พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 51
บัดนี้ บัณฑิตพึงทราบคัมภีรภาพแม้ทั้ง ๔ อย่าง ในปิฎกทั้ง ๓ เหล่านี้
และปิฎกทีเดียว เพราะในปิฎกเหล่านั้น ธรรมหรืออรรถใดๆ หรือเทศนาซึ่ง
ส่องเนื้อความนั้น ๆ โดยประการที่ควรรู้เนื้อความซึ่งตรงต่อญาณของผู้ฟังโดย
ประการนั้น ๆ ก็หรือว่า การแทงตลอด กล่าวคือการหยั่งลงสู่ธรรมอันไม่วิปริต
ในปิฎกทั้ง ๓ เหล่านั้นอันใด หรือความที่ธรรมเหล่านั้น ๆ ซึ่งมีสภาพไม่วิปริต
กล่าวคือกำหนดได้อันพึงแทงตลอด ธรรมทั้งหมดนั้น คนมีปัญญาน้อยไม่
สร้างกุศลสมภารไว้หยั่งลงได้โดยยาก ทั้งจะเป็นที่พึงก็ไม่ได้เปรียบเหมือน
มหาสมุทร สัตว์เล็กมีกระต่ายเป็นต้น หยั่งให้ถึงได้ยาก ทั้งจะเป็นที่พึ่งไม่
ได้ฉะนั้น.
ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ย่อมเป็นอันข้าพเจ้ากล่าวถึงเนื้อความคาถา
นี้ว่า
บัณฑิตพึงแสดงประเภทเทศนา
ศาสนะ กถา สิกขา ปหานะ และคัมภีรภาพ
ในปิฎกทั้ง ๓ เหล่านี้ ตามสมควร ด้วย
ประการฉะนี้.
แต่ในคาถานี้ว่า
ภิกษุย่อมบรรลุประเภทปริยัติ สมบัติ
และแม้วิบัติอันใด ในปิฎกใด โดยประการ
ใด พึงเจริญเนื้อความแม้นั้นทั้งหมด โดย
ประการนั้น ดังนี้.
บัณฑิตพึงเห็นความแตกต่างกันแห่งปริยัติ ๓ อย่างในพระไตรปิฎก
ทั้ง ๓ ดังต่อไปนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 52
ว่าด้วยปริยัติ ๓ ประเภท
จริงอยู่ ปริยัติมี ๓ ประเภท คือ
๑. อลคัททูปมปริยัติ (ปริยัติเปรียบด้วยอสรพิษร้าย)
๒. นิสสรณัตถปริยัติ (ปริยัติเพื่อประโยชน์แก่การสลัดออก)
๓. ภัณฑาคาริกปริยัติ (ปริยัติเปรียบด้วยขุนคลัง).
บรรดาปริยัติเหล่านั้น ปริยัติที่ถือเอาไม่ดี คือเรียนเพื่อเหตุแห่งการ
โต้แย้งเป็นต้น ชื่อว่า อลคัททูปมปริยัติ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอา
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีความต้องการอสรพิษมีพิษร้าย ย่อม
แสวงหาอสรพิษมีพิษร้าย เมื่อเที่ยวแสวงหาอสรพิษมีพิษร้าย เขาเห็นอสรพิษมี
พิษร้ายด้วยใหญ่ ก็พึงจับอสรพิษนี้นั้น ที่ขนดหรือที่หาง อสรพิษนั้นพึงแว้งขบ
เอาที่มือ หรือแขน หรืออวัยวะน้อยใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้น บุรุษ
นั้นพึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย เพราะการขบกัดนั้นเป็นเหตุ ข้อนั้น
เพราะเหตุแห่งอะไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความที่อสรพิษร้ายอันบุรุษ
จับแล้วไม่ดี แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษบางพวกในธรรมวินัยนี้
ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตะ ฯลฯ เวทัลละ บุรุษ
เหล่านั้นครั้นเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมไม่ใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้น
ด้วยปัญญา เมื่อโมฆบุรุษเหล่านั้นไม่ใคร่ครวญอรรถด้วยปัญญา ธรรมเหล่านั้น
ย่อมไม่ทนต่อการเพ่ง โมฆบุรุษเหล่านั้น มีการโต้แย้งเป็นอานิสงส์ และมีการ
ยังตน ให้พ้นจากวาทะนั้น ๆ เป็นอานิสงส์ ย่อมเรียนธรรม และย่อมเรียนธรรม
เพื่อประโยชน์แก่ธรรมใด ย่อมไม่เสวยผลแห่งธรรมนั้น ธรรมเหล่านั้นอัน
โมฆบุรุษเหล่านั้นเรียนแล้วไม่ดี ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 53
ทุกข์สิ้นกาลนานข้อนั้นเพราะเหตุแห่งอะไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความที่
ธรรมทั้งหลายอันโมฆบุรุษนั้นเรียนแล้วไม่ดี ดังนี้.
ส่วนปริยัติใด อันบุคคลเรียนดีแล้ว คือหวังอยู่ซึ่งความบริบูรณ์แห่ง
คุณมีสีลขันธ์เป็นต้นเรียนแล้ว มิใช่เรียนเพราะเหตุการโต้แย้งเป็นต้น ปริยัตินี้
ชื่อว่า นิสสรณัตถปริยัติ (มีความต้องการเพื่อสลัดออก)ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงหมายถึงตรัสไว้ว่า ธรรมเหล่านั้น อันกุลบุตรเหล่านั้นเรียนดีแล้ว ย่อมเป็นไป
เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และเพื่อความสุขสิ้นกาลนาน ข้อนั้น เพราะเหตุแห่งอะไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะธรรมทั้งหลาย อันกุลบุตรเรียนดีแล้ว.
ส่วนพระขีณาสพผู้มีขันธ์อันกำหนดรู้แล้ว ละกิเลสแล้ว มีมรรคอัน
เจริญแล้ว มีธรรมไม่กำเริบอันแทงตลอดแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ย่อม
เรียนปริยัติใด เพื่อรักษาประเพณี เพื่อรักษาวงศ์อย่างเดียว ปริยัตินี้ ชื่อว่า
ภัณฑาคาริกปริยัติ (ปริยัติเปรียบด้วยขุนคลัง) ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบประเภท
แห่งปริยัติ ๓ อย่าง ในพระไตรปิฎกเหล่านั้น ดังกล่าวมาแล้ว.
ว่าด้วยสมาบัติ ๓ ประเภท
อนึ่ง ภิกษุผู้ปฏิบัติดีแล้ว (สุปฏิปนฺโน) ในพระวินัยอาศัยสีลสัมปทา
ย่อมบรรลุวิชชา ๓ ก็เพราะตรัสประเภทแห่งวิชชา ๓ เหล่านั้นนั่นแหละไว้ใน
พระวินัยนี้. ภิกษุผู้ปฏิบัติดีแล้วในพระสูตร อาศัยสมาธิสัมปทา ย่อมบรรลุ
อภิญญา ๖ ก็เพราะตรัสประเภทแห่งสมาธิเหล่านั้นนั่น แหละไว้ในพระสูตรนั้น.
ภิกษุผู้ปฏิบัติดีแล้วในพระอภิธรรม อาศัยปัญญาสัมปทา ย่อมบรรลุปฏิสัมภิทา๔
ก็เพราะตรัสประเภทแห่งปฏิสัมภิทาเหล่านั้นนั่นแหละไว้ ในพระอภิธรรมนั้น.
ภิกษุผู้ปฏิบัติดีแล้วในพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมเหล่านั้น ย่อมบรรลุสมบัติ
อันต่างด้วยวิชชา ๓ อภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทา ๔ นี้โดยลำดับ ด้วยประการฉะนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 54
ว่าด้วยวิบัติ ๓ ประเภท
อนึ่ง ภิกษุผู้ปฏิบัติผิดในพระวินัย เป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่มีโทษใน
ผัสสะที่มีใจครองเป็นต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามแล้ว โดยความเสมอ
ด้วยสัมผัสมีเครื่องลาดและเครื่องนุ่งห่ม มีสัมผัสเป็นสุขเป็นต้นที่ทรงอนุญาต
แล้ว เหมือนคำที่พระอริฏฐะกล่าวว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรธมอันพระผู้มีพระภาค-
เจ้าแสดงแล้ว โดยประการที่ธรรมทั้งหลายอันกระทำอันตรายที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสแล้วนี้ ไม่สามารถทำอันตรายแก่ผู้เสพอยู่ได้๑ ดังนี้ ต่อจากนั้น
เธอก็ถึงความเป็นผู้ทุศีล.
ภิกษุผู้ปฏิบัติผิดในพระสูตร ไม่รู้คำอธิบาย เหมือนในประโยคมีอาทิว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้มีอยู่ มีปรากฏอยู่ในโลก ดังนี้
ย่อมถือเอาผิด ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาตรัสไว้ว่า บุคคลมีอัตตาอัน
ถือเอาผิด ย่อมกล่าวตู่เราด้วย ย่อมขุด (ทำลาย) ซึ่งตนด้วย และย่อมประสบ
สิ่งมิใช่บุญเป็นอันมากด้วย ดังนี้ ต่อจากนั้น เธอก็ถึงความเป็นมิจฉาทิฏฐิ.
ภิกษุผู้ปฏิบัติผิดในพระอภิธรรมจะวิจารธรรมเกินไป ย่อมคิดแม้สิ่งที่
ไม่ควรคิด (อจินไตย) ต่อจากนั้น ก็จะถึงความฟุ้งซ่านแห่งจิต สมกับพระ
ดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ เหล่านี้
บุคคลไม่ควรคิด ซึ่งเมื่อคิดอยู่ ก็พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า แห่งความ
คับแค้น๒ ดังนี้.
ภิกษุผู้ปฏิบัติผิดในพระไตรปิฎกนี้ ย่อมถึงความวิบัติอันต่างด้วยความ
เป็นผู้ทุศีล ความเป็นมิจฉาทิฏฐิ และความฟุ้งซ่านแห่งจิตนี้ โดยลำดับ
ด้วยประการฉะนี้.
๑. วินย. ๒. ๖๖๒/ ๔๓๑
๒. องฺ จตุกกก. ๒๑. ๗๗/๑๐๔
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 55
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ คาถาแม้นี้ก็เป็นอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วว่า
ภิกษุย่อมบรรลุประเภทแห่งปริยัติ
สมบัติ และแม้วิบัติอันใด ในปิฎกใด โดย
ประการใด พึงเจริญเนื้อความแม้นั้น
ทั้งหมด ด้วยประการนั้น.
บัณฑิต ครั้นทราบปิฎกทั้งหลายโดยประการต่าง ๆ ด้วยอาการอย่างนี้
แล้วพึงทราบพุทธพจน์แม้ทั้งหมดที่ประมวลมาด้วยสามารถแห่งปิฎกเหล่านั้นว่า
เป็นปิฎก ๓ ดังนี้.
พุทธพจน์มี ๕ นิกาย
พระพุทธพจน์ว่าโดยนิกาย มี ๕ นิกาย อย่างไร ? จริงอยู่ พระพุทธพจน์
นั้น แม้ทั้งหมดมี ๕ ประเภท คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย
อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย.
ว่าโดยทีฆนิกาย ๓๔ สูตร
บรรดานิกายทั้ง ๕ นั้น ทีฆนิกายเป็นไฉน ? พระสูตร ๓๔ สูตร
มีพรหมชาลสูตรเป็นต้น รวบรวมไว้ ๓ วรรค เรียกว่า ทีฆนิกาย ดังคาถา
ที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า
พระสูตร ๓๔ สูตรเท่านั้น มี ๓ วรรค
ท่านรวบรวมไว้สำหรับนิกายใด นิกายนั้น
ชื่อว่า ทีฆนิกาย นับตามลำดับ เป็นนิกาย
ที่หนึ่ง.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 56
ถามว่า เพราะเหตุไร นิกายที่หนึ่งนี้ จึงเรียกว่า ทีฆนิกาย ?
ตอบว่า เพราะเป็นที่ประชุม และเป็นที่อาศัยอยู่แห่งพระสูตรทั้งหลาย
ขนาดยาว.
จริงอยู่ ที่เป็นที่ประชุม หรือที่เป็นที่อาศัยอยู่ ก็เรียกว่า นิกาย. ก็ใน
ข้อนี้มีคำสาธก (ตัวอย่าง) ทั้งทางพระศาสนาและทางโลก ดังในประโยค
มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นนิกายอื่นแม้สักอย่างหนึ่งที่
วิจิตร เหมือนพวกสัตว์เดียรัจฉานนี้ คือ นิกายของสัตว์เล็ก ๆ ที่รวมกันอยู่ ๑
นิกายของสัตว์ที่อยู่ตามโคลนตม ๑. และพึงทราบเนื้อความแห่งถ้อยคำในความ
เป็นนิกายแม้แห่งนิกาย (๔ นิกาย) ที่เหลือ โดยประการที่กล่าวมาแล้ว.
ว่าโดยมัชฌิมนิกาย ๑๕๒ สูตร
มัชฌิมนิกาย เป็นไฉน ? พระสูตร๑๕๒ สูตร มีมูลปริยายสูตร
เป็นต้น ท่านรวบรวมไว้ ๑๕ วรรค เป็นพระสูตรขนาดปานกลาง ชื่อว่า
มัชฌิมนิกาย ดังคาถาที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า
พระสูตร ๑๕๒ สูตร มีในนิกายใด
นิกายนั้น ชื่อว่า มัชฌิมนิกาย ท่านรวบรวม
ไว้ ๑๕ วรรค.
ว่าโดยสังยุตตนิกายเป็นต้น
สังยุตตนิกาย เป็นไฉน ? พระสูตร ๗,๗๖๒ สูตร มีโอฆตรณสูตร
เป็นต้น ที่จัดตั้งไว้ด้วยสามารถแห่งเทวตาสังยุตเป็นต้น เรียกว่า สังยุตตนิกาย
ดังคาถาที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า
พระสูตร ๗,๗๖๒ สูตร มีในนิกายใด
นิกายนั้น ท่านรวบรวมไว้เป็นสังยุตตนิกาย.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 57
อังคุตตรนิกาย เป็นไฉน ? พระสูตร๙,๕๕๗ สูตร มีจิตตปริยาทาน-
สูตรเป็นต้น ซึ่งจัดตั้งไว้ด้วยสามารถแห่งถ้อยคำเกินหนึ่งแห่ง ส่วนหนึ่ง ๆ
ขึ้นไปละข้อ ดังคาถาที่ประพันธ์ไว้ว่า
พระสูตรในอังคุตตรนิกาย จำนวน
๙,๕๕๗ สูตร มีในนิกายใด นิกายนั้น ชื่อว่า
อังคุตตรนิกาย.
ขุททกนิกาย เป็นไฉน ? คือ วินัยปิฎก อภิธรรมปิฎก และปาฐะ
๑๕ ประเภท มีธัมมบทขุททกปาฐะเป็นต้นทั้งหมด ที่แสดงไว้ก่อนแล้ว เว้น
พระพุทธพจน์ที่เหลือคือนิกาย ๔ (มีทีฆนิกายเป็นต้น ) ชื่อว่าขุททกนิกาย. ดัง
คาถาที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า
ยกเว้นนิกาย ๔ มีทีฆนิกายเป็นต้น
เหล่านี้ พระพุทธพจน์อื่นจากนั้น มีอยู่แก่
นิกายใด นิกายนั้น บัณฑิตเรียกว่า ขุททก-
นิกาย.
นิกาย ๕ อย่าง ย่อมมีด้วยสามารถแห่งนิกายอย่างนี้.
พระพุทธพจน์มีองค์ ๙
พระพุทธพจน์มีองค์ ๙ อย่างไร ? จริงอยู่ พระพุทธพจน์นี้แม้ทั้งหมด
มี ๙ ประเภท คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก
อัพภูตธรรม เวทัลละ.
บรรดาองค์ทั้ง ๙ นั้น อุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกะ ปริวาร
พระสูตรในสุตตนิบาตมีมงคลสูตร รัตนสูตร นาลกสูตร และตุวฏกสูตรเป็นต้น
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 58
และพระดำรัสของพระภาคเจ้า แม้อื่นที่มีชื่อว่า สุตตันตะ (เหล่านี้)
พึงทราบว่า เป็นสุตตะ. พระสูตรที่มีคาถาแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า เป็น
เคยยะ ว่าโดยพิเศษ ได้แก่ สคาถวรรคทั้งสิ้น ในสังยุตตนิกาย เป็นเคยยะ.
พระอภิธรรมปิฎกแม้ทั้งหมด พระสูตรที่ไม่มีคาถา และพุทธพจน์อื่นที่ไม่
ประกอบด้วยองค์ ๘ พึงทราบว่า เป็นไวยากรณ์. ธรรมบท เถรคาถา
เถรีคาถา และคาถาล้วน ๆ อันไม่มีชื่อว่าสูตรในสุตตนิบาด พึงทราบว่า เป็น
คาถา. พระสูตร ๘๒ สูตร อันปฏิสังยุตด้วยคาถาที่สำเร็จด้วยโสมนัสสญาณ
พึงทราบว่า เป็นอุทาน. พระสูตร ๑๑๐ สูตร ที่เป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า
วุตฺตฺเหต ภควตา (จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสนี้) พึงทราบ
ว่า เป็นอิติวุตตกะ. ชาดก ๕๕๐ ชาดก มีอปัณณกชาดกเป็นต้น พึงทราบว่า
เป็นชาดก. พระสูตรที่ปฏิสังยุตด้วยอัจฉริยอัพภูตธรรมแม้ทั้งหมดที่เป็นไป
โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัพภูตธรรมที่น่าอัศจรรย์ ๔ ประการ
เหล่านี้ มีอยู่ในพระอานนท์ พึงทราบว่า เป็นอัพภูตธรรม. พระสูตรที่มีผู้
ทูลถามแล้ว ได้แล้วได้อีกซึ่งความรู้และความยินดีแม้ทั้งหมดมีจูลเวทัลลสูตร
มหาเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญหสูตร สังขารภาชนียสูตร และมหา-
ปุณณมสูตรเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นเวทัลละ. เมื่อว่าโดยองค์ พระพุทธพจน์
มีองค์ ๙ ด้วยประการฉะนี้.
พระพุทธพจน์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
พระพุทธพจน์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นไฉน ? จริงอยู่
พระพุทธพจน์ทั้งหมดนี้แหละมี ๘๔,๐๐๐ ประเภท ด้วยสามารถแห่งพระธรรม
ขันธ์ที่พระอานนท์รวบรวมแสดงไว้อย่างนี้ว่า
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 59
ธรรมทั้งหลายที่ดำรงอยู่ของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเรียนมาจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐
จากพระภิกษุ ๒,๐๐๐ รวมเป็น ๘๔,๐๐๐
พระธรรมขันธ์.*
บรรดาพุทธพจน์เหล่านั้น พระสูตรมีอนุสนธิหนึ่ง เรียกว่า ธรรมขันธ์
หนึ่ง.พระสูตรใดมีหลายอนุสนธิ ก็นับจำนวนธรรมขันธ์ตามอนุสนธิในพระสูตร
นั้นในการประพันธ์เป็นคาถา การถามปัญหาเป็นธรรมขันธ์หนึ่ง การวิสัชนาก็
เป็นธรรมขันธ์หนึ่ง. ในพระอภิธรรม การจำแนกติกะและทุกะแต่ละหมวด
และการจำแนกวารจิตและอย่างก็เป็นธรรมขันธ์หนึ่ง. ในพระวินัยมีวัตถุ
มาติกา บทภาชนีย์ อาบัติ อนาบัติ อันตราบัติ การกำหนดติกะ ธรรมที่
เป็นอเตกิจฉะที่เป็นสเตกิจฉะ ในวัตถุเป็นต้นเหล่านี้ แต่ละส่วนพึงทราบว่า
เป็นธรรมแต่ละธรรมขันธ์. ว่าโดยพระธรรมขันธ์ พึงทราบว่าเป็นพระธรรม
ขันธ์ ๘๔,๐๐๐ ธรรม ด้วยอาการอย่างนี้.
พระพุทธพจน์ในเวลาทำปฐมสังคีติ
พระพุทธพจน์แม้ทั้งหมดนั้น โดยประการตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ
อันหมู่สงฆ์ผู้มีวสีมีพระมหากัสสปะเป็นประมุข เมื่อจะสังคายนาในเวลาทำ
ปัญจสติกสังคีติ ได้สังคายนากำหนดประเภทชัดลงไปดังนี้ว่า นี้เป็นปฐม-
พุทธจน์ นี้เป็นมัชฌิมพุทธพจน์ นี้เป็นปัจฉิมพุทธพจน์ นี้เป็นวินัยปิฎก นี้
เป็นสุตตันตปิฎก นี้เป็นอภิธรรมปิฎก นี้เป็นทีฆนิกาย ฯลฯ นี้เป็นขุททกนิกาย
เหล่านี้เป็นนวังคสัตถุศาสน์ซึ่งมีสุตตะเป็นต้น เหล่านี้เป็นพระธรรมขันธ์ มี
๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ดังนี้. อนึ่ง พระเถระเหล่านั้นมิได้กำหนดเพียง
ประเภทที่กล่าวนี้เท่านั้น ยังได้กำหนดประเภทสังคหะแม้อื่น ๆ ซึ่งปรากฏอยู่
* ขุ. เถร. ๒๖.๓๙๗/๔๐๕
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 60
ในพระไตรปิฎกทั้ง ๓ มิใช่น้อย มีอาทิเช่น อุทานสังคหะ (หมวดอุทาน)
วรรคสังคหะ เปยยาลสังคหะ นิปาตสังคหะ หมวดนิบาตมีเอกนิบาต ทุกนิบาต
เป็นต้น สังยุตตสังคหะ และปัณณาสสังคหะเป็นต้น สังคายนาแล้วอย่างนี้
สิ้น ๗ เดือน.
ก็ในการอวสานแห่งการสังคายนาพระพุทธพจน์นั้น มหาปฐพีนี้ได้
สั่นสะเทือน เลื่อนลั่น หวั่นไหว มีประการมิใช่น้อยหยั่งลงไปถึงน้ำรองแผ่นดิน
เป็นที่สุด เป็นดุจมีความปราโมทย์อันเกิดขึ้นพร้อมแล้วให้อยู่ซึ่งสาธุการว่า
จงดูศาสนาของพระทศพลนี้ อันพระมหากัสสปเถระการทำให้สามารถเพื่อเป็น
ไปตลอดกาลประมาณ ๕ ,๐๐๐ ปี และได้เกิดมหัศจรรย์ทั้งหลายอเนกประการ.
ว่าโดยเฉพาะอภิธรรม
ก็ในปิฎกนี้ เมื่อพระเถระทั้งหลายสังคายนาพระพุทธพจน์แล้วอย่างนี้
พระอภิธรรมนี้ เมื่อว่าโดยปิฎก เป็นอภิธรรมปิฎก เมื่อว่าโดยนิกาย
เป็นขุททกนิกาย เมื่อว่าโดยองค์ เป็นไวยากรณ์ เมื่อว่าโดยธรรมขันธ์
เป็นธรรมขันธ์ หลายพันธรรมขันธ์ (๒๒,๐๐๐ธรรมขันธ์). บรรดาภิกษุ
ทั้งหลายผู้ทรงพระอภิธรรมนั้น ในกาลก่อนมีภิกษุรูปหนึ่งนั่งอยู่ในที่ประชุม
บริษัท เมื่อจะนำสูตรจากพระอภิธรรมมากล่าว ได้กล่าวธรรมกถาว่า รูปขันธ์
เป็นอัพยากตะ ขันธ์ ๔ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากตะก็มี อายตนะ
๑๐ เป็นอัพยากตะ อายตนะ ๒ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากตะก็มี
ธาตุ ๑๖ เป็นอัพยากตะ ธาตุ ๒ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากตะก็มี
สมุทัยสัจจะเป็นอกุศล มรรคสัจจะเป็นกุศล นิโรธสัจจะเป็นอัพยากตะ ทุกข-
สัจจะเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากตะก็มี อินทรีย์ ๑๐ เป็นอัพยากตะ
โทมนัสสินทรีย์เป็นอกุศล อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์เป็นกุศล อินทรีย์ ๔
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 61
เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากตะก็มี อินทรีย์ ๖ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็น
อัพยากตะก็มี ดังนี้.
ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในที่นั้น ได้ถามพระธรรมกถึกว่า ดูก่อนท่าน
ธรรมกถึก ท่านนำสูตรมายาวเหมือนจะเอามาล้อมเขาสิเนรุ สูตรนี้มีชื่อว่า
อย่างไรเล่า ?
พระธรรมกถึก : ชื่อว่า พระอภิธรรมสูตร ผู้มีอายุ.
ภิกษุนั้น : เพราะเหตุไร จึงนำพระอภิธรรมสูตรมา การนำพระสูตร
อื่นที่เป็นพุทธภาษิตมา ไม่สมควรหรือ
พระธรรมกถึก : พระอภิธรรม ใครภาษิตไว้เล่า ?
ภิกษุนั้น : พระอภิธรรมนี้ ไม่ใช่พุทธภาษิต.
พระธรรมกถึก : ดูก่อนผู้มีอายุ ก็คุณเรียนพระวินัยปิฏกหรือไม่.
ภิกษุนั้น : กระผมไม่ได้เรียนขอรับ.
พระธรรมกถึก : เห็นจะเป็นเพราะคุณไม่ทรงพระวินัย เมื่อไม่รู้จึง
กล่าวอย่างนี้.
ภิกษุนั้น : กระผมเรียนเพียงวินัยเท่านั้นขอรับ.
พระธรรมกถึก : แม้วินัยนั้นก็เรียนเอาไม่ดี คงจักนั่งเรียนหลับอยู่ที่
ท้ายบริษัท หรือว่า เพราะพระอุปัชฌาย์ผู้ให้บุคคลเช่นท่านบรรพชา อุปสมบท
เป็นคนด่วนได้ เพราะเหตุไร ? เพราะแม้วินัยเธอก็เรียนไม่ดี จริงอยู่ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสนี้ในพระวินัยนั้นว่า ภิกษุผู้ไม่ประสงค์จะติเตียน
กล่าวตามเหตุว่า นิมนต์ท่านเรียนพระสูตร เรียนคาถาทั้งหลาย หรือเรียน
พระอภิธรรมไปก่อน ภายหลังจักเรียนพระวินัย *ดังนี้ก็ไม่เป็นอาบัติ ก็แม้คำว่า
ภิกษุขอโอกาสถามปัญหาในพระสูตร แต่ไพล่ถามอภิธรรมหรือวินัย ขอโอกาส
* ๑. วินย. ๒. ๖๘๘/๔๕๔
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 62
ถามปัญหาในพระอภิธรรม แต่ไพล่ถามพระสูตรหรือวินัย ขอโอกาสถามปัญหา
ในพระวินัย แต่ไพล่ถามพระสูตรหรืออภิธรรม ดังนี้ มีประมาณเท่านี้ ท่าน
ก็ย่อมไม่รู้ พระธรรมกถึกนั้น จึงเป็นอันข่มปรวาทีได้ ด้วยถ้อยคำแม้ประมาณ
เท่านี้.
ก็มหาโคสิงคสูตร เป็นสูตรสำคัญกว่าสูตรแม้นี้ เพราะเหตุที่เป็น
พุทธภาษิต จริงอยู่ ในมหาโคสิงคสูตรนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อกราบทูลปัญหาที่ถามและคำวิสัชนากะกันและกัน
เมื่อจะบอกคำวิสัชนาของพระมหาโมคคัลลานเถระ จึงกราบทูลว่า พระมหา-
โมคคัลลานเถระกล่าวว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุสองรูปในพระธรรมวินัยนี้ กล่าว
อภิธรรมกถา เธอทั้งสองนั้นย่อมถามปัญหากันแล้ว ย่อมช่วยกันแก้ ไม่ขัดแย้ง
กัน และธรรมมีกถาของเธอทั้งสองนั้นย่อมเป็นไปได้ดี ท่านสารีบุตร ป่าโค-
สิงคสาลวันพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล* ดังนี้.
พระศาสดาไม่ตรัสว่า ขึ้นชื่อว่า พระผู้ทรงพระอภิธรรมเป็นผู้อยู่
ภายนอกศาสนาของเรา ดังนี้ แต่ทรงยกพระศอขึ้น ดุจพระสุวรรณภิงคาร
(พระเต้าทอง) เมื่อจะยังเนื้อความนั้นให้สมบูรณ์ ด้วยพระโอษฐ์อันมีสิริดัง
พระจันทร์เพ็ญ จึงทรงเปล่งพระสุรเสียงอันก้องกังวานดุจเสียงของพระพรหม
ประทานสาธุการถึงพระมหาโมคคัลลานเถระว่า ดีละ ๆ สารีบุตร ดังนี้ แล้ว
ตรัสว่า ก็โมคคัลลานะเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ ก็พึงพยากรณ์ตามนั้น ดูก่อน
สารีบุตร ด้วยว่าโมคคัลลานะเป็นธรรมกถึก ดังนี้.
ภิกษุผู้ทรงอภิธรรมชื่อว่า พระธรรมกถึก
จริงอยู่ ได้ยินว่า ภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรมเท่านั้น ชื่อว่า พระธรรมกถึก
นอกจากนี้แม้กล่าวธรรม ก็ไม่ใช่เป็นพระธรรมกถึก เพราะเหตุไร เพราะว่า
* ม.มู. ๑๒. ๓๗๔/๔๐๑
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 63
ภิกษุผู้ไม่ทรงพระอภิธรรมเหล่านั้นเมื่อกล่าวธรรม ย่อมกล่าวลำดับกรรม ลำดับ
วิบาก กำหนดรูปอรูป ลำดับธรรมให้สับสน ส่วนภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรมย่อม
ไม่ให้ลำดับธรรมสับสน เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรม จะกล่าวธรรม
หรือมิได้กล่าวก็ตาม แต่ในเวลาที่เธอถูกถามปัญหาแล้วก็จักกล่าวแก้ปัญหานั้น
ได้ พระศาสดาทรงหมายถึงคำนี้ว่า ภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรมนี้เท่านั้น ชื่อว่า
เป็นพระธรรมกถึกอย่างยิ่ง ดังนี้ จึงทรงประทานสาธุการแล้ว ตรัสว่า โมคคัล-
ลานะกล่าวดีแล้ว ดังนี้.
ผู้คัดค้านพระอภิธรรมชื่อว่า ทำลายชินจักร
บุคคลเมื่อคัดค้านพระอภิธรรม ชื่อว่า ย่อมให้การประหารในชินจักรนี้
ย่อมคัดค้านพระสัพพัญญุตญาณ ย่อมหมิ่นเวสารัชชญาณของพระศาสดา ย่อม
ขัดแย้งบริษัทผู้ต้องการฟัง ย่อมผูกเครื่องกั้นอริยมรรค จักปรากฏในเภทกร
วัตถุ ๑๘ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้ควรแก่อุเขปนิยกรรม นิยสกรรม
ตัชชนียกรรม เพราะทำกรรมนั้น จึงควรส่งเธอไปว่า เจ้าจงไป จงเป็นคน
กินเดนเลี้ยงชีพเถิด ดังนี้.
พระอภิธรรมมีนิทานหรือไม่
แม้หากบุคคลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าหากพระอภิธรรมเป็นพุทธภาษิต
ไซร้ แม้นิทานของพระอภิธรรมนั้นก็ควรจัดเป็นพระอภิธรรมด้วย เหมือน
นิทานที่ท่านจัดไว้หลายพันพระสูตร โดยนัยทีอาทิว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ ดังนี้. พึงคัดค้านผู้นั้นว่า นิทานของชาดก
สุตตนิบาต และธรรมบทเป็นต้น เห็นปานนี้ก็ไม่มี ธรรมเหล่านี้ก็ไม่ใช่
พุทธภาษิตกระมัง แล้วพึงบอกแม้ให้ยิ่งกว่านี้ ด้วยอาการอย่างนี้ว่า ดูก่อน
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 64
บัณฑิต ธรรมดาว่า พระอภิธรรมนี้เป็นวิสัยของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย
เท่านั้น ไม่ใช่วิสัยของคนเหล่าอื่น จริงอยู่ การเสด็จหยั่งลงสู่พระครรภ์ของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรากฏแล้ว อภิชาติก็ปรากฏ อภิสัมโพธิก็ปรากฏ
ธรรมจักกัปปวัตตนะก็ปรากฏ ยมกปาฏิหาริย์ก็ปรากฏ การเสด็จไปสู่ที่อยู่ของ
เทวดาก็ปรากฏ ความแสดงธรรมในเทวโลกก็ปรากฏ การเสด็จลงจากเทวโลก
ก็ปรากฏ.
ขึ้นชื่อว่า การขโมยช้างแก้ว หรือม้าแก้วของพระจ้าจักรพรรดิแล้ว
เทียมยานน้อยไป นั่นไม่ใช่ฐานะ มิใช่เหตุ หรือว่า ชื่อว่า การขโมยจักรรัตนะ
แล้วห้อยไว้ที่เกวียนบรรทุกฟางเอาไป ไม่ใช่ฐานะไม่ใช่เหตุที่เป็นไปได้
หรือว่า ชื่อว่าการขโมยมณีรัตนะที่สามารถส่องแสงไกลประมาณโยชน์ใส่
ไว้ในกระเช้าฝ้ายแล้วใช้สอย ก็ไม่ใช่ฐานะไม่ใช่เหตุที่เป็นไปได้ เพราะ
เหตุไร ? เพราะเป็นภัณฑะสมควรแก่พระเจ้าจักรพรรดิ ข้อนี้ฉันใด เพราะ
พระอภิธรรมก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ใช่วิสัยของชนเหล่าอื่น เป็นวิสัยของ
พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้น จริงอยู่ การเสด็จหยั่งลงสู่พระครรภ์
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายปรากฏแล้ว ฯลฯ การเสด็จลงจากเทวโลกก็ปรากฏ
ดูก่อนบัณฑิต ขึ้นชื่อว่ากิจด้วยนิทานของพระอภิธรรมนจึงมิได้มีด้วยประการ
ฉะนี้ เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้ว ปรวาทีก็ไม่อาจเพื่อจะยกอุทาหรณ์อันประกอบ
ด้วยสหธรรมมาโต้ตอบได้.
ว่าด้วยพระอภิธรรมมีนิทาน
ส่วนพระติสสคุตตเถระผู้อยู่ในมัณฑลารามได้นำปเทสวิหารสูตรนี้มา
กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นตรัสรู้
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 65
ครั้งแรก อยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อันใด เราก็อยู่ด้วยปเทสะ คือส่วนแห่ง
ธรรมอันนั้น ดังนี้ เพื่อแสดงว่าพระอภิธรรมนี้ มีมหาโพธิเป็นนิทาน ดังนี้.
จริงอยู่ ชื่อว่า ปเทสะ (ในปเทสสูตร) มี ๑๐ อย่าง คือ ขันธปเทสะ
อายตนปเทสะ ธาตุปเทสะ สัจจปเทสะ อินทรียปเทสะ ปัจจยาการปเทสะ
สติปัฏฐานปเทสะ ฌานปเทสะ นามปเทสะ ธรรมปเทสะ บรรดาปเทสะ
๑๐ เหล่านั้น พึงทราบดังต่อไปนี้.
พระศาสดาทรงแทงตลอดเบญจขันธ์โดยสิ้นเชิง (นิปปเทสะ) ณ
ควงไม้มหาโพธิ์ แล้วทรงประทับอยู่ด้วยเวทนาขันธ์นั้นแหละตลอดไตรมาสนี้
ทรงแทงตลอดอายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ โดยสิ้นเชิง แล้วประทับอยู่ด้วยอำนาจ
เวทนาในธัมมายตนะ และด้วยอำนาจเวทนาในธัมมธาตุนั้นแหละตลอดไตรมาสนี้
นี้ ทรงแทงตลอดสัจจะ ๔ โดยสิ้นเชิง แล้วประทับอยู่ด้วยอำนาจเวทนาใน
ทุกขสัจจะนั่นแหละตลอดไตรมาสนี้ ทรงแทงตลอดอินทรีย์ ๒๒ โดยสิ้นเชิง
แล้วประทับอยู่ด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์ในหมวด ๕ แห่งเวทนาตลอดไตรมาสนี้
ทรงแทงตลอดการหมุนเวียนแห่งปัจจยาการ ๑๒ บท โดยสิ้นเชิงแล้วประทับ
อยู่ด้วยเวทนาอันมีผัสสะเป็นปัจจัยตลอดไตรมาสนี้ ทรงแทงตลอดสติปัฏฐาน ๔
โดยสิ้นเชิงแล้วประทับอยู่ด้วยสามารถแห่งเวทนาสติปัฏฐานตลอดไตรมาสนี้
ทรงแทงตลอดฌาน ๔ ด้วยสามารถแห่งเวทนาในองค์ฌานนั่นแหละตลอด
ไตรมาสนี้ ทรงแทงตลอดนามโดยสิ้นเชิงแล้วประทับอยู่ด้วยสามารถแห่ง
เวทนาในนามนั้นนั่นแหละตลอดไตรมาสนี้ ทรงแทงตลอดธรรมทั้งหลายโดย
สิ้นเชิงแล้วประทับอยู่ด้วยสามารถแห่งเวทนาติกะนั่นแหละตลอดธรรมทั้งหลายโดย
พระเถระกล่าวนิทานแห่งพระอภิธรรม ด้วยสามารถแห่งปเทสวิหารสูตรไว้
อย่างนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 66
ฝ่ายพระสุธรรมเทวเถระผู้อยู่ในคามวาสี เมื่อจะเปลี่ยนแปลงธรรมที่
ภายใต้โลหปราสาท กล่าวไว้ว่า ปรวาทีบุคคลนี้ เป็นเหมือนประคองแขนทั้ง
สองคร่ำครวญอยู่ในป่า และสร้างคดีที่ไม่มีพยาน จึงไม่ทราบแม้พระอภิธรรม
ว่ามีนิทาน แล้วกล่าวอย่างนี้อีกว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่
บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ควงไม้ปาริชาต สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในครั้งนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอภิธรรมกถาแก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า กุสลา ธมฺมา
อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา เป็นต้น. ส่วนในพระสูตรอื่น ๆ ก็มี
นิทานอย่างเดียวกันนั่นแหละ.
พระอภิธรรมมีนิทาน ๒ อย่าง
ในพระอภิธรรมมีนิทาน ๒ อย่าง คือ อธิคมนิทาน และเทศนา-
นิทาน. บรรดานิทานทั้ง ๒ นั้น อธิคมนิทาน พึงทราบตั้งแต่พระทศพล
พระนามว่า ทีปังกร จนถึงมหาโพธิบัลลังก์ เทศนานิทาน พึงทราบจนถึง
การประกาศพระธรรมจักร. เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในนิทานของพระอภิธรรม
อันสมบูรณ์ด้วยนิทานทั้ง ๒ อย่างนี้บัณฑิตพึงทราบการตั้งปัญหาดังต่อไปนี้ก่อน.
ถามว่า พระอภิธรรมนี้ ให้เจริญมาด้วยอะไร ? ให้งอกงามไว้ใน
ที่ไหน ? บรรลุแล้วในที่ไหน ? บรรลุแล้วในกาลไร ? ใครบรรลุ ? วิจัย
แล้วในที่ไหน ? วิจัยแล้วในกาลไร ? ใครวิจัยแล้ว ? แสดงในที่ไหน ?
แสดงแล้วเพื่อประโยชน์แก่ใคร ? แสดงแล้วเพื่ออะไร ? พวกใครรับไว้ ?
พวกไหนกำลังศึกษา ? พวกไหนศึกษาแล้ว? พวกไหนย่อมทรงจำไว้ ?
เป็นคำของใคร ? ใครนำมา ดังนี้.
ในปัญหานั้น มีวิสัชนาดังนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 67
คำถามว่า พระอภิธรรมนี้ ให้เจริญมาด้วยอะไร มีคำตอบว่า ให้เจริญ
มาด้วยศรัทธามุ่งไปสู่ปัญญาเครื่องตรัสรู้. คำถามที่ว่า ให้งอกงามไว้ในที่ไหน ?
มีคำตอบว่า ให้งอกงามในชาดก ๕๕๐. คำถามที่ว่า บรรลุแล้วในที่ไหน ?
มีคำตอบว่า ที่ควงไม้โพธิ์. คำถามที่ว่า บรรลุในกาลไร มีคำตอบว่า ใน
วันเพ็ญเดือนหก. คำถามว่า ใครบรรลุ มีคำตอบว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า.
คำถามว่า วิจัยที่ไหน ตอบว่า ที่ควงไม้โพธิ์. คำถามว่า วิจัยแล้วในกาลไร
ตอบว่า ในเวลาตลอด ๗ วัน ณ เรือนแก้ว. คำถามว่า ใครวิจัย ตอบว่า
พระสัพพัญญูพุทธเจ้า. คำถามว่า แสดงที่ไหน ตอบว่า ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
คำถามว่า แสดงแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ใคร ตอบว่า แก่เทวดาทั้งหลาย. คำถาม
ว่า แสดงแล้ว เพื่ออะไร ตอบว่า เพื่อออกไปจากโอฆะ ๔. คำถามว่า ใคร
รับไว้ ตอบว่า พวกเทพ. คำถามว่า ใครกำลังศึกษา ตอบว่า พระเสขะ
และกัลยาณปุถุชน. คำถามว่า ใครศึกษาแล้ว ตอบว่า พระอรหันต์ขีณาสพ.
คำถามว่า ใครทรงไว้ ตอบว่า เป็นไปแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นย่อมทรงจำไว้.
คำถามว่า เป็นถ้อยคำของใคร ตอบว่า เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค-
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. คำถามว่า ใครเป็นผู้นำมา ตอบว่า อันอาจารย์
นำสืบต่อกันมา.
จริงอยู่ พระอภิธรรมนี้ อันพระเถระทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ
พระสารีบุตรเถระ พระภัททชิ พระโสภิต พระปิยชาลี พระปิยปาละ พระ
ปิยทัสสี พระโกสิยบุตร พระสิคควะ พระสันเทหะ พระโมคคลิบุตร พระ
ติสสทัตตะ พระธัมมิยะ พระทาสกะ พระโสนกะ พระเรวตะเป็นผู้นำมาจน
ถึงกาลแห่งตติยสังคีติ ต่อจากนั้น ศิษยานุศิษย์ของพระเถระเหล่านั้นนั่นแหละ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 68
นำมาแล้วโดยสืบต่อกันมาตามอาจารย์ ในชมพูทวีปอย่างนี้ด้วยอาการอย่างนี้
ก่อน.
ส่วนพระอภิธรรมที่พระมหานาคเหล่านั้นนำมาสู่เกาะนี้ ตามที่พระ-
โบราณาจารย์ประพันธ์เป็นคาถาไว้ว่า
ในกาลนั้น พระเถระผู้ประเสริฐ มี
ปัญญามาเหล่านี้ คือ พระมหินทเถระ ๑
พระอิฎฏิยเถระ ๑ พระอุตติยเถระ ๑ พระ
สัมพลเถระ ๑ พระเถระผู้เป็นบัณฑิต ชื่อว่า
ภัททะ ๑ มาในเกาะสิงหลนี้ จากชมพูทวีป.
ต่อจากนั้น พระอภิธรรมนั้น อันอาจารย์อื่น ๆ กล่าวคือศิษยานุศิษย์
ของพระเถระเหล่านั้นนั่นแหละนำมาจนถึงกาลปัจจุบันนี้ ก็กล่าวถึงอธิคมนิทาน
อันใดนั้น จำเดิมแด่พระทศพลพระนามว่า ทีปังกร จนถึงมหาโพธิบัลลังก์
และกล่าวถึงเทศนานิทานจนถึงทรงประกาศพระธรรมจักร ของพระอภิธรรม
นั้นอันพระมหานาคทั้งหลายนำมาแล้วอย่างนี้ และเพื่อความแจ่มแจ้งแห่ง
อธิคมนิทานนั้น พึงทราบอนุปุพพิกถา ดังต่อไปนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 69
อธิคมนิทาน
ว่าด้วยเรื่องสุเมธดาบส
ได้ยินว่า ในที่สุดแห่งสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปถอยไปแต่ภัทรกัปนี้
มีพระนคร ชื่อว่า อมรวดี พราหมณ์ ชื่อว่า สุเมธะ เป็นผู้เกิดดีแล้วทั้งสองฝ่าย
คือเป็นผู้ถือกำเนิดบริสุทธิ์ดีแล้วจากมารดาและบิดา เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่ดูหมิ่น
ไม่รังเกียจ ด้วยการกล่าวถึงชาติตระกูล จนถึง ๗ ชั่วตระกูล เป็นผู้มีรูปงาม
น่าดู นำมาซึ่งความเลื่อมใส ประกอบด้วยวรรณะและทรวดทรงงดงาม อาศัย
อยู่ในพระนครอมรวดีนั้น. พราหมณ์สุเมธะนั้นมิได้ทำการงานอื่น นอกจาก
เรียนศิลปะของพราหมณ์เท่านั้น. ในเวลาที่เขายังเป็นเด็กนั่นแหละ. มารดา
บิดาได้ทำกาละเสียแล้ว. ครั้งนั้น อำมาตย์ชื่อว่า ราสิวัฒกะ ได้นำบัญชีทรัพย์สิน
มาเปิดห้องอันเต็มไปด้วยทองคำ เงิน แก้ว มณี และแก้วมุกดาเป็นต้น แล้ว
บอกทรัพย์จนถึงชั่ว ๗ ตระกูลว่า ดูก่อนกุมาร ทรัพย์เป็นของมีอยู่แห่ง
มารดาของท่านมีประมาณเท่านี้ ทรัพย์อันเป็นของมีอยู่แห่งบิดา ปู่ ย่า ของ
ท่านมีประมาณเท่านี้ เป็นต้นแล้วกล่าวว่า ท่านจงใช้สอยทรัพย์นั้น ดังนี้.
สุเมธบัณฑิต คิดว่า ปิยชนทั้งหลายของเรามีบิดาและปู่เป็นต้น
รวบรวมทรัพย์นี้ไว้แล้วพากันไปปรโลก มิได้ถือเอาแม้กหาปณะหนึ่งไป ส่วน
เราจะทำเหตุที่ให้ถือเอาไปได้จึงจะสมควร ดังนี้ จึงกราบทูลแด่พระราชา
แล้วให้ตีกลองประกาศในพระนคร ให้ทานแก่มหาชนแล้ว บวชเป็นดาบส.
บัณฑิตพึงกล่าวกถาว่าด้วยสุเมธดาบสไว้ที่นี้.
จริงอยู่ เรื่องสุเมธดาบสนี้ ท่านกล่าวไว้ในพุทธวงศ์ (ทีปังกรกถา
ที่หนึ่ง) ว่า
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 70
ในสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป มีพระ-
นคร ชื่อว่าอมรวดี เป็นนครน่าชม น่ารื่นรมย์
ประกอบด้วยข้าวน้ำสมบูรณ์ ไม่ว่างเว้นจาก
เสียง ๑๐ ประการ คือ เสียงช้าง เสียงม้า
เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงรถ เสียงพิณ
เสียงตะโพน เสียงกังสดาล เสียงบัณเฑาะว์
เสียงเรียกมาบริโภคข้าวน้ำว่า พวกท่าน
จงกิน จงดื่มเถิด เมืองนั้นถึงพร้อมด้วยคุณ
ลักษณะทั้งปวง เข้าถึงความใคร่ พอใจ
ทุกอย่าง สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ
ขวักไขว่ไปด้วยชนต่าง ๆ เป็นเมืองที่สำเร็จ
แล้วดังเทพนครเป็นที่อยู่ของผู้มีบุญทั้งหลาย
เราเป็นพราหมณ์ นามว่า สุเมธ ในนคร
อมรวดี สั่งสมทรัพย์ไว้หลายโกฏิ มีสมบัติ
มากมาย เป็นผู้คงแก่เรียน เป็นผู้ทรงมนต์
เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งไตรเพท เป็นผู้สำเร็จวิชา
ทายลักษณะ และคัมภีร์อิติหาสอันสมบูรณ์
ในครั้งนั้น เรานั่งอยู่ในที่ลับได้คิดอย่างนี้ว่า
ขึ้นชื่อว่าการเกิดในภพใหม่เป็นทุกข์
การแตกทำลายของร่างกายก็เป็นทุกข์ การ
ตายด้วยความหลงก็เป็นทุกข์ การถูกชรา
ย่ำยีก็เป็นทุกข์.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 71
ก็ในกาลนั้น เรามีความเกิดเป็น
ธรรมดา มีความชราเป็นธรรมดา มีความ
เจ็บไข้เป็นธรรมดา จักแสวงหาพระนิพพาน
อันไม่แก่ไม่ตาย อันเป็นแดนเกษม ไฉนหนอ
เราพึงเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในชีวิต ไม่ต้อง
การ พึงละกายเปื่อยเน่านี้ อันเต็มไปด้วย
ซากศพต่าง ๆ ไป ทางนั้นอันใคร ๆ ไม่พึง
อาจดำเนินไปได้เพราะไม่มีเหตุหรือ ทางนั้น
เพื่อความหลุดพ้นจากภพ.
เมื่อมีความเจริญ ความเสื่อมก็จำ
ต้องปรารถนา เปรียบเหมือนเมื่อมีความ
ทุกข์ แม้ชื่อว่าความสุขก็ย่อมมี ฉะนั้น.
เมื่อไฟ ๓ กองมีอยู่ นิพพาน (ความ
ดับไฟ) ก็จำต้องปรารถนา เปรียบเหมือน
เมื่อมีความร้อน ชื่อว่าความเย็นก็ย่อมมี
ฉะนั้น.
ความเกิดมีอยู่ ก็จำต้องปรารถนา
ความไม่เกิด เปรียบเหมือนเมื่อมีความชั่ว
แม้ความดีก็ย่อมมี ฉะนั้น.
เมื่อสระน้ำอมฤตอันเป็นสถานที่
ชำระกิเลสมีอยู่ แต่บุคคลนั้นไม่แสวงหา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 72
สระนั้น นั่นมิใช่เป็นความผิดของสระอมฤต
นั้น เปรียบเหมือนบุรุษตกหลุมคูถ เห็นสระ
มีน้ำเต็มแล้วไม่ไปหาสระ จะไปโทษสระ
นั้นไม่ได้ ฉะนั้น.
บุคคลผู้ถูกกิเลสกลุ้มรุมแล้ว เมื่อ
หนทางอันปลอดภัยมีอยู่ แต่ไม่แสวงหา
ทางนั้น นั่นมิใช่ความผิดของทางนั้น
เปรียบเหมือนบุรุษถูกข้าศึกล้อมไว้ เมื่อทาง
สำหรับจะหนีไปมีอยู่ แต่ไม่หนีไปจะโทษ
ทางนั้นไม่ได้ ฉะนั้น.
บุคคลมีทุกข์ ถูกพยาธิคือกิเลส
เบียดเบียนรอบด้าน ไม่แสวงหาอาจารย์
นั่นมิใช่ความผิดของอาจารย์ เปรียบเหมือน
บุรุษผู้ป่วยไข้ เมื่อหมอมีอยู่ แต่ไม่ให้รักษา
เยียวยา จะโทษหมอนั้นไม่ได้ ฉะนั้น.
เราพึงเป็นผู้ไม่อาลัย ไม่ต้องการ
พึงละทิ้งกายอันเปื่อยเน่า อันสะสมซึ่งซาก-
ศพต่าง ๆ นี้ไปเถิด เปรียบเหมือนบุรุษแก้
ห่อซากศพผูกไว้ที่คออันน่ารังเกียจไป ก็จะ
พึงมีความสุข มีเสรี มีอำนาจ ตามลำพัง
ตนเอง ฉะนั้น.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 73
เราจักทิ้งกายนี้ อันเต็มด้วยซากศพ
ต่าง ๆ ไป ดุจถ่ายอุจจาระไว้ในส้วม เปรียบ
เหมือนบุรุษและสตรีถ่ายมูตรคูถไว้ในที่ถ่าย
แล้วไป ไม่อาลัย ไม่ต้องการ ฉะนั้น.
เราจักละกายนี้ซึ่งมี ๙ ช่อง มีปฏิกูล
ไหลออกเป็นนิตย์ไป ดุจเจ้าของเรือทิ้งเรือ
เก่าคร่ำคร่า เปรียบเหมือนเจ้าของเรือทิ้งเรือ
ที่ทรุดโทรม หักพัง ที่รั่วไป ไม่อาลัย ไม่
ต้องการ ฉะนั้น.
เราจักละกายนี้ อันเป็นดังมหาโจร
ไป เพราะกลัวแต่การทำลายตระกูล เปรียบ
เหมือนบุรุษเดินมากับพวกโจรแล้วทิ้งพวก
โจรไป เพราะเห็นภัยคือการทำลายสิ่งของ
ฉะนั้นเถิด.
ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว จึงให้ทรัพย์
หลายร้อยโกฏิแก่ชนทั้งหลาย ทั้งที่มีที่พึ่ง
และไม่มีที่พึ่งแล้วเข้าไปสู่หิมวันต์ ในที่ไม่
ไกลหิมวันต์มีภูเขา ชื่อว่า ธารมิกบรรพต
เราสร้างอาศรมไว้ดีแล้ว บรรณศาลาก็มุงบัง
ไว้ดีแล้ว เราสร้างที่จงกรมปราศจากโทษ
๕ ประการ ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ
อันเป็นที่นำมาซึ่งกำลังแห่งอภิญญา เราละ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 74
ผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ ๑๒ ประการ
ในที่นั้นนุ่ง ห่ม ผ้าคากรองอันประกอบด้วย
คุณ ๑๒ ประการ เราละบรรณศาลาอัน
เกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าอาศัย
โคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ
เราละข้าวเปลือกที่เขาหว่านปลูกไว้ ถือเอา
ผลไม้ที่หล่นตามแต่จะได้ ซึ่งประกอบด้วย
คุณเป็นอเนกประการ เราได้ตั้งความเพียร
ในการนั่ง การยืน และการจงกรมภายใน
สัปดาห์ ก็บรรลุถึงกำลังแห่งการอภิญญา ดังนี้.
บรรดาคาถาเหล่านั้น พระบาลีว่า อสฺสโม สุกโต มยฺห ปณฺณสาลา
สุมาปิตา (แปลว่า เราสร้างอาศรมไว้ดีแล้ว บรรณศาลาเราก็มุงบังไว้ดีแล้ว) นี้
ความว่า สุเมธบัณฑิตผู้ออกไป ด้วยคิดว่า เราจักบวช ดังนี้ ท่านกล่าวไว้
เหมือนอาศรม บรรณศาลา และที่จงกรมนั้น ท่านสร้างด้วยมือของตนเอง.
แต่ในพระบาลีนั้น พึงทราบเนื้อความดังนี้ว่า
ก็พระมหาสัตว์หยั่งลงสู่หิมวันต์แล้ว คิดว่า วันนี้เราจักเข้าไปสู่บรรพต
ชื่อว่า ธรรมิก ดังนี้. ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทรงทอดพระเนตรเห็น
สุเมธบัณฑิตผู้ออกไปด้วยคิดว่า เราจักบวช ดังนี้ จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตร
มาตรัสสั่งว่า สุเมธบัณฑิตนี้ออกไปแล้วด้วยคิดว่า เราจักบวช ดังนี้ ดูก่อนพ่อ
พ่อจงไปสร้างที่สำหรับอยู่แก่พระมหาสัตว์เถิด วิสสุกรรมเทพบุตรนั้น รับคำ
ของท้าวเธอแล้วก็ไปนิรมิตอาศรมบทอันน่ารื่นรมย์ บรรณศาลาอันคุ้มครอง
ดีแล้ว และที่จงกรมอันเป็นที่พอใจ.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 75
ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายเอาอาศรมบทนั้นอันสำเร็จด้วย
บุญญานุภาพของตน ในกาลนั้น จึงตรัสว่า
ดูก่อนสารีบุตร อาศรมเราสร้างไว้
ดีแล้ว บรรณศาลาเราก็สร้างไว้ดีแล้ว ใกล้
ธรรมิกบรรพตนั้น เราสร้างที่จงกรมซึ่งเว้น
จากโทษ ๑๕ อย่าง ไว้ที่อาศรมบทนั้น.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า สุกโต มยฺห แปลว่า เราสร้างไว้ดีแล้ว.
คำว่า ปณฺณสาลา สุมาปิตา ความว่า แม้ศาลาที่มุงด้วยใบไม้ก็ได้ชื่อว่า
เป็นศาลาอันเราสร้างดีแล้ว
ว่าด้วยที่จงกรมมีโทษ ๕ อย่าง
คำว่า ปญฺจโทสวิวชฺชิต (เว้นจากโทษ ๕ อย่าง) ความว่า ขึ้น
ชื่อว่า โทษแห่งที่จงกรมเหล่านั้นมี ๕ อย่าง คือ
๑. เป็นที่แข็งและขรุขระ (ถทฺธวิสมตา)
๒. มีต้นไม้ภายใน (อนฺโตรุกฺขตา)
๓. เป็นที่ปกปิดด้วยชัฏ (คหนจฺฉนฺนตา)
๔. ที่แคบเกินไป (อติสมฺพาธนตา)
๕. ที่กว้างเกินไป (อติสาลตา).
จริงอยู่ ที่จงกรมที่มีภูมิภาคแข็งขรุขระ เท้าทั้งสองของผู้จงกรมย่อม
เจ็บ เท้าย่อมบวม จิตย่อมไม่ได้เอกัคคตา กรรมฐานย่อมวิบัติ. แต่ในพื้นที่
อ่อนสม่ำเสมอกัน โยคีอาศัยที่อาศัยอยู่อันผาสุกแล้ว ก็ทำกรรมฐานให้สมบูรณ์
ได้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบที่จงกรม เพราะเป็นภูมิภาคแข็งและขรุขระ
ว่าเป็นโทษที่หนึ่ง. เมื่อต้นไม้มีอยู่ภายในที่จงกรม หรือมีอยู่ในท่ามกลาง หรือ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 76
ในที่สุดแห่งที่จงกรม ผู้จงกรมอาศัยความประมาทแล้ว ย่อมกระทบกับหน้าผาก
หรือศีรษะ เพราะฉะนั้น ความที่ที่จงกรมมีต้นไม้ภายใน พึงทราบว่าเป็นโทษ
ที่สอง. เมื่อจงกรมในที่จงกรมอันรกด้วยชัฏมีหญ้าและเครือไม้เถาเป็นต้น ย่อม
เหยียบสัตว์มีงูเป็นต้น ในเวลามืดให้ตาย หรือถูกสัตว์มีงูเป็นต้นขบกัดเอา
เพราะฉะนั้น ความที่ที่จงกรมปกคลุมด้วยชัฏ พึงทราบว่าเป็นโทษที่สาม. เมื่อ
เดินจงกรมในที่จงกรมแคบเกินไป โดยกว้างหนึ่งศอก หรือครึ่งศอก เล็บก็ดี
นิ้วเท้าก็ดี ย่อมแตก เพราะลื่นไปในที่จำกัด เพราะฉะนั้น ความที่ที่จงกรม
แคบเกินไป พึงทราบว่าเป็นโทษที่สี่. เมื่อจงกรมในที่จงกรมกว้างเกินไป
จิตย่อมพล่าน ย่อมไม่ได้เอกัคคตา เพราะฉะนั้น ความที่ที่จงกรมกว้างเกินไป
พึงทราบว่าเป็นโทษที่ ห้า.
ว่าด้วยที่จงกรมอันไม่มีโทษ
ก็ที่จงกรมขนาดเล็ก (อนุจงฺกม) โดยส่วนกว้างหนึ่งศอกหนึ่งคืบ
ที่ข้างทั้งสองประมาณหนึ่งศอก ด้านยาวประมาณ ๖๐ ศอก มีพื้นอ่อนเกลี่ยทราย
ไว้เรียบเหมาะสม เพราะฉะนั้น ที่นั้นเช่นนั้น ได้เป็นเหมือนที่จงกรมของ
พระมหามหินทเถระผู้ยังความเลื่อมใสให้เกิดแก่ชาวเกาะในเจติยคีรี ด้วยเหตุนั้น
สุเมธบัณฑิต จึงกล่าวว่า เราสร้างที่งกรมเว้นโทษ ๕ อย่าง ที่อาศรมบทนั้น
ดังนี้.
ความสุขของสมณะ ๘ อย่าง
คำว่า อฏฺคุณสมูเปต (ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ) ได้แก่
ประกอบด้วยความสุขของสมณะ ๘ อย่าง ธรรมดาว่า ความสุขของสมณะมี ๘ คือ
๑. ความไม่หวงแหนวัตถุทั้งหลายมีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น
๒. ความเป็นผู้แสวงหาบิณฑบาตปราศจากโทษ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 77
๓. ความเป็นผู้ฉันบิณฑบาตอันสงบ
๔. เมื่อราชกุลบีบคั้นชาวแว่นแคว้นยึดทรัพย์ที่มีสาระ หรือทาส
ชายหญิงและกหาปณะเป็นต้นอยู่ ความเป็นผู้ไม่ต้องเศร้าหมองเพราะการ
บีบคั้นชาวแว่นแคว้น
๕. ความไม่มีฉันทราคะในเครื่องใช้ทั้งหลาย
๖. ความปราศจากภัยในการถูกโจรปล้น
๗. ความไม่คลุกคลีด้วยพระราชา และมหาอำมาตย์ของพระราชา
๘. ความไม่กระทบกระทั่งในทิศทั้ง ๔.
คำนี้มีอธิบายว่า ชนผู้อยู่ในอาศรมนั้น อาจเพื่อประสบความสุขของ
สมณะ ๘ อย่างเหล่านั้น ฉันใด เราสร้างอาศรมนั้นประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ
ฉันนั้น.
คำว่า อภิญฺาพลมาหรึ (นำมาซึ่งกำลังแห่งอภิญญา) ความว่า
เราอยู่ในอาศรมบทนั้นกระทำกสิณบริกรรม เริ่มวิปัสสนาโดยความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เพื่อต้องการให้อภิญญาทั้งหลายและสมาบัติทั้งหลายเกิดขึ้น แล้วนำ
วิปัสสนาพละอันมีกำลังมา อธิบายว่า ข้าพเจ้าอยู่ในที่นั้น ย่อมอาจเพื่อนำ
กำลังนั้นมาได้ ฉันใด ข้าพเจ้าสร้างอาศรมอันสมควรแก่วิปัสสนาพละนั้น เพื่อ
ต้องการอภิญญานั้น ฉันนั้น.
ว่าด้วยวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตอาศรมบทเป็นต้น
ในบาทแห่งคาถาว่า สาฏก ปชหึ ตตฺถ นวโทสมุปาคต (เรา
ละผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ ๙ อย่างในที่นั้น) แห่งคาถาว่า สาฏก ปชหึ
ตตฺถ ฯ เป ฯ ทฺวาทสคุณมุปาคต ดังนี้ พึงทราบอนุปุพพิกถา ดังต่อไปนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 78
ได้ยินว่า เมื่อวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตสิ่งทั้งปวงที่เป็นเครื่องใช้สอย
ของพวกบรรพชิตอย่างนี้ คือ นิรมิตอาศรมอันประดับด้วยกุฎีที่เร้นที่จงกรม
เป็นต้น อันดารดาษไปด้วยต้นไม้มีดอกและผล อันเป็นที่รื่นรมย์ใจ มีสระ-
น้ำใสสะอาดปราศจากพาลมฤคและเสียงสกุณชาติที่น่ากลัว สมควรแก่ความ
สงบสงัด จัดแจงแผ่นกระดานสำหรับยึดในที่สุดทั้งสองของจงกรมอันประดับ
แล้ว นิรมิตแผ่นศิลามีพื้นเสมอกัน มีสีดังถั่วเขียวไว้ในท่ามกลางแห่งที่จงกรม
เพื่อประโยชน์แก่การนั่ง นิรมิตบริขารของดาบสมีชฎา มณฑล ผ้าคากรอง
ไม้สามขา และเต้าน้ำเป็นต้นไว้ภายในบรรณศาลา นิรมิตหม้อน้ำสำหรับดื่ม
สังข์ตักน้ำดื่ม และขันตักน้ำไว้ในมณฑป นิรมิตกระเบื้องถ่านเพลิง และฟืน
เป็นต้นไว้ในโรงไฟ แล้วจารึกอักษรไว้ที่ฝาบรรณศาลาว่า ใคร ๆ ผู้ต้องการ
บวช จงถือเอาบริขารเหล่านี้บวชเถิด ดังนี้ แล้วไปสู่เทวโลกตามเดิม.
สุเมธบัณฑิต เลือกหาที่อันเป็นผาสุกอันสมควรแก่ที่อยู่ของตนตาม
แนวแห่งซอกเขาที่ชายป่าหิมวันต์ เห็นอาศรมบทอันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิต
ไว้ซึ่งท้าวสักกะประทานให้ อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ที่คุ้งแม่น้ำ แล้วจึงไปในที่สุด
แห่งที่จงกรมไม่เห็นรอยเท้า จึงคิดว่า บรรพชิตผู้อยู่ประจำไปแสวงหาภิกษา
ในหมู่บ้านใกล้ ๆ จักเป็นผู้มีร่างกายเหน็ดเหนื่อยแล้วกลับมาเข้าไปสู่บรรณศาลา
ดังนี้ เราคอยสักหน่อยหนึ่ง เห็นว่าชักช้ามาก จึงเปิดประตูบรรณศาลา ด้วย
คิดว่า เราจักรู้ แล้วเข้าไปภายในแลดูข้างนี้ข้างโน้นแล้ว อ่านอักษรทั้งหลายที่
ฝาใหญ่แล้วคิดว่า บริขารเหล่านี้สมควรแก่เรา เราจักถือเอาบริขารเหล่านั้นบวช
ดังนี้ จึงละคู่ผ้าสาฎกที่ตนนุ่งและห่มเสีย ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า สาฏก ปชหึ ตตฺถ เป็นต้น (เราละผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ
๙ อย่างในที่นั้น ) อธิบายว่า ดูก่อนสารีบุตร เราเข้าไปด้วยอาการอย่างนี้
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 79
แล้วละผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ ๙ อย่างที่บรรณศาลานั้น ท่านแสดงไว้ว่า
สุเมธบัณฑิตนั้น เมื่อละผ้าสาฎกได้เห็นโทษ ๙ อย่างจึงละ.
ว่าด้วยผ้าสาฎกมีโทษ ๙ อย่าง
จริงอยู่ โทษ ๙ อย่าง ย่อมปรากฏแก่บรรพชิตผู้บวชเป็นดาบส คือ
๑. ผ้านั้นมีค่ามาก ๒. ผ้าที่มีผู้อื่นหวงแหน ๓. ผ้าที่ใช้แล้วเปื้อนง่ายเพราะ
เปื้อนแล้วต้องซักต้องย้อม ๔. ผ้าคร่ำคร่าแล้วด้วยการใช้ เพราะว่าเมื่อขาด
แล้วต้องชุนต้องปะ ๕. ผ้าใหม่ที่หาได้ยากเพราะต้องแสวงหา ๖. ผ้าที่ไม่
สมควรแก่การบวชเป็นฤาษี ๗. ผ้าที่มีทั่วไปแก่เหล่าข้าศึก เพราะต้องคุ้มครอง
รักษา ๘. ผ้าที่เป็นเครื่องประดับของผู้ใช้สอย ๙. ผ้าที่มีผู้ต้องการมากเป็น
ของใช้ประจำตัวสำหรับเที่ยวไป.
ผ้าคากรองมีอานิสงส์ ๑๒ อย่าง
คำว่า วากจิร นิวาเสสึ (นุ่งห่มผ้าคากรอง) ความว่า ดูก่อนสารีบุตร
ในกาลนั้น เราเห็นโทษ ๙ อย่างเหล่านั้น จึงละผ้าสาฎกแล้วนุ่งผ้าคากรอง คือ
ถือเอาผ้าคากรองที่บุคคลฉีกหญ้ามุงกระต่ายเป็นริ้ว ๆ แล้วทอ เพื่อสำหรับ
นุ่งห่ม. คำว่า ทฺวาทสคุณมุปาคต (ประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ) ความว่า
ประกอบด้วยอานิสงส์ ๑๒ ประการ. จริงอยู่ ผ้าคากรองมีอานิสงส์ ๑๒ อย่าง
คือ
เป็นผ้ามีค่าน้อยดี เป็นของควร นี้
เป็นอานิสงส์ข้อแรกก่อน สามารถเพื่อทำ
ได้ด้วยมือของตน นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒
ใช้แล้วค่อย ๆ เปื้อน แม้ซักก็ไม่ชักช้า นี้
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 80
เป็นอานิสงส์ที่ ๓ แม้เก่าเพราะการใช้สอย
ก็ไม่ต้องเย็บ นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๕ เมื่อแสวง
หาอีกก็ทำได้ง่าย นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕
สมควรแก่การบวชเป็นดาบส นี้เป็นอานิสงส์
ข้อที่ ๖ พวกข้าศึกไม่ใช้ นี้เป็นอานิสงส์
ข้อที่ ๗ ไม่ใช่เป็นเครื่องประดับของผู้ใช้
นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๘ เป็นของเบาในเวลา
ครอง นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๙ เป็นของผู้มี
ความปรารถนาน้อยในจีวรเป็นปัจจัย นี้เป็น
อานิสงส์ข้อที่ ๑๐ ความไม่มีโทษของผู้ทรง
ธรรม เพราะเกิดแต่เปลือกไม้ นี้เป็นอานิสงส์
ข้อที่ ๑๑ แม้เมื่อผ้าคากรองพินาศไปก็ไม่อา-
ลัย นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑๒.
บทคาถาว่า อฏฺโทสสมากิณฺณ ปชห ปณฺณสาลก แห่งคาถาว่า
อฏฺโทสสมากิณฺณ ปชหึ ปณฺณสาลก
อุปาคมึ รุกฺขมูล คุเณหิ ทสหุปาคต ดังนี้
ถามว่า สุเมธบัณฑิต ละผ้านั้นได้อย่างไร ?
ตอบว่า นัยว่า สุเมธบัณฑิตนั้นเมื่อจะเปลื้องผ้าสาฎกทั้งคู่นั้น ถือเอา
ผ้าคากรองที่ย้อมแล้ว เช่นกับพวงดอกอังกาบ ซึ่งพาดอยู่ที่ราวจีวร นุ่งแล้ว
ก็ห่มผ้าคากรองมีสีเหมือนสีทองคำอีกผืนหนึ่งทับผ้านุ่งนั้น แล้วทำหนังเสือ
เหลืองมีกีบเท้าเช่นกับสัณฐานดอกบุนนาค ให้เป็นผ้าอยู่บนบ่าข้างหนึ่ง แล้ว
สวมใส่มณฑลชฎา สอดหมุดแข็งกับมวยผม เพื่อต้องการทำให้ไม่หวั่นไหว
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 81
แล้วตั้งเต้าน้ำมีสีดังแก้วประพาฬไว้ในสาแหรกเช่นกับข่ายแก้วมุกดา แล้วถือ
เอาไม้คานอันคดในที่สามแห่ง แล้วคล้องเต้าน้ำไว้ที่ปลายไม้คานข้างหนึ่ง
คล้องไม้ขอกระเช้าและไม้สามขาเป็นต้นไว้ที่ปลายไม้คานข้างหนึ่ง แล้วหาบ
เครื่องบริขารขึ้นบ่า ถือไม้เท้าคนแก่ด้วยมือข้างขวา ออกจากบรรณศาลา
จงกรมไปมาในที่จงกรมใหญ่ยาวประมาณ ๖๐ ศอก แลดูเพศของตนแล้วเกิด
ความอุตสาหะขึ้นว่า มโนรถของเราถึงที่สุดแล้ว บรรพชาของเรางามหนอ
ก็ชื่อว่าบรรพชานี้ วีรบุรุษทั้งปวงมีพระพุทธเจ้าและปัจเจกพุทธะสรรเสริญแล้ว
ชมเชยแล้ว เครื่องผูกของคฤหัสถ์เราละได้แล้ว เราออกบวชแล้ว เราได้
บรรพชาอันสูงสุดแล้ว เราจักทำสมณธรรม เราจักได้ความสุขในมรรคและผล
ดังนี้ ยกหาบบริขารลงแล้ว นั่งลงที่แผ่นศิลามีสีดังถั่วเขียว ณ ท่ามกลางที่
จงกรม เหมือนรูปปฏิมาทองคำ ยังส่วนแห่งวันให้ล่วงไปแล้วเข้าไปสู่บรรณ-
ศาลาในเวลาเย็น นอนแล้วที่เครื่องลาดทำด้วยไม้ข้างเตียงฟาก ให้สรีระรับ
อากาศแล้วตื่นในเวลาใกล้รุ่ง รำพึงถึงการมาของตนว่า เรานั้นเห็นโทษใน
ฆราวาส จึงละยศอันยิ่งใหญ่มีโภคะนับไม่ได้ เข้าไปสู่ป่า เป็นผู้แสวงหา
เนกขัมมะบวชแล้ว จำเดิมแต่นี้ไป เราไม่ควรประมาท เพราะว่า แมลงคือ
มิจฉาวิตกย่อมกัดกินผู้ละความสงบสงัด (ปวิเวก) เที่ยวไปอยู่ด้วยอาการ
อย่างนี้ บัดนี้ เราควรพอกพูนความสงบสงัด ด้วยว่า เราเห็นปลิโพธ
(ความกังวล) ของฆราวาสจึงออกมา ก็บรรณศาลานี้ เป็นที่ยังใจให้เอิบอาบ
มีภาคพื้นสิ่งแวดล้อมอันตกแต่งแล้ว มีสีเหมือนผลมะตูมสุก ทั้งฝาเล่า ก็ขาว
สะอาดดังแผ่นเงิน หลังคา บรรณศาลามีสีดังเท้านกพิราบ เตียงฟากน้อยก็มี
สีดังเครื่องลาดอันวิจิตร เราถึงฐานะอันเป็นเครื่องอยู่มีนิวาสอันผาสุก การถึง
พร้อมด้วยเคหะของเราย่อมไม่ปรากฏ เหมือนความเป็นภูมิประเทศอันยิ่งกว่า
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 82
บรรณศาลานี้ ดังนี้ แล้วตรวจดูซึ่งโทษทั้งหลาย ได้เห็นโทษในบรรณศาลา
๘ อย่าง คือ
ต้องแสวงหาทัพสัมภาระ (เครื่องทำเรือน) ทั้งหลายด้วยเครื่อง
ประกอบมากมารวมกันแล้วกระทำ นี้เป็นโทษที่หนึ่ง. ต้องดูแลทัพสัมภาระ
มีหญ้าใบไม้และดินเหนียวที่ตกไปเหล่านั้นเป็นนิตย์ เพื่อให้ทัพสัมภาระเหล่า
นั้นดำรงอยู่ได้นาน เป็นโทษที่สอง. ขึ้นชื่อว่า เสนาสนะย่อมถึงความเก่าแก่
เมื่อต้องลุกขึ้นซ่อมแซมในกาลอันไม่เหมาะสม ความเป็นเอกัคคตาแห่งจิต
ก็ย่อมไม่มี ฉะนั้น ความที่ต้องลุกขึ้นซ่อมแซม จึงเป็นโทษที่สาม. ความที่
กายบอบบางต้องทำงานโดยกระทบกับความเย็นและร้อน เป็นโทษที่สี่. บุคคล
ผู้เข้าไปสู่เรือนแล้วสามารถจะทำความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ฉะนั้น ความที่
เรือนเป็นเครื่องปกปิด จึงเป็นโทษที่ห้า. ความยึดถือว่า เรือนของเราดังนี้
เป็นโทษที่หก. ขึ้นชื่อว่าความมีเรือนอยู่นั้น ก็ย่อมมีผู้อยู่เป็นเพื่อน ดังนั้น
ข้อนี้จึงเป็นโทษที่เจ็ด. ความที่ต้องเป็นของสาธารณะมากมาย เพราะเป็นของ
ทั่วไปแก่เล็น เลือด จิ้งจกตุ๊กแกเป็นต้น เป็นโทษที่แปด.
พระมหาสัตว์เห็นโทษ ๘ อย่างเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงละ
บรรณศาลา ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เราละบรรณศาลาอันเกลื่อนกล่น
ด้วยโทษ ๘ อย่าง เข้าสู่โคนไม้อันประกอบ
ด้วยคุณ ๑๐ อย่าง ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราครั้นปฏิเสธเครื่องมุง (บรรณศาลา)
แล้วเข้าไปสู่โคนไม้ อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ อย่าง ดังนี้.
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 83
โคนต้นไม้มีคุณ ๑๐ อย่าง
ที่โคนต้นไม้นั้น มีคุณ ๑๐ อย่างเหล่านี้ คือ ความเป็นผู้มิต้องริเริ่ม
(ไม่ต้องสร้างเหมือนเรือน) เป็นคุณข้อที่หนึ่ง. ที่โคนต้นไม้นั้น เป็นสักว่า
เข้าไปอยู่เท่านั้น ไม่ต้องปฏิบัติดูแล นี้เป็นคุณข้อที่สอง. ที่นั้นเป็นที่ให้
ประโยชน์บ้าง ไม่ให้ประโยชน์บ้าง ก็นับว่าเป็นที่ผาสุกสำหรับบริโภคนั่นแหละ
ความที่ไม่บำรุงรักษาเป็นคุณข้อที่สาม. โคนไม้นั้นย่อมไม่ปกปิดความติเตียน
เพราะว่าเมื่อบุคคลทำความชั่วที่โคนไม้นั้น ย่อมละอาย ฉะนั้น ความที่ไม่
ปกปิดความติเตียน จึงเป็นคุณข้อที่สี่. ย่อมไม่ให้กายซบเซา ดุจอยู่กลางแจ้ง
ฉะนั้น การที่กายไม่ซบเซา จึงเป็นคุณข้อที่ห้า. ความไม่เป็นเหตุแห่งการ
ผูกพันเป็นคุณข้อที่หก. การห้ามความอาลัยในเรือน เป็นคุณข้อที่เจ็ด. ไม่มี
การให้ออกไป ด้วยคำว่า เราจักดูแลรักษาที่นั้น ท่านจงออกไป เหมือน
ในบ้านทั่วไปเป็นอันมาก เป็นคุณข้อที่แปด. ความได้ปีติของผู้อยู่ เป็นคุณ
ข้อที่เก้า. ความเป็นผู้ไม่ห่วงใยในที่ที่ตนไปแล้ว ๆ เพราะความที่เสนาสนะคือ
โคนต้นไม้เป็นของหาได้ง่าย เป็นคุณข้อที่สิบ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า เราครั้นเห็นคุณ ๑๐ เหล่านั้นแล้ว จึงเข้าไปสู่โคนไม้ ดังนี้.
พระมหาสัตว์กำหนดเหตุทั้งหลายเหล่านั้นมีประมาณเท่านี้แล้ว ในวัน
รุ่งขึ้น จึงเข้าไปสู่บ้านเพื่อภิกษา. ครั้งนั้น พวกมนุษย์ในบ้านที่พระมหาสัตว์
ไปถึงนั้น ได้ถวายภิกษาด้วยความอุตสาหะใหญ่. พระมหาสัตว์ ทำภัตกิจ
เสร็จแล้วกลับมาสู่อาศรมนั่งแล้ว คิดว่า มิได้บวชด้วยความคิดว่า เราจักไม่ได้
อาหาร ขึ้นชื่อว่า อาหารที่ดีนั่น ย่อมยังความเมาในการถือตนและเมาใน
ความเป็นบุรุษให้เจริญ ก็ความสิ้นทุกข์ที่มีอาหารเป็นมูล หามีไม่ ไฉนหนอ
เราพึงละอาหารอันเกิดแต่ธัญชาติที่เขาหว่านและปลูก โดยเด็ดขาด แล้วถือ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 84
เอาผลตามแต่จะหาได้ อันถึงพร้อมด้วยคุณมิใช่น้อย เพราะฉะนั้น เราจึงละ
อาหารอันเกิดแต่ธัญชาติที่เขาหว่านและปลูกแล้ว บริโภคผลไม้ ตามที่หาได้
ดังนี้ จำเดิมแต่กาลนั้น พระมหาสัตว์ก็ทำอย่างนั้น แล้วสืบต่ออยู่ พยายาม
อยู่ภายใน ๗ วันก็ยังสมาบัติแปด และอภิญญาห้าให้เกิดขึ้นแล้ว.
ว่าด้วยการทำทางและได้รับพยากรณ์
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เราละธัญชาติที่หว่านแล้วปลูกแล้ว
โดยไม่เหลือถือเอาผลไม้ที่ตกตามแต่หาได้
ซึ่งถึงพร้อมด้วยคุณมิใช่น้อย เราตั้งความ
เพียรในการนั่ง การยืน การจงกรมในที่
นั้น ในภายในสัปดาห์ เราก็บรรลุกำลัง
แห่งอภิญญา เมื่อเราถึงความสำเร็จเป็นผู้
ชำนาญแล้วในพระศาสนาอย่างนี้ พระชิน-
เจ้าพระนามว่า ทีปังกร ผู้เป็นนายกของโลก
ก็ทรงอุบัติขึ้น เรามัวยินดีในฌาน จึงมิได้
เห็นนิมิต ๔ คือ เมื่อพระองค์ทรงอุบัติ
ทรงประสูติ ตรัสรู้ และแสดงธรรม
พวกมนุษย์ผู้มีจิตยินดี นิมนต์พระตถาคต
ให้เสด็จไปในเขตแดนประเทศชายแดน
แล้วพากันแผ้วถางทางเป็นที่เสด็จมาของ
พระตถาคต สมัยนั้น เราครองผ้าคากรอง
ของตนออกจากอาศรม เหาะไปในท้องฟ้า
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 85
ในกาลนั้น เราเห็นชนมีโสมนัส ยินดี
ร่าเริงบันเทิงใจ จึงลงจากฟ้า ถาม
พวกมนุษย์ในขณะนั้นว่า มหาชนผู้มี
โสมนัส มีความยินดีร่าเริงแล้ว ย่อมแผ้ว
ทางทางทำถนนเพื่อใคร พวกมหาชน
เหล่านั้นถูกเราถามแล้ว จึงบอกแก่เราว่า
พระชินพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ทีปังกร
ไม่มีผู้ยิ่งกว่า เป็นนายกของโลกทรงอุบัติ
ขึ้นในโลก มหาชนย่อมแผ้วถางทางทำ
ถนนเชื่อมต่อกันไปเพื่อพระองค์นั้นเพราะ
ฟังพระนามว่า พุทฺโธ ดังนี้ ปีติก็เกิด
ขึ้นแก่เราในทันทีทันใดนั้น เมื่อเราจะ
กล่าวว่า พุทฺโธ พุทฺโธ ดังนี้ จึงประกาศ
ถึงความโสมนัส มีความยินดีแล้ว ก็มีจิต
สลดยืนคิดอยู่ในที่นั้นว่า เราจักปลูกพืช
ทั้งหลายไว้ในที่นี้ ขอขณะ (เวลา) อย่าได้
ล่วงเราไปเสียเลย ถ้าว่าพวกท่าวแผ้วถาง
ทางเพื่อพระพุทธเจ้าไซร้ ขอพวกท่านจง
ให้ช่องว่าง ( ทาง ) ส่วนหนึ่งแก่เราเถิด
แม้เราก็จักแผ้วถางทางทำถนน พวกเขา
ได้ให้ช่องว่างทางส่วนหนึ่งแก่เราเพื่อชำระ
ทำถนนในครั้งนั้น เราคิดอยู่ว่า พุทฺโธ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 86
พุทฺโธ ดังนี้ ชำระทางอยู่ในกาลนั้น เมื่อ
ทางถนนของเรายังไม่สำเร็จ พระชิน-
มหามุนีทีปังกร พร้อมด้วยพระขีณาสพ
ประมาณสี่แสน ผู้มีอภิญญา ๖ ผู้คงที่
ปราศจากมลทินก็เสด็จดำเนินมาสู่หนทาง
การต้อนรับก็กำลังเป็นไป กลองดนตรี
ทั้งหลายเป็นอันมากก็กึกก้องขึ้น เหล่า
มนุษย์และเทพยดาทั้งหลาย ต่างก็พากัน
ยินดีปรีดา ได้ยังสาธุการให้เป็นไปแล้ว
พวกเทวดาก็มองดูพวกมนุษย์ แม้พวก
มนุษย์ก็มองเห็นเทวดาทั้งหลาย พวกเทว-
ดาและมนุษย์แม้ทั้งสองต่างก็ยกมือประณม
เดินตามพระตถาคต พวกเทวดาก็ประโคม
ดนตรีทิพย์ พวกมนุษย์ก็ประโคมดนตรี
ของมนุษย์ เทวดาและมนุษย์แม้ทั้งสองพวก
ต่างก็ประโคมดนตรีตามเสด็จพระตถาคต
พวกเทวดาไปทางอากาศโปรยดอกมณฑา-
รพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะอันเป็น
ทิพย์ ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ทั้งได้โปรย
จุรณจันทน์ และของหอมอันประเสริฐ
อันเป็นทิพย์ลงสู่ทิศน้อยใหญ่ทั้งสิ้น พวก
มนุษย์ซึ่งเดินตามพื้นดินต่างก็ชูดอกจำปา
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 87
ดอกสน ดอกประดู่ ดอกกระทิง ดอก
บุนนาค และดอกการะเกดทั่วทิศานุทิศ
ส่วนเราสยายผมออก และเปลื้องผ้าคากรอง
และหนังสือลาดไว้บนเปือกตมแล้ว นอน
คว่ำลง (โดยตั้งใจว่า) ขอพระพุทธเจ้าจง
ทรงเหยียบเรา อย่าได้ทรงเหยียบโคลนตมเลย
การที่พระองค์ทางดำเนินไปเช่นนั้น จักเป็น
ประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เมื่อเรานอนที่พื้น
ดินแล้ว ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราเมื่อ
ปรารถนาอยู่ วันนี้จักฆ่ากิเลสทั้งหลายได้
การที่กระทำให้แจ้งซึ่งธรรม ด้วยเพศ
อันบุคคลอื่นไม่รู้จักในที่นี้ จะมีประโยชน์
อะไร ? เราบรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว จัก
เป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ความที่เราเป็นบุรุษแสดงความสามารถข้าม
ไปคนเดียว จะมีประโยชน์อะไร ? เราบรรลุ
สัพพัญญุตญาณแล้ว จักยังมนุษยโลกทั้ง
เทวโลกให้ข้ามไปพร้อมกัน ความที่เราเป็น
บุรุษมีบุญญาธิการส่องถึงความสามารถคน
เดียวนี้ จะมีประโยชน์อะไร ? เราบรรลุ
สัพพัญญุตญาณแล้ว จักยังประชุมชนอัน
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 88
มากให้ข้ามตาม เราตัดกระแสสงสารแล้ว
กำจัดภพทั้งสามขึ้นสู่ธรรมนาวาแล้ว จักยัง
มนุษย์พร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามไปพร้อมกัน
พระทีปังกรพุทธเจ้า ผู้รู้แจ้งโลก ผู้สมควร
รับเครื่องสักการะที่เขานำมาบูชา ประทับ
ยืนบนศีรษะเรา ได้ตรัสคำนี้ว่า
พวกเธอจงดูดาบสนี้ ผู้เป็นชฏิลมี
ตบะกล้าในกัปที่นับไม่ถ้วน แต่กัปนี้ไป
จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก เธอจักเป็น
พระตถาคตเสด็จออกจากนครกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ จักทรงตั้งความเพียรกระทำ
ทุกรกิริยา จักประทับนั่งที่โคนไม้อชปาล-
นิโครธ ทรงรับข้าวมธุปายาสในที่นั้น
แล้ว จักเข้าไปยังแม่น้ำเนรัญชรา เสวย
ข้าวปายาสที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วจัก
เสด็จไปโคนต้นโพธิ์ โดยทางอันประเสริฐ
ที่เขาตกแต่งไว้แล้ว ต่อจากนั้นก็กระทำ
ประทักษิณโพธิมณฑลอันยอดเยี่ยม แล้วจัก
ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธะผู้มียศใหญ่ ที่
โคนอัสสัตถพฤกษ์ พระมารดาของผู้เป็น
ชนนีของดาบสนี้ จักมีนามว่า มายา พระ-
บิดา มีนามว่า สุทโธทนะ ดาบสนี้จักเป็น
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 89
โคตมโคตร (เหล่ากอของพระโคดม) คือ
พระพุทธเจ้า พระโกลิตะ และพระอุปติสสะ
ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่นแล้ว จักเป็นคู่อัครสาวก ภิกษุผู้
อุปัฏฐากชื่อว่า อานนท์ จักบำรุงพระชินะ
นั้น นางเขมาและนางอุบลวรรณา ผู้ไม่มี
อาสวะ ปราศจากราคะ มาจิตสงบตั้งมั่นแล้ว
จักเป็นคู่อัครสาวิกา ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกว่า อัสสัตถพฤกษ์
ดังนี้.
พวกมนุษย์ และเทวดาฟังพระดำรัส
ของพระมเหสีเจ้า ผู้ไม่มีใครเสมอว่า ดาบส
นี้จักเป็นพุทธางกูร (คือเป็นหน่อเนื้อแห่ง
พระพุทธเจ้า) ก็พากันยินดีเบิกบานใจทั่ว
เสียงเกิดจากความปรีดาปราโมทย์อันยิ่งก็
บันลือลั่น พวกมนุษย์และเหล่าเทวดาทั้ง
หมื่นโลกธาตุก็ปรบมือร่าเริง ประนมมือ
นมัสการตั้งความปรารถนาว่า แม้ถ้าพวกเรา
จักพลาดจากศาสนาของโลกนาถนั้น ใน
อนาคตกาล พวกเราก็จักพบกับดาบสนี้
เปรียบเหมือนมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ข้ามแม่น้ำ
ใหญ่พลาดท่าที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้า ก็ถือเอาท่า
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 90
ล่างข้ามมหานทีได้ฉันใด พวกเราทั้งหมด
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าพ้นจากพระชินะ
พระองค์นี้ ในอนาคตกาลก็จักพบดาบสนี้
พระทีปังกรพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งโลก ผู้สมควร
รับเครื่องสักการะอันมนุษย์และเทวดานำมา
บูชาแล้ว ทรงประกาศกรรมของเราแล้ว
ก็ทรงยกพระบาทเบื้องขวาขึ้นเสด็จดำเนินไป
เหล่าชินบุตรเหล่าใดอยู่ในที่นั้น ทั้งหมด
ต่างก็กระทำประทักษิณเรา พวกมนุษย์ นาค
และคนธรรพ์ต่างก็อภิวาทแล้วก็หลีกไป เมื่อ
พระโลกนาถพร้อมทั้งหมู่ภิกษุสงฆ์ ก้าวล่วง
การมองดูของเราแล้ว เรามีจิตยินดีร่าเริง
แล้วลุกขึ้นจากอาสนะในกาลนั้น เรามี
ความสุขด้วยความสุข มีความบันเทิงด้วย
ความปราโมทย์ บริบูรณ์แล้วด้วยปีติ แล้วคู้
บัลลังก์ในกาลนั้น เราครั้นนั่งคู้บัลลังก์ใน
กาลนั้นแล้ว ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
เราเป็นผู้ชำนาญในฌาน ถึงอภิญญา
บารมีแล้ว ฤาษีทั้งหลายในหมื่นโลกธาตุไม่
เสมอเรา เราไม่มีใครเสมอในอิทธิธรรม
ได้ความสุขเช่นนี้ เมื่อเราคู้บัลลังก์อยู่
เหล่าเทพเจ้าในหมื่นโลกธาตุ ต่างก็เปล่งเสียง
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 91
บันลือลั่นไปว่า "ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า
แน่" นิมิตทั้งหลายเหล่าใดของพระโพธิสัตว์
ทั้งหลายในปางก่อนมาปรากฏแก่เราผู้นั่งคู้
บัลลังก์อันประเสริฐ นิมิตเหล่านั้นย่อม
ปรากฏในวันนี้ ความเย็นปราศไป และ
ความร้อนย่อมสงบระงับไปในกาลก่อนอันใด
นิมิตเหล่านั้นปรากฏอยู่แก่เราในวันนี้ว่า
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ หมื่นโลกธาตุ
ปราศจากเสียงสับสนวุ่นวายปรากฏแก่เราในวัน
นี้ว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ พายุใหญ่
ย่อมไม่พัด แม่น้ำทั้งหลายย่อมไม่ไหลไป
ในกาลก่อนอันใด นิมิตเหล่านั้นย่อมปรากฏ
แก่เราในวันนี้ว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า
แน่ ดอกไม้ทั้งหลายที่เกิดบนบก ที่เกิดใน
น้ำทั้งหมดต่างก็เบ่งบานในกาลก่อนนั้น
ดอกไม้เหล่านั้นก็เบ่งบานแล้ว ในวันนี้เป็น
นิมิตว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ เครือเถา
หรือต้นไม้เหล่านั้นทั้งหมดก็ผลิผลในวันนี้
เป็นนิมิตว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่
รัตนะทั้งหลายที่ตั้งอยู่ที่อากาศก็ดี ที่พื้นดิน
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 92
ก็ดี ย่อมส่องแสงโชติช่วงในครั้งนั้น รัตนะ
ทั้งหลายแม้เหล่านั้นก็ส่องแสงโชติช่วง ใน
วันนี้เป็นนิมิตว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่
ดนตรีทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ และเป็น
ทิพย์ ต่างก็บันลือลั่นในกาลนั้น ดนตรีแม้
เหล่านั้นก็บันลือลั่นในวันนี้เป็นนิมิตว่า
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ดอกไม้อัน
วิจิตรตกจากฟากฟ้าในครั้งนั้น ดอกไม้แม้
เหล่านั้น ก็กำลังตกในวันนี้เป็นนิมิตว่า ท่าน
จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ มหาสมุทรคะนอง
หมื่นโลกธาตุย่อมหวั่นไหวในครั้งนั้น นิมิต
แม้ทั้งสองเหล่านั้น ก็บันลือลั่นในวันนี้ว่า
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ไฟในนรกทั้ง
หมื่นโลกธาตุย่อมดับในขณะนั้น ไฟเหล่านั้น
ก็ดับแล้วในวันนี้เป็นนิมิตว่า ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่ พระอาทิตย์ปราศจากมลทิน
ดวงดาราทั้งปวงปรากฏในครั้งนั้น นิมิตแม้
เหล่านั้นก็ปรากฏในวันนี้ว่า ท่านจักเป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่ น้ำพุ่งขึ้นจากแผ่นดินโดยที่ฝน
มิได้ตก ในครั้งนั้น แม้น้ำนั้นก็พุ่งขึ้นจาก
แผ่นดินในวันนี้เป็นนิมิตว่า ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่ กลุ่มดาวนักษัตรทั้งหลาย
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 93
ประกอบด้วยดวงจันทร์ อันเป็นวิสาขปุรณ-
มีฤกษ์ ย่อมรุ่งโรจน์ในมณฑลแห่งท้องฟ้า
เป็นนิมิตว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่
เหล่าสัตว์ที่อาศัยโพรงและอาศัยตามซอกเขา
ย่อมออกจากที่อยู่ของตน สัตว์เหล่านั้นก็
ออกจากที่อยู่ของตนแม้ในวันนี้ เป็นนิมิตว่า
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ สัตว์ทั้งหลาย
ไม่มีความริษยากัน มีความยินดีในครั้งนั้น
สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดก็ยินดีแล้ว แม้ในกาลนี้
เป็นนิมิตว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่
โรคทั้งหลายย่อมสงบระงับ ความกระหาย
ย่อมพินาศไปในครั้งนั้น สิ่งเหล่านั้นย่อม
ปรากฏแม้ในวันนี้ เป็นนิมิตว่า ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่ ราคะย่อมเบาบาง โทสะ
และโมหะย่อมพินาศในกาลนั้น กิเลส
เหล่านั้นแม้ทั้งหมดปราศจากไปแล้ว แม้ใน
วันนี้เป็นนิมิตว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า
แน่ ภัยไม่มีในครั้งนั้น แม้ในวันนี้ ภัยนั้น
ก็ไม่ปรากฏ เพราะนิมิตนั้น ๆ พวกข้าพเจ้า
จึงทราบว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ธุลี
ย่อมไม่ฟุ้งขึ้นเบื้องบนในเวลานั้น ธุลีนั้น
ย่อมไม่ปรากฏแม้ในวันนี้ เพราะนิมิตินั้น
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 94
พวกข้าพเจ้าจึงทราบว่า ท่านจักเป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่ กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาย่อม
หลีกไป กลิ่นอันเป็นทิพย์ย่อมฟุ้งไปในครั้ง
นั้น กลิ่นหอมอันเป็นทิพย์นั้น ย่อมฟุ้งไป
แม้ในวันนี้ เพราะนิมิตนั้น ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่ เหล่าเทพทั้งหมดเว้นอรูป-
พรหม เทพทั้งหมดเหล่านั้นทั้งหมดย่อม
ปรากฏแม้ในวันนี้ เพราะนิมิตนั้น ท่านจัก
เป็นพระพุทธเจ้าแน่ ชื่อว่า นรกทั้งหลาย
ทั้งหมดย่อมปรากฏในครั้งนั้น นรกเหล่านั้น
ทั้งหมดย่อมปรากฏแม้ในวันนี้ เพราะมิมิต
นั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ฝาเรือน
บานหน้าต่าง และศิลาย่อมไม่เป็นเครื่องกั้น
สายตาในครั้งนั้น ทัพสัมภาระเหล่านั้นเป็น
ดุจอากาศแม้ในวันนี้ เพราะนิมิตนั้น ท่าน
จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่ จุติและอุปบัติไม่มี
ในขณะนั้น จุติและอุปบัติย่อมไม่ปรากฏใน
วันนี้ เพราะนิมิตนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธ-
เจ้าแน่ นิมิตทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมปรากฏแก่
สัตว์ทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ ขอ
ท่านจงประคองความเพียรไว้ให้มั่น อย่า
ถอยกลับ จงก้าวไปข้างหน้า แม้พวกเราก็
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 95
ย่อมรู้แจ้งซึ่งนิมิตนั้นว่า ท่านจักเป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่.
เรา (สุเมธบัณฑิต) สดับพระดำรัส
ของพระพุทธเจ้าและเหล่าเทวดาหมื่นโลก-
ธาตุทั้งสองแล้ว มีความโสมนัสยินดีร่าเริง
บันเทิงใจแล้ว ได้มีความคิดในกาลครั้งนั้น
อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีถ้อยคำไม่
เป็นสอง พระชินะทั้งหลาย พระวาจาไม่เป็น
โมฆะ ถ้อยคำอันไม่เป็นจริงไม่มีแก่พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย เราจักเป็นพระพุทธเจ้า
แน่ ก้อนดินบุคคลขว้างไปในท้องฟ้าย่อม
ตกลงสู่พื้นดินแน่แท้ ฉันใด พระดำรัสของ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเป็นพระดำรัส
เที่ยงแท้แน่นอนฉันนั้นเหมือนกัน ความ
ตายย่อมเป็นของแท้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย
แม้ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุดก็มีพระดำรัสเที่ยงแท้ฉันนั้นเหมือน
กัน เมื่อราตรีสิ้นไปแล้วพระอาทิตย์ต้องขึ้น
ไปแน่ ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุดก็เป็นพระดำรัสจริงแท้แน่นอน
ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสีหะออกจากที่นอน
แล้วย่อมบันลือแน่แท้ ฉันใด พระดำรัส
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 96
ของพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ก็เป็นพระดำรัส
จริงแท้แน่นอน ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์
ทั้งหลายแบกของหนักไปถึงที่ประสงค์แล้ว
ย่อมวางลงแน่ ฉันใด พระดำรัสของพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ก็เป็นพระดำรัส
เที่ยงแท้แน่นอน ฉันนั้นเหมือนกัน.
ว่าด้วยพุทธการกธรรม ๑๐
เอาเถอะ เราจักเลือกเฟ้นธรรมทั้งหลาย อัน
กระทำซึ่งความเป็นพระพุทธเจ้า ทางโน้น
และทางนี้ ทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำทั่วทั้งสิบทิศ
ตลอดถึงธรรมธาตุ เมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่ใน
กาลนั้น ได้เห็นทานบารมีอันเป็นพุทธการก-
ธรรมข้อที่ ๑ ซึ่งเป็นทางใหญ่ อันพระมเหสี
เจ้าทั้งหลายในกาลก่อน ทรงเลือกเฟ้นแล้ว
จึงสอนตนว่า เธอจงบำเพ็ญทานบารมี อัน
เป็นพุทธการกธรรมข้อที่ ๑ นี้ สมาทานทำ
ไว้ให้มั่นก่อน ถ้าเธอปรารถนาบรรลุพระ-
โพธิญาณ เปรียบเหมือนหม้อน้ำที่ใคร ๆ
คนหนึ่งคว่ำปากลง น้ำก็ออกจากหม้อมิได้
เหลือ มิได้รักษาน้ำไว้ในหม้อนั้น แม้ฉันใด
ท่านเห็นยาจกทั้งหลายแล้ว ชั้นต่ำก็ตาม
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 97
ชั้นกลางก็ตาม ชั้นสูงก็ตาม จงให้ทานโดย
ไม่เหลือ เหมือนหม้อน้ำที่เขาคว่ำปากลง
ฉันนั้นเหมือนกัน.
จริงอยู่ พุทธการกธรรมจะมีเท่านี้ก็
หามิได้เราจักเลือกเฟ้นธรรมอันบ่มโพธิญาณ
แม้อื่น ๆ เมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่ในครั้งนั้น ได้
เห็นสีลบารมีอันเป็นพุทธการกธรรมข้อที่ ๒
อันพระมเหสีเจ้าทั้งหลาย ในกาลก่อน
ปฏิบัติแล้วส้องเสพแล้ว จึงสอนตนว่า เจ้า
จงบำเพ็ญสีลบารมีอันเป็นพุทธการกธรรมข้อ
ที่ ๒ นี้ สมาทานทำให้มั่นก่อน ถ้าเธอ
ปรารถนาบรรลุโพธิญาณ สัตว์จามรีมีขน
หางติดอยู่ในที่ใด ๆ ย่อมยอมตายในที่นั้น ๆ
ย่อมไม่ให้ขนหางเสียไป แม้ฉันใด เธอจง
บำเพ็ญศีลทั้งหลายในภูมิ ๔ จงรักษาศีลทุก
เมื่อ เหมือนจามรีรักษาขนหาง ฉันนั้น
เหมือนกัน.
อันพุทธการกธรรมจักมีเท่านี้ก็หาไม่
เราเลือกเฟ้นธรรมทั้งหลายอันบ่มโพธิญาณ
แม้อื่น ๆ เมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่ในกาลนั้น
ได้เห็นเนกขัมมบารมีอันเป็นพุทธการกธรรม
ข้อที่ ๓ อันพระมเหสีทั้งหลายในกาลก่อน
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 98
ทรงปฏิบัติแล้ว ส้องเสพแล้ว จึงสอน
ตนว่า ท่านจงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีอันเป็น
พุทธการกธรรมข้อที่ ๓ นี้ สมาทานกระทำ
ให้มั่นก่อน ถ้าเธอปรารถนาบรรลุโพธิญาณ
บุรุษผู้ติดอยู่ในเรือนจำ มีความทุกข์สิ้นกาล
นาน เขาไม่มีความยินดีในเรือนจำนั้น
แสวงหาการพ้นไปเท่านั้น ฉันใด เธอก็
เหมือนกันนั่นแหละ จงดูภพทั้งหมด
เหมือนเรือนจำ จงมุ่งหน้าต่อเนกขัมมะ
เพื่อความหลุดพ้นเถิด.
อันพุทธการกธรรมทั้งหลายจักมีเพียง
เท่านี้ก็หาไม่ เราจักเลือกเฟ้นธรรมทั้งหลาย
อันบ่มโพธิญาณแม้อื่น ๆ เมื่อเราเลือกเฟ้น
อยู่ในครั้งนั้น ได้เห็นปัญญาบารมีอันเป็น
พุทธการกธรรมข้อที่ ๔ อันพระมเหสีเจ้า
ทั้งหลายในกาลก่อนปฏิบัติแล้ว ส้องเสพ
แล้ว จึงสอนตนว่า ท่านจงบำเพ็ญปัญญา-
บารมีอันเป็นพุทธการกธรรมข้อที่ ๔ นี้
สมาทานทำให้มั่นก่อน ถ้าเธอปรารถนา
บรรลุโพธิญาณ ภิกษุผู้ขอบิณฑะในตระ-
กูลต่ำ ปานกลาง ชั้นสูง ไม่เว้นตระกูล
ทั้งหลาย ย่อมได้อาหารพอยังอัตภาพให้
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 99
เป็นไปอย่างนี้ แม้ฉันใด เธอก็ฉันนั้น
เหมือนกัน จงสอบถามชนผู้รู้ตลอดกาล
บำเพ็ญปัญญาบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิ-
ญาณ.
อันพุทธการกธรรมจักมีเพียงเท่านี้
ก็หาไม่ เราจักเลือกเฟ้นธรรมทั้งหลายบ่ม
โพธิญาณแม้อื่น ๆ เมื่อเราเลือกเฟ้นใน
ครั้งนั้น ได้เห็นวิริยบารมีอันเป็นพุทธการก-
ธรรมข้อที่ ๕ อันพระมเหสีเจ้าทั้งหลายใน
กาลก่อนปฏิบัติแล้วซ่องเสพแล้ว จึงสอน
ตนว่า ท่านจงบำเพ็ญวิริยบารมีอันเป็น
พุทธการกธรรมข้อที่ ๕ นี้ สมาทานทำให้
มั่นก่อน ถ้าท่านปรารถนาบรรลุโพธิญาณ
สีหมิคราชมีความเพียรไม่ท้อถอย มีใจประ-
คับประคองแล้วในการนั่ง การยืน การ
เดินทุกเมื่อ แม้ฉันใด ถึงท่านก็ฉันนั้น
เหมือนกัน จงบำเพ็ญวิริยบารมีประคอง
ความเพียรไว้ให้มั่น แล้วจักบรรลุสัมโพธิ-
ญาณ.
อันพุทธการกธรรมจักมีเท่านั้นก็หา
มิได้ เราจักเลือกเฟ้นธรรมทั้งหลายบ่ม
โพธิญาณแม้อื่น ๆ เมื่อเราเลือกเฟ้นธรรม
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 100
ในครั้งนั้น ได้เห็นขันติบารมีอันเป็น
พุทธการกธรรมข้อที่ ๖ อันพระมเหสี
ทั้งหลายในกาลก่อนปฏิบัติแล้ว ส้องเสพ
แล้ว จึงสอนตนว่า เธอจงสมาทานพุทธ-
การกธรรมข้อที่ ๖ นี้ ทำให้มั่นก่อน เธอ
มีใจไม่เป็นสองในขันติบารมีนั้น จักบรรลุ
สัมโพธิญาณ ธรรมดาว่า แผ่นดินย่อม
ทนสิ่งที่สะอาดบ้าง สิ่งที่ไม่สะอาดบ้างทั้ง
หมดที่เขาทิ้งไป ย่อมไม่ทำความยินดี
ยินร้าย แม้ฉันใด ถึงท่านก็ฉันนั้นเหมือน
กัน ต้องอดทนต่อการนับถือ และความ
ดูหมิ่นของชนทั้งปวง ท่านบำเพ็ญขันติ-
บารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณ.
อันพุทธการกธรรมทั้งหลายมิได้มี
เพียงท่าน เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้อื่น ๆ
บ่มโพธิญาณเมื่อเราเลือกเฟ้น ในครั้งนั้น
ได้เห็นสัจจบารมีอันเป็นพุทธการกธรรม ข้อ
ที่ ๗ อันพระมเหสีทั้งหลายในปางก่อนปฏิบัติ
แล้ว ส้องเสพแล้ว จึงสอนตนว่า ท่าน
จงสมาทานพุทธการกธรรมข้อที่ ๗ นี้
ทำให้มั่นก่อน ท่านมีวาจาไม่เป็นสองใน
สัจจบารมีนั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณ