พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 201

น้ำอ้อยเป็นต้นที่ได้แล้ว    แม้เมื่อได้ก็ไม่รับ   นี้ชื่อว่า   ยถาลาภสันโดษใน

คิลานปัจจัยของภิกษุนั้น.

อนึ่ง  ภิกษุอาพาธ  ต้องการน้ำมัน  แต่ได้น้ำอ้อย  เธอก็ถวายน้ำอ้อย

นั้นแก่ภิกษุที่ชอบกัน      แต่ทำยาด้วยน้ำมันจากมือของภิกษุนั้น        แม้กระทำ

สมณธรรม  ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่   นี้ชื่อว่า  ยถาพลสันโดษในด้านปัจจัย

ของภิกษุนั้น.

ภิกษุอีกรูปหนึ่ง     ใส่สมอดองกับมูตรเน่าลงในภาชนะใบหนึ่ง     ใส่

ของมีรสอร่อย ๔ อย่างลงในภาชนะใบหนึ่ง    เมื่อถูกเพื่อนภิกษุบอกว่า   ท่าน

ต้องการสิ่งใด   ก็ถือเอาเถิดท่าน   ถ้าว่า   อาพาธของภิกษุนั้น   ระงับไปด้วย

สมอดองน้ำมูตรเน่าและของรสอร่อยทั้งสองนั้น  อย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ เมื่อเป็น

ดังนั้นเธอคิดว่า    ธรรมดาว่าสมอดองด้วยมูตรเน่า    พระพุทธเจ้าเป็นต้นทรง

สรรเสริญแล้ว   และพระพุทธเจ้าตรัสว่า   บรรพชาอาศัยมูตรเน่าเป็นเภสัช  พึง

ทำความอุตสาหะในมูตรเน่าเป็นเภสัชนั้น   จนตลอดชีวิต   ปฏิเสธของมีรสอร่อย

เป็นเภสัช    แม้กระทำเภสัชด้วยสมอดองด้วยมูตรเน่า   ก็เป็นผู้สันโดษอย่างยิ่ง

นี้ชื่อว่า  ยถาสารุปปสันโดษในคิลานปัจจัยของภิกษุนั้น.

สันโดษแม้ทั้งหมดนั้น   มีประเภทอย่างนี้  ก็เรียกว่า  สันตุฏฐี   สันตุฏฐี

นั้น       พึงทราบว่าเป็นมงคล    เพราะเป็นเหตุประสบการละบาปธรรมทั้งหลาย

มีความปรารถนาเกินส่วน     ความมักมาก     และความปรารถนาลามกเป็นต้น

เพราะเป็นเหตุแห่งสุคติ     เพราะเป็นเครื่องอบรมอริยมรรค     และเพราะเป็น

เหตุแห่งความเป็นผู้อยู่ได้สบายในทิศทั้ง ๘    ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

จาตุทฺทิโส  อปฺปฏิโฆ   จ   โหติ

สนฺตุสฺสมาดน  อิตรีตเรน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 202

ผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีความได้     ย่อมเป็นผู้

อยู่สบายในทิศทั้ง ๔ และไม่มีปฏิฆะเลย  ดังนี้เป็นต้น

ความรู้จักอุปการคุณที่ผู้ใดผู้หนึ่งทำมาแล้ว   ไม่ว่ามากหรือน้อย   โดย

การระลึกถึงเนือง ๆ  ชื่อว่า  กตัญญุตา.  อนึ่ง   บุญทั้งหลายนั่นแล  มีอุปการะ

มากแก่สัตว์ทั้งหลายเพราะป้องกันทุกข์มีทุกข์ในนรกเป็นต้นได้.   ดังนั้น    การ

ระลึกถึงอุปการะของบุญแม้เหล่านั้น    ก็พึงทราบว่าเป็น   กตัญญุตา.  กตัญญุตา

นั้นตรัสว่าเป็นมงคล     เพราะเป็นเหตุประสบผลวิเศษมีประการต่างๆ มีเป็นผู้

อันสัตบุรุษทั้งหลายพึงสรรเสริญเป็นต้น .       ทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคล   ๒  จำพวกเหล่านี้   หาได้ยากในโลก   คือ

บุพพการี  ๑  กตัญญูกตเวที  ๑.

การฟังธรรม   เพื่อบรรเทาความวิตกในกาลที่จิตประกอบด้วยอุทธัจจะ

หรือจิตถูกวิตกทั้งหลายมีกามวิตกเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำ  ชื่อว่าการ

ฟังธรรมตามกาล. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า การฟังธรรมทุก  ๆ  ๕ วัน  ชื่อ

ว่าการฟังธรรมตามกาล  เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า  ท่านพระอนุรุทธะ กราบทูล

ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพวกข้าพระองค์นั่งประชุมกันด้วยธรรมมีกถาคืนยังรุ่ง

ทุก ๕ วันแล.

อนึ่ง  ในกาลใด   ภิกษุเข้าไปหากัลยาณมิตรแล้วอาจฟังธรรมบรรเทา

ความสงสัยของตนเสียได้  การฟังธรรมแม้ในกาลนั้น   ก็พึงทราบว่าการฟังธรรม

ตามกาล    เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า   ภิกษุเข้าไปหากัลยาณ-

มิตรเหล่านั้น     สอบถามไล่เลียงตลอดกาล   ตามกาล.   การฟังธรรมตามกาลนั้น

นั้น   พึงทราบว่าเป็นมงคล   เพราะเป็นเหตุประสบผลวิเศษนานาประการมีการ

ละนีวรณ์ได้อานิสงส์  ๔  และบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะเป็นต้น.  สมจริงดังที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 203

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ในสมัยใด   พระอริยสาวก

ใส่ใจทำให้เป็นประโยชน์   รวบรวมทุกอย่างไว้ด้วยใจ

เงี่ยโสตฟังธรรม   ในสมัยนั้น    นิวรณ์    ของพระ

อริยสาวกนั้น  ย่อมไม่มี.

และว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พึงหวังอานิสงส์  ๔ ประการ

แห่งธรรมทั้งหลายที่คุ้นโสต   ฯลฯ     ที่แทงตลอดด้วย

ดีแล้ว.

และว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรม  ๔  เหล่านี้   อันภิกษุ

อบรมโดยชอบ   หมุนเวียนไปโดยชอบ    ตลอดกาล

ตามกาล   ย่อมให้ถึงธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะโดยลำดับ

ธรรม ๔ ประการ  คือ  การฟังธรรมตามกาล.

อย่างนี้เป็นต้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคลแห่งคาถานี้ไว้  ๕ มงคล    คือ    ความ

เคารพ ๑  การถ่อมตน ๑  สันโดษ ๑  กตัญญุตา ๑  และการฟังธรรมตามกาล ๑

ด้วยประการฉะนี้.  ความที่มงคลเหล่านั้นเป็นมงคล  ที่ได้ชี้แจงไว้ในมงคลนั้น ๆ

แล้วทั้งนั้นแล.

จบพรรณนาความแห่งคาถานี้ว่า  คารโว  จ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 204

พรรณนาคาถาว่า  ขนตี  จ

บัดนี้   จะพรรณนาในคาถาว่า  ขนฺตี  จ  นี้.  ความอดทนชื่อว่าขันติ

ชื่อว่าสุวจะ   เพราะมีความว่าง่าย   เพราะเป็นผู้ถือเอาโดยเบื้องขวา   กรรมของ

ผู้ว่าง่าย  ชื่อว่า  โสวจัสสะ.    ความเป็นแห่งกรรมของผู้ว่าง่าย   ชื่อว่า โสว-

จัสสตา.  ชื่อว่าสมณะ  เพราะระงับกิเลสทั้งหลายได้.  บทว่า ทสฺสน  ได้แก

การเพ่งดู.   การสนทนาธรรม  ชื่อว่า ธรรมสากัจฉา.    คำที่เหลือมีนัยที่กล่าว

มาแล้วทั้งนั้นแล.   นี้เป็นการพรรณนาบท.

ส่วนการพรรณนาความ  พึงทราบดังนี้.

อธิวาสนขันติ   ชื่อว่า ขันติ  ที่ภิกษุผู้ประกอบด้วยขันตินั้น แล้วย่อม

ไม่มีอาการผิดปกติเป็นผู้เหมือนไม่ได้ยินบุคคลที่ด่าด้วยอักโกสวัตถุ  ๑๐    และ

เหมือนไม่เห็นบุคคลผู้เบียดเบียนด้วยการฆ่าและการจองจำเป็นต้น เหมือนขันติ-

วาทีดาบสฉะนั้น.   เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

อหุ  อตีตมทฺธาน      สมโณ  ขนฺติทีปโน

ต   ขนฺติยาเยว   ิต        กาสิราชา  อเฉทยิ.

สมณะผู้แสดงขันติ    ได้มีมาแล้วในอดีตกาล

พระเจ้ากาสีได้ทรงทำลายสมณะผู้ตั้งอยู่ในขันตินั่นแล.

หรือย่อมใส่ใจว่าเขาทำดีแล้ว   เพราะไม่มีความผิดยิ่งไปกว่านั้น    เหมือน  ท่าน

ปุณณเถระ ฉะนั้น  อย่างที่ท่านกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ถ้าผู้คนชาวสุนาปรันตกะ

จักด่าจักบริภาษข้าพระองค์ไซร้  ในข้อนั้น  ข้าพระองค์

จักใส่ใจว่า.     ผู้คนชาวสุนาปรันตกะเหล่านี้    เป็นผู้

เจริญหนอ  ผู้คนชาวสุนาปรันตกะเหล่านี้  เป็นผู้เจริญ

ดีหนอ  ผู้คนเหล่านี้ไม่ตีข้าพระองค์ด้วยมือดังนี้ เป็นต้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 205

และที่ภิกษุประกอบด้วยขันตินั้นแล้ว    ย่อมเป็นผู้ที่แม้แต่ฤษีทั้งหลายก็พึงสรร-

เสริญ. อย่าง  ท่านสรภังคฤษี   กล่าวไว้ว่า

โกธ  วธิตฺวา  น  กทาจิ  โสจติ

มกฺขปฺปทาน   อิสฺโข  วณฺณยนฺติ

สพฺเพส  วุตฺต   ผรุส  ขเมถ

เอต   ขนฺตึ  อุตฺตมมาหุ   สนฺโต.

คนฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศกในกาล

ไหน ๆ    ฤษีทั้งหลายย่อมสรรเสริญการละความลบหลู่

คนควรอดทนคำหยาบที่คนทั้งปวงกล่าวแล้ว   สัตบุรุษ

ทั้งหลายสรรเสริญขันตินั้นว่าสูงสุด.

ย่อมเป็นผู้ที่แม้แต่เทวดาทั้งหลายก็พึงสรรเสริญ   อย่างที่ท้าวสักกะจอมทวยเทพ

ตรัสไว้ว่า

โย  หเว  พลวา  สนฺโต     ทุพฺพลสฺส   ติติกฺขติ

ตนาหุ  ปรม   ขนฺตึ              นิจฺจ  ขมติ   ทุพฺพโล.

ผู้ใดเป็นคนแข็งแรง         อดทนต่อคนอ่อนแอ

สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญขันตินั้นของผู้นั้นว่าเป็น

เยี่ยมคนอ่อนแอย่อมต้องอดทนอยู่เป็นประจำ.

ย่อมเป็นผู้ที่แม้แต่พระพุทธะทั้งหลายก็พึงสรรเสริญ.    อย่างที่พระผู้มีพระภาค-

เจ้าตรัสไว้ว่า

อกฺโกส   วธพนฺธญฺจ       อทุฏฺโ   โย   ติติกฺขติ

ขนฺตีพล   พลาณีก               ตมห   พฺรูมิ   พฺราหฺมณ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 206

ผู้ใดไม่โกรธ  อดกลั้นการด่าการฆ่าและการจอง

จำได้  เราเรียกผู้นั้น   ซึ่งมีขันติเป็นกำลังมีกองกำลังว่า

พราหมณ์.

ก็ขันตินั่นนั้น  พึงทราบว่าเป็นมงคล   เพราะเป็นเหตุประสบคุณเหล่า

นั้น   และคุณอื่น ๆ ที่ทรงสรรเสริญในที่นี้.

เมื่อถูกเพื่อนสพรหมจารีว่ากล่าวโดยธรรม  ก็ไม่ถึงความฟุ้งซ่าน  ความ

นิ่งงันหรือคิดถึงคุณและโทษ  วางความเอื้อเฟื้อ  ความเคารพ    และความมีใจ

ตกลงต่ำเป็นเบื้องหน้าอย่างยิ่งแล้ว  เปล่งถ้อยคำว่า  ดีละขอรับ  ดังนี้      ชื่อว่า

โสวจัสสตา  ความว่าง่าย.  โสวจัสสสตานั้น   ตรัสว่า  เป็นมงคล  เพราะเป็น

เหตุได้โอวาทและอนุศาสนี    จากสำนักเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย   และเพราะ

เป็นเหตุละโทษและบรรลุคุณ.

การเข้าไปหาการบำรุงการระลึก  การฟังและการเห็นนักบวชทั้งหลาย

ผู้ระงับกิเลสแล้ว    อบรมกายวาจาจิตและปัญญาแล้ว     ประกอบด้วยความสงบ

อย่างสูง  ชื่อว่า การเห็นสมณะทั้งหลาย.   การเห็นสมณะแม้ทั้งหมด  ท่าน

กล่าวว่าทัสสนะ  โดยเทศนาอย่างต่ำ.  การเห็นสมณะนั้น   พึงทราบว่าเป็นมงคล.

เพราะเหตุไร.  เพราะมีอุปการะมาก  จริงอยู่   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เป็นต้น

ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่าการเห็นภิกษุเหล่านั้น   มีอุปการะมาก เพราะ

บุญอันใด กุลบุตรผู้ต้องการประโยชน์ เห็นภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลมาถึงประตูเรือน

ผิว่าไทยธรรมมีอยู่    ก็พึงนับถือด้วยไทยธรรมตามกำลัง  ผิว่าไม่มี    ก็พึงไหว้

อย่างเบญจางคประดิษฐ์  เมื่อการไหว้อย่างเบญจางคประดิษฐ์ยังไม่พร้อม  ก็พึง

ประคองอัญชลีนมัสการ   เมื่อการนอบน้อม   ยังไม่พร้อม   ก็มีจิตผ่องใส   แลดู

ด้วยจักษุที่น่ารัก    ด้วยบุญที่มีการแลดูเป็นมูลอย่างนี้  โรคหรือโทษ  ฝ้าหรือ

ต่อมจะไม่มีในจักษุ    ตลอดหลายพันชาติ    จักษุทั้งสองก็จะผ่องใส  มีสิริ  มี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 207

วรรณะ  ๕  เสมือนบานประตูแก้วมณีที่เปิดในรัตนวิมาน    เขาจะได้สมบัติใน

เทวดาเเละมนุษย์    ประมาณแสนกัป    ข้อที่เขาเกิดเป็นมนุษย์เป็นคนมีปัญญา

พึงเสวยวิปากสมบัติเห็นปานนี้    ก็ด้วยบุญที่สำเร็จมาแต่การเห็นสมณะ  ซึ่งเขา

ประพฤติมาโดยชอบ  ไม่น่าอัศจรรย์เลย   แม้สำหรับสัตว์เดียรัฐฉาน   บัณฑิต

ทั้งหลาย  ก็พรรณนาวิบากสมบัติของการเห็นสมณะ ที่เพียงทำศรัทธาให้เกิดแล้ว

อย่างเดียวไว้อย่างนี้  ในบาลีประเทศใด   บาลีประเทศนั้นมีว่า

นกฮูก  ตากลม  อาศัยอยู่ที่เวทิยกบรรพตมาตลอด

กาลยาวนาน  นกฮูกตัวนี้สุขแท้หนอ    เห็นพระพุทธเจ้า

ผู้ประเสริญ   ซึ่งลุกขึ้นแต่เช้า.

มันทำจิตให้เลื่อมใสในตัวเรา    และภิกษุสงฆ์ผู้

ยอดเยี่ยม ไม่ต้องไปทุคติถึงแสนกัป  มันจุติจากเทวโลก

อันกุศลกรรมตักเตือนแลัวจักเป็นพระพุทธะ  ผู้มีอนัน-

ตยาณ   ปรากฏพระนามว่า   โสมนัสสะ   ดังนี้.

ในเวลาพลบค่ำ   หรือในเวลาย่ำรุ่ง    ภิกษุฝ่ายพระสูตร  ๒  รูป   ย่อม

สนทนาพระสูตรกัน   ฝ่ายพระวินัยก็สนทนาพระวินัยกัน     ฝ่ายพระอภิธรรมก็

สนทนาพระอภิธรรมกัน   ฝ่ายชาดกก็สนทนาชาดกกัน   ฝ่ายอรรถกถาก็สนทนา

อรรถกถากันหรือสนทนากันในกาลนั้นๆ   เพื่อชำระจิตที่ถูกความหดหู  ความ

ฟุ้งซ่านและความสงสัยชักนำไป  การสนทนาตามกาลนี้   ชื่อว่า การสนทนาธรรม

ตามกาล   การสนทนาธรรมตามกาลนั้น  ตรัสว่าเป็นมงคล   เพราะเป็นเหตุแห่ง

คุณทั้งหลายมีความฉลาดในอาคมคือนิกายทั้ง ๕ เป็นต้นแล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคลแห่งคาถานี้ไว้  มงคล คือ ความอดทน

๑   ความเป็นผู้ว่าง่าย   ๑  การเห็นสมณะ  ๑  และการสนทนาธรรมตามกาล  ๑

ด้วยประการฉะนี้.     ก็ความที่มงคลเหล่านั้นเป็นมงคส     ได้ชี้แจงไว้ในมงคล

นั้น ๆ แล้วทั้งนั้นแล.

จบพรรณนาความแห่งคาถาว่า   ขนฺตึ  จ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 208

พรรณนาคาถาว่า  ตโป  จ

บัดนี้  จะพรรณนาในคาถาว่า ตโป  จ นี้.    ชื่อว่า ตปะ  เพราะเผา

นาปธรรม.   ความประพฤติอย่างพรหม   หรือความประพฤติของพรหม   ชื่อว่า

พรหมจรรย์   ท่านอธิบายว่า  ความประพฤติอย่างประเสริฐ.   การเห็นอริยสัจ

ทั้งหลาย ชื่อว่า อริยสจฺจาน  ทสฺสน.  อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อริยสจฺจานิ

ทสฺสน  ดังนี้ก็มี.  ชื่อว่า  นิพพาน  เพราะออกจากวานะตัณหาเครื่องร้อยรัด

การทำให้แจ้งชื่อว่า  สัจฉิกิริยา.  การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ชื่อว่านิพพาน-

สัจฉิกิริยา.  คำทีเหลือ  มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล  นี้เป็นการพรรณนาบท

ส่วนการพรรณนาความ    พึงทราบดังนี้     อินทรียสังวรชื่อว่า   ตปะ

เพราะเผาอภิชฌาและโทมนัสเป็นต้น     หรือความเพียรชื่อว่า  ตปะ  เพราะเผา

ความเกียจคร้าน    บุคคลผู้ประกอบด้วยตปะเหล่านั้น       ท่านเรียกว่า  อาตาปี

ตปะนี้นั้น    พึงทราบว่าเป็นมงคล   เพราะเป็นเหตุละอภิชฌาเป็นต้น และได้ฌาน

เป็นอาทิ.

ชื่อว่าพรหมจรรย์เป็นชื่อของ เมถุนวิรัติ  สมณธรรม  ศาสนาและ

มรรค.  จริงอย่างนั้น  เมถุนวิรัติ   ท่านเรียกว่า พรหมจรรย์  ได้ในประโยค

เป็นต้นว่า พฺรหฺมจริย  ปหาย  พฺรหฺมจารี  โหติ  ละเมถุนวิรัติ เป็นพรหม.

จารี.   สมณธรรม   เรียกว่าพรหมจรรย์   ได้ในประโยค  เป็นต้น อย่างนี้ว่า

ภควติ   โน  อาวุใส  พฺรหฺมจริย   วุสฺสติ   ผู้มีอายุ  เราอยู่ประพฤติสมณ-

ธรรม  ในพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ศาสนา   เรียกว่าพรหมจรรย์  ได้ในประโยคเป็นต้น อย่างนี้ว่า 

ตาวาห   ปาปิม    ปรินิพฺพายิสสามิ  ยาว  เม  อิท   พฺรหฺมจริย   น

อิทฺธญฺเจว   ภวิสฺสติ  ผีตญฺจ  วิตฺถาริก   พาหุชญฺ    ดูก่อนมาร   ตราบ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 209

ใดศาสนานี้ของเรา    จักยังไม่มั่นคงเจริญแพร่หลายรู้กันมากคน      เราก็จักยัง

ไม่ปรินิพพานตราบนั้น.

มรรคเรียกว่า พรหมจรรย์ ได้ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า   อยเมว

โข   ภิกฺขุ   อริโย   อฏฺงฺคิโก  มคฺโค  พฺรหฺมจริย     เสยฺยถีท    สมฺมา-

ทิฏฺิ    ดูก่อนภิกษุ  อริยมรรคมีองค์ ๘  คือ   สัมมาทิฏฐิเป็นต้น เป็นพรหม

จรรย์.   แต่ในที่นี้    พรหมจรรย์แม้ทุกอย่างไม่เหลือ   ย่อมควร    เพราะมรรค

ท่านสงเคราะห์ด้วยอริยสัจจานทัสสนะข้างหน้าแล้ว.   ก็พรหมจรรย์นั่นนั้น    พึง

ทราบว่าเป็นมงคล  เพราะเป็นเหตุประสบผลวิเศษนานาประการ นั้นสูง  ๆ.

การเห็นมรรค     โดยตรัสรู้อริยสัจ  ๔       ที่กล่าวไว้แลัวกุมาร

ปัญหา   ชื่อว่า อริยสัจจานทัสสนะ.   อริยสัจจานทัสสนะนั้น   ตรัสว่าเป็น

มงคล   เพราะเป็นเหตุล่วงทุกข์ในสังสารวัฎ.

อรหัตผล   ท่านประสงค์เอาว่า  นิพพาน  ในที่นี้. ชื่อว่า นิพพาน-

สัจฉิกิริยา   กระทำให้แจ้งในพระนิพพาน.     จริงอยู่อรหัตผลแม้นั้น     ท่าน

กล่าวว่านิพพาน เพราะออกจากตัณหา  ที่เข้าใจกันว่า  วานะ  เพราะร้อยไว้ใน

คติ ๕.  การถึงหรือการพิจารณาพระนิพพานนั้น    เรียกว่า  สัจฉิกิริยา แต่การ

ทำให้แจ้งพระนิพพานนอกนี้สำเร็จได้ด้วยการเห็นอริสัจ  ๔ นั่นเเล    ด้วยเหตุ

นั้น   การเห็นอริยสัจนั้น   ท่านจึงไม่ประสงค์ในที่นี้.    การทำให้แจ้งพระนิพพาน

นั้น   พึงทราบว่าเป็นมงคล  เพราะเป็นเหตุอยู่เป็นสุขในปัจจุบันเป็นต้น   ด้วย

ประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคลแห่งคาถานี้ไว้   มงคล    คือ     ตปะ ๑

พรหมจรรย์ ๑  อริยสัจจานทัสสนะ  ๑  และนิพพานสัจฉิกิริยา  ๑  ด้วยประการ

ฉะนี้.    ก็ความที่มงคลเหล่านั้นเป็นมงคล   ได้ชี้แจงไว้ในมงคลนั้น  ๆ  แล้วทั้ง

นั้นแล.

จบพรรณนาความแห่งคาถานี้ว่า   ตโป  จ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 210

พรรณนาคาถาว่า  ผุฏฺสฺส  โลกธมฺเมหิ

บัดนี้   จะพรรณนาในคาถาว่า  ผุฏฺสฺส    โลกธมฺเมหิ   บทว่า

ผุฏฺสฺส  ได้แก่   ถูกแล้ว    ต้องแล้ว   ประสบแล้ว.    ธรรมทั้งหลายในโลก

ชื่อว่า  โลกธรรม.  ท่านอธิบายว่า  ธรรมทั้งหลาย  จะไม่หวนกลับตราบเท่าที่

โลกยังดำเนินไป.  บทว่า   จิตฺต  ได้แก่   มโน  มานัส.  บท ว่า   ยสฺส   ได้แก่

ของภิกษุใหม่  ภิกษุปูนกลาง  หรือภิกษุผู้เถระ.   บทว่า  น  กมฺปติ   ได้แก่

ไม่หวั่น    ไม่ไหว.  บทว่า   อโสก  ได้แก่   ไร้ความโศก    ถอนโศกศัลย์เสีย

แล้ว.   บทว่า   วรช    ได้แก่   ปราศจากละอองกิเลส   กำจัดละอองกิเลสแล้ว.

บทว่า  เขม  ได้แก่  ไม่มีภัย  ไร้อุปัทวะ.    คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวไว้แล้วแล

นี้เป็นการพรรณนาบท.

ส่วนการพรรณนาความ  พึงทราบดังนี้  จิตของผู้ใด   อันโลกธรรม  ๘

มี  มีลาภ ไม่มีลาภ   เป็นต้น    ถูกต้องครอบงำแล้ว   ย่อมไม่หวั่น  ไม่ไหว ไม่

กระเทือน ชื่อว่า จิตของผู้ใดอันโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหว  จิตนั้นของ

ผู้นั้นพึงทราบว่าเป็นมงคล     เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้สูงสุดเหนือโลก    ซึ่ง

ธรรมไรๆ ให้หวั่นไหวไม่ได้.

ถามว่า  ก็จิตของใคร  ถูกโลกธรรมเหล่านั้นกระทบแล้วไม่หวั่นไหว.

ตอบว่า  จิตของพระอรหันตขีณาสพ    ไม่ใช่จิตของใครอื่น.  จริงอยู่  พระผู้

มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

เสโล  ยถา  เอกกฺฆโน       เวเตน   น  สมีรติ

เอว  รูปา   รสา    สทฺทา        คนฺธา  ผสฺสา   จ  เกวลา

อิฏฺา   ธมฺมา   อนิฏฺา  จ     นปฺปเวเธนฺติ   ตาทิโน

ิต   จิตฺต   วิปฺปมุตฺต           วยญฺจสฺสานุปสฺสติ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 211

ภูเขาหิน   ทึบแท่งเดียว  ย่อมไม่ไหวด้วยลม   ฉัน

ใด  รูป  เสียง  กลิ่น รส  ผัสสะ  และธรรมทั้งสิ้น  ทั้ง

ส่วนอิฏฐารมณ์  ทั้งส่วนอนิฏฐารมณ์   ย่อมทำจิตของ

ท่านผู้คงที่ให้หวั่นไหวไม่ได้       ฉันนั้น      ด้วยว่าจิต

ของท่านที่มั่นคง   หลุดพ้นแล้ว  ย่อมเห็นความเสื่อม

อยู่เนือง ๆ.

จิตของพระขีณาสพเท่านั้น    ชื่อว่า   อโสกะ  ไม่เศร้าโศก.    จริงอยู่

จิตของพระขีณาสพนั้น  ชื่อว่า  อโสกะ    เพราะไม่มีความเศร้าโศก    ที่ท่าน

กล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า   ความโศก    ความเศร้า   ความเป็นผู้เศร้าโศก  ความ

แห้งใจ   ความแห้งผากภายใน    ความที่ใจถูกความเศร้าโศกแผดเผา.   อาจารย์

บางพวกกล่าวถึงพระนิพพานคำนั้น  เชื่อมความไม่ได้กับบทต้น ๆ. จิตของพระ

ขีณาสพเท่านั้น   ชื่อว่า อโสกะ ฉันใด  ก็ชื่อว่า  วิรชะ  เขมะ  ฉันนั้น    จริง

อยู่   จิตของพระขีณาสพนั้น  ชื่อว่า วิรชะ   เพราะปราศจากละอองกิเลสมีราคะ

โทสะ  โมหะ เป็นต้น    และชื่อว่า เขมะ   เพราะปลอดจากโยคะทั้ง ๔.  เพราะ

ว่า  จิตทั้ง ๓ อย่างนั้น โดยที่ท่านถือเอาแล้วในขณะจิตเป็นไปในอารมณ์นั้น ๆ

โดยอาการนั้น ๆ พึงทราบว่าเป็นมงคล   เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้สูงสุดเหนือ

โลกมีความเป็นผู้มีขันธ์อันไม่เป็นไปแล้ว     [ไม่เกิดอีก]     และเพราะนำมาซึ่ง

ความเป็นอาหุไนยบุคคลเป็นต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคลแห่งคาถานี้ไว้ ๔ มงคล  คือ    จิตที่ไม่

หวั่นไหวด้วยโลกธรรมแปด ๑  จิตไม่เศร้าโศก  ๑  จิตปราศจากละอองกิเลส ๑

จิตเกษม ๑  ด้วยประการฉะนี้.   ก็ความที่มงคลเหล่านั้นเป็นมงคล  ก็ได้ชี้แจงไว้

ในมงคลนั้น  ๆ แล้วทั้งนั้นแล.

จบพรรณนาความแห่งคาถานี้ว่า   ผุฏฺสฺส  โลกธมฺเมหิ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 212

พรรณนาคาถาว่า  เอตาทิสานิ

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นตรัส  มหามงคล  ๓๘  ประการ  ด้วยคาถา

๑๐ คาถา  มีว่า อเสวนา  จ  พาลาน    การไม่คบพาลเป็นอาทิ   อย่างนี้แล้ว

บัดนี้  เมื่อจะทรงชมเชยมงคลที่พระองค์ตรัสเหล่านั้นแล  จึงได้ตรัสคาถาสุดท้าย

ว่า  เอตาทิสานิ  กตฺวาน  เป็นต้น.

พรรณนาความแห่งคาถาสุดท้ายนั้นดังนี้  บทว่า  เอตาทิสานิ แปลว่า

เช่นนี้  เหล่านั้น    คือมีการไม่คบพาล   เป็นต้น      มีประการที่เรากล่าวมาแล้ว.

บทว่า    กตฺวาน   แปลว่า  กระทำ.  ความจริงคำนี้ไม่นอกเหนือไปจากความว่า

กตฺวาน   กติวา    กริตฺวา  [ซึ่งแปลว่าการทำเหมือนกัน].    บทว่า    สพฺพตฺ-

ถมปราชิตา   ความว่า    สัตว์ทั้งหลาย   กระทำมงคลเช่นนี้เหล่านั้น   อันข้าศึก

๔ ประเภท   คือ  ขันธมาร   กิเลสมาร   อภิสังขารมารและเทวปุตตมาร   แม้แต่

ประเภทเดียวทำให้พ่ายแพ้ไม่ได้    ในที่ทั้งปวง    ท่านอธิบายว่า   ยังมารทั้ง   ๔

นั้นให้พ่ายแพ้ด้วยตนเอง.  ก็  ม  อักษรในคำว่า  สพฺพตฺถมปราชิตา   นี้   พึง

ทราบว่า  เพียงทำการต่อบท.

บทว่า  สพฺพตฺถ   โสตฺถึ   คจฺฉนฺติ   ความว่า  สัตว์ทั้งหลายกระทำ

มงคลเช่นที่กล่าวมานี้    เป็นผู้อันมารทั้ง ๔ ทำให้พ่ายแพ้ไม่ได้แล้ว     ย่อมถึง

ความสวัสดีในที่ทั้งปวง  คือ ในโลกนี้ และโลกหน้า   และที่ยืนและที่เดินเป็นต้น

อาสวะเหล่าใดที่ทำความคับแค้นและเร่าร้อน   พึงเกิดขึ้นเพราะการคบพาลเป็น

ต้น    เหตุไม่มีอาสวะเหล่านั้น     จึงถึงความสวัสดี     ท่านอธิบายว่า  เป็นผู้อัน

อุปัทวะไม่ขัดขวาง  อันอุปสรรคไม่ขัดข้อง   เกษมปลอดโปร่ง  ไม่มีภัยเฉพาะ

หน้าไป.   ก็นิคคหิต    ในคำว่า  สพฺพตฺ   โสตฺถึ   คจฺฉนฺติ   นี้พึงทราบว่า

ตรัสเพื่อสะดวกแก่การผูกคาถา.

พระผู้มีพระภาคเจ้า      ทรงจบเทศนาด้วยบทแห่งคาถาว่า    ต   เตส

มงฺคลฺมุตฺตม.  ทรงจบอย่างไร. ทรงจบว่า  ดูก่อนเทพบุตร  เพราะเหตุที่ชน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 213

ผู้กระทำมงคลเช่นที่กล่าวนี้ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวงอย่างนี้   ฉะนั้น   ท่าน

จึงถือว่า มงคลทั้ง ๓๘ ประการ   มีการไม่คบพาลเป็นต้นนั้นสูงสุด    ประเสริฐ

สุด  ดีที่สุด  สำหรับชนเหล่านั้น  ผู้กระทำมงคลเช่นที่กล่าวมานี้.

ตอนสุดท้าย  เทศนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบอย่างนี้  เทวดา  แสน

โกฎิบรรลุพระอรหัต.  จำนวนผู้บรรลุโสดาปัตติผล  สกทาคามิผล  อนาคามิผล

นับไม่ได้.  ครั้งนั้น  วันรุ่งขึ้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก พระอานนท์เถระ

มาตรัสว่า   ดูก่อนอานนท์    เมื่อคืนนี้    เทวดาองค์หนึ่งเข้ามาถามมงคลปัญหา

ครั้งนั้นเราได้กล่าวมงคล ๓๘ ประการแก่เทวดาองค์นั้น     ดูก่อนอานนท์   เธอ

จงเรียนมงคลปริยายนี้    ครั้นเรียนแล้วจงสอนภิกษุทั้งหลาย.     พระเถระเรียน

แล้วก็สอนภิกษุทั้งหลาย.  มงคลสูตรนี้นั้น   อาจารย์นำสืบ ๆ  กันมาเป็นไปอยู่จน

ทุกวันนี้  พึงทราบว่า  ศาสนพรหมจรรย์นี้มั่นคงเจริญแพร่หลาย  รู้กันมากคน

พาแน่น   ตราบเท่าที่เทวดาและมนุษย์ประกาศดีแล้ว.

เพื่อความฉลาดในการสะสมความรู้ในมงคลเหล่านั้นเอง     บัดนี้   จะ

ประกอบความตั้งแต่ต้นดังนี้.

สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาสุขในโลกนี้โลกหน้าและโลกุตรสุขเหล่านั้น  ละ

การคบคนพาลเสีย  อาศัยแต่บัณฑิตบูชาผู้ที่ควรบูชา.   อันการอยู่ในปฏิรูป-

เทสและความเป็นผู้ทำบุญไว้ในก่อนตักเตือนในการบำเพ็ญกุศล.   ตั้งตนไว้

ชอบ   มีอัตภาพอันประดับด้วยพาหุสัจจะ  ศิลปะ  และวินัยกล่าวสุภาษิตอัน

เหมาะแก่วินัย.   ยังไม่ละเพศคฤหัสถ์ตราบใด,    ก็ชำระมูลหนี้เก่าด้วยการบำรุง

มารดาบิดา,   ประกอบมูลหนี้ใหม่ด้วยการสงเคราะห์บุตรและภรรยา   ถึงความ

มั่งคั่งด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก   ด้วยความเป็นผู้มีการงานไม่อากูล,   ยึดสาระ

แห่งโภคะด้วยทาน และสาระแห่งชีวิตด้วยการประพฤติธรรมกระทำประโยชน์

เกื้อกูลแก่ชนของตน  ด้วยการสงเคราะห์ญาติ   และประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนอื่น ๆ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 214

ด้วยความเป็นผู้มีการงานอันไม่มีโทษ.   งดเว้นการทำร้ายผู้อื่นด้วยการเว้นบาป

การทำร้ายตนเอง   ด้วยการระวังในการดื่มกินของเมา,     เพิ่มพูนฝ่ายกุศลด้วย

ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย,   ละเพศคฤหัสถ์ด้วยความเป็นผู้เพิ่มพูนกุศล

แม้คงอยู่ในภาวะบรรพชิต    ก็ยังวัตรสัมปทาไห้สำเร็จด้วยความเคารพในพระ-

พุทธเจ้า     สาวกของพระพุทธเจ้าและอุปัชฌายาจารย์เป็นต้น      และด้วยความ

ถ่อมตน,   ละความละโมภในปัจจัยด้วยสันโดษ,   ตั้งอยู่ในสัปปุริสภูมิด้วยความ

เป็นผู้กตัญญู,   ละความเป็นผู้มีจิตหดหู่ด้วยการฟังธรรมครอบงำอันตรายทุก

อย่างด้วยขันติทำคนให้มีที่พึ่ง    ด้วยความเป็นผู้ว่าง่าย,    ดูการประกอบข้อ

ปฏิบัติด้วยการเห็นสมณะ      บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้ง

แห่งความสงสัย  ด้วยการสนทนาธรรม,    ถึงศีลวิสุทธิ    ด้วยตปะคืออินทรีย-

สังวร ถึงจิตตวิสุทธิ  ด้วยพรหมจรรย์คือสมณธรรม  และยังวิสุทธิ ๔  นอกนั้น

ให้ถึงพร้อมถึงญาณทัสสนวิสุทธิอันเป็นปริยายแห่งการเห็นอริยสัจด้วยปฏิปทา

นี้   กระทำให้แจ้งพระนิพพานที่นับได้ว่าอรหัตผล,   ซึ่งครั้น  กระทำให้แจ้งแล้ว

เป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม  ๘ เหมือนสิเนรุบรรพต  ไม่หวั่นไหวด้วย

ลมและฝน  ย่อมเป็นผู้ไม่เศร้าโศก   ปราศจากละอองกิเลส  มีความเกษมปลอด

โปร่ง    และความเกษมปลอดโปร่งย่อมเป็นผู้แม้แต่ศัตรูผู้หนึ่งให้พ่ายแพ้ไม่ได้

ในที่ทั้งปวง   ทั้งจะถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน.

ด้วยเหตุนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

สัตว์ทั้งหลายกระทำมงคลเช่นที่กล่าวมานี้แล้ว

เป็นผู้อันมารให้พ่ายแพ้ไม่ได้ในที่ทั้งปวง ย่อมถึงความ

สวัสดีในที่ทุกสถาน   นั้นเป็นมงคลอุดมของสัตว์เหล่า

นั้น.

จบพรรณนามงคลสูตร

แห่ง

ปรมัตถโชติกา   อรรถกถาขุททกปาฐะ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 215

รัตนสูตร

ว่าด้วยรัตนอันประณีต

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรัตนสูตรเป็นคาถาว่าดังนี้

[๗]  หมู่ภูตเหล่าใด  อยู่ภาคพื้นดิน   หรือเหล่า

ใดอยู่ภาคพื้นอากาศ   มาประชุมกันแล้วในที่นี้  ขอหมู่

ภูตทั้งหมด    จงมีใจดี      และจงฟังสุภาษิตโดยเคารพ

เพราะฉะนั้น    ขอท่านฟังหมดจงตั้งใจฟัง  จงแผ่เมตตา

ในหมู่ประชาที่เป็นมนุษย์  มนุษย์เหล่าใด  ย่อมนำพลี

กรรมไปทั้งกลางวันและกลางคืน  เพราะฉะนั้น  ท่าน

ทั้งหลาย   จงไม่ประมาท  ช่วยรักษามนุษย์เหล่านั้น.

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในในที่นี้

หรือในโลกอื่น    หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจและรัตนะนั้นที่เสมอด้วยพระตถา-

คตไม่มีเลย  แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธ

เจ้า.  ด้วยคำสัตย์นี้   ขอความสวัสดีจงมี.

พระศากยมุนี   พระหฤทัยตั้งมั่นทรงบรรลุธรรม

ใด  เป็นที่สิ้นกิเลส   ปราศจากราคะ   เป็นอมตธรรม

ประณีต  สิ่งไร ๆ  ที่เสมอด้วยธรรมนั้นไม่มี   แม้อันนี้

เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม.   ด้วยคำสัตย์นี้   ขอ

ความสวัสดีจงมี.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 216

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด  ทรงสรรเสริญสมาธิ

อันใดว่าเป็นธรรมอันสะอาด     ปราชญ์ทั้งหลายกล่าว

สมาธิอันใดว่าให้ผลโดยลำดับ     สมาธิอื่นที่เสมอด้วย

สมาธิอันนั้นไม่มี    แม้อันนี้   เป็นรัตนะอันประณีต

ในพระธรรม.  ด้วยคำสัตย์นี้   ขอความสวัสดีจงมี.

บุคคลเหล่าใด  ๘  จำพวก  ๔  คู่   อันสัตบุรุษทั้ง

หลายสรรเสริญแล้ว      บุคคลเหล่านั้นเป็นสาวกของ

พระสุคต   ควรแก่ทักษิณาทาน   ทานทั้งหลาย  ที่เขา

ถวายในบุคคลเหล่านั้นย่อมมีผลมาก    แม้อันนี้   เป็น

รัตนะอันประณีตในพระสงฆ์   ด้วยคำสัตย์นี้   ขอความ

สวัสดีจงมี.

พระอริยบุคคลเหล่าใด ในศาสนาของพระพุทธ-

โคดม   ประกอบดีแล้ว  มีใจมั่นคง   ปราศจากความ

อาลัย  พระอริยบุคคลเหล่านั้น     ถึงพระอรหัตที่ควรถึง

หยั่งเข้าสู่พระนิพพาน  ได้ความดับกิเลสเปล่า ๆ เสวย

ผลอยู่   แม้อันนี้    เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

ด้วยคำสัตย์นี้   ขอความสวัสดีจงมี.

พระโสดาบันจำพวกใด  ทำให้แจ้งอริยสัจ    ที่

พระศาสดาผู้มีปัญญาลึกซึ้งทรงแสดงดีแล้ว    ถึงแม้ว่า

พระใสดาบันจำพวกนั้น      จะเป็นผู้ประมาทอย่างแรง

กล้า   ท่านก็ไม่ถือเอาภพที่  ๘   แม้อันนี้   เป็นรัตนะอัน

ประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้   ขอความสวัสดีจงมี.

 


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 217

สักกาายทิฏฐิ    วิจิกิจฉา    และสีลัพพตปรามาส

อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่  สังโยชน์ธรรมเหล่านั้นย่อมเป็น

อันพระโสดาบันละได้แล้ว     พร้อมกับทัสสนสัมปทา

[คือโสดาปัตติมรรค]  ที่เดียว    อนึ่ง    พระโสดาบัน

เป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง  ๔ ไม่อาจที่จะทำอภิฐาน ๖

[คืออนันตริยธรรม ๕  กับการเข้ารีต]     แน่อันนี้เป็น

รัตนะอันประณีตในพระสงฆ์  ด้วยคำสัตย์นี้   ขอความ

สวัสดี  จงมี.

ถึงแม้ว่าพระโสดาบันนั้น    ยังทำบาปกรรมทาง

กายวาจาหรือใจไปบ้าง [เพราะความประมาท]   ท่าน

ไม่อาจจะปกปิดบาปกรรมนั้นได้   พระผู้มีพระภาคเจ้า

ก็ตรัสความที่พระโสดาบัน    ผู้เห็นบทคือพระนิพพาน

แล้ว  ไม่อาจปกปิดบาปกรรมนั้นไว้แล้ว  แม้อันนี้  เป็น

รัตนะอัน ประณีตในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้    ขอความ

สวัสดี  จงมี.

พุ่มไม้งามในป่า    ยอดมีดอกบานสะพรั่งในต้น

เดือนคิมหะ แห่งฤดูคิมหันต์ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า

ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ    อันให้ถึงพระนิพพาน

เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย   ก็อุปมาฉันนั้น

แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า.  ด้วยคำ

สัตย์นี้   ขอความสวัสดี   จงมี.

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริญ  ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ

ประทานธรรมอันประเสริญ       ทรงนำมาซึ่งธรรมอัน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 218

ประเสริฐ  เป็นผู้ยอดเยี่ยม   ได้ทรงแสดงธรรมอันประ-

เสริฐ.  แม้อันนี้  เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า.

ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดี   จงมี.

กรรมเก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นแล้วกรรม

สมภพใหม่  ย่อมไม่มี  พระอริยบุคคลเหล่าใด    มีจิต

อันหน่ายแล้วในภพต่อไป  พระอริยบุคคลเหล่านั้น   มี

พืชสิ้นไปแล้ว    มีความพอใจงอกไม่ได้แล้ว   เป็นผู้มี

ปัญญา   ย่อมปรินิพพานดับสนิท   เหมือนประทีปดวงนี้

ฉะนั้น.    แม้อันนี้   เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดี  จงมี.

ท้าวสักกเทวราชตรัสเสริมเป็นคาถาว่าดังนี้

หมู่ภูตเหล่าใดอยู่ภาคพื้นดิน   หรือเหล่าใดอยู่

ภาคพื้นอากาศมาประชุมกันในที่นี้  พวกเรานอบน้อม

พระตถาคตพุทธะ  ผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอ

ความสวัสดี  จงมี.

หมู่ภูตเหล่าใดอยู่ภาคพื้นดิน  หรือเหล่าใดอยู่ภาค

พื้นอากาศมาประชุมกัน  แล้วในที่นี้พวกเรานอบน้อม

พระตถาคตธรรม    อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว   ขอ

ความสวัสดี   จงมี.

หมู่ภูตเหล่าใด  อยู่ภาคพื้นดิน   หรือเหล่าใดอยู่

ภาคพื้นอากาศ  มาประชุมกันแล้วในที่นี้  พวกเรานอบ

น้อมพระตถาคตสงฆ์    อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว

ขอความสวัสดี   จงมี.

จบรัตนสูตร


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 219

พรรณนารัตนสูตร

ประโยชน์แห่งบทตั้ง

บัดนี้    ถึงลำดับการพรรณนาความแห่งรัตนสูตรที่ยกขึ้นตั้งในลำดับต่อ

จากมงคลสูตรนั้น   โดยนัยเป็นต้นว่า   ยานีธ  ภูตานิ.    ข้าพเจ้าจักกล่าวประ-

โยชน์แห่งการตั้งรัตนสูตรนั้น  ไว้ในที่นี้    ต่อจากนั้น       เมื่อแสดงการหยั่งลงสู่

ความแห่งสูตรนี้      ทางนิทานวจนะอันบริสุทธิ์ดี    เหมือนการลงสู่น้ำในแม่น้ำ

และหนองเป็นต้น      ทางท่าน้ำที่หมดจดดี    ประกาศนัยนี้ว่า สูตรนี้ผู้ใดกล่าว

กล่าวเมื่อใด   กล่าวที่ไหน   กล่าวเพราะเหตุใด   แล้วจึงทำการพรรณนาความ

แห่งรัตนสูตรนี้.

ในสองสูตรนั้น      เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการรักษา

ตัวเอง   และการกำจัดอาสวะทั้งหลายที่มีการทำไม่ดี   และการไม่ทำดีเป็นปัจจัย

ด้วยมงคลสูตร   ส่วนสูตรนี้    ให้สำเร็จการรักษาผู้อื่น    และการกำจัดอาสวะ

ทั้งหลายที่มีอมนุษย์เป็นต้นเป็นปัจจัย  ฉะนั้น    สูตรนี้จึงเป็นอันตั้งไว้ในลำดับ

ต่อจากมงคลสูตรนั้นแล.

ประโยชน์แห่งการตั้งรัตนสูตรนั้นไว้ในที่นี้เท่านี้ก่อน

 

เรื่องกรุงเวสาลี

บัดนี้   ในข้อว่า   เยน   วุตฺต     ยทา    ยติถ   ยสฺมา   เจต   นี้  ผู้ทักท้วง

กล่าวว่า  ก็สูตรนี้ผู้ใดกล่าว   กล่าวเมื่อใด  กล่าวที่ใด   และกล่าวเพราะเหตุใด.

ขอชี้แจงดังนี้  ความจริง  สูตรนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวตรัส  พระสาวก

เป็นต้นหากล่าวไม่. ตรัสเมื่อใด. ตรัสเมื่อกรุงเวสาลีถูกอุปัทวะทั้งหลาย  มีทุพภิกข-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 220

ภัยเป็นต้นเข้าขัดขวาง    พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพวกเจ้าลิจฉวีทูลร้องขอนำเสด็จ

มาแต่กรุงราชคฤห์    เมื่อนั้น     รัตนสูตรนั้น     พระองค์ก็ตรัสเพื่อบำบัด อุปัทวะ

เหล่านั้น  ในกรุงเวสาลี.     การวิสัชนาปัญหาเหล่านั้น โดยสังเขปมีเท่านี้.    ส่วน

พิศดาร  พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย   พรรณนาไว้นับแต่เรื่องๆ  กรุงเวสาลีเป็นต้น

ไป.

ดังได้สดับมา    พระอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระครรภ์

พระนางทรงทราบแล้วก็ได้กราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ.     พระราชาก็พระ

ราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์.  พระนางได้รับบริหารพระครรภ์มาเป็นอย่างดี

ก็เสด็จเข้าสู่เรือนประสูติ  ในเวลาพระครรภ์แก่.   เหล่าท่านผู้มีบุญย่อมออกจาก

ครรภ์ในเวลาใกล้รุ่ง.  ก็ในบรรดาท่านผู้มีบุญเหล่านั้น   พระอัครมเหสีพระองค์

นั้น   ก็เป็นผู้มีบุญพระองค์หนึ่ง  ด้วยเหตุนั้น  เวลาใกล้รุ่ง   พระนางก็ประสูติ

ชิ้นเนื้อเสมือนดอกชะบามีพื้นกลีบสีแดงดังครั่ง  ต่อจากนั้น   พระเทวีพระองค์

อื่น ๆ ก็ประสูติพระโอรสเสมือนรูปทอง.  พระอัครมเหสีประสูติชิ้นเนื้อ ดังนั้น

พระนางทรงดำริว่า     "เสียงติเตียนจะพึงเกิดแก่เรา      ต่อเบื้องพระพักตร์ของ

พระราชา"    เพราะทรงกลัวการติเตียนนั้น     จึงทรงสั่งให้ใส่ชิ้นเนื้อนั้นลงใน

ภาชนะใบหนึ่ง  เอาภาชนะอีกใบหนึ่งครอบปิดไว้  ประทับตราพระราชลัญจกร

แล้ว   ให้ลอยไปตามกระแสแม่น้ำคงคา  พอเจ้าหน้าที่ทั้งหลายทิ้งลงไป  เทวดา

ทั้งหลายก็จัดการอารักขา     ทั้งเอายางมหาหิงคุ์จารึกแผ่นทองผูกติดไว้ที่ภาชนะ

นั้นว่า  พระราชโอรสธิดาของพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้ากรุงพาราณสี.   ต่อนั้น

ภาชนะนั้น   มิได้ถูกภัยคือคลื่นรบกวน  ก็ลอยไปตามกระแสแน่น้ำคงคา.

สมัยนั้น  ดาบสรูปหนึ่งอาศัยครอบครัวของคนเลี้ยงโค อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ

คงคา.   เช้าตรู่    ดาบสรูปนั้นก็ลงสู่แม่น้ำคงคา   แลเห็นภาชนะนั้นลอยมา   ก็

ถือเอาด้วยบังสุกุลสัญญา    ด้วยเข้าใจว่าเป็นของที่เขาทิ้งแล้ว.   ต่อนั้น   ก็แล


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 221

เห็นแผ่นจารึกอักษรและตราพระราชลัญจกร   ก็แก้ออกเห็นชิ้นเนื้อนั้น   ครั้น

เห็นแล้ว   ดาบสรูปนั้นก็คิดว่า  เห็นทีจะเป็นสัตว์เกิดในครรภ์  ดังนั้น  จึงไม่

เน่าเหม็น  ก็นำชิ้นเนื้อนั้น  ไปยังอาศรม  วางไว้ในที่สะอาด.   ล่วงไปครึ่งเดือน

ชิ้นเนื้อก็แยกเป็น ๒ ชิ้น  ดาบสเห็นแล้ว   ก็วางไว้อย่างดี.   ต่อจากนั้น     ล่วง

ไปอีกครึ่งเดือน  ชิ้นเนื้อแต่ละชิ้นก็เกิดปมชิ้นละ  ๕  สาขา  เพื่อเป็นมือ   เท้า

และศีรษะ  ดาบสก็บรรจงวางไว้เป็นอย่างดีอีก.  ต่อนั้น  อีกครึ่งเดือน  ชิ้นเนื้อ

ชิ้นหนึ่งก็เป็นทารก  เสมือนรูปทอง  อีกชิ้นหนึ่งก็เป็นทาริกา   ดาบสเกิดความ

รักดังบุตรในทารกทั้งสองนั้น.      น้ำนมก็บังเกิดจากหัวนิ้วแน่มือของดาบสนั้น

ตั้งแต่นั้นมา  ดาบสได้น้ำนมและอาหารมาก็บริโภคอาหาร  หยอดน้ำนมในปาก

ของทารกทั้งสอง.     สิ่งใด ๆ เข้าไปในท้องของทารกนั้น    สิ่งนั้น ๆ ทั้งหมด

ก็จะแลเห็นเหมือนเข้าไปในภาชนะทำด้วยแก้วมณี.  ทารกทั้งสอง  ไม่มีผิวอย่าง

นี้.  แต่อาจารย์พวกอื่น ๆ กล่าวว่า   ผิวของทารกทั้งของนั้น     ใสถึงกันและกัน

เหมือนถูกร้อยด้วยวางไว้.  ทารกเหล่านั้น    จึงปรากฏชื่อว่า  ลิจฉวี    เพราะไม่

มีผิว  หรือเพราะมีผิวใส  ด้วยประการฉะนี้.

ดาบสเลี้ยงทารก  พอตะวันขึ้นก็เข้าบ้านแสวงหาอาหาร  ตอนสาย ๆ ก็

กลับ.    คนเลี้ยงโคทั้งหลาย    รู้ถึงการขวนขวายนั้นของดาบสนั้น      ก็กล่าวว่า

ท่านเจ้าข้า   การเลี้ยงทารกเป็นกังวลห่วงใยของเหล่านักบวช    ขอท่านโปรดให้

ทารกแก่พวกเราเถิด    พวกเราจะช่วยกันเลี้ยง    ขอท่านโปรดทำกิจกรรมของ

ท่านเถิด.  ดาบสก็ยอมรับ.  วันรุ่งขึ้น  พวกคนเลี้ยงโคก็ช่วยกันทำหนทางให้

เรียบแล้วโรยทราย   ยกธง  มีดนตรีบรรเลงพากันมายังอาศรม.  ดาบสกล่าวว่า

ทารกทั้งสองมีบุญมาก  พวกท่านจงช่วยกันเลี้ยงให้เจริญวัย   ด้วยความไม่ประ-

มาท   ครั้นให้เจริญวัยแล้ว    จงจัดการอาวาหวิวาหกันและกัน     ให้พระราชา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 222

ทรงยินดีด้วยปัญจโครส    จงเลือกหาภูมิประเทศช่วยกันสร้างพระนครขึ้น   จง

อภิเษกพระกุมารเสีย ณ ที่นั้น    แล้วมอบทารกให้.   พวกคนเลี้ยงโครับคำแล้ว

ก็นำทารกไปเลี้ยงดู.

ทารกทั้งสอง   เจริญเติบโตก็เล่นการเล่น  ใช้มือบ้าง   เท้าบ้าง    ทุบ

ถีบพวกเด็กลูกของคนเลี้ยงโคอื่น ๆ ในที่ทะเลาะกัน  เด็กลูกคนเลี้ยงโคเหล่านั้น

ก็ร้องไห้    ถูกมารดาบิดาถามว่าร้องไห้ทำไม   ก็บอกว่า  เจ้าเด็กไม่มีพ่อแม่ที่

ดาบสเลี้ยงเหล่านั้น   ข่มเหงเรา.   แต่นั้น     มารดาบิดาของเด็กเหล่านั้น ก็กล่าวว่า

ทารกสองคนนี้ชอบข่มเหงให้เด็กอื่น ๆ. เดือดร้อน   จะไม่สงเคราะห์มัน  ละเว้น

มันเสีย.   เขาว่าตั้งแต่นั้นมา  ประเทศที่นั้น    จึงถูกเรียกว่า วัชชี   ขนาด   ๓๐๐

โยชน์.  ครั้งนั้น พวกคนเลี้ยงโคทำพระราชาให้ยินดีแล้ว  เลือกเอาประเทศที่นั้น

สร้างพระนครลงในประเทศนั้น    แล้วอภิเษกพระกุมาร    ซึ่งพระชนม์ได้  ๑๖

พรรษา  ตั้งเป็นพระราชา  ได้ทำการวิวาหมงคลกับทาริกาของพระองค์  ได้วาง

กติกากฎเกณฑ์ไว้ว่า   จะไม่นำทาริกามาจากภายนอก   และไม่ให้ทาริกาจากที่นี้

แก่ใคร ๆ    โดยการอยู่ร่วมกันครั้งแรกของพระกุมารกุมารีนั้น     ก็เกิดทารกคู่

หนึ่ง  เป็นธิดา ๑   โอรส ๑   โดยอาการอย่างนี้   ก็เกิดเป็นคู่ ๆ ถึง ๑๖ ครั้ง.

แต่นั้น    เมื่อทารกเหล่านั้น เจริญวัยโดยลำดับ    นครนั้นก็ไม่พอที่จะบรรจุอาราม

อุทยาน สถานที่อยู่ บริวารและสมบัติ  จึงล้อมรอบด้วยประการ ๓ ชั้น   ระหว่าง

คาวุต หนึ่งๆ เพราะนครนั้น  ถูกขยายกว้างออกบ่อย ๆ จึงเกิดนามว่าเวสาลีนี้แล.

นี้เรื่องกรุงเวสาลี

 

การนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า

ก็กรุงเวสาลีนี้        ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอุบัติก็มั่นคงไพบูลย์

ด้วยว่า   ในกรุงเวสาลีนั้นมีเจ้าอยู่ถึง ๗ ,๗๐๗ พระองค์.   พระยุพราชเสนาบดี

และภัณฑาคาริกเป็นต้นก็เหมือนกัน   เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 223

สมัยนั้นแล      กรุงเวสาลีมั่นคงเจริญ     มีคนมาก

มีคนเกลื่อนกล่น  มีอาหารหาได้ง่าย  มีปราสาท  ๗,๗๐๗

หลัง    มีเรือนยอด   ๗,๗๐๗   หลัง     มีอาราม    ๗,๗๐๗

อาราม   มีสระโบกขรณี   ๗,๗๐๗  สระ.

สมัยต่อมา     กรุงเวสาลีนั้นเกิดทุพภิกขภัย     ฝนแล้งข้าวกล้าตายนึ่ง.

คนยากคนจนตายก่อน   เขาทิ้งคนเหล่านั้นไปนอกนคร.   พวกอมนุษย์ได้กลิ่น

คนตายก็พากันเข้าพระนคร.    แต่นั้น    ผู้คนก็ตายเพิ่มมากขึ้น.    เพราะความ

ปฏิกูลนั้น   อหิวาตกโรคก็เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย.   ชาวกรุงเวสาลีถูกภัย ๓ อย่าง

คือ ทุพภิกขภัย   อมนุสสภัย    และโรคภัยเบียดเบียน    ก็เข้าไปเฝ้าพระราชา

กราบทูลว่า    ขอเดชะ    เกิดภัย ๓ อย่างในพระนครนี้แล้ว    พระเจ้าข้า    แต่

ก่อนนี้  นับได้ ๗  ชั่วราชสกุล  ไม่เคยเกิดภัยเช่นนี้เลย   ชรอยพระองค์ไม่ทรง

ตั้งอยู่ในธรรม    บัดนี้    ภัยนั้นจึงเกิดขึ้น.   พระราชาทรงประชุมเจ้าลิจฉวีทุก

พระองค์ในที่ว่าราชการตรัสว่า   ขอได้โปรดพิจารณาทบทวนข้อที่เราไม่ตั้งอยู่

ในธรรมเถิด   เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น  พิจารณาทบทวนถึงประเพณีทุกอย่าง  ก็ไม่

ทรงเห็นข้อบกพร่องไร ๆ  แต่นั้น  ก็ไม่เห็นโทษขององค์พระราชา   จึงพากัน

คิดว่า  ภัยนี้ของเรา   จะระงับไปได้อย่างไร.   ในที่ประชุมนั้น     เจ้าลิจฉวีบาง

พวก   อ้างถึงศาสดาทั้ง ๖ ว่า  พอศาสดาเหล่านั้นย่างเท้าลงเท่านั้น  ภัยก็จะระงับ

ไป   บางพวกตรัสว่า   ได้ยินว่า   พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลกพระผู้-

มีพระภาคเจ้านั้น      ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ปวงสัตว์    ทรงมี

ฤทธิ์มาก  มีอานุภาพมาก   พอพระองค์ย่างพระบาทลงเท่านั้น    ภัยทุกอย่าง   ก็

จะระงับไป   ด้วยเหตุนั้น    เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น   จึงดีพระทัยตรัสว่า   ก็พระผู้มี-

พระภาคเจ้าพระองค์นั้น   บัดนี้   ประทับอยู่ที่ไหนเล่า   พวกเราส่งคนไปเชิญ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 224

จะไม่เสด็จมาน่ะสิ.   เจ้าลิจฉวีอีกพวกหนึ่งตรัสว่า    ธรรมดาพระพุทธเจ้า   ทรง

เอ็นดูสัตว์  เหตุไร  จะไม่เสด็จมาเล่า.  ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น   บัดนี้

ประทับอยู่กรุงราชคฤห์  พระเจ้าพิมพิสารทรงอุปฐากอยู่   เกรงท้าวเธอจะไม่ให้

เสด็จมา.  ตรัสว่า   ถ้าอย่างนั้นเราจะทูลพระเจ้าพิมพิสารให้ทรงเข้าพระทัยแล้ว

นำพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา    แล้วทรงมอบเครื่องบรรณาการเป็นอันมากส่ง

เจ้าลิจฉวีสองพระองค์   พร้อมด้วยกองกำลังขนาดใหญ่ไปยังราชสำนักพระเจ้า-

พิมพิสาร  โดยสั่งว่า  ขอท่านทูลพระเจ้าพิมพิสารให้เข้าพระทัยแล้ว    นำพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา  เจ้าลิจฉวีทั้งสองพะระองค์เสด็จไปถวายเครื่องบรรณาการ

แด่พระเจ้าพิมพิสาร   แล้วแจ้งให้ทรงทราบเรื่องราวแล้วทูลว่า   ข้าแต่พระมหา-

ราชเจ้า    ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดส่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมายังนคร

ของข้าพระองค์ด้วยเถิด.  พระราชาไม่ทรงรับรองตรัสว่า  พวกท่านทรงรู้เอาเอง

เถิด.    เจ้าลิจฉวีก็ทูลรับว่า  ดีละ  พระเจ้าข้า   แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค-

เจ้า  ถวายบังคมแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ภัย  ๓  อย่าง

เกิดขึ้นในนครของข้าพระองค์    ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าฟังเสด็จมาไซร้    ความ

สวัสดีก็จะพึงมีแก่พวกข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณา

ว่าเมื่อตรัสรัตนสูตรในกรุงเวสาลีการอารักขาจักแผ่ไปแสนโกฏิจักรวาส  จบสูตร

สัตว์ ๘๔,๐๐๐  จักตรัสรรู้ธรรม   แล้วจึงทรงรับนิมนต์.    ครั้งนั้น     พระเจ้า-

พิมพิสารทรงสดับข่าวว่า     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว    โปรดให้

โฆษณาไปในพระนครว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์เสด็จไปกรุงเวสาลี

แล้ว       เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามว่า      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระองค์ทรงรับ จะเสด็จไปกรุงเวสาลีหรือพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ถวายพระพร  มหาบพิตร.  ท้าวเธอทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ถ้าอย่างนั้น

โปรดทรงรอจนกว่าจะจัดแจงหนทางถวายนะ  พระเจ้าข้า.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 225

ครั้งนั้น      พระเจ้าพิมพิสาร   ทรงทำพื้นที่ ๕ โยชน์   ระหว่างกรุง-

ราชคฤห์และแม่น้ำคงคาให้ราบเรียบแล้ว      ให้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง

เวลาที่จะเสด็จไป  พระผู้มีพระภาคเจ้า   อันภิกษุ ๕๐๐ รูป  แวดล้อมแล้วเสด็จ

ไป  พระราชาทรงเอาดอกไม้ ๕ สีโปรยหนทาง ๕ โยชน์เพียงหัวเข่า  ให้ยกธง

ผ้า  หม้อน้ำและต้นกล้วยเป็นต้น  ให้กั้นเศวตฉัตร ๒ ชั้นสำหรับพระผู้มีพระภาค-

เจ้า    ฉัตรชั้นเดียวสำหรับพระภิกษุแต่ละรูป    ทรงทำการบูชาด้วยดอกไม้และ

ของหอมเป็น    นี้พร้อมด้วยราชบริพารของพระองค์     ให้พระผู้มีพระภาคเจ้า

ประทับอยู่ใน  วิหารหลังหนึ่ง ๆ ถวายมหาทาน   ทรงนำเสด็จสู่ฝั่งแม่น้ำคงคา ๕

วัน .  ณ  ที่นี้  ทรงประดับเรือด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง    แล้วทรงส่งสาสน์ไป

ถวายเจ้าลิจฉวีกรุงเวสาลีว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว    ขอเจ้าลิจฉวีทุก

พระองค์    ตกแต่งหนทางถวายการรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.   เจ้าลิจฉวี

เหล่านั้น   ตกลงกันว่า     จะทำการบูชาเป็นสองเท่า     ทำพื้นที่ ๓ โยชน์ระหว่าง

กรุงเวสาลี    และแม่น้ำคงคาให้เรียบร้อย   จัดเศวตฉัตร  ๔  ชั้น     สำหรับพระผู้

มีพระภาคเจ้า    สำหรับพระภิกษุแต่ละรูป ๆ ละ ๒ ชั้น    ทำการบูชา  เสด็จมา

คอยอยู่.

ครั้งนั้น     พระเจ้าพิมพิสาร   ทรงทำเรือขนาน ๒ ลำแล้วสร้างมณฑป

ประดับด้วยพวงดอกไม้    ปูลาดพุทธอาสน์ทำด้วยรัตนะล้วน  ณ  มณฑปนั้น.

ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์นั้น.   แม้ภิกษุ  ๕๐๐  รูปก็ลง

เรือนั่งกันตามสมควร    พระราชาส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า    ลงน้ำประมาณ

แต่พระศอกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ข้าพระองค์จักอยู่กันริมฝั่งแม่น้ำ

คงคานี้นี่แหละ   จนกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จกลับมา   แล้วก็เสด็จกลับ.

เทวดาเบื้องบนจนถึงอกนิษฐภพ   ได้พากันทำการบูชา.   นาคราชทั้งหลาย   มี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 226

กัมพลนาคและอัสสตรนาคเป็นต้น    ซึ่งอาศัยอยู่ใต้แม่น้ำคงคา   ก็พากันทำการ

บูชา.    ด้วยการบูชาใหญ่อย่างนี้     พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปทางแม่น้ำคงคา

สิ้นระยะทางไกลประมาณโยชน์หนึ่ง  ก็เข้าเขตแดนของพวกเจ้าลิจฉวีกรุงเวสาลี.

ต่อนั้น    พวกเจ้าลิจฉวีก็ทำการบูชาเป็น ๒ เท่าที่พระเจ้าพิมพิสารทรง

ทำการบูชา     ออกไปรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงในน้ำประมาณแค่พระศอ.

ขณะนั้นเอง   ครู่นั้นเอง   มหาเมฆมียอดคลุมด้วยความมืดมีแสงฟ้าแลบเคลื่อน

ตัวไปส่งเสียงคำรามครืนครั่นก็ดังขึ้นทั้งสี่ทิศ.   ลำดับนั้น     พอพระผู้มีพระภาค

เจ้ายกพระบาทแรกวางลงริมฝั่งแม่น้ำคงคา     ฝนโบกขรพรรษก็โปรยเม็ดลงมา

ชนเหล่าใดต้องการจะเปียก   ชนเหล่านั้น เท่านั้นย่อมเปียก   ผู้ไม่ต้องการเปียก

ก็ไม่เปียก   ในที่ทุกแห่ง   น้ำย่อมไหลไปเพียงแค่เข่า   แค่ขา   แค่สะเอว   แค่คอ

ซากศพทั้งปวงถูกน้ำพัดส่งลงสู่แม่น้ำคงคา  พื้นดินก็สะอาดสะอ้าน.

พวกเจ้าลิจฉวีให้พระผู้มีพระเจ้าประทับอยู่ทุก ๆ หนึ่งโยชน์ในระหว่าง

ทางถวายมหาทาน   ทรงทำการบูชาเป็นทวีคูณ ๓ วัน    จึงนำเสด็จสู่กรุงเวสาลี.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงกรุงเวสาลี  ท้าวสักกะจอมทวยเทพ   อันหมู่เทพ

ห้อมล้อมก็เสด็จมาถึง.  พระผู้มีพระภาคเจ้า   ประทับ ยืนใกล้ประตูพระนครทรง

เรียกท่านพระอานนที่มาส่งว่า  ดูก่อนอานนท์  เธอจงเรียนรัตนสูตรนี้  ถือเครื่อง

ประกอบพลีกรรม  เที่ยวเดินไประหว่างปราการ  ๓ ชั้นแห่งกรุงเวสาลีกับพวก

เจ้าลิจฉวีราชกุมาร  ทำพระปริตร  แล้วได้ตรัสรัตนสูตร.

การวิสัชนาปัญหาเหล่านั้นว่า ก็พระสูตรนี้ผู้ใดกล่าว  กล่าวเมื่อใด  กล่าว

ที่ใดและกล่าวเพราะเหตุใด    ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลาย   พรรณนาไว้พิสดาร

ทั้งแต่เรื่องกรุงเวสาลีเป็นต้นไป  ด้วยประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 227

ดังนั้น   ในวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงกรุงเวสาลีนั่นเอง  รัตนสูตร

นี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสใกล้  ประตูกรุงเวสาลี เพื่อกำจัดอุปัทวะเหล่านั้นท่าน

พระอานนท์ก็เรียนเอา     เมื่อจะกล่าวเพื่อเป็นปริตร    [ป้องกันอุปัทวะ]    จึง

เอาบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าตักน้ำมา    เดินประพรมไปทั่วพระนคร.    พอ

พระเถระกล่าวว่า  ยงฺกิญฺจิ  เท่านั้น     พวกอมนุษย์ที่อาศัยกองขยะและที่ฝาเรือน

เป็นต้น     ซึ่งยังไม่หนีไปในตอนแรก    ก็พากันหนีไปทางประตูทั้ง  ๔.  ประตู

ทั้งหลาย   ก็ไม่มีที่ว่าง   อมนุษย์บางพวก   เมื่อไม่ได้ที่ว่างที่ประตูทั้งหลาย   ก็

หลายกำแพงเมืองหนีไป.     พอพวกอมนุษย์พากันไปแล้ว     ที่เนื้อตัวของพวก

มนุษย์ทั้งหลาย   โรคก็สงบไป   พวกมนุษย์ทั้งหลาย   ก็พากันออกมาบูชาพระ

เถระ  ด้วยดอกไม้ของหอมเป็นต้นทุกอย่าง  มหาชนเอาของหอมทุกอย่างฉาบทา

สัณฐาคารที่ประชุม    ท่ามกลางพระนคร    ทำเพดานขจิตด้วยรัตนะ   ประดับ

ด้วยเครื่องประดับทั้งปวง   ปูพุทธอาสน์ลง  ณ  ที่นั้นแล้วนำเสด็จพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้ามา.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จเข้าสู่สัณฐาคาร  ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขา

ปูไว้.   ทั้งภิกษุสงฆ์  คณะเจ้า   และมนุษย์ทั้งหลายก็นั่ง  ณ  อาสนะที่เหมาะที่

ควร.  แม้ท้าวสักกะ   จอมทวยเทพก็ประทับนั่งใกล้กับเทวบริษัท   ในเทวโลก

ทั้งสอง   ทั้งเทวดาอื่น ๆ ด้วย.  แม้ท่านพระอานนทเถระ  ก็เที่ยวเดินไปทั่วกรุง

เวสาลี ทำอารักขาแล้ว  ก็มาพร้อมกับชาวกรุงเวสาลี  นั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง.  ณ

ที่นั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสรัตนสูตรนั้นนั่นแหละแก่ทุกคนแล.

ก็มาติกา     หัวข้อใด    ข้าพเจ้าตั้งไว้ว่า     ข้าพเจ้าจักประกาศนัยนี้ว่า

รัตนสูตรนี้ผู้ใดกล่าว  กล่าวเมื่อใด  กล่าวที่ใด  และกล่าวเพราะเหตุใด  มาติกา

นั้น  เป็นอันข้าพเจ้ากล่าวไว้พิสดารแล้วโดยประการทั้งปวง    ด้วยถ้อยคำมีประ-

มาณเท่านี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 228

พรรณนาคาถาว่า  ยานีธ

บัดนี้  จะเริ่มพรรณนาความ  เพราะข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ว่าจักพรรณนา

ความแห่งรัตนสูตรนั้น     แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า  พระผู้พระภาคเจ้าตรัส

๕  คาถา นี้  ที่เหลือท่านพระอานนทเถระกล่าวจะอย่างไรก็ตาม ประโยชน์อะไร

ของเราด้วยคาถาเล็กน้อย  ที่ยังไม่ได้ตรวจตรานี้   ข้าพเจ้าจักพรรณนาความแห่ง

รัตนสูตรนี้   แม้โดยประการทั้งปวง.

จะพรรณนาคาถาแรกว่า   ยานีธ   ภูตานิ  เป็นต้น.  ในคาถาแรกนั้น

บทว่า  ยานิ  ได้แก่  เช่นใด   ไม่ว่าจะมีศักดิ์น้อยหรือศักดิ์มาก.  บทว่า   อิธ

แปลว่า  ในประเทศนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงสถานที่ประชุมในขณะ

นั้น .  ในบทว่า  ภูตานิ  ภูตศัทพ์  ใช้หมายถึงสิ่งที่มีอยู่   ได้ในประโยคเป็น

ต้นอย่างว่า ภูตสฺมึ  ปาจิตฺติย   เป็นอาบัติปาจิตตีย์    เพราะภูตคาม.   ใช้

หมายถึง   ขันธปัญจก   ได้ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า   ภูตมิท    ภิกฺขเว

สมนุปสฺสถ   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจงพิจารณาเห็นขันธปัญจกนี้.  ใช้

หมายถึงรูป     มีปฐวีธาตุเป็นต้น  ๔ อย่าง     ได้ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า

จตฺตาโร   โข   ภิกฺขุ    มหาภูตา   เหตุ   ดูก่อนภิกษุ   มหาภูตรูป  ๔   แลเป็น

เหตุ. ใช้หมายถึงพระขีณาสพ ได้ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า  โย  จ  กาลฆโส

ภูโต   ก็พระขีณาสพใดแล   กินกาลเวลา.   ใช้หมายถึงสรรพสัตว์   ได้ในประ-

โยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า   สพฺเพว   นิกฺขิปิสฺสนฺติ   ภูตา  โลเก   สมุสฺสย

สรรพสัตว์จักทอดทิ้งเรือนร่างไว้ในโลก.  ใช้หมายถึงต้นไม้เป็นต้นได้ในประโยค

เป็นต้นอย่างนี้ว่า    ภูตคามปาตพฺยตาย    ในเพราะพรากภูตคาม.   ใช้หมาย

ถึงหมู่สัตว์ภายใต้เทพชั้นจาตุมมหาราช    ได้ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า   ภูต

ภูตโต  สญฺชานาติ  จำได้ซึ่งหมู่สัตว์โดยเป็นหมู่สัตว์ก็จริง  ถึงกระนั้น    ภูต

ศัพท์  พึงทราบว่าใช้ในอรรถว่า   อมนุษย์  โดยไม่ต่างกัน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 229

บทว่า  สมาคตานิ  แปลว่า  ประชุมแล้ว.  บทว่า  ภุมฺมานิ  ได้แก่

อันบังเกิดที่พื้นดิน.  ศัพท์ว่า  วา  ใช้ในความว่า  ไม่แน่นอน.  ด้วย วา ศัพท์

นั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำวิกัปอันหนึ่งนี้ว่า   ยานีธ    ภุมฺมานิ   วา

ภูตานิ  สมาคตานิ  แล้วตรัสว่า   ยานิ   ว   อนฺตสิกฺเข   เพื่อทรงทำวิกัปที่สอง

อีก. ความว่า หรือสัตว์เหล่าใด เป็นแล้วเกิดแล้วในอากาศสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด

มาประชุมแล้วในที่นี้. ก็ในข้อนี้สัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดแล้ว  เป็นแล้ว  ตั้งแต่เทพ

ชั้นยามา   จนถึงชั้นอกนิษฐะ  พึงทราบว่า   เป็นแล้ว   [เกิดแล้ว]   ในอากาศ

เพราะเป็นสัตว์ที่บังเกิดในวิมานอันปรากฏในอากาศ.  สัตว์ทั้งหลายภายใต้แต่นั้น

ตั้งแต่ขุนเขาสิเนรุ จนถึงจำพวกที่สิงอยู่ในต้นไม้และเถาวัลย์เป็นต้น  และจำพวก

ที่บังเกิดแล้วเป็นแล้วที่แผ่นดิน สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด พึงทราบว่าสัตว์เกิดที่พื้น

ดิน  เพราะเป็นสัตว์ที่บังเกิด ณ พื้นดิน  และ  ณ  ต้นไม้เถาวัลย์และภูเขาเป็น

ต้น  ที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นดิน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงกำหนดหมู่สัตว์อมนุษย์ทุกหมู่เหล่า  ด้วย

สองบทว่า   ภุมฺมานิ   วา   ยานิ   ว   อนฺตลิกฺเข   ทรงกำกับ ด้วยอีกบทหนึ่ง

จึงตรัสว่า   สพฺเพว    ภฺตา    สุมนา     ภวนุตุ.   บทว่า    สพฺเพ  ได้แก่     ไม่

เหลือเลย.   ศัพท์ว่า   เอว   ลงในอรรถว่าอวธารณะ  ห้ามความอื่น  อธิบายว่า

ไม่ละเว้น แม้แต่ผู้เดียว.  บทว่า   ภูตา  ได้แก่  พวกอมนุษย์.  บทว่า  สุมนา

ภวนฺตุ   ได้แก่  จงเป็นผู้เกิดปิดโสมนัส.   คำว่า   อโถปิ   เป็นนิบาตทั้งสอง

คำ  ลงในอรรถคือ  การยึดพากย์  [ประโยค]  เพื่อประกอบไว้ในกิจคือหน้าที่

อื่น.  บทว่า   สกฺกจฺจ   สุณนฺตุ    ภาสิต   ได้แก่    ทำให้ประโยชน์    ทำ

ไว้ในใจ   รวบรวมโดยใจทั้งหมดแล้วจงพึงเทศนาของเรา  อันจะนำมาซึ่งทิพย์

สมบัติและโลกุตรสุข.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 230

ในพระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงระบุพวกภูตด้วยพระดำรัสที่ไม่

แน่นอนว่า   ยานีธ    ภูตานิ  สมาคตานิ  แล้วจึงทรงกำหนดเป็นสองส่วนอีก

ว่า  ภุมมานิ   วา   ยาน   ว   อนฺตลิกฺเข    ต่อจากนั้น    ก็ตรัสรวมอีกว่า

สพฺเพว    ภูตา    ทรงประกอบสัตว์ไว้ในอาสยสมบัติ     ด้วยพระดำรัสนี้ว่า

สุมนา ภวนฺตุ ทรงประกอบสัตว์ในประโยคสมบัติด้วยพระดำรัสว่า  สกฺกจฺจ

สุณนฺตุ   ภาสิต   ทรงประกอบสัตว์ไว้ในสมบัติคือโยนิโสมนสิการ    และใน

สมบัติ   คือการโฆษณาจากผู้อื่น   ก็เหมือนกัน    ทรงประกอบสัตว์ไว้ในสมบัติ

คือการตั้งตนไว้ชอบและการเข้าหาสัตบุรุษ    และในสมบัติ     คือเหตุแห่งสมาธิ

และปัญญา  ก็เหมือนกัน  จึงทรงจบพระคาถา.

 

พรรณนาคาถาว่า  ตสฺมา  หิ

จะกล่าวคาถาที่  ๒  ว่า   ตสฺมา   หิ  เป็นต้น .  ในคาถานั้น    บทว่า

ตสฺมา  เป็นคำกล่าวเหตุ.  บทว่า  ภูตา  เป็นคำเรียกเชิญ.  บทว่า  นิสาเมถ

ได้แก่  จงฟัง.  บทว่า  สพฺเพ  ได้แก่ ไม่เหลือเลย.  ท่านอธิบายไว้อย่างไร.

ท่านอธิบายว่า   เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลาย    ละทิพยสถานและความพรั่งพร้อม

แห่งเครื่องอุปโภคบริโภคในทิพยสถานนั้น    มาประชุมในที่นี้    ก็เพื่อฟังธรรม

ไม่ใช่เพื่อดูการรำการฟ้อนเป็นต้น  ฉะนั้นแล  ขอท่านทั้งหลายที่เป็นภูตทั้งหมด

โปรดตั้งใจฟัง.

อีกอย่างหนึ่ง    ด้วยพระดำรัสว่า   สุมนา   ภวนฺตุ    สกฺกจฺจ    สุณน-

ตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า    ภูตเหล่านั้นมีใจดี    และอยากฟัง   โดย

เคารพจึงตรัสว่า    เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลาย     ประกอบด้วยความเป็นผู้มีใจดี

ด้วยอัตตสัมมาปณิธิ  โยนิโสมนสิการ   และอาสยสุทธิ   ด้วยความเป็นผู้อยาก

ฟังโดยเคารพ    และด้วยปโยคสุทธิ    โดยเป็นปทัฏฐานแห่งการเข้าหาสัตบุรุษ

และการโฆษณาจากผู้อื่น  ฉะนั้นแล   ขอภูตทั้งหลายทั้งหมดโปรดตั้งใจฟังเถิด.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 231

อีกอย่างหนึ่ง   คำใด   ตรัสว่า  ภาสิต  ท้ายคาถาต้น    ทรงอ้างคำนั้น

เป็นตัวเหตุ   จึงตรัสว่า  เพราะเหตุที่ธรรมดาภาษิตของเรา  หาได้ยากยิ่ง  เพราะ

ขณะที่เว้นจากอขณะทั้งปวง  หาได้ยาก   และมีอานิสงส์มาก   เพราะปฏิบัติด้วย

พระคุณมีปัญญาคุณและกรุณาคุณเป็น       ทั้งเราก็ประสงค์จะกล่าวภาสิตนั้น

จึงได้กล่าวว่า  สุณนฺตุ    ภาสิต  ฉะนั้นแล    ขอท่านภูตทั้งหลายทุกท่านโปรด

จงใจฟังเถิด.  พระดำรัสนี้เป็นอันทรงอธิบายด้วยบทแห่งคาถานี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า    เมื่อทรงยกเหตุนี้อย่างนี้      ทรงประกอบภูตทั้ง

หลายไว้ในการตั้งใจฟังภาษิตของพระองค์   จึงทรงเริ่มตรัสภาษิต  ที่พึงตั้งใจฟัง

ว่า     เมตฺต     กโรถ     มานุสิยา     ปชาย.    ภาษิตนั้นมีความว่า    ประชาชน

ชาวมนุษย์นี้ใดถูกอุปัทวะทั้ง ๓ ขัดขวางแล้วขอท่านทั้งหลายจงเข้าไปตั้งเมตตา

ความเป็นมิตร   ความมีอัธยาศัย   เอื้อประโยชน์แก่ประชาชนคนมนุษย์นั้นเถิด.

แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า  มานุสิก   คำนั้น  ไม่ถูก  เพราะภูตที่อยู่พื้นดินไม่

เกิด  อาจารย์พวกอื่นพรรณนาความแม้อันใด  ความแม้อันนั้นก็ไม่ถูก.  ส่วน

ในที่นี้มีอธิบายว่า  เราไม่กล่าวด้วยกำลังความเป็นใหญ่ว่าเป็นพุทธะ.    ก็แต่ว่า

สิ่งไรเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกท่าน   และแก่ประชาชนคนมนุษย์นี้    เราจะ

กล่าวสิ่งนั้น    ว่า  เมตฺต    กโรถ   มานุสิยา    ปชาย    ขอพวกท่านจงทำเมตตา

แก่ประชาชนคนมนุษย์เถิด.

อนึ่งในข้อนี้     เมตตาพึงทราบว่าเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ทำเมตตา

โดยพระสูตรทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ว่า

ราชฤษีเหล่าใด   ชนะแผ่นดิน   ๗    ทวีป   ท่อง

เที่ยวบูชายัญ     อัสสเมธะ    ปริสเมธะ    สัมมาปาสะ

วาชเปยยะและนิรัคคฬะ  ราชฤษีเหล่านั้น  ไม่ได้เสวย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 232

แม้แต่เสี้ยวที่  ๑๖   แห่งเมตตาจิต   ที่อบรมดีแล้ว.   ถ้า

บุคคลมีจิตไม่คิดร้ายสัตว์  แม้แต่ตัวเดียว    ประพฤติ

เมตตา   ย่อมเป็นผู้ฉลาดด้วยจิตนั้น  อริยชนมีใจเอ็นดู

สัตว์มีชีวิตทุกหมู่เหล่า   ชื่อว่าประกอบบุญเป็นอันมาก.

ดังนี้.

และโดยอานิสงส์  ๑๑ ประการ.

เมตตา   พึงทราบว่าเป็นประโยชน์เกื้อกูล   แม้แก่สัตว์ทั้งหลายที่เขาทำ

เมตตา  โดยพระสูตรเป็นต้นอย่างนี้ว่า

เทวตานุกมฺปิโต  โปโส       สทา   ภทฺรานิ    ปสฺสติ

บุคคลอันเทวดาอนุเคราะห์แล้ว     ย่อมเห็นความเจริญ

ทุกเมื่อ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า    เมื่อทรงแสดงว่าเมตตามีประโยชน์เกื้อกูลแก่คน

แม้ทั้งสองฝ่ายอย่างนี้   จึงตรัสว่า    เมตฺต   กโรถ   มานุสิยา  ปชาย    บัดนี้

เมื่อจะทรงแสดงแม้อุปการะจึงตรัสว่า

ทิวา  จ  รตฺโต  จ  หรนฺติ  เย   พลึ

ตสฺมา  หิ  เน  รกฺขถ   อปฺปมตฺตา.

เพราะฉะนั้นแล  ขอท่านทั้งหลายเป็นผู้ไม่ประ-

มาท   ช่วยปกปักรักษาพวกคนที่นำพลีมาบูชา  ทั้ง

กลางวันทั้งกลางคืนด้วยเถิด.

ภาษิตนั้น  มีความว่า   มนุษย์เหล่าใดสร้างเทวดาแม้ด้วยภาพเป็นและแกะด้วย

ไม้เป็นต้นแล้วเข้าไปยังรุกขเจดีย์เป็นต้น   ทำพลีกรรมเช่นสรวงในเวลากลางวัน

และทำพลีกรรมในเวลากลางคืน  วันข้างแรมเป็นต้น   อุทิศเทวดาทั้งหลาย หรือ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 233

ถวายสลากภัตตทานเป็นอาทิ   ทำพลีกรรมมุ่งถึงอารัก เทวดาจนถึงด้วยการมอบ

ปัตติทานให้ส่วนบุญแก่พรหมและเทวดาทั้งหลายและทำพลีกรรมในเวลากลาง

คืน   ด้วยการยกฉัตรตามประทีปประดับมาลัย     และด้วยจัดให้มีการฟังธรรม

ตลอดคืนยังรุ่งเป็นต้น   มนุษย์เหล่านั้น    พวกท่านจะไม่พึงอารักขาได้อย่างไร.

เพราะเหตุที่มนุษย์พวกใดทำพลีกรรมอุทิศพวกท่านทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืนอย่าง

นี้  ฉะนั้น   พวกท่านโปรดรักษามนุษย์พวกนั้นเถิด.  อธิบายว่า  ฉะนั้น   พวก

ท่านจงคุ้มครองรักษามนุษย์พวกนั้น    คือเป็นผู้ไม่ประมาท     ทำความเป็นผู้

กตัญญูนั้น ไว้ในดวงใจ ระลึกถึงอยู่เป็นนิตย์  จงนำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล

แก่พวกเขาออกไป   จงนำเข้าไปแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล.

 

พรรณนาคาถาว่า  ยงฺกิญจิ

พระผู้มีพระภาคเจ้า      ครั้นทรงแสดงว่ามนุษย์มีอุปการะในเทวดาทั้ง

หลายอย่างนี้แล้ว    จึงทรงเริ่มประกอบสัจจวจนะ.   โดยนัยว่า   ยงฺกิญฺจิ   วิตฺต

ดังนี้เป็นต้น    เพื่อทรงระงับอุปัทวะของมนุษย์เหล่านั้น     และเพื่อการฟังธรรม

ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายด้วยการประกาศคุณของพระรัตนตรัยมีพระพุทธ-

เจ้าเป็นต้น .  ในสัจจวจนะนั้น บทว่า   ยงฺกิญฺจิ  ความว่า  ท่านยึดถือไม่เหลือ

เลยโดยไม่กำหนดไว้    คือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ควรทำการแลกเปลี่ยนได้ในถิ่นนั้น ๆ.

บทว่า  วิตฺต  ได้แก่ทรัพย์.   จริงอยู่ทรัพย์นั้น  ชื่อว่า  วิตตะ    เพราะให้เกิด

ความปลื้มใจ.   ทรงแสดงมนุษยโลกด้วยบทว่า  อิธ  วา.   ทรงแสดงโลกที่เหลือ

นอกจากมนุษยโลกนั้น  ด้วยบทว่า  หุร วา.  ด้วยสองบทนั้น   พึงทราบว่ากิน

ความถึงนาคและสุบรรณ เป็นต้น ที่เหลือ    เว้นมนุษย์และเทวดาทั้งหลายเพราะ

เมื่อพร้อมที่จะถือเอาโลกทั้งปวง    เว้นมนุษย์ทั้งหลาย    ก็ได้ตรัสไว้ข้างหน้า

ว่า  สคฺเคสุ  วา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 234

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันใด  สำหรับมนุษย์   ที่เป็นทรัพย์ใช้แลกเปลี่ยน

และที่ใช้เป็นเครื่องประดับเครื่องบริโภคและเครื่องอุปโภค   มี  ทอง  เงิน  แก้ว

มุกดา    แก้วมณี  แก้วไพฑูรย์   แก้วประพาฬ  แก้วทับทิมและแก้วลายเป็นต้น

และทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันใด   สำหรับนาคและครุฑเป็นต้น     ที่อุบัติในภพ

ทั้งหลาย  อันกว้างหลายร้อยโยชน์ในวิมานรัตนะ  ณ ภาคพื้นดินที่ลาดด้วยทราย

แก้วมุกดาและแก้วมณี    ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันนั้น       ก็เป็นอันแสดงแล้วด้วย

บททั้งสองนี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า  สคฺเคสุ   วา   ได้แก่    เทวโลกที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร.

เทวโลกเหล่านั้น  ชื่อว่า   สัตตะ  สวรรค์  เพราะดำเนินไป  คือถึงได้  ด้วย

กรรมอันงาม.  อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า สัคคะ   เพราะมีอารมณ์ดีเลิศ.   บทว่า ย

ได้แก่ที่มีเจ้าของหรือไม่มีเจ้าของอันใด.  บทว่า  รตน  ได้แก่  ชื่อว่า   รัตนะ

เพราะนำพาให้เกิด   เพิ่มพูนความยินดี.   คำว่า รัตนะ  นี้   เป็นชื่อของทุกสิ่ง

ที่ทำให้งดงาม   มีค่ามาก  ชั่งไม่ได้  เห็นยาก   และเป็นของบริโภคใช้สอยของ

สัตว์ผู้ไม่ต่ำทราม   เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า

จิตฺตีกต   มหคฺฆญฺจ     อตุล    ทุลฺลภทสฺสน

อโนมสตฺตปริโภค                 รตน    เตน   วุจฺจติ.

ของที่ทำให้เขายำเกรง  มีค่ามาก  ชั่งไม่ได้เห็น

ได้ยาก   เป็นเครื่องใช้สอยของสัตว์ผู้ไม่ต่ำทราม  ด้วย

เหตุนั้น    จึงเรียกว่า  รัตนะ.

บทว่า  ปณีต  ได้แก่สูงสุด ประเสริฐสุด  ไม่น้อยเลย  น่าเอิบอาบใจ

รัตนะใด    ในสวรรค์ทั้งหลายดังนี้  แต่วิมานสุธรรมสภา    ไพชยนต์ปราสาทที่

เป็นรัตนะล้วนขนาดหลายร้อยโยชน์มีเจ้าของ     และรัตนะใดที่เกี่ยวข้องอยู่ใน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 235

วิมานอันว่างเปล่าในสวรรค์ทั้งหลาย   ที่ทำอบายเท่านั้น  ให้เต็มปรี่   เพราะไม่ใช่

สมัยที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ     ไม่มีเจ้าของ   ก็หรือว่ารัตนะแม้อื่นใด   ที่อาศัย

อยู่ในพื้นดิน  มหาสมุทร   และภูเขาหิมวันต์  เป็นต้น   ไม่มีเจ้าของ  รัตนะอื่น

นั้น    ก็เป็นอันทรงแสดงแล้วด้วยบทแห่งคาถานี้   ด้วยประการฉะนี้.

ศัพท์ว่า น  ในบทคาถาว่า  น   โน    สม  อตฺถิ    ตถาคเตน    ลง

ในความปฏิเสธ.   ศัพท์ว่า  โน  ลงในความห้ามความอื่น.  บทว่า  สม  ได้แก่

เทียบ.  บทว่า อตฺถิ    แปลว่า  มีอยู่.   บทว่า    ตถาคเตน  ได้แก่  ด้วยพระ-

พุทธเจ้า.  ท่านอธิบายไว้อย่างไร.    อธิบายไว้ดังนี้    ทรัพย์เครื่องปลื้มใจและ

รัตนะ  นั้นใด  อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศไว้แล้ว   บรรดาทรัพย์เครื่อง

ปลื้มใจ    และรัตนะนั้น     รัตนะแม้แต่สักอย่างหนึ่ง    ซึ่งเสมอด้วยพุทธรัตนะ

ไม่มีเลย  จริงอยู่   ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแม้นั้นใด   ชื่อว่า รัตนะ  เพราะอรรถว่า

ทำให้เกิดความยำเกรง  ทรัพย์เครื่องปลื้มใจนั้น   คืออะไร   คือจักรรัตนะและ

มณีรัตนะของพระเจ้าจักรพรรดิ   ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วมหาชนจะไม่ทำความเคารพ

ยำเกรงในที่อื่น  ใคร ๆ  ถือเอาดอกไม้และของหอมเป็นต้นแล้ว   จะไม่ไปสถาน

ของยักษ์หรือสถานของภูต    ชนแม้ทุกคน     จะทำความเคารพยำเกรง   บูชา

เฉพาะจักรรัตนะและมณีรัตนะเท่านั้น      ปรารถนาพรนั้นๆ และพรบางอย่างที่

ปรารถนาแล้ว ๆ ของเขาก็สำเร็จผลได้     รัตนะแม้นั้น       เสมอด้วยพุทธรัตนะ

ย่อมไม่มี.

ก็หากว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจชื่อว่า    รัตนะ    เพราะอรรถว่า   ทำให้

เกิดความเคารพยำเกรง      พระตถาคตเท่านั้น    ก็ชื่อว่า    รัตนะ.    จริงอยู่

เมื่อพระตถาคตเสด็จอุบัติแล้ว      เทวดาแลมนุษย์    ผู้มีศักดิ์มาก   ทุกหมู่เหล่า

เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น    ย่อมไม่ทำความเคารพยำเกรงในรัตนะอื่น  ย่อม

ไม่บูชารัตนะไร ๆ   อื่น.    จริงอย่างนั้น    ท้าวสหัมบดีพรหม    ก็บูชาพระ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 236

ตถาคต      ด้วยพวงรัตนะขนาดเท่าภูเขาสิเนรุ.    และเทวดาเหล่าอื่นและมนุษย์

ทั้งหลายมีพระเจ้าพิมพิสาร     พระเจ้าโกศลและท่านอนาถบิณฑิกะ     เป็นต้น

ก็บูชาตามกำลัง.      พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสละพระราชทรัพย์  ๙๖  โกฏิ

ทรงสร้างวิหาร     ๘๔,๐๐๐ หลัง ทั่วชมพูทวีป   อุทิศถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า

แม้เสร็จปรินิพพานแล้ว.      ก็จะป่วยกล่าวไปไย      สำหรับหมู่คนที่เคารพ

ยำเกรงเหล่าอื่นเล่า.   อนึ่ง  เมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์ไร  ๆ  อื่น   แม้ปรินิพพาน

แล้ว     การทำความเคารพยำเกรง     อุทิศสถานที่ประสูติ   ที่ตรัสรู้  ที่ประกาศ

พระธรรมจักรและสถานที่ปรินิพพาน    หรือเจดีย์    คือ  พรูปฏิมา    [พระ-

พุทธรูป   ก็เป็นไปเหมือนของพระผู้มีพระภาคเจ้า.  รัตนะที่เสมอด้วยพระตถา-

คต   แม้เพราะอรรถว่าทำให้เกิดความเคารพยำเกรง  ย่อมไม่มีด้วยประการฉะนี้.

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ   แม้นั้นใด ชื่อว่า รัตนะ   เพราะอรรถว่ามีค่ามาก

ก็เหมือนกัน  ทรัพย์เครื่องปลื้มใจนั้น   คืออะไร.  คือ  ผ้าแคว้นกาสี   เหมือน

อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ผ้าแคว้นกาสีแม้เก่า

ก็ยังมีสีสรร   มีสัมผัสสบาย   และมีค่ามาก.   ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแม้นั้น    เสมอ

ด้วยพุทธะรัตนะ   ย่อมไม่มี.   ก็หากว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจ  ชื่อว่ารัตนะ เพราะ

อรรถว่า  มีค่ามาก.   พระตถาคตเท่านั้น   ชื่อว่ารัตนะ  จริงอยู่  พระตถาคตทรง

รับแม้บังสุกุลจีวรของชนเหล่าใด   ทานนั้นของชนเหล่านั้น ย่อมมีผลมากมีอานิ-

สงส์มาก   ทั่งนี้      ก็เพราะพระตถาคตนั้นมีค่ามาก.     ด้วยคำกล่าวถึงข้อที่พร-

ตถาคตทรงมีค่ามากอย่างนี้    พึงทราบบทแห่งพระสูตร  ที่สาธกความไม่มีโทษ

ในข้อนี้ดังนี้ว่า

ตถาคตนั้น   รับจีวร   บิณฑบาต   เสนาสนะและ

คิลานปัจจัยเภสัชบริขารของตนเหล่าใด  ทานนั้นของ

ชนเหล่านั้น   ย่อมมีผลมาก  มีอานิสงส์มาก  เรากล่าว


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 237

ดังนี้ก็เพราะพระตถาคตนั้นมีค่ามาก  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เปรียบเหมือนผ้าแคว้นกาสีนั้น     มีค่ามาก    แม่ฉันใด

เราก็กล่าวว่า  บุคคลนี้มีอุปมาฉันนั้น.

รัตนะเสมอด้วยพระตถาคต     แม้เพราะอรรถว่ามีค่ามาก   ย่อมไม่มีด้วยประการ

ฉะนี้.

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ  แม้นั้นใด   ชื่อว่ารัตนะ  เพราะอรรถว่า ชั่งไม่ได้

ก็เหมือนกัน.  ทรัพย์เครื่องปลื้มใจนั้น  คืออะไร  คือ จักรรัตนะ   ของพระเจ้า

จักรพรรดิมีดุมเป็นมณีอินทนิล    มีซี่เป็นรัตนะ ๗,๐๐๐ ซี่   มีกงแก้วประพาฬ

มีที่ต่อเป็นทองสีแดง   เกิดขึ้น  ซึ่งซี่กำเกลี้ยงวางบนซี่ทุกสิบซี่  รับลมแล้วจะทำ

เสียงเป็นเหมือนเสียงดนตรีเครื่อง ๕ ที่ผู้ชำนาญบรรเลงแล้ว     ทั้งสองข้างของ

ดุมมีหน้าราชสีห์สองหน้า    ข้างในล้อรถมีรู  ไม่มีคนทำหรือคนให้ทำ   มัน

ตั้งขึ้นแต่อุตุ    มีกรรมเป็นปัจจัย    ซึ่งพระราชาทรงบำเพ็ญจักรวรรดิวัตร ๑๐

ประการแล้ว   วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ    ทรงสนานพระเศียรแล้ว     ทรงถืออุโบสถ

เสด็จขึ้นบนพระมหาปราสาท    ทรงชำระศีล   ประทับนั่ง แล้วจะทอดพระเนตร

เห็นจักรรัตนะปรากฏขึ้น  เหมือนดวงจันทร์เพ็ญและดวงอาทิตย์   จะทรงได้ยิน

เสียงมาดังแต่  ๑๒ โยชน์   เห็นสีสรรมาแต่  ๓ โยชน์    ซึ่งมหาชนแลเห็นจะพา

กันแตกตื่นอย่างเหลือเกินว่า    ชรอยดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒    เกิด

ขึ้นแล้ว  แล่นมาเหนือพระนคร  ไม่สูงนัก  ไม่ต่ำนัก    ทางด้านทิศตะวันออก

ภายในพระราชนิเวศน์แล้วหยุดอยู่เหมือนเพลาหัก   ในที่ที่มหาชนควรบูชาด้วย

ของหอมและดอกไม้เป็นต้น.

หัตถิรัตนะ    ช้างแก้วก็เกิดขึ้นติดตามจักรรัตนะนั้นนั่นแล     คือช้าง

เผือกปลอด  เท้าแดง  มีกำลัง ๗ ช้างสาร   มีฤทธิ์ไปทางอากาศได้   มาจากช้าง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 238

ตระกูลอุโบสถก็มี   จากตระกูลช้างฉัททันต์ก็มี   ถ้ามาจากตระกูลอุโบสถก็เป็นพี่

ของช้างทั้งหมด   ถ้ามาจากตระกูลฉัททันต์   ก็เป็นน้องของช้างทั้งหมด   มีการ

ศึกษาที่ศึกษาแล้ว   ฝึกมาแล้ว   ช้างนั้นพาบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์  ตระเวน

ทั่วชมพูทวีป  ไปแล้วกลับมาเอง   ก่อนอาหารเช้านั่นแล.

อสัสรัตนะ    ก็เกิดติดตามหัคถิรัตนะแม้นั้นนั่นแล    คือม้าขาวปลอด

เท้าแดง   ศีรษะดังกา  มีผมดังหญ้ามุงกระต่าย   มาจากดระกูลพระยาม้าพลาหก.

ในข้อนี้  คำที่เหลือก็เช่นเดียวกับหัตถิรัตนะนั่นแหละ.

มณีรัตนะ  ก็เกิดติดตามอัสสรัตนะแม้นั้น   มณีนั้นเป็นแก้วไพฑูรย์

งามโดยธรรมชาติ   แปดเหลี่ยม  เจียระไนอย่างดี   โดยยาวก็เสมือนดุมแห่งจักร

มาจากเวปุลลบรรพต   มณีนั้น     ยามมืดแม้ที่ประกอบด้วยองค์ ๔ อยู่ถึงยอดธง

ของพระราชา   ก็ส่องแสงสว่างไปตั้งโยชน์  ซึ่งโดยแสงสว่าง   พวกมนุษย์สำคัญ

ว่ากลางวัน  ก็ประกอบการงาน   มองเห็นโดยที่สุดแม้กระทั่งมดดำมดแดง.

อิตถีรัตนะ  ก็เกิดติดตามมณีรัตนะแม้นั้นแล  คือสตรีที่เป็นพระอัคร-

มเหสีโดยปกติหรือมาจากอุตตรกุรุทวีป  หรือจากราชตระกูลมัททราช   เว้นจาก

โทษ ๖ มีสูงเกินไปเป็นต้น    ล่วงวรรณะของมนุษย์   แต่ไม่ถึงวรรณะทิพย์  ซึ่ง

สำหรับพระราชา  ก็จะมีกายอุ่นเมื่อยามเย็น  จะมีกายเย็นเมื่อยามร้อน  มีสัมผัส

เหมือนปุยนุ่นที่ชีแล้ว  ๗ ครั้ง   กลิ่นจันทน์จะโชยออกจากกาย กลิ่นอุบลจะโชย

ออกจากปาก  และเป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติเป็นอันมาก  มีตื่นก่อนเป็นต้น.

คหปตรัตนะ  ก็เกิดติดตามอิตถีรัตนะแม้นั้นแล    ก็คือเศรษฐี    ผู้ทำ

การงานโดยปกติของพระราชา    ซึ่งพอจักรรัตนะเกิดขึ้น    ก็ปรากฏทิพยจักษุ

เห็นขุมทรัพย์ได้ประมาณโยชน์หนึ่งโดยรอบ   ทั้งที่ไม่มีเจ้าของ   ทั้งที่มีเจ้าของ

ก็เข้าเฝ้าพระราชาทูลปรารถนาว่า    ข้าแต่เทวราช      ขอพระองค์โปรดทรงวาง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 239

พระราชภาระกิจเถิด ข้าพระบาทจักทำกิจที่ควรทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของพระองค์

เองพระเจ้าข้า.

ปริณายกรัตนะ   ก็เกิดติดตามคหปติรัตนะแม้นั้นแลโดยปกติ     ก็คือ

พระเชษฐราชโอรสของพระราชา    พอจักรรัตนะเกิดขึ้น  ก็เป็นผู้ประกอบด้วย

ปัญญาความฉลาดอย่างเหลือเกิน     สามารถกำหนดรู้จิตใจของบริษัทประมาณ

๒ โยชน์  ด้วยใจคนแล้ว  ทำการนิคคหะลงโทษและปัคคหะยกย่อง  ปริณายก

นั้น    ก็เข้าเฝ้าพระราชาทูลปรารถนาว่า  ข้าเเต่เทวราช  ขอพระองค์โปรดทรงวาง

พระราชภาระเถิด   ข้าพระบาทจักบริหารราชการแผ่นดินของพระองค์เองพระ-

เจ้าข้า.    ก็หรือว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจแม้อันใด  เห็นปานเป็น    ชื่อว่า  รัตนะ

เพราะอรรถว่าชั่งไม่ได้  ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันใด  ไม่สามารถพินิจพิจารณา

ราคาว่า  มีค่าร้อยหนึ่ง  พันหนึ่ง   หรือโกฏิหนึ่ง    ในทรัพย์เครื่องปลื้มใจนั้น

แม้รัตนะสักอย่างหนึ่ง  ซึ่งเสมอด้วยพุทธรัตนะ  ไม่มีเลย   หากว่าทรัพย์เครื่อง

ปลื้มใจ ชื่อว่ารัตนะ   เพราะอรรถว่าชั่งไม่ได้   พระตถาคตเท่านั้น ชื่อว่ารัตนะ.

จริงอยู่พระตถาคตใครๆ ก็ไม่สามารถพินิจพิจารณาโดยศีล  โดยสมาธิหรือโดย

บรรดาปัญญาเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วกำหนดว่า  ทรงมีพระคุณเท่านี้   ทรง

เสมอ  หรือเทียบเคียงกับผู้นี้    รัตนะเสมอด้วยพระตถาคต   แม้เพราะอรรถว่า

ชั่งไม่ได้  ไม่มีเลย  ด้วยประการฉะนี้.

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแม้นั้นใด   ชื่อว่ารัตนะ   เพราะอรรถว่า   เห็นได้

ยาก    ก็เหมือนกัน.   ทรัพย์เครื่องปลื้มใจนี้    ก็คือความเป็นของปรากฏได้ยาก

ได้แก่   พระเจ้าจักรพรรดิ     และรัตนะ ๗ ประการของพระเจ้าจักรพรรดินั้น

รัตนะแม้นั้น    ที่เสมอด้วยพุทธรัตนะไม่มี.  ก็หากว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจ  ชื่อว่า

รัตนะ    เพราะอรรถว่า  เห็นได้ยากไซร้  พระตถาคตเท่านั้น    ชื่อว่า  รัตนะ.

ความเป็นรัตนะของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น        จักเห็นได้ยากมาแค่ไหนเล่า.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 240

จริงอยู่รัตนะเหล่านั้น     ย่อมเกิดขึ้นเป็นอันมาก  ในกัปเดียวเท่านั้น  แต่เพราะ

เหตุที่โลกต้องว่างเปล่าจากพระตถาคตนับเป็นอสงไขยกัป  ฉะนั้น  พระตถาคต

เท่านั้นชื่อว่าเห็นได้ยาก        เพราะเกิดขึ้นบางครั้งบางคราว.      สมจริงดังที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสมัยปรินิพพาน*  ดังนี้ว่า

ดูก่อนอานนท์  เทวดาทั้งทลายกล่าวโทษว่า  พวก

เราพากันมาแต่ไกล    หมายจะเฝ้าพระตถาคต     เพราะ

พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในโลก

ในกาลบางครั้งบางคราว   วันนี้นี่แหละ  ยามท้ายแห่ง

ราตรี   พระตถาคตก็จักเสด็จปรินิพพาน   แต่ภิกษุผู้มี

ศักดิ์มากรูปนี้   ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค

เจ้ากีดขวางอยู่  พวกเราไม่ได้โอกาสจะเฝ้าพระตถาคต

รัตนะที่เสมอด้วยพระตถาคต     แม้เพราะอรรถว่าเห็นได้ยากย่อมไม่มี

ด้วยประการฉะนี้

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแม้นั้นได้ชื่อว่ารัตนะ     เพราะอรรถว่าเป็นเครื่อง

บริโภคใช้สอยของสัตว์ผู้ไม่ต่ำทราม   ก็เหมือนกัน.     ทรัพย์เครื่องปลื้มใจนั้น

คืออะไร    คือรัตนะเป็นต้นของพระเจ้าจักรพรรดิ.      จริงอยู่       รัตนะนั้น

ไม่ใช่บังเกิด    เพื่อเป็นเครื่องบริโภค    แม้ด้วยความฝัน     ของบุรุษต่ำทราม

ผู้มีตระกูลต่ำ  เช่นคนจัณฑาล   ช่างจักสาน  พราน    ช่างรถ  และ คนเทขยะ

เป็นต้น  ซึ่งมีทรัพย์ตั้งแสนโกฏิก็ดี    อยู่บนมหาปราสาท ๗ ชั้นก็ดี    แต่เป็น

เครื่องบริโภคของสัตว์ผู้ไม่ต่ำทราม     เพราะบังเกิดเพื่อเป็นเครื่องบริโภคของ

พระราชามหากษัตริย์    ผู้เป็นอุภโตสุชาติ   บำเพ็ญจักรวรรดิวัตร ๑๐ ประการ

บริบูรณ์    แม้รัตนะนั้น  ที่เสมอกับพุทธรัตนะ ไม่มีเลย.  ก็หากว่าทรัพย์เครื่อง

 

๑  ที่.    มหา.  ๑๐/ข้อ   ๑๓๐


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 241

ปลื้มใจ   ชื่อว่า รัตนะ    เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องบริโภคของสัตว์ผู้ไม่ต่ำทราม

ไซร้  พระตถาคตเท่านั้น    ชื่อว่ารัตนะ. จริงอยู่   พระตถาคต   มิใช่เป็นเครื่อง

บริโภคแม้ด้วยความฝันของครูทั้ง ๖ มีบูรณกัสสปเป็นต้น    ซึ่งสมมติกันว่าเป็น

สัตว์ต่ำทราม   ผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัย     มีทิสสนะอันวิปริต   และของสัตว์

เหล่าอื่นเห็นปานนั้น     แต่เป็นเครื่องบริโภค      ของเหล่าท่านผู้ถึงพร้อมด้วย

อุปนิสสัยผู้สามารถบรรลุพระอรหัต    เมื่อจบคาถาแม้ ๔ บท  ผู้มีญาณทัสสนะ

ทำลายกิเลส   มีท่านพระพาหิยทารุจีริยะเป็นต้น  และของพระมหาสาวกทั้งหลาย

อื่นๆ   ผู้เป็นบุตรของตระกูลใหญ่    จริงอยู่      เหล่าสัตว์ผู้ไม่ต่ำทรามเหล่านั้น

เมื่อยังทัลสนานุตตริยะ  สวนานุตตริยะ  และปาริจริยานุตตริยะเป็นต้น ให้สำเร็จ

ชื่อว่าบริโภคใช้สอยพระตถาคต.  รัตนะที่เสมอด้วยพระตถาคต   แม้เพราะอรรถ

ว่าเป็นเครื่องบริโภคของสัตว์ผู้ไม่ต่ำทรามไม่มีเลย   ด้วยประการฉะนี้.

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแม้นั้นใด   โดยไม่วิเศษชื่อว่ารัตนะ  เพราะอรรถ

ว่า  ให้เกิดความยินดี    ทรัพย์เครื่องปลื้มใจนั้น   คืออะไร  คือจักรรัตนะของ

พระเจ้าจักรพรรดิ.  จริงอยู่   พระเจ้าจักรพรรดิ  ทรงเห็นจักรรัตนะแม้นั้นแล้ว

ก็ทรงดีพระราชหฤทัย    จักรรัตนะนั้น     นำความยินดีมาให้แก่พระราชา    แม้

ด้วยประการฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง     พระเจ้าจักรพรรดิ     ทรงจับพระสุวรรณภิงคารด้วย

พระหัตถ์ซ้าย  ทรงประพรมด้วยพระหัตถ์ขวา  มีพระราชโองการว่า  จักรรัตนะ

จงดำเนินไป  จักรรัตนะ   จงมีชัยชนะ.   แต่นั้น     จักรรัตนะก็เปล่งเสียงไพเราะ

ดังดนตรีเครื่อง ๕  เหาะไปทิศบูรพา.  พระเจ้าจักรพรรดิ  ทรงยกจตุรงคเสนา

แผ่กว้างประมาณ ๑๒ โยชน์ติดตามไป  ด้วยอานุภาพของจักรรัตนะ   ไม่สูงนัก

ไม่ต่ำนัก   ภาคพื้นดินอย่างต่ำแค่ต้นไม้สูง  อย่างสูงแค่ต้นไม้ต่ำ  ทรงรับเครื่อง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 242

บรรณาการจากมือของพวกที่ถือบรรณาการ    มีดอกไม้   ผลไม้และหน่อไม้ใน

ต้นไม้เป็นต้นถวาย    ฝ่ายพระราชาที่เคยเป็นปฏิปักษ์  ที่มาเฝ้าด้วยความเคารพ

นบนอบอย่างยิ่งว่า   ขอเชิญเสด็จมาเถิด   พระมหาราชเจ้า    ก็ทรงอนุศาสน์สั่ง

สอนโดยนัยว่า   ไม่ควรฆ่าสัตว์มีชีวิต    ดังนี้เป็นต้น     จึงเสด็จไป.    ก็ในที่ใด

พระราชามีพระราชประสงค์จะเสวย  หรือประสงค์จะบรรทมกลางวัน    ในที่นั้น

จักรรัตนะก็จะลงจากอากาศแล้วหยุดอยู่เหมือนเพลาหัก ณ  พื้นดินที่ราบเรียบ

เหมาะแก่กิจทุกอย่าง   มีกิจเกี่ยวกับน้ำเป็นต้น    เมื่อพระราชาเกิดจิตคิดจะเสด็จ

ไปอีก    จักรรัตนะก็กระทำเสียงโดยนัยก่อนนั่นแล    จึงแล่นไป.    ฝ่ายบริษัท

[ขบวนทัพ]  ขนาด  ๒ โยชน์  ได้ยินเสียงนั้น    ก็พากันเหาะไป.   จักรรัตนะ

ลงสู่มหาสมุทรทิศบูรพาโดยลำดับ   เมือจักรรัตนะนั้น     ลงสมุทรน้ำก็หดตัวไป

ประมาณโยชน์หนึ่ง  หยุดนิ่งเหมือนทำความจงรักภักดี.   มหาชนก็ถือรัตนะทั้ง

๗  ตามความต้องการ   พระราชาทรงจับสุวรรณภิงคารอีก   ทรงประพรมด้วย

น้ำว่า   ราชกิจของเราดำเนินตั้งต้นแต่นี้ไป  แล้วเสด็จกลับ .  กองทัพอยู่ข้างหน้า

จักรรัตนะอยู่ข้างหลัง   พระราชาอยู่กลาง.   น้ำเข้าเต็มที่ตลอดสถานที่จักรรัตนะ

ถอนตัวไป.  จักรรัตนะก็ไปในสมุทรด้านทิศทักษิณ   ทิศปัศฉิม   และทิศอุดร

โดยอุบายนี้นี่แล.

จักรรัตนะตระเวนไปตลอด   ทิศอย่างนี้แล้ว   ก็ขึ้นสู่อากาศประมาณ

๓๐๐ โยชน์.     พระราชาประทับยืนบนจักรรัตนะนั้น      ทรงพิชิตชัยชนะด้วย

อานุภาพจักรรัตนะ  ทรงตรวจดูจักรวาลหนึ่ง  ซึ่งประดับ ด้วยทวีปใหญ่  ๔ ทวีป

และทวีปน้อย  ๒,๐๐๐ ทวีป   เหมือนสวนบัวบุณฑริกที่บานเต็มที่แล้ว   อย่างนี้

คือ  บุพพวิเทหทวีป  ประดับด้วยทวีปน้อย ๕๐๐ ทวีป   มีปริมณฑล   ๗,๐๐๐

โยชน์   อุตตรกุรุทวีปก็เหมือนกัน    มีปริมณฑล  ๘,๐๐๐ โยชน์   อปรโคยาน-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 243

ทวีป    มีปริมณฑล  ๗,๐๐๐ โยชน์เหมือนกัน    และชมพูทวีป    มีปริมณฑล

,๐๐๐ โยชน์.    พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์นั้น     กำลังทรงตรวจดูอย่างนี้  ก็

ทรงเกิดความยินดีมิใช่น้อยเลย   จักรรัตนะนั้น    ให้เกิดความยินดีแก่พระราชา

แม้ด้วยอาการอย่างนี้.    จักรรัตนะแม้นั้น      ที่เสมอด้วยพุทธรัตนะ    หามีไม่.

ก็หากว่าชื่อว่ารัตนะ     เพราะอรรถว่าให้เกิดความยินดีไซร้  พระตถาคต

เท่านั้น    ชื่อว่า  รัตนะ  จักรรัตนะอย่างเดียว  จักทำอะไรได้.

จริงอยู่   ความยินดีในจักรวรรดิ   ที่รัตนะแม้ทุกอย่างมีจักรรัตนะเป็น

ต้นทำให้เกิด  ก็ยังไม่นับไม่เท่าเสี้ยว   แม้ส่วนของความยินดี   ที่เป็นทรัพย์อัน

ใด   พระตถาคตทรงทำให้เกิดความยินดีในปฐมฌาน   ความยินดีในปรมฌาณ

ทุติยฌาน  ตติยฌาน  จตุตถฌาน  และปัญจมฌาน ความยินดีในอากาสานัญ-

จายตนฌาน  วิญญาณัญจายตนฌาน  อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญญานา

สัญญายตนฌาน     ความยินดีในโสดาปัตติมรรค    ความยินดีในโสดาปัตตผล

และสกทามิมรรค   สกทาคามิผล   อนาคามิมรรค   อนาคามิผล   อรหัตมรรค

และอรหัตผลแก่เทวดาและมนุษย์    นับจำนวนไม่ได้    ผู้รับสนองพระโอวาท

ของพระองค์.   ยิ่งกว่า   ประณีตกว่า   ความยินดีแม้อันนั้น    รัตนะเสมอด้วย

พระตถาคต    แม้เพราะอรรถว่าให้เกิดความ  ยินดี  ไม่มีด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง  ธรรมดารัตนะนี้มี   ๒  อย่าง   คือ   สวิญญาณกรัตนะ   และ

อวิญญาณกรัตนะ.     บรรดารัตนะทั้งสองนั้น     อวิญญาณกรัตนะ     ได้แก่

จักรรัตนะ   และมณีรัตนะ   ก็หรือรัตนะแม้อื่นใด    มีทองและเงินเป็นต้นที่เกี่ยว

เนื่องด้วยอนินทรีย์,    สวิญญาณกรัตนะ   ได้แก่   รัตนะมีหัตถิรัตนะเป็นต้นมี

ปริณายกรัตนะเป็นที่สุด  ก็หรือว่า    รัตนะแม้อื่นใดเป็นปานนั้น  ที่เกี่ยวเนื่อง

ด้วยอินทรีย์.   เมื่อเป็นดังนั้น    ในรัตนะทั้งสองอย่าง   สวิญญาณกรัตนะกล่าว


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 244

กันว่าเป็นเลิศ  ในข้อนี้.    เพราะเหตุไร.   เพราะเหตุว่า    รัตนะมีทอง   เงิน

แก้วมณี    แก้วมุกดาเป็นต้น    ถูกนำเข้าไปใช้เป็นเครื่องประดับของหัตถิรัตนะ

เป็นต้น   ที่เป็นสวิญญาณกรัตนะ.

แม้สวิญญาณกรัตนะ   ก็มี   ๒  อย่าง    คือรัตนะที่เป็นสัตว์เดียรฉาน

และรัตนะที่เป็นมนุษย์.    บรรดาสวิญญาณกรัตนะ ๒ อย่างนั้น     รัตนะที่เป็น

มนุษย์กล่าวกันว่าเป็นเลิศ.    เพราะเหตุไร.    เพราะเหตุว่า    รัตนะที่เป็นสัตว์

เดียรัจฉาน ย่อมเป็นพาหนะของรัตนะที่เป็นมนุษย์.  แม้มนุสสรัตนะก็มี ๒ อย่าง

คืออิตถีรัตนะ   และปุริสรัตนะ.    บรรดามนุสสรัตนะทั้งสองนั้น     ปุริสรัตนะ

กล่าวกันว่าเป็นเลิศ.  เพราะเหตุไร  เพราะเหตุว่า  อิตถีรัตนะต้องเป็นบริจาริกา

ของปรุสรัตนะ.   แม้ปริสรัตคนะก็มี  ๒ คือ.  อนคาริกรัตนะ  และอนคาริกรัตนะ

บรรดาปุริสรัตนะทั้ง ๒ นั้น .  อนคาริกรัตนะ  กล่าวกันว่าเป็นเลิศ.  เพราะ

เหตุไร   เพราะเหตุว่า   ในอคาริกรัตนะ    แม้พระเจ้าจักรพรรดิเป็นเลิศ    ก็ยัง

ไหว้อนคาริกรัตนะ. ผู้กอปรด้วยคุณมีศีลเป็นต้น   ด้วยเบญจางคประดิษฐ์  บำรุง

นั่งใกล้  ประสบสมบัติที่เป็นทิพย์และมนุษย์  บรรลุนิพพานสมบัติในที่สุด

เมื่อเป็นดังนั้น   แม้อนคาริกรัตนะ   ก็มี  ๒  อย่าง    คือ   อริยรัตนะ

และปุถุชนรัตนะ.

แม้อริยรัตนะ  ก็มี  ๒  อย่าง  คือเสขรัตนะ   และอเสขรัตนะ

แม้อเสขรัตนะ  ก็มี  ๒  อย่าง  คือ  สุกขวิปัสสกรัตนะ  และ

สมาถยานิกรัตนะ.

แม้้สมถยานิกรัตนะ  ก็มี  ๒  อย่าง  คือที่บรรลุสาวกบารมี   และไม่

บรรลุ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 245

บรรดาสมถยานิกรัตนะทั้งสองนั้น   สมถยานิกรัตนะที่บรรลุสาวกบารมี

กล่าวกันว่าเป็นเลิศ   เพราะเหตุไร.   เพราะเหตุว่า     มีคุณมาก.   ปัจเจกพุทธ-

รัตนะ    กล่าวกันว่าเป็นเลิศ     แม้กว่าสาวกปารมีปัตตรัตนะ.     เพราะเหตุไร.

เพราะเหตุว่า  มีคุณมาก.  พระสาวกหลายร้อย  แม้เช่นท่านพระสารีบุตร  ท่าน

พระโมคคัลลานะ   ก็ไม่ถึงแม้ส่วนร้อยแห่งคุณทั้งหลายของพระปัจเจกพุทธเจ้า

องค์เดียว.

สัมมาสัมพุทธรัตนะ  กล่าวกันว่าเป็นเลิศ   แม้กว่าปัจเจกพุทะรัตนะ

เพราะเหตุไร  เพราะเหตุว่า   มีคุณมาก.  ก็หากว่า   พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย

นั่งขัดสมาธิเบียดกัน  ทั่วทั้งชมพูทวีป  ก็ไม่เท่า  ไม่เท่าเสี้ยว ไม่เท่าส่วนเสี้ยว

แห่งพระคุณทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว.        สมจริงดังที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สัตว์ทั้งหลายไม่

เท้าหรือ    ฯลฯ     พระตถาคตกล่าวกันว่า     เป็นเลิศแห่งสัตว์เหล่านั้น

เป็นต้น.  รัตนะที่เสมอด้วยพระตถาคต  ไม่มีเลย  โดยปริยายบางอย่าง   ด้วย

ประการฉะนี้.  ด้วยเหตุนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัยว่า    น  โน   สม  อตฺถิ

ตถาคเตน   รัตนะที่เสมอด้วยตถาคตไม่มีเลย.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นตรัสความที่พระพุทธรัตนะ  อันรัตนะอื่น ๆ

เปรียบไม่ได้อย่างนี้แล้ว    บัดนี้     เพื่อระงับอุปัทวะที่เกิดแก่สัตว์เหล่านั้น   ไม่

ทรงอาศัยชาติ    ไม่ทรงอาศัยโคตร    ไม่ทรงอาศัยความเป็นกุลบุตร   ไม่ทรง

อาศัยความเป็นผู้มีวรรณะงามเป็นต้น    หากแต่ทรงอาศัยความที่พระพุทธรัตนะ

ไม่มีอะไรเทียบเทียมได้ด้วยคุณทั้งหลาย   มีศีลขันธ์และสมาธิขันธ์เป็นต้น   ใน

โลกที่มีอเวจีเป็นต้น    มีภวัคคพรหมเป็นที่สุด    จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 246

อิทมฺปิ  พุทฺเธ   รัตน   ปณีต    เอเตน    สจฺเจน   สุวตฺถิ    โหตุ   แม้อันนี้ก็

เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า  ด้วยคำสัตย์นี้  ขอความสวัสดีจงมี ดังนี้

สัจจวจนะนั้น  มีความดังนี้ว่า       ความที่พระพุทธเจ้าไม่มีใครเทียบได้

โดยพระคุณทั้งหลายนั้น ๆ     กับทรัพย์เครื่องปลื้มใจหรือรัตนะทุกอย่างที่มีใน

โลกนี้หรือโลกอื่น  หรือในสวรรค์ทั้งหลายแม้อันนี้  ชื่อว่าเป็นรัตนะอันประณีต

ในพระพุทธเจ้า  ก็หากว่า   ข้อนี้เป็นสัจจะไซร้   เมื่อเป็นดังนั้น    ด้วยสัจจะนี้

ขอความสวัสดีจงมี    ขอความที่สิ่งดีงามทั้งหลายมีอยู่    ความไม่มีโรค    ความ

ปราศจากอุปัทวะ   จงมีแก่สัตว์เหล่านี้.   ก็ในข้อนี้   พึงทราบความว่า   รัตนะ

ประณีต  ได้แก่   ความเป็นรัตนะประณีต    คือภาวะที่พระพุทธเจ้าเป็นรัตนะ

ประณีต    เหมือนความที่ว่า   เพราะเป็นตน   หรือเพราะเนื่องอยู่กับตน    นี้

ประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า  จกฺขุ  โข อานนฺท  สุญฺ  อตฺเตน  วา  อตฺตนิเยน

วา    ดูก่อนอานนท์    จักษุแลว่างเปล่าจากตน    หรือจากสิ่งที่เนื่องอยู่กับตน.

จริงอยู่   นอกจากนี้  จักษุก็เป็นอันปฏิเสธไม่ได้ว่าตน  หรือสิ่งที่เนื่องอยู่กับตน

ฉะนั้น  .   แท้จริง  โดยประการนอกจากนี้   พระพุทธเจ้าย่อมไม่สำเร็จเป็นรัตนะ

ด้วยว่ารัตนะไม่มีอยู่ในสิ่งใด    สิ่งนั้นก็ย่อมไม่สำเร็จเป็นรัตนะ.   แต่ว่ารัตนะที่

เกี่ยวพันโดยวิธีไร ๆ ก็ตาม     ที่นับว่าเป็นประโยชน์     มีผู้คนทำความเคารพ

ยำเกรงเป็นต้น  มีอยู่ในสิ่งใด   เพราะเหตุที่สิ่งนั้น    ท่านมุ่งหมายเอาความเป็น

รัตนะ  จึงบัญญัติว่ารัตนะ  ฉะนั้น   พระพุทธเจ้าจึงสำเร็จว่ารัตนะ เพราะรัตนะ

นั้นมีอยู่.   อีกนัยหนึ่ง  บทว่า   อิทมฺปิ   พุทฺเธ    รตน    ปณีต   พึงทราบความ

อย่างนี้ว่า  พระพุทธเจ้าเป็นรัตนะ   โดยประการแม้นี้.   พอพระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสพระคาถา    ความสวัสดีก็เกิดแก่ราชสกุล   ภัยก็ระงับไป   พวกอมนุษย์ใน

แสนโกฏิจักรวาล  ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถานี้แล.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 247

พรรณนาคาถาว่า  ขย  วิราค

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสสัจจวจนะอย่างนี้แล้ว   บัดนี้จึงทรงเริ่ม

ตรัสว่า   ขย   วิราค   เป็นต้น.   ในคำนั้น   เพราะเหตุที่กิเลสทั้งหลายมีราคะ

เป็นคนหมดสิ้นไป  เพราะทำให้แจ้งพระนิพพาน  หรือเพราะเหตุที่พระนิพพาน

นั้น   พอกิเลสเหล่านั้นสิ้นไป  โดยดับไม่เกิด  และเพราะเหตุที่พระนิพพานนั้น

ไม่ประกอบด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น   โดยความประจวบ   และโดยอารมณ์หรือ

เพราะเหตุที่เมื่อบุคคลทำให้แจ้งพระนิพพานนั้นแล้ว   กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็น

ต้น ก็คลายออกไปสิ้นเชิงปราศจากไป  ถูกกำจัดไป  ฉะนั้นพระนิพพาน ท่าน

จึงเรียกว่า    ขยะ   ว่า   วิราคะ   แต่เพราะเหตุที่พระนิพพานนั้น  ความเกิดไม่

ปรากฏ   ความเสื่อมไม่ปรากฏ   ความที่จิตแปรปรวนไม่มี   ฉะนั้น   พระนิพ-

พานนั้น ท่านจึงทำว่าไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่ตาย   เรียกว่า  อมตะ   แต่   [ในที่นี้]

ท่านเรียกว่า  ประณีต   เพราะอรรถว่า   สูงสุด   และเพราะอรรถว่า   ไม่อิ่ม.

บทว่า    ยทชฺฌคา    ได้แก่    บรรลุ     พบ    ได้กระทำให้แจ้งด้วยกำลังญาณ

ของตน  ซึ่งพระนิพพานนั้น .   บทว่า   สกฺยมุนี      ได้แก่  ชื่อว่า  ศากยะเพราะ

ทรงเป็นโอรสของสกุลศากยะ   ชื่อว่า  มุนี   เพราะประกอบด้วย  โมเนยยธรรม

มุนีคือศากยะ    ชื่อว่า    พระศากยมุนี.    บทว่า    สมาหิโต   ได้แก่   ผู้มีจิตตั้ง

มั่นแล้วด้วยสมาธิเป็นอริยมรรค.     บทว่า      น   เตน   ธมฺเมน   สมตฺถิ

กิญฺจิ    ความว่า    ธรรมชาติไร  ๆ  ที่เสมอด้วยธรรมที่พระศากยมุนีทรงบรรลุ

แล้ว  มีนามว่า  ขยะ เป็นต้นนั้น  ไม่มี. เพราะฉะนั้น   แม้ในพระสูตรอื่นพระผู้

มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้เป็นต้นว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ธรรมทั้งหลายไม่ว่าเป็น

สังขตะหรืออสังขตะ   เพียงใด     วิราคธรรม    ท่านกล่าวว่าเป็นยอดของธรรม

เหล่านั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 248

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้นตรัสความที่นิพพานธรรมอันธรรมอื่น  ๆ

เทียบไม่ได้อย่างนี้แล้ว    บัดนี้   เพื่อระงับอุปัทวะที่เกิดแก่สัตว์เหล่านั้น   ทรง

อาศัยความที่รัตนะ  คือนิพพานธรรม ไม่มีธรรมอื่นจะเหมือน  ด้วยคุณทั้งหลาย

คือความเป็นธรรมเป็นที่สิ้นกิเลส    สำรอกกิเลส    เป็นอมตธรรมและธรรมอัน

ประณีต  จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า    อิทมฺปิ   ธมฺเม   รตน   ปณีต   เอ-

เตน     สจฺเจน     สุวตฺถิ    โหตุ     แม้อันนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม

ด้วยสัจจวจนะนี้  ขอความสวัสดี  จงมี.   ความของสัจจวจนะนั้น    พึงทราบตาม

นัยที่กล่าวมาแล้วในคาถาต้นนั่นแล.  พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล  ก็พากัน

ยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถาแม้นี้แล.

 

พรรณนาคาถาว่า   ยมฺพุทฺธเสฏฺโ

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้น  ตรัสสัจจวจนะ   ด้วยคุณแห่งนิพพานธรรม

อย่างนี้แล้ว   บัดนี้   จึงทรงเริ่มตรัสด้วยพระคุณแห่งมรรคธรรมว่า    ยมฺพุทฺธ-

เสฏฺโ   เป็นต้น.  ในคำนั้น   ชื่อว่า  พุทธะ  โดยนัยเป็นต้นว่า  ตรัสรู้สัจจะ

ทั้งหลาย.   ชื่อว่า   เสฏฐะ   เพราะเป็นผู้สูงสุด    และควรสรรเสริญ,   ชื่อว่า

พุทธเสฏฐะ   เพราะเป็นผู้ตรัสรู้  เป็นผู้สูงสุดและควรสรรเสริญ.   อีกนัยหนึ่ง

ชื่อว่า  พุทธเสฏฐะ  เพราะเป็นผู้ประเสริฐสุด  ในพระพุทธะทั้งหลาย  ที่เรียก

ว่าอนุพุทธะปัจเจกพุทธะและสุตพุทธะ.    พระพุทธะผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้น

ทรงชม   สรรเสริญ   ประกาศสมาธิธรรมใดไว้ในบาลีนั้น  ๆ โดยนัยเป็นต้นว่า

มรรคมีองค์  ๘  ประเสริฐสุดแห่งมรรคทั้งหลาย    เกษมเพื่อบรรลุพระนิพพาน

และว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราจักแสดงสัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ    ที่มีเหตุ

มีเครื่องประกอบแก่ท่านทั้งหลาย.  มทว่า  สุจึ  ได้แก่ ผ่องแผ้วสิ้นเชิง  เพราะ

ทำการตัดมลทินคือกิเลสได้เด็ดขาด.    บทว่า    สมาธิมานนฺตริกญฺมาหุ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 249

ความว่า  บัณฑิตทั้งหลาย   กล่าวถึงสมาธิอันใดว่า  อนันตริกสมาธิ   สมาธิเกิด

ในลำดับ    เพราะอำนวยผลแน่นอนในลำดับการดำเนินการปฏิบัติของตน.  อัน-

ตรายใด ๆ  ที่ห้ามกันความเกิดผลแห่งอนันตริกสมาธินั้น     เมื่อสมาธิอันเป็น

ตัวมรรคเกิดขึ้นแล้ว   หามีไม่.   เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ก็บุคคลนี้   พึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดา-

ปัตติผล   และพึงเป็นเวลาที่กัปไหม้    กัปก็จะยังไม่พึง

ไหม้ตราบเท่าที่บุคคลนี้    ยังไม่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล

บุคคลผู้นี้เรียกว่า  ฐิตกัปปี  ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัป   บุคคลผู้มี

มรรคพรั่งพร้อมทั้งหมด   ก็เป็นฐิติกัปปี    ผู้ตั้งอยู่ตลอด

กัป.

บทว่า   สมาธินา  เตน  สโม  น  วิชฺชติ    ความว่า    รูปาวจรสมาธิ

หรืออรูปาวจรสมาธิใด ๆ ที่เสมอด้วยอนันตริกสมาธิอันสะอาด   ที่พระพุทธะผู้

ประเสริฐสุดสรรเสริญแล้วนั้น  ไม่มีเลย.   เพราะเหตุไร   เพื่อสัตว์แม้เกิดใน

พรหมโลกนั้น ๆ  เพราะอบรมสมาธิเหล่านั้นแล้ว   ก็ยังมีการเกิดในอบายมีนรก

เป็นต้นอีกได้   และเพราะพระอริยบุคคลตัดการเกิดทุกอย่างได้เด็ดขาด   เพราะ

อบรมสมาธิที่เป็นตัวพระอรหัตนี้แล้ว.   เพราะฉะนั้น   แม้ในสูตรอื่น    พระผู้-

มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะ

[อันปัจจัยปรุงแต่ง]   มีประมาณเท่าใด  ฯลฯ อริยมรรค

มีองค์ ๘  กล่าวกันว่าเป็นเลิศว่าสังตธรรมเหล่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้น  ตรัสความที่อนันตริกสมาธิ   อันสมาธิอื่น ๆ

เทียบไม่ได้อย่างนี้แล้ว   บัดนี้ทรงอาศัยความที่รัตนะคือมรรคธรรม  อันรัตนะ

อื่นไม่เทียบได้  โดยนัยก่อนนั่นแล   จึงทรงประกอบสัจจวนะว่า  อทมฺปิ  ธมฺเม

ฯเปฯ    สุวตฺถิ   โหตุ   แม้อันนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม  ฯลฯ   ขอ

 

๑. ปสาทสตร   อัง.  จตุกนิบาต.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 250

ความสวัสดีจงมี.  ความของสัจจวนะนั้น     พึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาก่อนแล้ว

นั่นแล.     พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล     พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่ง

พระคาถานี้แล.

 

พรรณนาคาว่า  เย  ปคฺคลา

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสสัจจวจนะ   แม้ด้วยคุณแห่งมรรคธรรม

อย่างนี้แล้ว   บัดนี้   จึงทรงเริ่มตรัสแม้ด้วยสังฆคุณว่า   เย  ปุคฺคลา   เป็นต้น.

ในคำนั้น   ศัพท์ว่า   เย   เป็นนิเทศไม่แน่นอน.   บทว่า   ปุคฺคลา   ได้แก่

สัตว์ทั้งหลาย.   ศัพท์ว่า  อฏฺ  เป็นการกำหนดจำนวนสัตว์เหล่านั้น     จริงอยู่

สัตว์เหล่านั้น   มี ๘ คือ  ผู้ปฎิบัติ  [มรรค]  ๘  ผู้ตั้งอยู่ในผล  ๔.  บทว่า สต

ปสฏฺา  ได้แก่อันสัตบุรุษ  คือพระพุทธเจ้า   พระปัจเจกพุทธเจ้า   และพระ-

สาวก   และเทวดาและมนุษย์เหล่าอื่น   สรรเสริญแล้ว.   เพราะเหตุไร.   เพราะ

ประกอบด้วยคุณ    มีศีลที่เกิดร่วมกันเป็นต้น.    ความจริง    คุณทั้งหลายของ

สัตบุรุษเหล่านั้น     มีศีลสมาธิเป็นต้นเกิดร่วมกัน    เหมือนสีและกลิ่นเป็นต้นที่

เกิดร่วมกันของดอกจำปาและดอกพิกุลเป็นต้น .   ด้วยเหตุนั้น    บุคคลเหล่านั้น

จึงเป็นที่รัก  .ที่ต้องใจ  ที่น่าสรรเสริญ   ของสัตบุรุษทั้งหลาย   เหมือนดอกไม้

ทั้งหลาย    ที่พร้อมด้วยสีและกลิ่นเป็นต้น     เป็นที่รักที่ต้องใจน่าสรรเสริญของ

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.     ด้วยเหตุนั้น       พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  เย

ปุคฺคลา  อฏฺ   สต   ปสฏฺา.

อีกนัยหนึ่ง   ศัพท์ว่า  เย  เป็นนิเทศไม่แน่นอน.   บทว่า  ปุคฺคลา

ได้แก่สัตว์ทั้งหลาย.  ศัพท์ว่า  อฏฺสต  เป็นการกำหนดจำนวนสัตว์เหล่านั้น.

จริงอยู่   สัตว์เหล่านั้น  ได้แก่พระโสดาบัน ๓ พวก  คือ  เอกพิชี   ไกลังไกละ

และสัตตตักขัตตุปรมะ  พระสกทาคามี ๓ พวก   ผู้บรรลุผลในกามภพ   รูปภพ