พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 501

พึงทราบความ   โดยเจตนาต้นและเจตนาหลัง.   จริงอยู่   ในการถวายบิณฑบาต

ครั้งหนึ่ง  เจตนาคราวเดียว  ย่อมไม่ให้ปฏิสนธิสองครั้ง.  ก็เศรษฐีนั้น  บังเกิด

ในสวรรค์  ๗  ครั้ง  ในตระกูลเศรษฐี ๗ ครั้ง   ก็ด้วยเจตนาต้นและเจตนาหลัง.

บทว่า  ปุราณ  ได้แก่  กรรมคือเจตนาในบิณฑบาตทานที่ถวายแก่พระปัจเจก

พุทธเจ้า.

บทว่า  ปริคฺคห   ได้แก่  สิ่งของที่หวงแหน.   บทว่า    อนุชีวิโน

ได้แก่  เหล่าตระกูล จำนวน  ๕๐ บ้าง  ๖๐ บ้าง อาศัยตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งเลี้ยง

ชีพอยู่.  ท่านหมายเอาคนเหล่านั้น  จึงกล่าวคำนี้.

บทว่า  สพฺพนฺนาทาย  คนฺตพฺพ  ได้แก่ พาเอาทรัพย์นั้นทั้งหมด

ไปไม่ได้.  บทว่า นิกฺขีปคามิน  ได้แก่ทรัพย์นั้น ทั้งหมดมีอันต้องทิ้งไว้เป็น

สภาพ  อธิบายว่า  มีอันจำต้องสละเป็นสภาวะทั้งนั้น.

จบอรรถกถาทุติยาปุตตกสูตรที่  ๑๐

จบทุติยวรรคที่  ๒

 

พระสูตรในวรรคที่  ๒ นี้  คือ

๑. ชฎิลสูตร  ๒.  ปัญจราชสูตร  ๓. โทณปากสูตร   ๔.  ปฐมสังคาม

วัตถุสูตร   ๕.  ทุติยสังคามวัตถุสูตร    ๖.  ธีตุสูตร    ๗.  ปฐมอัปปมาทสูตร

๘.  ทุติยอัปปมาทสูตร    ๙.  ปฐมาปุตตกสูตร        ๑๐.   ทุติยาปุตตกสูตร

พร้อมทั้งอรรถกถา.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 502

ตติยวรรคที่  ๓

 

๑.  ปุคคลสูตร

 

ว่าด้วยบุคคล  ๔  ประเภท

[๓๙๓]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน    อารามของ

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี.

ครั้งนั้น      พระเจ้าปเสนทิโกศล     เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วได้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท้าวเธอว่า    ดูก่อนมหาบพิตร    บุคคล

๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก  บุคคล ๔ จำพวกเป็นไฉน   บุคคล ๔ จำพวก

คือ บุคคลผู้มืดมามืดไปจำพวก ๑  บุคคลผู้มืดมากลับสว่างไปจำพวก ๑  บุคคล

ผู้สว่างมาแล้วกลับมืดไปจำพวก ๑  บุคคลผู้สว่างมาแล้วสว่างไปจำพวก ๑.

[๓๙๔]   ดูก่อนมหาบพิตร    ก็อย่างไร    บุคคลชื่อว่ามืดมามืดไป

ดูก่อนมหาบพิตร  บุคคลบางคนในโลกนี้    เกิดมาภายหลังในตระกูลอันต่ำ  คือ

ตระกูลจัณฑาล   ตระกูลช่างจักสาน  ตระกูลพราน  ตระกูลช่างรถ  หรือตระกูล

คนเทหยากเยื่อ   ซึ่งขัดสน   มีข้าวน้ำโภชนาหารน้อย    เป็นอยู่ฝืดเคือง   เป็น

ตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก     และเขาเป็นคนที่มีผิวพรรณทราม

ไม่น่าดูไม่น่าชม   เป็นคนเล็กแคระ  มีอาพาธมาก  เป็นคนเสียจักษุ   เป็นง่อย

เป็นคนกระจอกหรือเป็นเปลี้ย  มักหาข้าว  น้ำ  ผ้านุ่งห่ม   ยวดยาน   ดอกไม้

๑.  คนกระจอก  คือเดินขาเขยก ฯ  คนเปลี้ย  คือเป็นอัมพาต  ตายแถบหนึ่ง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 503

ของหอม  เครื่องลูบไล้  ที่นอน  ที่อยู่อาศัย  เครื่องประทีปไม่ใคร่ได้  เขาซ้ำ

ประพฤติทุจริตด้วยกาย   วาจา   ใจ   ครั้นเขาประพฤติทุจริตด้วยกาย  วาจา  ใจ

แล้ว   ครั้นตายไปย่อมเข้าถึงอบาย   ทุคติ  วินิบาต   นรก    ดูก่อนมหาบพิตร

เปรียบเหมือนบุรุษพึงไปจากความมืดมิดสู่ความมืดมิด      หรือพึงไปจากความ

มืดมัวสู่ความมืดมัว  หรือพึงไปจากโลหิตอันมีมลทินสู่โลหิตอันมีมลทิน  ฉันใด

ดูก่อนมหาบพิตร ตถาคตกล่าวว่า บุคคลนี้   มีอุปไมยฉันนั้น   ดูก่อนมหาบพิตร

อย่างนี้แล  บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดมามืดไป.

[๓๙๕]   ดูก่อนมหาบพิตร   ก็อย่างไร    บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดมาแล้ว

กลับสว่างไป ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้  เป็นคนเกิดมาภายหลัง

ในตระกูลอันต่ำทราม   คือตระกูลจัณฑาล   ตระกูลช่างจักสาน   ตระกูลพราน

ตระกูลช่างรถ    หรือตระกูลคนเทหยากเยื่อ   ขัดสน   มีข้าวน้ำโภชนาหารน้อย

มีความเป็นอยู่ฝืดเคือง    เป็นตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก    และ

เขาเป็นคนมีผิวพรรณทราม  ไม่น่าดูไม่น่าชม  เป็นคนเล็กแคระ  มีอาพาธมาก

เป็นคนเสียจักษุ   เป็นคนง่อย  เป็นคนกระจอก  หรือเป็นคนเปลี้ย  มักหาข้าว

น้ำ  ผ้า  ยวดยาน  ดอกไม้  ของหอมเครื่องลูบไล้  ที่นอน  ที่อยู่อาศัย   และ

เครื่องประทีปไม่ใคร่ได้   แม้กระนั้น   เขาก็ประพฤติสุจริตด้วยกาย   วาจา  ใจ

ครั้นเขาประพฤติสุจริตด้วยกาย   วาจา  ใจแล้ว   ครั้นตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติ-

โลกสวรรค์  ดูก่อนมหาบพิตร   เปรียบเหมือนบุรุษพึงขึ้นจากแผ่นดินสู่บัลลังก์

หรือพึงขึ้นจากบัลลังก์สู่หลังม้า   หรือพึงขึ้นจากหลังม้าสู่คอช้าง  หรือพึงขึ้นจาก

คอช้างสู่ปราสาท   แม้ฉันใด  ดูก่อนมหาบพิตร  ตถาคตย่อมกล่าวว่า  บุคคลนี้

มีอุปไมยฉันนั้น     ดูก่อนมหาบพิตร   อย่างนี้แล   บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดมาแล้ว

กลับสว่างไป.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 504

[๓๙๖]   ดูก่อนมหาบพิตร   ก็อย่างไร   บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้ว

กลับมืดไป   ดูก่อนมหาบพิตร   บุคคลบางคนในโลกนี้    เป็นผู้เกิดมาภายหลัง

ในตระกูลสูง  คือตระกูลขัตติยมหาศาล  ตระกูลพราหมณมหาศาล  หรือตระกูล

คฤหบดีมหาศาล  มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก  มีโภคสมบัติมาก  มีทองและเงินมากมาย

มีของใช้น่าปลื้มใจมากมาย    มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย    และเขาเป็นคนมี

รูปงาม    น่าดูน่าชม   ประกอบด้วยความงามแห่งผิวเป็นเยี่ยม  มักหาข้าว   น้ำ

ผ้า  ยวดยาน   ดอกไม้   ของหอม   เครื่องลูบไล้   ที่นอน   ที่อยู่อาศัย   และ

เครื่องประทีปได้สะดวก   แต่เขากลับประพฤติทุจริตด้วยกาย   วาจา   ใจ   ครั้น

เขาพระพฤติทุจริตด้วยกาย   วาจา   ใจแล้ว    ตายไป    ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ

วินิบาต  นรก  ดูก่อนมหาบพิตร    เปรียบเหมือนบุรุษลงจากปราสาทสู่คอช้าง

หรือลงจากคอช้างสู่หลังม้า    หรือลงจากหลังม้าสู่บัลลังก์    หรือลงจากบัลลังก์

สู่พื้นดิน  หรือจากพื้นดินเข้าไปสู่ที่มืด   แม้ฉันใด   ดูก่อนมหาบพิตร   ตถาคต

กล่าวว่า  บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนั้น  ดูก่อนมหาบพิตร  อย่างนี้แล  บุคคลชื่อว่า

เป็นผู้สว่างมาแล้วกลับมืดไป.

[๓๙๗]   ดูก่อนมหาบพิตร   ก็อย่างไร   บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้ว

สว่างไป  ดูก่อนมหาบพิตร  บุคคลบางคนในโลกนี้   เป็นคนเกิดมาภายหลังใน

ตระกูลสูง   คือตระกูลขัตติยมหาศาล   ตระกูลพราหมณมหาศาล   หรือตระกูล

คฤหบดีมหาศาล   อันมั่งคั่ง   มีทรัพย์มาก   มีโภคสมบัติมาก   มีทองและเงิน

มากมาย   มีของใช้น่าปลื้มใจมากมาย   มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย    และเขา

เป็นคนมีรูปสวย  น่าดูน่าชม   ประกอบด้วยความงามแห่งผิวเป็นเยี่ยม   มักหา

ข้าว น้ำ  ผ้า  ยวดยาน  ดอกไม้  ของหอม  เครื่องลูบไล้  ที่นอน  ที่อยู่อาศัย

และเครื่องประทีปได้สะดวก   เขาย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย   วาจา  ใจ   ครั้น

เขาประพฤติสุจริตด้วยกาย   วาจา  ใจแล้ว   ตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 505

ดูก่อนมหาบพิตร        เปรียบเหมือนบุรุษพึงก้าวไปด้วยดีจากบัลลังก์สู่บัลลังก์

หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากหลังม้าสู่หลังม้า        หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากคอช้างสู่

คอช้าง  หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากปราสาทสู่ปราสาท  แม้ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร

ตถาคตย่อมกล่าวว่า   บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนั้น    ดูก่อนมหาบพิตร   อย่างนี้แล

บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้วสว่างไป.    ดูก่อนมหาบพิตร   บุคคล ๔ จำพวก

นี้แล  มีปรากฏอยู่ในโลก  ดังนี้.

[๓๙๘]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา      ครั้นตรัสไวยากรณ์

คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว  จึงได้ตรัสพระคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

ดูก่อนมหาบพิตร   บุรุษเข็ญใจไม่มี

ศรัทธา    เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น    มี

ความดำริชั่ว    เป็นมิจฉาทิฏฐิ   ไม่มีความ

เอื้อเฟื้อ     ย่อมด่าย่อมบริภาษสมณะหรือ

พราหมณ์หรือวณิพกอื่น ๆ เขาเป็นคนไม่

มีประโยชน์   เป็นคนมักขึ้งเคียด  ย่อมห้าม

คนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ

ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งประชา-

ราษฎร์   คนเช่นนั้นเมื่อตายไป   ย่อมเข้า

ถึงนรกอันโหดร้าย  นี่ชื่อว่าผู้มืดแล้วมืดไป.

ดูก่อนมหาบพิตร   บุรุษ   (บางคน)

เป็นคนเข็ญใจ (แต่) เป็นคนมีศรัทธา  ไม่

มีความตระหนี่     เขามีความดำริประเสริฐ

มีใจไม่ฟุ้งซ่าน  ย่อมให้ทาน   ย่อมลุกรับ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 506

สมณะหรือพราหมณ์     หรือวณิพกอื่น ๆ

ย่อมสำเหนียกในจรรยาอันเรียบร้อย    ไม่

ห้ามคนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ

ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งประชา-

ราษฎร์   คนเช่นนั้นเมื่อตายไป    ย่อมเข้าถึง

ไตรทิพสถาน  นี่ชื่อว่าผู้มืดแล้วกลับสว่าง

ไป.

ดูก่อนมหาบพิตร   บุรุษ   (บางคน)

ถึงหากจะมั่งมี (แต่) ไม่มีศรัทธา  เป็นคน

มีความตระหนี่เหนียวแน่น  มีความดำริชั่ว

เป็นมิจฉาทิฏฐิ  ไม่มีความเอื้อเฟื้อ  ย่อมด่า

ย่อมบริภาษสมณะหรือพราหมณ์   หรือ

วณิพกอื่น ๆ เขาเป็นคนไม่มีประโยชน์

เป็นคนมักขึ้งเคียด     ย่อมห้ามคนที่กำลัง

จะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ     ดูก่อน

มหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งประชาราษฎร์

คนเช่นนั้นเมื่อตายไป       ย่อมเข้าถึงนรก

อันโหดร้าย   นี้ชื่อว่า   ผู้สว่างมาแล้วกลับ

มืดไป.

ดูก่อนมหาบพิตร   บุรุษ   (บางคน)

ถึงหากจะมั่งมี  ก็เป็นคนมีศรัทธา  ไม่มี

ความตระหนี่      เขามีความดำริประเสริฐ

มีใจไม่ฟุ้งซ่าน  ย่อมไม่ทาน  ย่อมลุกรับ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 507

สมณะหรือพราหมณ์  หรือแม้วณิพกอื่น  ๆ

ย่อมสำเหนียกในจรรยาอันเรียบร้อย    ไม่

ห้ามคนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่ผู้ที่

ขอ  ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งประ-

ชาราษฎร์   คนเช่นนั้นเมื่อตายไป  ย่อมเข้า

ถึงไตรทิพสถาน     นี่ชื่อว่าผู้สว่างมาแล้ว

สว่างไป  ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 508

อรรถกถาปุคคลสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในปุคคลสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๓  ต่อไป :-

บุคคลชื่อว่า  ตมะ  มืดมา เพราะประกอบด้วยความมืดมีชาติเป็นต้น

ในภายหลัง   ในตระกูลที่ต่ำ   ที่ชื่อว่า    ตมปรายนะ   มืดไป   เพราะเข้าถึง

ความมืดคือนรกซ้ำอีก    ด้วยกายทุจริตเป็นต้น.  ดังนั้น   จึงเป็นอันท่านกล่าว

ถึงความมืดคือขันธ์   แม้ด้วยบททั้งสอง   ที่ชื่อว่า   โชติ   สว่างมาก็เพราะ

ประกอบด้วยความสว่างมีชาติเป็นต้นในภายหลังในตระกูลมั่งมี.   ท่านอธิบายว่า

เป็นผู้สว่าง.   ที่ชื่อว่า  โชติปรายนะ   สว่างไป  เพราะเข้าถึงความสว่างคือการ

เข้าถึงสวรรค์อีกต่อ     ด้วยกายสุจริตเป็นต้น.      พึงทราบบุคคลทั้งสอง    แม้

นอกนี้โดยนัยนี้.

บทว่า  เวณกุเล  ได้แก่ตระกูลช่างสาน.  บทว่า  เนสาทกุเล   ได้แก่

ตระกูลของพวกพรานล่าเนื้อเป็นต้น.  บทว่า   รถการกุเล   ได้แก่ตระกูลช่าง

หนัง.    บทว่า    ปุกฺกุสกุเล    ได้แก่ตระกูลคนทิ้งดอกไม้เป็นต้น.    บทว่า

กสิรวุตฺติเก   ได้แก่ดำรงชีพลำเข็ญ.   บทว่า   ทุพฺพณฺโณ   ได้แก่ มีผิวดัง

ตอไฟไหม้  เหมือนปีศาจุคลุกฝุ่น.

บทว่า  ทุทฺทสฺสิโก ได้เเก่ ผู้พบเห็นไม่ชอบใจ แม้แต่แม่บังเกิดเกล้า.

บทว่า   โอโกฏิมาโก   ได้แก่ เป็นคนเตี้ย.   บทว่า    กาโณ   ได้แก่ เป็น

คนตาบอดข้างเดียวหรือตาบอดสองข้าง.  บทว่า  กุณี ได้แก่  มือง่อยข้างเดียว

หรือมือง่อยสองข้าง.   บทว่า   ขญฺโช   ได้แก่  มีเท้าง่อยข้างเดียวหรือเท้าง่อย

สองข้าง.  บทว่า  ปกฺขหโต  ได้แก่ คนมีสีข้าง  ถูกลมขจัดเสียแล้ว   คือคน


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 509

เปลี้ย   [อัมพาต].  บทว่า  ปทีเปยฺยสฺส  ได้แก่เครื่องอุปกรณ์แห่งประทีป

มีน้ำและภาชนะน้ำมันเป็นต้น.  ในคำว่า  เอว  โข  มหาราช   นี้ท่านกล่าวว่า

บุคคลคนหนึ่ง        ไม่ทันเห็นแสงสว่างภายนอกก็มาตายเสียในท้องแม่นั่นเอง

บังเกิดในอบาย    ท่องเที่ยวอยู่ตลอดกัปแม้ทั้งสิ้น   บุคคลแม้นั้น    ชื่อว่ามืดมา

มืดไปแท้.   ก็บุคคลผู้มืดมามืดไปนั้น    พึงเป็นบุคคลหลอกลวง  ด้วยว่าบุคคล

หลอกลวง  ย่อมได้รับผลิตผลเห็นปานนี้.

ก็ในคำนี้     ท่านแสดงถึงความวิบัติแห่งการมา      และความวิบัติแห่ง

ปัจจัยที่เกิดขึ้นในอดีต  ด้วยคำว่า  นีจกุเล  ปจฺฉา  ชาโต  โหติ  จณฺฑาล-

กุเลวา  เป็นต้น.  แสดงถึงความวิบัติแห่งปัจจัยในปัจจุบัน  ด้วยคำว่า  ทลิทฺเท

เป็นต้น.    แสดงถึงความวิบัติแห่งอัตภาพ  ด้วยคำว่า  กสิรวุตฺติเก  เป็นต้น.

แสดงถึงการประจวบเหตุแห่งทุกข์   ด้วยคำว่า   พหฺวาพาโธ  เป็นต้น.   แสดง

ถึงความวิบัติเหตุแห่งสุข  และความวิบัติแห่งเครื่องอุปโภค  ด้วยคำว่า  น  ลาภี

เป็นต้น.   แสดงถึงการประจวบเหตุแห่งความเป็นผู้มืดไป   ด้วยคำว่า   กาเยน

ทุจฺจริต เป็นต้น.  แสดงถึงความเข้าถึงความมืดที่เป็นไปภายภาคหน้า  ด้วยคำ

ว่า   กายสฺส  เภทา  เป็นต้น.  พึงทราบฝ่ายขาวโดยนัยตรงข้ามกับฝ่ายดำที่กล่าว

มาแล้ว.

บทว่า   อกฺโกสติ   ได้แก่  ด่าด้วยเรื่องที่ใช้ด่า  ๑๐  เรื่อง.   บทว่า

ปริภาสติ   ได้แก่  บริภาษด่ากระทบกระเทียบ    ด้วยคำตะคอกว่า    เหตุไร

พวกเจ้าจึงหยุดงานกสิกรรมเป็นต้นของข้า   พวกเจ้าทำกันแล้วหรือดังนี้เป็นต้นต้น.

บทว่า อพฺยคฺคมนโส  ได้แก่ มีจิตมีอารมณ์อันเดียว.

จบอรรถกถาปุคคลสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 510

๒.  อัยยิกาสูตร

 

[๓๙๙]   สาวัตถีนิทาน.

ครั้งนั้นเป็นเวลากลางวัน   พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มี

พระภาคเจ้า  ถวายอภิวาทแล้ว  ประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท้าวเธอว่า เชิญเถิดมหาบพิตร  พระองค์

เสด็จจากไหนมาแต่วัน.

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า   พระพุทธเจ้าข้า   พระอัยยิกาของข้าพระ-

องค์  ผู้ทรงชรา  เป็นผู้เฒ่า   เป็นผู้ใหญ่   ล่วงกาลผ่านวัย   มีพระชนม์ ๑๒๐

พรรษา   ได้เสด็จทิวงคตเสียแล้ว    ท่านเป็นที่รัก   เป็นที่พอใจของข้าพระองค์

มาก  พระเจ้าข้า   หากข้าพระองค์จะพึงได้สมหวังว่า   ขอพระอัยยิกาเจ้าของเรา

อย่าได้เสด็จทิวงคตเลย  ดังนี้   แม้ด้วยใช้ช้างแก้วแลกไซร้  ข้าพระองค์พึงให้แม้

ซึ่งช้างแก้วเพื่อให้ได้สมหวัง  ดังนี้    พระเจ้าข้า   หากข้าพระองค์พึงได้สมหวัง

ว่า   ขอพระอัยยิกาเจ้าของเราอย่าได้เสด็จทิวงคตเลย  แม้ด้วยใช้ม้าแก้วแลกไซร้

ข้าพระองค์พึงให้แม้ซึ่งม้าแก้วเพื่อให้ได้สมหวัง   พระเจ้าข้า  หากข้าพระองค์พึง

ได้สมหวังว่า   ขอพระอัยยิกาเจ้าของเราอย่าได้เสด็จทิวงคตเลย    ดังนี้    แม้ด้วย

ใช้บ้านส่วยแลกไซร้   ข้าพระองค์พึงให้แม้ซึ่งบ้านส่วยเพื่อให้ได้สมหวัง   พระ-

เจ้าข้า    หากข้าพระองค์พึงได้สมหวังว่า     ขอพระอัยยิกาเจ้าของเราอย่าได้เสด็จ

ทิวงคตเลย ดังนี้  แม้ด้วยใช้ชนบทแลกไซร้ ข้าพระองค์พึงให้แม้ซึ่งชนบทเพื่อ

ให้ได้สมหวัง  พระเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า  สัตว์ทั้งหลาย

ทั้งปวง   มีมรณะเป็นธรรมดา   มีมรณะเป็นที่สุด   ไม่ล่วงพ้นมรณะไปได้เลย


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 511

ดังนี้   พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   คำที่ตรัสนั้น    เป็น

คำตรัสที่ชอบ   เป็นของอัศจรรย์   ไม่เคยมีมาแล้ว.

[๔๐๐]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น    มหาบพิตร

ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น  มหาบพิตร  สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มีความตายเป็นธรรมดา

มีความตายเป็นที่สุด  ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้เลย  ดูก่อนมหาบพิตร  ภาชนะ

ดิน  ชนิดใดชนิดหนึ่ง  ทั้งที่ดิบทั้งที่สุก  ภาชนะดินเหล่านั้นทั้งหมด   มีความ

แตกเป็นธรรมดา    มีความแตกเป็นที่สุด   ไม่ล่วงพ้นความแตกไปได้เลย    แม้

ฉันใด   ดูก่อนมหาบพิตร   สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง   มีความตายเป็นธรรมดา   มี

ความตายเป็นที่สุด  ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้เลย  ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๔๐๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา   ครั้นตรัสไวยากรณคำ

ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว  จึงได้ตรัสพระคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

สัตว์ทั้งปวงจักตาย    เพราะชีวิตมี

ความตายเป็นที่สุด  สัตว์ทั้งหลายจักไปตาม

กรรม  เข้าถึงผลแห่งบุญและบาป  คือผู้มี

กรรมเป็นบาป  จักไปสู่นรก  ส่วนผู้มีกรรม

เป็นบุญ  จักไปสู่สุคติ.

เพราะฉะนั้น   เมื่อสั่งสมกรรมอันมี

ผลในภายหน้าพึงทำแต่กรรมงามนี้    บุญ

ทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย

ในปรโลก.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 512

อรรถกถาอัยยิกาสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในอัยยิกาสูตรที่ ๒  ต่อไป :-

บทว่า   ชิณฺณา   ได้แก่  แก่เพราะชรา.   บทว่า   วุฑฺฒา   ได้แก่

เจริญโดยวัย.  บทว่า  มหลฺลิกา  ได้แก่ แก่เฒ่าโดยชาติ.  บทว่า อทฺธคตา

ได้แก่ ล่วงกาลไกล คือกาลนาน.  บทว่า วโยอนุปฺปตฺตา  ได้แก่ถึงปัจฉิมวัย.

บทว่า  ปิย  มนาปา   ความว่า   ได้ยินว่า   เมื่อพระชนนีของพระราชาทิวงคต

แล้ว    พระราชาก็ทรงสถาปนาพระอัยยิกาไว้ในตำแหน่งพระชนนีแล้วทรงทนุ-

บำรุง   ด้วยเหตุนั้น     ท้าวเธอจึงทรงมีความรักแรงกล้าในพระอัยยิกา    เพราะ

ฉะนั้น   จึงตรัสอย่างนี้.  บทว่า   หตฺถิรตเนน   ความว่า   ช้างมีค่าแสนหนึ่ง

ประดับด้วยเครื่องประดับมีค่าแสนหนึ่ง ชื่อว่า หัตถิรัตนะ. แม้ในอัสสรัตนะ

ก็นัยนี้เหมือนกัน.  แม้บ้านส่วย  ก็คือหมู่บ้านที่มีรายได้เกิดขึ้นแสนหนึ่งนั่นเอง.

บทว่า  สพฺพานิ  ตานิ  เภทนธมฺมานิ   ความว่า บรรดาภาชนะของช่างหม้อ

เหล่านั้น    ภาชนะบางอันที่ช่างหม้อกำลังทำอยู่นั่นแหละ  ย่อมแตกได้   บางอัน

ทำเสร็จแล้ว    เอาออกจากแป้นหมุนก็แตก    บางอันเอาออกแล้วพอวางลงที่พื้น

ก็แตก  บางอันอยู่ได้เกินไปกว่านั้นก็แตก แม้ในสัตว์ทั้งหลาย  ก็อย่างนั้นเหมือน

กัน  บางคนเมื่อมารดาตายทั้งกลม  ไม่ทันออกจากท้องมารดาก็ตาย  บางคนพอ

ตลอดก็ตาย   บางคนอยู่ได้เกินไปกว่านั้นก็ตาย    เพราะฉะนั้น     พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้.

จบอรรถกถาอัยยิกาสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 513

๓.  โลกสูตร

 

[๔๐๒]   สาวัตถีนิทาน.

พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ทูลพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าว่า   พระเจ้าข้า  ธรรมเท่าไรหนอแลเมื่อเกิดขึ้นแก่โลก  ย่อมเกิด

ขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล  เพื่อทุกข์   เพื่อความอยู่ไม่สำราญ.

[๔๐๓]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ อย่าง

เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก   ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล    เพื่อทุกข์   เพื่อ

ความอยู่ไม่สำราญ  ธรรม ๓ อย่างเป็นไฉน.

๑.  ดูก่อนมหาบพิตร   ธรรมคือโลภะความโลภ    เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก

ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล   เพื่อทุกข์  เพื่อความอยู่ไม่สำราญ.

๒.  ดูก่อนมหาบพิตร  ธรรมคือโทสะความโกรธ  เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก

ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล   เพื่อทุกข์  เพื่อความอยู่ไม่สำราญ.

๓.  ดูก่อนมหาบพิตร   ธรรมคือโมหะความหลง   เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก

ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล   เพื่อทุกข์  เพื่อความอยู่ไม่สำราญ.

ดูก่อนมหาบพิตร   ธรรม ๓ อย่างนี้แล   เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก   ย่อมเกิด

ขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล   เพื่อทุกข์  เพื่อความอยู่ไม่สำราญ.

[๔๐๔]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา  ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ

ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว    จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

โลภะ   โทสะ และโมหะ  อันบังเกิด

แก่ตนย่อมทำลายบุรุษ    ผู้มีใจบาป    ดุจ

ขุยไผ่ทำลายต้นไฝ่  ฉะนั้น.

 

อรรถกถาโลกสูตร

 

ในโลกสูตรที่  ๓  คำทั้งหมดมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 514

๔.  อิสสัตถสูตร

 

[๔๐๕]   สาวัตถีนิทาน.

พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว   ได้ทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทาน บุคคลควรให้ในที่ไหนหนอ.

พ.  ดูก่อนมหาบพิตร  ควรให้ในที่ที่จิตเลื่อมใส.

ป.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก.

[๔๐๖]  พ.   ดูก่อนมหาบพิตร  ทานควรให้ในที่ไหนนั่นเป็นข้อหนึ่ง

และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก   นั่นเป็นอีกข้อหนึ่ง   ดูก่อนมหาบพิตร

ทานที่ให้แล้วแก่ผู้มีศีลแลมีผลมาก        ทานที่ให้แล้วในผู้ทุศีลหามีผลมากไม่

ดูก่อนมหาบพิตร   ด้วยเหตุนั้น   อาตมภาพจักย้อนถามมหาบพิตรในปัญหาข้อ

นั้นบ้าง.  มหาบพิตรพอพระทัยอย่างใด  พึงพยากรณ์อย่างนั้น

[๔๐๗]   มหาบพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ณ  ที่นี้การยุทธ์

พึงปรากฏเฉพาะหน้าแด่พระองค์  สงครามพึงประชิดกัน  ถ้าว่าเจ้าหนุ่ม ๆ ผู้ไม่

ได้ศึกษา   ไม่ได้หัดมือ    ไม่มีความชำนาญ    ไม่ได้ประลองการยิง    เป็นคน

ขี้ขลาด  หวาดสะดุ้ง  มักวิ่งหนี  พึงมาอาสาไซร้  พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษ

นั้นหรือ   และพระองค์ยังจะทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ.

ป.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ       หม่อมฉันไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษเช่นนั้น

และหม่อมฉันไม่ต้องการบุรุษเช่นนั้นเลย.

พ.  ถ้าว่า   พราหมณ์หนุ่ม   ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ  พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ

ถ้าว่าแพศย์หนุ่ม    ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ   พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ    ถ้าว่าศูทรหนุ่ม

ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ    พึงมาอาสาไซร้    พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ

และพระองค์ยังจะทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 515

ป.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    หม่อมฉันไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น    และ

หม่อมฉันไม่พึงต้องการบุรุษเช่นนั้นแล.

[๔๐๘]   พ.  ดูก่อนมหาบพิตร      พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้น

เป็นไฉน  ณ  ที่นี้การยุทธพึงปรากฏแก่พระองค์  สงครามพึงประชิดกัน   ถ้าว่า

เจ้าหนุ่ม ๆ ผู้ศึกษาดีแล้ว    ได้หัดมือแล้ว     มีความชำนาญแล้ว    ได้ประลอง

การยิงมาแล้ว    ไม่เป็นคนขี้ขลาด   ไม่หวาดสะดุ้ง   ไม่วิ่งหนี   พึงมาอาสาไซร้

พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ      และพระองค์พึงทรงต้องการบุรุษเช่น

นั้นหรือ.

ป.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น    และ

หม่อมฉันพึงต้องการบุรุษเช่นนั้น.

พ.  ถ้าว่าพราหมณ์หนุ่ม   ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ   พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ

ถ้าว่า  แพศย์หนุ่ม  ผู้ศึกษาดีแล้ว  ฯลฯ   พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ   ถ้าว่า  ศูทรหนุ่ม

ผู้ศึกษาดีแล้ว  ฯลฯ   พึงมาอาสาไซร้   พระองค์จะพึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ

และพระองค์จะพึงทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ.

ป.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น      และ

หม่อมฉันพึงต้องการบุรุษเช่นนั้น.

[๔๐๙]   พ.  ฉันนั้นนั่นแล  มหาบพิตร  แม้หากว่า  กุลบุตรออกจาก

เรือนไม่มีเรือน   บวชจากตระกูลไร ๆ  และกุลบุตรนั้น    เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้

แล้ว  เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรนั้น  ย่อมมีผลมาก

องค์ ๕ อันกุลบุตรนั้นละได้แล้วเป็นไฉน    กามฉันทะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว

พยาบาทอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว   ถีนมิทธะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว   อุทธัจจ-

กุกกุจจะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว    วิจิกิจฉาอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว    องค์ ๕

เหล่านี้อันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว  กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์  ๕  เป็นไฉน


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 516

กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยสีลขันธ์  ของพระอเสขะ  ประกอบด้วยสมาธิขันธ์

ของพระอเสขะ  ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ของพระอเสขะ   ประกอบด้วยวิมุตติ-

ขันธ์ของพระอเสขะ        ประกอบด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ของพระอเสขะ

กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ เหล่านี้      ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรผู้

ละองค์ ๕ ได้แล้ว   ผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ ดังนี้    ย่อมมีผลมาก.

[๕๑๐]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา      ครั้นตรัสไวยากรณ์

คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

ศิลปะธนู  กำลังเข้มแข็ง  และความ

กล้าหาญมีอยู่ในชายหนุ่มผู้ใด  พระราช

ผู้ทรงการยุทธ์    พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่ม

เช่นนั้น   ไม่พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่มผู้ไม่

กล้าหาญ  เพราะเหตุแห่งชาติ  ฉันใด.

ธรรมะคือขันติ  และโสรัจจะ  ตั้งอยู่

แล้วในบุคคลใด  บุคคลพึงบูชาบุคคลนั้น

ผู้มีปัญญา  มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ

แม้มาชาติต่ำ  ฉันนั้นเหมือนกัน.

พึงสร้างอาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์

อาราธนาพระพหูสูตทั้งหลายให้อยู่ ณ ที่นั้น

พึงสร้างบ่อน้ำไว้ในป่าที่กันดารน้ำ  และ

สร้างสะพานในที่เป็นหล่ม  พึงถวาย  ข้าว

น้ำ   ของเคี้ยว  ผ้า  และเสนาสนะในท่าน

ผู้ซื่อตรงทั้งหลาย     ด้วยน้ำใจอันผ่องใส


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 517

เมฆมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ     (เมฆอัน

ประกอบด้วยถ่องแถวแห่งสายฟ้า)   มียอด

ตั้งร้อยกระหึ่มอยู่ ทำแผ่นดินให้โชกชุ่มอยู่

ย่อมทำที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็ม  แม้ฉันใด.

ทายกผู้มีศรัทธา   เป็นบัณฑิตได้ฟัง

แล้ว   ตกแต่งโภชนาหารเลี้ยงวณิพก  ด้วย

ข้าวน้ำให้อิ่มหนำ  บันเทิงใจ  เที่ยวไปใน

โรงทาน  สั่งว่า  ท่านทั้งหลายจงให้  ท่าน

ทั้งหลายจงให้  ดังนี้  และทายกนั้นบันลือ

เสียงเหมือนเสียงกระหึ่มแห่งเมฆ   เมื่อฝน

กำลังตก  ธารแห่งบุญอันไพบูลย์นั้น

ย่อมหลั่งรดทายกผู้ให้ฉันนั้น.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 518

อรรถกถาอิสสัตถสูตร

 

การตั้งขึ้นแห่งอิสสัตถสูตรที่ ๔  มีอัตถุปปัตติ  เหตุเกิดเรื่องดังนี้  :-

ได้ยินว่า  ในปฐมโพธิกาล   พระผู้มีพระภาคเจ้า   และภิกษุสงฆ์มีลาภ

สักการะเกิดขึ้นเป็นอันมาก.   เหล่าเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ   ก็เที่ยวพูดไปใน

ตระกูลทั้งหลาย   อย่างนี้ว่า   พระสมณโคดมกล่าวอย่างนี้ว่า   พึงให้ทานแก่เรา

เท่านั้น   ไม่พึงให้ทานแก่พวกอื่น   พึงให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น   ไม่พึง

ให้ทานแก่เหล่าสาวกของพวกอื่น    ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก    ทานที่ให้

แก่พวกอื่น  ไม่มีผลมาก  ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้น  มีผลมาก   ทานที่ให้

แก่เหล่าสาวกของพวกอื่น     ไม่มีผลมาก.     แม้ทั้งที่ตนเองก็ยังอาศัยภิกขาจาร

ควรละหรือที่มาทำอันตรายแก่ปัจจัย  ๔  ของพวกอื่น        ซึ่งก็อาศัยภิกขาจาร

เหมือนกัน  พระสมณโคดมทำไม่ถูก   ไม่สมควรเลย   ถ้อยคำนั้นก็แผ่กระจาย

ไปถึงราชสกุล.   พระราชาทรงสดับแล้ว   ทรงพระดำริว่า   มิใช่ฐานะเลย  (เป็น

ไปไม่ได้)    ที่พระตถาคตจะพึงทรงทำอันตรายแก่สาวกของตนพวกอื่น    มีแต่

คนอื่นเหล่านั้น    กระเสือกกระสน เพื่อไม่ให้มีลาภ  เพื่อไม่ให้มียศแก่พระตถาคต

ถ้าเรายังอยู่ในที่นี้นี่แหละ   ก็จะพึงพูดว่า  พวกท่านอย่าพูดอย่างนี้    พระศาสดา

ย่อมไม่ตรัสอย่างนั้น    ถ้อยคำนั้น      ไม่พึงถึงความไม่มีมลทินโทษ    เราจักทำ

ถ้อยคำนั้นให้หมดมลทิน    ในเวลาที่มหาชนนี้ชุมนุมกัน    จึงทรงนิ่งรอคอยวัน

มหรสพวันหนึ่งอยู่.

สมัยต่อมา   เมื่อมหาชนชุมนุมกัน    พระราชาทรงพระดำริว่า   เวลานี้

เป็นกาลแห่งมหรสพนี้      แล้วโปรดให้ตีกลองประกาศไปในพระนครว่า    คน

ทั้งหลายไม่ว่ามีศรัทธาหรือไม่มีศรัทธา  เป็นสัมมาทิฏฐิ  หรือมิจฉาทิฏฐิ  ยกเว้น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 519

เด็กหรือสตรีเฝ้าเรือน     ต้องไปยังพระวิหาร     ผู้ใดไม่ไปจะต้องถูกปรับไหม

๕๐ กหาปณะ  แม้พระองค์เอง  ก็ทรงสรงสนานแต่เช้าตรู่   เสวยพระกระยาหาร

เช้าแล้ว   ทรงประดับพระองค์ด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง     แล้วได้เสด็จไปยัง

พระวิหาร    พร้อมด้วยหมู่ทหารหมู่ใหญ่    เมื่อกำลังเสด็จ    ทรงพระดำริว่า

เราจักทูลถามปัญหาที่ไม่ควรจะถามอย่างนี้ว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  เขาว่า

พระองค์ตรัสว่า     พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น  ฯลฯ     ทานที่ให้แก่เหล่าสาวกของ

คนพวกอื่น   ไม่มีผลมาก   ดังนี้   ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาของเรา

ก็จักทรงทำลายวาทะของเหล่าเดียรถีย์ได้ในที่สุด  ท้าวเธอเมื่อทรงทูลถามปัญหา

จึงตรัสว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    บุคคลควรให้ทานในที่ไหนหนอ.     บทว่า

ยตฺถ  ความว่า  จิตเลื่อมใสในบุคคลใด  พึงให้ทานในบุคคลนั้น     หรือพึงให้

แก่บุคคลนั้น.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้    พระราชาก็ทอดพระเนตรดูเหล่า

ผู้คนที่บอกกล่าวคำของเหล่าเดียรถีย์.    ผู้คนเหล่านั้นพอสบพระเนตรพระราชา

ก็เก้อเขิน    ก้มหน้ายืนเอาหัวนิ้วเท้าขุดพื้นดิน.     พระราชาเมื่อจะทรงประกาศ

แก่มหาชน  ก็ได้ตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง  บทเดียวเท่านั้นว่า  พวกเดียรถีย์ถูก

ขจัดแล้ว   ครั้นตรัสพระดำรัสอย่างนี้แล้ว    จึงทูลถามว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   ขึ้นชื่อว่า   จิตย่อมเลื่อมใสในเหล่านิครนถ์อเจลกและปริพาชกเป็นต้น

เหล่าใดเหล่าหนึ่ง   ก็ทานที่ให้แล้วในคนพวกไหนเล่ามีผลมาก.   บทว่า อญฺ

โข  เอต  ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายพระพร มหาบพิตรตรัสถาม

ครั้งแรกอย่างหนึ่ง    ครั้งหลังก็ทรงกำหนดอีกอย่างหนึ่ง    แม้การตอบปัญหานี้

ก็เป็นภาระหน้าที่ของอาตมภาพ  จึงตรัสว่า  สีลวโต   โข  เป็นต้น.  บรรดาบท

เหล่านั้น    บทว่า  อิธ   ตฺยสฺส  แยกเป็น  อิธ  เต   อสฺส  การยุทธ์พึงปรากฏ

ต่อมหาบพิตรในที่นี้.   บทว่า  สมุปพฺยุฬฺโห  แปลว่า  ปะทะกันเป็นกลุ่ม ๆ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 520

บทว่า  อสิกฺขิโต   ได้แก่ ไม่ศึกษาในธนูศิลป์.  บทว่า อกตหตฺโถ  ได้แก่

มีมือยังไม่พร้อม  โดยการพันมือเป็นต้น.  บทว่า  อกตโยคฺโค  ได้แก่  ยังฝึก

ไม่ชำนาญ     ในการกองหญ้ากองดินเป็นต้น.    บทว่า  อกตุปาสโน   ได้แก่

ฝีมือยิงธนูยังมิได้แสดง  [ประลอง]  ต่อพระราชาและมหาอมาตย์ของพระราชา.

บทว่า  ฉมฺภี  ได้แก่ มีกายสั่นเทา.

ในบทว่า  กามฉนฺโท  ปหีโน   เป็นต้น   กามฉันทะ  เป็นอันละได้

ด้วยพระอรหัตมรรค.    พยาบาท    ละได้ด้วยอนาคามิมรรค.    ถีนมิทธะและ

อุทธัจจะ   ก็ละได้ด้วยอรหัตมรรคเหมือนกัน   กุกกุจจะ  ละได้ด้วยมรรคที่  ๓

เหมือนกัน วิจิกิจฉา  เป็นอันละได้ด้วยมรรคแรก.  บทว่า  อเสกฺเขน  สีลกฺ-

ขนฺเธน   ความว่า   สีลขันธ์ของพระอเสกขะ   ชื่อว่า  สีลขันธ์    ฝ่ายอเสกขะ.

ในบททุกบท  ก็นัยนี้.   ก็บรรดาบทเหล่านั้น   สีลสมาธิปัญญาและวิมุตติ   ทั้ง

โลกิยะและโลกุตระ     ท่านกล่าวด้วย ๔ บทต้น  วิมุตติญาณทัสสนะ  ย่อมเป็น

ปัจจเวกขณญาณ  ปัจจเวกขณญาณนั้น  เป็นโลกิยะเท่านั้น.

บทว่า อิสฺสตฺถ   ได้แก่ ธนูศิลป์.  ในบทว่า  พลวิริย  นี้  วาโยธาตุ

ชื่อว่า  พละ  วิริยะก็คือความเพียรทางกายทางจิต.  บทว่า ภเร แปลว่า พึงเลี้ยง.

บทว่า  นาสูร ชาติปจฺจยา  ความว่า  ไม่พึงเลี้ยงคนไม่กล้า   เพราะถือชาติ

เป็นเหตุ  อย่างนี้ว่า   ผู้นี้สมบูรณ์ด้วยชาติ.

อธิวาสนขันติ  ชื่อว่า ขันติ  ในคำว่า  ขนฺติโสรจฺจ  นี้.   บทว่า

โสรจฺจ  ได้แก่  พระอรหัต.   บทว่า   ธมฺมา  ได้แก่  ธรรมทั้งสองนี้.   บทว่า

อสฺสเม   แปลว่า  ที่อยู่.  บทว่า  วิวเน  แปลว่า  ที่เป็นป่า  อธิบายว่า  พึง

สร้างสระโบกขรณี  ๔  เหลี่ยมเป็นต้นในป่าที่ไม่มีน้ำ.    บทว่า  ทุคฺเค   ได้แก่

ในที่ขลุขละ.    บทว่า   สงฺกมนานิ   ความว่า  พึงทำทางเดิน  มีทรายสะอาด

เกลี่ยเรียบ  ๕๐-๖๐  ศอก.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 521

บัดนี้   เมื่อจะตรัสบอกธรรมเนียมภิกขาจาร     ของเหล่าภิกษุผู้อยู่ใน

เสนาสนะป่าเหล่านั้น  จึงตรัสว่า  อนฺนปาน  เป็นต้น.    บรรดาบทเหล่านั้น

บทว่า  เสนาสนานิ  ได้แก่   เตียงและตั่งเป็นต้น.    บทว่า   วิปฺปสนฺเนน

ความว่า  แม้เมื่อจะถวายแก่พระขีณาสพ  ไม่ถวายด้วยจิตมีความสงสัย  มีมลทิน

คือกิเลส   พึงถวายด้วยจิตที่ผ่องใสเท่านั้น.      บทว่า   ถนย  ได้แก่ คำราม.

บทว่า  สตกฺกุกฺกุ   ได้แก่ มีปลายร้อยหนึ่ง    อธิบายว่า  มียอดเป็นอันมาก.

บทว่า  อภิสงฺขจฺจ   ได้แก่ ปรุงแต่ง  คือรวบรวมทำเป็นอาหาร.

บทว่า  อนุโมทมาโน  ได้แก่ เป็นผู้มีใจยินดี.    บทว่า   ปกิเรติ

ได้แก่ เที่ยวในโรงทาน หรือประหนึ่งโปรยให้ทาน.  บทว่า ปุญฺธรา  ได้แก่

ธารแห่งบุญที่สำเร็จมาแต่ทานเจตนามิใช่น้อย.    บทว่า   ทาตาร   อภิวสฺสติ

ความว่า   สายน้ำที่หลั่งออกจากเมฆ   ซึ่งตั้งในในอากาศ   ย่อมตกรดแผ่นดิน

เปียกชุ่ม  ฉันใด  ธารแห่งบุญที่เกิดในภายในทายกแม้นี้   ก็หลั่งรดภายในทายก

นั้นให้ชุ่มเต็มเปี่ยม   ฉันนั้นเหมือนกัน   ด้วยเหตุนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง

ตรัสว่า  ทาตาร  อภิวสฺสติ.

จบอรรถกถาอิสสัตถสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 522

๕.  ปัพพโตปมสูตร

 

[๔๑๑]   สาวัตถีนิทาน.

ครั้งนั้น    พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ในตอนกลางวัน     ครั้นแล้วได้ทรงอภิวาท    แล้วประทับอยู่   ณ  ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะท้าวเธอว่า        เชิญเถิดมหาบพิตร

พระองค์เสด็จไปไหนมา   แต่วัน.

ป.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ        พระราชากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว

ผู้เมาแล้วเพราะความเมาในความเป็นใหญ่        ถูกความกำหนัดในกามรุมแล้ว

ถึงแล้วซึ่งความมั่นคงในชนบท    ชนะปฐพีมณฑลอันใหญ่แล้วครอบครองอยู่

ย่อมมีราชกรณียะอันใด  บัดนี้ ข้าพระองค์ก็ขวนขวายในราชกรณียะเหล่านั้น.

[๔๑๒]   พ.  ดูก่อนมหาบพิตร     พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้น

เป็นไฉน  ณ   ที่นี้ข้าราชการของพระองค์  ผู้ควรเชื่อถือ  มีวาจาเป็นหลักฐาน

พึงมาแต่ทิศตะวันออก    เข้ามาเฝ้าพระองค์     แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า     ข้าแต่

พระมหาราชเจ้า   ขอพระองค์พึงทรงทราบฝ่าละอองพระบาท  ข้าพระเจ้ามาจาก

ทิศตะวันออก  ณ ที่นั้น   ได้เห็นภูเขาใหญ่สูงเทียมเมฆ กำลังกลิ้งบดปวงสัตว์มา

พระเจ้าข้า  สิ่งใดที่พระองค์จะพึงทรงกระทำ  ขอได้โปรดกระทำเสีย  ลำดับนั้น

ข้าราชการคนที่ ๒ ผู้ควรเชื่อถือ    มีวาจาเป็นหลักฐาน    พึงมาแต่ทิศใต้ ฯลฯ

ต่อจากนั้น   ข้าราชการคนที่ ๓ ผู้ควรเชื่อถือ มีวาจาเป็นหลักฐาน  พึงมาจากทิศ

ตะวันตก ฯลฯ    ต่อจากนั้น      ข้าราชการคนที่ ๔ ผู้ควรเชื่อถือ    มีวาจาเป็น

หลักฐาน    มาจากทิศเหนือ     เข้ามาเฝ้าพระองค์แล้ว     พึงกราบทูลอย่างนี้ว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 523

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า     ขอพระองค์ทรงทราบฝ่าละอองพระบาท     ข้าพเจ้า

มาจากทิศเหนือ ณ ที่นั้น    ได้เห็นภูเขาใหญ่สูงเทียนเมฆ  กำลังกลิ้งบดปวงสัตว์

มา   พระเจ้าข้า  สิ่งใดที่พระองค์จะพึงทรงกระทำ   ขอได้โปรดกระทำเสียเถิด.

ดูก่อนมหาบพิตร    ครั้นเมื่อมหาภัยอันร้ายกาจ    ที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้

บังเกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์   อะไรเล่า   ที่พระองค์จะพึงทรงการทำในความเป็น

มนุษย์ที่ได้ยาก  สมัยจะสิ้นมนุษย์.

ป.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ครั้นเมื่อมหาภัยอันร้ายกาจ    ที่ใหญ่โต

ถึงเพียงนั้น   บังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน    อะไรจะพึงเป็นกิจที่หม่อมฉันพึงกระทำ

ในความเป็นมนุษย์ที่ได้ยากสมัยสิ้นมนุษย์เล่า นอกจากประพฤติธรรม  นอกจาก

พระพฤติสม่ำเสมอ  นอกจากทำกุศล   นอกจากทำบุญ.

[๙๑๓]   พ.  ดูก่อนมหาบพิตร    อาตมภาพขอบอกกล่าว    ขอเตือน

ให้ทรงทราบ   ดูก่อนมหาบพิตร  ชราและมรณะย่อมครอบงำพระองค์    ดูก่อน

มหาบพิตรก็และเมื่อชรามรณะครอบงำพระองค์อยู่    อะไรเล่า   จะพึงเป็นกิจที่

มหาบพิตรพึงกระทำ.

ป.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็และเมื่อชรามรณะครอบงำข้าพระองค์อยู่

อะไรเล่าจะพึงเป็นกิจที่หม่อมฉันควรจะทำ  นอกจากประพฤติธรรม   นอกจาก

ประพฤติสม่ำเสมอ  นอกจากทำกุศล   นอกจากทำบุญ.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระราชากษัตริย์   ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว    ผู้เมาแล้วเพราะความเมาในความเป็น

ใหญ่    ถูกความกำหนัดในกามรุมแล้ว    ผู้ถึงความมั่นคงในชนบท    ผู้ชำนะ

ปฐพีมณฑลอันใหญ่    แล้วครอบครองอยู่    ทรงทำการรบด้วยทัพช้างเหล่าใด

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     เมื่อชรามรณะครอบงำอยู่     ก็ไม่ใช่วิสัยที่จะทำการรบ

ด้วยทัพช้างแม้เหล่านั้น  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     พระราชากษัตริย์  ผู้ได้มูรธา-

๑.  สุดวิสัยที่จะรบด้วยช้าง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 524

ภิเษกแล้ว    ผู้เมาแล้วเพราะความเมาในความเป็นใหญ่    ผู้ถูกความกำหนัดใน

กามรุมแล้ว  ผู้ถึงความมั่นคงในชนบท  ผู้ชำนะปฐพีมณฑลอันใหญ่แล้วครอบ

ครองอยู่  ทรงทำการรบด้วยทัพม้าแม้เหล่าใด ฯลฯ รบด้วยทัพรถแม้เหล่าใดฯลฯ

รบด้วยทัพทหารเดินเท้าแม้เหล่าใด  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อมรณะครอบงำอยู่

ก็ไม่ใช่วิสัยที่จะทำการรบด้วยทัพทหารเดินเท้าแม้เหล่านั้น       ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญในราชสกุลนี้   มหาอำมาตย์มีผู้มนต์   ซึ่งสามารถจะใช้มนต์ทำลายข้าศึกที่

ยกมา  ก็มีอยู่เหมือนกัน     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    แต่เมื่อชรามรณะครอบงำสิ

ก็ไม่ใช่คติวิสัยที่จะทำการรบด้วยมนต์  แม้เหล่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อนึ่ง

ในราชสกุลนี้  เงินทองทั้งที่อยู่ในพื้นดิน  ทั้งที่อยู่ในเวหาส  ซึ่งพวกข้าพระองค์

สามารถจะใช้เป็นเครื่องมือยุแหย่ให้ข้าศึกที่ยกมาแตกกันก็มีอยู่เป็นอันมาก    ข้า

แต่พระองค์ผู้เจริญ   แต่เมื่อชรามรณะครอบงำ   ก็ไม่ใช่วิสัยที่จะทำการรบด้วย

ทรัพย์แม้เหล่านั้น   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ก็แลเมื่อมรณะครอบงำอยู่  อะไรเล่า

จะพึงเป็นกิจที่หม่อมฉันควรทำ    นอกจากประพฤติธรรม    นอกจากประพฤติ

สม่ำเสมอ  นอกจากทำกุศล  นอกจากการทำบุญ.

[๔๑๔]   ป.  ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร    ก็เมื่อชรามรณะครอบงำอยู่

อะไรเล่าจะพึงเป็นกิจที่พระองค์ควรทำนอกจากประพฤติธรรม     นอกจาก

ประพฤติสม่ำเสมอ  นอกจากทำกุศล  นอกจากการทำบุญ.

[๔๑๕]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา   ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ

ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

ภูเขาใหญ่ล้วนแล้วด้วยศีลา  จดท้อง

ฟ้า  กลิ้งบดสัตว์มาโดยรอบทั้ง  ๔  ทิศ  แม้

ฉันใด    ชราและมัจจุก็ฉันนั้น     ย่อมครอบ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 525

งำสัตว์ทั้งหลาย  คือ   พวกกษัตริย์  พวก

พราหมณ์   พวกแพศย์   พวกศูทร   พวก

จัณฑาล   และคนเทมูลฝอย  ไม่เว้นใครๆ

ไว้เลย  ย่อมย่ำยีเสียสิ้น ณ ที่นั้น ไม่มียุทธ

ภูมิสำหรับพลช้าง     ไม่มียุทธภูมิสำหรับ

พลรถ   ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลราบ   และ

ไม่อาจจะเอาชนะแม้ด้วยการรบด้วยมนต์

หรือด้วยทรัพย์    เพราะฉะนั้นแล   บุรุษผู้

เป็นบัณฑิตมีปัญญา  เมื่อเห็นประโยชน์ตน

พึงตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธเจ้า    ในพระ-

ธรรมและในพระสงฆ์ ผู้ใดมีปกติประพฤติ

ธรรมด้วยกาย    ด้วยวาจา    หรือด้วยใจ

บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้น  ใน

โลกนี้นั่นเทียว ผู้นั้นละโลกนี้ไป  ย่อม

บันเทิงในสวรรค์.

จบปัพพโตปมสูตร

จบ โกสลสังยุต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 526

อรรถกถาปัพพโตปมสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในปัพพโตปมสูตรที่  ๕  ต่อไป :-

บทว่า  มุทฺธาวสิตาน   ได้แก่  ผู้อันเขารดน้ำแล้วบนพระเศียรด้วย

อภิเษกเป็นกษัตริย์  ชื่อว่าผู้อันเขาทำการอภิเษกแล้ว.  บทว่า กามเคธปริยุฏฺี-

ตาน   แปลว่า   ผู้อันความกำหนัดในกามทั้งหลายกลุ้มรุม    คือครอบงำแล้ว.

บทว่า   ชนปทถาวริยปฺปตฺตาน   แปลว่า   ผู้ถึงความมั่นคงในชนบท.  บท

ว่า  ราชกรณียานิ   แปลว่า  การงานของพระราชา  คือกิจที่พระราชาพึงทรง

กระทำ.  บทว่า  เตสฺวาห  ตัดเป็น  เตสุ  อห.  บทว่า  อุสฺสุก  อาปนฺโน

แปลว่า  ถึงความขวนขวาย  ได้ยินว่า  พระราชานั้น  เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

วันละ ๓ ครั้ง     เสด็จไประหว่างนั้น   ก็หลายครั้ง    เมื่อท้าวเธอเสด็จไปเป็น

ประจำ  หมู่ทหารก็มากบ้าง   น้อยบ้าง   ต่อมาวันหนึ่ง  โจร   ๕๐๐  คิดกันว่า

พระราชาพระองค์นี้    เสด็จไปเฝ้าพระสมณโคดม   โดยหมู่พลจำนวนน้อย   ใน

เวลาไม่สมควร  จำเราจักดักระหว่างทางยึดสมบัติ.  โจรเหล่านั้นก็พากันไปซุ่ม

ซ่อนอยู่ในป่าอันธวัน. ก็ธรรมดาพระราชาทั้งหลายย่อมเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก.

ครั้งนั้น  บุรุษผู้หนึ่งออกไปจากกลุ่มโจรเหล่านั้นนั่นแหละ กราบทูลแด่พระราชา.

พระราชาก็พาหมู่ทหารจำนวนมาก  ไปล้อมป่าอันธวัน   จับโจรเหล่านั้นได้หมด

โปรดให้ปักหลาวไว้ใกล้สองข้างทางตั้งแต่อันธวันจนถึงประตูพระนคร ให้เหล่า

โจรหวาดเสียวที่หลาวทั้งหลาย     โดยประการที่เหล่าโจรได้แต่เอาตาจดจ้องมอง

ตากันและกัน    พระราชาทรงหมายถึงเรื่องนี้   จึงตรัสอย่างนั้น.

ครั้งนั้นพระศาสดาทรงพระดำริว่า    ถ้าเราจะกล่าวว่า    ถวายพระพร

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า    เช่นเราอยู่  ณ วิหารใกล้ ๆ กรรมอันทารุณที่มหา-


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 527

บพิตรทรงทำแล้ว  ไม่สมควรมหาบพิตรก็ทรงทำเสียแล้ว  ดังนี้   เมื่อเป็นดังนั้น

พระราชาพระองค์นี้   ก็จะทรงเก้อเขิน  ไม่อาจเหนี่ยวรั้งพระทัยได้  เมื่อเรากำลัง

กล่าวธรรมโดยปริยายก็จักทรงกำหนดไม่ได้  เมื่อทรงเริ่มพระธรรมเทศนา  จึง

ตรัสว่า ต  กึ  มญฺสิ  ดังนี้เป็นต้น.  บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  สทฺธายิโก

ความว่า    ผู้ที่ท่านพึงเชื่อฟังคำ.    คำว่า    ปจฺจยิโก    เป็นไวพจน์ของคำว่า

สทฺธายิโก  นั้นนั่นแหละ  อธิบายว่า  ผู้ที่ท่านพึงเธอถือคำ.  บทว่า  อพฺภสม

ได้แก่  เสมออากาศ.   บทว่า  นิปฺโปเถนฺโต  อาคจฺฉติ  ความว่า  ภูเขา

ใหญ่สูงเทียมเมฆ   กลิ้งมาตั้งแต่พื้นแผ่นดินจดอกนิฎฐพรหมโลก   บดสัตว์ทั้ง

สิ้นทำให้แหลกละเอียดเหมือนผงงา.

บทว่า  อญฺตฺร   ธมฺมจริยาย   ความว่า    เว้นธรรมจริยา   การ

ประพฤติธรรมเสีย  ก็ไม่มีกรรมอย่างอื่นที่ควรทำ   การประพฤติธรรมกล่าวคือ

กุศลกรรมบถ  ๑๐  เท่านั้น    ควรทำพระเจ้าข้า.  บทว่า   สมจริยา  เป็นต้นเป็น

ไวพจน์ของบทว่า  ธมฺมจริยา   นั้นนั่นแหละ.   บทว่า   อาโรเจมิ   แปลว่า

บอก.      บทว่า   ปฏิเวทยามิ   ได้แก่  ให้รู้.   บทว่า   อธิวตฺตติ   ได้แก่

ท่วมทับ.   บทว่า  หตฺถิยุทฺธานิ  ได้แก่ กิจที่ควรขึ้นช้างที่ประดับศีรษะด้วย

ข่ายทอง เช่นช้างนาฬาคิรีแล้วรบ.   บทว่า   คติ   ได้แก่ ความสำเร็จ.   บทว่า

วิสโย  ได้แก่โอกาสหรือสมรรถภาพ  จริงอยู่ใคร ๆ  ก็ไม่อาจต่อต้านชรามรณะ

ด้วยทัพเหล่านั้นได้.  บทว่า  มนฺติโน  มหามตฺตา  ได้แก่มหาอำมาตย์   เช่น

มโหสถบัณฑิตและวิธุรบัณฑิต   ผู้พรั่งพร้อมด้วยปัญญา.  บทว่า  ภูมิคต  ได้

แก่เงินทองที่เขาบรรจุหม้อเหล็กใหญ่วางไว้บนดิน.  บทว่า  เวหาสฏฺ  ได้แก่

ที่เขาบรรจุในกระสอบหนังแขวนไว้ที่ขื่อและจันทันเป็นต้น   และที่บรรจุวางไว้

ที่หอคอยเป็นต้น.  บทว่า  อุปลาเปตุ  ได้แก่เพื่อทำลายกันและกัน   คือเพื่อทำ

โดยอาการที่คนสองคนไม่ไปทางเดียวกัน.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 528

บทว่า   นภ  อาหจฺจ   ได้แก่  เต็มอากาศ.   บทว่า   เอว  ชรา  จ

มจฺจุ  จ  ในสูตรนี้   ทรงถือเอาภูเขา  ๒ เท่านั้น   ส่วนในราโชวาท  ภูเขามา ๔

ลูกคือ ชรา มรณะ  พยาธิ  วิบัติ   อย่างนี้ว่า  ชรามาถึงแล้วก็ปล้นวัยหนุ่มสาว

เสียสั้น.   บทว่า  ตสฺมา  ได้แก่ ก็เพราะเหตุที่ใคร ๆ ก็ไม่สามารถเอาชนะชรา

มรณะได้ด้วยการต่อยุทธ์ด้วยทัพช้างเป็นต้น  ฉะนั้น.  บทว่า  สทฺธ  นิเวสเย

ได้แก่    พึงดำรงพึงตั้งไว้ซึ่งศรัทธา.

จบอรรถกถาปัพพโตปมสูตรที่  ๕

จบวรรคที่  ๓  โกสลสังยุต

เพียงเท่านี้

 

รวมพระสูตรในตติยวรรคที่   ๓

๑.   ปุคคลสูตร  ๒.  อัยยิกาสูตร   ๓.   โลกสูตร   ๔.  อิสสัตถสูตร

๕.  ปัพพโตปมสูตร     พร้อมทั้งอรรถกถา      โกสลสังยุตวรรคนี้มี  ๕  สูตร

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ   สุคตตรัสเทศนาแล้ว.