พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 451

รวมพระสูตรในปฐมวรรค  คือ

๑.  ทหรสูตร    ๒.  ปุริสสูตร  ๓.  ราชสูตร  ๔.  ปียสูตร  ๕   อัตตรัก-

ขิตสูตร   ๖.  อัปปกสูตร   ๗.  อัตถกรณสูตร   ๘.  มัลลิกาสูตร   ๙.  ยัญญสูตร

๑๐.  พันธนสูตร   พร้อมทั้งอรรถกถา.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 452

ทุติยวรรคที่  ๒

 

๑.  ชฏิลสูตร

 

ไม่ควรวางใจ  เพราะเห็นครู่เดียว

 

[๓๕๔]   สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่   ณ   พระวิหาร-

บุพพารามปราสาทของมิคารมารดา   กรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น    ในเวลาเย็น    พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นแล้ว

ประทับนั่งที่นอกซุ้มประตู.

ครั้งนั้น     พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วประทับนั่ง ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๓๕๕]   สมัยนั้น ชฏิล ๗ คน  นิครนถ์  ๗ คน อเจลก ๗ คน เอก-

สาฎกนิครนถ์ ๗ คน  ปริพาชก ๗ คน  ผู้มีขนรักแร้  เล็บ  และขนยาว   ถือ

เครื่องบริขารต่าง ๆ เดินผ่านไปในที่ไม่ไกล   พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ทันใดนั้น      พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เสด็จลุกจากอาสนะทรงกระทำพระ-

ภูษาเฉวียงพระอังสาข้างหนึ่ง   ทรงจดพระชานุมณฑลเบื้องขวา  ณ  พื้นแผ่นดิน

ทรงประณมอัญชลีไปทางชฎิล ๗ คน   นิครนถ์ ๗ คน   อเจลก ๗ คน  เอก-

สาฎก ๗ คน  ปริพาชก ๗ คน  เหล่านั้นแล้ว  ทรงประกาศพระนาม ๓ ครั้งว่า

ท่านเจ้าข้า   ข้าพเจ้าคือ   พระราชาปเสนทิโกศล . . . ท่านเจ้าข้า    ข้าพเจ้า   คือ

พระราชาปเสนทิโกศล.

ลำดับนั้น     เมื่อชฎิล ๗ คน   นิครนถ์ ๗ คน   อเจลก ๗ คน   เอก-

สาฎก  ๗  คน   ปริพาชก  ๗  คนเหล่านั้น    เดินผ่านไปได้ไม่นาน     พระเจ้า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 453

ปเสนทิโกศล   เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ถวายบังคมแล้ว  ประทับนั่ง

ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระเจ้าปเสนทิโกศล     ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ  พวกนักบวชเหล่านั้น  คงเป็นพระอรหันต์   หรือท่านผู้บรรลุ

พระอรหัตมรรคเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก.

[๓๕๖]  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนมหาบพิตร  พระองค์เป็น

คฤหัสถ์บริโภคกาม    ครอบครองเรือน    บรรทมเบียดพระโอรสและพระชายา

ทาจุรณจันทน์อันมาแต่แคว้นกาสี    ทรงมาลาของหอมและเครื่องลูบไล้   ยินดี

เงินและทอง   ยากที่จะรู้เรื่องนี้ว่า   คนพวกนี้เป็นพระอรหันต์   หรือคนพวกนี้

บรรลุอรหัตมรรค.

ดูก่อนมหาบพิตร   ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน    ก็ศีลนั้นจะพึงรู้ได้

โดยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย   ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้   ผู้ไม่ใส่ใจก็ไม่รู้   ผู้มี

ปัญญาจึงจะรู้ได้  ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้.

ดูก่อนมหาบพิตร  ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยการงาน  ก็ความสะอาดนั้น

จะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย  ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้  ผู้ไม่ใส่ใจก็ไม่

รู้  ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้  ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้.

ดูก่อนมหาบพิตร    กำลังใจพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย    ก็กำลังใจนั้น

จะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย   ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้   ผู้ไม่ใส่ใจก็

ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้   ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้.

ดูก่อนมหาบพิตร  ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา  ก็ปัญญานั้นจะพึงรู้

ได้ด้วยกาลนาน  ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย  ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้   ผู้ไม่ใส่ใจก็ไม่รู้  ผู้

มีปัญญาจึงจะรู้ได้   ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 454

[๓๕๗]   พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   น่า

อัศจรรย์   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เรื่องไม่เคยมีแล้ว  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เท่า

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร  พระองค์เป็นคฤหัสถ์   บริโภค

กาม...  ยากที่จะรู้เรื่องนี้...  ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้   ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้  ดัง

นี้   เป็นอันตรัสดีแล้ว.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   นักบวชเหล่านั้นเป็นคนของข้าพระองค์   เป็น

จารบุรุษ เป็นคนสืบข่าวลับ   เที่ยวสอดแนมไปยังชนบทแล้วพากันมา   ในภาย

หลังข้าพระองค์จึงจะรู้เรื่องราวที่คนเหล่านั้นสืบได้ก่อน.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   บัดนี้คนเหล่านั้น   ชำระล้างละอองธุลีนั้นแล้ว

อาบัติ  ประเทืองผิวดี   โกนผมและหนวดแล้ว   นุ่งห่มผ้าขาว   เอิบอิ่มเพรียบ

พร้อมด้วยเบญจกามคุณ  บำเรอข้าพระองค์อยู่.

[๓๕๘]   ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความนี้แล้ว   จึงได้

ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

คนผู้เกิดมาดี   ไม่ควรไว้วางใจเพราะ

ผิวพรรณและรูปร่างไม่ควรไว้วางใจเพราะ

การเห็นกันชั่วครู่เดียว เพราะว่านักบวชผู้

ไม่สำรวมทั้งหลาย   ย่อมเที่ยวไปยังโลกนี้

ด้วยเครื่องบริขารของเหล่านักบวชผู้สำรวม

ดีแล้ว  ประดุจกุณฑลดิน  และมาสกโลหะ

หุ้มด้วยทองคำปลอมไว้   คนทั้งหลายไม่

บริสุทธิ์ในภายใน   งามแต่ภายนอก   แวด

ล้อมด้วยบริวารท่องเที่ยวอยู่ในโลก.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 455

อรรถกถาชฏิลสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในชฎิลสูตรที่  ๑  วรรคที่  ๒  ต่อไป :-

บทว่า    ปุพฺพาราเม   มิคารมาตุปาสาเท    ได้แก่บนปราสาทของ

นางวิสาขา มารดาของมิคารเศรษฐี  ในวิหารที่ชื่อว่าปุพพาราม.  ในเรื่องปุพพา-

รามนั้น    ลำดับความดังนี้

 

เรื่อง  ปุพพาราม

 

ครั้งอดีตกาล   เมื่อสุดแสนกัป      อุบาสิกาผู้หนึ่งนิมนต์พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า  พระนามว่า  ปทุมุตตระ    ถวายทานแก่ภิกษุแสนรูป    มีพระพุทธเจ้า

เป็นประธาน หมอบอยู่แทบเบื้องบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทำความปรารถนา

ว่า     ข้าพระองค์ขอเป็นอุปัฏฐายิกาผู้เลิศของพระพุทธเจ้า  เช่นกับพระองค์ใน

อนาคตกาลด้วยเถิด.    ต่อมา นางท่องเที่ยว  [เวียนว่ายตายเกิด]   ในเหล่าเทวดา

และมนุษย์ถึงแสนกัป   ถือปฏิสนธิในครรภ์นางสุมนเทวี   ในเรือนของธนัญชัย

เศรษฐี     บุตรเมณฑกเศรษฐีในภัททิยนคร     ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ของเรา.  เวลาเกิดบิดามารดาขนานนามว่า วิสาขา. คราวใด พระผู้มีพระภาคเจ้า

เสด็จภัตทิยนคร  คราวนั้น  นางพร้อมด้วยเด็กหญิงห้าร้อยคน  ก็จะรับเสด็จพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า   ได้เป็นโสดาบัน     ในการพบครั้งแรกเลยทีเดียว.    ต่อมานาง

ไปสู่เรือน  [มีเรือน]   ของปุณณวัฒนกุมาร   บุตรมิคารเศรษฐี    กรุงสาวัตถี.

ณ ที่นั้น    มิคารเศรษฐีสถาปนานางไว้ในตำแหน่งมารดา   เพราะฉะนั้น    นางจึง

ถูกเรียกว่า   มิคารมารดา.   ในปราสาทที่มิคารมารดาสร้างแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 456

บทว่า  พหิทฺวารโกฏฺเก  แปลว่า ภายนอกซุ้มประตูปราสาท  ไม่

ใช่ภายนอกซุ้มประตูพระวิหาร.    ได้ยินว่า ปราสาทนั้นล้อมด้วยกำแพง    ซึ่ง

ประกอบซุ้มประตูไว้ ๔ ประตู โดยรอบเหมือนโลหประสาท.  บรรดาซุ้มประตู

ทั้ง ๔ นั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อันประเสริฐตรวจดู

โลกธาตุด้านทิศตะวันออก ที่ร่มเงาของปราสาทภายนอกซุ้มประตู่ด้านตะวันออก.

บทว่า  ปรุฬฺหกจฺฉนขโลมา  ได้แก่มีขนรักแร้งอกแล้ว  มีเล็บงอก

แล้ว   มีขนงอกแล้ว  อธิบายว่า  มีขนยาวที่รักแร้เป็นต้น   และมีเล็บยาว.  บทว่า

ขาริวิวิธ    แปลว่าบริขารต่าง ๆ  ได้แก่สิ่งของที่เป็นบริขารของนักบวชต่าง ๆ

ชนิด.  บทว่า  อวิทูเร  อติกฺกมนฺติ    ได้แก่เข้าไปยังพระนครโดยทางนี้ไม่

ไกล.      บทว่า   ราชาห  ภนฺเต     ความว่า   ท่านเจ้าข้า    ข้าพเจ้า    คือ

พระเจ้าปเสนทิโกศล        ขอท่านทั้งหลายจงทราบนามของข้าพเจ้าเถิด.

ถามว่า   เพราะเหตุไร  พระราชาประทับนั่งในสำนักของบุคคลผู้เลิศแล้ว  จึงยัง

ทรงประคองอัญชลี  แก่นักบวชเปลือยผู้ไร้สิริเห็นปานนั้นเล่า.   ตอบว่า  เพราะ

เพื่อประโยชน์แก่การสงเคราะห์.   แท้จริง   พระราชานั้น     ทรงพระดำริอย่างนี้

ว่า  ถ้าเราจักไม่ทำอัญชลีแม้เพียงเท่านี้    แก่นักบวชเหล่านั้นไซร้  นักบวชเหล่า

นั้น       ก็จักคิดว่า      เสียแรงเราละลูกเมียไปเสวยทุกข์มีกินลำบากนอนลำเค็ญ

เป็นต้น  เพื่อประโยชน์แก่พระองค์   พระราชาพระองค์นี้ก็ยังไม่ทำเพียงอัญชลี

แก่เราดังนี้แล้ว   ก็จักปกปิดสิ่งที่เห็นที่ฟังมาด้วยตนเองแล้วไม่ยอมบอก   แต่เมื่อ

เราทำอัญชลีอย่างนี้แล้ว   พวกเขาก็จักไม่ปกปิดยอมบอก   เพราะฉะนั้น    พระ-

ราชาจึงทูลอย่างนี้.   อีกอย่างหนึ่ง  ทรงทำอย่างนี้   ก็เพื่อที่จะทรงทราบอัธยาศัย

ของพระศาสดา.

บทว่า   กาสิกจนฺทน   ได้แก่  พร้อมทั้งจันทน์อันละเอียด.    บทว่า

มาลาคนฺธวิเลปน  ได้แก่   ทัดทรงดอกไม้เพื่อประโยชน์แก่สีและกลิ่น   ของหอม


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 457

เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นของหอม  และเครื่องลูบไล้  ก็เพื่อประโยชน์แก่สีและ

กลิ่น.

บทว่า  สวาเสน  แปลว่า โดยการอยู่ร่วมกัน.  บทว่า สีล  เวทิตพฺพ

ได้แก่เมื่ออยู่ร่วมกัน   ใกล้ชิดกันก็พึงทราบได้ว่าผู้นี้มีศีล   คือปกติ  หรือปกติ

ชั่ว. บทว่า  ตญฺจ  โข  ทีเฆน  อทฺธุนา  น  อิตร  ความว่า ก็ศีลนั้น

บุคคลพึงรู้โดยกาลนาน ๆ   ไม่ใช่นิดหน่อย.  เป็นความจริง  อาการสำรวม และ

อาการของผู้สำรวมอินทรีย์ อาจแสดงออกมา ๒-๓ วัน.  บทว่า  มนสิกโรตา

ความว่า  ศีลแม้นั้น  ผู้ใส่ใจ  พิจารณาดูว่า  เราจักกำหนดถือศีลของผู้นั้น     ก็

อาจรู้ได้  นอกนี้ก็รู้ไม่ได้.     บทว่า  ปญฺวตา   ความว่า   ศีลนั้น    อัน

บัณฑิตผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะรู้ได้    เพราะว่า   คนเขลาถึงใส่ใจก็ไม่สามารถจะ

รู้ได้.

บทว่า  สโวหาเรน  แปลว่า ด้วยการสนทนากัน.   โวหารในคำนี้ว่า

โย  หิ  โกจิ  มนุสฺเสสุ                   โวหาร  อุปชีวติ

เอว  วาเสฏฺ  ชานาหิ                  วาณิชโช  โส  น  พฺราหฺมโณ

ในหมู่มนุษย์   ผู้ใดผู้หนึ่ง  อาศัยการ

ซื้อขายเลี้ยงชีวิต  ดูก่อนวาเสฏฐะ   ท่าน

จงรู้อย่างนี้ว่า    ผู้นั้นเป็นพานิช  ไม่ใช่

พราหมณ์   ดังนี้

ชื่อว่า  สังโวหาร.  โวหาร  ในคำนี้ว่า  อริยโวหาร  ๔  อนริยโวหาร  ๔

ชื่อว่า เจตนาโวหาร.  โวหาร ในคำนี้ว่า  สังขา  การนับ  สมัญญา  การตั้งชื่อ

บัญญัติโวหาร  โวหาร  คือการบัญญัติ   ชื่อว่า  บัญญัตติโวหาร.  โวหารใน

คำนี้ว่า    ผู้นั้นพึงพูด    โดยสักว่าโวหาร    ชื่อว่า  กถาโวหาร.    แม้ในที่นี้

ก็ประสงค์เอากถาโวหารนี้เท่านั้น.   จริงอยู่   คำพูดต่อหน้าของคนบางคน  ไม่


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 458

สมกับคำพูดลับหลัง  และคำพูดลับหลังไม่สมกับคำพูดต่อหน้า  คำพูดคำก่อนกับ

คำพูดคำหลัง   และคำพูดคำหลังกับคำพูดคำก่อน  ก็เหมือนกัน   ผู้นั้น  อันผู้พูด

ด้วยเท่านั้น    อาจรู้ได้ว่าบุคคลนี้ไม่สะอาด.  ส่วนคำก่อนกับคำหลังของผู้มีความ

สะอาดเป็นปกติ   และคำหลังกับคำก่อน  ที่เขาพูดต่อหน้าย่อมสมกับคำที่เขาพูด

ลับหลัง    และคำพูดลับหลัง    ก็สมกับคำพูดที่เขาพูดต่อหน้า     เพราะฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศว่า     ผู้พูดอาจรู้ความเป็นผู้สะอาดได้    จึง

ตรัสอย่างนี้.

บทว่า   ถาโม   ได้แก่   กำลังแห่งญาณ.   จริงอยู่   กำลังญาณของผู้ใด

ไม่มี    เมื่อเกิดอุปัทวันตรายขึ้น    ผู้นั้นก็มองไม่เห็นการถือสิ่งที่ควรถือ    กิจ

ที่ควรทำ  ย่อมประพฤติเหมือนดังเข้าไปยังเรือนที่มืดตื้อ   ด้วยเหตุนั้น     พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ถวายพระพร  บุคคลพึงรู้กำลัง [ญาณ]  ได้ก็ในคราวมี

อันตราย.    บทว่า  สากจฺฉาย  ได้แก่ การสนาทนากัน.    จริงอยู่   ถ้อยคำ

ของคนทรามปัญญา    ย่อมเลื่อนลอย   เหมือนลูกยางลอยน้ำ    ปฎิภาณของผู้มี

ปัญญาพูดไม่มีที่สิ้นสุด.  เป็นความจริง  โดยอาการที่น้ำไหว  เขาก็รู้ได้ว่า  ปลา

ตัวเล็กหรือตัวโต.  บทว่า   โอจรกา  ได้แก่ประพฤติเบื้องต่ำ  [ใต้ดิน]  จริงอยู่

พวกจารบุรุษ  แม้จะพระพฤติอยู่ตามยอดเขา  ก็ชื่อว่าประพฤติต่ำทั้งนั้น.  บทว่า

โอจริติวา ได้แก่พระพฤติต่ำ  สอดแนม  สอดรู้เรื่องนั้น ๆ.  บทว่า  รโชชลฺล

ได้แก่ ธุลีและน้ำ.     บทว่า   วณฺณรูเปน   ได้แก่ โดยวรรณะและทรวดทรง.

บทว่า  อิตรทสฺสเนน  ได้แก่ การเห็นกันนิดหน่อย.    บทว่า  วิยญฺชเนน

ได้แก่เครื่องบริขาร.  บทว่า  ปฏิรูปโก  มตฺติกกุณฺฑโล  จ  ได้แก่  ตุ้มหู

ทองเทียม  ตุ้มหูดิน.  บทว่า  โลหฑฺฒมาโส  ได้แก่  มาสกทำด้วยโลหะ.

จบอรรถกถาชฏิลสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 459

๒.  ปัญจราชสูตร

 

ว่าด้วยยอดกาม

 

[๓๕๙]  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ...  กรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น   พระราชา ๕ พระองค์   มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นประมุขผู้

เอิบอิ่มเพรียบพร้อมได้รับบำเรออยู่ด้วยเบญจพิธกามคุณ       เกิดกล่าวถามใน

ระหว่างสนทนาขึ้นว่า   อะไรเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย.

บรรดาพระราชาเหล่านั้น    บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า   รูปทั้งหลายเป็น

ยอดแห่งกามทั้งหลาย.

บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า    เสียงทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย.

บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า    กลิ่นทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย.

บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า    รสทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย.

บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า    โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย.

เพราะเหตุที่พระราชาเหล่านั้น    ไม่อาจทรงยังกันและกันให้เข้าพระทัย

ได้  พระเจ้าปเสนทิโกศล   จึงได้ตรัสกะพระราชาเหล่านั้นว่า  มาเถิดท่านสหาย

ทั้งหลาย   เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   จักทูลถามความข้อนี้กะพระผู้มี-

พระภาคเจ้า    พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงพยากรณ์แก่เราทั้งหลายอย่างใด    เรา

ทั้งหลายพึงจำคำพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้นเถิด.

พระราชาเหล่านั้น   ทรงรับพระดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว.

[๓๖๐]   ครั้งนั้น  พระราชา ๕ พระองค์เหล่านั้น   มีพระเจ้าปเสนทิ-

โกศลเป็นประมุข    เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้นแล้วก็ถวายบังคม

ประทับนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 460

พระเจ้าปเสนทิโกศล      ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ     ข้าพระองค์ทั้งหลายในที่นี้    เป็นราชาทั้ง  ๕ คน    เอิบอิ่ม

เพรียบพร้อมได้รับบำเรออยู่ด้วยเบญจกามคุณ  เกิดกล่าวถามกันระหว่างสนทนา

ขึ้นว่า

อะไรเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย   บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า   รูปทั้งหลาย

เป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย   บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า   เสียงทั้งหลายเป็นยอดแห่ง

กามทั้งหลาย   บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า   กลิ่นทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย

บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า   รสทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย    บางท่านกล่าว

อย่างนี้ว่า  โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

อะไรเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย.

[๓๖๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     ดูก่อนมหาบพิตร    ที่สุดแห่ง

ความพอใจนั่นแหละ     อาตมาภาพกล่าวว่าเป็นยอดในเบญจกามคุณ     ดูก่อน

มหาบพิตร   รูปเหล่าใดเป็นที่พอใจของคนบางคน   รูปเหล่านั้นไม่เป็นที่พอใจ

ของคนบางคน   เขาดีใจ   มีความดำริบริบูรณ์ด้วยรูปเหล่าใด    รูปอื่นจากรูป

เหล่านั้น   จะยิ่งกว่า   หรือประณีตกว่า    เขาก็ไม่ปรารถนา    รูปเหล่านั้นเป็น

อย่างยิ่งสำหรับเขา     รูปเหล่านั้นเป็นยอดเยี่ยมสำหรับเขา     ดูก่อนมหาบพิตร

เสียงเหล่าใด. . .    ดูก่อนมหาบพิตร    กลิ่นเหล่าใด. . .    ดูก่อนมหาบพิตร

รสเหล่าใด. . .    ดูก่อนมหาบพิตร    โผฏฐัพพะเหล่าใด    เป็นที่พอใจของคน

บางคน  โผฏฐัพพะเหล่านั้น   ไม่เป็นที่พอใจของคนบางคน  เขาดีใจ  มีความ

ดำริบริบูรณ์ด้วยโผฏฐัพพะเหล่าใด        โผฏฐัพพะอื่นจากโผฏฐัพพะเหล่านั้น

จะยิ่งกว่า  หรือประณีตกว่า  เขาก็ไม่ปรารถนา  โผฏฐัพพะเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับเขา   โผฏฐัพพะเหล่านั้นเป็นยอดเยี่ยมสำหรับเขา.

[๓๖๒]   สมัยนั้น    จันทนังคลิกอุบาสกนั่งอยู่ในบริษัทนั้น.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 461

ลำดับนั้น    จันทนังคลิกอุบาสกลุกจากอาสนะ      ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า

ข้างหนึ่ง   ประนมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า   แล้วได้กราบทูลว่า  ข้าแต่

พระผู้มีพระภาคเจ้า  เหตุอย่างหนึ่ง  ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์  ข้าแต่พระสุคต

เหตุอย่างหนึ่งย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนจันทนังคลิกะ   ขอเหตุนั่นจงแจ่ม-

แจ้งเถิด.

ลำดับนั้น จันทนังคลิกอุบาสก  ได้สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าเฉพาะ

พระพักตร์  ด้วยคาถาที่สมควรแก่เหตุนั้นว่า

ดอกปทุมชื่อโกกนุท  บานในเวลาเช้า

ยังไม่สิ้นกลิ่น   ยังมีกลิ่นหอมอยู่   ฉันใด

ท่านจงดูพระอังคีรส      ผู้ไพโรจน์อยู่ดุจ

ดวงอาทิตย์  รุ่งโรจน์อยู่ในอากาศ  ฉันนั้น.

[๓๖๓]   ลำดับนั้น     พระราชา ๕ พระองค์เหล่านั้น     ทรงให้จันทนัง-

คลิกอุบาสกห่มด้วยผ้า ๕ ผืน  (คือพระราชทานผ้าห่ม  ๕ ผืน).

ทันใดนั้น  จันทนังคลิกอุบาสก  ก็ถวายให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห่ม

ด้วยผ้า ๕ ผืนเหล่านั้น.

 

อรรถกถาปัญจราชสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในปัญจราชสูตรที่ ๒ ต่อไป :-

บทว่า   รูปา ได้แก่ อารมณ์คือรูป  ต่างโดยรูปสีเขียวสีเหลืองเป็นต้น.

บทว่า   กามาน  อคฺค     ความว่า   ผู้หนักในรูปก็กล่าวรูปนั้นว่า   สูงสุด

ประเสริฐสุดแห่งกามทั้งหลาย   แม้ในอารมณ์ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.    บทว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 462

ยโต  แปลว่า   ในกาลใด.  บทว่า  มนาปปริยนฺต  ได้แก่  ทำอารมณ์ที่น่า

พอใจให้เสร็จชื่อว่าเป็นยอดอารมณ์ที่น่าพอใจ.  ในคำว่า  มนาปปริยนฺต   นั้น

อารมณ์ที่น่าพอใจมี ๒  คือ   อารมณ์ที่น่าพอใจของบุคคล  อารมณ์ที่น่าพอใจ

โดยสมมติ  สิ่งใด  เป็นของที่น่าปรารถนา  น่าใคร่ของบุคคลคนหนึ่ง    สิ่งนั้น

นั่นแหละ ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ของบุคคลอื่น ชื่อว่าสิ่งที่น่าพอใจของบุคคล.

เป็นความจริง  ไส้เดือน  ย่อมเป็นของที่น่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  ของ

ชาวปัจจันตประเทศ   แต่ชาวมัชฌิมประเทศเกลียดนัก.   ส่วนเนื้อนกยูงเป็นต้น

เป็นที่น่าปรารถนาของชาวมัชฌิมประเทศเหล่านั้น        แต่สำหรับชาวปัจจันต-

ประเทศนอกนี้เกลียดนัก. นี้คือสิ่งที่น่าพอใจของบุคคล.  สิ่งที่น่าพอใจโดยสมมติ

เป็นอย่างไร.

ชื่อว่า   อิฏฐารมณ์   (น่าปรารถนา)    และอนิฏฐารมณ์   (ที่ไม่น่า

ปรารถนา)     ที่แยกกันในโลกไม่มีเลย      แต่ก็พึงจำแนกแสดง.    แต่เมื่อจะ

จำแนกก็จำต้องยกพระเจ้ามหาสมมติปฐมกษัตริย์     พระเจ้ามหาสุทัสสนะ

และพระเจ้าธรรมาโศกราช      เป็นต้น    จำแนกแยกแยะ.     จริงอยู่     อารมณ์

แม้สำเร็จจากทิพย์    ก็ปรากฏว่า    ไม่สมพระทัย     ของกษัตริย์เหล่านั้น

แต่ไม่พึงจำแนก   โดยยกเอาข้าวน้ำที่หายาก  สำหรับคนเข็ญใจอย่างยิ่ง.  จริงอยู่

คนเข็ญใจอย่างยิ่งเหล่านั้น      เมล็ดข้าวสวยปลายเกวียนก็ดี   รสเนื้อเน่าก็ดี   ก็มี

รสอร่อยเหลือเกิน    เสมือนอมฤตรส.     แต่พึงจำแนก     โดยยกคนปานกลาง

เช่นหัวหน้าหมู่  มหาอำมาตย์  เศรษฐี   กุฎุมพีและพาณิชเป็นต้น   ซึ่งบางคราว

ก็ได้สิ่งที่น่าปรารถนา    บางคราวก็ได้สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา    ก็แต่ว่า    สิ่งที่น่า

ปรารถนาและสิ่งที่ไม่น่าปรารถนานั้น      ก็ไม่อาจกำหนดชวนจิตในอารมณ์ได้.

จริงอยู่   ชวนจิต  ย่อมยินดีในสิ่งที่น่าปรารถนาก็มี   ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาก็มี

ยินร้ายในสิ่งที่น่าปรารถนาก็มี    ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาก็มี.   ด้วยว่า  วิบากจิต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 463

ย่อมกำหนดอารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา     โดยอารมณ์อันเดียว

กัน.    จริงอยู่   พวกมิจฉาทิฏฐิเห็นพระพุทธเจ้าก็ดี    พระสงฆ์ก็ดี    อารมณ์

อันโอฬารมีมหาเจดีย์เป็นต้นก็ดี   ย่อมปิดตา   ประสบความเสียใจ    ได้ยินเสียง

แสดงธรรม  ก็ปิดหูทั้งสอง  แต่จักขุวิญญาณและโสตวิญญาณ  ก็เป็นกุศลวิบาก

ของพวกเขา.   สุกรกินคูถเป็นต้น     ได้กลิ่นคูถก็เกิดความดีใจว่า   เราจักกินคูถ

ดังนี้  ก็จริงอยู่   ถึงกระนั้นจักขุวิญญาณของมันในการเห็นคูถ    ฆานวิญญาณ

ในการดมกลิ่นคูถนั้น    และชิวหาวิญญาณในการลิ้มรส    ย่อมเป็นอกุศลวิบาก

โดยแท้.    พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงหมายเอาความเป็นสิ่งที่น่าพอใจของบุคคล

จึงตรัสว่า  เต  จ   มหาราช  รูปา   เป็นต้น.

คำว่า จนฺทนงฺคลิโย* นี้  เป็นชื่อของอุบาสกนั้น.  บทว่า  ปฏิภาติ  ม

ภควา   ความว่า เหตุอย่างหนึ่ง  ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์.   จันทนัง-

คลิกอุบาสกนั้น  เห็นพระราชาทั้ง ๕ พระองค์ทรงสวมกุณฑลมณี   แม้เสด็จมา

ด้วยพระอิสริยยศและสมบัติอย่างเยี่ยม   ด้วยราชานุภาพอย่างใหญ่   โดยประทับ

นั่งรวมกัน  ณ  พื้นที่สำหรับดื่ม  ซึ่งจัดไว้   ต่างก็สิ้นสง่าสิ้นความงาม    ตั้งแต่

ประทับยืน  ณ  สำนักของพระทศพลเหมือนดวงประทีปเวลากลางวัน  เหมือน

ถ่านไฟที่เอาน้ำรก   และเหมือนหญิงห้อย    เวลาพระอาทิตย์    จึงเกิดปฏิภาณ

ขึ้นว่า    ท่านผู้เจริญ    ธรรมดาว่าพระพุทธะทั้งหลายใหญ่หนอ    เพราะฉะนั้น

เขาจึงกล่าวอย่างนี้.

คำว่า  โกกนท  นี้     เป็นไวพจน์ขอปทุมนั่นเอง.    บทว่า   ปาโต

ได้แก่  ต่อกาลเทียว.   บทว่า  สิยา  แปลว่า  พึงมี.   บทว่า  อวีตคนฺธ   ได้แก่

ไม่ปราศจากกลิ่น.    บทว่า  องฺคีรส  ได้แก่  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.  จริงอยู่

พระรัศมีทั้งหลาย   ย่อมซ่านออกจากพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า  เพราะ

ฉะนั้น    จึงเรียกว่า    องฺคีรโส    พระอังคีรส.    ความย่อในคำนี้    มีดังนี้ว่า

*   บาลีเป็น  จนฺทนงฺคลิโก


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 464

ดอกปทุม  กล่าวคือดอกโกกนท  บานแต่เช้าตรู่   ยังไม่ปราศจากกลิ่น  หอมระรื่น

ฉันใด   ท่านจงดูพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า  อังคีรส  ทรงรุ่งโรจน์ดุจดวง

อาทิตย์  ส่องแสงจ้า  กลางนภากาศ    ฉันนั้นเหมือนกัน.    บทว่า   ภควนฺต

อจฺฉาเทสิ   ความว่า  ได้ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.    แต่ว่าโดยโวหารโลก

ในข้อนี้   คำก็มีเช่นนี้.   ได้ยินว่า   อุบาสกนั้นคิดว่า   พระราชาเหล่านี้    ทรง

เลื่อมใสในพระคุณทั้งหลายของพระตถาคต  พระราชทานผ้าห่มแก่เราถึง ๕ ผืน

จำเราจักถวายผ้าห่มเหล่านั้น    แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่พระองค์เดียว    ดังนี้

จึงได้ถวาย.

จบอรรถกถาปัญจราชสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 465

๓.  โทณปากสูตร

 

คาถากันบริโภคอาหารมาก

 

[๓๖๔]   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่. . .  กรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น    พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระสุธาหารหุงด้วยข้าวสารหนึ่ง-

ทะนาน    เสวยแล้วทรงอึดอัด     เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคม

พระผู้มีพระภาคเจ้า   แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๓๖๕]   ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิ-

โกศลนั้นเสวยแล้วทรงอึดอัด  จึงได้ตรัสพระคาถานี้ในเวลานั้นว่า

มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ  รู้จักประมาณ

ในโภชนะที่ได้มา     ย่อมมีเวทนาเบาบาง

เขาย่อมแก่ช้า  อายุยืน.

[๓๖๖]   สมัยนั้น      มหาดเล็กหนุ่มชื่อสุทัศนะ     ยืนอยู่เบื้องพระ-

ปฤษฎางค์พระเจ้าปเสนทิโกศล.

ลำดับนั้น  พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสเรียกสุทัศนมาณพมารับสั่งว่ามานี้

สุทัศนะ   เจ้าจงเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า     แล้วจงกล่าวในเวลา

เราบริโภคอาหาร   อนึ่ง เราจะให้ค่าอาหารแก่เจ้าวันละ  ๑๐๐  กหาปณะทุกวัน.

สุทัศนมาณพรับสนองพระดำรัสพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า  เป็นพระมหา

กรุณาอย่างยิ่ง   พระเจ้าข้า   ดังนี้    แล้วเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้วกล่าวในเวลาที่พระเจ้าปเสนทิโกศล   เสวยพระกระยาหารว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 466

มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ  รู้จักประ-

มาณในโภชนะที่ได้มา   ย่อมมีเวทนาเบา

บาง  เขาย่อมแก่ช้า  อายุยืน.

[๓๖๗]  ครั้งนั้น  พระเจ้าปเสนทิโกศล  ทรงดำรงอยู่โดยมีพระกระ-

ยาหารหนึ่งทะนานข้างสุกเป็นอย่างมากเป็นลำดับมา.

ในลำดับต่อมา  พระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่าดี

ทรงลูบพระวรกายด้วยฝ่าพระหัตถ์  ทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า  พระผู้

มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  ทรงอนุเคราะห์เราด้วยประโยชน์ทั้ง  ๒  คือประโยชน์

ปัจจุบันและประโยชน์ภายหน้าหนอ.

 

อรรถกถาโทณปากสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในโทษปากสูตรที่  ๓  ต่อไป :-

บทว่า  โทณปากสุท  ได้แก่  พระกระยาหาร  คือข้าวสุกแห่งข้าว

สารทะนานหนึ่ง.  อธิบายว่า  พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาร

ทะนานหนึ่ง  และแกงกับที่เหมาะแก่ข้าวสุกนั้น.  บทว่า  ภุตฺตาวี  ความว่า

ทรงบรรเทาความเมาในพระกระยาหารก่อนแล้วพักผ่อนครู่หนึ่งแล้วจึงเสด็จไป

เฝ้าพระพุทธองค์  แต่วันนั้น  ท้าวเธอกำลังเสวย  ระลึกถึงพระทศพล  ก็ล้าง

พระหัตถ์แล้วเสด็จไป.  บทว่า  มหสฺสาสี  ความว่า  ท้าวเธอกำลังเสด็จไปก็

เกิดความกระวนกระวายเพราะพระกระยาหาร  อย่างรุนแรง  เพราะฉะนั้น  จึง

ทรงหายใจ  ด้วยพระอัสสาสะอย่างแรง  หยาดพระเสโทก็ไกลออกจากพระวรกาย

ของพระองค์  พวกราชบุรุษต้องยืนประคองทั้งสองข้าง  พัดวีพระองค์ด้วยขั้วใบ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 467

ตาลคู่  แต่ท้าวเธอก็ไม่อาจบรรทม เพราะทรงคารวะในพระพุทธองค์.  ท่านหมาย

เอาข้อนี้จึงกล่าวว่า  มหสฺสาสี.  บทว่า  อิม  คาถ  อภาสิ   ความว่า  พระผู้มี

พระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า พระราชาทรงลำบาก เพราะไม่ทรงรู้จักประมาณใน

โภชนะ   เราจักทำพระองค์ให้อยู่ผาสุก ณ บัดนี้  แล้วจึงได้ตรัส [พระคาถานี้].

บทว่า  มนุชสฺส  แปลว่า  สัตว์. บทว่า  กหาปณสต  ได้แก่  ๑๐๐ กหาปณะ

อย่างนี้คือ      เวลาพระกระยาหารเช้า  ๕๐  เวลาพระกระยาหารเย็น ๕๐.  บทว่า

ปาปุณิตฺวา   ความว่าไปกับพระราชาได้หน่อยหนึ่ง ก็ทูลว่าขอเดชะข้าพระบาท

จะให้พระแสงดาบมงคลเล่มนี้แก่ใคร พระเจ้าข้า เมื่อท้าวเธอรับสั่งว่า ให้แก่คน

โน้น    สุทัศนมาณพนั้น    ก็ให้ดาบนั้น   กลับมาสำนักพระทศพล   ยืนถวาย

บังคมแล้วทูลว่า ท่านพระโคดมเจ้าข้า โปรดตรัสพระคาถาแล้วก็เรียนพระคาถา

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว.    ถามว่า     ได้ยินว่า  สุทัศนมาณพกล่าวพระ-

คาถาทุกเวลาที่เทียบพระเครื่องกล่าวอย่างไร.   ตอบว่า   กล่าวโดยทำนองที่พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน. ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนมาณพนั้นอย่าง

นี้ว่า  ดูก่อนมาณพ   เจ้าอย่ากล่าวคาถานี้พร่ำเพรื่อ   ในที่ไปถึง ๆ (เหมือนนัก

ร้องนักรำ) จงยืนใกล้ที่เสวยของพระราชา  อย่ากล่าวเมื่อเสวยพระกระยาหารก้อน

แรก  พึงกล่าวเมื่อทรงถือก้อนสุดท้าย  พระราชาทรงได้ยินแล้ว   จักทรงทิ้งก้อน

ข้าว  เมื่อเป็นดังนั้น  เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว  ก็พึงชักถาดออกมานับเมล็ดข้าว

[ได้เท่าใด]   รู้จักกับแกล้มที่ผสมกับข้าวนั้น    [แยกกับข้าวออก]    วันรุ่งขึ้น  ก็

พึงลดข้าวสารเสียเพียงเท่านั้น        พึงกล่าวเฉพาะในเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า

อย่ากล่าวในเวลาเสวยพระกระยาหารเย็น   มาณพนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้ว  ได้

กล่าวคาถาโดยทำนองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนในเวลาเสวยพระกระยา-

หารเย็น        เพราะในวันนั้นพระราชาเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จเสด็จไปเสีย

แล้ว.  พระราชาทรงระลึกถึงพระดำรัสของพระทศพล   ก็ทิ้งก้อนข้าวลงในถาด


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 468

นั่นแหละ   เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว   มาณพก็ชักถาดออกมานับเมล็ดข้าว  [ได้

เท่าใด]   วันรุ่งขึ้น   ก็ลดข้าวสารเสียเท่านั้น.

บทว่า  นาฬิโกทนปรมตาย  สณฺาสิ  ความว่า ได้ยินว่า มาณพ

นั้น  ไปสำนักพระตถาคตทุกวันเป็นผู้คุ้นกับพระทศพล.   ต่อมาวันหนึ่ง  พระผู้

มีพระภาคเจ้าตรัสถามมาณพนั้นว่า  พระราชาเสวยเท่าไร.  มาณพนั้นทูลตอบว่า

ข้าวสุกทะนานหนึ่ง พระเจ้าข้า  ตรัสว่าด้วยปริมาณเพียงเท่านี้  ส่วนของบุรุษนี้

นับว่าเหมาะ   ตั้งแต่นี้ไป   เจ้าอย่ากล่าวคาถาเลย.  ดั่งนั้น  พระราชาจึงดำรงอยู่

ในปริมาณนั้นนั่นแล  ในคำว่า  ทิฏฺธมฺมิเกน  เจว  อตฺเถน  สมฺปรายิเกน  จ

นี้ความที่พระราชามีพระสรีระ สละสลวย ชื่อว่าเป็นประโยชน์ปัจจุบัน.  ศีลชื่อว่า

ประโยชน์ภายหน้า.  ด้วยว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ  ย่อมชื่อว่าเป็น

องค์  [ส่วน]  ของศีลแล.

จบอรรถกถาโทณปากสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 469

๔.  ปฐมสังคามวัตถุสูตร

 

ผู้ชนะย่อมก่อเวร

 

[๓๖๘]   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ . . .   กรุงสาวัตถี.

ครั้งนั้น     พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู  เวเทหิบุตร  ทรงแต่งจตุรง-

คินีเสนา  ยกไปรุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศล  ทางด้านแคว้นกาสี.

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู

เวเทหิบุตร   ทรงแต่งจตุรงคินีเสนายกมารุกรานเราทางแคว้นกาสี.

ลำดับนั้น    พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงแต่งจตุรงคินีเสนา   ยกออกไป

ต่อสู้กับพระเจ้าแผ่นดินมคธ  อชาตศัตรู   เวเทหิบุตร  ป้องกันแคว้นกาสี.

ครั้งนั้น   พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู    เวเทหิบุตร   กับพระเจ้า-

ปเสนทิโกศล   ทรงทำสงครามต่อกัน    แต่ในสงครามครั้งนั้น    พระเจ้าแผ่นดิน

มคธอชาตศัตรู   เวเทหิบุตรทรงชำนะพระเจ้าปเสนทิโกศล.

ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ปราชัย ก็เสด็จล่าทัพกลับกรุงสาวัตถีราชธานี

ของพระองค์.

[๓๖๙]   ครั้งนั้น     เวลาเช้า  ภิกษุเป็นจำนวนมากนุ่งห่มแล้ว  ถือบาตร

และจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีแล้วในเวลาปัจฉาภัต   กลับจากบิณฑบาต

แล้ว   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า   แล้วนั่ง

อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

ภิกษุเหล่านั้น    ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้

เจริญ   พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู  เวเทหิบุตร   ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา  ยก

มารุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลทางแคว้นกาสี   พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับ

ข่าวว่า   พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู    เวเทหิบุตร    ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 470

ยกมารุกรานเราทางแคว้นกาสี    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ลำดับนั้น      พระเจ้า-

ปเสนทิโกศล    จึงทรงแต่งจตุรงคินีเสนา   ยกออกไปต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธ-

อชาตศัตรู   เวเทหิบุตร  ป้องกันแคว้นกาสี  ครั้งนั้นพระเจ้าแผ่นมคธอชาตศัตรู

เวเทหิบุตร   กับพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทำสงครามต่อกัน    แต่ในสงครามครั้ง

นั้น  พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร  ทรงชำนะพระเจ้าปเสนทิโกศล

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ปราชัย     ก็เสด็จล่าทัพกลับ

กรุงสาวัตถีราชธานีของพระองค์.

[๓๗๐]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    พระเจ้า

แผ่นดินมคธอชาตศัตรู   เวเทหิบุตร   มีมิตรเลวทราม   มีสหายเลวทราม  มี

พระทัยน้อมไปในคนเลวทราม  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศล

มีมิตรดีงาม  มีสหายดีงาม   มีพระทัยน้อมไปในคนดีงาม   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

วันนี้    พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงแพ้มาแล้วอย่างนี้      จักบรรทมเป็นทุกข์ตลอด

ราตรีนี้.

[๓๗๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา   ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ

ร้อยแก้วจบลงแล้ว  จึงได้ตรัสพระคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

ผู้ชำนะย่อมก่อเวร    ผู้แพ้ย่อมนอน

เป็นทุกข์  บุคคลละความชนะและความ

แพ้เสียแล้ว  จึงสงบระงับ   นอนเป็นสุข.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 471

อรรถกถาปฐมสังคามวัตถุสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยยในปฐมสังคามวัตถุสูตรที่ ๔  ต่อไป :-

คำว่า  เวเทหิ  ในคำว่า  เวเทหิปุตฺโต  นี้  เป็นชื่อของบัณฑิต  อธิบาย

ว่า  บุตรของสตรีผู้เป็นบัณฑิต.  บทว่า  จตุรงฺคินึ   ได้แก่ประกอบด้วยองค์ ๔

กล่าวคือ ทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ ทัพพลเดินเท่า [ราบ].   บทว่า  สนฺนยฺหิตฺวา

ได้แก่ให้กระทำเกราะด้วยการสวมหนึ่งเป็นต้น.      บทว่า   สงฺคาเมสุ   แปลว่า

รบกัน. รบกันเพราะเหตุอะไร. ได้ยินว่า พระเจ้ามหาโกศล [พระชนกของพระเจ้า

ปเสนทิโกศล]  เมื่อยกพระธิดาถวายพระเจ้าพิมพิสาร  ได้พระราชทานกาสิคาม

[หมู่บ้านกาสี]   ซึ่งมีรายได้เกิดขึ้นวันละแสน     ในระหว่างพระราชาทั้งสองแก่

พระราชธิดา.    แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระชนกแล้ว   แม้พระ-

ชนนีของพระองค์ก็ทิวงคต  ต่อมาไม่นาน  เพราะทรงเศร้าเหตุวิโยคพลัดพราก

พระราชา.   ต่อนั้น   พระเจ้าปเสนทิโกศล   ทรงพระดำริว่า  เจ้าอชาตศัตรู  ทำ

พระชนกชนนีให้ทิวงคตแล้ว     หมู่บ้านซึ่งเป็นสมบัติของพระชนกเรา   ก็ต้อง

กลับเป็นของเราสิ   แล้วทรงก่อคดีความเมือง    เพื่อต้องการหมู่บ้านนั้น.    แม้

พระเจ้าอชาตศัตรูก็ทรงเถียงว่า  หมู่บ้าน   เป็นสมบัติของพระชนนีเรา    ก็ต้อง

เป็นของเราสิ.  ดังนั้น    สองลุงและหลานจึงรบกัน  เพื่อต้องการหมู่บ้านนั้น.

พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นมีมิตรเช่น  พระเทวทัตเป็นต้นชั่ว  เพราะเหตุนั้น

จึงทรงชื่อว่า  มีมิตรชั่ว.  ทรงมีคนชั่วเหล่านั้นเป็นสหาย   เพราะเหตุนั้น     จึง

ชื่อว่า  ทรงมีพระสหายชั่ว.     ทรงมีพระทัยน้อมคล้อยไปตามชนเหล่านั้นนั่นแล

เพราะเหตุนั้น จึงทรงชื่อว่า มีผู้คล้อยตามชั่ว.  พึงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 472

ทรงมีมิตรดี    [กัลยาณมิตร]   ก็โดยยกพระสารีบุตรเถระเป็นต้น   [เป็นมิตร].

บทว่า  ทุกฺข   เสสฺสติ  ได้แก่เมื่อทรงเศร้าโศกถึงช้างเป็นต้นที่พระเจ้าอชาต-

ศัตรทรงชนะไป   ก็จักบรรทมเป็นทุกข์    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเหตุแห่ง

ชัยชนะของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นอีก  จึงตรัสคำนี้.  บทว่า   ชย  เวร  ปสวติ

ได้แก่ ผู้ชนะ  ย่อมประสบเวร  คือได้บุคคลที่เป็นไพรี.

จบอรรถกถาปฐมสังคามวัตถุสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 473

๖.  ทุติยสังคามวัตถุสูตร

 

[๓๗๒]   ครั้งนั้น  พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู  เวเทหิบุตร  ทรง

แต่งจตุรงคินีเสนา   ยกไปรุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลทางแคว้นกาสี.

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู

เวเทหิบุตร   ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา   ยกมารุกรานเราทางแคว้นกาสี.

ลำดับนั้น   พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงแต่งจตุรงคินีเสนา     ยกออกไป

ต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู.   เวทหิบุตร  ป้องกันแคว้นกาสี.

ครั้งนั้น    พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู    เวเทหิบุตร    กับพระเจ้า-

ปเสนทิโกศลทรงทำสงครามต่อกัน    แต่ในสงครามครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล

ทรงชำนะพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู   เวเทหิบุตร   และได้ทรงจับพระองค์

เป็นเชลยศึก.

[๓๗๓]   ครั้งนั้น    พระเจ้าปเสนทิโกศลได้มีพระดำริว่า  ถึงแม้พระเจ้า

แผ่นดินมคธอชาตศัตรู  เวเทหิบุตรนี้   จะประทุษร้ายเราผู้มิได้ประทุษร้าย  แต่

เธอก็ยังเป็นพระภาคิไนยของเรา    อย่ากระนั้นเลย    เราควรยึดพลช้างทั้งหมด

ยึดพลม้าทั้งหมด  ยึดพลรถทั้งหมด   ยึดพลเดินเท้าทั้งหมดของพระเจ้าแผ่นดิน

มคธอชาตศัตรู   เวเทหิบุตร  แล้วปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่เถิด.

ลำดับนั้น   พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยึดพลช้างทั้งหมด    ทรงยึดพลม้า

ทั้งหมด  ทรงยึดพลรถทั้งหมด ทรงยึดพลเดินเท้าทั้งหมด  ของพระเจ้าแผ่นดิน

มคธอชาตศัตรู  เวเทหิบุตร  แล้วทรงปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่.

[๓๗๔]   ครั้งนั้น   เวลาเช้า   ภิกษุเป็นจำนวนมาก  นุ่งแล้ว  ถือบาตร

และจีวร  เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี   เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว

ในเวลาปัจฉาภัต    กลับจากบิณฑบาตแล้ว    เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 474

ประทับ   ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า    แล้วนั่งอยู่  ณ ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง.

ภิกษุทั้งหลาย     ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้

เจริญ  พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู  เวเทหิบุตร   ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยก

มารุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลทางแคว้นกาสี    พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับ

ข่าวว่า     พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู    เวเทหิบุตร   ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา

ยกมารุกรานเราถึงแคว้นกาสี   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ลำดับนั้น   พระเจ้าปเสน-

ทิโกศลจึงทรงจัดจตุรงคินีเสนา    ยกออกไปต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู

เวเทหิบุตร     ป้องกันแคว้นกาสี    ครั้งนั้น     พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู

เวเทหิบุตรกับพระเจ้าปเสนทิโกศล     ทรงทำสงครามกันแล้ว     ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ   แต่ในสงครามครั้งนั้น    พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชำนะพระเจ้าแผ่นดิน

มคธอชาตศัตรู  เวเทหิบุตร  และทรงจับพระองค์เป็นเชลยศึกได้ด้วย  ครั้งนั้น

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้มีพระดำริว่า      ถึงแม้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู

เวเทหิบุตรนี้    จะประทุษร้ายเราผู้มีได้ประทุษร้าย   แต่เธอก็ยังเป็นพระภาคิไนย

ของเรา  อย่ากระนั้นเลย  เราควรยึดพลช้างทั้งหมด  ยึดพลม้าทั้งหมด  ยึดพลรถ

ทั้งหมด  ยึดพลเดินเท้าทั้งหมด  ของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู  เวเทหิบุตร

แล้วปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่เถิด   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ลำดับนั้น

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยึดพลช้างทั้งหมด    ทรงยึดพลม้าทั้งหมด  ทรงยึดพล

รถทั้งหมด    ทรงยึดพลเดินเท้าทั้งหมด     ของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู

เวเทหิบุตร  แล้วทรงปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่.

[๓๗๕]   ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้วจึง

ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

บุรุษจะแย่งชิงเขาได้   ก็ชั่วกาลที่กาล

แย่งชิงของเขายังพอสำเร็จได้  แต่เมื่อใด


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 475

คนเหล่าอื่นย่อมแย่งชิง   ผู้แย่งชิงนั้น  ย่อม

กลับถูกเขาแย่งชิงเมื่อนั้น.

เพราะว่า   คนพาลย่อมสำคัญว่าเป็น

ฐานะ ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล  แต่บาป

ให้ผลเมื่อใด  คนพาลย่อมประสบทุกข์เมื่อ

นั้น.

ผู้ฆ่าย่อมได้รับการฆ่าตอบ  ผู้ชำนะ

ย่อมได้รับการชนะตอบ  ผู้ด่าย่อมได้รับการ

ด่าตอบ  และผู้ขึ้งเคียดย่อมได้รับความขึ้ง

เคียดตอบ  ฉะนั้น     เพราะความหมุนกลับ

แห่งกรรม     ผู้แย่งชิงนั้น    ย่อมถูกเขา

แย่งชิง.

 

อรรถกถาทุติยสังคามวัตถุสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยสังคามวัตถุสูตรที่  ๕  ต่อไป :-

บทว่า  อพฺภุยฺยาสิ   ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสั่งว่าพวกเจ้าน่า

ตำหนิในการพ่ายแพ้  จงไปวัดฟังการสนทนาของเหล่าพระภิกษุ   ทรงสดับเหตุ

แห่งชัยชนะที่ภิกษุพุทธรักขิต  ผู้บวชต่อแก่พูดแก่ภิกษุธรรมรักขิต    ผู้บวชต่อ

แก่ในเวลากลางคืนว่า   ถ้าพระราชาทรงทำอุบายอย่างนี้เสด็จไป  ก็จะพึงชนะอีก

แล้วจัดทัพไปรุกราน.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 476

บทว่า  ยาวสฺส  อุปกปฺปติ  ความว่า  ตราบเท่าความช่วงชิง  จะพอ

สำเร็จได้.  บทว่า  ยทา  จญฺเ  ความว่า  ก็เมื่อใด  คนอื่น ๆ จะปล้นบุคคล

ที่ปล้นเขามาแล้วนั้น.  บทว่า  วิลุมฺปติ  ได้แก่ ย่อมถูกเขาปล้น.

บทว่า  านญฺหิ  มญฺติ  ความว่า  ก็ย่อมสำคัญว่ามีเหตุ.   บทว่า

ยทา  แปลว่า  ในกาลใด.    บทว่า  เชตาร   ลภเต  ชย  ความว่า   บุคคล

ผู้ชนะ  ย่อมได้ผู้ชำนะภายหลัง.  บทว่า  โรเสตาร  ได้แก่  ซึ่งผู้โกรธ.  บทว่า

โรสโก ได้แก่ ผู้โกรธ.  บทว่า   กมฺมวิวฏฺเฏน  ได้แก่ ด้วยความแปรปรวน

แห่งกรรม คือด้วยการให้วิบากแห่งกรรมคือการปล้นนั่น. บทว่า  โส  วิลุตฺโต

วิลุมฺปติ  ได้แก่ ผู้ปล้นนั้น   ก็จะถูกเขาปล้น.

จบอรรถกถาทุติยสังคามวัตถุสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 477

๖.  ธีตุสูตร

 

ว่าด้วยสตรีก็เป็นผู้ประเสริฐได้

 

[๓๗๖]   สาวัตถีนิทาน.

ครั้งนั้น    พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว  ประทับนั่ง   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

ลำดับนั้น     ราชบุรุษเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล  แล้วกราบทูล  ณ

ที่ใกล้พระกรรณของพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า        ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ

พระนางมัลลิกาเทวีประสูติพระธิดาแล้ว.

เมื่อบุรุษกราบทูลอย่างนี้แล้ว     พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ไม่ทรงเบิกบาน

พระทัย.

[๓๗๗]   ครั้งนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า   พระเจ้าปเสนทิ-

โกศลไม่ทรงเบิกบานพระทัย   จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

ดูก่อนมหาบพิตร  ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่า

ปวงชน   แท้จริง   แม้สตรีบางคนก็เป็นผู้

ประเสริฐ  พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้  สตรีที่

มีปัญญา  มีศีล  ปฏิบัติแม้ผัวพ่อผัวดัง

เทวดา  จงรักสามี.

บุรุษที่เกิดจากสตรีนั้น  ย่อมเป็นคน

แกล้วกล้า  เป็นเจ้าแห่งทิศได้  บุตรของ

ภริยาดีเช่นนั้น  ก็ครองแม้ราชสมบัติได้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 478

อรรถกถาธีตุสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในธีตุสูตรที่  ๖  ต่อไป :-

บทว่า  อุปสงฺกมิ  ความว่า    พระเจ้าปเสนทิโกศลโปรดให้จัดเรือน

ประสูติ    เวลาพระนางมัลลิกาเทวีประสูติ    พระราชทานการอารักขาแล้วเสด็จ

ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.   บทว่า  อนตฺตมโน  อโหสิ  ความว่า  ทรง

เสียพระทัยว่า   เราให้อิสริยะอย่างใหญ่    แก่ธิดาของตระกูลที่เข็ญใจ   ถ้านาง

ได้ลูกชาย ก็จักประสบสักการะอย่างใหญ่แน่แท้   บัดนี้   นางสูญสิ้นจากสักการะ

นั้นไปเสียแล้ว.  บทว่า  เสยฺยา  ความว่า  สตรีบางคนถึงจะเสมอกับผู้มีปัญญา

ชักช้า ก็ยังประเสริฐกว่าลูกเป็นใบ้.  บทว่า โปส แปลว่า โปรดทรงชุบเลี้ยงไว้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระราชาผู้ปกครองประชาชนว่า  ชนาธิป.  บทว่า

สลฺสุเทวา    ได้แก่   แม่ผัวและพ่อผัวเป็นดังเทวดา.       บทว่า   ทิสมฺปติ

ได้แก่  ผู้เป็นใหญ่ในทิศ.   บทว่า  ตาทิสา  สุภริยา  แปลว่า    ของภริยาที่ดี

เช่นนั้น.

จบอรรถกถาธีตุสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 479

๗.  ปฐมอัปปมาทสูตร

 

[๓๗๘]   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ. . .    กรุงสาวัตถี. . .    พระเจ้า-

ปเสนทิโกศล  ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว  ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า

ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง  ๒  คือ

ประโยชน์ปัจจุบันนี้     และประโยชน์ในภายหน้า   มีอยู่หรือ  พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนมหาบพิตร    ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึด

ไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั่ง  ๒  คือ   ประโยชน์ปัจจุบันนี้   และประโยชน์ในภายหน้า

มีอยู่.

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ธรรมอย่างหนึ่ง

ที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง  ๒  คือ    ประโยชน์ปัจจุบันนี้      และประโยชน์ใน

ภายหน้า  คืออะไร.

[๓๗๙]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนมหาบพิตร  คือ  ความ

ไม่ประมาท.

ดูก่อนมหาบพิตร     รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่สัญจรไปบนแผ่นดิน

ชนิดใดชนิดหนึ่ง   รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด   ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้าง   รอย

เท้าช้าง    ย่อมกล่าวกันว่า    เป็นเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้น   เพราะเป็นของใหญ่

ข้อนี้มีอุปนา   ฉันใด  ดูก่อนมหาบพิตร  ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์

ทั้ง ๒ คือ  ประโยชน์ปัจจุบัน   และประโยชน์ในภายหน้า  คือความไม่ประมาท

ก็มีอุปไมยฉันนั้น.

[๓๘๐]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา      ครั้นตรัสไวยากรณ์

คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 480

บุคคลปรารถนาอยู่ซึ่งอายุ   ความไม่

มีโรค    วรรณะ    สวรรค์     ความเกิดใน

ตระกูลสูง  และความยินดีอันโอฬารต่อ ๆ

ไป  พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท   บัณฑิต

ทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทใน

บุญกิริยาทั้งหลาย     บัณฑิตผู้ไม่ประมาท

ย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง  ๒ คือ  ประ-

โยชน์ปัจจุบันนี้  และประโยชน์ในภพหน้า

เพราะยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์นั้น  ผู้มีปัญญา

ท่านจึงเรียกว่า  "บัณฑิต".

 

อรรถกถาปฐมอัปปมาทสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอัปปมาทสูตรที่  ๗  ต่อไป :-

บทว่า  สมติคฺคยฺห  แปลว่า  ยึดไว้ได้  อธิบายว่า  ถือไว้ได้. อัปปมาท

ธรรมที่หนุนให้ทำบุญ  ชื่อว่า  อัปปมาท ความไม่ประมาท.  บทว่า สโมธาน

ได้แก่  ตั้งลงพร้อม คือ รวมลง.   ด้วยบทว่า เอวเมว โข  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดงว่า   การาปกอัปปมาท   (ความไม่ประมาทอันอุดหนุนบุคคลผู้กระทำ

ตาม)  เหมือนรอยเท้าช้าง   กุศลธรรมที่เป็นไปในภูมิ  ๔  ที่เหลือ   ก็เหมือน

รอยเท้าสัตว์ที่เหลือ     กุศลธรรมเหล่านั้น       ย่อมประชุมลงในอัปปมาทธรรม

เป็นไปภายในอัปปมาทธรรม   เหมือนรอยเท้าสัตว์ที่เหลือรวมลงในรอยเท้าช้าง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 481

อนึ่ง    รอยเท้าช้างเลิศ    ประเสริฐสุด    ใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์ที่เหลือ   ฉันใด

อัปปมาทธรรม   ก็เลิศประเสริฐสุด    ใหญ่กว่าธรรมทั้งหลายที่เหลือ  ฉันนั้น.

จริงอยู่    อัปปมาทธรรมนั้น    แม้เป็นโลกิยะอยู่    ก็ยังเลิศอยู่นั่นเอง    เพราะ

อรรถว่าเป็นเหตุให้ได้ธรรมที่เป็นมหัคคตะและโลกุตระ.

บทว่า   อปฺปมาท  ปสสนฺติ     ความว่า   บัณฑิตทั้งหลาย    ย่อม

สรรเสริญความไม่ประมาทเท่านั้นว่า   ผู้ปรารถนาอายุเป็นต้นเหล่านั้น     พึงทำ

ความไม่ประมาทอย่างเดียว.  อีกอย่างหนึ่ง  ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลาย   สรรเสริญ

ความไม่ประมาทในการกระทำบุญทั้งหลาย    ฉะนั้น      ผู้ปรารถนาอายุเป็นต้น

พึงทำความไม่ประมาทโดยแท้.      บทว่า  อตฺถาภิสมยา ได้แก่   เพราะได้

ประโยชน์.

จบอรรถกถาปฐมอัปปมาทสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 482

๘.  ทุติยอัปปมาทสูตร

 

[๓๘๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ. . .   กรุงสาวัตถี. . .    พระเจ้า

ปเสนทิโกศลประทับนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว   ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า

ว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ความปริวิตกแห่งใจบังเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ผู้เข้า

ห้องส่วนตัวพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วนั่นแหละ

สำหรับผู้มีมิตรดี  มีสหายดี  มีจิตน้อมไปในคนที่ดี    ไม่ใช่สำหรับผู้มีมิตรชั่ว

มีสหายชั่ว  มีจิตน้อมไปในคนที่ชั่ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     ดูก่อนมหาบพิตร     ข้อนี้เป็นอย่างนั้น

ดูก่อนมหาบพิตร   ข้อนี้เป็นอย่างนั้น    ธรรมที่อาตมาภาพกล่าวดีแล้วนั่นแหละ

สำหรับผู้มีมิตรดี    มีสหายดี    มีจิตน้อมไปในคนดี    ไม่ใช่สำหรับผู้มีมิตรชั่ว

มีสหายชั่ว  มีจิตน้อมไปในคนที่ชั่ว.

[๓๘๒]   ดูก่อนมหาบพิตร    สมัยหนึ่ง    อาตมภาพอยู่ที่นิคมของหมู่

เจ้าศากยะ  ชื่อว่านครกะ สักกชนบท ครั้งนั้น ภิกษุอานนท์ เข้าไปหาอาตมภาพ

อภิวาท  แล้วนั่งอยู่   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ดูก่อนมหาบพิตร  ภิกษุอานนท์

ได้กล่าวกะอาตมภาพว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ความเป็นผู้มีมิตรดี   มีสหายดี

มีจิตน้อมไปในคนที่ดี     เป็นคุณกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์     ดูก่อนมหาบพิตร

เมื่อภิกษุอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว   อาตมภาพได้กล่าวกะภิกษุอานนท์ว่า  ดูก่อน

อานนท์  เธออย่ากล่าวอย่างนั้น   ดูก่อนอานนท์  ความเป็นผู้มีมิตรดี  มีสหายดี

มีจิตน้อมไปในคนที่ดีนี้    เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดเลย  ดูก่อนอานนท์  นี่ภิกษุ

ผู้มีมิตรดีพึงปรารถนา  ภิกษุผู้มีมิตรดี  มีสหายดี  มีจิตน้อมไปในคนที่ดี   จัก

เจริญอริยมรรคมีองค์แปด  จักกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 483

[๓๘๓]   ดูก่อนอานนท์  ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี   มีสหายดี   มีจิตน้อมไปใน

คนที่ดี   ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด   ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้

มากได้อย่างไร.

ดูก่อนอานนท์  ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ  อันอาศัยวิเวก

อาศัยวิราคะ   อาศัยนิโรธ  น้อมไปเพื่อความสละคืน  ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ...

ย่อมเจริญสัมมาวาจา. . .  ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ. . .  ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ...

ย่อมเจริญสัมมาวายามะ. . .     ย่อมเจริญสัมมาสติ. . .      ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ

อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ  น้อมไปเพื่อความสละคืน.

ดูก่อนอานนท์    ภิกษุผู้มีมิตรดี    มีสหายดี    มีจิตน้อมไปในคนที่ดี

ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด     ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้

อย่างนี้แล.

ดูก่อนอานนท์    โดยปริยายแม้นี้    พึงทราบว่า    ความเป็นผู้มีมิตรดี

มีสหายดี  มีจิตน้อมไปในคนที่ดี   นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทีเดียว.

ดูก่อนอานนท์   ด้วยว่าอาศัยเราเป็นมิตรดี   สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิด

เป็นธรรมดา     ย่อมหลุดพ้นจากความเกิดได้     สัตว์ทั้งหลายผู้มีด้วยามแก่เป็น

ธรรมดา     ย่อมหลุดพ้นจากความแก่ได้     สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเจ็บป่วยเป็น

ธรรมดา    ย่อมหลุดพ้นจากความเจ็บป่วยได้     สัตว์ทั้งหลายผู้มีความตายเป็น

ธรรมดา  ย่อมหลุดพ้นจากความตายได้  สัตว์ทั้งหลายผู้มีความโศก  ความร่ำไร

ความทุกข์  ความเสียใจ    และความคับแค้นใจเป็นธรรมดา    ย่อมหลุดพ้นจาก

ความโศก   ความร่ำไร   ความทุกข์   ความเสียใจ   และความคับแค้นใจได้.

ดูก่อนอานนท์    โดยปริยายนี้แล    พึงทราบว่า    ความเป็นผู้มีมิตรดี

มีสหายดี  มีจิตน้อมไปในคนที่ดีนี้   เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 484

[๓๘๔]   ดูก่อนมหาบพิตร    เพราะเหตุนั้นแหละ    พระองค์พึงทรง

สำเหนียกอย่างนี้ว่า    เราจักเป็นผู้มีมิตรดี    มีสหายดี    มีจิตน้อมไปในคนที่ดี

ดูก่อนมหาบพิตร  พระองค์พึงทรงสำเหนียกอย่างนี้แล.

ดูก่อนมหาบพิตร  ธรรมอย่างหนึ่งนี้   คือความไม่ประมาทในกุศลธรรม

ทั้งหลาย  พระองค์ผู้มีมิตรดี  มีสหายดี   มีจิตน้อมไปในคนที่ดี   พึงทรงอาศัย

อยู่เถิด.

ดูก่อนมหาบพิตร    เมื่อพระองค์ไม่ประมาท    อาศัยความไม่ประมาท

หมู่นางสนมผู้ตามเสด็จจักมีความคิดอย่างนี้ว่า        พระราชาเป็นผู้ไม่ประมาท

อาศัยความไม่ประมาท   ถ้ากระนั้น   แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท   อาศัย

ความไม่ประมาท.

ดูก่อนมหาบพิตร    เมื่อพระองค์ไม่ประมาท    อาศัยความไม่ประมาท

แม้กษัตริย์ทั้งหลายผู้ตามเสด็จจักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาเป็นผู้ไม่ประมาท

อาศัยความไม่ประมาท    ถ้ากระนั้น   แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท  อาศัย

ความไม่ประมาท.

ดูก่อนมหาบพิตร    เมื่อพระองค์ไม่ประมาท    อาศัยความไม่ประมาท

แม้กองทัพ   (ข้าราชการฝ่ายทหาร)   ก็จักมีความคิดอย่างนี้ว่า   พระราชาเป็นผู้

ไม่ประมาท    อาศัยความไม่ประมาท    ถ้ากระนั้น     แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่

ประมาท  อาศัยความไม่ประมาท.

ดูก่อนมหาบพิตร    เมื่อพระองค์ไม่ประมาท    อาศัยความไม่ประมาท

แม้ชาวนิคมและชาวชนบทก็จักมีความคิดอย่างนี้ว่า  พระราชาเป็นผู้ไม่ประมาท

อาศัยความไม่ประมาท   ถ้ากระนั้น   แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท    อาศัย

ความไม่ประมาท.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 485

ดูก่อนมหาบพิตร    เมื่อพระองค์ไม่ประมาท    อาศัยความไม่ประมาท

แม้พระองค์เองก็จักเป็นผู้ได้รับคุ้มครองแล้ว  ได้รับรักษาแล้ว   แม้หมู่นางสนม

ก็จักเป็นผู้ได้รับคุ้มครองแล้ว    ได้รับรักษาแล้ว    แม้เรือนคลังก็จักเป็นอันได้

รับคุ้มครองแล้ว   ได้รับรักษาแล้ว.

[๓๘๕]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา      ครั้นตรัสไวยากรณ์

คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

บุคคลผู้ปรารถนาโภคะอันโอฬาร

ต่อ ๆ ไป     พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท

บัณฑิตทั้งหลาย    ย่อมสรรเสริญความไม่

ประมาทในบุญกิริยาทั้งหลาย    บัณฑิตผู้

ไม่ประมาทย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง

๒  คือประโยชน์ปัจจุบัน   และประโยชน์

ในภพหน้า   เพราะยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์

นั้น   ผู้มีปัญญาท่านจึงเรียกว่า  "บัณฑิต".


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 486

อรรถกถาทุติยอัปปมาทสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในที่อัปปมาทสูตรที่  ๘  ต่อไป :-

บทว่า  โส  จ  โข  กลฺยาณมิตฺตสฺส  ความว่า  ก็ธรรมนี้นั้น  ย่อม

ชื่อว่า   สวากขาตธรรมของผู้มีมิตรดีเท่านั้น   หาใช่สวากขาตธรรมของผู้มีมิตร

ชั่วไม่   จริงอยู่.   ธรรมเป็นสวากขาตธรรม   แม้ของทุกคนก็จริง   ถึงอย่างนั้น

ย่อมทำประโยชน์ให้เต็มแก่ผู้มีมิตรดี   ผู้ตั้งใจฟังด้วยดี    ผู้เชื่อถือ    เหมือนยา

เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้  หาเป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่ใช้ไม่  ด้วยเหตุนั้น   พระผู้มี

พระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้   พึงทราบว่าเทศนาธรรมในคำว่า  ธมฺโม  นี้.

บทว่า  อุปฑฺฒมิท  ความว่า  ได้ยินว่า  พระเถระเจ้าไปในที่ลับคิด

ว่า  เมื่อมิตรดีผู้โอวาทพร่ำสอนมีอยู่   สมณธรรมนี้ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ตั้ง

อยู่ในความพยายามเฉพาะตัว  ดังนั้น    พรหมจรรย์กึ่งหนึ่งมาจากมิตรดี  กึ่งหนึ่ง

มาจากความพยายามเฉพาะตัว.   ครั้งนั้น  พระเถระดำริว่า  เราอยู่ในปเทสญาณ

(ญาณในธรรมบางส่วน) รู้บางส่วน  ไม่อาจคิดได้หมดทุกส่วน  จำต้องทูลถาม

พระศาสดา   จึงจักหมดสงสัย   เพราะฉะนั้น    ท่านจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว

กล่าวอย่างนั้น.

บทว่า  พฺรหฺมจริยสฺส   ได้แก่ อริยมรรค. บทว่า  ยทิท  กลฺยาณ-

มิตฺตตา   ความว่า    ความเป็นผู้มีมิตรดีที่ได้     ย่อมมาสู่พรหมจรรย์กึ่งหนึ่ง

จากพรหมจรรย์กึ่งหนึ่ง. ดังนั้น  พระเถระจึงกล่าวว่า อริยมรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็น

ต้นครึ่งหนึ่ง   ย่อมมาจากความเป็นผู้มีมิตรดี   อีกครั้งหนึ่ง    ย่อมมาจากความ

พยายามเฉพาะตัว.    ก็จริงอยู่    นี้เป็นความปรารถนาของพระเถระ     แท้จริง

แม้ในที่นี้   ธรรมที่แบ่งแยกไม่ได้นี้   ก็ไม่อาจแบ่งแยกได้ว่า   บรรดาอริยมรรค


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 487

มีสัมมาสัมทิฏฐิเป็นต้น    เท่านี้เกิดจากความมีมิตรดี  เท่านี้เกิดจากความพยายาม

เฉพาะตน    เปรียบเหมือนเมื่อคนมากคนยกเสาหิน  ก็แบ่งแยกไม่ได้ว่า  ที่เท่านี้

คนโน้นยก  ที่เท่านี้คนโน้นยก   และเหมือนอย่างว่า   เมื่อบุตรอาศัยมารดาบิดา

เกิดขึ้น   ก็แบ่งแยกไม่ได้ว่าเกิดจากมารดาเท่านี้    เกิดจากบิดาเท่านี้   ฉะนั้น.  ถึง

กระนั้น   พรหมจรรย์ชื่อว่ากึ่งหนึ่ง    ตามอัธยาศัยของพระเถระว่า   เพราะเป็นผู้

มีมิตรดี  ก็ได้คุณกึ่งหนึ่ง พรหมจรรย์ชื่อว่าทั้งสิ้น  ตามอัธยาศัยของพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าว่า   ก็ได้คุณทั้งสิ้น.   ก็ดีว่า   กลฺยาณมิตฺตตา   นี้ท่านถือว่า   ชื่อว่า

ได้คุณที่เป็นส่วนเบื้องต้น  ว่าโดยใจความ  ก็ได้แก่ขันธ์ ๔ คือ ศีลขันธ์ สมาธิ

ขันธ์   วิปัสสนาขันธ์    อันอาศัยกัลยาณมิตรได้มา     อาจารย์บางพวกกล่าวว่า

สังขารขันธ์ก็มี.

บทว่า  มา เหว อานนฺท  ความว่า  อยู่าพูดอย่างนี้   เธอเป็นพหูสูต

บรรลุปฏิสัมภิทาฝ่ายเสขะ   รับพร  ๘  ประการแล้วอุปัฏฐากเรา   เธอผู้ประกอบ

ด้วยอัจฉริยัพภูตธรรม ๔ ประการ    ไม่ควรกล่าวอย่างนี้      แก่บุคคลเช่นนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดำนี้ว่า  ดูก่อนอานนท์   ความมีมิตรดี   ความมีสหายดี

ความมีเพื่อนดี  เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น  ดังนี้    ทรงหมายว่า   มรรค ๔ ผล ๔

วิชชา  ๓  อภิญญา ๖ ทั้งหมด  มีมิตรดีเป็นมูลทั้งนั้น.  บัดนี้  เมื่อจะทรงแสดง

เหตุ  โดยการเปล่งพระวาจานั่นแล  จึงตรัสดำว่า   กลฺยาณมิตฺตสฺเสต  เป็น

ต้น.  บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ปาฏิกงฺข  ความว่า  พึงหวัง พึงปรารถนา

ว่ามีอยู่แท้.   บทว่า  อิธ   เเปลว่า  ในศาสนานี้.   ก่อนอื่น  อาทิบททั้ง  ๘ ใน

คำว่า   สมฺมาทิฏฺึ  ภาเวติ  เป็นต้น    มีพรรณนาสังเขปดังนี้.  สัมมาทิฏฐิมี

ลักษณะเห็นชอบ  สัมมาสังกัปปะ   มีลักษณะยกสหชาตธรรมขึ้นสู่อารมณ์ชอบ

สัมมาวาจา  มีลักษณะกำหนดอารมณ์ชอบ  สัมมากัมมันตะ  มีลักษณะตั้งตนไว้

ชอบ.   สัมมาอาชีวะ   มีลักษณะทำอารมณ์ให้ผ่องแผ้วชอบ.   สัมมาวายามะ  มี


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 488

ลักษณะประคองชอบ  สัมมาสติ  มีลักษณะปรากฏชอบ  สัมมาสมาธิ  มีลักษณะ

ตั้งมั่นชอบ บรรดามรรคมีองค์ ๘ นั้น   มรรคองค์หนึ่ง ๆ มีกิจ ๓ คือ ก่อนอื่น

สัมมาทิฏฐิ ย่อมละมิจฉาทิฏฐิ พร้อมกับเหล่ากิเลสที่เป็นข้าสึกของตนอย่างอื่นๆ ๑

ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์  ๑  และเห็นสัมปยุตธรรมเพราะไม่ลุ่มหลง    โดยกำจัด

โมหะอันปกปิดสัมปยุตธรรมนั้น  ๑  แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้น      ก็ละมิจฉาสัง-

กัปปะเป็นต้น  และทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ อย่างนั้นเหมือนกัน  แต่โดยเฉพาะ

อย่างยิ่ง  ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น   สัมมาสังกัปปะ   ย่อมยกอารมณ์ขึ้นสู่สหชาต-

ธรรม.

สัมมาวาจา   ย่อมกำหนดถือเอาชอบ   สัมมากัมมันตะ   ย่อมตั้งตนไว้

ชอบ    สัมมาอาชีวะ    ย่อมผ่องแผ้วชอบ   สัมมาวายามะ    ย่อมประคองความ

เพียรๆ ชอบ  สัมมาสติ   ย่อมตั้งไว้ชอบ   สัมมาสมาธิ   ย่อมตั้งมั่นชอบ.

อนึ่งเล่า  ธรรดาสัมมาทิฏฐินี้   ในส่วนเบื้องต้น   ย่อมมีขณะต่าง ๆ มี

อารมณ์ต่าง ๆ   แต่ในขณะมรรคจิตมีขณะอันเดียว   มีอารมณ์อย่างเดียว.   แต่

ว่าโดยกิจ  ย่อมได้ชื่อ  ๔  ชื่อ  มี  ทุกฺเข  าณ  รู้ในทุกข์ดังนี้เป็นต้น  แม้

สัมมาสังกัปปะเป็นต้น   ในส่วนเบื้องต้น   ก็มีขณะต่างกัน    มีอารมณ์ต่างกัน   แต่

ในขณะแห่งมรรคจิต    ย่อมมีขณะอันเดียว   มีอารมณ์อย่างเดียว.   ในมรรคมี

องค์ ๘ นั้น   สัมมาสังกัปปะว่าโดยกิจ   ย่อมได้ชื่อ  ๓ ชื่อ   มีเนกขัมมสังกัปปะ

เป็นต้น.   สัมมาวาจาเป็นต้น   ย่อมเป็นวิรัติ  ๓  บ้าง   เป็นเจตนาเป็นต้นบ้าง

แต่ในขณะแห่งมรรคจิต    ก็เป็นวิรัติเท่านั้น.

สัมมาวายามะและสัมมาสติทั้งสองดังว่ามานี้  ว่าโดยกิจ ก็ได้ชื่อ ๔ ชื่อโดย

สัมมัปปธาน ๔  สติปัฏฐาน ๔. ส่วนสัมมาสมาธิ  ทั้งในส่วนเบื้องต้น ทั้งในขณะ

แห่งมรรคจิต  ก็สมาธิอย่างเดียว.   ครั้นทราบการพรรณนาอาทิบททั้ง ๘ ที่ท่าน

กล่าวโดยนัยว่า  สมฺมทิฏฺึ   ดังนี้เป็นต้นอย่างนี้ก่อนแล้ว    บัดนี้    พึงทราบ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 489

ความ  ในคำว่า  ภาเวติ  วิเวกนิสฺสิต  เป็นต้น  ดังนี้.  บทว่า  ภาเวติ

แปลว่าเจริญ.    อธิบายว่า     ทำให้เกิด   บังเกิดในจิตสันดานของตน.   บทว่า

วิเวกนิสฺสิต   แปลว่า   อาศัยวิเวก.   บทว่า  วิเวโก   ได้แก่  ความเป็นผู้สงัด

พึงทราบความดังนี้ว่า   ความเป็นผู้สงัดนี้     ได้แก่  วิเวก ๕ อย่างคือ   ตทังค-

วิเวก     วิกขัมภนวิเวก     สมุจุเฉทวิเวก    ปฏิปัสสัทธิวิเวก    นิสสรณวิเวก.

วิเวกมี ๕ อย่างดังนี้. บทว่า  วิเวกนิสฺสิต ก็ได้แก่  เจริญสัมมาทิฏฐิ  ที่อาศัย

ตทังควิเวก   อาศัยสมุจเฉทวิเวก   และอาศัยนิสสรณจะวก    อนึ่งเล่า   พระโยคี

[โยคาวจร]   ผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งอริยมรรคภาวนานี้    ในขณะเจริญวิปัสสนา

ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ   ที่อาศัยตทังควิเวก   โดยกิจ    ที่อาศัยนิสสรณวิเวกโดย

อัธยาศัย แต่ในขณะแห่งมรรคจิต  ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิที่อาศัยสมุจเฉทวิเวกโดย

กิจ  ที่อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอารมณ์   ในบทว่าที่อาศัยวิราคะเป็นต้น   ก็นัยนี้.

ก็วิราคะเป็นต้น  ก็มีวิเวกความสงัดเป็นอรรถนั่นแหละ  ก็ในที่นี้อย่าง

เดียว   โวสสัคคะ  มี ๒ อย่างคือ   ปริจาคโวสสัคคะ   และปักขันทนโวสสัคคะ.

บรรดาโวสสัคคะ ๒ อย่างนั้น  การละกิเลสด้วยอำนาจตทังคปหานในขณะเจริญ

วิปัสสนา   และการละกิเลสด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน   ในขณะแห่งมรรคจิตชื่อ

ว่าปริจาคโวสสัคคะ.   ในขณะเจริญวิปัสสนา  ก็แล่นไปสู่พระนิพพานด้วยความ

เป็นผู้น้อมไปในพระนิพพานนั้น   แต่ในขณะแห่งมรรคจิต    ก็แล่นไปสู่พระ-

นิพพาน   ด้วยการทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์    ชื่อว่าปักขันทนโวสสัคคะ.

โวสสัคคะแม้ทั้งสองนั้น   ย่อมควรในอรรถกถานัย  ที่ผสมทั้งโลกิยะและโลกุตระ

นี้.  จริงอย่างนั้น  สัมมาทิฏฐินี้   ย่อมสละกิเลสและแล่นไปสู่พระนิพพาน  โดย

ประการตามที่กล่าวแล้ว  ด้วยคำทั้งสิ้นนี้ว่า  โวสฺสคฺคปริณามึ  ท่านอธิบายไว้

ดังนี้ว่า   กำลังน้อมไปและน้อมไปแล้ว  กำลังบ่มและบ่มสุกแล้ว   เพื่อโวสสัคคะ.

จริงอยู่    ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ  ซึ่งอริยมรรคภาวนานี้     ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 490

โดยอาการที่สัมมาทิฏฐินั้น   กำลังบ่มเพื่อโวสสัคคะคือการสละกิเลส    และเพื่อ

โวสสัคคะ  คือการแล่นไปสู่พระนิพพาน  และโดยอาการที่สัมมาทิฏฐินั้นบ่มสุก

แล้ว.  ในองค์มรรคที่เหลือก็นัยนี้.

บทว่า  อาคมฺม  ได้แก่ ปรารภหมายถึง  อาศัยแล้ว.  บทว่า  ชาติ-

ธมฺมา  ได้แก่มีการเกิดเป็นสภาวะ คือมีการเกิดเป็นปกติ [ธรรมดา].  บทว่า

ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่แม้อริยมรรคทั้งสิ้นอาศัยกัลยาณมิตรจึงได้  ฉะนั้น

ศัพท์ว่า  หนฺท    เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเชื้อเชิญ.    บทว่า    อปฺปมาท

ปสสนฺติ    ได้แก่  บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท เพราะฉะนั้น

จึงควรทำความไม่ประมาท. บทว่า อตฺถาภิสมยา  แปลว่า เพราะได้ประโยชน์.

จบอรรถกถาทุติยอัปปมาทสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 491

๙.  ปฐมาปุตตกสูตร

 

[๓๘๖]   สาวัตถีนิทาน.

ครั้งนั้น  พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ใน

เวลาเที่ยงวัน   ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เชิญเถิดมหาบพิตร

พระองค์เสด็จจากไหนมาในเวลาเที่ยงวัน.

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     คฤหบคีผู้เป็น

เศรษฐีในกรุงสาวัตถีนี้    กระทำกาลกิริยาแล้ว    ข้าพระองค์ให้ขนทรัพย์สมบัติ

อันไม่มีบุตรรับมรดกนั้น   มาไว้ในพระราชวังแล้วก็มา    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

เฉพาะเงินเท่านั้นมี ๘,๐๐๐,๐๐๐   ส่วนเครื่องรูปิยะไม่ต้องพูดถึง   ก็แต่คฤหบดีผู้

เป็นเศรษฐีนั้น  ได้บริโภคอาหารเห็นปานนี้  คือบริโภคปลายข้าวกับน้ำส้มพะอูม

ได้ใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มเห็นปานนี้        คือนุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบที่ตัดเป็นสามชิ้นเย็บ

ติดกัน  ได้ใช้ยานพาหนะเห็นปานนี้   คือใช้รถเก่า ๆ กั้นร่มทำด้วยใบไม้.

[๓๘๗]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนมหาบพิตร    ข้อนี้เป็น

อย่างนั้น   ดูก่อนมหาบพิตร  ข้อนี้เป็นอย่างนั้น  ดูก่อนมหาบพิตร   อสัตบุรุษ

ได้โภคะอันโอฬารแล้ว   ไม่ทำตนให้ได้รับความสุข   ให้ได้รับความอิ่มหนำเลย

ไม่ทำมารดาและบิดาให้ได้รับความสุข   ให้ได้รับความอิ่มหนำ  ไม่ทำบุตรและ

ภรรยาให้ได้รับความสุข   ให้ได้รับความอิ่มหนำ   ไม่ทำทาสกรรมกรให้ได้รับ

ความสุข     ให้ได้รับความอิ่มหนำ     ไม่ทำมิตรเละอำมาตย์ให้ได้รับความสุข

ให้ได้รับความอิ่มหนำ  ไม่ทำทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน  มีอารมณ์ดี  มีวิบาก

เป็นสุข  เป็นไปเพื่อสวรรค์  ให้ตั้งอยู่ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  โภคะเหล่านั้น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 492

ของเขาที่มิได้ใช้สอยโดยชอบอย่างนี้   พระราชาทั้งหลายเอาไปบ้าง  โจรทั้งหลาย

เอาไปบ้าง   ไฟไหม้เสียบ้าง   น้ำพัดไปเสียบ้าง    ทายาททั้งหลายผู้ไม่เป็นที่รัก

เอาไปบ้าง.

ดูก่อนมหาบพิตร  เมื่อเป็นเช่นนี้   โภคะที่มิได้ใช้สอยโดยชอบของเขา

เหล่านั้น   ย่อมหมดสิ้นไปเปล่าโดยไม่มีการบริโภคใช้สอย.

ดูก่อนมหาบพิตร    ในที่ของอมนุษย์   มีสระโบกขรณีซึ่งมีน้ำใส   มี

น้ำเย็น   มีน้ำจืดสนิท   ใสตลอด  มีท่าดี   น่ารื่นรมย์   น้ำนั้นคนไม่พึงตักเอา

ไปเลย  ไม่พึงดื่ม ไม่พึงอาบ  หรือไม่พึงกระทำตามที่ต้องการ ดูก่อนมหาบพิตร

ก็เมื่อเป็นเช่นนี้  น้ำที่มิได้บริโภคโดยชอบนั้น พึงถึงความหมดสิ้นไปเปล่า โดย

ไม่มีการบริโภค  แม้ฉันใด  ดูก่อนมหาบพิตร  อสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว

ไม่ทำตนให้ได้รับความสุข  ให้ได้รับความอิ่มหนำเลย ฯลฯ   ดูก่อนมหาบพิตร

เมื่อเป็นเช่นนี้  โภคะที่มิได้บริโภคโดยชอบของเขาเหล่านั้น   ย่อมถึงความหมดสิ้น

ไปเปล่าโดยไม่มีการบริโภค  ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๓๘๘]   ดูก่อนมหาบพิตร  ส่วนสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว  ย่อม

ทำตนให้ได้รับความสุข   ให้ได้รับความอิ่มหนำ   ย่อมทำมารดาและบิดาให้ได้

รับความสุข   ให้ได้รับความอิ่มหนำ   ย่อมทำบุตรและภรรยาให้ได้รับความสุข

ให้ได้รับความอิ่มหนำ   ย่อมทำทาสกรรมกรให้ได้รับความสุข   ให้ได้รับความ

อิ่มหนำ  ย่อมทำมิตรและสหายให้ได้รับความสุข  ให้ได้รับความอิ่มหนำ  ย่อม

ประดิษฐานซึ่งทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน  มีอารมณ์ดี  มีวิบากเป็นสุข  เป็นไป

เพื่อสวรรค์   ไว้ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย   โภคะเหล่านั้นของเขา   ที่บริโภค

โดยชอบอยู่อย่างนี้    พระราชาทั้งหลายก็เอาไปไม่ได้  โจรทั้งหลายก็เอาไปไม่ได้

ไฟก็ไม่ไหม้  น้ำก็ไม่พัดไป  ทายาททั้งหลายผู้ไม่เป็นที่รักก็เอาไปไม่ได้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 493

ดูก่อนมหาบพิตร   เมื่อเป็นเช่นนี้    โภคะที่บริโภคอยู่โดยชอบของเขา

เหล่านั้น  ย่อมมีการบริโภค  ไม่หมดสิ้นไปเปล่า.

ดูก่อนมหาบพิตร  ในที่ไม่ใกล้คามหรือนิคม   มีสระโบกขรณี   ซึ่งมี

น้ำใส  มีน้ำเย็น  มีน้ำจืดสนิท  ใสตลอด  มีท่าดี  น่ารื่นรมย์  น้ำนั้นคนพึงตัก

ไปบ้าง พึงดื่มบ้าง พึงอาบบ้าง  พึงกระทำตามที่ต้องการบ้าง  ดูก่อนมหาบพิตร

ก็เมื่อเป็นเช่นนี้    น้ำที่บริโภคอยู่โดยชอบนั้น    พึงมีการบริโภค   ไม่หมดสิ้นไป

เปล่า  แม้ฉันใด  ดูก่อนมหาบพิตร  สัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว   ย่อมยังตน

ให้ได้รับความสุข  ให้ได้รับความอิ่มหนำ  ฯลฯ   เมื่อเป็นเช่นนี้   โภคะที่บริโภค

อยู่โดยชอบของเขาเหล่านั้น   ย่อมมีการบริโภค   ไม่หมดสิ้นไปเปล่า   ฉันนั้น

เหมือนกัน.

[๓๘๙]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา      ครั้นตรัสไวยากรณ์

คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

น้ำมีอยู่ในถิ่นของอมนุษย์   คนย่อม

งดน้ำที่ไม่พึงดื่มนั้น   ฉันใด   คนชั่วได้

ทรัพย์แล้ว     ย่อมไม่บริโภคด้วยตนเอง

ย่อมไม่ให้ทาน  ฉันนั้น  ส่วนวิญญูชนผู้มี

ปัญญา   ได้โภคะแล้ว  เขาย่อมบริโภค

และทำกิจ  เขาเป็นคนอาจหาญ  เลี้ยงดู

หมู่ญาติ  ไม่ถูกติเตียน  ย่อมเข้าถึงแดน

สวรรค์.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 494

อรรถกถาปฐมาปุตตกสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมาปุตตกสูตรที่  ๙  ต่อไป :-

บทว่า  ทิวาทิวสฺส  แปลว่า  วันแห่งวัน    อธิบายว่า   เวลากลางวัน

(เที่ยงวัน).  บทว่า  สาปเตยฺย  แปลว่า  ทรัพย์.   บทว่า  โก  ปน  วาโท

รูปิยสฺส  ความว่า  ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงสิ่ง   ทั้งที่ทำเป็นแท่ง   ต่างโดยเป็น

เงิน  ทองแดง  เหล็ก  สำริดเป็นต้น    ทั้งที่เป็นรูปิยภัณฑ์  ต่างโดยเป็นภาชนะ

ใช้สอยเป็นต้น   คือจะพูดกำหนดอะไรกันว่า   ชื่อมีเท่านี้.   บทว่า  กณาชก

ได้แก่  ข้าวมีรำ  (ข้าวกล้อง).   บทว่า  ทิลงฺคทุติย   แปลว่า  มีน้ำส้มพะอูม

เป็นที่สอง.  บทว่า  สาณ  ได้แก่ ผ้าที่ทำด้วยเปลือกป่าน.  บทว่า  ติปกฺข-

วสน  ได้แก่ ผ้าที่ตัดเป็น ๓  ชิ้น  เย็บริมทั้งสองติดกัน.

บทว่า  อสปฺปุริโส   แปลว่า  บุรุษผู้เลว. ทักษิณาชื่อว่า  อุทฺธคฺคิกา

ในคำว่า  อุทฺธคฺคิก   เป็นต้น    เพราะมีผลในเบื้องบน  (สูง)   โดยให้ผลใน

ภูมิสูง ๆ  ขึ้นไป.    ชื่อว่า  โสวคฺคิกา   เพราะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สวรรค์

เหตุให้อุบัติในสวรรค์นั้น. ชื่อว่า สุขวิปากา  เพราะทักษิณานั้นมีสุขเป็นวิบาก

ในที่บังเกิดแล้วบังเกิดเล่า.  ชื่อว่า  สคฺคสวตฺตนิกา   เพราะเป็นที่บังเกิดของ

วิเศษ   มีวรรณะทิพย์เป็นต้นอันเลิศดี.    อธิบายว่า    ทักษิณาทานเห็นปานนี้

ย่อมประดิษฐานอยู่.

บทว่า  สาโตทกา  ได้แก่  มีน้ำรสอร่อย.   บทว่า  เสตกา  ได้แก่

น้ำอันขาว  เพราะน้ำในที่คลื่นแตกกระจาย  สีขาว.   บทว่า.  สุปติตฺถา  แปลว่า

มีท่าอันดี.  บทว่า  ตญฺชโน   ความว่า  น้ำที่จืดสนิท  โดยน่าชนิดใด   ชนหา


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 495

พึงบรรจุน้ำชนิดนั้นใส่ภาชนะนำไปได้ไม่.    บทว่า   น  ยถาปจฺจย   กเรยฺย

ความว่า    กิจด้วยน้ำใด ๆ บุคคลพึงทำด้วยน้ำ    เขาหาพึงทำกิจด้วยน้ำนั้น  ๆ

ได้ไม่.  บทว่า  ตทเปยฺยมาน  แปลว่า น้ำนั้นเขาดื่มไม่ได้.  บทว่า  กิจฺจกโร

จ  โหติ   ความว่า  ผู้ทำกิจคือการงาน  และผู้ทำกิจคือกุศลของตน  ย่อมบริโภค

ย่อมประกอบการงานและให้ทาน.

จบอรรถกถาปฐมาปุตตกสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 496

๑๐.  ทุติยาปุตตกสูตร

 

[๓๙๐]   ครั้งนั้น   พระเจ้าปเสนทิโกศล    เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าในเวลาเที่ยงวัน     ถวายบังคมแล้ว   ประทับนั่ง ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าเชิญเถิดมหาบพิตร

พระองค์เสด็จจากไหนมา   ในเวลาเที่ยงวัน.

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี

ในกรุงสาวัตถีนี้    กระทำกาลกิริยาแล้ว    ข้าพระองค์ให้ขนทรัพย์สมบัติอันไม่มี

บุตรรับมรดกนั้น    มาไว้ในวังแล้วก็มา    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     เฉพาะเงิน

เท่านั้นมี ๑๐,๐๐๐,๐๐๐  ส่วนเครื่องรูปิยะไม่ต้องพูดถึง     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ก็คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น    ได้บริโภคอาหารเห็นปานนี้     คือบริโภคปลายข้าว

กับน้ำส้มพะอูม   ได้ใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มเห็นปานนี้    คือนุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบที่ตัด

เป็นสามชิ้นเย็บติดกัน  ได้ใช้ยานพาหนะเห็นปานนี้    คือใช้รถเก่า ๆ กั้นร่มทำ

ด้วยใบไม้.

[๓๙๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     ดูก่อนมหาบพิตร     ข้อนี้เป็น

อย่างนั้น   ดูก่อนมหาบพิตร  ข้อนี้เป็นอย่างนั้น   ดูก่อนมหาบพิตร  เรื่องเคยมี

มาแล้ว     คฤหบคีผู้เป็นเศรษฐีนั้น     ได้สั่งให้จัดบิณฑบาตถวายพระปัจเจก-

สัมพุทธะ   นามว่า   ตครสิขี  ว่าท่านทั้งหลาย   จงถวายบิณฑะแก่สมณะแล้วลุก

จากอาสนะเดินหลีกไป      แต่ครั้นถวายแล้ว       ภายหลังได้มีความเสียดายว่า

บิณฑบาตนี้    ทาสหรือกรรมกรพึงบริโภคยังดีกว่า    นอกจากนี้เขายังปลงชีวิต

บุตรน้อยคนเดียวของพี่ชาย     เพราะเหตุทรัพย์สมบัติอีก     ดูก่อนมหาบพิตร

การที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น        สั่งให้จัดบิณฑบาตถวายพระตครสิขีปัจเจก


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 497

สัมพุทธะ  ด้วยวิบากของกรรมนั้น  เขาจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ๗  ครั้ง  ด้วย

วิบากอันเป็นส่วนเหลือของกรรมนั้นเหมือนกัน  ได้ครองความเป็นเศรษฐีใน

กรุงสาวัตถีนี้แหละถึง  ๗  ครั้ง.

ดูก่อนมหาบพิตร  การที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้นถวายแล้วภายหลังได้

มีความเสียดายว่า  บิณฑบาตนี้ทาสหรือกรรมกรพึงบริโภคยังดีกว่า  ด้วยวิบาก

ของกรรมนั้น  จิตของเขาจึงไม่น้อมไปเพื่อบริโภคอาหารอันโอฬาร  จิตของเขา

จึงไม่น้อมไป  เพื่อใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มอันโอฬาร  จิตของเขาไม่น้อมไปเพื่อ

ใช้ยานพาหนะอันโอฬาร  จิตของเขาจึงไม่น้อมไปเพื่อบริโภคเบญจกามคุณอัน

โอฬาร.

ดูก่อนมหาบพิตร  ก็แหละการที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น  ปลงชีวิต

บุตรน้อยคนเดียวของพี่ชาย  เพราะเหตุทรัพย์สมบัติ   ด้วยวิบากของกรรมนั้น

เขาจึงถูกไฟเผาอยู่ในนรกหลายปี หลายร้อยปี  หลายพันปี  หลายแสนปี  ด้วย

วิบากอันเป็นส่วนเหลือของกรรมนั้นเหมือนกัน  ทรัพย์สมบัติอันไม่มีบุตรรับ

มรดกของเขานี้  จึงถูกขนเข้าพระคลังหลวงเป็นครั้งที่ ๗.

ดูก่อนมหาบพิตร  ก็บุญเก่าของคฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้นหมดสิ้นแล้ว

และบุญใหม่ก็ไม่ได้สะสมไว้.

ดูก่อนมหาบพิตร  ก็ในวันนี้  คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี  ถูกไฟเผาอยู่ใน

มหาโรรุวนรก.

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  คฤหบดีผู้เป็น

เศรษฐี  เข้าถึงมหาโรรุวนรกอย่างนั้นหรือ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อย่างนั้น  มหาบพิตร  คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี

เข้าถึงมหาโรรุวนรกแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 498

[๓๙๒]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา  ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ

ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสพระคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

ข้าวเปลือก  ทรัพย์    เงินทอง   หรือ

ข้าวของ  ที่หวงแหนอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่

ทาส   กรรมกร   คนใช้   และผู้อาศัยของ

เขา  พึงพาเอาไปไม่ได้ทั้งหมด จะต้องละ

ทิ้งไว้ทั้งหมด.

ก็บุคคลทำกรรมใด   ด้วยกาย   ด้วย

วาจา  หรือด้วยใจ  กรรมนั่นแหละ  เป็น

ของ ๆ เขา    และเขาย่อมพาเอากรรมนั้น

ไป    อนึ่งกรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป

เหมือนเงาติดตามตน     ฉะนั้น    เพราะ

ฉะนั้น     บุคคลควรทำกรรมดี   สั่งสมไว้

สำหรับภายหน้า  บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่ง

ของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก.

จบ  ทุติยาปุตตกสูตร

จบทุติยวรรคที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 499

อรรถกถาทุติยาปุตตกสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยาปุตตกสูตรที่  ๑๐  ต่อไป :-

บทว่า  ปิณฺฑปาเตน  ปฏิปาเทสิ   ได้แก่ประกอบไว้กับบิณฑบาต

อธิบายว่า  ได้ถวายบิณฑบาต.  บทว่า  ปกฺกามิ  ได้แก่ไปโดยกิจบางอย่างคือ

โดยกิจมีเข้าเฝ้าพระราชาเป็นต้น.   บทว่า  ปจฺฉา  วิปฺปฏิสารี  อโหสิ   ความ

ว่า  ได้ยินว่า เศรษฐีนั้นพบพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   แม้ในวันอื่นๆ

แต่เขามิได้เกิดจิตคิดจะถวายทาน.  ในวันนั้น    พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระนาม

ว่า   ตครสิขี  บุตรคนที่  ๓ ของนางปทุมวดีเทวี   พระองค์นี้    ยับยั้งอยู่ด้วยสุข

เกิดแต่ผลสมาบัติ  ณ  ภูเขาคันธมาทน์  ลุกขึ้น  ณ  เวลาเช้า  บ้วนโอษฐ์  ณ

สระอโนดาด   นุ่งสบงสีแดงดังน้ำชาด     คาดประคดเอว    ถือบาตรจีวร    เข้า

จตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา  เหาะไปด้วยฤทธิ์ลงที่ประตูนครห่มจีวรแล้ว

ถือบาตร  ถึงประตูเรือนของเศรษฐีตามลำดับ   ด้วยอากัปปะอาการมีก้าวไปเป็น

ต้นที่น่าเลื่อมใสประหนึ่งวางของมีค่าพันหนึ่งที่ประตูนครสำหรับชาวนครทั้ง

หลาย  วันนั้น    เศรษฐีตื่นแต่เช้าตรู่   บริโภคอาหารอันประณีต    ปูอาสนะ ณ

ซุ้มประตูเรือน  นั่งทำความสะอาดฟันอยู่  เศรษฐีนั้นเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า

แล้ว   เกิดจิตคิดจะถวายทาน   เพราะวันนั้นเศรษฐีบริโภคอาหารเช้าแล้วนั่งอยู่

จึงเรียกภรรยามาสั่งว่า  เจ้าจงถวายบิณฑบาตแก่สมณะผู้นี้แล้วก็หลีกไป.

ภรรยาเศรษฐีคิดว่า  โดยเวลาถึงเพียงเท่านี้  เราไม่เคยได้ยินคำว่าเจ้าจง

ถวายทานแก่ผู้นี้  แต่วันนี้  เศรษฐี  แม้เมื่อสั่งให้ถวายทาน ก็มิได้สั่งให้ถวายแก่ผู้

นั้นผู้นี้   แต่ให้ถวายทานแก่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากราคโทสและโมหะ

ผู้คายกิเลส   ผู้ปลงภาระแล้ว   จำเราจักไม่ถวายทานสิ่งนั้นสิ่งนี้   แต่จักถวายบิณ-


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 500

ฑบาตอันประณีต    นางออกจากเรือนแล้วไหว้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าด้วยเบญ-

จางคประดิษฐ์แล้วรับบาตรนิมนต์ให้นั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้  ณ  ภายในนิเวศน์

ปรุงอาหารด้วยข้าวสารข้าวสาลีอันบริสุทธิ์ดี กำหนดกับที่ควรเคี้ยวและแกงที่พอ

สมกับ      ประดับของหอมไว้ข้างนอกบรรจงวางไว้ในมือทั้งสองของพระปัจเจก

พุทธเจ้าแล้วไหว้  พระปัจเจกพุทธเจ้ายังไม่ฉันด้วยคิดจะทำการสงเคราะห์  พระ-

ปัจเจกพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ  จึงกระทำอนุโมทนาแล้วหลีกไป.    เศรษฐีแม้นั้นแล

กำลังเดินมาแต่ข้างนอกเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าถามว่า     เราสั่งให้เขาถวาย

บิณฑบาตแก่ท่านแล้วหลีกไป  ท่านได้บิณฑบาตแล้วหรือ.  พระปัจเจกพุทธเจ้า

ตอบว่า   ถูกละ   เศรษฐี   เราได้แล้ว  เศรษฐีหมายใจว่าจะดู  จึงชะเง้อคอขึ้นดู.

ขณะนั้นเองกลิ่นบิณฑบาตของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นก็พลุ่งขึ้นกระทบโพรงจมูก.

เขาไม่อาจสำรวมจิตได้  ภายหลังก็มีวิปปฏิสารร้อนใจ

คำว่า   วรเมต   เป็นต้น    เป็นการแสดงอาการของความร้อนใจที่เกิด

ขึ้น    แต่เขาก็ฆ่าบุตรคนเดียวของพี่ชายเสีย    เพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติ.     ได้

ยินว่า   ครั้งนั้น    เมื่อกองทรัพย์ยังมิได้แบ่งกัน     มารดาบิดาและพี่ชายของเขา

ก็ตายไป  เขาจึงอยู่ร่วมกับภรรยาของพี่ชาย.   แต่พี่ชายของเขามีบุตรอยู่คนหนึ่ง.

เด็กนั้นกำลังเล่นอยู่ที่ถนน คนทั้งหลายก็พูดกันว่า นี้ทาส  นี้ทาสี  นี้ยาน  นี้ทรัพย์

เป็นของ ๆ เจ้า  เด็กนั้นก็จับคำของคนเหล่านั้นเอามาพูดว่า  บัดนี้  นี้เป็นของ ๆ

เราดังนี้เป็นต้น.

ฝ่ายอาของเด็กนั้นคิดว่า   เดี๋ยวนี้   เด็กนี้ยังพูดอย่างนี้    เมื่อแก่ตัวเขาก็

จะพึงตัดกองทรัพย์เสียระหว่างกลาง   บัดนี้นี่แหละ   เราจำจักต้องทำการที่จะพึง

ทำแก่เด็กนี้.   วันหนึ่ง เขาถือมีดสั่งว่า  มานี่แน่ลูก  เราจะไปป่ากัน    แล้วนำเด็ก

นั้นไปป่าฆ่าเด็กนั้น   ซึ่งกำลังร้องโหยหวน    โยนลงในบ่อกลบด้วยฝุ่น.   ท่าน

หมายเอาข้อนี้จึงกล่าวคำนี้.  บทว่า  สตฺตกฺขตฺตุ  แปลว่า ๗ ครั้ง.  ก็ในคำนี้