พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 401
ปราบโจรดังนี้ จึงถวายบังคมพระชนกแล้วเสด็จไปยังปัจจันตชนบท
ปราบโจรแล้วมีชัยชนะแก่ข้าศึกแล้วเสด็จกลับ พระราชกุมาร
เหล่านั้นปรึกษากับเหล่าผู้ใกล้ชิดในระหว่างทางว่า พ่อเอ๋ยในเวลา
ที่เรามาเฝ้าพระชนกจักประทานพร เราจะรับพรอะไร พวกข้าบาท
มูลิกาทูลว่า พระลูกเจ้า เมื่อพระชนกของพระองค์ล่วงลับไป ไม่มี
อะไรที่ชื่อว่าได้ยาก แต่พระองค์โปรดรับพรคือการปรนนิบัติ
พระผุสสพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระเชฏฐภาดาของพระองค์เถิด พระราช-
กุมารเหล่านั้นกล่าวว่า พวกท่านพูดดีจึงพร้อมใจกันทุก ๆ องค์
ไปเฝ้าพระชนก ในกาลนั้น พระชนกทรงเลื่อมใสพระราชกุมาร
เหล่านั้น แล้วทรงประทานพร พระราชกุมารเหล่านั้นทูลขอพรว่า
พวกข้าพระองค์จักปรนนิบัติพระตถาคตตลอดไตรมาส พระราชา
ตรัสว่า พรนี้เราให้ไม่ได้ จงขอพรอย่างอื่นเถิด พระราชกุมาร
กราบทูลว่า ข้าแต่พระชนก พวกเข้าพระองค์ก็ไม่ต้องการพรอย่างอื่น
ถ้าหากพระองค์ประสงค์จะพระราชทาน ขอจงพระราชทานพรนั้น
นั่นแหละแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระราชาเมื่อพระราชโอรส
เหล่านั้นทูลขออยู่บ่อย ๆ ทรงดำริว่า เราไม่ให้ไม่ได้ เพราะเราได้
ปฏิญญาไว้แล้วจึงตรัสว่า พ่อเอ๋ย เราให้พรแก่พวกเจ้า ก็แต่ว่า
ธรรมดาพระพุทธเจ้าเป็นผู้อันใคร ๆ เข้าเฝ้าได้ยาก เป็นผู้มีปกติ
เที่ยวไปพระองค์เดียวดุจสีหะ พวกเจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทปรนนิบัติ
พระทศพลเถิด.
พระราชกุมารเหล่านั้นดำริว่า เมื่อพวกเราจะปรนนิบัติ
พระตถาคต ก็ควรจะปรนนิบัติให้สมควร จึงพร้อมใจกันสมาทานศีล
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 402
๑๐ เป็นผู้ไม่มีกลิ่นคาว ตั้งบุรุษไว้ ๓ คนให้ดูแลโรงทานสำหรับ
พระศาสดา บรรดาบุรุษ คนนั้น คนหนึ่งเป็นผู้จัดแจงการเงิน
และข้าวปลาอาหาร. คนหนึ่งมีหน้าที่ตวงข้าว คนหนึ่งมีหน้าที่จัดทาน.
ในบุรุษ ๓ คนนั้น คนจัดแจงการเงินและข้าวมาเถิดเป็นพระเจ้า
พิมพิสารมหาราชในปัจจุบัน คนตวงข้าวมาเกิดเป็นวิสาขอุบาสก,
คนจัดทานมาเกิดเป็นรัฐปาลเถระแล. กุลบุตรนั้นบำเพ็ญกุศลในภพ
นั้นตลอดชีพแล้วบังเกิดในเทวโลก. ส่วนพระยานาคนี้เกิดเป็น
พระเชฏฐโอรสของพระเจ้ากิกิ ครั้งพระที่พลพระนามว่ากัสสป
ชื่อว่าราหุลเถระ พระญาติทั้งหลายขนานนามพระองค์ว่า ปฐวินทร-
กุมาร พระองค์มีภคินี ๗ พระองค์ พระภคินีเหล่านั้นสร้างบริเวณ
ถวายพระทศพลถึง ๗ แห่ง พระปฐวินทรกุมารทรงได้ตำแหน่ง
อุปราช พระองค์ตรัสกะภคินีเหล่านั้นว่า ในบรรดาบริเวณที่พระนาง
ได้สร้างไว้นั้น ขอจงประทานให้หม่อมฉันแห่งหนึ่ง พระภคินีเหล่านั้น
ทูลว่า พระพี่เจ้า พระองค์ดำรงอยู่ในฐานะเป็นอุปราช พระองค์
พึงประทานแก่หม่อมฉันต่างหาก พระองค์โปรดสร้างบริเวณอื่นเถิด
พระราชกุมารนั้นได้สดับคำของพระภคินีเหล่านั้นแล้ว จึงให้สร้าง
วิหารถึง ๕๐๐ แห่ง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บริเวณ ๕๐๐ แห่ง
ก็มี พระราชกุมารนั้นทรงบำเพ็ญกุศลตลอดชีพในอัตภาพนั้นไป
บังเกิดในเทวโลก ในพุทธุบาทกาลนี้ ปฐวินทรกุมารถือปฏิสนธิ
ในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหษีแห่งพระโพธิสัตว์ของเรา สหาย
ของท่านบังเกิดในเรือนแห่งรัฐปาลเศรษฐี ในถุลลโกฏฐิตนิคม
แคว้นกุรุ.
ครั้งนั้น พระทศพลของเราทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 403
ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐแล้วเสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์
โดยลำดับ ทรงให้ราหุลกุมารบรรพชาแล้ว. วิธีบรรพชาราหุลกุมาร
นั้น มาแล้วในพระบาลี. ก็พระศาสดาได้ตรัสราหุโลวาทสูตร เป็น
โอวาทเนือง ๆ แก่พระราหุลนั้นผู้บรรพชาแล้วอย่างนี้ แม้พระ-
ราหุลลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เอามือกอบทรายขึ้นกล่าวว่า วันนี้เราพึง
ได้โอวาทมีประมาณเท่านี้จากพระทศพล และอุปัชฌาย์อาจารย์
ทั้งหลาย เกิดการสนทนากันในท่ามกลางสงฆ์ว่า ราหุลสามเณร
ทนต่อพระโอวาทหนอ เป็นโอรสที่คู่ควรแก่พระชนก" พระศาสดา
ทรงจิตวาระแห่งภิกษุทั้งหลาย ทรงพระดำริว่า เมื่อเราไปแล้ว
ธรรมเทศนาอย่างหนึ่งจักขยาย และคุณของราหุลจักปรากฏ จึง
เสด็จไปประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ในธรรมสภา ตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากัน
ด้วยเรื่องอะไรหนอ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค
เจ้า พวกข้าพระองค์สนทนากันถึงความที่ราหุลสามเณรเป็น
ผู้อดทนต่อโอวาทพระเจ้าข้า พระศาสดาทรงดำรงอยู่ในฐานะ
นี้เพื่อทรงแสดงถึงคุณของราหุลสามเณร จึงทรงนำมิคชาดก
มาตรัสว่า.-
"มิคนฺคิปลฺลตฺถมเนกมาย
อฏฺกฺขร อฑฺฒรตฺตาวปายึ
เอเกน โสเตน ฉมาสฺสสนฺโต
ฉทิ กลาหีติ โภ ภาคิเนยฺโย" ติ
ฉันยังเนื้อหลานชายผู้มี ๘ กีบ นอนโดยอาการ
๓ ท่า มีมารยาหลายอย่าง ดื่มกินน้ำในเวลา
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 404
เที่ยงคืน ให้เล่าเรียนมายาของเนื้อดีแล้ว ดูก่อน
น้องหญิง เนื้อหลานชายกลั้นลมหายใจไว้ได้ โดย
ช่องโสตข้างหนึ่ง แนบติดอยู่กับพื้น จะทำกลลวง
นายพรานด้วยอุบาย ๖ ประการ.
ต่อมา ในเวลาที่สามเณรมีอายุ ๗ พรรษา ทรงแสดง
อัมพลัฏฐิยราหุโลวาทแก่ราหุลสามเณรนั้นว่า ราหุลอย่ากล่าว
สัมปชานมุสา แม้เพื่อจะเล่นโดยความเป็นเด็กเลย ดังนี้เป็นต้น
ในเวลาที่สามเณรมีอายุ ๑๘ พรรษา ตรัสมหาราหุโลวาทสูตร
โดยนัยว่า "ราหุล รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง" ดังนี้เป็นต้น แก่ราหุล
ผู้เข้าไปบิณฑบาตตามหลังของพระตถาคต มองดูรูปสมบัติของ
พระศาสดาและของตน ตรึกวิตกที่เนื่องด้วยครอบครัว ส่วนราหุโลวาท
ในสังยุตก็ดี ราหุโลวาทในอังคุตตรนิกายก็ดี เป็นอาจารย์แห่ง
วิปัสสนาของพระเถระทั้งนั้น.
ภายหลังพระศาสดาทรงทราบว่าญาณของท่านแก่กล้า
ในเวลาที่ราหุลเป็นภิกษุยังไม่มีพรรษาประทับนั่งที่อันธวันตรัส
จุลลราหุโลวาทสูตรแล้ว เวลาจบเทศนา พระราหุลเถระบรรลุ
พระอรหัตพร้อมกับเทวดาแสนพันโกฏิ เทวดาที่เป็นพระโสดาบัน
พระสกทาคามีและพระอนาคามีนับไม่ถ้วน. ย่อมาภายหลังพระ-
ศาสดาทรงประทับนั่งท่ามกลางพระอริยสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระ
ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ใคร่ต่อการศึกษาในศาสนานี้.
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 405
ก็เมื่อพระศาสดาทรงเสด็จออกจาริกไปในกุรุรัฐ ทรงบรรลุ
ถึงถุลลโกฏฐิตนิคมโดยลำดับ กุลบุตรชื่อรัฐปาลฟังพระธรรมเทศนา
ของพระศาสดา ได้ศรัทธาให้มารดาบิดาอนุญาตแล้ว เข้าเฝ้า
พระทศพล บวชแล้วในสำนักของพระเถระรูปหนึ่ง ตามพระบัญชา
ของพระศาสดาตั้งแต่วันที่ท่านบวชแล้ว เศรษฐีคหบดีเห็นภิกษุ
ทั้งหลายไปยังที่ประตูนิเวศน์ของตนย่อมด่าบริภาษาว่า มีงานอะไร
ของท่านในเรือนนี้ (เรา) มีบุตรน้อยคนเดียวเท่านั้น พวกท่านก็
มานำเขาไปเสีย บัดนี้จะทำอะไรอีกล่ะ. พระศาสดาประทับอยู่ที่
ถุลลโกฏฐิคามกึ่งเดือนแล้วเสด็จมายังกรุงสาวัตถีอีก. ครั้งนั้น
พระรัฐปาลกระทำกิจในโยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนาบรรลุ
พระอรหัตแล้ว ท่านทูลขออนุญาตพระศาสดาแล้วไปยังถุลลโกฏฐิต-
นิคมเพื่อเยี่ยมบิดามารดา เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกใน
นิคมนั้น ได้ขนมกุมมาสบูดที่ค้างคืนในนิเวศน์ของบิดา เกิดอสุภ-
สัญญาในเหล่าหญิงที่แต่งตัวแล้วจึงยืนขึ้นแสดงธรรม เหาะไปแล้ว
ประดุจศรเพลิงที่พ้นแล้วจากแล่ง ไปยังมิคาจิรอุทยานของพระเจ้า
โกรพย ลงนั่งแผ่นศิลาอันเป็นมงคล แสดงธรรมอันประดับแล้ว
ด้วยความเลื่อมใส ๔ ประการแด่พระราชาผู้เสด็จมาเยี่ยม จาริก
ไปโดยลำดับกลับมาเฝ้าพระศาสดาอีก. เรื่องนี้ตั้งขึ้นแล้วด้วย
อาการอย่างนี้. ต่อมาภายหลังพระศาสดาประทับนั่งท่ามกลาง
พระอริยสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่า
กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธาในศาสนานี้แล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 406
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ประวัติพระโกณฑธานเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๓ (เรื่องพระโกณฑธานะ) ดังต่อ
ไปนี้.
ด้วยบทว่า ปฐมสลาก คณฺหนฺตาน พระศาสดาทรงแสดงว่า
พระโกณฑธานเถระ. เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จับสลากได้ก่อน
ภิกษุอื่นทั้งหมด
ได้ยินมาว่า พระเถระนั้นเมื่อพระตถาคตเสด็จไปอุคคนคร
ในวันที่นางมหาสุภัททานิมนต์ เมื่อภิกษุบอกกล่าวว่า วันนี้พระ-
ศาสดาจักเสด็จภิกขาจารไกล ภิกษุปุถุชนอย่าจับสลาก พระขีณาสพ
๕๐๐ รูปจงจับ, ก็บันลือสีหนาทจับสลากได้ที่ ๑ ทีเดียว เมื่อพระ-
ตถาคตเสด็จไปเมืองสาเกตในวันที่นางจุลลสุภัททานิมนต์ ก็จับ
สลากได้เป็นที่ ๑ เหมือนกัน ในระหว่างภิกษุ ๕๐๐ รูป, แม้ใน
คราวเสด็จไปยังชนบทสุนาปรันตปะก็เหมือนกัน ด้วยเหตุเหล่านี้
พระเถระจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จับสลากได้ที่ ๑ อนึ่ง
คำว่ากุณฑธาน เป็นชื่อขอท่าน ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่อง
ที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่า ครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระเถระนี้บังเกิดใน
เรือนของครอบครัวกรุงหงสวดี ไปวิหารฟังธรรมโดยนัยดังกล่าว
แล้วนั่นแหละ เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 407
เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จักสลากได้ที่ ๑ จึงการทำกุศลกรรมแด่
พระพุทธเจ้าปรารถนาตำแหน่งนั้น ผู้อันพระศาสดาทรงเห็นว่าหา
อันตรายมิได้จึงพยากรณ์แล้วบำเพ็ญกุศลตลอดชีพ เวียนว่ายอยู่ใน
เทวดาและมนุษย์ ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้าก็บังเกิดเป็นภุมมเทวดา.
ก็ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าผู้มีพระชนมายุยืน มิได้ทำอุโบสถ
ทุกกึ่งเดือน. คือพระวิปัสสีทศพลในระหว่าง ๖ ปี จึงมีอุโบสถ
ครั้งหนึ่ง ส่วนพระกัสสปทศพลทรงให้สวดพระปาฏิโมกข์ทุก ๆ
๖ เดือน ในวันสวดปาฏิโมกข์นั้น ภิกษุ ๒ รูปผู้อยู่ในทิศมาด้วย
จงใจว่า จะกระทำอุโบสถ. ภุมมเทวดานี้คิดว่าความมีไมตรีของ
ภิกษุ ๒ รูปนี้มั่นคงเหลือเกิน เมื่อมีคนทำให้แตกแยกกัน ท่าน
จะแตกกันหรือไม่แตกกันหนอ จึงคอยหาโอกาสของภิกษุทั้งสองนั้น
เดินไปใกล้ ๆ ภิกษุทั้งสองนั้น. ครั้งนั้นพระเถระรูปหนึ่งฝากบาตร
และจีวรไว้กับพระเถระอีกรูปหนึ่ง ไปยังที่ มีความผาสุกด้วยน้ำ
เพื่อชำระล้างสรีระ ครั้งล้างมือล้างเท้าแล้วก็ออกมาจากร่มไม้
ที่ถูกใจ. ภุมมเทวดาแปลงเป็นหญิงมีรูปร่างงามอยู่ข้างหลังพระเถระ
นั้น จึงทำให้เสมือนผมยุ่งแล้วจัดผมเสียใหม่ ทำเป็นปัดฝุ่นข้างหลัง
แล้วจัดผ้านุ่งเสียใหม่ เดินสกดรอยพระเถระออกจากพุ่มไม้มายืนอยู่
ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง, พระเถระผู้เป็นสหายเห็นเหตุการณ์นี้จึงเกิด
ความโทมนัสคิดว่า ความเยื่อใยที่ติดตามกันมาเป็นเวลานานกับภิกษุนี้
ของเรามาฉิบหายเสียแล้วในบัดนี้ ถ้าหากเรารู้เช่นเห็นชาติอย่างนี้
เราจะไม่ทำความคุ้นเคยกับภิกษุนี้ให้เนิ่นนานถึงเพียงนี้. พอพระเถระ
นั้นมาถึงเท่านั้นก็พูดว่า เชิญเถอะอาวุโส นี่บาตรจีวรของท่าน
เราไม่เดินทางเดียวกันกับสหายเช่นท่าน. ครั้นได้ฟังถ้อยคำนั้น
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 408
หทัยของภิกษุผู้มีความละอายนั้น เหมือนกับถูกหอกคมทิ่มแทงเอา
แล้วฉะนั้น แต่นั้นท่านจึงกล่าวกะพระเถระนั้นว่า อาวุโส ท่านพูด
อะไรอย่างนี้ ผมไม่รู้อาบัติแม้เพียงทุกกฏมาตลอดกาลเพียงนี้ ก็
ท่านพูดว่าข้าพเจ้าเป็นคนชั่วในวันนี้ ท่านเห็นอะไรหรือ ? พระเถระ
นั้นกล่าวว่า จะประโยชน์อะไรด้วยกรรมอื่นที่เราเห็นแล้ว ท่าน
ออกมาอยู่ในที่เดียวกับผู้หญิงที่แต่งตัวอย่างนี้ ๆ เพราะเหตุไร.
พระเถระนั้นจึงตอบว่า อาวุโส กรรมนั้นของข้าพเจ้าไม่มี, ข้าพเจ้า
มิได้เห็นผู้หญิงเห็นปานนี้ แม้ท่านจะกล่าวอยู่ถึง ๓ ครั้ง. พระเถระ
อีกรูปหนึ่งก็มิได้เชื่อถ้อยคำ ถือเอาเหตุที่ตนเห็นแล้วเท่านั้นเป็น
สำคัญ ไม่เดินทางเดียวกับพระเถระนั้น ไปเฝ้าพระศาสดาโดยทางอื่น.
แม้ภิกษุอีกรูปหนึ่งก็ไปเฝ้าพระศาสดาโดยทางอื่นเหมือนกัน.
แต่นั้นเวลาภิกษุสงฆ์ลงอุโบสถ ภิกษุนั้นจำภิกษุนั้นได้ใน
โรงอุโบสถจึงกล่าวว่า ในโรงอุโบสถนี้มีภิกษุลามกชื่อนี้ เราไม่
กระทำอุโบสถร่วมกับภิกษุนั้น จึงออกไปยืนอยู่ข้างนอก. ภุมมเทวดา
คิดว่าเราทำกรรมหนักแล้ว จึงแปลงเป็นอุบาสกแก่ไปหาภิกษุนั้น
กล่าวว่า เหตุไรเจ้ากูจึงมายืนอยู่ในที่นี้. พระเถระกล่าวว่า อุบาสก
ก็ภิกษุลามกเข้ามายังโรงอุโบสถนี้ อาตมาจะไม่ทำอุโบสถร่วมกับ
ภิกษุลามกนั้นจึงออกมายืนอยู่ข้างนอก. อุบาสกแก่นั้นกล่าวว่า
ท่านเจ้าข้า อย่าถืออย่างนั้นเลย ภิกษุนี้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผมคือ
ผู้หญิงที่ท่านเห็นนั้น ผมแลเห็นความดีความละอายและความไม่
ละอายกระทำกรรมแล้วด้วยคิดว่า ความไมตรีของพระเถระนี้มั่นคง
หรือไม่มั่นคง ก็เพื่อทดลองท่านทั้งหลายดู ภิกษุนั้นถามว่า สัปบุรุษ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 409
ก็ท่านเป็นใคร อุบาสกแก่ตอบว่า ผมเป็นภุมมเทวดาเจ้าค่ะ. เทวบุตร
ทั้งที่ยืนกล่าวอยู่ด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์หมอบลงแทบเท้าของ
พระเถระกล่าวว่า ขอจงอดโทษนั้นแก่ข้าพเจ้า พระเถระไม่รู้เรื่อง
โปรดทำอุโบสถเถิด วิงวอนให้พระเถระเข้าไปสู่โรงอุโบสถแล้ว
พระเถระนั้นกระทำอุโบสถในที่เดียวกันก่อน แล้วก็อยู่ในที่เดียวกัน
กับพระเถระนั้น ด้วยอำนาจแห่งการผูกไมตรีอีกด้วยแล. กรรม
ของพระเถระนี้ท่านมิได้กล่าวไว้ ส่วนภิกษุผู้ถูกโจทย์บำเพ็ญ
วิปัสสนาต่อ ๆ มาได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ภุมมเทวดาก็ไม่พ้นภัยในอบายตลอดพุทธันดรหนึ่ง เพราะ
ผลของกรรมนั้น แต่ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ตามสมควรแต่กาล โทษ
ที่คนอื่นจะเป็นผู้ใดก็ตามกระทำ ก็ตกอยู่แก่เขาเท่านั้น ท่านบังเกิด
ในครอบครัวพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา
พวกของท่านตั้งชื่อท่านว่า ธานมาณพ, ธานมาณพนั้นเจริญวัยแล้ว
เรียนไตรเพท ในเวลาแก่ฟังธรรมของพระศาสดาได้ศรัทธาแล้ว
บวช ตั้งแต่วันที่ท่านบวชแล้ว หญิงผู้แต่งตัวคนหนึ่ง เมื่อท่านเข้า
บ้าน ก็เข้าไปกับท่านด้วย เมื่อออกก็ออกด้วย แม้เมื่อเข้าวิหาร
ก็เข้าด้วย แม้เมื่อยืนก็ยืนอยู่ด้วยดังนั้นย่อมปรากฏว่า ติดพันอยู่
เป็นนิตย์อย่างนี้ พระเถระก็ไม่เห็น แต่ด้วยผลของกรรมเก่าของ
พระเถระนั้น หญิงนั้นจึงปรากฏแก่คนอื่น ๆ หญิงทั้งหลายที่ถวาย
ข้าวยาคู และภิกษาในบ้านก็ทำการเย้ยหยันว่า ท่านเจ้าขา ข้าวยาคู
กระบวยหนึ่งนี้ สำหรับท่าน อีกกระบวยหนึ่งนี้ สำหรับเพื่อนหญิง
ของท่าน พระเถระจึงมีความเดือดร้อนรำคาญอย่างใหญ่ สามเณร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 410
และภิกษุหนุ่ม ต่างแวดล้อมท่าน แม้ไปวิหารก็ทำการหัวเราะเยาะ
ว่า พระธานะเป็นคนชั่ว. (ธาโน โกณฺโฑ ชาโต)
ภายหลังท่านมีชื่อว่า โกณฑธานเถระ เพราะเหตุนั้นนั่นแล
พระเถระพยายามแล้วพยายามเล่า เมื่อไม่อาจอดกลั้นความเย้ยหยัน
ที่พวกสามเณรและภิกษุหนุ่มเหล่านั้นกระทำได้ ก็เกิดความบุ่มบ่าม
ขึ้นกล่าวว่า อุปัชฌาย์ของท่านซิชั่ว อาจารย์ของท่านซิชั่ว ครั้งนั้น
ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดาว่า พระกุณฑธานะ
กล่าวหยาบอย่างนี้ ๆ กับภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย พระ-
ศาสดาให้เรียกภิกษุนั้นมา ตรัสถามว่า "จริงหรือ ภิกษุ" เมื่อทูล
ว่าจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เหตุไรท่านจึงกล่าวอย่างนั้น
พระเถระทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ก็ไม่อาจอดกลั้นการเสียดสี
อยู่เป็นประจำ จึงกล่าวอย่างนั้น พระศาสดาตรัสว่า ตัวท่านไม่อาจ
ใช้กรรมที่ทำไว้ในปางก่อนให้หมดไป จนถึงทุกวันนี้ ต่อไปนี้ท่าน
อย่ากล่าวคำหยาบ เห็นปานนั้นน่ะภิกษุ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า
มโวจ ผรุส กญฺจิ วุตฺตา ปฏิวเทยฺยุ ต
ทุกฺขา หิ สารมฺกถา ปฏิทณฺฑา ผุเสยฺยุ ต
สเจ น เทสิ อตฺตาน กาส อุปหโต ยถา
เอส ปตฺโตสิ นิพฺพาน สารมฺโภเต น วิชฺชตีติ
ท่านอย่ากล่าวคำหยาบกะใคร ๆ
ผู้ที่ท่านกล่าวแล้ว ก็จะโต้ตอบท่าน
ด้วยว่า ถ้อยคำที่แข็งดีกัน นำทุกข์มาให้
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 411
ผู้ทำตอบ ก็พึงประสบทุกข์นั้น
ท่านไม่ยังตนให้หวั่นไหว ดุจกังสดาล
ถูกเลาะขอบอกแล้ว ท่านนั้นก็จะ
เป็นผู้ถึงพระนิพพาน ความแข็งดีก็จะ
ไม่มีแก่ท่าน ดังนี้.
ก็และบุคคลทั้งหลาย กราบทูลความที่พระเถระสนเที่ยวไป
กับมาตุคามนี้ แด่พระเจ้าโกศล พระราชาส่งอำมาตย์ไปว่า พนาย
จงไปสืบสวนดู แม้พระองค์เองก็เสด็จไปยังที่อยู่ ของพระเถระนั้น
พร้อมด้วยราชบริพารเป็นอันมาก ประทับยืนดูอยู่ ณ ที่สมควร
ข้างหนึ่ง ขณะนั้นพระเถระกำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ หญิงแม้นั้น ก็ปรากฏ
เหมือนยืนอยู่ในที่ไม่ไกลพระเถระนั้น พระราชาเห็นแล้วทรงดำริว่า
มีเหตุนี้หรือจึงเสด็จไปยังที่ ๆ หญิงนั้นยืนอยู่แล้ว เมื่อพระราชา
มาถึง หญิงนั้นก็เป็นเหมือนเข้าไปยังบรรณศาลาอันเป็นที่อยู่ของ
พระเถระ แม้พระราชาก็เสด็จเข้าไปบรรณศาลาพร้อมกับหญิง
นั้นทีเดียว ตรวจดูทุกแห่งก็ไม่เห็น จึงทำความเข้าพระทัยว่า นี้มิใช่
มาตุคาม เป็นวิบากกรรมอย่างหนึ่งของพระเถระ ที่แรกแม้มาถึง
ใกล้พระเถระ ก็ไม่ทรงไหว้พระเถระ ครั้นทรงทราบว่า เหตุนั้น
ไม่เป็นจริง จึงเสด็จมาไหว้พระเถระ ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
หนึ่งตรัสถามว่า พระคุณเจ้า ไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตบ้างหรือ
พระเถระทูลว่า เป็นไปได้ ขอถวายพระพร พระราชาตรัสว่า
ท่านผู้เจริญ โยมรู้เรื่องราวของพระคุณเจ้า เมื่อพระคุณเจ้าเที่ยว
ไปกับสิ่งที่ทำให้เศร้าหมองเห็นปานนี้ ชื่อว่าใครเล่าจักเลื่อมใส
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 412
ตั้งแต่นี้ไป พระคุณเจ้าไม่จำต้องไปในที่ไหน ๆ โยมจักบำรุงด้วย
ปัจจัย ๔ พระคุณเจ้าอย่าประมาทด้วยโยนิโสมนสิการะเถิด แล้ว
ส่งภิกษาไปถวายเป็นประจำ พระเถระได้พระราชูปถัมภ์ เป็นผู้มี
จิตมีอารมณ์เดียว เพราะมีโภชนะสบาย เจริญวิปัสสนาบรรลุ
พระอรหัตตผลแล้ว ตั้งแต่นั้นไป หญิงนั้นก็หายไป.
นางมหาสุภัททา อยู่ในครอบครัวมิจฉาทิฏฐิในอุคคนคร
คิดว่า พระศาสดาจงทรงอนุเคราะห์เราจึงอธิษฐานุโบสถ เป็นผู้
ไม่มีกลิ่นคาว อยู่ปราสาทชั้นบน กระทำสัจจกิริยาว่าดอกไม้เหล่านี้
จงอย่าอยู่ในระหว่างทางเสีย จงกางกั้นเป็นเพดานในเบื้องบนแห่ง
พระทศพลเถิด ขอพระทศพลจงรับภิกษา ของเราพร้อมกับภิกษุ
๕๐๐ รูป ด้วยสัญญานี้เถิด แล้วโยนดอกไม้ ๘ กำไป ดอกไม้ก็ไป
กางกั้นเป็นเพดานอยู่เบื้องบนของพระศาสดาในเวลาแสดงธรรม
พระศาสดาทอดพระเนตรเห็น เพดานดอกมะลินั้น ทรงรับภิกษา
ของนางสุภัททาด้วยจิตนั้นแหละ วันรุ่งขึ้นเมื่ออรุณขึ้น จึงตรัสสั่ง
พระอานนท์ว่า อานนท์ วันนี้เราจะไปภิกษาจาร ณ ที่ไกล จงอย่า
ให้สลากแก่พระปุถุชน จงให้แก่พระอริยะเท่านั้น พระเถระบอกแก่
ภิกษุทั้งหลายว่า ผู้มีอายุ วันนี้พระศาสดาจักเสด็จภิกษาจาร ณ
ที่ไกล พระภิกษุปุถุชนจงอย่าจับสลาก พระอริยะเท่านั้นจงจับ
พระโกณฑธานเถระ กล่าวว่าผู้มีอายุ จงนำสลากมา แล้วเหยียด
มือออกไปก่อน เมื่อพระอานนทเถระกล่าวว่า ท่านพระศาสดาไม่ให้
ประทานสลากแก่ภิกษุเช่นท่าน สั่งให้ประทานเฉพาะภิกษุผู้เป็น
อริยะเท่านั้น เกิดความวิตกขึ้นจึงไปกราบทูลพระศาสดา พระ-
ศาสดาตรัสว่า เธอจงไปให้สลากแก่ภิกษุผู้บอกให้นำสลากมาเถิด
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 413
พระเถระจึงคิดว่า ถ้าไม่ควรให้สลากแก่พระกุณฑธานะ พระ-
ศาสดาจะพึงห้ามเธอ จักมีเหตุอย่างหนึ่งเป็นแท้ จึงรีบนำมาด้วย
คิดว่า จักให้สลากแก่พระกุณฑธานะ พระกุณฑธานะเถระ ก่อนที่
พระอานนทเถระมา เข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ยืนอยู่
ในอากาด้วยฤทธิ์กล่าวว่า ท่านอานนท์ จงนำสลากมา พระศาสดา
ทรงรู้จักเรา พระศาสดาไม่ตรัสห้ามภิกษุเช่นเราผู้จับสลากได้ก่อน
แล้วเหยียดมือไปจับสลากแล้ว.
พระศาสดาทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอรรถอุบัติเหตุเกิดเรื่อง
จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุ
ผู้จับสลากได้ที่ ๑ ในศาสนาแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 414
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ประวัติพระวังคีสเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๔ (เรื่องพระวังคีสะ) ดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า ปฏิภาณวนฺตาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า
พระวังคีสะเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณสมบูรณ์ ได้
ยินว่า พระเถระนี้เมื่อเข้าไปเฝ้าพระทศพลตั้งแต่คลองแห่งจักษุ
ก็กล่าวสรรเสริญคุณพระศาสดาอุปมากับพระจันทร์ อุปมากับ
พระอาทิตย์ กับอากาศ กับมหาสมุทร กับพระยาช้าง กับพระยา
มฤคสีหะ หลายร้อยหลายพันบท จึงเข้าเฝ้า เพราะฉะนั้น ท่านจึง
เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ. ในปัญหากรรมของท่าน มี
เรื่องที่จะกล่าวความตามลำดับดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระเถระ
แม้รูปนี้ ถือปฏิสนธิในครอบครัวที่มีโภคสมบัติมาก ในกรุงหงสวดี
ไปวิหารฟังธรรมโดยนัยก่อนนั่นแล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนา
ภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ จึง
กระทำกุศลกรรมแด่พระศาสดา กระทำความปรารถนาว่า ใน
อนาคตกาล แม้ข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ
เป็นผู้อันพระศาสดาทรงพยากรณ์แล้ว กระทำกุศลจนตลอดชีพ
เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็มาบังเกิด
ในครอบครัวพราหมณ์ กรุงสาวัตถี ญาติทั้งหลายขนานนามว่า
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 415
วังคีสมาณพ. ท่านเจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท ทำให้อาจารย์ชอบใจ
แล้ว ศึกษามนต์ชื่อว่า ฉวสีสมนต์ มนต์รู้ศีรษะคน เอาเล็บเคาะหัว
ศพแล้วก็รู้ว่า สัตว์นี้บังเกิดในกำเนิดชื่อโน้น ๆ พราหมณ์ทั้งหลาย
ทราบว่ามนต์นี้เป็นทางสำหรับเราเลี้ยงชีพ จึงให้วังคีสมาณพนั่ง
ในรถที่ปกปิดแล้วไปยังคามนิคม และราชธานีทั้งหลาย หยุดที่ประตู
เมือง หรือประตูนิคม ทราบว่ามหาชนมาชุมกันแล้วแล้วก็พูดว่า
ผู้ใดเห็นวังคีสะผู้นั้นจะได้ทรัพย์ หรือได้ยศ หรือได้ไปสวรรค์ ดังนี้
ชนเป็นอันมากฟังถ้อยคำของพราหมณ์เหล่านั้นแล้วให้สินจ้าง
ต้องการจะดู พระราชาและอำมาตย์ของพระราชาไปยังสำนักของ
พราหมณ์เหล่านั้นถามว่า คุณวิเศษ คือการรู้ของอาจารย์เป็น
อย่างไร ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือ ชื่อว่าบัณฑิตอื่นที่จะเหมือนกับ
อาจารย์ของพวกเราไม่มีในชมพูทวีปทั้งสิ้น ให้บุคคลนำศีรษะของ
คนแม้ตายไปแล้ว ๓ ปี เอาเล็บเคาะก็รู้ว่า สัตว์นี้ไปเกิดในที่โน้น
ฝ่ายวังคีสะเพื่อจะตัดความสงสัยของมหาชนจึงให้นำชนเหล่านั้น
มาแล้วให้บอกคติของตน ๆ อาศัยเหตุนั้นได้ทรัพย์จากมือของมหาชน
ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง.
พวกพราหมณ์พาวังคีสะมาณพเที่ยวไปตามชอบใจแล้วก็
มาถึงกรุงสาวัตถีอีก วังคีสะอยู่ในที่ไม่ไกลเชตวันมหาวิหาร คิดว่า
คนทั้งหลายพูดกันว่า พระสมณะโคดมเป็นบัณฑิต ก็แต่ว่าเราไม่
ควรจะเทียวไปกระทำ ตามดำของพราหมณ์เหล่านี้อย่างเดียวทุก
เวลา เราควรไปสำนักของบัณฑิตทั้งหลายบ้าง วังคีสมาณพนั้น
กล่าวกะพราหมณ์ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงไปเถิด เราจะไม่ไป
เฝ้าพระสมณะโคดมกับใครเป็นอันมาก พราหมณ์เหล่านั้นบอกว่า
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 416
วังคีสะท่านอย่าชอบใจเฝ้าพระสมณะโคดมเลย เพราะคนใดเห็น
พระสมณะนั้น พระสมณะนั้นก็จะกลับใจบุคคลนั้นด้วยมายากล
วังคีสะไม่เชื่อถือถ้อยคำของพราหมณ์เหล่านั้น ไปเฝ้าพระศาสดา
การทำปฏิสัณฐานด้วยคำอันไพเราะ นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
ครั้งนั้นพระศาสดาถามเธอว่า วังคีสะ เธอรู้ศิลปอะไร
วังคีสะทูลตอบว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์รู้ฉวสีสมนต์ พระศาสดา
ตรัสถามว่า มนต์นั้นทำอะไร วังคีสะทูลว่า ร่ายมนต์นั้นแล้วเอาเล็บ
เคาะศีรษะของตนแม้ตายไปแล้วถึง ๓ ปี ก็รู้ที่เขาเกิดพระเจ้าข้า
พระศาสดาทรงแสดงศีรษะของคนที่เกิดในนรกศีรษะหนึ่งแก่
วังคีสะนั้น ของคนเกิดในมนุษย์ศีรษะหนึ่ง ของคนเกิดในเทวโลก
ศีรษะหนึ่ง แสดงศีรษะของผู้ปรินิพพานแล้วศีรษะหนึ่ง วังคีสะนั้น
เคาะศีรษะแรกกราบทูลว่าท่านพระโคดม สัตว์นี้ไปสู่นรก พระ-
ศาสดาตรัสตอบว่า สาธุ สาธุ ท่านเห็นดีแล้ว แล้วตรัสถามว่า
สัตว์นี้ไปไหน วังคีสะ ไปสู่มนุษยโลก ท่านพระโคดม สัตว์นี้ละไปไหน
วังคีสะทูลว่า สัตว์นี้ไปเทวโลก พระเจ้าคะ เขากราบทูลถึงสถานที่ไป
ของคนทั้ง ๓ พวก ด้วยประการฉะนี้ แต่เมื่อเอาเล็บเคาะศีรษะ ของ
ผู้ปรินิพพาน ก็ไม่เห็นทั้งปลายทั้งต้น. ทีนั้นพระศาสดาจึงตรัสถาม
วังคีสะนั้นว่า ท่านไม่อาจเห็นหรือวังคสะ วังคีสะมาณพทูลว่า เห็นซิ
ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ของสอบสวนดูก่อน แล้วพลิกกลับไปกลับมา
วังคีสะจักรู้คติของพระขีณาสพด้วยมนต์ของลัทธิภายนอกได้อย่างไร
เมื่อเป็นเช่นนั้น เหงื่อก็ผุดออกจากหน้าผากของเขา เขาละอายแล้วยืนนิ่ง
ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสกะเขาว่า ลำบากหรือวังคีสะ วังคีสะมูลว่า
พระเจ้าข้า ท่านโคดมข้าพระองค์ไม่รู้ที่ไปของสัตว์นี้ ถ้าพระองค์ทราบ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 417
ขอจงตรัสบอกเถิด พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เรารู้แม้ศีรษะนี้ แม้ยิ่ง
กว่านี้ก็รู้ ดังนี้แล้วได้ภาษิตพระคาถา ๒ คาถา นี้ในพระธรรมบทว่า
จุตึ โย เวทิ สตฺตาน อุปปตฺตึ จ สพฺพโส
อสตฺตึ สุคต พุทฺธ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ
ยสฺส คตึ น ชานนฺติ เทวา คนฺธพฺพมานุสา
ขีณาสว อรหนฺต ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ.
ผู้ใดรู้จุติและอุปบัติ ของสัตว์ทั้งหลายโดยประ
การทั้งปวง เราเรียกผู้นั้น ผู้ไม่ข้องอยู่แล้ว ไปดี
แล้ว รู้แล้วว่าเป็นพราหมณ์.
เทพคนธรรพ์และมนุษย์ ไม่ทราบคติของผู้ใด
เราเรียกผู้นั้น ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้เป็นพระ-
อรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์ ดังนี้.
แต่นั้น วังคีสะทูลว่า ท่านโคดม ผู้แลกวิชากับวิชาไม่มีความ
เสื่อม ข้าพระองค์จักถวายมนต์ที่ข้าพระองค์รู้แด่พระองค์ พระองค์
ได้โปรดตรัสบอกมนต์นั้นแก่ข้าพระองค์ พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ
เราจะไม่แลกมนต์ด้วยมนต์ เราจะให้อย่างเดียวเท่านั้น วังคีสะทูลว่า
ดีละท่านโคดม ขอจงโปรดประทานแก่ข้าพระองค์เถิด แล้วแสดง
ความนอบน้อมนั่งกระทำประณมมือแล้ว พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ
เมื่อสมัยท่านเรียนมนต์อันมีค่ามาก หรือมนต์อะไร ๆ ไม่ต้องมีการ
อยู่อบรมหรือ วังคีสะ ไม่มีดอกท่านโคดม พระศาสดาตรัสว่า
ท่านจะสำคัญว่า มนต์ของเราไม่มีการอบรมหรือ ขึ้นชื่อว่า พราหมณ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 418
ทั้งหลายย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มด้วยมนต์ เพราะฉะนั้นวังคีสะนั้นจึงกราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดมข้าพระองค์ก็จักกระทำข้อ
กำหนัดที่พระองค์ตรัสไว้ พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เราเมื่อจะ
ให้มนต์นี้ ย่อมให้แก่ผู้ที่มีเพศเสมอกันกับเรา วังคีสะกล่าวกะ
พราหมณ์ทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าควรกระทำกิจอย่างใด อย่างหนึ่ง
แล้วไปเรียนมนต์นี้ วังคีสะกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้าบวช
แล้ว ก็อย่าคิดเลย ข้าพเจ้าเรียนมนต์แล้วจักเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั่วชมพู-
ทวีป เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ท่านทั้งหลายก็จักมีความเจริญด้วย จึง
บวชในสำนักพระศาสดาเพื่อเรียนมนต์.
พระศาสดาตรัสว่า ท่านจงอยู่อบรมเพื่อเรียนมนต์ก่อน
แล้วตรัสบอกอาการ ๓๒ สัตว์ผู้มีปัญญาเมื่อสาธยายอาการ ๓๒
อยู่ก็เริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในอาการ ๓๒ นั้น เจริญ
วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว พวก
พราหมณ์ทั้งหลายในสำนักของท่านด้วยคิดว่า วังคีสะจะเป็นอย่างไร
หนอเราจักไปเยือนเธอถามว่า ท่านวังคีสะ ท่านเรียนศิลปะในสำนัก
ของพระสมณโคดมแล้วหรือ ว. เออเราเรียนแล้ว พ. ถ้าอย่างนั้น
มาเถอะ เราจะไปกัน ว. ท่านจงไปกันเถอะ กิจที่จะไปกับท่าน
เราทำเสร็จแล้ว พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราบอกท่าน
ไว้ก่อนแล้วเทียวว่า พระสมณะโคดม จะทำคนผู้ที่มาหาตนให้กลับ
ใจด้วยมายากล บัดนี้ตัวท่านอยู่ในอำนาจของพระสมณะโคดมแล้ว
พวกเราจักทำอะไรในสำนักของท่าน ต่างพากันหลีกไปแล้วตาม
ทางที่มานั้นแหละ ฝ่ายพระวังคีสะเถระไปเฝ้าพระทศพลเวลาใด ๆ
ก็ไปกระทำความสดุดีอย่างหนึ่งในเวลานั้น ๆ ด้วยเหตุนั้นพระ-
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 419
ศาสดาประทับนั่ง ณ ท่ามกลางพระสงฆ์ทรงสถาปนาท่านไว้ใน
ตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 420
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ประวัติพระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า สมนฺตปาสาทิกาน ได้แก่ ผู้นำความเลื่อมใสมาแก่ชน
ทั้งปวง. คำว่า อุปเสน เป็นชื่อของพระเถระนั้น. ก็พระเถระนั้นเป็น
บุตรพราหมณ์วังคันตะ ฉะนั้น จึงเรียกกันว่า วังคันตบุตร. ก็พระเถระ
นี้มิใช่เป็นผู้นำความเลื่อมใสมาด้วยตนเองอย่างเดียวเท่านั้น แม้บริษัท
ของท่านก็เป็นผู้นำความเลื่อมใสมา ดังนั้นท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของ
ภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ ด้วยสามารถแห่งชื่อที่ได้เพราะ
อาศัยบริษัท ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ
ต่อไปนี้
ก็พระเถระแม้นี้บังเกิดในเรือนตระกูลในนครหงสวดี ในกาล
แห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า เจริญวัยแล้ว ไปเฝ้าพระศาสดาฟังพระ-
ธรรมอยู่โดยนัยก่อนนั่นแล เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งใน
ตำแหน่งยอดเยี่ยมของภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ กระทำ
กุศลธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปต่อพระศาสดา ปรารถนาตำแหน่งนั้นกระทำ
กุศลตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาท
กาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสารีพราหมณี พวกญาติตั้งชื่อ
ให้ท่านว่า อุปเสนทารก. อุปเสนทารกเจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท
ฟังพระธรรมในสำนักของพระทศพล ได้ศรัทธาบวชแล้ว. ท่านอุป-
สมบทได้พรรษาเดียว คิดว่าเราจะขยายอาณาจักรพระอริยะ จึงให้
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 421
กุลบุตรคนหนึ่งบรรพชาอุปสมบทในสำนักของตน. ครั้นออกพรรษา
ปวารณาแล้ว ในเวลาที่สัทธิวิหาริกมีพรรษาเดียว ตนเองสองพรรษา
ท่านคิดว่า พระทศพลทรงเห็นเราแล้วจักยินดี จึงพาสัทธิวิหาริกมา
เฝ้าพระทศพล. พระศาสดาตรัสถามท่านซึ่งถวายบังคมแล้วนั่งในที่
แห่งหนึ่งว่า เธอมีพรรษาเท่าไร ภิกษุ" "สองพรรษา พระเจ้าข้า"
"ภิกษุนี้มีพรรษาเท่าไร" "พรรษาเดียว พระเจ้าข้า ภิกษุนี้เป็น
อะไรของเธอ "เป็นสัทธิวิหาริของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า"
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า เร็วไป โมฆบุรุษ เธอเวียนมา
เพื่อความเป็นผู้มักมาก แล้วทรงติเตียนท่านโดยอเนกปริยาย. พระ
เถระถูกตำหนิแต่สำนักพระศาสดา ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
ท่านมีใบหน้าผ่องใสเสมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญ คิดว่า เราจักให้
พระศาสดาประทานสาธุกาการเพราะอาศัยบริษัทนี่แหละ ดังนี้แล้ว
ไปยังที่แห่งหนึ่งในวันนั่งเอง เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานัก
บรรลุพระอรหัต.
ลำดับนั้น เพราะพระเถระออกบวชจากระกูลใหญ่ และเป็น
พระธรรมกถึกผู้ฉลาดในการกล่าวสอน ฉะนั้นจึงมีทารกของ ระกล
เป็นจำนวนมาก เลื่อมใสธรรมกถาของท่านและออกจากตระกูลมิตร
อำมาตย์และญาติผู้ใหญ่ พากันไปบรรพชายังสำนักของพระเถระ.
ท่านกล่าวว่า เราเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร แม้พวกท่านก็จงสามารถเป็น
ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร บรรพชาเถิด ดังนี้แล้วบอกธุดงค์ ๑๓. ให้เขาเหล่านั้น
ผู้กล่าวว่า พวกกระผมจักศึกษา ขอรับ ดังนี้บรรพชา. ท่านเหล่านั้น
อธิฎฐานธุดงค์นั้น ๆ ตามกำลังของตน. แม้พระเถระ ในเวลาที่ตนมี
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 422
พรรษา ๑๐ ศึกษาวินัยคล่องแคล่วแล้วให้สามเณรทั้งหมดอุปสมบท.
ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปที่อุปสมบทแล้ว ได้เป็นบริวารของท่าน
ด้วยประการฉะนี้.
สมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร
ตรัสบอกภิกษุสงฆ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตปรารถนาจะหลีกเร้น
สักครึ่งเดือน แล้วประทับอยู่พระองค์เดียว. แม้ภิกษุสงฆ์ก็ได้ทำ
กติกากันว่า รูปใดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ต้องให้รูปนั้นแสดง
อาบัติปาจิตตีย์. คราวนั้น พระอุปเสนเถระคิดว่าจักเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า จึงพร้อมด้วยบริษัทของตนไปพระวิหารเชตวัน เข้าเฝ้า
พระศาสดาถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง. เพื่อเริ่มการ
สนทนา พระศาสดาตรัสเรียกสัทธิวิหาริกของพระเถระรูปหนึ่งว่า
ภิกษุ เธอชอบใจบังสุกุลจีวรหรือ. สัทธิวิหาริกรูปนั้นกราบทูลว่า
ข้าพระองค์ไม่ชอบใจบังสุกุลจีวรเลย พระเจ้าข้า แล้วกราบทูลแด่
พระศาสดาถึงเรื่องที่พวกตนครองบังสกุลจีวร ก็ด้วยความเคารพ
พระอุปัชฌาย์. ในฐานะนี้ พระศาสดาได้ประทานสาธุการแก่พระเถระ
ว่า สาธุ สาธุ อุปเสนะ แล้วตรัสกถาพรรณนาคุณโดยอเนกปริยาย.
ความย่อในเรื่องนี้ ดังนี้. แต่ความพิสดาร เรื่องนี้มาแล้วในพระบาลี
นั่นแล.
ในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ
ทรงตั้งพระ(อุปเสนวังคันตบุตร) เถระไว้ในตำแหน่งยอดเยี่ยมของ
เหล่าภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ ในพระศาสนานี้แล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 423
อรรถกถาสูตรที่ ๖
ประวัติพระทัพพมัลลบุตร
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๖ (พระทัพพมัลลบุตร) ดังต่อไปนี้.
บทว่า เสนาสนปญฺาปกาน ความว่า ภิกษุผู้เจ้าหน้าที่จัด
เสนาสนะ. ได้ยินว่าในเวลาพระเถระจัดเสนาสนะในบรรดามหาวิหาร
ทั้ง ๑๘ แห่ง มิได้มีบริเวณที่ยังมิได้กวาดให้เรียบร้อย เสนาสนะ
ที่มิได้ปฏิบัติบำรุง เตียงตั่งที่ยังมิได้ชำระให้สะอาด น้ำดื่ม น้ำใช้
ที่ยังมิได้ตั้งไว้ เพราะฉะนั้นท่านจึงชื่อว่า เป็นยอดของเหล่าภิกษุ
ผู้เป็นเจ้าหน้าที่จัดเสนาสนะ คำว่า ทัพพะ เป็นชื่อของท่าน แต่
เพราะท่านเกิดในตระกูลของเจ้ามัลละจึงชื่อว่า มัลลบุตร ในปัญหา
กรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวไปตามลำดับดังต่อไปนี้ .
จะกล่าวโดยย่อ ครั้งพระปทุมุตตระพุทธเจ้า พระเถระนี้
เกิดในครอบครัวในกรุงหงสวดี เจริญวัยแล้วไปวิหารฟังธรรม
โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุ
ไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีหน้าที่จัดเสนาสนะ กระทำ
กุศลกรรมปรารถนาตำแหน่งนั้น พระศาสดาทรงพยากรณ์แล้ว
กระทำกุศลจนตลอดชีพ เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ เมื่อครั้ง
ศาสนาของพระกัสสปทศพล เสื่อมแล้ว จึงบวชแล้ว ครั้งนั้น คนอื่น
อีก ๖ คน กับภิกษุนั้นรวมเป็นภิกษุ ๗ รูป มีจิตเป็นอันเดียวกัน
เห็นบุคคลเหล่าอื่น ๆ นั้น ไม่กระทำความเคารพในพระศาสดา
จึงปรึกษากันว่า ในครั้งนี้เราจะทำอย่างไร กระทำบำเพ็ญสมณ-
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 424
ธรรมในที่สมควรส่วนหนึ่ง จักการทำที่สุดทุกข์ได้ จึงผูกบันได
ขึ้นยอดภูเขาสูง กล่าวว่า ผู้ที่รู้กำลังจิตของตน จงผลักบันไดให้
ตกไป ผู้ที่ยังมีความเดือดร้อนในภายหลังอยู่เถิด จึงพร้อมใจกัน
ผลักบันไดให้ตกไป กล่าวสอนซึ่งกันและกันว่า อาวุโสท่านจงเป็น
ผู้ไม่ประมาทเถิด นั่งในที่ที่ชอบใจ เริ่มบำเพ็ญสมณธรรม บรรดา
ภิกษุทั้ง ๗ นั้น พระเถระรูปหนึ่ง บรรลุพระอรหัตในวันที่ ๕ คิดว่า
กิจของเราเสร็จแล้ว เราจักทำอะไรในที่นี้ จึงไปนำบิณฑบาต
มาแต่อุตตรกุรุทวีปด้วยอิทธิฤทธิ์ กล่าวว่า อาวุโสท่านทั้งหลาย
จงฉันบิณฑบาตนี้ หน้าที่ภิกษาจารเป็นของข้าพเจ้า ท่านทั้งหลาย
จงบำเพ็ญสมณธรรมเถิด อาวุโส พวกเราผลักบันไดให้ตกไปได้
พูดกันอย่างนี้มิใช่หรือว่า พูดกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมก่อน ผู้นั้น
จงไปนำภิกษามา ภิกษุนอกนี้ฉันภิกษาที่ท่านนำมาแล้วจักกระทำ
สมณธรรม ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า อาวุโส ไม่ต้อง พระเถระกล่าวว่า
ท่านทั้งหลายได้แล้วด้วยเหตุอันมีในก่อนแห่งตน แม้กระผมทั้งหลาย
สามารถอยู่ก็จักกระทำที่สุดแห่งวัฏฏะได้ นิมนต์ไปเถิดท่าน พระ-
เถระเมื่อไม่อาจยังภิกษุเหล่านั้นให้เข้าใจกันได้ ฉันบิณฑบาตใน
ที่ที่เป็นผาสุกแล้วก็ไป ในวันที่ ๗ พระเถระอีกองค์หนึ่งบรรลุ
อนาคามิผล จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส.
ฝ่ายพระเถระนอกนี้ จุติจากอัตภาพนั้น ก็เวียนว่ายอยู่ใน
เทวดาและมนุษย์สิ้นพุทธันดรหนึ่ง บังเกิดในตระกูลนั้น ๆ องค์หนึ่ง
บังเกิดในพระราชนิเวศน์ในกรุงตักกศิลาแคว้นคันธาระ องค์หนึ่ง
เกิดในท้องนางปริพาชิกาในปัพพไตยรัฐ องค์หนึ่งเกิดในเรือนกุฏุมพี
ในพาหิยรัฐ องค์หนึ่งเกิดในเรือนแห่งกุฎุมพีกรุงราชคฤห์ ส่วน
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 425
พระทัพพมัสละนี้ถือปฏิสนธิในนิเวศน์ของเจ้ามัสละพระองค์หนึ่ง
ในอนุปิยนค ร มัลลรัฐ ในเวลาใกล้ตลอด มารดาของท่านก็ทำกาละ
ญาติทั้งหลายนำสรีระของตนตายไปยังป่าช้าแล้วยกขึ้นสู่เชิงตะกอน
ไม้แล้วจุดไฟ. พอไฟสงบลงพื้นท้องของนางนั้นก็แยกออกเป็น ๒
ส่วน มีทารกกระเด็นขึ้นไปตกที่เสาไม้ต้นหนึ่งด้วยกำลังบุญของตน
คนทั้งหลายอุ้มทารกนั้นไปให้แก่ย่าแล้ว ย่านั้นเมื่อจะตั้งชื่อทารกนั้น
จึงตั้งชื่อของท่านว่า ทัพพะ เพราะท่านกระเด็นไปที่เสาไม้จึงรอด
ชีวิต.
เมื่อท่านมีอายุ ๗ ขวบ พระศาสดามีภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร
เสด็จจาริกไปในมัลลรัฐ ลุถึงอนุปิยนิคมประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน
ทัพพกุมารเห็นพระศาสดาก็เลื่อมใสในพุทธศาสนาทีเดียว ก็อยาก
จะบวชจึงลาย่าว่า "หลานจักบวชในสำนักพระทศพล" ย่ากล่าวว่า
ดีละพ่อ พาทัพพกุมารไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่าท่านเจ้าข้า
ขอจงให้กุมารนี้บวชเถิด พระศาสดาทรงประทานสัญญาแก่ภิกษุ
รูปหนึ่งว่า ภิกษุ เธอจงให้ทารกนี้บวชเถิด พระเถระนั้นรับพระ-
พุทธดำรัสแล้วก็ให้ทัพพกุมารบรรพชา บอกตจปัญจกกัมมัฎฐาน
สัตว์ผู้สมบูรณ์ด้วยบุรพเหตุ ได้บำเพ็ญบารมีไว้แล้วในขณะที่ปลงผม
ปอยแรก ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลเมื่อปลงผมปอยที่ ๒ ตั้งอยู่ใน
สกทาคามิผลปอยที่ ๓ ตั้งอยู่ในอนาคามิผล ก็การปลงผมเสร็จ
และการทำให้แจ้งอรหัตตผล ก็เกิดไม่ก่อนไม่หลังคือพร้อมกัน.
พระศาสดาประทับอยู่ในมัลลรัฐตามพระพุทธอัธยาศัยแล้ว
เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ สำราญพระอิริยาบถอยู่ในพระเวฬุวัน
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 426
วิหาร ในที่นั้น ท่านพระทัพพมัลลบุตรอยู่ในที่ลับ ตรวจดูความ
สำเร็จกิจของตน ประสงค์จะประกอบกายในการกระทำความ
ขวนขวายแก่พระสงฆ์คิดว่าถ้ากะไร เราจะพึงจัดแจงเสนาสนะ
และจัดอาหารถวายสงฆ์ ท่านจึงเข้าเฝ้าพระศาสดากราบทูลถึง
ความปริวิตกของตน พระศาสดาทรงประทานสาธุการแก่ท่าน
แล้วทรงมอบหน้าที่จัดเสนาสนะและหน้าที่จัดอาหาร ครั้งนั้นพระ-
ศาสดาทรงดำริว่าพระทัพพนี้ ยังเด็กอยู่ แต่ดำรงอยู่ในตำแหน่งใหญ่
จึงทรงให้ท่านอุปสมบทแล้ว ในเวลาที่ท่านมีพรรษา ๗ เท่านั้น
ตั้งแต่เวลาที่ท่านอุปสมบทแล้ว พระเถระจัดเสนาสนะและจัดอาหาร
ถวายภิกษุทุกรูปที่อาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ ความที่ท่านมีหน้าที่
จัดเสนาสนะได้ปรากฏไปในทิศทั้งปวงว่า ได้ยินว่าพระทัพพมัลล-
บุตร ย่อมเข้าใจจัดเสนาสนะในที่เดียวกันสำหรับภิกษุผู้ถูกอัธยาศัย
กัน ย่อมจัดแจงเสนาสนะแม้ในที่ไกล พวกภิกษุที่ไม่อาจจะไปได้ ท่าน
นำไปด้วยฤทธิ์.
ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลาย สั่งให้ท่านจัดแจงเสนาสนะอย่างนี้ว่า
อาวุโส จงจัดเสนาสนะแก่พวกเราในชีวกัมพวัน จงจัดเสนาสนะ
ให้แก่พวกเราในมัททกุจฉิมิคทายวัน แล้วเห็นฤทธิ์ของท่านก็ไป
ในกาลบ้างในวิกาลบ้าง แม้พระทัพพนั้นก็บันดาลกายมโนมัย
ด้วยฤทธิ์เนรมิตเป็นภิกษุให้เหมือนกับตนสำหรับพระเถระองค์
ละรูป ๆ ถือไฟไปข้างหน้าบอกว่า นี่เตียง นี่ตั่ง เป็นต้น จัดเสนาสนะ
แล้วจึงกลับมายังที่อยู่ของตนอีก นี้เป็นความสังเขปในเรื่องนี้. แต่
โดยพิสดารเรื่องนี้มาในพระบาลีแล้วเหมือนกัน พระศาสดาทรง
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 427
กระทำเหตุนี้นั่นแหละให้เป็นอัตถุปบัติเหตุเกิดเรื่อง เหมือนกับ
นั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ. ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่ง
เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นเจ้าหน้าที่จัดเสนาสนะแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๖
อรรถกถาสูตรที่ ๗
ประวัติพระปิลินทวัจฉเถระ
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า เทวาน ปิยมนาปาน ทรงแสดงว่า พระปิลันทวัจฉ-
เถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นที่รักและเป็นที่ชอบใจของเทวดา
ทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ พระเถระนั้น
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ทรงให้มหาชนตั้งอยู่ในศีลห้า ได้ทรงกระทำ
กุศลที่มุ่งผลข้างหน้าคือ สวรรค์ โดยมากเหล่าเทวดาที่บังเกิดใน
ฉกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น ได้โอวาทของพระองค์นั่นแลตรวจดู
สมบัติของตนในสถานที่ที่บังเกิดแล้ว นึกอยู่ว่า เราได้สวรรค์สมบัติ
นี้เพราะอาศัยใครหนอ ก็รู้ว่า เราได้สมบัติเพราะอาศัยพระเถระ
จึงนมัสการพระเถระทั้งเวลาเช้าเวลาเย็น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็น
ยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลายก็คำว่า
ปิลินท เป็นชื่อของท่าน, คำว่าวัจฉะ เป็นโคตรของท่าน รวมคำทั้ง ๒
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 428
นั้นเข้าด้วยจึงเรียกว่า "ปิลินทวัจฉะ" ในปัญหากรรมของท่าน
มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้.
ได้ยินมาว่า ครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระเถระนี้ เกิด
ในครอบครัวของผู้ที่มีโภคสมบัติมากในกรุงหงสวดี ฟังธรรมเทศนา
ของพระศาสดา โดยนัยมีในก่อนนั่นแล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนา
ภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย
ปรารถนาตำแหน่งนั้น กระทำกุศลจนตลอดชีพ เวียนว่ายอยู่ใน
เทวดาและมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้มาบังเกิดในครอบครัวพราหมณ์
ในกรุงสาวัตถี ญาติทั้งหลายขนานนามท่านว่า ปิลินทวัจฉะ สมัย
อื่นต่อมา ท่านฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาได้ศรัทธา บรรพชา
อุปสมบทแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านเมื่อพูด
กับคฤหัสถ์ก็ดี ภิกษุก็ดี ใช้โวหารว่าถ่อย ทุกคำว่า "มาซิเจ้าถ่อย,
ไปซิเจ้าถ่อย, นำไปซิเจ้าถ่อย, ถือเอาซิเจ้าถ่อย" ภิกษุทั้งหลาย
ฟังเรื่องนั้นแล้วก็นำไปทูลถามพระตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ธรรมดาพระอริยะ ย่อมไม่กล่าวคำหยาบ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่า พระอริยะทั้งหลาย
ไม่กล่าวผรุสวาจา ข่มผู้อื่น ก็แต่ว่า ผรุสวาจานั้นพึงมีได้โดยที่เคย
ตัวในภพอื่น" ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า พระปิลินทวัจฉ-
เถระพยายามแล้วพยายามเล่าเมื่อกล่าวกับคฤหัสถ์ก็ดี กับภิกษุ
ทั้งหลายก็ดี ก็พูดว่า "เจ้าถ่อย เจ้าถ่อย" ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ในเรื่องนี้มีเหตุเป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย การกล่าวเช่นนั้น แห่งบุตรของเราประพฤติจน
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 429
เคยชินในปัจจุบันเท่านั้นก็หามิได้ แต่ในอดีตกาล บุตรของเรานี้
บังเกิดในครอบครัวแห่งพราหมณ์ผู้มักกล่าวว่า ถ่อย ถึง ๕๐๐ ชาติ
ดังนั้นบุตรของเรานี้จึงกล่าวเพราะความเคยชินมิได้กล่าวด้วย
เจตนาหยาบ จริงอยู่โวหารแห่งพระอริยะทั้งหลายแม้จะหยาบ
อยู่บ้าง ก็ชื่อว่าบริสุทธิ์แท้เพราะเจตนาไม่หยาบไม่เป็นบาปแม้มี
ประมาณเล็กน้อยในเพราะการกล่าวนี้. ดังนี้แล้ว จึงตรัสคาถานี้
ในพระธรรมบทว่า
อกกฺกส วิญฺาปนึ คิร สจฺจ อุทีรเย
ยาย นาภิสเช กิญฺจิ ตมห พฺรูมิ พฺราหฺมณ
พึงกล่าวแต่ถ้อยคำที่ไม่หยาบ ที่เข้าใจกันได้ ที่
ควรกล่าว ที่เป็นคำจริง ซึ่งไม่กระทบใคร ๆ เรา
เรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์.
อยู่ย่อมาวันหนึ่ง พระเถระเข้าไปบิณฑบาตกรุงราชคฤห์
พบผู้ชายผู้หนึ่งถือดีปลีมาเต็มถาด กำลังเข้าไปในกรุง จึงถามว่า
เจ้าถ่อย ในภาชนะของแกมีอะไร ชายผู้นั้น คิดว่า สมณะรูปนี้
กล่าวคำหยาบกับเราแต่เช้าเทียว เราก็ควรกล่าวคำเหมาะแก่
สมณะรูปนี้เหมือนกัน จึงตอบว่า ในภาชนะของข้ามีขี้หนูซิท่าน.
พระเถระพูดว่า เจ้าถ่อย มันจักต้องเป็นอย่างว่านั้น. เมื่อพระเถระ
คล้อยหลังไป ดีปลีกกลายเป็นขี้หนูไปหมด เขาคิดว่า ดีปลีเหล่านี้
ปรากฏเสมือนขี้หนู จะเป็นจริงหรือไม่หนอ ลองเอามือบี้ดู ทีนั้น
เขาก็รู้ว่าเป็นขี้หนูจริง ๆ ก็เกิดความเสียใจอย่างยิ่ง. เขาคิดว่า
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 430
เป็นเฉพาะดีปลีเหล่านี้เท่านั้นหรือ หรือในเกวียนก็เป็นอย่างนี้ด้วย
จึงเดินไปตรวจดู ก็พบว่าดีปลีทั้งหมดก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เอา
มือกุมอกแล้วคิดว่า นี้ไม่ใช่การกระทำของคนอื่น ต้องเป็นการ
กระทำของภิกษุที่เราพบตอนเช้านั่นเอง พระเถระจักรู้มายากล
อย่างหนึ่งเป็นแน่ จำเราจะตามหาสถานที่ ๆ ภิกษุนั้นเดินไป จึง
จักรู้เหตุ ดังนี้แล้วจึงเดินไปตามทางที่พระเถระเดินไป ลำดับนั้น
บุรุษผู้หนึ่งพบชายผู้นั้นกำลังเดินเครียด จึงถามว่า พ่อมหาจำเริญ
เดินเครียดจริง ท่านกำลังเดินไปทำธุระอะไร. เขาจึงบอกเรื่องนั้น
แก่บุรุษผู้นั้น. บุรุษผู้นั้นฟังเรื่องราวของเขาแล้ว ก็พูดอย่างนี้ว่า
พ่อมหาจำเริญ อย่าคิดเลย จักเป็นด้วยท่านพระปิลินทวัจฉะ พระ-
ผู้เป็นเจ้าของข้าเอง ท่านจงถือดีปลีนั้นเต็มภาชนะ ไปยืนข้างหน้า
พระเถระ แม้เวลาที่พระเถระกล่าวว่า นั่นอะไรล่ะ เจ้าถ่อย ก็จง
กล่าวว่าดีปลีท่านขอรับ. พระเถระจักกล่าวว่า จักเป็นอย่างนั้น
เจ้าถ่อย. มันก็จะกลายเป็นดีปลีไปหมด ชายผู้นั้นก็ได้กระทำอย่างนั้น
แต่ต่อมาภายหลัง พระศาสดา ทรงทำเรื่องที่พระเถระเป็นที่รัก
ที่พอใจของเหล่าเทวดาเป็นเหตุ จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้เป็นที่รักที่พอใจของ
เทวดาแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 431
อรรถกถาสูตรที่ ๘
ประวัติพระพาหิยทารุจิริยะ
ในสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า ขิปฺปาภิญฺาน ท่านแสดงว่า พระทารุจิริยเถระ
เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็ว จริงอยู่ พระเถระนี้ บรรลุ
พระอรหัตเมื่อจบพระธรรมเทศนาอย่างย่อ ไม่มีกิจที่จะต้องบริกรรม
มรรคผลทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุ
สาวกผู้ตรัสรู้เร็ว. คนทั้งหลายตั้งชื่อท่านว่าพาหิยะ เพราะท่าน
เกิดในพาหิยรัฐ. ต่อมาภายหลังท่านนุ่งผ้าทำด้วยไม้ เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่าทารุจิริยะ ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องเล่าตามลำดับ
ดังนี้ :-
แท้จริง แม้ท่านพาหิยทารุจิริยะนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่า ปทุมุตตระ เกิดในเรือนสกุลในกรุงหงสวดี กำลังฟังธรรมของ
พระทศพล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่ง
เอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็ว จึงกระทำกุศล
ให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น กระทำกุศลกรรมจนตลอด
ชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเหล่าเทวดาและมนุษย์ เวลาศาสนาของพระ-
กัสสปทศพลเสื่อมลง ก็กระทำสมณธรรมร่วมกับเหล่าภิกษุ ที่กล่าว
ไว้แต่หนหลัง เป็นผู้มีศีลบริบูรณ์ สิ้นชีพแล้วก็บังเกิดในเทวโลก
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 432
ท่านอยู่ในเทวโลก สิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธกาลนี้ ก็บังเกิด
ในเรือนสกุลในพาหิยรัฐ เจริญวัยก็ครองเรือน ดำริว่าจะทำการ
ค้าขาย จึงขึ้นเรือที่จะพาไปสุวรรณภูมิ ไม่ทันไปถึงถิ่นที่ปรารถนา
เรือก็อัปปางลงกลางสมุทร. มหาชน (ผู้โดยสาร) ก็กลายเป็นเหยื่อ
ของเต่าและปลา ส่วนพาหิยผู้นี้เกาะขอนไม้ขอนหนึ่งไว้ ๗ วัน
จึงขึ้นท่าเรือชื่อสุปปารกะได้รู้ว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ คิดว่า
จะเข้าไปหามนุษย์โดยแบบไม่มีผ้าติดตัว (เปลือย) ไม่สมควร จึง
ยึดเอาสาหร่ายที่หนองน้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลเอามาพันตัว ถือ
เอาภาชนะใบหนึ่ง ซึ่งตกอยู่แถว ๆ เทวสถาน เขาไปขอภิกษา
(อาหาร) ผู้คนทั้งหลายเห็นเขาแล้วพากันคิดว่า ถ้าในโลกนี้ ยังมี
พระอรหันต์อยู่จริง พึงมีด้วยวิธีอย่างนี้ พระผู้เป็นเจ้าไม่รับผ้า
เพราะถืออย่างอุตกฤษฐ์หรือหนอ หรือจะรับผ้าที่เขาให้ ดังนี้จึง
ทดลองให้ผ้าทั้งหลาย จากทิศต่าง ๆ เขาคิดว่า ถ้าไม่มาโดยแบบนี้
คนเหล่านี้ก็ไม่พึงเลื่อมใสเรา จำเราจะพูดอย่างใดอย่างหนึ่งหลอกลวง
คนเหล่านี้ ทำอุบายเลี้ยงชีพก็สมควร จึงไม่ยอมรับผ้าทั้งหลาย
พวกผู้คนก็เลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไป. แม้เขาจะกินอาหารก็ต้องไปเทว-
สถานที่ไม่ไกล มหาชนก็เดินไปกับเขา บำรุงเทวสถานให้ทาน.
เขาคิดว่า คนเหล่านี้เลื่อมใสเพียงการนุ่งสาหร่ายของเรา กระทำ
สักการะอย่างนี้ เราจะเป็นผู้ทำอุตกฤษฐ์ขึ้นไป ก็ควรแก่คนเหล่านี้
ดังนี้แล้ว ก็ถือแผ่นกระดานไม้ที่เบา ๆ ถากเสีย คลุมเปลือกไม้
ทำเป็นผ้านุ่งห่มเลียงชีวิตอยู่.
ครั้งนั้น บรรดาชน ๗ คนที่ทำสมณธรรมครั้งพระพุทธเจ้า
พระนามว่ากัสสป ชนคนหนึ่งเป็นภิกษุบังเกิดในพรหมโลกชั้น
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 433
สุทธาวาส สำรวจดูสมบัติพรหมของตน ระลึกถึงสถานที่ชน ๗ คน
มา ก็เห็นสถานที่ชน ๗ คนขึ้นเขากระทำสมณธรรม ระลึกถึง
สถานที่ชน ๖ คนไปบังเกิด ก็รู้ว่าคนหนึ่งปรินิพพานแล้ว อีก ๕ คน
ไปบังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร ยังระลึกถึงชนทั้ง ๕ คน เป็นครั้ง
คราว เมื่อระลึกว่า ในเวลานี้เขาอยู่กันที่ไหนหนอ ก็เห็นทารุจิริยะ
อาศัยท่าเรือสุปปารกะเลี้ยงชีพด้วยการหลอกลวง คิดว่า ฉิบหาย
แล้วหนอ ทารุจิริยะนี้โง่ กระทำสมณธรรมมาแต่กาลก่อน ไม่ยอม
ฉันบิณฑบาตที่แม้พระอรหันต์นำมา เพราะเป็นผู้ถือกติกาอุตกฤษฐ์
ยิ่งนัก มาบัดนี้ ไม่เป็นอรหันต์ก็ปฏิญญาว่าเป็นอรหันต์เที่ยวลวงโลก
เพราะเห็นแก่ท้อง ทั้งไม่รู้ว่าพระทศพลบังเกิดแล้ว จำเราจะไป
ทำเขาให้สลดใจแล้วให้เขารู้ว่าพระทศพลบังเกิดแล้ว ในทันใด
นั่นเอง ก็ออกจากพรหมโลก ไปปรากฏตัวต่อหน้าทารุจิริยะ ต่อ
จากเวลาเที่ยงคืน ทีท่าเรือสุปปารกะ. เขาเห็นโอภาสสว่างในที่อยู่
ของตน จึงออกมาข้างนอก เห็นองค์มหาพรหมประคองอัญชลี
ประนมมือถามว่า ท่านเป็นใคร. มหาพรหมตอบว่า เราเป็นสหาย
เก่าของท่าน บรรลุอนาคามิผลบังเกิดในพรหมโลก. แต่ผู้เจริญ
ที่สุดหมดหัวหน้าของพวกเราบรรลุพระอรหัตปรินิพพานแล้ว
พวกท่าน ๕ คน บังเกิดในเทวโลก เรานั้นเห็นท่านเลี้ยงชีพด้วย
การหลอกลวงเขาในที่นี้ จึงมาเพื่อทรมาน แล้วจึงกล่าวเหตุนี้ว่า
พาหิยะ ท่านยังไม่เป็นอรหันต์ ยังไม่ปฏิบัติถึงอรหัตตมรรค ท่าน
ก็ไม่มีปฏิปทา ที่จะเป็นอรหันต์ หรือปฏิบัติถึงอรหัตตมรรค. ลำดับ
นั้น มหาพรหมบอกเขาว่า พระศาสดาอุบัติแล้ว และประทับอยู่ ณ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 434
กรุงสาวัตถี ท่านจงไปยังสำนักพระศาสดา แล้วส่งเขาไป ตนเอง
ก็กลับพรหมโลก.
แม้ทารุจิริยะ ถูกมหาพรหมทำให้สลดใจแล้ว ก็คิดจักแสวงหา
ทางพ้น จึงเดินทาง ๑๒๐ โยชน์โดยพักคืนเดียว ประจวบพระศาสดา
เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ ละแวกบ้าน หมอบลงแทบมหายุคลบาท
พระศาสดา ทูลอ้อนวอนถึง ๓ ครั้งว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงธรรมโปรดข้าพระบาทเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตทรง
แสดงธรรมโปรดข้าพระบาทเถิด พระเจ้าข้า. พระศาสดาทรง
ทราบว่า ญาณของพาหิยะแก่กล้าแล้ว ด้วยเหตุเท่านี้ จึงทรงสอน
ด้วยพระโอวาทนี้ว่า เพราะเหตุนี้แล พาหิยะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้
ว่ารูปที่เห็นแล้ว จักเป็นเพียงเห็นแล้ว ดังนี้เป็นต้น. เมื่อจบเทศนา
แม้พาหิยะนั้น ทั้งที่อยู่ระหว่างถนนส่งญาณไปตามกระแสเทศนา
ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย พาหิยะนั้น ถึง
ที่สุดกิจของตนแล้ว ทูลขอบรรพชากะพระผู้มีพระภาคเจ้า แสวง
หาบาตรจีวร เพราะยังมีบาตรจีวรไม่ครบ กำลังดึงชิ้นผ้าทั้งหลาย
จากกองขยะ ลำดับนั้น อมนุษย์ผู้มีเวรกันมาแต่ก่อน เข้าสิงร่าง
ของแม่โคลูกอ่อนตัวหนึ่ง ทำท่านให้เสียชีวิต พระศาสดาเสด็จออก
จากกรุงสาวัตถี ทอดพระเนตรเห็นพาหิยะล้มอยู่ที่กองขยะระหว่าง
ทาง ตรัสบอกเหล่าภิกษุว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงช่วย
กันยกร่างพาหิยะ แล้วให้นำไปทำฌาปนกิจ โปรดให้สร้างเจดีย์
ไว้ ณ ทางใหญ่ ๔ แพร่ง จากนั้น เกิดพูดกันกลางสงฆ์ว่า พระ-
ตถาคต รับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ทำฌาปนกิจร่างของพาหิยะ เก็บธาตุ
มาแล้ว โปรดให้สร้างเจดีย์ไว้ พาหิยะนั้นกระทำให้แจ้งมรรค
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 435
อะไรหนอ เขาเป็นสามเณรหรือหนอ ภิกษุทั้งหลายเกิดจิตคิดกัน
ดังนี้. พระศาสดาทรงปรารภถ้อยคำนั้น ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ
เกิดเรื่อง แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พาหิยะเป็นบัณฑิต
ทรงขยายพระธรรมเทศนาไว้ แล้วทรงประกาศว่า พาหิยะนั้น
ปรินิพพานแล้ว. เรื่องที่พูดกันนั้น เกิดขึ้นกลางสงฆ์อีกว่า พระ-
ศาสดามิได้ทรงแสดงธรรมมากเลย ตรัสว่า พาหิยะบรรลุพระ-
อรหัต นี่เรื่องอะไรกัน. พระศาสดาตรัสว่า ธรรมน้อยหรือมาก
ไม่ใช่เหตุ ธรรมนั้นก็เหมือนยาแก้คนที่ดื่มยาพิษ แล้วตรัสคาถา
ในพระธรรมบทว่า
สหสฺสมปิ เจ คาถา อนตฺถปทสญฺหิตา
เอก คาถาปท เสยฺโย ย สุตฺวา อุปสมฺมติ
ถ้าคาถา ถึงพันคาถา ที่ประกอบด้วยบท
อันไม่เป็นประโยชน์ ก็ประเสริฐสู้คาถาบทเดียว
ไม่ได้ ที่ฟังแล้วสงบระงับ.
จบเทศนา สัตว์แปดหมื่นสี่พัน ก็พากันดื่มน้ำอมฤต. ก็แต่ว่า เรื่อง
ของพระพาหิยะนี้ ไม่จำต้องกล่าวไว้พิสดาร เพราะมาในพระสูตร
แล้ว. แต่ต่อมาภายหลังพระศาสดาประทับนั่งกลางสงฆ์ ทรง
สถาปนาท่านพาหิยเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ. เป็นยอดของ
ภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็วแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 436
อรรถกถาสูตรที่ ๙
ประวัติพระกุมารกัสสปเถระ
ในสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า จิตฺตกถิกาน ได้แก่ผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร. จริงอยู่
พระเถระเมื่อจะกล่าวธรรมแก่คนคนเดียวก็ดี สองคนก็ดี ก็ประดับ
ด้วยอุปมาและเหตุเป็นอันมากให้เขารู้ จึงกล่าวว่า เพราะเหตุนั้น
พระเถระจึงเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร ปัญหา
กรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้.
แท้จริง ท่านพระกุมารกัสสปนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิในเรือนสกุล ในกรุงหงสวดี เจริญวัย กำลัง
ฟังธรรมกถาของพระทศพล เห็นพระศาสดา ทรงสถาปนาภิกษุ
รูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้
กล่าวธรรมได้วิจิตร จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยอดขึ้นไป ปรารถนา
ตำแหน่งนั้นเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ครั้งศาสนาของ
พระกัสสปพุทธเจ้าเสื่อมลง เป็นภิกษุรูปหนึ่งระหว่างภิกษุ ๗ รูป
กระทำสมณธรรมบนยอดเขา มีศีลไม่เสื่อม จุติจากภพนั้นแล้ว
บังเกิดในเทวโลก เสวยสมบัติอยู่พุทธันดรหนึ่ง ครั้งพระศาสดา
ของพวกเรา ก็เกิดในครรภ์ของหญิงสาวแห่งสกุลคนหนึ่ง ในกรุง-
ราชคฤห์ ก็หญิงสาวแห่งสกุลนั้น อ้อนวอนบิดามารดาก่อนแต่ไม่ได้
บรรพชา ครั้นไปอยู่เรือนแห่งสกุล (มีสามี) ก็ตั้งครรภ์ แต่ตัวเอง
ไม่รู้ จึงบอกกล่าวสามี (ขอบรรพชา) สามีอนุญาตแล้ว ก็บรรพชา
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 437
ในสำนักภิกษุณี. เหล่าภิกษุณีเห็นครรภ์นางเติบโตขึ้นมา จึงพากัน
ไปถาระเทวทัต. พระเทวทัตนั้นก็กล่าวว่า นางไม่เป็นสมณะ
เหล่าภิกษุณีจึงพากันไปทูลถามพระทศพล. พระศาสดาก็ทรง
มอบเรื่องให้พระอุบาลีเถระ. พระเถระให้เชิญเหล่าสกุลชาวกรุง-
สาวัตถี และนางวิสาขาอุบาสิกามาช่วยตรวจชำระ ก็กล่าวว่า
นางมีครรภ์มาก่อน (บวช) บรรพชาของนางจึงไม่เสีย. พระศาสดา
ได้ประทานสาธุการรับรองแก่พระเถระว่า อธิกรณ์อุบาลีวินิจฉัย
ชอบแล้ว. ภิกษุณีนั้นคลอดบุตรประพิมประพายคล้ายรูปทองของ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงรับเด็กนั้น โปรดให้ชุบเลี้ยง พระราชทาน
นามว่า กัสสป ต่อมา ทรงชุบเลี้ยงเติบโตแล้ว ก็พาไปฝากยังสำนัก
พระศาสดา โปรดให้บรรพชา. แต่เพราะท่านบวชเวลายังเป็นเด็กรุ่น
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเรียกกัสสปมา จงให้
ผลไม้หรือของขบฉันอันนี้แก่กัสสป พวกภิกษุสงสัยก็ทูลถามว่า
กัสสปองค์ไหน พระเจ้าข้า. ตรัสว่ากุมารกัสสป กัสสปองค์เด็ก
นะสิ. เพราะได้รับขนานนามอย่างนี้ ตั้งแต่นั้นมา ท่านก็ถูกเรียกว่า
กุมารกัสสป แม้ในเวลาที่ท่านแก่เฒ่าแล้ว. อีกนัยหนึ่ง คนทั้งหลาย
จำหมายท่านว่ากุมารกัสสป เพราะเหตุที่เป็นบุตรชุบเลี้ยงของ
พระราชาก็มี. ตั้งแต่บวชแล้ว ท่านทำงานเจริญวิปัสสนา และ
เล่าเรียนพระพุทธวจนะ.
ครั้งนั้น ท่านมหาพรหม ผู้กระทำสมณธรรมบนยอดเขา
กับพระเถระนั้น บรรลุอนาคามิผล บังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส
นั้น ระลึกถึงในสมัยนั้น เห็นพระกุมารกัสสป คิดว่า สหายของเรา
กำลังลำบากในการเจริญวิปัสสนา จำเราจักไปแสดงทางแห่ง
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 438
วิปัสสนาแก่เธอ กระทำอุบายให้บรรลุมรรคผล ดังนี้แล้ว ดำรง
อยู่ในพรหมโลกนั่นแล แต่งปัญหา ๑๕ ข้อ แล้วไปปรากฏในสถาน
ที่อยู่ของพระกุมารกัสสปเถระ ต่อจากเวลาเที่ยงคืน พระเถระ
เห็นแสงสว่าง จึงถามว่า ใครอยู่ที่นั่น. มหาพรหมตอบว่า เราคือ
พรหม ผู้การทำสมณธรรมกับท่านมาแต่ก่อน บรรลุอนาคามิผล
แล้วบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส พระเถระถามว่า ท่านมา
ด้วยการงานอะไรเล่า. มหาพรหมบอกปัญหาเหล่านั้น เพื่อแสดง
เหตุที่ตนมา แล้วกล่าวว่า ท่านจงเล่าเรียนปัญหาเหล่านี้ เมื่ออรุณขึ้น
ก็จงเข้าไปเฝ้าพระตถาคต ถวายบังคมแล้วทูลถาม. ด้วยว่าเว้น
พระตถาคตเสียผู้อื่นที่สามารถกล่าวแก้ปัญหาเหล่านี้ ไม่มีดอก
แล้วก็กลับพรหมโลกตามเดิม. วันรุ่งขึ้น แม้พระเถระก็เข้าไปเฝ้า
พระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลถามปัญหา โดยทำนองที่มหาพรหม
กล่าวไว้. พระศาสดาทรงตอบปัญหาให้พระกุมารกัสสปเถระ บรรลุ
พระอรหัต. พระเถระเล่าเรียนโดยทำนองที่พระศาสดาตรัสไว้
ไปป่าอันธวันเจริญวิปัสสนาแก่กล้า (สำนวนท่านว่าให้วิปัสสนา
ตั้งท้อง) ก็บรรลุพระอรหัต. ตั้งแต่นั้นมา ท่านเมื่อจะกล่าวธรรมกถา
แก่บริษัท ๔ มากก็ดี ไม่มากก็ดี ประดับด้วยอุปมาและเหตุทั้งหลาย
จึงกล่าวเสียอย่างวิจิตรทีเดียว. ครั้งนั้น เมื่อท่านแสดงสูตรประดับ
ประดาด้วยปัญหา ๑๕ ข้อ แก่พระยาปายาสิ พระศาสดาทรงทำ
พระสูตรนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติต้นเรื่อง จึงทรงสถาปนาท่านไว้
ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดเหล่าภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร
ในพระศาสนานี้แล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 439
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
ประวัติพระมหาโกฏฐิตเถระ
ในสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตาน ทรงแสดงว่า พระมหาโกฏฐิต-
เถระ เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวก ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔. จริงอยู่
พระเถระแม้รูปนี้ เมื่อเข้าไปหาพระมหาสาวก ผู้มีชื่อเสียงถาม
ปัญหาก็ดี เมื่อเข้าไปเฝ้าพระทศพลทูลถามปัญหาก็ดี ย่อมถาม
ปัญหาในเรื่องปฏิสัมภิทาทั้งหลายเท่านั้น เพราะตนเป็นผู้ช่ำชอง
ชำนาญในปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ดังนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของ
เหล่าภิกษุสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ด้วยอำนาจความเป็นผู้ช่ำชอง
นี้. ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้
ความจริง พระเถระแม้รูปนี้ บังเกิดในสกุลที่มีโภคสมบัติ
มาก ในกรุงหงสวดี ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ.
สมัยต่อ ๆ มา กำลังธรรมกถาของพระศาสดา เห็นพระศาสดา
ทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของ
เหล่าภิกษุสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทา จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวด
ขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น. กระทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่าย
อยู่ในเทวดาและมนุษย์ บังเกิดในสกุลพราหมณ์ กรุงสาวัตถี ใน
พุทธุปปาทกาลนี้. เหล่าญาติได้ขนานนามเขาว่า โกฏฐิตมาณพ.
เขาเจริญวัย ก็เรียนเวททั้งสาม วันหนึ่ง ฟังธรรมกถาของพระ-
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 440
ศาสดา ได้ศรัทธาแล้วก็บวช. ตั้งแต่บวชแล้ว ท่านทำงานในวิปัสสนา
ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เป็นผู้ช่ำชอง
ชำนาญ ในปฏิสัมภิทาทั้งหลายเท่านั้น ตลอดกาลเป็นนิตย์ เมื่อ
ถามปัญหา ก็ถามในปฏิสันภิทาทั้งหลายเท่านั้น. ต่อมาภายหลัง
พระศาสดาทรงทำมหาเวทัลลสูตรให้เป็นอัตถุปปัตติต้นเรื่อง จึง
ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุ
สาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทา แล
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
จบ อรรถกถาวรรคที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 441
วรรคที่ ๔
ว่าด้วยภิกษุผู้มีตำแหน่งเลิส ๑๒ ท่าน
[๑๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของ
เราผู้เป็นพหูสูต.
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีสติ.
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีสติ.
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีความเพียร.
พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นปัฏฐาก.
พระอุรุเวลกัสสปะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีบริษัท
มาก.
พระกาฬุทายี เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ทำสกุลให้
เลื่อมใส.
พระพักกุละ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีอาพาธน้อย.
พระโสภิตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ระลึกชาติก่อนได้.
พระอุบาลี เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ทรงวินัย.
พระนันทกะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้กล่าวสอนนาง
ภิกษุณี.
พระนันทะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้คุ้มครองทวาร
ในอินทรีย์ทั้งหลาย.
พระมหากัปปินะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้กล่าวสอน
ภิกษุ.
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 442
พระสาคตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ฉลาดในเตโชธาตุ.
พระราธะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปฏิภาณแจ่มแจ้ง.
พระโมฆราชะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ทรงจีวร
เศร้าหมอง.
จบ วรรคที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 443
วรรคที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๑
ประวัติพระอานนทเถระ
วรรคที่ ๔ สูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า พหุสฺสุตาน เป็นต้นดังนี้. แม้พระเถระ
รูปอื่น ๆ ที่เป็นพหูสูต มีธิติทรงจำและเป็นอุปัฏฐากก็มีอยู่ ส่วนท่าน
พระอานนท์นี้ เล่าเรียนพระพุทธวจนะ ก็ยึดยืนหยัดอยู่ในปริยัติดุจ
ผู้รักษาเรือนคลัง ในศาสนาของพระทศพล เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
ชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวก ผู้เป็นพหูสูต. อนึ่ง สติที่เล่าเรียน
พระพุทธวจนะแล้วทรงจำไว้ของพระเถระนี้เท่านั้นก็มีกำลังกว่า
พระเถระรูปอื่น ๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจ่งชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุ
สาวกผู้มีสติทรงจำ. อนึ่ง ท่านพระอานนท์นี้นี่แล ยืนหยัดยึดอยู่
บทเดียวก็ถือเนื้อความได้ถึงหกหมื่นบท จำได้ทุกบทโดยทำนองที่
พระศาสดาตรัสไว้นั่นแล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของ
เหล่าภิกษุสาวกผู้มีคติ. อนึ่ง ความเพียรเล่าเรียน ความเพียรท่องบ่น
ความเพียรทรงจำ และความเพียรอุปัฏฐากพระศาสดา ของท่านพระ-
อานนท์รูปนั้นเท่านั้น ที่ภิกษุอื่นๆ เทียบไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
ชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีธิติ. หนึ่ง ท่านพระอานนท์รูปนี้
เมื่ออุปัฏฐากพระตถาคต ก็ไม่อุปัฏฐากด้วยอาการอุปัฏฐากของเหล่าภิกษุ
ผู้อุปัฏฐากรูปอื่น ๆ ด้วยว่าเหล่าภิกษุผู้อุปัฏฐากรูปอื่น ๆ เมื่ออุปัฏฐาก
พระตถาคต อุปัฏฐากอยู่ไม่ได้นาน ทั้งอุปัฏฐากยึดพระหฤทัยของพระ-
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 444
พุทธะทั้งหลายไว้ไม่ได้. ส่วนพระเถระ นับแต่วันที่ได้ตำแหน่งพระ-
อุปัฏฐาก ก็เป็นผู้ปรารภความเพียร อุปัฏฐากยึดพระหฤทัยของพระ-
ตถาคตไว้ได้ เพราะเหตุนี้ ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวก
ผู้อุปัฏฐาก. ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้
ได้ยินว่า ในกัปสุดท้ายเจ็ดแสนกัปแต่กัปนี้ไป พระศาสดา
พระนามว่าปทุมุตตระ อุบัติในโลก พระองค์มีพระนครชื่อว่า หงสวดี
มีพระราชบิดาพระนามว่า นันทะ พระราชมารดาผู้เป็นพระเทวี
พระนามว่า สุเมธา มีพระโพธิสัตว์ พระนามว่า อุตตรกุมาร. พระองค์
ออกอภิเนษกรมณ์ทรงผนวชในวันพระราชโอรสประสูติ ทรงประกอบความ
เพียรเนือง ๆ แล้วทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณตามลำดับ
ทรงเปล่งพระพุทธอุทานว่า อเนกชาติสสาร เป็นต้น ประทับ ณ
โพธิบัลลังก์ล่วงเวลาไป ๗ วัน ทรงยื่นพระบาทออกด้วยหมายจักทรง
วางไว้ที่แผ่นดิน ครั้งนั้น ดอกปทุมมีขนาดที่กล่าวไว้แล้วแต่หนหลัง
ชำแรกแผ่นดินชูขึ้นรองรับ เพราะหมายถึงดอกปทุมนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงปรากฏพระนามว่า ปทุมุตตระนั่นแล. พระองค์มี
พระอัครสาวก นามว่า เทวิละองค์หนึ่ง จุลชาตะองค์หนึ่ง มีหมู่พระ-
อัครสาวิกา นามว่า อมิตา องค์หนึ่ง อสมา องค์หนึ่ง ทรงมีพระอุปัฏฐาก
นามว่า สุมนะ. พระปทุมุตตรผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงสงเคราะห์
พระพุทธบิดา มีภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร ประทับอยู่ ณ กรุงหงสวดี
ราชธานี. ส่วนพระกนิษฐภาดาของพระองค์ พระนามว่า สุมนกุมาร.
พระราชาพระราชทานบ้านส่วยสองพันโยชน์นับแต่กรุงหงสวดีแด่
สุมนราชกุมารนั้น. สุมนราชกุมารนั้นเสด็จมาเฝ้าพระราชบิดาและ
พระศาสดา เป็นครั้งคราว.
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 445
ต่อมาวันหนึ่ง ชนบทชายแดนก่อกบฏ สุมนราชกุมาร จึงส่งข่าว
ถวายพระราชา พระราชาทรงให้ตอบไปว่า พ่อตั้งเจ้าไว้ในตำแหน่ง
นั้นเพราะเหตุไร สุมนราชกุมารนั้นปราบกบฏสงบแล้ว ส่งข่าวไป
กราบทูลพระราชาว่า เทวะ ชนบทสงบราบคาบแล้ว พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงยินดีตรัสว่า ลูกพ่อจงรีบมา. สุมนราชกุมารนั้น มีอมาตย์
ประมาณพันคน ทรงปรึกษากับอมาตย์เหล่านั้นในระหว่างทางว่า
พระราชบิดาของเราทรงยินดี ถ้าจะพระราชทานพรแก่เรา เราจัก
รับอะไร. ลำดับนั้น อมาตย์บางพวกทูลพระราชกุมารว่า โปรด
รับช้าง รับม้า รับชนบท รับรตนะ ๗ อีกพวกหนึ่งทูลว่า พระองค์
เป็นราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ทรัพย์พระองค์ได้ไม่ยาก แต่ทรัพย์
นั้นแม้ได้แล้ว ก็จำต้องละไปทั้งหมด บุญต่างหากที่พระองค์จะพา
ไปได้ เพราะฉะนั้น เมื่อสมมติเทพพระราชทานพร ขอพระองค์
โปรดรับพร คือการอุปัฏฐากพระปทุมุตตรผู้มีพระภาคเจ้า ตลอด
ไตรมาสเถิดพระเจ้าข้า. พระราชกุมารนั้นรับสั่งว่า พวกท่านเป็น
กัลยาณมิตรของเรา พวกท่านทำจิตคิดอยู่นี้ให้เกิดแก่เรา เรา
จักทำอย่างนั้น แล้วเสด็จไปถวายบังคมพระราชบิดา ถูกพระ-
ราชบิดาสวมกอดจุมพิตที่กระหม่อม แล้วตรัสว่า ลูกเอ๋ย พ่อจะ
ให้พรแก่เจ้าดังนี้ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า กระหม่อม
ฉันปรารถนาจะเป็นผู้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยปัจจัย
๔ ตลอดไตรมาส เพื่อทำชีวิตไม่ให้เป็นหมัน พระพุทธบิดาตรัส
ว่า พ่อไม่อาจให้พรข้อนี้แก่ลูกได้ดอก พ่อจะให้พรอย่างอื่น
นะลูก. พระราชกุมารกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ธรรมดาว่ากษัตริย์
ไม่ตรัสคำสองนะ พระเจ้าข้า ขอโปรดพระราชทานพรนี้แก่กระหม่อม-
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 446
ฉันเถิด พรอย่างอื่นกระหม่อมฉันไม่ต้องการ พระเจ้าข้า. พระพุทธ-
บิดาตรัสว่า ธรรมดาว่าพระหฤทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย รู้กัน
ได้ยาก หากพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงประสงค์ เมื่อพ่อให้พรเจ้าแล้ว
จักมีอะไร. พระราชกุมารกราบทูลว่า ดีละ เทวะ กระหม่อมฉันจักทราบ
พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล้วเสด็จไปยังพระวิหาร
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎี
พระราชกุมารจึงเสด็จไปยังสำนักภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกัน ณ ศาลา
ทรงกลม. ภิกษุเหล่านั้นทูลถามพระราชกุมารว่า ถวายพระพร พระ-
ราชบุตร พระองค์เสด็จมาเพราะเหตุอะไร. พระราชกุมารตรัสว่า เพื่อ
จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดชี้บอกพระผู้มีพระภาคเจ้าแก่ข้าพเจ้า
ทีเถิด เหล่าภิกษุทูลว่า พระราชบุตร พวกอาตมภาพเข้าเฝ้าพระศาสดา
ในเวลาที่มุ่งมาดปรารถนาไม่ได้ดอก ตรัสถามว่า ใครเล่าถึงจะเฝ้าได้
เจ้าข้า. มูลตอบว่า ถวายพระพร พระราชบุตรพระนามว่าสุมนเถระ.
พระราชกุมารตรัสถามถึงที่นั่งของพระเถระว่า พระเถระนั้นอยู่ไหนเล่า
ท่านเจ้าข้า. แล้วเสด็จไปตรัสว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าประสงค์จะเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า โปรดชี้บอกพระผู้มีพระภาคเจ้าแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด เมื่อ
พระราชกุมารกำลังทอดพระเนตรเห็นอยู่นั่นแล พระเถระก็เข้าอาโป-
กสิณฌาน อธิษฐานแผ่นดินใหญ่ให้เป็นน้ำ ดำลงในแผ่นดินไปปรากฏที่
พระคันธกุฎีของพระศาสดา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระ-
สุมนเถระว่า สุมนะ เหตุไร เธอจึงมา ท่านทูลว่า พระราชบุตรเสด็จมา
ประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเจ้าข้า. ตรัสว่า แน่ะภิกษุ ถ้า
อย่างนั้น เธอจงจัดอาสนะสิ เมื่อพระราชกุมารกำลังทอดพระเนตรเห็น
อยู่นั่นแล พระเถระก็ถือเอาพุทธอาสนะ ดำลงในพระคันธกุฎี ไปปรากฏ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 447
นอกบริเวณ จัดอาสนะไว้ที่บริเวณ พระราชกุมาร ทรงเห็นเหตุน่าอัศจรรย์
ทั้งสองนี้แล้ว ทรงดำริว่า ภิกษุรูปนี้ใหญ่หนอ. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็เสด็จออกจากพระคันธกุฎีแล้วประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้ เมื่อตรัส
ถามว่า ก่อนราชบุตร พระองค์เสด็จมาเมื่อไร พระราชกุมารทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าพระคันธกุฎี แต่ภิกษุทั้งหลาย
บอกว่า ท่านเข้าเฝ้าไม่ได้ในขณะที่มุ่งมาดปรารถนา จึงส่งข้าพระองค์
ไปยังสำนักของพระเถระ ส่วนเพระเถระแสดงด้วยถ้อยคำ ๆ เดียว พระ-
เถระนี้เป็นที่สนิทสนมในพระศาสนาของพระองค์หรือพระเจ้าข้า ตรัสว่า
ใช่แล้ว พระราชกุมาร ภิกษุรูปนี้เป็นที่สนิทสนมในศาสนาของเรา.
ทูลว่า ภิกษุรูปนี้ทำอะไร จึงเป็นที่สนิทสนมในพระศาสนาของพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายทาน
รักษาศีล ทำอุโปสถกรรมนะสิ พระราชกุมาร พระราชกุมารที่ว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ประสงค์จะเป็นผู้สนิทสนมใน
พระพุทธศาสนาเหมือนพระเถระ พรุ่งนี้ ขอพระองค์โปรดทรงรับภิกษา
ของข้าพระองค์นะพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ
พระราชกุมารเสด็จไปยังที่ประทับของพระองค์ จัดสักการะอย่างใหญ่
ตลอดคืนยังรุ่ง ได้ถวายขันธวารภัตร (อาหารที่ถวายพระระหว่างตั้ง
ค่ายพักแรม) วันที่ ๗ ถวายบังคมพระศาสดาทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้รับพร คือการอุปัฏฐากพระองค์ตลอดไตรมาส
ภายในพรรษา จากสำนักพระราชบิดา ขอพระองค์ทรงโปรดรับอยู่จำ
พรรษาตลอดไตรมาส เพื่อข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงตรวจดูว่าอรรถประโยชน์ด้วยข้อนั้น มีไหมหนอ ก็ทรงเห็น
ว่ามีอยู่ จึงตรัสว่า ดูก่อนราชกุมาร พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมอภิรมย์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 448
ยินดีในเรือนว่างแล พระราชกุมารตรัสว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ข้าพระองค์รู้แล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์รู้แล้ว แล้วทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะล่วงหน้าไปก่อน จะให้เขาสร้างพระวิหาร
เมื่อข้าพระองค์ส่งคนไปทูล ขอพระองค์โปรดเสด็จมาพร้อมด้วยภิกษุ
แสนรูป ทรงถือปฏิญาณแล้วเสด็จไปยังสำนักพระราชบิดา กราบทูลว่า
เทวะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทานปฏิญาณแก่กระหม่อมฉันแล้ว เมื่อ
กระหม่อมฉันส่งคนมากราบทูล ขอพระองค์พึงโปรดส่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าด้วย พระเจ้าข้า ถวายบังคมพระราชบิดาแล้วเสด็จออกไป ทรง
สร้างวิหารทุกระยะทางโยชน์หนึ่ง เสด็จไปสิ้นทางไกลสองพันโยชน์
ครั้นเสด็จถึงแล้ว ทรงเลือกที่ตั้งพระวิหารในนครของพระองค์ ทรงเห็น
อุทยานของกุฎุมพี (เศรษฐี) ชื่อ โสภะ ทรงซื้อด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง
สละพระราชทรัพย์แสนหนึ่ง โปรดให้สร้างพระวิหาร ณ พระวิหารนั้น
โปรดให้สร้างพระคันธกุฎีสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า และกุฎีที่เร้นและ
มณฑปเป็นที่พักกลางคืนและกลางวัน สำหรับเหล่าภิกษุนอกนั้น จัด
สร้างกำแพงล้อมและซุ้มประตู แล้วทรงส่งคนไปยังสำนักพระราชบิดา
กราบทูลว่ากิจของกระหม่อมฉันสำเร็จแล้ว ขอได้โปรดส่งพระศาสดา
ไปเถิด พระราชบิดา ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้วทูลว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า กิจของสุมนสำเร็จแล้ว เขาหวังการเสด็จไปของ
พระองค์ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีภิกษุแสนรูปแวดล้อม
ประทับอยู่ ณ วิหารทั้งหลาย ทุกระยะโยชน์หนึ่งได้เสด็จไป พระ-
ราชกุมาร ทรงทราบว่า พระศาสดากำลังเสด็จมา ก็เสด็จออกไป
ต้อนรับสิ้นระยะทางโยชน์หนึ่ง ทรงบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น
ส่งเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ทรงมอบถวายพระวิหารว่า
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 449
สตสหสฺเสน เม กีต สตสหสฺเสน มาปิต
โสภน นาม อุยฺยาน ปฏิคฺคณฺห มหามุนิ
ข้าแต่พระมหามุนี ของพระองค์โปรดทรงรับ
อุทยาน ชื่อ โสภนะ ซึ่งข้าพระองค์ซื้อมาด้วย
ทรัพย์แสนหนึ่ง สร้างวิหารด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง
ด้วยเถิด
พระราชกุมารนั้น ในวันเข้าพรรษา ถวายทานแล้ว เรียกบุตรภริยา
ของตนและเหล่าอมาตย์มาแล้วสั่งว่า พระศาสดาเสด็จมายังสำนักของ
พวกเราเป็นทางไกล ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายของเรา ทรงหนักในธรรม
ไม่เห็นแก่อามิส เพราะฉะนั้น เราจักนุ่งผ้าสองผืนตลอดไตรมาสนี้
สมาทานศีลสิบ อยู่เสียในที่นี่นี้แหละพวกท่านพึงถวายทานตลอดไตรมาส
โดยทำนองนี้แด่พระขีณาสพแสนรูป สุมนราชกุมารนั้น ประทับอยู่
ในฐานะที่ถูกกันกันสถานที่อยู่ของพระสุมนเถระ เห็นกิจกรรมทุกอย่าง
ที่พระเถระกระทำวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ดำริว่า พระเถระนี้เป็น
ที่สนิทสนมในพระตถาคต เราควรปรารถนาตำแหน่งของพระเถระนั้น
เมื่อใกล้วันปวารณาออกพรรษา จึงเสด็จเข้าไปยังหมู่บ้าน ถวายมหาทาน
๗ วัน วันที่ครบ ๗ วัน ทรงวางไตรจีวรแทบเท้าภิกษุแสนรูป ถวายบังคม
พระศาสดาแล้วหมอบบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ บุญนั้นใดที่ข้าพระองค์กระทำมาตั้งแต่ถวายทานระหว่างที่พัก
กลางทางมา ๗ วัน บุญอันนั้น ข้าพระองค์มิได้ประสงค์สวรรคสมบัติ
มิได้ประสงค์พรหมสมบัติ แต่ข้าพระองค์ปรารถนาเป็นอุปัฏฐากของ
พระพุทธเจ้าจึงกระทำ อนึ่งเล่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ข้าพระองค์
ก็จะเป็นอุปัฏฐากเหมือนพระสุมนเถระในอนาคตกาล พระศาสดาทรง
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 450
เห็นไม่มีอันตรายสำหรับพระราชกุมารนั้น จึงทรงพยากรณ์แล้วเสด็จ
กลับไป พระราชกุมารทรงสดับแล้วทรงดำริว่า ก็ธรรมดาพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ไม่ตรัสเป็นคำสอง ในวันที่สอง ก็ได้เป็นเหมือนถือบาตรจีวร
ของพระโคดมพุทธเจ้า ตามเสด็จไปเบื้องพระปฤษฎางค์
พระราชกุมารนั้น ในพุทธุปบาทกาลนั้น ถวายทานแล้วบังเกิด
ในสวรรค์แสนปี ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ได้ถวายผ้าห่ม
เพื่อรองรับบาตรแก่พระเถระผู้เที่ยวไปบิณฑบาต ได้ทำการบูชา
บังเกิดในสวรรค์อีก จุติจากภพนั้น เป็นพระเจ้าพาราณสี เสด็จขึ้นชั้น
บนปราสาทอันประเสริฐ ทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า องค์
ซึ่งมาแต่เขาคันธมาทน์ ให้นิมนต์มาแล้วให้ฉันโปรดให้สร้างบรรณศาลา
๘ หลัง สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ในมงคลอุทยานของพระองค์
ทรงตกแต่งตั่งทำด้วยรตนะล้วน เตียงทำด้วยแก้วมณีอย่างละ ๘ และ
เชิงรองแก้วมณี ได้ทำการอุปัฏฐากถึงหมื่นปี. เหล่านี้เป็นฐานะที่ปรากฏ
แล้ว ก็ท่านถวายทานอยู่ถึงแสนกัป บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต กับพระ-
โพธิสัตว์ของเรา จุติจากชั้นดุสิตนั้นแล้ว ก็บังเกิดในเรือนของเจ้า-
อมิโตทนศากยะ ลำดับนั้น ท่านเกิดแล้วทำพระญาติทั้งมวลของท่าน
ให้ร่าเริงบันเทิงใจ เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติจึงขนานพระนาม
แก่ท่านว่าอานันทะ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกอภิเนษกรมณ์
ตามลำดับ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เสด็จมากรุงกบิลพัศดุ
เป็นการเสด็จครั้งแรก กำลังเสด็จออกจากกรุงกบิลพัศดุนั้น เมื่อเหล่า
พระราชกุมารบรรพชาเพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่าน
ก็ออกบวชในสำนักพระศาสดาพร้อมกับเหล่าเจ้าศากยะมีเจ้าภัททิยะ