พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 51

บทว่า    อุปฺปชฺชติ     ได้แก่บังเกิด    ปรากฏ.    ก็กามฉันท์นี้นั้น

พึงทราบว่า    ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น   ด้วยอำนาจความฟุ้งขึ้น    หรือ

ด้วยอารมณ์ที่ยังไม่ได้เสวย.  จริงอยู่  เมื่อว่าโดยประการอื่น  กามฉันท์

ชื่อว่าไม่เกิดขึ้นในสงสารอันไม่ปรากฏเบื้องต้นและเบื้องปลาย

ย่อมไม่มี.  ในข้อนั้น   กิเลสย่อมไม่ฟุ้งขึ้น  แก่ภิกษุบางรูป  ด้วยอำนาจ

วัตร     ย่อมไม่ฟังขึ้นแก่ภิกษุบางรูป     ด้วยอำนาจ     คันถะธุดงค์,

สมาธิวิปัสสนาและงานนวกรรม  ที่เธอทำแล้ว  อย่างใดอย่างหนึ่ง

จริงอยู่    ภิกษุบางรูป    เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร    เมื่อภิกษุนั้นกระทำ

ขุททกวัตร    ข้อวัตรเล็ก  ๘๒   มหาวัตร   ข้อวัตรใหญ่  ๑๔   เจติยังคณ-

วัตร   โพธิยังคณวัตร  ปานียมาฬกวัตร   อุโปสถาคารวัตร   อาคันตุก-

วัตร    และคมิกวัตร    กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส.    แต่ครั้นย่อมา    เมื่อเธอ

สละวัตร      มีวัตรแตกแล้วเที่ยวไป      อาศัยการใส่ใจโดยไม่แยบคาย

และการปล่อยสติ      กิเลสย่อมเกิดขึ้น     แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น  กิเลสยังไม่

เกิดขึ้นเพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น        ก็ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น.            บางรูปเป็น

ผู้ประกอบด้วยคันถะ  เรียน   ๑  นิกายบ้าง   ๒  นิกายบ้าง   ๓  นิกายบ้าง

๔ นิกายบ้าง    ๕ นิกายบ้าง    เมื่อเธอเรียน    ท่องบ่น    บอก    แสดง

ประกาศพุทธพจน์   คือปิฎก ๓   ด้วยอำนาจอรรถ     ด้วยอำนาจบาลี

ด้วยอำนาจอนุสนธิ   ด้วยอำนาจอักษรเบื้องต้น   เบื้องปลาย   กิเลสย่อม

ไม่ได้โอกาส.         ต่อมาเมื่อละการเล่าเรียน   เกียจคร้าน   เที่ยวไปอยู่

อาศัยอโยนิโสมนสิการ   สละการปล่อยสติ   กิเลสย่อมเกิดขึ้น.   แม้เมื่อ

เป็นอย่างนี้     กิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้น        เพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น       ก็ชื่อว่า

ย่อมเกิดขึ้น.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 52

แต่บางรูปเป็นผู้ทรงธุดงค์  สมาทานธุดงคคุณ   ๑๓  ประพฤติอยู่

ก็เมื่อเธอปริหาร     คือรักษาธุดงคคุณอยู่     กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส.

แต่ต่อมา      เมื่อเธอสละธุดงค์เวียนมาเพื่อความมักมากประพฤติอยู่

อาศัยอโยนิโสมนสิการ     และการปล่อยสติ     กิเลสย่อมเกิดขึ้น.     แม้

เมื่อเป็นอย่างนี้    กิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้นเพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น     ก็ชื่อว่าย่อม

เกิดขึ้น.    บางรูป    มีความชำนาญที่สั่งสมไว้ในสมาบัติ  ๘.    เมื่อเธอ

ประกอบเนือง ๆ    ในปฐมฌานเป็นต้นอยู่    ด้วยอำนาจวสีมีอาวัชชวสี

ชำนาญเข้าสมาบัติเป็นต้น     กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส     แต่ต่อมาเมื่อเธอ

เสื่อมฌานหรือสลัดฌานเสียแล้ว     ประกอบเนือง ๆ     ในกิจมีชอบคุย

เป็นต้น   อาศัยอโยนิโสมนสิการ   และการปล่อยสติ   กิเลสย่อมเกิดขึ้น

แม้เมื่อเป็นอย่างนี้       กิเลสที่ยังไม่เกิดเพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น           ชื่อว่า

ย่อมเกิดขึ้น.

อนึ่ง   บางรูป   เป็นผู้เจริญวิปัสสนากระทำกิจในอนุปัสสนา ๗

และมหาวิปัสสนา   ๑๘    อยู่.    เมื่อเธอเป็นอยู่อย่างนี้    กิเลสย่อมไม่ได้

โอกาส   แต่ต่อมา   เมื่อเธอละกิจในวิปัสสนา   มุ่งไปในการทำร่างกาย

ให้แข็งแรง     อาศัยอโยนิโสมนสิการ     และการปล่อยสติ     กิเลสย่อม

เกิดขึ้น     แม้เมื่อเป็นอย่างนี้               กิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้นเพราะยังไม่

ตั้งขึ้น ก็ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น.

บางรูปเป็นผู้ประกอบงานนวกรรม      ให้สร้างโรงอุโบสถ

และโรงฉันเป็นต้น   เมื่อเธอกำลังคิดถึงเครื่องอุปกรณ์   ของโรงอุโบสถ

เป็นต้นเหล่านั้นอยู่     กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส     ครั้นต่อมา     เมื่องาน

นวกรรมของเธอเสร็จแล้ว    หรือทอดทิ้งเสีย    อาศัยอโยนิโสมนสิการ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 53

และการปล่อยสติ    กิเลสก็เกิดขึ้น     แม้เมื่อเป็นอย่างนี้     กิเลสที่ยังไม่

เกิดขึ้นเพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น   ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น.

อนึ่งบางรูป      มาแต่พรหมโลก    เป็นสัตว์บริสุทธิ์,    เพราะตน

ไม่มีการส้องเสพมาก่อน    กิเลสจึงไม่ได้โอกาส    แต่ครั้นย่อมาได้การ

ส้องเสพ   อาศัยอโยนิโสมนสิการ   และการปล่อยสติ   กิเลสย่อมเกิดขึ้น

แม้เมื่อเป็นอย่างนี้     กิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้น             เพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น

ก็ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น         พึงทราบความเกิดขึ้นแห่งกิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้น

เพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น   ด้วยประการอย่างนี้ก่อน.

 

กิเลสที่เกิดขึ้นเพราะอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวยเป็นอย่างไร    ?

ภิกษุบางรูป   ย่อมได้อารมณ์   มีรูปารมณ์   ที่น่าชอบใจ   และไม่น่า

ชอบใจเป็นต้น    ที่ตนเคยได้เสวย    อาศัยอโยนิโสมนสิการ    และการ

ปล่อยสติไปในอารมณ์นั้น  ราคะย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น  เมื่อเป็นอย่างนี้

กิเลสที่ยังไม่เกิดเพราะอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย  ชื่อว่า ย่อมเกิดขึ้น.

 

บทว่า   อุปฺปนฺโน   ได้แก่   เกิดแล้ว   เกิดพร้อมแล้ว   บังเกิดแล้ว

บังเกิดยิ่งแล้ว  ปรากฏแล้ว  บทว่า  ภิยฺโยภาวาย  ได้แก่  เพื่อเกิดมีบ่อย ๆ

บทว่า    เวปุลฺลาย    ได้แก่    เพื่อความไพบูลย์คือ    เพื่อความเป็นกอง.

ในข้อนั้น    ข้อที่ว่ากามฉันท์เกิดขึ้นคราวเดียวจักไม่ดับ    หรือดับไป

คราวเดียวจักไม่เกิดขึ้นอีก    นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.     ก็เมือกามฉันท์

อย่างหนึ่งดับไปแล้ว   กามฉันท์เมื่อเกิดสืบ ๆ  ไป  ในอารมณ์นั้น  หรือ

อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง    ชื่อว่า        ย่อมเป็นไปเพื่อมียิ่งขึ้น        เพื่อ

ความไพบูลย์.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 54

บทว่า   สุภนิมิตฺต    ได้แก่อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ  จริงอยู่

บทว่า  นิมิตฺต  เป็นชื่อแห่งปัจจัย  ได้ในคำนี้ว่า  ภิกษุทั้งหลาย  อกุศล

บาปธรรม    ที่มีปัจจัยย่อมเกิดขึ้น    ที่ไม่มีปัจจัยหาเกิดขึ้นไม่.    บทว่า

นิมิตฺต  เป็นชื่อแห่งเหตุ  ได้ในคำนี้ว่า  ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้ประกอบ

เนือง ๆ  ซึ่งอธิจิต   พึงมนสิการถึงเหตุทั้ง  ๕  ตามกาลอันควร    บทว่า

นิมิตฺต  เป็นชื่อของสมาธิ  ได้ในคำนี้ว่า  โส  ต   นินิตฺต  อาเสวติ   ภาเวติ

ความว่า  ภิกษุนั้น     ย่อมเสพ    ย่อมเจริญสมาธินั้น.  บทว่า  นิมิตฺต

เป็นชื่อแห่งวิปัสสนา   ได้ในคำนี้ว่า   เมื่อภิกษุอาศัยวิปัสสนาใด   มนสิ-

การวิปัสสนาใด     อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปเรื่อย  ๆ.      แต่ในที่นี้

ธรรมอันเป็นอิฎฐารมณ์     ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งราคะ.      ท่านประสงค์เอา

สุภนิมิต.

 

บทว่า  อโยนิโส  มนสิกโรโต  ความว่า  เมื่อภิกษุใส่ใจโดยมิใช่

อุบาย   ด้วยอำนาจการใส่ใจนี้ว่า   บรรดาการใส่ใจเหล่านั้น   การใส่ใจ

โดยไม่แยบคายเป็นไฉน ?      การใส่ใจโดยไม่แยบคาย     คือการใส่ใจ

ไปนอกทาง     ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง     ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

ในสิ่งที่ไม่เป็นอัตตาว่าเป็นอัตตา  ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม   หรือการรำพึง

ถึง   การคำนึงถึงเนือง ๆ   การผูกใจ   การประมวลจิต   ด้วยสิ่งอันเป็น

ปฏิกูลที่ปราศจากความจริง     แม้นี้เรียกว่าการใส่ใจโดยไม่แยบคายแล

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 55

อรรถกถาสูตรที่ ๒

 

ในสูตรที่   ๒  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

 

บทว่า    พฺยาปาโท    ได้แก่    ความวิบัติ     ความละปกติแห่งจิต

เหมือนความวิบัติแห่งอาหาร   (อาหารบูด).   บทว่า   พฺยาปาโท   นี้เป็น

ชื่อแห่งพยาปาทนิวรณ์   ที่กล่าวไว้พิสดารแล้ว   อย่างนี้ว่า   ในนิวรณ์

เหล่านั้น   พยาปาทนิวรณ์เป็นไฉน ?   คือความอาฆาตเกิดขึ้นว่า    ผู้นี้

ได้ทำความฉิบหายแก่เรา.

 

บทว่า    ปฏิฆนิมิตฺต    ได้แก่    นิมิตที่ไม่น่าปรารถนา    คำว่า

ปฏิฆนิมิตฺต   นี้   เป็นชื่อของปฏิฆจิต   ความแค้นเคืองก็มี   เป็นชื่อของอารมณ์

ที่ทำให้แค้นเคืองก็มี     สมจริงดังคำที่พระอรรถกถาจารย์   กล่าวไว้ใน

อรรถกถาว่า  แม้ปฏิฆจิต   ก็ชื่อว่า ปฏิฆนิมิต   แม้ธรรมที่เป็นอารมณ์ของ

ปฏิฆจิต   ก็ชื่อว่า  ปฏิฆนิมิต  คำที่เหลือในที่นี้  พึงทราบโดยนัยที่กล่าว

ในกามฉันท์นั่นแล.   ในปฏิฆนิวรณ์นี้ฉันใด    แม้ในนิวรณ์อื่นจากนี้

ก็ฉันนั้น.  ก็ในสูตรนั้น ๆ  ข้าพเจ้าจักกล่าวเพียงข้อแปลกกันเท่านั้นแล.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 56

อรรถกถาสูตรที่  ๓

 

ในสูตรที่  ๓  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  ถีนมิทฺธ   ได้แก่  ถีนะ  และมิทธะ   ใน  ๒  อย่างนั้น ภาวะ

ที่จิตไม่ควรแก่การงานชื่อว่า ถีนะ คำว่า ถีนะ  นี้   เป็นชื่อของความเกียจ

คร้าน.   ภาวะที่ขันธ์ทั้ง  ๓   ไม่ควรแก่การงาน  ชื่อว่า   มิทธะ.   คำว่า

มิทธะ   นี้    เป็นชื่อของความโงกง่วง    ดุจความโงกง่วงของลิง    เป็น

ธรรมชาติกลับกลอก.     พึงทราบความพิสดารแห่งถีนะและมิทธะ

ทั้ง ๒ นั้น    โดยนัยเป็นต้นว่า    ในถีนะและมิทธะทั้ง  ๒  นั้น    ถีนะ

เป็นไฉน ?   ภาวะที่จิตไม่เหมาะไม่ควรแก่การงาน  หย่อนยาน  ท้อแท้

ชื่อว่า  ถีนะ  ในถีนะและมิทธะทั้ง  ๒  นั้น มิทธะเป็นไฉน ภาวะที่กาย

ไม่เหมาะ  ไม่ควรแก่การงาน โงกง่วง ชื่อว่า มิทธะ

 

บทว่า  อรติ   เป็นต้น  พึงทราบโดยนัยที่จำแนกไว้แล้วในวิภังค์

นั่นแล     สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า   บรรดาธรรมเหล่านั้น   อรติ

เป็นไฉน ?   ความไม่ยินดี  ภาวะที่ไม่ยินดี  ความไม่ยินดียิ่ง  ความไม่

อภิรมย์   ความเอือมระอา    ความหวาด     ในเสนาสนะอันสงัด    หรือ

ในอธิกุศลธรรมอย่างอื่น ๆ    นี้เรียกว่า    อรติ    บรรดาธรรมเหล่านั้น

ตนฺทิ   ความเกียจคร้านเป็นไฉน  ?   ความเกียจ   ความคร้าน   ความ

ใส่ใจในความคร้าน   ความเกียจคร้าน   กิริยาที่เกียจคร้าน   ภาวะแห่ง

ผู้เกียจคร้าน   นี้ท่านเรียกว่า   ตันทิ   บรรดาธรรมเหล่านั้น   ความบิด-

กายเป็นไฉน ความบิด  ความเอี้ยว ความน้อมไป  ความโน้มมาค้อมไป

ค้อมมา  ความบิดเบี้ยว  นี้  เรียกว่า  วิชัมภิกา.  บรรดาธรรมเหล่านั้น


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 57

ความเมาอาหาร   เป็นไฉน ?   ผู้มักบริโภค   มึนในอาหาร  ลำบากใน

อาหาร    อ่อนเปลี้ยในกาล    นี้เรียกว่า    ความเมาในอาหาร.    บรรดา

ธรรมเหล่านั้น    ความที่จิตหดหู่เป็นไฉน  ?     ภาวะที่จิตไม่เหมาะ    ไม่

ควรแก่การงาน    ความย่อหย่อน    ความย่นย่อ    ความท้อแท้    ความ

ท้อถอย   ภาวะท้อแท้แห่งจิตนี้   เรียกว่า   ความท้อแท้แห่งจิต   ก็บรรดา

ธรรมเหล่านี้     ธรรม  ๔ ข้างต้น     เป็นปัจจัยแก่ถีนมิทธนิวรณ์     ทั้ง

โดยสหชาตปัจจัย     ทั้งโดยอุปนิสสยปัจจัย     อนึ่งภาวะที่ย่อหย่อน

ย่อมไม่เป็นสหชาติปัจจัยโดยตนของตนเอง      แต่ย่อมเป็นสหชาตปัจจัย

ในที่สุดแห่งอุปนิสสยปัจจัย.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๔

 

อรรถกถาสูตรที่  ๔

 

ในสูตรที่  ๔  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   อุทฺธจฺจกุกฺกุจจ  ได้แก่  อุทธัจจะ  และกุกกุจจะ.  ใน  ๒

อย่างนั้น      อาการที่จิตฟุ้งซ่าน      ชื่อว่า   อุทธัจจะ   ความเดือดร้อน

ของบุคคลผู้ไม่ได้กระทำคุณความดี     ทำแต่ความชั่ว     เพราะข้อนั้น

เป็นปัจจัย  ชื่อว่า  กุกกุจจะ   บทว่า  เจตโส  อวูปสโม  นี้  เป็นชื่อของ

อุทธัจจะ  และกุกกุจจะ  นั่นเอง.  บทว่า  อวูปสนฺตจิตฺตสฺส  ได้แก่ผู้มีจิต

ไม่สงบด้วยฌานและวิปัสสนา   ก็ความไม่สงบนี้   เป็นปัจจัยแก่อุทธัจจะ

และกุกกุจจะ ในที่สุดแห่งอุปนิสสยปัจจัย.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 58

อรรถกถาสูตรที่ ๕

 

ในสูตรที่  ๕  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า วิจิกิจฺฉา  ได้แก่   วิจิกิจฉานิวรณ์  ที่กล่าวไว้พิสดารแล้ว

โดยนัยมีอาทิว่า   ย่อมสงสัยในพระศาสดา   ความใส่ใจโดยไม่แยบคาย

มีลักษณะดังกล่าวแล้วแล.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๕

 

อรรถกถาสูตรที่ ๖

 

ในสูตรที่  ๖  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  อนุปฺปนฺโนว  กามฉนฺโท  นุปฺปชฺชติ  ความว่า  กามฉันทะ

ที่ไม่เกิดขึ้นด้วยเหตุ   ๒   อย่างเท่านั้นคือ   ด้วยความไม่ฟุ้งขึ้น  หรือด้วย

อารมณ์ที่ไม่เคยเสวย   ก็ไม่เกิดขึ้น.  กามฉันทะนั้น  เป็นอันภิกษุข่มได้

แล้วอย่างนั้น    ย่อมไม่ได้เหตุหรือปัจจัยอีก.    แม้ในที่นี้บัณฑิตพึงทราบ

ความไม่ฟุ้งขึ้นด้วยอำนาจวัตรเป็นต้น.     จริงอยู่     เมื่อภิกษุบางรูป

ประกอบอยู่ในวัตร   กระทำวัตรอยู่นั่นเอง   โดยนัยดังกล่าวแล้ว   กิเลส

ย่อมไม่ได้โอกาส   เพราะฉะนั้น  กามฉันทะนั้น  เป็นอันชื่อว่าภิกษุข่ม

ไว้ได้ด้วยอำนาจวัตร    ภิกษุนั้นการทำกามฉันทะนั้นให้เป็นอันตนข่ม

ไว้ได้อย่างนั้น     แล้วเว้นขาดย่อมยืดเอาพระอรหัตได้     เหมือนพระ

มาลกติสสเถระฉะนั้น.

ได้ยินว่า   ท่านพระมาสกติสสะ   บังเกิดในครอบครัวพรานในที่

ภิกขาจาร    แห่งคเมณฑวาสีวิหาร    ในโรหณชนบท    เจริญวัยแล้วก็


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 59

ครองเรือน   คิดว่าจักเลี้ยงบุตรและภรรยา   วางงาทับเหวไว้  ๑๐๐  คัน

ดักบ่วงไว้   ๑๐๐  บ่วง   ฝังหลาวไว้   ๑๐๐  แห่ง     สร้างสมบาปไว้เป็น

อันมาก   วันหนึ่งถือเอาไฟและเกลือจากเรือน   ไปป่า   ฆ่าเนื้อที่ติดบ่วง

กินเนื้อที่สุกด้วยถ่านเพลิง    กระหายน้ำ    ก็เข้าไปคเมณฑวาสีวิหาร

ไม่ได้ดื่มน้ำแม้เพียงบรรเทาความกระหาย     ในหม้อน้ำประมาณ  ๑๐

หม้อ  ในโรงน้ำดื่ม  เริ่มยกโทษว่า  อะไรกันนี่   ในที่อยู่ภิกษุมีประมาณ

เท่านี้    ไม่มีน้ำดื่มเพียงบรรเทาความกระหาย    สำหรับผู้มาเพื่อหวัง

จะดื่ม    พระจูฬบิณฑปาติกติสสเถระ   ฟังถ้อยคำของเขาแล้ว    จึงไป

หาเขา   เห็นหม้อน้ำดื่ม    ประมาณ ๑๐ หม้อเต็มน้ำในโรงดื่ม   คิดว่า

สัตว์นี้ชะรอยจักเป็นชีวมานเปรต  จงกล่าวว่า   อุบาสก  ถ้าท่านกระหาย

น้ำ   ก็จงดื่มเถิด  ดังนี้แล้ว   ยกหม้อขึ้นรดลงที่มือของเขา   เพราะอาศัย

กรรมของเขา  น้ำดื่มที่ดื่มแล้ว ๆ  กระเหยไปเหมือนใส่ลงในกระเบื้องร้อน

เมื่อเขาดื่มน้ำในหม้อทั้งหมด  ความกระหายก็ไม่หายขาด  ลำดับนั้น  พระ-

เถระจึงกล่าวกะเขาว่า      ก่อนอุบาสก     ก็ท่านทำกรรมหยาบช้า

เพียงไรไว้   ท่านจึงเกิดเป็นเปรตในปัจจุบันทีเดียว วิบากจักเป็นเช่นไร ?

 

เขาฟังคำของพระเถระแล้ว     ได้ความสังเวช     ไหว้พระเถระ

แล้วรื้อเรื่องประหารมีฟ้าทับเหวเป็นต้นเหล่านั้นเสีย     รีบไปเรือน

ตรวจดูบุตรและภรรยาแล้วทำลายหอก     ทิ้ง     ประทีป     เนื้อ     และ

นกไว้ในป่า   กลับไปหาพระเถระขอบรรพชา  พระเถระกล่าวว่า   ผู้มี

อายุ    บรรพชาเป็นกิจที่ทำได้ยาก    ท่านจักบวชได้อย่างไร ?    เขา

กล่าวว่าท่านเจริญ     กระผมเห็นเหตุแจ้งประจักษ์อย่างนี้   จักไม่บวช

ได้อย่างไร   พระเถระให้ตจปัญจกกรรมฐานแล้วให้เขาบวช   ท่านเริ่ม


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 60

วัตรปฏิบัติ          ยินดีเรียนเอาพุทธพจน์     วันหนึ่ง     ได้ฟังฐานะนี้ใน

เทวทูตสูตรว่า    ภิกษุทั้งหลาย    พวกนายนิรยบาล    ย่อมใส่สัตว์ตัวผู้

เสวยกองทุกข์     มีประมาณเท่านี้    เข้าในมหานรกอีก     จึงกล่าวว่า

นายนิรบาล  ใส่สัตว์ผู้เสวยกองทุกข์  มีประมาณเท่านี้แล้วลงในมหานรก

อีก    โอ    มหานรก    หนักนะขอรับ    พระเถระตอบว่า    เออ    ผู้มี

อายุ    หนัก    ท่านถามว่า    ผมอาจจะมองเห็นไหมขอรับ    พระเถระ

กล่าวว่า   ท่านไม่อาจมองเห็น   (แต่)  เราจักแสดงเหตุอย่างหนึ่ง   เพื่อ

จะกระทำให้เหมือนกับที่มองเห็นแล้ว      กล่าวว่า     เธอจงชักชวนพวก

สามเณรทำกองไม้สด   บนหลังแผ่นหินสิ  ท่านได้กระทำเหมือนอย่างนั้น

พระเถระนั่งอยู่ตามเดิม   สำแดงฤทธิ์   นำเสก็ดไฟประมาณเท่าหิ่งห้อย

จากมหานรก   ใส่ลงไปที่กองฟืนของพระเถระนั้น   ผู้กำลังดูอยู่นั่นแล

การที่เสก็ดไฟนรก    ตกลงไปในกองฟืนนั้น   แลการที่กองฟืนไหม้เป็น

เถ้า ปรากฏไม่ก่อนไม่หลังกันเลย.

 

ท่านเห็นเหตุนั้นแล้วถามว่า       ท่านผู้เจริญ    ชื่อว่าธุระในพระ

ศาสนานี้มีเท่าไร  ?    พระเถระตอบว่า   ผู้มีอายุ   มี  ๒   คือ   วาสธุระ

(วิปัสสนาธุระ)    และคันถธุระ    ท่านกล่าวว่า    ท่านผู้เจริญ    ชื่อว่า

คันถะ     เป็นภาระของผู้สามารถ     แต่ศรัทธาของกระผมอาศัยทุกข์

เป็นเหตุ     กระผมจักบำเพ็ญวาสธุระ     ขอท่านจงให้กรรมฐานแก่

กระผมเถิด   ไหว้แล้วก็นั่ง   พระเถระตั้งอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติ   ด้วยคิดว่า

ภิกษุต้องเป็นผู้สมบูรณ์อยู่ด้วยวัตร     แล้วจึงบอกกรรมฐานแก่ท่าน

ท่านรับกรรมฐานแล้วกระทำกรรมในวิปัสสนา        และบำเพ็ญวัตร

กระทำวัตรที่จิตตลบรรพตมหาวิหารวันหนึ่ง,     ทำที่คาเมณฑ-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 61

วาสีมหาวิหารวันหนึ่ง,   ทำที่โคจรคามมหาวิหารวันหนึ่ง   พอถีนมิทธะ

ครอบงำ  จึงทำใบไม้ให้ชุ่มน้ำวางไว้บนศีรษะ  นั่งเอาเท้าแช่น้ำ  เพราะ

กลัววัตรจะเสื่อม  วันหนึ่ง  ทำวัตรตลอด  ๒  ยาม  ที่จิตตลบรรพตวิหาร

เมื่อเริ่มจะหลับ     ในเวลาใกล้รุ่งจึงนั่งวางใบไม้สดไว้บนศีรษะ      เมื่อ

สามเณร     กำลังท่องบ่นอรุณวติสูตรอยู่  ณ ข้างเขาด้านตะวันออก

ได้ยินฐานะนี้ว่า

 

อารภถ   นิกฺขมถ            ยุญฺชถ   พุทฺธสาสเน

ธุนาถ   มจฺจุโน   เสน      นฬาคารว   กุญฺชโร

โย   อิมสฺมึ   ธมฺมวินเย    อปฺปมฺโต   วิหริสฺสติ

ปหาย      ชาติสสาร       ทุกฺขสฺสนฺต   กริสฺสติ.

 

จงพากเพียร   พยายาม   บากบั่น   ในพระ

พุทธศาสนา  จงกำจัดกองทัพ  ของมฤตยู  เหมือน

กุญชรกำจัดเรือนไม้อ้อฉะนั้น     ผู้ใดไม่ประมาท

ในพระธรรมวินัยนี้อยู่     จักละชาติสงสาร    ทำ

ที่สุดทุกข์ได้

 

จึงเกิดปีติขึ้นว่า    คำนี้จักเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า    ตรัสโปรด

ภิกษุผู้ปรารภความเพียรเช่นกับเรา  ดังนี้แล้วทำงานให้บังเกิด  กระทำ

ฌานนั้นนั่นแล ให้เป็นบาทแล้ว   ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พยายามสืบ ๆ ไป

ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา    แม้ในเวลาปรินิพพาน    เมื่อ

แสดงเหตุนั้นนั่นแหละ จึงกล่าวคาถาอย่างนี้ว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 62

อลฺลปลาสปุญฺชาห       สิเรนาทาย   จงฺกมิ

ปตฺโตสฺมิ  ตติยฏาน  นตฺถิ  เม  เอตฺถ  สสโย

 

เราเอาศีรษะเทินฟ่อนใบไม้สดเดินจงกรม     เรา

เป็นผู้ถึงฐานที่  ๓   (อนาคามิผล)   เราไม่มีความ

สงสัยในเรื่องนี้.

 

กิเลสที่ข่มไว้ด้วยอำนาจแห่งวัตรของภิกษุเห็นปานนี้     ชื่อว่า

ย่อมเป็นอันข่มไว้อย่างนั้นเทียว     เมื่อภิกษุบางรูปขวนขวายในคันถะ

(คัมภีร์พุทธวจนะ)  เรียน  แสดง  และประกาศ  คันถะ  โดยนัยที่กล่าว

แล้วนั่นแล    กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส    เป็นอันข่มไว้ได้ด้วยอำนาจคันถะ

นั่นแล   ท่านกระทำกิเลสนั้นให้เป็นอันข่มได้   อย่างนั้นนั่นแล      คลาย

กำหนัดได้ แล้วก็ยืดเอาพระอรหัตไว้ได้   เหมือนพระมาลิยเทวเถระ ฉะนั้น.

ได้ยินว่า     ท่านพระมาลิยเทวเถระผู้มีอายุนั้น    เรียนอุเทศและ

ทำวิปัสสนากรรมฐาน    ที่มณฑลารามวิหาร    ในกัลลคาม    ในเวลา

เป็นภิกษุได้  ๓  พรรษา    ครั้นวันหนึ่ง    เมื่อท่าน    เที่ยวภิกษาจาร

ในกัลลคาม    อุบาสิกาคนหนึ่ง   ถวายข้าวยาคูกะบวยหนึ่ง   เกิดความ

สิเนหาเหมือนดังบุตร    ให้พระเถระนั่งภายในนิเวศน์   ถวายโภชนะอัน

ประณีตแล้ว    ถามว่า    ท่านเป็นชาวบ้านไหนละพ่อ ?    ท่านตอบว่า

อุบาสิกา     อาตมาทำกิจกรรม    คือการเช่นนั้น    ในมณฑลาราม

วิหาร     อุบาสิกากล่าวว่า    ถ้าเช่นนั้น   พ่อจงรับภิกษาเป็นประจำ

ในที่นี้แหละ     ตราบเท่าที่เรียนคันถะ    ท่านรับคำนั้นแล้ว    รับภิกษา

ในที่นั้นเป็นประจำ     ในเวลาเสร็จภัตกิจ      เมื่อจะทำอหโมทนา    จึง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 63

กล่าวเฉพาะ  ๒  บทว่า  สุข  โหตุ  ทุกฺขา  มุจฺจตุ  (ขอท่านจงเป็นสุข  จงพ้น

จากทุกข์)   แล้วก็ไปการทำการสงเคราะห์แก่นางนั้นนั่นแล   ตลอด    ๓

เดือน  ภายในพรรษา   การทำความยำเกรงต่อบิณฑบาต  ในวันมหา-

ปวารณาก็บรรลุพระอรหัต   พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. พระมหาเถระผู้เป็น

เจ้าถิ่น กล่าวว่า ท่านมหาเทวะ วันนี้ มหาชน จักประชุมกันในวิหาร ท่าน

จงให้ธรรมทานแก่มหาชนนั้น พระเถระก็รับคำเชิญ ภิกษุหนุ่มและสามเณร

ได้ให้สัญญาแก่อุบาสิกาว่า วันนี้   บุตรของท่านจักแสดงธรรม ท่านพึงไป

วิหารฟังธรรม อุบาสิกากล่าวว่า  พ่อทั้งหลาย  ชนทั้งหมดไม่รู้ธรรมกถา

บุตรของดิฉันแสดงแก่ดิฉันตลอดกาลมีประมาณเท่านี้     แสดงเฉพาะ

๒ บทเท่านั้นว่า   ขอท่านจงมีความสุข   ขอท่านจงพ้นจากทุกข์   ท่าน

อย่าเย้ยหยันเลย    ภิกษุหนุ่มและสามเณร    กล่าวว่า    อุบาสิกา    ท่าน

จะรับรู้หรือไม่รับรู้     ก็จงไปวิหารฟังธรรมเท่านั้น     อุบาสิกาถือเอา

สักการะ     มีของหอมและดอกไม้เป็นต้น     ไปบูชาแล้วนั่งฟังธรรมอยู่

ท้ายบริษัท    พระธรรมกถึกและภิกษุผู้สวดสรภัญญะตอนกลางวัน

รู้ความพอดีของตนก็ลุกกลับไป    ลำดับนั้นพระมาลิยเทวเถระ  นั่งบน

ธรรมาสน์     จับพัดวิชนีกล่าวบุรพกถาแล้วคิดว่า    เราทำอนุโมทนา

แก่มหาอุบาสิกขา  ด้วย   ๒   บทมาตลอด    ๓   เดือน   วันนี้เราจักจับเอา

(ข้อความ)     จากพระไตรปิฎกแล้วกล่าว     ความหมายของบททั้ง   ๒

นั้นตลอดทั้งคืน       จึงเริ่มแสดงธรรมเทศนา  ตลอดคืนยังรุ่ง     ในเวลา

จบเทศนา   อรุณขึ้น     มหาอุบาสิกา   ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.

พระเถระอีกรูปหนึ่ง  นามว่า  ติสสภูตเถระ  ในวิหารนั้นนั่นเอง

เรียนพระวินัย    เข้าไปภายในบ้านในเวลาภิกขาจาร    ได้แลเห็นวิสภา-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 64

คารมณ์    ท่านเกิดความโลภขึ้น   ท่านทำเท้าที่ยืนอยู่อย่างนั้น   ไม่ให้

เคลื่อนไปไหน     เทข้าวยาคูในบาตรของตนลงในบาตรของภิกษุหนุ่มผู้

เป็นอุปัฎฐาก  คิดว่า  ความวิตกนี้   เมื่อเพิ่มมากขึ้นจักทำเรา  ให้จมลง

ในอบาย  ๔   จึงกลับจากที่นั้น     ไปยังสำนักของอาจารย์    ไหว้แล้ว

ยืนอยู่ณะที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   กล่าวว่า   พยาธิอันหนึ่งเกิดขึ้น ก็ผมแล้ว

ผมไม่สามารถจะเยียวยามันได้   จึงมาหา   ไม่ได้มาโดยเรื่องนอกนี้เลย

ขอท่านจงโปรดตรวจดูกระผมตั้งอุเทศกลางวันแล้วและอุเทศตอนเย็น

แต่อย่าตั้งอุเทศในเวลาใกล้รุ่งเลย     ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว     ได้ไปยัง

สำนักของพระมัลลยวาสิมหารักขิตเถระ     พระเถระกำลังทำการล้อม

รั้วบรรณศาลาของตน  ไม่มองดูท่าน  กล่าวว่า  ท่านผู้มีอายุ  จงเก็บงำ

บาตรและจีวรของท่านเสีย    ภิกษุนั้นกล่าวว่า    ท่านผู้เจริญ    กระผม

มีพยาธิอยู่อย่างหนึ่ง     ถ้าท่านสามารถเยียวยามันได้ไซร้    กระผมจึง

จักเก็บงำ   พระเถระกล่าวว่า   ผู้มีอายุ   คุณมายังสำนักของท่าน   ผู้

สามารถเยียวยาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว     คุณจงเก็บงำเสียเถิด     ภิกษุเป็นผู้

ว่าง่าย   คิดว่า  อาจารย์ของพวกเรา   ไม่รู้  คงไม่กล่าวอย่างนั้น แล้ววาง

บาตรและจีวรแสดงวัตรแก่พระเถระไหว้แล้ว  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

พระเถระรู้ว่า    ผู้นี้เป็นราคจริต     จึงได้บอกอสุภกรรมฐาน     ท่าน

ลุกขึ้นคล้องบาตรและจีวรไว้บนบ่า      ไหว้พระเถระไหว้แล้วไหว้อีก

พระเถระถามว่า       ท่านมหาภูติ        ทำไม      คุณจึงแสดงอาการ

เคารพนบนอบเกินไป    ท่านกล่าวว่า    ท่านผู้เจริญ    ถ้ากระผมจักทำ

กิจของตนได้ไซร้   ข้อนั้นเป็นการดี    ถ้าไม่ได้เช่นนั้น   การเห็นครั้งนี้

จะเป็นการเห็นครั้งสุดท้ายของผม   พระเถระกล่าวว่า       ท่านมหาภูติ

ไปเถิด   ฌานก็ดี   วิปัสสนาก็ดี   มรรคก็ดี   ผลก็ดี   กุลบุตรผู้ประกอบ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 65

ความเพียรเช่นนั้น    ได้ไม่ยากดอก    ภิกษุนั้นฟังถ้อยคำของพระเถระ

แสดงอาการนอบน้อมแล้วไปสู่โคนกอไม้มะลื่น     อันร่มที่ตนกำหนด

หมายตาไว้ในตอนมา    นั่งขัดสมาธิ    ทำอสุภกรรมฐานให้เป็นบาท

เริ่มตั้งวิปัสสนา    ดำรงอยู่ในพระอรหัต    ทันแสดงปาติโมกข์   ในเวลา

ใกล้รุ่ง    ภิกษุเห็นปานนี้  ข่มกิเลสได้ด้วยอำนาจคันถะ    เป็นอันชื่อว่า

ข่มได้ด้วยประการนั้นเหมือนกัน

ก็เมื่อภิกษุบางรูป      บริหารธุดงค์โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล

กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส     กิเลสนั้นเป็นอันท่านข่มได้ด้วยอานาจธุดงค์

ท่านทำกิเลสนั้น  ให้เป็นอันข่มได้แล้วนั่นแล  คลายกำหนัดได้แล้ว ยึดพระ

อรหัตไว้ได้    เหมือนท่านพระมหาสิวเถระ     ผู้อยู่ที่เงื้อมเขาใกล้บ้าน.

ได้ยินว่า   พระมหาสิวเถระ   อยู่ในติสสมหาวิหาร   ใกล้มหาคาม

สอนพระไตรปิฎก  กะภิกษุคณะใหญ่   ๑๘  คณะ  ทั้งโดยอรรถ  ทั้งโดย

บาลี   ภิกษุ   ๖๐,๐๐๐   รูป    ตั้งอยู่ในโอวาทของพรเถระบรรลุพระอรหัต

แล้ว  บรรดาภิกษุเหล่านั้น  ภิกษุรูปหนึ่งปรารภธรรมที่ตนได้แทงตลอดแล้ว

เกิดโสมนัสขึ้น  คิดว่า  ความสุขนี้มีแก่อาจารย์ของเราบ้างไหมหนอ ภิกษุนั้น

เมื่อคำนึงอยู่ก็รู้ว่า     พระเถระยังเป็นปุถุชน    คิดว่า     เราจักให้ความ

สังเวชเกิดขึ้นแก่พระเถระด้วยอุบายนี้     จึงจากที่อยู่ของตนไปยังสำนัก

ของพระเถระ    ไหว้แสดงวัตรแล้วนั่ง.    ลำดับนั้น   พระเถระกล่าวกะ

ภิกษุนั้นว่า  ท่านปิณฑปาติกะ  มาทำไม ภิกษุนั้นกล่าวว่า   ท่านขอรับ

กระผมมาด้วยหวังว่า   ถ้าท่านจักกระทำโอกาสแก่กระผม    กระผมก็

จักเรียนธรรมบท ๆ  หนึ่ง พระเถระกล่าวว่า  ผู้มีอายุ        ภิกษุเป็นอัน

มากเรียนกัน  ท่านจักไม่มีโอกาสดอก,   ภิกษุนั้นเมื่อไม่ได้โอกาส ในส่วน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 66

กลางคืนและกลางวัน    จึงกล่าวว่า    เมื่อโอกาสไม่มีอย่างนั้น    ท่านจัก

ได้โอกาสแห่งมรณะอย่างไร  ?     เวลานั้นพระเถระคิดว่า     ภิกษุนี้

ไม่มาเพื่อเรียนอุเทศ       แต่เธอมาเพื่อทำความสังเวชให้เกิดแก่เรา

แม้ภิกษุนั้น   กล่าวว่า   ท่านผู้เจริญ   ธรรมดาว่า         ภิกษุ      พึงเป็น

ผู้เช่นเรา    ดังนี้  แล้วไหว้พระเถระ   เหาะไปในอากาศอันมีสีดังแก้วมณี.

 

พระเถระเกิดความสังเวช    ตั้งแต่เวลาที่ภิกษุนั้นไปแล้ว    บอก

อุเทศตอนกลางวันและในตอนเย็น      วางบาตรและจีวรไว้ใกล้หัตถบาส

ในเวลาใกล้รุ่งจึงเรียนอุเทศ     ถือบาตรและจีวรลงไปกับภิกษุผู้กำลัง

ลงไปอยู่   อธิษฐานธุดงคคุณ   ๑๓   ให้บริบูรณ์แล้ว   ไปยังเสนาสนะที่

เงื้อมเข้าใกล้บ้าน   ปัดกวาดเงื้อมเขาแล้วให้ยกเตียงและตั่งขึ้น   ผูกใจว่า

เรายังไม่บรรลุพระอรหัต    จักไม่เหยียดหลังบนเตียง    จึงลงสู่ที่จงกรม

เมื่อท่านพยายามอยู่ด้วยหวังใจว่า  เราจักบรรลุพระอรหัตในวันนี้  เราจัก

บรรลุพระอรหัตในวันนี้  วันปวารณาก็มาถึง  เมื่อใกล้วันปวารณา ท่าน

คิดว่า เราจักละความเป็นปุถุชน ปวารณาเป็นวิสุทธิปวารณา  ก็ลำบาก

อย่างยิ่ง     ท่านเมื่อไม่สามารถจะทำมรรคหรือผลให้เกิดในวันปวารณา

นั้นได้ จึงกล่าวว่า  ผู้ปรารภวิปัสสนาแม้เช่นเราก็ยังไม่ได้ พระอรหัตนี้

ช่างเป็นคุณอันได้ยากจริงหนอ   จึงเป็นผู้มากไปด้วยการยืนและการเดิน

โดยทำนองนี้แล  กระทำสมณธรรมตลอด   ๓๐  ปี   เห็นพระจันทร์เพ็ญ

ลอยเด่นอยู่ในท่ามกลางดิถีวันมหาปวารณา   คิดว่า   ดวงจันทร์บริสุทธิ์

หรือศีลของเราบริสุทธิ์    รำพึงว่า    ในดวงจันทร์ยังปรากฏมีลักษณะ

เป็นรูปกระต่าย  แต่รอยดำหรือจดด่างในศีลของเรา  ตั้งแต่เราอุปสมบท

จนถึงทุกวันนี้ไม่มี  เกิดโสมนัส  ข่มปีติเพราะมีญาณแก่กล้า  บรรลุพระ-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 67

อรหัต   พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา  ภิกษุเห็นปานนี้  ข่มกิเลสได้ด้วยอำนาจ

ธุดงค์ เป็นอันชื่อว่า  ข่มกิเลสได้แล้ว โดยประการนั้นนั่นแล.

 

เพราะภิกษุบางรูป   มากไปด้วยการเข้าปฐมฌานเป็นต้น   โดย

นี้ยังกล่าวแล้วนั่นแล     กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส     เป็นอันข่มได้ด้วย

อำนาจสมาบัติ     ท่านกระทำกิเลสให้เป็นอันข่มได้โดยประการนั้น

นั่นแล     คลายกำหนัดได้แล้ว    ย่อมยึดพระอรหัตไว้ได้   เหมือนพระ-

มหาติสสเถระฉะนั้น.

 

ได้ยินว่า      พระมหาติสสเถระได้สมาบัติ   ๘   ตั้งแต่เวลาที่มี

พรรษา ๘    ท่านกล่าวธรรมได้ใกล้เคียงอริยมรรค    ด้วยอำนาจเรียน

และการสอบถาม     เพราะกิเลสที่ถูกข่มไว้ด้วยสมาบัติไม่ฟุ้งขึ้น     แม้

ในเวลาที่ท่านมีพรรษา  ๖๐   ก็ไม่รู้ตัวว่า   ยังเป็นปุถุชน  ครั้นวันหนึ่ง

ภิกษุสงฆ์    จากติสสมหาวิหาร    ในบ้านมหาคาม    ได้ส่งข่าวแก่

พระธัมมทินนเถระ ผู้อยู่ที่หาดทรายว่า ขอพระเถระจงมากล่าวธรรมกถา

แก่พวกกระผม   พระเถระรับคำแล้ว   คิดว่า   ภิกษุผู้แก่กว่า   ไม่มีใน

สำนักของเรา แต่พระมหาติสสเถระเล่า  ก็เป็นอาจารย์ผู้บอกกรรมฐาน

แก่เรา     เราจะตั้งท่านให้เป็นพระสังฆเถระแล้วจักไป     ท่านอันภิกษุ

สงฆ์แวดล้อมแล้ว    ไปยังวิหารของพระเถระ      แสดงวัตรแก่พระเถระ

ในที่พักกลางวันแล้ว    นั่งณะที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    พระเถระกล่าวว่า

ธัมมทินนะ.    ท่านมานานแล้วหรือ ?   พระธัมมทินนเถระกล่าวว่า

ท่านผู้เจริญขอรับ     ภิกษุสงฆ์ส่งข่าวสาสน์จาติสสมหาวิหาร

มาถึงกระผม     ลำพังกระผมผู้เดียวก็จักไม่มา     แต่กระผมปรารถนา

จะไปกับท่านจึงได้มา     ท่านกล่าวสาราณิยกถาถ่วงเวลาให้ช้า ๆ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 68

แล้วถามว่า  ท่านผู้เจริญ  ท่านบรรลุธรรมนี้เมื่อไร  ?   พระเถระกล่าวว่า

ท่านธัมมทินนะ   ประมาณ  ๖๐  ปี   พระธัมมทินนเถระกล่าวว่า   ท่าน

ผู้เจริญ   ท่านใช้สมาธิหรือ   พระเถระกล่าวว่าขอรับท่าน   พระธัมม-

ทินนเถระกล่าวว่า    ท่านผู้เจริญ    ท่านเนรมิตสระโปกขรณีสระหนึ่ง

ได้ไหม    พระเถระกล่าวว่า    ท่าน    ข้อนั้นไม่หนักเลย    แล้วเนรมิต

สระโปกขรณีขึ้นในที่ต่อหน้า     และถูกท่านกล่าวว่า     ท่านจงเนรมิต

กอปทุม  กอหนึ่งในสระนี้   ก็เนรมิตกอปทุมแม้นั้น  พระธัมมทินนเถระ

กล่าวว่า    บัดนี้   ท่านจงสร้างดอกไม้ใหญ่ในกอปทุมนี้    พระเถระก็

แสดงดอกไม้แม้นั้น   ถูกกล่าวว่า   ท่านจงแสดงรูปหญิงมีอายุประมาณ

๑๖ ปี   ในดอกไม้นี้  ก็แสดงรูปหญิงแม้นั้น  ลำดับนั้น  พระธัมมทินนะ

กล่าวกะพระเถระนั้นว่า     ท่านผู้เจริญ     ท่านจงใส่ใจถึงรูปหญิงนั้น

บ่อย ๆ    โดยความงาม    พระเถระแลดูรูปหญิงที่ตนเนรมิตขึ้น    เกิด

ความกำหนัดขึ้นในเวลานั้น     จึงรู้ตัวว่ายังเป็นปุถุชน     จึงกล่าวว่า

ท่านสัปปุรุษ    ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของผม     แล้วนั่งกระโหย่งในสำนัก

ของอันเตวาสิก   พระธรรมทินนะ   กล่าวว่า   ท่านผู้เจริญ   กระผมมา

เพื่อประโยชน์นี้เอง     แล้วบอกกรรมฐานเบา ๆ     เนื่องด้วยอสุภแก่

พระเถระ    แล้วออกไปข้างนอกเพื่อให้โอกาสแก่พระเถระ    พระเถระ

มีสังขารอันปริกรรมไว้ดีแล้ว     พอพระธัมมทินนะนั้น     ออกไปจาก

ที่พักกลางวันเท่านั้น     ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

ลำดับนั้น     พระธัมมทินนเถระ     กระทำท่านให้เป็นพระสังฆเถระ

ไปยังมหาติสสวิหาร    แสดงธรรมกถาแก่สงฆ์    กิเลสอันพระเถระเห็น

ปานนั้นข่มแล้ว  ก็เป็นอันข่มแล้วโดยประการนั้นนั่นแล


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 69

แต่สำหรับพระภิกษุบางรูป  กระทำวิปัสสนากรรมฐาน  โดยนัย

ดังกล่าวแล้วนั่นแล     กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส     เป็นอันข่มกิเลสได้ด้วย

อำนาจวิปัสสนานั้นแล     ภิกษุนั้นกระทำกิเลสให้เป็นอันข่มได้    ด้วย

ประการนั้น   คลายกำหนัดได้แล้วย่อมยึดพระอรหัตไว้ได้  เหมือนภิกษุ

ผู้เจริญวิปัสสนา  ประมาณ  ๖๐  รูปในครั้งพุทธกาล

ได้ยินว่า    ภิกษุเหล่านั้น    รับพระกรรมฐานในสำนักพระ

ศาสดาแล้วเข้าไปป่า   อันเงียบสงัด        กระทำกรรมในวิปัสสนา  (แต่)

ไม่กระทำความพยายามเพื่อประโยชน์แก่มรรคผล     ด้วยสำคัญว่า

เราบรรลุมรรคผลแล้ว     เพราะกิเลสไม่ฟุ้งขึ้น     คิดว่าเราจักกราบทูล

ถึงธรรมที่เราแทงตลอดแล้วแด่พระทสพล      จึงมาเถิดพระศาสดา

แต่ก่อนที่ภิกษุเหล่านั้นจะมาถึง     พระศาสดาได้ตรัสกะพระอานนท-

เถระว่า  อานนท์  ภิกษุผู้บำเพ็ญเพียร  จะมาพบเราในวันนี้  เธออย่าให้

โอกาสแก่ภิกษุเหล่านั้นเพื่อจะพบเรา     พึงส่งไปว่า     พวกท่านจงไป

ป่าช้าทิ้งศพดิบ    ทำภาวนาอสุภสด     พระเถระบอกข่าวที่พระศาสดา

สั่งไว้แก่ภิกษุที่มาแล้วเหล่านั้น     ภิกษุเหล่านั้นคิดว่า     พระตถาคต

ไม่ทรงทราบแล้วคงไม่ตรัส    ชะรอยจักมีเหตุในข้อนี้เป็นแน่    ดังนี้แล้ว

จึงไปยังป่าช้าศพดิบ   ตรวจดูอสุภสดก็เกิดความกำหนัดขึ้น   เกิดความ

สังเวชขึ้นว่า     ข้อนี้     พระสัมมาสัมพุทธคงจักทรงเห็นแล้วเป็นแน่

จึงเริ่มกรรมฐานเท่าที่ตนได้ตั้งแต่ต้น   พระศาสดาทรงทราบว่า   ภิกษุ

เหล่านั้นเริ่มวิปัสสนา    ประทับนั่งที่พระคันธกุฎีนั่นแล   ได้ตรัสโอภาส

คาถาว่า

 

ยานีมานิ  อปตฺถานิ     อลาพูเนว  สารเท

กาโปตกานิ  อฏฺีนิ     ตานิ  ทสฺวาน กา รติ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 70

จะยินดีไปใย     เพราะได้เห็นกระดูกที่มีสีดังนก

พิลาปที่ใคร  ๆไม่ปรารถนา     เหมือนน้ำเต้าใน

สารทกาล  ฉะนั้น

 

ในเวลาจบคาถา     ภิกษุเหล่านั้น   ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัตตผล

ภิกษุเห็นปานนี้    ข่มกิเลสได้แล้ว    ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา    เป็นอัน

ชื่อว่า ข่มได้แล้วโดยประการนั้นนั่นแล

เมื่อภิกษุบางรูปกระทำนวกรรม     โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล

กิเลสย่อมไม่ในโอกาส     เป็นอันชื่อว่า     ท่านข่มกิเลสได้ด้วยอำนาจ

นวกรรม   ท่านกระทำกิเลสนั้นให้เป็นอันข่มไว้แล้วอย่างนั้น      คลาย

กำหนัดได้แล้วย่อมยึดพระอรหัตไว้ได้  เหมือนพระติสสเถระ  ในจิตตล-

บรรพต ฉะนั้น.

ได้ยินว่า   ในเวลาที่พระติสสเถระนั้นได้  ๘   พรรษา   เกิดความ

อยากสึก  ท่านไม่อาจบรรเทาความอยากสึกนั้นได้  ซักย้อมจีวรปลงผม

แล้ว    ไหว้พระอุปัชฌาย์ยืนอยู่    ลำดับนั้น   พระเถระกล่าวกะท่านว่า

ท่านมหาติสสะ    อาการของท่าน    เหมือนไม่ยินดีหรือ ?    ภิกษุนั้น

ตอบว่า  ขอรับท่าน  กระผมอยากสึก  กระผมบรรเทามันไม่ได้  พระ

เถระตรวจอัธยาศัยของท่าน  เห็นอุปนิสัยพระอรหัต  จึงกล่าวโดยความ

เอ็นดูว่า  ผู้มีอายุ  พวกเรา  เป็นคนแก่  ท่านจงสร้างสถานที่อยู่  สำหรับ

พวกเราสักหลังหนึ่ง  ภิกษุไม่เคยจกใครพูดเป็นคำที่  ๒  จึงรับว่าดีละ

ขอรับ   ลำดับนั้น  พระเถระกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า    มีอายุเมื่อท่าน

กำลังทำนวกรรม  ก็อย่าได้สละแม้แต่อุเทศ   จงมนสิการพระกรรมฐาน

และจงกระทำบริกรรมกสิณตามกาลอันสมควร    ภิกษุนั้น    กล่าวว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 71

กระผมจักกระทำอย่างนั้นขอรับ   ไหว้พระเถระแล้ว   ตรวจดูที่อันเป็น

เงื้อมเห็นปานนั้น  คิดว่า   ตรงนี้ทำได้   จึงนำฟืนมาเผาชำระ  (ที่)  ให้

สะอาด   แล้วก่ออิฐ  ประกอบประตูและหน้าต่าง  ทำที่เร้นเสร็จ  พร้อม

ทั้งก่ออิฐบนพื้นที่จงกรมเป็นต้น  แล้วตั้งเตียงและตั่งไว้แล้ว  ไปยังสำนัก

พระเถระไหว้แล้วกล่าวว่า  ท่านขอรับ  ที่เร้นเสร็จแล้ว  โปรดจงอยู่เถิด

พระเถระกล่าวว่า  ผู้มีอายุ  ท่านทำงานนี้ได้โดยยาก  วันนี้ท่านอยู่ในที่นี้

เสียวันหนึ่ง  ภิกษุนั้นกล่าวว่า  ดีละขอรับ  ล้างเท้าแล้ว  เข้าไปยังที่เร้น

นั่งสมาธิ   รำลึกถึงกรรมที่คนทำ  เมื่อท่านคิดว่า  การทำการขวนขวาย

ด้วยกาย้อนเป็นที่ถูกใจ    เรากระทำแก่พระอุปัชฌาย์แล้ว   ปีติเกิดขึ้น

ในภายใน   ท่านข่มปีตินั้นได้แล้ว   เจริญวิปัสสนา    ก็บรรลุพระอรหัต

อันเป็นผลเลิศ  ภิกษุเห็นปานนี้  ข่มกิเลสได้ด้วยอำนาจนวกรรม  เป็นอัน

ชื่อว่า ท่านข่มได้แล้วโดยประการนั้นเหมือนกัน

 

ส่วนภิกษุบางรูป   มาจากพรหมโลก   เป็นสัตว์บริสุทธิ์   กิเลส

ไม่ฟุ้งขึ้น   เพราะท่านไม่มีอาเสวนะ   (คือการทำจนคุ้น)   เป็นอันชื่อว่า

ท่านข่มได้ด้วยอำนาจภพ      ท่านเว้นขาดกิเลสนั้น    อันข่มได้แล้วโดย

ประการนั้น  ยึดพระอรหัตไว้ได้  เหมือนท่านพระมหากัสสปะ  ฉะนั้น

 

จริงอยู่    ท่านพระมหากัสสปะนั้น    ไม่บริโภคกามทั้งที่อยู่

ครองเรือน   ละสมบัติใหญ่   ออกบวช   เห็นพระศาสดาเสด็จมา   เพื่อ

ต้อนรับในระหว่างทาง   วายบังคมแล้ว  ได้อุปสมบทด้วยโอวาท ๓ ข้อ

บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา   ในอรุณที่ ๘   ภิกษุเห็นปานนี้

ข่มกิเลสได้ด้วยอำนาจภพ  เป็นอันชื่อว่าข่มกิเลสได้  อย่างนั้นเหมือนกัน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 72

อนึ่ง  ภิกษุใด  ได้อารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น  ซึ่งไม่เคยได้เสวย

เริ่มตั้งวิปัสสนา    ในอารมณ์นั้นนั่นเอง    คลายกำหนัดได้แล้วย่อมยึด

พระอรหัตไว้ได้  กามฉันท์  ที่ไม่เกิดขึ้น   ด้วยอำนาจอารมณ์ที่ไม่เคย

เสวย  ก็ชื่อว่าไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุเห็นปานนี้

 

บทว่า  อุปฺปนฺโน  ในคำว่า  อุปฺปนฺโน  วา  กามจฺฉนฺโท  ปหียติ

นี้  ได้แก่   เกิดแล้ว   มีแล้ว   ฟุ้งขึ้นแล้ว

 

บทว่า  ปหียติ   ความว่า  ท่านละได้ด้วยปหานะ  ๕  เหล่านี้  คือ

ตทังคปหาน   วิกขัมภนปหาน   สมุจเฉทปหาน    ปัสสัทธิปหาน   นิส-

สรณปหาน    อธิบายว่า  ไม่เกิดขึ้นอีก  ในปหาน   ๕ อย่างนั้น  กิเลส

ที่ท่านละได้ด้วยวิปัสสนา     ด้วยอำนาจตทังคปหาน    เพราะเหตุนั้น

วิปัสสนา    พึงทราบว่า     ตทังคปหาน    ส่วนสมาบัติย่อมข่มกิเลสได้

เพราะฉะนั้น สมาบัตินั้นพึงทราบว่า  วิกขัมภนปหาน  ละได้ด้วยการข่ม

มรรค  ตัดกิเลสได้เด็ดขาดก็เกิดขึ้น  ผลสงบระงับเกิดขึ้น  พระนิพพาน

สลัดออกจากกิเลสทั้งปวง   มรรคผลนิพพาน   ทั้ง ๓  ดังว่ามานี้   ท่าน

เรียกว่า   สมุจเฉทปหาน   ปัสสัทธิปหาน  และนิสสรณปหาน  อธิบายว่า

กิเลส    ท่านละด้วยปหาน  ๕   อันเป็นโลกิยะ    และโลกุตตระเหล่านี้

 

บทว่า  อสุภนิมิตฺต    ได้แก่ปฐมฌานพร้อมทั้งอารมณ์เกิดขึ้น

ในอสุภ   ๑๐  ด้วยเหตุนั้น    พระโปราณาจารย์ทั้งหลายจึงได้กล่าวว่า

อสุภนิมิตมีในอสุภ  ธรรมทั้งหลายอันมีอสุภเป็นอารมณ์  ชื่อว่าอสุภนิมิต


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 73

บทว่า   โยนิโส   มนสิกโรโต   ความว่า   ผู้ใส่ใจอยู่ด้วยอำนาจมนสิการ

โดยอุบายดังกล่าวแล้ว     โดยนัยมีอาทิ     ดังนี้ว่า     ในธรรมเหล่านั้น

โยนิโสมนสิการเป็นไฉน  ?     คือ    มนสิการในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง

บทว่า   อนุปฺปนฺโน   เจว   กามจฺฉนฺโท   นุปฺปชฺชติ   ได้แก่   กามฉันท์

ที่ยังไม่ฟุ้งก็ไม่ฟุ้งขึ้น  บทว่า  อุปฺปนฺโน  กามจฺฉนฺโท  ปหียติ   ความว่า

กามฉันทะฟุ้งขึ้นแล้ว  ท่านละได้ด้วยปหานทั้ง ๕

 

อีกอย่างหนึ่ง    ธรรมทั้ง ๖   เป็นไปเพื่อละกามฉันทะ   คือ   การ

เรียนอสุภนิมิต      การประกอบเนือง  ๆ    ในอสุภภาวนา    ความเป็นผู้

คุ้มครองทวารในอินทรีย์    ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ    ความ

เป็นผู้มีกัลยาณมิตร     การกล่าวถ้อยคำแต่ที่เป็นสัปปายะ     จริงอยู่

เมื่อภิกษุเรียนเอาอสุภนิมิตทั้ง   ๑๐    ก็ดี     เจริญอสุภภาวนาอยู่ก็ดี

คุ้มครองในอินทรีย์ก็ดี    รู้จักประมาณในโภชนะ    เพราะเมื่อมีโอกาส

กลืนกินได้  ๔-๕ คำ     ก็ดื่มน้ำเสียแล้ว     ยังอัตภาพให้เป็นไปเป็นปกติ

ก็ดี   ท่านย่อมละกามฉันทนิวรณ์ได้    ด้วยเหตุนั้น   ท่านจึงกล่าวว่า

 

จตฺตาโร  ปญฺจอาโลเป    อภุตฺวา  อุทก  ปิเว

อล ผาสุวิหาราย             ปหิตฺตฺสฺส  ภิกฺขุโน

 

ภิกษุไม่พึงบริโภคคำข้าวเสีย  ๔ - ๕ คำ แล้วดื่มน้ำ

(แทน)  ก็พออยู่เป็นผาสุก  สำหรับภิกษุผู้มีจิตอัน

สงบ.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 74

ภิกษุ  คบหากัลยาณมิตร     ยินดีในอสุภภาวนา   เช่นกับพระ

ติสสเถระ    ผู้บำเพ็ญอสุภกรรมฐาน    ย่อมละกามฉันท์ได้    ด้วย

อสัปปายกถา  อันอาศัยอสุภ  ๑๐   ในการยืนและนั่งเป็นต้นก็ละกามฉันท์

ได้.   ด้วยเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  ธรรม ๖ ย่อมเป็นไปเพื่อละกามฉันท์.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๖

 

อรรถกถาสูตรที่  ๗

 

ในสูตรที่  ๗  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   เมตตาเจโตวิมุตฺติ  ได้แก่    เมตตาที่แผ่ประโยชน์เกื้อกูล

ไปในสัตว์ทุกจำพวก    ก็เพราะเหตุที่จิตประกอบด้วยเมตตานั้น    ย่อม

หลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกมีนิวรณ์เป็นต้น    ฉะนั้น    เมตตานั้น

ท่านจ่งเรียกว่า   เจโตวิมุตติ.   อีกอย่างหนึ่ง   ว่าโดยพิเศษ   เมตตานั้น

พึงทราบว่า ชื่อว่า เจโตวิมุตติ  เพราะหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องกลุ้มรุมคือ

พยาบาททั้งหมด.   ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า   เมตตาในคำว่า   เมตฺตาเจโต-

วิมุตฺติ  นั้น  แม้ปฏิปทาเป็นส่วนเบื้องต้นก็ใช้ได้.  แต่เพราะท่านกล่าวว่า

เจโตวิมุตติ    ในที่นี้ท่านประสงค์เอาเมตตา   เฉพาะที่เป็นอัปปนา   โดย

อำนาจติกฌานและจตุกกฌานเท่านั้น.    บทว่า    โยนิโส    มนสิกาโร

ความว่า   มนสิการอยู่   ซึ่งเมตตาเจโตวิมุตตินั้น   ด้วยมนสิการ   โดย

อุบายซึ่งมีลักษณะดังกล่าวแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 75

อีกอย่างหนึ่ง ธรรม  ๖ ประการ เป็นไปเพื่อละพยาบาท คือการ

เล่าเรียนเมตตานิมิต   การประกอบเนือง ๆ ในเมตตาภาวนา  การพิจารณา

ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน  ความเป็นผู้มากไปด้วยการพิจารณา  ความ

เป็นผู้มีกัลยาณมิตร     การกล่าวถ้อยคำแต่ที่เป็นสัปปายะ.     จริงอยู่

เมื่อภิกษุถือเมตตาด้วยการแผ่ไป     โดยเจาะจงและไม่เจาะจง     ก็ย่อม

ละพยาบาทได้   เมื่อพิจารณาถึงความที่ตนและบุคคลอื่น  เป็นผู้มีกรรม

เป็นของ ๆ  ตน  อย่างนี้ว่า  ท่านโกรธเขาแล้วจักทำอะไรเขา  จักทำศีล

เป็นต้นของเขาให้พินาศได้หรือ    ท่านมาด้วยกรรมของตน    แล้วก็ไป

ด้วยกรรมของตนเท่านั้นมิใช่หรือ    ชื่อว่า    การโกรธผู้อื่น    ย่อมเป็น

เหมือน     จับถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวไฟ     ซี่เหล็กที่ร้อน     และคูถ

เป็นต้น    แล้วประสงค์ประหารผู้อื่น    คนผู้โกรธต่อท่านแม้คนนี้    จัก

กระทำอะไรได้   จักอาจทำศีลเป็นต้น   ของท่านให้พินาศหรือ   เขามา

ด้วยกรรมของตนแล้วจักไปด้วยกรรมของตนเท่านั้น     ความโกรธนั้น

จักตกบนกระหม่อมของนั้นเท่านั้น    เปรียบเหมือนห้วงน้ำใหญ่    ที่

ไม่มีอะไรปิดกั้นไว้     และเหมือนกำธุลีซัดไปทวนลมฉะนั้น    ดังนี้ก็ดี

ผู้พิจารณาความที่เขาทั้ง  ๒    เป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน    แล้วตั้ง

อยู่ในการพิจารณาก็ดี   คบหากัลยาณมิตร  ผู้ยินดีในการเจริญภาวนา

เหมือนกับพระอัสสคุตตเถระก็ดี   ย่อมละพยาบาทได้   ย่อมละพยาบาท

ได้แม้ด้วยการกล่าวถ้อยคำที่เป็นสัปปายะ ที่อิงเมตา      ทั้งในการยืน

และนั่ง  เป็นต้น.  ด้วยเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า   ธรรม  ๖ ประการ  ย่อม

เป็นไปเพื่อละพยาบาท.     คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในที่นี้

และในที่อื่นจากนี้นั่นแล.   แต่ข้าพเจ้าจักกล่าวเพียงที่แปลกกันเท่านั้นแล.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 76

อรรถกถาสูตรที่ ๘

 

ในสูตรที่  ๘  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

ความเพียรครั้งแรกชื่อว่า  อารัพภธาตุ   ในคำมีอาทิว่า   อารพฺภ-

ธาตุ.  ความเพียรมีกำลังแรงกว่านั้น   เพราะออกจากความเกียจคร้าน

ได้  ชื่อว่า   นิกกมธาตุ   ความเพียรที่แรงกว่านั้น  เพราะก้าวไปยังฐาน

ข้างหน้า  ๆ    ชื่อว่า    ปรักกมธาตุ.    แต่ในอรรถกถา    ท่านกล่าวไว้ว่า

ความเพียรเริ่มแรก   เพื่อบรรเทากาม  ๑   การก้าวออกเพื่อกำจัดกิเลส

ดุจลิ่ม  ๑   ความบากบั่น    เพื่อตัดกิเลสดุจเครื่องผูก   ๑   แล้วกล่าวว่า

เรากล่าวว่า ความเพียรมีประมาณยิ่งกว่าทั้ง  ๓  อย่างแม้นั้น.

 

บทว่า    อารทฺธวิริยสฺส    ได้แก่ผู้มีความเพียรที่บริบูรณ์    และมี

ความเพียรที่ประคองไว้   ในสองอย่างนั้น    ความเพียรที่ปราศจาก

โทษ ๔ อย่าง   พึงทราบว่า   ความเพียรที่เริ่มแล้ว   แต่ไม่ใช่ที่ย่อหย่อน

เกินไป   ไม่ใช่ที่ประคองเกินไป   แต่ก็ไม่ใช่ความเพียรที่หดหู่ในภายใน

และไม่ใช่ความเพียรที่ฟุ้งซ่านไปภายนอก  ความเพียรนี้นั้น  มี ๒ อย่าง

คือความเพียรทางกาย  ๑ ความเพียรทางใจ ๑

 

ในสองอย่างนั้น            พึงทราบความเพียรทางกายของภิกษุ

ผู้พากเพียรพยายามทางกาย        ตลอด ๕ ส่วน        ของกลางคืนและ

กลางวันอย่างนี้ว่า     ภิกษุในธรรนวินัยนี้     ย่อมชำระจิตเสียจาก

ธรรมที่พึงกั้นจิต    ด้วยการเดิน   การนั่ง    ตลอดวัน.   พึงทราบความ

เพียงทางจิตของภิกษุผู้พากเพียรพยายามผูกใจ     ด้วยการกำหนด


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 77

โอกาสอย่างนี้ว่า    เราจักไม่ออกไปจากที่เร้นนี้   ตราบเท่าที่จิตของเรา

ยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ  เพราะไม่ยึดมั่น หรือด้วยการกำหนดอิริยาบถ

มีการนั่ง    เป็นต้นอย่างนี้ว่า    เราจักไม่เลิกนั่งขัดสมาธินี้    ตราบเท่าที่

จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ      เพราะไม่ยึดมั่น.       ความเพียร

แม้ทั้ง   ๒  นั้น    ย่อมสมควรในที่นี้.    ก็สำหรับท่านผู้ปรารภความเพียร

ด้วยความเพียรแม้ทั้ง  ๒ อย่างนี้       ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด    ก็ไม่เกิดขึ้น

และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้    เหมือนพระติสสเถระเผ่ามิลักขะ    เหมือน

พระมหาสิวเถระ   ผู้อยู่เงื้อมเขาใกล้ละแวกบ้าน   เหมือนพระปีติมัลลก-

เถระ  และเหมือนพระติสสเถระบุตรกุฏุมพี  ฉะนั้น  ก็บรรดาพระเถระ

เหล่านั้น    พระเถระ  ๓  รูปข้างต้น    และพระเถระเหล่าอื่นเห็นปานนั้น

เป็นผู้เริ่มบำเพ็ญเพียร    ด้วยความเพียรทางกาย    พระติสสเถระบุตร

กุฏุมพี     และพระเถระเหล่าอื่นเห็นปานนั้น     เป็นผู้ปรารภความเพียร

ด้วยความเพียรทางใจ    ส่วนพระมหานาคเถระ    ผู้อยู่ที่อุจจวาลุกวิหาร

เป็นผู้ปรารภความเพียรทั้ง  ๒  อย่าง.

ได้ยินว่า     พระเถระ     เดินจงกรมสัปดาห์   ๑    ยืนสัปดาห์  ๑

นั่งสัปดาห์  ๑   นอนสัปดาห์ ๑   พระมหาเถระไม่มีแม้สักอิริยาบถหนึ่ง

ที่จะได้ชื่อว่า    ไม่เป็นสัปปายะ   ในสัปดาห์ที่ ๔   ท่านเจริญวิปัสสนา

ก็ตั้งอยู่ในพระอรหัต.

อีกอย่างหนึ่ง   ธรรม  ๖  ประการ   เป็นไปเพื่อละถีนมิทธะ   คือ

การถือเอานิมิตในการบริโภคเกินไป  ๑     การเปลี่ยนอิริยาบถโดย

สม่ำเสมอ  ๑    มนสิการถึงอาโลกสัญญา   ๑     การอยู่กลางแจ้ง  ๑

ความมีกัลยาณมิตร      การกล่าวถ้อยคำแต่ที่เป็นสัปปายะ  ๑   จริงอยู่


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 78

เมื่อภิกษุบริโภคโภชนะ   เหมือนอย่างพราหมณ์ที่ชื่อว่า   อาหรหัตถกะ

พราหมณ์ที่ชื่อว่า    ภุตตวัมมิตกะ    พราหมณ์ที่ชื่อว่าตัตถวัฏฏกะ

พราหมณ์ที่ชื่อว่า    อลังสาฏกะ    และพราหมณ์ที่ชื่อว่า    กากมาสกะ

เป็นต้น    นั่งในที่พักกลางคืน    และที่พักกลางวัน    การทำสมณธรรม

อยู่  ถีนมิทธะย่อมครอบงำ   เหมือนช้างใหญ่ฉะนั้น   แต่เมื่อภิกษุหยุดพัก

คำข้าว  ๔-๕ คำ     แล้วดื่มน้ำเสีย     พอทำอัตตภาพให้เป็นไปเป็นปกติ

ถีนมิทธะนั้น     ก็ไม่มี     แม้เมื่อภิกษุถือเอานิมิตในการบริโภคเกินไป

ดังกล่าวแล้วนี้    ย่อมละถีนมิทธะได้    ถีนมิทธะก้าวลงในอิริยาบถใด

เมื่อท่านเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่น  จากอิริยาบถนั้นเสียก็ดี  มนสิการ

ถึงแสงสว่างแห่งดวงจันทร์      แสงสว่างแห่งประทีป      แสงสว่างแห่ง

คบเพลิง   ตอนกลางคืน   และแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ตอนกลางวันก็ดี

อยู่กลางแจ้งก็ดี    คบกัลยาณมิตร     ผู้ละถีนมิทธะได้แล้ว     เสมือนกับ

พระมหากัสสปเถระก็ดี     ย่อมละถีนมิทธะได้     แม้ด้วยการกล่าว

สัปปายกถาอันอิงธุดงคคุณ   ในอิริยาบถมีการยืน   และการนั่งเป็นต้น

ก็ย่อมละได้   ด้วยเหตุนั้น   ท่านจึงกล่าวว่า   ธรรม  ๖  ประการ   ย่อม

เป็นไปเพื่อละถีนมิทธะแล.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๘

 

อรรถกถาสูตรที่  ๙

 

ในสูตรที่    ๙    มีวินิจฉัยยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า    วูปสนฺตจิตฺตสฺส  ได้แก่ผู้มีจิตสงบแล้วด้วยฌาน  หรือ

วิปัสสนา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 79

อีกอย่างหนึ่ง     ธรรม  ๖  ประการ     เป็นไปเพื่อละอุทธัจจะ-

กุกกุจจะ    คือความเป็นผู้พหูสูต     ความเป็นผู้สอบถาม    ความเป็นผู้

ชำนาญวินัย   การเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่  ความมีกัลยาณมิตร   การกล่าว

ถ้อยคำที่เป็นสัปปายะ  จริงอยู่  เมื่อภิกษุแม้เรียนได้   ๑  นิกาย  ๒ นิกาย

๓  นิกาย   ๔ นิกาย   หรือ  ๕  นิกาย   ด้วยอำนาจบาลี   และด้วยอำนาจ

อรรถแห่งบาลี    ย่อมละอุทธัจจะกุกกุจจะได้    แม้ด้วยความเป็นพหูสูต

เมื่อภิกษุมากด้วยการสอบถามในสิ่งที่ควรและไม่ควร     ในอิริยาบถ

ยืนและนอนเป็นต้นก็ดี    เป็นผู้ชำนาญ    เพราะมีความช่ำชองชำนาญ

ในวินัยบัญญัติก็ดี    ผู้เข้าหาพระเถระผู้ใหญ่    ซึ่งเป็นผู้เฒ่าก็ดี    คบ

กัลยาณมิตรผู้ทรงพระวินัย     เสมือนกับพระอุบาลีเถระก็ดี     ย่อมละ

อุทธัจจะกุกกุจจะได้     ย่อมละได้แม้ด้วยคำอันเป็นสัปปายะ     ที่อิงสิ่ง

ที่ควรและไม่ควร    ในอิริยาบถยืนแลนั่งเป็นต้น    ด้วยเหตุนั้น    ท่านจึง

กล่าวว่า   ธรรม ๖ ประการ    ย่อมเป็นไปเพื่อละอุทธัจจะกุกกุจจะ

จบ อรรถกถาสูตรที่  ๙

 

อรรถกถาสูตรที่ ๑๐

 

ในสูตรที่  ๑๐  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  โยนิโส   มนสิกโรโต  ความว่า  มนสิการอยู่  โดยอุบาย

ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล

อีกอย่างหนึ่ง   ธรรม ๖ ประการ   เป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉา   คือ

ความเป็นพหูสูต   การสอบถาม  ความเป็นผู้ชำนาญวินัย  ความเป็นผู้

มากด้วยน้อมใจเชื่อ    ความมีกัลยาณมิตร     การกล่าวถ้อยคำอันเป็น


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 80

สัปปายะ    เมื่อภิกษุเรียน  ๑   นิกาย    ๒  นิกาย    ๓ นิกาย    ๔ นิกาย

หรือ  ๕  นิกาย   ด้วยอำนาจบาลีและด้วยอำนาจอรรถ   ย่อมละวิจิกิจฉา

ได้    แม้ความเป็นพหูสูต        เมื่อภิกษุมากด้วยการสอบถามเกี่ยวกับ

พระรัตนตรัยก็ดี    ผู้มีความช่ำชองชำนาญในพระวินัยก็ดี     ผู้มากไป

ด้วยอธิโมกข์   กล่าวคือ    ศรัทธาปักใจเชื่อในฐานะ  ๓  ก็ดี   ผู้ส้องเสพ

กัลยาณมิตร     เสมือนพระวักกลิเถระผู้น้อมไปในศรัทธาก็ดี     ย่อมละ

วิจิกิจฉาได้     ย่อมละได้     แม้ด้วยการกล่าวถ้อยคำอันเป็นสัปปายะ

อิงคุณพระรัตนตรัย   ในอิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้น   ด้วยเหตุนั้น   ท่าน

จึงกล่าวว่า    ธรรม  ๖   ประการย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉา.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๑๐

 

ในนีวรณปหานวรรคนี้  ท่านกล่าวไว้ทั้งวัฏฏะ และวิวัฏฏะแล.

จบ  อรรถกถาสูตรนีวรณปหานวรรคที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 81

อกัมมนิยวรรคที่ ๓

 

[๒๒]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง   ที่ไม่อบรมแล้ว   ย่อมไม่ควรแก่การงาน   เหมือนจิต   ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  จิตที่ไม่อบรมแล้ว  ย่อมไม่ควรแก่การงาน.

[๒๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง  ที่อบรมแล้ว  ย่อมควรแก่การงาน  เหมือนจิต  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

จิตที่อบรมแล้ว  ย่อมควรแก่การงาน.

[๒๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง  ที่ไม่อบรมแล้ว   ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่   เหมือน

จิต      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     จิตที่ไม่อบรมแล้ว     ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่

ประโยชน์อย่างใหญ่.

[๒๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่อบรมแล้ว     ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนจิต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     จิตที่อบรมแล้ว     ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.

[๒๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่ไม่อบรมแล้ว    ไม่ปรากฏแล้ว    ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์

อย่างใหญ่    เหมือนจิต    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    จิตที่ไม่อบรมแล้ว    ไม่

ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

[๒๗]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง   ที่อบรมแล้ว    ปรากฏแล้ว   ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 82

เหมือนจิต    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  จิตที่อบรมแล้ว  ปรากฏแล้ว  ย่อมเป็น

ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

[๒๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง  ที่ไม่อบรมแล้ว  ไม่ทำให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์

อย่างใหญ่    เหมือนจิต   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  จิตที่ไม่อบรมแล้ว  ไม่ทำให้

มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

[๒๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง  ที่อบรมแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนจิต    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   จิตที่อบรมแล้ว   ทำให้มากแล้ว   ย่อม

เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.

[๓๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง  ที่ไม่อบรมแล้ว  ไม่ทำให้มากแล้ว  ย่อมนำทุกข์มาให้  เหมือนจิต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ที่ไม่อบรมแล้ว  ไม่ทำให้มากแล้ว  ย่อมนำทุกข์

มาให้.

[๓๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง  ที่อบรมแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ย่อมนำสุขมาให้  เหมือนจิต    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   จิตที่อบรมแล้ว   ทำให้มากแล้ว   ย่อมนำสุขมาให้.

 

จบ  อกัมมนิยวรรคที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 83

อรรถกถาอกัมมนิยวรรคที่ ๓

 

อรรถกถาสูตรที่ ๑

 

วรรคที่  ๓   สูตรที่ ๑  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   อวิภาวิต   ความว่า   ไม่เจริญ   คือไม่เป็นไปด้วยอำนาจ

ภาวนา  บทว่า  อกมฺมนิย  โหติ  ได้แก่  ย่อมไม่ควรแก่งาน  คือไม่คู่ควร

แก่งาน.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๑

 

อรรถกถาสูตรที่  ๒

 

ในสูตรที่  ๒  พึ่งทราบความโดยปริยายดังกล่าวแล้ว  ก็บทว่า

จิตฺต  ในสูตรที่  ๑  นั้น  ได้แก่จิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะ  (ในสูตรที่  ๒

ได้เก่จิตที่เกิดด้วยอำนาจวัฏฏะ)     ก็ในสองอย่างนั้น     พึงทราบความ

แตกต่างกันดังนี้  คือ  วัฏฏะ  วัฏฏบาท  วิวัฏฏะ  วิวัฏฏบาท  กรรมอัน

เป็นไปในภูมิ  ๓   ชื่อว่า วัฏฏะ   กรรมคือการกระทำเพื่อได้วัฏฏะ   ชื่อว่า

วัฏฏบาท  โลกุตรธรรม  ๙   ชื่อว่า  วิวัฏฏะ  กรรมคือการปฏิบัติเพื่อได้

วิวัฏฏะ  ชื่อว่า   วิวัฏฏบาท   ท่านกล่าววัฏฏะและวิวัฏฏะ   ไว้ในสูตร

เหล่านี้ด้วยประการฉะนี้

 

จบ   อรรถกถาสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 84

อรรถกถาสูตรที่  ๓

 

ในสูตรที่   ๓   พึงทราบจิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะนั่นแล

บทว่า   มหโต  อนตฺถาย  สวตฺตติ  ความว่า  จิตแม้ให้เทวสมบัติ  มนุษย-

สมบัติ     และความเป็นใหญ่ในมารและพรหม   ยังให้ชาติ   ชรา   พยาธิ

มรณะ   โสกะ   ปริเทวะ   ทุกข์  โทมนัส    และอุปายาสเนือง ๆ และให้

วัฏฏะคือ  ขันธ์    ธาตุ  อายตนะ    และปฏิจจสมุปบาท  ย่อมให้แต่กองทุกข์

อย่างเดียวเท่านั้น    เพราะเหตุนั้น   ชื่อว่าย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์

อย่างใหญ่.

จบ  อรรถสูตรที่  ๓

 

อรรถกถาสูตรที่ ๔

บทว่า  จิตฺต   ในสูตรที่   ๔   ได้แก่จิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิวัฏฏะ.

จบ  อรรถกถสูตรที่  ๔

 

อรรถกถาสูตรที่  ๕ - ๖

ในสูตรที่   ๕ - ๖   มีความแปลกกันเพียงเท่านี้ว่า   อภาวิต

อปาตุภูต   ไม่อบรมแล้ว   ไม่ปรากฏแล้ว   ดังนี้   ในข้อนั้นมีอธิบายดัง

ต่อไปนี้ว่า   จิตแม้เกิดด้วยอำนาจวัฎฏะ    ก็ชื่อว่าไม่อบรม   ไม่ปรากฏ

เพราะเหตุไร  ?     เพราะไม่สามารถจะแล่นไปในวิปัสสนาที่มีฌาน

เป็นบาท  มรรค  ผล  และนิพพาน  อันเป็นโลกุตตระ   ส่วนจิตที่เกิดด้วย

อำนาจวิวัฏฏะ   ชื่อว่าเป็นจิตอบรมแล้ว   ปรากฏแล้ว   เพราะเหตุไร  ?

เพราะสามารถแล่นไปในธรรมเหล่านั้นได้     ส่วนท่านพระปุสสมิตต


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 85

เถระ   ผู้อยู่กุรุนทกวิหาร   กล่าวว่า   ผู้มีอายุ   มรรคจิตเท่านั้น   ชื่อว่า

เป็นจิตอบรมแล้ว  ปรากฏแล้ว.

จบ  อรรถกถาสูตรที่ ๕ - ๖

 

อรรถกถาสูตรที่ ๗ - ๘

 

ในสูตรที่  ๗ - ๘  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า    อพหุลีกต   ได้แก่ไม่กระทำบ่อย ๆ   พึงทราบเฉพาะจิต

ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะ  และวิวัฏฏะ ทั้ง  ๒ ดวง  แม้นี้แล.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๗ - ๘

 

อรรถกถาสูตรที่  ๙

 

ในสูตรที่  ๙  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

(จิต) ชื่อว่า นำทุกข์มาให้  เพราะชักมาคือนำมาซึ่งวัฏฏทุกข์  ที่

ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า  ชาติปิ  ทุกฺขา  (แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์)  บาลีว่า

ทุกฺขาธิวาห   ดังนี้ก็มี    ความแห่งบาลีนั้น   พึงทราบดังต่อไปนี้ว่า    จิต

ชื่อว่า     ทุกขาธิวาหะ     เพราะยากที่จะถูกนำส่งตรงต่ออริยธรรม

อันมีฌานที่เป็นบาทของโลกุตตระเป็นต้น   แม้จิตนี้ก็คือจิตที่เกิดขึ้น

ด้วยอำนาจวัฏฏทุกข์นั่นเอง.       จริงอยู่     จิตนั้น     แม้จะให้เทวสมบัติ

และ  มนุษย์สมบัติ   มีประการดังกล่าวแล้ว  ก็ชื่อว่านำทุกข์มาให้ เพราะ

นำชาติทุกข์เป็นต้นมาให้    และชื่อว่ายากที่จะนำไป    เพราะส่งไปเพื่อ

บรรลุอริยธรรมได้โดยยาก.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 86

อรรถกถาสูตรที่ ๑๐

 

ในสูตรที่  ๑๐  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

จิตก็คือจิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิวัฏฏะนั่นแหละ  จริงอยู่   จิตชื่อว่า

สุขาธิวหะ    หรือสุขาธิวาหะ    เพราะอรรถว่าชักมา    คือนำมาซึ่ง

ทิพยสุขอันละเอียดประณีตกว่าสุขของมนุษย์,     ซึ่งฌานสุขอันละเอียด

ประณีตกว่าทิพยสุข.    ซึ่งวิปัสสนาสุขอันละเอียดประณีตกว่าผลสุข.

ซึ่งมรรคสุขอันละเอียดประณีตกว่าวิปัสสนาสุข.    ซึ่งผลสุขอันละเอียด

ประณีตกว่ามรรคสุข,     ซึ่งนิพพานสุขอันละเอียดประณีตกว่าผลสุข,

จริงอยู่    จิตนั้น    เป็นจิตสะดวกที่จะส่งตรงต่ออริยธรรม    ซึ่งมีฌาน

อันเป็นบาทของโลกุตตระเป็นต้น     เหมือนวชิราวุธของพระอินทร์

ที่ปล่อยไป  ฉะนั้น  เหตุนั้น  จึงเรียกว่า  สุขาธิวาหะ.  ในวรรคนี้ท่าน

กล่าววัฏฏะ  และวิวัฏฏะเท่านั้นแล.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๑๐

 

จบ   อรรถกถาอกัมมนิยวรรค  ๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 87

อทันตวรรคที่ ๔

 

ว่าด้วยจิตที่เป็นไปเพื่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์

 

[๓๒]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง  ที่ไม่ฝึกแล้ว  ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่   เหมือนจิต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    จิตที่ไม่ฝึกแล้ว    ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์

อย่างใหญ่.

 

[๓๓]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่ฝึกแล้ว     ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่     เหมือนจิต

ก่อนภิกษุทั้งหลาย     จิตที่ฝึกแล้ว     ย่อมเป็นประโยชน์อย่างใหญ่

 

[๓๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่ไม่คุ้มครองแล้ว    ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนจิต     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    จิตที่ไม่คุ้มครองแล้ว    ย่อมเป็นไป

เพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

 

[๓๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง   ที่คุ้มครองแล้ว   ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่   เหมือนจิต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    จิตที่คุ้มครองแล้ว    ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 88

[๓๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่ไม่รักษาแล้ว    ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนจิต    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    จิตที่ไม่รักษาแล้ว    ย่อมเป็นไปเพื่อ

มิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

[๓๗]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่รักษาแล้ว    ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนจิต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     จิตที่รักษาแล้ว     ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.

[๓๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง  ที่ไม่สังวรแล้ว   ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่  เหมือน

จิต      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     จิตที่ไม่สังวรแล้ว     ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่

ประโยชน์อย่างใหญ่.

[๓๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง    ที่สังวรแล้ว    ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนจิต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     จิตที่สังวรแล้ว     ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.

[๔๐]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง  ที่ไม่ฝึกแล้ว   ไม่คุ้มครองแล้ว  ไม่รักษาแล้ว  ไม่สังวรแล้ว   ย่อม

เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนจิต     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

จิตที่ไม่ฝึกแล้ว    ไม่คุ้มครองแล้ว   ไม่รักษาแล้ว    ไม่สังวรแล้ว    ย่อม

เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 89

[๔๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง

หนึ่ง   ที่ฝึกแล้ว   คุ้มครองแล้ว   รักษาแล้ว   สังวรแล้ว   ย่อมเป็นไปเพื่อ

ประโยชน์อย่างใหญ่    เหมือนจิต     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     จิตที่ฝึกแล้ว

คุ้มครองแล้ว      รักษาแล้ว     สังวรแล้ว     ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

อย่างใหญ่.

จบ  อทันตวรรคที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 90

อรรถกถาอทันตวรรคที่ ๔

 

อรรถกถาสูตรที่ ๑

 

วรรคที่  ๔ สูตรที่  ๑  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   อทนฺต  ได้แก่    มีการเสพผิด    (คือมีพยศ)   เหมือนช้าง

และม้าเป็นต้น   ที่มิได้ฝึก   บทว่า   จิตฺต   ได้แก่จิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ

วัฏฏะ

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๑

 

อรรถกถาสูตรที่  ๒

 

ในสูตรที่  ๒  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   ทนฺต    ได้แก่    หมดพยศ    คือเป็นเสมือนช้างและม้า

เป็นต้นที่ฝึกแล้ว   ในสูตรทั้ง   ๒   นี้  ท่านกล่าวเฉพาะจิตที่เกิดขึ้นด้วย

อำนาจวัฏฏะ  และวิวัฏฏะ  ก็ในสูตรนี้ฉันใด   แม้ในสูตรอื่น ๆ  จากสูตรนี้

ก็ฉันนั้น.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 91

อรรถกถาสูตรที่  ๓

 

ในสูตรที่  ๓  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า  อคุตฺต  ได้แก่  ไม่คุ้มครอง  คือเว้นจากสติสังวร  เป็น

เสมือนช้างและม้าที่ไม่คุ้มครอง (คือไม่มีคนเลี้ยง)  ฉะนั้น.

 

จบ   อรรถกถาสูตรที่  ๓

 

อรรถกถาสูตรที่  ๔

 

ในสูตรที่  ๔  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า  คุตฺต   ได้แก่   คุ้มครองแล้ว   คือไม่ปล่อยสติสังวร   เป็น

เสมือนช้างและม้าเป็นต้น ที่ได้คุ้มครองแล้ว.

 

จบ อรรถกถาสูตรที่  ๔

 

อรรถกถสูตรที่  ๕ - ๖

 

ในสูตรที่   ๕ - ๖   ท่านกล่าวตามอัธยาศัยของสัตว์ผู้จะตรัสรู้

ด้วยอำนาจบทว่า    อรกฺขิต    ก็อรรถในบทนี้    เหมือนบทก่อนนั่นแล.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๕ - ๖


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 92

อรรถกถาสูตรที่  ๗ - ๘

 

แม้ในสูตรที่  ๗ - ๘   ก็นัยนี้เหมือนกัน  แต่ในข้อนี้พึงทราบ

อุปมาด้วยประตูเรือนเป็นต้นที่ไม่ระวัง.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๗ - ๘

 

อรรถกถาสูตรที่  ๙ - ๑๐

 

ในสูตรที่  ๙ - ๑๐ ท่านเอาบท  ๔  บทมาประกอบแล้วกล่าว

ในวรรคนี้   ท่านกล่าวเฉพาะ  วัฏฏะ  และวิวัฏฏะ เท่านั้นแล.

 

จบ   อรรถกถาสูตรที่  ๙ - ๑๐

 

จบ  อรรถกถาอทันตวรรคที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 93

ปณิหิตอัจฉวรรคที่  ๕

 

ว่าด้วยผลแห่งจิตที่ตั้งไว้ผิดเป็นต้น

 

[๔๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เปรียบเหมือนหางแหลมของเมล็ด

ข้าวสาลีหรือหางแหลมของเมล็ดข้าวเหนียว     ที่บุคคลตั้งไว้ผิด     มือ

หรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว     จักทำลายมือหรือเท้า     หรือว่าจักให้ห้อเลือด

ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้    ข้อนั้นเพราะเหตุไร     เพราะหางแหลมของ

เมล็ดข้าวอันบุคคลตั้งไว้ผิด     ฉันใด     ภิกษุนั้น    ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

จักทำลายอวิชชา    จักยังวิชชาให้เกิด     จักท่านิพพานให้แจ้ง    ด้วยจิต

ที่ตั้งไว้ผิด    ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้   ข้อนั้น   เพราะเหตุไร   เพราะจิต

ตั้งไว้ผิด.

[๔๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เปรียบเหมือนหางแหลมของ

เมล็ดข้าวสาลีหรือหางแหลมของเมล็ดข้าวเหนียว     ที่บุคคลตั้งไว้ถูก

มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว     จักทำลายมือหรือเท้า     หรือจักให้ห้อเลือด

ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้    ข้อนั้นเพราะเหตุไร     เพราะเดือยข้าวอันบุคคล

ตั้งไว้ถูก  ฉันใด  ภิกษุนั้น  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  จักทำลายอวิชชา  จักยัง

วิชชาให้เกิด    จำทำนิพพานให้แจ้ง   ด้วยจิตที่ตั้งไว้ถูก   ข้อนี้เป็นฐานะ

ที่มีได้   ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะจิตตั้งไว้ถูก.

[๔๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้ว

ย่อมรู้ชัดบุคคลบางคนในโลกนี้      ผู้มีจิตอันโทษประทุษร้ายแล้วว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 94

ถ้าบุคคลนี้พึงทำกาละในสมัยนี้     พึงตั้งอยู่ในนรกเหมือนถูกนำมาขัง

ไว้ฉะนั้น    ข้อนั้นเพราะเหตุไร    เพราะจิตของเขาอันโทษประทุษร้าย

แล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แหละเพราะเหตุที่จิตอันโทษประทุษร้าย  สัตว์

บางพวกในโลกนี้   เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต    นรก.

[๔๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เรากำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้ว

ย่อมรู้ชัดบุคคลบางคนในโลกนี้    ผู้มีจิตผ่องใสว่า     ถ้าบุคคลนี้พึงทำ

กาละในสมัยนี้     พึงตั้งอยู่ในสวรรค์เหมือนที่เขานำมาเชิดไว้ฉะนั้น

ข้อนั้นเพราะเหตุไร     เพราะจิตของเขาผ่องใส     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แหละเพราะเหตุที่จิตผ่องใส     สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อตายไป

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

[๔๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เปรียบเหมือนห้วงน้ำขุ่นมัว

เป็นตม    บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนฝั่ง    ไม่พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบ

บ้าง    ก้อนกรวดและกระเบื้องถ้วยบ้าง    ฝูงปลาบ้าง    ซึ่งเที่ยวไปบ้าง

ตั้งอยู่บ้าง   ในห้วงน้ำนั้น   ข้อนั้นเพราะเหตุไร   เพราะน้ำขุ่น   ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน     จักรู้ประโยชน์ตนบ้าง     จักรู้ประโยชน์

ผู้อื่นบ้าง     จักรู้ประโยชน์ทั้งสองบ้าง     จักกระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ

คือ    อุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ   อย่าง

สามารถ   ได้ด้วยจิตที่ขุ่นมัว   ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้   ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร  เพราะจิตขุ่นมัว.

[๔๗]  ก่อนภิกษุทั้งหลาย     เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสแจ๋ว

ไม่ขุ่นมัว    บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนฝั่ง     พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 95

บ้าง    ก้อนกรวดและกระเบื้องถ้วยบ้าง    ฝูงปลาบ้าง    ซึ่งเที่ยวไปบ้าง

ตั้งอยู่บ้าง  ในห้วงน้ำนั้น  ข้อนั้นเพราะเหตุไร   เพราะน้ำไม่ขุ่น  ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน     จักรู้ประโยชน์ตนบ้าง     จักรู้ประโยชน์

ผู้อื่นบ้าง     จักรู้ประโยชน์ทั้งสองบ้าง     จักกระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ

คือ    อุตตริมนุสสธรรม  อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ   อย่าง

สามารถ   ได้ด้วยจิตที่ไม่ขุ่นมัว   ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้  ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร  เพราะจิตไม่ขุ่นมัว.

[๔๘]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ไม้จันทน์    บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ

กว่ารุกขชาติทุกชนิด    เพราะเป็นของอ่อน  และควรแก่การงาน    ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง     ที่

อบรมแล้ว     กระทำให้มากแล้ว     ย่อมเป็นธรรมชาติอ่อนและควรแก่

การงาน   เหมือนจิต   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    จิตที่อบรมแล้ว    กระทำ

ให้มากแล้ว     ย่อมเป็นธรรมชาติอ่อนและควรแก่การงาน     ฉันนั้น

เหมือนกัน.

[๔๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้

อย่างหนึ่ง     ที่เปลี่ยนแปลงได้เร็ว      เหมือนจิต     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

จิตเปลี่ยนแปลงได้เร็วเท่าใดนั้น     แม้จะอุปมาก็กระทำได้มิใช่ง่าย.

[๕๐]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     จิตนี้ผุดผ่อง     แต่ว่าจิตนั้นแล

เศร้าหมอง   ด้วยอุปกิเลสที่จรมา.

[๕๑]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     จิตนี้ผุดผ่อง    และจิตนั้นแล     พ้น

วิเศษแล้ว จากอุปกิเลสที่จรมา.

จบ  ปณิหิตอัจฉวรรคที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 96

อรรถกถาปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕

 

อรรถกถาสูตรที่ ๑

 

วรรคที่  ๕  สูตรที่ ๑  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

ศัพท์ว่า  เสยฺยถาปิ  เป็นนิบาต   ใช้ในอรรถว่า   อุปมา.  ในอรรถ

ที่ว่าด้วยอุปมานั้น  บางแห่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเอาข้อความ

ประกอบอุปมาเหมือนในวัตถสูตร           และในปริฉัตตโกปมสูตรและ

อัคคิขันโธปมสูตร     ในที่บางแห่งทรงแสดงเอาอุปมาประกอบข้อความ

เหมือนในโลณัมพิลสูตร  และเหมือนในสุวัณณการสูตร  และ  สุริโยปม-

สูตรเป็นต้น    แต่ในสาลิสูโกปมสูตรนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้า    เมื่อทรง

เอาอุปมาประกอบข้อความจึงตรัสคำมีอาทิว่า     เสยฺยถาปิ      ภิกฺขเว

ดังนี้  บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สาลิสูก  แปลว่า  เดือยแห่งเมล็ดข้าว

สาลี  แม้ในเดือยแห่งข้าวเหนียวก็นัยนี้เหมือนกัน  วา   ศัพท์  มีอรรถว่า

วิกัปป์  ไม่แน่นอน.   บทว่า  มิจฺฉาปณิหิต  แปลว่าตั้งไว้ผิด   อธิบายว่า

ไม่ตั้งให้ปลายขึ้นโดยประการที่อาจจะทิ่มเอาได้    บทว่า     ภิชฺชิสฺสติ

ความว่า  จักทำลาย  คือจักเฉือนผิว.

บทว่า    มิจฺฉาปณิหิเตน    จิตฺเตน    แปลว่า    ด้วยจิตที่ตั้งไว้ผิด

คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาจิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะ     บทว่า     อวิชฺช

ได้แก่     ความไม่รู้อย่างใหญ่     มากด้วยความทึบ     เป็นความไม่รู้ใน

ฐานะ  ๘.  บทว่า วิชฺช ในคำว่า วิชฺช   อุปฺปาเทสฺสติ   นี้  ได้แก่  ญาณอัน

สัมปยุตด้วยอรหัตตมรรค.   บทว่า   นิพฺพาน   ได้แก่   อมตะ   คุณชาติ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 97

ที่ไม่ตายที่ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น     ก็โดยเป็นคุณชาตออกจากกิเลส

เครื่องร้อยรัดคือตัณหา.     บทว่า  สจฺฉิกริสฺสติ    ได้แก่   กระทำให้

ประจักษ์.

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๑

 

อรรถกถาสูตรที่  ๒

 

ในสูตรที่   ๒  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   สมฺมาปณิหิต   ความว่า  ตั้งไว้ดี   เพราะกระทำให้ปลาย

ขึ้นโดยที่สามารถจะทิ่มได้.    ในบทว่า    อกฺกนฺต    (เหยียบ)    นี้ย่อม

ชื่อว่าเหยียบด้วยเท้าเท่านั้น  (ถ้าเป็นมือก็ต้อง)เอามือบีบ.  แต่ที่กล่าวว่า

"เหยียบ"    เหมือนกันก็เนื่องด้วยเป็นศัพท์ที่ใช้กันจนชิน.    ก็ในสูตรนี้

มีอริยโวหารเพียงเท่านี้.

ถามว่า     ก็เพราะเหตุไร     ท่านจึงไม่ถือเอาสิ่งอื่น ๆ    ที่ใหญ่

มีหนามไม้มะรื่นเป็นต้น     ถือเอาแต่เดือยข้าวสาลี     เดือยข้าวเหนียว

เท่านั้น   ซึ่งเป็นของอ่อน   ไม่แข็ง.   แก้ว่า   เพื่อแสดงว่า   อกุศลกรรม

แม้มีจำนวนน้อยก็สามารถฆ่ากุศลกรรมได้.     เหมือนอย่างว่า     เดือย

ข้าวสาลี   หรือเดือยข้าวเหนียว   ที่อ่อนไม่แข็ง  หรือหนามของไม้มะรื่น

และหนามของไม้มีหนามเป็นต้น    อันใหญ่ ๆ    ก็ตามที    ในบรรดา

หนามเหล่านั้น   หนามชนิดใดชนิดหนึ่ง   ที่ตั้งไว้ผิด   ไม่สามารถที่จะ

ตำมือหรือเท้า    หรือทำให้ห้อเลือด    แต่ที่ตั้งไว้ถูกทาง    ย่อมสามารถ

ฉันใด     กุศลมีจำนวนน้อย    ไม่ว่าจะเป็นการให้ใบไม้ประมาณกำมือ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 98

หนึ่ง   หรือกุศลใหญ่ ๆ   เช่นการให้ของเวลามพราหมณ์เป็นต้น   ก็ตาม

เถิด    ถ้าปรารถนาวัฏฏสมบัติ     จิต     ชื่อว่าตั้งไว้ผิด     ด้วยอำนาจอิง

วัฏฏะ    สามารถนำวัฏฏะเท่านั้นมาให้   หาสามารถนำวิวัฏฏะมาให้ไม่

ฉันนั้นเหมือนกัน.    แต่เมื่อบุคคลปรารถนาวิวัฏฏะอย่างนี้ว่า    ขอทาน

ของเรานี้     จงนำมาซึ่งความสิ้นอาสวะ     ชื่อว่าตั้งไว้ชอบด้วยอำนาจ

วิวัฏฏะ      ย่อมสามารถให้ทั้งพระอรหัตทั้งปัจเจกโพธิฌาณทีเดียว.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ปฏิสมฺภิทา  วิโมกฺขา  จ     ยา  จ  สาวกปารมี

ปจฺเจกโพิ  พุทฺธภูมิ          สพฺพเมเตน ลพฺภติ.

ปฏิสัมภิทา   ๑  วิโมกข์  ๑  สาวกปารมี  ๑  ปัจเจก-

โพธิ   ๑  พุทธภูมิ  ๑  ทั้งหมดนั้น  บุคคลย่อมได้

ด้วยจิตที่ตั้งไว้ชอบนั้น.

ก็ในสูตรทั้งสองนี้  ท่านกล่าวทั้งวัฏฏะ และวิวัฏฏะ.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๒

 

อรรถกถาสูตรที่  ๓

 

ในสูตรที่  ๓  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า    ปทุฏฺจิตฺต    ได้แก่จิตอันโทสประทุษร้ายแล้ว.    บทว่า

เจตสา    เจโต   ปริจฺจ    ความว่า    กำหนดจิตของเขา   ด้วยจิตของตน.

บทว่า   ยถาภต   นิกฺขิตฺโต   ความว่า   พึงเห็นว่า   ตั้งอยู่ในนรกนั่นแล


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 99

เหมือนถูกนำมาทิ้งไว้  คือวางไว้.  บทว่า   อปาย  เป็นต้นทั้งหมด   เป็นคำ

ไวพจน์ของนรก.    จริงอยู่    นรกปราศจากความสุข    คือความเจริญ

จึงชื่อว่าอบาย.   ภูมิเป็นที่ไป   คือเป็นที่แล่นไปแห่งทุกข์   เพราะฉะนั้น

จึงชื่อว่าทุคคติ.   ชื่อว่า   วินิบาต   เพราะเป็นที่ที่บุคคลผู้มักทำชั่วตกไป

ไร้อำนาจ.   ชื่อว่า   นรก   เพราะอรรถว่าไม่มีดุจที่น่ายินดี.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๓

 

อรรถกถาสูตรที่  ๔

 

ในสูตรที่  ๔  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า    ปสนฺน    ได้แก่    ผ่องใสโดยความผ่องใสด้วยศรัทธา.

บทว่า   สุคตึ   ได้แก่ภูมิเป็นที่ไปแห่งสุข.   บทว่า   สคฺค   โลก   ได้แก่

โลกอันเลอเลิศด้วยสมบัติมีรูปสมบัติเป็นต้น.

 

จบ  อรรถกถาสูตรที่  ๔

 

อรรถกถาสูตรที่ ๕

 

ในสูตรที่  ๕  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   อุทกรหโท  แปลว่า  ห้วงน้ำ.  บทว่า  อาวิโล  ได้แก่

ไม่ใส่.  บทว่า  ลุฬิโต  ได้แก่ไม่สะอาด.  บทว่า  กลลีภูโต   แปลว่า

มีเปือกตม.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 100

พึงทราบวินิจฉัย   ในคำว่า    สิปฺปิสมฺพุก  เป็นต้นดังต่อไปนี้  :-

หอยโข่งและหอยกาบ   ชื่อว่าสิปปิสัมพุกะ   ก้อนกรวด   และกระเบื้อง

ชื่อว่า    สักขรกถละ.    ฝูงคือกลุ่มแห่งปลาทั้งหลาย    เหตุนั้นจึงชื่อว่า

มัจฉคุมพะ  ฝูงปลา.  บทว่า  จรนฺตมฺปิ   ติฏฺมฺปิ   นี้มีอธิบายว่า  ก้อน

กรวดและกระเบื้องหยุดอยู่อย่างเดียว   นอกนี้   หยุดอยู่ก็มี   ว่ายไปก็มี

เหมือนอย่างว่า   ระหว่างแม่โค   ที่ยืนอยู่ก็ดี  หยุดอยู่ก็ดี   นอนอยู่ก็ดี

โคนอกนั้น   ก็ถูกเรียกว่าเที่ยวไป   เพราะอาศัยโคตัวที่กำลังเที่ยวไปว่า

โคเหล่านี้เที่ยวไปอยู่ฉันใด      ก้อนกรวดและกระเบื้องทั้งสองแม้นอกนี้

เขาเรียกว่า    หยุด   เพราะอาศัยก้อนกรวดและกระเบื้องที่หยุด     แม้

ก้อนกรวดและกระเบื้องที่เขาเรียกว่าว่ายไป      ก็เพราะอาศัยฝูงปลา

ซึ่งกำลังว่ายไปฉันนั้น.  บทว่า  อาวิเลน  ได้แก่  ถูกนิวรณ์  ๕  หุ้มห่อ

ไว้.    ประโยชน์ของตนอันคละกันทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ.    อัน

เป็นไปในปัจจุบัน  ชื่อว่า   ประโยชน์ของตน  ในคำมีอาทิว่า   อตฺตตฺถ

วา    ประโยชน์ของตน    ที่คละกันทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ.    ใน

สัมปรายภพ  ชื่อว่า  ประโยชน์ภายหน้า    แม้ประโยชน์ภายหน้า  ชื่อว่า

ปรัตถะ    เพราะประกอบด้วยประโยชน์ของบุคคลอื่น.    ประโยชน์

ทั้ง  ๒ นั้น ชื่อว่า   อุภยัตถะประโยชน์ทั้ง  ๒.  อีกอย่างหนึ่ง  ประโยชน์

ส่วนโลกิยะและโลกุตตระ     ที่เป็นไปในปัจจุบัน      และสัมปรายภพ

ของตน  ชื่อว่าประโยชน์ตน.   ประโยชน์เช่นนั้นนั่นแลของผู้อื่น  ชื่อว่า

ประโยชน์ของผู้อื่น.   แม้ประโยชน์ทั้ง   ๒   นั้น   ก็ชื่อว่า   อุภยัตถะ

ประโยชน์ทั้ง  ๒.

บทว่า   อุตฺตรึ  วา   มนุสฺสธมฺมา  ได้แก่  อันยิ่งกว่าธรรมของ

มนุษย์  กล่าวคือ  กุศลกรรมบถ   ๑๐   ประการ.  จริงอยู่    ธรรม  ๑๐