พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 401

[๓๑๙]   ลำดับนั้น     มารผู้มีบาปเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าว

คาถานี้   ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

สัตว์เหล่าใด  ขวนขวาย ในความเกลียด

บาปด้วยตบะ  รักษาความสงบสงัดอยู่  ติด

อยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก   สัตว์เหล่านั้น

ย่อมสั่งสอนชอบ   เพื่อปรโลกโดยแท้.

[๓๒๐]   ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า    นี้เป็นมารตัว

ร้ายกาจ  จึงได้ตรัสคาถาตอบมารผู้มีบาปว่า

รูปใด ๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่น

และจะอยู่ในอากาศ   มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที่

รูปทั้งหมดเหล่านั้น  อันมารสรรเสริญแล้ว

วางดักสัตว์ไว้แล้ว   เหมือนเขาใส่เหยื่อล่อ

เพื่อฆ่าปลา  ฉะนั้น.

[๓๒๑]   ลำดับนั้น    มาณวคามิยเทพบุตร    ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ใน

สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า  ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ภูเขาเวปุละ  เขากล่าวกันว่า  สูงเป็น

เยี่ยมกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในกรุงราชคฤห์

เสตบรรพตเป็นเลิศกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่า

หิมวันต์   ดวงอาทิตย์เป็นเลิศกว่าสิ่งที่ไป

ในอากาศ   มหาสมุทรเป็นเลิศกว่าห้วงน้ำ

ทั้งหลาย    ดวงจันทร์เป็นเลิศกว่าดวงดาว

ทั้งหลาย  พระพุทธเจ้ากล่าวกันว่าเป็นเลิศ

กว่าประชุมในทั้งโลก  พร้อมทั้งเทวโลก.

จบนานาติตถิยสูตร

จบ  นานาติตถิยวรรค  ที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 402

อรรถกถานานาติตถิยสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในนานาติตถิยสูตรที่  ๑๐  ต่อไป :-

บทว่า  นานาติตฺถิยสาวกา    ความว่า    เทพบุตรสาวกของเดียรถีย์

ต่าง ๆ เหล่านั้น  เป็นกัมมวาที   นับถือกรรม    เพราะฉะนั้น      จึงกระทำบุญ

ทั้งหลายมีทานเป็นต้น     บังเกิดในสวรรค์    เทพบุตรเหล่านั้น    สำคัญว่าเรา

บังเกิดในสวรรค์    เพราะเลื่อมใสในศาสดาของตน    จึงมาด้วยหมายใจว่าเราจะ

ไปยืนในสำนักของพระทศพล    กล่าวคุณศาสดาของเรา    แล้วกล่าวด้วยคาถา

องค์ละ ๑ คาถา.   บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ฉินฺทิตมาริเต  จ  หตชานีสุ

ได้แก่ ในการโบย  และในการเสื่อมทรัพย์ทั้งหลาย.  ด้วยบทว่า  ปุญฺ  วา

ปน  อสมเทพบุตร  ไม่ตามพิจารณาแม้แต่บุญของตน  กล่าวโดยย่อว่า  วิบาก

ของบุญและบาปไม่มี ดังนี้.  บทว่า  ส  เว  วิสฺสาสมาจิกฺขิ  ความ  อสม-

เทพบุตรนั้นแล  เมื่อกล่าวว่า วิบาก  ทั้งของบาปที่ทำแล้ว   ทั้งของบุญที่ทำแล้ว

ไม่มี ดังนี้   จึงบอกที่พักอาศัย ที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย  เพราะฉะนั้น   จึงกล่าวว่า

ศาสดาปุรณกัสสป  ควรแก่การนับถือ การไหว้ การบูชา.  บทว่า ตโปชิคุจฺฉาย

ได้แก่  เพราะเกลียดบาป   ด้วยตปะคือการทำกายให้ลำบาก.    บทว่า  สฺสวุโต

ได้แก่  ประกอบแล้ว   หรือปิดแล้ว.     บทว่า   เชคุจฺฉี   ได้แก่  เกลียดบาป

ด้วยตปะ.  บทว่า  นิปโก  ได้แก่  บัณฑิต.  บทว่า  จาตุยามสุสวุโต  ได้แก่

สำรวมด้วยดีด้วยาม ๔  ส่วนทั้ง  ๔ เหล่านี้    คือ  ผู้ห้ามน้ำทั้งปวง  ผู้ประกอบ

ในการห้ามบาปทั้งปวง  ผู้กำจัดบาปทั้งปวง  ผู้ห้ามบาปทั้งปวงถูกต้อง    ชื่อว่า

ยาม ๔.  บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  สพฺพวาริวาริโต   จ  ได้แก่  ห้ามน้ำ

ทั้งหมด อธิบายว่า น้ำเย็นทั้งหมดห้ามขาด  เขาว่านิครนถนาฏบุตรนั้น  สำคัญ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 403

ว่ามีตัวสัตว์ในน้ำเย็น   เพราะฉะนั้น  จึงไม่ใช้น้ำเย็นนั้น.   บทว่า  สพฺพวาริ-

ยุตฺโต   ได้แก่  ประกอบด้วยการห้ามบาปทุกอย่าง.    บทว่า  สพฺพวาริธุโต

ได้แก่ กำจัดบาปเสียแล้ว ด้วยการห้ามบาปทุกอย่าง.  บทว่า สพฺพวาริผุฏฺโ

ได้แก่ ผู้อันการห้ามบาปทั้งปวงถูกต้องแล้ว.  บทว่า  ทิฏฺ  สุตญฺจ  อาจิกฺข

ได้แก่  บอกว่าสิ่งที่เห็นเราเห็นแล้ว  ข้อที่ฟัง  เราฟังแล้วไม่ปิดเลย.   บทว่า

นหิ  นูน  กิพฺพิสี  ความว่า  ศาสดาเห็นปานนั้น     ย่อมชื่อว่า  เป็นผู้กระทำ

ความชั่วร้าย.  บทว่า  นานาติตฺถิเย   ความว่า   เขาว่า   อาโกฏกเทพบุตรนั้น

เป็นอุปัฏฐากของเหล่าเดียรถีย์ต่าง ๆ นั้นแล   เพราะฉะนั้น    เขาจึงกล่าวปรารภ

เดียรถีย์เหล่านั้น.    บทว่า  ปกุทฺธโก   กาติยาโน  ได้แก่  ศาสดาชื่อปกุธ-

กัจจายนะ. บทว่า นิคนฺโถ ได้แก่  ศาสดาชื่อนาฎบุตร. บทว่า  มกฺขลิปูรณาเส

ได้แก่  ศาสดาชื่อมักขลิ   และชื่อปูรณะ.    บทว่า   สามญฺปฺปตฺตา  ได้แก่

ถึงที่สุดในสมณธรรม.  ด้วยบทว่า  นหิ  นูน  เต  อาโกฏกเทพบุตรกล่าวว่า

ศาสดาเหล่านั้นไม่ไกลไปจากสัตบุรุษทั้งหลายเลย    ศาสดาเหล่านั้นนั่นแล   จึง

ชอบที่จะเป็นสัตบุรุษในโลก.  บทว่า  ปจฺจภาสิ  ความว่า  เวฏันพรีเทพบุตร

คิดว่า  อาโกฏกเทพบุตรผู้นี้   ยืนกล่าวคุณของศาสดาชีเปลือย   ผู้ไร้สิริเหล่านี้

ในสำนักของพระทศพล  ดังนั้น   เราจักกล่าวโทษของศาสดาเหล่านั้น    แล้วจึง

กล่าวโต้ตอบ.    บทว่า  สห  รจิตมตฺเตน  ได้แก่ พร้อมด้วยเหตุเพียงแต่ง

ถ้อยคำ.    บทว่า  ฉโว   สิงฺคาโล  ได้แก่  สุนัขจิ้งจอกตาบอด    ต่ำทราม.

บทว่า  โกฏฺโก  เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นแหละ.  บทว่า สงฺกสฺสราจาโร

ได้แก่ มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ.    บทว่า น  สต  สริกฺขโก    ความว่า

ศาสดาของท่านจะเทียมสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิตหาได้ไม่   ท่านก็เสมือนสุนัขจิ้งจอก

ตาบอด  ยังจะทำเดียรถีย์ให้เป็นราชสีห์หรือ.  บทว่า  อนฺวาวิสิตฺวา  ความว่า

มารผู้มีบาป    ดำริว่า    เวฎัมพรีเทพบุตรผู้นี้    กล่าวโทษของเหล่าศาสดาเห็น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 404

ปานนั้น  ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ  เราจะให้เขากล่าวคุณด้วยปากนั่นแหละ  จึงเข้า

สิงในร่างของเวฎัมพรีเทพบุตรนั้น    น้อมใจตามไป  ชื่อว่า  เข้าไปอาศัยอยู่  ด้วย

ประการฉะนี้.  บทว่า อายุตฺตา ได้แก่ ขวนขวายขมักเขม้น  ในอันเกลียดตปะ.

บทว่า  ปาลย  ปวิเวก  แปลว่า  รักษาความสงัด   ได้ยินว่า   เดียรถีย์เหล่านั้น

ถอนผมตนเอง   ด้วยคิดว่า   เราจักรักษาความสงัดจากการแต่งผม   เปลือยกาย

เที่ยวไป  ด้วยคิดว่า  เราจักรักษาความสงัดจากผ้า   กินอาหารที่พื้นดินหรือที่มือ

ดุจสุนัข   ด้วยคิดว่า  เราจักรักษาความสงัดจากอาหาร   นอนบนหนามเป็นต้น

ด้วยคิดว่า    เราจักรักษาความสงัดจากที่นั่งที่นอน.     บทว่า   รูเป  นิวิฏฺา

ได้แก่    ตั้งอยู่ในรูป     ด้วยตัณหาและทิฐิ.     บทว่า   เทวโลกาภินนฺทิโน

ได้แก่  ปรารถนาเทวโลก.  บทว่า มาติยา ได้แก่  สัตว์ที่ต้องตาย  มารผู้มีบาป

กล่าวว่า    เหล่าเดียรถีย์ย่อมสั่งสอนสัตว์ที่จะต้องตายเหล่านั้นแหละ    โดยชอบ

เพื่อประโยชน์แก่ปรโลก.  บทว่า  อิติ  วิทิตฺวา   ความว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงระลึกว่า  เทพบุตรผู้นี้   กล่าวโทษของศาสดาเหล่านี้ก่อนแล้ว  บัดนี้   กลับ

มากล่าวคุณ  ผู้นี้เป็นใครหนอ  แล้วก็ทรงทราบ.   บทว่า  เย  จนฺตลิกฺขสฺมิ

ปภาสวณฺณา ความว่า บรรดารูปรัศมีดวงจันทร์  รัศมีดวงอาทิตย์  ประกาย

เพชรพลอย   รุ้งกินน้ำ    และดวงดาวทั้งหลาย    รูปเหล่าใดมีวรรณะสว่างไสว

ในท้องฟ้า.    บทว่า  สพฺเพว  เต  เต   ได้แก่ รูปเหล่านั้นทั้งหมด  อันท่าน

สรรเสริญแล้ว.  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกมารว่า  นมุจิ.  ด้วยบทว่า อามิสว

มจฺฉาน  วธาย ขิตฺตา   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    มารย่อมเหวี่ยงเหยื่อ

ติดปลายเบ็ด    เพื่อต้องการฆ่าปลาทั้งหลาย    ฉันใด    ท่านกล่าวสรรเสริญ

หว่านรูปเหล่านั้นก็เพื่อมัดสัตว์ทั้งหลาย    ฉันนั้น.    บทว่า    มาณวคามิโย

ความว่า  ได้ยินว่า  เทพบุตรองค์นี้  เป็นพุทธอุปัฏฐาก.  บทว่า  ราชคหิยาน


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 405

ได้แก่  ภูเขาในกรุงราชคฤห์.    บทว่า   เสโต    ได้แก่  เขาไกรลาส.    บทว่า

อฆคามิน  ได้แก่ ที่โคจรไปในอากาศ.  บทว่า  อุทธีน  ได้แก่ รองรับน้ำ.

ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า   ภูเขาวิบูลบรรพตประเสริฐสุด   แห่งบรรดาภูเขาที่ตั้งอยู่

ในกรุงราชคฤห์    ภูเขาไกรลาสประเสริฐสุด    แห่งบรรดาภูเขาในป่าหิมพานต์

ดวงอาทิตย์ประเสริฐสุด  แห่งบรรดาสภาวะที่โคจรไปในอากาศ  สมุทร [ทะเล]

ประเสริฐสุด    แห่งบรรดาสภาวะที่รองรับน้ำ    ดวงจันทร์ประเสริฐสุด    แห่ง

บรรดาดวงดาวทั้งหลาย  ฉันใด  พระพุทธเจ้าก็ประเสริฐสุด    แห่งโลกพร้อม

ทั้งเทวโลก  ฉันนั้น.

จบอรรถกถานานาติตถิยสูตร  ที่  ๑๐

วรรคที่ ๓

เทวปุตตสังยุตจบเพียงเท่านี้

 

พระสูตรในนานาติตถิยวรรคที่  ๓ นี้  คือ

๑. สิวสูตร  ๒.  เขมสูตร  ๓.  เสรีสูตร  ๔. ฆฏิการสูตร  ๕. ชันตุสูตร

๖.   โรหิตัสสสูตร    ๗.  นันทสูตร    ๘.  นันทิวิสาลสูตร   ๙.  สุสิมสูตร

๑๐.  นานาติตถิยสูตร   พร้อมทั้งอรรถกถา.

จบ  เทวปุตตสังยุต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 406

โกสลสังยุต

 

ปฐมวรรค

 

๑.  ทหรสูตร

 

ว่าด้วยของ  ๔  อย่างไม่ควรดูหมิ่น

[๓๒๒]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ พระวิหารเชตวัน อาราม

ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี   กรุงสาวัตถี   ครั้งนั้นแล   พระเจ้าปเสนทิโกศล

ได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า      ครั้นแล้วจึงได้ทรงปราศรัยกับพระผู้มี

พระภาคเจ้า    ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว   จึงประทับนั่ง ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๓๒๓]   พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     แม้

ท่านพระโคดมทรงปฏิญาณหรือไม่ว่า  ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอด

เยี่ยม.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  ดูก่อนมหาบพิตร    ก็พระองค์เมื่อจะ

ตรัสโดยชอบก็พึงตรัสถึงอาตมภาพว่า     ตถาคตได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ

อย่างยอดเยี่ยม ดูก่อนมหาบพิตร เพราะว่าอาตมาภาพได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ

อย่างยอดเยี่ยมแล้ว.

[๓๒๔]   พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่

พระโคดมผู้เจริญ   แม้สมณพราหมณ์บางพวก   เป็นเจ้าหมู่    เจ้าคณะ   เป็น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 407

คณาจารย์  มีชื่อเสียง  มีเกียรติยศ   เป็นเจ้าลัทธิ  ชนส่วนมากยกย่องว่าดี  คือ

ปูรณกัสสป    มักขลิโคศาล  นิครนถนาฏบุตร สัญชัยเวลัฏฐบุตร  ปกุธกัจจายนะ

อชิตเกสกัมพล.

สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น     เมื่อถูกข้าพระองค์ถามว่า   ท่านทั้งหลาย

ย่อมปฏิญาณได้หรือว่า   เราได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณดังนี้   ก็ยัง

ไม่ปฏิญาณตนได้ว่า  ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  ส่วนพระโคดมผู้

เจริญยังทรงเป็นหนุ่มโดยกำเนิดและยังทรงเป็นผู้ใหม่โดยบรรพชา     ไฉนจึง

ปฏิญาณได้เล่า.

[๓๒๕]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า    ดูก่อนมหาบพิตร     ของ

๔ อย่างเหล่านี้   ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ๔  อย่างเป็นไฉน  ของ ๔ อย่าง

คือ

๑.   กษัตริย์ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังทรงพระเยาว์

๒.   งู  ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก

๓.   ไฟ  ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย

๔.   ภิกษุ  ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังหนุ่ม

ดูก่อนมหาบพิตร  ของ  ๔  อย่างเหล่านี้       ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็ก

น้อย.

[๓๒๖]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา   ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ

ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

นรชนไม่พึงดูถูกดูหมิ่น  กษัตริย์ผู้

ถึงพร้อมด้วยพระชาติ  มีพระชาติสูง  ผู้

ทรงพระยศว่ายังทรงพระเยาว์    เพราะเหตุ

ว่า  พระองค์เป็นจอมมนุษย์  ได้เสวยราช-


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 408

สมบัติแล้ว  ทรงพระพิโรธขึ้น ย่อมทรงลง

พระราชอาญาอย่างหนักแก่เขาได้  เพราะ

ฉะนั้น   ผู้รักษาชีวิตของตน  พึงงดเว้นการ

หมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์นั้นเสีย.

นรชนเห็นงูที่บ้านหรือที่ป่าก็ตาม  ไม่ว่า

พึงดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก      (เพราะเหตุว่า)

งูเป็นสัตว์มีพิษ  (เดช)   ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์

ไร ๆ งูนั้นพึงฉกกัดชายหญิงผู้เขลาในบาง

คราว  เพราะฉะนั้น  ผู้รักษาชีวิตของตน

พึงงดเว้นการดูหมิ่นงูนั้นเสีย.

นรชนไม่พึงดูถูกดูหมิ่นไฟที่กินเชื้อ

มาก ลุกเป็นเปลว  มีทางดำ (ที่ๆไฟไหม้

ไปดำ) ว่าเล็กน้อย  เพราะว่าไฟนั้นได้เชื้อ

แล้วก็เป็นกองไฟใหญ่    พึงลามไหม้ชาย

หญิงผู้เขลาในบางคราว  เพราะฉะนั้น  ผู้

รักษาชีวิตของตน  พึงงดเว้นการดูหมิ่นไฟ

นั้นเสีย.

(แต่ว่า)  ป่าใดที่ถูกไฟไหม้จนดำไป

แล้ว   เมื่อวันคืนล่วงไป ๆ พันธุ์หญ้าหรือ

ต้นไม้ยังงอกขึ้นที่ป่านั้นได้  ส่วนผู้ใดถูก

ภิกษุผู้มีศีลแผดเผา  ด้วยเดช  บุตรธิดาและ

ปศุสัตว์ของผู้นั้นย่อมพินาศ  ทายาทของ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 409

เขาก็ย่อมไม่ได้รับทรัพย์มรดก  เขาเป็นผู้

ไม่มีพันธุ์  ย่อมเป็นเหมือนตาลยอดด้วน.

เพราะฉะนั้นบุคคลผู้เป็นบัณฑิต

พิจารณาเห็นงู  ไฟ   กษัตริย์ผู้ทรงยศ  และ

ภิกษุผู้มีศีล  ว่าเป็นภัยแก่ตน พึงประพฤติ

ต่อโดยชอบทีเดียว.

[๓๒๗]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจบลงแล้ว  พระเจ้าปเสนทิโกศล

ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ภาษิตของพระองค์แจ่ม

แจ้งนัก    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก    บุคคลหงาย

ของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด  บอกทางแก่คนหลงทาง  หรือส่องประทีปในที่มืดด้วย

หวังว่า   ผู้มีจักษุจะได้เห็นรูป   ฉันใด   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม

โดยปริยายเป็นอันมาก  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ข้าพระองค์

นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า      พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก       ผู้ถึงสรณคมน์จน

ตลอดชีวิตทั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 410

โกสลสังยุต

 

อรรถกถาทหรสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในทหรสูตรที่ ๑  ต่อไป:-

บทว่า  ภควตา สทฺธึ  สมฺโมทิ  ความว่า   แม้พระเจ้าปเสนทิโกศล

ก็ทรงมีความยินดีร่วมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า     โดยอาการอย่างเดียวกับพระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสถามถึงขันธปัญจกพอทนได้เป็นต้น  ยินดีกับท้าวเธอ   คือทรง

นำความยินดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนน้ำเย็นกับน้ำร้อน    ฉะนั้น    อนึ่ง

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยินดี   [บันเทิง]   ด้วยถ้อยคำอันใดเป็นต้นว่า   ท่าน

พระโคดม  พอทนหรือ  พอเป็นไปได้หรือ  ท่านพระโคดมและเหล่าสาวกของ

พระโคดมมีอาพาธน้อย   มีโรคน้อย   คล่องแคล่ว   มีเรี่ยวแรง   อยู่เป็นสุขอยู่

หรือ  ทรงนำถ้อยคำนั้น   ที่น่ายินดี  น่าให้ระลึกถึงกันล่วงไป  ให้ถึงที่สุด  คือ

จบลงด้วยปริยายเป็นอันมากอย่างนี้  คือ ชื่อว่า สัมโมทนียะ เพราะให้เกิดความ

ยินดีกล่าวคือ   ปีติปราโมทย์   และควรที่จะยินดี   ชื่อว่า   สาราณียะ   เพราะมี

อรรถพยัญชนะไพเราะ    และเพราะเป็นถ้อยคำที่ควรระลึก      โดยควรที่จะให้

ระลึกถึงตลอดกาลนาน ๆ คือเป็นไปเป็นนิตย์ ไม่ทรงทราบความลึก  หรือความ

ตื้น  โดยคุณและโทษ   เพราะไม่เคยพบพระตถาคต   จึงประทับนั่ง ณ ที่ควร

ส่วนข้างหนึ่ง  เมื่อประทับนั่งแล้ว ก็ตรัสว่า  ภวปิ โน  เป็นต้นเพื่อจะทูลถาม

ปัญหาเรื่องการสลัดออกจากโลกและการลงสู่ภพคือ     ความเป็นพระสัมมาสัม-

พุทธะของศาสดา   ที่ท้าวเธอเสด็จมาทำเป็นโอวัฏฏิกสารปัญหา   คือปัญหาที่มี

สาระวกวน.   ศัพท์ว่า   ภวมฺปิ    ในคำทูลถามนั้น    เป็นนิบาตลงในอรรถว่า

ประมวล  พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงประมวลศาสดาทั้ง ๖ ด้วยศัพท์นั้น.  อธิบาย

ว่า   ท่านพระโคดมก็ปฏิญาณ    เหมือนศาสดาทั้ง ๖ มีปูรณกัสสปเป็นต้น    ที่


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 411

ปฏิญญาว่าเราเป็นสัมมาสัมพุทธะหรือ   แต่พระราชามิได้ทูลถามปัญหานี้     โดย

ลัทธิของพระองค์เอง  ตรัสถามโดยอำนาจปฏิญญาที่มหาชนในโลกถือกัน.  ครั้ง

นั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อจะทรงบันลือพุทธสีหนาท  จึงตรัสว่า  ย  หิ ต

มหาราช  ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า อห  หิ  มหาราช  ความ

ว่า   เราตถาคตตรัสรู้ยิ่งซึ่งสัมมาสัมโพธิกล่าวคือพระสัพพัญญุตญาณ   อันยอด

เยี่ยม  ประเสริฐสุดแห่งญาณทั้งหมด.  บทว่า  สมณพฺราหฺมณา  ได้แก่ชื่อว่า

สมณะ  เพราะเข้าบวช  ชื่อว่าพราหมณ์ โดยกำเนิด.  ในบทว่า  สงฺฆิโน  เป็น

ต้น   ที่ชื่อว่า  สังฆี  เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น   มีสงฆ์กล่าวคือชุมนุมนัก

บวช.    ที่ชื่อว่า  คณี  ก็เพราะสมณพราหมณ์  มีคณะนั้นนั่นแหละ   ที่ชื่อว่า

คณาจารย์     ก็เพราะเป็นอาจารย์ของคณะนั้น   โดยให้ศึกษาอาจาระ.   บทว่า

าตา   แปลว่าที่เขารู้จักกันทั่ว   คือปรากฏแล้ว.   ที่ชื่อว่า   ยสฺสฺสิ   [มียศ]

ก็เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น     มียศ   [เกียรติยศ]   ฟุ้งขจรอย่างนี้ว่า   ท่าน

เป็นผู้มักน้อย  สันโดษ  ไม่นุ่งแม้แต่ผ้า  เพราะเป็นผู้มักน้อย.  บทว่า  ติตฺถกรา

แปลว่าเจ้าลัทธิ.  บทว่า   สาธุสมฺมตา   ได้แก่ที่เขาสมมติอย่างนี้ว่าเป็นคนสงบ

เป็นคนดี.   บทว่า   พหุชนสฺส  ได้แก่ปุถุชนคนอันธพาล    ผู้มิได้สดับฟัง

[ศึกษา].  คำว่า  ปูรณะ  เป็นต้น  เป็นชื่อตัวและโคตร [สกุล] ของเจ้าลัทธิ

เหล่านั้น.  จริงอยู่  คำว่าปูรณะเป็นชื่อตัวเท่านั้น.   คำว่า   มักขลิ  ก็เหมือน

กัน.   ก็มักขลินั้น   เรียกกันว่า   โคสาล   ก็เพราะเกิดในโรง  [คอก]   โค.

บทว่า  นาฏปุตฺโต      แปลว่า บุตรของนักรำ.   บทว่า  เวลฏฺปุตฺโต   แปล

ว่า   บุตรของช่างสานเสื่อลำแพน.    บทว่า   กจฺจายโน   เป็นโคตร   [สกุล]

ของเดียรถีย์ชื่อ  ปกุทธะ.  เรียกกันว่า   อชิต  เกสกัมพล  ก็เพราะครองผ้า

กัมพลทำด้วยผมคน.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 412

บทว่า   เตปิ   มยา   ความว่า    หลาหล*   มี ๓   คือ  กัปปหลาหล

พุทธหลาหล  จักกวัตติหลาหล.  บรรดาหลาหลทั้ง  ๓  นั้น    หลาหลที่ว่า   กัป

จักปรากฏที่สุดแสนปี   ชื่อว่า  กัปปหลาหล.    เหล่าเทวดาเที่ยวป่าวร้องในถิ่น

มนุษย์ว่า ในที่สุดแสนปีแต่นี้ไป โลกจักพินาศ ผู้นิรทุกข์ทั้งหลายจงเจริญเมตตา

กรุณา    มุทิตา    อุเบกขากันเถิด.      ส่วนหลาหลที่ว่า    พระพุทธเจ้าจักอุบัติ

ในที่สุดพันปี  ชื่อว่า พุทธหลาหล.  เหล่าเทวดาป่าวร้องว่า  ในที่สุดพันปีแต่นี้

ไป    พระพุทธเจ้าจักเสด็จอุบัติขึ้น     อันพระสังฆรัตนะผู้ปฏิบัติธรรมสมควร

แก่ธรรมแวดล้อมแล้ว   จักเสด็จจาริกแสดงธรรมโปรด.   ส่วนหลาหลที่ว่า   ใน

ที่สุดร้อยปี   พระเจ้าจักรพรรดิจักอุบัติ   ชื่อว่า  จักกวัตติหลาหล.  เหล่าเทวดา

ป่าวร้องว่า   ในที่สุดร้อยปีแต่นี้ไป   พระเจ้าจักรพรรดิ    ผู้สมบูรณ์ด้วยรัตนะ

๗ ประการ    เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔  มีพระราชโอรสกว่าพันองค์เป็นบริวาร

เสด็จไปทางอากาศได้  [เหาะได้]  จักทรงอุบัติ   ดังนี้.    ก็ในหลาหลทั้ง ๓ นี้

ศาสดาทั้ง ๖ เหล่านี้   ได้ยินเรื่องพุทธหลาหล   ก็เข้าไปหาอาจารย์เล่าเรียนวิชา

ว่าด้วยแก้วสารพัดนึกเป็นต้น      แล้วก็ปฏิญญาว่า    เราเป็นพุทธะ     มหาชน

ห้อมล้อมจาริกไปตลอดชนบท  มาถึงกรุงสาวัตถีตามลำดับ.   เหล่าอุปัฏฐากคน

บำรุง   ของศาสดาเหล่านั้น     ก็เข้าไปเฝ้าพระราชา    กราบบังคมทูลว่า    ข้าแต่

พระมหาราชเจ้า   ได้ยินว่า  ท่านปูรณกัสสป ฯลฯ  อชิตเกสกัมพล  เป็นพุทธะ

เป็นสัพพัญญู.

พระราชาตรัสสั่งว่า  พวกท่านจงนิมนต์ศาสดาเหล่านั้นเข้ามา   ศาสดา

ทั้ง ๖ นั้น   อันอุปัฏฐากเหล่านั้นบอกว่า  พระราชานิมนต์พวกท่าน  โปรดไป

รับอาหารในพระราชวังเถิด  ดังนี้   ก็ไม่กล้าไป  เมื่อถูกรบเร้าบ่อย ๆ เข้า   ก็รับ

เพื่อต้องการรักษาน้ำใจของเหล่าอุปัฏฐาก    ก็ไปพร้อมกันทั้งหมด    พระราชา

คำว่า  หลาหล  มี ๓ คือ  กัปปหลาหล  พุทธหลาหล  จักกวัตติหลาหลนี้  อรรถกถาของพม่า

ใช้คำว่า  โกลาหล  ๓  คือ  กัปปโกลาหล  พุทธโกลาหล  จักกวัตติโกลาหล. . .


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 413

โปรดให้จัดปูอาสนะ    รับสั่งให้นั่ง.    พระราชอำนาจแผ่สร้านไปทั่วตัวเหล่า

นิครนถ์.   นิครนถ์เหล่านั้น   ไม่อาจนั่งเหนืออาสนะที่สมควรอย่างใหญ่ได้  ก็

นั่งบนแผ่นกระดานและพื้นดิน.    ด้วยเหตุเพียงเท่านี้นี่แล    พระราชาก็ตรัสว่า

ธรรมอันสะอาดภายในของนิครนถ์เหล่านั้นไม่มี      จึงไม่พระราชทานอาหาร

ตรัสถามว่า    พวกท่านเป็นพุทธะ   หรือไม่ใช่พุทธะ    ประหนึ่งทรงเอาค้อนตี

ผลตาลหล่นจากต้นตาล  ฉะนั้น นิครนถ์เหล่านั้นคิดว่า  ถ้าทูลว่า เราเป็นพุทธะ

พระราชาตรัสถามในพุทธวิสัย    เราก็ไม่อาจทูลตอบได้     ท้าวเธอก็จะตรัสว่า

พวกท่านเที่ยวลวงมหาชนว่าเราเป็นพุทธะ   ก็จะพึงโปรดให้ตัดลิ้นเสีย   พึงทำ

ความพินาศแม้อย่างอื่น  ดังนี้แล้ว  จึงกล่าวปฏิญญาของตนอย่างเดียวว่า   ข้าพเจ้า

ไม่ได้เป็นพุทธะ  ดังนั้น   พระราชาจึงให้ลากตัวนิครนถ์เหล่านั้น    ไปเสียจาก

พระราชวัง.    พวกนิครนถ์เหล่านั้น     ออกจากพระราชวังแล้ว    เหล่าอุปัฏฐาก

ก็พากันถามว่า    ท่านอาจารย์    พระราชาตรัสถามปัญหาแล้ว     ได้ทรงกระทำ

สักการะและสัมมานะอะไร.   เหล่านิครนถ์กล่าวว่า   พระราชาตรัสถามว่า   พวก

ท่านเป็นพุทธะ  หรือไม่ใช่พุทธะ  ต่อนั้น พวกเราคิดว่า  ถ้าพระราชาพระองค์นี้

ไม่ทรงทราบปัญหาที่ตรัสถามในพุทธวิสัย  ก็จักขัดพระทัยในพวกเรา   จักทรง

ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก    เพราะความเอ็นดูพระราชา    พวกเราจึงไม่

ทูลว่า   พวกเราเป็นพุทธะ   แต่ความจริงพวกเราก็เป็นพุทธะนั่นแหละ    ความ

เป็นพุทธะของพวกเรา   ใคร ๆ ก็ไม่อาจเอาน้ำล้างออกไปได้   ดังนั้น   พวกเรา

จึงเป็นพุทธะภายนอก.   พวกนิครนถ์ไม่ทูลในสำนักของพระราชาว่า   พวกเรา

เป็นพุทธะ   พระราชาทรงถือเอาข้อนี้     จึงตรัสอย่างนี้.  ในข้อนั้น    พระราชา

ทรงถือปฏิญญาของพระองค์  จึงตรัสคำนี้ว่า  ท่านพระโคดม  ยังหนุ่มโดยกำเนิด

และยังใหม่   โดยการบวช   ทำไมจึงทรงปฏิญาณว่า      ตรัสรู้ยิ่งพระอนุตตระ

สัมมาสัมโพธิเล่า.  บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  กึ   เป็นคำปฏิเสธ.   นิครนถ์


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 414

เหล่านั้น    โดยกำเนิดก็เป็นคนแก่   และบวชมานาน    ยังไม่ปฏิญาณว่าเราเป็น

พุทธะ ท่านพระโคดม  โดยกำเนิดก็ยังหนุ่ม   และโดยบรรพชาก็ยังใหม่  ทำไม

จึงปฏิญญาณ  อธิบายว่า  ก็อย่าปฏิญาณสิ.  บทว่า  น  อุญฺาตพฺพา  ได้แก่

ไม่พึงดูหมิ่น.      บทว่า  น    ปริโภตพฺพา  ได้แก่  ไม่พึงดูแคลน.    บทว่า

กตเม   จตฺตาโร   เป็น  กเถตุกมฺยตสปุจฉา   ถามเองตอบเอง.    บทว่า

ขตฺติโย  ได้แก่  พระราชกุมาร.    บทว่า   อุรโค   แปลว่า   งูพิษ     บทว่า

อคฺคิ  ก็แปลว่า  ไฟนั่นแหละ.    ก็ในบทว่า  ภิกฺขุ   นี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดงถึงบรรพชิตผู้มีศีล    ยกพระองค์เป็นภายใน  [ตัวอย่าง]   เพราะทรง

ฉลาดในเทศนาวิธี.    ในสภาวะ  ๔  อย่างนั้น    บุคคลพบพระราชกุมารหนุ่ม

ทรงดำเนินสวนทาง  ไม่ถวายทาง  ไม่ลดผ้าห่ม   ไม่ลุกจากที่นั่งที่นั่งอยู่  ไม่ลง

จากหลังช้างเป็นต้น   กระทำความประพฤติที่ไม่สมควรเห็นปานนั้นแม้อย่างอื่น

โดยดูหมิ่นว่าอยู่ในที่ต่ำ  ชื่อว่า  ดูหมิ่นกษัตริย์.    เมื่อกล่าวว่า  พระราชกุมาร

ผู้น่ารักพระองค์นี้   พระปรางยุ้ยอุทรพลุ้ย  จักทรงสามารถระงับโจรผู้ร้าย  ทรง

ปกครองราชกิจในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งได้หรือ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า ดูแคลน.

เอาลูกงูพิษแม้ขนาดเท่าไม้ป้ายยาตามาประดับหูเป็นต้น      ให้มันกัดนิ้วมือก็ดี

ลิ้นก็ดี  ชื่อว่า ดูหมิ่นงู.  เมื่อกล่าวคำว่า  งูพิษตัวนี้น่าเอ็นดูหนอ  เหมือนงูน้ำ

จักสามารถกัดอะไร ๆ ได้หรือ    จักสามารถแผ่พิษไปในร่างกายของใคร ๆ ได้

หรือ  ดังนี้เป็นต้น    ชื่อว่า   ดูแคลนงู.    จับไฟแม้เท่าหิ่งห้อย    เล่นด้วยมือ

เหวี่ยงไปที่หม้อสิ่งของ  เหวี่ยงไปที่มวยผมก็ดี   ที่หลังที่นอนผ้ากระสอบเป็นต้น

ก็ดี  ชื่อว่า ดูหมิ่นไฟ.  กล่าวว่า  ไฟนี้น่าเอ็นดูหนอ  จักหุงต้มข้าวต้มข้าวสวย

อะไรได้บ้างหนอ   จักปิ้งปลาและเนื้ออะไรได้บ้าง   จักบรรเทาความหนาวของ

ใครได้  ดังนี้เป็นต้น  ชื่อว่า ดูแคลน.  อนึ่ง  บุคคลพบภิกษุหนุ่มและสามเณร


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 415

เดินสวนทางแล้วไม่ถวายทาง    กระทำความประพฤติที่ไม่สมควร    ซึ่งกล่าวไว้

แล้วในเรื่องพระราชกุมาร    ชื่อว่า  ดูหมิ่นภิกษุ.    กล่าวว่า   สามเณรรูปนี้น่า-

เอ็นดูหนอ   แก้มยุ้ย   ท้องพลุ้ย   จักสามารถเรียนพระพุทธวจนะอย่างใดอย่าง

หนึ่งได้  จักสามารถยึดป่าแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ได้   จักเป็นที่น่าพอใจในเวลาเป็น

พระสังฆเถระได้หรือ    ดังนี้เป็นต้น    ชื่อว่า   ดูแคลน.    พระผู้มีพระภาคเจ้า

เมื่อทรงแสดงว่า  ข้อนั้นแม้ทุกข้อไม่ควรทำ  จึงตรัสว่า  ไม่ควรดูหมิ่น   ไม่ควร

ดูแคลน.    บทว่า  เอตทโวจ  ความว่า   ได้ตรัสคำที่ผูกเป็นคาถานี้    ก็ชื่อว่า

คาถาเหล่านี้       ย่อมแสดงความข้อนั้นบ้าง      แสดงความที่แปลกออกไปบ้าง.

บรรดาคาถาเหล่านั้น   คาถาเหล่านี้   ย่อมแสดงทั้งความข้อนั้น   ทั้งความแปลก

ออกไปทีเดียว.   สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  ดูก่อนวาเสฏฐะและ

ภารทวาชะ    ท่านผู้เป็นเจ้าแห่งที่ดินทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้น   จึงเกิดอักขระที่

๒ ขึ้นว่า  กษัตริย์ ๆ ดังนี้.  บทว่า  ชาติสมฺปนฺน    ได้แก่  สนบูรณ์ด้วยชาติ

โดยชาติกษัตริย์    โดยชาติกษัตริย์นั้นแล.     บทว่า   อภิชาต   ได้แก่  เกิดสูง

เกินตระกูลทั้ง ๓  [คือ  ขัตติยมหาศาล  พราหมณมหาศาล  และคหปติมหาศาล].

บทว่า   าน   แปลว่า  มีเหตุ.   บทว่า  มนุสฺสินฺโท  ได้แก่  เป็น

หัวหน้ามนุษย์.    บทว่า  ราชทณฺเฑน  ได้แก่  ด้วยอาชญาที่พระราชายกขึ้น

ราชอาชญานั้น     ไม่ชื่อว่า    เล็กน้อย   คือ   ปรับไหมหมื่นหนึ่ง    สองหมื่น

ทีเดียว.   บทว่า   ตสฺมึ  ปกฺกมเต  ภุส   ได้แก่   พยายามลงโทษอย่างร้ายแรง

ในบุคคลนั้น.    บทว่า  รกฺข  ชีวิตมตฺตโน  ได้แก่  เมื่อรักษาชีวิตตน  ก็

พึงละเว้น    ไม่กระทบกระทั่งกษัตริย์นั้นเลย.

บทว่า   อุจฺจาวเจหิ  ได้แก่ ต่าง ๆ อย่าง.  บทว่า   วณฺเณหิ   ได้

แก่  ด้วยทรวดทรงทั้งหลาย.   จริงอยู่  งูนั้น   เมื่อท่องเที่ยวด้วยเพศอย่างใดอย่าง

หนึ่ง   จึงจะได้เหยื่อ   งูทั้งหลายจึงเที่ยวไปด้วยเพศงูธรรมดาบ้าง   งูน้ำบ้าง   งู


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 416

เรือนบ้าง โดยที่สุดแม้ด้วยเพศกระแต.  บทว่า  อาสชฺช  แปลว่า  ถึง.  บทว่า

พาล  ความว่า  งูถูกคนเขลาผู้ใดกระทบแล้ว  ก็พึงกัดคนเขลาผู้นั้นไม่ว่า  ชาย

หรือหญิง.  บทว่า  ปหฺตพฺภกฺข  แปลว่ามีอาหาร   [เชื้อ]  มาก.   ความจริง

ชื่อว่าอาหารของไฟไม่มีดอก.  บทว่า  ชาลิน  แปลว่า ลุกโชน.  บทว่า ปาจก

แปลว่าไฟ. ปาฐะ  ว่า  ปาวก  ก็มี.  บทว่า   กณฺหวตฺตนึ   ความว่า  ทางชื่อ

ว่าวัตตนี ทางที่ไฟไปแล้ว  ย่อมดำ ๆ เพราะฉะนั้น  ไฟท่านจึงเรียกว่า  กัณห-

วัตตนี  ทางดำ.  บทว่า  มหา  หุตฺวา  แปลว่า  เป็นของใหญ่  ไฟบางครั้งก็

มีขนาดเท่าพรหมโลก.  บทว่า   ชายนฺติ  ตตฺถ  ปาโรหา  ความว่า  ในป่าที่

ไฟไหม้แล้วนั้น    ต้นไม้ใบหญ้าย่อมเกิดขึ้น  ต้นไม้ใบหญ้าเป็นต้น  ท่านเรียกว่า

ปาโรหา.  จริงอยู่   ต้นไม้ใบหญ้าเหล่านั้น  ในที่ ๆ ไฟไหม้แล้ว   ยังเหลือแม้

เพียงหัว  ก็งอก  เกิด  เจริญได้จากหัวนั้น เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า   ปาโรหา.

อีกนัยหนึ่ง  ต้นไม้ใบหญ้าชื่อว่า  ปาโรหา  เพราะอรรถว่างอกได้อีก.   บทว่า

อโหรตฺตานมฺจฺจเย    แปลว่าในกาลล่วงไปแห่งวันและคืนทั้งหลาย.    แม้เมื่อ

ฝนแล้ง  พอฝนตก  ต้นไม้ใบหญ้าก็เกิด.

ในบทว่า  ภิกฺขุ  ฑหติ  เตปสา   นี้   ขึ้นชื่อว่าภิกษุ  ด่าตอบภิกษุผู้

ด่า   ทะเลาะตอบผู้ทะเลาะ  ประหารตอบผู้ประหาร   ย่อมไม่สามารถเอาเดชเผา

ภิกษุไรๆ ได้.  ส่วนภิกษุรูปใด  ไม่ด่าตอบผู้ด่า  ไม่ทะเลาะตอบผู้ทะเลาะ  ไม่

ประหารตอบผู้ประหาร  ไม่ผิดในภิกษุนั้น    ด้วยเดชแห่งศีลของภิกษุนั้น     ย่อม

เผาภิกษุนั้นได้  ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า น  ตสฺส  ปุตฺตา

ปสโว  ดังนี้  อธิบายว่า   ทั้งบุตรธิดาของผู้นั้น    ทั้งโคกระบือไก่สุกรเป็นต้น

ก็ไม่มี  พินาศหมด.  บทว่า  ทายาทา วินฺทเร ธน  ความว่า  แม้ทายาทของผู้

นั้น  ก็ไม่ได้ทรัพย์.  บทว่า   ตาลวตฺถุ  ภวนฺติ  เต   ความว่า   ชนเหล่านั้น

ถูกเดชภิกษุเผาแล้ว  ก็เป็นเหมือนต้นตาลขาดยอด คงเหลือเพียงลำต้น  คือ ย่อม

ไม่เจริญด้วยบุตรธิดาเป็นต้น.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 417

บทว่า  ตสฺมา แปลว่า ก็เพราะชนเหล่านั้น  ถูกเดชของสมณะเผาแล้ว

มีอันไม่งอกงามเป็นธรรมดา เหมือนต้นตาลขาดยอดฉะนั้น.   บทว่า สมฺมเทว

สมาจเร  แปลว่า พึงประพฤติเอื้อเฟื้อโดยชอบ.  ถามว่า อะไร อันผู้ประพฤติ

เอื้อเฟื้อโดยชอบพึงทำ.     ตอบว่า    ก่อนอื่นเมื่อพิจารณาเห็นอานิสงส์มีตำบล

แขวงยานพาหนะเป็นต้นที่ได้มา  เพราะอาศัยพระมหากษัตริย์  อานิสงส์มีผ้าเงิน

ทองเป็นต้นที่พึงได้ด้วยการให้งูนั้นเล่นกีฬา    เพราะอาศัยงู    อานิสงส์มีต้ม

หุงข้าวต้มข้าวสวยและบรรเทาความหนาวเป็นต้น      ที่พึงได้ปรารภด้วยอำนาจ

ของไฟนั้น  เพราะอาศัยไฟ  อานิสงส์มีได้ฟังเรื่องที่ยังไม่ได้ฟัง  ทำเรื่องที่ฟังแล้ว

ให้แจ่มแจ้ง    และการบรรลุมรรคของตนเป็นต้น     ที่พึงถึงด้วยอำนาจภิกษุนั้น

เพราะอาศัยภิกษุ.   พึงละโทษมีประการที่กล่าวมาแต่ก่อน    เพราะอาศัยสภาวะ

ทั้ง ๔ เหล่านี้เสีย     แต่ไม่พึงละโดยประการทั้งปวงด้วยคิดว่า    จะมีประโยชน์

อะไรกับสิ่งเหล่านี้   อันผู้ต้องการจะเป็นใหญ่   ไม่ทำการดูหมิ่นดูแคลนดังกล่าว

แล้ว   พึงทำขัตติยกุมารให้ทรงยินดีด้วยอุบาย  มีตื่นก่อนนอนหลังเป็นต้น   แต่

นั้นก็จักถึงความเป็นใหญ่   ด้วยประการฉะนี้.   อันหมองู   ไม่พึงทำความสนิท

สนมในงู   ร่ายวิชามนต์งูเอาไม้สองง่าม    [เท้าแพะ]   ยันคอ    เอารากไม้ถอน

พิษล้างเขี้ยวงูแล้วใส่ไว้ในลุ้ง  ให้มันเล่นกีฬา   อาศัยงูนั้นก็จักได้อาหารและผ้า

เป็นต้น    ด้วยประการฉะนี้    อันผู้ประสงค์จะต้มข้าวเป็นต้น.     ไม่ใส่ไฟลงใน

หม้อใส่ของ    ไม่จับต้องด้วยมือ    ก่อไฟด้วยโคมัย   [ขี้ไต้]   ละเอียดเป็นต้น

พึงต้มข้าวต้มเป็นต้น     อาศัยไฟนั้น     ก็จักได้รับผลดีด้วยประการฉะนี้.    อันผู้

ประสงค์จะฟังเรื่องที่ยังไม่ได้ฟังเป็นต้น   คุ้นเคยสนิทกับภิกษุ  ไม่ใช้ท่านให้ทำ

ตัวเป็นหมอ  รับใช้ก่อสร้างเป็นต้น    พึงบำรุงด้วยปัจจัย ๘ โดยเคารพ   อาศัย

ภิกษุนั้น   ก็จักได้พระพุทธพจน์ที่ไม่เคยฟัง   ด้วยประการฉะนี้.   บุคคลถึงการ

วินิจฉัยปัญหาที่ไม่เคยฟัง     ประโยชน์ในปัจจุบันและภายหน้า     กุลสมบัติ ๓

กามาวจรสวรรค์ ๖ พรหมโลก ๙ แล้วจักได้การเห็นอมตมหานิพพาน  พระผู้มี


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 418

พระภาคเจ้าทรงหมายถึงประโยชน์ดังกล่าวมานี้   จึงตรัสว่า  สมฺมเทว สมาจเร

ดังนี้.

บทว่า  เอตทโวจ   ความว่า  พระเจ้าปเสนทิโกศล  ทรงฟังพระธรรม

เทศนาแล้วทรงเลื่อมใส    จะทรงทำความเสื่อมใสให้ชัดเจนแล้ว    จึงตรัสคำว่า

อภิกฺกนฺต  เป็นต้น.  บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  อภิกฺกนฺต  แปลว่า  น่า

ใคร่   น่าปรารถนา  น่าพอใจอย่างยิ่ง   อธิบายว่า  ดีเหลือเกิน.  พระเจ้าปเสน-

ทิโกศล ทรงชมเทศนาด้วยอภิกกันตศัพท์ ๆ หนึ่ง  ในคำว่า  อภิกฺกนฺต   เป็น

ต้นนั้นว่า พระเจ้าข้า พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าน่าฟังจริง ๆ ทรง

ชมความเสื่อมใสของพระองค์   ด้วยอภิกกันตศัพท์อีกศัพท์หนึ่งว่า   พระเจ้าข้า

น่าชื่นใจจริง ๆ ที่ข้าพระองค์อาศัยพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

จึงเลื่อมใส.

ต่อจากนั้น   ก็ทรงชมพระธรรมเทศนาด้วยอุปมา ๔ ข้อ.   บรรดาบท

เหล่านั้น   บทว่า    นิกฺกุชฺชิต    แปลว่าของที่วางคร่ำหน้าหรือเอาหน้าไว้ล่าง.

บทว่า  อุกฺกุชฺเชยฺย  แปลว่าพึงทำหน้าไว้ข้างบน  [หงาย].  บทว่า  ปฏิจฺฉนฺน

แปลว่าของที่ปิดไว้ด้วยหญ้าเป็นต้น.  บทว่า  วิวเรยฺย  แปลว่า  พึงเพิก  [เปิด].

บทว่า  มุฬฺหสฺส  แปลว่า  คนหลงทิศ  [ทาง].  บทว่า  มคฺค   อาจิกฺเขยฺย

ได้แก่จับมือบอกว่า  นั่นทาง.  บทว่า  อนฺธกาเร  ได้แก่ในความมืด ๔ อย่าง

คือ  แรม ๑๔  ค่ำเที่ยงคืนป่าทึบและแผ่นเมฆ   ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า  พระ

ผู้มีพระภาคเจ้า    ผู้ทรงยกข้าพระองค์    ซึ่งตกไปในอสัทธรรมหันหน้าหนีจาก

สัทธรรม  ไว้ในสัทธรรม   เหมือนใคร ๆ หงายของที่คว่ำ  ทรงเปิดพระศาสนา

ที่การถือมิจฉาทิฏฐิปิดไว้   ตั้งแต่พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า

กัสสปอันตรธานไป เหมือนทรงเปิดของที่ปิดทรงกระทำทางสวรรค์และนิพพาน

ให้ชัดแจ้งแก่ข้าพระองค์   ผู้ดำเนินทางชั่วทางผิด  เหมือนทรงบอกทางแก่ผู้หลง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 419

ทาง    ทรงชูดวงประทีปคือพระธรรมเทศนาที่กำจัดความมืด    คือโมหะอันปิด

พระศาสนานั้น      แก่ข้าพระองค์ผู้จมลงในความมืด   คือโมหะ  ผู้ไม่เห็นรูปคือ

พระรัตนะมีพระพุทธรัตนะเป็นต้น     เหมือนทรงส่องประทีปน้ำมัน ในความมืด

ทรงประกาศธรรมแก่ข้าพระองค์    โดยปริยายเป็นอันมาก    เพราะทรงประกาศ

ด้วยปริยายเหล่านั้น.

พระเจ้าปเสนทิโกศล   ครั้นทรงชมพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้วมีพระ-

ทัยเลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วยเทศนานี้    เมื่อทรงทำอาการของผู้เลื่อมใส    จึง

ตรัสว่า  เอสาห  ดังนี้เป็นต้น.   บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  เอสาห   แยก

สนธิว่า เอโส อห แปลว่า ข้าพระองค์นั้น.  บทว่า  ภควนฺต  สรณ  คจฺฉามิ

ธมฺมญฺจ  ภิกฺขุสงฺฆญฺจ   แปลว่า   ขอถึงพระรัตนตรัยนี้  คือ   พระผู้มีพระ

ภาคเจ้า  พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ.  บทว่า  อุปาสก ม  ภนฺเต  ภควา

ธาเรตุ   ความว่า    ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า   โปรดทรงจำ   รับรู้ข้าพระองค์อย่าง

นี้ว่า  ผู้นี้เป็นอุบาสก.   บทว่า   อชฺชตคฺเค   แปลว่า   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

อีกอย่างหนึ่ง.  ปาฐะว่า  อชฺชทคฺเค   ดังนี้ก็มี.  ทอักษร  ทำสนธิบท.  ความ

ว่า  ตั้งต้นแต่วันนี้ไป.  บทว่า  ปาณุเปต  แปลว่า  เข้าถึงด้วยปราณคือชีวิต.

สังเขปความในข้อนี้อย่างนี้ว่า     ชีวิตของข้าพระองค์ยังดำเนินไปเพียงใด    ขอ

พระผู้มีพระภาคเจ้า  โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก  ผู้ทำแต่สิ่งที่สมควร

ผู้ถึงสรณะด้วยสรณคมน์ ๓ ไม่นับถือศาสดาอื่น เข้าถึงด้วยชีวิตเพียงนั้น.  ส่วน

ความพิสดาร  กล่าวไว้แล้วทุกอาการในสามัญญผลสูตร   ในอรรถกถาทีฆนิกาย

ชื่อสุมังคลวิลาสินีแล.

จบอรรถกถาทหรสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 420

๒. ปุริสสูตร

 

[๓๒๘]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ พระวิหารเชตวัน อาราม

แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี.

ครั้งนั้น   พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่

ประทับ   ครั้นแล้วจึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า   แล้วประทับนั่ง  ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล  ได้ทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ธรรมก็อย่างเมื่อบังเกิดขึ้นใน

ภายในของบุคคล    ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์    เพื่อความทุกข์

เพื่อความอยู่ไม่สบาย.

[๓๒๙]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  ดูก่อนมหาบพิตร  ธรรม ๓

อย่าง      เมื่อบังเกิดขึ้นในภายในของบุรุษ      ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็น

ประโยชน์    เพื่อความทุกข์    เพื่อความอยู่ไม่สบาย    ธรรม ๓ อย่างเป็นไฉน

ธรรม ๓ อย่าง คือ.

๑.  โลภะ

๒.  โทสะ

๓.   โมหะ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 421

ดูก่อนมหาบพิตร   ธรรม ๓ อย่างนี้แล    เมื่อบังเกิดขึ้นในภายในของ

บุคคล    ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์  เพื่อความทุกข์  เพื่อความ

อยู่ไม่สบาย.

[๓๓๐]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา      ครั้นตรัสไวยากรณ์

คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

โลภะ  โทสะ  และโมหะ  ที่เกิดขึ้น

ในตนย่อมฆ่าบุคคลผู้ใจบาป   เหมือนขุย

ไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่  ฉะนั้น.

 

อรรถกถาปุริสสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในปุริสสูตรที่ ๒  ต่อไป :-

บทว่า  อภิวาเทตฺวา  ความว่า  พระเจ้าปเสนทิโกศล    ทรงอภิวาท

ในสูตรนี้    ก็เพราะทรงถึงสรณะแล้วในสูตรก่อน.    บทว่า  อชฺฌตฺต  ได้แก่

ภายในตัวเอง   อธิบายว่า   เกิดขึ้นในสันดานของตน.    บรรดาอกุศลมูล ๓ มี

โลภะเป็นต้น   โลภะมีลักษณะละโมบ  โทสะมีลักษณะขัดเคือง  โมหะมีลักษณะ

ลุ่มหลง.   บทว่า  หึสนฺติ  ได้แก่ เบียดเบียน  ทำให้เสียหาย   ทำให้พินาศ.

บทว่า  อตฺตสมฺภูตา  แปลว่า  เกิดแล้วในตน.   บทว่า  ตจสารว  สมฺผล

ความว่า   ผลของตัวเอง   ย่อมเบียน   คือ   ทำต้นไม้ที่มีเปลือกเป็นแก่น  ไม่ว่า

ต้นไผ่หรือต้นอ้อให้พินาศ  ฉันใด  อกุศลมูลทั้งหลาย  ก็เบียน  คือทำให้พินาศ

ฉันนั้น.

จบอรรถกถาปริสสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 422

๓.  ราชสูตร

 

[๓๓๑]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อาราม

แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี.

ครั้งนั้น     พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่

ประทับ   ครั้นแล้วจึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า   แล้วประทับนั่ง  ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระเจ้าปเสนทิโกศล    ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ   ผู้ที่เกิดมาแล้วที่พ้นจากชราและมรณะมีอยู่บ้างหรือไม่.

[๓๓๒]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  ดูก่อนมหาบพิตร   คนเกิด

มาแล้วที่จะพ้นจากชรามรณะไม่มีเลย     แม้กษัตริย์มหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง    มี

ทรัพย์มาก  มีโภคะมาก   มีทองและเงินมากมาย   มีทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากมาย

มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย    ก็ไม่พ้นจากชรามรณะ    แม้พราหมณ์มหาศาล

ซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง  ฯลฯ  ก็ไม่พ้นจากชรามรณะ  แม้คฤหบดีมหาศาล  ก็ไม่พ้นจาก

ชรามรณะ    ภิกษุแม้ทุกรูป     ซึ่งเป็นพระอรหันต์    สิ้นอาสวะแล้ว     อยู่จบ

พรหมจรรย์แล้ว    กระทำกรณียะเสร็จแล้ว   วางภาระหนักลงได้แล้ว   ได้บรรลุ

ประโยชน์ของตนแล้ว     สิ้นกิเลสเครื่องประกอบไว้ในภพแล้ว     หลุดพ้นแล้ว

เพราะรู้โดยชอบ    ร่างกายนี้แม้แห่งพระอรหันต์เหล่านั้น   ก็เป็นสภาพแตกดับ

ต้องทอดทิ้งเป็นธรรมดา.

[๓๓๓]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา      ครั้นตรัสไวยากรณ์

คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 423

ราชรถอันวิจิตรดีย่อมคร่ำคร่าโดยแท้

อนึ่ง    แม้สรีระก็ย่อมเข้าถึงชรา     แต่ว่า

ธรรมของสัตบุรุษหาเข้าถึงชราไม่  สัตบุรุษ

กับสัตบุรุษเท่านั้น  ย่อมรู้กันได้.

 

อรรถกถาราชสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในราชสูตรที่  ๓  ต่อไป :-

บทว่า  อญฺตฺร     ชรามรณา    ความว่า    พระเจ้าปเสนทิโกศล

ทูลถามว่า  คนที่พ้นจากชรามรณะมีอยู่หรือ.  บทว่า  ขตฺติยมหาสาลา  แปลว่า

กษัตริย์มหาศาล  คือกษัตริย์ที่ถึงความเป็นผู้มีสารสมบัติมาก.  จริงอยู่  กษัตริย์

เหล่าใด  มีทรัพย์เก็บไว้  ๑๐๐ โกฎิเป็นอย่างต่ำ  มีกหาปณะ ๓ หม้อ   จัดกอง

ไว้กลางคฤหะ (เรือน) สำหรับใช้สอย  กษัตริย์เหล่านั้น   ชื่อว่า กษัตริย์มหาศาล.

พราหมณ์เหล่าใด   มีทรัพย์เก็บไว้  ๘๐ โกฏิ   มีกหาปณะหม้อครึ่ง  จัดกองไว้

กลางคฤหะ   สำหรับใช้สอย   พราหมณ์เหล่านั้น   ชื่อว่า  พราหมณมหาศาล.

คฤหบดีเหล่าใด   มีทรัพย์เก็บไว้  ๔๐ โกฏิ    มีกหาปณะหม้อหนึ่ง   จัดกองไว้

กลางคฤหะ  ส่าหรับใช้สอย  คฤหบดีเหล่านั้น  ชื่อว่า  คฤหบดีมหาศาล.

บทว่า  อฑฺฒา  ได้แก่  เป็นใหญ่.   ชื่อว่า  มีทรัพย์มาก   ก็เพราะ

ทรัพย์ที่เก็บไว้มีมาก.    ชื่อว่า  มีโภคะมาก  ก็เพราะของใช้สอยมีภาชนะทอง

เงินเป็นต้นมีมาก.   ชื่อว่า   มีทองและเงินมากพอ   ก็เพราะทองและเงินที่ยังไม่

ได้เก็บไว้มีมากพอ.   ชื่อว่า  มีอุปกรณ์ทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากพอ    ก็เพราะมี


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 424

อุปกรณ์ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ  คือเหตุแห่งความยินดีมีมากพอ.  ชื่อว่า  มีทรัพย์

และข้าวเปลือกมากพอ   ก็เพราะทรัพย์คือโคเป็นต้น     และข้าวเปลือก ๗ อย่าง

มีมากพอ.  บทว่า  เตสมปิ  ชาตาน  นตฺถิ  อญฺตฺร   ชรามรณา   ความว่า

อิสรชน   ดังกล่าวมาแม้เหล่านั้น   เกิดมาแล้ว   คือบังเกิดแล้วจะละเว้นจากชรา

มรณะไม่มี  คือชื่อว่า  พ้นจากชรามรณะ  เพราะเกิดมาแล้วนั่นแลไม่มี   อิสรชน

เหล่านั้น  ตกอยู่ภายในชรามรณะนั่นเทียว.

ในบทว่า  อรหนฺโต  เป็นต้น เหล่าภิกษุชื่อว่า  อรหันต์ เพราะไกลจาก

กิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า  ขีณาสพ ก็เพราะภิกษุเหล่านั้น  สิ้นอาสวะ ๔ แล้ว ชื่อว่า

วุสิตวันตะ  ก็เพราะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว  คือ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว.

ชื่อว่า  กตกรณียะ   เพราะภิกษุเหล่านั้น   มีกิจที่ควรทำด้วยมรรค ๔ ทำเสร็จ

แล้ว. ชื่อว่า โอหิตภาระ เพราะภิกษุเหล่านั้น ปลงภาระเหล่านี้  คือ ขันธภาระ

กิเลสภาระ  อภิสังขารภาระ  กามคุณภาระเสียแล้ว. ชื่อว่า  อนุปปัตตสทัตถะ

ก็เพราะภิกษุเหล่านั้นบรรลุประโยชน์ของตน    กล่าวคือพระอรหัตแล้ว   ชื่อว่า

ภวปริกขีณสังโยชนะ  เพราะภิกษุเหล่านั้นสิ้นภวสังโยชน์ทั้ง ๑๐ แล้ว  ชื่อว่า

สัมมทัญญาวิมุตตะ    เพราะภิกษุเหล่านั้นหลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ  คือ

โดยเหตุ    อธิบายว่า  รู้สัจธรรม  ๔  ด้วยมรรคปัญญาแล้ว   หลุดพ้นโดยผล-

วิมุตติ.    บทว่า   เภทนธมฺโม   แปลว่า   มีอันแตกไปเป็นสภาพ.    บทว่า

นิกฺเขปนธมฺโม  แปลว่า  มีอันจะพึงทอดทิ้งเป็นสภาพ.    จริงอยู่   แม้ธรรม

คือความไม่ชราของพระขีณาสพมีอยู่        คือพระนิพพานที่ท่านแทงตลอดโดย

อารมณ์  แท้จริง พระนิพพานนั้น  ย่อมไม่ชรา  แต่ในสูตรนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า

เมื่อทรงแสดงธรรม  คือความชราของพระขีณาสพนั้น  จึงตรัสอย่างนี้.  ได้ยินว่า

การตั้งพระสูตร  มีอัตถุปัตติ  เหตุเกิดเรื่อง  ดังนี้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 425

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า   เป็นเรื่องที่นั่งพูดกันที่โรงเก็บวอ.  ณ ที่นั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นยาน    คือรถเป็นต้น     อันงดงาม    จึงทรงทำสิ่งที่

ทรงเห็นนั่นแหละ    ให้เป็นข้อเปรียบเทียบ    ตรัสพระคาถาว่า    ชีรนฺติ  เว

ราชรถา  สุจิตฺตา   เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ชีรนฺติ   ได้แก่  เข้าถึงชรา.    บทว่า

ราชรถา  ได้แก่  รถอันงดงามของพระราชา.  บทว่า  สุจิตฺตา   ได้แก่ อัน

งามดีด้วยทองและเงินเป็นต้น.  บทว่า  อโถ  สรีรมฺปิ  ชร  อุเปติ   ความว่า

เมื่อรถทั้งหลายอันทำด้วยไม้แก่น  ไม่มีใจครองเห็นปานนี้  คร่ำคร่าไป  คำอะไรๆ

ที่จะพึงกล่าวในสรีระ    ที่ทำด้วยเนื้อและเลือดเป็นต้น      ซึ่งมีใจครองอันเป็น

ภายในนี้ คือ สรีระก็ถึงความชราทั้งนั้น.  บทว่า  สนฺโต  หเว  สพฺภิ  ปเวท-

ยนฺติ  ความว่า  เหล่าสัตบุรุษ  ย่อมรู้กันกับเหล่าสัตบุรุษอย่างนี้ว่า  ธรรมของ

เหล่าสัตบุรุษไม่ถึงความชรา    พระนิพพาน   ชื่อว่า    ธรรมของเหล่าสัตบุรุษ

พระนิพพานนั้นไม่ชรา.  อธิบายว่า  เหล่าสัตบุรุษกล่าวอย่างนี้ว่า   พระนิพพาน

ไม่แก่  ไม่ตาย.   อีกอย่างหนึ่ง   ก็เพราะอาศัยพระนิพพาน  กิเลสทั้งหลายที่มี

สภาพจมจึงแตกไป  ฉะนั้น  พระนิพพานนั้น    ท่านจึงเรียกว่า สพฺภิ. พระผู้มี

พระภาคเจ้า   เมื่อทรงแสดงเหตุ  ของบทต้น  จึงตรัสว่า สนฺโต  หเว  สพฺภิ

ปเวทยนฺติ.  จริงอยู่   ท่านอธิบายไว้ดังนี้    ว่าธรรมของเหล่าสัตบุรุษ  ย่อมไม่

เข้าถึงชรา.   เพราะเหตุไร   เพราะเหล่าสัตบุรุษ   ย่อมประกาศกับเหล่าสัตบุรุษ.

อธิบายว่า  ย่อมบอกกันว่า  พระนิพพานที่ไม่แก่  ชื่อว่า  ธรรมของเหล่าสัตบุรุษ

อีกนัยหนึ่ง  คำว่า สัพภิ  นี้  เป็นชื่อที่ดี  อธิบายว่า เหล่าสัตบุรุษย่อมประกาศ

บอกพระนิพพาน  ที่เป็นสัพภิธรรม  สัพภิธรรมของสัตบุรุษอันใด   ธรรมของ

เหล่าสัตบุรุษอันนั้น     ย่อมไม่เข้าถึงความชรา.

จบอรรถกถาราชสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 426

ปิยสูตรที่  ๔

 

[๓๓๔]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม

แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี.

ครั้งนั้น    พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับ   ครั้นแล้ว  จึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง  ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

(วันนี้) ข้าพระองค์เข้าห้องส่วนตัวพักผ่อนอยู่  ได้เกิดความนึกคิดอย่างนี้ว่า ชน

เหล่าไหนหนอแลชื่อว่ารักตน  ชนเหล่าไหนชื่อว่าไม่รักตน ข้าพระองค์จึงได้เกิด

ความคิดต่อไปว่า  ก็ชนเหล่าใดแลย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย   วาจา   ใจ   ชน

เหล่านั้นชื่อว่าไม่รักตน  ถึงแม้ชนเหล่านั้นจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า   เรารักตน  ถึง

เช่นนั้น  ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าไม่รักตน  ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร  ก็เพราะเหตุว่ า

ชนผู้ไม่รักใคร่กันย่อมทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่รักใคร่กันได้โดยประการใด

ชนเหล่านั้นย่อมทำความเสียหายให้แก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น    ฉะนั้น

ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน   ส่วนว่าชนเหล่าใดแล    ย่อมประพฤติสุจริตด้วย

กาย   วาจา   ใจ   ชนเหล่านั้นชื่อว่ารักตน   ถึงแม้ชนเหล่านั้นจะพึงกล่าวอย่างนี้

ว่า  เราไม่รักตน ถึงเช่นนั้นชนเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน    ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร

ก็เพราะเหตุว่า  ชนผู้ที่รักใคร่กันย่อมทำความดีความเจริญ  ให้แก่ผู้ที่รักใคร่กัน

ได้โดยประการใด   ชนเหล่านั้นย่อมทำความดีความเจริญ   ให้แก่ตนด้วยตนเอง

ได้โดยประการนั้น  ฉะนั้น  ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 427

[๓๓๕]   พระผู้มีพระเจ้าตรัสว่า   ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร   เพราะว่าชน

บางพวกย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย  วาจา  ใจ  ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่ารักตน  ถึง

แม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า    เราทั้งหลายมีความรักตน    ถึงเช่นนั้นพวกเขาก็

ชื่อว่าไม่มีความรักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร  ก็เพราะเหตุว่า  ชนผู้ไม่รักใคร่

กันย่อมทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่รักได้โดยประการใด  พวกเขาเหล่านั้นย่อมทำ

ความเสียหายแก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น    พวกเขาเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่

รักตน   ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย   วาจา  ใจ  พวกเหล่า

นั้นชื่อว่ารักตน   ถึงแม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า   เราไม่รักตน  ถึงเช่นนั้นพวก

เหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน    ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร   ก็เพราะเหตุว่าชนผู้รักใคร่กัน

ย่อมทำความดีความเจริญให้แก่ชนผู้ที่รักใคร่กันได้โดยประการใด     พวกเหล่า

นั้นย่อมทำความดีความเจริญแก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น   ฉะนั้น   พวก

เหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน.

[๓๓๖]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา   ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ

ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

ถ้าบุคคลรู้ว่าตนเป็นที่รักไซร้    ก็ไม่

พึงประกอบด้วยบาป เพราะว่าความสุขนั้น

เป็นผลที่บุคคลผู้ทำชั่วจะไม่ได้โดยง่ายเลย.

เมื่อความตายเข้าถึงตัวแล้ว    บุคคล

ย่อมละทิ้งภพมนุษย์ไป  ก็อะไรเป็นสมบัติ

ของเขา และเขาจะพาเอาอะไรไปได้ อนึ่ง

อะไรเล่าจะติดตามเขาไปประดุจเงาติดตาม

ตนไป  ฉะนั้น.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 428

มัจจาผู้ที่มาเกิดแล้วจำจะต้องตายใน

โลกนี้  ย่อมทำกรรมอันใดไว้  คือบุญและ

บาปทั้งสองประการ    บุญและบาปนั้นแล

บาปทั้งสองประการ  บุญและบาปนั้นแล

และบาปนั้นไป   อนึ่ง  บุญและบาปนั้นย่อม

เป็นของติดตามเขาไปประดุจเงาติดตาม

ตนไป  ฉะนั้น.

เพราะฉะนั้น    บุคคลพึงทำกัลยาณ

กรรมสะสมไว้เป็นสมบัติในปรโลก   ด้วย

ว่า   บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้ง

หลายในปรโลก.

 

อรรถกถาปิยสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในปิยสูตรที่  ๔  ต่อไป :-

บทว่า   รโคตสฺส  แปลว่า  ไป [อยู่]  ในที่ลับ.  บทว่า  ปฏิสลฺ-

ลีนสฺส  ได้แก่เร้นอยู่ผู้เดียว.  พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อทรงนำสูตรนี้    ให้เป็น

คำตรัสของพระสัพพัญญู      จึงตรัสในสูตรนี้ว่า   เอวเมต  มหาราช   ดังนี้.

บทว่า  อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส   แปลว่า  ผู้ถูกความตายครอบงำแล้ว.

จบอรรถกถาปิยสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 429

๕.  อัตตรักขิตสูตร

 

[๓๓๗]   พระเจ้าปเสนทิโกศล  ประทับนั่ง   ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  วันนี้ข้าพระองค์ได้เข้าห้อง

ส่วนตัวพักผ่อนอยู่   ได้เกิดความนึกคิดอย่างนี้ว่า  ชนพวกไหนหนอ ชื่อว่าเป็น

ผู้รักษาตน  ชนพวกไหนหนอ   ชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษาตน   ข้าพระองค์ได้คิดต่อ

ไปว่า  ก็ชนบางพวกย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย  วาจา   ใจ  ชนพวกนั้นชื่อว่า

เป็นผู้ไม่รักษาตน  ถึงแม้พลช้าง  พลม้า  พลรถ  หรือพลเดินเท้า  จะพึงรักษา

เขา  ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้น  ก็ชื่อว่าไม่เป็นผู้รักษาตน   ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร

ก็เพราะเหตุว่า  การรักษาเช่นนั้น  เป็นการรักษาภายนอก   มิใช่เป็นการรักษา

ภายใน  ฉะนั้น    ชนพวกนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษาตน  ส่วนว่าชนบางพวกย่อม

ประพฤติสุจริตด้วยกาย  วาจา  ใจ  ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน  ถึงแม้ว่า

พลช้าง  พลม้า   พลรถหรือพลเดินเท้า   จะไม่รักษาเขา  ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้น

ก็ชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน     ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร    ก็เพราะเหตุว่าการรักษาเช่น

นั้น   เป็นการรักษาภายใน  มิใช่เป็นการรักษาภายนอก  ฉะนั้น  ชนพวกนั้นจึง

ชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน.

[๓๓๘]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร  ก็ชน

บางพวกย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย  วาจา  ใจ  ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษา

คน ถึงแม้ชนพวกนั้นจะมีพลช้าง  พลม้า  พลรถ  หรือพลเดินเท้า   คอยรักษา

ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้นก็ชื่อว่าไม่รักษาตน   ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุ

ว่าการรักษาเช่นนั้นเป็นการรักษาภายนอก   มิใช่เป็นการรักษาภายใน   ฉะนั้น

ชนพวกนั้นจึงชื่อว่าไม่รักษาตน  ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 430

วาจา   ใจ   ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน   ถึงแม้ชนพวกนั้นจะไม่มีพลช้าง

พลน้ำ  พลรถ  หรือพลเดินเท้า  คอยรักษา  ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้นก็ชื่อว่ารักษา

ตน    ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร    ก็เพราะเหตุว่าการรักษาเช่นนั้นเป็นการรักษา

ภายใน   มิใช่เป็นการรักษาภายนอก   ฉะนั้น   ซนพวกนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้รักษา

ตน.

[๓๓๙]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา   ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ

ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

การสำรวมทางกายเป็นการดี    การ

สำรวมทางวาจาเป็นการดี    การสำรวมทาง

ใจเป็นการดี     การสำรวมในที่ทั้งปวงเป็น

การดี     บุคคลสำรวมในที่ทั้งปวงแล้วมี

ความละอายต่อบาป     เรากล่าวว่าเป็นผู้

รักษาตน.

 

อรรถกถาอัตตรักขิตสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในอัตตรักขิตสูตรที่  ๕  ต่อไป :-

บทว่า  หตฺถิกาโย   ได้แก่  หมู่พลช้าง.   แม้ในหมู่พลที่เหลือก็นัยนี้

เหมือนกัน. บทว่า  สวโร  ได้แก่ ปิด.  ด้วยบทว่า   สาธุ  สพฺพตฺถ  สวโร

นี้    พระผู้มีพระภาคเจ้า    ทรงแสดงความสำรวมแห่งกรรมที่ยังไม่ถึงความแตก

แห่งกรรมบถ.  บทว่า  ลชฺชี    แปลว่า  ผู้มีหิริละอาย   แม้โอตตัปปะ   ก็เป็น

อันทรงถือเอาแล้วด้วย  ลัชชี  ศัพท์ในบทนี้.

จบอรรถกถาอัตตรักขิตสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 431

๖.  อัปปกสูตร

 

[๓๔๐]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ พระวิหารเชตวัน  อาราม

แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี.

ครั้งนั้น       พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับ  ครั้นแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง  ณ ที่ควร

ส่วนข้างหนึ่ง.

พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

วันนี้  หม่อมฉันได้เข้าห้องส่วนตัวพักผ่อนอยู่ได้เกิดความคิดอย่างนี้ว่า สัตว์เหล่า

ใดได้โภคทรัพย์ยิ่ง ๆ แล้ว   ย่อมไม่มัวเมา   ไม่ประมาท   ไม่ติดอยู่ในกามคุณ

และไม่พระพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย  สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนน้อยในโลก  ส่วนว่า

สัตว์เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่ง ๆ แล้วย่อมมัวเมา    ประมาท    ติดอยู่ในกามคุณ

และประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย   สัตว์เหล่านั้นแลมีจำนวนมากมายในโลก.

[๓๔๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร  สัตว์

เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่ง ๆ แล้ว    ย่อมไม่มัวเมา   ไม่ประมาท   ไม่ติดอยู่ในกาม

คุณ และไม่ประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนน้อยในโลก ส่วน

ว่าสัตว์เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่ง ๆ แล้ว    ย่อมมัวเมา   ประมาท   ติดอยู่ในกาม

คุณ  และประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย  สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนมากมายในโลก.

[๓๔๒]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา   ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ

ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว   จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 432

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าใน

โภคทรัพย์ที่น่าใคร่    มักมากหมกมุ่นใน

กามคุณย่อมไม่รู้สึกตัวว่าละเมิด (ประพฤติ

ผิดในสัตว์พวกอื่น)   เหมือนพวกเนื้อไม่รู้

สึกตัวว่ามีแร้วโก่งดักไว้   ฉะนั้น   ผลเผ็ด

ร้อนย่อมมีแก่สัตว์พวกนั้นในภายหลัง

เพราะว่ากรรมนั้นมีวิบากเลวทราม.

 

อรรถกถาอัปปกสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในอัปปกสูตรที่  ๖  ต่อไป :-

บทว่า อุฬาเร  อุฬาเร  ได้แก่อันประณีตและมาก. บทว่า  มชฺชนฺติ

ได้แก่เมาด้วยความเมาด้วยมานะ.   บทว่า   อติสาร   ได้แก่ล่วงเข้าไป.   บทว่า

กูฏ  ได้แก่บ่วง.  บทว่า  ปจฺฉาส  แยกออกว่า  ปจฺฉา   เตส.

จบอรรถกถาอัปปกสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 433

๗.  อัตถกรณสูตร

 

[๓๔๓]   พระเจ้าปเสนทิโกศล  ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  วันนี้  หม่อมฉันได้นั่ง ณ  ศาล

พิจารณาคดี  เห็นกษัตริยมหาศาลบ้าง  พราหมณมหาศาลบ้าง  คฤหบดีมหาศาล

บ้าง   ซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง   มีทรัพย์มาก   มีโภคะมาก   มีทองและเงินมากมาย   มี

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากมาย.   มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย   ยังกล่าวมุสาทั้งที่

รู้สึกอยู่  เพราะเหตุแห่งกาม  เพราะเรื่องกาม  เพราะมีกามเป็นเค้ามูล  หม่อมฉัน

ได้เกิดความนึกคิดอย่างนี้ว่า       เป็นการไม่สมควรที่เราจะพิจารณาคดีในบัดนี้

(เพราะ)  บัดนี้   ราชโอรสนามว่าวิฑูฑภะผู้มีหน้าชื่นบาน  จักมาพิจารณาคดี.

[๓๔๔]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า     ชอบแล้ว  ๆ   มหาบพิตร

กษัตริยมหาศาล  พราหมณมหาศาล  คฤหบดีมหาศาล  แม้บางพวกเป็นผู้มั่งคั่ง

มีทรัพย์มาก ฯลฯ   มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย   ยังจักกล่าวมุสาทั้งที่รู้สึกอยู่

เพราะเหตุแห่งกาม   เพราะเรื่องกาม   เพราะมีกามเป็นเค้ามูล   ข้อนั้นจักเป็นไป

เพื่อความเสื่อมประโยชน์   เพื่อความทุกข์แก่พวกเขาตลอดกาลนาน.

[๓๔๕]   พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา     ครั้นตรัสไวยากรณ์

คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว  จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าใน

โภคทรัพย์ที่น่าใคร่  มักมาก   หมกมุ่นใน

กามคุณ  ย่อมไม่รู้สึกตัวว่าก้าวล่วง  เหมือน

พวกปลากำลังเข้าไปสู่เครื่องดัก  ซึ่งอ้าดัก

อยู่   ไม่รู้สึกตัวฉะนั้น     ผลอันเผ็ดร้อน

ย่อมมีแก่สัตว์พวกนั้นในภายหลัง  ด้วยว่า

กรรมนั้นมีวิบากเลวทราม.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 434

อรรถกถาอัตถกรณสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในอัตถกรณสูตรที่  ๗  ต่อไป :-

บทว่า  กามเหตุ  ได้แก่ มีกามเป็นมูล.  บทว่า  กามนิทาน  ได้แก่

มีกามเป็นปัจจัย.  บทว่า  กามาธิกรณ  ได้แก่มีกามเป็นเหตุ  หมดทุกบทนั้น

เป็นคำไวพจน์ของกันและกัน.  บทว่า  ภทฺรมุโข   แปลว่า หน้าดี.  ได้ยินว่า

วันหนึ่ง  พระราชาเสด็จออกประทับนั่ง   ฟังการพิจารณาคดีความ.  ในคดีนั้น

พวกอมาตย์รับสินบนเข้ามาก่อนนั่งวินิจฉัยคดี   ก็ตัดสินให้ผู้มีใช้เจ้าของทรัพย์สิน

กลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินไป.  พระราชาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว  ทรงพระดำริ

ว่า    ต่อหน้าเราผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน    อำมาตย์พวกนี้ยังกระทำถึงเพียงนี้

ลับหลังเรา  เขาจักไม่ทำกระไรได้  บัดนี้  วิฑูฑภเสนาบดีจักปรากฏเป็นพระราชา

เอง   ประโยชน์อะไรของเราจะนั่งที่เดียวกับพวกอมาตย์กินสินบน   พูดมดเท็จ

เห็นปานนี้   เพราะฉะนั้น  จึงตรัสอย่างนี้.  บทว่า ขิปฺปว  โอฑฺฑิต   ได้แก่

เหมือนปลาเข้าไปสู่เครื่องดัก     อธิบายว่า    ปลาทั้งหลายเข้าไปสู่เครื่องดักที่เขา

ดักไว้ยังไม่รู้สึกตัวฉันใด    สัตว์ทั้งหลายล่วงเข้าไปสู่วัตถุกาม     ด้วยกิเลสกาม

ก็ไม่รู้สึกตัว  ฉันนั้น.

จบอรรถกถาอัตถกรณสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 435

๘.  มัลลิกาสูตร

 

[๓๘๖]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่    พระวิหารเชตวัน  อาราม

แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น    พระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระนางมัลลิการาชเทวีได้ประทับ

ณ  ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน.

ครั้งนั้น      พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสกับพระนางมัลลิการาชเทวีว่า

มัลลิกา   คนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน   มีแก่เธอบ้างไหม.

พระนางมัลลิกาได้ทูลสนองว่า   ข้าแต่มหาราชเจ้า    คนซึ่งเป็นที่รักยิ่ง

กว่าตน  ไม่มีแก่หม่อมฉันดอก  มีแก่พระองค์บ้างหรือ.

พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า   แน่ะมัลลิกา    คนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน

ย่อมไม่มีแม้แก่ฉัน.

[๓๔๗]   ครั้งนั้น    พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลงจากปราสาทเข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคม   แล้วประทับ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระเจ้าปเสนทิโกศล     ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ  วันนี้  ข้าพระองค์ได้อยู่ที่ปราสาทอันประเสริฐชั้นบนกับพระนางมัลลิกา-

ราชเทวี   ได้พูดกับพระนางมัลลิการาชเทวีว่า   แน่ะมัลลิกา   คนซึ่งเป็นที่รักยิ่ง

กว่าตน   มีอยู่แก่เธอบ้างไหม    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    พระนางมัลลิการาชเทวี

ได้ตอบว่า   ข้าแต่พระมหาราชเจ้า   คนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน  ไม่มีแก่หม่อมฉัน

ดอก   มีอยู่แก่พระองค์บ้างไหม   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ข้าพระองค์ได้พูดกับ

พระนางมัลลิการาชเทวีว่า    แน่ะมัลลิกา    คนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน   ไม่มีแม้

แก่ฉันเหมือนกัน.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 436

[๓๔๘]   ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว  จึง

ได้ตรัสพระคาถานี้ในเวลานั้นว่า

บุคคลค้นหาด้วยจิตตลอดทุกทิศ

ไม่ได้พบใครซึ่งเป็นที่รัก   ยิ่งกว่าตนในที่

ไหน ๆ เลย      สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นก็รัก

คนมากเช่นนั้นเหมือนกัน    เพราะฉะนั้น

ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น.

 

อรถกถามัลลิกาสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในมัลลิกาสูตรที่  ๘  ต่อไป :-

เพราะเหตุไร    พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสถามว่า   อตฺถิ  โข  เต

มลฺลิเก  เป็นต้น. ได้ยินว่า  พระนางมัลลิกานี้  เป็นธิดาของนายช่างทำดอกไม้

ผู้เข็ญใจ  วันหนึ่ง  ถือขนมจากตลาด   คิดว่าจักไปสวนดอกไม้แล้วจึงจักกินขนม

เดินไปพบพระผู้มีพระภาคเจ้า   มีภิกษุเป็นบริวาร    เสด็จเข้าไปแสวงหาอาหาร

สวนทางกัน  ก็มีจิตเลื่อมใส  ได้ถวายขนมนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  พระผู้มี-

พระภาคเจ้าทรงแสดงอาการจะประทับนั่ง.     พระอานนทเถระจึงได้ปูผ้าถวาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ประทับนั่ง  ณ ที่นั้นแล้วเสวยขนม    ล้างพระโอษฐ์แล้ว

ได้ทรงทำความแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ.    พระเถระทูลถามว่า    ด้วยการถวาย

ขนมนี้   จักมีผลอะไร พระเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อานนท์   วันนี้

นี่แหละ    นางมัลลิกานั้นได้ถวายโภชนะแก่ตถาคตเป็นคนแรก    วันนี้นี่แหละ

นางก็จักได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าโกศล      วันนั้นนั่นแล     พระราชาผู้อัน


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 437

พระเจ้าหลาน (พระเจ้าอชาตศัตรู) ทรงให้ปราชัยในการรบที่หมู่บ้านกาสี (กาสิก

คาม)  พ่ายหนีไป   กลับมาสู่พระนคร    เสด็จเข้าไปยังสวนดอกไม้    ทรงคอย

หมู่ทหารกลับมา.  นางมัลลิกานั้น    ได้ทำการปรนนิบัติถวายท้าวเธอ.   พระเจ้า

ปเสนทิโกศล   ทรงเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติที่นางทำถวาย   จึงโปรดให้นำนาง

เข้าไปภายในพระบุรี  ทรงสถาปนานางไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี.

ต่อมาวันหนึ่ง  พระเจ้าปเสนทิโกศล  ทรงพระดำริว่า  เราให้อิศริยยศ

อย่างใหญ่แก่ธิดาของตระกูลที่เข็ญใจผู้นี้     ถ้ากระไร      เราจะควรถามนางว่า

ใครเป็นที่รักของเจ้า.   นางจะตอบว่า  พระมหาราชเจ้า   พระองค์ทรงเป็นที่รัก

ของหม่อมฉัน      แล้วจักถามเราอีกว่า     เมื่อเป็นดังนั้น      เราจะบอกแก่นางว่า

เจ้าคนเดียวเป็นที่รักของเรา   ดังนี้.   พระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น     เมื่อจะตรัสพระ-

วาจาที่บันเทิง  เพื่อให้เกิดความสนิทสนมกะกันแลกัน  จึงถาม.   ส่วนพระนาง

มัลลิกาเทวีนั้น  เป็นบัณฑิต  เป็นอุปัฏฐายิกาของพระพุทธเจ้า  เป็นอุปัฏฐายิกา

ของพระสงฆ์   มีปัญญามาก    เพราะฉะนั้น  พระนางจึงทรงดำริอย่างนี้ว่า   เรา

ไม่พึงเห็นแก่หน้าพระราชา   ตอบปัญหานี้.   ครั้นตรัสตอบตามรสนิยมของตน

แล้ว  ก็ทูลถามพระราชาบ้าง.  พระราชาเมื่อกลับพระวาจาไม่ได้  เพราะพระนาง

ตรัสตามรสนิยมของพระนางเอง     แม้พระองค์เองก็ตรัสตามรสนิยมเหมือนกัน

ทรงพระดำริว่า  จักให้พระนางกราบทูลเหตุนี้แด่พระตถาคต  ดังนี้แล้ว  ก็เสด็จ

ไปกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.    บทว่า   เนวชฺฌคา   แปลว่า   ไม่พบ.

บทว่า เอว  ปิโย  ปุถุ  อตฺตา  ปเรส   ความว่า  คนเป็นที่รักของตนเท่านั้น

ฉันใด  คนอื่นก็เป็นที่รักของคนอื่น ๆ  แม้เป็นอันมาก  ฉันนั้น.

จบอรรถกถามัลลิการสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 438

๙.  ยัญญสูตร

 

[๓๔๙]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน    อาราม

แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น  พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญโคผู้  ๕๐๐

ตัว   ลูกโคผู้  ๕๐๐ ตัว  ลูกโคตัวเมีย  ๕๐๐  แพะ  ๕๐๐  ตัว  และแกะ  ๕๐๐

ตัว    ถูกนำไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ   แม้ชนบางคนของพระเจ้าปเสนทิโกศล

นั้น  เป็นทาส  คนใช้หรือกรรมกรที่มีอยู่    แม้ชนเหล่านั้นก็ถูกอาชญา  ถูกภัย

คุกคาม  มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้พลาง  กระทำบริกรรมไปพลาง.

[๓๕๐]   ครั้งนั้นแล   พวกภิกษุหลายรูปครองผ้าเรียบร้อยแล้วในเวลา

เช้าถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่กรุงสาวัตถี   เพื่อบิณฑบาต  กลับจากบิณฑบาตใน

เวลาหลังภัตแล้ว   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ     ถวายบังคมพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

ภิกษุเหล่านั้น  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

วันนี้  พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญโคผู้ ๕๐๐ ตัว   ลูกโคผู้

๕๐๐  ตัว  ลูกโคตัวเมีย  ๕๐๐  ตัว  แพะ  ๕๐๐  ตัว  และแกะ ๕๐๐  ตัว  ถูกนำ

ไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ  แม้ชนบางคนของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น  เป็นทาส

คนใช้หรือกรรมกรที่มีอยู่    ชนแม้เหล่านั้นก็ถูกอาชญา   ถูกภัยคุกคาม   มีหน้า

นองด้วยน้ำตาร้องไห้พลาง  กระทำบริกรรมไปพลาง.

[๓๕๑]   ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว  จึง

ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 439

มหายัญที่มีการตระเตรียมมาก  มีการ

ฆ่าแพะ   แกะ   โค   และสัตว์ชนิดต่าง ๆ

คือ   อัศวเมธ  ปุริสเมธ  สัมมาปาสะ

วาชเปยยะ นิรัคคฬะ  มหายัญเหล่านั้น

เป็นยัญไม่มีผลมาก (เพราะ) พระพุทธเจ้า

เป็นต้นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่  ผู้ดำเนิน

ปฏิปทาอันชอบ  ย่อมไม่แนะนำยัญนั้น.

๑.  อัศวเมธ  ได้แก่การฆ่าม้าบูชายัญ  แต่ชื่อนี้หมายความกว้างกว่านั้น  คือ  หมายถึง

ยัญที่บูชาด้วยสมบัติทุกอย่าง  เว้นที่ดินแลคน  ซึ่งเขาตั้งเสายัญ  ๒๑  เสา  สำหรับผูกปศุสัตว์ที่จะ

ต้องฆ่าประมาณ  ๕๙๗  ชนิด  เพื่อบูชายัญ   แล้วทำการบูชาอยู่หลายวันกว่าจะเสร็จพิธี  แต่ฉบับ

พม่าเพี้ยนไปเป็น    สสฺสเมธ    แปลว่าสัสสเมธ    เป็นยัญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรง

แสดงแก่พระเจ้ามหาวิชิตราชในกูฏทันตสูตร  หมายความว่าการเก็บค่านาตามธัญญาหารที่สำเร็จ

ผลสิบส่วน เก็บไว้เป็นส่วนหลวงส่วนหนึ่ง   นี่เป็นสังคหวัตถุประการหนึ่งของพระเจ้าจักรพรรดิ

ไม่ตรงกับเรื่องในพระสูตรนี้.

๒.  ปุริสเมธ  ได้แก่การฆ่าคนบูชายัญ    แต่ความจริงหมายเฉพาะยัญที่บูชาด้วยสมบัติ

ต่าง ๆ   อย่างอัศวเมธนั้น   แต่รวมที่ดินเข้าด้วย     แต่ในพระพุทธศาสนา    หมายถึงการพระราช-

ทานทรัพย์เป็นเบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จบำนาญแก่ทวยหาญทุก  ๖ เดือน เป็นสังคหวัตถุของพระเจ้า

จักรพรรดิประการหนึ่ง.

๓.  สัมมาปาสะ   ได้แก่การผูกสัตว์บูชายัญ    โดยเขาทำพิธีเหวี่ยงท่อนไม้สำหรับต้อน

สัตว์เข้าไปที่หลักบูชาเพลิงทั้งคู่  แล้วร่ายเวทตรงที่ท่อนไม้นั้นตก   ทำการบูชาตามพิธีผู้บูชาต้อง

เป็นคนได้เดินทางย้อนไปตามแม่น้ำสวัสดีแล้วด้วย  จึงจะเข้าพิธีได้   แต่ที่ในพระพุทธศาสนาจัด

เป็นสังคหวัตถุของพระเจ้าจักรพรรดิ    หมายถึงการเรียกหนังสือสารกรรมธรรม์กู้แต่ชาวเมืองที่

ขัดสนแล้วพระราชทานทรัพย์ให้กู้  โดยไม่เรียกดอกเบี้ยเป็นเวลา ๓ ปี.

๔.  วาชเปยยะ    ได้แก่ยัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งเขาผูกปศุสัตว์   ๗ ชนิดบูชา      แต่ที่เป็น

สังคหวัตถุของพระเจ้าจักรพรรดิ    หมายถึงการตรัสพระวาจาอันอ่อนหวาน    เป็นที่ดูดดื่มน้ำใจ

ของประชาชน

๕.  นิรัคคฬะ   ได้แก่ยัญที่ไม่ต้องมีหลักยัญสำหรับบูชา      หมายถึงพิธีชนิดเดียวกับ

อัศวเมธ    แต่บูชาด้วยสมบัติทุกอย่าง    ไม่มียกเว้นอะไร    ฉะนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า

สรรพเมธ      แต่ที่ในพระพุทธศาสนาจัดเป็นสังคหวัตถุของพระเจ้าจักรพรรดิ      หมายถึงผลที่

พระมหากษัตริย์สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ  ๔  ข้างต้นนั้น  ที่เป็นเหตุให้รัฐมั่งคั่งสมบูรณ์  ไม่มี

โจรผู้ร้ายและประชาราษฎร์บันเทิงใจเป็นอยู่     อย่างที่กล่าวว่า    ประตูเรือนไม่ต้องลงลิ่มกลอน

ระวังก็ได้ฉะนั้น.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 440

ส่วนยัญใด       มีการตระเตรียมน้อย

ไม่มีการฆ่า   แพะ   แกะ   โค   และสัตว์

ชนิดต่าง  ๆ ซึ่งบุคคลบูชาสืบตระกูลคุณอัน

พระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้แสวงหาคุณอัน

ยิ่งใหญ่  ผู้ดำเนินปฏิปทาอันชอบ  ย่อม

แนะนำยัญนั้น.

ผู้มีปัญญาควรบูชายัญนั้น   ยัญนั้น

เป็นยัญมีผลมาก  เมื่อบุคคลบูชายัญนั้น

นั่นแหละ    ย่อมมีแต่ความดี    ไม่มีความ

ชั่วช้าเลวทราม  ยัญก็เป็นยัญอย่างไพบูลย์

และเทวดาย่อมเลื่อมใส.

 

อรรถกถายัญญสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในยัญญสูตรที่  ๙  ต่อไป :-

บทว่า  ถุนุปนีตานิ   ได้แก่นำเข้าไปยังหลัก   ผูกไว้กับหลัก.  บทว่า

ปริกมฺมานิ  กโรนฺติ   ได้แก่ ยัญที่พระราชาทรงเริ่ม  ถูกภิกษุเหล่านั้น  กราบ

ทูลแด่พระตถาคต  ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.  ก็เพราะเหตุไร  พระราชาจึงทรง

เริ่มยัญนี้.  ก็เพราะจะทรงกำจัดฝันร้าย.  เล่ากันว่า  วันหนึ่ง  พระราชาประดับ

เครื่องอลังการทุกอย่าง  ประทับบนคอช้างต้นตัวดี  เลียบพระนคร    ทอดพระ

เนตรเห็นสตรีผู้หนึ่งเปิดหน้าต่างมองดู    (กระบวน)  มีพระทัยปฏิพัทธ์ต่อนาง

เสด็จกลับจากที่นั้นทันทีเข้าสู่พระราชวังตรัสบอกความนั้นแก่ราชบุรุษคนหนึ่ง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 441

แล้วทรงส่งเขาไป  สั่งให้สืบว่า  สตรีผู้นั้น มีสามีหรือยังไม่มีสามี ราชบุรุษนั้นก็

ไปถามสตรีผู้นั้น.  สตรีผู้นั้นก็แสดงว่า   นั่นสามีของดิฉันนั่งที่ตลาด   ราชบุรุษ

ก็กลับมาทูลความนั้นแด่พระราชา  พระราชาโปรดให้เรียกบุรุษผู้  [สามี] นั้นมา

สั่งว่า   เจ้าจงปรนนิบัติเรา   [เป็นองครักษ์]    ถูกบุรุษนั้นทูล    ทัดทานว่า

ขอเดชะ  ข้าพระองค์ไม่รู้ที่จะปรนนิบัติ   พระเจ้าข้า  รับสั่งว่า  ธรรมดาว่าการ

ปรนนิบัติ  ไม่จำต้องเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ดอกแล้วทรงให้เขาถืออาวุธและโล่

โดยพลการ  ตั้งเขาให้ทำหน้าที่คนปรนนิบัติ   บุรุษนั้นพอปรนนิบัติแล้วก็กลับ

บ้านเลย   โปรดให้เรียกเขามาอีก   รับสั่งว่า   ธรรมดาว่าผู้ปรนนิบัติ  จะต้องทำ

ตามคำสั่งของพระราชา.     เจ้าจงไปสระโบกขรณีสำหรับชำระศีรษะของเรา   ที่

หนทางโยชน์หนึ่งจากที่นี้มีอยู่  จงเอาดินสีแดงเรื่อและดอกอุบลสีแดงจากสระนั้น

มา  ถ้าเจ้ามาไม่ทันวันนี้   เราจักลงราชอาชญาเจ้าแล้วทรงส่งเขาไป   บุรุษนั้นก็

ออกไป  เพราะกลัวราชภัย.

เมื่อบุรุษนั้นไปแล้ว    แม้พระราชา    ก็ให้เรียกนายประตูเมืองมาสั่งว่า

วันนี้  พอตกเย็นก็ปิดประตูเมืองเลย  แม้จะมีคนบอกว่า  เราเป็นราชทูต หรือ

อุปทูตก็อย่าเปิด  บุรุษนั้น  ได้ดินและดอกอุบลแล้วก็มาถึง  เมื่อประตูเมืองปิด

พอดี   แม้จะพูดมากมายอย่างไรก็เข้าไม่ได้   จึงเลยไปยังวัดพระเชตวัน  เพราะ

กลัวอันตราย.    ถึงพระราชาเองก็ถูกความรุ่มร้อนอย่างแรงครอบงำ    เดี๋ยวนั่ง

เดี๋ยวยืน  เดี๋ยวบรรทม.  เมื่อตกลงพระทัยไม่ได้  ก็ประทับนั่ง  ณ  ที่แห่งใดแห่ง

หนึ่ง  หลับแบบลิงหลับ  [ทรงเคลิ้มไป].

แม้ยุคก่อน    บุตรเศรษฐี  ๔ คนในพระนครนั้นนั่นแหละทำปรทารก-

กรรม     บังเกิดในนรกโลหกุมภี     ชื่อนันโทปนันทา.      สัตว์นรกเหล่านั้น

ถูกเคี่ยวร่างเป็นฟอง  ๓๐,๐๐๐  ปี    จึงลงไปถึงก้นหม้ออีก  ๓๐,๐๐๐  ปีจึงขึ้นถึง

ปากหม้อ.   วันหนึ่ง    พวกเขาเห็นแสงสว่าง   ประสงค์จะกล่าวคาถาตนละคาถา


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 442

เพราะกลัวกรรมที่ทำชั่ว   แต่ก็ไม่อาจจะกล่าวได้   กล่าวได้เพียงคนละอักษร

เท่านั้น    ตนหนึ่งกล่าว *  อักษร   ตนหนึ่งกล่าว  โส  อักษร  ตนหนึ่งกล่าว

อักษร  ตนหนึ่งกล่าว ทุ  อักษร พระราชา  จำเดิมแต่ได้ยินเสียงของสัตว์นรก

เหล่านั้น  ก็ไม่ได้ความสุข  ปล่อยเวลาที่เหลือของราตรีนั้นให้ล่วงไป.   เมื่อรุ่ง

อรุณ ปุโรหิตมาทูลถามถึงความบรรทมเป็นสุข.  ท้าวเธอก็รับสั่งว่า  เราจะเป็น

สุขได้แต่ที่ไหนเล่า อาจารย์ จึงตรัสเล่าว่า   เราฝันว่าได้ยินเสียงอย่างนี้. พราหมณ์

คิดว่า  เพราะพระสุบินนี้ของพระราชาพระองค์นี้ ความเจริญหรือความเสื่อมคง

ไม่มี    ก็แต่ว่า  สิ่งใดมีในเรือนหลวงนี้   สิ่งนั้นก็จะตกแก่พระสมณโคดม   ตก

แก่สาวกของพระสมณโคดม   แม้พวกพราหมณ์ก็จะไม่ได้อะไรๆ เลย   จำเราจะ

ทำอาหารให้เกิดขึ้นแก่พวกพราหมณ์   ดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า   ข้าแต่พระมหา-

ราชเจ้า  พระสุบินร้ายนักในความเสื่อม ๓ อย่าง  จักปรากฏความเสื่อมอย่างหนึ่ง

คือ จักมีอันตรายแก่ราชสมบัติ จักมีอันตรายแก่พระชนม์ชีพ หรือใต้ฝ่าพระบาท

จักประทับอยู่ไม่ได้  พระเจ้าข้า.   รับสั่งถามว่า ความสวัสดีจะพึงมีได้อย่างไรเล่า

อาจารย์  กราบทูลว่า  ต้องปรึกษากันจะรู้ได้  พระเจ้าข้า  รับสั่งว่า  ไปปรึกษา

กับพวกอาจารย์แล้ว    มาทำความสวัสดีแก่เรา.

พราหมณ์ปุโรหิตนั้น   ประชุมพวกพราหมณ์ที่โรงเก็บวอ [ยานพาหนะ]

บอกความนั้นแล้ว   ทำให้เป็น ๓ พวกด้วยตกลงกันว่า   ต่างคนต่างไปกราบทูล

อย่างนี้.  พราหมณ์ทั้งหลายก็ไปเข้าเฝ้า   ทูลถามพระราชาถึงการบรรทมเป็นสุข

พระราชาก็ตรัสโดยทำนองที่ตรัสแก่พราหมณ์ปุโรหิตนั้นแล้วรับสั่งถามว่า ความ

สวัสดีจะพึงมีได้อย่างไรเล่า  อาจารย์   พวกพราหมณ์ผู้ใหญ่พากันกราบทูลว่า

เพราะทรงบูชายัญอย่างละ  ๕๐๐ ทุกอย่าง  พระองค์ก็จะพึงมีความสวัสดี  อาจารย์

ทั้งหลายกล่าวกันอย่างนี้   พระเจ้าข้า.   พระราชาทรงฟังพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว

ไม่ทรงรับ   ไม่ทรงปฏิเสธ นิ่งเสีย  ลำดับนั้น  แม้พราหมณ์พวกที่  ๒ ก็มากราบ

ทูลอย่างนั้นเหมือนกัน.   แม้พราหมณ์พวกที่  ๓  ก็อย่างนั้น     ครั้งนั้นพระราชา

คาถาสัตว์นรก  ๔  ตน  ในที่อื่นกล่าวว่า  ทุ.  ส.  น.  โส.  ก็มี. . .


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 443

มีพระราชโองการสั่งว่า  พวกเจ้าหน้าที่จงจัดทำยัญทั้งหลาย.   นับแต่นั้น   พวก

พราหมณ์ก็ให้นำสัตว์มีชีวิตเช่นโคเป็นต้นมา.     ในพระนครก็เกิดเสียงอื้ออึง

ขนานใหญ่  พระนางมัลลิกาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว  ก็ทรงชักนำพระราชาไปยัง

สำนักของพระตถาคต       ท้าวเธอเสด็จไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

ประทับนั่ง  ณ  ที่สมควรส่วนหนึ่ง.  ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าว

เธอว่า    ถวายพระพร    มหาบพิตรเสด็จไปไหนมาแต่วัน.    พระราชาทูลว่า

พระเจ้าข้า    ข้าพระองค์ฝันไป    ได้ยินเสียง ๔ เสียง     จึงถามพวกพราหมณ์

พวกพราหมณ์บอกว่า  ฝันร้าย พวกเขาจะทำการบูชายัญ  อย่างละ ๕๐๐ ทุกอย่าง

จึงจะแก้ได้   ดังนั้น    พวกเขาจึงเริ่มยัญ.   ตรัสถามว่า   มหาบพิตรได้ยินเสียงว่า

กระไร.    ท้าวเธอก็ทูลตามที่ทรงได้ยิน   ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะ

ท้าวเธอว่า  ถวายพระพร  แต่กาลก่อน ในพระนครที่นี้แหละ บุตรเศรษฐี  ๔ คน

กระทำความผิดในภรรยาผู้อื่น  บังเกิดในโลหกุมภีนรก ขุมนันโทปนันทา  จมลง

สุด  ๖๐,๐๐๐ ปี  บรรดาสัตว์นรก  ๔ ตนนั้น  ตนหนึ่งต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า

สฏฺิวสฺสสหสฺสานิ                          ปริปุณฺณนิ  สพฺพโส

นิรเย  ปจฺจมานาน                            กทา  อนฺโต  ภวิสฺสติ

เราไหม้อยู่ในนรกตั้ง  ๖๐,๐๐๐  ปีเต็ม

ครบทุกอย่าง  เมื่อไร  จักสิ้นสุดกันเสียที.

ตนที่  ๒  ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า

โสห  นูน  อิโต  คนฺตฺวา                    โยนึ  ลทฺธาน   มานุสึ

วทญฺญู  สีลสมฺปนิโน                       กาหามิ  กุสล  พหุ

เรานั้นพ้นไปจากโลหกุมภีนี้แล้ว    ได้

กำเนิดเป็นมนุษย์  รู้ถ้อยคำของยาจก  (ให้

ทาน) มีศีลลมบูรณ์   จักต้องสร้างกุศลไว้ให้

มาก  เป็นแน่แท้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 444

ตนที่ ๓  ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า

นตฺถิ  อนฺโต  กุโต  อนุโต              น    อนฺโต  ปฏิทิสฺสติ

ตทา  หิ  ปกต    ปาป                   มม   ตุมฺหญฺจ   มาริสา

ไม่มีสิ้นสุด   จะสิ้นสุดได้แต่ที่ไหน

ความสิ้นสุดไม่ปรากฏเลย  ดูราพวกเราเอ๋ย

ก็เพราะข้ากับเจ้าทำบาปกรรมไว้มาก  ใน

ครั้งนั้น.

ตนที่  ๔    ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า

ทุชฺชีวิตมชีวมฺหา                         เยส  เตน  ททมฺห   เส

วิชฺชมาเนสุ  โภเคสุ                      ทีปนฺนากมฺห   อตฺตโน

พวกเราเมื่อมีโภคสมบัติอยู่   ไม่ได้

ให้ทานเลย    ไม่ได้ทำที่พึ่งสำหรับตนเลย

จัดว่ามีชีวิตอยู่อย่างชั่วชาติ.

สัตว์นรกเหล่านั้น    ไม่อาจกล่าวคาถาเหล่านี้ได้   กล่าวอักษรได้ตนละ

อักษรเท่านั้นเอง  แล้วก็จมหายไปอย่างนั้นนั่นแหละ  ถวายพระพร   สัตว์นรก

เหล่านั้น      พากันร้องด้วยประการฉะนี้      เพราะทรงได้ยินเสียงนั้นเป็นเหตุ

ความเสื่อมหรือความเจริญ   มิได้มีแก่นหาบพิตรดอก   แต่กรรมคือการเข่นฆ่า

ปศุสัตว์เห็นปานนี้สิ    หนักนัก     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขู่ด้วยภัยในนรกแล้ว

ก็ตรัสธรรมกถา.    พระราชาทรงเลื่อมใสในพระทศพล   ทูลว่า  ข้าพระองค์จะ

ปล่อย     จะให้ชีวิตแก่ปศุสัตว์เหล่านั้น     คนทั้งหลายจงให้ของเขียวและหญ้า

ปศุสัตว์เหล่านั้น  จงให้ดื่มน้ำที่เย็นสนิท  ลมจงโชยแก่ปศุสัตว์เหล่านั้นแล้ว  ทรง

สั่งคนทั้งหลายให้ไปนำปศุสัตว์ออกไป   คนเหล่านั้นไปไล่พวกพราหมณ์ให้หนี

ไปแล้ว  ปลดฝูงสัตว์ออกจากเครื่องจองจำแล้วให้ตีธรรมเภรีกลองประกาศธรรม

ในพระนคร.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 445

ขณะนั้น      พระราชาประทับนั่งในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า    ทูลว่า

พระเจ้าข้า  ธรรมดาว่าคืนหนึ่งมี ๓ ยาม  แต่วันนี้  ๒ คืน  ปรากฏแก่ข้าพระองค์

เหมือนติดต่อกันเป็นคืนเดียว. บุรุษ (สามีนางผู้นั้น ) แม้นั่น   นั่งอยู่ในที่นั้นด้วย

ก็กราบทูลว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ธรรมดาว่าโยชน์หนึ่ง    ก็มี ๓ คาวุต

แต่วันนี้ ๒ โยชน์ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนติดต่อกันเป็นโยชน์เดียว.  ลำดับ

นั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   คืนหนึ่งปรากฏยาวนานสำหรับคนตื่นนอนไม่

หลับก่อนอื่น    โยชน์หนึ่งปรากฏยาวไกลสำหรับคนเดินล้า   แก่สังสารวัฏ   ที่มี

เบื้องต้นตามไปไม่รู้แล้ว    ยืดยาวส่วนเดียวเท่านั้น   สำหรับปุถุชนผู้เขลา   ซึ่ง

ตกอยู่ในวัฏฏะ    ทรงปรารภพระราชา    บุรุษผู้นั้น    และเหล่าสัตว์นรกแล้ว

ได้ตรัสคาถานี้ในคัมภีร์พระธรรมบทว่า

ทีฆา  ชาครโต   รตฺติ         ทีฆ   สนฺตสฺส  โยชน

ทีโฆ  พาลาน   สสาโร        สทฺธมฺม   อวิชานต

คืนหนึ่งยาวนานสำหรับคนนอนไม่หลับ

โยชน์หนึ่งยาวไกล  สำหรับคนเมื่อยล้า

สังสารวัฏยืดยาวสำหรับเหล่าคนเขลาผู้ไม่รู้

พระสัทธรรม  ดังนี้.

เมื่อจบพระคาถา  บุรุษผู้เป็นสามีของสตรีแม้นั้น   ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติ

ผล.  บทว่า  เอตมตฺถ  วิทิตฺวา  แปลว่า  ทรงทราบเหตุนั้น.

บทว่า  สสฺสเมธ  ความว่า  ได้ยินว่า    ในรัชสมัยของพระราชาแต่

โบราณ  ได้มีสังคหวัตถุ  ๔   คือ  สัสสเมธะ  ปุริสเมธะ  สัมมาปาสะ  วาชเปยยะ

ที่พระราชาทั้งหลายทรงสงเคราะห์โลก.  บรรดาสังคหวัตถุ  ๔  นั้น     การถือเอา

ส่วนที่  ๑๐  จากข้าวกล้าที่สำเร็จแล้ว  ชื่อว่า  สัสสเมธะ  อธิบายว่า  ความเป็น

ผู้ฉลาดในอุบายอันจะทำข้าวกล้าให้สมบูรณ์.   การมอบให้ค่าจ้างบำเหน็จประจำ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 446

๖ เดือน  แก่เหล่านักรบใหญ่  ชื่อว่า ปุริสเมธะ  อธิบายว่า   ความเป็นผู้ฉลาด

โดยการสงเคราะห์บุรุษ.   การรับหนังสือ   (เอกสารการกู้ยืม)   จากมือของเหล่า

ผู้คนที่ยากจน  แล้วมอบให้ทรัพย์หนึ่งพันสองพัน   ปลอดดอกเบี้ย ๓  ปี ชื่อว่า

สัมมาปาสะ.  จริงอยู่  กิจอันนั้น   ย่อมคล้องเหล่าผู้คนไว้โดยชอบ  เหมือนผูกใจไว้

เพราะฉะนั้น   จึงเรียกว่า   สัมมาปาสะ.   ส่วนการพูดวาจาไพเราะ    โดยนัยว่า

พ่อ ลุง เป็นต้น   ชื่อว่า  วาชเปยยะ  อธิบายว่า  วาจาน่ารัก   (ควรดื่มไว้ในใจ)

รัฐคือแว่นแคว้น    ที่สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ อย่างนี้   ย่อมมั่นคง  แผ่ขยาย

มีข้าวน้ำมาก  มีความเกษม    ไร้ภยันตราย   ผู้คนทั้งหลาย    ก็ร่าเริงบันเทิงใจ

ให้ลูกร่ายรำอยู่บนอก ไม่ต้องปิดประตูบ้านเรือนอยู่กัน.  ข้อที่เรียกว่า  นิรัคคฬะ

เพราะไม่มีลูกกลอนใส่ประตูบ้านเรือน.  นี้เป็นประเพณีโบราณ.

แต่ต่อมาครั้งพระเจ้าโอกกากราช   พวกพราหมณ์เปลี่ยนสังคหวัตถุ  ๔

เหล่านี้    และสมบัติของรัฐเสีย   แล้วขนานชื่อยัญ   ๕ มี    อัสสเมธะ   ปุริสเมธะ

เป็นต้น    ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น.    บรรดายัญ ๕ อย่างนั้น   ที่ชื่อว่า    อัสสเมธะ

(อัศวเมธ)  เพราะฆ่าม้าในยัญนั้น     คำนี้เป็นชื่อยัญที่ทำทักษิณาสมบัติทุกอย่าง

ที่เหลือเว้นที่ดินและบุรุษ   มีเสา ๒๑ เสา   ที่พึงบูชาด้วยปริยัญทั้ง ๒ มีการฆ่า

ปศุสัตว์ ๕๙๗ ตัวที่น่าสะพึงกลัว ในวันกลางวันหนึ่งเท่านั้น.  ที่ชื่อว่าปุริสเมธะ

เพราะฆ่าบุรุษในยัญนั้น   คำนี้เป็นชื่อยัญ   ที่ทำทักษิณาสมบัติดังกล่าวแล้วใน

อัสสเมธะ  พร้อมทั้งที่ดิน   ที่พึงบูชาด้วยปริยัญทั้ง  ๔.  ที่ชื่อว่า   สัมมาปาสะ

เพราะคล้องท่อนไม้ในยัญนั้น.   คำนี้เป็นชื่อสัตตยาคะ    (ของที่บูชา ๗ อย่าง)

ที่คนเหวี่ยงท่อนไม้   กล่าวคือไม้สอดเข้าไปในช่องแอกทุก ๆ วันแล้ว   ร่ายเวท

ในโอกาสที่ท่อนไม้นั้นตก      เดินย้อนกลับตั้งแต่โอกาสที่ดำลงในแม่น้ำสรัสวดี

พึงบูชาด้วยเสาเป็นต้น   ที่เคลื่อนที่ได้    (ยกเอาไปได้).    ที่ชื่อว่า  วาชเปยยะ

เพราะดื่มวาชะ  (กำลังหรือสงคราม)    ในยัญนั้น  คำนี้เป็นชื่อยัญ  ที่ทำของ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 447

ทักษิณา  มีรส ๗ อย่าง    ใช้เสาไม้มะตูม    ที่พึงบูชาด้วยเหล่าปศุสัตว์   มีรส

๗ ชนิด   ด้วยปริยัญอย่างหนึ่ง.   ที่ชื่อว่า  นิรัคคฬะ   เพราะไม่มีลิ่มกลอนใน

ยัญนั้น     คำนี้เป็นชื่อยัญที่กำหนดไว้ในอัสสเมธะ    มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า

สรรพเมธะ    ที่ทำทักษิณาสมบัติดังกล่าวไว้ในอัสสเมธะ     พร้อมทั้งที่ดินและ

เหล่าบุรุษ  ที่พึงบูชาด้วยปริยัญ   ๙.     บทว่า  มหารมฺภา  ได้แก่  มีกิจมาก

มีกรณียะมาก. บทว่า  สมฺมคฺคตา  ได้แก่ ผู้ดำเนินไปโดยชอบ  มีพระพุทธเจ้า

เป็นต้น.  บทว่า  นิภรมฺภา   ได้แก่  มีความต้องการน้อย  มีกิจน้อย.  บทว่า

ยชนฺตานุกุล  ได้แก่ บูชาตามตระกูล.  อธิบายว่า  พวกผู้คนไม่เข้าไปตัดทาน

มีนิตยภัตเป็นต้น   ที่บุรพบุรุษตั้งไว้แล้วให้ทานสืบ ๆ ต่อไป.

จบอรรถกถายัญญสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 448

๑๐.  พันธนสูตร

 

ว่าด้วยเครื่องจองจำที่มั่นคง

 

[๓๕๒]   สมัยนั้น  หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำไว้แล้ว

บางพวกถูกจองจำด้วยเชือก   บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา    บางพวกถูกจองจำ

ด้วยโซ่ตรวน.

ครั้งนั้น     ภิกษุหลายรูปครองผ้าเรียบร้อยแล้วในเวลาเช้าถือบาตรและ

จีวรเข้าไปสู่กรุงสาวัตถี    เพื่อบิณฑบาต    ครั้นกลับจากบิณฑบาตในเวลาหลัง

ภัตตาหารแล้ว     เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคม     แล้วได้นั่งอยู่  ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พวกภิกษุเหล่านั้น  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ   วันนี้หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำไว้แล้ว   บางพวกถูก

จองจำด้วยเชือก   บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา  บางพวกถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน.

[๓๕๓]   ครั้งนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว  จึง

ได้ตรัสพระคาถาเหล่านั้นในเวลานั้นว่า

นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้กล่าวว่า

เครื่องจองจำที่ทำด้วยเหล็ก      ทำด้วยไม้

และทำด้วยหญ้า  (เชือก)  เป็นเครื่องจองจำ

ที่มั่น  นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าความรัก

ใคร่นักในแก้วมณีและกุณฑล      และความ

อาลัยในบุตรและภรรยาทั้งหลายว่าเป็นเครื่อง

จองจำที่มั่น  พาให้ตกต่ำ  เป็นเครื่องจองจำที่


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 449

หย่อน ๆ  แต่แก้ยาก   นักปราชญ์ทั้งหลาย

ตัดเครื่องจองจำแม้เช่นนั้นออกบวช  เป็น

ผู้ไม่มีความอาลัย  ละกามสุขเสียแล้ว.

จบ  ปฐมวรรค

 

อรรถกถาพันธนสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในพันธนสูตรที่  ๑๐  ต่อไป :-

ภิกษุเหล่านั้น       ทูลเหตุที่พระอานนทเถระกระทำดีในมนุษย์เหล่านั้น

ดังนี้ว่า  อิธ  ภนฺเต  รญฺา.  ได้ยินว่า แก้วมณี ๘ เหลี่ยม  ที่ท้าวสักกะประทาน

แก่พระเจ้ากุสราช  มาสืบ ๆ กัน ตามประเพณี.  เวลาทรงประดับ  พระราชาตรัส

สั่งให้นำแก้วมณีนั้นมา.   มนุษย์ทั้งหลาย กราบทูลว่า   พวกข้าพระองค์ไม่พบใน

ที่เก็บ.  พระราชาจึงให้จองจำพนักงานที่ปฏิบัติงานภายในพระราชนิเวศน์ไว้ สั่ง

ว่า  พวกเจ้าจงเสาะหาแก้วมณีนั้นมาให้.   พระอานนทเถระเห็นคนเหล่านั้นแล้ว

ก็ให้กั้นม่านไว้   แล้วบอกอุบายแก่พวกคนเก็บรักษา.  คนเหล่านั้น  ก็กราบทูล

แด่พระราชา.    พระราชารับสั่งว่า    พระเถระเป็นบัณฑิต    พวกเจ้าจงทำตาม

พระเถระ  พวกคนเก็บรักษา   ก็ตั้งหม้อน้ำไว้ที่พระลานหลวงกั้นม่านไว้   แล้ว

บอกผู้คนเหล่านั้นว่า  พวกท่านจงห่มผ้าแล้วไปที่นั้นจงจุ่นมือลง.   คนขโมยแก้ว

มณีคิดว่า เราไม่อาจจำหน่ายหรือใช้สอยของของพระราชาได้กลับไปเรือน  เอา

แก้วมณีหนีบรักแร้ห่มผ้ามาแล้วใส่ลงในหม้อน้ำ   แล้วก็หลีกไป.    เมื่อมหาชน

กลับไปแล้ว   พวกคนของพระราชา    เอามือควานในหม้อน้ำก็พบแก้วมณีแล้ว

นำไปถวายแด่พระราชา.  ได้ยินว่า พระอานนทเถระเห็นแก้วมณี โดยนัยที่แสดง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 450

แล้ว.  มหาชนก็โกลาหลแตกตื่น. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อกราบทูลเหตุที่พระอานนท์

เถระทำดีนั้น    แด่พระตถาคต  จึงกราบทูลเรื่องนี้.  พระศาสดาตรัสว่า   ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   ไม่อัศจรรย์เลย   ที่อานนท์ให้นำแก้วมณี    ที่ตกอยู่ในมือพวก

มนุษย์มาได้   พวกบัณฑิตแต่ก่อน    ตั้งอยู่ในญาณของตนแล้วก็ให้นำสิ่งของที่

ตกอยู่ในความครอบครอง      แม้ของสัตว์ดิรัจฉานซึ่งบังเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ

มาถวายแด่พระราชาได้   แล้วตรัสมหาสารชาดกว่า

อุกฺกุฏฺเ  สูรมิจฺฉนฺติ                มนฺเตสุ  อกุตูหล

ปิยญฺจ   อนฺนปานมฺหิ              อตฺเถ  ชาเต  จ  ปณฺฑิต

ในคราวคับขันต้องการคนกล้า   ใน

คราวปรึกษาต้องการคนไม่พูดพล่าม  ใน

คราวมีข้าวน้ำต้องการคนรัก  ในคราวเกิด

คดี   ต้องการบัณฑิต.

บทว่า   น  ต  ทฬฺห   ความว่าปราชญ์ทั้งหลายไม่กล่าวว่าเครื่องจอง

จำนั่นมั่นคง.   บทว่า  ยทายส   ได้แก่  เครื่องจองจำใดทำด้วยเหล็ก.    บทว่า

สารตฺตรตฺตา  ได้แก่  ยินดีแล้วยินดีเล่าด้วยดี   หรือยินดีแล้ว   โดยยินดีนัก

แล้ว  อธิบายว่า  ยินดีแล้วด้วยความสำคัญว่าสิ่งนี้เป็นสาระ.    บทว่า  อเปกฺขา

ได้แก่ความอาลัย   ความเยื่อใย.   บทว่า  อาหุ  แปลว่ากล่าว.  บทว่า  โอหาริน

ได้แก่  คร่าไปในอบาย ๔.   บทว่า  สิถิล   ได้แก่ ไม่ห้ามอิริยาบถ   เหมือน

อย่างเครื่องจองจำมีเหล็กเป็นต้น.     จริงอยู่       เหล่าคนที่ถูกจองจำด้วยเครื่อง

จองจำนั้น   ย่อมไปประเทศอื่นก็ได้  สมุทรอื่นก็ได้ทั้งนั้น.  บทว่า  ทุปฺปมุญฺจ

ได้แก่  ไม่อาจแก้ได้   เว้นแต่โลกุตรญาณ.

จบอรรถกถาพันธนสูตรที่  ๑๐

จบปฐมวรรค