พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 251

มีอยู่ในนา    ประมาณ    ๑๖    กรีสของเรา    เราจักให้ฉีกท้องข้าวสาลี

ถือเอามาหุงให้สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย      จุลกาลกล่าวว่า

เมื่อทำอย่างนี้   ย่อมไม่เป็นอุปการะแก่ใคร ๆ    เพราะฉะนั้น   ข้าพเจ้า

จึงไม่พอใจข้อนั้น.    มหากาลกล่าวว่า    ถ้าท่านกล่าวอย่างนี้    ข้าก็จะ

ทำตามความชอบใจของข้า   แล้วจึงแบ่งนา    ๑๖   กรีส   ผ่ากลางเป็น

๒  ส่วนเท่า ๆ  กัน    ปักเขตในที่  ๘  กรีส  ผ่าท้องข้าวสาลีเอาไปเคี่ยว

ด้วยน้ำนมไม่ผสม  ใส่ของอร่อย   ๔  ชนิด   แล้วถวายแก่ภิกษุสงฆ์  มี

พระพุทธเจ้าเป็นประธาน.     ที่ที่ฉีกท้องข้าวสาลีแม้นั้นแล้วถือเอา  ๆ

ก็กลับเต็มอีก.   ในเวลาข้าวเม่า   ได้ถวายส่วนเลิศในข้าวเม่า   ได้ถวาย

ข้าวกล้าอย่างเลิศ   พร้อมกับชาวบ้าน  ในเวลาเกี่ยว   ถวายส่วนเลิศใน

ข้าวเกี่ยว  ในเวลาทำเขน็ด   ก็ถวายส่วนเลิศในข้าวเขน็ด   ในเวลามัดเป็น

ฟ่อนเป็นต้น ก็ถวายส่วนเลิศในข้าวฟ่อน ได้ถวายส่วนเลิศในข้าวในลาน

ในเวลานวดก็ถวายส่วนเลิศในข้าวนวด     ในเวลาข้าวขึ้นยุ้งก็ถวายส่วน

เลิศในข้าวขึ้นยุ้ง ได้ถวายทานตามคราว  ๙  ครั้ง  สำหรับข้าวกล้าอย่าง

เดียวเท่านั้น    ดังกล่าวมาฉะนี้    ข้าวกล้าแม้นั้นก็คงยังตั้งขึ้นเหลือเฟือ.

ท่านกระทำกรรมงามตามทำนองนั้นแลตราบเท่าที่พระพุทธเจ้า

ยังทรงพระชนม์อยู่   และตราบเท่าที่พระสงฆ์ยังมีอยู่   (ครั้น)   จุติจาก

อัตภาพนั้นแล้ว   บังเกิดในเทวโลก.     ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและ

มนุษย์    เสวยสมบัติตลอด    ๙๑    กัป    ในเวลาที่พระศาสดาของเรา

ทรงอุบัติขึ้นในโลก    ก็บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล    ในบ้าน

พราหมณ์โทณวัตถุ   ไม่ไกลกรุงกบิลพัสดุ.   ในวันขนานนาม   พวก

ญาติขนานนามท่านว่า   โกณฑัญญมาณพ.   ท่านเจริญวัยแล้ว   เรียน

ไตเพทจบ  ลักษณ์มนต์ทั้งหลาย. (ตำราทายลักษณะ)


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 252

สมัยนั้น     พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต

บังเกิดในกรุงกบิลพัสดุ์     ในวันถวายพระนามของพระองค์    พระ

ประยูรญาติ   ได้เชิญพราหมณ์   ๑๐๘   คน   ครองผ้าใหม่   ให้ดื่มข้าว

มธุปายาสมีน้ำน้อย   เลือกพราหมณ์   ๘   คน   ในระหว่างพราหมณ์

๑๐๘    นั้น    ให้นั่งบนพื้นใหญ่    ให้พระโพธิสัตว์ผู้ประดับตกแต่งแล้ว

นอนบนเบาะผ้าที่ทำด้วยผ้าเนื้อละเอียด      นำมายังสำนักของพราหมณ์

เหล่านั้น    เพื่อตรวจพระลักษณะ.    พราหมณ์ผู้นั่งบนอาสนะใหญ่

ตรวจดูสมบัติแห่งพระสรีระของพระมหาบุรุษแล้วยกขึ้น     ๒     นิ้ว.

๗   คนยกขึ้น    ตามลำดับอย่างนี้.   ก็บรรดาพราหมณ์   ๘   คนนั้น

โกณฑัญญมาณพผู้หนุ่มกว่าเขาหมด    ตรวจดูลักษณะอันประเสริฐ.

ยกนิ้วขึ้นนิ้วเดียวเท่านั้นว่า      ไม่มีเหตุที่พระองค์จะทรงดำรงอยู่

ท่ามกลางเรือน     พระกุมารนี้จักเป็นพระพุทธเจ้ามีกิเลส      ดังหลังคา

อันเปิดแล้ว  โดยส่วนเดียว  ฝ่ายคนทั้ง  ๗  นี้  เห็นคติเป็น  ๒  ว่า  ถ้าอยู่

ครองเรือนจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ     ถ้าบวช     จักเป็นพระพุทธเจ้า

จึงยกขึ้น  ๒  นิ้ว.  ก็พระอัญญาโกณฑัญญะนี้  ได้สร้างบุญญาธิการ

ไว้   เป็นสัตว์เกิดในภพสุดท้าย    เหนือคนทั้ง    ๗   นอกนี้ด้วยปัญญา

ได้เห็นคติเพียงอย่างเดียวว่า      ชื่อว่าท่านผู้ประกอบด้วยลักษณะ

เหล่านี้    ไม่ดำรงอยู่ท่ามกลางเรือน    จักเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้อง

สงสัย    เพราะฉะนั้น   จึงยกนิ้วเดียว.    ลำดับนั้น   พราหมณ์เหล่านั้น

ไปสู่เรือนของตน  ๆ   ปรึกษากับบุตรทั้งหลายว่า   ลูกเอย   พ่อแก่แล้ว

จะได้ชมเชยหรือไม่ได้ชมเชยพระโอรส   ของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช

ผู้บรรลุ    พระสัพพัญญุตญาณ    พวกเจ้าเมื่อพระกุมารบรรลุพระ

สัพพัญญุตญาณแล้ว  พึงบวชในพระศาสนาของพระองค์.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 253

ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนมหาราช   ทรงจัดการบริหาร   เช่นแต่งตั้ง

แม่นมเป็นต้น     สำหรับพระโพธิสัตว์ทรงเลี้ยงดู     พระโพธิสัตว์ให้

เติบโต     ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงเจริญวัยแล้ว     เสวยสมบัติเหมือน

เทพเจ้า   เมื่อพระญาณแก่กล้าแล้ว  ทรงเห็นโทษในกาม   เห็นอานิสงส์

ในการออกจากกาม   จึงในวันที่พระราหุลกุมารประสูติ    มีนายฉันนะ

เป็นพระสหาย    ทรงขึ้นม้ากัณฐกะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์    ทาง

ประตูที่เทวดาเปิดให้ เสด็จเลยไป  ๓  ราชอาณาเขต  โดยตอนกลางคืน

นั้นนั่นเอง     ทรงบรรพชาที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานที     พอทรงรับธงชัย

แห่งพระอรหันต์    ที่ท้าวฆฏิการมหาพรหมนำมาถวายเท่านั้น    เป็น

เหมือนพระเถระ     ๑๐๐    พรรษา    เสด็จถึงกรุงราชคฤห์   ด้วยพระ

อิริยาบถอันน่าเลื่อมใส     เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์นั้น

เสวยบิณฑบาตที่ร่มเงาแห่งภูเขา     ชื่อว่าปัณฑวะ     ถูกพระเจ้ามคธ

ทรงเชื้อเชิญให้ครองราชสมบัติ      ก็ทรงปฏิเสธ     เสด็จถึงอุรุเวลา-

ประเทศ    โดยลำดับ     ทรงเกิดพระดำริมุ่งหน้าต่อความเพียรขึ้นว่า

ภูมิภาคนี้    น่ารื่นรมย์หนอ   ที่นี้เหมาะจะทำความเพียรของกุลบุตรที่

ต้องการจะทำความเพียรหนอ    ดังนี้แล้วจึงเสด็จประทับอยู่   ณ  ที่นั้น.

สมัยนั้น พราหมณ์อีก  ๗  คน  ได้ไปตามกรรม. ส่วนโกณฑัญญ-

นาณพ   ผู้ตรวจพระลักษณะ   หนุ่มกว่าเขาทั้งหมด   เป็นผู้ปราศจาก

ป่วยไข้.    ท่านทราบว่า    พระมหาบุรุษทรงผนวชแล้ว    จึงเข้าไปหา

พวกบุตรพราหมณ์เหล่านั้น   กล่าวอย่างนี้ว่า   ได้ยินว่า   พระสิทธัตถ

ราชกุมารทรงผนวชแล้ว   ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า   โดยไม่ต้องสงสัย

ถ้าบิดาของพวกท่านไม่ป่วยไข้สบายดี    วันนี้ก็พึงออกบวช    ถ้าแม้


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 254

ท่านทั้งหลายปรารถนาไซร้     มาเถิด     พวกเราจะบวชตามเสด็จพระ

มหาบุรุษนั้น    บุตรพราหมณ์เหล่านั้น    ก็ไม่อาจจะมีฉันทเป็นอันเดียว

กันได้หมดทุกคน.  ๓  คนไม่บวช.  อีก  ๔  คน  มีโกณฑัญญพราหมณ์

เป็นหัวหน้าบวชแล้ว.   บรรพชิตทั้ง   ๕   นี้   เที่ยวภิกษาในคามนิคม

และราชธานีได้ไปยังสำนักพระโพธิสัตว์.     บรรพชิตเหล่านั้น     เมื่อ

พระโพธิสัตว์เริ่มตั้งความเพียรใหญ่ตลอด    ๖   ปี   คิดว่า    บัดนี้พระ

โพธิสัตว์จักเป็นพระพุทธเจ้า     บัดนี้พระโพธิสัตว์จักเป็นพระพุทธเจ้า

จึงบำรุงพระมหาสัตว์ได้เป็นผู้เที่ยวไป    เที่ยวมาในสำนักพระโพธิสัตว์

นั้น.     ก็เมื่อใด     พระโพธิสัตว์    แม้ทรงยับยั้งอยู่ด้วยงาและข้าวสาร

เมล็ดเดียวเป็นต้น    ทรงรู้ว่า     จะไม่แทงตลอดอริยธรรมด้วย     ทุก-

กรกิริยา   จึงเสวยพระกระยาหารหยาบ   เมื่อนั้น   บรรพชิตเหล่านั้น

ก็หลบไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน.

ครั้งนั้น   พระโพธิสัตว์   เสวยพระกระยาหารหยาบ   ทำพระ

ฉวีวรรณ    พระมังสะและพระโลหิตให้บริบูรณ์แล้ว    ในวันวิสาข-

บุรณมี     ทรงเสวยโภชนะอย่างดีที่นางสุชาดาถวาย    ทรงลอยถาด

ทองไป   ทวนกระแสแม่น้ำจึงตกดงพระทัยว่า   เราจักเป็นพระพุทธเจ้า

ในวันนี้   เราจักเป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้.     ในเวลาเย็น    พญากาล-

นาคราช   ชมเชยด้วยการชมเชยหลายร้อย   ทรงขึ้นสู่มหาโพธิมัณฑ-

สถาน    บ่ายพระพักตร์ไปสู่โลกธาตุด้านตะวันออก    นั่งขัดสมาธิ

ในที่อันไม่หวั่นไหว    อธิษฐานความเพียร    ประกอบด้วยองค์    ๔

เมื่อพระอาทิตย์ยังโคจรอยู่นั่นแล    ทรงกำจัดมารและพลมาร   ปฐมยาม

ทรงรำลึกปุพเพนิวาสญาณ      มัชฌิมยามทรงชำระทิพจักษุญาณ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 255

ในเวลาต่อเนื่องกันแห่งปัจจุสสมัย     ทรงหยั่งพระญาณลงในปฏิจจ-

สมุปบาท    พิจารณาปัจจยาการทั้งอนุโลมและปฏิโลม    ตรัสรู้เฉพาะ

พระพัพพัญญุตญาณ   อันเป็นอสาธารณญา (ญาณที่ไม่มีทั่วไปแก่

สาวกอื่น)    ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงแทงตลอดแล้ว    ทรงยับยั้ง

ในโพธิมัณฑสถานนั้นนั่นแล  ๗  วัน   ด้วยผลสมาบัติอันมีพระนิพพาน

เป็นอารมณ์.

 

ด้วยอุบายนั้นนั่นแล  ทรงประทับอยู่   ณ  โพธิมัณฑสถาน  ๗

สัปดาห์    เสวยข้าวสัตตุก้อน    ที่โคนต้นไม้เกต     แล้วเสด็จกลับมาที่

โคนต้นอชปาลนิโครธอีก  ประทับนั่ง   ณ  ที่นั้น  ทรงพิจารณาความ

ที่ธรรมอันลึกซึ้ง    เมื่อพระทัยน้อมไปในความเป็นผู้ขวนขวายน้อย

อันท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาแล้ว     ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธ-

จักษุ     ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายต่างด้วยสัตว์มีอินทรีย์กล้าและมีอินทรีย์

อ่อนเป็นต้น     จึงประทานปฏิญญาแด่ท้าวมหาพรหมเพื่อแสดงธรรม

ทรงพระดำริว่า    เราจักแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ    ทรงทราบว่า

อาฬารดาบสและอุททกดาบสทำกาละแล้ว     เมื่อทรงดำริต่อไป     ก็

เกิดพระดำริขึ้นว่า     ภิกษุปัญจวัคคีย์ผู้บำรุงเราตอนเราตั้ง ความเพียร

นับว่าเป็นผู้มีอุปการะมากแก่เรา  ถ้ากระไร     เราจะพึงแสดงธรรม.

 

๑.  ญาณนี้มี  ๕  คือ  ๑  อินทริยปโรปริยัตติญาณ  ปรีชากำหนดรู้ความยิ่ง  และความหย่อนแห่ง

อินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย  ๒.  อาสยานุสสยญาณ  ปรีชากำหนดรู้อัธยาศัยและกิเลสที่นอนเนื่อง

ในสันดาน  ๓.  ยมกปาฏิหิรญาณ  ญาณในยมกปาฏิหาริย์  ๔.มหากรุณาสมาบัติญาณ  ญาณใน

มหากรุณาสมาบัติ  ๕.  สัพพัญญุตญาณ  ญาณในความเป็นพระสัพพัญญู  ๖. อนาวรญาณ  ญาณที่

ไม่มีอะไรขัดขวางได้.  ขุ.ป.  เล่ม  ๓๑/๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 256

แก่อภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อน.     ก็ข้อนี้ทั้งหมดเทียวเป็นเพียงพระปริวิตก

ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น.     ก็เว้นโกณฑัญญพราหมณ์เสีย

คนอื่นใครเล่า   ชื่อว่าเป็นผู้สามารถแทงตลอดธรรมก่อนไม่มี.   จริงอยู่

โกณฑัญญพราหมณ์นั้นได้กระทำกรรมคือ  บุญญาธิการไว้   ๑๐๐,๐๐๐

กัป   เพื่อประโยชน์นี้เอง    จึงได้ถวายทานในเพราะข้าวกล้าอันเลิศ

๙  ครั้ง  แก่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.

ลำดับนั้น    พระศาสดา    ทรงถือบาตรและจีวร    เสด็จไปป่า

อิสิปตนมฤคทายวัน    โดยลำดับ    เสด็จไปหาภิกษุปัญจวัคคีย์   พระ

ปัญจวัคคีย์เหล่านั้นเห็นพระตถาคตเสด็จมา    ไม่อาจดำรงอยู่ใน

กติกาของพวกตน   (ที่ตกลงกันไว้)   องค์หนึ่งล้างพระบาท   องค์หนึ่ง

จับพัดใบตาลยืนถวายงานพัด.     เมื่อพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น    แสดง

วัตรอย่างนี้แล้วนั่ง  ณ  ที่ใกล้  พระศาสดาทรงการทำพระโกณฑัญญ

เถระให้เป็นกายสักขีพยานแล้ว     ทรงเริ่มธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

มีวนรอบ  ๓  อันยอดเยี่ยม.

มนุษยบริษัท  ก็คือชนทั้ง ๕   (ปัญจวัคคีย์)  เท่านั้น  เทวบริษัท

พระศาสดาทรงการทำพระโกณฑัญญะ              ก็ดำรงอยู่ในโสดา-

ปัตติผล  พร้อมกับท้าวมหาพรหม  ๑๘  โกฎิ.   ครั้งนั้น  พระศาสดาทรง

ดำริว่า   โกณฑัญญะรู้ทั่วธรรมที่เราได้   ได้มาด้วยการทำความเพียร

อย่างหนัก  ก่อนผู้อื่นทั้งนั้น  เมื่อทรงเรียกพระเถระว่าภิกษุนี้ชื่ออัญญา-

โกณฑัญญะ   จึงตรัสว่า   อญฺาสิ  วค  โภ  โกณฺฑญฺโ  อญฺาสิ  วต  โภ

โกณฺฑญฺโ  โกณฑัญญะ  รู้ทั่วแล้วหนอ  โกณทัญญะ  รู้ทั่วแล้วหนอ  ดังนี้.

คำนั้นนั่นแลจึงเป็นชื่อของท่าน.  ด้วยเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  อิติ  หิท


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 257

อายสฺมโต  โกณฺฑญฺสฺส  อญฺาโกณฺฑญฺโ  เตฺวว  นาม  อโหสิ

ดังนั้น    คำนี้ว่าอัญญาโกฑัญญะ    จึงได้เป็นชื่อของท่านโกณฑัญญะ

ดังนั้น    พระเถระจึงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล     ในวันอาสาฬหปุรณมี

เพ็ญกลางเดือน  ๘  วันแรม   ๑  ค่ำ  พระภัททิยเถระ  วันแรม  ๒  ค่ำ

พระวัปปเถระ   วันแรม   ๓   ค่ำ   พระมหานามเถระ.   วันแรม  ๔   ค่ำ

พระอัสสชิเถระ   ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.    ส่วนวันแรม  ๕   ค่ำ

จบอนัตตลักขณสูตร     ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัตหมดทุกรูป.     สมัยนั้น

แล  จึงมีพระอรหันต์ในโลก  ๖  องค์

ตั้งแต่นั้นมา     พระศาสดาทรงให้มหาชนหยั่งลงสู่อริยภูมิ

อย่างนี้คือ   บุรุษ   ๕๕   คนมียสกุลบุตรเป็นหัวหน้า   ภัททวัคคิยกุมาร

จำนวน  ๓๐  คน ที่ป่าฝ้าย   ปุราณชฏิล  จำนวน   ๑,๐๐๐  รูป  ที่หลังแผ่นหิน

คยาสีสประเทศ  ทรงให้ราชบริพาร    ๑๑  นหุต   มีพระเจ้าพิมพิสาร

เป็นประมุข    ให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล    ๑    นหุต     ให้ดำรงอยู่ใน

ไตรสรณะ    ทรงทำพระศาสนาให้ผลิตดอกออกผล    บนพื้นชมพู

ทวีป  ทรงทำทั่วมณฑลชมพูทวีปให้รุ่งเรื่องด้วยกาสาวพัสตร  คลาคล่ำ

ไปด้วยนักแสวงบุญสมัยหนึ่ง     เสด็จถึงพระเชตวันมหาวิหาร     สถิต

อยู่   ณ  ที่นั้น  ประทับบนพระพุทธอาสน์อย่างดีที่เขาจัดไว้แล้ว  ทรง

แสดงธรรมท่ามกลางภิกษุสงฆ์  เพื่อทรงแสดงว่า โกณฑัญญะ   บุตร

เรา   เป็นยอด   ระหว่างเหล่าภิกษุผู้แทงตลอดธรรม   ก่อนใคร   จึงทรง

สถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ.

แม้พระเถระเห็นพระอัครสาวกทั้งสองกระทำความเคารพ

นบนอบตน  ประสงค์จะหลีกไปเสียจากสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 258

เห็นว่า     ปุณณมานพบวชแล้วจักเป็นยอดธรรมกถึกในพระศาสนา

จึงกลับไปตำบลบ้านพราหมณ์ชื่อโทณวัตถุ    (ชาติภูมิของท่าน)    ให้

ปุณณมานพหลานชายบรรพชาแล้ว   คิดว่า   ปุณณมาณพนี้  จักอยู่ใน

สำนักของพระพุทธเจ้า     จึงได้ปุณณมานพนั้นอยู่ในสำนักของ

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย    ท่านเองก็เข้าไปเฝ้าพระทศพล    ขออนุญาต

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า     เสนาสนะใกล้

บ้านไม่เป็นสัปปายะสำหรับข้าพระองค์     ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่

เกลื่อนกล่น  จำจักไปอยู่สระฉัททันต์          พระเจ้าข้า  ลุกจากอาสนะ

ถวายบังคมแล้วไปยังสระฉัททันต์    อาศัยโขลงช้างสกุลฉัททันต์

ยับยั้งอยู่  ๑๒  ปี  ปรินิพพาน ด้วยอนุปานิเสสนิพพานธาตุ  ณ  ที่นั้นเอง

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๑

 

อรรถกถาสูตรที่  ๒ - ๓

 

ประวัติพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเถระ

 

สูตรที่  ๒-๓  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   มหาปญฺาน   ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญาอย่างมากมาย

บทว่า  อิทฺธิมนฺตาน  ได้แก่  ผู้สมบูรณ์ด้วยฤทธิ์.  คำว่า  สารีบุตร  โมคคัล-

ลานะ   เป็นชื่อของพระเถระทั้งสองนั้น.   ในปัญหากรรมของพระเถระ

ทั้ง   ๒  นี้  มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 259

ในที่สุดอสงไขยกัปยิ่งด้วยแสนกัป  นับแต่กัปนี้   ท่านพระสารีบุตร

บังเกิดในครอบครัวพราหมณมหาศาล     ชื่อสรทมาณพ.    ท่านพระ

โมคคัลลานะบังเกิดในครอบครัวคฤหบดีมหาศาล     ชื่อสิริวัฑฒกุฏมพี.

ทั้ง   ๒   คนเป็นเพื่อนเล่นฝุ่นด้วยกันมา   เมื่อบิดาล่วงลับไปสรทมาณพ

ก็ได้ทรัพย์เป็นอันมาก    ซึ่งเป็นสมบัติของสกุล    วันหนึ่ง    อยู่ในที่ลับ

คิดว่า    เราไม่รู้อัตภาพในโลกนี้    ไม่รู้อัตภาพในโลกอื่น    ขึ้นชื่อว่า

ความตายเป็นของแน่     สำหรับเหล่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว.     ควรที่เรา

จะถือบวชสักอย่างหนึ่ง   แสวงหาโมกขธรรม. สรทมาณพนั้นไปหาสหาย

กล่าวว่า    เพื่อนสิริวัฑฒ์  เราจักบวชแสวงหาโมกขธรรม   เจ้าจักบวช

พร้อมกันเราได้ไหม.     สิริวัฑฒกุฏมพีตอบว่า  ไม่ได้ดอกเพื่อน  เจ้าบวช

คนเดียวเถิด.   สรทมาณพคิดว่า   คนเมื่อไปปรโลก   จะพาสหายหรือ

ญาติมิตรไปด้วยหามีไม่    กรรมที่ตนทำก็เป็นของตนผู้เดียว    ต่อนั้น

ก็สั่งให้เปิดเรือนคลังรัตนะให้มหาทานแก่คนกำพร้า     คนเดินทาง

ไกล    วณิพกและยาจกทั้งหลาย    แล้วบวชเป็นฤษี.    มีคนบวชตาม

สรทมาณพนั้น  อย่างนี้คือ  คน ๑  ๒  คน  ๓  คน  กลายเป็นชฏิลจำนวน

ประมาณ ๗๔,๐๐๐ รูป  สรทฤษีนั้น  ทำอภิญญา  ๕  สมาบัติ    ๘  ให้

บังเกิดแล้ว    ก็สอนกสิณบริกรรมแก่ชฏิลเหล่านั้น.    ชฎิลเหล่านั้น

ก็ทำอภิญญา  ๕  สมาบัติ   ๘  ให้บังเกิดทุกรูป.

สมัยนั้น    พระพุทธเจ้าพระนามว่า    อโนมทัสสีทรงอุบัติขึ้น

ในโลก.  พระนครชื่อว่า  จันทวดี. พระพุทธบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่า

ยศวันตะ.  พระพุทธมารดา  เป็นพระเทวีพระนามว่า  ยโสธรา.  ต้นไม้

ที่ตรัสรู้ ชื่อว่าอัชชุนพฤกษ์  ต้นกุ่ม (ต้นรกฟ้าขาวก็ว่า). พระอัครสาวก


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 260

ทั้ง  ๒  ชื่อว่า  พระนิสภเถระ    และพระอโนมเถระ.  พระพุทธอุปฐาก

ชื่อพระวรุณเถระ  พระอัครสาวิกาทั้ง  ๒  ชื่อ  สุนทรา   และ  สุมนา.

ทรงมีพระชนมายุ   ๑๐,๐๐๐   พรรษา.  พระวรกายสูง   ๕๘  ศอก.

รัศมีพระวรกายแผ่ไป  ๑๒  โยชน์.  มีภิกษุเป็นบริวาร  ๑๐๐,๐๐๐ รูป.

ต่อมาวันหนึ่ง   พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า   เสด็จออกจากพระมหากรุณา

สมาบัติ  ทรงตรวจดูโลก   เวลาใกล้รุ่ง   ทรงเห็นสรทดาบส   ทรงพระ

ดำริว่า  วันนี้  เพราะเราไปหาสรทดาบสเป็นปัจจัย  จักมีธรรมเทศนา

กัณฑ์ใหญ่    และสรทดาบสนั้น    จักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวก

สิริวัฑฒกุฏุมพีสหายของเขา     จักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒

จบเทศนาชฏิล    ๗๔,๐๐๐  รูป    บริวารของเขา    จักบรรลุพระอรหัต

ควรที่เราจะไปที่นั้น.    ดังนี้แล้ว    ทรงถือบาตรสละจีวรของพระองค์

ไม่เรียกใครอื่น     เสด็จลำพังพระองค์เหมือนราชสีห์     เมื่อเหล่าอันเต-

วาสิก   ศิษย์ของสรทดาบส   ออกไปแสวงหาผลาผล  ทรงอธิษฐานว่า

ขอสรทดาบสจงรู้ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า     เมื่อสรทดาบสกำลังดู

อยู่นั่นเอง ก็เสด็จลงจากอากาศ  ประทับยืนบนพื้นดิน.

 

สรทดาบส  เห็นพระพุทธานุภาพและพระสรีรสมบัติของพระองค์

จึงพิจารณาลักษณมนต์     ก็รู้ว่า    ธรรมดาผู้ประกอบด้วยลักษณะ

เหล่านี้     เมื่ออยู่ครองเรือน     ก็ต้องเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์    เมื่อบวช

ก็ต้องเป็นพระสัพพัญญูพุทธะ    ผู้ทรงเปิดกิเลสดุจหลังคาเสียแล้ว

ในโลก     มหาบุรุษผู้นี้ต้องเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย     จึง

ออกไปต้อนรับ    ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์   ปูอาสนะถวาย

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ก็ประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูแล้ว.   แม้สรทดาบส


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 261

ก็ถือเอาอาสนะที่สมควรแก่ตน  นั่ง   ณ  ที่สมควรส่วนหนึ่ง.   สมัยนั้น

ชฏิล   ๗๔,๐๐๐   รูป    ก็ถือผลาผลมีโอชะอันประณีต  ๆ   มาถึงสำนัก

ของอาจารย์   มองดูอาสนะที่พระพุทธเจ้า   และอาจารย์นั่งแล้วกล่าวว่า

ท่านอาจารย์    พวกเราเที่ยวไปด้วยเข้าใจว่า     ไม่มีใครเป็นใหญ่กว่า

ท่านในโลกนี้     แต่บุรุษผู้นี้เห็นทีจะใหญ่กว่าท่านแน่.    สรทดาบส

กล่าวว่า    พ่อเอ๋ย    พูดอะไร    พวกเจ้าประสงค์จะเปรียบขุนเขาสิเนรุ

ซึ่งสูง  ๖,๐๐๐,๐๐๐    โยชน์    ทำให้เท่ากับเมล็ดพันธุ์ผักกาด.    ลูกเอ๋ย

พวกเจ้าอย่าเปรียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธะเลย.    ครั้งนั้น   ชฏิล

เหล่านั้นคิดว่า     ถ้าบุรุษผู้นี้     จักเป็นสัตว์ต่ำช้าแล้วไซร้    อาจารย์

ของเราคงไม่นำมาเปรียบเช่นนี้      ที่แท้บุรุษผู้นี้ต้องเป็นใหญ่หนอ

ทุกรูปจึงหมอบแทบเบื้องพระยุคลบาท   ไหว้ด้วยเศียรเกล้า.   ลำดับนั้น

อาจารย์จึงกล่าวกะชฏิลเหล่านั้นว่า   พ่อเอ๋ย   ไทยธรรมของเราที่คู่ควร

แก่พระพุทธเจ้าไม่มีเลย.     ในเวลาภิกษาจาร     พระศาสดา

ก็เสด็จมาแล้วในที่นี้    พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกำลัง    พวกเจ้า

จงนำผลาผลของเราที่ประณีต  ๆ     มา     แล้วให้นำมา     ล้างมือแล้ว

ก็วางไว้ในบาตรของพระตถาคตด้วยตนเอง.     พอพระศาสดาทรง

รับผลาผล     เทวดาทั้งหลายก็ใส่ทิพโอชะลง.     ดาบสก็กรองน้ำถวาย

ด้วยตนเอง.     ลำดับนั้น    เมื่อพระศาสดาประทับนั่งเสวยเสร็จแล้ว

ดาบสก็เรียกอันเตวาสิกมาทุกคน    นั่งพูดแต่ถ้อยคำที่เป็นสาราณียกถา

(ถ้อยคำให้หวนระลึกถึงกัน) ในสำนักพระศาสดา.

 

พระศาสดาทรงดำริว่า           พระอัครสาวกทั้งสอง     จงมา

พร้อมกับภิกษุสงฆ์   พระอัครสาวกเหล่านั้นรู้พระดำริของพระศาสดา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 262

มีพระขีณาสพแสนองค์เป็นบริวาร     มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืน

ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ลำดับนั้น  สรทดาบสเรียกพวกอันเตวาสิกมาพูดว่า  พ่อทั้งหลาย

อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งก็ต่ำ     อาสนะที่พระสมณะแสนองค์

นั่งก็ไม่มี   วันนี้   ควรที่ท่านทั้งหลายจะกระทำพุทธสักการะให้โอฬาร

ท่านทั้งหลายจงนำดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นจากเชิงเขามา

เวลาที่กล่าวย่อมเป็นเหมือนเนิ่นนาน     แต่วิสัยของผู้มีฤทธิ์เป็นอจินไตย

เพราะเหตุนั้น     ดาบสเหล่านั้นจึงนำดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่น

มา    โดยกาลชั่วครู่เดียวเท่านั้น   ตกแต่งอาสนะดอกไม้ประมาณโยชน์

หนึ่งสำหรับพระพุทธเจ้า               สำหรับพระอัครสาวกทั้งหลาย

๓    คาวุต    สำหรับภิกษุที่เหลือต่างกันกึ่งโยชน์    เป็นต้น    สำหรับ

ภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์ประมาณอุสภะเดียว.     เมื่อตกแต่งอาสนะเสร็จ

เรียบร้อยแล้ว   สรทดาบสยืนประคองอัญชลีตรงพระพักตร์พระตถาคต

แล้วกราบทูลว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ขอจงเสด็จขึ้นอาสนะดอกไม้

นี้     เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด

(ครั้นกล่าวแล้ว  จึงได้กล่าวเป็นยาถาประพันธ์ดังนี้ว่า)

 

นานาปุบฺผ  จ  คนฺธญฺจ       สมฺปาเทตฺวาน  เอกโต

ปุบฺผาสน   ปญฺาเปตฺวา    อิท  วจนมพฺธรวึ

 

ฯลฯ

 

ข้าพระองค์ร่วมกันรวบรวมดอกไม้ต่าง  ๆ

และของหอมมาตกแต่งอาสนะดอกไม้   ได้กราบ

ทูลคำนี้ว่า  ข้าแต่พระผู้กล้าหาญ   อาสนะนี้ตกแต่ง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 263

ไว้เพื่อพระองค์    เหมาะสมแก่พระองค์   ขอ

พระองค์จงยังจิตของข้าพระองค์ให้ผ่องใส

ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้เถิด.    พระพุทธเจ้า

ได้ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ตลอดเจ็ดวันเจ็ด

คืน ทำจิตของเราให้ผ่องใส ทำโลกพร้อมทั้งเทวดา

ให้ร่าเริง.

 

เมื่อพระศาสดาประทับนั่งอย่างนี้แล้ว     พระอัครสาวกทั้งสอง

กับเหล่าภิกษุที่เหลือ     ก็นั่งบนอาสนะอันถึงแล้วแก่ตน ๆ.     สรทดาบส

ถือฉัตรดอกไม้ใหญ่ยืนกั้นเหนือพระเศียรพระตถาคต.     พระศาสดา

ทรงเข้านิโรธสมาบัติด้วยพระดำริว่า   สักการะนี้     จงมีผลมากแก่

ชฏิลทั้งหลาย.   พระอัครสาวกทั้งสองก็ดี     ภิกษุที่เหลือก็ดี    รู้ว่าพระ

ศาสดาทรงเข้าสมาบัติ    ก็พากันเข้าสมาบัติ.    เมื่อพระตถาคตนั่งเข้า

นิโรธสมาบัติตลอด.   ๗   วัน   พวกอันเตวาสิก   เมื่อถึงเวลาภิกขาจาร

ก็บริโภคมูลผลาหารของป่า     ในเวลาที่เหลือก็ยืนประคองอัญชลีแด่

พระพุทธเจ้า.    ส่วนสรทดาบส    แม้ภิกขาจารก็ไม่ไป    ยับยั้งอยู่ด้วย

ปีติและสุขทั้ง ๗  วัน  โดยทำนองที่ถือฉัตรดอกไม้อยู่นั่นแหละ.

พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติแล้วตรัสเรียกพระ

นิสภเถระอัครสาวกผู้นั่งอยู่   ณ    เบื้องขวาว่า   นิสภะเธอจงทำบุบผา-

สนานุโมทนาแก่ดาบทั้งหลายผู้การทำสักการะ.    พระเถระดีใจ

เหมือนทหารใหญ่ได้ลาภมากจากสำนักของพระเจ้าจักรพรรดิ

ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณเริ่มอนุโมทนาเกี่ยวกับการถวายอาสนะ

ดอกไม้.    ในเวลาจบเทศนาของพระอัครสาวกนั้น   จงตรัสเรียกทุติย-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 264

สาวกว่า  ภิกษุ   แม้เธอก็จงแสดงธรรม.  ฝ่ายพระอโนมเถระพิจารณา

พระไตรปิฎกพุทธวจนะมากล่าวธรรมกถา.    ด้วยเทศนาของพระ

อัครสาวกทั้งสอง   แม้ชฎิลสักรูปหนึ่งไม่ได้ตรัสรู้.   ลำดับนั้น   พระ

ศาสดาทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัยอันหาประมาณไม่ได้    ทรงเริ่มพระ-

ธรรมเทศนา. ในเวลาจบเทศนา  เว้นสรทดาบส  ชฏิลแม้ทั้งหมดจำนวน

๗๔,๐๐๐   รูป    บรรลุพระอรหัต.   พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์

ตรัสว่า   จงเป็นภิกษุมาเถิด.   ในขณะนั้นเอง   ผมและหนวดของชฏิล

เหล่านั้นก็หายไป   บริขาร   ๘   ก็ได้สรวมสอดเข้าในกายทันที.

 

ถามว่า    เพราะเหตุไร     สรทดาบสจึงไม่บรรลุพระอรหัต.

ตอบว่า     เพราะมีจิตฟุ้งซ่าน.     ได้ยินว่า.   จำเดิมตั้งแต่เริ่มฟังเทศนา

ของพระอัครสาวกผู้นั่งบนอาสนะที่สองของพระพุทธเจ้า     ผู้ตั้งอยู่

ในสาวกบารมีญาณแสดงธรรมอยู่    สรทดาบสนั้นเกิดความคิดขึ้นว่า

โอหนอ    แม้เราก็ควรได้หน้าที่ที่พระสาวกนี้ได้    ในศาสนาของพระ

พุทธเจ้าผู้จะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต.     สรทดาบสนั้นไม่อาจทำให้

แจ้งมรรคผล     ก็เพราะความปริวิตกนั้น    จึงถวายบังคมพระตถาคต

แล้วยืนตรงพระพักตร์กราบทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ภิกษุ

ผู้นั่งบนอาสนะติดกับพระองค์ชื่อไร.    ในศาสนาของพระองค์.    พระ

ศาสดาตรัสว่า    ภิกษุนี้ผู้ประกาศตามพระธรรมจักรที่เราประกาศ

แล้ว    ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ    แทงตลอดโสฬสปัญหา    ชื่อว่า

นิสภเถระอัครสาวกในศาสนาของเรา.     สรทดาบส     (ได้ฟังแล้ว)

จึงได้ทำความปรารถนาว่า   ข้าแต่พระองค์เจริญ  ข้าพระองค์กั้นฉัตร

ดอกไม้ตลอด   ๗   วัน   การทำสักการะนี้ใด   ด้วยผลของสักการะนี้


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 265

นั้น    ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาเป็นท้าวสักกะหรือเป็นพรหมสัก

อย่างหนึ่ง    แต่ในอนาคต     ขอให้ข้าพระองค์พึงเป็นพระอัครสาวกของ

พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง  เหมือนพระนิสภเถระนี้.

พระศาสดาทรงส่งอนาคตังสญาณไปตรวจดูว่า  ความปรารถนา

ของดาบสนี้    จักสำเร็จไหมหนอ    ก็ได้ทรงเห็นว่าล่วงไปหนึ่งอสงไขย

ยิ่งด้วยแสนกัปจะสำเร็จ     ก็แหละครั้นทรงเห็นแล้วจึงตรัสกะสรทดาบส

ว่า     ความปรารถนาอันนี้ของท่านจักไม่เป็นของเปล่า     แต่ในอนาคต

ล่วงไปหนึ่งอสังไขยยิ่งด้วยแสนกัป      พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า

โคดม   จักอุบัติขึ้นในโลก   จักมีพระพุทธมารดานามว่า   มหามายาเทวี

จักมีพระพุทธบิดานามว่า    สุทโธทนมหาราช    จักมีพระโอรสนามว่า

ราหุล   จักมีพระอุปัฏฐากนามว่า   อานนท์   จักมีพระทุติยสาวกนามว่า

โมคคัลลานะ    ส่วนตัวท่านจักเป็นพระอัครสาวกของพระโคดมนั้น

นามว่าพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร     ครั้นทรงพยากรณ์ดาบสนั้น

อย่างนี้แล้วตรัสธรรมกถา     มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวารเสด็จเหาะไป

ทางอากาศ.

ฝ่ายสรทดาบสไปยังสำนักของพระเถระผู้เคยเป็นอันเตวาสิก

แล้วให้ส่งข่าวแก่สิริวัฑฒกุฏุมพีผู้เป็นสหายว่า     ท่านผู้เจริญ     ท่าน

จงบอกสหายของข้าพเจ้าว่า      สรทดาบสผู้สหายของท่าน  ปรารถนา

ตำแหน่งอัครสาวกในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า     ผู้จะเสด็จอุบัติ

ในอนาคต     ณ    ที่ใกล้บาทมูลของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า    ส่วนท่าน

จงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกเถิด       ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว

ก็ไปโดยครู่เดียวก่อนหน้าพระเถระทั้งหลาย    ได้ยินอยู่ที่ประตูนิเวศน์

ของสิริวัฑฒกุฎุมพี

 


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 266

สิริวัฑฒกุฏุมพีปราศัยว่า   นานหนอ   พระผู้เป็นเจ้าจะได้มา

แล้วให้นั่งบนอาสนะ     ส่วนตนนั่งบนอาสนะตัวที่ต่ำกว่าถามว่า     ก็

อันเตวาสิกบริษัทของท่านไม่ปรากฏหรือขอรับ      สรทดาบสกล่าวว่า

เจริญพร     สหาย     พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเสด็จมาในอาศรมของ

พวกอาตมภาพ ๆได้กระทำสักการะแด่พระองค์ท่านตามกำลังของตน ๆ

พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ดาบสทั้งหมด     ในเวลาจบเทศนา

ดาบสที่เหลือบรรลุพระอรหัต   เว้นอาตมภาพ.   สิริวัฑฒกุฏุมพีถามว่า

เพราะเหตุไรท่านจึงไม่บวช.   สรทดาบสกล่าวว่า   อาตมภาพเห็นพระ-

นิสภเถระอัครสาวกของพระศาสดาแล้ว   จึงได้ปรารถนาตำแหน่งอัคร-

สาวกในศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม  ผู้จะเสด็จอุบัติใน

อนาคต.     แม้ตัวท่านก็จงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกในศาสนาของ

พระโคดมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเถิด.    สิริวัฑฒกุฏุมพีกล่าวว่า    ท่าน

ขอรับกระผมไม่มีความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้า.     สรทดาบสกล่าวว่า

การกราบทูลกับพระพุทธเจ้า     จงเป็นภาระของอาตมภาพ    ท่านจง

ตระเตรียมอธิการ  (สักการะอันยิ่งยวด) ไว้เถิด.  สิริวัฑฒกุฏุมพี  ฟังคำ

ของสรทดาบสแล้ว  จึงให้ปรับสถานที่ประมาณ  ๘  กรีส  ด้วยไม้วัดหลวง

ให้มีพื้นที่เสมอกัน  ณ  สถานที่ในนิเวศน์ของตนแล้วให้เกลี่ยทราย โปรย

ดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่   ๕  ให้สร้างมณฑปมุงด้วยดอกอุบลขาบ  ตกแต่ง

พุทธอาสน์  จัดอาสนะตำหรับพระภิกษุแม้ที่เหลือ เตรียมเครื่องสักการะ

สัมมานะใหญ่โต   แล้วให้สัญญาณแก่สรทดาบสเพื่อทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า.

ดาบสได้ฟังคำของสิริวัฑฒกุฏุมพีนั้นแล้ว      จึงพาภิกษุสงฆ์มีพระ

พุทธเจ้าเป็นประมุข    ไปยังนิเวศน์ของสิริวัฑฒกุฏุมพีนั้น.    สิริวัฑฒ-

กุฏุมพีกระทำการรับเสด็จ      รับบาตรจากพระหัตถ์ของพระตถาคต


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 267

นิมนต์ให้เสด็จเข้าไปยังมณฑป    ถวายน้ำทักษิโณทกแด่ภิกษุสงฆ์

มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข    ผู้นั่ง    ณ     อาสนะที่ตกแต่งไว้แล้ว    เลี้ยง

ดูด้วยโภชนะอันประณีต         ในเวลาเสร็จภัตกิจ  ให้ภิกษุสงฆ์มีพระ-

พุทธเจ้าเป็นประมุขครองผ้าอันควรค่ามากแล้วกราบทูลว่า      ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ     ความริเริ่มนี้    เพื่อต้องการฐานะอันมีประมาณ

เล็กน้อยก็หามิได้    ขอพระองค์ทรงกระทำความอนุเคราะห์ตลอด

๗   วัน  โดยทำนองนี้แหละ.  พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว.   สิริวัฑฒ

กุฎุมพีนั้นยังมหาทานให้เป็นไปไม่ขาดสายตลอด   ๗   วัน  โดยทำนอง

นั้นนั่นแหละ.     แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ายืนประคองอัญชลี

กราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญสรทดาบสสหาย    ของข้าพระองค์

ปรารถนาว่า   ขอให้เป็นอัครสาวกของพระศาสดาองค์ใด    ข้าพระองค์

ขอเป็นทุติยสาวกของพระศาสดาองค์นั้นเหมือนกัน.     พระศาสดา

ทรงตรวจดูอนาคตทรงเห็นว่า     ความปรารถนาของเขาสำเร็จ     จึง

ทรงพยากรณ์ว่า     ล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปจากภัตรกัป

นี้ไป    ท่านจักเป็นทุติยสาวกของพระโคดมพุทธเจ้า.    สิริวัฑฒกุฏุมพี

ได้ฟังคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว     เป็นผู้ยินดีร่าเริง.     ฝ่าย

พระศาสดาทรงทำภัตตานุโมทนาแล้ว       พร้อมทั้งบริวารเสด็จกลับ

ไปยังพระวิหาร.    จำเดิมแต่นั้นมา    สิริวัฑฒกุฏุมพีกระทำกรรมงาม

ตลอดชีวิตแล้วบังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร      ในวารจิตที่สอง.

สรทดาบสเจริญพรหมวิหาร     ๔    ได้บังเกิดในพรหมโลก.     จำเดิม

แต่นั้นมา       ท่านไม่พูดถึงกรรมในระหว่างแม้ของท่านทั้งสองนี้.

ก็ก่อนแต่การเสด็จบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย

นั่นแล    สรทดาบสถือปฏิสนธิในครรภ์ของสารีพราหมณีในบ้าน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 268

อุปติสสคาม   ไม่ไกลกรุงราชคฤห์.   ก็ในวันนั้นแหละ   แม้สหายของ

สรทดาบสนั้นก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของโมคคัลลีพราหมณี    ในบ้าน

โกลิตคาม    อันไม่ไกลกรุงราชคฤห์เหมือนกัน.    ได้ยินว่าตระกูล

แม้ทั้งสองนั้นได้เป็นสหายเกี่ยวเนื่องกันมา     ๗     ชั่วตระกูลทีเดียว.

ญาติทั้งหลายได้ให้การบริหารครรภ์แก่คนแม้ทั้งสองนั้นในวัน

เดียวกัน   ได้นำแม่นม    ๖๖    คนเข้าไปให้แก่คนทั้งสองนั้น   แม้ผู้ซึ่ง

เกิดแล้ว   เมื่อล่วงไป   ๑๐  เดือน.  ในวันตั้งชื่อ   ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อ

บุตรของสารีพราหมณีว่าอุปติสสะ        เพราะเป็นบุตรของหัวหน้า

ตระกูลในบ้านอุปติสสคาม      ตั้งชื่อบุตรนอกนี้ว่า    โกลิตะ    เพราะ

เป็นบุตรของหัวหน้าตระกูลในบ้านโกลิตคาม.    คนแม้ทั้งสองนั้น

เจริญวัยขึ้นก็สำเร็จศิลปศาสตร์ทุกอย่าง.

 

ในเวลาไปยังแม่น้ำหรืออุทยานเพื่อจะเล่น     อุปติสสมาณพ

มีวอทอง    ๕๐๐     วอเป็นเครื่องแห่แหน    โกลิตมาณพมีรถเทียมม้า

อาชาไนย    ๕๐๐    คันเป็นเครื่องแห่แหน   ชนแม้ทั้งสองมีมาณพคนละ

๕๐๐    เป็นบริวาร.     ก็ในกรุงราชคฤห์    มีมหรสพบนยอดเขาเป็น

ประจำปี.    ชนทั้งหลายผูกเตียงไว้ในที่เดียวกัน    สำหรับมาณพแม้

ทั้งสองนั้น     แม้มาณพทั้งสองก็นั่งรวมกันดูมหรสพ     ร่าเริงในฐานะ

ที่ควรร่าเริง     สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช      ตกรางวัลในฐานะที่ควร

ตกรางวัล.     วันหนึ่ง     เมื่อชนทั้งสองนั้นดูมหรสพโดยทำนองนี้แหละ

มิได้มีความร่าเริงในฐานะที่ควรร่าเริง     สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช

หรือตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล     เพราะญาณแก่กล้าแล้ว.     ก็

ชนแม้ทั้งสองต่างคิดอย่างนี้ว่า     มีอะไรที่เราจะควรดูในมหรสพนี้


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 269

คนเหล่านี้แม้ทั้งหมด     ยังไม่ถึง   ๑๐๐    ปี     ต่างก็จะล้มหายตายจาก

กันไป     ก็เราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรมสักอย่างหนึ่ง     ดังนี้

แล้วนั่งนึกเอาเป็นอารมณ์อยู่    ลำดับนั้น    โกลิตะกล่าวกะอุปติสสะว่า

เพื่อนอุปติสสะ   ท่านไม่สนุกร่าเริงเหมือนวันก่อน ๆ   ใจลอย   ท่านคิด

อะไรหรือ    อุปติสสะกล่าวว่า  เพื่อนโกลิตะ    เรานั่งคิดถึงเรื่องนี้อยู่ว่า

ในการดูของคนเหล่านี้    ไม่มีแก่นสารเลย     การดูนี้ไม่มีประโยชน์

ควรแสวงหาธรรมเครื่องหลุดพ้นสำหรับตน   ก็ท่านเล่า   เพราะเหตุไร

จึงใจลอย     แม้โกลิตะนั้นก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน.    ครั้นอุปติสสะ

รู้ว่าโกลิตะนั้นมีอัชฌาศัยอย่างเดียวกับตน     จึงกล่าวอย่างนี้ว่า     สิ่ง

ที่เราแม้ทั้งสองคิดเป็นการคิดที่ดี    เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรม    ควรจะ

ได้การบวชสักอย่างหนึ่งดังนั้น     พวกเราจักบวชในสำนักใคร.

 

ก็สมัยนั้น    สัญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์     พร้อม

กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่    มาณพทั้งสองนั้นตกลงว่า    จักบวช

ในสำนักของสัญชัยปริพาชกนั้น   จึงบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชก

พร้อมกับมาณพ   ๕๐๐    คน.    จำเดิมแต่กาลที่มาณพทั้งสองนั้นบวช

แล้ว     สัญชัยปริพาชกได้ลาภได้ยศเหลือหลาย.     มาณพทั้งสองนั้น

เรียนจบลัทธิของสัญชัยปริพาชกทั้งหมด     โดย    ๒ - ๓     วันเท่านั้น

แล้วถามว่า    ท่านอาจารย์    ลัทธิอันเป็นความรู้ของท่านมีเท่านี้   หรือ

มียิ่งขึ้นไปอีก.    สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า    มีเท่านี้แหละ    พวกท่าน

รู้หมดแล้ว.    มาณพเหล่านั้นฟังถ้อยคำ    ของสัญชัยปริพาชกนั้น

แล้ว คิดกันว่า เมื่อเป็นอย่างนี้      การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนัก

ของสัญชัยปริพาชกนี้ก็ไม่มีประโยชน์    พวกเราออกบวชก็เพื่อ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 270

แสวงหาโมกขธรรม     พวกเราไม่อาจให้เกิดขึ้นในสำนักของสัญชัย-

ปริพาชกนี้   ก็ชมพูทวีปใหญ่โต    พวกเราเที่ยวไปยังคาม   นิคม   และ

ราชธานี      จักได้อาจารย์สักท่านหนึ่งผู้แสวงโมกขธรรมได้เป็นแน่

จำเดิมแต่นั้น   มาณพทั้งสองนั้นได้ฟังว่า   สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต

มีอยู่  ณ  ที่ใด ๆ  ก็ไป  ณ ที่นั้น ๆ  กระทำการสนทนาปัญหา.   ปัญหา

ที่มาณพทั้งนั้นถามแล้ว    คนอื่น ๆ   ไม่มีความสามารถที่จะแก้ได้. แต่

มาณพทั้งสองนั้น    แก้ปัญหาของคนเหล่านั้นได้.    มาณพทั้งสองนั้น

เที่ยวสอบไปทั่วชมพูทวีป    ด้วยอาการอย่างนี้    แล้วกลับมาที่อยู่เดิม

ของตน  ได้ทำกติกากันว่า   เพื่อนโกลิตะ   ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน  ผู้นั้น

จงบอกแก่กัน.

 

ก็สมัยนั้น     พระศาสดาของเราทั้งหลายบรรลุพระปรมาภิ-

สัมโพธิญาณแล้วประกาศพระธรรมจักรอันบวร     เสด็จถึงกรุง

ราชคฤห์โดยลำดับ.    ครั้งนั้น    พระอัสสชิเถระในจำนวนภิกษุปัญจ-

วัคคีย์     ในระหว่างภิกษุทั้งหลายที่ทรงส่งไปประกาศคุณของพระ

รัตนตรัยว่า     ภิกษุทั้งหลาย     เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์

เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก   ดังนี้   ในสมัยที่กล่าวว่า   พระอรหันต์   ๖๑

องค์   อุบัติขึ้นแล้วในโลก   ดังนี้   ท่านหวนกลับมายังกรุงราชคฤห์  ใน

วันรุ่งขึ้น     ถือบาตรสละจีวรเข้าไปบิณฑบาตรยังกรุงราชคฤห์แต่

เช้าตรู่.    สมัยนั้น       อุปติสสปริพาชกทำภัตกิจแต่เช้ามืดแล้วเดินไป

อารามปริพาชก    ได้เห็นพระเถระจึงคิดว่า    ชื่อว่าบรรพชิตเห็นปานนี้

เราไม่เคยเห็นเลย      ภิกษุนี้คงจะเป็นภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในบรรดา

ภิกษุผู้เป็นอรหันต์หรือผู้บรรลุอรหัตตมรรคในโลก    ถ้ากระไร    เรา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 271

ควรเข้าไปหาภิกษุนี้แล้วถามปัญหาว่า   ท่านผู้มีอายุ   ท่านบวชจำเพาะ

ใคร   หรือใครเป็นศาสดาของท่าน   หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร.

ลำดับนั้น    เขาได้มีความคิดว่า    มิใช่กาลที่จะถามปัญหากะภิกษุนี้ ๆ

เข้าไปยังละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาตอยู่       ไฉนหนอเราพึงติดตาม

ภิกษุนี้ไปข้างหลัง ๆ    เพราะการติดตามภิกษุนี้ไปนั้น    เป็นทางที่

ผู้ต้องการเข้าไปรู้แล้ว.      อุปติสสปริพาชกเห็นพระเถระได้บิณฑบาต

แล้วไปยังโอกาสแห่งหนึ่ง     และรู้ว่าพระเถระนั้นต้องการจะนั่ง     จึง

ได้ลาดตั่งปริพาชกของตนถวาย    แม้ในเวลาเสร็จภัตกิจ      ก็ได้ถวาย

น้ำในคณโฑน้ำของตนแก่พระเถระนั้น     กระทำอาจริยวัตรอย่างนี้แล้ว

กระทำปฏิสันถารอ่อนหวาน         กับพระเถระผู้กระทำภัตกิจเสร็จ

แล้วถามว่า     ท่านผู้มีอายุ     อินทรีย์ทั้งหลายของท่านผ่องใสนักแล

ฉวีวรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ผู้มีอายุ  ท่านบวชจำเพาะใคร  หรือใครเป็น

ศาสดาของท่าน  หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร.  พระเถระกล่าวว่า

ผู้มีอายุ    พระมหาสมณะศากยบุตร   ออกบวชจากศากยตระกูลมีอยู่

เราบวชจำเพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น    และพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา     เราชอบใจธรรมของพระผู้

มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.     ลำดับนั้น     อุปติสสปริพาชกจึงถาม

พระเถระนั้นว่า    ก็พระศาสดาของท่านผู้มีอายุมีวาทะอย่างไร    กล่าว

อย่างไร.   พระเถระคิดว่า   ธรรมดาปริพาชกทั้งหลายนี้  เป็นปฏิปักษ์

ต่อพระศาสนา    เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนาแก่ปริพาชกนี้

เมื่อจะถ่อมตนว่าเรายังเป็นผู้ใหม่จึงกล่าวว่า     ผู้มีอายุ     เราแลเป็น

ผู้ใหม่บวชยังไม่นาน    เพิ่งมาสู่มาสู่พระวินัยนี้   เราไม่อาจแสดงธรรม

โดยพิสดารได้ก่อน.    ปริพาชกคิดว่า    เราชื่อว่าอุปติสสะ    ท่านจง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 272

กล่าวน้อยหรือมากตามความสามารถ         การแทงตลอดธรรมนั่น

ด้วยร้อยนับพันนัย  เป็นภาระของเรา  จึงกล่าวว่า

 

อปฺป  วา พหุ  วา  ภาสสฺสุ  อตฺถเยว  เม  พฺรูหิ

อตฺเถเนว   เม   อตฺโถ      กึ   กาหสิ   พฺยญฺชน  พหุ

ท่านจงกล่าวเถิด    น้อยก็ตามมากก็ตาม   จงกล่าว

เฉพาะแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า      ข้าพเจ้าต้องการ

ใจความเท่านั้น.     ท่านจะทำพยัญชนะให้มากไป

ทำไม.

 

เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้ว    พระเถระจึงกล่าวคาถาว่า    เย     ธมฺมา

เหตุปฺปภวา  (ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด)  ดังนี้เป็นต้น.   ปริพาชก

ฟังเฉพาะ.   ๒   บทแรกเท่านั้น   ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคอันสมบูรณ์

ด้วยนัยพันหนึ่ง.  ทำ  ๒  บทหลังให้จบลงในเวลาเป็นพระโสดาบันแล้ว.

ปริพาชกนั้นได้เป็นพระโสดาบันแล้ว     เมื่อคุณวิเศษชั้นสูงยังไม่เกิด

จึงกำหนดว่า    เหตุในคำสอนนี้จักมี    จึงกล่าวกะพระเถระว่า    ท่าน

ผู้เจริญ   ท่านอย่าขยายธรรมเทศนาให้สูงไป   คำมีประมาณเท่านี้แหละ

พอแล้ว    พระศาสดาของเราทั้งหลายประทับอยู่ที่ไหน.    พระเถระ

บอกว่า    ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน.    ปริพาชกกล่าวว่า    ท่านเจ้าข้า

ขอท่านจงล่วงหน้าไปก่อน   กระผมมีสหายอยู่คนหนึ่ง   และได้ทำกติกา

กันไว้ว่า   ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน   ผู้นั้นจงบอกแก่กัน   กระผมจักเปลื้อง

ปฏิญญาข้อนั้น    แล้วพาสหายไปยังสำนักของพระศาสดา    ตามทาง

ที่ท่านไปนั่นแหละ     แล้วหมอบลงแทบเท้าพระเถระด้วยเบญจางค-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 273

ประดิษฐ์    กระทำประทักษิณ   ๓   ครั้งแล้วส่งพระเถระไป   ส่วนตน

ก็เดินมุ่งตรงไปยังอารามของปริพาชก     โกลิตปริพาชกเห็นอุปติสส-

ปริพาชกเดินมาแต่ไกล   คิดว่า วันนี้หายเรามีสีหน้าไม่เหมือนวันก่อน ๆ

เขาจักได้บรรลุอมตะแน่แท้    จึงถามถึงการบรรลุอมตะ.   แม้อุปติสส-

ปริพาชกนั้นก็ได้ปฏิญญาแก่โกลิตปริพาชกนั้นว่า   ผู้มีอายุ   เราบรรลุ

อมตะแล้ว    จึงได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละ.    ในเวลาจบคาถา    โกลิตะ

ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วกล่าวว่า  สหาย   ได้ยินว่าพระศาสดาประทับ

อยู่ที่ไหน.    อุปติสสะกล่าวว่า    สหาย    นัยว่าพระศาสดาประทับอยู่

ในพระเวฬุวัน.      พระอัสสชิเถระอาจารย์ของพวกเราบอกอย่างนี้

ด้วยประการฉะนี้.   โกลิตะกล่าวว่า   สหาย   ถ้าอย่างนั้น  มาเถิด  พวก

เราจักเฝ้าพระศาสดา.     ธรรมดาว่าพระสารีบุตรเถระนี้    เป็นผู้บูชา

อาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อ    เพราะฉะนั้น    จึงกล่าวกะโกลิตมาณพ

ผู้สหายอย่างนี้ว่า   สหาย   เราจักบอกอมตะที่เราบรรลุ   แม้แก่สัญชัย-

ปริพาชกอาจารย์ของเรา    ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด     เมื่อไม่แทงตลอด

เชื่อพวกเราก็จักไปยังสำนักของพระศาสดา      ฟังธรรมเทศนาของ

พระพุทธเจ้าแล้วจักกระทำการแทงตลอดมรรคผล.    แต่นั้น    ชนแม้

ทั้งสองไปยังสำนักของสัญชัยกล่าวว่า     อาจารย์ขอรับ    ท่านจักทำ

อย่างไร    พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก    พระธรรมอันพระพุทธเจ้า

ตรัสดีแล้ว     พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว     มาเถิด      พวกเราจักเฝ้า

พระทศพล.   สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า   พูดอะไร   พ่อ    แล้วห้ามชน

ทั้งสองแม้นั้น    แสดงแต่การได้ลาภอันเลิศและ.   อันเลิศเท่านั้น

แก่ชนทั้งสองนั้น.    ชนทั้งสองนั้นกล่าวว่า    การอยู่เป็นอันเตวาสิก

เห็นปานนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นประจำไปทีเดียว   จงยกเสียเถิด


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 274

แต่ท่านจงรู้ตัวท่านว่าจะไปหรือไม่ไป.     สัญชัยปริพาชกรู้ว่า    ชน

เหล่านี้รู้ความต้องการมีประมาณเท่านี้แล้ว      จักไม่เชื่อถือคำพูด

ของเรา  จึงกล่าวว่า   ไปเถิดพ่อทั้งหลาย   เราไม่อาจอยู่เป็นอันเตวาสิก

(ของตนอื่น)     ในคราวเป็นคนแก่.     ชนทั้งสองนั้นไม่อาจให้สัญชัย-

ปริพาชกนั้นเข้าใจด้วยเหตุแม้เป็นอันมาก     จึงได้พาชนผู้ประพฤติ

ตามโอวาทของตนไปยังพระเวฬุวัน.    ครั้งนั้น    ในบรรดาอันเตวาสิก

๕๐๐  คนของชนทั้งสองนั้น   ๒๕๐  คนกลับ  อีก  ๒๕๐  คนได้ไปกับ

ชนทั้งสองนั้น.

 

พระศาสดากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท     ๔

ทรงเห็นชนเหล่านั้นแต่ไกล    จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า    ภิกษุ

ทั้งหลาย  สหาย  ๒  คนนั้น คือไกลิตะและอุปติสสะกำลังเดินมา  คู่สาวก

นี้แหละจักเป็นคู่สาวกที่เลิศที่เจริญ      ครั้นแล้วทรงขยายพระธรรม-

เทศนา  เนื่องด้วยจริยาแห่งบริษัทของ  ๒ สหายนั้น.  เว้นพระอัครสาวก

ทั้งสอง   ปริพาชก   ๒๕๐  คนแม้ทั้งหมดนั้น  บรรลุพระอรหัต   พระ-

ศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า     จงเป็นภิกษุมาเถิด.     ผมและ

หนวดของปริพาชกเหล่านั้นหายไป      บาตรและจีวรอันล้วนแล้วด้วย

ฤทธิ์ก็ได้มีมาแม้แก่พระอัครสาวกทั้งสองด้วย      แต่กิจด้วยมรรคทั้ง

๓   เบื้องสูง   ยังไม่สำเร็จ.   เพราะเหตุไร  ?   เพราะสาวกบารมีญาณ

เป็นของใหญ่.   ครั้นในวันที่ ๗ ตั้งแต่วันบวช ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

เข้าไปอาศัยบ้านกัลลวาลคามแคว้นมคธ      กระทำสมณธรรมอยู่

เมื่อถูกถีนมิทธะครอบงำ     พระศาสดาทรงทำให้สังเวชใจ     บรรเทา

ถีนมิทธะเสียได้     กำลังฟังธาตุกรรมฐานที่พระตถาคตประทาน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 275

อยู่ทีเดียว    ทำกิจแห่งมรรค    ๓    เบื้องสูงให้สำเร็จถึงที่สุดแห่งสาวก-

บารมีญาณ.      แม้พระสารีบุตรเถระล่วงเลยเวลาไปครึ่งเดือนตั้งแต่

วันบวช     เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั้นนั่นแหละอยู่ในถ้ำสุกรขาตา

กับพระศาสดา     เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคหสูตรแก่

ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานของตน  ได้ส่งญาณไปตามกระแสพระสูตร

ก็ได้บรรลุถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ    เหมือนบริโภคข้าวที่คดไว้

เพื่อคนอื่น     ส่วนหลานของท่านาตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล     ในเวลาจบ

เทศนา.     ดังนั้น    เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์นั่นแล

กิจแห่งสาวกบารมีญาณของพระอัครสาวกแม้ทั้งสองได้ถึงที่สุด

แล้ว.    ก็ในเวลาต่อมาอีก    พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน   ได้

ทรงสถาปนาพระมหาสาวกแม้ทั้งสองไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า

สารีบุตรเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก     มหาโมคคัล-

ลานะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์มาก  ดังนี้.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๒ - ๓

 

อรรถกถาสูตรที่  ๔

 

ประวัติพระมหากัสสปเถระ

 

ในสูตรที่  ๔  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

ในบทว่า  ธุตวาทาน  นี้  พึงทราบธุตบุคคล  (บุคคลผู้กำจัดกิเลส)

ธุตวาทะ    (การสอนเรื่องการกำจัดกิเลส)    ธุตธรรม    (ธรรมเครื่อง

กำจัดกิเลส) ธุดงค์ (องค์ของผู้กำจัดกิเลส).


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 276

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   ธุโต   ได้แก่   บุคคลกำจัดกิเลส

หรือธรรมอันกำจัดกิเลส.

 

ก็ในบทว่า     ธุตวาโท    นี้(พึงทราบว่า)    มีบุคคลผู้กำจัดกิเลส

ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส     ๑     มีบุคคลผู้ไม่กำจัดกิเลสแต่มีการ

สอนเรื่องกำจัดกิเลส     ๑     มีบุคคลผู้ไม่กำจัดกิเลส    ทั้งไม่มีการสอน

เรื่องกำจัดกิเลส    ๑   มีบุคคลผู้ทั้งกำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่อง

กำจัดกิเลส    ๑.    ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น    บุคคลได้กำจัดกิเลสของ

ตนด้วยธุดงค์     แต่ไม่โอวาทไม่อนุศาสน์คนอื่นด้วยธุดงค์เหมือน

พระพักกุลเถระ      บุคคลนี้ชื่อว่าผู้กำจัดกิเลสแต่ไม่มีการสอนเรื่อง

กำจัดกิเลส   เหมือนดังท่านกล่าวว่า    คือ   ท่านพระพักกุละเป็นผู้กำจัด

กิเลส     แต่ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส.     แก่บุคคลใดไม่กำจัดกิเลส

ของตนด้วยธุดงค์     แต่โอวาทอนุศาสน์    คนอื่นด้วยธุดงค์อย่างเดียว

เหมือนพระอุปนันทเถระ     ก็บุคคลนี้ชื่อว่าไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส   แต่มี

การสอนเรื่องกำจัดกิเลส     เหมือนดังท่านกล่าวว่า   คือ     ท่านพระ

อุปนันทะ   ศากยบุตร  ไม่เป็นกำจัดกิเลส   แต่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส.

ก็บุคคลใดไม่กำจัดกิเลสของตนด้วยธุดงค์    ไม่โอวาท    ไม่อนุศาสน์

คนอื่นด้วยธุดงค์     เหมือนพระโลลุทายีเถระ     ก็บุคคลนี้ชื่อว่าไม่เป็น

ผู้กำจัดกิเลส    (และ)    ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส    เหมือนดังท่าน

กล่าวว่า    คือ    ท่านพระมหาโลลุทายีไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส    ไม่มีการ

สอนเรื่องกำจัดกิเลส.    ส่วนบุคคลใดสมบูรณ์ด้วยการกำจัดกิเลส

และมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส    เหมือนพระมหากัสสปเถระ     บุคคลนี้

ชื่อว่าเป็นผู้กำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลสเหมือนดัง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 277

ท่านกล่าวว่า       คือ ท่านพระมหากัสสปะเป็นผู้กำจัดกิเลพและมีการ

สอนเรื่องกำจัดกิเลส  ดังนี้.

บทว่า   ธุตธมฺมา  เวทิตพฺพา  ความว่า  ธรรม  ๕  ประการ

อันเป็นบริวารของธุดงคเจตนาเหล่านี้    คือ     ความเป็นผู้มักน้อย  ๑

ความเป็นผู้สันโดษ   ๑   ความเป็นผู้ขัดเกลา   ๑   ความเป็นผู้สงัด   ๑

ความเป็นผู้มีสิ่งนี้   ๑    ชื่อว่าธรรมเครื่องกำจัดกิเลส    เพราะพระบาลี

ว่า     อปฺปิจฺฉเยว     นิสฺสาย     (อาศัยความมักน้อยเท่านั้น)     ดังนี้

เป็นต้น.   ในธรรม  ๕   ประการนั้น   ความมักน้อยและความสันโดษ

เป็นอโลภะ.  ความขัดเกลาและความวิเวกจัดเข้าในธรรม   ๒  ประการ

คือ   อโลภะและอโมหะ.   ความเป็นผู้มีสิ่งนี้คือ   ญาณนั่นเอง.   บรรดา

อโลภะและอโมหะเหล่านั้น     กำจัดความโลภในวัตถุที่ต้องห้ามด้วย

อโลภะ     กำจัดโมหะอันปกปิดโทษในวัตถุที่ต้องห้ามเหล่านั้นแหละ

ด้วยอโมหะ     อนึ่งกำจัดกามสุขัลลิกานุโยคอันเป็นไปโดยมุข     คือ

การส้องเสพสิ่งที่ทรงอนุญาต      ด้วยอโลภะ     กำจัดอัตตกิลมถานุโยค

อันเป็นไปโดยมุขคือ     การขัดเกลายิ่งในธุดงค์ทั้งหลาย    ด้วยอโมหะ

เพราะฉะนั้นธรรมเหล่านี้     พึงทราบว่าธรรมเครื่องกำจัดกิเลส.

บทว่า   ธุตงฺคานิ   เวทิตพฺพานิ   ความว่า   พึงทราบธุดงค์   ๑๓

คือ     ปังสุกูลิกังคะ  (องค์ของภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร) ฯลฯ

เนสัชชิกังคะ  (องค์ของภิกษุผู้ถือการนั่งเป็นวัตร).

บทว่า   ธุตวาทาน   ยทิท   มหากสฺสโป  ความว่า  ทรงสถาปนา

ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะในระหว่างภิกษุผู้สอนธุดงค์ว่า    มหากัสสป-

เถระนี้เป็นยอด.   บทว่า   มหากสฺสโป    ความว่า  ท่านกล่าวว่า  ท่าน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 278

พระมหากัสสปะองค์นี้       เพราะเทียบกับพระเถระเล็กน้อยเหล่านี้

คือ  พระอุรุเวลกัสสปะ  พระนทีกัสสปะ  พระคยากัสสปะ  พระกุมาร-

กัสสปะ.     ในปัญหากรรม     แม้ของพระมหากัสสปะนี้มีเรื่องที่กล่าว

ตามลำดับดังต่อไป

 

ได้ยินว่า   ในอดีตกาล   ปลายแสนกัป   พระศาสนาพระนามว่า

ปทุมุตตระ    อุบัติขึ้นในโลก   เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงหงสวดี

ประทับอยู่ในเขมมฤคทายวัน   กุฎุมพีนามว่า   เวเทหะ   มีทรัพย์สมบัติ

๘๐  โกฎิ  บริโภคอาหารดีแต่เช้าตรู่   อธิษฐานองค์อุโบสถ  ถือของหอม

และดอกไม้เป็นต้นไปพระวิหารบูชาพระศาสดา   ไหว้แล้วนั่ง    ณ   ที่

ควรส่วนข้างหนึ่ง.   ขณะนั้น  พระศาสดาทรงสถาปนาสาวกองค์ที่   ๓

นามว่ามหานิสภเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นิสภะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้สอนธุดงค์.     อุบาสกฟัง

พระดำรัสนั้นแล้วเลื่อมใสเวลาจบธรรมกถา     มหาชนลุกไปแล้ว

จึงถวายบังคมพระศาสดากราบทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ขอ

พระองค์ทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้.     พระศาสดา

ตรัสว่า   อุบาสก   ภิกษุสงฆ์มากนะ   อุบาสกทูลถามว่า   ข้าแต่พระผู้

มีพระภาคเจ้า    ภิกษุสงฆ์มีประมาณเท่าไร   ?    พระศาสดาตรัสว่า

มีประมาณหกล้านแปดแสนองค์   อุบาสกกราบทูลว่า    ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ    ขอพระองค์จงรับภิกษา     แม้แต่สามเณรรูปเดียวก็อย่าเหลือ

ไว้ในวิหาร.    พระศาสดาทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ.    อุบาสก

รู้ว่าพระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว     จึงไปเรือนตระเตรียมมหาทาน

ในวันรุ่งขึ้น   ส่งให้คนไปกราบทูลเวลา   (ภัตตาหาร)   สู่พระศาสดา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 279

พระศาสดาทรงถือบาตรและจีวร     มีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมไปยังเรือน

ของอุบาสก     ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาแต่งไว้ถวาย.     เวลาเสร็จ

หลั่งน้ำทักษิโณทก    ทรงรับข้าวต้มเป็นต้น    ได้ทรงสละข้าวสวย.

แม้อุบาสกก็นั่งอยู่ที่ใกล้พระศาสดา.

 

ระหว่างนั้น    พระมหานิสภเถระกำลังเที่ยวบิณฑบาต    เดิน

ไปยังถนนนั้นนั่นแหละ    อุบาสกเห็นจึงลุกขึ้นไปไหว้พระเถระแล้ว

กล่าวว่า     ท่านผู้เจริญ      ขอท่านจงให้บาตร     พระเถระได้ให้บาตร.

อุบาสกกล่าวว่า    ท่านผู้เจริญ    ขอนิมนต์เข้าไปในเรือนนี้แหละ    แม้

พระศาสดาก็ประทับนั่งอยู่ในเรือน.    พระเถระกล่าวว่า    ไม่ควรนะ

อุบาสก.    อุบาสกรับบาตรของพระเถระใส่บิณฑบาตเต็มแล้ว    ได้

นำออกไปถวาย.    จากนั้น    ได้เดินส่งพระเถระไปแล้วกลับมานั่งใน

ที่ใกล้พระศาสดา    กราบทูลอย่างนี้ว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    พระ

มหานิสภเถระแม้ข้าพระองค์กล่าวว่า     พระศาสดาประทับอยู่ในเรือน

ก็ไม่ปรารถนาจะเข้ามา   พระมหานิสภเถระนั่น     มีคุณยิ่งกว่าพระองค์

หรือหนอ    อันธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.    ย่อมไม่มีวรรณมัจ-

ฉริยะ.   (ตระหนี่คุณความดีของคนอื่น).   ลำดับนั้น   พระศาสดาตรัส

อย่างนี้ว่า     ดูก่อนอุบาสก   เรานั่งคอยภิกษาอยู่ในเรือน    แต่ภิกษุนั้น

ไม่นั่งคอยภิกษาในเรือนอย่างนี้    เราอยู่ในเสนาสนะชายบ้าน    ภิกษุ

นั้นอยู่ในป่าเท่านั้น    เราอยู่ในที่มุงบัง   ภิกษุนั้นอยู่กลางแจ้งเท่านั้น

ดังนั้น    ภิกษุนั้นมีคุณนี้ ๆ   ตรัสประหนึ่งทำมหาสมุทรให้เต็มฉะนั้น.

อุบาสกแม้ตามปกติเป็นผู้เลื่อมใสดียิ่งอยู่แล้ว  จึงเป็นประหนึ่งประทีป

ที่ลุกโพรงอยู่  (ซ้ำ)   ถูกราดด้วยน้ำมันฉะนั้น คิดว่า    ต้องการอะไรด้วย


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 280

สมบัติอื่นสำหรับเรา  เราจักการทำความปรารถนา  เพื่อต้องการความ

เป็นยอด     ของภิกษุทั้งหลายเป็นธุตวาทะในสำนักของพระพุทธเจ้า

พระองค์หนึ่งในอนาคต.

 

อุบาสกแม้นั้นจึงนิมนต์พระศาสดาอีก    ถวายมหาทานทำนอง

นั้นนั่นแหละถึง  ๗  วัน  วันที่  ๗   ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระ-

พุทธเจ้าเป็นประมุข.  แล้วหมอบกราบพระบาทของพระศาสดา   กราบ

ทูลอย่างนี้ว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ด้วยเมตตากายกรรม     เมตตา

วจีกรรม   เมตตามโนกรรม   ของข้าพระองค์ผู้ถวายมหาทาน   ๗   วัน

ข้าพระองค์จะปรารถนาสมบัติของเทวดา     หรือสมบัติของท้าวสุกกะ

มาร    และพรหม    สักอย่างหนึ่งก็หาไม่    ก็กรรมของข้าพระองค์นี้

จงเป็นปัจจัยแก่ความเป็นยอดของภิกษุผู้ทรงธุดงค์     ๓    เพื่อต้องการ

ถึงตำแหน่งที่พระมหานิสภเถระถึงแล้ว     ในสำนักของพระพุทธเจ้า

พระองค์หนึ่ง    ในอนาคต.    พระศาสดาทรงตรวจว่า    ที่อุบาสกนี้

ปรารถนาตำแหน่งใหญ่     จักสำเร็จหรือไม่หนอ     ทรงเห็นว่าสำเร็จ

จึงตรัสว่า    ท่านปรารถนาอัครฐานอันใหญ่โต    พระพุทธเจ้าพระนาม

ว่าโคดม   จักอุบัติขึ้นในที่สุดแสนกัปในอนาคต   ท่านจักเป็นพระสาวก

ที่    ๓   ของพระโคดมพุทธเจ้านั้น   ชื่อว่ามหากัสสปเถระ.    อุบาสก

ได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว    คิดว่า    ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ย่อมไม่ตรัสเป็นคำ    ๒    จึงได้สำคัญสมบัตินั้นเหมือนดังจะได้ใน

วันพรุ่งนี้.     อุบาสกนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุ     ถวายทานมีประการต่าง ๆ

รักษาศีลกระทำกุศลกรรมนานัปประการ         ตายไปในอัตภาพนั้น

แล้วบังเกิดในสวรรค์.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 281

จำเดิมแต่นั้น     เขาเสวยสมบัติทั้งในเทวดาและมนุษย์     ในกัป

ที่   ๙๑   แต่ภัตรกัปนี้    เมื่อพระวิงสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัย

กรุงพันธุมดี ประทับอยู่ในมฤคทายวันอันเกษม  ก็จิตุจากเทวโลกไปเกิด

ในตระกูลพราหมณ์เก่าแก่ตระกูลหนึ่ง.

 

ก็ในครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี     ตรัสพระ-

ธรรมเทศนาทุก ๆ   ปีที่   ๗   ได้มีควานโกลาหลใหญ่หลวง.   เทวดา

ทั้งหลายทั่วชมพูทวีป    ได้บอกพราหมณ์นั้นว่า    พระศาสดาจักทรง

แสดงธรรม.    พราหมณ์ได้สดับข่าวนั้น.     พราหมณ์นั้น     มีผ้านุ่ง

อยู่ผืนเดียว    นางพราหมณีก็เหมือนกัน       แต่ทั้งสองคนมีผ้าห่มอยู่

ผืนเดียวเท่านั้น     จึงปรากฏไปทั่วพระนครว่า     เอกสาฎกพราหมณ์.

เมื่อพวกพราหมณ์ประชุมกัน   ด้วยกิจบางอย่าง   ต้องให้นางพราหมณี

อยู่บ้าน    ตนเองไป   เมื่อ(ถึงคราว )   พวกพราหมณีประชุมกัน   ตนเอง

ต้องอยู่บ้าน นางพราหมณีห่มผ้านั้นไป  (ประชุม)  ก็ในวันนั้นพราหมณ์

พูดกะพราหมณีว่า   แม่มหาจำเริญ     เธอจักฟังธรรมกลางคืนหรือ

กลางวัน.    พราหมณีพูดว่า    พวกฉันชื่อว่าเป็นหญิงแม่บ้าน   ไม่อาจ

ฟังกลางคืนได้ขอฟังกลางวันเถิด       แล้วให้พราหมณ์อยู่เฝ้าบ้าน

(ตนเอง)     ห่มผ้านั้นไปตอนกลางวันพร้อมกับพวกอุบาสิกา     ถวาย

บังคมพระศาสดาแล้วนั่ง   ณ   ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ฟังธรรมแล้ว   กลับ

มาพร้อมกับพวกอุบาสิกา   ทีนั้นพราหมณ์   ได้ให้พราหมณีอยู่บ้าน

(ตนเอง)   ห่มผ้านั้นไปวิหาร.    สมัยนั้น   พระบรมศาสดาประทับนั่ง

บนธรรมาสน์ที่เขาตกแต่งไว้ท่ามกลางบริษัท     ทรงจับพัดอันวิจิตร

ตรัสธรรมกถาประหนึ่งทำสัตว์ให้ข้ามอากาศคงคา    และประหนึ่ง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 282

ทรงกระทำเขาสิเนรุให้เป็นโม่กวนสาคร     ฉะนั้น.     เมื่อพราหมณ์

นั่งฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท     ปีติ   ๕     ประการเกิดขึ้นเต็มทั่วสรีระ

ในปฐมยามนั่นเอง   พราหมณ์นั้นดึงผ้าที่ตนห่มออกมาคิดว่า    จักถวาย

พระทศพล.    ครั้งนั้น    ความตระหนี่ชี้โทษถึงพันประการเกิดขึ้น

แก่พราหมณ์นั้นว่า     พราหมณีกับเรามีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น     ผ้าห่ม

ผืนอื่นไร ๆ     ไม่มี     ก็ธรรมดาว่าไม่ห่มผ้าก็ออกไปข้างนอกไม่ได้

จึงตกลงใจไม่ต้องการถวายโดยประการทั้งปวง     ครั้นเมื่อปฐมยาม

ล่วงไป     ปีติเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้น     แม้ใน

มัชฌิมยาม      พราหมณ์คิดเหมือนอย่างนั้นแล้วไม่ได้ถวายเหมือน

เช่นนั้น.   ครั้นเมื่อมัชฌิมยามล่วงไป     ปีติเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ

เกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้นแม้ในปัจฉิมยาม.    พราหมณ์นั้นคิดว่า    เป็นไร

เป็นกัน     ค่อยรู้กันทีหลัง     ดังนี้แล้วดึงผ้ามาวางแทบพระบาทพระ-

บรมศาสดา.     ต่อแต่นั้นก็งอมือซ้ายเอามือขวาตบลง     ๓     ครั้งแล้ว

บันลือขึ้น  ๓  วาระว่า   ชิต  เม  ชิต  เม  ชิต  เม  ( เราชนะแล้ว  ๆ).

สมัยนั้น     พระเจ้าพันธุมราชประทับนั่งสดับธรรมอยู่ภายใน

ม่านหลังธรรมาสน์     อันธรรมดาพระราชาไม่ทรงโปรดเสียงว่า

ชิต  เม   ชิต  เม   จึงส่งราชบุรุษไปด้วย   พระดำรัสว่า   เธอจงไปถาม

พราหมณ์นั้นว่า    เขาพูดทำไม.    พราหมณ์นั้นถูกราชบุรุษไปถาม

จึงกล่าวว่า    คนอื่นนอกจากข้าพเจ้า     ขึ้นยานคือช้างเป็นต้น    ถือดาบ

และโล่หนังเป็นต้น     จึงได้ชัยชนะกองทัพข้าศึก     ชัยชนะนั้น

ไม่น่าอัศจรรย์     ส่วนเราได้ย่ำยีจิตตระหนี่แล้ว     ถวายผ้าที่ห่มอยู่

แด่พระทศพล     เหมือนคนเอาฆ้อนทุบตัวโคโกงที่ตามมาข้างหลัง

ทำให้มันหนีไป     ชัยชนะของเรานั้นจึงน่าอัศจรรย์.     ราชบุรุษจึงไป


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 283

กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชา.   พระราชารับสั่งว่า  พนาย  พวกเรา

ไม่รู้สิ่งที่สมควรแก่พระทศพล   พราหมณ์รู้   จึงให้ส่งผ้าคู่หนึ่ง   (ผ้านุ่ง

กับผ้าห่ม)   ไปพระราชทาน   พราหมณ์เห็นผ้าคู่นั้นแล้วคิดว่า   พระ-

ราชานี้ไม่พระราชทานอะไรเป็นครั้งแรกแก่เราผู้นั่งนิ่ง  ๆ       เมื่อ

เรากล่าวคุณทั้งหลายของพระบรมศาสดาจึงได้พระราชทาน    จะมี

ประโยชน์อะไรแก่เรากับผ้าคู่ที่อาศัยพระคุณของพระบรมศาสดา

เกิดขึ้น     จึงได้ถวายผ้าคู่แม้คู่นั้นแด่พระทศพลเสียเลย.     พระราชา

ตรัสถามว่า   พราหมณ์ทำอย่างไร   ทรงสดับว่า   พราหมณ์ถวายผ้าคู่

แม้นี้แด่พระตถาคตเท่านั้น     จึงรับสั่งให้ส่งผ้าคู่     ๒     ชุดแม้อื่นไป

พระราชทาน.   พราหมณ์นั้นได้ถวายผ้าคู่   ๒    ชุดแม้นั้น.   พระราชา

ทรงส่งผ้าคู่    ๔    ชุดแม้อื่นไปพระราชทาน    ทรงส่งไปพระราชทาน

ถึง   ๓๒  คู่   ด้วยประการอย่างนี้. ลำดับนั้น  พราหมณ์คิดว่า  การทำ

ดังนี้   เป็นเหมือนให้เพิ่มขึ้นแล้วจึงจะรับเอา   จึงถือเอาผ้า   ๒   คู่   คือ

เพื่อประโยชน์แก่ตนคู่   ๑    เพื่อนางพราหมณีคู่   ๑    แล้วถวายเฉพาะ

พระทศพล   ๓๐   คู่.    จำเดิมแต่นั้น   พราหมณ์ก็ได้เป็นผู้สนิทสนมกับ

พระบรมศาสดา.     ครั้นวันหนึ่งพระราชาทรงสดับธรรมในสำนักของ

พระบรมศาสดาในฤดูหนาว    ได้พระราชทานผ้ากัมพลแดงสำหรับห่ม

ส่วนพระองค์มีมูลค่าพันหนึ่งกะพราหมณ์     แล้วรับสั่งว่า     จำเดิม

แต่นี้ไป     ท่านจงห่มผ้ากัมพลแดงผืนนี้ฟังธรรม     พราหมณ์นั้นคิดว่า

เราจะประโยชน์อะไรกับผ้ากัมพลแดงนี้      ที่จะน้อมนำเข้าไปในกาย

อันเปื่อยเน่านี้     จึงได้ทำเป็นเพดานเหนือเตียงของพระตถาคตใน

ภายในพระคันธกุฏีแล้วก็ไป.     อยู่มาวันหนึ่ง     พระราชาเสด็จไป

พระวิหารแต่เช้าตรู่  ประทับนั่งในที่ใกล้พระบรมศาสดาในพระคันธกุฏี


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 284

ก็ในขณะนั้น  พระพุทธรัศมีมีพรรณ  ๖  ประการ  กระทบที่ผ้ากัมพล

ผ้ากัมพลก็บรรเจิดจ้าขึ้น     พระราชาทอดพระเนตรเห็นก็จำได้จึง

กราบทูลว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ผ้ากัมพลผืนนี้ของข้าพระองค์ ๆ

ให้เอกสาฎกพราหมณ์.  มหาบพิตร  พระองค์บูชาพราหมณ์  พราหมณ์

บูชาอาตมภาพ.  พระราชาทรงเลื่อมใสว่า  พราหมณ์รู้สิ่งที่เหมาะที่ควร

เราไม่รู้     จึงพระราชทานสิ่งที่เป็นของเกื้อกูลแก่มนุษย์ทุกอย่าง  ๆ

ละ   ๘   ชนิด   ๘  ครั้ง  ให้เป็นของประทานชื่อว่า   สัพพัฏฐกทานแล้ว

ทรงตั้งให้เป็นปุโรหิต.  พราหมณ์นั้นคิดว่า  ชื่อว่าของ  ๘  ชนิด  ๘  ครั้ง

ก็เป็น  ๖๔  ชนิด  จึงสลากภัต   ๖๔  ที่   ให้ทานรักษาศีลตลอดชีวิต

จุติจากชาตินั้นไปเกิดในสวรรค์     จุติจากสวรรค์กลับมาเกิดในเรือน

ของกุฏุมพี    ในกรุงพาราณสี    ในระหว่างกาลของพระพุทธเจ้า    ๒

พระองค์   คือ   พระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมน์   และพระกัสสปทศพล

ในกัปนี้.  เขาเจริญวัยก็แต่งงานมีเหย้าเรือน  วันหนึ่ง  เดินเที่ยวพักผ่อน

ไปในป่า.

ก็สมัยนั้น     พระปัจเจกพุทธเจ้ากระทำจีวรกรรม     (คือการ

เย็บจีวร)     อยู่ที่ริมแม่น้ำ     ผ้าอหวาต     (ผ้าแผ่นบาง ๆ     ที่ทาบไป

ตามชายสบงจีวรและสังฆาฏิ)     ไม่พอจึงเริ่มจะพับเก็บ     เขาเห็น

เข้าจึงกล่าวถามว่า    เพราะอะไรจึงจะพับเก็บเสียเล่า    เจ้าข้า.    พระ

ปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า     ผ้าอนุวาตไม่พอ.      กุฏุมพีกล่าวว่า    โปรด

เอาผ้าสาฎกนี้ทำเถิดเจ้าข้า.  เขาถวายผ้าวาฎกแล้ว   ตั้งความปรารถนา

ว่า     ในที่ที่ข้าพเจ้าเกิดแล้ว  ๆ      ความเลื่อมไส  ๆ      ขอจงอย่าได้มี.

ครั้งนั้น     พระปัจเจกพุทธเจ้า     เข้าไปบิณฑบาตแม้ในเรือนของเขา

ในเมื่อภรรยากับน้องสาวกำลังทะเลาะกัน.     ทีนั้น     น้องสาวของเขา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 285

ถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว     กล่าวอย่างนี้มุ่งถึงภรรยา

ของเขา    ตั้งความปรารถนาว่า    ขอให้เราห่างไกลหญิงพาลเห็นปานนี้

ร้อยโยชน์.     ภรรยาของเขายืนอยู่ที่ลานบ้านได้ยินจึงคิดว่า     พระรูป

นี้จงอย่าได้ฉันอาหารที่นางคนนี้ถวาย     จึงจับบาตรมาเทบิณฑบาตทิ้ง

แล้วเอาเปือกตมมาใส่จนเต็ม.     นางเห็นจึงกล่าวว่า     หญิงพาลเจ้าจง

ด่าจงบริภาษเราก่อนเถิด      การเทภัตตาหารจากบาตรข้องท่านผู้ได้

บำเพ็ญบารมีมา    ๒ อสงไขยเห็นปานนี้แล้ว   ใส่เปือกตมให้ไม่สมควร

เลย.   ครั้งนั้น   ภรรยาของเขาเกิดความสำนึกขึ้นได้จึงกล่าวว่า   โปรด

หยุดก่อนเจ้าข้า     แล้วเทเปือกตมออกล้างบาตรชะโลมด้วยผงเครื่อง

หอมแล้วได้ใส่ของมีรสอร่อย    ๔    อย่างเต็มบาตรแล้ววางถวายบาตร

อันผุดผ่องด้วยเนยใส     มีสีเหมือนกลีบปทุมอันลาดรดลงข้างบน

ในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า         ตั้งความปรารถนาว่า     สรีระของ

เราจงผุดผ่องเหมือนบิณฑบาตอันผุดผ่องนี้เถิด.      พระปัจเจกพุทธเจ้า

อนุโมทนาแล้วเหาะขึ้นสู่อากาศ.

 

ผัวเมียแม้ทั้งสองนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุแล้วไปเกิดบนสวรรค์

จุติจากสวรรค์นั้นอีกครั้ง     อุบาสกเกิดเป็นบุตรเศรษฐีมีสมบัติ

๘๐  โกฏิในกรุงพาราณสี   ในครั้งพระกัสสปทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฝ่ายภรรยาเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีเหมือนกัน      เมื่อเขาเจริญวัย

พวกญาติก็นำธิดาของเศรษฐีคนนั้นแหละมา.     ด้วยอานุภาพของ

กรรมซึ่งมีวิบากอันไม่น่าปรารถนาในชาติก่อน    พอนาง   (ถูกส่งตัว)

เข้าไปยังตระกูลของสามี      ทั่วทั้งสรีระเกิดกลิ่นเหม็นเหมือนส้วม

ที่เขาเปิดไว้    (ตั้งแต่ย่างเข้าไป)    ภายในธรณีประตู.    เศรษฐีกุมาร


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 286

ถามว่า    นี้กลิ่นของใคร     ได้ฟังว่า ของลูกสาวเศรษฐี     จึงกล่าวว่า

นำออกไป ๆ    แล้วส่งกลับไปเรือนตระกูล    โดยทำนองที่มา    นางถูก

ส่งกลับมาถึง ๗ แห่งโดยทำนองนี้นั่นแล.

ก็สมัยนั้น  พระกัสสปทศพลเสด็จปรินิพพานแล้ว  พุทธศาสนิก-

ชนเริ่มก่อพระเจดีย์สูงโยชน์หนึ่งด้วยอิฐทองสีแดง      ทั้งหนาทั้งแน่น

มีราคาก้อนละหนึ่งแสน.    เมื่อเขากำลังสร้างพระเจดีย์กันอยู่    เศรษฐี

ธิดาคนนั้นคิดว่า    เราต้องถูกส่งกลับถึง    ๗    แห่งแล้ว    จะประโยชน์

อะไรกับชีวิตของเรา        จึงให้ยุบสิ่งของเครื่องประดับตัว  ทำอิฐทอง

ยาวดอก   กว้างคืบ   สูง   ๔   นิ้ว   ต่อแต่นั้นถือก้อนหรดาลและมโนสิลา

เก็บเอาดอกบัว    ๘ กำ    ไปยังสถานที่ที่สร้างพระเจดีย์.    ขณะนั้น๑เเถว

ก้อนอิฐแถวหนึ่งก่อมาต่อกันขาดอิฐแผ่นต่อเชื่อม     นางจึงพูดกับช่างว่า

ท่านจงวางอิฐก้อนนี้ตรงนี้.   นายช่างกล่าวว่า   นางผู้เจริญ   ท่านมาได้

เวลา     จงวางเองเถิด.     นางจึงขึ้นไปเอาน้ำมันผสมกับหรดาลและ

มโนสิลาวางอิฐติดอยู่ได้ด้วยเครื่องยึดนั้น     แล้วบูชาด้วยดอกอุบล

๘  กำมือ  ข้างบน  (อิฐ)  ไหว้แล้วตั้งความปรารถนาว่า  ในที่ที่เราเกิด

กลิ่นจันทน์จงฟุ้งออกจากตัว     กลิ่นอุบลจงฟุ้งออกจากปาก     แล้วไหว้

พระเจดีย์     ทำประทักษิณแล้วกลับไป.     ครั้นแล้วในขณะนั้นเอง

เศรษฐีบุตรก็เกิดสติปรารภถึงเศรษฐีธิดาที่เขานำมาเรือนครั้งแรก.

แม้ในพระนครก็มีนักขัตฤกษ์เสียงกึกก้อง     เขาจึงพูดกับคนรับใช้ว่า

คราวนั้น  เขานำเศรษฐีธิดามาในที่นี้  นางอยู่ที่ไหน.  คนรับใช้กล่าวว่า

อยู่ที่เรือนตระกูลขอรับ    นายท่านเศรษฐีบุตรกล่าวว่า     พวกท่านจง

 

๑.  ปาฐะว่า   อิฏฺกา  สนฺธึ  ปริกฺขิปิตฺวา  พม่าเป็น  อิฏฺกาปนฺติ  ปริกฺขิปิตฺวา  แปลตามพม่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 287

พามา     เราจักเล่นนักขัตฤกษ์กับนาง.    พวกคนรับใช้ไปไหว้นางแล้ว

ยืนอยู่ถูกนางถามว่า     พ่อทั้งหลายมาทำไมกัน     จึงบอกเรื่องราวที่มา

นั้น    นางกล่าวว่า    พ่อทั้งหลาย    เราเอาเครื่องอาภรณ์บูชาพระเจดีย์

เสียแล้ว    เราไม่มีเครื่องอาภรณ์    คนรับใช้เหล่านั้นจึงไปบอกแก่บุตร

เศรษฐี ๆ  กล่าวว่า  จงนำมาเถอะ  นางจักได้เครื่องประดับนั้น  พวกเขา

จึงไปนำนางมา     กลิ่นจันทน์และกลิ่นอุบลขาบฟุ้งไปทั่วเรือน    พร้อม

กับที่นางเข้าไปในเรือน.    บุตรเศรษฐีจึงถามนางว่า    ครั้งแรก    กลิ่น

เหม็นฟุ้งออกจากตัวก่อน    แต่บัดนี้    กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากตัว    กลิ่น

อุบลฟุ้งออกจากปากของเธอ     นี่อะไรกัน.     ธิดาเศรษฐีจึงบอกกรรม

ที่ตนกระทำตั้งแต่ต้น.   บุตรเศรษฐีเลื่อมใสว่า  คำสอนของพระพุทธเจ้า

ทั้งหลายเป็นนิยยานิกธรรมหนอ  จึงเอาเครื่องปกคลุมที่ทำด้วยผ้ากัมพล

หุ้มพระเจดีย์ทองมีประมาณโยชน์หนึ่ง     แล้วเอาดอกประทุมทองขนาด

เท่าล้อรถประดับที่พระเจดีย์ทองนั้น.     ดอกประทุมทองที่แขวนห้อยไว้

มีขนาด    ๑๒    ศอก.    บุตรเศรษฐีนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุในมนุษยโลก

นั้นแล้วเกิดในสวรรค์     จุติจากสวรรค์นั้น     บังเกิดในตระกูลอำมาตย์

ตระกูลหนึ่ง   (ซึ่งพำนักอยู่)   ในที่ประมาณโยชน์หนึ่งจากกรุงพราณสี

ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีจุติจากเทวโลกเกิดเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่

ในราชตระกูล.

เมื่อคนทั้งสองนั้นเจริญวัย      เขาป่าวร้องงานนักขัตฤกษ์ใน

หมู่บ้านที่กุมารอยู่.    กุมารนั้นกล่าวกะมารดาว่า    แม่จ๋า    แม่จงให้ผ้า

สาฎกฉัน    ฉันจะเล่นนักขัตฤกษ์    มารดาได้นำผ้าที่ใช้แล้วมาให้.

เขาปฏิเสธว่า    ผ้านี้หยาบจ้ะแม่.    นางก็นำผืนอื่นมาให้    แม้ผ้าผืนนั้น

เขาก็ปฏิเสธ.    ทีนั้น   มารดาจึงกล่าวกะเขาว่า    พ่อ    เราเกิดในเรือน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 288

เช่นนี้     พวกเราไม่มีบุญที่จะได้ผ้าเนื้อละเอียดกว่านี้.     เขากล่าวว่า

แม่จ๋า    ถ้าอย่างนั้น    ฉันจะไปยังที่ที่จะได้.    มารดากล่าวว่า    ลูกเอ๋ย

แม่ปรารถนาให้เจ้าได้ราชสมบัติในกรุงพาราณสีวันนี้ทีเดียวน่ะ.

เขาไหว้มารดาแล้วกล่าวว่า          ฉันไปละแม่.  มารดาว่า ไปเถอะพ่อ

นัยว่ามารดาของเขามีความคิดอย่างนี้ว่า    มันจะไปไหน    คงจักนั่งที่นี่

ที่นั่นอยู่ในเรือนหลังนี้แหละ.     ก็กุมารนั้นออกไปตามกำหนดของบุญ

ไปถึงกรุงพาราณสี      นอนคลุมศีรษะอยู่บนแผ่นมงคลสิลาอาสน์

ในพระราชอุทยาน.     ก็พระเจ้าพาราณสีนั้น    สวรรคตแล้วเป็นวันที่

๗.    อำมาตย์ทั้งหลายทำการถวายพระเพลิงแล้วนั่งปรึกษาอยู่ที่

พระลานหลวงว่า     พระราชามีแต่พระธิดา     ไม่มีพระราชโอรส

ราชสมบัติไม่มีพระราชา    ไม่สมควร     ใครจะเป็นพระราชา     ต่าง

พูดกันว่า    ท่านเป็น    ท่านเป็น.    ปุโรหิตกล่าวว่า    ไม่ควรเลือกมาก

เอาเถอะ    พวกเราจักเชิญเทวดาแล้วเสี่ยงบุษยรถ    (รถเสี่ยงปล่อยไป

เพื่อหาผู้ที่สมควรจะครองราชย์     เมื่อพระราชาองค์ก่อนสวรรคตแล้ว

ไม่มีรัชทายาท) ไป. อำมาตย์เหล่านั้นเทียมม้าสินธพ  ๔ ตัว มีสีดังดอกโกมุท

แล้วตั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์  ๕   อย่าง  กับเศวตรฉัตรไว้บนรถนั่นแหละ

ปล่อยบุษยรถนั้นไปให้ประโคมดนตรีไปข้างหลัง.  รถออกทางประตูด้าน

ทิศปราจีน  บ่ายหน้าไปทางพระราชอุทยาน.  อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า

รถบ่ายหน้าไปทางพระราชอุทยาน  เพราะความคุ้นเคย  พวกท่านจงให้

กลับมา     ปุโรหิตกล่าวว่า     อย่าให้กลับ.     รถทำประทักษิณกุมาร

แล้ว     ได้หยุดเตรียมพร้อมที่จะให้ขึ้น     ปุโรหิตเลิกชายผ้าห่มตรวจ

พื้นเท้ากล่าวว่า   ทวีปนี้จงยกไว้   ผู้นี้สมควรครองราชย์ในทวีปทั้ง   ๔

มีทวีปสองพันเป็นบริวาร     แล้วสั่งให้ประโคมดนตรีขึ้น      ๓  ครั้ง ว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 289

พวกท่านจงประโคมดนตรีขึ้นอีก.

ครั้งนั้น   กุมารเปิดหน้ามองดูแล้วพูดว่า   พ่อทั้งหลาย   พวกท่าน

มาด้วยกิจกรรมอะไรกัน.     พวกอำมาตย์ทูลว่า     ข้าแต่สมมติเทพ

ราชสมบัติถึงแก่พระองค์.     กุมาร      พระราชาไปไหน.     อำมาตย์-

ทิวงคตแล้ว นาย.  กุมาร   ล่วงไปกี่วันแล้ว.  อำมาตย์  วันนี้เป็นวันที่  ๗.

กุมาร    พระราชโอรสหรือพระราชธิดาไม่มีหรือ  ?   อำมาตย์   ข้าแต่

สมมติเทพ    พระราชธิดามี    พระราชโอรสไม่มี.     กุมาร    เราจัก

ครองราชย์.     อำมาตย์เหล่านั้นสร้างมณฑปสำหรับอภิเษกในขณะนั้น

ทันที      ประดับพระราชธิดาด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างนำมายัง

พระราชอุทยานทำการอภิเษกกับกุมาร.

ครั้งนั้นเมื่อพระกุมารทำการอภิเษกแล้ว      ประชาชนนำผ้ามี

ราคาแสนหนึ่งมาถวาย.  พระกุมารกล่าวว่า   นี้อะไรพ่อ.   พวกอำมาตย์

ทูลว่า  ข้าแต่สมมติเทพ  ผ้านุ่งพระเจ้าข้าพระกุมาร    เนื้อหยาบมิใช่

หรือ   พ่อ.   ผ้าอื่นที่เนื้อละเอียดกว่านี้ไม่มีหรือ   ?    อำมาตย์   ข้าแต่

สมมติเทพ     ในบรรดาผ้าที่มนุษย์ทั้งหลายใช้สอย     ผ้าที่เนื้อละเอียด

กว่านี้ไม่มี    พระเจ้าข้า.    พระกุมาร    พระราชาของพวกท่านทรง

นุ่งผ้าเห็นปานนี้หรือ   ?     อำมาตย์    พระเจ้าข้า    ข้าแต่สมมติเทพ.

พระกุมาร     พระราชาของพวกท่านคงจะไม่มีบุญ    พวกท่านจงนำ

พระเต้าทองมา  เราจักได้ผ้า.  อำมาตย์เหล่านั้นนำพระเต้าทองมาถวาย.

พระกุมารนั้นลุกขึ้นล้างพระหัตถ์บ้วนพระโอฐ.     เอาพระหัตถ์วักนำ

สาดไปทางทิศตะวันออก.    ในขณะนั้นเอง    ต้นกัลปพฤกษ์ก็ชำแรก

แผ่นดินทึบผุดขึ้นมา  ๘  ต้น  ทรงวักน้ำสาดไปอีกทั่วทิศ  ๓  ทิศอย่างนี้


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 290

คือ  ทิศใต้  ทิศตะวันตก  ทิศเหนือ.  ต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นในทิศทั้ง  ๔

ทิศละ  ๘  ต้น  รวมเป็น  ๓๒  ต้น.  พระกุมารนั้นทรงนุ่งผ้าทิพผืนหนึ่ง

ทรงห่มผืนหนึ่ง     แล้วรับสั่งว่า     พวกท่านจงเที่ยวตีกลองป่าวร้อง

อย่างนี้ว่า     ในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราช     พวกสตรีที่ทำหน้าที่

กรอด้าย     อย่ากรอด้าย     ดังนี้แล้วให้ยกฉัตรขึ้นทรงประดับตกแต่ง

พระองค์    ทรงขึ้นช้างตัวประเสริฐเสด็จเข้าพระนคร     ขึ้นสู่ปราสาท

เสวยมหาสมบัติ.

 

ครั้นกาลเวลาล่วงไปด้วยอาการอย่างนี้      วันหนึ่งพระเทวีเห็น

มหาสมบัติของพระราชาแล้ว      ทรงแสดงอาการของความกรุณา

ว่าโอ    ท่านผู้มีตปะ    ถูกพระราชาตรัสถามว่า    นี่อะไรกันนะ    เทวี

จึงทูลว่า    ข้าแต่สมมติเทพ    สมบัติของพระองค์ยิ่งใหญ่    ในอดีตกาล

พระองค์ได้ทรงเชื่อต่อพระพุทธะทั้งหลายได้ทำกรรมดีไว้     เดี๋ยวนี้

ยังไม่ทรงกระทำกุศลอันจะเป็นปัจจัยแก่อนาคต      พระราชาตรัสว่า

เราจักให้แก่ใคร   ผู้มีศีลไม่มี.   พระเทวีทูลว่า   ข้าแต่สมมติเทพ   ชมพู-

ทวีปไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลายดอก     พระองค์โปรดทรงตระ

เตรียมทานไว้เท่านั้น     หม่อมฉันจะขอพระอรหันต์ในวันรุ่งขึ้น     พระ-

ราชารับสั่งให้ตระเตรียมทานไว้ที่ประตูด้านทิศปราจีน.     พระเทวี

ทรงอธิษฐานองค์อุโบสถแต่เช้าตรู่บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก

หมอบลงบนปราสาทชั้นบนแล้วกล่าวว่า     ถ้าพระอรหันต์มิอยู่ในทิศนี้

พรุ่งนี้ขอนิมนต์มารับภิกษาหารของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.      ในทิศ

นั้นไม่มีพระอรหันต์ก็ได้ให้สักการะที่เตรียมไว้นั้น      แก่คนกำพร้า

และยากาจน  ในวันรุ่งขึ้นตระเตรียมทานไว้ทางประตูทิศใต้แล้วได้


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 291

กระทำเหมือนอย่างนั้น  ในวันรุ่งขึ้นทางประตูทิศตะวันตกก็ได้

กระทำเหมือนอย่างนั้น.  ก็ในวันที่ทรงตระเตรียมไว้ทางประตู

ทิศเหนือ   พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพี่ชายของพระปัจเจก-

พุทธเจ้า   ๕๐๐  องค์  ผู้เป็นโอรสของพระนางปทุมวดี  อยู่ในป่าหิมวันต์

เรียกพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นน้องชายซึ่งถูกพระเทวีนิมนต์อย่างนั้น

มาว่า    ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย    พระเจ้านันทราชนิมนต์ท่านทั้งหลาย

จงรับนิมนต์ของท้าวเธอเถิด.     พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับนิมนต์

แล้ว     ในวันรุ่งขึ้นล้างหน้าที่สระอโนดาดแล้วเหาะไปลงที่ประตู

ทิศเหนือ.

 

พวกมนุษย์มากราบทูลแก่พระราชาว่า      ข้าแต่สมมติเทพ

พระปัจเจกพุทธเจ้า   ๕๐๐  องค์   มาแล้วพระเจ้าข้า.   พระราชาเสด็จ

ไปพร้อมกับพระเทวี     ไหว้แล้วรับบาตรนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า

ทั้งหลายขึ้นสู่ปราสาท      ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น

บนปราสาทนั้น    ในเวลาเสร็จภัตตกิจ     พระราชาหมอบที่ใกล้เท้า

พระสังฆเถระ    พระเทวีหมอบที่ใกล้เท้าพระสังฆนวกะ    แล้วกล่าวว่า

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย      ท่านทั้งหลายจักไม่ลำบากด้วยเรื่อง

ปัจจัย     และข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักไม่ทำบุญให้เสื่อม     ขอท่านทั้งหลาย

จงให้ปฏิญญาเพื่ออยู่ในที่นี้        ตลอดอายุของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด

ครั้นให้ท่านรับปฏิญญาแล้วจึงให้ตกแต่งสถานที่สำหรับ.  อยู่อาศัย

แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นในพระอุทยาน     โดยอาการทั้งปวง

คือ   บรรณศาลา  ๕๐๐   พลัง   ที่จงกรม    ๕๐๐   ที่   แล้วให้ท่านอยู่ใน

ที่นั้นนั่นแล.   ครั้นกาลเวลาล่วงไปด้วยประการอย่างนั้น   เมืองชายแดน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 292

ของพระราชาก่อการกำเริบขึ้น.      พระองค์ทรงโอวาทพระเทวีว่า

พี่จะไประงับเมืองชายแดน    เธออย่าละเลยพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย

แล้วเสด็จออกไปจากพระนคร     เมื่อพระองค์ยังไม่เสด็จกลับ     พระ

ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็สิ้นอายุสังขาร.

 

พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า   เล่นฌานตลอดราตรีทั้ง   ๓   ย่าม

ในเวลาอรุณขึ้น     ยืนเหนี่ยวแผ่นกระดานสำหรับยืดปรินิพพานด้วย

อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ      แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลือทั้งหมด

ทีเดียว   ก็ปรินิพพานแล้วโดยวิธีนั้น.   ในวันรุ่งขึ้น   พระเทวีให้กระทำ

ที่นั่งของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย     ให้ชะอุ่มด้วยของสดเขียว

โปรยดอกไม้    จุดเครื่องหอม     นั่งคอยพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมา

เมื่อไม่เห็นมาจึงส่งราชบุรุษไปว่า    พ่อจงไป    จงรู้ว่า    พระผู้เป็นเจ้า

ทั้งหลายไม่มีความผาสุกอย่างไร   ?      ราชบุรุษนั้นไปแล้วเปิดประตู

บรรณศาลาของพระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า  เมื่อไม่พบในบรรณศาลา

นั้น    จึงไปยังที่จงกรม    เห็นท่านยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับยึดจึงไหว้

แล้วกล่าวว่า      ได้เวลาแล้วเจ้าข้า.      สรีระของท่านผู้ปรินิพานแล้ว

จักพูดได้อย่างไร.     ราชบุรุษนั้นคิดว่าเห็นจะหลับ     จึงเดินไปเอามือ

ลูบที่หลังเท้า      รู้ว่าปรินิพพานแล้ว     เพราะเท้าทั้งสองเย็นและแข็ง

จึงไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่     ๒     เมื่อรู้ว่าองค์ที่     ๒

ปรินิพพานแล้วอย่างนั้น     ก็ไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้า

องค์ที่   ๓   รู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์ปรินิพพานแล้วด้วยประการ

ดังนี้     จึงไปยังราชสกุล     พระเทวีตรัสถามว่า     พระปัจเจกพุทธเจ้า

ทั้งหลายไปไหนพ่อ  จึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระเทวี  พระปัจเจกพุทธเจ้า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 293

ทั้งหลาย      ปรินิพพานแล้ว.      พระเทวีทรงกรรแสงคร่ำครวญเสด็จ

ออกไปที่บรรณศาลานั้นพร้อมกับชาวเมือง     รับสั่งให้เล่นสาธุกีฬา

(การเล่นที่เกี่ยวกับเรื่องอนิจจัง    ทุกขัง    อนัตตา)    กระทำฌาปนกิจ

สรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย      แล้วเก็บธาตุสร้างพระเจดีย์

ไว้.     พระราชาทรงปราบเมืองชายแดนให้สงบแล้วเสด็จกลับมา

รับสั่งถามพระเทวีผู้เสด็จมาต้อนรับว่า     แม่มหาจำเริญ      เธอไม่

ประมาท     (คือไม่ละเลย)     ในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายหรือ ?

พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายสบายดีหรือ   ?   พระเทวีทูลว่า   ข้าแต่สมมติเทพ

พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายปรินิพพานเสียแล้ว.      พระราชาทรงพระดำริ

ว่า     มรณะยังเกิดแก่บัณฑิตทั้งหลายเห็นปานนี้     พวกเราจะพ้นไป

แต่ไหน   พระองค์ไม่เสด็จไปพระนคร    เสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยาน

เลยทีเดียว      รับสั่งให้เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาแล้วมอบราชสมบัติ

แก่พระโอรสนั้นแล้วโอวาท.      ส่วนพระองค์ทรงผนวชเป็นสมณะ

ประเภทหนึ่ง.     ฝ่ายพระเทวีเมื่อพระราชาทรงผนวชแล้วทรงดำริว่า

เราจะทำอะไร    จึงทรงผนวชอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเอง    พระราชา

และพระเทวีแม้ทั้งสองนั้น     บำเพ็ญฌานได้จุติจากอัตตภาพนั้นไป

บังเกิดในพรหมโลก.

 

เมื่อคนทั้งสองนั้นอยู่ในพรหมโลกนั้นนั่นแหละ     พระศาสดา

ของเราทั้งหลายอุบัติขึ้นในโลกประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ

เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ.     เมื่อพระศาสดาประทับ

อยู่ในกรุงราชคฤห์นั้น    ปิบผลิมาณพนี้    บังเกิดในท้องภรรยาหลวง

ของกบิลพราหมณ์ในพราหมณคามชื่อมหาติตถะ    ในมคธรัฐ    นาง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 294

ภัททา     กาปิลานี     นี้บังเกิดในท้องของภรรยาหลวงของพราหมณ์

โกลิยโคตรในสาคลนครในมคธรัฐ.      เมื่อชนทั้งสองนั้นเติบโตขึ้น

โดยลำดับ   เมื่อนางภัตทามีอายุถึงปีที่   ๑๖   ในปีที่   ๒๐   ของปิบผลิ-

มาณพ     บิดามารดามองดูบุตรแล้วแค่นได้อย่างหนักว่า     พ่อ     เจ้า

ก็เติบโตแล้วธรรมดาว่าตระกูลวงศ์      จำต้องให้ดำรงอยู่.      มาณพ

กล่าวว่า     ท่านทั้งสองอย่าได้กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้เข้าหูลูกเลย

ลูกจะปฏิบัติตราบเท่าที่ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่      ต่อเมื่อท่านทั้งสอง

ล่วงลับไปแล้ว   ลูกจักบวช.   บิดามารดาให้เวลาล่วงเลยไป   ๒ - ๓   วัน

ก็กล่าวอีก     แม้มาณพนั้นก็ปฏิเสธเหมือนเดิมนั้นแหละ     ตั้งแต่นั้น

มารดาได้กล่าว  (ถึงการแต่งงาน)  อยู่เรื่อย ๆ  ทีเดียว.

 

มาณพคิดว่า     เราจะยังมารดาให้ยินยอม     จึงเอาทองคำสี

สุกปลั่งพันลิ่ม     ให้ช่างทองทำรูปหญิงคนหนึ่ง     ในเวลาเสร็จงานมี

การขัดและบุบเป็นต้นซึ่งรูปหญิงนั้น     จึงให้รูปหญิงนั้นนุ่งผ้าแดง

ประดับด้วยดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสี และเครื่องประดับต่าง  ๆ

แล้วให้เรียกมารดามาพูดว่า     คุณแม่     เมื่อลูกได้อารมณ์เห็นปานนี้

จึงจะแต่งงาน     ถ้าไม่ได้จักไม่แต่ง.     นางพราหมณีเป็นคนมีปัญญา

จึงคิดว่า     บุตรของเราเป็นผู้มีบุญ     ให้ทานไว้แล้ว     สร้างอภินิหาร

ไว้แล้ว     เมื่อจะกระทำบุญคงจะไม่ทำคนเดียว     หญิงผู้ทำบุญร่วมกับ

บุตรของเรานี้   จักมีส่วนเปรียบด้วยทองคำแน่แท้  จึงให้เรียกพราหมณ์

๘   คนมา   เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง  ให้ยกรูปทองคำ

ขึ้นตั้งบนรถแล้วส่งไปว่า     พ่อทั้งหลายจงพากันไป     พบเห็นทาริกา

เห็นปาน   (ดังรูปทอง)  นี้  ในตระกูลที่เสมอกันกับเราโดยชาติ   โคตร


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 295

และโภคทรัพย์    ในที่ใด    จงให้รูปทองนี้แหละให้เป็นบรรณการ    ใน

ที่นั้น.

 

พราหมณ์เหล่านั้นพากันออกไปด้วยตระหนักว่า     นี้เป็น

กิจกรรมชื่อว่าของพวกเรา  จึงคิดว่าจะไปที่ไหน  ตกลงกันว่า  ธรรมดา

มัททรัฐเป็นบ่อเกิดแห่งสตรี    พวกเราจักไปมัททรัฐ    ดังนี้แล้ว    จึงได้

ไปยังสาคลนครในมัททรัฐ.    ครั้งนั้น   แม่นมของนางภัตทา    ให้นาง-

ภัททาอาบน้ำแล้วแต่งตัวให้นั่งในห้องอันโอ่อ่าแล้ว     (ตนเอง)     จะไป

อาบน้ำ     เห็นรูปนั้นจึงขู่ด้วยเข้าใจว่า   ธิดาแห่งแม่เจ้าของเรามาที่นี้

กล่าวว่า  แน่ะแม่หัวดื้อ  มาที่นี่ทำไม  แล้วเงื้อฝ่ามือ  ที่ข้างแก้ม  (พร้อม

กับ)    พูดว่า    จงรีบไป.    มือสะท้อนเหมือนติหิน.    แม่นมนั้นรู้ว่าเป็น

ของแข็งด้วยอาการอย่างนี้จึงเลี่ยงไปพูดว่า       เราเห็นรูปทองเข้าก็

เกิดความเข้าใจว่าธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา      ก็นางนี้     แม้จะเป็นผู้รับ

ผ้านุ่งของธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา   ก็ยังไม่เหมาะสม.   ทีนั้น  พวกมนุษย์

เหล่านั้นพากันห้อมล้อมนางแล้วถามว่า     ธิดาแห่งเจ้านายของท่าน

เห็นปานนี้ไหม   ?    หญิงแม่นมพูดว่า    นางนี่น่ะหรือ    ธิดาแห่งแม่เจ้า

ของเรางามยิ่งกว่านางนี้ร้อยเท่า     พันเท่า     เมื่อเธอนั่งอยู่ในห้อง

ประมาณ  ๑๒  ศอก     กิจด้วยดวงประทีปไม่มี     เธอขจัดความมืดด้วย

แสงสว่างจากสรีระนั่นแหละ.     พวกมนุษย์เหล่านั้นกล่าวว่า     ถ้า

อย่างนั้น    จงมากันเถอะ    แล้วถือเครื่องบูชา    ยกรูปทองคำขึ้นบนรถ

แล้วหยุดอยู่ที่ประตูบ้านของพราหมณ์โกสิยโคตร       แจ้งให้ทราบ

ถึงการมา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 296

พราหมณ์ทำปฏิสันถารแล้วถามว่า    พวกท่านมาจากไหน ?

ชนเหล่านั้นตอบว่า    มาจากเรือนของกบิลพราหมณ์   ในมหาติดถคาม

ในมคธรัฐ.    พราหมณ์ถาม     มาเพราะเหตุไร ?     ชนเหล่านั้นตอบ

เพราะเหตุชื่อนี้     พราหมณ์กล่าวว่า    งามละพ่อทั้งหลาย    พราหมณ์

ของพวกเรามีชาติ   โคตร   และทรัพย์สมบัติเสมอกัน   เราจักให้ทาริกา

(ลูกสาว)   ดังนี้แล้วก็รับเครื่องบรรณาการ.     ชนเหล่านั้นส่งข่าวแก่

กบิลพราหมณ์ว่า    ได้ทาริกาแล้ว    ท่านจงทำสิ่งที่จะต้องทำ.    กบิล-

พราหมณ์ได้สดับข่าวนั้นแล้วจึงบอกแก่ปิบผลิมาณพว่า     เขาว่าได้

ทาริกาแล้ว.  มาณพคิดว่า  เราคิดว่าจักไม่ได้   คนเหล่านี้พูดว่า  ได้แล้ว

เราไม่มีความต้องการ     จักส่งหนังสือไป     (ให้รู้)     แล้วไฟในที่ลับ

เขียนหนังสือว่า    แม่ภัททาจงได้คู่ครองเรือนอันสมควรแก่ชาติ     โคตร

และทรัพย์สมบัติของตน     เราจักออกบวช     จะได้ไม่เดือดร้อนใน

ภายหลัง.    แม้นางภัททาได้ฟังว่า    เขาใคร่จะให้เราแก่คนโน้น    จึงไป

ในที่ลับเขียนหนังสือว่า     ลูกเจ้าจงได้คู่ครองเรือนอันสมควรแก่ชาติ

โคตร    และทรัพย์สมบัติของตน    เราจักออกบวช    จะได้ไม่เดือดร้อน

ในภายหลัง.     หนังสือทั้งสองฉบับมาประจวบกันในระหว่างทาง.

ชนเหล่านั้น    เมื่อถูกฝ่ายนางภัททาถามว่า     นี้หนังสือของใคร.    ก็

กล่าวว่าปิบผลิมาณพส่งให้นางภัตทา     และเมื่อถูกฝ่ายปิบผลิมาณพ

ถามว่า  นี้ของใคร  ก็กล่าวว่า  นางภัททาส่งให้ปิบผลิมาณพ  จึงพากัน

อ่านหนังสือ     แม้ทั้งสองฉบับแล้วกล่าวว่า     ท่านทั้งหลายจงดูการ

กระทำของเด็ก ๆ     แล้วฉีกทิ้งไปในป่า     เขียนหนังสืออันมีข้อความ

เสมอกันส่งไปให้คนทั้งสองนั้น     ทั้งฝ่ายนี้และฝ่ายโน้น     ดังนั้น     คน

ทั้งสองนั้นไม่ปรารถนาเลย  ก็ได้มา  (อยู่)  รวมกัน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 297

ในวันนี้แล     แม้มาณพก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้    แม้

นางภัททากาลาปิลานี้ก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้.       คนแม้ทั้งสอง

บริโภคอาหารเย็นแล้ว     วางพวงดอกไม้เหล่านั้นไว้กลางที่นอน

มาพร้อมกันด้วยหวังใจว่าจักขึ้นที่นอน    มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา

นางภัททาขึ้นที่นอนทางด้านซ้ายแล้วกล่าวว่า     ดอกไม้ในด้านของ

คนใดเหี่ยว    พวกเราจักรู้ได้ว่า    ราคจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น    เพราะ

เหตุนั้น   พวงดอกไม้นี้เราจึงไม่แตะต้อง.    ก็คนทั้งสองนั้นนอนไม่หลับ

ตลอดราตรีทั้ง   ๓   ยาม   เพราะกลัวจะถูกตัวของกันและกัน   จนราตรี

ล่วงไป   อนึ่ง   ในเวลากลางวันก็ไม่มีแม้สักว่าการยิ้มหวัว.   คนทั้งสอง

นั้นไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องโลกามิส     ไม่จัดการทรัพย์สมบัติตราบเท่า

ที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่     เมื่อบิดามารดากระทำกาลกิริยาไปแล้ว

จึงจัดการ.  ปิบผลิมาณพมีสมบัติ   (คิดเป็นเงิน)   ๘๗   โกฏิ  เฉพาะผง

ทองคำที่ใช้ขัดสรีระแล้วทิ้งไปวันหนึ่ง  ๆ     ควรได้ประมาณ  ๑๒

ทะนาน   โดยทะนานมคธ    มีเหมืองน้ำประมาณ   ๖๐  แห่ง   ติดเครื่อง

ยนต์  มีการงานที่ทำ  (กินเนื้อที่)  ประมาณ  ๑๒ โยชน์  มีหมู่บ้านทาส

(๑๔ บ้าน)  ขนาดเท่าเมืองอนุราธบุรี   มีหัตถานึกถือกองช้าง  ๑๔  กอง

มีอัสสานึกคือกองม้า  ๑๔  กอง  มีรถานึกดือกองรถ  ๑๔  กอง.

 

วันหนึ่ง    ปิบผลิมาณพนั้นขึ้นม้าที่ประดับตกแต่งแล้ว   แวดล้อม

ด้วยมหาชนไปยังที่ทำงาน    ยืนอยู่ปลายนา    เห็นพวกนกมีกาเป็นต้น

คุ้ยเขี่ยสัตว์มีไส้เดือนเป็นต้น    จากรอยไถเอามากิน    จึงถามว่า    พ่อ

ทั้งหลาย   สัตว์เหล่านี้กินอะไร ?   มหาชนตอบว่า   นายท่าน   มันกิน

ไส้เดือน.  มาณพถามว่า  บาปที่สัตว์เหล่านี้ทำเป็นของใคร ?   มหาชน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 298

ตอบว่า  นายท่าน  บาปเป็นของท่าน.  มาณพคิดว่า  ถ้าบาปที่สัตว์เหล่านี้

กระทำตกเป็นของเราไซร้     ทรัพย์  ๘๗ โกฏิ     จักทำอะไรแก่เรา

การงาน  ๑๒  โยชน์  เหมืองน้ำติดเครื่องยนต์   ๖๐  แห่ง  หมู่บ้านทาส

(๑๔ แห่ง)    จักทำอะไรแก่เรา     เราจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้

แก่ภัตทากาปิลานี  แล้วออกบวช.

ขณะนั้น    นางภัตทากาปิลานี    ให้หว่านเมล็ดงา ๓ หม้อ   ลง

ในระหว่างไร่    พวกแม่นมห้อมล้อมนั่งอยู่เห็นพวกกากินสัตว์ใน

เมล็ดงาจึงถามว่า    แม่ทั้งหลาย    สัตว์เหล่านี้กินอะไร  ?     พวกแม่นม

ตอบว่า  แม่เจ้า  พวกมันกินสัตว์.  นางถามว่า  อกุศลจะเป็นของใคร  ?

พวกแม่นมตอบว่า   เป็นของแม่เจ้า   จ๊ะ.  นางคิดว่า   เราได้ผ้า  ๔  ศอก

และข้าวสุกประมาณหนึ่งทะนานก็ควร    ก็ถ้าอกุศลนี้อันชนมีประมาณ

เท่านี้กระทำจะเป็นของเราไซร้      เราไม่อาจยกหัวขึ้นจากวัฏฏะ

ตั้ง   ๑,๐๐๐  ภพ     เมื่อลูกเจ้าพอมาถึง     เราจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมด

แก่ลูกเจ้านั้นแล้วออกบวช.

มาณพมาแล้วอาบน้ำขึ้นปราสาทนั่งบนแท่นอันควรค่ามาก.

ครั้งนั้น      พวกพ่อครัวจัดแจงโภชนะอันสมควรแก่พระเจ้าจักรพรรดิ.

ชนแม้ทั้งสองบริโภคแล้ว   เมื่อปริวารชนออกไปแล้ว   ก็ไปในที่รโหฐาน

นั่งในที่ที่มีความผาสุก.     ลำดับนั้น    มาณพกล่าวกะนางภัททาว่า

แม่ภัททา     เธอเมื่อจะมาเรือนนี้    นำเอาทรัพย์มาเท่าไร.    นางภัททา

กล่าวว่า    พ่อเจ้า    นำมาห้าหมื่นห้าพันเล่มเกวียน.    มาณพกล่าวว่า

ทรัพย์ทั้งหมดนั่น  กับทรัพย์  ๘๗  โกฏิ  ในเรือนนี้  และสมบัติอันต่าง

ด้วยเหมือง  ๖๐  เหมืองเป็นต้นที่ติดเครื่องยนต์.     ทั้งหมด     เราขอมอบ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 299

แก่เธอเท่านั้น.    นางภัททากล่าวว่า    พ่อเจ้า    ก็ท่านเล่า    จะไปไหน

มาณพ     เราจักบวช    นางภัททา     แม้เราก็นั่งคอยการมาของท่านอยู่

แม้เราก็จักบวช.     ภพทั้งสามปรากฏแก่คนทั้งสองนั้นเหมือนกุฎี

ใบไม้ถูกไฟไหม้ฉะนั้น.   คนทั้งสองนั้นให้นำผ้ากาสายะ   และบาตรดิน

มาจากตลาด   ต่างปลงผมให้กันและกัน    กล่าวว่า    การบวชของเรา

ทั้งสองอุทิศพระอรหันต์ในโลก     แล้วสอดบาตรลงในถุงคล้องที่ไหล่

ลงจากปราสาท.    บรรดาทาสหรือกรรมกรทั้งหลายในเรือน    ใคร  ๆ

จำไม่ได้.

 

ครั้งนั้น    ชนหมู่บ้านทาส    จำคนทั้งสองนั้นซึ่งออกจากบ้าน

พราหมณ์กำลังเดินไปทางประตูบ้านทาสได้            ด้วยอากัปกิริยา

ท่าทาง    ชนเหล่านั้นร้องไห้หมอบลงที่เท้ากล่าวว่า    นายท่าน    ท่าน

จะทำให้พวกข้าพเจ้าไร้ที่พึ่งหรือ.     คนทั้งสองกล่าวว่า     แน่ะพนาย

เราทั้งหลายเห็นว่า     ภพทั้งสามเหมือนบรรณศาลาถูกไฟไหม้จึง

ได้บวช     ถ้าเราจะการทำบรรดาพวกท่านคนหนึ่ง ๆ     ให้เป็นไท

แม้  ๑๐๐  ปี    ก็ไม่พอ   พวกท่านเท่านั้น   จงล้างศีรษะของท่านเป็นไท

เลี้ยงชีวิตอยู่เถิด     เมื่อชาวบ้านทาสเหล่านั้นคร่ำครวญอยู่นั่นแหละ

ก็หลีกไปแล้ว.      พระเถระเดินไปข้างหน้าหันกลับมาแลดูพลางคิดว่า

ภัททากาปิลานี   นี้   เป็นหญิงมีค่าควรแก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น   เดินมาข้าง

หลังเรา    มีฐานะอยู่ที่ใคร ๆ    จะพึงคิดว่า    ชนเหล่านี้    แม้บวชแล้ว

ก็ไม่อาจแยกกัน     กระทำไม่สมควรดังนี้    เกิดความคิดว่า     ใคร  ๆ

ทำใจให้ประทุษร้ายในเราทั้งหลาย     จะพึงเต็มในอบาย     ควรที่เรา

จะละนางไปเสีย.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 300

พระเถระเดินไปข้างหน้าเห็นทาง  ๒  แพร่ง      ได้หยุดอยู่

ที่หัวทางนั้น.    ฝ่ายนางภัททามาแล้วไหว้ยืนอยู่.    ครั้งนั้น    พระเถระ

กล่าวกะนางภัททาว่า     แม่นางเอย     มหาชนเห็นสตรีเช่นเจ้าเดินมา

ข้างหลังเราจะคิดว่า     ชนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจแยกกัน     แล้วมี

จิตประทุษร้ายในพวกเรา     จะพึงเป็นผู้เต็มอยู่ในอบาย     พวกเรา

ยืนอยู่แล้วในทาง  ๒ แพร่งนี้    ท่านจงถือเอาทางสายหนึ่ง     ฉันจะไป

ทางอีกสายหนึ่ง.  นางภัททากล่าวว่า  จริงสิ  พ่อเจ้า  ธรรมดามาตุคาม

เป็นมลทินของบรรพชิตทั้งหลาย     ชนทั้งหลายจักแสดงโทษของ

พวกเราว่า     คนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ยังไม่แยกกัน    ท่านจงถือเอาทาง

สายหนึ่ง     ฉันจะถือเอาสายหนึ่ง     พวกเราจักแยกกัน     ดังนี้แล้วทำ

ประทักษิณ ๓   ครั้ง     ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ในที่ทั้ง  ๔ แห่ง

(คือ  ข้างหน้า  ข้างหลัง  ข้างซ้าย  ข้างขวา)  ประคองอัญชลีอันงดงาม

ด้วยรวมนิ้วทั้งสิบ       แล้วกล่าวว่า    ความสนิทสนมฐานมิตร    ซึ่งได้

ทำไว้ตลอดกาลนานประมาณแสนกัป    จำแตกในวันนี้     แล้วกล่าวว่า

ท่านมีชาติเบื้องขวา     ทางขวาสมควรแก่ท่าน     ฉันชื่อว่าเป็นมาตุคาม

มีชาติเบื้องซ้าย    ทางซ้ายสมควรแก่ฉัน    ดังนี้    ไหว้แล้วเดินทางไป.

ในเวลาที่ท่านทั้งสองนั้นแยกทางกัน     มหาปฐพีนี้ได้สะเทือนเลื่อนลั่น

เหมือนจะพูดว่า     เราสามารถรองรับเขาจักรวาล     และเขาสิเนรุได้

แต่ไม่อาจรองรับคุณทั้งสองของพวกท่านได้.     ในอากาศมีเสียงเหมือน

ฟ้าผ่า  ภูเขาจักรวาลก็โอนโน้มลง

แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า     ประทับนั่งในพระคันธกุฎี     ณ

พระเวฬุวันมหาวิหาร     ได้สดับเสียงแผ่นดินไหวจึงทรงพระรำพึงว่า

แผ่นดินไหวเพื่อใครหนอ   ทรงทราบว่า   ปิบผลิมาณพ   และนางภัททา