พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 451

เป็นต้น   ไม่นานนัก   ได้ฟังธรรมกถาของท่านพระปุณณมันตานีบุตร

ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.

ก็สมัยนั้นแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีอุปัฏฐากไม่ประจำถึง

๒๐   ปีในปฐมโพธิกาล  บางคราวท่านพระนาคสมาล  ถือบาตรจีวรตาม

เสด็จ บางคราว ท่านพระนาคิตะ บางคราว  ท่านพระอุปวานะ  บางคราว

ท่านพระสุนัขกขัตตะ  บางคราว  ท่านจนทะ สมณุทเทส บางคราว ท่าน

พระสาคตะ    บางคราว    ท่านพระราธะ    บางคราวท่านพระเมฆิยะ

บรรดาพระอุปัฏฐากไม่ประจำเหล่านั้น  ครั้งหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้า

เสด็จเดินทางไกลกับพระนาคสมาลเถระ   ถึงทางสองแพร่ง   พระเถระ

ลงจากทางทูลว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า    ข้าพระองค์จะไปทางนี้

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านว่า  มาเถิดภิกษุ  เราจะไปกัน

ทางนี้  พระเถระทูลว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ขอพระองค์ทรงถือ

ทางพระองค์เถิด    ข้าพระองค์จะไปทางนี้   แล้วเริ่มจะวางบาตรจีวรลง

ที่พื้นดิน  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เอามาสิภิกษุ   ทรงรับบาตรจีวร

แล้วเสด็จดำเนินไป  เมื่อภิกษุรูปนั้นเดินทางไปตามลำพัง  พวกโจรก็ชิง

บาตรจีวรและตีศีรษะแตก   ท่านคิดว่า   บัดนี้ก็มีแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า

เป็นที่พึ่งของเราได้  ไม่มีผู้อื่นเลย   แล้วมายังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทั้งที่โลหิตไหล  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า   นี่อะไรกันล่ะภิกษุ

ก็ทูลเรื่องราวถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปลอบว่า  อย่าคิดเลย  ภิกษุ

เราห้ามเธอ  ก็เพราะเหตุอันนั้นนั่นแหละ อนึ่ง  ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาค-

เจ้าเสด็จไปยังบ้านชันตุคาม    ใกล้ปาจีนวังสมฤคทายวัน  กับพระเมฆิย-

เถระ   แม้ในที่นั้น  พระเมฆิยะเที่ยวบิณฑบาตไปในชันตุคาม  พบสวน

มะม่วงน่าเลื่อมใส    ริมฝั่งแม่น้ำ    ก็ทูลว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 452

ขอพระองค์โปรดรับบาตรจีวรของพระองค์เถิด      ข้าพระองค์จะทำ

สมณธรรม  ที่ป่ามะม่วงนั้น แม้ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามสามครั้ง

ก็ยังไป  ถูกอกุศลวิตกเข้าครอบงำ  ก็กลับมาทูลเรื่องราวถวาย  พระผู้-

มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านว่า      เรากำหนดถึงเหตุของเธออันนี้แหละ

จึงห้าม  แล้วเสด็จดำเนินไปยังกรุงสาวัตถีตามลำดับ

ณ กรุงสาวัตถีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์

อันประเสริฐที่เขาจัดไว้บริเวณพระคันธกุฎี    อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว

เรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บัดนี้เราแก่ลง

ภิกษุบางพวกกล่าวว่า    ข้าพระองค์จะไปทางนี้แล้วก็ไปเสียอีกทางหนึ่ง

บางพวกก็วางบาตรจีวรของเราไว้บนพื้นดิน     พวกเธอจงช่วยกันเลือก

ภิกษุอุปัฏฐากประจำให้แก่เราเถิด.      ภิกษุทั้งหลายเกิดธรรมสังเวช.

ครั้งนั้นท่านพระสารีบุตร  ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์เมื่อปรารถนาพระองค์ พระองค์

เดียว   จึงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย   สิ้นอสงไขยกำไรแสนกัป  ผู้มีปัญญา

มาก เช่นข้าพระองค์ ชื่อว่า เป็นอุปัฏฐาก ก็ควรมิใช่หรือ ข้าพระองค์จะ

อุปัฏฐากละ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามท่านว่า   อย่าเลย   สารีบุตร

เราอยู่ทิศใด    ทิศนั้นก็ไม่ว่างเลย    โอวาทของท่านก็เหมือนโอวาทของ

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย  กิจที่ท่านจะอุปัฏฐากเรา  ไม่มีดอก  พระอสีติมหา-

สาวก  ตั้งต้นแต่ท่านพระโมคคัลลานะ   ก็ลุกขึ้นโดยอุบายนั้นเหมือนกัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงห้ามเสียสิ้น.   ส่วนพระอานนท์เถระนั่งนิ่งเลย.

ลำดับนั้น  ภิกษุทั้งหลายกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ ภิกษุ-

สงฆ์ทลขอตำแหน่งอุปัฏฐากกัน  แม้ท่านก็จงทูลขอสิ. ท่านพระอานนท-

เถระ กล่าวว่า   ท่านผู้มีอายุ    ธรรมดาว่าตำแหน่งที่ทูลขอได้แล้ว   เป็น


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 453

เช่นไรเล่า   พระศาสดาไม่ทรงเห็นกระผมหรือ   ถ้าพระศาสดาจักทรง

ชอบพระทัย   ก็จักตรัสว่า  อานนท์จงอุปัฏฐากเราดังนี้.   ลำดับนั้น พระผู้

มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อานนท์ไม่ต้องมีผู้อื่นชวน

ให้อุตสาหะดอก  จักรู้ตัวเองแหละแล้วอุปัฏฐากเรา. ต่อนั้น  ภิกษุทั้งหลาย

กล่าวว่า  ลุกขึ้นสิอานนท์  ทูลขอตำแหน่งอุปัฏฐากกะพระทศพล.

พระเถระลุกขึ้นแล้วทูลขอพร  ๘  ประการ  คือ  ส่วนที่ขอห้าม  ๔

ส่วนที่ขอร้อง  ๔  พระเถระทูลว่า  ชื่อว่าพรส่วนที่ขอห้าม  ๔  คือ  ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ      ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักไม่ประทานจีวรจักไม่

ประทานบิณฑบาต    อันประณีตที่พระองค์ทรงได้มาแล้วแก่ข้าพระองค์

จักไม่ประทานให้ข้าพระองค์อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระองค์

จักไม่ทรงพาข้าพระองค์ไปในที่นิมนต์   อย่างนี้  ข้าพระองค์จักอุปัฏฐาก

พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อตรัสถามว่า  อานนท์ เธอเห็นโทษอะไรในข้อนี้

จึงทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ถ้าข้าพระองค์จักได้วัตถุประสงค์

เหล่านี้ไซร้  จักมีผู้กล่าวได้ว่า   อานนท์บริโภคจีวร   บริโภคบิณฑบาต

อันประณีต   อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกัน   ไปสู่ที่นิมนต์เดียวกันกับพระ-

ทศพล เมื่อได้ลาภนี้จึงอุปัฏฐากพระตถาคต   หน้าที่ของผู้อุปัฏฐากอย่างนี้

จะมีอะไร  เพราะฉะนั้น    ท่านจึงทูลขอพรส่วนที่ขอห้าม  ๔ ประการ

เหล่านี้  พระเถระทูลว่า  พรส่วนที่ขอร้อง  ๔  คือ  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้    ถ้าข้า-

พระองค์จะพาคนที่มาแต่รัฐภายนอก    ชนบทภายนอก    เข้าเฝ้าได้ใน

ขณะที่เขามาแล้ว  ขณะใด  ข้าพระองค์เกิดความสงสัย  ขณะนั้น  ข้า-

พระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง

ธรรมใดลับหลังข้าพระองค์     จักเสด็จมาตรัสธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 454

อย่างนี้   ข้าพระองค์จึงจักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อตรัสถามว่า

อานนท์  ในข้อนี้  เธอเห็นอานิสงส์อะไร  จึงทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

เหล่ากุลบุตรผู้มีศรัทธาในโลกนี้   เมื่อไม่ได้โอกาสของพระผู้มีพระภาค-

เจ้า  จึงกล่าวกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า  ท่านอานนท์  พรุ่งนี้  ขอท่านกับ

พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดรับภิกษาในเรือนของกระผม      ถ้าพระผู้มี

พระภาคเจ้าไม่เสด็จไปในที่นั้น    ข้าพระองค์ไม่ได้โอกาสหาคนเข้าเฝ้า

ในขณะที่เขาประสงค์ และบรรเทาความสงสัย  พวกเขาก็จักกล่าวได้ว่า

อานนท์  อุปัฏฐากพระทศพลทำไม  พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุเคราะห์

ท่าน    แม้อย่างนี้    และพวกเขาจักถามข้าพระองค์ลับหลังพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าว่า ท่านอานนท์  คาถานี้ พระสูตรนี้  ชาดกนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดง  ณ ที่ไหน  ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้พรข้อนั้น พวกเขาก็จักกล่าว

ได้ว่า   ท่านไม่รู้พระดำรัสแม้เท่านี้   เหตุไร   ท่านจึงเที่ยวอยู่ได้ตั้งนาน

ไม่ละพระผู้มีพระภาคเจ้าเลยเหมือนกับเงา     ด้วยข้อนั้น     ข้าพระองค์

ต้องการจะกล่าวธรรมที่แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงลับหลังอีก   เพราะ

ฉะนั้น  ท่านจึงทูลขอพรส่วนที่ขอร้อง  ๔  ประการเหล่านี้   แม้พระผู้มี

พระภาคเจ้าก็ได้ประทานพรแก่ท่าน.   ท่านรับพร   ๘  ประการอย่างนี้

จึงได้เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำ.

ผลแห่งบารมีทั้งหลายทีบำเพ็ญมาตลอดแสนกัป     ก็มาถึงท่าน

ผู้ปรารถนาตำแหน่งพุทธอุปัฏฐากประจำนั้นนั่นแล.  ตั้งแต่วันที่ได้ตำแหน่ง

พุทธอุปัฏฐากแล้ว ท่านอุปัฏฐากพระทศพล   ด้วยกิจทั้งหลาย  เป็นต้นอย่างนี้

คือ  ด้วยน้ำ  ๒  อย่าง  ด้วยไม้สีฟัน ๓  อย่าง  ด้วยการนวดพระหัตถ์และ

พระบาท ด้วยการนวดพระปฤษฎางค์  ด้วยการกวาดบริเวณพระคันธกุฎี

คิดว่า   พระศาสดาควรได้กิจนี้   ในเวลานี้    แล้วถือประทีปด้ามขนาด


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 455

ใหญ่ไว้    ต่อจากเวลาเที่ยงคืนเดินตรวจรอบ ๆ     บริเวณพระคันธกุฎี

ราตรีหนึ่ง  ๙   ครั้ง  อนึ่งท่านมีความดำริอย่างนี้ว่า   ถ้าเราจะพึงง่วงนอน

ไซร้  เราก็ไม่อาจขานรับเมื่อพระทศพลตรัสเรียก.  เพราะฉะนั้น  ท่าน

จึงไม่ปล่อยประทีปด้ามหลุดจากมือตลอดคืนยังรุ่ง  ในข้อนี้   มีวัตถุนิทาน

ดังกล่าวนี้   แต่ภายหลัง   พระศาสดาประทับอยู่   ณ  พระเชตวันวิหาร

ทรงสรรเสริญท่านพระอานนทเถระ     ผู้รักษาเรือนคลังธรรม     โดย

ปริยายเป็นอันมาก     จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวก ผู้เป็นพหูสูต  มีสติ  มีสติ  มีธิติ  และพุทธ-

อุปัฏฐาก  ในพระศาสนานี้  แล.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 456

อรรถกถาสูตรที่  ๒

 

ประวัติพระอุรุเวลกัสสปเถระ

 

ในสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า   มหาปริสาน  ท่านแสดงว่า  ท่านพระอุรุเวลกัสสป

เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริวารมาก    จริงอยู่    พระเถระอื่น ๆ

บางกาล   ก็มีปริวารมาก  บางกาลก็มีปริวารน้อย  ส่วนพระเถระนี้กับ

น้องชายทั้งสอง  มีปริวารประจำ  เป็นสมณะถึงหนึ่งพันรูป  บรรดาภิกษุ

ชฎิลสามรูปนั้น    เมื่อแต่ละรูปให้บรรพชาครั้งละรูป    ก็จะเป็นสมณะ

สองพันรูป   เมื่อให้บรรพชาครั้งละสองรูป   ก็จะเป็นสมณะสามพันรูป

เพราะฉะนั้น     ท่านอุรุเวลกัสสป     จึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มี

บริวารมาก.  ก็คำว่ากัสสป   เป็นโคตรของท่าน.  ปรากฏชื่อว่า   อุรุเวล-

กัสสป   เพราะท่านบวชในอุรุเวลาเสนานิคม.   ในปัญหากรรมของท่าน

มีเรื่องจะกล่าวตามลำดับ  ดังนี้.

ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ     แม้ท่านอุรุเวลกัสสปนี้

ก็ถือปฏิสนธิในเรือนสกุล  ณ  กรุงหงสวดี  เจริญวัยแล้ว   ฟังธรรมกถา

ของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง

เอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก   คิดว่าแม้เราก็ควร

จะเป็นเช่นภิกษุรูปนี้ในอนาคตกาล   จึงถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์   มี

พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน ให้ครองไตรจีวร  ถวายบังคมพระศาสดา

แล้วได้กระทำความปรารถนา    ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่า

ภิกษุสาวกผู้มีบริษัท  พระศาสดาทรงเห็นไม่มีอันตราย  จึงทรงพยากรณ์


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 457

ว่า    เขาจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก   ในศาสนาของ

พระโคดมพุทธเจ้า    ในอนาคตกาล    แล้วเสด็จกลับไป    กุลบุตรแม้นั้น

กระทำกัลยาณกรรมตลอดชีวิต    เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์   ใน

ที่สุดกัปที่  ๙๒   ก็บังเกิดเป็นกนิษฐภาดาต่างมารดา  ของพระพุทธเจ้า

พระนามว่า   ปุสสะ  พระราชบิดา  พระนามว่ามหินทรราชา.  ท่านยังมี

พี่น้องอื่น ๆ   อีกสององค์.  พี่น้องทั้งสามองค์นั้นได้ตำแหน่งองค์ละแผนก

อย่างนี้  ทรงปราบปรามชนบทชายแดนที่ก่อกบฏ  โดยนัยที่กล่าวแล้วใน

หนหลัง   ทรงได้พรจากสำนักพระราชบิดา   ทรงรับพรว่า    พวกข้า

พระองค์จักบำรุงพระทศพลตลอดไตรมาส     ครั้งนั้น    พี่น้องทั้งสาม

พระองค์ทรงดำริว่า  พวกเราบำรุงพระทศพลกระทำให้เหมาะ  จึงควร

จึงแต่งตั้งอมาตย์ผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นผู้หารายได้     แต่งตั้งอมาตย์

ผู้หนึ่งเป็นผู้รับจ่าย   แต่งตั้งอมาตย์ผู้หนึ่งในตำแหน่งเป็นผู้เลี้ยงภิกษุสงฆ์

มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  สมาทานศีลสิบสำหรับพระองค์  รักษาสิกขาบท

ทั้งหลายตลอดไตรมาส    อมาตย์ทั้งสามคนนั้น    บังเกิดเป็นพิมพิสาระ

วิสาขะและรัฐปาละ     ในพุทธุปบาทกาลนี้    โดยนัยที่กล่าวมาแล้วใน

หนหลัง   ส่วนพระราชกุมารเหล่านั้น   เมื่อพระทศพลอยู่จำพรรษาแล้ว

ทรงบูชาด้วยปัจจัย ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง  กระทำกัลยาณกรรม

ตลอดชีวิต   บังเกิดในสกุลพราหมณ์   ก่อนพระทศพลของเราทรงอุบัติ

มีนามว่า   กัสสป   ทั้งสามคนตามโคตรของตน   คนทั้งสามนั้นเจริญวัย

แล้วเรียนไตรเพท คนใหญ่ มีบริวารมาณพ  ๕๐๐  คน คนกลาง  ๓๐๐ คน

คนเล็ก  ๒๐๐  คน.  ทั้งสามพี่น้อง  ตรวจดูสาระในคัมภีร์ (ไตรเพท)  เห็น

แต่ประโยชน์ส่วนปัจจุบันเท่านั้น    ไม่เห็นประโยชน์ส่วนภายภาคหน้า

พี่ชายคนใหญ่   ไปยังตำบลอุรุเวลาบวชเป็นฤษีพร้อมกับบริวารของตน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 458

ชื่อว่าอุรุเวลกัสสป.  คนกลางไปบวชที่คุ้งมหาคงคานที   ชื่อว่านทีกัสสป.

คนเล็กไปบวชที่คยาสีสประเทศ ชื่อว่าคยากัสสป.

เมื่อกัสสปพี่น้องบวชเป็นฤษีอยู่  ณ  ทีนั้น  ล่วงวันไปเป็นอันมาก

พระโพธิสัตว์ของเรา  เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  ทรงได้พระสัพพัญ-

ญุตญาณ  ประกาศพระธรรมจักรตามลำดับ  ทรงสถาปนาพระปัญจ-

วัคคียเถระไว้ในพระอรหัต   ทรงแนะนำสหาย  ๕๕   คน   มียศกุลบุตร

เป็นหัวหน้า  ทรงส่งพระอรหันต์  ๖๐  องค์ให้จาริกไปเพื่อประโยชน์แก่

ชนเป็นอันมาก   ด้วยพระดำรัสว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    พวกเธอจง

จาริกไปดังนี้เป็นต้น   ทรงแนะนำพวกภัททวัคคีย์   แล้วทรงเห็นเหตุแห่ง

อุรุเวลกัสสป     ก็ทรงทราบว่าเมื่อเราไป     สามพี่น้องพร้อมบริวารจัก

บรรลุพระอรหัต    ลำพังพระองค์เดียวไม่มีเพื่อน   เสด็จถึงที่อยู่ของอุรุ-

เวลกัสสป     ทรงขอเรือนไฟเพื่อประทับอยู่     ทรงแนะนำอุรุเวลกัสสป

พร้อมด้วยบริวาร    ตั้งต้นแต่ทรงทรมานงู   ซึ่งอยู่ในเรือนไฟนั้น   ด้วย

ปาฏิหาริย์ทั้งหลาย  เป็นจำนวนถึง  ๓๕๐๐  อย่างแล้วทรงให้บวช น้องชาย

อีกสองคนรู้ว่าพี่ชายบวช  ก็มาบวชพร้อมด้วยบริวาร  เหล่าชฎิลทั้งหมด

เป็นเอหิภิกขุ   ทรงบาตรและจีวรสำเร็จมาแต่ฤทธิ.  พระศาสดาทรงพา

สมณะ  ๑๐๐๐  รูปนั้นไปยังคยาสีสประเทศ  ประทับนั่งบนหลังแผ่นหิน

ทรงตรวจดูว่า  คนเหล่านี้บวชบำเรอไฟ  ควรจะแสดงภพทั้งสาม  ให้เป็น

เสมือนเรือนไฟไหม้แก่คนเหล่านี้  จึงทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร.   จบ

เทศนา  ก็บรรลุพระอรหัตหมดทุกรูป.  พระศาสดามีภิกษุชฎิลเหล่านั้น

แวดล้อม ทรงทราบถึงปฏิญญาที่ถวายไว้แด่พระเจ้าพิมพิสารตามลำดับ

เสด็จถึงพระราชอุทยานลัฏฐิวัน กรุงราชคฤหถ์ พระราชาทรงทราบว่า

พระทศพลเสด็จมาถึงแล้ว  ก็พร้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดีสิบสองนหุต


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 459

เสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดา  ถวายบังคับแล้ว  ประทับนั่ง  ณ  ที่สมควร

ข้างหนึ่ง    พระศาสดาทรงตรวจดูบริษัททั้งหมด    ทรงเห็นมหาชนทำ

ความนอบน้อมอุรุเวลกัสสป    ทรงพระดำริว่าคนเหล่านี้ไม่รู้ว่าเราหรือ

กัสสปเป็นใหญ่   ขึ้นชื่อว่าเหล่าชนที่มีวิตก   ไม่อาจรับเทศนาได้  จึงได้

ประทานสัญญา(ณ)   แก่พระเถระว่า   กัสสป   เธอจงตัดความวิตกของ

เหล่าอุปัฏฐากของเธอเสีย.   พระเถระรับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว

ลุกจากอาสนะ  ถวายบังคมพระศาสดาด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เหาะขึ้น

สู่อากาศประมาณชั่วต้นตาล    แสดงฤทธิต่าง ๆ    ประกาศว่า    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นศาสดาของข้าพระองค์

ข้าพระองค์เป็นสาวก   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

เป็นศาสดาของข้าพระองค์    ข้าพระองค์เป็นสาวก     แล้วลงมาถวาย

บังคมพระยุคลบาทพระทศพล โดยอุบายนั้น  ครั้งที่ ๗ เหาะขึ้นสู่อากาศ

๗   ชั่วต้นตาลแล้วถวายบังคมพระยุคลบาทของพระทศพล   นั่ง   ณ  ที่

สมควรข้างหนึ่ง.   เวลานั้นมหาชนหมดวิตกในพระศาสดาว่า   ท่านผู้นี้

เป็นมหาสมณะในโลก.    ลำดับนั้นพระศาสดาจึงทรงแสดงธรรมโปรด.

จบเทศนา พระราชาพร้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดีสิบเอ็ดนหุต ดำรง

อยู่ในพระโสดาปัตติผล  นหุตหนึ่งประกาศตนเป็นอุบาสก. ภิกษุจำนวน

พันรูป  บริวารของอุรุเวลกัสสปเหล่านั้น  คิดด้วยความคุ้นเคยของตนว่า

กิจบรรพชิตของพวกเราถึงที่สุดแล้ว    พวกเราจักไปภายนอกทำอะไร.

จึงเที่ยวห้อมล้อมท่านพระอุรุเวลกัสสปอย่างเดียว     บรรดาภิกษุชฎิล

ทั้งสามนั้น     เมื่อภิกษุชฎิลแต่ละองค์รับนิสสิตก์ได้ครั้งละองค์     ก็เป็น

สองพัน  เมื่อรับได้ครั้งละสององค์  ก็เป็นสามพัน.  ตั้งแต่นั้นมานิสสิตก์

ของภิกษุชฎิลเหล่านั้นมีเท่าใด    จะกล่าวถึงนิสสิตก์เท่านั้น    ก็ควรแล.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 460

ในข้อนั้น มีวัตถุนิทาน ดังนี้. แต่ต่อมา  พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระ-

เชตวันวิหาร      ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอด

ของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก  ดังนี้แล.

 

จบ   อรรถกถาสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 461

อรรถกถาสูตรที่  ๓

 

ประวัติพระกาฬุทายีเถระ

 

ในสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  กุลปฺปสทกาน   ได้แก่ผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส.  แท้จริง  พระ-

เถระนี้    ทำราชนิเวศน์ของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช   ผู้ยังไม่พบพระ-

พุทธเจ้าเท่านั้นให้เลื่อมใส     เพราะเหตุนั้น     ท่านจึงเป็นยอดของภิกษุ

สาวกผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส   ในปัญหากรรมของท่าน   มีเรื่องที่จะกล่าว

ตามลำดับ  ดังนี้.

ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ     พระเถระนี้บังเกิดใน

เรือนสกุล  ณ  กรุงหงสวดี  กำลังฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา  เห็น

พระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอด

ของภิกษุสาวกผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส     จึงการทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้น

ไปแล้ว   ปรารถนาตำแหน่งนั้น   ท่านการทำกุศลตลอดชีวิต   เวียนว่าย

อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในเรือนของอมาตย์ ณ กรุง-

กบิลพัสดุ    ในวันที่พระโพธิสัตว์ของเราทรงถือปฏิสนธิในครรภ์ของ

พระมารดา  ในวันเกิดก็เกิดพร้อมกับพระโพธิสัตว์แล  ในวันนั้น  ญาติ

ทั้งหลายก็ให้นอนบนเครื่องรองรับคือผ้าแล้วนำไปถวายตัวเพื่อรับใช้

พระโพธิสัตว์.

ต้นโพธิพฤกษ์  พระมารดาของพระราหุล  ขุมทรัพย์ทั้ง  ๔ ช้าง

ทรง  ม้ากัณฐกะ  นายฉันนะ  อมาตย์กาฬุทายี  รวมเป็น  ๗  นี้  ชื่อว่า

สัตตสหชาต เพราะเกิดวันเดียวกับพระโพธิสัตว์.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 462

ในวันขนานนามทารกนั้น   เหล่าญาติตั้งชื่อว่าอุทายี   เพราะเกิด

ในวันที่ชาวนครทั่วไปมีจิตใจฟูขึ้น (สูง).     แต่เพราะเขาเป็นคนดำนิด

หน่อย  จึงเกิดชื่อว่า  กาฬุทายี  กาฬุทายีนั้นเล่นของเล่นสำหรับเด็กชาย

กับพระโพธิสัตว์จนเจริญวัย     ย่อมาพระโพธิสัตว์เสด็จออกมหาภิเนษ-

กรมณ์ บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ตามลำดับ ทรงประกาศธรรมจักร

อันประเสริฐ.   ทรงกระทำการอนุเคราะห์โลก   ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์

ประทับอยู่.  สมัยนั้น  พระเจ้าสุทโธทนมหาราช  ทรงสดับว่า  สิทธัตถ

กุมารบรรลุอภิสัมโพธิญาณ  อาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่  ณ  พระ-

เวฬุวันวิหาร  จึงทรงส่งอำมาตย์ผู้หนึ่ง  มีบุรุษพันคนเป็นบริวารไปด้วย

พระดำรัสสั่งว่า    เจ้าจงนำโอรสของเรามาในที่นี้.    อำมาตย์นั้นเดินไป

๖๐     โยชน์เข้าไปยังพระวิหาร    ในเวลาที่พระทศพลประทับนั่งกลาง

บริษัท  ๔  ทรงแสดงธรรม  อำมาตย์นั้นคิดว่า  ข่าวสาส์นที่พระราชา

ทรงส่งไปพักไว้ก่อน   แล้วยืนท้ายบริษัทฟังพระธรรมเทศนาของพระ-

ศาสดา   ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมกับบุรุษพันคน   ตรงที่ยืนอยู่นั่นแหละ

ครั้งพระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์แก่อำมาตย์และบุรุษนั้นคนนั้น

ด้วยพระดำรัสว่า    พวกเธอจงเป็นภิกษุเถิด    ทันใดนั้นเอง    ทุกคนก็

ทรงบาตรและจีวรสำเร็จมาแต่ฤทธิ์  ได้เป็นเหมือนพระเถระร้อยพรรษา

นับแต่เวลาบรรลุพระอรหัตกันแล้ว     ธรรมดาว่าพระอริยะทั้งหลาย

ย่อมเป็นผู้วางเฉย    เพราะฉะนั้น    อำมาตย์นั้นจึงไม่ได้ทูลข่าวสาส์นที่

พระราชาทรงส่งไปแด่พระทศพล  พระราชาทรงพระดำริว่า  อำมาตย์

ยังไม่กลับ  มาจากที่นั้น  ข่าวคราวก็ไม่ได้ยิน  จึงทรงส่งอำมาตย์คนอื่น ๆ

ไปโดยทำนองนั้นนั่นแล   อำมาตย์แม้นั้นไปแล้วก็บรรลุพระอรหัตพร้อม

กับบริษัทโดยนัยก่อนนั่นแหละ    แล้วก็นิ่งเสีย    ทรงส่งบุรุษเก้าพันคน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 463

พร้อมกับอำมาตย์เก้าคน  ด้วยประการฉะนี้  ทุก ๆคนสำเร็จกิจของตน

แล้วก็นิ่งเสีย

ครั้งนั้น  พระราชาทรงพระดำริว่า  คนมีจำนวนเท่านี้  ไม่บอก

อะไรแก่พระทศพล    เพื่อเสด็จมาในที่นี้เพราะเขาไม่รักเรา    คนอื่น ๆ

แม้ไปก็คงจักไม่สามารถนำพระทศพลมาได้     แต่อุทายีบุตรของเรา

ปีเดียวกับพระทศพล  โดยเล่นฝุ่นด้วยกันมา  เขาคงรักเราบ้าง  จึงโปรด

ให้เรียกตัวมาแล้วตรัสสั่งว่า  ลูกเอ๋ย  เจ้ามีบุรุษพันคนเป็นบริวาร  จงไป

นำพระทศพลมา   กาฬุทายีกราบทูลว่า   ข้าแต่เทวะ   ข้าพระบาท  ได้

บรรพชาเหมือนพวกบุรุษที่ไปกันครั้งแรก    จึงจัดนำมา    พระเจ้าข้า.

รับสั่งว่าเจ้าทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจงนำลูกของเรามาก็แล้วกัน

กาฬุทายีรับราชโองการว่า  ดีละพระเจ้าข้า แล้วถือสาส์นของพระราชา

ไปกรุงราชคฤห์  ยืนฟังธรรมท้ายบริษัท  ในเวลาพระศาสดาทรงแสดง

ธรรมแล้วบรรลุพระอรหัต   ดำรงอยู่โดยเป็นเอหิภิกขุ  พร้อมทั้งบริวาร

ต่อนั้น    ก็ดำริว่า  ยังไม่เป็นกาละเทศะที่พระทศพลจะเสด็จไปยังนคร

แห่งสกุล  ต่อสมัยวสันตฤดู  (ฤดูใบไม้ผลิ)  เมื่อไพรสณฑ์มีดอกไม้บาน

สะพรั่ง  แผ่นดินคลุมด้วยหญ้าสด   จึงจักเป็นกาละเทศะ  จึงรอเวลาอยู่

รู้ว่ากาละเทศะมาถึงแล้ว   จึงทูลพรรณนาหนทาง   เพื่อพระทศพลเสร็จ

ดำเนินไปยังนครแห่งสกุล  ด้วยคาถาประมาณ    ๖๐   คาถาเป็นต้นว่า

นาติสีต  นาติอุณฺห       นาติทุพฺภิกฺขฉาตก

สทฺทสา  หริตา  ภูมิ       เอส  กาโล  มหามุนิ

 

ข้าแต่พระมทามุนี    สถานที่ไม่เย็นจัด   ไม้ร้อนจัด   ใช่

สถานที่หาอาหารยากและอดอยาก    พื้นแผ่นดินเขียวขจี


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 464

ชอุ่มด้วยหญ้า  นี่เป็นกาลสมควร.

พระศาสดาทรงทราบว่า  อุทายีกล่าวสรรเสริญการเดินไปว่าเป็นกาละ

เทศะ ที่จะเสด็จดำเนินไปยังกรุงกบิลพัสดุ  มีภิกษุสองหมื่นรูปเป็นบริวาร

เสด็จออกจาริกด้วยการทรงดำเนินไปแบบไม่รีบด่วน    พระอุทายีเถระ

ทราบว่า     พระศาสดาเสด็จออกไปแล้ว     คิดว่าควรจะถวายความเข้า

พระหฤทัย  แต่พระมหาราชเจ้าพุทธบิดา  จึงเหาะไปปรากฏ  ณ  พระ-

ราชนิเวศน์ของพระราชา   พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระเถระ   ก็มี

พระหฤทัยยินดี   นิมนต์ให้นั่งบนบัลลังก์(แท่น)   ที่สมควรใหญ่   บรรจุ

บาตรให้เต็มด้วยโภชนะรสเลิศต่าง ๆ  แล้วถวาย  พระเถระลุกขึ้นแสดง

อากัปปกิริยาว่าจะไป  ท้าวเธอจึงตรัสว่า  นิมนต์นั่งฉันสิลูกเอ๋ย  ท่านทูล

ว่ามหาบพิตรอาตมภาพจักไปฉัน  ณ  สำนักพระศาสดา ตรัสถามว่า ก็

พระศาสดาอยู่ไหนล่ะพ่อเอ๋ย  ท่านทูลว่ามหาบพิตร  พระศาสดามีภิกษุ

สองหมื่นเป็นบริวาร   เสด็จออกจาริกเพื่อเยือนมหาบพิตรแล้ว   ตรัสว่า

ลูกฉันบิณฑบาตนี้แล้ว  โปรดนำบิณฑบาตนอกจากนี้ไปถวาย  จนกว่า

ลูกของโยมจะมาถึงนครนี้  พระเถระรับอาหารที่จะพึงนำไปถวายพระ-

ทศพล แล้วกล่าวธรรมกถา ทำพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้นให้ได้ศรัทธา โดย

ยังไม่ทันเห็นพระทศพลเลย  เมื่อทุกคนเห็นอยู่นั่นแล   ก็โยนบาตรขึ้นไป

ในอากาศ  แม้ตนเองก็เหาะไปนำบิณฑบาตไปวางไว้ที่พระหัตถ์ของพระ-

ศาสดา  พระศาสดาก็เสวยบิณฑบาตนั้น ทุก ๆวัน พระเถระนำอาหารจาก

พระราชนิเวศน์มาถวายแต่พระศาสดา   ซึ่งกำลังเสด็จดำเนินทาง   ๖๐

โยชน์   ตลอดทางโยชน์หนึ่งเป็นอย่างยิ่ง   พึงทราบเรื่องดังกล่าวมาฉะนี้

 

ต่อมาภายหลัง  พระศาสดาทรงดำริว่า  อุทายี ทำพระราชนิเวศน์


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 465

ทั้งสิ้นของพระมหาราชบิดาของเราให้เลื่อมใสแล้ว      จึงทรงสถาปนา

พระเถระไว้ตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทำสกุล

ให้เลื่อมใสแล.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 466

อรรถกถาสูตรที่ ๔

 

ประวัติพระพกกุลเถระ

 

ในสูตรที่  ๔  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  อปฺปาพาธาน  ได้แก่ผู้ไม่มีอาพาธ.  บทว่า  พากุโล  ได้แก่

พระเถระได้ชื่ออย่างนี้  เพราะเจริญเติบโตมาในสกุลทั้งสอง   ในปัญหา

กรรมของท่าน  มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ  ดังนี้.

ดังได้ยินมา ในอดีตกาล พระเถระนี้ถือปฏิสนธิในสกุลพราหมณ์

ก่อนแต่พระทศพลพระนามว่าอโนมทัสสี     ปลายอสงไขยกำไรแสนกัป

นับแต่กัปนี้  เจริญวัย  ก็เรียนพระเวท  มองไม่เห็นสาระในคัมภีร์ไตรเพท

คิดว่าจักแสวงหาประโยชน์ที่เป็นไปภายภาคหน้า   จึงบวชเป็นฤษี   ได้

อภิญญา  ๕  และสมาบัติ   ๘  ทำเวลาให้ล่วงไป  ด้วยการเล่นฌาน  สมัย

นั้น พระอโนมทัสสีโพธิสัตว์ บรรลุพระสัพัญญุตญาณ  มีหมู่พระอริยะ

แวดล้อมแล้ว   เสด็จจาริกไป   ดาบสฟังว่าพระรัตนะสาม   เกิดขึ้นแล้ว

จึงไปสำนักพระศาสดาฟังธรรม   จบเทศนา   ก็ตั้งอยู่ในสรณะ   แต่ไม่

อาจละฐานะ(เพศ)     ของตนได้     ท่านไปเฝ้าพระศาสดาและฟังธรรม

เป็นครั้งคราว    ต่อมา   สมัยหนึ่ง   พระตถาคตเกิดโรคลมในพระอุทร.

ดาบสมาเพื่อเฝ้าพระศาสดา     ทราบว่า     พระศาสดาประชวร

จึงถามว่า     ท่านเจ้าข้า     ประชวรเป็นโรคอะไร     เมื่อภิกษุ

ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นโรคลมในพระอุทร     จึงคิดว่า    นี้เป็นเวลาทำบุญ

ของเรา   จึงไปยังเชิงเขา   รวบรวมยาชนิดต่าง  ๆ   แล้วถวายพระเถระ

ผู้อุปัฏฐาก  ด้วยกล่าวว่า  โปรดน้อมถวายยานี้แต่พระศาสดา  โรคลมใน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 467

พระอุทรก็สงบ    พร้อมกับการใช้ยา    ดาบสนั้นไปเฝ้าในเวลาที่พระ-

ศาสดาทรงผาสุก  ทูลอย่างนี้ว่า  ความผาสุกเกิดแก่พระตถาคต   เพราะ

ยาของข้าพระองค์นี้อันใด     ด้วยผลแห่งการถวายยาของข้าพระองค์นั้น

ขอความเจ็บไข้ทางร่างกายแม้แต่เพียงถอนผม      ก็จงอย่ามีในภพที่ข้า-

พระองค์เกิดแล้วเกิดเล่า.   นี้เป็นกัลยาณกรรมในอัตตภาพนั้นของท่าน

ท่านจุติจากภพนั้น   บังเกิดในพรหมโลก    เวียนว่ายอยู่ในเทวดามนุษย์

สิ้นอสงไขยหนึ่ง   ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ    ถือปฏิสนธิ

ในครอบครัว  ณ  กรุงหงสวดี เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่ง

ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีอาพาธน้อย

กระทำกุศลกรรมยิ่งยวดขึ้นไป  ก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น.

ท่านกระทำกุศลจนตลอดชีวิต    เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์

บังเกิดในครอบครัวพราหมณ์  ณ  กรุงพันธุมวดี  ก่อนพระทศพลพระ-

นามว่าวิปัสสีบังเกิด     บวชเป็นฤษีโดยนัยก่อนนั่นแล    เป็นผู้ได้ฌาน

อาศัยอยู่เชิงเขา     พระวิปัสสีโพธิสัตว์บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ    มี

ภิกษุหกล้านแปดแสนเป็นบริวาร  ทรงอาศัยกรุงพันธุมวดี  ทรงทำการ

สงเคราะห์พระมหาราชเจ้าผู้พุทธบิดาแล้วประทับอยู่    ณ   มิคทายวัน

อันเกษม  ครั้งนั้น   ดาบสนี้ทราบว่าพระทศพลบังเกิดในโลก  จึงมาฟัง

ธรรมกถาของพระศาสดาตั้งอยู่ในสรณะ     ไม่อาจละบรรพชาของตน

แต่ก็มาอุปัฏฐากพระศาสดาเป็นครั้งคราว    สมัยหนึ่ง    ภิกษุทั้งหลาย

เว้นพระศาสดาและพระอัครสาวกเกิดโรคที่ศีรษะ    เพราะถูกลมของ

ต้นไม้มีพิษ  ที่ออกดอกสพรั่งในป่าหิมพานต์.    ดาบสมาที่เฝ้าพระศาสดา

พบภิกษุนั่งคลุมศีรษะจึงถามว่า  ท่านเจ้าข้า  ภิกษุสงฆ์เป็นอะไร  ภิกษุ

ทั้งหลายตอบว่า   ผู้มีอายุ   เหล่าภิกษุเป็นโรคดอกไม้พิษ   ดาบสคิดว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 468

นี้เป็นเวลาที่จะทำการขวนขวายทางกายแก่ภิกษุสงฆ์     ให้บุญบังเกิด

แก่เรา  จึงเก็บยาชนิดต่าง  ๆ  ด้วยอำนาจของตนแล้วเอาประกอบเป็นยา

ถวาย  โรคของภิกษุทุกรูปก็สงบไปทันที  ดาบสนั้น  ดำรงอยู่ชั่วอายุ  ก็

บังเกิดในพรหมโลก    เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์    เก้าสิบเอ็ดกัป

ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป  บังเกิดในกรุงพาราณสี  ครองเรือน

อยู่คิดว่า  เรือนที่อยู่ของเรา  ทรุดโทรม  จำจักต้องไปชายแดนนำทัพพ-

สัมภาระมาสร้างเรือน จึงไปกับพวกช่างไม้พบวิหารใหญ่ใหญ่คร่ำคร่า-

ในระหว่างทาง   ก็คิดว่า   การสร้างเรือนของเรายกไว้ก่อน   การสร้าง

เรือนนั้น  จักไม่ไปกับเรา  แต่การไปด้วยกันช่วยกันทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

ก่อน   ควรอยู่   เขาให้พวกช่างไม้เหล่านั้นถือทัพพสัมภาระ   ให้สร้าง

โรงอุโบสถในวิหารนั้น  ให้สร้างโรงฉัน  โรงไฟ   (ที่จงกรม)  เรือนไฟ

กัปปิยกุฏิ    (โรงพยาบาล)    ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน    วัจจกุฏิ

(ส้วม)  จัดตั้งยาใช้และฉันสำหรับภิกษุสงฆ์ไว้ทุกอย่าง.

เขากระทำกุศลจนตลอดชีวิต      เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์

พุทธันดรหนึ่ง   ถือปฏิสนธิในเรือนเศรษฐีกรุงโกสัมพี   ก่อนพระทศพล

ของเราบังเกิด   ตั้งแต่วันที่เขาถือปฏิสนธิ   สกุลเศรษฐีนั้นก็ประสบลาภ

อันเลิศ    ยศอันเลิศ    ครั้งนั้น    มารดาของเขาคลอดบุตรแล้วคิดว่าเด็ก

คนนี้มีบุญ   กระทำบุญไว้แต่ก่อน  เป็นผู้ไม่มีโรค   อายุยืน  ยังดำรงอยู่

ตลอดกาลเท่าใด    ก็จักเป็นผู้ให้สมบัติแก่เราตลอดกาลเพียงนั้น    ก็เด็ก

ทั้งหลายที่อาบน้ำในแม่น้ำยมุนา    ในวันเกิดนั่นแล    ย่อมเป็นผู้ไม่มีโรค

จึงส่งเด็กนั้นไปอาบน้ำ   ท่านอาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์มัชฌิมนิกายกล่าวว่า

นางให้อาบศีรษะในวันที่   ๕  แล้วส่งเด็กนั้นไปเล่นน้ำ   ณ  ที่นั้น  เมื่อ

พี่เลี้ยงนางนมกำลังให้เด็กเล่นดำลงโผล่ขึ้น      ปลาตัวหนึ่งเห็นเด็กนั้น


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 469

สำคัญว่าเหยื่อ   ก็อ้าปากคาบเอาไป   พี่เลี้ยงนางนม   (ตกใจ)   ก็ทิ้งเด็ก

หนีไป  ปลาก็กลืนเด็กนั้น  สัตว์มีบุญ  ไม่ประสบทุกข์  ก็เหมือนเข้าห้องนอน

แล้วนอน  ด้วยเดชะบุญของเด็ก  ปลาก็เหมือนกลืนภาชนะที่ร้อนก็

เร่าร้อน   ก็ว่ายไปโดยเร็วถึง    ๓๐   โยชน์   เข้าไปติดอวนของประมง

ชาวกรุงพาราณสี   ธรรมดาปลาใหญ่ติดอวนย่อมตาย   แต่เดชะบุญของ

เด็ก    ปลาตัวนี้พอเขาปลดจากอวนจึงตาย    ประมงทั้งหลายได้ปลาตาย

ย่อมชำแหละขาย  ใช้คานหามไปทั้งตัว  เที่ยวตระเวนไปในกรุง  บอกว่า

เอาทรัพย์มาพันหนึ่ง  และให้ปลาตัวนี้  ใคร  ๆ  ก็ไม่ซื้อ.

ในกรุงนั้น  มีสกุลเศรษฐีมีสมบัติ  ๘๐  โกฏิ  พวกประมงถึงใกล้

ประตูเรือนสกุลเศรษฐีนั้น  ถูกเศรษฐีถามว่า  พวกท่านเอาอะไร  จึงจะ

ให้   จึงตอบว่า   เอากหาปณะ   พวกเขาให้กหาปณะแล้วรับเอาปลาไป

ภริยาเศรษฐี   เล่นกับปลาในวันอื่น ๆ   แต่วันนั้น   วางปลาไว้บนเขียง

ชำแหละด้วยตนเอง     ธรรมดาคนทั้งหลาย     ย่อมชำระปลาทางท้อง

แต่ภริยาเศรษฐีนั้น   ชำแหละทางข้างหลัง    เห็นเด็กมีผิวดังทองในท้อง

ปลา   ก็ส่งเสียงลั่นว่า   เราได้บุตรในท้องปลา     จึงพาเด็กไปหาสามีใน

ทันทีนั้นเอง  เศรษฐีก็ให้ตีกลองป่าวร้อง  แล้วพาเด็กไปสำนักพระราชา

กราบทูลว่า   ข้าแต่เทวะ   ข้าพระบาทได้เด็กในท้องปลา   ข้าพระบาท

จะทำอย่างไร   พระราชารับสั่งว่าเด็กนี้มีบุญ   อยู่ในท้องปลาก็ไม่มีโรค

ท่านจงเลี้ยงไว้    สกุลอีกสกุลหนึ่งได้ยินว่า    เขาว่า    สกุลเศรษฐีสกุล

หนึ่งในกรุงพาราณสีได้เด็กในท้องปลา     เศรษฐีสามีภริยานั้นก็ไปกรุง

พาราณสี   ลำดับนั้น   มารดาของเด็กนั้น   เห็นเด็กแต่งตัวเล่นหัวอยู่   ก็

ถามว่า    เด็กคนนี้ถูกใจจริงหนอ    จึงบอกเรื่องนั้น    มารดาอีกคนหนึ่ง

กล่าวว่า บุตรของเราน่ะ ถามว่า ท่านได้บุตรที่ไหน ตอบว่า ในท้องปลา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 470

มารดาเดิมบอกว่า    ก็ไม่ใช่บุตรของท่าน    เป็นบุตรของเรา    ถามว่า

ท่านได้มาอย่างไร   ตอบว่า  เราอุ้มท้องมาถึง  ๑๐  เดือน  ครั้งนั้น  เด็ก

กำลังเล่นน้ำในแม่น้ำ  ปลาก็ฮุบเด็กไป  มารดาอีกคนหนึ่งบอกว่า  บุตร

ของท่าน คงจักเป็นปลาตัวอื่นฮุบเอาไป  ส่วนเด็กคนนี้   เราได้ในท้องปลา

แม่ทั้งสองฝ่ายก็พากันไปยังราชสกุล.    พระราชาตัดสินว่า    หญิงผู้นี้

ไม่เป็นมารดามิอาจจะทำได้  เพราะอุ้มท้องมาถึง  ๑๐  เดือน พวกประมง

ถึงจับปลาได้   ชื่อว่าจับได้แต่ภายนอก   มีดับไตเป็นต้นก็ไม่มี   แม้หญิง

ผู้นี้ไม่เป็นมารดา  ก็ไม่อาจทำได้เพราะได้เด็กในท้องปลา  เพราะฉะนั้น

เด็กจงเป็นทายาทของทั้งสองสกุล   นับแต่นั้นมา   สกุลทั้งสองก็ประสบ

ลาภอันเลิศยศอันเลิศอย่างยิ่ง   จึงพากันขนานนามท่านว่า   พากุลกุมาร

เพราะสกุลทั้งสองเลี้ยงให้เติบโต      เมื่อท่านรู้ความแล้ว     สกุลทั้งสอง

ก็สร้างปราสาท   ๓   หลังไว้ในนครทั้งสอง   จัดนาฏกะ   นักฟ้อนรำไว้

ท่านอยู่  ๒  เดือนในนครหนึ่ง ๆ  อยู่ครบ  ๔  เดือนแล้ว  เขาสร้างมณฑป

ไว้บนเรือขนาน     ให้ท่านกับเหล่านาฏกะลงไปอยู่ในมณฑปนั้น   ท่าน

เสวยสมบัติอยู่ก็ไปยังอีกนครหนึ่ง    ๔    เดือน    เหล่านาฏกะชาวนคร

ออกไป ต้อนรับท่านด้วยคิดว่าท่านจักมาครึ่งทาง  ๒  เดือน แล้วห้อมล้อม

ท่านนำไปยังนครของตนอีก   ๒   เดือน   เหล่านาฏกะอีกพวกหนึ่ง   ก็

กลับไปนครของตน  ท่านอยู่ในนครนั้น  ๒  เดือนแล้วก็ไปยังอีกนครหนึ่ง

โดยทำนองนั้นนั่นแล  ท่านเสวยสมบัติอย่างนี้   ๘๐ ปีบริบูรณ์

สมัยนั้น  พระโพธิสัตว์ของเรา  ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ

ประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ.     เสด็จจาริกมาโดยลำดับ     ถึงกรุง

โกสัมพี  พระมัชฌิมภาณกาจารย์ว่า   กรุงพาราณสี   แม้พากุลเศรษฐี

สดับข่าวว่า    พระทศพลเสด็จมาแล้ว    จึงถือเอาของหอมและมาลัยไป


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 471

สำนักพระศาสดาฟังธรรม ได้ศรัทธาก็บวช ท่านเป็นปุถุชนอยู่  ๗ วัน

อรุณวันที่   ๗ ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา  ครั้งนั้น พวกหญิง

แม่บ้านที่ท่านสร้างสมไว้ครั้งเป็นคฤหัสถ์ในนครทั้งสอง     ก็กลับไป

เรือนสกุลของตน    อยู่ในเรือนสกุลนั้นนั่นแหละ     ทำจีวรส่งไปถวาย

พระเถระใช้สอยจีวรผืนหนึ่ง   ที่ชาวกรุงโกสัมพีส่งไปถวาย   ครึ่งเดือน

จีวรผืนหนึ่ง   ที่ชาวกรุงพาราณสีส่งไปถวาย   ครึ่งเดือน  โดยทำนองนี่

นี่แล     ชาวนครก็นำจีวรแต่ชนิดสุดยอด     ในนครทั้งสองมาถวายแต่

พระเถระรูปเดียว   พระเถระครองเรือน    ๘๐   ปี   อาพาธเจ็บป่วยไร ๆ

ก็มิได้มีตลอดกาล    แม้เพียงใช้   ๒   นิ้วจับก้อนของหอมสูดดม   ในปีที่

๘๐  ก็เช้าบรรพชาโดยสะดวกดาย  ท่านแม้บวชแล้ว  อาพาธแม้เล็กน้อย

หรือความขาดแคลนด้วยปัจจัย   ๔  มิได้มีเลย   แม้สมัยปรินิพพาน  ใน

ปัจฉิมกาล    ท่านก็กล่าวพากุลสูตรทั้งสิ้น   โดยแสลงสุขที่เป็นทางกาย

และทางใจของตน   แก่อเจลกัสสปะ   สหายเก่าครั้งเป็นคฤหัสถ์   แล้วก็

ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ    อัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง    ตั้ง

ขึ้นดังกล่าวมาฉะนี้    ส่วนพระศาสดาสถาปนาพระเถระทั้งหลายไว้ใน

ตำแหน่งต่าง ๆ   ตามลำดับ    ก็ทรงสถาปนาท่านพระพากุลเถระไว้ใน

ตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวก    ผู้มีอาพาธน้อย    ในพระ-

ศาสนานี้  ครั้งพระเถระยังมีชีวิตอยู่แล.

 

จบ   อรรถกถาสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 472

อรรถกถาสูตรที่ ๕

 

ประวัติพระโสภิตเถระ

 

ในสูตรที่  ๕  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า  ปุพฺเพนิวาส  อนุสฺสรนฺตาน  ท่านแสดงว่า  ท่านพระ-

โสภิตเถระเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้สามารถระลึกถึงขันธสันดาน

ความสืบต่อแห่งขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน ๆ ได้  ได้ยินว่า  พระเถระนั้น

เมื่อระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติก่อน ๆ   ไปตามลำดับ    ก็ถือเอาโดยนัย

คือคาดถึงอจิตตกปฏิสนธิในอสัญญีภพ   ๕๐๐  กัป  เหมือนแสดงรอยเท้า

ในอากาศ   เพราะเหตุนั้น   ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ระลึก

ถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน ๆ     ในปัญหากรรมของท่าน     มีเรื่องที่

จะกล่าวตามลำดับ  ดังนี้

 

ได้ยินว่า     ท่านพระโสภิตะนี้    ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า

ปทุมุตตระ  ถือปฏิสนธิในครอบครัว  ณ  กรุงหงสวดี   เจริญวัย  กำลัง

ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุ

รูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวก     ผู้ได้ปุพเพ-

นิวาสญาณ  กระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป  ปรารถนาตำแหน่งนั้น.  ท่าน

ทำกุศลจนตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ในพุทธุปบาทกาล

นี้   ก็บังเกิดในครอบครัวพราหมณ์   ณ   กรุง   สาวัตถี   บิดามารดาจึง

ขนานนามท่านว่า   โสภิตะ   สมัยต่อมา   ท่านฟังพระธรรมเทศนาของ

พระศาสดา  ได้ศรัทธา  ก็บวชเจริญวิปัสสนา  บรรลุพระอรหัต  เป็นผู้


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 473

ช่ำของชำนาญ   ในปุพเพนิวาสญาณ.   ท่านระลึกถึงสถานที่ตนบังเกิด

ไปตามลำดับ     ได้เห็นปฏิสนธิเพียงเท่าอจิตตกปฏิสนธิในอสัญญีภพ

ในลำดับต่อจากนั้น   ก็ไม่เห็นประวัติ  ๕๐๐   ชาติ   เห็นจุติในภพสุดท้าย

ระลึกว่า     นี่อะไรกัน     ก็ยุติได้ว่าอสัญญีภพมีได้โดยนัยคือคาดคะเน

พระศาสดาทรงทำเหตุนี้ให้เป็นอัตถุปปัตติ  เหตุเกิดเรื่องแล้ว   ทรง

สถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวก

ผู้ระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน  แล.

 

จบ อรรถกถาสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 474

อรรถกถาสูตรที่ ๖

 

ประวัติพระอุบาลีเถระ

 

ในสูตรที่  ๖  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า  วินยธราน  ยทิท อุปาลิ ท่านแสดงว่า ท่านพระอุบาลี

เถระเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทรงวินัย   ได้ยินว่า   พระเถระรับกรรม-

ฐานในสำนักพระตถาคตพระองค์เดียว     เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุ

พระอรหัตเรียนพระวินัยปิฎกในสำนักพระตถาคตพระองค์เดียว

กล่าวเรื่องทั้ง   ๓   เหล่านี้คือ   เรื่องพระทารุกัจฉกะ   เรื่องพระอัชชุกะ

และเรื่องท่านพระกุมารกัสสป     เทียบเคียงกับพระสัพพัญญุตญาณ

เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทรงวินัย   ในปัญหา

กรรมของท่าน  มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้.

ได้ยินว่า  พระเถระนี้   ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ

บังเกิดในครอบครัว  ณ  กรุงหงสวดี  กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา

วันหนึ่งเห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอต-

ทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวก   ผู้ทรงวินัย   กระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป

ปรารถนาตำแหน่งนั้น  ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต   เวียนว่ายอยู่ในเทวดา

และมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้  ก็ถือปฏิสนธิในเรือนกัลบก  บิดามารดา

ตั้งชื่อท่านว่า     อุบาลีกุมาร     ท่านเป็นพนักงานแต่งพระองค์กษัตริย์

คือเจ้า   ๖   พระองค์  เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน   ออก

บวชพร้อมกับเจ้า   ๖  พระองค์  ซึ่งกำลังออกทรงผนวช  วิธีบรรพชา

ของท่านมาแล้วในพระบาลี     ท่านบรรพชาอุปสมบทแล้วขอให้พระ-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 475

ศาสดาตรัสสอนกรรมฐาน  กราบทูลว่า  ข้าแต่พระผู้เจริญ  ขอได้โปรด

ทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์อยู่ป่าเถิด   พระศาสดาตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุ

เมื่อเธออยู่ป่า    ก็จักเจริญแต่ธุระอย่างเดียว    แต่เมื่อเธออยู่ในสำนักเรา

วาสธุระคือการอบรม   คันถุธุระ   คือการเล่าเรียนก็จักบริบูรณ์   พระ

เถระรับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว  การทำการในวิปัสสนา ไม่นาน

ก็บรรลุพระอรหัต   ครั้งนั้น   พระศาสดา   ทรงให้ท่านเรียนพระวินัย

ปิฎกทั้งสิ้นด้วยพระองค์เอง   ต่อมาท่านวินิจฉัยเรื่อง   ๓   เรื่อง   ที่กล่าว

ไว้แล้วในหนหลัง     พระศาสดาประทานสาธุการรับรองในเรื่องแต่ละ

เรื่องที่ท่านวินิจฉัยแล้ว   ทรงกระทำเรื่องทั้ง   ๓   เรื่องที่ท่านวินิจฉัยแล้ว

ให้เป็นอัตถุปปัตติ  เหตุเกิดเรื่อง  จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่ง

เอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวก  ผู้ทรงวินัยแล.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 476

อรรถกถาสูตรที่ ๗

 

ประวัติพระคันทกเถระ

 

ในสูตรที่  ๗  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า    ภิกฺขุโนวาทกาน    ได้แก่เป็นผู้โอวาทกล่าวสอนภิกษุณี

แท้จริง  พระเถระนี้  เมื่อกล่าวธรรมกถา  ก็ทำภิกษุณี   ๕๐๐  รูปบรรลุ

พระอรหัต   ในการประชุมคราวเดียว เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของ

ภิกษุสาวกผู้สอนภิกษุณี    ในปัญหากรรมของท่าน    มีเรื่องที่จะกล่าว

ตามลำดับดังนี้

พระเถระรูปนี้     ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระบังเกิด

ในครอบครัว    กรุงหงสวดี    กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา    เห็น

พระศาสดาสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ     เป็นยอด

ของภิกษุสาวกผู้โอวาทสอนภิกษุณี     จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป

ปรารถนาตำแหน่งนั้น  ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต   เวียนว่ายอยู่ในเทวดา

และมนุษย์  ครั้งพุทธุปบาทกาลนี้   ก็ถือปฏิสนธิในครอบครัว  ณ  กรุง-

สาวัตถี    เจริญวัยแล้ว   ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาได้ศรัทธา

ก็บวชในสำนักพระศาสดา  เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต  เป็นผู้

ช่ำชองชำนาญในบุพเพนิวาสญาณ   เมื่อบริษัท   ๔   มาถึงแล้ว   ท่าน

สามารถจับใจของบริษัทได้หมดแล้วกล่าวธรรมกถา      เพราะฉะนั้น

ท่านจึงชื่อว่า   พระนันทกะธรรมกถึก   แม้พระตถาคตแล   เมื่อเจ้าหนุ่ม

สากิยะ  ๕๐๐  องค์  ออกบวชจากครอบครัวเพราะเทริด  เกิดกระสันจะ

ลาสิกขา     ก็ทรงพาภิกษุเจ้าสากิยะเหล่านั้นไปยังสระกุณาละ     ทรง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 477

ทราบว่าภิกษุเหล่านั้นสลดใจ  เพราะตรัสเรื่องกุณาลชาดก  จึงตรัสกถา

ว่าด้วย  สัจจะ ๔  ให้เธอดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล  ต่อมา   ตรัสมหาสมย-

สูตร   ให้เธอบรรลุพระอรหัต   ซึ่งเป็นผลอันเลิศ   ภริยาของพระเถระ

เหล่านั้นมีจิตใจอย่างเดียวกันหมดว่าบัดนี้เราจะทำอะไรในที่นี้  จึงพากัน

เข้าไปหาพระมหาปชาบดีเถรี  ขอบรรพชา  ภริยาทั้ง  ๕๐๐ ได้บรรพชา

อุปสมบทในสำนักพระเถรีแล้ว    แต่ในชาติต่อจากอดีต     ภริยาทั้งหมด

ได้เป็นบาทบริจาริกาของท่านพระนันทกะเถระ     เมื่อดำรงอยู่ในอัตต-

ภาพเป็นพระราชา    สมัยนั้น   พระศาสดาตรัสสั่งว่าพวกภิกษุจงสอน

พวกภิกษุณี  พระเถระ  เมื่อถึงวาระ  (เวน)  ก็รู้ว่าภิกษุณีเหล่านั้นเป็น

บาทบริจาริกาของตนในภพก่อน  จึงคิดว่า  ภิกษุผู้ได้บุพเพนิวาสญาณ

เห็นเรากำลังนั่งกลางภิกษุณีสงฆ์       ชักอุปมาละเหตุเป็นต้นมากล่าว

ธรรม   ตรวจดูเหตุอันนี้แล้ว   จะพึงพูดเคาะว่า  ท่านนันทกะไม่ยอมสละ

เหล่าสนมจนทุกวันนี้   ท่านมีเหล่าสนมห้อมล้อม   ช่างสง่างาม   เพราะ

เหตุนั้น  ท่านจึงไม่ไปเอง  ส่งภิกษุรูปอื่นไปแทน  แต่ภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูป

นั้น จำนงหวังเฉพาะโอวาทของพระเถระ  ด้วยเหตุนี้  เมื่อถึงวาระของท่าน

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงส่งภิกษุรูปอื่นไปแทน          ตรัสกะพระ

ว่าเธอจงไปเอง    สอนภิกษุณีสงฆ์    ท่านไม่อาจคัดค้านพระดำรัสของ

พระศาสดาได้  เมื่อถึงวาระของตน  จึงให้โอวาทภิกษุณีสงฆ์วัน  ๑๔ ค่ำ

ให้ภิกษุณีเหล่านั้นทุกรูป    ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล    ด้วยธรรมเทศนา

อันประดับด้วย  สฬายตนะ  (อายตนะ  ๖)  ภิกษุณีเหล่านั้น  ชื่นใจต่อ

ธรรมเทศนาของพระเถระ   พากันไปสำนักพระศาสดา   ทูลบอกคุณที่

ตนได้ พระศาสดาทรงนึกว่า  ใครหนอแสดงธรรม  ภิกษุณีเหล่านี้จึงจะ

พึงบรรลุมรรคผลชั้นสูง ๆ  ทรงเห็นว่า  ภิกษุณีทั้ง  ๕๐๐  นั้น  ฟังธรรม


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 478

เทศนาของนันทกะอีก ก็จักบรรลุพระอรหัต  วันรุ่งขึ้น จึงทรงส่งภิกษุณี

เหล่านั้นไป     เพื่อฟังธรรมเทศนาในสำนักพระเถระผู้เดียว     วันรุ่งขึ้น

ภิกษุณีเหล่านั้นฟังธรรมแล้วก็บรรลุพระอรหัตทั้งหมด    วันนั้น    เวลา

ที่ภิกษุณีเหล่านั้นมาเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า  ธรรมเทศนา

มีผล   จึงตรัสว่า   เมื่อวันวาน   ธรรมเทศนาของนันทกะ    เป็นเสมือน

พระจันทร์   ๑๔  ค่ำ  วันนี้เป็นเสมือนพระจันทร์  ๑๕  ค่ำ แล้วทรงทำเหตุ

นั้นนั่นแล    ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง    จึงทรงสถาปนาพระเถระ

ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทสอน

ภิกษุณีแล.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 479

อรรถกถาสูตรที่ ๘

 

ประวัติพระนันทเถระ

 

ในสูตรที่ ๘  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า    อินฺทฺริเยสุ  คุตฺตทฺวาราน  ท่านแสดงว่า  ท่านพระ-

นันทเถระ   เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์   ๖.

ความจริง   พระสาวกทั้งหลายของพระศาสดา   ชื่อว่าไม่คุ้มครองทวาร

ไม่มีก็จริง   ถึงอย่างนั้น   ท่านพระนันทเถระ   ต้องการจะมองทิศใด ๆ

ในทิศทั้ง   ๑๐    ก็มิใช่มองทิศนั้น ๆ   อย่างปราศจากสติสัมปชัญญะ

เพราะเหตุนั้น      ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้คุ้มครอง

ทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย   ในปัญหากรรมของท่าน   มีเรื่องที่กล่าวตาม

ลำดับ  ดังนี้

พระเถระรูปนี้    ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ     ถือ

ปฏิสนธิในครอบครัว  กรุงหงสวดี  เจริญวัยแล้ว  กำลังฟังธรรมในสำนัก

พระศาสดา  เห็นพระศาสดาสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย     จึง

กระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป    ปรารถนาตำแหน่งนั้น.   ท่านทำกุศลจน

ตลอดชีวิต   เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์   ถือปฏิสนธิในพระครรภ์

ของพระมหาปชาบดีโคตมี  กรุงกบิลพัศดุ.  ครั้งนั้น  ในวันรับพระนาม

ท่านทำหมู่พระประยูรญาติให้ร่าเริงยินดี    เพราะเหตุนั้น    เหล่าพระ-

ประยูรญาติ   จึงขนานพระนามของท่านว่า   นันทกุมาร.  แม้พระมหา-

สัตว์        ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วประกาศพระธรรมจักร


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 480

อันประเสริฐ.     ทรงอนุเคราะห์โลก     เสด็จจากกรุงราชคฤห์ไปสู่กรุง-

กบิลพัศดุ    ทรงทำพระพุทธบิดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล    โดยทรง

เฝ้าครั้งแรกเท่านั้น  วันรุ่งขึ้น เสด็จไปพระราชนิเวศน์ของพระพุทธบิดา

ประทานโอวาทแก่พระมารดาของพระราหุล   ตรัสธรรมแก่ชนนอกนั้น

วันรุ่งขึ้น     เมื่องานอาวาหมงคลอัญเชิญนันทกุมารเข้าเรือนอภิเศก

กำลังดำเนินไป    พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปนิเวศน์ของนันทกุมารนั้น

ทรงให้นันทกุมารถือบาตรเสด็จบ่ายพระพักตรไปพระวิหาร     เพื่อให้

เขาบรรพชา  งานมงคลอภิเศก  ก็กีดกันนันทกุมารอย่างนั้นไม่ได้  เวลา

นันทกุมารถือบาตรตามเสด็จ     ชนบทกัลยาณีเจ้าสาวก็ขึ้นปราสาท

ชั้นบน  เผยสีหบัญชร  ร้องสั่งว่า  พระลูกเจ้าโปรดกลับมาเร็ว ๆ  นันท-

กุมารนั้น  ได้ยินเสียงนาง    ก็ได้แต่แลดูด้วยใจรัญจวน   ไม่อาจทำนิมิต

หมายตอบได้ตามชอบใจ    เพราะเคารพในพระศาสดา.    ด้วยเหตุนั้น

นันทกุมารนั้น  จึงร้อนใจ.  ขณะนั้น  นันทกุมารก็คิดอย่างเดียวว่า  พระ-

ศาสดาจักให้กลับตรงนี้     พระศาสดาจักให้กลับตรงนี้    พระศาสดา

ก็ทรงนำไปพระวิหารให้บรรพชา.  นันทกุมารแม้บรรพชาแล้ว    ก็ขัด

ไม่ได้  ได้แต่นิ่งเสีย   นับแต่วันบรรพชาแล้ว   ก็ยังคงระลึกถึงคำพูดของ

นางชนบทกัลยาณีอยู่นั่นเอง  ขณะนั้น  เหมือนกับนางชนบทกัลยาณีนั้น

มายืนอยู่ไม่ไกล  นันทกุมารนั้น  ถูกความกระสัน  อยากลาสิกขา  บีบ

คั้นหนัก ๆ เข้า   ก็เดินไปหน่อยหนึ่ง   เมื่อเดินผ่านพุ่มไม้หรือกอไม้   ก็

เหมือนกับพระทศพลมาประทับยืนอยู่เบื้องหน้า    ท่านเป็นเหมือนขนไก่

ที่เอาใส่กองไฟ  จึงกลับเข้าไปที่อยู่ของตน

พระศาสดาทรงพระดำริว่า     นันทะอยู่อย่างประมาทเหลือเกิน

ไม่อาจระงับความกระสันสึกได้  จึงควรทำการดับความร้อนจิตของเธอ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 481

เสีย  แต่นั้นก็ตรัสกะท่านนันทะว่า  มานี่นันทะ  เราจักไปจาริกเทวโลก

ด้วยกัน  พระนันทะทูลถามว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   ข้าพระองค์

จักไปสถานที่ที่เหล่าท่านผู้มีฤทธิ์ไปกันได้อย่างไร   ตรัสตอบว่า   เธอจง

ทำจิตคิดจะไปอย่างเดียว ไปแล้วก็จักเห็น. ท่านพระนันทะนั้น ตามเสด็จ

จาริกไปเทวโลกกับพระตถาคต     โดยอานุภาพของพระทศพล     แลดู

เทวนิเวศน์ของท้าวสักกเทวราช    ก็เห็นเทพอัปสร   ๕๐๐  นาง  พระ-

ศาสดาทรงเห็นท่านพระนันทเถระแลดูโดยศุภนิมิต     จึงตรัสถามว่า

นันทะ  เทพอัปสรเหล่านี้หรือนางชนบทกัลยาณีเป็นที่น่าพอใจ.  ทูลว่า ข้า

แต่พระองค์ผู้เจริญ     นางชนบทกัลยาณี      เทียบเทพอัปสรเหล่านี้แล้ว

จะปรากฏเหมือนกับนางวานรที่หูจมูกแหว่ง พระเจ้าข้า. ตรัสว่า  นันทะ

เทพอัปสรอย่างนี้   ได้ไม่ยากเลย  สำหรับผู้ทำสมณธรรม. ทูลว่า  ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ     ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับประกันแก่ข้าพระองค์

ข้าพระองค์ก็จักทำสมณธรรม.   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     นันทะ

เธอจงวางใจได้  เธอจงทำสมณธรรมไปเถิด  ถ้าเธอจักทำกาละ  (ตาย)

อย่างสัตว์มีปฏิสนธิ     เราก็รับประกันว่าจะได้นางเทพอัปสรเหล่านั้น.

ดังนั้น  พระศาสดาเสด็จจาริกไปเทวโลก  ตามพุทธอัธยาศัยแล้ว

จึงเสด็จกลับมาพระเชตวันอย่างเดิม.  ตั้งแต่นั้นมา    ท่านพระนันทเถระ

ก็กระทำสมณธรรมทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน เพราะเหตุอยากได้นางเทพ-

อัปสร.   พระศาสดาทรงสั่งภิกษุทั้งหลายว่า    ในสถานที่อยู่ของนันทะ

พวกเธอจงเที่ยวพูดในที่นั้น ๆ   ว่า   เขาว่าภิกษุรูปหนึ่ง   ให้พระทศพล

รับประกันแล้วจึงทำสมณธรรม   เพราะเหตุอยากได้นางเทพอัปสรทั้งหลาย.

ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธดำรัสแล้ว   ก็เที่ยวพูดว่า   เขาว่า  ท่านนันทะ

เป็นลูกจ้าง  เขาว่า  ท่านนันทะถูกซื้อมา  ประพฤติพรหมจรรย์  เพราะ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 482

เหตุอยากได้นางเทพอัปสรทั้งหลาย    เขาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ

ประกันท่านนันทะนั้น ที่จะได้นางเทพอัปสร  ๕๐๐ นาง ซึ่งมีเท้าเหมือนไก่

ภิกษุเหล่านั้น  ยืนในที่ใกล้ ๆ   นันทะ  พอจะเห็นพอจะได้ยิน เที่ยวพูดไป

ท่านพระนันทเถระได้ยินเรื่องนั้น   คิดว่า   ภิกษุพวกนี้   ไม่พูดถึงผู้อื่น

พูดปรารภถึงเรา    การกระทำของเราไม่ถูกแน่แล้ว    ก็คิดทบทวนแล้ว

เจริญวิปัสสนา   ก็บรรลุพระอรหัต.  ขณะที่ท่านบรรลุพระอรหัตนั่นแล

เทวดาองค์หนึ่ง    ก็ทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า.  แม้พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าก็ได้ทรงทราบด้วยพระองค์เอง.  วันรุ่งขึ้น  ท่านพระนันทเถระเข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า     กราบทูลอย่างนี้ว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับประกันข้าพระองค์  เพื่อจะได้นางเทพอัปสร

๕๐๐    นาง ซึ่งมีเท้าเหมือนไก่อันใด  ข้าพระองค์ขอเปลื้องพระผู้มีพระภาคเจ้า

จากปฏิสสวะการรับคำนั้น  พระเจ้าข้า. เรื่องเกิดขึ้นอย่างว่ามานี้. ต่อมา

ภายหลังพระศาสดา  ประทับอยู่  ณ  พระเชตวันวิหาร  ทรงสถาปนา

พระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวก  ผู้คุ้มครอง

ทวารในอินทรีย์ทั้งหลายแล.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๘

 

๑.  ปาฐะว่า  กุกฺกุฏปาทาน  พม่าเป็น  กกุปาทีน  แปลว่า  มีเท้าเหมือนนกพิราบ  ซึ่งในที่อื่นมีใช้ว่า

กาโปตก  ซึ่งแปลว่านกพิราบ  เหมือนกัน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 483

อรรถกถาสูตรที่ ๙

 

ประวัติพระมหากัปปินเถระ

 

ในสูตรที่  ๙  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบท  ภิกขุโอวาทกาน  ท่านแสดงว่า  ท่านพระมหากัปปินเถระ

เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทภิกษุ.  ได้ยินว่าพระเถระนี้  กล่าว

ธรรมกถา  ในการประชุมคราวเดียวเท่านั้น  ก็ทำภิกษุ   ๑,๐๐๐  รูปให้

บรรลุพระอรหัต     เพราะเหตุนั้น   ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุ

สาวกผู้โอวาทภิกษุ.    ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตาม

ลำดับ   ดังนี้

แท้จริง พระเถระรูปนี้  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนานว่า ปทุมุตตระ

บังเกิดในครอบครัว  ในกรุงหงสวดี    ต่อมา    กำลังฟังธรรมกถาของ

พระศาสดา     เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง

เอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทภิกษุ     ทำกุลให้ยิ่ง

ยวดขึ้นไป  จึงปรารถนาตำแหน่งนั้น. ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต   เวียน

ว่ายอยู่ในเทวดาแลมนุษย์     ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า

กัสสป  ถือปฏิสนธิในครอบครัวในกรุงพาราณสี  เป็นหัวหน้าคณะของ

บุรุษ  ๑,๐๐๐  คน  สร้างบริเวณใหญ่ประดับด้วยห้อง  ๑,๐๐๐  ห้อง.  คนแม้

ทั้งหมดนั้น    กระทำกุศลจนตลอดชีวิต        ยกกัปปินอุบาสกให้เป็น

หัวหน้า   พร้อมด้วยบุตรภริยาบังเกิดในเทวโลก   เวียนว่ายอยู่ในเทวดา

และมนุษย์ตลอดพุทธันดรหนึ่ง.   ครั้งนั้น  ก่อนพระศาสดาของเราบังเกิด

กัปปินะนี้ถือปฏิสนธิในราชนิเวศน์  ในนครกุกกุฎวดี  ในปัจจันตประเทศ.

บริษัทนอกนั้นบังเกิดในสกุลอำมาตย์  ในนครนั้นนั่นแหละ.  บรรดาคน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 484

เหล่านั้น  กัปปินกุมาร  ครั้นพระราชบิดาล่วงลับไป ก็เถลิงเศวตฉัตรเป็น

พระราชาพระนามว่า   กัปปินะ.  สตรีผู้เป็นแม่เรือนของพระองค์  ครั้ง

สร้างกัลยาณกรรมในชาติก่อน    ก็บังเกิดในราชสกุลที่มีชาติและโภค-

สมบัติทัดเทียมกัน     เป็นพระอัครมเหษีของพระเจ้ามหากัปปินะ.   แต่

เพราะพระนางมีพระฉวีวรรณเสมือนดอกอังกาบ      จึงมีพระนามว่า

อโนชาเทวี.     แม้พระเจ้ามหากัปปินะก็ทรงสนพระหฤทัยในสุตะ

(การศึกษา)    ตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ทรงส่งทูตเร็วออกทางพระทวาร

ทั้ง   ๔  ด้วยพระดำรัสสั่งว่า   พวกท่านพบเหล่าท่านพหูสูต   ทรงสุตะ

ในที่ใด  กลับจากที่นั้นแล้ว  จงมาบอกเรา  ดังนี้.

สมัยนั้น   พระศาสดาของเราบังเกิดในโลกแล้ว   ทรงอาศัยกรุง

สาวัตถีประทับอยู่.   เวลานั้นพวกพ่อค้าชาวกรุงสาวัตถี     รับสินค้าที่

เกิดขึ้นในกรุงสาวัตถีไปยังนครนั้น  เก็บงำสินค้าไว้แล้ว   ก็ถือบรรณา-

การหมายจะเฝ้าพระราชา  ไปถึงประตูพระราชนิเวศน์ทราบว่า  พระ-

ราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน     จึงไปที่พระราชอุทยาน     ยืนใกล้ ๆ

ประตูบอกคนเฝ้าประตูพระราชอุทยาน.  ครั้งเขาทูลให้ทรงทราบแล้ว พระ-

ราชารับสั่งให้เข้าเฝ้า      พวกเขามอบถวายบรรณาการแล้วยืนถวาย

บังคม  ตรัสถามว่า  พ่อเอ๋ย  พวกท่านพากันมาจากที่ไหน. กราบทูลว่า

จากกรุงสาวัตถี   พระเจ้าข้า    ตรัสถามว่า   แว่นแคว้นเหล่านั้นมีอาหาร

หาง่ายหรือ    พระราชาทรงธรรมอยู่หรือ    กราบทูลว่า    เป็นอย่างนั้น

พระเจ้าข้า    ตรัสถามว่า    ก็ในบ้านเมืองของท่านมีข่าวคราวอะไรบ้าง

เล่า.   กราบทูลว่า    มีอยู่พระเจ้าข้า    แต่ไม่อาจกราบทูลได้ด้วยทั้งปาก

ที่ยังไม่สะอาด. พระราชาจึงให้พระราชทานน้ำด้วยพระเต้าทอง. พ่อค้า

เหล่านั้น    บ้วนปากแล้วหันหน้าไปทางพระทศพล     ประคองอัญชลี


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 485

กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในบ้านเมืองของข้าพระบาท  พระพุทธรัตนะ

เกิดขึ้นแล้ว  พระเจ้าข้า. พอสดับค่ำว่า  พุทฺโธ  เท่านั้น พระราชาก็ทรง

เกิดปีติซาบซ่านทั่วพระวรกาย. แต่นั้นตรัสว่า  พ่อเอ๋ย  พวกท่านพูดว่า

พุทฺโธหรือ.  กราบทูลว่า   พวกข้าพระบาทพูดว่า   พุทฺโธ   พระเจ้าข้า.

ทรงให้พวกพ่อค้ากล่าวอย่างนั้น ๓ หน บทว่า พุทฺโธ  หาประมาณมิได้

ใคร ๆ ไม่อาจทำให้มีประมาณได้เลย. พระราชาทรงเลื่อมใสในบทว่า พระ-

พุทธรตนะเกิดขึ้นแล้วนั้น  ก็พระราชทานทรัพย์แสนหนึ่ง  แล้วตรัสถามว่า

มีข่าวอื่นอีกไหม  กราบทูลว่า  ข้าแต่สมมติเทพ  พระธรรมรตนะเกิดขึ้นแล้ว

พระเจ้าข้า.  ทรงสดับข่าวนั้นแล้ว   ทรงถือปฏิญาณอย่างนั้นเหมือนกัน

พระราชทานทรัพย์อีกแสนหนึ่ง   แล้วตรัสถามว่า   มีข่าวอื่น ๆ อีกไหม

กราบทูลว่า   ข้าแต่เทวะ   พระสังฆรตนะเกิดขึ้นแล้ว   พระเจ้าข้า  ทรง

สดับข่าวนั้นแล้ว    ทรงถือปฏิญาณอย่างนั้นเหมือนกัน    พระราชทาน

ทรัพย์อีกแสนหนึ่ง  ทรงเขียนบอกข้อที่พระราชทานทรัพย์ลงในหนังสือ

ส่งไปด้วยพระดำรัสสั่งว่า  พ่อเอ๋ยพวกท่านจงไปสำนักพระราชเทวีเถิด.

เมื่อพวกพ่อค้าไปกันแล้ว    ตรัสถามเหล่าอำมาตย์ว่า    พ่อเอ๋ย    พระ-

พุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว    พวกท่านจักทำอย่างไรกัน.  เหล่าอำมาตย์

ทูลย้อนถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ  พระองค์จะทรงทำอย่างไร.  ตรัสว่า  เราก็

จักบวช   เหล่าอำมาตย์กราบทูลว่า   เหล่าข้าพระบาทก็จักบวชทั้งหมด.

ต่างก็ไม่เยื่อใยเหย้าเรือนหรือทรัพย์สมบัติ    พากันขึ้นม้าควบขับออกไป

เหล่าพ่อค้าไปเฝ้าพระนางอโนชาเทวี  แสดงหนังสือถวาย. พระ-

นางทรงอ่านหนังสือนั้นแล้วตรัสถามว่า พ่อเอ๋ย พระราชาพระราชทาน

กหาปณะเป็นอันมากแก่พวกท่าน    พวกท่านทำอะไร.   กราบทูลว่า

ข้าแต่พระเทวี    พวกข้าพระบาทนำข่าวที่น่ารักมาถวาย    พระเจ้าข้า.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 486

ตรัสถามว่า พ่อเอ๋ย พวกท่านอาจให้เราฟังข่าวนั้นได้ไหม.  กราบทูลว่า

ข้าแต่พระเทวี     ก็อาจจะได้    แต่พวกข้าพระบาทไม่อาจกราบทูลด้วย

ทั้งปากที่ไม่สะอาด     พระเจ้าข้า.    พระนางจึงให้พระราชทานน้ำด้วย

พระเต้าทอง.  พ่อค้าเหล่านั้น   บ้วนปากแล้ว   ก็กราบทูลทำนองที่กราบ

ทูลพระราชามาแล้ว.   แม้พระนางก็ทรงเกิดความปราโมทย์    ให้พวก

พ่อค้ารับปฏิญา  ๓ หนแต่ละบท   โดยนัยนั้นเหมือนกัน   พระราชทาน

ทรัพย์บทละสามแสน   ๓   บท   รวมเป็นทรัพย์เก้าแสน.  เหล่าพ่อค้าได้

ทรัพย์รวมทั้งหมดถึงล้านสองแสน.   ครั้งนั้น    พระนางตรัสถามเหล่า

พ่อค้าว่า  พระราชาเสด็จไปไหน. เหล่าพ่อค้ากราบทูลว่า   ข้าแต่พระเทวี

พระราชาเสด็จออกไปหมายจะทรงผนวช  พระเจ้าข้า. พระนางทรงส่ง

พวกพ่อค้าไปด้วยพระดำรัสว่า   พ่อเอ๋ย   ถ้ากระนั้น  พวกท่านจงกลับ

ไปเสีย     แล้วรับสั่งให้เรียกเหล่าแม่บ้านของเหล่าอำมาตย์ที่ไปกับพระ-

ราชามาแล้วตรัสถามว่า    แม่เอ๋ย   พวกเธอรู้สถานที่ ๆ   พวกสามีเธอ

ไปไหม.  กราบทูลว่า   ข้าแต่พระแม่เจ้า   ไม่ทราบเพคะ   พวกสามีข้า-

พระบาทไปเล่นสวนกับพระราชานี่เพคะ   ตรัสว่า  เออ  แม่เอ๋ย  เขาไป

กันแล้ว    แต่ไปในสวนนั้นแล้ว   ฟังข่าวว่า    พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้ว

พระธรรมเกิดขึ้นแล้ว     พระสงฆ์เกิดขึ้นแล้ว     ก็ไปกันหมายจะบวช

ในสำนักพระทศพล  พวกเธอจะทำอย่างไร.  กราบทูลย้อนถามว่า  ข้าแต่

พระแม่เจ้า   ก็พระองค์ประสงค์จะทรงทำอย่างไร.  ตรัสตอบว่า   เราก็

จักบวช กราบทูลว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น  พวกเข้าพระบาทก็จักบวช. ทั้งหมด

ต่างให้เทียมรถพากันออกไป.

ฝ่ายพระราชาเสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคา     พร้อมกับอำมาตย์พันคน.

ขณะนั้น   แม่น้ำคงคาเปี่ยมน้ำ   เห็นแม่น้ำคงคานั้นแล้ว   ต่างก็ดำริและ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 487

อธิฐานว่า    แม่น้ำคงคาเปี่ยมน้ำ.   เกลื่อนด้วยปลาร้าย  ไม่มีทาสหรือ

มนุษย์ที่มากับพวกเรา     ซึ่งจะพึงให้เรือหรือแพแก่พวกเราในที่นั้น

แต่ธรรมดาว่า     พระคุณทั้งหลายของพระศาสดาแผ่ไปเบื้องล่างแต่

อเวจีมหานรกจนถึงภวัคคพรหม    ก็ถ้าพระศาสดาทรงเป็นพระสัมมา-

สัมพุทธเจ้าไซร้  ขอหลังกีบม้าเหล่านี้จงอย่าเปียกน้ำเลย   แล้วก็ควบขับม้า

ไปทางหลังน้ำ.   แม้เพียงกีบม้าแต่ละตัว   ก็มิได้เปียกน้ำเลย.  พึงฝั่งโน้ม

เหมือนไปโดยราชบรรดา   แต่แล้วก็ถึงมหานทีอื่น ๆ   ข้างหน้า.   ตรัส

ถามว่า    แม่น้ำแห่งที่สอง  ชื่ออะไร.  กราบทูลว่า  ชื่อว่า  นีลวาหินี

มีประมาณครึ่งโยชน์ทั้งส่วนลึก  ทั้งสองกว้าง  พระเจ้าข้า.  ในแม่น้ำนั้น

ไม่มีสัจจกิริยาอย่างอื่น  พากันข้ามแม่น้ำที่กว้างถึงครึ่งโยชน์

ด้วยสัจจกิริยาแม้นั้น   ทั้งถึงมหานทีที่สามชื่อว่า  จันทรภาคา  ก็พากัน

ข้ามด้วยสัจจกิริยานั้นนั่นเอง.

ในวันนั้น  แม้พระศาสดา  ทรงออกจากมหากรุณาสมาบัติตรวจดู

สัตวโลก  เวลาใกล้รุ่ง  ก็ทรงเห็นว่า  วันนี้พระเจ้ามหากัปปินะ  ทรง

สละราชสมบัติมีอำนาตย์เป็นบริวาร  จักเสด็จมาตลอดระยะทาง  ๓๐๐

โยชน์  เพื่อทรงผนวชในสำนักเรา  ทรงดำริว่า  ควรที่เราจะไปทำการ

ต้อนรับพวกเขา  จึงทรงปฏิบัติสรีรกิจแต่เช้าตรู่  มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร

เสด็จบิณฑบาต  ณ  กรุงสาวัตถี  ภายหลังเสวยแล้วเสด็จกลับจาก

บิณฑบาต  ลำพังพระองค์เอง  เสด็จเหาะไปประทับนั่งสมาธิ  ณ  ต้นไทร

ใหญ่    ซึ่งมีอยู่ตรงท่าที่คนเหล่านั้นจะข้าม  ริมฝั่งแม่น้ำจันทรภาคา

ทรงดำรงพระสติเฉพาะหน้า   เปล่งพระพุทธฉัพพัณณรังสี.  คนเหล่านั้น

ข้ามทางท่านั้น  เห็นพระพุทธรัศมี   แล่นไปมา   พบพระพักตรของพระ-

ทศพล    มีพระสิริเหมือนเพ็ญจันทร์  ก็ตกลงใจโดยการเห็นเท่านั้นว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 488

พวกเราบวชเจาะจงพระศาสดาพระองค์ใด      พระศาสดาพระองค์นั้น

เป็นพระองค์นี้แน่แท้     ก็น้อมกายถวายบังคมตั้งแต่สถานที่พบ

มาถวายบังคมพระศาสดา    พระราชาจับที่ข้อพระบาทพระศาสดา

ถวายบังคมแล้วประทันนั่ง   ณ  ที่สมควรส่วนหนึ่ง  พร้อมกับอำมาตย์

พันหนึ่ง พระศาสดาตรัสธรรมกถาโปรดคนเหล่านั้น  จบเทศนา  ทุกคน

ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต  ขอบรรพชา. พระศาสดาทรงทราบว่า  เพราะ

คนเหล่านี้ถวายจีวรทานไว้ในชาติก่อน     จึงมารับบาตรจีวรของตน

แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์มีวรรณะดั่งทอง   ตรัสว่า   จงเป็นภิกษุหมาเถิด

ธรรมเรากล่าวดีแล้ว   พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์

โดยชอบเถิด.  ก็เป็นอันท่านเหล่านั้นบรรพชาและอุปสมบทแล้ว  พากัน

แวดล้อมพระศาสดา  เหมือนพระเถระร้อยพรรษา

ฝ่ายพระนางอโนชาเทวี  มีรถพันคันเป็นบริวาร เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำ

คงคา    ไม่เห็นหรือหรือแพ  ที่จะพาข้ามไป  แต่เพราะทรงเป็นคนฉลาด

จึงทรงดำริว่า     พระราชาก็คงจักทรงทำสัจจกิริยาเสด็จไป     ก็พระ-

ศาสดานั้น    มิใช่ทรงบังเกิดมาเพื่อคนพวกนั้นอย่างเฉียว    ถ้าพระองค์

ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า     รถทั้งหลายของพวกเราก็อย่าจมน้ำ

จึงทรงขับควบรถไปทางผิวน้ำ.    แม้เพียงดุมและล้อของรถทั้งหลาย

ก็มิได้เปียกน้ำ.  ทั้งแม่น้ำที่สอง   ที่สาม    ก็ทรงข้ามไปได้ด้วยกระทำ

สัจจะนั้นนั่นแล  เมื่อทรงข้ามไปได้นั่นเอง  ทรงเห็นพระศาสดาที่โคนต้นไทร.

แม้พระศาสดา  ก็ทรงดำริว่า  สตรีเหล่านี้เห็นสามีของตน  เกิดฉันทราคะ

 

๑.  ปาฐะว่า  ยสตฺถาร  อุทฺทิสฺส  มย  ปพฺพชิตา  สตฺถา  โน  เอโสติ  พม่าเป็น  ย

สตฺถาร  อุทฺทิสฺส  มย  ปพฺพชิตาอทฺธา  โส  เจโสติ  แปลตามพม่า.

 


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 489

ก็จะพึงทำอันตรายต่อมรรคผล  ทั้งไม่อาจฟังธรรมได้  จึงทรงกระทำโดยวิธี

การที่พวกเขาจะไม่เห็นกันและกันได้  สตรีเหล่านั้นทั้งหมดขึ้นจากท่าน้ำ

แล้ว ซึ่งถวายบังคมพระทศพลแล้วนั่ง พระศาสดาตรัสธรรมกถาโปรด

สตรีเหล่านั้น. จบเทศนา  สตรีทุกคนก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล  จึงเห็น

ซึ่งกันและกัน          พระศาสดาทรงดำริว่า        อุบลวรรณาจงมา

พระเถรีก็มาให้สตรีทุกคนบรรพชา    แล้วพาไปสำนักภิกษุณี    พระ-

ศาสดาทรงพาภิกษุพันรูปเสด็จไปพระเชตวันทางอากาศ.    ครั้งนั้น

ท่านพระมหากัปปินะเถระ    รู้ว่ากิจตนถึงที่สุดแล้ว    ก็เป็นผู้ขวนขวาย

น้อย   ทำเวลาให้ล่วงไปด้วยสุขในผลสมาบัติ   อยู่ป่าก็ดี    อยู่โคนไม้ก็ดี

อยู่เรือนว่างก็ดี    ก็เปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า  อโห  สุข อโห  สุข (โอ  สุขจริง

โอ   สุขจริง).   ภิกษุทั้งหลายเกิดพูดกันขึ้นว่า   ท่านพระกัปปินเถระ.

ระลึกถึงสุขในราชสมบัติ   จึงเปล่งอุทาน  พากันไปกราบทูลพระตถาคต.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    บุตรเราปรารภสุขในมรรค    สุขในผล

จึงเปล่งอุทาน  แล้วตรัสพระคาถาในพระธรรมบท  ดังนี้ว่า

ธมฺมปีติ  สุข  เสติ   วิปฺปสนฺเนน  เจตสา

อริยปฺปเวทิเต    ธมฺเม   สทา   รมติ  ปณฺฑิโต

บัณฑิตมีใจผ่องใสแล้วมีปีติในธรรม  ย่อมอยู่เป็นสุข

ยินดีในธรรมที่พระอริยประกาศแล้วทุกเมื่อ

ต่อมาวันหนึ่ง    พระศาสดาทรงเรียกภิกษุพันรูปอันเตวาสิก

ของท่านมาแล้ว     ตรัสถามว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอาจารย์ของเธอ

แสดงธรรมบ้างไหม   กราบทูลว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   อาจารย์

ของข้าพระองค์มิได้แสดงธรรมเลย  ท่านเป็นผู้ขวนขวายน้อย  ประกอบ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 490

เนือง  ๆ     แต่สุขวิหารธรรมในปัจจุบันอยู่     ไม่ให้แม้แต่เพียงโอวาทแก่

ใคร  ๆ.   พระศาสดารับสั่งให้เรียกท่านมาแล้วตรัสถามว่า     กัปปินะ

เขาว่าเธอไม่ให้แม้แต่เพียงโอวาทแก่อันเตวาสิกทั้งหลาย       จริงหรือ.

ท่านกราบทูลว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   จริงพระเจ้าข้า.    ตรัสว่า

ดูก่อนพราหมณ์   เธออย่าทำอย่างนี้   ตั้งแต่วันนี้ไป   เธอจงแสดงธรรม

แก่อันเตวาสิกทั้งหลาย.  ท่านรับพระพุทธดำรัสด้วยเศียรเกล้าว่า   ดีละ

พระเจ้าข้า  แล้วแสดงธรรมสอนสมณะพันรูป ในการประชุมคราวเดียว

เท่านั้น   ให้เธอบรรลุพระอรหัตหมดทุกรูป.   ย่อมาพระศาสดาประทับ

กลางสงฆ์     กำลังทรงสถาปนาพระเถระทั้งหลายในตำแหน่งต่าง ๆ

ตามลำดับ     จึงทรงสถาปนาท่านพระมหากัปปินเถระไว้ในตำแหน่ง

เอตทัคคะ  เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวก   ผู้โอวาทภิกษุแล.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 491

อรรถกถาสูตรที่  ๑๐

 

ประวัติพระสาคตเถระ

 

ในสูตรที่  ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า  เตโชธาตุกุสสาน  ท่านแสดงว่า  ท่านพระสาคตเถระ

เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ฉลาดเข้าเตโชธาตุ  ความจริง  พระเถระนี้

ใช้เดชครอบงำเดชของนาคชื่ออัมพติตถะ    ได้ทำให้หายพยศ    เพราะ

เหตุนั้น  ท่านจึงชื่อว่า  เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ฉลาดเข้าเตโชธาตุ

ในปัญหากรรมของท่าน   มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ   ดังนี้

ก็พระเถระรูปนี้    ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า     ปทุมุตตระ

ถือปฏิสนธิในครอบครัว ในกรุงหงสวดี  ต่อมา  กำลังฟังพระธรรมเทศนา

ของพระศาสดา     เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ใน

ตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ฉลาดเข้าเตโชธาตุ

จึงทำกุศลกรรมอย่างใหญ่  ปรารถนาตำแหน่งนั้น.  เขาทำกุศลตลอดชีวิต

เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้   บังเกิดในครอบครัว

พราหมณ์  ในกรุงสาวัตถี.   บิดามารดาจึงตั้งชื่อท่านว่า  สาคตมาณพ.

ต่อมา  สาคตมาณพนั้น   ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาได้ศรัทธา

จึงบวชทำสมาบัติ   ๘  ให้บังเกิดแล้ว บรรลุความเป็นผู้ชำนาญในสมาบัติ

นั้น.     ต่อมาวันหนึ่ง     พระศาสดาเสด็จจาริกไป     ได้เสด็จถึงที่ใกล้

กรุงโกสัมพี.    สมัยนั้น    คนที่มาที่ไปมากด้วยกันเป็นศัตรูของนายเรือ

เก่าที่ท่าน้ำ    ตีนายเรือนั้นตาย  นายเรือนั้น ตั้งความปรารถนาด้วยทั้งจิต

ที่ขุ่นแค้น     บังเกิดเป็นนาคราชมีอานุภาพมากที่ท่าเรือนั้นนั่นแหละ

เพราะมีจิตขุ่นแค้น  เขาจึงทำให้ฝนตกในเวลาที่มิใช่หน้าฝน ไม่ให้ฝนตก


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 492

ในเวลาหน้าฝน. ข้าวกล้า   ก็ไม่สมบูรณ์. ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้น  ทำการ

เส้นสังเวยทุกปี  เพื่อให้นาคราชนั้นสงบ  สร้างเรือนหลังหนึ่งให้นาคราช

นั้นอยู่.  แม้พระศาสดาก็เสด็จข้ามทางท่านั้น  มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม  ได้

เสด็จไป  ทรงมีพระประสงค์จะประทับอยู่คืนหนึ่ง  ณ  ที่นั้น.  ครั้งนั้น

พระเถระนี้ทราบว่า   เขาว่ามีนาคราชดุอยู่ที่นั้น  จึงคิดว่า  ควรจะทรมาน

นาคราชนี้ให้หายพยศแล้วจัดแจงที่ประทับอยู่สำหรับพระศาสดา

ดังนี้แล้ว  เข้าไปยังที่อยู่ของนาคนั่งขัดสมาธิ. นาคโกรธว่า  สมณะโล้นนี้

ชื่อไร จึงบังอาจเข้าไปนั่งยังที่อยู่ของเรา   แล้วจึงบังหวนควันขึ้น. พระเถระ

ก็ทำบังหวนควันยิ่งกว่า.  พระยานาคทำไฟลุกโพลง.  พระเถระก็ทำไฟ

ลุกโพลงยิ่งกว่า  ครอบงำเดชของนาคนั้น. นาคคิดว่าภิกษุรูปนี้ใหญ่จริง

หนอ จึงหมอบกราบลงแทบเท้าพระเถระกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพระเจ้า

ขอถึงท่านเป็นสรณะ.  พระเถระบอกว่า  กิจด้วยสรณะสำหรับเราไม่มี

ดอก  ท่านจงถึงพระทศพลเป็นสรณะเถิด.   นาคนั้นรับคำว่า  ดีละ  แล้ว

เป็นผู้ถึงสรณะ.

*(นาคนั้นได้ถึงพระทศพล    ผู้มีพระเศียรคือสัพพัญญุตญาณอัน

ประเสริฐ   ผู้มีพระเกล้างามคือนิพพานารมณ์อันประเสริฐ  ผู้มีพระนลาต

คือจตุตถญาณอันประเสริฐ   ผู้มีรัศมีพระอุณณาโลมคือ  สมาปัตติญาณ

ดั่งวชิระอันประเสริฐ      ผู้มีพระโขนงทั้งคู่อันประเสริฐเกินความงาม

 

๑. ปาฐะว่า  โส  สาธูติ  สรณ  คโตฯ  โส  อคจฺฉิ ต สรณ ฯเปฯ สพฺพญฺญุตปิ สคโต ฯ หุตฺวา อิโต

ปฏฺาย น กิญฺจ วิเหเมิ เทวปิ สมฺมา วสฺสาเปมีติฯ พม่าเป็น โส  สาธูติ สรณคโต หุตฺวา ตโต

ปฏฺาย น กญฺจิ  วิเหเติ, เทวมฺปิ สมฺมา วสฺสาเปติ, แปลตามพม่า

ที่วงเล็บไว้ฉบับพม่าสีหลไม่มี


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 493

แห่งนีลกสิณ  ผู้มีคู่พระจักษุคือ ทิพยจักษุ   ปัญญาจักษุ   และสมันตจักษุ

อันประเสริฐ   ผู้มีคู่พระโสต   คือทิพยโสตญาณอันประเสริฐ   ผู้มีพระ-

นาสิกโด่งคือ   โคตรภูญาณอันประเสริฐ   ผู้มีคู่พระปราง   (แก้ม)   คือ

มรรคผลญาณและวิมุตติผลญาณอันประเสริฐ    ผู้มีคู่พระโอษฐ์    คือ

โลกิยญาณและโลกุตตรญาณอันประเสริฐ  ผู้มีพระทนต์งาม  คือสัตตตึส-

โพธิปักขิยญาณอันประเสริฐ.  ผู้มีพระเขี้ยว  ๔   คือ  จตุมรรคญาณอัน

ประเสริฐ    ผู้มีพระชิวหาคือ  จตุสัจจญาณอันประเสริฐ   ผู้มีพระหณุ

(คาง) คืออัปปฏิหตญาณ  (พระญาณที่ไม่มีอะไรขัดขวาง) อันประเสริฐ.

ผู้มีพระศอคือญาณเครื่องบรรลุวิโมกข์อันยอดเยี่ยมอันประเสริฐ     ผู้มี

พระพาหา   (แขน)   คือจตุเวสารัชชญาณอันประเสริฐ   ผู้มีพระองคุลี

(นิ้ว)  กลมงามคือ ทสานุสสติญาณอันประเสริฐ   ผู้มีแผ่นพระอุระ (อก)

 

เต็มคือสัตตโพชฌงค์   ผู้มีคู่พระถัน   (นม)   คือ   อาสยานุสยญาณอัน

ประเสริฐ  ผู้มีพระวรกายท่อนกลางคือ  ทศพลญาณอันประเสริฐ   ผู้มี

พระชงม์ (แข้ง) คือ  ปัญจินทรีย์และปัญจพละอันประเสริฐ  ผู้มีคู่พระอูรุ

(ขา)  คือทสกุศลกัมมปถอันประเสริฐ  ผู้มีสังฆาฏิ  คือศีลสมาธิปัญญา

อันประเสริฐ   ผู้มีบังสุกุลจีวรเครื่องปกปิดพระวรกาย  คือหิริโอตตัปปะ

อันประเสริฐ.  ผู้มีพระอันตรวาสก  (สะบง)  คืออัฏฐังคิกมรรคญาณอัน

ประเสริฐ.    ผู้มีประคตเอวคือจตุสิปัฏฐานอันประเสริฐ    เป็นสรณะ

พระพุทธเจ้าท่านให้แจ่มแจ้งแล้วดังกล่าวมานี้    พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงบรรลุแม้พระสัพพัญญุตญาณแล้ว)    ตั้งแต่นั้น  นาคก็ไม่เบียดเบียน

ใคร ๆ    ทำฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล    ข้าวกล้าทั้งหลายก็สมบูรณ์

พูนผล.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 494

พวกชาวกรุงโกสัมพี  ฟังข่าวว่า  เขาว่าพระผู้เป็นเจ้าสาคตะ

ทรมานอัมพติตถนาคได้แล้ว     ต่างคอยการเสด็จมาข้องพระศาสดา

จัดแจงสักการะเป็นอันมาก  ถวายพระทศพล  ชาวเมืองเหล่านั้น   ครั้น

ถวายสักการะอย่างมากแด่พระทศพลแล้ว      ก็ตกแต่งน้ำใสสีขาว

(ประเภทสุรา ?)    ไว้ในเรือนทุกหลัง    ตามคำแนะนำของเหล่าภิกษุ

ฉัพพัคคีย์  (ภิกษุ  ๖  รูป)  วันรุ่งขึ้น  เมื่อพระสาคตเถระเที่ยวบิณฑบาต

ก็พากันถวายน้ำนั้น  บ้านละหน่อย ๆ พระเถระถูกผู้คนทั้งหลาย

ขะยั้นขะยอ  เพราะยังไม่ได้ทรงบัญญัติสิกขาบท   ก็ดื่มทุกเรือนหลังละ

หน่อย ๆ    เดินไปไม่ไกลนักก็สิ้นสติล้มลงที่กองขยะ  เพราะไม่มีอาหาร

รองท้อง.  พระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว  เสด็จออกไปเห็นท่านพระสาคตะ-

เถระนั้น    ก็โปรดให้พาตัวไปพระวิหาร    ทรงดำหนิแล้วทรงบัญญัติ

สิกขาบท.  วันรุ่งขึ้น  ท่านได้สติ  ฟังเขาเล่าถึงเหตุที่ตนทำแล้ว   ก็แสดง

โทษที่ล่วงเกิน   ขอให้พระทศพลงดโทษแล้ว   เกิดความสสดใจ   เจริญ

วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต.   เรื่องปรากฏในพระวินัย   ดังกล่าวมานี้.

พึงทราบเรื่องพิสดารตามนัยที่มาแล้วในวินัยนั้นนั่นแล  ภายหลัง  พระ-

ศาสดาประทับนั่งในพระเชตวันมหาวิหาร  กำลังทรงสถาปนาพระเถระ

ทั้งหลายไว้ในตำแหน่งทั้งหลายตามลำดับ     จึงทรงสถาปนาท่านพระ-

สาคตเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวก     ผู้

ฉลาดเข้าเตโชธาตุแล.

จบ  อรรถกถาพระสูตรที่  ๑๐


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 495

อรรถกถาสูตรที่ ๑๑

 

ประวัติพระราธเถระ

 

ในสูตรที่  ๑๑  พึงทราบวินัจฉัยดังต่อไปนี้.

ปฎิภาเณยฺยกาน  ได้แก่  ผู้ให้ปฏิภาณเกิดขึ้นได้อันนับเป็น

เหตุให้ท่านแสดงซ้ำซึ่งพระธรรมเทศนาของพระศาสดาได้ทันที

ในปัญหากรรมของท่าน   มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ   ดังนี้

ก็พระเถระรูปนี้  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ  บังเกิด

ในเรือนสกุล  ในเมืองหงสวดี  ภายหลัง   กำลังฟังพระธรรมเทศนาของ

พระศาสดา     เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง

เอตทัคคะ     เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวก     ผู้มีปฏิภาณ       จึงทำ

กุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป  ปรารถนาตำแหน่งนั้น. ท่านปรนนิบัติพระตถาคต

จนตลอดชีวิต     เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์   ครั้งพุทธุปบาทกาลนี้

ก็ถือปฏิสนธิในสกุลพราหมณ์  กรุงราชคฤห์  บิดามารดาจึงขนานนาม

ว่าราธมาณพ     เวลาแก่เฒ่า     เขาคิดว่าเราเป็นผู้ที่บุตรภริยาของตน

ไม่ต้องการจักบวชให้เวลาล่วงไปเสีย      จึงไปพระวิหารขอบรรพชา

กะพระเถระทั้งหลาย. พระเถระบางพวกไม่ประสงค์ให้บวช  ด้วยเห็นว่า

เป็นคนแก่  เป็นพราหมณ์แก่เฒ่า.   ต่อมาวันหนึ่ง  พราหมณ์ไปสำนักของ

พระศาสดา  ทำการปฏิสัณฐารแล้ว  นั่ง  ณ  ที่สมควรส่วนหนึ่ง  พระ-

ศาสดาทรงเห็นอุปนิสสยสมบัติความถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัย     ทรงมี

 

๑.  บางแห่งเป็น  ปฏิภานกภิกฺขูน  แปลว่า  ภิกษุผู้มีปฏิภาน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 496

พระประสงค์จะยกเรื่องขึ้นจึงตรัสถามว่า     พราหมณ์บุตรภริยา     ยัง

ปรนนิบัติอยู่หรือ   กราบทูลว่า  ท่านพระโคดม  ปรนนิบัติแต่ที่ไหนเล่า

พวกบุตรภริยาให้ข้าพระองค์ออกไปจากบ้าน   ด้วยเขาคิดว่าข้าพระองค์

แก่แล้ว   ตรัสถามว่า   ท่านบวชเสียไม่ควรหรือพราหมณ์   กราบทูลว่า

ท่านพระโคดม   ใครเล่าจะให้ข้าพระองค์บวช   ใคร ๆ   เขาไม่ต้องการ

ข้าพระองค์ดอก   เพราะเป็นคนแก่แล้ว   พระศาสดาได้ประทานสัญญา

นัดหมายแก่ท่านพระสารีบุตรเถระ     พระเถระรับพระพุทธดำรัสด้วย

เศียรเกล้า    ให้ราธพราหมณ์บวช    ท่านคิดว่า    พระศาสดาทรงให้

พราหมณ์ผู้นี้บวชด้วยความเอื้อเฟื้อ    ไม่สมควรดูแลพราหมณ์ผู้นี้ด้วย

ความไม่เอื้อเฟื้อ  จึงพาพระราธเถระไปที่อยู่ใกล้บ้าน  ณ  ที่นั้น  ท่านมี

ลาภที่ค่อนข้างหาได้ยาก   เพราะยังบวชใหม่   พระเถระจึงให้ที่อยู่ที่ถึง

แก่ตนแม้เป็นที่ดีเลิศ     ให้บิณฑบาตอันประณีตที่ถึงแก่ตน     แก่พระ-

ราธเถระนั้น  เที่ยวไปบิณฑบาตเอง  ท่านพระราธเถระได้เสนาสนะอัน

สบาย   และโภชนะอันสบาย  รับกรรมฐานในสำนักท่านพระสารีบุตร-

เถระ   ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต   ครั้งนั้น  ท่านพระสารีบุตรเถระ

ก็พาท่านไปเฝ้าพระทศพล    พระศาสดาก็ทรงทราบ   จึงตรัสถามว่า

สารีบุตร   นิสสิตที่เรามอบหมายแก่เธอไปเป็นเช่นไร   ไม่อยากสึกหรือ

ท่านพระสารีบุตรเถระทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ธรรมดาภิกษุ

ผู้อภิรมย์ยินดียิ่งในพระศาสนา    พึงเป็นเช่นนี้พระเจ้าข้า    ครั้งนั้นเกิด

พูดกันกลางสงฆ์ว่า   ท่านพระสารีบุตรเถระเป็นผู้กตัญญูกตเวที  พระ-

ศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้วทรงเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความที่สารีบุตรเป็นผู้กตัญญูกตเวทีในชาตินี้

ยังไม่อัศจรรย์     ในชาติก่อนเธอแม้บังเกิดในปฏิสนธิของอเหตุกสัตว์


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 497

ก็ได้เป็นผู้กตัญญูกตเวทีแล้วเหมือนกัน  ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า  ข้าแต่

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ในกาลไหนพระเจ้าข้า    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง

ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ในอดีตกาล  ช่างไม้ประมาณ   ๕๐๐  คน

เข้าไปป่าใหญ่เชิงเขา    ตัดทัพพสัมภาระได้แล้วผูกแพใหญ่ล่องลงแม่น้ำ

มีพระยาช้างเชือกหนึ่ง    นัยว่า    เอางวงจับกิ่งไม้ในที่ไม่เรียบร้อยแห่ง

หนึ่ง   ไม่อาจจะธารกิ่งไม้หักได้   ก็เอาเท้าเหยียบลงตรงตอแหลม   เท้า

ถูกตอแทง   เกิดทุกขเวทนา   ไม่สามารถออกไปเดินได้   ก็นอนลงที่นั้น

นั่นแหละ  ล่วงไป  ๒-๓  วัน  พระยาช้างนั้นแลเห็นพวกช่างไม้  เดินมา

ใกล้ตัว    ก็คิดว่า    เราอาศัยช่างไม้เหล่านี้คงจักรอดชีวิตแน่    จึงได้เดิน

ไปตามรอยช่างไม้เหล่านั้น พวกเขาเหลียวกลับมาเห็นช้าง  ก็กลัวจึงหนี

ไป    พระยาช้างนั้นรู้ว่าเขาหนีก็หยุด     ติดตามไปอีกเมื่อเวลาเขาหยุด

หัวหน้าช่างไม้คิดว่า   ช้างเชือกนี้  เมื่อเราหยุดก็ตาม   เมื่อเราหนีก็หยุด

คงจักต้องมีเหตุในที่นั้นแน่   ทุกตนจึงพากันปีนขึ้นต้นไม้   นั่งคอยช้างมา

พระยาช้างนั้นเดินมาใกล้ช่างไม้เหล่านั้น     ก็นอนกลิ้งแสดงเท้าของตน

เวลานั้น  ช่างไม้ก็เกิดความเข้าใจ   โดยกล่าวว่า   ท่านผู้เจริญ   ช้างนั่น

มาเพราะเจ็บป่วย     ไม่ใช่มาเพราะเหตุอย่างอื่น     จึงพากันเข้าไปใกล้

พระยาช้างนั้น  เห็นตอตำเข้าไปในเท้า  ก็รู้ว่า  เพราะเหตุนี้เอง  มันจึงมา

จึงเอามีดที่คม   ขวั้นที่ปลายตอแล้วเอาเชือกผูกให้แน่น   ช่วยกันดึงออก

มาได้   บีบปากแผลของมันนำเอาหนองและเลือดออก    ล้างด้วยน้ำฝาด

ใส่ยาที่ตนรู้จัก  ไม่นานนัก   ก็ทำให้มันสบาย  พระยาช้างหายป่วยแล้ว

คิดว่า     ช่างไม้เหล่านี้มีอุปการะแก่เรามาก     เราอาศัยช่างไม้เหล่านี้

จึงรอดชีวิต   เราควรจะกตัญญูกตเวทีต่อพวกเขา  จึงกลับไปที่อยู่ของตน

แล้วนำเอาลูกช้างตระกูลคันธะมา    พวกช่างไม้เห็นลูกช้าง     ก็ปลื้มใจ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 498

อย่างยิ่งว่า     ช้างของเราพาลูกมา     พระยาช้างคิดว่า     เมื่อเรายืนอยู่

ทำไมหนอ   ลูกช้างนี้จึงยังมา   มันคงจักไม่รู้เหตุที่เรามา  จึงผละออกไป

จากที่ ๆ  ยืน  ลูกช้างก็ยังคงเดินตามต้อย ๆ  ไปข้างหลังพ่อ  พระยาช้าง

รู้ว่าลูกตามมา  จึงส่งเสียงสัญญาให้กลับไป   ลูกช้างได้ยินเสียงพ่อ   ก็

กลับไปหาพวกช่างไม้   พวกช่างไม้รู้ว่า    ช้างนี่คงจักมาเพื่อให้ลูกช้าง

เชือกนี้แก่เรา      จึงกล่าวว่า   เราไม่มีกิจที่จะให้เจ้าทำในสำนักเราดอก

จงไปหาพ่อของเจ้าเถิด   แล้วก็ส่งลูกช้างกลับไป   พระยาช้าง   ก็ส่งลูก

ซึ่งมาหาตนถึง   ๓   ครั้งไปอยู่ใกล้พวกช่างไม้อีก   ตั้งแต่นั้นมา   พวก

ช่างไม้ก็ช่วยกันบำรุงเลี้ยงลูกช้างไว้ในสำนักของตน   เวลากิน   ต่างให้

ก้อนข้าวคนละก้อน   เพียงพอแก่ความต้องการของลูกช้างนั้น.  ครั้งนั้น

ลูกช้างนั้นก็ขนทัพสัมภาระที่พวกช่างไม้ตัดไว้ในป่า    มาทำเป็นกองไว้

ที่ลาน ลูกช้างก็กระทำอุปการะแม้อย่างอื่น โดยทำนองนี้นี่แล

พระศาสดาทรงชักเหตุนี่มาแสดงแม้ในชาติก่อน        พระ.สารี-

บุตร   ก็เป็นผู้กตัญญูกตเวที ครั้งนั้น พระสารีบุตรเถระ  ได้เป็นช้างใหญ่.

ภิกษุผู้หย่อนความเพียรที่มาในอัตถุปปัตติ  (เหตุเกิดเรื่อง) ได้เป็นลูกช้าง

แต่ถึงคัมภีร์สังยุตตนิกาย     ควรกล่าวราธสังยุตทั้งสิ้น     และคาถาใน

พระธรรมบทว่า

 

๑. ปาฐะว่า  หตฺถินาโค  จินฺเตสิ  มยิ ติฏฺนฺเต กึนุโข  อย  อาคโตติ  มม  อาคตการณ  ชานิสฺสตีติ

ิตฏฺษนโต  อปกฺกมิ. พม่าเป็น  หตฺถินาโค  จินฺเตสิ สยิ  ติฏนฺเต  "กึนุโข  อาคโต" ติ  มม

อาคตการณ  ชานิสฺสนฺตี"  ติ  ิตฏานโต  ปกฺกามิ. (แปลตามพม่า)

 

๒. ปาฐะว่า  อถ  โส  วฑฺฒกีหิ  อตฺตโน  คณณโกฏียก  ทพฺ พสมฺภาร...พม่าเป็น  โส วฑฺฒกีหิ

อพฺโตคณเณ โกฏฏิต ทพฺเพสมฺภาร (แปลตามพม่า)


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 499

นิธีนว  ปวตฺตาร  ย  ปสาเส  วชฺชทสฺสิน

นิคฺคยฺหวาทึ  เมธาวึ  ตาทิส  ปณฺฑิต ภเช

ตาทิส เสยฺโย โหติ  น  ปาปิโย.

พึงเห็นบัณฑิตผู้  กล่าวสอน ชี้โทษ

พูดข่มไว้  มีปัญญากว้างขวาง  เหมือนชี้บอก

ขุมทรัพย์ให้ พึงคบบัณฑิตเช่นนั้น  เมื่อคบบัณฑิต

เช่นนั้น  ก็มีแต่ดี ไม่เสียเลย ดังนี้

ชื่อว่า    ธรรมเทศนาของพระเถระ    แต่ต่อมา    พระศาสดากำลังทรง

สถาปนาพระเถระทั้งหลายไว้ในตำแหน่งทั้งหลายตามลำดับ     จึงทรง

สถาปนาท่านพระราธเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่า

ภิกษุสาวกผู้ประกอบด้วยปฏิภาณ   แล.

 

จบ อรรถกถาสูตรที่  ๑๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 500

อรรถกถาสูตรที่ ๑๒

 

ประวัติพระโมฆราชเถระ

 

ในสูตรที่  ๑๒  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า   ลูขจีวรธราน  ท่านแสดงว่า  ท่านพระโมฆราช  เป็น

ยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทรงจีวรปอน  จริงอยู่  พระเถระองค์นี้ทรงผ้า

บังสกุลจีวร  ที่ประกอบด้วยความปอน ๓  อย่าง  คือ  ปอนด้วยผ้า  ปอน

ด้วยด้าย    ปอนด้วยเครื่องย้อม      เพราะเหตุนั้น       ท่านจึงชื่อว่าเป็น

ยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทรงจีวรปอน. นปัญหากรรมของท่าน  มีเรื่อง

ที่จะกล่าวตามลำดับ  ดังนี้

 

ก็ท่านพระโมฆราชนี้    ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ถือปฏิสนธิบังเกิดในครอบครัว    กรุงหงสวดี     หลังจากนั้น    กำลังฟัง

ธรรมกถาของพระศาสดา    เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่ง

ไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทรงจีวรปอน    ก็ทำ

กุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป    ปรารถนาตำแหน่งนั้น.    ท่านทำกุศลจนตลอด

ชีวิต      เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถือปฏิสนธิในเรือนอำมาตย์

ในนครกัฏฐวาหนะ   ก่อนแต่พระทศพลพระนามว่ากัสสปเสด็จอุบัติขึ้น ต่อมา

เจริญวัย  เฝ้าบำรุงพระเจ้ากัฏฐวาหนะ.  ก็ได้ตำแหน่งอำมาตย์.  สมัยนั้น

พระกัสสปทศพล  เสด็จอุบัติในโลกแล้ว  พระเจ้ากัฏฐวาหนะทรงสดับว่า

พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก   รับสั่งเรียกอำมาตย์นั้นมาตรัสว่า

พ่อเอ๋ย  พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก  ใคร ๆ ไม่อาจท่านครปัจจันต-