พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 351

ควรจะตรัสว่า  สมฺมทญฺาย   วิมุตฺตา   แต่ก็ตรัสเสียว่า  สมฺมทญฺญา

วิมุตฺตา และเหมือนเมื่อควรจะตรัสว่า    อนุปุพฺพสิกฺขาย    อนุปุพฺพกิริยาย

อนุปุพฺพปฏิปทาย     แต่ก็ตรัสเสียว่า     อนุปุพฺพสิกฺขา   อนุปุพฺพกิริยา

อนุปุพฺพปฏิปทา   อญฺาราธนา   ฉะนั้น.    บทว่า     นาญฺมญฺสฺส

ทุกฺขมิจฺเฉยฺย   ความว่า   ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน.   ท่านอธิบายไว้

อย่างไร.    ท่านอธิบายไว้ว่ามิใช่เจริญเมตตา  โดยมนสิการเป็นต้นว่า   ขอสัตว์

ทั้งหลายจงมีสุข    มีความเกษมเถิดดังนี้อย่างเดียว   ที่แท้พึงมนสิการอย่างนี้ว่า

โอหนอ     บุคคลอื่นไม่ว่าใคร ๆ     ไม่พึงข่มเหงบุคคลอื่นไม่ว่าใคร  ๆ     ด้วย

กิริยาคตโกงมีล่อลวงเป็นต้น ไม่พึงดูหมิ่นบุคคลอื่นไม่ว่าใคร ๆ ไม่ว่าในประเทศ

ไหน ๆ  ด้วยวัตถุแห่งมานะ  ๙  อย่าง  มีชาติเป็นต้น     และไม่พึงปรารถนาทุกข์

แก่กันและกัน  เพราะความกริ้วโกรธหรือเพราะความคุมแค้น  ดังนี้อีกด้วย.

พรรณนาคาถาที่   ๗

พระผู้มีพระภาคเจ้า      ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนา     โดยอรรถด้วย

ปรารถนาให้เขาออกไปจากสิ่งไม่เป็นประโยชน์และทุกข์อย่างนี้แล้ว  บัดนี้  เมื่อ

ทรงแสดงเมตตาภาวนานั้นนั่นแลด้วยอุปมา     จึงตรัสว่า     มาตา   ยถา   นิย

ปุตฺต  เป็นต้น.

คาถานั้นมีความว่า    มารดาพึงอนุรักษ์บุตรในตน    คือบุตรที่เกิดใน

ตน  เกิดแต่อก  พึงทะนุถนอมบุตรนั้นซึ่งมีคนเดียวเท่านั้นด้วยชีวิต   คือยอม

สละแม้ชีวิตของตนถนอมบุตรนั้น เพื่อห้ามกันทุกข์มาถึงบุตรนั้น   ฉันใดภิกษุ

พึงทำมนัสที่ประกอบด้วยเมตตานี้ให้เจริญ   คือให้เกิดบ่อย  ๆ ให้ขยายไปและยัง

เมตตาภาวนานั้นให้เจริญไม่มีประมาณ     โดยถือสัตว์ไม่มีประมาณเป็นอารมณ์

หรือโดยแผ่ไปไม่เหลือเลย   แม้แต่ในสัตว์ผู้หนึ่ง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 352

พรรณนาคาถาที่  ๘

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้งทรงแสดงเมตตาภาวนาโดยอาการทั้งปวง

อย่างนี้     บัดนี้      เมื่อทรงแสดงการเจริญเมตตาภาวนานั้นนั่นแล    จึงตรัสว่า

เมตฺตญฺจ   สพฺพโลกสฺมึ   เป็นต้น.

ในคาถานั้น    ชื่อว่า  มิตร   เพราะรักและรักษา    อธิบายว่า   ห่วงใย

เพราะมีอัธยาศัยมุ่งประโยชน์เกื้อกูล      และรักษาให้พ้นจากการมาถึงของสิ่งไม่

เป็นประโยชน์.    ความเป็นแห่งมิตร  ชื่อว่าเมตตา.   บทว่า  พสฺพโลกสฺมึ

ได้แก่  ในสัตว์โลกไม่เหลือเลย.  มีในใจ   เหตุนั้น จึงชื่อว่า  มานสะ.   ก็คำว่า

มานส นั้น    ท่านกล่าวอย่างนี้ก็เพราะประกอบกับจิต    บทว่า  ภาวเย  แปลว่า

ให้เจริญ. ประมาณของมานสะนั้น ไม่มีเหตุนั้นจึงชื่อว่า  อปริมาณ. ท่านกล่าว

อย่างนี้   ก็เพราะเมตตามีสัตว์ไม่มีประมาณเป็นอารมณ์.   บทว่า  อุทฺธ   แปลว่า

เบื้องบน.  ทรงถือเอาอรูปภพด้วยบทนั้น.  บทว่า  อโธ  แปลว่า  เบื้องล่าง  ทรง

ถือเอากามภพด้วยบทนั้น.  บทว่า  ติริย  ได้แก่เบื้องขวาง     ทรงถือเอารูปภพ

ด้วยบทนั้น.   บทว่า  อสมฺพาธ  ได้แก่ เว้นจากความคับแคบ.  ท่านอธิบายว่า

มีขอบเขตอันแตกแล้ว [ไม่มีขอบเขต].  ข้าศึกท่านเรียกชื่อว่า ขอบเขต  อธิบาย

ว่า  เป็นไปในที่ไม่มีขอบเขตนั้น.   บทว่า  อเวร ได้แก่ เว้นจากเวร  อธิบายว่า

เว้นจากความปรากฏแห่งเจตนาก่อเวรแม้ในระหว่าง ๆ  บทว่า  อสปตฺต ได้แก่

ปราศจากข้าศึก.   จริงอยู่บุคคลผู้อยู่ ด้วยเมตตา    ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์เป็น

ที่รักของพวกอมนุษย์.   ข้าศึกไร ๆ ของเขาย่อมไม่มี.  ด้วยเหตุนั้น   มานัสสิ่งที่มี

ในใจของเขานั้น   ท่านจึงเรียกว่า  อสปัตตะ   เพราะปราศจากข้าศึก.    ก็คำที่ว่า

ข้าศึก   ศัตรู.  เป็นคำโดยปริยาย.   การพรรณนาความตามบทมีเท่านี้   ส่วนการ

แสดงความที่ประสงค์ในที่นี้    มีดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 353

พึงเจริญขยายเมตตาที่ตรัสไว้ว่า      เอวมฺปิ  สพฺพภูเตสุ  มานส

ภาวเย  อปริมาณ  ดังนี้   แผ่เมตตาที่มีอยู่ในใจไม่มีประมาณ ให้บรรลุถึงความ

เจริญงอกงามไพบูลย์ในโลกทั้งปวง.   ทำอย่างไร   คือแผ่เมตตานั้น ไปไม่เหลือ

ทั้งเบื้องบน เบื้องล่างเบื้องขวางคือ เบื้องบนก็ตั้งแต่ภวัคคพรหมลงมา เบื้องล่าง

ก็ตั้งแต่อเวจีนรกขึ้นไป    เบื้องขวางก็ตั้งแต่ทิศที่เหลือ     หรือเบื้องบนก็ได้แก่

อรูปธาตุ     เบื้องล่างก็ได้แก่กามธาตุ   เบื้องขวางก็ได้แก่รูปธาตุ  ก็แลเมื่อเจริญ

เมตตาอยู่อย่างนี้  การทำไม่ให้มีความคับแคบเวรและข้าศึก   พึงเจริญ  เมตตานั้น

โดยประการที่ไม่มีความคับแคบ   ไม่มีเวรและไม่มีข้าศึก.   หรือว่าเมตตานั้น

ถึงภาวนาสัมปทา  เป็นคุณชื่อว่าไม่คับแคบ   เพราะเป็นโอกาสโลกทั้งปวง  (คือ

๓๑ ภูมิ)   เป็นคุณชื่อว่าไม่มีเวร  เพราะกำจัดความอาฆาตของตนในสัตว์อื่นเสีย

เป็นคุณชื่อว่าไม่มีข้าศึก  เพราะกำจัดความอาฆาตของสัตว์อื่นในตนเสียก็พึงเจริญ

ขยายเมตตาอันมีในใจนั้น  ที่ไม่คับแคบ ที่ไม่มีเวร ที่ไม่มีข้าศึก ไม่มีประมาณไป

ในโลกทั้งปวง โดยกำหนดทิศทั้งสาม  คือ   เบื้องบน   เบื้องล่างและเบื้องขวาง.

 

พรรณนาคาถาที่  ๙

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้น  ทรงแสดงการเจริญเมตตาภาวนาอย่างนี้แล้ว

เมื่อทรงแสดงความไม่มีอิริยาบถแน่นอนของผู้ประกอบเนื่อง ๆ      ซึ่งการเจริญ

เมตตานั้นอยู่   จึงตรัสว่า   ติฏฺ  จร ฯ เป ฯ  อธิฏฺเยฺย   ดังนี้.

คาถานั้นมีความว่า   ผู้เจริญเมตตาเมื่อเจริญเมตตามีในใจนี้อย่างนี้  ไม่

ต้องจำกัดอิริยาบถ   เหมือนอย่างในบาลีว่า   นั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง   เมื่อทำการ

บรรเทาความปวดเมื่อยด้วยอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง      ตามสบาย  จะยืนหรือ

เดิน    นั่งหรือนอน   ยังเป็นผู้ปราศจากความง่วงนอน    เพียงใด   ก็พึงตั้งสติ

ในเมตตาฌานนั้นไว้เพียงนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 354

อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นทรงแสดงการเจริญเมตตาภาวนา

อย่างนี้แล้ว   บัดนี้   เมื่อทรงแสดงความเป็นผู้ชำนาญ     จึงตรัส ว่า  ติฏฺ  จร

เป็นต้น.    จริงอยู่     ผู้ชำนาญแล้ว      ยังประสงค์จะตั้งสติในเมตตาฌานด้วย

อิริยาบถเพียงใด     จะยืนหรือเดิน     จะนั่งหรือนอนก็ย่อมได้.     อีกนัยหนึ่ง

ผู้ชำนาญ จะยืนหรือเดิน  จะนั่งหรือนอน เพราะเหตุนั้น  การยืนเป็นต้น   ย่อม

ไม่ทำอันตรายแก่ผู้นั้น.    อนึ่งเล่า    ผู้ชำนาญ   ยังประสงค์จะตั้งสตินั้น    ไว้ใน

เมตตาฌานนี้เพียงใด ก็ต้องเป็นผู้ปราศจากความง่วงนอนจึงตั้งสติไว้ได้เพียงนั้น.

ความเนิ่นช้าในเมตตาฌานนั้น ของผู้นั้นย่อมไม่มี  ด้วยเหตุนั้น   จึงตรัสว่าจะยืน

หรือเดิน นั่ง หรือนอน  ยังเป็นผู้ปราศจากความง่วงนอนเพียงใด  ก็พึงตั้งสตินั้น

ไว้เพียงนั้น.

คาถานั้น  มีอธิบาย   ดังนี้     ผู้ชำนาญพึงเจริญเมตตา      ที่ตรัสไว้ว่า

เมตฺตญฺจ  สพฺพโลกสฺมึ  มานส  ภาวเย  โดยประการที่ผู้ชำนาญ    ไม่จำ

ต้องเอื้อด้วยอิริยาบถ บรรดาอิริยาบถมียืนเป็นต้น   หรือถึงอิริยาบถมียืนเป็นต้น

ยังประสงค์จะตั้งสติในเมตตาฌานนั้นเพียงใด     เป็นผู้ปราศจากความง่วงนอน

แล้วก็พึงตั้งสตินั้น ไว้เพียงนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อทรงแสดงความเป็นผู้ชำนาญในเมตตาภาวนา

อย่างนี้    ทรงประกอบภิกษุไว้ในเมตตาวิหาร    การอยู่ด้วยเมตตานั้นว่า   เอต

สตึ   อธิฏฺเยฺย    พึงตั้งสตินั้นไว้  บัดนี้     เมื่อทรงชมเชยการอยู่นั้นจึงตรัสว่า

พฺรหฺมเมต   วิหาร   อิธมาหุ.

คาถานั้น    มีความว่า  การอยู่ด้วยเมตตานี้ใด   ทรงสรรเสริญตั้งต้นแต่

พระพุทธดำรัสว่า  สุขิโน   วา   เขมิโน  วา  โหนฺตุ    จงเป็นผู้มีสุข   หรือ

มีความเกษม  จนถึงพระพุทธดำรัสว่า   เอต   สตึ   อธิฏฺเยฺย     พึงตั้งสตินั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 355

ไว้เพียงนั้น.     ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวการอยู่นั้นว่าพรหมวิหาร    การอยู่อย่าง

พรหม   กล่าวการอยู่นั้นว่า  เสฏฺวิหาร   การอยู่อย่างประเสริฐสุด    ในพระ-

ศาสนา  คือในธรรมวินัยของพระอริยนี้    เพราะไม่มีโทษในการอยู่อย่างทิพย์

อยู่อย่างพรหม     อยู่อย่างพระอริยะและอยู่โดยอิริยาบถวิหาร    และการอยู่ด้วย

เมตตานั้นทำประโยชน์ทั้งแก่คนทั้งแก่ผู้อื่น.     เพราะเหตุที่ความสงบติดต่อกัน

ไม่ถูกแทรกแซง  ฉะนั้น   ผู้เจริญเมตตา   ยืนก็ดี   เดินก็ดี   นั่งก็ดี   นอนก็ดี

ยังไม่ง่วงนอนเพียงใด  ก็พึงตั้งสตินั้นไว้เพียงนั้น.

 

การพรรณนาคาถาที่  ๑๐

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาประการต่าง  ๆ   แก่

ภิกษุเหล่านั้น  อย่างนี้แล้ว  บัดนี้   เพราะเหตุที่เมตตาใกล้ต่ออัตตทิฏฐิความเห็น

ว่าเป็นคน   เพราะมีสัตว์เป็นอารมณ์    ฉะนั้น   เมื่อทรงแสดงการบรรลุอริยภูมิ

ทำเมตตาฌานนั้นนั่นแหละให้เป็นบาท  แก่ภิกษุเหล่านั้น   โดยยกการห้าม   การ

ถือทิฏฐิขึ้นนำหน้า    จึงทรงจบเทศนาด้วยคาถานี้ว่า     ทิฏฺิญฺจ    อนุปคมฺม

เป็นต้น.

คาถานั้น    มีความว่า    การอยู่ด้วยเมตตาฌานนี้ใด   ทรงสรรเสริญไว้

ว่า  พรหฺมเมต  วิหาร  อิธมาหุ  ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวการอยู่นั้น ว่าพรหม-

วิหารในพระธรรมวินัยนี้    ผู้เจริญเมตตา    ออกจากการอยู่ด้วยเมตตาฌานนั้น

แล้ว    กำหนด [นาม]  ธรรม   มีวิตกวิจารเป็นต้น ในที่นั้น     และรูปธรรมตาม

แนวการกำหนด [นาม] ธรรมเหล่านั้นเป็นต้น    แล้วกำหนดอรูปธรรม   และ

ด้วยการกำหนดนามรูป  ก็ไม่ยึดทิฏฐิอย่างนี้ว่า  นี้กองสังขารอันบริสุทธิ์บุคคล

ย่อมถือไม่ได้ว่าสัตว์ในสังขารนี้ดังนี้    เป็นผู้มีศีลโดยโลกุตรศีลตามลำดับ   ถึง

พร้อมด้วยทัสสนะ   ที่เข้าใจกัน ว่าสัมมาทิฏฐิในโสดาปัตติมรรค    ซึ่งประกอบ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 356

ด้วยโลกุตรศีล  ต่อจากนั้น   ก็นำออก   ขจัดระงับความหมกมุ่นในกามทั้งหลาย

คือกิเลสกามที่ยังละไม่ได้    ด้วยการทำให้เบาบางด้วยสกทาคามิมรรคและอนา-

คามิมรรค   และด้วยการละไม่ให้เหลือเลย     ก็ย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์

มารดาอีก  คือ   ไม่ต้องนอนในครรภ์อีกอย่างแน่นอน    ได้แก่  บังเกิดในหมู่

เทพชั้นสุทธาวาสทั้งหลาย  บรรลุพระอรหัตแล้วปรินิพพานในชั้นสุทธาวาสนั้น

นั่งเอง.

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นทรงจบเทศนาอย่างนี้แล้วตรัสกะภิกษุเหล่า

นั้น ว่า ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจงอยู่ในราวป่านั้นนั่นแหละ  และจงเคาะ

ระฆังในวันธรรมสวนะ ๘ วัน ต่อเดือนแล้วจงสวดพระสูตรนี้    จงทำธรรมกถา

กล่าวธรรม  สนทนาธรรม  อนุโมทนากัน   จงซ่องเสพ  เจริญทำให้มาก   ซึ่ง

กรรมฐานนั้นแหละ  พวกอมนุษย์แม้เหล่านั้น  จักไม่แสดงอารมณ์น่าสะพึงกลัว

นั้น     จักเป็นผู้หวังดี   หวังประโยชน์แก่พวกเธอแน่แท้   ภิกษุเหล่านั้น  รับพระ-

พุทธดำรัสแล้ว  ลุกจากอาสนะ. กราบถวายบังคมแล้ว ทำประทักษิณไปในราวป่า

นั้น แล้วทำตามที่ทรงสอนทุกประการ.     เทวดาทั้งหลาย      เกิดปีติโสมนัสว่า

พระคุณเจ้าทั้งหลาย ช่างหวังดีหวังประโยชน์แก่พวกเรา. ก็พากันเก็บกวาดเสนา-

สนะเอง  จัดแจงน้ำร้อนนวดหลัง  นวดเท้า  จัดวางอารักขาไว้ ภิกษุแม้เหล่านั้น

ก็พากันเจริญเมตตา  ทำเมตตานั้นให้เป็นบาท   เริ่มวิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัต

อันเป็นผลเลิศภายในไตรมาสนั้นนั่นเองหมดทุกรูป  ปวารณาด้วยวิสุทธิปวารณา

ในวันมหาปวารณา  ออกพรรษาแล.

พระตถาคตผู้เป็นเจ้าแห่งธรรม   ผู้ทรงฉลาดใน

ประโยชน์   ตรัสกรณียเมตตสูตรอันมีประโยชน์ด้วย

ประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 357

ภิกษุทั้งหลาย   ผู้มีปัญญาบริบูรณ์   ได้รับความ

สงบแห่งหฤทัยอย่างยิ่ง   ก็บรรลุ   สันตบท.

เพราะฉะนั้นแล      วิญญูชนผู้ประสงค์จะบรรลุ

สันตบทอันเป็นอมตะ ที่น่าอัศจรรย์  อันพระอริยเจ้า

รักอยู่  ก็พึงทำกรณียะอันมีประโยชน์  ต่างโดยศีลสมาธิ

ปัญญาอันไร้มลทิน   ต่อเนื่องไม่ขาดสาย  เทอญ.

จบอรรถกถาเมตตสูตร

แห่ง

อรรถกถาขุททกปาฐะ   ชื่อว่า   ปรมัตถโชติกา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 358

นิคมกถา

ด้วยกถามีประมาณเท่านี้    ข้าพเจ้ากล่าวคำใดไว้ว่า

ข้าพเจ้าไหว้พระรันตรัยอันสูงสุดแห่งวัตถุที่ควร

ไหว้แล้ว   จักแต่งอรรถกถาแห่งขุททกปาฐะบางปาฐะ.

ในคำนั้น    เป็นอันข้าพเจ้าแต่งอรรถกถาแห่งขุททกปาฐะ ๙ ประเภท

คือ  ๑. สรณะ  ๒. สิกขาบท   ๓. ทวัตติงสาการ   ๔. กุมารปัญหา  ๕. มงคล-

สูตร  ๖. รัตนสูตร  ๗.  ติโรกุฑฑสุตร  ๘.  นิธิกัณฑสูตร และ  ๙.  เมตตสูตร

ก่อน.  ด้วยเหตุนั้น  ข้าพเจ้าจึงกล่าวคำนี้ว่า

ข้าพเจ้า   ประสงค์จะให้พระสัทธรรมตั้งมั่น  จึง

แต่งอรรถกถาแห่งขุททกปาฐะนี้   ประสบกุศลอันใด.

ขอชนนี้    จงพลันบรรลุความเจริญ    งอกงาม

ไพบูลย์ในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้ว เพราะอานุ-

ภาพแต่งกุศลอันนั้น.

อรรถกถาแห่งขุททกปาฐะชื่อปรมัตถโชติกานี้  รจนาโดยพระเถระ   ที่

ท่านครูทั้งหลายถวายนามว่า    พุทธโฆสะ    ผู้ประดับด้วยคุณคือความบริสุทธิ์

ความเชื่อ   ความรู้และความเพียร   อันคุณสมุทัย   คือ  ศีลอาจาระ    อาชวะและ

ปัททวะเป็นต้นดลบันดาลแล้ว   ผู้สามารถหยั่งลงสู่ชัฏ  คือ  ลัทธิตนและลัทธิอื่น

ประกอบด้วยความรู้ความฉลาด     ผู้มีประภาพคืออำนาจแห่งญาณอันไม่มีอะไร

ขัดขวางในสัตถุศาสน์  อันต่างโดยพระไตรปิฎกปริยัตติธรรมพร้อมทั้งอรรถกถา

เป็นมหากวีประถอบด้วยความงามแห่งวจนะอันไพเราะโอฬารที่เปล่งได้สะดวก


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 359

ซึ่งสมบัติคือกรณ์ให้เกิดแล้วโดยมหาไวยากรณ์     ผู้มีวาทะถูกต้องแตกฉาน  มี

วาทะอันประเสริฐ   ผู้มีความบริสุทธิ์และความรู้อันไพบูลย์     เป็นอลังการแห่ง

วงศ์ของพระเถระทั้งหลาย   ผู้อยู่  ณ มหาวิหาร  ประทีปแห่งเถรวงศ์  [เถรวาทา]

ซึ่งมีความรู้มั่นคงดีแล้ว  ในธรรมอันยิ่งของมนุษย์  อันประดับด้วยคุณต่างโดย

อภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทาเป็นต้น.

ตาว   ติฏฺตุ   โลกสฺมึ     โลกนิตฺถรเณสิน

ทสฺเสนฺตี  กุลปุตฺตาน            นย   สีลาทิวิสุทฺธิยา.

ยาว  พุทฺโธติ  นามมฺปิ           สุทฺธจิตฺตสฺส   ตาทิโน

โลกมฺหิ  โลกเชฏฐสฺส             ปวตฺตติ   มเหสิโน.

[คัมภีร์ปรมัตถโชติกา]  อันแสดงนัยแห่งวิสุทธิมี

ศีลวิสุทธิเป็นต้น   แก่กุลบุตรทั้งหลายผู้แสวงหาการออก

จากโลก  จงดำรงอยู่   ตราบเท่าที่   แม้พระนามว่าพุทธะ

ของพระผู้มีจิตบริสุทธิ์   ผู้คงที่   ผู้เจริญที่สุดแห่งโลก

ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่   ยังเป็นไปอยู่ในโลก

เทอญ.

จบอรรถกถาขุททกปาฐะ

แห่ง

อรรถกถาขุททกปาฐะ  ชื่อว่า   ปรมัตถโชติกา