พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 51

อาจารย์นั้น   พึงรู้ความแตกต่างแห่งนิมิตอัธยาศัยจริยา  และอธิมุติของกุลบุตร

ผู้นั้น    ผิว่า   กรรมฐานนั้นเป็นของเหมาะ  เมื่อเป็นดังนั้น     กุลบุตรแม้ผู้นั้น

ประสงค์จะอยู่ในวิหารที่คนอยู่ไซร้  แต่นั้น      ก็พึงให้กรรมฐานโดยสังเขป  ถ้า

กุลบุตรนั้น  ประสงค์อยู่ในวิหารอื่น  ก็พึงบอกกรรมฐานพิสดาร   พร้อมทั้งข้อ

ที่ควรทำก่อน   โดยบอกข้อที่ควรละและข้อที่ควรกำหนดรู้เป็นต้น     พร้อมทั้ง

ประเภทจริตโดยบอกกรรมฐานที่เหมาะแก่ราคจริตเป็นต้น     กุลบุตรผู้นั้นครั้น

เรียนกรรมฐานพร้อมข้อที่ควรทำก่อน    ทั้งประเภทนั้นแล้วบอกลาอาจารย์  งด

เว้น เสนาสนะ ๑๘ ประเภท  ที่ท่านกล่าวว่าควรงดเว้น   อย่างนี้ว่า

อาวาสใหญ่  อาวาสใหม่  อาวาสเก่า  อาวาสใกล้

ทาง  อาวาสใกล้ตระพังหิน  อาวาสมีใบไม้   อาวาสมี

ดอกไม้  อาวาสมีผลไม้   อาวาสที่คนปรารถนาอาวาส

ที่ใกล้นคร  อาวาสที่ใกล้คนเข้าไปตัดไม้ อาวาสที่ใกล้

ไร่นา  อาวาสที่มีอารมณ์เป็นข้าศึก   อาวาสใกล้ท่าเรือ

อาวาสใกล้ขายแดน   อาวาสมีสีมา   อาวาสที่เป็นอสัป-

ปายะ  อาวาสที่ไม่ได้กัลยาณมิตร   บัณฑิตรู้จักสถานที่

๑๘  ประเภทนี้ดังนี้แล้ว   พึงเว้นเสียให้ห่างไกลเหมือน

คนเดินทาง    เว้นทางมีภัยเฉพาะหน้าฉะนั้น.

แล้วเข้าไปยังเสนาสนะที่ประกอบด้วยองค์  ๕   ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่าง

นี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เสนาสนะประกอบด้วย

องค์ ๕  เป็นอย่างไร   ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเสนาสนะใน

พระธรรมวินัยนี้  เป็นเสนาสนะที่ไม่ไกลนัก   ที่ไม่ใกล้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 52

นัก   พรั่งพร้อมด้วยคมนาคม   กลางวันผู้คนไม่พลุก

พล่าน  กลางคืนเงียบเสียง   ไม่อึกกะทึก  ไม่มีเหลือบ-

ยุง  ลม  แดด  งู  รบกวน  เมื่อภิกษุอยู่ในเสนาสนะนั้น

จีวร   บิณฑบาต   เสนาสนะ   คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

แห่งผู้เจ็บไข้  เกิดขึ้นไม่ยาก  ในเสนาสนะนั้นแล  มี

ภิกษุผู้เถระ  ผู้เป็นพหูสูต   ผู้จบอาคม  ทรงธรรม  ทรง

วินัย   ทรงมาติกาอยู่  ภิกษุเข้าไปหาภิกษุเถระเหล่านั้น

ตามสมควรแก่กาลสอบถามไล่เลียงว่า  ท่านขอรับ  ข้อ

นี้เป็นอย่างไร   ข้อนี้มีความว่าอย่างไร   ท่านเหล่านั้น

ยอมจะเปิดเผยข้อที่ยังไม่เปิดเผยแก่ภิกษุนั้น     ทำข้อที่

ยากให้ง่ายเข้า  บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอัน

เป็นที่ตั้งความสงสัยต่าง  ๆ   เสียได้    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  เสนาสนะประกอบด้วยองค์  ๕  อย่างนี้แล.

ดังนี้แล้วทำกิจทุกอย่างให้เสร็จแล้ว     พิจารณาโทษในกามทั้งหลาย

และอานิสงส์ในเนกขัมมะ  ทำจิตให้เลื่อมใส   ด้วยการระลึกถึง [พระรัตนตรัย]

โดยความที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ดีแล้ว  โดยความที่พระธรรมเป็นธรรมอันดี  และ

โดยความที่พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว   ไม่ละอุคคหโกศล   ความฉลาดในทาง

เรียนรู้  ๗ ทาง  ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า

นักปราชญ์ฉลาดเรียนรู้   ๗  ทาง  คือ   โดยวาจา

โดยใจ   โดยวรรณะ   โดยสัณฐาน  โดยทิศ  โดยโอกาส

และโดยปริเฉท.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 53

และมนสิการโกศล  ความฉลาดใส่ใจ  ๑๐  อย่าง  ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้คือ  โดย

ลำดับ โดยไม่เร็วนัก  โดยไม่ช้านัก  โดยป้องกันความฟุ้งซ่าน โดยล่วงเลยบัญญัติ

โดยปล่อยลำดับ   โดยอัปปนา  และสูตร  ๓  สูตร  จึงควรเริ่มเจริญทวัตติงสาการ

จริงอยู่  การเจริญทวัตติงสาการโดยอาการทุกอย่างย่อมสำเร็จ แก่ผู้เริ่มดังกล่าว

มานี้หาสำเร็จโดยประการอื่นไม่.

ในการเจริญทวัตติงสาการนั้น    ภิกษุรับตจปัญจกกรรมฐานก่อนเป็น

เบื้องต้น    กล่าวโดยพระไตรปิฎก   เมื่อตจปัญจกกรรมฐานคล่องแคล่วโดยอนุ-

โลม   ตามนัยว่า   เกสา  โลมา   เป็นต้น    คล่องแคล่วโดยปฏิโลม    ตามนัยว่า

ตโจ  ทนฺตา   เป็นต้น     พึงเจริญเสียครึ่งเดือน    ทางวาจาเพื่อตัดความวิตก

ที่ฟุ้งซ่านออกไปข้างนอกโดยอนุโลมและปฏิโลม  ตามนัยทั้งสองนั้นแหละเพื่อให้

คล่องบาลี    และทางใจเพื่อกำหนดสภาวะแห่งส่วนร่างกายเป็นอารมณ์    จริงอยู่

การเจริญทางวาจา  ซึ่งตจปัญจกกรรมฐานนั้น   ตัดวิตกที่ฟุ้งไปข้างนอกได้แล้ว

ย่อมเป็นปัจจัยแก่การเจริญทางวาจา     เพราะคล่องบาลีแล้ว      การเจริญทางใจ

ย่อมเป็นปัจจัยแก่การกำหนดอสุภะวรรณะ  และลักษณะ  ส่วนใดส่วนหนึ่ง เมื่อ

เป็นดังนั้น  โดยนัยนั้น    ก็พึงเจริญวักกะปัญจกกรรมฐาน [หมวดที่มีวักกะเป็น

ที่ ๕]  เสียครึ่งเดือน  ข้อนั้น    จึงเจริญตจะปัญจกกรรมฐานและวักกะปัญจก-

กรรมฐานทั้งสองนั้นเสียครึ่งเดือน     ต่อนั้นจึงเจริญปับผาสะปัญญจกะกรรมฐาน

เสียครึ่งเดือน   ต่อนั้นก็เจริญทั้งสามบปัญจกะนั้นเสียครึ่งเดือน    เมื่อเป็นดังนั้น

ก็พึงเพิ่มมัตถลุงดัง ที่มิได้ตรัสในต้อนท้ายไว้ในสามหมวดนี้  เพื่อเจริญรวมกัน

ไปกับอาการแห่งปฐวีธาตุทั้งหลาย   แล้วเจริญมัตถลุงดังเสียครึ่งเดือน    ต่อนั้นก็

เจริญปัญจกะและจตุกกะเสียครึ่งเดือน  เมทฉักกะครึ่งเดือน  ต่อนั้นก็เจริญปัญจกะ

และจตุกกะร่วมกับเมทฉักกะครึ่งเดือน    มุตตฉักกะครั่งเดือน  ต่อนั้น   ก็เจริญ

ทวัตติงสาการทั้งหมดเสียครั้งเดือน  พึงเจริญกำหนดโดยวรรณะ  สัณฐาน  ทิศ

โอกาสและปริเฉท ๖ เดือนดังกล่าวมาฉะนี้.    ข้อนี้ท่านกล่าวหมายถึงบุคคลที่มี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 54

ปัญญาปานกลาง  ส่วนคนปัญญาทึบพึงเจริญตลอดชีวิต   ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม

การเจริญย่อมสำเร็จได้ไม่นานเลย.

 

เกสา  ผม

ในข้อนี้  ผู้ทักท้วงกล่าวว่า   ภิกษุผู้เริ่มกรรมฐานผู้นี้  กำหนดทวัตติง-

สาการนี้โดยวรรณะเป็นต้นอย่างไร  ความจริงภิกษุผู้เริ่มกรรมฐานนี้   เมื่อเจริญ

ทวัตติงสาการโดยจำแนกเป็นตจปัญจกะเป็นต้น   โดยนัยว่า   มีอยู่ในกายนี้   ผม

ดังนี้เป็นต้น   ย่อมกำหนดผมเป็นของเช่นที่ภิกษุนี้เห็นแล้วก่อนโดยวรรณะว่ามี

สีดำ  กำหนดผมที่เป็นเกลียวยาวโดยสัณฐานว่าเหมือนคันตาชั่ง   แต่เพราะเหตุ

ที่ในกายนี้    เหนือท้องขึ้นไปเรียกว่าทิศเบื้องบน   ต่ำกว่าท้องลงมา  เรียกว่าทิศ

เบื้องต่ำ   ฉะนั้น  จึงกำหนดโดยทิศว่า   เกิดในทิศเบื้องบนแห่งกายนี้    กำหนด

โดยโอกาสว่า  เกิดที่หนังศีรษะ.    รอบกกหูและหลุมคอ   กำหนดในเกสานั้นว่า

ผมไม่รู้ว่าเราเกิดที่หนังศีรษะ แม้หนังศีรษะก็ไม่รู้ว่าผมเกิดที่เรา เปรียบเหมือน

หญ้ากุณฐะ  ที่เกิดบนยอดจอมปลวกไม่รู้ว่าเราเกิดบนยอดจอมปลวก    แม้ยอด

จอมปลวกก็ไม่รู้ว่า  หญ้ากุณฐะเกิดบนเรา  ฉะนั้น   กำหนดว่าแท้จริงผมเหล่านั้น

เว้น จากความคิดคำนึงและการพิจารณา   เป็นธรรม  ไม่มีเจตนา [ใจ]     เป็น

อัพยากฤต   ว่างเปล่า  ปฏิกูลด้วยกลิ่นเหม็นน่าเกลียดอย่างยิ่ง  ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่

บุคคล   เมื่อว่าโดยปริเฉทตัดตอน   การตัดตอนมี  ๒ อย่าง   คือ   ตัดตอนโดย

สภาคส่วนถูกกันตัดตอนโดยวิสภาคส่วนผิดกัน   ในการตัดตอน  ๒  อย่างนั้น

กำหนดโดยการตัดตอนโดยสภาคอย่างนี้ว่า  ผมถูกตัดตอนเบื้องล่างด้วยพื้นหนัง

ที่ตั้งอยู่    และด้วยพื้นโคนของตน   ที่เข้าไปในพื้นหนังนั้นประมาณปลายเมล็ด

ขาวเปลือกตั้งอยู่  เบื้องบนด้วยอากาศ  เบื้องขวาด้วยผมกันและกัน   และกำหนด

โดยตัดตอนโดยวิสภาคอย่างนี้ว่า   ผมไม่ใช่อาการ ๓๑ ที่เหลือ   อาการ ๓๑ ที่

เหลือก็ไม่ใช่ผม  กำหนดผมโดยวรรณะเป็นต้นมีประการดังกล่าวมาอย่างนี้ก่อน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 55

โลมา  ขน

ในอาการ ๓๑ ที่เหลือ  ก็กำหนดขน   อย่างที่ภิกษุนี้เห็นแล้ว     โดย

วรรณะ ส่วนมากว่ามีสีเขียว  โดยสัณฐาน ว่ามีสัณฐานเหมือนคันธนูโค้ง หรือ

มีสัณฐานเหมือนเสี้ยนตาลงอ   กำหนดโดยทิศทั้ง  ๒ กำหนดโดยโอกาสว่า  เกิด

ที่หนังแห่งสรีระที่เหลือเว้นฝ่ามือฝ่าเท้า.

ในอาการ ๓๐ ที่เหลือนั้น    กำหนดว่า   ขนย่อมไม่รู้ว่าเราเกิดที่หนัง

แห่งสรีระ    แม้หนังแห่งสรีระก็ไม่รู้ว่าขนเกิดที่เรา   เปรียบเหมือนหญ้าทัพพะ

อันเกิด ณ สถานที่บ้านเก่า  ย่อมไม่รู้ว่าเราเกิด ณ สถานที่บ้านเก่า   แม้สถาน

ที่บ้านเก่าก็ไม่รู้ว่า   หญ้าทัพพะเกิดที่เรา   ฉะนั้น    ด้วยว่าขนเหล่านั้น  เว้นจาก

ความคิดคำนึงและการพิจารณา  เป็นธรรมหาเจตนามิได [ใจ]   เป็นอัพยากฤต

ว่างเปล่า ปฏิกูลด้วยกลิ่นเหม็นน่าเกลียดอย่างยิ่งไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคลกำหนด

โดยปริเฉทตัดตอนว่า  ชนเบื้องล่างตัดตอนด้วยพื้นหนังที่ตั้งอยู่   และด้วยโคน

ของตนที่เข้าไปในพื้นหนังนั้น   ประมาณตัวเหาตั้งอยู่    นี้เบื้องบนตัดตอนด้วย

อากาศ  ขนเบื้องขวางตัดตอนด้วยตนด้วยกันเอง   ที่เป็นการกำหนดขนเหล่านั้น

โดยสภาค    ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค   ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล   กำหนดขน

โดยวรรณะเป็นต้นมีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

นขา  เล็บ

ต่อแต่นั้นไป   ก็กำหนดว่า     ผู้มีเล็บครบก็มี   ๒๐  เล็บ.    เล็บเหล่า

นั้นทั้งหมด  โดยวรรณะ  มีสีขาวในโอกาสที่พื้นเนื้อ  มีสีแดงในโอกาสที่ติดกับ

เนื้อ    โดยสัณฐาน    มีสัณฐานเหมือนโอกาสตามที่ตั้งอยู่    โดยมากมีสัณฐาน

เหมือนเมล็ดมะซาง   หรือมีสัณฐานเหมือนเกล็ดปลา.   โดยทิศ    ตั้งอยู่ในทิศ

ทั้ง ๒.  โดยโอกาสตั้งอยู่ปลายนิ้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 56

ในเล็บนั้น    กำหนดว่า   เล็บย่อมไม่รู้ว่า    เราตั้งอยู่ปลายนิ้ว   แม้นิ้ว

ก็ไม่รู้ว่า   เล็บตั้งอยู่ที่ปลายของเรา    เปรียบเหมือนเมล็ดมะซาง     ที่พวกเด็ก

ชาวบ้านเสียบไว้ที่ปลายไม้  ไม่รู้ว่า   เราถูกเสียบไว้ที่ปลายไม้   แม้ไม้ก็ไม่รู้ว่า

เมล็ดมะซางถูกเสียบไว้ที่เรา  ฉะนั้น.    ด้วยว่าเล็บเหล่านั้น      เว้นจากความคิด

คำนึงและการพิจารณา   เป็นธรรมไม่มีเจตนา ฯลฯ  ไม่ใช่บุคคล   กำหนดโดย

บริเฉทว่า  เล็บล่างถูกตัดตอนด้วยเนื้อนิ้วที่คน  หรือด้วยพื้นที่ตั้งอยู่ที่โคนนั้น

และเล็บบนตัดตอนด้วยอากาศที่ปลาย  ด้วยหนังปลายสองข้างของนิ้วทั้งสองข้าง

นี้เป็นการกำหนดเล็บเหล่านั้นโดยสภาค   ส่วนการกำหนดวิสภาค   ก็เช่นเดียว

กับผมนั่นแล  กำหนดเล็บโดยวรรณะเป็นนี้.    มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

ทนฺตา  ฟัน

ต่อแต่นั้น  ก็กำหนดว่า   ผู้มีฟันครบ  ก็มีฟัน  ๓๒  ซี่   ฟันเหล่านั้น

ทั้งหมด  โดยวรรณะ  ก็มีสีขาว  โดยสัณฐาน  ฟันของผู้มีฟันเรียบ  จะปรากฏ

เหมือนพื้นสังข์ตัดที่แข็ง   และเหมือนพวกดอกไม้ขาวตูมที่ร้อยไว้ร้อย   ฟัน

ของผู้มีฟันไม่เรียบ   มีสัณฐานต่าง ๆ กัน   เหมือนลำดับตั่งบนหออันเก่า.  ก็

ในปลายแถวฟันสองข้างของฟันเหล่านั้น     ฟัน ๘ ซี่   ข้างล่าง ๒ ซี่    ข้างบน

๒ ซี่  มีปลาย  ๔   มีโคน  ๔   มีสัน ฐานเหมือน  อาสันทิเก้าอี้ยาว.  ฟัน ๘ ซี่

ซึ่งตั้งอยู่ตามลำดับนั้น     ข้างในฟันเหล่านั้น    มีปลาย ๓  มีราก ๓   มีสัณฐาน

เหมือนกระจับ   ฟัน  ๔ ซี่  ข้างล่าง  ๑ ซี่   ข้างบน ๑ ซี่   ตามลำดับนั้น    ข้าง

ในฟันเหล่านั้น    มีปลาย  ๒  มีราก ๒   มีสันฐานเหมือนไม้ค้ำยาน  [เกวียน]

ฟันที่เป็นเขี้ยว ๔ ซี  ซึ่งตั้งอยู่ตามลำดับนั้น    ข้างในของฟันเหล่านั้น   ข้างล่าง

๑  ซี่  ข้างบน ๑ ซี่   มีปลายเดียว  รากเดียว  มีสัณฐานเหมือนมะลิตูม   แต่นั้น

ฟัน ๘ ซี่    ข้างล่าง ๔ ซี่   ข้างบน ๔ ซี่    ตรงกลางแถวฟัน ๒ ข้าง    มีปลาย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 57

เดียว  รากเดียว   มีสัณฐานเหมือนเมล็ดน้ำเต้า   โดยทิศ   เกิดในทิศเบื้องบน

โค โอกาส  ฟันบนตั้งอยู่ในกระดูกคางบน   ปลายลง   ฟันล่างตั้งอยู่ในกระดูก

คางล่าง   มีปลายขึ้น.

ในฟันนั้น   ก็กำหนดว่า  ฟันไม่รู้ว่า  เราตั้งอยู่ในกระดูกคางล่าง   ตั้ง

อยู่ในกระดูกคางบน  แม้กระดูกคางล่างก็ไม่รู้ว่า  ฟันตั้งอยู่ในเรา  กระดูกคาง

บน  ก็ไม่รู้ว่า  ฟันตั้งอยู่ในเรา  เปรียบเหมือนเสา   ที่บุรุษช่างก่อสร้างตั้งเข้า

ไว้ในพื้นหินเบื้องล่าง   สอดเข้าไว้ใน  หินเบื้องบน   ย่อมไม่รู้ว่า   เราถูกเขา

ตั้งไว้ในพื้นหินเบื้องล่าง   ถูกสอดเข้าไว้ในพื้นหินเบื้องบน   พื้นหินเบื้องล่างก็

ไม่รู้ว่า   เสาถูกเขาตั้งไว้ในเรา   พื้นหินเบื้องบนก็ไม่รู้ว่า   เสาถูกเขาสอดเข้าไว้

ในเราฉะนั้น.   ด้วยว่าฟันเหล่านั้น      เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา

เป็นธรรม ฯลฯ  ไม่ใช่บุคคล.  กำหนดโดยปริเฉทว่า  ฟันล่างตัดตอนด้วยหลุม

กระดูกคาง  สอดเข้ากระดูกคางตั้งอยู่  และด้วยพื้นรากของตน  ฟันบนตัดตอน

ด้วยอากาศเบื้องขวาง กำหนดด้วยฟันซึ่งกันและกัน  นี้เป็นการกำหนดฟันเหล่า

นั้นโดยสภาค   ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค   ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.  กำหนด

ฟันโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

ตโจ  หนัง

ต่อแต่นั้นไป  สิ่งซึ่งปกปิดกองซากศพต่าง ๆ  ในภายในสรีระ  ชื่อว่า

ตโจ  หนัง.   กำหนดว่าหนังมีสีขาว   ก็ถ้าหากว่าหนังนั้น     ปรากฏเหมือนมีสี

ต่าง ๆ  โดยเป็นสีดำสีขาวเป็นต้น     ก็เพราะถูกย้อมด้วยเครื่องย้อมผิว  ถึงเช่น

นั้นก็ขาวอยู่นั่นแหละ  โดยวรรณะที่เป็นสภาคกัน.  ก็ความที่หนังนั้นมีสีขาวนั้น

ย่อมปรากฏโดยผิวถูกเปลวไฟลวก    และถูกประหารด้วยเครื่องประหารเป็นต้น.

กำหนดโดยสัณฐานโดยสังเขปว่า  มีสัณฐานดุจเสื้อ โดยพิศดารว่ามีสันฐานต่าง ๆ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 58

จริงอย่างนั้น   หนังนิ้วเท้ามีสัณฐานเหมือนรังไหม หนังหลังเท้ามีสัณฐานเหมือน

รองเท้าที่ห่อไว้    หนังแข้งมีสัณฐานเหมือนใบตาลห่อข้าว    หนังขามีสัณฐาน

เหมือนถุงยาวมีข้าวสารเต็ม     หนังตะโพกมีสัณฐานเหมือนผ้ากรองน้ำมีน้ำเต็ม

หนังสันหลังมีสัณฐานเหมือนหนังหุ้มโล่  หนังท้องมีสัณฐานเหมือนหนังหุ้มราง

พิณ   หนังอกโดยมากมีสัณฐาน ๔  เหลี่ยม   หนังแขนทั้งสองมีสัณฐานเหมือน

หนังหุ้มแล่งธนู หนังหลังมือมีสัณฐานเหมือนผูกมีดโกน หรือมีสัณฐานเหมือน

ซองหวี    หนังนิ้วมือมีสัณฐานเหมือนกล่องกุญแจ    หนังคอมีสัณฐานเหมือน

เสื้อมีคอ  หนังหน้ามีสัณฐานเหมือนรังหนอน  มีช่องเล็กช่องน้อย  หนังศีรษะ

มีสัณฐานเหมือนถลกบาตร.

ก็พระโยคาวจร  ผู้กำหนดหนังเป็นอารมณ์   ส่งจิตเข้าไประหว่างหนัง

และเนื้อ    ตั้งแต่ริมผีปากบน    กำหนดหนังหน้าก่อนเป็นอันดับแรก   ต่อนั้น

ก็หนังศีรษะ  หนังคอด้านนอก  แต่นั้น    ก็พึงกำหนดหนังมือขวา   ทั้งอนุโลม

และปฏิโลม   โดยลำดับต่อมา   ก็พึงกำหนดหนังมือซ้าย   หนังสันหลัง   หนัง

ตะโพก   ต่อนั้นก็หนังหลังเท้าขวา   ทั้งอนุโลมและปฏิโลม   หนังหลังเท้าซ้าย

หนังกระเพาะปัสสาวะ   ท้องน้อย   หัวใจ   คอด้านใน   ต่อนั้นก็หนังคางล่าง

หนังริมฝีปากล่าง    กำหนดอย่างนี้อีกจนถึงริมฝีปากบน.     กำหนดโดยทิศว่า

เกิดในทิศทั้งสอง.  กำหนดโดยโอกาสว่า  ห่อหุ้มทั่วสรีระตั้งอยู่.

ในหนังนั้น      พระโยคาวจรกำหนดว่า   หนังย่อมไม่รู้ว่า   เราห่อหุ้ม

สรีระที่ประกอบด้วยมหาภูตรูปทั้ง  ๔  นี้   แม้สรีระที่ประกอบด้วยมหาภูตรูปทั้ง

๔  นี้   ก็ไม่รู้ว่า  เราถูกหนังห่อหุ้มไว้เปรียบเหมือนหีบทุ้มด้วยหนังสด  หนังสด

ย่อมไม่รู้ว่า    เราหุ้มหีบไว้    แม้หีบก็ไม่รู้ว่า    เราถูกหนังสดหุ้มไว้   ฉะนั้น.

ด้วยว่าหนังเหล่านั้น     เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา   เป็นธรรม ฯลฯ

ไม่ใช่บุคคล.  ท่านกล่าวไว้สิ้นเชิงว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 59

อลฺลจมฺมปฏิจฺฉนฺโน           นวทฺวาโร  มหาวโณ

สมนฺตโต   ปคฺฆรติ                  อสุจิปูติคนฺธิโย

ร่างกายนี้   หุ้มด้วยหนังสด   มีทวาร  ๙   มีแผล

มาก   ไม่สะอาด  มีกลิ่นเหม็น  ย่อมไหลออกโดยรอบ.

กำหนดโดยปริเฉทตัดตอนว่า  หนังเบื้องล่าง  ตัดตอนด้วยเนื้อ  หรือ

พื้นที่ตั้งอยู่ที่เนื้อนั้น    หนังเบื้องบน   ตัดตอนด้วยผิว   นี้เป็นการกำหนดหนัง

นั้นโดยสภาค.  การกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.  กำหนดหนัง

โดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

มส  เนื้อ

ต่อแต่นั้นไป   ก็กำหนดเนื้อ  ที่ต่างต่างโดยเนื้อ  ๙๐๐  ชิ้น   ในสรีระโดย

วรรณะว่ามีสีแดงคล้ายดอกทองกวาว.  โดยสัณฐานว่ามีสัณฐานต่าง ๆ กัน   จริง

อย่างนั้น เนื้อปลีแข้งของสรีระนั้น   มีสัณฐานเหมือนข้าวสวยห่อใบตาล  อาจารย์

บางพวกกล่าวว่า   มีสัณฐานเหมือนดอกลำเจียกตูมยังไม่บานดังนี้ก็มี   เนื้อขามี

สัณฐานเหมือนลูกหินบดปูนขาว      เนื้อตะโพกมีสัณฐานเหมือนปลายก้อนเส้า

เนื้อสันหลังมีสัณฐานเหมือนแผ่นก้อนน้ำตาลจากตาล    เนื้อซี่โครงทั้งสองข้างมี

สัณฐานเหมือนดินฉาบบาง ๆ ในที่พื้นท้องยุ้งซึ่งทำด้วยไม้ไผ่  เนื้อนมมีสัณฐาน

เหมือนก้อนดินชุ่มที่ทำให้กลมแล้วโยนไป     เนื้อแขนสองข้างมีสัณฐานเหมือน

หนูใหญ่ที่เขาตัดหางหัวและเท้าไม่มีหนังตั้งไว้.   อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่ามี

สัณฐานเหมือนพวงเนื้อดังนี้ก็มี    เนื้อแก้มมีสัณฐานเหมือนเมล็ดกุ่มที่เขาวางไว้

ที่แก้ม.  อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า   มีสัณฐานเหมือนกบ   ดังนี้ก็มี.   เนื้อลิ้นมี

สัณฐานเหมือนกลีบบัว   เนื้อจมูกมีสัณฐานเหมือนผู้หนังสือวางคว่ำหน้า   เนื้อ

เบ้าตามีสัณฐานเหมือนผลมะเดื่อสุกครึ่งหนึ่ง   เนื้อศีรษะมีสัณฐานเหมือนน้ำมัน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 60

ฉาบกะทะบาง ๆ ระบมบาตร  ก็พระโยคาวจร  ผู้กำหนดเนื้อเป็นอารมณ์  พึง

กำหนดเนื้อส่วนหยาบๆ เหล่านั้นแล. โดยสัณฐานด้วยว่าพระโยคาวจรกำหนด

อยู่อย่างนี้   เนื้อส่วนละเอียดก็จะปรากฏแก่ญาณ.  กำหนดโดยทิศ   เนื้อเกิดใน

ทิศทั้งสอง.  กำหนดโดยโอกาส   เนื้อฉาบตามกระดูก  ๓๐๐  ชิ้น   ที่เป็นโครง

ตั้งอยู่.

ในเนื้อนั้น   ก็กำหนดว่าเนื้อ  ๙๐๐ ชิ้น  ย่อมไม่รู้ว่า  เราฉาบกระดูก

๓๐๐  ชิ้นไว้  แม้กระดูก  ๓๐๐   ชิ้นก็ไม่รู้ว่า  เราถูกเนื้อ    ๙๐๐    ชิ้นฉาบฝาเรือน

เหมือนฝาเรือนที่ถูกฉาบด้วยดินหยาบ   ดินหยาบย่อมไม่รู้ว่า   เราฉาบฝาเรือน

ไว้  แม้ฝาเรือนก็ไม่รู้ว่า เราถูกดินหยาบฉาบไว้. ด้วยว่าเนื้อเหล่านั้น  เว้นจาก

ความคิดคำนึงและพิจารณา    เป็นธรรม ฯลฯ     ไม่ใช่บุคคล    ท่านกล่าวไว้

สิ้นเชิงว่า

นวเปสิสตา  มสา                 อนุลิตฺตา   กเฬวร

นานากิมิกุลากิณฺณ                      มิฬฺหฏฺานว   ปูติก

เนื้อ   ๙๐๐ ชิ้นฉาบกเฬวระเรือนร่าง   อันคลาดคล่ำ

ด้วยหมู่หนอนชนิดต่าง ๆ  เน่าเหม็นเหมือนคูถ.

กำหนดโดยปริเฉทว่า   เนื้อเบื้องล่าง    ตัดตอนด้วยร่างกระดูก  หรือ

พื้นที่ตั้งอยู่ที่ร่างกระดูกนั้น     เนื้อเบื้องบน   ตัดตอนด้วยหนัง   เนื้อเบื้องขวาง

ตัดตอนด้วยเนื้อด้วยกันเอง      นี้เป็นการกำหนดเนื้อนั้น  โดยสภาค    ส่วนการ

กำหนดโดยวิสภาค    ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล   กำหนดเนื้อโดยวรรณะเป็นต้น

มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 61

นหารุ   เอ็น

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า   เอ็น  ๙๐๐ ในสรีระ   โดยวรรณะมีสีขาว.

อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า   มีสีเหมือนน้ำผึ้ง  โดยสัณฐาน  มีสัณฐานต่าง ๆ จริง

อย่างนั้น    บรรดาเอ็น ๙๐๐ นั้น   เอ็นใหญ่ ๆ มีสัณฐานเหมือนดอกกันทละตูม

ที่ละเอียดกว่านั้น  ก็มีสัณฐานเหมือนเชือกบ่วงคล้องหมู  ที่เล็กยิ่งกว่านั้น    ก็มี

สัณฐานเหมือนเถาวัลย์เน่า   ที่เล็กยิ่งกว่านั้นไปอีก   ก็มีสัณฐานเหมือนสายพิณ

ใหญ่ของชาวสิงหล  ที่เล็กยิ่งกว่านั้นไปอีก  ก็มีสัณฐานเหมือนด้ายหยาบ เอ็นที่

หลังมือหลังเท้ามีสัณฐานเหมือนตีนนก   เอ็นที่ศีรษะมีสัณฐานเหมือนผ้าบาง ๆ

ที่วางไว้บนศีรษะของเด็กชาวบ้าน เอ็นหลังมีสัณฐานเหมือนแหจับปลาที่เปียกน้ำ

แล้วคลี่ตากแดดไว้  เอ็นที่ไปตามอวัยวะใหญ่น้อยนั้น  ๆ ในสรีระนี้   มีสัณฐาน

เหมือนเสื้อตาข่ายอันสวมไว้ที่สรีระ  โดยทิศ   เอ็นเกิดในทิศทั้งสอง.   บรรดา

เอ็นเหล่านั้น   เอ็นใหญ่   มีชื่อว่ากัณฑระ   มี  ๕   ผูกตั้งแต่กกหูข้างขวามาข้าง

หน้า   และข้างหลังถึงข้างซ้าย   ผูกตั้งแต่กกหูข้างซ้ายมาข้างหน้าและข้างหลังถึง

ข้างขวา   ผูกตั้งแต่หลุมคอข้างขวามาข้างหน้าและข้างหลังถึงข้างซ้าย   ผูกตั้งแต่

หลุมคอข้างซ้ายมาข้างหน้าและข้างหลังถึงข้างขวา   ผูกมือข้างขวามาข้างหน้า ๕

ข้างหลัง  ๕   รวมเอ็นใหญ่   ที่ชื่อว่ากัณฑระเป็น  ๑๐  ล่ามไปทั่ว.      มือข้างซ้าย

เท้าข้างขวาและเท้าข้างซ้าย    ก็เหมือนอย่างนั้น.    รวมความว่า   เอ็นใหญ่  ๖๐

ดังกล่าวมาเหล่านั้น    ก็กำหนดว่าเป็นเครื่องช่วยทรงสรีระไว้   ช่วยกำหนดสรีระ

ก็มี   กำหนดโดยโอกาส  เอ็นผูกล่ามกระดูกข้างในกระดูกกับหนัง   และกระดูก

กับเนื้อตั้งอยู่ทั่วสรีระ.

ในเอ็นนั้น   กำหนดว่า  เอ็นย่อมไม่รู้ว่า  กระดูก  ๓๐๐ ชิ้นถูกเราผูก

ไว้   แม้กระดูก  ๓๐๐  ชิ้น  ก็ไม่รู้ว่า  เราถูกเอ็นผูกไว้   เปรียบเหมือนไม้คด ๆ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 62

ที่ถูกเถาวัลย์พันล่ามไว้   เถาวัลย์ย่อมไม่รู้ว่า  ไม้คดถูกเราผูกไว้  แม้ไม้คดก็ไม่

รู้ว่าเราถูกเถาวัลย์พันล่ามไว้  ฉะนั้น.    ด้วยว่าเอ็นเหล่านั้น      เว้นจากความคิด

คำนึงและการพิจารณา   เป็นธรรม ฯลฯ  ไม่ใช่บุคคล.  ท่านกล่าวสรุปไว้ว่า

นวนหารุสตา  โหนฺติ             พฺยามมตฺเต   กเฬวเร

พนฺธนฺติ   อฏฺสงฺฆาฏ                 อคารมิว  วลฺลิโย.

เอ็น  ๙๐๐  ย่อมผูกร่างกระดูก   ในเรือนร่างประ-

มาณวาหนึ่งไว้   เหมือนเถาวัลย์ผูกเรือน   ฉะนั้น.

กำหนดโดยปริเฉทว่า   เอ็นเบื้องล่าง     ตัดตอนด้วยกระดูก ๓๐๐ ชิ้น

หรือพื้นที่ตั้งอยู่ที่กระดูกนั้น    เอ็นเบื้องบน   ตัดตอนด้วยหนังและเนื้อ   เบื้อง

ขวางตัดตอนเอ็นของกันและกันเอง   นี้เป็นการกำหนดเอ็นเหล่านั้น โดยสภาค

ส่วนการกำหนดโดยวิสภาคก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.  กำหนดเอ็นโดยวรรณะเป็น

ต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

อฏฺิ   กระดูก

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดโดยวรรณะว่า  กระดูกมีประเภทที่ท่านกล่าวไว้

โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า   เพราะท่านถือเอากระดูกฟัน  ๓๒ ซี่   แยกไว้ต่างหาก

กระดูกที่เหลือในสรีระคือกระดูกมือ  ๖๔ กระดูกเท้า ๖๔ กระดูกอ่อนที่ติดเนื้อ

๖๔     กระดูกส้นเท้า  ๒  กระดูกข้อเท้าเท้าหนึ่ง ๆ เท้าละ  ๒  กระดูกแข้ง   ๒

กระดูกเข่า  ๑   กระดูกขา ๒  กระดูกสะเอว  ๒   กระดูกสันหลัง  ๑๘   กระดูก

ซีโครง ๒๔   กระดูกอก ๑๔ กระดูกใกล้หัวใจ  ๑  กระดูกไหปลาร้า ๒ กระดูก

หลังแขน  ๒   กระดูกแขน  ๒ กระดูกปลายแขน  ๒  กระดูกคอ  ๗   กระดูกคาง

๒ กระดูกจมูก ๑  [กระดูกตา ๒ กระดูกหู ๒]    กระดูกหน้าผาก  ๑   [กระดูก

หัว  ๑]   กระดูกกระโหลกศีรษะ ๙    กระดูกทั้งหมดนั่นแหละ  มีสีขาว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 63

กำหนดโดย  สัณฐาน  ว่ากระดูกมีสัณฐานต่าง ๆ กัน .  จริงอย่างนั้น

บรรดากระดูกเหล่านั้น  กระดูกปลายนิ้วเท้า   มีสัณฐานเหมือนเมล็ดตุมกา  ต่อ

จากนั้น      กระดูกข้อกลางของนิ้วเท้า     มีสัณฐานเหมือนเมล็ดขนุนที่ไม่เต็ม

กระดูกข้อต้น  มีสัณฐานเหมือนบัณเฑาะว์   อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า   มีสัณ-

ฐานเหมือนเกล็ดหางนกยูงดังนี้ก็มี   กระดูกหลังเท้า    มีสัณฐานเหมือนกองราก

ต้นกันทละตำ    กระดูกส้นเท้า     มีสัณฐานเหมือนเมล็ดผลตาลซึ่งมีเมล็ดเดียว

กระดูกข้อเท้า  มีสัณฐานเหมือนลูกกลมของเล่นที่ผูกรวมกัน  กระดูกชิ้นเล็กใน

กระดูกแข็ง  มีสัณฐานเหมือนคันธนู   กระดูกชิ้นใหญ่มีสัณฐานเหมือนเส้นเอ็น

แห้งเพราะหิวระหาย     ที่กระดูกแข้งตั้งอยู่ในกระดูกข้อเท้า       มีสัณฐาน

เหมือนหน่อต้นเป้งลอกเปลือก     ที่กระดูกแข้งตั้งอยู่ในกระดูกเข่า    มีสัณฐาน

เหมือนยอดตะโพน  กระดูกเข่า  มีสัณฐานเหมือนฟองน้ำตัดข้างหนึ่ง  กระดูก

ขาสัณฐานเหมือนด้ามมีดและขวานที่ถูกเคร่า ๆ     ที่กระดูกขาตั้งอยู่ในกระดูก

สะเอว    มีสัณฐานเหมือนกัน  หลอดเป่าไฟของช่างทอง    โอกาสที่กระดูกขาตั้ง

อยู่ในกระดูกสะเอวนั้น    มีสัณฐานเหมือนผลบุนนาคตัดปลาย.    กระดูกสะเอว

แม้มี  ๒  ก็ติดเป็นอันเดียวกัน     มีสัณฐานเหมือนเตาไฟที่ช่างหม้อสร้างไว้

อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มีสัณฐานเหมือนหมอนข้างของดาบสดังนี้ก็มี. กระดูก

ตะโพก   มีสัณฐานเหมือนคราบงูที่เขาวางคว่ำหน้า   กระดูกสันหลัง  ๑๘  ชิ้นมี

ช่องเล็กน้อยในที่ ๗- ๘ แห่ง     ภายในมีสัณฐานเหมือผืนผ้าโพกศีรษะที่วาง

ซ้อน ๆ กัน   ภายนอก    มีสัณฐานเหมือนแล่งกลม   กระดูกสันหลังเหล่านั้น

มีหนา  ๒ - ๓ อัน    เสมือนฟันเลื่อย.   บรรดากระดูกซี่โครง ๒๔  ชิ้น   ส่วน

ที่บริบูรณ์   มีสัณฐานเหมือนเดียวชาวสิงหลที่บริบูรณ์   ส่วนที่ไม่บริบูรณ์   มี

สัณฐานเหมือนเคียวชาวสิงหลที่ไม่บริบรูณ์  อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า   ทั้งหมด


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 64

นั่นแล  มีสัณฐานเหมือนปีกสองข้างของไก่ขาวที่คลีออก  ดังนี้ก็มี   กระดูกอก

๑๔ ชิ้น  มีสัณฐานเหมือนแถวแผ่นไม้คานหามเก่า ๆ กระดูกหัวใจ  มีสัณฐาน

เหมือนแผ่นทัพพี     กระดูกไหปลาร้า     มีสัณฐานเหมือนด้ามมีดโลหะเล็ก ๆ

บรรดากระดูกไหปลาร้าเหล่านั้น    กระดูกส่วนล่าง    มีสัณฐานเหมือนอัฒจันท์

[พระจันทร์ครึ่งซีก] กระดูกหลังแขน  มีสัณฐานเหมือนใบขวาน  อาจารย์พวก

หนึ่งกล่าวว่า    มีสัณฐานเหมือนจอบชาวสิงหลตัดครึ่ง  ดังนี้ก็มี    กระดูกแขน

มีสัณฐานเหมือนด้ามกระจกเงา  อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มีสัณฐานเหมือนด้าม

มีดใหญ่  ดังนี้ก็มี  กระดูกปลายแขน  มีสัณฐานเหมือนเง่าตาลคู่   กระดูกข้อมือ

มีสัณฐานเหมือนผืนผ้าโพกศีรษะ.    ที่เขาวางติดรวมกัน     กระดูกหลังมือ    มี

สัณฐานเหมือนกองเง่าต้นกันทละตำ  กระดูกข้อต้นของนิ้วมือ  มีสัณฐานเหมือน

บัณเฑาะว์  กระดูกข้อกลาง  มีสัณฐานเหมือนเมล็ดขนุนที่ไม่บริบูรณ์  กระดูก

ข้อปลาย.   มีสัณฐานเหมือนเมล็ดตุมกา  กระดูกคอ ๗ มีสัณฐานเหมือนชิ้นหนอ

ไม้ไผ่ที่เขาเจาะ   วางเรียงไว้   กระดูกคางล่าง   มีสัณฐานเหมือนเชือกผูกค้อน

เหล็กของช่างทอง    กระดูกคางบน     มีสัณฐานเหมือนไม้ชำระ ๗ อันกระดูก

เบ้าตาและโพรงจมูก    มีสัณฐานเหมือนลูกตาลอ่อนที่ยังไม่ลอกเยื้อ     กระดูก

หน้าผาก    มีสัณฐานเหมือนกระโหลกสังข์แตกที่เขาวางคว่ำหน้า    กระดูกกกหู

มีสัณฐานเหมือนกล่องมีดโกนของช่างแต่งผม   บรรดากระดูกหน้าผากและกกหู

กระดูกในโอกาสที่ติดกันเป็นแผ่นตอนบน   มีสัณฐานเหมือนชิ้นผ้าเก่าปิดหม้อ

เต็มน้ำหนา ๆ  กระดูกหัว   มีสัณฐานเหมือนมะพร้าวคดติดปาก  กระดูกศีรษะ

มีสัณฐานเหมือนกะโหลกน้ำเต้าเก่าแก่ที่เสียบวางไว้.   โดยทิศ   กระดูกทั้งหลาย

เกิดในทิศทั้งสอง.

โดยโอกาส  กระดูกทั้งหลาย   ตั้งอยู่ทั่วสรีระไม่มีส่วนเหลือ   แต่ว่า

โดยพิเศษ   กระดูกศีรษะตั้งอยู่บนกระดูกคอ  กระดูกคอก็ตั้งอยู่บนกระดูกสัน-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 65

หลัง  กระดูกสันหลัง  ก็ตั้งอยู่บนกระดูกสะเอว  กระดูกสะเอว ก็ตั้งอยู่บนกระดูก

ขา  กระดูกขาก็ตั้งบนกระดูกเข่า  กระดูกเข่าก็ตั้งอยู่บนกระดูกแข้ง  กระดูกแข้ง

ก็ตั้งอยู่บนกระดูกข้อเท้า   กระดูกข้อเท้าก็ตั้งอยู่บนกระดูกหลังเท้า   กระดูกหลัง

เท้า  ก็ยกกระดูกข้อเท้าขึ้นตั้ง  กระดูกข้อเท้าก็ยกกระดูกแข้งขึ้นตั้ง ฯลฯ กระดูก

คอก็ยกกระดูกศีรษะขึ้นตั้ง.    พึงทราบกระดูกส่วนที่เหลือโดยทำนองดังกล่าวมา

ฉะนี้.

ในกระดูกนั้น     กำหนดว่า   กระดูกศีรษะ   ย่อมไม่รู้ว่า   เราตั้งอยู่บน

กระดูกคอ ฯลฯ กระดูกข้อเท้า   ย่อมไม่รู้ว่า   เราตั้งอยู่บนกระดูกหลังเท้า    แม้

กระดูกหลังเท้าก็ไม่รู้ว่า     เรายกกระดูกข้อเท้าขึ้นตั้ง     เปรียบเหมือนบรรดา

ทัพพสัมภาระ  มีอิฐและไม้กลอน  อิฐเป็นต้นตอนบนย่อมไม่รู้ว่า  เราตั้งอยู่บน

อิฐเป็นต้นตอนล่าง  อิฐเป็นต้นตอนล่าง   ก็ไม่รู้ว่าเรายกอิฐเป็นต้นตอนบนตั้ง

ขึ้น  ฉะนั้น   ด้วยว่า  กระดูกเหล่านั้น   เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา

เป็นธรรม ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล.  ก็กระดูก  ๓๐๐ ชิ้นที่เป็นโครงสร้างเหล่านี้    อัน

เอ็น  ๙๐๐ และเนื้อ  ๙00 ชิ้นผูกและฉาบไว้หนุ่มเป็นต้นเดียวกัน  ฉาบทาด้วย

ยางเหนียวไปตามประสาทรับรส  ๗,๐๐๐   มีหยดเหงื่อกรองด้วยขุมขน  ๙๙,๐๐๐

มีตระกูลหนอน ๘๐  ตระกูล   นับได้ว่า   กาย   อย่างเดียว    ซึ่งพระโยคาวจร

เมื่อพิจารณาโดยสภาวะเป็นจริง  ย่อมจะไม่เห็นสิ่งไร ๆ ที่ควรเข้าไปยึดถือ  แต่

จะเห็นร่างกระดูกอย่างเดียว   ที่รัดตรึงด้วยเอ็น   คลาคล่ำด้วยซากศพต่าง ๆ   ซึ่ง

ครั้นเห็นแล้ว     ย่อมเข้าถึงความเป็นโอรสของพระทศพล    เหมือนอย่างที่ตรัส

ไว้ว่า

ปฏิปาฏิยฏฺีนิ   ิตานิ   โกฏิยา

อเนกสนฺธิยมิโต   น   เกหิจิ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 66

พทฺโธ   นหารูหิ   ชราย  โจทิโต

อเจตโน   กฏฺกลิงฺครูปโม

กระดูกทั้งหลายตั้งหลายเรียงกัน   ในที่ต่อเป็นอัน

มากจากกายนี้   อันสิ่งไร  ๆ   มิได้ผูกไว้   กายนี้หากเอ็น

ทั้งหลายผูกรัดไว้   อันชราเตือนแล้ว   ไม่มีเจตนา  [ ใจ ]

อุปมาดังท่อนไม้.

กฺณป    กุณเป   ชาต         อสุจิมฺหิ   จ    ปูตินิ

ทุคฺคนฺเธ   จาปิ   ทุคฺคนฺธ          เภทนมฺหิ  จ  วยธมฺม

อฏฺิปุเฏ   อฏฺิปุโฏฃ        นิพฺพตฺโต    ปูตินิ   ปูติกายมฺหิ

ตมฺหิ   จ  วิเนถ  ฉนฺท               เหสฺสถ  ปุตฺตา   ทสพลสฺส.

ซากศพเกิดในซากศพ    ของเน่าเกิดในของไม่

สะอาด     ของเหม็นเกิดในของเหม็น  ของต้องเสื่อม

สภาพเกิดในของต้องสลายไป   กองกระดูกเกิดในกอง

กระดูก   ของเน่าเกิดในกายเน่า   เธอทั้งหลาย    จง

กำจัดความพอใจในกายอันเน่านั้นเสีย    ก็จักเป็นบุตร

ของตถาคตทศพล.

โดยปริเฉท  ก็กำหนดว่า  ภายในกระดูก  ตัดตอนด้วยเยื่อในกระดูก

ภายนอก    ตัดตอนด้วยเนื้อ    ปลายและโคนตัดตอนด้วยกระดูกของกันและกัน

เอง   นี้เป็นการกำหนดกระดูกเหล่านั้นโดยสภาค    ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค

ก็เช่นเดียวกับผมนั้นแล.  กำหนดกระดูกโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าว

มาฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 67

อฏิมิญฺช   เยื่อในกระดูก

ต่อแต่นั้นไป   ก็กำหนดว่า  เยื่อในกระดูก    ซึ่งอยู่ภายในกระดูกทั้ง

หลาย   มีประเภทตามที่กล่าวแล้วในสรีระโดยวรรณะ    มีสีขาว.  โดยสัณฐาน

เหมือนโอกาสของตน  คือ   เยื่อกระดูกที่อยู่ภายในกระดูกทั้งหลายขนาดใหญ่ ๆ

มีสัณฐานเหมือนหน่อหวายขนาดใหญ่ซึ่งเขาสอดหมุนใส่ในข้อไม้ไผ่และอ้อขนาด

ใหญ่   เยื่อกระดูกที่อยู่ภายในกระดูกเล็ก ๆ   มีสัณฐานเหมือนหน่อหวายขนาด

เล็ก  ซึ่งเขาสอดหมุนใส่ในข้อไม้ไผ่และอ้อขนาดเล็ก   โดยทิศ   เกิดในทิศทั้ง

สอง.  โดยโอกาส   ตั้งอยู่ในภายในกระดูกทั้งหลาย.

ในเยื่อกระดูกนั้นก็กำหนดว่า     เยื่อกระดูกย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่ภายใน

กระดูก  แม้กระดูกก็ไม้รู้ว่า  เยื่อกระดูกอยู่ภายในเรา  เปรียบเหมือนนมส้มและ

น้ำอ้อย  อยู่ภายในไม้ไผ่และอ้อเป็นต้น    ย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่ภายในไม้ไผ่และอ้อ

เป็นต้น      แม้ไม้ไผ่และอ้อเป็นต้น      ก็ไม่รู้ว่านมส้ม และน้ำอ้อยอยู่ภายในเรา

ฉะนั้น    จริงอยู่   ธรรมเหล่านั้นเว้น  ความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ   ไม่ใช่

บุคคล. โดยปริเฉท  เยื่อในกระดูก  ตัดตอนด้วยพื้นภายในกระดูกทั้งหลาย และ

ด้วยส่วนแห่งเยื่อในกระดูก.   นี้เป็นการกำหนดเยื่อในกระดูกนั้น  โดยสภาค  ส่วน

การกำหนดโดยวิสภาค     ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.     กำหนดเยื่อกระดูกโดย

วรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

วกฺก  ไต

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า  วักกะ  ไต  ต่างโดยเป็นดังลูกกลม  ๒  ลูก

ภายในสรีระ.  โดยวรรณะมีสีแดงอ่อนมีสีเหมือนเมล็ดทองหลาง.   โดยสัณฐาน

สัณฐานเหมือนลูกกลมเล่นร้อยด้าย   ของเด็กชาวบ้าน  อาจารย์พวกหนึ่งกล่าว

ว่า    มีสัณฐานเหมือนมะม่วง ๒ ผลขั้วเดียวกันดังนี้ก็มี.    โดยโอกาส  ไตนั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 68

ถูกเอ็นหยาบ  ซึ่งออกมาจากหลุมคอมีโคนเดียวกัน  ไปหน่อยหนึ่งแล้วแตกออก

เป็นสองส่วนรัดตรึงไว้แล้วล้อมเนื้อหัวใจตั้งอยู่.

ในไตนั้น    ก็กำหนดว่า  ไตย่อมไม่รู้ว่า   เราถูกเอ็นหยาบรัดไว้   แม้

เอ็นหยาบก็ไม่รู้ว่า    เรารัดไตไว้    เปรียบเหมือนมะม่วง ๒ ผลติดขั้วเดียวกัน

ย่อมไม่รู้ว่า  เขาถูกขั้วรัดไว้  แม้ขั้วก็ไม่รู้ว่าเรารัดมะม่วง ๒ ผลไว้ฉะนั้น   ด้วย

ว่า    ธรรมเหล่านี้     เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล

โดยปริเฉทว่า  ไต   ตัดตอนด้วยส่วนแห่งไต   นี้เป็นการกำหนดไตนั้นโดยสภา8

ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค    ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล    กำหนดไตโดยวรรณะ

เป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

หทย  หัวใจ

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า  หทัยหัวใจ  ภายในสรีระโดยวรรณะสีแดง

มีสีเหมือนสีหลังกลีบปทุมแดง. โดยสัณฐานมีสัณฐานเหมือนดอกปทุมตูม ลอก

กลีบนอกออกแล้ววางคว่ำหน้าลง.   ก็หัวใจนั้น     ข้างหนึ่งเหมือนผลบุนนาคตัด

ยอดข้างนอกเกลี้ยง  ข้างในก็เหมือนข้างในผลบวบขม.  ของตนปัญญามาก  แย้ม

นิดหน่อย   ของคนปัญญาอ่อน   ตูมอย่างเดียว   มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ

อาศัยรูปใดเป็นไป    ถอดรูปนั้นออกไปแล้ว     เลือดขังอยู่ประมาณครึ่งฟายมือ

ภายในหัวใจกล่าวคือชิ้นเนื้อส่วนที่เหลือ  เลือดนั้นของคนราคจริตสีแดง  ของ

คนโทสจริต   สีดำ   ของคนโมหจิต  สีเหมือนน้ำล้างเนื้อ  ของคนวิตกจริต  สี

เหมือนน้ำเยื่อถั่วพู   ของคนสัทธาจริต สีเหมือนดอกกรรณิการ์  ของตนปัญญา-

จริต   ผ่องใสไม่ขุ่นมัว   ปรากฏว่าโชติช่วงเหมือนแก้วมณีโดยกำเนิดที่ชำระแล้ว

โดยทิศเกิดในทิศเบื้องบน    โดยโอกาสตั้งอยู่ตรงกลางราวนมทั้งสอง   ภายใน

สรีระ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 69

ในหัวใจนั้น  ก็กำหนดว่า  หัวใจย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งอยู่ตรงกลางราวนม

ทั้งสอง   แม้ราวนมก็ไม่รู้ว่าหัวใจตั้งอยู่ตรงกลางเรา  เปรียบเหมือนกลอนสลัก

ตั้งอยู่กลางบานหน้าต่างและประตูทั้งสอง      ย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งอยู่ตรงกลางบาน

หน้าต่างและประตูทั้งสอง    แม้บานหน้าต่างและประตูก็ไม่รู้ว่ากลอนสลักตั้งอยู่

กลางเรา  ฉะนั้น  ด้วยว่าธรรมเหล่านั้นเว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา

ฯลฯ  ไม่ใช่บุคคล โดยปริเฉท  ก็กำหนดว่า  หัวใจตัดตอนด้วยส่วนแห่งหัวใจ

นี้เป็นการกำหนดหัวใจนั้น โดยสภาค  ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค   ก็เช่นเดียว

กับผมนั่นแล   กำหนดหัวใจโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

ยกน  ตับ

ต่อแต่นั้นไป   ก็กำหนดว่า   ชิ้นเนื้อคู่   ที่เรียกกันว่ายกนะ  ตับ   ภายใน

สรีระ โดยวรรณะสีแดง  มีสีเหมือนสีหลังกลีบนอกดอกกุมุทแดง  โดยสัณฐาน

มีโคนเดียวกัน  ปลายคู่   มีสัณฐานเหมือนดอกทองหลาง  ก็ตับนั้นของคนปัญญา

อ่อน  มีแฉกเดียวแต่ใหญ่  ของตนมีปัญญามีแฉก ๒-๓ แฉก  แต่เล็ก  โดยทิศ

เกิดในทิศเบื้องบน โดยโอกาสอาศัยสีข้างด้านขวาตั้งอยู่ภายในราวนมทั้งสอง.

ในตับนั้น    ก็กำหนดว่า   ตับย่อมไม่รู้ว่า  เราอาศัยสีข้างด้านขวาตั้งอยู่

ภายในราวนมทั้งของ แม้สีข้างด้านขวาภายในราวนมทั้งสองก็ไม่รู้ว่าตับอาศัยเรา

ตั้งอยู่    เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อซึ่งแขวนอยู่ที่ข้างกระเบื้องหม้อ  ย่อมไม่รู้ว่าเรา

แขวนอยู่ที่ตั้งกระเบื้องหม้อ   แม้ข้างกระเบื้องหม้อก็ไม้รู้ว่า    ชิ้นเนื้อแขวนอยู่ที่

เรา   ฉะนั้น    ด้วยว่าธรรมเหล่านี้  เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ

ไม่ใช่บุคคล.  แต่โดยปริเฉท  กำหนดว่า  ตับตัดตอนด้วยส่วนแห่งตับ  นี้เป็นการ

กำหนดตับนั้นโดยสภาค   ส่วนการกำหนดโดยวิสภาคก็เช่นเดียวกันกับผมนั่นแล.

กำหนดตับโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 70

กิโลมก   พังผืด

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่าโดยวรรณะพังผืดมี  ๒ อย่าง คือ ชนิดปิด

และชนิดไม่ปิด  [เปิด]   มีสีขาวสีเหมือนผ้าเก่า.  โดยสัณฐาน  มีสัณฐานเหมือน

โอกาสของตน. โดยทิศเกิดในทิศทั้งสอง.  โดยโอกาสพังผืดชนิดปิดล้อมหัวใจ

และไตตั้งอยู่   พังผืดชนิดไม่ปิด [เปิด] หุ้มเนื้อได้หนังทั่วสรีระตั้งอยู่

ในพังผืดนั้น   กำหนดว่า   พังผืดย่อมไม่รู้ว่าเราล้อมหัวใจและไต  และ

หุ้มเนื้อใต้หนังทั่วสรีระ   แม้หัวใจและไต    และเนื้อทั่วสรีระ   ก็ไม่รู้ว่าเราถูก

พังผืดหุ้ม  เปรียบเหมือนที่เนื้ออันถูกผ้าเก่าหุ้ม   ผ้าเก่าก็ไม่รู้ว่าเราหุ้มเนื้อ   แม้

เนื้อก็ไม่รู้ว่าเราถูกผ้าเก่าหุ้ม   ฉะนั้น    ด้วยว่าธรรมเหล่านี้  เว้นจากความคิด

คำนึงและการพิจารณา ฯลฯ   ไม่ใช่บุคคล.   โดยปริเฉท   ก็กำหนดว่า   พังผืด

เบื้องล่างตัดตอนด้วยเนื้อ    เบื้องบนตัดตอนด้วยหนัง    เบื้องขวางตัดตอนด้วย

ส่วนแห่งพังผืด    นี้เป็นการกำหนดพังผืดนั้นโดยสภาค.   ส่วนการกำหนดโดย

วิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.  กำหนดพังผืดโดยวรรณะเป็นต้น  มีประการ

ดังกล่าวมาฉะนี้

 

ปิหก  ม้าม

ต่อแต่นั้นไป   ก็กำหนดว่า  โดยวรรณะ  ม้าม  ภายในสรีระมีสีเขียว

มีสีเหมือนดอกคนที่สอแห้ง. โดยสัณฐาน โดยมากมีสัณฐานเหมือนลิ้นลักโคคำ

ไม่พันกัน  ประมาณ ๗ นิ้ว. โดยทิศเกิดในทิศเบื้องบน โดยโอกาส  ตั้งอยู่ข้าง

ซ้ายหัวใจ    อาศัยข้างบนพื้นท้อง    ซึ่งเมื่อออกมาข้างนอก  เพราะถูกประหาร

ด้วยเครื่องประหาร สัตว์ก็จะสิ้นชีวิต.

ในม้ามนั้น    ก็กำหนดว่า   ม้ามย่อมไม่รู้ว่าเราอาศัยส่วนข้างบนของพื้น

ท้อง   แม้ส่วนข้างบนของพื้นท้องไม่รู้ว่า   ม้ามอาศัยเราตั้งอยู่   เปรียบเหมือน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 71

ก้อนโคมัย  [มูลโค]   อาศัยส่วนข้างบนของท้องตั้งอยู่   ย่อมไม่รู้ว่า    เราอาศัย

ส่วนข้างบนของท้องตั้งอยู่   แม้ส่วนข้างบนของท้องก็ไม่รู้ว่า    ก้อนโคมัยอาศัย

เราตั้งอยู่   ฉะนั้น   ด้วยว่าธรรมเหล่านี้   เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา

ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่า ม้ามตัดตอนด้วยส่วนแห่งม้าม  นี่เป็น

การกำหนดม้ามนั้นโดยสภาค    ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค   ก็เช่นเดียวกับผม

นั่นแล.  กำหนดม้ามโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

ปปฺผาส   ปอด

ต่อแต่นั้นไป   ก็กำหนดว่า    โดยวรรณะ   ปอดเป็นประเภทชิ้นเนื้อ

๓๒ ชิ้น   ภายในสรีระ    สีแดงเหมือนผลมะเดื่อสุกยังไม่จัด  โดยสัณฐาน   มี

สัณฐานเหมือนขนมที่ตัดไม่เรียบ     อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่ามีสัณฐานเหมือน

กองชิ้นอิฐก่อกำแพงดังนี้ก็มี  ปอดนั้นไม่มีรส   ไม่มีโอชะ    เหมือนชิ้นฟางที่

สัตว์เคี้ยวแล้ว   เพราะถูกกระทบด้วยไออุ่นไฟที่เกิดแต่กรรม  ซึ่งพลุ่งขึ้น   เพราะ

ไม่มีอาหารที่เคี้ยวที่ดื่ม.   โดยทิศ   เกิดในทิศเบื้องบน.   โดยโอกาส    ตั้งข้างบน

ห้อยคลุมหัวใจและตับระหว่างราวนมทั้งสอง.

ในปอดนั้น   ก็กำหนดว่า    ปอดย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งห้อยอยู่ระหว่างราวนม

ทั้งสองคายในสรีระ   แม้ระหว่างราวนมทั้งสองภายในสรีระ   ก็ไม่รู้ว่า    ปอดตั้ง

ห้อยอยู่ในเรา  เปรียบเหมือนรังนกห้อยอยู่ภายในยุ้งเก่า  ย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งห้อย

อยู่ภายในยุ้งเก่า   แม้ภายในยุ้งเก่าก็ไม่รู้ว่า     รังนกตั้งห้อยอยู่ในเรา   ฉะนั้น

ด้วยว่าธรรมเหล่านี้เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ    ไม่ใช่บุคคล

นี้เป็นการกำหนดปอดนั้นโดยสภาค.  ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับ

ผมนั้นแล.   กำหนดปอดโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 72

อนฺต   ไส้ใหญ่

ต่อแต่นั้นไป   ก็กำหนดว่า   โดยวรรณะ  ไส้ใหญ่ขดอยู่ในที่  ๒๑  ขด

ของบุรุษขนาด ๓๒ ศอก    ของสตรีขนาด  ๒๘  ศอก  สีขาว  เหมือนสีน้ำตาล

กรวดและปูนขาว.  โดยสัณฐาน   มีสัณฐานเหมือนงูเรือนที่เขาตัดหัววางขดไว้

ในรางเลือด.   โดยทิศ  เกิดในทิศทั้งสอง.  โดยโอกาส    ตั้งอยู่ภายในสรีระ  ซึ่ง

มีหลุมคอและทางเดินกรีส [อุจจาระ]  เป็นที่สุด    เพราะโยงกับเบื้องบนที่หลุม

คอ   และเบื้องล่างที่ทางเดินกรีส.

ในไส้ใหญ่นั้น   ก็กำหนดว่า  ไส้ใหญ่ย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งอยู่ภายในสรีระ

แม้ภายในสรีระ   ก็ไม่รู้ว่าไส้ใหญ่ตั้งอยู่ในเรา   เปรียบเหมือนเรือนร่างงูเรือน

ศีรษะขาด  ที่ถูกวางไว้ในรางเลือด  ย่อมไม่รู้ว่า   เราตั้งอยู่ในรางเลือด   แม้ราง

เลือดก็ไม่รู้ว่า  เรือนร่างงูศีรษะขาดตั้งอยู่ในเราฉะนั้น  ด้วยว่า ธรรมเหล่านั้นเว้น

จากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ  ไม่ใช่บุคคล.   โดยปริเฉท  ก็กำหนด

ว่าไส้ใหญ่ตัดตอนด้วยส่วนแห่งไส้ใหญ่.   นี้เป็นการกำหนดไส้ใหญ่โดยสภาค

ส่วนกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.

 

อนฺตคุณ   ไส้น้อย

ต่อแต่นั้น  ไป   ก็กำหนดว่า  โดยวรรณะ  ไส้น้อยในระหว่างไส้ใหญ่

ภายในสรีระ   สีขาวเหมือนสีรากจงกลนี.   โดยสัณฐาน   มีสัณฐานเหมือนราก

จงกลนีนั่นแหละ.   อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า   มีสัณฐานเหมือนเยี่ยวโค   ดังนี้

ก็นี้ โดยทิศ  เกิดในทิศทั้งสอง.  โดยโอกาสพันปลายปากขนดไส้ใหญ่รวมกัน

เหมือนแผ่นกระดานยนต์  พันเชือกเวลาที่คนทำ  จอบและขวานเป็นต้นชักยนต์

ตั้งอยู่ระหว่างขนดไส้ใหญ่ ๒๑ ขด  เหมือนเชือกที่ร้อยขดเชือกเช็ดเท้า   ตั้งอยู่

ในระหว่างเชือกเช็ดเท้านั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 73

ในไส้น้อยนั้น    ก็กำหนดว่า   ไส้น้อยย่อมไม่รู้ว่า   เราพันไส้ใหญ่ภาย

ในไส้ใหญ่  ๒๑ ขนดไว้  แม้ไส้ใหญ่ก็ไม่รู้ว่า  ไส้น้อยพันเราไว้เปรียบเหมือน

เชือก  [เล็ก]  ร้อยขดเชือกเช็ดเท้า  [เชือกใหญ่]  ย่อมไม่รู้ว่า   เราร้อยขดเชือก

เช็ดเท้าไว้    แม้ขดเชือกเท้าก็ไม่รู้ว่า   เชือก   [เล็ก]   ร้อยเราไว้    ฉะนั้น.

ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น    เว้นจากความคิดคำนึงและพิจารณา ฯลฯ   ไม่ใช่บุคคล.

โดยปริเฉท  ก็กำหนดว่า  ไส้น้อย    ตัดตอนด้วยส่วนแห่งไส้น้อย.   นี้เป็นการ

กำหนดไส้น้อยนั้น  โดยสภาคส่วนการกำหนดโดยวิสภาคก็เช่นเดียวกับผลนั่นแล.

การกำหนดไส้น้อยโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

อุทริย   อาหารใหม่

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ  อาหารใหม่มีสีเหมือนอาหาร

ที่กลืนเข้าไป โดยสัณฐานที่สัณฐานเหมือนข้าวสารที่ผูกหย่อนๆในผ้ากรองน้ำ

โดยทิศ   เกิดในทิศเบื้องบน.  โดยโอกาส  ตั้งอยู่ในท้อง   ธรรมดาว่าท้อง  เป็น

พื้นของใส้ใหญ่     เสมือนโป่งลมที่เกิดเองตรงกลางผ้าเบียก    ซึ่งถูกบีบทั้งสอง

ข้าง   ภายนอกเกลี้ยงเกลา   ภายในพัวพันด้วยกองขยะเนื้อ   เสมือนผ้าซับระดู

เขรอะคล่ำคล่า    อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่าเสมือนข้างในของผลขนุนต้ม  ดังนี้ก็มี.

ในท้องนั้น   มีหนอนต่างด้วยหนอน ๓๒  ตระกูลอย่างนี้   คือ ตระกูลตักโกลกะ

[ขนาดผลกระวาน]   กัณฑุปปาทกะ  [ขนาดไส้เดือน]  ตาบหิรกะ   [ขนาด

เสี้ยนตาล]   เป็นต้น    คลาคล่ำ   ไตกันยั้วเยี้ย   อาศัยอยู่ประจำ   ซึ่งเมื่อไม่มี

อาหารมีน้ำและข้าวเป็นต้น     ก็โลดแล่นต้องระงมชอนไชเนื้อหัวใจ    และเวลา

คนกลืนกินอาหารมีน้ำและข้าวเป็นต้นลงไป     ก็เงยหน้าตาลีตาลานแย่งอาหาร

๒ - ๓ คำที่คนกลืนลงไปครั้งแรก [ท้อง] จึงกลายเป็นบ้านเกิด   เป็นส้วมเป็น

โรงพยาบาล และเป็นป่าช้าของหนอนเหล่านั้น  เป็นที่เปรียบเหมือนในฤดูสารท

ฝนเม็ดหยาบ  ๆ  ตกลงมาในบ่อโสโครกใกล้ประตูหมู่บ้านคนจันฑาล     ซาก


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 74

ต่าง ๆ   ตั้งแต่ปัสสาวะ   อุจจาระ   ชิ้นหนัง   กระดูก  เอ็น  น้ำลาย   น้ำมูก   และ

เลือดเป็นต้น     ถูกน้ำพัดพา   รวมคลุกเคล้ากับตมและน้ำ    ก็มีหนอนตระกูล

น้อยใหญ่เกิดเอง    ล่วงไป ๒๓ วัน     ก็เดือดด้วยแรงแสงแดดและความร้อน

พ่นฟองฟอดปุดขึ้นข้างบน  มีสีเขียวจัด  ไม่สมควรที่จะเข้าใกล้หรือมองดู  ไม่

ต้องกล่าวถึงว่าจะสูดดมหรือลิ้มรส   ฉันใด  น้ำและข้าวเป็นต้น  มีประการต่าง ๆ

ก็ฉันนั้นเหมือนกัน    อันสากคือฟันบดละเอียดแล้ว    อันมือคือลิ้นตวัดกลับ

ไปมาแล้ว     คลุกเคล้าด้วยน้ำลาย    ปราศจากความพร้อมด้วยสีกลิ่นรสเป็นต้น

ไปทันใด   เสมือนรากสุนัขในรางสุนัข    รวมกันคลุกเคล้าด้วยดีเสลด   เดือด

ด้วยแรงไฟในท้องและความร้อน    มีหนอนตระกูลใหญ่น้อยปล่อยฟองฟอดขึ้น

เบื้องบน    จะกลายเป็นกองขยะมีกลิ่นเหม็นและน่าเกลียดอย่างยิ่ง   ซึ่งฟังมาแล้ว

ทำให้ไม่อยากดื่มน้ำกินข้าวเป็นต้น      อย่าว่าถึงจะตรวจดูด้วยจักษุคือปัญญาเลย

ซึ่งเป็นที่ ๆ  น้ำและข้าวเป็นต้นตกลงไปแล้ว     จะแบ่งเฉลยเป็น ๕ ส่วน คือ

ส่วนหนึ่ง  สัตว์ [ในท้อง] จะกินส่วนหนึ่ง  ไฟในต้องจะเผาไหม้   ส่วนหนึ่ง

จะกลายเป็นปัสสาวะ ส่วนหนึ่งจะกลายเป็นอุจจาระ   ส่วนหนึ่งจะกลายเป็น   รส

[โอชะ]    บำรุงเพิ่มเลือดและเนื้อ.

ในอาหารใหม่นั้น    ก็กำหนดว่า  อาหารใหม่  ย่อมไม่รู้ว่า    เราอยู่ใน

ท้องที่มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียดอย่างยิ่งนี้   แม้ต้องก็ไม่รู้ว่า    อาหารใหม่อยู่ในเรา

เปรียบเหมือนรากสุนัข   ที่อยู่ในรางสุนัข   แม้รางสุนัขก็ไม่รู้ว่ารากสุนัขอยู่ในเรา

ฉะนั้น  ด้วยว่าธรรมเหล่านี้  เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่

บุคคล.  โดยปริเฉท  ก็กำหนดรู้ว่าอาหารใหม่ตัดตอนด้วยส่วนแห่งอาหารใหม่

นี้เป็นการกำหนดอาหารใหม่นั้น โดยสภาค  ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่น

เดียวกับผมนั้นแล.  กำหนดอาหารใหม่  โดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าว

มาฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 75

กรีส   อาหารเก่า  [อุจจาระ]

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า   โดยวรรณะ   อาหารเก่า  ภายในสรีระ

โดยมาก ก็มีสีเหมือนอาหารที่กลืนกินเข้าไป  โดยสัณฐาน   ก็มีสัณฐานเหมือน

โอกาส. โดยทิศ  เกิดในทิศเบื้องล่าง.  โดยโอกาส  ตั้งอยู่ในที่อาหารอันย่อยแล้ว

อยู่อาศัย  ธรรมดาประเทศที่อาหารอันย่อยแล้วอยู่อาศัย   ก็เป็นประเทศเสมือน

ภายในปล้องไม้ไผ่และอ้อ     สูงประมาณ  ๘ นิ้ว     อยู่ปลายลำไส้ใหญ่ระหว่าง

โคนท้องน้อยและสันหลังเบื้องล่าง  เปรียบเหมือนน้ำฝนตกในที่เบื้องบน [สูง]

ก็ไหลลงทำที่เบื้องล่าง [ ต่ำ] ให้เต็มขังอยู่   ฉันใด   น้ำและข้าวเป็นต้นอย่างใด

อย่างหนึ่ง   ที่ตกลงในที่อยู่ของอาหารสด [ใหม่]  อันไฟในท้องเผาให้สุกเดือด

ปุดเป็นฟอง  กลายเป็นของละเอียดไปเหมือนแป้ง  เพราะไฟธาตุทำให้ละเอียด

แล้วก็ไหลไปตามช่องลำไส้ใหญ่     บีบรัดสะสมขังอยู่เหมือนดินเหลืองที่เขาใส่

ในปล้องไม้ไผ่และต้นอ้อ   ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

ในอาหารเก่านั้น  ก็กำหนดว่า  อาหารเก่าย่อมไม่รู้ว่า   เราอยู่ในที่อยู่

ของอาหารที่ย่อยแล้ว  แม้ที่อยู่ต้องอาหารที่ย่อยแล้ว  ก็ไม่รู้ว่า  อาหารเก่าอยู่ใน

เราเปรียบเหมือนดินเหลืองที่เขาขยำใส่ลงในปล้องไม้ไผ่และไม้อ้อ   ย่อมไม่รู้

ดินเหลืองอยู่ในเรา     แม้ปล้องไม้ไผ่และไม้อ้อก็ไม่รู้ว่า    ดินเหลืองอยู่ในเรา

ฉะนั้น  ด้วยว่า ธรรมเหล่านี้เว้น จากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่

บุคคล.  โดยปริเฉท  กำหนดว่า อาหารเก่า  ตัดตอนด้วยส่วนแห่งอาหารเก่า  นี้

เป็นการกำหนดอาหารเก่านั้นโดยสภาค   ส่วนการกำหนดโดยวิสภาคก็เช่นเดียว

กับผมนั่นแล.   กำหนดอาหารเก่าโดยวรรณะเป็นต้นมีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

มตฺถลุงค    มันในสมอง

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ  มันในสนองภายในกระโหลก

ศีรษะ    ในสรีระ    มีสีขาวเหมือนสีเห็ด.    อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า    มีสี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 76

เหมือนสีน้ำนมเดือด  ดังนี้ก็มี.  โดยสัณฐาน  มีสัณฐานเหมือนโอกาส.  โดยทิศ

เกิดในทิศเบื้องบน.  โดยโอกาส   เป็นประเภทก้อนมันสมอง ๔ ก้อน   ที่อาศัย

ร้อยเอ็น ๔  รอย  ภายในกระโหลกศีรษะในสรีระ  รวมกันตั้งอยู่เหมือนก้อนแป้ง

๔ ก้อนที่เขารวมกันตั้งไว้.

ในมันสมองนั้น    ก็กำหนดว่า  มันในสมองย่อมไม่รู้ว่า   เราอยู่ในกระ-

โหลกศีรษะ   แม้กระโหลกศีรษะก็ไม่รู้ว่ามันในสมองอยู่ในเรา   เปรียบเหมือน

ก้อนแป้งที่เขา สู่ไว้ในกระโหลกน้ำเต้าเก่า  หรือน้ำนมเดือด   ย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่

ในกระโหลกน้ำเต้าเก่า  แม้กระโหลกน้ำเต้าเก่า   ก็ไม่รู้ว่าก้อนแป้ง   หรือน้ำนั้น

เดือด   อยู่ในเรา  ฉะนั้น    ด้วยว่า   ธรรมเหล่านั้น    เว้นจากความคำนึงและการ

พิจารณา ฯลฯ  ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่า  มัน ในสมองตัดตอนด้วย

ส่วนแห่งมันในสมอง    นี้เป็นการกำหนดมันในสมองนั้นโดยสภาค    ส่วนการ

กำหนดโดยวิสภาค   ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.  กำหนดมันในสมอง  โดยวรรณะ

เป็นต้น  มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

ปิตฺต   ดี

ต่อแต่นี้ไป  กำหนดว่า   ดี  แม้สองชนิด  คือดีนอกถุงและดีในถุง   มี

สีเหมือนน้ำมันมะซางนี้    อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า  ดีนอกถุงมีสีเหมือนดอก

พิกุลแห้งดังนี้ก็มี  โดยสัณฐาน  มีสัณฐานเหมือนโอกาส.  โดยทิศ  เกิดในทิศทั้ง

สอง. โดยโอกาส  ดีนอกถุง   เว้นที่ของผมขนเล็บและพื้นอันพ้นจากเนื้อ   และ

หนังที่แข็งและแห้ง  เอิบอาบสรีระส่วนที่เหลืออยู่เหมือนหยาดน้ำมัน   เอิบอาบ

น้ำ  ซึ่งเมื่อกำเริบแล้ว   ดวงตาจะเหลืองเวียนศีรษะ  ตัวสั่นและคัน    ดีในถุง

ตั้งอยู่ในถุงน้ำดี   ซึ่งเสมือนรังบวบขมให้    อาศัยเนื้อหัวใจตั้งอยู่ในระหว่าง

หัวใจและปอด   ซึ่งเมื่อกำเริมแล้ว   สัตว์ทั้งหลายจะเป็นบ้ามีจิตวิปลาส   ทิ้งหิริ-

โอตตัปปะ   ทำการที่ไม่ควรทำ  พูดคำที่ไม่ควรพูด   คิดข้อที่ไม่ควรคิด.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 77

ในดีนั้น   ก็กำหนดว่า  ดีนอกถุง  ย่อมไม่รู้ว่า  เราเอิบอาบตลอดสรีระ

อยู่   แม้สรีระก็ไม่รู้ว่า   ดีนอกถุงเอิบอาบเราอยู่.   เปรียบเหมือนน้ำมัน  เอิบอาบ

น้ำอยู่   ย่อมไม่รู้ว่าเราเอิบอาบน้ำอยู่     แม้น้ำก็ไม่รู้ว่า    น้ำมันเอิบอาบเราอยู่

ฉะนั้น    ดีในถุงย่อมไม่รู้ว่า  เราอยู่ในถุงน้ำดี   แม้ถุงน้ำดีก็ไม่รู้ว่า   ดีในถุงอยู่

ในเรา  เปรียบเหมือนน้ำฝน  ที่อยู่ในรังบวบขม  ย่อมไม่รู้ว่า   เราอยู่ในรังบวบ

ขม  แม้รังบวบขมก็ไม่รู้ว่าน้ำฝนอยู่ในเรา  ฉะนั้น.   ด้วยว่า  ธรรมเหล่านี้   เว้น

จากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท  ก็กำหนดว่า

ดีตัดตอนด้วยส่วนแห่งดี   นี้เป็นการกำหนดดีนั้น โดยสภาค.   ส่วนการกำหนด

โดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับ ผมนั่นแล  กำหนดดีโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการ

ดังกล่าวมาฉะนี้.

 

เสมห  เสลด

ต่อแต่นั้นไป    ก็กำหนดว่าโดยวรรณะ  เสมหะมีประมาณบาตรหนึ่ง

ภายในสรีระ   มีสีขาว   เหมือนสีน้ำในมะเดื่อ  โดยสัณฐาน   มีสัณฐานเหมือน

โอกาส.   โดยทิศเกิดในทิศเบื้องบน. โดยโอกาส  ตั้งอยู่ในท้อง   ซึ่งในเวลากลืน

กินอาหารมีน้ำและโภชนะเป็นต้น    เมื่อน้ำและโภชนะเป็นต้นตกลง   ก็จะแตก

ออกเป็นสองส่วนแล้วจะกลับมาคลุมอีก ซึ่งเมื่อมีน้อย  พื้นท้องจะมีกลิ่นเหมือน

ซากศพน่าเกลียดอย่างยิ่ง.    เหมือนหัวฝีสุก    เหมือนไข่ไก่เน่า  เปรียบเหมือน

สาหร่ายในน้ำ    เมื่อชิ้นไม้หรือกระเบื้องตกก็จะขาดเป็นสองส่วนแล้วก็กลับมา

คลุมอีก   ฉะนั้น  การเรอก็ดี  ปากก็ดี   จะมีกลิ่นเหม็นเสมือนซากศพเน่าด้วย

กลิ่นที่พุ่งขึ้นจากท้องนั้น    และคนผู้นั้น   ก็จะถูกเขาพูดไล่ตะเพิดว่า   ออก

ไปเจ้าส่งกลิ่นเหม็น  และเสมหะพอกพูนหนาแน่นขึ้น   ก็ช่วยระงับกลิ่นเหม็น

ตั้งอยู่ภายในพื้นท้องนั่นแหละ   เหมือนแผ่นกระดานปิดส้วม.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 78

ในเสมหะนั้น    ก็กำหนดว่า   เสมหะย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่ที่พื้นท้อง   แม้

พื้นท้องก็ไม่รู้ว่าเสมหะอยู่ในเรา   เปรียบเหมือนแผ่นฟองบนบ่อโสโครก   ย่อม

ไม่รู้ว่า  เราอยู่ในบ่อโสโครก  แม้บ่อโสโครกก็ไม่รู้ว่า  แผ่นฟองอยู่ในเราฉะนั้น

ด้วยว่า    ธรรมเหล่านี้     เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา  ฯลฯ  ไม่ใช่

บุคคล.  โดยปริเฉท   ก็กำหนดว่า   เสมหะตัดตอนด้วยส่วนแห่งเสมหะ.  นี้เป็น

การกำหนดเสมหะนั้น โดยสภาค  ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผม

นั่นแล.  กำหนดเสมหะโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

ปุพฺโพ   หนอง

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า  โดยวรรณะ หนองมีสีเหมือนใบไม้เหลือง

โดยสัณฐาน   มีสัณฐานเหมือนโอกาส    โดยทิศเกิดในทิศทั้งสอง   โดยโอกาส

ธรรมดาโอกาสของน้ำเหลือง  ตั้งอยู่ประจำไม่มี   จะดังอยู่ในตำแหน่งสรีระที่น้ำ

เหลืองสะสมตั้งอยู่  ที่เมื่อถูกตอหนามเครื่องประหารและเปลวไฟเป็นต้นกระทบ

แล้วห้อเลือด  หรือเกิดฝีและต่อมเป็นต้น.

ในหนองนั้น    ก็กำหนดว่า   หนองย่อมไม่รู้ว่า   เราตั้งอยู่ในตำแหน่ง

ที่ถูกตอและหนามเป็นต้นกระทบ    หรือในตำแหน่งที่เกิดฝีและต่อมเป็นต้น  ณ

ที่นั้น  ๆ แห่งสรีระ   แม้ตำแหน่งสีรระก็ไม่รู้ว่า   น้ำเหลืองอยู่ในเรา   เปรียบ

เหมือนยางไม้ที่ไหลออกตั้งอยู่ในที่ ๆ ถูกดมขวานเป็นต้นเฉพาะในที่นั้น  ๆ ของ

ต้นไม้   ย่อมไม่รู้ว่า  เราตั้งอยู่ในที่ ๆ ถูกเฉพาะของต้นไม้  แม้ที่ ๆ ถูกเฉพาะ

ของต้นไม้ก็ไม่รู้ว่า   ยางไม้ตั้งอยู่ในเราฉะนั้น      ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น  เว้นจาก

ความคิดคำนึงและพิจารณา ฯลฯ  ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท  กำหนดว่า  หนอง

ตัดตอนด้วยส่วนแห่งน้ำเหลือง      นี้เป็นการกำหนดหนองนั้น       โดยสภาค

ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.  กำหนดหนองโดยวรรณะ

เป็นต้น  มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 79

โลหิต  เลือด

ต่อแต่นั้นไป  ในเลือด ๒ อย่าง  คือ  เลือดขังและเลือดเดิน  ก็กำหนด

เลือดขังก่อน   โดยวรรณะมีสีเหมือนน้ำครั่งเดือดข้น     เลือดเดินมีสีเหมือนน้ำ

ครั่งใส. โดยสัณฐาน  เลือดทุกอย่าง  มีสัณฐานเหมือนโอกาสของตน.  โดยทิศ

เลือดขังเกิดในทิศเบื้องบน  เลือดเดินเกิดในทิศทั้งสอง  โดยโอกาส  เลือดเดิน

จะกระจายไปตลอดสรีระทุกส่วนของสัตว์เป็นๆ เว้นที่ ๆ ผมขนเล็บและฟันที่พ้น

จากเนื้อ    และหนังที่กระด้างและแห้ง    เลือดขังทำส่วนล่างของตับให้เต็มแล้ว

ทำหยดเลือดให้ตกลงทีละน้อย ๆ บนม้ามหัวใจตับและปอดประมาณเต็มฟายมือ

หนึ่ง    ทำม้ามหัวใจตับและปอดให้ชุ่มอยู่     ซึ่งเมื่อไม่ทำม้ามและหัวใจเป็นต้น

ให้ชุ่มอยู่   สัตว์ทั้งหลายก็จะกระหายน้ำ.

ในเลือด   ก็กำหนดว่า   เลือดย่อมไม่รู้ว่า   เราทำม้ามและหัวใจเป็นต้น

ให้ชุ่ม  ตั้งอยู่ส่วนล่างของตับ   แม้ที่ส่วนล่างของตับหรือม้ามและหัวใจเป็นต้น

ก็ไม่รู้ว่า  เลือดตั้งอยู่ในเรา   หรือทำเราให้ชุ่มตั้งอยู่    เปรียบเหมือนน้ำที่อยู่ใน

ภาชนะเก่า ๆ ทำก้อนดินเป็นต้นข้างล่างให้ชุ่มอยู่    ย่อมไม่รู้ว่า    เราตั้งอยู่ใน

ภาชนะเก่า ๆ ทำก้อนดินเป็นต้นข้างล่างให้ชุ่มอยู่    แม้ภาชนะเก่า ๆ  หรือก้อน

ดินเป็นต้นข้างล่าง  ก็ไม่รู้ว่า  น้ำตั้งอยู่ในเรา  หรือทำเราให้ชุ่มตั้งอยู่   ฉะนั้น

ด้วยว่า   ธรรมเหล่านี้เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล.

โดยปริเฉท  กำหนดว่า  เลือดตัดตอนด้วยส่วนแห่งเลือด.   นี้เป็นการกำหนด

เลือดนั้นโดยสภาค.     ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค    ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.

กำหนดเลือดโดยวรรณะเป็นต้น  มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 80

เสโท   เหงื่อ

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า  โดยวรรณะ เหงื่อ ในสรีระมีสีเหมือนน้ำ

มันงาใส.    โดยสัณฐาน    มีสัณฐานเหมือนโอกาส   โดยทิศเกิดในทิศทั้งสอง.

โดยโอกาส    ธรรมดาเหงื่อจะออกอยู่เป็นนิจ   หามีไม่  หากแต่เหงื่อมีอยู่ทุกเมื่อ

หรือเพราะเหตะที่เวลาใด   สรีระ   เร่าร้อน  เพราะร้อนไฟแสงแดดและฤดูวิปริต

เป็นต้น     เวลานั้น     เหงื่อจะไหลออกจากทุกรูผมและขุมขน   เหมือนน้ำในกำ

เง่าบัวและก้อนบัวที่ตัดไม่เรียบพอยกขึ้นพ้อน้ำ  ฉะนั้น  พระโยคาวจรจึงกำหนด

เหงื่อนั้น   โดยสัณฐาน  ด้วยรูผมและขุมขนเหล่านั้น   ท่านบุรพาจารย์ทั้งหลาย

กล่าวไว้ว่า  อันพระโยคาวจร   ผู้กำหนดเอาเหงื่อเป็นอารมณ์   พึงมนสิการใส่

ใจเหงื่อ  โดยที่เหงื่อทำรูผมและขุมขนให้เต็มแล้วตั้งอยู่.

ในเหงื่อนั้น  กำหนดว่า   เหงื่อย่อมไม่รู้ว่า   เราไหลออกจากรูผมและ

ขุมขน  แม้รูผมและขุมขนก็ไม่รู้ว่า   เหงื่อไหลออกจากเรา   เปรียบเหมือนน้ำที่

ไหลออกจากช่องกำเหง้าบัวและก้านบัว   ย่อมไม่รู้ว่า  เราไหลออกจากช่องเหง้า

บัวและก้านบัว   แม้ช่องเหง้าบัวและก้านบัว   ก็ไม่รู้ว่าน้ำไหลออกจากเราฉะนั้น

ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น   เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล.

โดยปริเฉทกำหนดว่า  เหงื่อตัดตอนด้วยส่วนแห่งเหงื่อ  นี้เป็นกำหนดเหงื่อนั้น

โดยสภาค.  ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.  กำหนดเหงื่อ

โดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

เมโท   มันข้น

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า โดยวรรณะนั้น   มันข้นระหว่างหนังและเนื้อ

ในสรีระ  มีสีเหมือนขมิ้นผ่า  โดยสัณฐาน  มีสัณฐานเหมือนโอกาส จริงอย่าง

นั้น  สำหรับคนตัวอ้วนมีสุข   มันขันที่แผ่ไประหว่างหนังและเนื้อ   มีสัณฐาน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 81

เหมือนผ้าเปลือกไม้เก่าย้อมขมิ้น  สำหรับคนตัวผอม  มันข้นอาศัยเนื้อแข้ง เนื้อขา

เนื้ออาศัยสันหลังและเนื้อหลังและเนื้อพื้นท้องรวมไว้       มีสัณฐานเหมือนผ้า

เปลือกไม้เก่าย้อมขมิ้นที่เขารวบวางไว้.   โดยทิศ  เกิดในทิศทั้งสอง   โดยโอกาส

มันข้นสำหรับคนอ้วนแผ่ไปทั่วสรีระ  สำหรับคนผอม  อาศัยเนื้อแข็งเป็นต้น อยู่

ซึ่งก็คือมันเหนียว  มิใช่รวมไว้เพื่อเป็นน้ำมันในสมอง   มิใช่เพื่อเป็นน้ำมันใน

คำข้าว   มิใช่เพื่อตามประทีป   [จุดตะเกียง]    เพราะเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่ง.

ในมันข้นนั้น    กำหนดว่า  มันข้นย่อมไม่รู้ว่า   เราอาศัยทั่วสรีระหรือ

เนื้อที่แข้งเป็นต้นตั้งอยู่     แม้ทั่วสรีระหรือเนื้อที่แข้งเป็นต้น  ก็ไม่รู้ว่า    มันข้น

อาศัยเราตั้งอยู่  เปรียบเหมือนผ้าเปลือกไม้เก่าย้อมขมิ้น  ที่วางพิงก้องเนื้อ  ย่อม

ไม่รู้ว่า   เราวางพิงกองเนื้อ   แม้กองเนื้อก็ไม่รู้ว่า  ผ้าเปลือกไม้เก่าย้อมขมิ้นวาง

พิงเรา  ฉะนั้น    ด้วยว่า   ธรรมเหล่านั้น  เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา

ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท  กำหนดว่า  มันข้น   เบื้องล่างตัดตอนด้วยเนื้อ

เบื้องบนตัดตอนด้วยหนัง  โดยรอบ   ตัดตอนด้วยส่วนแห่งมันขัน.  นี้เป็นการ

กำหนดมันข้นนั้นโดยสภาค.  ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผมนั่น

แล.  กำหนดมันข้น   โดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

อสฺสุ   น้ำตา

ต่อแต่นั้นไป   ก็กำหนดว่า  โดยวรรณะ   น้ำตา   มีสีเหมือนน้ำมันงา

ใส. โดยสัณฐาน  มีสัณฐานเหมือนโอกาส.  โดยทิศ  เกิดในทิศเบื้องบน  โดย

โอกาส    ตั้งอยู่ในเบ้าตา  ก็น้ำตานั้น     หาขังตั้งอยู่ในเบ้าตาทุกเมื่อเหมือนน้ำดี

ในถุงน้ำดีไม่.  มีได้อย่างไรเล่า.  เมื่อใด  สัตว์ทั้งหลายเกิดโสมนัสดีใจ   ก็หัว-

เราะดังลั่น      เกิดโทมนัสเสียใจ    ก็ร้องไห้คว่ำครวญหรือกลืนกินอาหารเผ็ดก็

เหมือนกัน   และเมื่อใด    ตาทั้งสองข้างของสัตว์เหล่านั้น      ถูกควันละอองและ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 82

ฝุ่นเป็นต้นกระทบ   เมื่อนั้น    น้ำตาเกิดขึ้นเพราะโสมนัส    โทมนัสและอาหาร

เผ็ดเป็นต้น     ก็จะขัง    เอ่อออกเต็มเบ้าตา   ท่านบุรพาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า

อันพระโยคาวจร   ผู้กำหนดเอาน้ำตาเป็นอารมณ์    พึงมนสิการใส่ใจน้ำตานั้น

โดยที่น้ำตาขังเต็มเบ้าตานั่นแล.

ในน้ำตานั้น   กำหนดว่า   น้ำตาย่อมไม่รู้ว่าเราขังอยู่ในเบ้าตา     แม้เบ้า

ตาก็ไม่รู้ว่า    น้ำตาขังอยู่ในเรา    เปรียบเหมือนน้ำที่ขังอยู่ในเมล็ดลูกตาลรุ่นที่

ตัดปลายย่อมไม่รู้ว่าเราขังอยู่ในเบ้าเมล็ดลูกตาลรุ่นที่ตัดปลาย     แม้เบ้าเมล็ดลูก

ตาลรุ่นตัดปลาย   ก็ไม่รู้ว่า   น้ำขังอยู่ในเรา   ฉะนั้น    ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น   เว้น

จากควานคิดคำนึงและพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล.   โดยปริเฉท   กำหนดว่าน้ำ

ตา   ตัดตอนด้วยส่วนแห่งน้ำตา    นี้เป็นการกำหนดน้ำตานั้น โดยสภาค.  ส่วน

การกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.   ก็กำหนดน้ำตา  โดยวรรณะ

เป็นต้น    มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

วสา   มันเหลว

ต่อแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่า   โดยวรรณะ  มันเหลว  คือมันที่ละลาย

อยู่โนสรีระ  มีสีเหมือนน้ำมันที่ราดในข้าวตัง. โดยสัณฐาน   มีสัณฐานเหมือน

โอกาส โดยทิศ เกิดในทิศทั้งสอง. โดยโอกาส  ตั้งอยู่ที่ฝ่ามือหลังมือฝ่าเท้าหลัง

เท้า   ดั้งจมูก   หน้าผากและจงอยบ่า   แต่มันเหลวนั้น หาละลายตั้งอยู่ในโอกาส

เหล่านั้น  ทุกเมื่อไม่.     อย่างไรเล่า.     เมื่อใด     ประเทศที่เหล่านั้น เกิดไออุ่น

เพราะไม่ถูกกันกับความร้อนของไฟ   แสงแดด  ฤดูและธาตุที่ไม่ถูกกัน   เมื่อ

นั้นมันเหลว  ก็จะละลายซ่านไปในประเทศที่เหล่านั้น   เหมือนน้ำค้างในบ่อน้ำ

ที่มีน้ำใส.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 83

ในมันเหลว   กำหนดว่า   มันเหลวย่อมไม่รู้ว่าเราท่วมอยู่ตลอดฝ่ามือ

เป็นต้น    แม้ฝ่ามือเป็นต้นก็ไม่รู้ว่ามันเหลวท่วมเราอยู่    เปรียบเหมือนน้ำค้าง

ที่ท่วมบ่อน้ำอยู่   ย่อมไม่รู้ว่า   เราท่วมบ่อน้ำ   แม้บ่อน้ำก็ไม่รู้ว่า   น้ำค้างท่วม

เราอยู่    ฉะนั้น    ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น    เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา

ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท  กำหนดว่า  มันเหลวตัดตอนด้วยส่วนแห่งมันเหลว

นี้เป็นการกำหนดมันเหลวนั้นโดยสภาค ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียว

กับผมนั่นแล  กำหนดมันเหลว โดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

เขโฬ   น้ำลาย

ต่อแต่นั้นไป   ก็กำหนดว่า  โดยวรรณะ  น้ำลายภายในปากในสรีระ

สีขาวสีเหมือนฟองน้ำ.   โดยสัณฐาน   มีสัณฐานเหมือนโอกาส.   อาจารย์พวก

หนึ่งกล่าวว่า  มีสัณฐานเหมือนฟองน้ำทะเลดังนี้ก็มี  โดยทิศ   เกิดในทิศเบื้อง

บน.  โดยโอกาส  ไหลลงจากแก้มสองข้าง   ตั้งอยู่ที่ลิ้น  แต่น้ำลายนั้น  หาสะสม

ตั้งอยู่ที่แก้มนั้น ทุกเมื่อไปไม่     เป็นอย่างไรเล่า.      เมื่อใด    สัตว์ทั้งหลายเห็น

หรือ    ระลึกถึงอาหารเช่นนั้น     หรือวางของร้อนของรสขมเผ็ดเค็มและเปรี้ยว

บางอย่างลงในปาก   และเมื่อใด  หัวใจของสัตว์เหล่านั้น    ไม่สบาย   หรือเกิด

หิวขึ้นในบางครั้ง      เมื่อนั้นน้ำลายจะเกิดไหลลงจากแก้มทั้งสองข้างตั้งอยู่ที่ลิ้น

แต่ที่ปลายลิ้นน้ำลายนั้นจะบาง   ที่โคนลิ้นจะหนา  ก็ข้าวเม่า  ข้าวสาร  หรือของ

เคี้ยวอื่น ๆ บางอย่างที่เขาใส่ลงในปาก   จะยังไม่ละลายไปเหมือนน้ำในบ่อที่ขุด

บนทรายริมแม่น้ำ   เมื่อนั้น   น้ำลาย   จะสามารถทำของเคี้ยวให้เปียกชุ่ม.

ในน้ำลายนั้น   กำหนดว่า   น้ำลายย่อมไม่รู้ว่าเราไหลลงจากแก้มทั้งสอง

ข้างตั้งอยู่ที่พื้นลิ้น   แม้พื้นลิ้นก็ไม่รู้ว่าน้ำลายไหลลงจากแก้มทั้งสองข้างตั้งอยู่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 84

ในเรา  เปรียบเหมือนน้ำที่ตั้งอยู่ที่พื้นบ่อซึ่งเขาขุดบนทรายริมแม่น้ำ    ย่อมไม่รู้

ว่าเราตั้งอยู่ที่พื้นบ่อ   แม้พื้นบ่อก็ไม่รู้ว่าน้ำตั้งอยู่ในเรา  ฉะนั้น   ด้วยว่า   ธรรม

เหล่านี้   เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท

กำหนดว่าน้ำลายตัดตอนด้วยส่วนแห่งน้ำลาย.   นี้เป็นการกำหนดน้ำลายนั้น  โดย

สภาค.  ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค    ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.   กำหนดน้ำลาย

โดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

 

สิงฺฆานิกา  น้ำมูก

ตั้งแต่นั้นไป  ก็กำหนดว่าโดยวรรณะ   น้ำมูก   สีขาวเหมือนสีเยื่อตาล

รุ่น. โดยสัณฐาน  มีสัณฐานเหมือนโอกาส.  อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มีสัณฐาน

เหมือนหน่อหวายที่เขาใส่ติดต่อกัน  คืบ ๆ เข้าไปในโพรงจมูก  ดังนี้ก็มี  โดยทิศ

เกิดในทิศเบื้องบน.  โดยโอกาส   ขังอยู่เต็มจมูก   แต่ว่าน้ำมูกนั้น    หาสะสมขัง

อยู่ในโพรงจมูกนั้นทุกเมื่อไปไม่.   เป็นอย่างไรเล่า   บุรุษห่อนมส้มไว้ในใบบัว

เอาหนามเจาะใบบัวตอนล่าง  ทีนั้น    ก้อนนมส้มก็จะไหลออกจากช่องนั้นตกลง

ไปภายนอก  ฉันใด   เมื่อใดสัตว์ทั้งหลายร้องไห้หรือเกิดธาตุกำเริบ  โดยอาหาร

และฤดูที่ไม่ถูกกัน   เมื่อนั้นมันในสมอง    ที่กลายเป็นเสมหะเสีย  ไหลออกจาก

ภายในศีรษะ  ลงทางช่องบนเพดานปาก  ขังอยู่เต็มจมูกฉันนั้น  เหมือนกัน

ในน้ำมูกนั้น     กำหนดว่า  น้ำมูกย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งอยู่ในโพรงจมูก  แม้

โพรงจมูกก็ไม่รู้ว่า  น้ำมูกขังอยู่ในเราเปรียบเหมือนนมส้มเสียที่เขาใส่ไว้ในหอย

โข่ง  ย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่ในหอยโข่ง   แม้หอยโข่งก็ไม่รู้ว่า    นมส้มเสียอยู่ในเรา

ฉะนั้น  ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น  เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่

ใช่บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่า น้ำมูก  ตัดตอนด้วยส่วนแห่งน้ำมูก  นี้เป็น

การกำหนดน้ำมูกนั้น.  โดยสภาค  ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผม

นั่นแล.  กำหนดน้ำมูกโดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 85

ลสิกา  ไขข้อ

ต่อแต่นั้นไป    ก็กำหนดว่า   ซากศพที่ลื่นเป็นมันในภายในที่ต่อแห่ง

สรีระ   ภายในสรีระ   ชื่อไขข้อ.   โดยวรรณะ   ไขข้อนั้น    มีสีเหมือนยางต้น

กรรณิการ์.  โดยสัณฐาน  มีสัณฐานเหมือนโอกาส. โดยทิศ  เกิดในทิศทั้งสอง.

โดยโอกาส  ให้สำเร็จกิจคือหน้าที่หยอดน้ำมันที่ต่อแห่งกระดูกทั้งหลาย    ตั้งอยู่.

ภายในที่ต่อ  ๑๘๐  แห่ง  ไขข้อนั้น ของผู้ใดมีน้อย  ผู้นั้น    ลุกขึ้น  นั่งลงก้าวไป

ข้างหน้า  ถอยมาข้างหลัง   งอแขนเหยียดแขน    กระดูกทั้งหลายก็จะลั่นกุบกับ

เดินไปก็เหมือนทำเสียงดีดนิ้ว    เดินทางไกลไปได้แม้เพียงโยชน์หนึ่งสองโยชน์

วาโยธาตุก็กำเริบ   [เป็นลม]  ตัวก็ลำบาก.    ส่วนไขข้อของผู้ใดมีมาก   ผู้นั้น

กระดูกทั้งหลายก็ไม่ลั่นกุบกับ    ในขณะลุกขึ้นและนั่งลงเป็นต้น      แม้เดินทาง

นาน ๆ วาโยธาตุก็ไม่กำเริบ   ตัวก็ไม่ลำบาก.

ในไขข้อนั้น   กำหนดว่า   ไขข้อย่อมไม่รู้ว่าเราหยอดน้ำมันที่ต่อ  ๑๘๐

แห่งอยู่   แม้ที่ต่อ ๑๘๐ แห่งก็ไม่รู้ว่าไขข้อหยอดน้ำมันเราอยู่     เปรียบเหมือน

น้ำมัน หยอดเพลารถย่อมไม่รู้ว่า   เราหยอดน้ำมันเพลารถอยู่    แม้เพลารถก็ไม่รู้

ว่า    น้ำมันหยอดน้ำมันเราอยู่     ฉะนั้น   ด้วยว่าธรรมเหล่านั้นเว้นจากความคิด

คำนึงและการพิจารณา ฯลฯ  ไม่ใช่บุคคล.  โดยปริเฉท  กำหนดว่า  ไขข้อติด

ตอนด้วยส่วนแห่งไขข้อ    นี้เป็นการกำหนดไขข้อนั้นโดยสภาค.  ส่วนการกำหนด

โดยวิสภาค  ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล. กำหนดไขข้อโดยวรรณะเป็นต้น  มีประการ

ดังกล่าวมาฉะนี้.

 

มุตฺต  มูตร [ปัสสาวะ]

ต่อแต่นั้นไป    กำหนดว่า    โดยวรรณะ    มูตรภายในสรีระมีสีเหมือน

น้ำด่างถั่วทอง   โดยสัณฐาน    มีสัณฐานเหมือนน้ำที่อยู่ภายในหม้อน้ำที่เต็มนา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 86

ซึ่งเขาวางคว่ำปาก.  โดยทิศ   เกิดในทิศเบื้องล่าง    โดยโอกาสตั้งอยู่ในกะเพาะ

ปัสสาวะ.  ถุงปัสสวะ  ท่านเรียกชื่อว่ากะเพาะปัสสาวะ  ซึ่งเปรียบเหมือนรสน้ำ

โสโครก    ย่อมเข้าไปในหม้อซึ่งที่ไม่มีปาก    ซึ่งเขาวางไว้ในบ่อโสโครก  ทาง

เข้าไปของรสน้ำโสโครกนั้นไม่ปรากฏ  ฉันใด   มูตรเข้าไปทางสรีระ  แต่ทางเข้า

ไปของมูตรนั้นไม่ปรากฏ    ส่วนทางออกเท่านั้นปรากฏอยู่.

ในมูตรนั้น  กำหนดว่า  มูตรย่อมไม่รู้ว่า   เราตั้งอยู่ในกะเพาะปัสสาวะ

แม้กะเพาะปัสสาวะก็ไม่รู้ว่ามูตรตั้งอยู่ในเรา   เปรียบเหมือนรสน้ำโสโครก  ใน

หม้อซึ้ง  ที่ไม่มีปากซึ่งเขาวางไว้ในบ่อน้ำโสโครก   ย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่ในหม้อซึ้ง

ที่ไม่มีปาก แม้หม้อซึ้งก็ไม่รู้ว่ารสน้ำโสโครกตั้งอยู่ในเรา  ฉะนั้น  ด้วยว่า  ธรรม

เหล่านี้  เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯสฯ ไม่ใช่บุคคล.  โดยปริเฉท

กำหนดว่า  มูตรตัดตอนด้วยภายในกะเพาะปัสสาวะ   และด้วยส่วนแห่งมูตร  นี้

เป็นการกำหนดมูตรนั้นโดยสภาค  ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค   ก็เช่นเดียวกับ

ผมนั่นแล.  กำหนดมูตร  โดยวรรณะเป็นต้น   มีประการดังกล่าวมาฉะนี้. พระ-

โยคาวจรกำหนดทวัตติงสาการนี้  โดยวรรณะเป็นต้น  ด้วยประการฉะนี้.

เพราะอาศัยการประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนาการเจริญทวัตติงสาการนั้น  ๆ

ทวัตติงสาการมีผมเป็นต้น   ก็ย่อมจะคล่องแคล่ว  ปรากฏชัดโกฏฐาสเป็นส่วน ๆ

แก่พระโยคาวจรนั้น  ผู้กำหนดทวัตติงสาการนี้  โดยวรรณะเป็นต้น  ด้วยประการ

ฉะนี้     ตั้งแต่นั้นไปเมื่อบุรุษมีดวงตา   ตรวจพวงมาลัยแห่งดอกไม้ทั้งหลาย  ซึ่ง

มี ๓๒ สี    อันร้อยไว้ด้วยด้ายเส้นเดียวกัน   ดอกไม้ทุกดอก    ก็ย่อมเป็นอัน

ปรากฏไม่ก่อนไม่หลัง  ฉันใด  เมื่อพระโยคาวจร  สำรวจกายนี้ด้วยสติว่า   ใน

กายนี้มีเกสาผมเป็นต้น    ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด   ย่อมเป็นอันปรากฏไม่ก่อนไม่

หลัง   ฉันนั้นเหมือนกัน  สติที่ตั้งขึ้นในผมทั้งหลายที่นึกถึง   ย่อมจะเป็นไปจน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 87

ถึงมูตร  ตั้งแต่นั้นไป   มนุษย์และเดียรฉานเป็นต้น    ที่เดินไปมา  จะละอาการ

ว่าสัตว์   ปรากฏชัดแต่กองแห่งโกฏฐาสเป็นส่วนๆ  เท่านั้น  แก่พระโยคาวจรนั้น

และน้ำและโภชนะเป็นต้น   ที่สัตว์เหล่านั้นกลืนกิน  ก็จะปรากฏชัดเหมือนใส่ลง

ไปในกองโกฏฐาส.

ในข้อนี้  ผู้ทักท้วงกล่าวว่า  เมื่อเป็นเช่นนั้น    พระโยคาวจรผู้นี้จะพึง

ทำอะไร  ต่อแต่นั้นไป.  ขอกล่าวชี้แจงดังนี้  นิมิตนั้นนั่นแล  อันพระโยคาวจร

พึงเสพ  พึงเจริญ  พึงทำให้มาก  พึงกำหนด  ให้เป็นอันกำหนดด้วยดี  ถามว่า

ก็พระโยคาวจรนี้    เสพเจริญนิมิตนั้น  ทำให้มาก  กำหนดให้เป็นอันกำหนด

ด้วยดีอย่างไร.   ตอบว่า   ความจริง   พระโยคาวจรนี้เสพนิมิตที่ทวัตติงสาการมี

ผมเป็นต้น  ปรากฏ  เป็นโกฏฐาสส่วนๆ นั้น  ย่อมผูก  คบ  เข้าไปใกล้ด้วยสติ

ให้ใจยึดห้องคือสติ  หรือทำสติที่ได้ในนิมิตนั้น  ให้งอกงาม  ท่านเรียกว่าเจริญ

นิมิตนั้น.  ข้อว่าทำให้มาก ได้แก่ท่านิมิตนั้นบ่อย ๆ ให้ประกอบด้วยสติ  อันวิตก

และวิจารเข้ากระทบแล้ว.    ข้อว่ากำหนดให้เป็นอันกำหนดด้วยดี    ได้แก่นิมิต

เป็นอันกำหนดด้วยดี  ไม่หายไปอีก  โดยประการใด พระโยคาวจรย่อมกำหนด

เข้าไปรองรับเข้าไปผูกนิมิตนั้นไว้ด้วยสติ  โดยประการนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง มนสิการโกศล ความฉลาดในมนสิการอันใด  ที่กล่าวไว้

แต่ก่อน  ๑๐  ข้ออย่างนี้คือ    โดย   ๑. โดยลำดับ  ๒. โดยไม่เร่งนัก  ๓. โดย

ไม่ช้านัก  ๔. โดยป้องกันความฟุ้งซ่าน  ๕. โดยล่วงบัญญัติเสีย   ๖. โดยปล่อย

ลำดับ    ๗. โดยลักษณะ  ๘. ๙. ๑๐. สูตรทั้ง ๓.  ในมนสิการโกศลนั้น    พึง

ทราบว่า  พระโยคาวจรนมสิการใส่ใจโดยลำดับ   ชื่อว่า  เสพ.  มนสิการโดยไม่

เร่งนัก    และโดยไม่ช้านัก  ชื่อว่า  เจริญ   มนสิการโดยป้องกันความฟุ้งซ่าน

ชื่อว่าทำให้มาก    มนสิการโดยล่วงบัญญัติเป็นต้น     ชื่อว่า  กำหนดให้เป็นอัน

กำหนดด้วยดี.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 88

ในข้อนี้ผู้ทักท้วงกล่าวว่า  พระโยคาวจรนี้  มนสิการธรรมเหล่านั้น  โดย

มนสิการโกศลมีโดยลำดับเป็นต้นอย่างไร.     ขอกล่าวชี้แจงดังนี้      ความจริง

พระโยคาวจรนี้    ครั้นมนสิการผมแล้ว  ลำดับจากนั้น  ก็มนสิการขน  ไม่มนสิ-

การเล็บ.    ในอาการทุกอย่างก็นัยนี้     เพราะเหตุไร.     เพราะว่าพระโยคาวจร

เมื่อมนสิการผิดลำดับ    ก็มีจิตลำบาก   ก็ไปจากทวัตติงสาการภาวนา    เจริญ

ภาวนาไม่สำเร็จ      เพราะไม่ได้อัสสาทะความสดชื่นที่ควรได้โดยภาวนาสมบัติ

เปรียบเหมือนบุรุษผู้ไม่ฉลาดขึ้นบันใด  ๓๒ ขึ้น ผิดสำหรับ     ก็ลำบากกายย่อม

ตกบันไดนั้น   ขึ้นบันใดไม่สำเร็จ  ฉะนั้น.

อนึ่ง  พระโยคาวจรแม้มนสิการโดยลำดับ  ก็มนสิการไม่เร็วเกินไปว่า

เกสา โลมา.   เพราะว่า  พระโยคาวจรเมื่อมนสิการเร็วเกินไป  ก็ไม่อาจกำหนด

สีและสัณฐานเป็นต้น  ที่พ้นจากทวัตติงสาการ   แต่นั้น   ก็จะไม่ฉลาดในทวัตติง-

สาการ   และกรรมฐานก็จะเสื่อมเสียไป   เปรียบเหมือนบุรุษ  กำลังเดินทางไกล

ไม่อาจกำหนด  ทางเรียบ ทางขรุขระต้นไม้  ที่ดอนที่ลุ่ม  ทางสองแพร่งเป็นต้น

ที่พ้นไปจากหนทาง   แต่นั้น  ก็จะไม่ฉลาดในหนทาง  การเดินทางไกล  ก็จะ

สิ้นไป  ฉะนั้น.

อนึ่ง  พระโยคาวจร  มนสิการโดยไม่เร่งนัก   ฉันใด  ก็มนสิการ แม้

โดยไม่ชักช้านักฉันนั้น    เพราะว่า    พระโยคาวจรเมื่อมนสิการชักช้านัก   ก็จะ

ไม่ถึงความสำเร็จทวัตติงสาการภาวนา    แต่จะถึงความย่อยยับด้วยกามวิตกเป็น

ต้น  ในระหว่าง  เพราะขาดภาวนา  เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกล  ถูกหน่วง

เหนี่ยวอยู่ที่ต้นไม้  ภูเขา  และหนองน้ำเป็นต้น  ในระหว่างทาง   ก็ไม่ถึงถิ่นที่

ประสงค์  แต่จะถึงความย่อยยับ    ด้วยสิงห์โตและเสือเป็นต้น     ในระหว่าง

นั้นเอง  ฉะนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 89

อนึ่ง  พระโยคาวจรแม้มนสิการโดยไม่ชักช้านัก     ก็มนสิการแม้โดย

ป้องกันความฟุ้งซ่านเสีย   พระโยคาวจรย่อมมนสิการ   โดยประการที่จะไม่ฟุ้ง-

ซ่าน  เพราะงานอื่น ๆ  มีงานนวกรรม  การก่อสร้างเป็นต้น   พระโยคาวจร   ผู้

มีจิตฟุ้งซ่านไปภายนอก    มีความตรึกแห่งจิตไม่ตั้งมั่นในทวัตติงสาการมีผม

เป็นต้น    ก็ไม่ถึงความสำเร็จแห่งภาวนา    จะถึงความย่อยยับเสียในระหว่างนั้น

เองเหมือนสหายของพระโพติสัตว์      ย่อยยับเสียในการเดินทางไปกรุงตักกสิลา

ส่วนพระโยคาวจรผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน  มีความตรึกแห่งจิตตั้งมั่นในทวัตติงสาการ

มีผมเป็นต้น    ก็ถึงความสำเร็จแห่งภาวนา   เหมือนพระโพติสัตว์ถึงความสำเร็จ

แห่งราชสมบัติในกรุงตักกสิลา  ธรรมเหล่านั้น ย่อมปรากฏโดยอสุภะ  โดยสีหรือ

โดยความว่างเปล่า  ด้วยอำนาจบารมี  จริยาและความน้อมใจเธอแก่พระโยคาว-

จรนั้น   ผู้มนสิการโดยป้องกันความฟุ้งซ่าน  ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง  พระโยคาวจรนมสิการธรรมเหล่านั้น     โดยล่วงบัญญัติ.   ข้อว่า

โดยล่วงบัญญัติ  ได้แก่มนสิการล่วงเลยสละเสียซึ่งโวหารเป็นต้นอย่างนี้ว่า  เกสา

โลมา    โดยเป็นอสุภเป็นต้น      ตามที่ปรากฏแล้ว.  มนสิการอย่างไร.  เปรียบ

เหมือนมนุษย์ทั้งหลาย  ที่เข้าไปอาศัยอยู่ในน้ำ  ทำเครื่องหมายหักกิ่งไม้เป็นต้น

เพื่อจำสถานที่มีน้ำไว้เพราะเป็นภูมิภาคที่ไม่คุ้นเคย  ไปตามแนวเครื่องหมายนั้น

ย่อมบริโภคน้ำได้  แต่เมื่อใด  คุ้นเคยภูมิภาคแล้ว  ก็ปล่อยไม่สนใจเครื่องหมาย

นั้นเข้าไปยังสถานที่มีน้ำ    บริโภคน้ำได้    ฉันใด     พระโยคาวจรนี้ก็ฉันนั้น

เหมือนกัน  มนสิการธรรมเหล่านั้น  โดยโวหารนั้น ๆ มีเกสา  โลมาเป็นต้นไป

ก่อน เมื่อธรรมเหล่านั้น  ปรากฏชัดโดยอารมณ์มีอสุภเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง

ล่วงเลยปล่อยโวหารนั้น   มนสิการโดยอารมณ์มีอสุภเป็นต้นแล.

ในข้อนั้น  ผู้ทักท้วงกล่าวว่า    ธรรมเหล่านั้น ปรากฏโดยความเป็นอสุภะ

เป็นต้นแก่พระโยคาวจรนั้นอย่างไร    โดยวรรณะอย่างไร    หรือโดยความเป็น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 90

ของว่างเปล่าอย่างไร.  อนึ่ง  พระโยคาวจร     มนสิการธรรมเหล่านี้โดยอสุภะ

อย่างไร  โดยวรรณะอย่างไร    หรือโดยความว่างเปล่าอย่างไร.  ก่อนอื่น   ผม

ทั้งหลายย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้นโดยอสุภะ เป็น ๕ ส่วน  คือ วรรณะ สี

สัณฐาน ทรวดทรง  คันธะกลิ่น  อาสยะ ที่อยู่และโอกาสที่เกิด  พระโยคาวจรนี้ก็

มนสิการธรรมเหล่านี้   เป็น ๕ ส่วนนั่นแล  โดยอสุภะ  อย่างไรเล่า.   ธรรมดา

ผมเหล่านั้นโดยวรรณะ  ไม่งาม  เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดอย่างยิ่ง.   จริงอย่างนั้น

มนุษย์ทั้งหลาย  เห็นเปลือกไม้หรือเส้นด้าย   มีสีเหมือนผม  ซึ่งตกลงไปในน้ำ

และข้าวเวลากลางวัน   ย่อมทิ้งหรือเกลียดน้ำและข้าว  แม่เป็นของชอบใจ   ด้วย

สำคัญว่าผม.  แม้โดยสัณฐาน  ก็ไม่งาม  จริงอย่างนั้น  มนุษย์ทั้งหลาย  กระทบ

เปลือกไม้หรือเส้นด้าย   ซึ่งมีสัณฐานเหมือนผม    ซึ่งตกลงไปในน้ำข้าว  เวลา

กลางคืน  ย่อมทิ้งหรือเกลียดน้ำข้าวแม้เป็นของชอบใจ   ด้วยสำคัญว่าผม.   แม้

โดยกลิ่นก็ไม่งาม.  จริงอย่างนั้น    ผมทั้งหลายที่เว้นการตกแต่งมีทาน้ำมัน   ติด

ดอกไม้  รมควันเป็นต้น   กลิ่นน่ารังเกียจอย่างยิ่ง  คนสูดกลิ่น  ผมที่โยนใส่ใน

ไฟ    ต้องปิดจมูก  เบือนหน้าหนี.    แม้โดยที่อยู่ก็ไม่งาม.  จริงอย่างนั้น    ผม

เหล่านั้น สะสมแล้ว  ก็เพิ่มพูนไพบูลย์ด้วยการไหลมาคั่งกันของดี  เสมหะ  น้ำ-

เหลืองและเลือด  เหมือนต้นกะเพราเป็นต้นในกองขยะ    ด้วยการไหลมาคั่งกัน

ของสิ่งไม่สะอาดของมนุษย์นานาชนิด.    แม้โดยโอกาส    ก็ไม่งาม.   จริงอย่าง

นั้น     ผมเหล่านั้น เกิดในหนังอ่อน    ที่คลุมศีรษะของมนุษย์ทั้งหลาย   เหนือ

ยอดกองซากศพ  ๓๑ มีขนเป็นต้น   ซึ่งน่าเกลียดอย่างยิ่งเหมือนต้นกระเพราเป็น

ต้นในกองขยะ.    ในซากศพ  ๓๑   มีขนเป็นต้น   ก็นัยนี้.    พระโยคาวจรนี้   มน-

การธรรมเหล่านี้ ที่ปรากฏโดยอสุภะ    โดยความเป็นของไม่งาม     ด้วยประการ

อย่างนี้ก่อน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 91

ถ้าหากว่า   ธรรมเหล่านี้ปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้น   โดยวรรณะเมื่อ

เป็นดังนั้น   ผมทั้งหลายก็ปรากฏ  โดยเป็นนีลกสิณ.   ขน ฟัน ก็อย่างนั้น  ย่อม

ปรากฏ  โดยเป็นโอทาตกสิณ.    ในทวัตติงสาการทุกอย่าง  ก็นัยนี้.      พระโย-

คาวจรนี้    ย่อมมนสิการธรรมเหล่านี้     โดยเป็นกสิณนั้น ๆ นั้นแล.  ธรรมที่

ปรากฏโดยวรรณะอย่างนี้    พระโยคาวจรก็มนสิการโดยวรรณะ    ก็ถ้าหากว่า

ธรรมเหล่านั้นปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้น   โดยความเป็นของว่างเปล่า  เมื่อเป็น

ดังนั้น   ผมทั้งหลายย่อมปรากฏ โดยเป็นการประชุมวินิพโภครูปที่มีโดชะครบ ๘

ด้วยการกำหนดแยกออกจากกลุ่มก้อน.  ขนเป็นต้น  ก็ปรากฏเหมือนอย่างที่ผม

ปรากฏ.    พระโยคาวจรนี้   ย่อมมนสิการธรรมเหล่านั้น    อย่างนั้นเหมือนกัน.

ธรรมที่ปรากฏโดยความเป็นของว่างเปล่าอย่างนี้    ก็มนสิการโดยความเป็นของ

ว่างเปล่า.

พระโยคาวจรนี้   มนสิการอยู่อย่างนี้    ชื่อว่า  มนสิการธรรมเหล่านั้น

โดยลำดับ. ข้อว่าโดยปล่อยลำดับ  อธิบายว่า  พระโยคาวจร  ปล่อยผมที่ปรากฏ

โดยเป็นอสุภะเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง  และมนสิการขน   เป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ใน

ผมทั้งหลายแล้วมนสิการขนทั้งหลาย    เมื่อตั้งมนสิการในขนทั้งหลาย    ก็ชื่อว่า

ปล่อยผม  เปรียบเหมือนปลิง    เพ่งเฉยอยู่ที่ประเทศอันจับไว้ด้วยหาง   ปล่อย

ประเทศอื่นทางจะงอยปาก  เมื่อจับประเทศนั้นไว้  ก็ชื่อว่าปล่อยประเทศนอกนี้

ฉะนั้น.   ในทวัตติงสาการทุกอย่าง     ก็นัยนี้.    ก็ธรรมเหล่านั้น   เมื่อปรากฏ

แก่พระโยคาวจรนั้น  ผู้มนสิการ โดยปล่อยลำดับอย่างนี้  ย่อมปรากฏไม่เหลือเลย

ทั้งปรากฏว่าปรากฏชัดกว่า.

เนื้อเป็นดังนั้น      ธรรมเหล่าใด    ปรากฏโดยความเป็นของไม่งามแก่

พระโยคาวจรใด    ทั้งปรากฏว่าปรากฏชัดกว่า    เปรียบเหมือนลิงถูกพรานไล่

ตะเพิดไปในดงตาล ๓๒  นี้     ไม่หยุดอยู่แม้แต่ต้นเดียว    โลดโผไป   เมื่อใด


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 92

กลับก็ล้า   เมื่อนั้น   จึงหยุดอิงตาลอ่อนอันสะอาด    ที่หุ้มห่อด้วยใบตาลทึบต้น

หนึ่งเท่านั้น   ฉันใด  ลิงคือจิตของพระโยคาวจรนั้น   ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  อัน

พระโยคาวจรนั้นนั่นแหละไล่ตะเพิดไปอยู่ในกายนี้   ที่มี ๓๒ โกฏฐาสคือส่วน

ไม่หยุดอยู่แม้แต่ส่วนหนึ่ง  โลดไป  เมื่อใดกลับ เพราะไม่มีความปรารถนาในอัน

แล่นไปสู่อารมณ์เป็นอันมาก  ก็เหน็ดเหนื่อย [ล้า]    เมื่อนั้น    ธรรมใดของพระ-

โยคาวจรนั้น   คล่องแคล่วหรือเหมาะแก่จริตกว่าในส่วน ๓๒ มีผมเป็นต้น  หรือ

เป็นผู้บำเพ็ญบารมีไว้ก่อนในธรรมใด    ก็อิงธรรมนั้นหยุดอยู่โดยอุปจารสมาธิ

เมื่อเป็นดังนั้น    พระโยคาวจรทำนิมิตนั้นนั่นแล  ให้เป็นอันถูกความตรึก  จรด

ถูกวิตกจรดบ่อย ๆ  ก็จะทำปฐมฌานให้เกิดขึ้นตามลำดับ   ตั้งอยู่ในปฐมฌาน

นั้นแล้ว   เริ่มวิปัสสนา  ย่อมบรรลุอริยภูมิได้.

อนึ่ง   ธรรมเหล่านั้น     ย่อมปรากฏโดยวรรณะแก่พระโยคาวจรได้

เปรียบเหมือนลิงถูกพรานไล่ตะเพิดไปในดงตาล ๓๒ ต้น   ไม่หยุดอยู่แม้แต่ต้น

เดียว  เมื่อใดกลับก็เหนื่อยล้า   เมื่อนั้น   จึงหยุดอิงตาลอ่อนอันสะอาด  ที่หุ้มห่อ

ด้วยใบตาลทึบต้น หนึ่งเท่านั้น     ฉันใดลิงคือจิตของพระโยคาวจรนั้น    ก็ฉันนั้น

เหมือนกัน อันพระโยคาวจรนั้นนั่นแหละ ไล่ตะเพิดไปอยู่ในกายนี้ที่มี ๓๒ ส่วน

ไม่หยุดอยู่แม้แต่ส่วนหนึ่ง    โลดไป   เมื่อใดกลับ    เพราะไม่มีความปรารถนา

แล่นไปในอารมณ์เป็นอันมาก  ก็เหนื่อยล้า   เมื่อนั้น ธรรมใดของพระโยคาวจร

นั้น    คล่องแคล่วหรือเหมาะแก่จริตกว่า   ใน ๓๒ ส่วนมีผมเป็นต้น     หรือเป็น

ผู้บำเพ็ญบารมีมาแต่ก่อนในธรรมใด   ก็อิงธรรมนั้น      หยุดอยู่โดยอุปจารสมาธิ

เมื่อเป็นดังนั้น     พระโยคาวจรทำนิมิตนั้นนั่นแล  ให้เป็นอันถูกความตรึกจรด

ถูกวิตกจรดบ่อย ๆ  ก็จะทำให้เกิดรูปาวจรฌานแม้ทั้ง   ๕ โดยนีลกสิน  หรือโดย

ปิตกสิณ    ตามลำดับ    และตั้งอยู่ในรูปาวจรฌานนั้น  อย่างใดอย่างหนึ่ง    เริ่ม

เจริญวิปัสสนา  ก็จะบรรลุอริยภูมิได้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 93

อนึ่ง   ธรรมเหล่านั้น      ปรากฏโดยความเป็นของว่างเปล่า    แก่พระ-

โยคาวจรใด  พระโยคาวจรนั้น   ย่อมมนสิการโดยลักษณะ    เมื่อมนสิการโดย

ลักษณะ   ย่อมบรรลุอุปจารฌาน  โดยกำหนดธาตุ    ในธรรมเหล่านั้น    เมื่อ

เป็นดังนั้น  เมื่อมนสิการ ก็มนสิการธรรมเหล่านั้น   โดยสูตรทั้ง ๓ คือ ไม่เที่ยง

เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา.  นี้เป็นวิปัสสนานัยของพระโยคาวจรนั้น.  พระโยคาวจร

เริ่มเจริญวิปัสสนานี้และปฏิบัติไปตามลำดับ   ก็ย่อมบรรลุอริยภูมิแล.

ก็คำใดข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า    ก็พระโยคาวจรนี้     มนสิการธรรมเหล่านี้

อย่างไร     คำนั้นก็เป็นอันข้าพเจ้าพยากรณ์แล้ว ด้วยกถามีประมาณเพียงเท่านี้.

อนึ่งเล่า  คำใดข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  พึงทราบการพรรณนาปาฐะนั้นอย่างนี้   โดย

ภาวนา.   ความของคำนั้น     ก็เป็นอันข้าพเจ้าประกาศแล้วแล.

 

ปกิณณกนัย

นัยเบ็ดเตล็ด

บัดนี้   พึงทราบปกิณณกนัยนี้   เพื่อความชำนาญและความฉลาด   ใน

ทวัตติงสาการนี้ว่า

นิมิตฺตโต    ลกฺขณโต           ธาตุโต  สุญฺโตปิ   จ

ขนฺธาทิโต   จ   วิญฺเยฺโย            ทฺวตฺตึสาการนิจฺฉโย.

พึงทราบการวินิจฉัยทวัตติงสาการ   โดยนิมิต  โดย

ลักษณะ   โดยธาตุ    โดยความว่างเปล่า    และโดยขันธ์

เป็นต้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 94

บรรดาข้อปกิณณกะนั้น    ข้อว่าโดยนิมิต   ความว่า   ในทวัตติงสาการ

นี้  มีประการดังกล่าวมาแล้วนี้  มีนิมิต  ๑๖๐  ซึ่งพระโยคาวจร  สามารถกำหนด

ทวัตติงสาการได้โดยโกฏฐาสคือเป็นส่วนๆ  คือ   ผมมีนิมิต  ๕ คือ วรรณะ สี

สัณฐาน ทรวดทรง ทิสา ทิศ  โอกาส   ที่เกิด  ปริเฉท  ตัดตอนในขนเป็นต้นก็

อย่างนี้.

ข้อว่า  โดยลักษณะ  ความว่า  ในทวัตติงสาการมีลักษณะ ๑๒ ซึ่ง

พระโยคาวจร  สามารถทำมนสิการทวัตติงสาการได้โดยลักษณะ   คือ   ผมมี ๔

ลักษณะ คือ  ลักษณะแข้น   ลักษณะเอิบอาบ  ลักษณะร้อน  ลักษณะพัด  ใน

ขนเป็นต้น   ก้อย่างนี้.

ข้อว่า  โดยธาตุ    ความว่า    ในทวัตติงสาการ    ในธาตุทั้งหลายที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในบาลีนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษบุคคลนี้   มีธาตุ

๖ ดังนี้  ธาตุมี  ๑๒๘   ซึ่งพระโยคาวจร   สามารถกำหนดทวัตติงสาการได้โดย

ธาตุคือ   ในผมมีธาตุ  ๔  คือ    ส่วนที่แข็งเป็นปรวีธาตุ    ส่วนที่เอิบอาบเป็น

อาโปธาตุ  ส่วนที่ร้อนเป็นเตโชธาตุ   ส่วนที่พัดเป็นวาโยธาตุ.    ในขนเป็นต้น

ก็อย่างนี้

ข้อว่า   โดยความว่างเปล่า   ความว่า     ในทวัตติงสาการมีสุญญตา

๑๒๘ ซึ่งพระโยคาวจร   สามารถพิจารณาเห็นทวัตติงสาการ โดยความว่างเปล่า

คือในผมก่อน  มีสุญญตา ๔ คือ  ปฐวีธาตุว่างจากอาโปธาตุเป็นต้น  อาโปธาตุ

เป็นต้น    ก็อย่างนั้น     ว่างจากปฐวีธาตุเป็นต้น.   ในขนเป็นต้นก็อย่างนี้.

ข้อว่า  โดยขันธ์เป็นต้น  ความว่า  ในทวัตติงสาการเมื่อผมเป็นต้น

ท่านสงเคราะห์โดยขันธ์เป็นต้น   พึงทราบวินิจฉัย   โดยนัยเป็นต้น อย่างนี้ว่า

ผมทั้งหลายมีขันธ์เท่าไร   มีอาตนะเท่าไร   มีธาตุเท่าไร  มีสัจจะเท่าไร   มีสติ-

ปัฏฐานเท่าไร.     กายย่อมปรากฏประหนึ่งกองหญ้าและไม้แก่พระโยคาวจรนั้น

ผู้พิจารณาเห็นอย่างนี้   เหมือนอย่างท่านกล่าวไว้ว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 95

นตฺถิ   สตฺโต   นโร   โปโส         ปุคฺคโล   นูปลพฺภติ

สุญฺภูโต  อย    กาโย                   ติณกฏฺสมูปโม.

ไม่มี   สัตว์    นระ                   บุรุษ   ไม่ได้บุคคล

กายนี้มีสภาพว่างเปล่า  เปรียบเสมอด้วยหญ้าและไม้.

อนึ่งเล่า  ความยินดีนั้นใด  อันมิใช่ของมนุษย์ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า

สญฺาคาร    ปวิฏฺสฺส            สนฺตจิตฺตสฺส    ตาทิโน

อมานุสี   รติ    โหติ                     สมฺมา   ธมฺม    วิปสฺสโต.

ท่านผู้เข้าไปยังเรือนว่าง   มีจิตสงบ  คงที่    พิจาร-

ณา เห็นธรรมโดยชอบ   ย่อมมีความยินดี  ที่ไม่ใช่ของ

มนุษย์.

ความยินดีนั้น อยู่ไม่ไกลเลย.  ต่อแต่นั้น     อมตะคือ   ปีติและปราโมช

นั้นใด   ที่สำเร็จมาแต่วิปัสสนา  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า

ยโต   ยโต   สมฺมสติ             ขนฺธาน      อุทยพฺพย

ลภตี    ปีติปาโมชฺช                   อมต    ต     วิชานต.

พิจารณาเห็นความเกิดและดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย

โดยประการใด ๆ ปีติและปราโมชอันอมตะย่อมได้

แก่ผู้พิจารณาเห็นความเกิดดับนั้น   โดยประการนั้น ๆ.

พระโยคาวจร     เมื่อเสวยปีติและปราโมชอันเป็นอมตะนั้น ไม่นานเลย

ก็จะทำให้แจ้งอมตะคือพระนิพพานที่ไม่แก่ไม่ตาย  อันอริยชนเสพแล้วแล.

จบกถาพรรณนาทวัตติงสาการ

แห่ง

อรรถกถาขุททกปาฐะ    ชื่อปรมัตถโชติกา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 96

สามเณรปัญหาในขุททกปาฐะ

[๔]  อะไรเอ่ยชื่อว่า  ๑  สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วย

อาหาร.  อะไรเอ่ยชื่อว่า  ๒  นามและรูป.  อะไรเอ่ยชื่อ

ว่า ๓ เวทนา ๓. อะไรเอ่ยชื่อว่า ๔  อริยสัจ  ๔.  อะไร

เอ่ยชื่อว่า   ๕   อุปาทานขันธ์  ๕.    อะไรเอ่ยชื่อว่า   ๖

อายตนะภายใน  ๖.   อะไรเอ่ยชื่อว่า  ๗   โพชฌงค์  ๗.

อะไรเอ่ยชื่อว่า  ๘  อริยมรรคมีองค์  ๘. อะไรเอ่ยชื่อว่า

๙   สัตตาวาส  ๙.  อะไรเอ่ยชื่อว่า  ๑๐  ท่านผู้ประกอบ

ด้วยองค์  ๑๐  เรียกว่าพระอรหันต์.

จบสามเณรปัญหา

 

๔.  กถาพรรณนากุมารปัญหา

อัตถุปปัตติ   เหตุเกิดเรื่อง

บัดนี้      ถึงลำดับพรรณนาความของกุมารปัญหา    [สามเณรปัญหา]

เป็นต้นอย่างนี้ว่า   อะไรเอ่ย  ชื่อว่าหนึ่ง    ข้าพเจ้าจักกล่าวเหตุเกิดเรื่องของ

กุมารปัญหาเหล่านั้น     และประโยชน์แห่งการวางบทตั้งในที่นี้แล้วจึงจักทำการ

พรรณนาความ.

จะกล่าวเหตุเกิดเรื่องของกุมารปัญหาเหล่านั้นก่อน.      ชื่อว่าโสปากะ

เป็นพระมหาสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ท่านโสปากะนั้น  สำเร็จพระอรหันต์

 

๑.  บาลีเป็นสามเณรปัญหา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 97

เมื่ออายุได้ ๗ ขวบโดยกำเนิด.   พระผู้มีพระภาคเจ้าพระพุทธประสงค์จะทรง

อนุญาตการอุปสมบทด้วยการพยากรณ์   [ตอบ]   ปัญหาแก่ท่าน   ทรงเห็นว่า

ท่านเป็นผู้สามารถพยากรณ์ปัญหาทั้งหลาย    ที่มีความอันพระองค์ทรงประสงค์

แล้ว   จึงตรัสถามปัญหา    โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า  อะไรเอ่ย    ชื่อว่าหนึ่ง.

ท่านก็พยากรณ์  และทำจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงยินดีด้วยการพยากรณ์

นั้น.     อันนั้นนั่นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านพระโสปากะนั้น.

นี้เป็นเหตุเกิดเรื่องของสามเณรปัญหาเหล่านั้น.

 

ประโยชน์ของการวางบทตั้ง

ก็เพราะเหตุที่ประกาศจิตตภาวนา    โดยระลึกถึงพระพุทธเจ้า    พระ-

ธรรมและพระสงฆ์ด้วยสรณคมน์   ประกาศศีลภาวนาด้วยสิกขาบทและประกาศ

กายภาวนาด้วยทวัตติงสาการ   ฉะนั้น  บัดนี้  จึงวางการพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้

เป็นบทตั้งในที่นี้   เพื่อแสดงมุข  คือ  ปัญญาภาวนา    โดยประการต่าง ๆ  หรือ

เพราะเหตุที่สมาธิมีศีลเป็นปทัฏฐาน    และปัญญามีสมาธิเป็นปทัฏฐาน   เหมือน

อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวัว่า

สีเล   ปติฏฺาย   นโร    สปญฺโ    จิตฺต    ปญฺญฺจ    ภาวย  นรชน

ผู้มีปัญญา  ตั้งอยู่ในศีล   เจริญจิตและปัญญา  ดังนี้  ฉะนั้น    จึงควรทราบแม้

ว่า   ข้าพเจ้าครั้นแสดงศีลด้วยสิกขาบททั้งหลาย   และสมาธิที่มีศีลนั้นเป็นโคจร

ด้วยทวัตติงสาการแล้ว     จึงวางปัญหาพยากรณ์เป็นบทตั้งไว้ในที่นี้    เพื่อแสดง

ประเภทแห่งปัญญา  อันเป็นเครื่องตรวจตราธรรมต่าง ๆ สำหรับผู้มีจิตตั้งมั่น

แล้ว.

นี้เป็นประโยชน์ของการว่างปัญหาเหล่านั้น   เป็นบทตั้งในที่นี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 98

พรรณนาปัญหาว่าอะไรเอ่ย  ชื่อว่า ๑

บัดนี้   จะพรรณนาความของปัญหาเหล่านั้น.   ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ

ในธรรมอย่างหนึ่งอันใด  ย่อมทำที่สุดทุกข์ได้โดยลำดับ  อนึ่ง ท่านพระโสปากะ

นี้   เมื่อหน่ายในธรรมอย่างหนึ่งอันใด  ได้ทำที่สุดทุกข์แล้ว   พระผู้มีพระภาค

เจ้า     ทรงหมายถึงธรรมนั้น     จึงตรัสถามปัญหาว่า    อะไรเอ่ย    ชื่อว่าหนึ่ง.

พระเถระทูลตอบด้วยเทศนาเป็นบุคคลธิษฐานว่า      สัตว์ทั้งปวงทั้งอยู่ได้ด้วย

อาหาร.    ในข้อนี้    พระสูตรทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สัมมาสติเป็นไฉน   ภิกษุในธรรมวินัยนี้   พิจารณาเห็นกายในกายดังนี้   เป็น

เครื่องสาธกในความเกิดข้อยุติด้วยการตอบอย่างนี้.   ในข้อนี้    สัตว์ทั้งปวง

ท่านกล่าวว่า   ดังอยู่ได้ด้วยอาหารโดยอาหารใด  อาหารนั้น   หรือความที่สัตว์

เหล่านั้นตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร  พึงทราบว่า  พระเถระผู้ถูกตรัสถามว่า  อะไรเอ่ย

ชื่อว่า ๑  ทูลชี้แจงแล้ว.   จริงอยู่   ข้อนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ว่า

ชื่อว่า ๑  ในที่นี้     แต่มิใช่ตรัสเพื่อให้รู้ว่า   ชื่อว่า     อย่างอื่นในพระศาสนา

หรือในโลก  ไม่มี.  ความจริง  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ในธรรมอย่างหนึ่ง   ภิกษุ

เมื่อหน่ายโดยชอบ   เมื่อคลายโดยชอบ   เมื่อหลุดพ้น

โดยชอบ    เห็นที่สุดโดยชอบ   ตรัสรู้ความเป็นธรรม

โดยชอบ  ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม  คือ

ปัจจุบัน ในธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน  คือในธรรมอย่าง

หนึ่งว่า  สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ในธรรมอย่างหนึ่งนี้แล

ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ เมื่อคลายโดยชอบ เมื่อหลุดพ้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 99

โดยชอบ    เห็นที่สุดโดยชอบ     ตรัสรู้ความเป็นธรรม

โดยชอบ  ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐธรรม   คือ

ปัจจุบัน   คำนั้นใดเรากล่าวว่า    ปัญหา   ๑  อุทเทส  ๑

ไวยากรณ์   ๑   ดังนี้   คำนี้เราอาศัยข้อนั้นกล่าวแล้ว.

ในคำว่า   อาหารฏฺิติกา  นี้    พระเถระถือเอาปัจจัยด้วย    อาหาร

ศัพท์  เรียกสัตว์ทั้งปวงที่ตั้งอยู่ได้ด้วยปัจจัยว่า  ตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร  เหมือน

ปัจจัยท่านเรียกว่าอาหาร    ในพระบาลีเป็นต้นอย่างนี้ว่า   "ดูก่อนภิกษุทั้ง

หลาย    สุภนิมิตมีอยู่     การทำให้มากด้วยการมนสิการโดยไม่แยบคาย

ในสุภนิมิตนั้น     นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งกามฉันทะที่ยังไม่เกิด

ฉะนั้น    แต่เมื่อท่านหมายเอาอาหาร   ๔   กล่าวว่า    ตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร

ดังนี้.   คำว่าทั้งปวง  ก็น่าจะไม่ถูกต้อง   เพราะพระบาลีว่า   เทพที่เป็น

อสัญญีสัตว์    ไม่มีเหตุ    ไม่มีอาหาร    ไม่ผัสสะ    ไม่มีเวทนา.

ในข้อนั้น     พึงมีคำชี้แจงดังนี้   แม้เมื่อถูกล่าวอย่างนี้   ความที่สัตว์

ทั้งหลายเท่านั้นตั้งอยู่ได้ด้วยปัจจัย   ก็ถูกแท้   เพราะพระบาลีว่า   ธรรมเหล่า

ไหนมีปัจจัย.  ปัญจขันธ์   คือรูปขันธ์   ฯลฯ    วิญญาณขันธ์   แต่ความที่สัตว์

ทั้งหลายตั้งอยู่ได้ด้วยปัจจัย   คำนี้เห็นจะไม่ถูกแน่ทีเดียว   ข้อนี้   ไม่ควรเห็น

อย่างนี้.  เพราะอะไร  เพราะกล่าวรวมไว้เสร็จถึงขันธ์ในสัตว์ทั้งหลาย. จริงอยู่

ท่านกล่าวรวมไว้เสร็จในสัตว์ทั้งหลายแล้ว  เพราะอะไร.  เพราะท่านอาศัยขันธ-

บัญญัติ.   อย่างไร.    เหมือนอุปจารแห่งบ้านในเรือน    เหมือนอย่างว่า   เมื่อ

เรือนหลังเดียว  หรือสองหลัง   แม้สามหลังแห่งบ้าน  ถูกไฟไหม้   ก็กล่าวรวม

ความไว้เสร็จถึงบ้านในเรือนอย่างนี้ว่า  บ้านถูกไฟไหม้เพราะอาศัยเรือนหลาย

หลังบัญญัติ   ฉันใด   ก็พึงทราบว่า   กล่าวรวมความไว้เสร็จถึงว่าสัตว์ทั้งหลาย

ตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร  ในสัตว์ทั้งหลายที่ตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร  เพราะอรรถว่าเป็น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 100

ปัจจัยในขันธ์ทั้งหลาย  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.   แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์    พึงทราบ

ว่า    เมื่อขันธ์ทั้งหลาย     เกิดแก่และตายอยู่.      พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุ  เธอเกิดแก่และตายอยู่ทุกขณะ    ดังนี้     เป็นอันทรงแสดงว่า

ตรัสรวมความไว้เสร็จถึงขันธ์ในสัตว์เหล่านั้น      เมื่อใด    สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้

ด้วยอาหารที่เรียกว่าปัจจัยอันใด      อาหารอันนั้นหรือความที่สัตว์ตั้งอยู่ได้ด้วย

อาหาร    พึงทราบว่า    มีหนึ่ง    เพราะว่าอาหารหรือความที่สัตว์ตั้งอยู่ได้ด้วย

อาหาร  ยอมเป็นฐานที่ตั้งแห่งนิพพิทาความหน่าย   เพราะเป็นเหตุแห่งอนิจจตา

ความเป็นของไม่เที่ยง.   เมื่อนั้นภิกษุเมื่อหน่าย    เพราะเห็นอนิจจตาในสังขาร

ทั้งหลายที่เข้าใจกัน  ว่าสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น    ย่อมจะเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้โดย

ลำดับ    ย่อมบรรลุปรมัตถวิสุทธิ    ความบริสุทธิ์โดยปรมัตถ์    เหมือนอย่างที่

ตรัสไว้ว่า

สพฺเพ    สงฺขารา   อนิจฺจาติ       ยทา  ปญฺาย  ปสฺสติ

อถ   นิพฺพินฺทติ   ทุกฺเข                     เอส    มคฺโค    วิสุทฺธิยา.

เมื่อได้เห็นด้วยปัญญาว่า     สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

เนื้อนั้น    ย่อมหน่ายในทุกข์   นั่นเป็นทางแห่งวิสุทธิ.

ก็ในปัญหาข้อแรกนี้    มีปาฐะอยู่   ๒  อย่างว่า    เอก   นาม  กึ  และ

[เอก นาม]   กิห.  ในปาระทั้ง  ๒  นั้น   ปาฐะชาวสิงหลว่า  กิห.  ด้วยว่า  ชาว

สิงหลเหล่านั้น   แทนที่จะกล่าวว่า  กึ  ก็กล่าวเสียว่า  กิห.  อาจารย์ชาวสิงหลบาง

พวกกล่าวว่า    คำว่า    เป็นนิบาต     ปาฐะแม้ของพวกที่ถือลัทธิฝ่ายเถรวาท

ก็อย่างนี้เหมือนกัน.   แต่ทั้ง  ๒ ปาฐะ   ความก็อย่างเดียวกัน.   ชอบใจอย่างใด

ก็พึงสวดพึงกล่าวอย่างนั้น.   เหมือนอย่างว่า  บางแห่ง  ก็กล่าวว่า  ทุข   และ

บางแห่งก็กล่าวว่า  ทุกข   ในบาลีทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ว่า   สุเขน   ผุฏฺโ