พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 101
ธรรมดาว่า ดาวประกายพรึก เป็นดาว
ประจำวิถี ในโลกนี้และเทวโลก ย่อมไม่
ก้าวล่วงวิถีในสมัยฤดูร้อน หรือฤดูฝน
แม้ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน
อย่าก้าวล่วงวิถีในสัจจะทั้งหลาย ท่าน
บำเพ็ญสัจจบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิ-
ญาณ.
อันพุทธการกธรรมทั้งหลายจักไม่มี
เพียงเท่านี้ จักเลือกธรรมแม้อื่น ๆ บ่ม
โพธิญาณ เมื่อเราเลือกเฟ้นในครั้งนั้น
ได้เห็นอธิษฐานบารมี อันเป็นพุทธการก-
ธรรมข้อที่ ๘ อันพระมเหสีทั้งหลายใน
ปางก่อนปฏิบัติแล้วส้องเสพแล้ว จึงสอน
ตนว่า ท่านจงสมาทานทำพุทธการกธรรม
ข้อที่ ๘ นี้ให้มั่นก่อน ท่านเป็นผู้ไม่หวั่น-
ไหวในอธิฐานบารมีแล้ว จักบรรลุสัม-
โพธิญาณ ภูเขาศิลาล้วน ไม่หวั่นไหว
ตั้งมั่นดีแล้ว ไม่หวั่นไหวด้วยลมที่แรงกล้า
ย่อมดำรงอยู่ในที่ของตนเท่านั้น แม้ฉันใด
เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน ตั้งมั่นในอธิษฐาน-
บารมีในกาลทั้งปวง เธอบำเพ็ญอธิษฐาน-
บารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 102
อันพุทธการกธรรมทั้งหลายจักไม่มี
เท่านี้แน่ เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้อื่น ๆ
บ่มโพธิญาณ เมื่อเราเลือกเฟ้นในครั้งนั้น
ได้เห็นเมตตาบารมีอันเป็นพุทธการกธรรม
ข้อที่ ๙ อันพระมเหสีทั้งหลายในกาลก่อน
ปฏิบัติแล้ว ส้องเสพแล้ว จึงสอนตนว่า
เธอจงเป็นผู้ไม่มีใครเสมอด้วยเมตตา สมา-
ทานพุทธการกธรรมข้อที่ ๙ นี้ ให้มั่นก่อน
ถ้าท่านปรารถนาบรรลุโพธิญาณ ธรรมดา
ว่าน้ำย่อมแผ่ความเย็นไปสม่ำเสมอ และ
ย่อมชำระล้างมลทิน คือ ธุลีในชนทั้งหลาย
ทั้งคนดีและคนชั่ว แม้ฉันใด เธอก็จงเป็น
ฉันนั้นนั่นแหละ พึงเจริญเมตตาบารมี
เจริญเมตตาไปสม่ำเสมอในชน ผู้ทำประ-
โยชน์และผู้ไม่ทำประโยชน์แล้ว ท่านจัก
บรรลุสัมโพธิญาณ.
อันพุทธการกธรรมทั้งหลาย จักไม่มี
เพียงเท่านี้แน่ เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้
อื่น ๆ บ่มโพธิญาณ เมื่อเราเลือกเฟ้นใน
ครั้งนั้น ได้เห็นอุเบกขาบารมีอันเป็น
พุทธการกธรรมข้อที่ ๑๐ อันพระมเหสีเจ้า
ทั้งหลายในกาลก่อนปฏิบัติแล้ว ส้องเสพ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 103
แล้ว จึงสอนตนว่า เธอเป็นผู้คงที่มั่นคง
สมาทานพุทธการกธรรมข้อที่ ๑๐ นี้ให้มั่น
ก่อนแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณ ธรรมดา
แผ่นดินเว้นจากความยินดียินร้ายเหล่านั้น
ทั้งสอง ย่อมวางเฉยสิ่งอันไม่สะอาดและ
สิ่งสะอาดที่บุคคลโยนไปแล้ว แม้ฉันใด เธอ
ก็จงเป็นฉันนั้นนั่นแหละ บำเพ็ญอุเบกขา-
บารมี เป็นผู้คงที่ในสุขและทุกข์ในกาลทุก
เมื่อแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณ.
ธรรมทั้งหลายอันบ่มโพธิญาณในโลก
มีประมาณเท่านี้แหละ ไม่เกินจากนี้ ท่าน
จงตั้งมั่นอยู่ในธรรมเหล่านั้นเถิด เมื่อเรา
พิจารณาธรรมทั้งหลาย ที่เป็นสภาวะ รสะ
และลักษณะเหล่านี้อยู่ ด้วยเดชแห่งธรรม
เหล่านั้น แผ่นดินหมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหว
แผ่นดินหวั่นไหวอยู่ ส่งเสียงดังเหมือน
เครื่องยนตร์หีบอ้อยที่เขาบีบแล้ว แผ่นดิน
ย่อมสั่นสะเทือนเหมือนจักรยนต์น้ำมัน
ฉะนั้น.
มหาสมุทรทั้งหลายก็ตีฟองนองเนือง
ทั้งจอมเขาที่มหาสมุทรนั้นก็โอนอ่อนน้อมลง
แล้ว เสียงดังหึ่ง ๆ ก็ดังก้องไปแล้วที่เขา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 104
สิเนรุราช บริษัททั้งหลายอยู่ในที่อังคาส
พระพุทธเจ้าหวั่นไหวอยู่ หมดสติล้มลง ณ
พื้นดินในที่นั้น หม้อน้ำหลายพัน ตุ่มน้ำ
หลายร้อยกระทบกันและกันแตกละเอียดไป
ในที่นั้น มหาชนทั้งหลายต่างก็สะดุ้งตกใจ
กลัวหมุนไป มีใจหวาดหวั่น มาประชุมกัน
เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทีปังกร ทูลถามว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระผู้จักษุ ความดีหรือความชั่วจักมี
แก่โลกอย่างไร โลกทั้งหมดถูกรบกวนแล้ว
ขอพระองค์จงทรงบรรเทาอันตรายนั้นด้วย
เถิด ครั้งนั้น พระมหามุนีทีปังกรพุทธเจ้า
ทรงยังมหาชนเหล่านั้นให้ทราบแล้วว่า ท่าน
ทั้งหลายจงวางใจเถิด อย่ากลัวเลยในการ
หวั่นไหวแห่งแผ่นดินนี้ เราได้พยากรณ์
ดาบสใดในวันนี้ว่า เขาจักเป็นพระพุทธเจ้า
ในโลก ดาบสนี้พิจารณาธรรมอันพระชินเจ้า
ส้องเสพแล้วในกาลก่อน เมื่อดาบสนั้น
พิจารณาธรรมอันเป็นพุทธภูมิโดยไม่เหลือ
ด้วยเหตุนั้น แผ่นดินหมื่นโลกธาตุในมนุษย์
และเทวดานี้ จึงหวั่นไหวแล้ว เพราะสดับฟัง
พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ใจของพวกเขา
ก็สงบทันที มนุษย์และเทวดาทั้งหมดจึงเข้า
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 105
ไปหาเราแล้วอภิวาทอีกครั้งหนึ่ง เราสมาทาน
พุทธคุณกระทำใจให้มั่นแล้ว นมัสการพระ-
ทีปังกรพุทธเจ้า แล้วลุกขึ้นจากอาสนะใน
ขณะนั้น เมื่อเราลุกจากอาสนะ เทวดาและ
มนุษย์ทั้งสองพวกต่างก็โปรยปรายดอกไม้
ทั้งทิพย์ ทั้งเป็นของมนุษย์ เหล่าเทวดา
และมนุษย์ทั้งสองพวกต่างก็ให้เราทราบถึง
ความสวัสดีว่า ความปรารถนาที่ท่าน
ปรารถนาแล้วเป็นเรื่องใหญ่ ท่านจักได้
โพธิญาณนั้นตามความปรารถนา ขอเสนียด
จัญไรทั้งปวงจงพินาศไป ความโศก โรคจง
สูญสิ้นไป อันตรายจงอย่ามีแก่ท่าน ขอท่าน
จงตรัสรู้โพธิญาณอันยอดเยี่ยมพลันเถิด
ต้นไม้ดอกย่อมเบ่งบานในสมัย (ฤดู) ที่มา
ถึงแล้ว แม้ฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจง
เบิกบานด้วยพุทธญาณฉันนั้นเถิด พระสัม-
พุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทรงบำ
เพ็ญบารมี ๑๐ ฉันใด ขอมหาวีรเจ้าจงบำเพ็ญ
บารมี ๑๐ ฉันนั้นเถิด พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใด
เหล่าหนึ่ง ตรัสรู้ ณ โพธิมณฑล ฉันใด ขอ
มหาวีรเจ้า จงตรัสรู้โพธิญาณของพระชินะ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 106
ฉันนั้นเถิด พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใด
เหล่าหนึ่ง ทรงประกาศพระธรรมจักร ฉันใด
ขอมหาวีรเจ้า จงประกาศธรรมจักร ฉันนั้น
เถิด พระจันทร์ในวันปุรณมีบริสุทธิ์ ย่อม
ไพโรจน์ ฉันใด ขอท่านจงมีใจเต็มแล้ว ยัง
หมื่นโลกธาตุให้ไพโรจน์ ฉันนั้นเหมือนกัน
พระอาทิตย์พ้นจากราหูแล้ว ย่อมโชติช่วงมี
แสงอันกล้า ฉันใด ขอท่านจงปลดเปลื้อง
โลกโชติช่วงด้วยสิริ ฉันนั้นเหมือนกัน แม่
น้ำสายใดสายหนึ่ง ย่อมไหลลงสู่มหาสมุทร
ฉันใด ขอชาวโลกทั้งเทวโลกจงไหลลงสู่
สำนักของท่าน ฉันนั้นเถิด.
เรานั้นอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ชมเชยสรรเสริญแล้ว สมาทานธรรมทั้ง ๑๐
เมื่อจะบำเพ็ญธรรมเหล่านั้นให้บริบูรณ์ จึง
เข้าไปสู่ป่าใหญ่ ( ป่าหิมพานต์ ) ในกาล
นั้นแล.
จบสุเมธกถา
ชาวรัมมนครเหล่านั้น อังคาสพระ-
โลกนายกพร้อมทั้งหมู่สงฆ์ ในกาลนั้นแล้ว
พากันเข้าถึงพระศาสดาพระนามว่า ทีปังกร
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 107
พระองค์นั้นเป็นสรณะแล้ว พระตถาคตเจ้า
พระนามว่าทีปังกร ทำชนบางเหล่าให้ตั้งอยู่
ในสรณาคมน์ บางเหล่าให้ตั้งอยู่ในศีล ๕
บางเหล่าตั้งอยู่ในศีล ๑๐ อันประเสริฐ ให้
สามัญผล ๔ อันเป็นผลสูงสุดแก่ชนบางพวก
ให้ธรรมอันไม่มีธรรมอื่นเสมอ คือปฏิสัม-
ภิทา ๔ แก่ชนบางพวก พระนราสภทรง
ประทานสมาบัติอันประเสริฐ ๘ แก่ชน
บางเหล่า ประทานวิชชา ๓ และอภิญญา ๖
แก่ชนบางเหล่า พระมหามุนี พระนามว่า
ทีปังกรพุทธเจ้า ตรัสโอวาทประชุมชนด้วย
ความเพียร ได้ยังคำสั่งสอนของพระองค์ผู้
เป็นโลกนาถให้แพร่หลายแล้วด้วยความ
พากเพียร พระพุทธเจ้าทีปังกร ทรงมี
ลักษณะมีพระหนุใหญ่ และลำพระศองาม
สมลักษณะ ยังประชุมชนให้ข้ามพ้นทุคติ
พระมหามุนีทรงเห็นชนผู้ควรตรัสรู้ใน
หนทางแม้ตั้งแสนโยชน์ ก็เสด็จไปยังชนนั้น
ให้ตรัสรู้โดยพลัน.
ศาสนาของพระทีปังกรนั้น ในการ
ตรัสรู้ครั้งแรกของหมู่สัตว์ ได้มีประมาณถึง
ร้อยโกฏิ ในครั้งที่สองมีประมาณเก้าสิบโกฏิ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 108
ในครั้งที่สาม พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่
ดาวดึงส์พิภพ ได้มีการตรัสรู้ของเทพยดา
ถึงเก้าหมื่นโกฏิ.
ในศาสดาของพระทีปังกรนั้น ได้มี
การประชุมใหญ่สามครั้ง ครั้งแรกมีพระ-
สาวกมาประชุมประมาณแสนโกฏิ ครั้งที่สอง
เมื่อพระชินเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติที่นารท-
กูฏะ มีพระขีณาสพผู้ปราศจากมลทินมา
ประชุมร้อยโกฏิ ครั้งที่สาม เมื่อพระมหาวีระ
ประทับอยู่ ณ ภูเขาสุทัสสนะ ได้ประชุมทำ
ปวารณากรรมด้วยภิกษุสงฆ์ประมาณเก้า-
หมื่นโกฏิ.
ในสมัยนั้น เราบวชเป็นชฏิล มี
ตบะกล้า บรรลุอภิญญา ๕ เที่ยวไปในอากาศ
ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ถึงสองแสนโกฏิ
ส่วนตรัสรู้ทีละพัน หรือสองพันมีประมาณ
มากมาย ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทีปังกร ในครั้งนั้น บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน
แพร่หลาย เจริญรุ่งเรืองเป็นประโยชน์แก่ชน
เป็นอันมาก พระขีณาสพประมาณ ๔ แสน
บรรลุอภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก ย่อมแวดล้อม
พระพุทธเจ้าทีปังกรผู้ทรงรู้แจ้งโลกทุกเวลา.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 109
สมัยนั้น ใคร ๆ ซึ่งยังเป็นพระเสขะ
ยังไม่ถึงที่สุดพรหมจรรย์ ย่อมละความเป็น
มนุษย์ (ตาย) ไป เขาผู้นั้นย่อมถูกติเตียน
ปาพจน์ คือ พระธรรมวินัยของพระองค์นั้น
อันพระขีณาสพปราศจากมลทิน เป็นพระ-
อรหันต์ผู้คงที่ประกาศดีแล้ว ย่อมงามใน
โลกทั้งเทวโลก.
นครที่พระองค์ทรงอุบัติ ชื่อว่า
รัมมวดี กษัตริย์นามว่า สุเทพ เป็นพระชนก
พระนางสุเมธาเทวี เป็นพระชนนีของพระ-
ศาสดาพระนามว่า ทีปังกร พระสุมังคละ
และพระติสสะได้เป็นคู่อัครสาวก อุปัฏฐาก
ของพระศาสดาทีปังกร ชื่อว่า พระสาคตะ
พระเถรีชื่อว่า นันทา พระเถรีชื่อว่า สุนันทา
ได้เป็นคู่อัครสาวิกา ต้นไม้ตรัสรู้ของพระผู้มี
พระภาคเจ้านั้น เรียกว่า ปิปผลิ (ไม้เลียบ).
พระมหามุนีทีปังกร มีพระวรกาย
สูง ๘๐ ศอก งามดุจไม้ประจำทวีป ชื่อว่า
พระยารัง ซึ่งบานสะพรั่ง รัศมีของพระองค์
แผ่ซ่านไปโดยรอบ ๑๐ โยชน์ มีพระชน-
มายุแสนปี พระองค์ดำรงอยู่ ยังประชุมชน
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 110
มากให้ข้ามพ้นสงสาร ทรงยังพระสัทธรรม
ให้โชติช่วงแล้ว ให้มหาชนข้ามพ้นสาครไป
แล้วตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์พร้อมทั้ง
พระสาวก ได้ประกาศพระธรรมวินัยให้
รุ่งโรจน์แล้วก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน
เหมือนกองไปที่ลุกโพลงขึ้นแล้วก็ดับไป
พระฤทธิ์ พระยศ และจักรรัตนะที่ฝ่าพระ-
ยุคลบาททั้งหมดก็อันตรธานไปพร้อมกัน
เพราะสังขารทั้งปวง เป็นของว่างเปล่า มี
ความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาแน่แท้.
จบทีปังกรกถา
โกณฑัญญกถาที่ ๒
ก็ในกาลส่วนอื่นอีก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ทีปังกร เสด็จ
ดับขันธปรินิพพานล่วงแล้วหนึ่งอสงไขย พระศาสดาพระนามว่า โกณฑัญญะ
ก็ได้เสด็จอุบัติขึ้น แม้ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็ได้มีสาวกสันนิบาต
(ประชุมพระสาวก) ๓ ครั้ง การประชุมครั้งแรก มีพระสาวกมาประชุมประมาณ
แสนโกฏิ ครั้งที่สอง มีพระสาวกมาประชุมประมาณพันโกฏิ ครั้งที่สาม มี
พระสาวกมาประชุมเก้าสิบโกฏิ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 111
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า วิชิตาวี
ได้ถวายมหาทานแก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมีประมาณนับได้แสนโกฏิ
พระศาสดาได้พยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม.
พระโพธิสัตว์นั้น ทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว ทรงมอบราชสมบัติ
ออกผนวช (บวช) ทรงศึกษาพระไตรปิฎก ทรงให้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕
ให้เกิดขึ้น มีฌานไม่เสื่อมแล้วทรงอุบัติขึ้นในพรหมโลก.
ก็พระนครของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า พระนามว่า โกณฑัญญะ นั้น
ชื่อว่า รัมมวดี พระมหากษัตริย์ พระนามว่า สุนันทะ เป็นพระราชบิดา
พระนางเทวี พระนามว่า สุชาดา เป็นพระมารดา พระภัททเถระและสุภัททเถระ
เป็นอัครสาวก พระเถระนามว่า อนุทธะ เป็นพุทธุปัฏฐาก พระติสสาเถรี และ
พระอุปติสสาเถรี เป็นคู่อัครสาวิกา มีไม้ที่ตรัสรู้ชื่อว่า สาลกัลยาณี พระสรีระ
ของพระมหามุนีนั้นสูง ๘๘ ศอก พระองค์มีพระชนมายุแสนปี.
จบโกณฑัญญกถา
มังคลกถาที่ ๓
ในสมัยอื่นอีก เมื่อพระโกณฑัญญพุทธเจ้าปรินิพพานล่วงไปแล้ว
ประมาณหนึ่งอสงไขย ในกัปเดียวนั้นเอง มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๔
พระองค์ คือ พระมังคลพุทธเจ้า พระสุมนพุทธเจ้า พระเรวตพุทธเจ้า
และพระโสภิตพุทธเจ้า. ก็ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า มัง-
คละ มีสาวกมหาสันนิบาต ๓ ครั้ง ในมหาสันนิบาต ครั้งที่หนึ่ง มีภิกษุมาประชุม
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 112
ประมาณแสนโกฏิ ในครั้งที่สองประมาณพันโกฏิ ในครั้งที่สามประมาณ เก้าสิบ
โกฏิ.
ได้ยินว่า อานันทกุมาร เป็นพระภาคต่างพระมารดากับพระผู้มี
พระภาคเจ้านั้น พร้อมทั้งบริษัท ๙๐ โกฏิ ได้เสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดา
เพื่อทรงสดับธรรม. พระศาสดาตรัสอนุปุพพิกถาแก่เธอ เธอพร้อมด้วยบริษัท
บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา พระศาสดาทรงตรวจดูบุรพจริยาของ
กุลบุตรเหล่านั้น ทรงเห็นอุปนิสัยของการได้บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์
จึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวา ตรัสว่า " พวกเธอจงเป็นภิกษุ " ดังนี้ ขณะนั้น
นั่นแหละ กุลบุตรทั้งปวงก็ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ เป็นเหมือน
พระเถระมีพรรษา ๖๐ ถึงพร้อมด้วยกิริยามารยาทมาแวดล้อมถวายบังคมพระ-
ศาสดา. ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ก็มีสาวกสันนิบาตสามครั้ง.
ก็รัศมีสรีระของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอื่น ๆ มีประมาณ ๘๐ ศอก โดย
รอบเป็นประมาณ แต่ว่า รัศมีสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า มังคละ
นั้นหาเหมือนพระพุทธเจ้าอื่น ๆ ไม่ คือ มีพระรัศมีแผ่ออกไปสู่แสนโลกธาตุ
ตั้งอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ต้นไม้ ภูเขา มหาสมุทรเป็นต้น โดยที่สุดมีหม้อข้าว
เป็นต้น ได้เป็นเหมือนหุ้มไว้ด้วยแผ่นทองคำ ฉะนั้น ก็พระชนมายุของ
พระองค์มีประมาณเก้าหมื่นปี ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ พระจันทร์ พระ-
อาทิตย์เป็นต้น ไม่อาจเพื่อเปล่งรัศมีของตนได้ การกำหนดกลางคืนและ
กลางวันไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายเที่ยวไปด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์
ดุจกลางวันด้วยแสงอาทิตย์ สัตว์โลกกำหนดกลางคืนและกลางวันได้ ด้วย
ดอกไม้บานว่าเป็นเวลาเย็น กำหนดเสียงนกร้องเป็นเวลาเช้า.
ถามว่า ก็อานุภาพนี้ของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นไม่มีหรือ ?
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 113
ตอบว่า มิใช่ไม่มี จริงอยู่ พระพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น เมื่อจำนงอยู่
ก็พึงแผ่พระรัศมีไปสู่หมื่นโลกธาตุ หรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ แต่ว่า พระรัศมีสรีระ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า มังคละ แผ่ไปสู่หมื่นโลกธาตุตั้งอยู่เป็น
นิตย์ทีเดียว ด้วยอำนาจการตั้งความปรารถนาไว้ในบุรพชาติ เหมือนพระรัศมี
วาหนึ่งของพระพุทธเจ้าอื่น ๆ.
ได้ยินว่า พระมังคลพุทธเจ้านั้น ในขณะที่บำเพ็ญบารมีเป็นพระ-
โพธิสัตว์ ดำรงอัตภาพเช่นเดียวกับพระเวสสันดร พร้อมทั้งบุตรและภรรยา
อยู่ที่ภูเขาเช่นกับภูเขาวงกฏ ครั้งนั้น มียักษ์ตนหนึ่งชื่อว่า ขรทาฐิกะ ทราบว่า
พระมหาบุรุษมีพระทัยในการจำแนกทาน จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์เข้าไป
แล้วทูลขอทารกทั้งสองพระองค์ พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ทรงยินดีร่าเริง
แล้วด้วยทรงพระดำริว่า เราจักให้ลูกน้อยแก่พราหมณ์ ดังนี้ แล้วพระราชทาน
ทารกทั้งสอง อันสามารถยังแผ่นดินหวั่นไหวจดน้ำรองแผ่นดิน ยักษ์ยืนพิง
แผ่นกระดาษที่พิงไว้ในที่สุดแห่งที่จงกรม เมื่อพระมหาสัตว์มองดูอยู่นั่นแหละ
เคี้ยวกินทารกทั้งสองพระองค์ เหมือนเคี้ยวกินกองรากไม้ มหาบุรุษแลดูยักษ์
เมื่อยักษ์นี้สักว่าอ้าปากเท่านั้น ธารโลหิตก็หลั่งออกดุจเปลวไฟ พระมหาบุรุษนั้น
แม้เห็นปากของยักษ์นั้น ก็มิได้เสียพระทัย แม้เพียงปลายผมให้เกิดขึ้น ทรง
พระดำริว่า สุทินฺน วต เม ทาน (ทานเราให้ดีแล้ว ) แล้วยังปีติโสมนัส
อันใหญ่ให้เกิดแก่พระองค์.
พระมหาบุรุษนั้น ทรงตั้งความปรารถนาว่า ด้วยวิบากเป็นเครื่อง
ไหลออกแห่งบุญของเรานี้ ในอนาคตกาล ขอรัศมีทั้งหลายจงออกจากสรีระโดย
ทำนองนี้ ดังนี้ เมื่อพระองค์อาศัยเหตุนั้นตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว รัศมี
ทั้งหลายจึงออกจากพระสรีระแผ่ไปสู่ที่มีประมาณเท่านี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 114
บุรพจริยาอีกอย่างหนึ่งของพระมังคลพุทธเจ้า ได้ยินว่า พระมังคล-
พุทธเจ้านั้น ในเวลาที่พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ เห็นเจดีย์พระพุทธเจ้า
พระองค์หนึ่ง ได้คิดว่า เราควรสละชีวิตบูชาพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ จึงพัน
สรีระทั้งสิ้นดุจพันประทีปคบเพลิง แล้วเอาเนยใสใส่ถาดทองคำสูงประมาณ
หนึ่งศอก มีราคาแสนกหาปณะจนเต็มแล้ว จุดประทีปพันไส้ในถาดนั้นให้โพลง
แล้วทูนถาดนั้นด้วยศีรษะ ยังสรีระทั้งสิ้นให้โพลงแล้วกระทำประทักษิณ
พระเจดีย์ตลอดราตรีทั้งสิ้น เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่อย่างนี้จนอรุณขึ้น แม้สักว่า
้ขุมขนเส้นหนึ่งก็ไม่ไหม้ ได้เป็นเหมือนเวลาเข้าไปสู่กอปทุม ฉะนั้น จริงอยู่
ชื่อว่า ธรรมนั้นย่อมรักษาตนไว้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
ไว้ว่า
ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมา
ให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่บุคคลประพฤติ
ดีแล้ว ผู้มีปกติประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่
ทุคติ.
ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่งกรรมแม้นี้ รัศมีพระวรกายของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า มังคละนั้น จึงแผ่ซ่านไปสู่หมื่นโลกธาตุตั้งอยู่แล้ว.
ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายเป็นพราหมณ์ นามว่า สุรุจิ
คิดว่า เราจะทูลนิมนต์พระศาสดา ดังนี้ จึงเข้าไปเฝ้า ได้สดับมธุรธรรมกถา
แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับภิกษาของข้า-
พระองค์ในวันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า พราหมณ์ เธอต้องการ
ภิกษุเท่าไร. พราหมณ์สุรุจิทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้เป็นบริวาร
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 115
ของพระองค์มีประมาณเท่าไร. ครั้งนั้น เป็นสาวกสันนิบาตครั้งแรกของพระ-
ศาสดา เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ประมาณแสนโกฏิ พราหมณ์จึง
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์พร้อมด้วยหมู่ภิกษุทั้งหมด
จงรับภิกษาของข้าพระองค์ พระศาสดาทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพแล้ว.
พราหมณ์ครั้นทูลนิมนต์เพื่อรับภัตในวันรุ่งขึ้นแล้ว เมื่อเดินกลับบ้าน
ได้คิดว่า เราสามารถจะถวายวัตถุทั้งหลายมีข้าวยาคู ภัตและผ้าเป็นต้นแก่ภิกษุ
มีประมาณเท่านี้ได้ แต่ว่า ที่สำหรับนั่งจักทำอย่างไร ดังนี้. ความคิดของ
พราหมณ์นั้นได้ยังความเร่าร้อนเกิดขึ้นแก่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ของท้าวสักก-
เทวราชซึ่งตั้งอยู่ไกลถึงแปดหมื่นสี่พันโยชน์ (๘๔,๐๐๐ โยชน์) ท้าวสักกะทรง
ตรวจดูอยู่ด้วยทิพยจักษุว่า ใครหนอประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากอาสนะนี้.
ทรงเห็นแล้วซึ่งมหาบุรุษ จึงทรงทราบว่า สุรุจิพราหมณ์นิมนต์หมู่ภิกษุ
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้คิดถึงการจัดที่นั่งถวาย แม้เราก็ควรจะไปยังที่นั้น
เพื่อถือเอาส่วนบุญ ดังนี้ แล้วนิรนิตเพศเป็นช่างไม้ถือมีดและขวานยืนปรากฏ
ข้างหน้ามหาบุรุษ ถามว่า มีใครจะจ้างทำกิจการอะไรบ้างไหม ? มหาบุรุษ
เห็นนายช่างไม้นั้น จึงถามว่า ท่านทำอะไรได้บ้าง. ช่างไม้นั้นตอบว่า ขึ้นชื่อว่า
ศิลปะที่ข้าพเจ้าไม่รู้มิได้มี ใครจะให้ข้าพเจ้าทำเรือนหรือมณฑป หรือสิ่งใด
ข้าพเจ้าทำได้ทั้งนั้น มหาบุรุษกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เรามีงานอยู่. ช่างไม้ถามว่า
นาย ท่านมีงานอะไรหรือ ? มหาบุรุษตอบว่า เรานิมนต์ภิกษุแสนโกฏิให้มา
ฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ไว้แล้ว ท่านจงช่วยทำมณฑปสำหรับเป็นที่นั่งให้ภิกษุ
เหล่านั้น. ช่างไม้กล่าวว่า ถ้าท่านอาจให้ค่าจ้างแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็กระทำ
มหาบุรุษกล่าวว่า เราจักให้ท่าน ช่างไม้รับคำว่า ดีละ ข้าพเจ้าจักกระทำ
แล้วไปแลดูประเทศหนึ่ง ประเทศนั้นมีประมาณ ๑๒ หรือ ๑๓ โยชน์ มี
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 116
พื้นเรียบดุจมณฑลกสิณ. พระอินทร์ช่างไม้ คิดว่า ขอมณฑปสำเร็จด้วยแก้ว
๗ ประการ จงตั้งขึ้นในที่มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ แล้วแลดูอยู่ ทันทีนั้นเอง
มณฑปก็ทำลายแผ่นดินผุดขึ้น มณฑปนั้น ที่เสาทั้งหลายสำเร็จด้วยทอง มีบัวเสา
สำเร็จด้วยเงิน บรรดาเสาที่สำเร็จด้วยเงินมีบัวเสาสำเร็จด้วยทอง บรรดาเสา
ที่สำเร็จด้วยแก้ว มณีมีบัวเสาสำเร็จด้วยแก้วประพาฬ บรรดาเสาแก้วประพาฬ
มีบัวเสาสำเร็จด้วยแก้วมณี บรรดาเสาสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีบัวเสา
สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ แต่นั้นก็ตรวจดูอธิษฐานว่า ขอข่ายกระดิ่งจงห้อย
ในระหว่างที่สุดแห่งมณฑป ดังนี้ พร้อมกับการแลดูนั่นแหละ ข่ายกระดิ่งก็
ห้อยย้อยแล้ว กระดิ่งใดถูกลมอ่อน ๆ พัด กระดิ่งนั้นก็เปล่งเสียงไพเราะดุจ
เสียงไพเราะของดนตรีมีเครื่อง ๕ ทีเดียว เวลานั้นได้เป็นเหมือนกาลเวลา
บรรเลงทิพยสังคีต แล้วอธิษฐานว่า ขอพวงดอกไม้หอมและพวงมาลัยทั้งหลาย
จงห้อยภายในระหว่าง พวงเหล่านั้น ก็ห้อยย้อยแล้ว ต่อจากนั้น พระอินทร์ซึ่ง
เป็นช่างไม้ก็อธิษฐานว่า ขออาสนะทั้งหลายและที่นั่งสำหรับภิกษุแสนโกฏิจง
ทำลายแผ่นดินผุดขึ้น ในทันทีทันใดนั้น สิ่งเหล่านั้นก็ปรากฏขึ้น ต่อจากนั้น
ก็อธิษฐานว่า ขอตุ่มน้ำทั้งหลายจงตั้งขึ้นมุมละหนึ่งตุ่ม แม้ตุ่มน้ำทั้งหลายก็
ตั้งขึ้น ท้าวสักกะเนรมิตสรรพสิ่งเห็นปานนี้ แล้วจึงไปสู่สำนักของพราหมณ์
แล้วเรียนว่า ท่านพราหมณ์จงมาตรวจดูมณฑปของท่านแล้ว โปรดให้ค่าจ้าง
แก่ข้าพเจ้า ดังนี้.
มหาบุรุษไปตรวจดูมณฑปแล้ว เมื่อแลดูอยู่นั่นแหละ ปีติ ๕ อย่าง
ก็ถูกต้องสรีระแผ่ซ่านไปไม่มีระหว่างคั่น ลำดับนั้น พระมหาบุรุษครั้นตรวจดู
มณฑปแล้ว ได้มีความคิดว่า มณฑปนี้มิใช่มนุษย์ทำ แต่อาศัยอัชฌาสัยและ
คุณของเรา จึงทำพิภพของท้าวสักกะร้อนแน่แท้ เพราะฉะนั้น มณฑปนี้
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 117
จักเป็นมณฑปอันท้าวสักกะสร้างให้ ก็การที่เราจักถวายทานเพียงวันเดียวใน
มณฑปเห็นปานนี้ไม่ควรเลย เราจักถวายทานสัก ๗ วัน ดังนี้.
ก็การให้ทานด้วยวัตถุอันเป็นภายนอกแม้มีประมาณเพียงไร ก็ไม่
สามารถจะยังใจของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายให้เบิกบาน แต่ว่า ความเบิกบาน
ใจของพระโพธิสัตว์จะมีก็เพราะการบริจาคในกาลได้ตัดศีรษะอันตกแต่งแล้ว
ควักลูกตาทั้งสองที่หยอดยาแล้ว ควักเนื้อหทัยแล้วให้ไป ในสีวิราชชาดก
พรรณนาไว้ว่า เมื่อพระโพธิสัตว์แม้ของเราทั้งหลายสละทรัพย์ทุก ๆ วัน วันละ
ประมาณ ๕ แสนกหาปณะให้ทานอยู่ในพระนครที่ประตูเมืองทั้ง ๔ การบริจาค
ทานนั้นก็ไม่ยังใจให้เบิกบานได้ แต่ว่า เมื่อใด ท้าวสักกเทวราชปลอมเป็น
พราหมณ์มาขอพระเนตรทั้งคู่ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงควักพระเนตรให้
อยู่นั่นแหละ ความเบิกบานพระทัยจึงเกิดขึ้น จิตของพระองค์มิได้เป็นอย่างอื่น
สักเท่าปลายผม ชื่อว่า ความเบิกบานใจของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเพราะอาศัย
ทานเห็นปานนี้ จึงไม่มี เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษแม้นั้น จึงคิดว่า เรา
ควรจะถวายทานแก่ภิกษุแสนโกฏิ ๗ วัน ดังนี้ จึงนิมนต์หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้า
เป็นประมุขให้นั่งในมณฑปนั้น แล้วได้ถวายอาหารทานชื่อว่า ควบาน ๗ วัน.
คำว่า ควบาน ท่านเรียกโภชนะที่เอาน้ำนมใส่ในหม้อใหญ่จนเต็มแล้วยกขึ้น
ตั้งบนเตาไฟ เมื่อน้ำนมข้นแล้วใส่ข้าวสารไปหน่อยหนึ่ง แล้วปรุงด้วยน้ำผึ้ง
จุรณะน้ำตาลกรวดและเนยใส.
ก็มนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถจะอังคาสภิกษุได้ทั่วถึง เทวดาทั้งหลายจึง
แทรกเข้าไปช่วยอังคาสแล้ว ที่มีประมาณ ๑๒-๑๓ โยชน์ ก็ไม่เพียงพอให้
ภิกษุนั่ง แต่ว่าภิกษุทั้งหลายนั่งได้ด้วยอานุภาพของตน. ในวันสุดท้าย พระ-
โพธิสัตว์ให้ล้างบาตรภิกษุทั้งหมดบรรจุเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 118
เพื่อต้องให้เป็นเภสัชแล้วถวายพร้อมกับไตรจีวร ผ้าจีวรที่ภิกษุนวกะในสงฆ์
ได้มีราคาถึงแสนกหาปณะ.
พระศาสดาเมื่อจะกระทำอนุโมทนาทรงใคร่ครวญดูว่า บุรุษนี้ ได้ให้
ทานใหญ่เห็นปานนี้ จักเป็นอะไรหนอ ทรงเห็นว่า ในอนาคตกาล ในที่สุด
แห่งสองอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป จักเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า โคตมะ
ดังนี้ จึงตรัสเรียกมหาบุรุษมาแล้วทรงพยากรณ์ว่า ล่วงกาลประมาณเท่านี้แล้ว
เธอจักเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า โคตมะ. มหาบุรุษสดับฟังพยากรณ์ว่า
ได้ยินว่า เราจักเป็นพระพุทธเจ้า ประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือนของเราเล่า
เราจักบวช ดังนี้ แล้วละสมบัติเห็นปานนั้น ดุจถ่มก้อนเขฬะแล้วบวชในสำนัก
พระศาสดา ก็ครั้นบวชแล้วก็เรียนพระพุทธวจนะ ยังอภิญญาทั้งหลายและ
สมาบัติทั้งหลายให้เกิดแล้ว ในเวลาสิ้นสุดอายุแล้วก็บังเกิดขึ้นในพรหมโลก.
ก็พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า มังคละ ได้มีชื่อว่า
อุตตระ พระบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่า อุตตระ พระมารดา พระนามว่า
อุตตรา พระสุเทวเถระและพระธรรมเสนเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก
ชื่อว่า ปาลิตะ พระสีวลีเถรีและพระอโสกาเถรี เป็นคู่พระอัครสาวิกา ไม้
กากะทิงเป็นต้นไม้ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๘๘ ศอก ดำรงพระชนมายุอยู่ ๙
หมื่นปีก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว
หมื่นจักรวาลก็ได้มืดพร้อมกันหมด การร้องไห้รำพันใหญ่ได้มีแก่มนุษย์
ทั้งหลายในจักรวาลทั้งหมดแล.
จบมังคลกกถา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 119
สุมนกถาที่ ๔
เมื่อพระมังคลพุทธเจ้าปรินิพพานทำให้หมื่นโลกธาตุมืดอย่างนี้แล้ว
ต่อจากนั้นมา พระศาสดาทรงพระนามว่า สุมนะ ก็ทรงอุบัติขึ้นสาวกสันนิบาต
ของพระพุทธเจ้าแม้นั้นก็มี ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒
มีภิกษุประมาณ ๙ หมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดหมื่นโกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นนาคราช นามว่า อตุละ มีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมาก ได้ทราบว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว จึงพาหมู่ญาติออกจาก
นาคพิภพมาประโคมดนตรีทิพย์บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุประมาณแสนโกฏิ
เป็นบริวาร ได้ถวายมหาทานแล้วถวายผ้าคู่หนึ่งแต่ละองค์แล้วตั้งอยู่ในสรณะ
ทั้งหลาย พระศาสดาสุมนะนั้นได้พยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่า ในอนาคตกาล
อตุลนาคราชนี้จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้. พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้า
สุมนะนั้น ชื่อว่า เมขลา พระบิดาเป็นพระราชา พระนามว่า สุทัตตะ พระ
มารดาพระนามว่า สิริมา พระสรณเถระ และพระภาวิตัตตเถระเป็นคู่อัครสาวก
ภิกษุอุปัฏฐาก ชื่อว่า อุเทนเถระ พระโสนาเถรี และพระอุปโสนาเถรี เป็นคู่
อัครสาวิกา ไม้กากะทิงเป็นไม้ตรัสรู้ มีพระสรีระกายสูง ๙๐ ศอก พระชนมายุ
ของพระองค์ประมาณ ๙ หมื่นปีแล.
จบสุมนกถา
เรวตกถาที่ ๕
ในกาลต่อจากพระสุมนพุทธเจ้านั้นมา พระศาสดา ทรงพระนามว่า
เรวตะ ก็ทรงอุบัติขึ้น สาวกสันนิบาตของพระเรวพุทธเจ้านั้น ก็มี ๓ ครั้ง
ในสันนิบาตครั้งแรกนับจำนวนไม่ถ้วน ครั้งที่ ๒ มีภิกษุหนึ่งแสนโกฏิ ในครั้ง
ที่ ๓ ก็เหมือนกัน.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 120
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นพราหมณ์ นามว่า อติเทพ สดับฟัง
พระธรรมเทศนาแล้วตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลาย ประนมอัญชลีไว้เหนือเศียรเกล้า
กล่าวสรรเสริญการละกิเลสของพระศาสดาพระองค์นั้นแล้วได้บูชาด้วยผ้าห่ม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า
ดังนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า เรวตะพระองค์นั้นมีพระนคร ชื่อว่า
สุธัญญวดี พระบิดาเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า วิปุละ พระมารดาพระนามว่า
วิปุลา พระวรุณเถระและพรหมเทวเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พุทธุปัฏฐาก
ชื่อว่า สัมภวะ พระภัททาเถรีและพระสุภัททาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้
กากะทิงเป็นไม้ตรัสรู้ พระองค์มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก มีพระชนมายุหกหมื่น
พรรษาแล.
จบเรวตกถา
โสภิตกถาที่ ๖
ในกาลต่อจากพระเรวตพุทธเจ้านั้น พระศาสดาทรงพระนามว่า โสภิต
ได้ทรงอุบัติขึ้น แม้สาวกสันนิบาตของพระองค์ก็มี ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรก
มีภิกษุหนึ่งร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๙๐ โกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐ โกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นพราหมณ์นามว่า อชิตะ สดับพระธรรม
เทศนาของพระศาสดาแล้วตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลาย ได้ถวายมหาทานแก่หมู่ภิกษุ
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แม้พระโสภิตพุทธเจ้าก็พยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่า
จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 121
ก็พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโสภิตนั้น มีชื่อว่า สุธรรม
พระบิดาเป็นพระราชา พระนามว่า สุธรรม พระมารดา พระนามว่า สุธรรมา
พระอสมเถระ และพระสุเนตรเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พุทธปัฏฐาก ชื่อว่า
อโนมะ พระนกุลาเถรี และพระสุชาดาเถรี เป็นคู่พระอัครสาวิกา ไม้กากะทิง
เป็นไม้ตรัสรู้ พระองค์มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นพรรษาแล.
จบโสภิตกถา
อโนมทัสสีกถาที่ ๗
ในกาลต่อจากพระโสภิตพุทธเจ้าล่วงไปหนึ่งอสงไขย ในกัปหนึ่ง มี
พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๓ พระองค์ คือ พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระ-
ปทุมพุทธเจ้า พระนารทพุทธเจ้า ก็ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า อโนมทัสสี มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ในครั้งแรกมีภิกษุ ๘ แสน
ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๗ แสน ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๖ แสนมาประชุมกัน.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นเสนาบดียักษ์ตนหนึ่ง มีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมาก เป็นใหญ่กว่ายักษ์หลายแสนโกฏิ เสนาบดียักษ์นั้นฟังว่า
พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว ได้มาถวายมหาทานแก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็น
ประมุข แม้พระศาสดาก็ได้พยากรณ์ยักษ์นั้นว่า ในอนาคตกาลจักเป็น
พระพุทธเจ้า ดังนี้.
ก็พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น นามว่า จันทวดี พระบิดา
เป็นพระราชา พระนามว่า ยสวา พระมารดา พระนามว่า ยโสธรา พระนิสภเถระ
และพระอโนมเถระ เป็นคู่พระอัครสาวก พุทธุปัฏฐาก ชื่อว่า วรุณะ พระสุนทรี-
เถรีและพระสุมนาเถรี เป็นคู่อัครสาวิกา ต้นไม้รกฟ้าเป็นต้นไม้ตรัสรู้ พระ-
สรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าสูง ๕๘ ศอก มีพระชนมายุแสนปีแล.
จบอโนมทัสสีกถา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 122
ปทุมกถาที่ ๘
ในกาลต่อจากพระอโนมทัสสีพุทธเจ้านั้น พระศาสดา พระนามว่า
ปทุมะ ก็ทรงอุบัติขึ้น แม้สาวกสันนิบาตของพระองค์ก็มี ๓ ครั้ง ครั้งแรกมี
ภิกษุหนึ่งแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุสามแสนรูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุผู้อาศัยอยู่
ป่าชัฏมหาวันในป่าเปลี่ยวมาประชุมสองแสนรูป.
ครั้งนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในป่าชัฏนั้นนั่นแหละ พระโพธิ-
สัตว์เป็นพญาสีหะ ได้เห็นพระศาสดาผู้เข้านิโรธสมาบัติแล้วมีจิตเลื่อมใสหมอบ
ลงจบ (ไหว้) กระทำประทักษิณ มีปีติโสมนัสเกิดแล้ว บันลือสีหนาท
สามครั้งไม่ละเว้นปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ไม่ออกไปหาอาหาร เพราะ
ความสุขอันเกิดแต่ปีตินั่นแหละ ได้ทำการสละชีวิตเข้าไปยืนเฝ้าอยู่ ๗ วัน
ครั้นล่วงไป ๗ วัน พระศาสดาทรงออกจากนิโรธแล้ว ทอดพระเนตรเห็น
พญาสีหะแล้วทรงดำริว่า สีหะนี้ยังจิตให้เลื่อมใสแม้ในหมู่ภิกษุแล้วจักจบสงฆ์
ขอสงฆ์จงมา ดังนี้ ภิกษุทั้งหลายมาแล้วในขณะนั้นทีเดียว พญาสีหะก็ยังจิต
ให้เลื่อมใสในสงฆ์ พระศาสดาทรงตรวจดูภูมิธรรมอันมีในใจของพญาสีหะจึง
พยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล พญาสีหะนี้จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
ก็พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีชื่อว่า จัมปกะ พระบิดาเป็น
พระราชาพระนามว่า อสมะ แม้พระมารดาก็ทรงพระนามว่า อสมา พระ-
สาลเถระและพระอุปสาลเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พุทธุปัฏฐาก ชื่อว่า วรุณะ
พระรามาเถรีและพระสุรามาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ต้นไม้อ้อยช้างน้อย เป็น
ไม้ตรัสรู้ พระสรีระของพระองค์สูง ๕๘ ศอก มีพระชนมายุหนึ่งแสนพรรษา
แล.
จบปทุมกถา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 123
นารทกถาที่ ๙
ในกาลต่อจากพระปทุมพุทธเจ้านั้น พระศาสดา ทรงพระนามว่า
นารทะ ก็ทรงอุบัติขึ้น แม้สาวกสันนิบาตของพระองค์ก็มี ๓ ครั้ง สันนิบาต
ครั้งแรกมีภิกษุหนึ่งแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ มี
ภิกษุแปดหมื่นโกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษีเป็นผู้ชำนาญในอภิญญา ๕ และ
สมาบัติ ๘ ได้ถวายมหาทานแก่หมู่ภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้วบูชา
ด้วยจันทน์แดง แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์
นั้นว่า ในอนาคตกาล เขาจักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
ก็พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็มีนามว่า ธัญญวดี
พระบิดาเป็นกษัตริย์ พระนามว่า สุเทวะ พระมารดา พระนามว่า อโนมา
พระภัททสาลเถระ และชิตมิตตเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พุทธุปัฏฐากชื่อว่า
พระวาสิฏฐะ พระอุตตราเถรีและผัคคนีเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา ต้นไม้อ้อย
ช้างใหญ่เป็นไม้ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นพระพรรษาแล.
จบนารทกถา
ปทุมุตตรกถาที่ ๑๐
ในกาลต่อจากพระนารทพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา ล่วงไปหนึ่งอสงไขย
นับถอยไปแต่กัปนี้ ในที่สุดแห่งแสนกัป ในกัปหนึ่ง มีพระพุทธเจ้าทรง
พระนามว่า ปทุมุตตระ พระองค์เดียวเท่านั้น ทรงอุบัติขึ้น สาวกสันนิบาต
แม้ของพระองค์ก็มี ๓ ครั้ง ในครั้งแรกมีภิกษุหนึ่งแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒
มีภิกษุมาประชุมที่ภูเขาเวภารบรรพตเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุแปดหมื่นโกฏิ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 124
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นผู้ปกครองมหารัฐ นามว่า
ชฏิละ ได้ถวายทานพร้อมทั้งจีวรแก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แม้พระ
ปทุมุตตรพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้พยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่า ในอนาคตกาลชฏิละ
นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้ ก็ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ ชื่อว่าผู้เป็นเดียรถีย์มิได้มี เทวดาและมนุษย์ทั้งปวงได้ถึงพระพุทธ
เจ้าเท่านั้นเป็นสรณะ พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้า นามว่า หังสวดี พระ
บิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่า อานันทะ พระมารดา พระนามว่า สุชาดา
พระเทวิลเถระและพระสุชาตเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก นามว่า
สุมนะ พระอมิตตาเถรี และพระอสมาเถรี เป็นคู่พระอัครสาวิกา ไม้สาละ
เป็นไม้ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๘๘ ศอก รัศมีพระวรกายแผ่ไป ๑๒ โยชน์
พระชนมายุหนึ่งแสนพรรษาแล.
จบปทุมุตตรกถา
สุเมธกถาที่ ๑๑
ในกาลต่อจากพระปทุมุตตรพุทธเจ้าพระองค์นั้นล่วงไปสามหมื่นกัป ใน
กัปหนึ่งมีพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น ๒ พระองค์ คือ พระสุเมธพุทธเจ้า และ
พระสุชาตพุทธเจ้า สาวกสันนิบาตแม้ของพระสุเมธพุทธเจ้าก็มี ๓ ครั้ง ครั้ง
แรกที่พระนครสุทัศนะมีภิกษุขีณาสพหนึ่งร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้ง
ที่ ๓ แปดสิบโกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นมาณพ นามว่า อุตตระ สละทรัพย์ที่ฝัง
เก็บไว้ถึง ๘๐ โกฏิ ถวายมหาทานแก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ฟัง-
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 125
ธรรม ตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลายแล้วออกบวช พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้
พยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในอนาคตกาล เขาจักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ชื่อว่า สุทัศนะ
พระบิดาเป็นพระราชา พระนามว่า สุทัตตะ พระมารดา พระนามว่า
สุทัตตา พระสรณเถระและพระสัพพกามเถระเป็นพระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก
นามว่า สาครเถระ พระรามาเถรี และพระสุรามาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา ไม้
สะเดาใหญ่เป็นไม้ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นพรรษา
แล.
จบสุเมธกถา
สุชาตกถาที่ ๑๒
ในกาลต่อจากพระสุเมธพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา พระศาสดาพระนาม
ว่า สุชาตะ ก็ทรงอุบัติขึ้น แม้สาวกสันนิบาต ของพระองค์ก็มี ๓ ครั้ง ครั้งแรก
มีภิกษุหกล้านรูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุห้าล้านรูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุสี่แสนรูป.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงสดับว่าพระพุทธ-
เจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าทรงฟังธรรมแล้วถวายราชสมบัติในทวีปทั้ง ๔
พร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ แก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วทรง
ผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาพเจ้าพระองค์นั้น ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้นถือ
รายได้ของรัฐมาให้สำเร็จกิจกรรมของอารามถวายมหาทานเป็นนิตย์แก่หมู่ภิกษุ
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระเจ้า
จักรพรรดินั้นแล้ว.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 126
ก็พระนครของพระสุชาตพุทธเจ้า นามว่า สุมังคละ พระบิดาเป็น
พระราชาพระนามว่า อุคคตะ พระมารดาพระนามว่า ปภาวดี พระสุทัสสน-
เถระและพระสุเทวเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก นามว่า นารทะ
พระนาคาเถรีและพระนาคสุมาลาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา มีต้นไผ่ใหญ่เป็นไม้
ตรัสรู้ ได้ยินว่าต้นไผ่นั้นกลม ไม่เป็นโพรงลำต้นแข็ง งดงามด้วยกิ่งใหญ่ขึ้น
ไปเบื้องบน เหมือนกำหางนกยูง พระสรีระของพระองค์สูง ๕๐ ศอก พระ
ชนมายุเก้าหมื่นพรรษาแล.
จบสุชาตกถา
ปิยทัสสีกถาที่ ๑๓
ในกาลต่อจากพระสุชาตพุทธเจ้าพระองค์นั้น ในที่สุดแห่ง ๑,๘๐๐ กัป
ในกัปหนึ่งมีพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น ๓ พระองค์คือ พระพุทธเจ้าปิยทัสสี
พระพุทธเจ้าอัตถทัสสี พระพุทธเจ้าธรรมทัสสี แม้พระพุทธเจ้าพระนาม
ว่า ปิยทัสสีพระองค์นั้นก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ครั้งแรกมีภิกษุหนึ่งแสนโกฏิ
ครั้งที่ ๒ มีภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุแปดหมื่นโกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นมาณพนามว่า กัสสป ถึงฝั่งแห่งไตรเพท
ได้สดับพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วบริจาคทรัพย์หนึ่งแสนโกฏิสร้าง
สังฆาราม ดำรงอยู่ในสรณะและศีลทั้งหลาย ครั้งนั้นพระศาสดาได้ทรงพยากรณ์
พระโพธิสัตว์นั้นว่า เมื่อล่วงไปหนึ่งพันแปดร้อยกัปแล้ว ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า
ดังนี้.
อโนมนคร๑ได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระบิดาเป็นพระ-
ราชาพระนามว่า สุทินนะ๒ พระมารดาพระนามว่า จันทา๓ พระปาลิตเถระ
๑ ขุ. อปทานเล่ม ๓๓ ว่าเป็น สุธัญญนคร ๒ สุทัตตะ ๓ สุจันทา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 127
และพระสัพพทัสสีเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐากนามว่าโสภิต พระ-
สุชาดาเถรีและพระธรรมทินนาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ต้นประยงค์๑ เป็นไม้
ตรัสรู้ พระสรีระของพระองค์สูง ๘๐ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นพรรษาแล.
จบปิยทัสสีกถา
อัตถทัสสีกถาที่ ๑๔
ในกาลต่อจากพระปิยทัสสีพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาค-
เจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ก็ทรงอุบัติขึ้น แม้สาวกสันนิบาตของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็มี ๓ ครั้ง ครั้งแรกมีภิกษุเก้าล้านแปดแสน๒
ครั้งที่ ๒ แปดล้าน แปดแสน ครั้งที่ ๓ ก็แปดล้านแปดแสนเหมือนกัน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นดาบสมีฤทธิ์มาก นามว่า สุสิมา ได้นำฉัตร
ดอกมณฑารพจากเทวโลกมาบูชาพระศาสดา แม้พระศาสดาก็ได้พยากรณ์พระ
โพธิสัตว์นั้นแล้ว.
พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นนามว่าโสภณ พระบิดา
เป็นพระราชา พระนามว่า สาคระ พระมารดาพระนามว่า สุทัศนา พระ-
สันตเถระและพระอุปสันตเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐากนามว่าอภัย
พระธรรมาเถรี และพระสุธรรมาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา ไม้จำปาเป็นไม้
ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก รัศมีพระวรกายแผ่ไปโดยรอบโยชน์หนึ่งตลอด
กาลเป็นนิตย์ พระชนมายุหนึ่งแสนพรรษาแล.
จบอัตถทัสสีกถา
๑. พระไตรปิฎก ขุ. อปทาน เล่ม ๓๓ เป็นต้นกุ่ม.
๒. บาลีประชุมครั้งที่หนึ่ง ๙๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่สอง ๘๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่สาม ๗๗,๐๐๐ รูป
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 128
ธรรมทัสสีกถาที่ ๑๕
ในกาลต่อจากพระอัตถทัสสีพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระศาสดาพระนาม
ว่า ธรรมทัสสี ก็ทรงอุบัติขึ้น แม้สาวกสันนิบาตของพระองค์ก็มี ๓ ครั้ง
สันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุหนึ่งร้อยโกฏิ๑ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุเจ็ดสิบโกฏิ๒ ครั้งที่ ๓
มีภิกษุแปดสิบโกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นท้าวสักกเทวราช ได้ทรงทำการบูชาด้วย
ดอกไม้หอมอันเป็นทิพย์และดนตรีอันเป็นทิพย์ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
องค์นั้นก็ได้พยากรณ์พระโพธิสัตว์แล้ว.
พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น นามว่า สรณะ พระ-
บิดาเป็นพระราชาพระนามว่า สรณะ พระมารดาทรงพระนามว่า สุนันทา
พระปทุมเถระและพระปุสสเทวเถระเป็นคูพระอัครสาวก พระอุปัฏฐากนามว่า
สุเนตตะ พระเขมาเถรี และพระสัจจนามาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา ต้นมะพลับ
เป็นต้นไม้ตรัสรู้ ก็พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สูง ๘๐ ศอก มีพระชน-
มายุหนึ่งแสนพรรษาแล.
จบธรรมทัสสีกถา
สิทธัตถกถาที่ ๑๖
ในกาลต่อจากพระธรรมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา นับ
ถอยหลังแต่กัปนี้ไป ๙๔ กัป ในกัปหนึ่งมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระ-
นามว่า สิทธัตถะ ทรงอุบัติขึ้น สาวกสันนิบาตแม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั้น ก็มี ๓ ครั้ง ในสันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุหนึ่งแสนโกฏิ๓ ในครั้งที่ ๒
มีภิกษุ ๙๐ โกฏิ ในครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐ โกฏิ.
๑. บาลี ประชุมครั้งที่หนึ่ง พันโกฏิ. ๒. ครั้งที่สอง ร้อยโกฏิ. ๓. ร้อยโกฏิ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 129
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นดาบส นามว่า มังคละ มีเดชกล้า
ถึงพร้อมด้วยกำลังแห่งอภิญญา ได้นำผลหว้าใหญ่มาถวายพระตถาคตเจ้า.
พระศาสดาทรงเสวยผลหว้านั้นแล้ว ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่า ในที่สุด
แห่งกัป ๙๔ จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนามว่า เวภาระ พระบิดา
เป็นพระราชามีพระนามว่า เชยยเสนะ พระมารดา พระนามว่า สุผัสสา
พระสัมพลเถระและพระสุมิตตเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก นามว่า
เรวตะ พระสีวลาเถรีและพระสุรามาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา ต้นไม้กรรณิการ์
เป็นไม้ตรัสรู้ พระสรีระของพระองค์สูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายุหนึ่งแสน
พรรษาแล.
จบสิทธัตถกถา
ติสสกถาที่ ๑๗
ในกาลต่อจากพระสิทธัตถสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นมาถอยไปแต่
ภัทรกัปนี้ ๙๒ กัป ในกัปหนึ่ง มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ ทรงอุบัติขึ้น คือ
พระติสสสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระปุสสสัมนาสัมพุทธเจ้าสาวกสันนิบาต
ของพระติสสสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มี ๓ ครั้ง ในสันติบาตครั้งแรก มีภิกษุ ๑๐๐
โกฏิ ในครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๙๐ โกฏิ ในครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐ โกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า สุชาตะ มี
พระราชสมบัติมาก มีพระยศใหญ่ ทรงผนวชเป็นฤาษี ถึงความเป็นผู้มีฤทธิ์
มาก ทรงสดับว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว จึงถือเอาดอกมณฑารพ ดอกปทุม
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 130
และดอกปาริฉัตตกะอันเป็นทิพย์มาบูชาพระตถาคตเจ้าผู้เสด็จอยู่ในท่ามกลาง
บริษัทสี่ ดอกไม้นั้นได้เป็นเพดานดอกไม้ตั้งอยู่ในอากาศ แม้พระศาสดาพระองค์
นั้นก็ได้พยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า นับแต่กัปนี้ไป ในกัปที่ ๙๒ ดาบสนี้จัก
เป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีนามว่า เขมะ พระราช-
บิดาทรงพระนามว่า ชนเสฏฐะ พระราชมารดา ทรงพระนามว่า ปทุมา
พระเทวเถระ และพระอุทยเถระเป็นพระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก นามว่า
สุมังคละ พระปุสสาเถรี และพระสุทัตตาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ต้นประดู่
เป็นต้นไม้ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายุหนึ่งแสนพรรษาแล.
จบติสสกถา
ปุสสกถาที่ ๑๘
ในกาลต่อจากพระติสสสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา พระศาสดา
ทรงพระนามว่า ปุสสะ ก็ทรงอุบัติขึ้น แม้สาวกสันนิบาตของพระองค์ก็มี
๓ ครั้ง ในครั้งแรก มีภิกษุ ๖ ล้าน ในครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๕ ล้าน ในครั้ง
ที่ ๓ มีภิกษุ ๓ ล้าน ๒ แสน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นกษัตริย์ พระนามว่า วิชิตาวี ได้ทรง
สละราชสมบัติอันใหญ่ ทรงผนวชในสำนักพระศาสดา เรียนจบพระไตรปิฎก
ได้บอกธรรมกถาแก่มหาชน และบำเพ็ญศีลบารมี แม้พระพุทธเจ้าพระองค์
นั้นก็ได้พยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 131
พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนามว่า กาสี พระราชบิดา
ทรงพระนามว่า ชัยเสนะ พระราชมารดาพระนามว่า สิริมา พระรักขิตเถระ
และพระธรรมเสนเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก นามว่า สภิยะ
พระจาลาเถรี และพระอุปจาลาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา ต้นมะขามป้อม
เป็นต้นไม้ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.
จบปุสสกถา
วิปัสสีกถาที่ ๑๙
ในกาลต่อจากพระปุสสสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา นับแต่กัปนี้
ถอยไปในกัปที่ ๙๑ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ทรงอุบัติขึ้น
สาวกสันนิบาตแม้ของพระองค์ก็มี ๓ ครั้ง ในสันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุ ๖ ล้าน
๘ แสน ในครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๑ แสน ในครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘ หมื่น.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นนาคราช นามว่า อตุละ มีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมาก ได้ถวายตั่งทองอันขจิตไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์
นั้นว่า นับแต่กัปนี้ไป ในกัปที่ ๙๑ นาคราชนี้จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
พระนครของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีนามว่า พันธุมดี พระราชบิดา
ทรงพระนามว่า พันธุมา พระราชมารดาทรงพระนามว่า พันธุมดี พระขัณฑ-
เถระและพระติสสเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก นามว่า อโสกะ
พระจันทาเถรีและพระจันทมิตตาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา ต้นแคฝอยเป็นต้นไม้
ตรัสรู้ พระองค์มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก มีพระรัศมีแผ่ไป ๗ โยชน์โดยรอบ
มีพระชนมายุแปดหมื่นพรรษาแล.
จบวิปัสสีกกา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 132
สิขีกถาที่ ๒๐
ในกาลต่อจากพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา ถอยหลัง
แต่ภัทรกัปนี้ ในกัปที่ ๓๑ มีพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น ๒ พระองค์ คือ
พระสิขีพุทธเจ้าและเวสสภูพุทธเจ้า สาวกสันนิบาตแม้ของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงพระนามว่า สิขี ก็มี ๓ ครั้ง ในสันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุหนึ่งแสน
รูป ในครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๘ หมื่นรูป ในครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๗ หมื่นรูป.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นพระราชา พระนามว่า อรินทมะ ได้
ถวายทานพร้อมทั้งจีวรแก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้ถวายช้างแก้ว
ประดับด้วยรัตนะ ๗ ประการ ได้ถวายกัปปิยภัณฑ์กระทำให้ประมาณเท่ากับ
พระยาช้าง แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า
นับแต่กัปนี้ไป ในกัปที่ ๓๑ จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
ก็พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น มีนามว่า อรุณวดี
พระราชบิดา ทรงพระนามว่า อรุณ พระราชมารดา ทรงพระนามว่า ปภาวดี
พระอภิภูเถระ และพระสัมภวเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก นามว่า
เขมังกร พระสขิลาเถรีและพระปทุมาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา ไม้บุณฑริกา
(กุ่มบก) เป็นไม้ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๗๐ ศอก มีพระรัศมีแผ่ไป ๓ โยชน์
โดยรอบ มีพระชนมายุ ๗ หมื่นพรรษาเเล.
จบสิขีกถา
เวสสภูกถาที่ ๒๑
ในกาลต่อจากพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา พระศาสดาทรง
พระนามว่า เวสสภู ก็ทรงอุบัติขึ้น สาวกสันนิบาตแม้ของพระองค์ก็มี ๓ ครั้ง
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 133
ในสันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุ ๘ หมื่น ในครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๗ หมื่น ใน
ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๖ หมื่น.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เป็นพระราชา ทรงพระนามว่า สุทัศนะ
ได้ถวายมหาทานพร้อมทั้งจีวรแก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้วทรง
ผนวชในสำนักพระศาสดาเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาจารคุณเป็นผู้นอบน้อมและมาก
ด้วยปีติในพุทธรัตนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์นั้นก็ได้ทรงพยากรณ์
พระโพธิสัตว์นั้นว่า นับแต่กัปนี้ไป ในกัปที่ ๓๑ จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้.
พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น นามว่า อโนมะ
พระราชบิดา ทรงพระนามว่า สุปปตีตะ พระราชมารดา ทรงพระนามว่า
ยสวดี พระเสนเถระและพระอุตตรเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก
นามว่า อุปสันตะ พระรามาเถรี และพระสุปลาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา
ไม้สาละเป็นไม้ตรัสรู้ พระองค์มีพระสรีระสูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายุหกหมื่น
พรรษาแล.
จบเวสสภูกถา
กกุสันธกถาที่ ๒๒
ในกาลต่อจากพระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา ในกัปหนึ่งมี
พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ทรงอุบัติขึ้นคือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาค-
มนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา
ทั้งหลาย สาวกสันนิบาตของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กุกสันธะ มีครั้งเดียว
มีภิกษุมาประชุม ๔ หมื่น.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 134
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงเป็นพระราชา พระนามว่า เขมะ
ได้ถวายมหาทานพร้อมด้วยบาตรจีวร และยาหยอดตาทั้งหลายได้สดับธรรม-
เทศนาของพระศาสดาแล้วทรงผนวช. พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็พยากรณ์
พระโพธิสัตว์.
พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีนามว่า เขมะ บิดาเป็น
พราหมณ์ นามว่า อัคคิทัตตะ มารดานามว่า พราหมณี พระวิธูรเถระและ
พระสัญชีวเถระเป็นพระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก นามว่า วุฑฒิชะ พระสามาเถรี
และพระสรัพภาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา ต้นซึกใหญ่เป็นไม้ตรัสรู้ พระสรีระ
สูง ๔๐ ศอก มีพระชนมายุสี่หมื่นพรรษาแล.
จบกกุสันธกถา
โกนาคมนกถาที่ ๒๓
ในกาลต่อจากพระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา พระศาสดา
ทรงพระนามว่า โกนาคมนะ ก็ทรงอุบัติขึ้น สาวกสันนิบาตของพระองค์มี
๑ ครั้ง ในสันนิบาตนั้น มีภิกษุ ๓ หมื่นรูป.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระราชา ทรงพระนามว่า บรรพต
ทรงแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์เสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดา สดับธรรมเทศนา
แล้วนิมนต์หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขถวายมหาทานแล้ว ถวายผ้าเมือง
ปัตตุณณะ (ผ้าไหม) ผ้าเมืองจีน ผ้าแพร ผ้ากัมพล และรองเท้าทอง
แล้วทรงผนวชในสำนักพระศาสดา พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ได้ทรงพยากรณ์
พระโพธิสัตว์แล้ว.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 135
พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนามว่า โสภนะ พระบิดา
เป็นพราหมณ์ นามว่า ยัญญทัตตะ พระมารดาเป็นนางพราหมณี นามว่า
อุตตรา พระภิยโยสเถระและพระอุตตรเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก
นามว่า โสตถิชะ พระสมุททาเถรีและพระอุตตราเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา
ไม้อุทุมพรเป็นต้นไม้ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๓๐ ศอก มีพระชนมายุ ๓ หมื่นปี
แล.
จบโกนาคมนกถา
กัสสปกถาที่ ๒๔
ในกาลต่อจากพระโกนาคมนพุทธเจ้าพระองค์นั้นมา มีพระศาสดาทรง
พระนามว่า กัสสป ทรงอุบัติขึ้น สาวกสันนิบาตของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น มีครั้งเดียว มีภิกษุ ๒ หมื่นรูป.
ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เป็นมาณพ นามว่า โชติบาล เป็นผู้จบไตรเพท
มีชื่อเสียงปรากฏขจรไปทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ ได้เป็นมิตรของช่างหม้อ
นามว่า ฆฏิการะ พระโพธิสัตว์นั้นได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา พร้อมกับช่างหม้อ
นั้นสดับกรรมกถา บวชแล้ว ปรารภความเพียรเรียนจบพระไตรปิฎก ชำระ
พระพุทธศาสนาหมดจดด้วยวัตรสมบัติ แม้พระศาสดาพระองค์นั้น ก็ได้
พยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นแล้ว.
พระนครอันขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น นามว่า พาราณสี
พระบิดาเป็นพราหมณ์ นามว่า พรหมทัต พระมารดาเป็นพราหมณี นามว่า
ธนวดี พระติสสเถระและภารัทวาชเถระเป็นคู่พระอัครสาวก พระอุปัฏฐาก
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 136
นามว่า สัพพมิตร พระอรุณาเถรีและพระอุรุเวลาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา
ต้นนิโครธเป็นต้นไม้ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๒๐ ศอก มีพระชนมายุ ๒ หมื่น
พรรษาแล.
จบกัสสปกถา
ส่วนในกาลต่อจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสป นั้นมาเว้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ของเราทั้งหลายแล้วจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์
อื่นหาได้ไม่. ก็พระโพธิสัตว์ได้รับพยากรณ์จากสำนักพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์
มีพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น พุทธการกธรรมมีทานบารมีเป็นต้น
เหล่าใด ที่พระโพธิสัตว์ทรงประมวลธรรม ๘ ประการเหล่านี้ คือ
๑. มนุสฺสตฺต (ความเป็นมนุษย์)
๒. ลิงคสมฺปตฺติ (ถึงพร้อมด้วยเพศ)
๓. เหตุ (มีอุปนิสสัยแห่งพระอรหัต )
๔. สตฺถารทสฺสน (การได้เห็นพระศาสดา)
๕. ปพฺพชฺชา (การบรรพชา)
๖. คุณสมฺปตฺติ (ถึงพร้อมด้วยคุณ)
๗. อธิกาโร (มีความปรารถนาแรงกล้า)
๘. ฉนฺทตา (มีความพอใจ)
บุญญาภินีหาร ย่อมสำเร็จได้เพราะธรรมสโมธาน ๘ ประการแล้วทรง
ทำอภินีหารที่บาทมูลของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร ทรงตั้งอุตสาหะว่า
เอาละ เราจักค้นหาพุทธการกธรรมทุกด้าน ดังนี้ เห็นแล้วว่าในครั้งนั้น
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 137
เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ เราได้เห็นทานบารมีก่อน จึงบำเพ็ญพุทธการกธรรมเหล่านั้น
จนถึงความเป็นพระเวสสันดร.
อนึ่ง เมื่อ พระองค์ทรงบรรลุอานิสงส์ของพระโพธิสัตว์ผู้มีอภินิหารอัน
กระทำไว้แล้ว อานิสงส์เหล่านั้นท่านพรรณนาไว้ว่า
นรชนทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยองค์คุณ
ทั้งปวงอย่างนี้ เป็นผู้เที่ยงเพื่อจะตรัสรู้ เมื่อ
ยังท่องเที่ยวไปสู่สังสารวัฏสิ้นกาลนาน แม้
ตั้งร้อยโกฏิกัปก็ไม่ได้เกิดในอเวจีและในโล-
กันตรนรก ไม่เกิดเป็นนิชฌาม ตัณหิกเปรต
ขุปปิปาสิกเปรต กาลกัญชิกเปรต แม้จะเกิด
ในทุคติก็ไม่เกิดเป็นสัตว์เล็ก ๆ เมื่อเกิดใน
มนุษย์ ย่อมไม่เกิดเป็นผู้บอดแต่กำเนิด
ไม่เป็นคนหูหนวก ไม่เป็นคนใบ้ ไม่เป็นคน
พิการ ไม่เกิดเป็นหญิง ไม่เป็นอุภโตพยัญชนะ
ไม่เป็นบัณเฑาะก์ ย่อมไม่เป็นบุคคลผู้นับ
เนื่องแล้วจากอภัพบุคคลทั้งหลาย เป็นผู้
พ้นแล้วจากอนันตริยธรรม เป็นนรผู้เพียง
เพื่อจะตรัสรู้ มีโคจรบริสุทธิ์ในที่ทั้งปวง ไม่
เสพมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นในการกระทำว่า
เป็นกรรม แม้เมื่ออยู่ในสวรรค์ก็ไม่เกิดใน
อสัญญีภพ ชื่อว่า เหตุเกิดในสุทธาวาส
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 138
ทั้งหลายไม่มี เป็นผู้น้อมไปในเนกขัมมะ
เป็นสัตบุรุษ ไม่ติดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่
ย่อมเที่ยวไป เพื่อประพฤติประโยชน์แก่ชาว
โลก ย่อมบำเพ็ญบารมีทั้งปวง ดังนี้
เมื่อพระโพธิสัตว์บรรลุอานิสงส์เหล่านั้นมาบำเพ็ญบารมีทั้งหลายอยู่
ในกาลเสวยพระชาติเป็นอกิตติพราหมณ์ ในกาลเสวยพระชาติเป็นสังขพราหมณ์
ในกาลเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าธนัญชัย ในกาลเสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหา-
สุทัศนะ ในกาลเสวยพระชาติเป็นมหาโควินทะ ในกาลเสวยพระชาติเป็น
พระเจ้านิมิมหาราช ในกาลเสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมาร ในกาลเสวย
พระชาติเป็นวิสัยหเศรษฐี ในกาลเสวยพระชาติเป็นสสบัณฑิต ในกาลเสวย
พระชาติเป็นพระเจ้าสีวิราช ในกาลเป็นพระเวสสันดร ดังนี้ ชื่อว่า ปริมาณ-
อัตภาพที่บำเพ็ญทานบารมี มีคุณนับไม่ได้.
ว่าด้วยทานที่เป็นปรมัตถ์
อนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสสบัณฑิต ได้สละอัตภาพ
ที่ท่านกล่าวไว้ในสสบัณฑิตชาดก อย่างนี้ว่า
เราเห็นพราหมณ์ผู้มาขอ จึงสละ
อัตภาพของตน ทานของเราไม่มีใครเสมอ
นั่นเป็นทานบารมีของเรา ดังนี้.
ชื่อว่าการบำเพ็ญทานเป็นปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
ว่าด้วยศีลบารมีที่เป็นปรมัตถ์
อนึ่ง ชื่อว่า ปริมาณอัตภาพที่บำเพ็ญศีลบารมีมีคุณที่นับไม่ได้ คือ
ในกาลเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีวิราช ในกาลเสวยพระชาติเป็นจัมเปยย-
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 139
นาคราช ในกาลเสวยพระชาติเป็นภูริทัตตนาคราช ในกาลเสวยพระชาติเป็น
พญาฉัททันต์ ในกาลเสวยพระชาติเป็นราชบุตรของพระเจ้าทิศราช ในกาล
เสวยพระชาติเป็นอลีนจิตตกุมาร.
ก็เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นทำการบริจาคอัตภาพกล่าวไว้ในสังขปาลชาดก
อย่างนี้ว่า
เราแม้ถูกยิงด้วยลูกศรทั้งหลาย แม้
ถูกแทงด้วยหอกทั้งหลาย ก็ไม่โกรธบุตร
นายบ้าน นั่นเป็นศีลบารมีของเรา ดังนี้
ชื่อว่า การบำเพ็ญศีลเป็นปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว.
ว่าด้วยเนกขัมมบารมีที่เป็นปรมัตถ์
อนึ่ง ชื่อว่า การปริมาณอัตภาพที่สละราชสมบัติใหญ่บำเพ็ญเนกขัมม-
บารมี มีคุณนับไม่ได้ คือ ในกาลที่เสวยพระชาติเป็นโสมนัสสกุมาร ในกาล
เสวยพระชาติเป็นหัตถิปาลกุมาร ในกาลเสวยพระชาติเป็นอโยฆรบัณฑิต.
ก็เมื่อพระโพธิสัตว์สละราชสมบัติออกผนวช เพราะการสละที่ท่าน
กล่าวไว้ในจูฬสุตตโสมชาดก อย่างนี้ว่า
เราสละเราสมบัติใหญ่ที่อยู่ในพระ-
หัตถ์ เหมือนสละก้อนเขฬะ เมื่อเราสละอยู่
ไม่มีความเสียดายเลย นั่นเป็นเนกขัมม-
บารมีของเรา ดังนี้
ชื่อว่า การบำเพ็ญเนกขัมมะเป็นปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 140
ว่าด้วยปัญญาบารมีที่เป็นปรมัตถ์
อนึ่ง ชื่อว่า ปริมาณอัตภาพที่บำเพ็ญปัญญาบารมีที่มีคุณนับไม่ได้
คือ ในกาลที่พระองค์เสวยพระชาติเป็นวิธูรบัณฑิต ในกาลที่เสวยพระชาติเป็น
บัณฑิตนามว่ามหาโควินท์ ในกาลเสวยพระชาติเป็นกุททาลบัณฑิต ในกาล
เสวยพระชาติเป็นอรกบัณฑิต ในกาลเสวยพระชาติเป็นโพธิปริพาชก ในกาล
เสวยพระชาติเป็นมโหสธบัณฑิต.
ก็เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเสนกบัณฑิต ในสัตตุภัสตุชาดก
แสดงอยู่ซึ่งงูพิษในถุง ที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
เราใช้ปัญญาพิจารณาอยู่ จึงช่วย
พราหมณ์ให้พ้นจากทุกข์ ปัญญาของเราไม่มี
ใครเสมอ นั่นเป็นปัญญาบารมีโดยของเรา ดังนี้
ชื่อว่า การบำเพ็ญปัญญาเป็นปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
ว่าด้วยวิริยบารมีเป็นต้นที่เป็นปรมัตถ์
อนึ่ง ชื่อปริมาณอัตภาพที่บำเพ็ญแม้วิริยบารมีเป็นต้น เป็นคุณนับไม่
ได้ก็เหมือนกัน. ก็เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมหาชนกผู้ข้ามมหาสมุทร
ที่กล่าวไว้ในมหาชนกชาดก อย่างนี้ว่า
มนุษย์ทั้งหลายมองไม่เห็นฝั่ง พากัน
ตายไปในท่ามกลางมหาสมุทร จิตของเรา
มิได้เปลี่ยนเป็นอื่น นั่นเป็นวิริยบารมีของ
เรา ดังนี้
ชื่อว่า การบำเพ็ญวิริยะเป็นปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 141
เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นขันติวาทีดาบส ทรงอดกลั้นอยู่ซึ่ง
ทุกข์ใหญ่ ดุจไม่มีจิตใจ ที่กล่าวไว้ในขันติวาทิชาดก อย่างนี้ว่า
เมื่อพระเจ้ากาสิราช ใช้ขวานอัน
คมฟันเราผู้คล้ายกับไม่มีจิต เราก็ไม่โกรธ
นั่นเป็นขันติบารมีของเรา ดังนี้
ชื่อว่า ความบำเพ็ญขันติเป็นปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว.
เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุตตโสม ได้สละชีวิต
รักษาความสัตย์ที่กล่าวไว้ในมหาสุตตโสมชาดก อย่างนี้ว่า
เราสละชีวิตของเราตามรักษาอยู่ซึ่ง
วาจาสัตย์ ให้ปล่อยกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์
นั่นเป็นสัจจบารมีของเรา ดังนี้
ชื่อว่า บำเพ็ญสัจจบารมีเป็นปรมัตถบารมี.
เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ ทรงสละแม้ชีวิตอธิษ-
ฐานวัตร กล่าวไว้ในมูคปักขชาดก (ชาดกว่าด้วยบุคคลผู้เป็นใบ้และพิการ)
อย่างนี้ว่า
พระมารดาพระบิดามิใช่เป็นผู้น่า
เกลียดชังของเรา อิสริยะใหญ่ก็มิได้เป็นที่
เกลียดชังของเรา แต่พระสัพพัญญุตญาณ
เป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น การอธิษฐาน
จึงเป็นวัตรของเรา ดังนี้
ชื่อว่า อธิษฐานบารมีเป็นปรมัตถบารมี.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 142
เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าเอกราชผู้มีได้เห็นแม้แก่ชีวิต
ของพระองค์ ทรงเจริญเมตตา ที่กล่าวไว้ในเอกราชชาดก อย่างนี้ว่า
ใคร ๆ ย่อมไม่ดุร้ายกับเรา แม้เราก็
ไม่กลัวใคร ๆ ในกาลนั้นเราได้กำลังเมตตา
อุปถัมภ์แล้ว ย่อมยินดีในป่าใหญ่ ดังนี้
ชื่อว่า ได้บำเพ็ญเมตตาบารมีเป็นปรมัตถบารมี.
เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนักบวช ชื่อว่า โลมหังสะ ไม่ละ
ความเป็นอุเบกขาในพวกเด็กชาวบ้านผู้ยังความทุกข์แสะความสุขให้เกิดขึ้น
ด้วยการถ่มน้ำลายรดเป็นต้น และด้วยการนำดอกไม้ของหอมมาให้เป็นต้น
ตามที่กล่าวไว้ในโลมหังสชาดก อย่างนี้ว่า
เรานอนในป่าช้า มีกระดูกศพเป็น
หมอนหนุน พวกเด็กชาวบ้านเข้าไปแสดง
รูปไม่น้อย ดังนี้
ชื่อว่า อุเบกขาบารมีเป็นปรมัตถบารมี. ความย่อในที่นี้มีเท่านี้ ส่วนเนื้อความ
พิสดารพึงถือในจริยาปิฎก.
พระโพธิสัตว์ ครั้นบำเพ็ญบารมีทั้งหลายอย่างนี้แล้ว ดำรงอยู่ใน
อัตภาพของพระเวสสันดร ได้สร้างบุญเป็นอันมากอันเป็นเหตุให้แผ่นดินใหญ่
ไหว ตามที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
แผ่นดินนี้ ไม่มีจิต ไม่ทราบถึง
ความสุขและทุกข์ แม้กระนั้นก็ยังไหวถึง
๗ ครั้ง เพราะกำลังทานของเรา.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 143
เมื่อสิ้นพระชนมายุแล้ว ก็ทรงจุติจากโลกนี้ บังเกิดขึ้นในสวรรค์ชั้นดุสิต
พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าเทวดาอื่นในดุสิตนั้น ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ ทรงเสวย
ทิพยสมบัติตลอดพระชนมายุ ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี โดยการนับปีของมนุษย์ บัดนี้
อีก ๗ วัน จักถึงการสิ้นอายุขัย เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดบุพนิมิต ๕ เหล่านี้ คือ
๑. ผ้าทั้งหลายเศร้าหมอง
๒. ทิพยมาลาเหี่ยวแห้ง
๓. พระเสโทไหลออกจากพระกัจฉะ
๔. พระฉวีวรรณะในสรีระปราศจากไป
๕. ทรงเบื่อหน่ายทิพยอาสน์
เหล่าเทวดาเห็นนิมิตเหล่านั้น ก็พากันสลดใจกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลายเอ๋ย สวรรค์จักว่างเปล่าหนอ ดังนี้ ครั้นทราบว่าพระมหาสัตว์บำเพ็ญ-
บารมีเต็มแล้ว จึงคิดว่า บัดนี้ พระโพธิสัตว์นี้จะไม่ทรงอุบัติขึ้นเทวโลกอื่นๆ
จึงทรงอุบัติในมนุษยโลกแล้วบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า พวกมนุษย์จักพากัน
ทำบุญเป็นอันมาก จุติแล้ว ๆ ก็จักยังเทวโลกให้บริบูรณ์ ดังนี้ จึงพากัน
กราบทูลเพื่อประโยชน์แก่ความเป็นพระพุทธเจ้าดังที่ตรัสไว้ อย่างนี้ว่า
ในกาลที่เราตถาคตเป็นเทพบุตร
นามว่า สันดุสิต อยู่ในพวกเทพชั้นดุสิต
เหล่าเทวดามีประมาณหนึ่งหมื่นพากันมา
ประนมอัญชลีวิงวอนเราว่า ข้าแต่พระมหา-
วีรเทพ กาลนี้ เป็นเวลาสมควรแล้ว ที่
พระองค์จักทรงอุบัติในครรภ์พระมารดา
ตรัสรู้อมตบท โปรดชาวโลกพร้อมทั้ง
เทวโลก ดังนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 144
พระองค์จึงทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ เหล่านี้ คือ กาล ทวีป ประเทศ
ตระกูล และกำหนดอายุพระพุทธมารดา ตกลงพระทัยแล้ว จึงเสด็จจุติจากดุสิต
มาถือปฏิสนธิในศากยสกุล ได้รับการบำรุงบำเรอด้วยสมบัติมากมายในศากย-
สกุลนั้น ทรงถึงความเป็นหนุ่มสง่างามตามลำดับ ในระหว่างนี้พึงทราบความ
พิสดารบทแห่งพระสูตรทั้งหลายมีอาทิว่า ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์มีสติ
สัมปชัญญะ จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิตแล้วก้าวลงสู่พระครรภ์พระมารดา และพึง
ทราบด้วยสามารถแห่งอรรถกถาของบทพระสูตรเหล่านั้นเถิด.
พระโพธิสัตว์นั้น ทรงเสวยสิริราชสมบัติเช่นกับเทวโลกในปราสาททั้ง
๓ อันสมควรแก่ฤดูทั้ง ๓ ในสมัยที่เสด็จไปทรงเล่นกีฬาในพระอุทยานได้
ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๓ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ตามลำดับ ทรง
สลดพระทัยก็เสด็จกลับจากพระอุทยาน ได้ทรงเห็นบรรพชิตในครั้งที่ ๔ ได้ยัง
พอพระทัยในการบรรพชาให้เกิดขึ้นแล้วเสด็จไปพระอุทยาน ยังกาลเวลาล่วงไป
ในพระอุทยานนั้น ทรงประทับนั่งที่ฝั่งสระโบกขรณีมงคล เป็นผู้อันวิสสุกรรม-
เทพบุตรแปลงเพศเป็นช่างกัลบกมาประดับตกแต่งพระองค์ ทรงสดับข่าวว่า
ราหุลกุมารประสูติแล้ว ทรงทราบถึงความสิเนหาในบุตรมีความรุนแรง จึง
ทรงพระดำริว่า เราจักตัดมันเสียก่อนที่เครื่องผูกนี้จักเจริญ ดังนี้ จึงเสด็จเข้า
ไปสู่พระนครในเวลาเย็น ได้ทรงสดับพระคาถาอันพระธิดาของพระเจ้าอา
พระนามว่า กิสาโคตมี ภาษิตว่า
นิพฺพุตา นูน สา มาตา นิพฺพุโต นูน โส ปิตา
นิพฺพุตา นูน สา นารี ยสฺสาย อีทิโส ปติ
บุรุษเช่นนี้เป็นบุตรของมารดาใด
มารดานั้นเป็นผู้ดับได้แล้วแน่ บุรุษเช่นนี้
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 145
เป็นบุตรของบิดาใด บิดานั้นเป็นผู้ดับได้
แล้วแน่ บุรุษเช่นนี้เป็นสามีของภรรยาใด
ภรรยานั้น เป็นผู้ดับได้แล้วแน่ ดังนี้
ทรงพระดำริว่า พระนางนี้ให้เราได้ฟังนิพพุตบท จึงเปลื้องสร้อยมุกดาหาร
มีค่าประมาณหนึ่งแสนจากพระศอส่งประทานแก่พระนางกิสาโคตมีนั้น แล้ว
เสด็จเข้าไปสู่ที่ประทับของพระองค์ ทรงประทับนั่งบนพระแท่นสิริไสยาสน์
ทรงทอดพระเนตรเห็นประการอันแปลกของหญิงนักฟ้อนทั้งหลายเพราะอำนาจ
แห่งความหลับ มีพระทัยเบื่อหน่าย ปลุกนายฉันนะให้ตื่นขึ้นแล้ว ตรัสสั่งให้
นำม้ากัณฐกะมา ทรงเสด็จขึ้นประทับม้ากัณฐกะ มีนายฉันนะเป็นสหายมี
เหล่าเทพเจ้าหมื่นโลกธาตุแวดล้อมเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ โดยราตรีที่ยัง
เหลือนั้นนั่นแหละ ทรงเสด็จผ่านมหาอาณาจักรไป ๓ แว่นแคว้น ทรงผนวช
ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา แล้วเสด็จไปตามลำดับถึงกรุงราชคฤห์ เสด็จเที่ยวไป
เพื่อบิณฑะในกรุงราชคฤห์นั้น ประทับนั่งที่เงื้อมปัณฑวบรรพต ผู้อันพระราชา
มคธทูลเชิญให้ครองราชสมบัติ ทรงปฏิเสธราชสมบัตินั้น ทรงเป็นผู้มีปฏิญญา
อันพระเจ้ามคธนั้นถือเอาแล้ว เพื่อให้พระองค์บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว
เสด็จมายังแว่นแคว้นของพระองค์ แล้วเสด็จเข้าไปหาอาฬารดาบสและอุททก
ดาบส ยังไม่ทรงพอพระทัยด้วยคุณวิเศษที่ได้บรรลุในสำนักของดาบสเหล่านั้น
จึงทรงตั้งมหาปธาน (ความเพียรใหญ่) ถึง ๖ พรรษา ครั้นถึงวันเพ็ญเดือนหก
เวลาเช้าทรงเสวยข้าวปายาสที่นางสุชาดาชาวเสนานิคมถวาย แล้วเสด็จไปลอย
ถาดทองในแม่น้ำเนรัญชรา ทรงปล่อยเวลาให้ล่วงไปสิ้นส่วนแห่งวันด้วยสมาบัติ
ต่าง ๆ ณ ชัฏแห่งมหาวันใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในเวลาเย็นทรงรับหญ้า
กำมือหนึ่งที่โสตถิยพราหมณ์ถวาย เป็นผู้มีคุณอันกาฬนาคราชสรรเสริญแล้ว
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 146
ทรงก้าวขึ้นสู่มณฑลแห่งต้นโพธิ์ ทรงลาดหญ้าทั้งหลายแล้วทรงทำปฏิญญาว่า
เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้ จนกว่าจิตของเราจักพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะ
ความไม่ถือมั่น แล้วประทับนั่งโพธิบัลลังก์ มีพระพักตร์มุ่งคือทิศปาจีน เมื่อ
พระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคตนั่นแหละ ก็ทรงกำจัดมารและเสนามารแล้ว ใน
ปฐมยามทรงบรรลุบุพเพนิวาสญาณ ในมัชฌิมยามทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ
ในที่สุดแห่งปัจฉิมยาม ทรงแทงตลอดสัพพัญญุตญาณอันประดับด้วยคุณของ
พระพุทธเจ้าทั้งปวงมีทศพลญาณและเวสารัชชญาณเป็นต้นนั้นแหละ ชื่อว่า
ทรงบรรลุสมุทร คือ นัยแห่งพระอภิธรรมนี้ พึงทราบอธิคมนิทานของ
พระอภิธรรมนั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอธิคมนิทาน
ว่าด้วยเทศนานิทาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุพระอภิธรรมด้วยประการฉะนี้แล้ว ทรง
ประทับนั่งโดยบัลลังก์เดียวล่วงไป ๑ สัปดาห์ ทรงเพ่งต้นโพธิ์ไม่กระพริบ
พระเนตรล่วงไป ๑ สัปดาห์ ทรงเดินจงกรมล่วงไป ๑ สัปดาห์ ในสัปดาห์ที่ ๔
ทรงพิจารณาพระอภิธรรมที่ทรงบรรลุ ด้วยการตรัสรู้พระสยัมภูญาณ แล้วทรง
ให้สัปดาห์ทั้ง ๓ แม้อื่นอีกล่วงไปที่ควงไม้อชปาลนิโครธ ควงไม้มุจจลินท์
และที่ควงไม้ราชายตนะ ในสัปดาห์ที่ ๘ ทรงกลับไปประทับนั่งที่ควงไม้อช-
ปาลนิโครธ ทรงถึงความเป็นผู้ขวนขวายน้อย เพราะทรงพิจารณาถึงธรรม
เป็นสภาวะลึกซึ้ง เมื่อจะทรงแสดงธรรมอันสหัมบดีพรหม ซึ่งมีมหาพรหม
หนึ่งหมื่นเป็นบริวารมาทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ
ทรงรับการเชื้อเชิญของมหาพรหมแล้วทรงตรวจดูว่า เราพึงแสดงธรรมแก่ใคร
ก่อนหนอ ทรงทราบว่าอาฬารดาบสและอุททกดาบสทำกาละแล้ว จึงทรงระลึก
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 147
ถึงพระปัญจวัคคีย์ผู้มีอุปการะมาก เสด็จลุกจากอาสนะเสด็จดำเนินไปเมืองกาสี
ในระหว่างทางได้ทรงสนทนากับอุปกะอาชีวก ในวันอาสาฬหปุรณมีก็ทรง
บรรลุถึงที่อยู่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงทำปัญจวัคคีย์ผู้
ร้องเรียกพระองค์ ด้วยคำร้องเรียกอันไม่สมควรให้เชื่อฟังแล้ว ทรงประกาศ
พระธรรมจักรโปรดพระปัญจวัคคีย์มีพระอัญญาโกณฑัญญเถระเป็นประมุข และ
พวกพรหม ๑๘ โกฏิ ให้ดื่มอมตรสแล้ว พึงทราบเทศนานิทานจนถึงการ
ประกาศพระธรรมจักรดังพรรณนามาฉะนี้. ความย่อมีเพียงเท่านี้ ชื่อว่า ความ
พิสดารพึงทราบด้วยนาจแห่งอรรถกถาทั้งหลาย และพระสูตรทั้งหลายมีอริย-
ปริเยสนสูตร และปัพพสูตรเป็นต้น พระอภิธรรมสมบูรณ์ด้วยอธิคมนิทาน
และเทศนานิทาน มีอยู่ดังพรรณนามาฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่งพระอภิธรรมมีนิทาน ๓
นิทานของพระอภิธรรมแม้อื่นอีกมี ๓ คือ
๑. ทูเรนิทาน (นิทานไกล)
๒. อวิทูเรนิทาน (นิทานไม่ไกล)
๓. สันติเกนิทาน (นิทานใกล้)
บรรดานิทานทั้ง ๓ นั้น พึงทราบทูเรนิทานเริ่มตั้งแต่บาทมูลของ
พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ทีปังกร จนถึงดุสิตบุรี พึงทราบอวิทูเรนิทาน
เริ่มตั้งแต่ดุสิตบุรีจนถึงโพธิมณฑล คำว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จประทับอยู่ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ที่ควงไม้ปาริฉัตตกะในหมู่เทพยดา
ชั้นดาวดึงส์นั้นแล ได้ตรัสอภิธรรมแก่เทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์นี้ ชื่อว่า
สันติเกนิทานของพระอภิธรรมนั้น.
จบนิทานกถาเพียงเท่านี้
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 148
อรรถกถามาติกานุบุพบท*
บัดนี้ ถึงโอกาสการกล่าวอภิธรรมกถาตามที่ข้าพเจ้าให้ปฏิญญาไว้
อย่างนี้ว่า
เมื่อข้าพเจ้ากล่าวอภิธรรมกถานี้อยู่
ด้วยอาการอย่างนี้ ขอสาธุชนทั้งหลายอย่า
ฟุ้งซ่าน จงตั้งใจสดับฟัง เพราะกถาเช่นนี้
หาฟังได้ยากนัก.
ในอภิธรรมกถานั้น ปกรณ์ ๗ มีอภิธรรมสังคณีเป็นต้น ชื่อว่า
อภิธรรม แม้ในธรรมสังคณีก็จำแนกเป็น ๔ กัณฑ์ มีจิตตุปปาทกัณฑ์เป็นต้น
ถึงจิตตุปปาทกัณฑ์นั้นมีมาติกาเป็นเบื้องต้น ถึงมาติกานั้นก็ยังแบ่งเป็น ๒ คือ
ติกมาติกา และทุกมาติกา. ในมาติกาทั้ง ๒ อย่างนั้น ติกมาติกาเป็นเบื้องต้น
แม้ในติกมาติกาก็มีกุศลติกะเป็นเบื้องต้น ถึงในกุศลติกะก็มีบทนี้ว่า กุสลา
ธมฺมา เป็นเบื้องต้น เพราะฉะนั้น
ตั้งแต่แต่นี้ไป ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย
จงมีจิตสงบ ตั้งใจสดับฟังอภิธรรมกถาอัน
ลึกซึ้งนี้ ซึ่งข้าพเจ้าจะกล่าวอยู่ให้ดีเถิด.
* เริ่มอธิบายติกมาติกา ๒๒ ติกะ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 149
ติกะที่ได้ชื่อเพราะบทเบื้องต้น ว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา
อพฺยากตา ธมฺมา นี้ ชื่อว่า กุศลติกะก่อน ติกะที่ได้ชื่อเพราะบททั้งปวงว่า
สุขาย เวทนา สมฺปยุตฺตา ธมฺมา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา
ธมฺมา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา นี้ ชื่อว่า เวทนาติกะ
บัณฑิตพึงทราบชื่อติกะและทุกะ แม้มาติกาทั้งปวงด้วยสามารถแห่งบทเบื้องต้น
หรือบททั้งหมด ด้วยประการฉะนี้.
ติกะและทุกะเหล่านั้นแม้ทั้งหมดท่านแยกไว้ ๑๕ ปริจเฉท คือ ติกะ
มี ๑ ปริจเฉท ทุกะมี ๑๔ ปริจเฉท. ทุกะ ๖ มีคำว่า เหตู ธมฺมา น เหตู
ธมฺมา เป็นต้น เรียกว่า เหตุโคจฉกะ เพราะท่านตั้งไว้เหมือนพวงดอก-
กรรณิการ์โดยการเกี่ยวเนื่องกันและกันทั้งโดยคัมภีร์ และโดยอรรถกถา ต่อจาก
นั้นไป ทุกะ ๗ ทุกะ มีคำอาทิว่า สปฺปจฺจยา ธมฺมา อปฺปจฺจยา ธมฺมา
ดังนี้เป็นทุกะไม่เกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน พึงทราบว่า เป็นจูฬันตรทุกะ เพราะ
ท่านเลือกทุกะที่เหมือนกันล้วนตั้งไว้ตามลำดับของโคจฉกะ และเพราะเป็นทุกะ
ที่น้อยกว่าในระหว่างทุกะเหล่าอื่น. ต่อจากนั้น พึงทราบว่าเป็นอาสวโคจฉกะ
ด้วยสามารถแห่งทุกะ ๖ มีอาสวทุกะเป็นต้น. พึงทราบสัญโญชนโคจฉกะด้วย
สามารถแห่งทุกะ ๖ มีสัญโญชนทุกะเป็นต้น.อนึ่ง พึงทราบคัณฐโคจฉกะ
โอฆโคจฉกะ โยคโคจฉกะ และนีวรณโคจฉกะ ด้วยสามารถแห่งทุกะ ๖ มี
คัณฐะ โอฆะ โยคะ และนีวรณทุกะเป็นต้น. พึงทราบปรามาสโคจฉกะ ด้วย
สามารถแห่งทุกะ ๕ มีปรามาสทุกะเป็นต้น. ต่อจากนั้น ทุกะ ๑๔ มีคำเป็นต้น
ว่า สารมฺมณา ธมฺมา ชื่อว่า มหันตรทุกะ จากนั้นทุกะ ๘ มีกิเลสทุกะ
เป็นต้น ชื่อว่า กิเลสทุกะ. ต่อจากนั้น ทุกะ ๑๘ มี ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 150
เป็นต้น ชื่อว่า ปิฏิฐทุกะ เพราะท่านดังไว้ในที่สุดแห่งอภิธรรมมาติกา. ส่วน
ทุกะ ๔๒ มีคำว่า วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา อวิชฺชาภาคิโน ธมฺมา เป็นต้น
ชื่อว่า สุตตันตทุกะ ติกะและทุกะเหล่านี้ แม้ทั้งหมด พึงทราบว่าท่านกำหนด
ไว้ ๑๕ ปริจเฉท ดังพรรณนามาฉะนี้.
ว่าด้วยสัปปเทสะ และนิปปเทสะ
ก็ติกะและทุกะเหล่านี้ ท่านกำหนดไว้อย่างนี้แล้วยังแยกออกเป็น ๒
โกฏฐาส คือ สัปปเทสะ (แสดงไว้ไม่หมด) และนิปปเทสะ (แสดงโดย
สิ้นเชิง) เท่านั้น. จริงอยู่ บรรดาส่วนทั้ง ๒ นั้น ติกะ ๙ และทุกะ ๗๑ ชื่อว่า
สัปปเทสะ เพราะท่านกำหนดรูปธรรมและอรูปธรรมไว้ยังไม่หมด. ติกะ ๑๓
ที่เหลือ และทุกะ ๗๑ ชื่อว่า นิปปเทสะ. บรรดาธรรมทั้ง ๒ นั้น ติกะ ๙
เหล่านั้น คือ เวทนาติกะ วิตักกติกะ ปีติติกะ อุปปันติกะ อตีตติกะ
และอารัมมณาติกะ ชื่อว่า สัปปเทสะ. ในทุกะทั้งหลาย ในที่สุดแห่ง
โคจฉกะ ๙ มีเหตุโคจฉกะเป็นต้น มีอุปาทานโคจฉกะเป็นที่สุด มีโคจฉกะละ
๓ ทุกะ ในที่สุดแห่งกิเลสทุกะ มีโคจฉกะละ ๔ ทุกะ มหันตรทุกะอย่างละ ๒
คือ จิตฺตสมฺปยุตฺตา ธมฺมา จิตฺตวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา จิตฺตสสฏฺา
ธมฺมา จิตฺตวิสสฏฺา ธมฺมา และในสุตตันตทุกะทั้งหลายเว้นทุกะ ๔ เหล่านี้
คือ อธิวจนทุกะ นิรุตติทุกะ ปัญญัตติทุกะ นามรูปทุกะ ก็ทุกะ ๓๘ ที่เหลือ
เหล่านั้น ชื่อว่า สัปปเทสะ บัณฑิตพึงทราบติกะและทุกะที่เหลือตามที่กล่าว
แล้วแม้ทั้งหมดว่าเป็น นิปปเทสะ ดังนี้.