พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 151

อธิบายธรรมเป็นกุศลติกที่ ๑*

 

บัดนี้  เป็นการพรรณนาบทตามบทมาติกา  มีคำว่า  กุสลา   ธมฺมา

เป็นต้นนี้.    กุศลศัพท์ใช้ในอรรถว่า    ความไม่มีโรค    ความไม่มีโทษ

ความฉลาด    และมีสุขเป็นวิบาก.    จริงอยู่     กุศลศัพท์นี้ใช้ในอรรถว่า

ความไม่มีโรค ดังในประโยคมีอาทิว่า กจฺจิ  นุ  โภโต  กุสล  กจฺจิ  โภโต

อนามย    (ความไม่มีโรค  มีแก่ท่านผู้เจริญบ้างหรือ  ความไม่ป่วยไข้   มีแก่

ท่านผู้เจริญบ้างหรือ).  ใช้ในอรรถว่า  ความไม่มีโทษ  ดังในประโยคมีอาทิ

ว่า  กตโม  ปน   ภนฺเต    กายสมาจาโร   กุสโล  โย  โข   มหาราช

กายสมาจาโร  อนวชฺโช... (ข้าแต่ท่านพระอานนท์  กายสมาจารที่เป็นกุศล

เป็นไฉน   ดูก่อนมหาบพิตร    กายสมาจารที่ไม่มีโทษแล    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ยังมีอีกข้อหนึ่ง  ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยม  คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม

ในธรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ).    ใช้ในอรรถว่า  ความฉลาด  ในประโยคมี

อาทิว่า กุสโล  ตฺว  รถสฺส  องฺคปจฺจงฺคานกุสลา  นจฺจคีตสฺส  สุสิกฺขตา

จตุริตฺถิโย  (ท่านเป็นผู้ฉลาดในเครื่องประกอบของรถ และคำว่า หญิง ๔ คน

ศึกษาดีแล้ว  เป็นผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง).    ใช้ในอรรถว่า  สุขวิบาก

*   ได้แก่กุศลจิต  ๒๑ เจตสิก  ๓๘  แจกเป็นขันธ์  ๔  อายตนะ  ๒  ธาตุ  ๒  สัจจะ ๒   คือ  เจตสิก

๓๘ นั้น  เวทนาเป็นเวทนาขันธ์  สัญญาเป็นสัญญาขันธ์   เจตสิกที่เหลือ  ๓๖  เป็นสังขารขันธ์

กุศลจิต  ๒๑  เป็นวิญญาณขันธ์.  ได้อายตนะ  ๒  คือ กุศลจิต  ๒๑  เป็นมนายตนะ  เจตสิก  ๓๘

เป็นธัมมายตนะ  ได้ธาตุ  ๒  คือ กุศลจิต ๒๑  เป็นมโนวิญญาณธาตุ  เจตสิก  ๓๘  เป็นธรรมธาตุ

ได้สัจจะ ๒ คือ โสกิยกุศลจิต  ๑๗  เจตสิก ๓๘ เป็นทุกขสัจจะ  องค์มรรค  ๘ ในปฐมฌานมรรค

หรือองค์มรรค ๗ ในทุติยฌานมรรคขึ้นไปเป็นมัคคสัจจะ  ส่วนธรรมที่เหลือในกุศลบทนี้  ๒๙

เป็นสัจจวิมุตติ  (พ้นจากสัจจะ  ๔)  คือ โลกุตรจิต  ๔  ตามลักษณะจิตนับเป็น ๑  เจตสิกที่

เหลือจากองค์มรรค  ๘ อีก  ๒๔  รวมมัคคจิตตุปบาท  ๒๙.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 152

ดังในประโยคมีอาทิว่า  กุสลาน  ภิกฺขเว  ธมฺมาน  สมาทานเหตุ  กุสลสฺส

กมฺมสฺส   กตตฺตา  (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะสมาทานธรรมทั้งหลายที่เป็น

สุขวิบาก  และคำว่า   เพราะทำกรรมที่เป็นสุขวิบาก)   ในที่นี้กุศลศัพท์ควรใช้

ในอรรถว่า  ไม่มีโรคบ้าง  ไม่มีโทษบ้าง  ในสุขวิบากบ้าง.

ธัมมศัพท์แม้นี้  ใช้ในอรรถว่า  ปริยัติ  เหตุ  คุณ  และนิสสัตต-

นิชชีวะเป็นต้น.  จริงอยู่  ธัมมศัพท์นี้ใช้ในอรรถว่า  ปริยัติ  เช่นในประโยค

มีอาทิว่า  ธมฺม  ปริยาปุณาติ  สุตฺต  เคยฺย   (กุลบุตรย่อมเล่าเรียนปริยัติ

คือ  สุตตะ  เคยยะ). ใช้ในอรรถ ว่า เหตุ  เช่นในประโยคมีอาทิว่า เหตุมฺหิ

าณ  ธมฺมาปฏิสมฺภิทา  (ญาณในเหตุ  ชื่อว่า  ธรรมปฏิสัมภิทา).  ใช้ใน

อรรถว่า  คุณ  เช่นในคาถามีอาทิว่า

น  หิ  ธมฺโม  อธมฺโม  จ         อุโภ  สมวิปากิโน

อธมฺโม  นิรย  เนติ                ธมฺโม  ปาเปติ  สุคตึ.

ธรรมและอธรรม    ทั้งสองมีวิบาก

เสมอกันหามิได้    อธรรมย่อมนำไปสู่นรก

ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ.

ใช้ในอรรถว่า  นิสสัตตนิชชีวะ  เช่นในประโยคมีอาทิว่า ตสฺมึ  โข  ปน

สมเย   ธมฺมา  โหนฺติ    ธมฺเมสุ    ธมฺมานุปสฺสี  วีหรติ   (ก็สมัยนั้นแล

นิสสัตตนิชชีวธรรมทั้งหลายย่อมมี    และคำว่า    ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็น

นิสสัตตนิชชีวธรรมทั้งหลายอยู่).    แม้ในที่นี้      ธัมมศัพท์ควรใช้ในอรรถว่า

นิสสัตตนิชชีวะเท่านั้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 153

วิเคราะห์ศัพท์ว่า  กุศล  และธรรม

 

พึงทราบความหมายของคำว่า  กุศล   เป็นต้นในที่นี้.

สภาวะที่ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่า  ยังปาปกธรรมอันบัณฑิตเกลียด

ให้ไหว  ให้เคลื่อนไป ให้หวั่นไหว คือให้พินาศ. อีกอย่างหนึ่ง สภาวธรรม

ใด  ย่อมผูกพันโดยอาการที่บัณฑิตเกลียด สภาวธรรมนั้น  ชื่อว่า กุสะ ธรรม

ที่ชื่อว่า   กุศล  เพราะอรรถว่า  ย่อมถอนขึ้น  คือย่อมตัดกุสะ  กล่าวคืออกุศล

เหล่านั้น.  อีกอย่างหนึ่ง ญาณ ชื่อว่า กุสะ เพราะทำอกุศลอันบัณฑิตเกลียด

ให้สิ้นสุด หรือเบาบาง.  อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  กุศล  เพราะอรรถว่า อันญาณ

ชื่อกุสะนั้นพึงตัด คือ พึงถือเอา พึงให้เป็นไปทั่วด้วยกุสญาณนั้น. อีกอย่างหนึ่ง

ชื่อว่า  กุศล  เพราะอรรถว่า  ธรรมแม้เหล่านี้    ย่อมตัดส่วนสังกิเลสที่ถึงส่วน

ทั้งสอง   คือ   ที่เกิดขึ้นแล้วและยังไม่เกิด    เหมือนหญ้าคาย่อมบาดส่วนแห่งมือ

ที่ลูบคมหญ้าทั้งสอง   เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า  กุศล   เพราะอรรถว่า   ย่อมตัด

คือ   ย่อมทำลายอกุศลเหมือนหญ้าคา  ฉะนั้น.

ส่วนภาวะที่ชื่อว่า  ธรรม เพราะอรรถว่า ย่อมทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน.

อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า ธรรม  เพราะอรรถว่า  อันปัจจัยทั้งหลายทรงไว้หรือว่า

ย่อมทรงไว้ตามสภาวะ    ธรรมที่ชื่อว่า   อกุศล   เพราะอรรถว่า  ไม่ใช่กุศล.

อธิบายว่า     ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล     เหมือนอมิตรเป็นปฏิปักษ์ต่อมิตร

อโลภะเป็นต้นเป็นปฏิปักษ์ต่อโลภะเป็นต้น.  ธรรมที่ชื่อว่า  อัพยากตะ  เพราะ

อรรถว่า  ไม่กระทำให้แจ้ง   อธิบายว่า    ท่านไม่กล่าวไว้โดยความเป็นกุศลและ

อกุศล.    ในบรรดาธรรมทั้งสามนั้น      กุศลมีความไม่มีโทษและมีวิบากเป็นสุข

เป็นลักษณะ.  อกุศลมีโทษและมีทุกข์เป็นวิบากเป็นลักษณะ  อัพยากตะมีอวิบาก

เป็นลักษณะ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 154

ถามว่า  บทเหล่านั้น คือ  กุสลา  หรือว่า   ธมฺมา  เป็นต้น   มีอรรถ

อย่างเดียวกัน    หรือมีอรรถต่างกัน.

ตอบว่า  ในข้อนี้เป็นอย่างไร ถ้าภาระทั้งสองนี้มีอรรถเป็นอันเดียวกัน

คำว่า กุสลา  ธมฺมา  นี้ก็จะเป็นเช่นกับกล่าวคำว่า  กุศล  กุศล ถ้าว่ามีอรรถ

ต่างกันก็จะปรากฏว่าติกะและทุกะเป็นฉักกะและจุตกะ และบททั้งหลายก็ไม่เกี่ยว

เนื่องกัน    เหมือนเขากล่าวว่า  กุศล  รูป  คนมีจักษุ   เมื่อบททั้งหลายไม่ส่อง

ความถึงกันและกันด้วยสามารถแห่งอรรถ    ความเกี่ยวข้องกันอะไร ๆ   ก็ไม่มี

แม้ในคำว่า   กุสลา  ธมฺมา เป็นต้นนี้ก็เหมือนกัน บททั้งหลายจะไม่สัมพันธ์กัน

และบททั้งหลายเว้นจากการสัมพันธ์ในบทเบื้องต้นและเบื้องปลายแล้ว  ชื่อว่า

ประโยชน์ย่อมไม่มี      และต่อไปก็จะขัดแย้งกับคำถามที่ว่า  กตเม  ธมฺมา

กุสลา เพราะว่า  ธรรมทั้งหลายไม่ใช่กุศล  ก็เมื่อเป็นเช่นนี้  พระผู้พระภาคเจ้า

จึงตรัสคำนี้ว่า   กตเม  ธมฺมา  กุสลา.  อีกนัยหนึ่ง  ถ้าบททั้งหลายเหล่านี้

มีอรรถอย่างเดียวกัน  แม้ความที่ธรรมทั้ง   ๓  มีกุศลเป็นต้น    ก็จะปรากฏเป็น

เช่นเดียวกัน  จริงอยู่   ธรรมทั้ง ๓ มีบทแห่งกุศลเป็นต้น    ย่อมปรากฏเป็นอัน

เดียวกันโดยความเป็นธรรม    เพราะฉะนั้น      แม้กุศลเป็นต้นอันมีความหมาย

ไม่ต่างกันโดยอรรถกันธรรม   ๓  อย่าง  ก็จะปรากฏเป็นอย่างเดียวกันไป   คือ

คำใดเป็นกุศล  คำนั้นเป็นอกุศล    เป็นอัพยากตะ    ถ้าหากไม่ยอมรับธรรม ๓

อย่าง  เป็นอย่างเดียวกัน  ก็จะต้องกล่าวว่า  ธรรมที่มีศัพท์ว่า กุศลอยู่ข้างหน้า

เป็นอย่างหนึ่ง   ธรรมที่มีศัพท์ว่า  อกุศลอยู่ข้างหน้าก็เป็นอย่างหนึ่ง   ธรรมที่มี

อัพยากตะอยู่ข้างหน้าก็เป็นอย่างหนึ่ง    เมื่อเป็นเช่นนี้     ภาวะก็ดี  อภาวะอื่น

นอกจากภาวะก็ดี  ก็ชื่อว่า   ธรรม เพราะฉะนั้น   ธรรมที่มีอกุศลศัพท์ข้างหน้า

ก็นอกไปจากธรรมที่มีกุศลศัพท์อยู่ข้างหน้าซึ่งเป็นภาวะก็จะพึงเป็นอภาวะไป


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 155

แม้ธรรมที่มีอัพยากตะอยู่ข้างหน้า     แม้ธรรมมีกุศลศัพท์อยู่ข้างหน้าอื่น  ก็เป็น

อภาวะเหมือนกัน    แม้กุศลเป็นต้นเหล่าอื่นนอกจากธรรมที่ถึงความเป็นอภาวะ

อย่างนี้  ก็พึงเป็นอภาวะนั่นแหละ  คำนั้นทั้งหมดไม่ใช่เหตุสำคัญ.

ถามว่า   เพราะเหตุไร ?

ตอบว่า   เพราะคำทั้งหมดนั้นสำเร็จโดยโวหารที่รู้กัน.

จริงอยู่  โวหารที่เขารู้กัน  รับรองกันในอรรถทั้งหลายโดยประการใดๆ

ก็สำเร็จได้โดยประการนั้น  ๆ นั่นแหละ ก็การกล่าวถึงธรรมที่มีกุศลเป็นบทหน้า

และการกล่าวถึงกุศลศัพท์ที่มีธรรมเป็นบทหลัง ในคำเป็นต้น กุสลา  ธมฺมา

ดังนี้  บัณฑิตทั้งหลายไม่ยอมรับ   เพราะไม่มีความหมายต่างกันของตน  เหมือน

อย่างที่ไม่รับรองคำอย่างนี้ว่า  กุสลา  กุสลา  และไม่รับรองว่ามีอรรถะที่ส่อง

ถึงกันและกัน   ดุจศัพท์ว่า  กุสลา  รูป   จกฺขุมา  (กุศล  รูป  คนมีจักษุ).

ส่วนกุศลศัพท์  ในคำว่า  กุสลา  ธมฺมา  นี้  บัณฑิตรับรองแล้ว

โดยส่องถึงอรรถ คือ ความไม่มีโทษ  และมีสุขเป็นวิบาก.  อกุศลศัพท์  บัณฑิต

รับรองแล้ว โดยความส่องถึงอรรถว่าเป็นโทษและมีทุกข์เป็นวิบาก.     อัพยากต-

ศัพท์  บัณฑิตรับรองโดยความส่องถึงอรรถว่า  ไม่มีวิบาก.

ธัมมศัพท์  บัณฑิตรับรองโดยความส่องถึงอรรถว่า  มีการทรงไว้ซึ่ง

ภาวะของตนเป็นต้น.   ธัมมศัพท์นั้น    เมื่อท่านกล่าวไว้ในระหว่างศัพท์เหล่านั้น

ศัพท์ใดศัพท์หนึ่ง     ก็ย่อมแสดงถึงความเสมอกันแห่งอรรถของตน    จริงอยู่

ศัพท์เหล่านี้ทั้งหมด  ชื่อว่า  ธรรม   เพราะมีการทรงไว้ซึ่งภาวะของตนเป็นต้น

เป็นลักษณะ  และแม้กุศลศัพท์เป็นต้น    ที่ท่านกล่าวอยู่ข้างหน้าของธัมมศัพท์

ก็ย่อมส่องถึงความแปลกกันของอรรถของธัมมศัพท์นั้นของต้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 156

จริงอยู่   ธรรมเป็นกุศลก็มี   เป็นอกุศลก็มี  เป็นอัพยากตะก็มี   ศัพท์

เหล่านั้นทั้งหมด    เมื่อกล่าวแยกกัน     บัณฑิตทั้งหลายในโลก    ก็รับรองเพียง

ส่องความหมายของตน ๆ เมื่อกล่าวรวมกัน  ก็ยอมรับเนื้อความที่เสมอกับของตน

และความที่ต่างกัน     เพราะฉะนั้น    คำใดที่ท่านกำหนดถึงเนื้อความที่เป็นอัน

เดียวกันและต่างกันในคำว่า  กุสลา   ธมฺมา  นี้   และกระทำให้เป็นข้อที่ควร

ตำหนิ  คำทั้งหมดนั้น    จึงไม่ใช่เหตุสำคัญด้วยประการฉะนี้. การพรรณนาตาม

บทกุสลติกะเพียงเท่านี้ก่อน.  แม้ติกะและทุกะที่เหลือ  ก็พึงทราบโดยนัยนี้แล.

 

ว่าด้วยสุขเวทนาติกะที่  ๒

 

ก็เบื้องหน้าแต่นี้ไป    ข้าพเจ้าจักกล่าวถึงข้อที่แตกต่างกันเท่านั้น.

เบื้องต้นนี้  สุขศัพท์  ในคำว่า สุขาย  เวทนา  เป็นต้น  ท่านใช้ในความหมาย

หลายอย่างมีคำว่า  สุขเวทนา  สุขมูล สุขารมณ์   สุขเหตุ  สุขปัจจยฐาน

อัพยาปัชฌะ  และนิพพาน  เป็นต้น.

จริงอยู่   สุขศัพท์นี้ใช้ในอรรถว่า  สุขเวทนา    ดังในประโยคมีอาทิว่า

สุขสฺส  จ  ปหานา  (เพราะละสุขเวทนาได้)  ใช้ในอรรถว่า  สุขมูล  ดังใน

ประโยคมีอาทิว่า  สุโข  พุทฺธาน   อุปฺปาโท   สุขา   วิราคตา   โลเก

(ความบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นมูลแห่งความสุข      การปราศจาก

ความกำหนัดเป็นมูลแห่งความสุขในโลก)    ใช้ในอรรถว่า  สุขารมณ์  ดังใน

ประโยคมีอาทิว่า    ยสฺมา  จ  โข  มหาลิ   รูป   สุข  สุขานุปติต  สุขา-

โวกฺกนฺต  (ดูก่อนมหาลิ  ก็เพราะเหตุที่รูปมีอารมณ์เป็นสุข มีสุขตามสนอง

หยั่งลงสู่ความสุข)  ใช้ในอรรถว่า  สุขเหตุ  ดังในประโยคมีอาทิว่า  สุขสฺเสต

ภิกฺขเว อธิวจนยทิทปุญฺานิ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คำว่า  บุญทั้งหลาย


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 157

นี้นั้น     เป็นชื่อเหตุแห่งความสุข)  ใช้ในอรรถว่า สุขปัจจยฐาน  ดังในประโยค

มีอาทิว่า  ยาวญฺจิท  ภิกฺขเว  น  สุกร  อกฺขาเนน  ปาปุณิตุ  ยาว  สุขา

สคฺคา  น  เต  สุข  ปชานนฺติ  เย  น  ปสฺสนฺติ  นนฺทน  (ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย  การถึงฐานะอันเป็นปัจจัยของความสุข  ด้วยการบอกเล่านี้  มิใช่

ทำได้โดยง่าย   และคำว่า   เทวดาเหล่าใด ไม่เห็นนันทนวัน  . .. เทวดาเหล่านั้น

ย่อมไม่รู้ฐานะอันเป็นปัจจัยของความสุข)    ใช้ในอรรถว่า  อัพยาปัชฌะ  ดัง

ประโยคมีอาทิว่า  ทิฏฺธมฺมสุขวิหารา  เอเต  ธมฺมา  (ธรรมเหล่านี้  เป็น

เครื่องอยู่  ไม่เบียดเบียนในปัจจุบัน) ใช้ในอรรถว่า นิพพาน ดังในประโยคว่า

นิพฺพานปรมสุข (พระนิพพานเป็นความสุขอย่างยิ่ง)  แต่ในที่นี้ สุขศัพท์นี้

ใช้ในสุขเวทนาเท่านั้น.    เวทนาศัพท์ใช้ในอรรถว่า  เสวยอารมณ์เท่านั้น  ดัง

ประโยคมีอาทิว่า  วิทิตา  เม  เวทนา  อุปฺปชฺชนติ  (เวทนาของเราตถาคต

กำลังปรากฏเกิดขึ้น)   ย่อมสมควร.

 

ว่าด้วยทุกขเวทนา

 

ทุกขศัพท์ ท่านใช้ในอรรถหลายอย่าง มีคำว่า ทุกขเวทนา ทุกขวัตถุ

ทุกขารัมมณา  ทุกขปัจจยฐานะ  เป็นต้น.

จริงอยู่   ทุกขศัพท์นี้   ใช้ในอรรถว่า   ทุกขเวทนา   ดังในประโยค

มีอาทิว่า  ทุกฺขสฺส  จ  ปหานา  (เพราะละทุกขเวทนาได้)   ใช้ในอรรถว่า

ทุกขวัตถุ  ดังในประโยคมีอาทิว่า   ชาติปิ  ทุกฺขา  (แม้ความเกิดก็เป็นที่ตั้ง

ของทุกข์)  ใช้ในอรรถว่า  ทุกขารมณ์  ดังในประโยคมีอาทิว่า  ยสฺมา จ   โข

มหาลิ   รูป    ทุกข   ทุกฺขานุปติต  ทุกฺขาโวกฺกนฺต (ดูก่อนมหาลิ

ก็เพราะเหตุรูปอารมณ์เป็นทุกข์  ถูกทุกข์ติดตาม  หยั่งลงสู่ความทุกข์)  ใช้ใน


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 158

อรรถว่า  ทุกขปัจจัย  ดังในประโยคมีอาทิว่า  ทุกฺโข   ปาปสฺส   อุจฺจโย

(การสั่งสมบาป  เป็นปัจจัยแห่งทุกข์)   ใช้ในอรรถว่า  ทุกขปัจจยฐาน   ดังใน

ประโยคมีอาทิว่า   ยาวญฺจิท   ภิกฺขเว  น  สุกร   อกฺขาเนน  ปาปุณิตตุ

ยาว ทุกฺขา นิรยา (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  การถึงฐานปัจจัยแห่งทุกข์จนกระทั่ง

ถึงนรกด้วยการบอกเล่านี้   กระทำไม่ได้ง่าย).  แต่ในที่นี้  ทุกขศัพท์นี้พึงทราบ

ว่าเป็นทุกขเวทนาเท่านั้น.

 

ว่าด้วยความหมายของศัพท์

 

ก็พึงทราบวจนัตถะ  (ความหมายของคำ)  ในที่นี้

ชื่อว่า  สุข  เพราะยังผู้เสวยให้สบาย.

ชื่อว่า  ทุกข์  เพราะทนได้ยาก.

ชื่อว่า  อทุกขมสุข  เพราะอรรถว่า  ไม่ใช่ทุกข์   และไม่ใช่สุข. 

อักษรท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจเชื่อมบท.

ธรรมมีสุขเป็นต้นแม้ทั้งหมด  ชื่อว่า  เวทนา  เพราะอรรถว่า ย่อมรู้

คือ  ย่อมเสวยรสชองอารมณ์.    บรรดาเวทนาเหล่านั้น    สุขเวทนามีความเสวย

อารมณ์ที่น่าปรารถนาเป็นลักษณะ     ทุกขเวทนา     มีการเสวยอารมณ์ที่ไม่น่า

ปรารถนาเป็นลักษณะ  อทุกขมสุขเวทนามีการเสวยอารมณ์ผิดแปลกจากเวทนา

ทั้งสอง.

 

ว่าด้วยสัมปยุตตะ

 

ก็สัมปยุตศัพท์  ในบทแห่งเวทนา ๓ นี้  พึงทราบดังนี้

ชื่อว่า   สัมปยุตตะ  เพราะอรรถว่า   ประกอบด้วยการกระทำต่าง ๆ

โดยชอบ.  ถามว่า  การกระทำต่าง ๆ   อย่างไร   ตอบว่า   ด้วยการทำทั้งหลาย


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 159

มีการเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นต้น.    ถามว่า     ธรรมบางเหล่า    สัมปยุตด้วยธรรม

บางเหล่าไม่มีหรือ.   ตอบว่า  ใช่   (ไม่มี)   เพราะปฏิเสธปัญหานี้  ด้วยประการ

ฉะนี้   ข้าพเจ้าจึงกล่าวอรรถแห่งสัมปโยค  ด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายมีการ

เกิดพร้อมกันเป็นต้น    อย่างนี้ว่า  ธรรมบางเหล่าสหรคต  เกิดพร้อม ระคนกัน

เกิดพร้อมกัน  ดับพร้อมกัน   มีวัตถุเดียวกัน   มีอารมณ์เดียวกัน    มีอยู่มิใช่หรือ

เพราะฉะนั้น     ธรรมชื่อว่า   สัมปยุตตะ    เพราะอรรถว่า  ประกอบแล้วด้วย

การทำทั่ว   โดยชอบ  คือ  มีการเกิดพร้อมกันเป็นต้นเหล่านี้.

 

ว่าด้วยวิปากติกะที่  ๓

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งวิบาก  ต่อไป

ชื่อว่า    วิบาก    เพราะอรรถว่า   เป็นผลของกุศล   และอกุศลกรรม

ทั้งหลายซึ่งพิเศษกว่ากันและกัน  คำว่า  วิบากนี้  เป็นชื่อของอรูปธรรมทั้งหลายของ

ที่ถึงความเป็นวิบาก.    บทว่า  วิปากธมฺมธมฺมา  ได้แก่  ธรรมทั้งหลายของ

วิบากรรมทั้งหลาย   คือ  ธรรมทั้งหลายอันยังวิบากให้เกิดขึ้น     เหมือนสัตว์

ทั้งหลายมีความเกิดและความแก่เป็นสภาวะ มีปกติตกไปสู่ความเกิดและความแก่

ท่านเรียกว่า  มีความเกิดเป็นธรรมดา  มีความแก่เป็นธรรมดา  อธิบายว่า  ธรรม

ทั้งหลายมีวิบากเป็นสภาวะ    มีปกติตกไปสู่วิบาก    เพราะความที่ธรรมเหล่านี้

ยังวิบากให้เกิดขึ้น  ด้วยประการฉะนี้.   บทที่   ๓  ท่านกล่าวไว้โดยการปฏิเสธ

สภาวะทั้งสอง.

 

ว่าด้วยอุปาทินนติกะที่  ๔

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งอุปาทินนุปาทานิยธรรมต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า  อุปาทินนะ    เพราะกรรมประกอบด้วยตัณหาเป็นต้น

ด้วยสามารถกระทำให้เป็นอารมณ์   ยืดถือเอาแล้ว  คือ  ถือเอาโดยความเป็นผล.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 160

ที่ชื่อว่า  อุปาทานิยะ   เพราะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่อุปทานทั้งหลาย  โดย

เข้าถึงความเป็นอารมณ์แล้วสัมพันธ์กับอุปาทาน.     คำว่า    อุปาทานิยะ   นี้

เป็นชื่อของธรรมที่เป็นอารัมมณปัจจัยของอุปาทาน.  ชื่อว่า  อุปาทินนุปาทา-

นิยะ  เพระอรรถว่า  เป็นอุปาทินนะด้วยเป็นอุปาทานิยะด้วย      คำว่า  อุปา-

ทินนุปาทานิยะ  นี้   เป็นชื่อของรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายอันบังเกิดขึ้น

ด้วยกรรมที่มีอาสวะ.    ใน ๒ บทที่เหลือ พึงทราบเนื้อความอันประโยชน์เกื้อกูล

แก่การปฏิเสธโดยนัยนี้.

 

ว่าด้วยสังกิลิฏฐติกะที่  ๕

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งสังกิลิฏฐสังกิเลสสิกธรรม  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า    สังกิเลส    เพราะอรรถว่า     ยังสัตว์ให้เศร้าหมอง.

อธิบายว่า  ย่อมเบียดเบียน  คือให้สัตว์เร่าร้อน.  ที่ชื่อว่า   สังกิลิฏฐะ  เพราะ

ประกอบพร้อมแล้วด้วยสังกิเลส.  ชื่อว่า   สังกิเลสิกะ   เพราะอรรถว่า  ย่อม

ควรแก่สังกิเลสโดยทำตนให้เป็นอารมณ์เป็นไป    หรือว่าเข้าไปประกอบใน

สังกิเลส โดยความไม่ก้าวล่วงความเป็นอารมณ์ของสังกิเลสนั้น. คำว่า สังกิเล-

สิกะ   นี้   เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายที่เป็นอารัมมณปัจจัยของสังกิเลส.   ชื่อว่า

สังกิลิฏฐสังกิเลสกะ   เพราะอรรถว่า   ธรรมเหล่านั้นเป็นสังกิลิฎฐะด้วยเป็น

สังกิเลสิกะด้วย สอง บทที่เหลือ  พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในติกะต้นนั่นแหละ.

 

ว่าด้วยวิตักกติกะที่  ๖

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งวิตักกะ  ต่อไป.

ธรรมที่ชื่อว่า  สวิตักกะ   เพราะเป็นไปกับด้วยวิตก    คือเป็นไปอยู่

ด้วยสู่มารถแห่งสัมปโยคะ ธรรมที่ชื่อว่า สวิจาระ เพราะเป็นไปกับด้วยวิจาระ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 161

ธรรมที่ชื่อว่า สวิตักกสวิจาระ  เพราะธรรมเหล่านั้นมีวิตกและมีวิจาร.  ธรรม

ที่เว้นจากวิตกและวิจารทั้งสอง    ชื่อว่า    อวิตักกอวิจาระ     ธรรมที่ชื่อว่า

วิจารมัตตะ  (สักว่าวิจาร)  เพราะอรรถว่า บรรดาวิตกและวิจาร  ธรรมมีเพียง

วิจารเท่านั้นเป็นประมาณ   อธิบายว่า   ธรรมนั้นนอกจากวิจารแล้ว    ย่อมไม่

สัมปโยคะกับวิตก.  ธรรมเหล่านั้นไม่มีวิตกด้วย  มีเพียงวิจารด้วย  เพราะฉะนั้น

จึงชื่อว่า  อวิตักกวิจารมัตตา.

 

ว่าด้วยปีติติกะที่  ๗

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งปีติธรรม  ต่อไป.

ธรรมที่ชื่อว่า  ปิติสหคตะ   เพราะอรรถว่า   ถึงภาวะแห่งสัมปโยคะ

มีการเกิดพร้อมกันเป็นต้นร่วมกับปีติ   อธิบายว่า  สัมปยุตด้วยปีติ.  แม้ใน  ๒

บทที่เหลือก็นัยนี้แหละ     ก็อทุกขมสุขเวทนาท่านกล่าวไว้ในบทที่   ๓  นี้ว่า

อุเบกขา     เพราะว่า     อุเบกขานั้นเข้าไปเพ่งเฉยอยู่ซึ่งความเป็นไปแห่งอาการ

ของสุขและทุกข์  คือ  ไม่ให้เป็นไปอยู่ตามอาการแห่งสุขและทุกข์นั้น    จึงชื่อว่า

อุเบกขา   เพราะความดำรงอยู่โดยอาการแห่งความเป็นกลาง    เพราะเหตุนั้น

ท่านจึงกล่าวติกะนี้    โดยถือเอา  ๒  หมวดจากเวทนาติกะนั่นแหละ   แล้วแสดง

สุขไม่มีปีติให้แปลกจากสุขที่มีปีติ.

 

ว่าด้วยทัสสนติกะที่  ๘

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งทัสสนธรรม  ต่อไป.

บทว่า ทสฺสเนน ได้แก่โสดาปัตติมรรค  จริงอยู่  โสดาปัตติมรรคนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ทัสสนะ   เพราะเห็นพระนิพพานครั้งแรก    ส่วน

โคตรภูญาณ    ย่อมเห็นพระนิพพานก่อนกว่าแม้ก็จริง    ถึงอย่างนั้น   โคตรภูญาณ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 162

นั้น   ก็ตั้งอยู่ในฐานะแห่งอาวัชชนะของมรรค  เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้มาสู่สำนัก

ของพระราชาด้วยกรณียะอย่างใดอย่างหนึ่ง     แม้เห็นพระราชาผู้ประทับบน

คอช้างกำลังเสด็จดำเนินไปตามถนนแต่ที่ไกลเทียว     ถูกเขาถามว่า    ท่านเฝ้า

พระราชาแล้วหรือ  แม้เห็นแล้วก็กล่าวว่า    ข้าพเจ้ายังมิได้เฝ้า   เพราะความที่

กิจอันบุคคลพึงกระทำตนยังมิได้กระทำ   ฉันใด   โคตรภูญาณ  แม้เห็นพระ-

นิพพานแล้วก็ไม่เรียกว่า  ทัสสนะ  เพราะไม่มีการละกิเลสที่ควรกระทำฉันนั้น

เหมือนกัน.   ทุติยบทว่า  ภาวนาย  ได้แก่  มรรคทั้ง  ๓  ที่เหลือ.     จริงอยู่

มรรคทั้ง  ๓ ที่เหลือย่อมเกิด  ขึ้นในธรรมอันปฐมมรรคเห็นแล้วนั่นแหละ   ด้วย

สามารถแห่งภาวนา  ย่อมไม่เห็นอะไร ๆ ที่ปฐมมรรคไม่เคยเห็น เพราะฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า  ภาวนา.   บทที่ ๓ กล่าวไว้ด้วยการปฏิเสธ

บททั้ง ๒  ข้างต้น.

 

ว่าด้วยทัสสนเหตุติกะที่  ๙

 

พึงทราบวินิจฉัยในติกะในลำดับต่อไป

เหตุที่พึงละด้วยโสดาปัตติมรรค มีอยู่ด้วยแก่ธรรมเหล่านั้น   เพราะเหตุนั้น

ธรรมเหล่านั้น   จึงชื่อว่า  ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกา.  แม้ในทุติยบทก็นัยนี้

เหมือนกัน.  ในตติยบทไม่พึงถือเอาเนื้อความอย่างนี้ว่า  เหตุที่พึงละด้วยโสดา-

ปัตติมรรค  และมรรคเบื้องบน ๓ ไม่มีแก่ธรรมเหล่านั้น    พึงถือเอาเนื้อความ

อย่างนี้ว่า    เหตุที่พึงละด้วยโสดาปัตติมรรคก็มิใช่    และด้วยมรรคเบื้องบน  ๓

(ภาวนา) ก็ไม่ใช่ มีอยู่แก่ธรรมเหล่านั้น. จริงอยู่ เมื่อถือเอาความนอกจากนี้   ก็

ไม่พึงถืออเหตุกธรรม เพราะว่า เหตุเท่านั้นไม่มีแก่ธรรมเหล่านั้น   แม้ในสเหตุก

ธรรมทั้งหลาย  ธรรมใดที่ละด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรค ๓ เบื้องบนพึงมีได้.

การละธรรมที่ไม่มีเหตุ  ย่อมถูกต้อง การละธรรมที่มีเหตุ  ย่อมไม่ถูก.   เพราะว่า


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 163

เหตุของธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ     ท่านกล่าวว่าไม่พึงละด้วยโสดาปัตติมรรค

และมรรค ๓ เบื้องบน   ธรรมเหล่านั้น    พระองค์มิได้ตรัสไว้   และแม้เหตุและ

ธรรมทั้ง  ๒  นี้ก็ไม่ประสงค์เอา  เพราะฉะนั้น   พึงถือเอาเนื้อความนี้ว่า  เหตุ

ธรรมทั้งหลายไม่พึงละด้วยโสดาปัตติมรรค    ไม่พึงละด้วยมรรค   ๓  เบื้องบน

มีอยู่  เพราะเหตุนั้น   ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า  มีเหตุที่พึงละด้วยโสดาปัตติมรรค

ก็มิใช่   ด้วยมรรค ๓ เบื้องบนก็มิใช่.

 

ว่าด้วยอาจยคามิติกะที่  ๑๐

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด  ๓ แห่งอาจยคามิธรรม   ต่อไป.

ธรรมใด อันกรรมและกิเลสย่อมก่อสร้างไว้  เพราะเหตุนั้น     ธรรมนั้น

จึงชื่อว่า  อาจยะ   คำว่า อาจยะ  นี้    เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายที่เป็นไปของ

สัตว์ผู้ดำเนินไปสู่ปฏิสนธิ   และจุติ.  อธิบายว่า   กรรมและกิเลสทั้งหลายย่อม

ถึงปฏิสนธิและจุตินั้น    หรือว่า     ย่อมยังบุคคลนั้นให้เป็นไปโดยเป็นเหตุให้

ปฏิสนธินั้นสำเร็จ    ตามที่กล่าวแล้วนั้นแหละ.   ธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่า  อาจย-

คามิโน เพราะอรรถว่า ย่อมยังสัตว์ให้ถึงปฏิสนธิและจุติ.  คำว่า อาจยคามิ นี้

เป็นชื่อของกุศลและอกุศลที่มีอาสวะ    พระนิพพานปราศจากความก่อ   เพราะ

ฉะนั้น     จึงชื่อว่า  อปัจจยะ    เพราะปราศจากความก่อคือปฏิสนธิและจุตินั้น

นั่นแหละ ธรรมเหล่าใดย่อมถึงพระนิพพานอันเป็นอปัจจัย  ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า

อปัจจยคามิโน  เพราะกระทำพระนิพพานนั้นให้เป็นอารมณ์เป็นไป.   คำว่า

อปัจจยคามี   นี้  เป็นชื่อของอริยมรรค.  อีกอย่างหนึ่ง  กรรมและกิเลสเหล่าใด

ก่อสร้างยังปฏิสนธิและจุติให้เป็นไปอยู่  เหมือนช่างอิฐก่อกำแพง เพราะเหตุนั้น

กรรมและกิเลสเหล่านั้น    จึงชื่อว่า อาจยคามิโน.  ธรรมเหล่าใดไม่ก่อสร้างปฎิ-

สนธิและจุตินั้นให้เป็นไป เหมือนบุรุษทำลายอิฐที่ก่อสร้างแล้ว ๆ เพราะเหตุนั้น

ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า อปัจจยคามิโน บทที่ ๓ ท่านกล่าวปฏิเสธ ๒  บทต้น.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 164

ว่าด้วยเสกขติกะที่  ๑๑

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งเสกธรรม    ต่อไป.

ชื่อว่า  เสกขะ   เพราะเกิดแล้วในสิกขา ๓ ดังนี้บ้าง  ชื่อว่า เสกขะ

เพราะเป็นธรรมของพระเสกขะ  ๗ ดังนี้บ้าง  ชื่อว่า  เสกขะ   เพราะกำลังศึกษา

อยู่โดยยังไม่สำเร็จการศึกษานั่นแหละ.  ชื่อว่า  อเสกขะ  เพราะไม่ต้องศึกษา

เพราะไม่มีสิ่งที่พึงศึกษาให้ยิ่งขึ้นไปอีก.  อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า อเสกขะ เพราะ

พระอเสกขบุคคลถึงความเจริญที่สุดแล้ว.  ค่าว่า  อเสขะ     นี้  เป็นชื่อของธรรม

คืออรหัตผล.  บทที่  ๓ ท่านกล่าวไว้โดยปฏิเสธ  ๒  บทข้างต้น.

 

ว่าด้วยปริตติกะที่  ๑๒

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งปริตตธรรม  ต่อไป.

วัตถุมีประมาณน้อย   เรียกว่า   ปริตตะ    เพราะเป็นของแตกหักไป

รอบด้าน เหมือนในประโยคมีอาทิ ปริตฺตโคมยปิณฺฑ (ก้อนขี้วัวเล็กน้อย)

แม้ธรรมเหล่านี้ ก็เปรียบเหมือนของเล็กน้อย    เพราะฉะนั้น    จึงชื่อ   ปริตตะ

เพราะมีอานุภาพน้อย.    คำว่า  ปริตตะ  นี้  เป็นชื่อของกามาวจร.     ธรรมที่

ชื่อว่า  มหัคคตะ  เพราะอรรถว่า  ถึงความเป็นใหญ่   เพราะสามารถข่มกิเลส

เพราะมีผลไพบูลย์  และเพราะความสืบต่อยาวนาน หรือว่า  บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว

ถึงความเป็นผู้ประเสริฐ  ด้วยฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ  ปัญญา  ดังนี้บ้าง.     ธรรม

ทั้งหลายมีราคะเป็นต้นกระทำให้มีประมาณ    ชื่อว่า  ประมาณธรรม    ธรรม

ทั้งหลายที่ชื่อ ไม่มีประมาณ  เพราะอรรถว่าประมาณธรรมไม่มีแก่ธรรมเหล่านี้

โดยอารมณ์  หรือโดยสัมปโยคะ  และเป็นธรรมปฏิเสธประมาณธรรม.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 165

ว่าด้วยปริตตารัมมณติกะที่  ๑๓

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งปริตตารัมมณธรรม  ต่อไป.

ธรรมที่ชื่อว่า   ปริตตารัมมณะ   เพราะอารมณ์ของธรรมเหล่านี้เล็ก

น้อยแม้ใน ๒ บทที่เหลือ   ก็นัยนี้แหละ.

 

ว่าด้วยหีนติกะที่  ๑๔

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งหีนธรรม  ต่อไป.

บทว่า  หีนา  ได้แก่  ลามก  คือ   อกุศลธรรม.  ธรรมทั้งหลายมีใน

ท่ามกลางแห่งธรรมอันลามกและประณีต   มีอยู่   เพราะเหตุนั้น    ธรรมเหล่านั้น

จึงชื่อว่า  มัชฌิมา  คือ ธรรมที่เป็นไปโนภูมิ ๓ นอกจากหีนะและปณีตธรรม.

โลกุตระ    ชื่อว่า  ธรรมอันประณีต    เพราะอรรถว่าสูงสุด    และอรรถว่า

ชุ่มชื่นยิ่ง  ไม่เร่าร้อน.

 

ว่าด้วยมิจฉัตตติกะที่  ๑๕

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งมิจฉัตตธรรม  ต่อไป.

ธรรมที่ชื่อว่า มิจฉัตตะ  เพราะอรรถว่า  ชนทั้งหลายแม้มีความหวัง

อย่างนี้ว่า   ธรรมเหล่านี้จักนำประโยชน์และความสุขมาให้แก่เรา  ดังนี้   ก็ไม่ได้

เหมือนอย่างนั้นเลย     เพราะภาวะของตนเป็นความเห็นผิดจากความเป็นไปอัน

วิปริต   แม้ในอสุภะเป็นต้นว่าเป็นสุภะเป็นต้น.   เมื่อการให้วิบากมีอยู่   ธรรม

เหล่านั้น  จึงชื่อว่า  นิยตะ  เพราะการให้วิบากในระหว่างแห่งการทำลายขันธ์

นั่นแหละ   ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น      เป็นมิจฉัตตะด้วยเป็นนิยตะด้วย   เพราะ

เหตุนั้น  จึงชื่อว่า มิจฉัตตนิยตา.  ธรรมที่ชื่อว่า สัมมัตตะ  เพราะอรรถว่า

เป็นสภาวะโดยชอบด้วยอรรถอันผิดจากมิจฉัตตะที่กล่าวแล้ว     ธรรมเหล่านั้น


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 166

เป็นสัมมัตตะด้วย  เป็นนิยตะด้วยโดยให้ผลไม่มีระหว่างคั่นนั่นแหละ เพราะเหตุ

นั้น   จึงชื่อว่า สัมมัตตนิยตา. ธรรมเหล่าใดให้ผลไม่แน่นอน  แม้โดยประการ

แห่งบททั้งสองที่กล่าวแล้วมีอยู่     เพราะเหตุนั้น      ธรรมเหล่านั้น     จึงชื่อว่า

อนิยตา.

 

ว่าด้วยมัคคารัมมณติกะที่  ๑๖

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งมัคคารัมมณธรรม   ต่อไป.

ชื่อว่า มรรค  เพราะอรรถว่า  ย่อมแสวงหา  ย่อมค้นหาพระนิพพาน

อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  มรรค  เพราะอรรถว่า  ย่อมฆ่ากิเลสทั้งหลายไป.  มรรค

เป็นอารมณ์ของธรรมเหล่านั้น    ฉะนั้น   ธรรมเหล่านั้น   จึงชื่อว่า   มัคคา-

รัมมณะ    (มีมรรคเป็นอารมณ์.    มรรคแม้ประกอบด้วยองค์  ๘  ก็เป็นเหตุ

ของธรรมเหล่านั้น      เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย   เพราะฉะนั้น      ธรรมเหล่านั้น

จึงชื่อว่า   มัคคเหตุกา    (มีมรรคเป็นเหตุ).    เหตุทั้งหลายสัมปยุตด้วยมรรค

หรือว่า  เหตุทั้งหลายในมรรค   ชื่อว่า  มัคคเหตุ.  มัคคเหตุเหล่านั้นเป็นเหตุ

ของธรรมเหล่านั้น   ฉะนั้น    ธรรมเหล่านั้น   จึงชื่อว่า มัคคเหตุกา  (มีมรรค

เป็นเหตุ).  สัมมาทิฏฐิเองเป็นมรรคด้วย   เป็นเหตุด้วย  เพราะฉะนั้น    จึงชื่อว่า

เป็นทั้งมรรคเป็นทั้งเหตุ.     ธรรมที่เป็นทั้งมรรคเป็นทั้งเหตุเหล่านั้น     มีอยู่.

แก่ธรรมเหล่านั้น     เพราะเหตุนั้น       ธรรมเหล่านั้น     จึงชื่อว่า  มัคคเหตุกา.

มรรคเป็นอธิบดีของธรรมเหล่านั้น     ด้วยอรรถว่าครอบงำให้เป็นไป    เพราะ

ฉะนั้น  ธรรมเหล่านั้น  จึงชื่อว่า  มัคคาธิปติ.

 

ว่าด้วยอุปปันนติกะที่  ๑๗

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งอุปปันนธรรม  ต่อไป.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 167

ธรรมที่ชื่อว่า    อุปปันนะ    เพราะอรรถว่า     เป็นไปทั่วจำเดิมแต่

อุปปาทขณะจนถึงภังคขณะอันยังไม่เลยไป.    ธรรมที่ไม่ใช่อุปปันนะ   เรียกว่า

อนุปปันนะ    ธรรมใดจักเกิดขึ้นแน่นอนเพราะเป็นส่วนหนึ่งแห่งเหตุที่สำเร็จ

แล้ว   เพราะฉะนั้น     ธรรมนั้น   จึงชื่อว่า  อุปปาทิ.

 

 

ว่าด้วยอตีตติกะที่  ๑๘

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓  แห่งอตีตธรรม  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า   อตีตะ    เพราะอรรถว่า   ถึงสภาวะของตน  หรือถึง

อุปปาทขณะเป็นต้นแล้วก็ล่วงเลยไป.  ธรรมที่ยังไม่ถึงสภาวะของตน  หรืออุป-

ปาทขณะเป็นต้นทั้งสองนั้น   ชื่ออนาคตะ   ธรรมที่อาศัยเหตุนั้น  ๆ  เกิดขึ้น

ชื่อว่า ปัจจุปปันนะ.

 

ว่าด้วยอนันตรติกะที่  ๑๙

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งอนันตรธรรม  เป็นต้น

อดีตธรรมที่เป็นอารมณ์ของธรรมเหล่านั้นมีอยู่  เพราะเหตุนั้น   ธรรม

เหล่านั้น    จึงชื่อว่า  อตีตารัมมณะ  แม้สองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.

 

ว่าด้วยอัชฌัตตติกะที่  ๒๐

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งอัชฌัตตธรรม  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า อัชฌัตตะ เพราะอรรถว่า กระทำของตนให้เป็นใหญ่เหมือน

ประสงค์เอาอย่างนี้ว่า  พวกเราเมื่อเป็นอยู่อย่างนี้   พวกเราก็จักยึดถือเป็นอัตตา

ดังนี้.  ส่วนอัชฌัตตศัพท์นี้ใช้ในความหมาย ๔  อย่างคือ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 168

โคจรัชฌัตตะ  (อารมณ์ทั่วไป)

นิยกัชฌัตตะ  (ธรรมที่เกิดอยู่ในตน)

อัชฌัตตัชฌัตตะ  (อัชฌัตตายตนะ ๖)

วิสยัชฌัตตะ  (ผลสมาบัติ ).

จริงอยู่  อัชฌัตตศัพท์นี้  ใช้ในอรรถว่า  โคจรัชฌัตตะ  เหมือนใน

ประโยคมีอาทิว่า เตนานนฺท ภิกฺขุนา ตสฺมึเยว  ปุริมสฺมึ  สมาธินิมิตฺเต

อชฺฌตฺตเมว  จิตฺต  สณฺเปตพฺพ,  อชฺฌตฺตรโต  สมาหิโต  (ดูก่อน

อานนท์    ภิกษุนั้นพึงตั้งจิตอันมีอารมณ์ในภายในนั้นแหละให้มั่นในสมาธินิมิต

เดิมนั้นนั่นแหละ    เธอมีความยินดีแล้วในภายใน    มีจิตตั้งมั่นแล้ว ).    ใช้ใน

อรรถว่า นิยกัชฌัตตะ  เหมือนในประโยคมีอาทิว่า   อชฺฌตฺต  สมฺปสาทน,

อชฺฌตฺต  วา   ธมฺเมสุ   ธมฺมานุปสฺสี  วิหรติ  (ความผ่องใสภายใน  ภิกษุ

มีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายในภายในอยู่).   ใช้ในอรรถว่า   อัช-

ฌัตตัชฌัตตะ   เหมือนในประโยคมีอาทิว่า  ฉ   อชฺฌตฺติกา   อายตนานิ

(อายตนะ ๖ เป็นไปในภายใน). ใช้ในอรรถว่า    วิสยัชฌัตตะ    เหมือนใน

ประโยคมีอาทิว่า อยโข  ปนานนฺท  วิหาโร ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺโธ  ยทิท

สพฺพนิมิตฺตาน  อมนสิการา  อชฺฌตฺต  สุญฺ  อุปสมฺปชฺช  วิหรติ

(ดูก่อนอานนท์    ก็ธรรมเป็นเครื่องอยู่นี้แล     อันตถาคตตรัสรู้ชอบยิ่งแล้วซึ่ง

ตถาคตเข้าถึงสุญญตะ       อันเป็นภายในเพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่).

อธิบายว่า  ใช้ในฐานะอันยิ่งใหญ่.  จริงอยู่   ผลสมาบัติ   ชื่อว่า   ฐานะอันยิ่ง

ใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย   ส่วนอัชฌัตตศัพท์ในที่นี้   ประสงค์เอานิยกัช-

ฌัตตะ  เพราะฉะนั้น   ธรรมที่เป็นไปในสันดานของตนเป็นเฉพาะแต่ละบุคคล

พึงทราบว่า เป็นอัชฌัตตธรรม. ส่วนธรรมที่เป็นภายนอกจากอัชญัตตธรรมนั้น


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 169

เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ตาม    ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ตาม    ชื่อว่า    พหิทธรรม

บทที่ ๓ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งบททั้ง ๒.

ส่วนหมวด  ๓  แห่งอนันตระ   (อตีตารัมมณติกะ)  ท่านกล่าวกระทำ

ธรรมแม้ทั้ง ๓ ประการ  (อัชฌัตตะเป็นต้น )   เหล่านั้นนั่นแหละให้เป็นอารมณ์

เป็นไป.

 

ว่าด้วยสนิทัสสนติกะที่ ๒๒

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งสนิทัสสนธรรม   ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า   สนิทัสสนะ   เพราะเป็นไปกับด้วยความเห็นกล่าวคือ

ความที่รูปนั้นอันจักขุวิญญาณพึงเห็น.  ธรรมที่ชื่อว่า สัปปฏิฆะ เพราะเป็นไป

กับด้วยปฏิฆะ. กล่าวคือความเป็นคือการกระทบ.  ธรรมเหล่านั้นเป็นไปกับด้วย

การเห็นและการกระทบ   เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น    จึงชื่อว่า สนิทัสสนะ

สัปปฏิฆะ.    นิทัสสนธรรม   กล่าวคือความที่รูปอันจักขุวิญญาณพึงเห็นไม่มี

แก่ธรรมเหล่านั้น    เพราะเหตุนั้น    ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า อนิทัสสนะ ธรรม

เหล่านั้นเป็นอนิทัสสนะด้วย       เป็นสัปปฏิฆะด้วยโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ

ชื่อว่า  อนิทัสสนสัปปฏิฆะ.  บทที่ ๓  ท่านปฏิเสธทั้ง ๒ บท.

 

นี้เป็นการพรรณนาตามบทติกมาติกาเพียงเท่านี้


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 170

ทุกมาติกา  ๑๔๒  ทุกะ

 

อภิธรรมมาติกา  ๑๐๐ ทุกะ

 

เหตุโคจฉกะ

 

หมวดที่  ๑  มี  ๖  ทุกะ  คือ

 

[๒]         ๑.  เหตุทุกะ

เหตู  ธมฺมา                                  ธรรมเป็นเหตุ

นเหตู  ธมฺมา                                ธรรมไม่เป็นเหตุ

 

๒.  สเหตุกทุกะ

 

สเหตุกา  ธมฺมา                            ธรรมมีเหตุ

อเหตุกา  ธมฺมา                            ธรรมไม่มีเหตุ

 

๓.  เหตุสัมปยุตตทุกะ

 

เหตุสมฺปยุตฺตา  ธมฺมา                    ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุ

เหตุวิปฺปยุตฺตา  ธมฺมา                    ธรรมวิปปยุตจากเหตุ

 

๔.  เหตุสเหตุทุกะ

 

เหตู เจว ธมฺมา สเหตุกา จ                 ธรรมเป็นเหตุและมีเหตุ

สเหตุกา เจว ธมฺมา น จ เหตู             ธรรมมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ

 

๕.  เหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ

 

เหตู เจว ธมฺมา  เหตุสมฺปยุตฺตา จ       ธรรมเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 171

เหตุสมฺปยุตฺตา  เจว  ธมฺมา       ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ

น  จ  เหตู

 

๖.  นเหตุสเหตุกทุกะ

 

น  เหตู โข  ปน  ธมฺมา              ธรรมไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ

สเหตุกาปิ

น  เหตู  โข ปน  ธมฺมา              ธรรมไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ

อเหตุกาปิ

 

จูฬันตรทุกะ

 

หมวดที่  ๒  มี  ๗  ทุกะ  คือ

 

[๓]                     ๗-๑.  สัปปัจจยทุกะ

 

สปฺปจฺจยา  ธมฺมา                     ธรรมมีปัจจัย

อปฺปจฺจยา  ธมฺมา                     ธรรมไม่มีปัจจัย

 

๘-๒.  สังขตทุกะ

 

สงฺขตา  ธมฺมา                          ธรรมเป็นสังขตะ

อสงฺขตา  ธมฺมา                        ธรรมเป็นอสังขตะ

 

๙-๓.  สนิทัสสนทุกะ

 

สนิทสฺสนา  ธมฺมา                     ธรรมที่เห็นได้

อนิทสฺสนา  ธมฺมา                     ธรรมที่เห็นไม่ได้


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 172

๑๐-๔.  สัปปฏิฆทุกะ

 

สปฺปฏิฆา  ธมฺมา                   ธรรมที่กระทบได้

อปฺปฏิฆา  ธมฺมา                   ธรรมที่กระทบไม่ได้

 

๑๑-๕.  รูปิทุกะ

 

รูปิโน  ธมฺมา                           ธรรมเป็นรูป

อรูปิโน  ธมฺมา                         ธรรมไม่เป็นรูป

 

๑๒-๖.  โลกิยทุกะ

 

โลกิยา  ธมฺมา                          ธรรมเป็นโลกิยะ

โลกุตฺตรา  ธมฺมา                     ธรรมเป็นโลกุตระ

 

๑๓-๗.  เกนจิวิญเญยยทุกะ

 

เกนจิ  วิยฺยา  ธมฺมา           ธรรมที่จิตบางอย่างรู้ได้

เกนจิ  น วิญฺเยฺยา ธมฺมา        ธรรมที่จิตบางอย่างรู้ไม่ได้

 

อาสวโคจฉกะ

 

หมวดที่  ๓ มี  ๖ ทุกะ  คือ

 

[๔]              ๑๔-๑.  อาสวทุกะ

อาสวา  ธมฺมา                        ธรรมเป็นอาสวะ

โน อาสวา  ธมฺมา                   ธรรมไม่เป็นอาสวะ

 

๑๕-๒.  สาสวทุกะ

 

สาสวา  ธมฺมา                        ธรรมเป็นอารมณ์ของอาสวะ

อนาสวา  ธมฺมา                      ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 173

๑๖-๓.  อาสวสัมปยุตตทุกะ

 

อาสวสมฺปยุตฺตา  ธมฺมา               ธรรมสัมปยุตด้วยอาสวะ

อาสววิปฺปยุตฺตา   ธมฺมา              ธรรมวิปปยุตจากอาสวะ

 

๑๗-๔.  อาสวสาสวทุกะ

 

อาสวา  เจว ธมฺมา สาสวา จ         ธรรมเป็นอาสวะ  และเป็นอารมณ์ของ

อาสวะ

สาสวา เจว ธมฺมา โน จ อาสวา     ธรรมเป็นอารมณ์ของอาสวะ  แต่ไม่

เป็นอาสวะ

 

๑๘-๕.  อาสวอาสวสัมปยุตตทุกะ

 

อาสวา เจว ธมฺมา อาสวา-            ธรรมเป็นอาสวะ  และสัมปยุตด้วย

สมฺปยุตฺตา จ                              อาสวะ

อาสวสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา           ธรรมสัมปยุตด้วยอาสวะ  แต่ไม่เป็น

โน จ อาสวา                               อาสวะ

 

๑๙-๖.  อาสววิปปยุตตสาสวทุกะ

 

อาสววิปปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา     ธรรมวิปปยุตจากอาสวะ  แต่ธรรมเป็น

สาสวปิ                                     อารมณ์ของอาสวะ

อาสววิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา     ธรรมวิปปยุตจากอาสวะ  และไม่เป็น

อนาสวาปิ                                 อารมณ์ของอาสวะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 174

สัญโญชนโคจฉกะ

 

หมวดที่  ๔ มี ๖ ทุกะ คือ

 

[๕]        ๒๐-๑.  สัญโญชนทุกะ

สญฺโชนา  ธมฺมา                    ธรรมเป็นสัญโญชน์

โน สญฺโชนา ธมฺมา                ธรรมไม่เป็นสัญโญชน์

 

๒๑-๒.  สัญโญชนิยทุกะ

 

สญฺโชนิยา ธมฺมา                  ธรรมเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์

อสญฺโชนิยา  ธมฺมา               ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์

 

๒๒-๓.  สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ

 

สญฺโชนสมฺปยุตฺตา ธมฺมา       ธรรมสัมปยุตด้วยสัญโญชน์

สญฺโชนวิปฺปยุตฺตา  ธมฺมา       ธรรมวิปปยุตจากสัญโญชน์

 

๒๓-๔.  สัญโญชนสัญโญชนิยทุกะ

 

สญฺโชนา เจว ธมฺมา              ธรรมเป็นสัญโญชน์  และเป็นอารมณ์

สญฺโชนิยา จ                         ของสัญโญชน์

สญฺโชนิยา เจว ธมฺมา โน       ธรรมเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์  แต่ไม่

จ สญฺโชนา                            เป็นสัญโญชน์

 

๒๔-๕.  สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตทุกะ

 

สญฺโชนา เจว ธมฺมา              ธรรมเป็นสัญโญชน์และสัมปยุตด้วย

สญฺโชนสมฺปยุตฺตา จ             สัญโญชน์


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 175

สญฺโชนสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา          ธรรมสัมปยุตด้วยสัญโญชน์  แต่ไม่เป็น

โน จ สญฺโชนา                                  สัญโญชน์

 

๒๕-๖.  สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยทุกะ

 

สญฺโชนวิปฺปยุตตา โข ปน              ธรรมวิปปยุตจากสัญโญชน์  แต่เป็น

ธมฺมา สญฺโชนิยาปิ                         อารมณ์ของสัญโญชน์

สญฺโชนวิปฺปยุตฺตา  โข ปน             ธรรมวิปปยุตจากสัญโญชน์  และไม่

ธมฺมา  อสญฺโชนิยาปิ                      เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์

 

คันถโคจฉกะ

 

หมวดที่  ๕ มี ๖ ทุกะ คือ

 

[๖]                 ๒๖-๑.  คันถทุกะ

คนฺถา  ธมฺมา                                    ธรรมเป็นคันถะ

โน  คนฺถา  ธมฺมา                              ธรรมไม่เป็นคันถะ

 

๒๗-๒.  คันถนิยทุกะ

 

คนฺถนิยา  ธมฺมา                                ธรรมเป็นอารมณ์ของคันถะ

อคนฺถนิยา ธมฺมา                               ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ

 

๒๘-๓.  คันถสัมปยุตตทุกะ

 

คนฺถสมฺปยุตฺตา  ธมฺมา                       ธรรมสัมปยุตด้วยคันถะ

คนฺถวิปฺปยุตฺตา  ธมฺมา                        ธรรมวิปปยุตตจากคันถะ

 

๒๙-๔.   คันถคันถนิยทุกะ

 

คนฺถา เจว ธมฺมา คนฺถนิยา จ              ธรรมเป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของ

คันถะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 176

คนฺถนิยา เจว ธมฺมา โน จ คนฺถา         ธรรมเป็นอารมณ์ของคันถะ  แต่ไม่

เป็นคันถะ

 

๓๐-๕.  คันถคันถสัมปยุตตทุกะ

 

คนฺถา เจว ธมฺมา คนฺถสมฺปยุตฺตา จ     ธรรมเป็นคันถะ และสัมปยุตด้วยคันถะ

คนฺถสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา                  ธรรมสัมปยุตด้วยคันถะ  แต่ไม่เป็น

โน จ คนฺถา                                      คันถะ

 

๓๑-๖.  คันถวิปปยุตตคันถนิยทุกะ

 

คนฺถวิปปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา             ธรรมวิปปยุตจากคันถะ แต่เป็นอารมณ์

คนฺถนิยาปิ                                       ของคันถะ

คนฺถวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา             ธรรมวิปปยุตจากคันถะ  และไม่เป็น

อคนฺถนิยาปิ                                     อารมณ์ของคันถะ

 

โอฆโคจฉกะ

 

หมวดที่  ๖  มี  ๖  ทุกะ  คือ

 

[๗]                  ๓๒-๑.  โอฆทุกะ

 

โอฆา  ธมฺมา                                    ธรรมเป็นโอฆะ

โน  โอฆา  ธมฺมา                              ธรรมไม่เป็นโอฆะ

 

๓๓-๒.  โอฆนิยทุกะ

 

โอฆนิยา  ธมฺมา                               ธรรมเป็นอารมณ์ของโอฆะ

อโนฆนิยา  ธมฺมา                             ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 177

๓๔-๓.  โอฆสัมปยุตตทุกะ

 

โอฆสมฺปยุตฺตา  ธมฺมา                 ธรรมสัมปยุตด้วยโอฆะ

โอฆวิปฺปยุตฺตา   ธมฺมา                ธรรมวิปปยุตจากโอฆะ

 

๓๕-๔.  โอฆโอฆนิยทุกะ

 

โอฆา เจว ธมฺมา โอฆนิยา จ        ธรรมเป็นโอฆะและเป็นอารมณ์ของ

โอฆะ

โอฆนิยา เจว ธมฺมา โน จ โอฆา   ธรรมเป็นอารมณ์ของโอฆะแต่ไม่เป็น

โอฆะ

 

๓๖-๕.  โอฆโอฆสัมปยุตตทุกะ

 

โอฆา  เจว  ธมฺมา โอฆ-               ธรรมเป็นโอฆะ  และสัมปยุตด้วยโอฆะ

สมฺปยุตฺตา จ

โอฆสมฺปยุตฺตา  เจว  ธมฺมา          ธรรมสัมปยุตด้วยโอฆะ  แต่ไม่เป็น

โน จ โอฆา                               โอฆะ

 

๓๗-๖.  โอฆวิปปยุตตโอฆนิยทุกะ

 

โอฆวิปฺปยุตฺตา  โน ปน ธมฺมา      ธรรมวิปปยุตจากโอฆะ  แต่เป็นอารมณ์

โอฆนิยาปิ                                 ของโอฆะ

โอฆวิปฺปยุตฺตา  โข ปน ธมฺมา      ธรรมวิปปยุตจากโอฆะ  และไม่เป็น

อโนฆนิยาปิ                               อารมณ์ของโอฆะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 178

โยคโคจฉกะ

 

หมวดที่  ๗  มี  ๖ ทุกะ คือ

 

[๘]                ๓๘-๑.  โยคทุกะ

 

โยคา  ธมฺมา                                    ธรรมเป็นโยคะ

โน โยคา ธมฺมา                                 ธรรมไม่เป็นโยคะ

 

๓๙-๒.  โยคนิยทุกะ

 

โยคนิยา ธมฺมา                                  ธรรมเป็นอารมณ์ของโยคะ

อโยคนิยา  ธมฺมา                               ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ

 

๔๐-๓.  โยคสัมปยุตตทุกะ

 

โยคสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                         ธรรมสัมปยุตด้วยโยคะ

โยควิปฺปยุตฺตา  ธมฺมา                         ธรรมวิปปยุตจากโยคะ

 

๔๑-๔.  โยคโยคนิยทุกะ

 

โยคา เจว ธมฺมา โยคนิยา จ                  ธรรมเป็นโยคะ  และเป็นอารมณ์ของ

โยคะ

โยคนิยา เจว ธมฺมา โน จ โยคา             ธรรมเป็นอารมณ์ของโยคะแต่ไม่เป็น

โยคะ

 

๔๒-๕.  โยคโยคสัมปยุตตทุกะ

 

โยคา เจว ธมฺมา โยคสมฺปสยุตฺตา จ         ธรรมเป็นโยคะ และสัมปยุตด้วยโยคะ

โยคาสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ โยคา    ธรรมสัมปยุตด้วยโยคะแต่ไม่เป็นโยคะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 179

๔๓-๖.  โยควิปปยุตตโยคนิยทุกะ

 

โยควิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา        ธรรมวิปปยุตจากโยคะ  แต่เป็นอารมณ์

โยคนิยาปิ                                     ของโยคะ

โยควิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา        ธรรมวิปปยุตจากโยคะ  และไม่เป็น

อโยคนิยาปิ                                  อารมณ์ของโยคะ

 

นีวรณโคจฉกะ

 

หมวดที่  ๘ มี  ๖ ทุกะ  คือ

 

[๙]              ๔๔-๑.  นีวรณทุกะ

 

นีวรณา  ธมฺมา                            ธรรมเป็นนิวรณ์

โน นีวรณา  ธมฺมา                       ธรรมไม่เป็นนิวรณ์

 

๔๕-๒.  นีวรณิยทุกะ

 

นีวรณา  ธมฺมา                            ธรรมเป็นอารมณ์ของนิวรณ์

อนีวรณิยา  ธมฺมา                        ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์

 

๔๖-๓.  นีวรณสัมปยุตตทุกะ

 

นีวรณสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                ธรรมสัมปยุตด้วยนิวรณ์

นีวรณวิปฺปยุตฺตา  ธมฺมา               ธรรมวิปปยุตจากนิวรณ์

 

๔๗-๔.  นีวรณนีวรณิยทุกะ

 

นีวรณา เจว ธมฺมา นีวรณิยา จ      ธรรมเป็นนิวรณ์  และเป็นอารมณ์ของ

นิวรณ์

 


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 180

นีวรณิยา เจว ธมฺมา โน จ นีวรณา        ธรรมเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ แต่ไม่เป็น

นิวรณ์

 

๔๘-๕.  นีวรณนีวรณสัมปยุตตทุกะ

 

นีวรณา เจว ธมฺมา นีวรณ                     ธรรมเป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์

สมฺปยุตฺตา จ

นีวรณสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ        ธรรมสัมปยุตด้วยนิวรณ์  แต่ไม่เป็น

นีวรณา                                                 นิวรณ์

 

๔๙-๖.  นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยทุกะ

 

นีวรณวิปฺปยุตฺต่ โข ปน ธมฺมา             ธรรมวิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์

นีวรณิยาปิ                                           ของนิวรณ์

นีวรณวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา           ธรรมวิปปยุตจากนิวรณ์  และไม่เป็น

อนีวรณิยาปิ                                        อารมณ์ของนิวรณ์

 

ปรามาสโคจฉกะ

 

[๑๐]   หมวดที่  ๙ มี   ๕  ทุกะ  คือ

 

๕๐-๑.  ปรามาสทุกะ

 

ปรามาสา ธมฺมา                                ธรรมเป็นปรามาสะ (ทิฏฐิ)

โน ปรามาสา ธมฺมา                           ธรรมไม่เป็นปรามาสะ

 

๕๑-๒.  ปรามัฏฐทุกะ

 

ปรามฏฺา  ธมฺมา                              ธรรมเป็นอารมณ์ของปรามาสะ

อปรามฏฺา  ธมฺมา                            ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสะ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 181

๕๒-๓.  ปรามาสสัมปยุตตทุกะ

 

ปรามาสสมฺปยุตฺตา  ธมฺมา              ธรรมสัมปยุตด้วยปรามาสะ

ปรามาสวิปฺปยุตฺตา  ธมฺมา              ธรรมวิปปยุตจากปรามาสะ

 

๕๓-๔.  ปรามาสปรามัฏฐทุกะ

 

ปรามาสา เจว ธมฺมา                        ธรรมเป็นปรามาสะ และเป็นอารมณ์

ปรามฏฺา  จ                                    ของปรามาสะ

ปรามฏฺา เจว ธมฺมา                        ธรรมเป็นอารมณ์ของปรามาสะ  แต่

โน จ ปรามาสา                                ไม่เป็นปรามาสะ

 

๕๔-๕.  ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐทุกะ

 

ปรามาสวิปฺปยุตฺตา โข ปร ธมฺมา      ธรรมวิปปยุสตจากปรามาสะ แต่เป็น

ปรามฏฺาปิ                                      อารมณ์ของปรามาสะ

ปรามาสวิปฺปยุตฺตา โข ปน               ธรรมวิปปยุตจากปรามาสะ และไม่เป็น

ธมฺมา อปราฏฺปิ                              อารมณ์ของปรามาสะ

 

มหันตรทุกะ

 

[๑๑] หมวดที่  ๑๐ มี ๑๔ ทุกะ คือ

 

๕๕-๑.  สารัมมณทุกะ

 

สารมฺมณา ธมฺมา                             ธรรมมีอารมณ์

อนารมฺมณา ธมฺมา                           ธรรมไม่มีอารมณ์


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 182

๕๖-๒.  จิตตทุกะ

 

จิตฺตา   ธมฺมา                             ธรรมเป็นจิต

โน  จิตฺตา  ธมฺมา                        ธรรมไม่เป็นจิต

 

๕๗-๓.   เจตสิกทุกกะ

 

เจตสิกา  ธมฺมา                           ธรรมเป็นเจตสิก

อเจตสิกา   ธมฺมา                        ธรรมไม่เป็นเจตสิก

 

๕๘-๔.  จิตตสัมปยุตตทุกะ

 

จิตฺตสมฺปยุตฺตา  ธมฺมา                ธรรมสัมปยุตด้วยจิต

จิตฺตวิปฺปยุตฺตา  ธมฺมา                ธรรมวิปปยุตจากจิต

 

๕๙-๕.  จิตตสังสัฏฐทุกะ

 

จิตฺตสสฏฺา  ธมฺมา                     ธรรมเจือกับจิต

จิตฺตวิสสฏฺา  ธมฺมา                   ธรรมไม่เจือกับจิต

 

๖๐-๖.  จิตตสมุฏฐานทุกะ

 

จิตฺตสมุฏฺานา  ธมฺมา                ธรรมมีจิตเป็นสมุฏฐาน

โน  จิตฺตสมุฏฺานา  ธมฺมา          ธรรมไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน

 

๖๑-๗.  จิตตสหภูทุกะ

 

จิตฺตสหภุโน  ธมฺมา                     ธรรมเกิดร่วมกับจิต

โน  จิตฺตสหภุโน  ธมฺมา               ธรรมไม่เกิดร่วมกับจิต

 

๖๒-๘. จิตตานุปริวัตติทุกะ

 

จิตฺตานุปริวตฺติโน  ธมฺมา            ธรรมอันเกิดคล้อยตามจิต

โน  จิตฺตานุปริวตฺติโน  ธมฺมา      ธรรมไม่เกิดคล้อยตามจิต


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 183

[๑๑]      ๖๓-๙.  จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกะ

 

จิตฺตสสฏฺสมุฏฺานา ธมฺมา                ธรรมเจือกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน

โน จิตฺตสสฏฺสมุฏฺานา ธมฺมา           ธรรมไม่เจือกับจิตและไม่มีจิตเป็น

สมุฏฐาน

 

๖๔-๑๐.  จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูทุกะ

 

จิตฺตสสฏฺสมุฏฺานสหภุโน ธมฺมา       ธรรมเจือกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐาน

และเกิดร่วมกับจิต

โน จิตฺตสสฏฺานสหภุโน                     ธรรมไม่เจือกับจิต ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน

ธมฺมา                                                    และไม่เกิดร่วมกับจิต

 

๖๕-๑๑.  จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติทุกะ

 

จิตฺตสสฏฺฐสมุฏฺานา-                      ธรรมเจือกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและ

นุปริวตฺติโน ธมฺมา                              เกิดคล้อยตามจิต

โน จิตฺตสสฏฺสมุฏฺานา                    ธรรมไม่เจือกับจิตไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน

นุปริวตฺติโน ธมฺมา                              และไม่เกิดคล้อยตามจิต

 

๖๖-๑๒.  อัชฌัตติกทุกะ

 

อชฺฌตฺติกา  ธมฺมา                           ธรรมเป็นภายใน

พาหิรา    ธมฺมา                               ธรรมเป็นภายนอก

 

๖๗-๑๓.  อุปาทาทุกะ

 

อุปาทา ธมฺมา                                 ธรรมอาศัยมหาภูตรูปเกิด

โน อุปาทา ธมฺมา                            ธรรมไม่อาศัยหาภูตรูปเกิด


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 184

๖๘-๑๔.  อุปาทินนทุกะ

 

อุปาทินฺนา  ธมฺมา                    ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วย

ตัณหาทิฏฐิเข้ายึดครอง

อนุปาทินฺนา ธมฺมา                 ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วย

ตัณหาทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง

 

อุปทานโคจฉกะ

 

หมวดที่  ๑๑  มี ๖ ทุกะ  คือ

 

[๑๒]     ๖๙-๑.  อุปาทานทุกะ

 

อุปาทานา ธมฺมา                      ธรรมเป็นอุปทาน

โน อุปาทานา ธมฺมา                 ธรรมไม่เป็นอุปาทาน

 

๗๐-๒.  อุปาทานิยทุกะ

 

อุปาทานิยา ธมฺมา                 ธรรมเป็นอารมณ์ของอุปทาน

อนุปาทานิยา ธมฺมา               ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของอุปทาน

 

๗๑-๓.  อุปาทานสัมปยุตตทุกะ

 

อุปาทานสมฺปยุตฺตา ธมฺมา      ธรรมสัมปยุตด้วยอุปทาน

อุปาทานวิปฺยุตฺตา ธมฺมา         ธรรมวิปปยุตจากอุปทาน

 

๗๒-๔.  อุปาทานอุปาทานิยทุกะ

 

อุปาทานา เจว ธมฺมา              ธรรมเป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของ

อุปาทานิยา จ                         อุปาทาน

อุปาทานิยา เจว ธมฺมา            ธรรมเป็นอารมณ์ของอุปทาน แต่ไม่

โน จ อุปทานา                        เป็นอุปทาน


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 185

๗๓-๕.  อุปาทานอุปาทานสัมปยุตตทุกะ

 

อุปาทานา เจว ธมฺมา                     ธรรมเป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วย

อุปาทานสมฺปยุตฺตา จ                   อุปทาน

อุปาทานสมฺยุตฺตา เจว ธมฺมา        ธรรมสัมปยุตด้วยอุปาทาน แต่ไม่เป็น

โน จ อุปาทานา                             อุปทาน

 

๗๔-๖.  อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานนิยทุกะ

 

อุปาทานวิปฺปยุตฺตา โข ปน            ธรรมวิปปยุตจากอุปทาน  แต่เป็น

ธมฺมา อุปาทานิยาปิ                       อารมณ์ของอุปทาน

อุปาทานวิปฺปยุตฺตา โข ปน           ธรรมวิปปยุตจากอุปาทาน  และไม่เป็น

ธมฺมา อนุปาทานิยปิ                     อารมณ์ของอุปทาน

 

กิเลสโคจฉกะ

 

หมวดที่  ๑๒ มี ๘ ทุกะ คือ

 

[๑๓]       ๗๕-๑.  กิเลสทุกะ

 

กิเลสา ธมฺมา                               ธรรมเป็นกิเลส

โน กิเลสา ธมฺมา                         ธรรมไม่เป็นกิเลส

 

๗๖-๒.  สังกิเลสิกทุกะ

 

สงฺกิเลสิกา ธมฺมา                       ธรรมเป็นอารมณ์ของสังกิเลส

อสงฺกิเลสิก ธมฺมา                       ธรรมไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส

 

๗๗-๓.  สังกิลิฏฐทุกะ

 

สงฺกิลิฏฺา ธมฺมา                        ธรรมเศร้าหมอง

อสงฺกิลิฏฺา ธมฺมา                      ธรรมไม่เศร้าหมอง


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 186

๗๘-๔.  กิเลสสัมปยุตตทุกะ

 

กิเลสสมฺปยุตฺตา ธมฺมา                    ธรรมสัมปยุตด้วยกิเลส

กิเลสวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา                    ธรรมวิปปยุตจากกิเลส

 

๗๙-๕.  กิเลสสังกิเลสิกทุกะ

 

กิเลสา เจว ธมฺมา                            ธรรมเป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของ

สงฺกิเลสิกา จ                                  สังกิเลส

สงฺกิเลสิกา เจว ธมฺมา                     ธรรมเป็นอารมณ์ของสังกิเลส  แต่ไม่

โน จ กิเลสา                                    เป็นกิเลส

 

๘๐-๖.  กิเลสสังกิลิฏฐทุกะ

 

กิเลสา เจว ธมฺมา สงฺกิลิฏฺา จ           ธรรมเป็นกิเลสและเศร้าหมอง

สงฺกิลิฏฺา เจว ธมฺมา โน จ กิเลสา      ธรรมเศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลส

 

๘๑-๗.  กิเลสกิเลสสัมปยุตตทุกะ

 

กิเลสา เจว ธมฺมา กิเลส                     ธรรมเป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส

สมฺปยุตฺตา จ

กิเลสสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา               ธรรมสัมปยุตด้วยกิเลส แต่ไม่เป็นกิเลส

โน จ กิเลสา

 

๘๒-๘.  กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกทุกะ

 

กิเลสวิปฺปยุตฺตา โข ปน                   ธรรมวิปปยุตจากกิเลส แต่เป็นอารมณ์

ธมฺมา สงฺกิเลสิกาปิ                         ของสังกิเลส

กิเลสวิปฺปยุตฺตา โข ปน                   ธรรมวิปปยุตจากกิเลส และไม่เป็น

ธมฺมา อสงฺกิเลสิกาปิ                       อารมณ์ของสังกิเลส


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 187

ปิฏฐิทุกะ

 

หมวดที่  ๑๓  มี ๑๘ ทุกะ คือ

 

[๑๔]    ๘๓-๑.  ทัสสเนนปหาตัพพทุกะ

 

ทสฺสเนน ปาตพฺพา ธมฺมา              ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ

น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา       ธรรมอันโสดาปัตติมรรคไม่ประหาณ

 

๘๔-๒.  ภาวนายปหาตัพพทุกะ

 

ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา            ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ

น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา       ธรรมอันมรรคเบื้องสูง  ๓ ไม่ประหาณ

 

๘๕-๓.  ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ

 

ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา           ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรค

ธมฺมา                                           ประหาณ

น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา       ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติ-

ธมฺมา                                           มรรคจะประหาณ

 

๘๖-๔.  ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ

 

ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา           ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง

ธมฺมา                                          ๓ ประหาณ

น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา       ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง

ธมฺมา                                          ๓ จะประหาณ

 

๘๗-๕.  สวิตักกทุกะ

 

สวิตฺกกา ธมฺมา                                 ธรรมมีวิตก

อวิตกฺกา ธมฺมา                                 ธรรมไม่มีวิตก


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 188

๘๘-๖.  สวิจารทุกะ

 

สวิจารา ธมฺมา                           ธรรมมีวิจาร

อวิจารา ธมฺมา                           ธรรมไม่มีวิจาร

 

๘๙-๗.  สัปปีติกทุกะ

 

สปฺปีติกา ธมฺมา                        ธรรมมีปีติ

อปฺปีติกา ธมฺมา                        ธรรมไม่มีปีติ

 

๙๐-๘.  ปีติสหคตทุกะ

 

ปีติสหคตา ธมฺมา                      ธรรมสหรคตด้วยปีติ

น ปีติสหคตา ธมฺมา                  ธรรมไม่สหรคตด้วยปีติ

 

๙๑-๙.  สุขสหคตทุกะ

 

สุขสหคตา ธมฺมา                      ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา

น สุขสหคตา ธมฺมา                  ธรรมไม่สหรคตด้วยสุขเวทนา

 

๙๒-๑๐.  อุเปกขาสหคตทุกะ

 

อุเปกฺขา สหคตา ธมฺมา             ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา

น อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา          ธรรมไม่สหรตด้วยอุเบกขาเวทนา

 

๙๓-๑๑.  กามาวจรทุกะ

 

กามาวจรา ธมฺมา                     ธรรมเป็นกามาวจร

น กามาวจรา ธมฺมา                 ธรรมไม่เป็นกามาวจร

 

๙๔-๑๒.  รูปาวจรทุกะ

 

รูปาวจรา ธมฺมา                      ธรรมเป็นรูปาวจร

น รูปาวจรา ธมฺมา                  ธรรมไม่เป็นรูปาวจร


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 189

๙๕-๑๓.  อรูปาวจรทุกะ

 

อรูปาวจรา ธมฺมา          ธรรมเป็นอรูปาวจร

น รูปาวจรา ธมฺมา         ธรรมไม่เป็นรูปาวจร

 

๙๖-๑๔.  ปริยาปันนทุกะ

 

ปริยาปนฺนา ธมฺมา       ธรรมเป็นปริยาปันนะ

อปริยาปนฺนา ธมฺมา     ธรรมเป็นอปริยาปันนะ

 

๙๗-๑๕.  นิยยานิกทุกะ

 

นิยฺยานิกา ธมฺมา         ธรรมเป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ

อนิยฺยานิกา ธมฺมา       ธรรมไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ

 

๙๘-๑๖.  นิยตทุกะ

 

นียตา ธมฺมา               ธรรมให้ผลแน่นอน

อนิยตา ธมฺมา             ธรรมให้ผลไม่แน่นอน

 

๙๙-๑๗.  สอุตตรทุกะ

 

สอุตตฺรา ธมฺมา          ธรรมมีธรรมอื่นยิ่งกว่า

อนุตฺตรา ธมฺมา          ธรรมไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า

 

๑๐๐-๑๘.  สรณทุกะ

 

สรณา ธมฺมา                  ธรรมเกิดกับกิเลส

อรณา ธมฺมา                  ธรรมไม่เกิดกับกิเลส

 

อภิธรรมมาติกา  ๑๐๐ ทุกะ จบ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 190

สุตตันตมาติกา  ๔๒  ทุกะ

 

[๑๕]     ๑. วิชชาภาคีทุกะ

 

วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา             ธรรมเป็นไปในส่วนวิชชา

อวิชฺชภาคิโน ธมฺมา             ธรรมเป็นไปในส่วนอวิชชา

 

๒.  วิชชูปมทุกะ

 

วิชฺชูปมา ธมฺมา                   ธรรมเหมือนฟ้าแลบ

วชิรูปมา ธมฺมา                   ธรรมเหมือนฟ้าผ่า

 

๓.  พาลทุกะ

 

พาลา ธมฺมา                               ธรรมทำให้เป็นพาล

ปณฺฑิตา ธมฺมา                           ธรรมทำให้เป็นบัณฑิต

 

๔.  กัณหทุกะ

 

กณฺหา ธมฺมา                           ธรรมดำ

สุกฺกา ธมฺมา                            ธรรมขาว

 

๕.  ตปนิยทุกะ

 

ตปนิยา ธมฺมา                    ธรรมทำให้เร่าร้อน

อตปนิยา ธมฺมา                  ธรรมไม่ทำให้เร่าร้อน

 

๖.  อธิวจนทุกะ

 

อธิวจนา ธมฺมา                  ธรรมเป็นชื่อ

อธิวจนปถา ธมฺมา             ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นชื่อ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 191

๗.  นิรุตติทุกกะ

 

นิรุตฺติ ธมฺมา                  ธรรมเป็นนิรุตติ

นิรุตฺติปถา ธมฺมา           ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นนิรุตติ

 

๘.  ปัญญัตติทุกะ

 

ปญฺตฺติ ธมฺมา            ธรรมเป็นบัญญัติ

ปญฺตฺติปถา ธมฺมา/B       ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นบัญญัติ

 

๙.  นามรูปทุกะ

 

นามญฺจ                       นามธรรม

รูปญฺจ                         รูปธรรม

 

๑๐.  อวิชชาทุกะ

 

อวิชฺชา จ                    ความไม่รู้แจ้ง

ภวตณฺหา จ                ความปรารถนาภพ

 

๑๑.  ภวทิฏฐิทุกะ

 

ภวทิฏฺิ จ                   ความเห็นว่าเกิด

วิภวทิฏฺิ จ                 ความเห็นว่าไม่เกิด

 

๑๒.  สัสสตทิฏฐิทุกะ

 

สสฺสตทิฏฺิ จ              ความเห็นว่าเที่ยง

อุจฺเฉททิฏฺิ จ             ความเห็นว่าสูญ

 

๑๓.  อันตวาทิฏฐิทุกะ

 

อนฺตวาทิฏฺิ จ            ความเห็นว่ามีที่สุด

อนนฺตวาทิฏฺิ จ          ความเห็นว่าไม่มีที่สุด


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 192

๑๔.  ปุพพันตานุทิฏฐิทุกะ

 

ปุพฺพนฺตานุทิฏฺิ จ                ความเห็นปรารภส่วนอดีต

อปรนฺตานุทิฏฺิ จ                  ความเห็นปรารภส่วนอนาคต

 

๑๕.  อหิริกทุกะ

 

อหิริกญฺจ                             ความไม่ละอาย

อโนตฺตปฺปญฺ จ                    ความไม่เกรงกลัว

 

๑๖.  หิริทุกะ

 

หิริ จ                                   ความละอาย

โอตฺตปฺปญฺจ                       ความเกรงกลัว

 

๑๗.  โทวจัสสตาทุกะ

 

โทวจสฺสตา จ                       ความเป็นผู้ว่ายาก

ปาปมิตฺตตา จ                      ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว

 

๑๘.  โสวจัสสตาทุกะ

 

โสวจสฺสตา จ                       ความเป็นผู้ว่าง่าย

กลฺยาณมิตฺตตา จ                 ความเป็นผู้มีมิตรดี

 

๑๙.  อาปัตติกุสลตาทุกะ

 

อาปตฺติกุสลตา จ                    ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ

อาปตฺติวุฏฺานกุสลตา จ        ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ

 

๒๐.  สมาปัตติกุสลตาทุกะ

 

สมาปตฺติกุสลตา จ                 ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ

สมาปตฺติวุฏฺานกุสลตา จ     ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 193

๒๑.  ธาตุกุสลาทุกะ

 

ธาตุกุสลตา จ                        ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ

มนสิการกุสลตา จ                  ความเป็นผู้ฉลาดในการพิจารณา

 

๒๒.  อายตนกุสลตาทุกะ

 

อายตนกุสลตา จ                    ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ

ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ         ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท

 

๒๓.  ฐานกุสลตาทุกะ

 

านกกุสลตา  จ                     ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ

อฏานกุสลตา จ                    ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะ

 

๒๔.  อาชชวทุกะ

 

อาชฺชโว จ                            ความซื่อตรง

มทฺทโว จ                              ความอ่อนโยน

 

๒๕.  ขันติทุกะ

 

ขนฺติ จ                                  ความอดทน

โสรจฺจญฺจ                             ความสงบเสงี่ยม

 

๒๖.  สาขัลยทุกะ

 

สาขลฺยญฺจ                            ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน

ปฏิสนฺถาโร จ                       การปฏิสันถาร

 

๒๗.  อินทริยอคุตตทวารตาทุกะ

 

อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา       ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์

โภชเน อมตฺตญฺญุตา จ          ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนาหาร


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 194

๒๘.  อินทริยคุตตทวารตาทุกะ

 

อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ         ความเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ ๖

โภชเน มตฺตญฺญุตา จ                ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนาหาร

 

๒๙.  มุฏฐสัจจทุกะ

 

มุฏฺสจฺจญฺจ                          ความเป็นผู้ไม่มีสติ

อสมฺปชญฺญฺจ                      ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ

 

๓๐.  สติทุกะ

 

สติ จ                                         สติ

สมฺปชญฺญฺจ                           สัมปชัญญะ

 

๓๑.  ปฏิสังขานพลทุกะ

 

ปฏิสงฺขานพลญฺจ                    กำลังคือการพิจารณา

ภาวนาพลญฺจ                         กำลังคือภาวนา

 

๓๒.  สมถทุกะ

 

สมโถ จ                                    สมถะ

วิปสฺสนา จ                              วิปัสสนา

 

๓๓. นิมิตตทุกะ

 

สมถนิมิตฺตญฺจ                            นิมิตคือสมถะ

ปคฺคาหนิมิตฺตญฺจ                       นิมิตคือความเพียร

 

๓๔.  ปัคคาหทุกะ

 

ปคฺคาโห จ                               ความเพียร

อวิกฺเขโป จ                              ความไม่ฟุ้งซ่าน


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 195

๓๕.  วิปัตติทุกะ

 

สีลวิปตฺติ จ                              ความวิบัติแห่งศีล

ทิฏฺิวิปตฺติ จ                           ความวิบัติแห่งทิฏฐิ

 

๓๖.  สัมปทาทุกะ

 

สีลสมฺปทา จ                            ความสมบูรณ์แห่งศีล

ทิฏฺิสมฺปทา จ                         ความสมบูรณ์แห่งทิฏฐิ

 

๓๗.  วิสุทธิทุกะ

 

สีลวิสุทฺธิ จ                               ความหมดจดแห่งศีล

ทิฏฺิวิสุทฺธิ จ                            ความหมดจดแห่งทิฏฐิ

 

๓๘.  ทิฏฐิวิสุทธิทุกะ

 

ทิฏฺิวิสุทธิ โข ปน                     ความหมดจดแห่งทิฏฐิ

ยถาทิฏฺิสฺส จ ปธาน                 ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด

 

๓๙.  สังเวคทุกะ

 

เวโค จ สเวชนิเยสุ าเนสุ        ความสลดใจในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความ

สลดใจ

วิคฺคสฺส จ โยนิโส ปธาน          ความพยายามโดยแยบคายของบุคคลผู้มี

ความสลดใจ

 

๔๐.  อสันตุฏฐตาทุกะ

 

อสนฺตุฏฺตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ     ความไม่รู้จักอิ่มในกุศลธรรม

อปฺปฏิวานิตา จ ปธานสฺมึ           ความไม่ท้อถอยในความพยายาม


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 196

๔๑.  วิชชาทุกะ

 

วิชฺชา จ                                 ความรู้แจ้ง

วิมุตฺติ จ                                ความหลุดพ้น

 

๔๒.  ขยญาณทุกะ

 

ขเย าณ                             ญาณในอริยมรรค

อนุปฺปาเท าณ                   ญาณในอริยผล

 

สุตตันตมาติกา ๔๒ ทุกะ จบ

มาติกา จบ

 

อรรถกถามาติกานุบุพบท

 

ก็ในบททุกมาติกา ข้าพเจ้าจักพรรณนาบทซึ่งยังไม่มาในติกะทั้งหลาย

เท่านั้น จักพรรณาบทในเหตุโคจฉกะก่อน.

บทว่า เหตู ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายกล่าวคือเหตุ ด้วยอรรถว่า

เป็นรากเหง้า พระบาลีว่า เหตุธมฺมา ดังนี้ก็มี.  บทว่า น เหตู เป็นคำ

ปฏิเสธเหตุเหล่านั้นโดยแท้. ธรรมที่ชื่อว่า  สเหตุกะ เพราะมีเหตุเป็นไปโดย

สัมปโยคะ  ธรรมที่ชื่อว่า อเหตุกะ เพราะเหตุที่เป็นไปของธรรมทั้งหลาย

เหมือนอย่างนั้นไม่มี.  ธรรมที่ชื่อว่า เหตุสัมปยุตตะ เพระสัมปยุตด้วยเหตุ

โดยมีเอกุปปาทะเป็นต้น.  ธรรมที่ชื่อว่า เหตุวิปปยุตตะ เพราะไม่ประกอบ

ด้วยเหตุ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 197

ก็ทุกะทั้ง ๒ (คือ   เหตุทุกะ   และสเหตุทุกะ)  แม้เหล่านี้    โดยอรรถ

ไม่มีความต่างกันก็จริง   ถึงอย่างนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสทุกะทั้ง ๒ ไว้

ด้วยความไพเราะแห่งเทศนา   หรือด้วยอัธยาศัยของบุคคลทั้งหลาย  คือ  สัตว์ผู้

จะตรัสรู้ด้วยธรรมอย่างนั้น    ต่อจากนั้น     ก็ทรงประกอบทุกะแรกด้วยสามารถ

เอกเทศทั้งสิ้นกับด้วยทุกะที่ ๒ และที่ ๓  และทุกะ ๓ ทุกะแม้อื่นอีก  โดยความ

ที่เหตุเหล่านั้นตามแต่เกิดได้ ด้วยสามารถแห่งบททั้งหลายมีคำว่า เหตุ เป็นต้น.

บรรดาทุกะเหล่านั้น    คำว่า    เหตู    เจว     ธมฺมา    สเหตุกา   จ

(สภาวธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่าเหตุ   และมีเหตุประกอบ)   นี้ย่อมเกิดขึ้น   ฉันใด

แม้ทุกะนี้ว่า  เหตู  เจว  ธมฺมา  อเหตุกา  จ   (สภาวธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่า

เหตุและไม่มีเหตุประกอบ)  ก็ย่อมเกิดขึ้น  ฉันนั้น.

อนึ่ง  คำว่า   สเหตุกา   เจว    ธมฺมา  น  จ   เหตู   (สภาวธรรม

ทั้งหลายที่มีเหตุประกอบ   และไม่ชื่อว่าเหตุมีอยู่) นี้    ย่อมเกิดฉันใด  คำแม้นี้ว่า

อเหตุกา   เจว   ธมฺมา  น  จ  เหตู   (สภาวธรรมทั้งหลายที่ไม่มีเหตุประกอบ

และไม่ชื่อว่าเหตุมีอยู่) ก็ย่อมเกิด ฉันนั้น. แม้ในการประกอบกับเหตุสัมปยุตทุกะ

ก็นัยนี้แหละ.

พึงทราบอรรถที่เกินไปในนเหตุสเหตุกทุกะซึ่งท่านรวบรวมไว้ด้วย

สามารถแห่งบทว่า  เมื่ออรรถรูปเป็น น เหตู ธมฺมา สเหตุกาปิ  อเหตุกาปิ

(สภาวธรรมที่ไม่ใช่เหตุ   มีเหตุประกอบบ้าง  ไม่มีเหตุประกอบบ้างมีอยู่) บทที่

ตรัสว่า  โข  ปน ในบทว่า น เหตู โข ปน  ธมฺมา ดังนี้   ก็เปล่าประโยชน์

อย่างยิ่ง    มิใช่หรือ.  อย่างไร  คือ  ธรรมทั้งหลายเป็นเหตุล้วนก็หาไม่  โดย

ที่แท้แล้ว     ธรรมเหล่านั้นเป็นอย่างอื่นบ้าง    มีเหตุประกอบบ้าง     ไม่มีเหตุ

ประกอบบ้าง   แต่ว่า   ย่อมเป็นแม้โดยประการอย่างหนึ่งตามที่กล่าวแล้ว.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 198

ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า    เหมือนอย่างว่า     ธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่เหตุ

ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง  ไม่มีเหตุประกอบบ้าง ฉันใดนั่นแหละ   ธรรมทั้งหลาย

ที่เป็นเหตุ ก็ย่อมมีเหตุประกอบบ้าง ไม่มีเหตุประกอบบ้าง  ฉันนั้น. ก็เหตุธรรม

เป็นสเหตุกะบ้าง  เป็นอเหตุกะบ้าง  ฉันใด  ธรรมที่เป็นนเหตุธรรมก็เป็นเหตุ-

สัมปยุตตะบ้าง  เป็นเหตุวิปปยุตตะบ้าง  ฉันนั้น.

 

ว่าด้วยจูฬันตรทุกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๒ แห่งจูฬันตรธรรม  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า    สัปปัจจยะ   เพราะเป็นไปพร้อมกับปัจจัยอันให้สำเร็จ

แก่ตน.  ธรรมชื่อว่า  อปัจจยะ  เพราะไม่มีปัจจัยในอุปปาท   (การเกิด)  หรือ

ในฐิติ  (การตั้งอยู่)  ของธรรมเหล่านั้น.   ธรรมที่ชื่อว่า  สังขตะ  เพราะปัจจัย

ทั้งหลายประชุมกันปรุงแต่ง.   ชื่อว่า   อสังขตะ   เพราะไม่ประชุมกันปรุงแต่ง

รูปของธรรมเหล่านั้น  มีอยู่  ด้วยอำนาจแห่งอวินิพโภคะ  เพราะฉะนั้น     ธรรม

เหล่านั้น     จึงชื่อว่า  รูปิโน  ชื่อว่า  อรูปิโน  เพราะรูปของธรรมเหล่านั้นไม่มี

เหมือนอย่างนั้น.    อีกอย่างหนึ่ง    รูปนั้นมีการเสื่อมไปเป็นลักษณะของธรรม

เหล่านั้น   มีอยู่  เพราะเหตุนั้น  ธรรมเหล่านั้น   จึงชื่อว่า รูปิโน.   ธรรมทั้งหลาย

ที่มิใช่รูป  ชื่อว่า  อรูปิโน.

วัฏฏะตรัสเรียกว่า  โลก  ในบทว่า  โลกิยา   ธมฺมา  ดังนี้    เพราะ

อรรถว่า    ชำรุดทรุดโทรม.     ธรรมทั้งหลายประกอบแล้วในโลก    โดยความ

นับเนื่องแล้วในโลกนั้น     เพราะเหตุนั้น       ธรรมเหล่านั้น     จึงชื่อว่า    โลกิยะ

ธรรมทั้งหลายชื่อว่า  อุตตระ  เพราะข้ามขึ้นแล้วจากโลกนั้น.  ธรรมใดข้ามพ้น

แล้วจากโลก   โดยความเป็นไปไม่นับเนื่องในโลก    เพราะเหตุนั้น    ธรรมนั้น

จึงชื่อว่า  โลกุตระ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 199

บทว่า  เกนจิ วิญฺเยฺยา ได้แก่ พึงรู้ด้วยจักขุวิญญาณ หรือโสต-

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง  ในวิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญาณเป็นต้น     บทว่า

เกนจิ น  วิญฺเยฺยา  ได้แก่  ไม่พึงรู้ด้วยจักขุวิญญาณ  หรือโสตวิญญาณนี้

นั่นแหละ    ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่    ทุกะแห่งบทแม้ทั้ง   ๒ ก็ต่างกัน

โดยอรรถ.

 

ว่าด้วยอาสวโคจฉกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในอาสวโคจฉกะ  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า    อาสวะ    เพราะอรรถว่า    ย่อมไหลไป    อธิบายว่า

อาสวะเหล่านั้น    ย่อมไหลไป  คือ   ย่อมเป็นไปทางจักษุบ้าง  ฯลฯ  ทางใจบ้าง.

อีกอย่างหนึ่ง  ธรรมที่ชื่อว่า  อาสวะ   เพราะอรรถว่า  เมื่อว่าโดยธรรม  ย่อม

ไหลไปถึงโคตรภู   ว่าโดยภูมิ  (โอกาส)   ย่อมไหลไปถึงภวัคคพรหม อธิบายว่า

กระทำธรรมเหล่านี้    และภูมิไว้ในภายในเป็นไป.  เพราะว่า อาอักษรนี้มีอรรถ

ว่ากระทำไว้ภายใน ที่ชื่อว่า อาสวะ  เพราะเป็นดุจเครื่องหมักดอง  ด้วยอรรถว่า

หมักไว้นานมีเครื่องมึนเมาเป็นต้น  จริงอยู่ เครื่องหมักดองที่หมักไว้นานมีเครื่อง

มึนเมาเป็นต้น   ท่านเรียกว่า  อาสวะในโลก.  ก็ถ้าว่า  ชื่อว่า   อาสวะ   เพราะ

อรรถว่า  หมักไว้นาน  อาสวะเหล่านั้นก็สมควรเป็นอย่างนั้น.  สมดังพระดำรัส

ที่ตรัสไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื้อนต้นของอวิชชาไม่ปรากฏก่อน  ก่อนแต่นี้

อวิชชาก็มิได้มีเป็นต้น.  อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า อาสวะ เพราะอรรถว่า  ย่อมไหล

ย่อมไหลไปสู่สังสารทุกข์ อันยาวนาน. นอกจากอาสวะนั้น   ธรรมเหล่าอื่น ไม่ชื่อ

ว่าอาสวะ.


พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 200

ธรรมที่ชื่อว่า   สาสวะ   เพราะมีอาสวะพร้อมกับทำตนให้เป็นอารมณ์

เป็นไป.  ชื่อว่า   อนาสวะ   เพราะอรรถว่า    อาสวะของธรรมเหล่านั้นที่กำลัง

เป็นไปอยู่อย่างได้มี.  พึงทราบคำที่เหลือในเหตุโคจฉกะโดยนัยที่กล่าวแล้ว.

ส่วนความที่แปสกกันมีดังต่อไปนี้

ในเหตุโคจฉกะนั้น     ทุกะสุดท้ายว่า    น  เหตู   โข    ปน   ธมฺมา

สเหตุกาปิ   อเหตุกาปิ  นี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวางบทที่สองแห่งทุกะแรก

ไว้ในเบื้องต้น   ฉันใด   ในอาสวโคจฉกะนี้ไม่ตรัสบทสุดท้ายว่า  โน   อาสวา

โข  ปน    ธมฺมา   สาสวาปิ   อนาสวาปิ   ฉันนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า

ไม่ตรัสไว้ก็จริง  ถึงอย่างนั้นก็พึงทราบเนื้อความนี้และความแตกต่างกัน  โดยนัย

ที่ตรัสไว้ในเหตุโคจฉกะนั้น.

 

ว่าด้วยสัญโญชนโคจฉกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในสัญโญชนโคจฉกธรรม  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า  สัญโญชน์  เพราะอรรถว่า  ย่อมประกอบ    คือ   ผูกพัน

บุคคลผู้มีสัญโญชน์ไว้ในวัฏฏะ     ธรรมนอกจากนั้น    ไม่ชื่อว่า    สัญโญชน์.

ธรรมที่ชื่อว่า    สัญโญชนิยะ    เพราะอรรถว่า   เข้าถึงความเป็นอารมณ์เกื้อกูล

แก่สัญโญชน์ทั้งหลายด้วยความเกี่ยวข้องกับสัญโญชน์    คำว่า    สัญโญชนิยะนี้

เป็นชื่อของธรรมที่เป็นอารัมมณปัจจัยของสัญโญชน์. ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนิยะ

ชื่อว่า   อสัญโญชนิยธรรม.    คำที่เหลือพึงประกอบความโดยนัยที่กล่าวแล้วใน

โคจฉกะนั้นแล.

 

ว่าด้วยคัณฐโคจฉกะ

 

พึงทราบวินิจฉัยในคัณฐโคจฉกะ  ต่อไป

ธรรมที่ชื่อว่า  คัณฐะ    เพราะอรรถว่า  ผูก  คือ   เชื่อมต่อบุคคลผู้มี