจิตนี้   พึงทราบด้วยสามารถ

แห่งอารมณ์.    จริงอยู่   จิตนี้ชื่อว่าเกิดเป็นโสมนัสเพราะความเกิดขึ้นในอารมณ์

ที่น่าปรารถนา    และเหตุทั้งหลายมีความเป็นผู้มากด้วยศรัทธาเป็นต้นก็เกิดขึ้น

ในจิตที่มีโสมนัสสสหคตะนี้เหมือนกัน  เพราะว่าโสมนัสย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ผู้ไม่มี

ศรัทธา  และเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย   เพราะเห็นแม้รูปของพระตถาคตซึ่งเป็น

อิฏฐารมณ์โดยส่วนเดียว     และบุคคลเหล่าใดไม่เห็นอานิสงส์ในการสร้างกุศล

โสมนัสก็ไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลเหล่านั้น       แม้บุคคลอื่นให้อุตสาหะสร้างกุศล

เพราะฉะนั้น   บัณฑิตพึงทราบความที่กุศลจิตเป็นโสมนัสสสหคตะในที่นี้อย่างนี้

คือ  ความเป็นมากด้วยศรัทธา  ความเป็นผู้มีทิฏฐิบริสุทธิ์   และความเป็นผู้มี

ปกติเห็นอานิสงส์.

อีกอย่างหนึ่ง    ธรรม  ๑๑ อย่าง  ย่อมเป็นไปเพราะอาศัยปีติสัมโพชฌงค์

คือ

๑.  พุทธานุสติ

๒.  ธรรมานุสติ

๓.  สังฆานุสติ

๔.  สีลานุสติ

๕.  จาคานุสติ

๖.  เทวตานุสติ

๗.  อุปสมานุสติ

๘.  การเว้นบุคคลที่เศร้าหมอง

๙.  การคบบุคคลผู้น่ารัก

๑๐.  การพิจารณาพระสูตรเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส

๑๑.  ความเป็นผู้น้อมไปในปีติสัมโพชฌงค์นั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 250

เพราะฉะนั้น   บัณฑิตพึงทราบความที่กุศลจิตเป็นโสมนัสสสหคตะใน

ที่นี้  ด้วยเหตุทั้งหลายแม้เหล่านี้.  ส่วนความพิสดารของธรรมที่เป็นเหตุเหล่านี้

จักแจ่มแจ้งในโพชฌงค์วิภังค์.

อนึ่ง  บัณฑิตพึงทราบความที่กุศลจิตที่เป็นโสมนัสสสหคตะเป็นธรรม

สัมปยุตด้วยญาณในที่นี้ด้วยเหตุเหล่านั้น  คือ  โดยกรรม   โดยความเกิดขึ้น

โดยความแก่รอบแห่งอินทรีย์  และความเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลส.

จริงอยู่  บุคคลใดแนะนำธรรมแก่ชนเหล่าอื่น  คือให้ศึกษาสิปปายตนะ

(คือวิชาขี่ช้าง    ขี่ม้า    และขับรถเป็นต้น)    กัมมายตนะ    (คือวิชากสิกรรม

พาณิชยกรรม    และหัตถกรรมเป็นต้น)    และวิชชัฏฐาน     (คือ  ดาราศาสตร์

โหราศาสตร์  แพทยศาสตร์  และไสยศาสตร์)  อันไม่มีโทษ   ถวายเครื่องสักการะ

อาราธนาพระธรรมกถึกให้แสดงธรรม     ดังความปรารถนาว่าในกาลต่อไป

ข้าพเจ้าจักเป็นผู้มีปัญญาดังนี้    แล้วถวายทานมีประการต่าง ๆ กุศลที่เป็นญาณ

สัมปยุต    เมื่อเกิดแก่บุคคลนั้นเข้าไปอาศัยกรรมเห็นปานนี้    แล้วย่อมเกิดขึ้น

อีกอย่างหนึ่ง   ถ้าบุคคลนั้นเกิดในโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน   บทแห่งธรรมที่

ง่ายย่อมปรากฏแก่เขาในที่นั้น.

กุศลจิตญาณสัมปยุต     เมื่อเกิดก็อาศัยความเกิดขึ้น     โดยนัยนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความเกิดขึ้นแห่งสติช้า   แต่ว่า  สัตว์นั้นย่อมเป็นผู้มีส่วน

แห่งคุณวิเศษเร็วพลัน    ดังนี้.

อนึ่ง    กุศลญาณสัมปยุตจิตเมื่อเกิดแม้เพราะอาศัยความแก่รอบแห่ง

อินทรีย์ของบุคคลผู้ประกอบ     คือการแก่รอบแห่งอินทรีย์ของบุคคลผู้บรรลุ

หมวด  ๑๐ แห่งปัญญา  (วิปัสสนาญาณ ๑๐)  เกิดขึ้น.