พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 251
กล่าวว่า เทวบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมานมาแล้ว พวกเราจักให้เทวบุตรนั้นพอใจ
ดังนี้ จึงถือเอาเครื่องดนตรีมาแวดล้อมแล้ว.
เทวบุตรนั้น ย่อมไม่รู้ซึ่งความที่ตนเป็นผู้จุติแล้วก่อน ยังสำคัญว่าตน
เป็นบรรพชิตอยู่นั่นแหละ จึงเกิดความละอายเพราะเห็นหญิงทั้งหลายมาเที่ยว
ถึงที่อยู่ จึงเอาผ้าปิดเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ดุจภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเอาผ้าที่วางกอง
ไว้ข้างบนมาทำเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ทั้งหลายแล้วได้ยืนก้มหน้าอยู่.
พวกนางอัปสรเหล่านั้นทราบว่า เทวบุตรนี้เป็นเทวบุตรมาแต่สมณะ
โดยเห็นการเคลื่อนไหวกายของเทวบุตรนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่
เทวบุตรผู้เป็นเจ้า นี้ชื่อว่า เทวโลก ขณะนี้มิใช่โอกาสที่จะทำสมณธรรม ที่นี้
เป็นโอกาสที่จะเสวยสมบัติ ดังนี้. เทวบุตรนั้น ได้ยืนอยู่เหมือนอย่างนั้น
นั่นแหละ. นางอัปสรเหล่านั้นคิดว่า เทวบุตรนี้ยังกำหนดไม่ได้ ดังนี้ จึง
บรรเลงดนตรีทั้งหลาย. เทวบุตรนั้นก็ยังไม่แลดูอยู่นั่นแหละ ได้ยืนอยู่แล้ว
เหมือนอย่างนั้น. ลำดับนั้น เทพธิดาทั้งหลายเหล่านั้นจึงวางกระจกอันให้เห็น
กายทั้งหมดไว้ข้างหน้า.
เทวบุตรนั้นเห็นเงาในกระจกแล้วจึงทราบความที่ตนเป็นผู้จุติแล้ว
ได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนเพราะสมบัติ ด้วยอันคิดว่า เราทำสมณธรรมมิได้
ปรารถนาฐานะเช่นนี้ เราปรารถนาพระอรหัตอันเป็นอุดมประโยชน์ ดังนี้.
เทวบุตรนั้น พิจารณาดูแผ่นผ้าดังสีทอง จึงคิดว่า ชื่อว่า สมบัติในสวรรค์นี้
เป็นของหาได้ง่าย ความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยาก ราวกะ
นักมวยปล้ำหยั่งลงสู่ที่ที่รบกัน (ย่อมต้องการของมีค่า) แต่กลับได้กำแห่งหัวมัน
ดังนี้ จึงมิได้เข้าไปสู่วิมานเลย ผู้อันหมู่แห่งนางอัปสรแวดล้อมแล้ว ด้วยทั้ง
ศีลยังมิได้ทำลายนั่นแหละมาสู่สำนักของพระทศพล ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กล่าวคาถานี้.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 252
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉราคณสงฺฆุฏฺ ความว่า อันหมู่
แห่งนางอัปสรให้กึกก้องแล้วด้วยการขับร้องและดนตรี. บทว่า ปิสาจคณเสวิต
อธิบายว่า เทวบุตรนั้น ย่อมกล่าวทำหมู่แห่งนางอัปสรนั้นนั่นแหละว่าเป็นหมู่
แห่งปีศาจ. บทว่า วน ความว่า เทวบุตรนั้นกล่าวหมายเอาสวนชื่อ นันทนวัน.
จริงอยู่ เทวบุตรนี้ย่อมไม่ชอบใจที่จะกล่าว หมู่แห่งเทวดาว่าเป็นหมู่แห่งเทวดา
ย่อมกล่าวหมู่แห่งเทวดาว่าเป็นหมู่แห่งปีศาจ ดังนี้ ก็เพราะจิตตนิยาม โดย
ความเป็นผู้หนักแน่นของตน. และไม่กล่าว สวนนันทนวันว่าเป็นสวนนันทนวัน
ย่อมกล่าวสวนนันทนวันว่าเป็นบ่า โมหนะ (ป่าเป็นที่หลง). บทว่า กถ
ยาตฺรา ภวิสฺสติ อธิบายว่า การออกไปจักมีได้อย่างไร การก้าวออกไปจักมี
ได้อย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงตรัสบอกวิปัสสนาอันเป็น
ปทัฏฐาน (เหตุใกล้) แห่งพระอรหัตแก่ข้าพระองค์.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพิจารณาอยู่ว่า เหตุที่เทวบุตร
นี้กำหนดอยู่นั่นแหละเป็นอะไรหนอ ดังนี้ ทรงทราบแล้วซึ่งความที่เทวบุตร
นั้นเป็นบรรพชิตในศาสนาของพระองค์ จึงทรงดำริว่า เทวบุตรนี้ ทำกาละ
เพราะความเพียรอันแรงกล้าแล้วเกิดในเทวโลกทั้งอัตภาพของเธอนั้นในที่เป็น
ที่จงกรมนั่นแหละ แม้ในวันนี้ก็มิได้ทำลายศีลมาแล้ว ดังนี้.
ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมตรัสบอกปฏิปทาอันเป็นส่วน
เบื้องต้นก่อนว่า เธอจงชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน จงเจริญสมาธิ จงทำกัมมัสสกต
ปัญญาให้ทรง ดังนี้ ราวกะนายช่างจิตรกรทำการตกแต่งฝาผนัง บอกแก่อัน-
เตวาสิกผู้ไม่มั่นใจในการกระทำ ผู้เริ่มทำครั้งแรก ผู้ไม่ชำนาญในการทำ ฉะนั้น
แต่ว่า เมื่อบุคคลผู้กระทำเคยประกอบแล้วประกอบทั่วแล้ว พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายย่อมตรัสบอกสุญญตาวิปัสสนาทีเดียวซึ่งเป็นภาวะสุขุมลึกซึ้งอันเป็น
ปทัฏฐานแห่งพระอรหัตมรรค.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 253
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเข้าพระทัยดีว่า เทวบุตรนี้ เป็นผู้กระทำ
ผู้มีศีลยังมิได้ทำลาย ก็มรรคหนึ่งจักมีแก่เทวบุตรนี้ในอนาคต ดังนี้ เมื่อจะทรง
บอกสุญญตาวิปัสสนา จึงตรัสคำว่า อุชุโก นาม เป็นอาทิ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชุโก อธิบายว่า มรรคประกอบด้วย
องค์แปดชื่อว่า ทางตรง เพราะความที่ทางนั้นไม่มีการคดทั้งหลาย มีการคด
ทางกายเป็นต้น. บทว่า อภยา นาม สาทิสา พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส
หมายเอาพระนิพพาน. จริงอยู่ ในพระนิพพานนั้น ภัยอะไร ๆ ก็ไม่มี หรือว่า
ภัยนั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้ถึงพระนิพพานแล้ว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า อภยา นาม สาทิสา แปลว่า ทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัย.
บทว่า รโถ อกุชชโน ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์
เอาอัฏฐังคิกมรรค. เหมือนอย่างว่า เมื่อเพลาแห่งรถไม่มีน้ำมันหยอด หรือว่า
เมื่อคนขึ้นมากเกินไป ธรรมดารถก็ต้องมีเสียงดัง คือย่อมส่งเสียงดัง ฉันใด
รถคืออริยมรรค ฉันนั้นหามิได้ จริงอยู่ รถ คือ อริยมรรคนั้นแม้สัตว์ตั้งแปด
หมื่นสี่พันขึ้นอยู่โดยการนำไปคราวเดียวกัน ย่อมไม่ดัง ย่อมไม่ส่งเสียง เพราะ
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อกุชฺชโน แปลว่า ไม่มีเสียงดัง. บทว่า
ธมฺมจกฺเกหิ สยุโต อธิบายว่า ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยล้อคือธรรมทั้ง
หลาย กล่าวคือความเพียรอันเป็นไปทางกายและทางใจ. บทว่า หิริ นี้ แม้
โอตตัปปะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่า หิริ นั่นแหละ.
บทว่า ตสฺส อปาลมฺโพ อธิบายว่า เมื่อนักรบทั้งหลายยืนอยู่บนรถอันมีใน
ภายนอก ย่อมมีฝาที่ทำด้วยไม้เพื่อต้องการแก่อันมิให้ตกไป ฉันใด หิริ และ
โอตตัปปะแห่งรถคือมรรคนี้อันมีทั้งภายในและภายนอกเป็นสมุฏฐานเป็นเครื่อง
ป้องกัน ฉันนั้น. บทว่า สตฺยสฺส ปริวารณ อธิบายว่า สติอันสัมปยุต
ด้วยรถคือมรรคแม้นี้เป็นเกราะกำบัง ราวกะรถของนักรบที่หุ้มด้วยวัตถุทั้งหลาย
มีหนังสีหะเป็นต้น. บทว่า ธมฺม ได้แก่ โลกกุตรมรรค.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 254
บทว่า สมฺมาทิฏฺิปุเร ชว อธิบายว่า สัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนา น่า
หน้าไป คือเป็นเครื่องดำเนินไปก่อน (เป็นประธาน) แห่งมรรคนั้นมีอยู่
เพราะเหตุนั้น มรรคนั้น จึงชื่อว่า มีสัมมาทิฏฐินำหน้า. ธรรมมีสัมมาทิฏฐิ
นำหน้านั้น คือเหมือนอย่างว่า เมื่อราชบุรุษทั้งหลายทำหนทางให้สะอาดโดย
การนำชนทั้งหลายมีคนบอดคนง่อยเป็นต้นออกไปก่อน แล้วพระราชาจึงเสด็จ
มาในภายหลัง ฉันใด ครั้นเมื่อธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น อันสัมมาทิฏฐิ
แห่งวิปัสสนาชำระให้หมดจดแล้วด้วยสามารถแห่งความเห็นโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยงเป็นต้น สัมมาทิฏฐิแห่งมรรคอันกำหนดรู้อยู่ซึ่งวัฏฎะได้แล้วในภูมิ จึง
เกิดขึ้นในภายหลัง ฉันนั้นนั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า ธมฺมาห สารถึ พฺรูมิ สมฺมาทิฏฺิปุเร ชว แปลว่า เรากล่าวธรรม
มีสัมมาทิฏฐินำหน้าว่า เป็นสารถี.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นให้เทศนาสำเร็จด้วยประการฉะนั้นแล้ว ในที่
สุดทรงแสดงสัจจะ ๔ ในเวลาที่สุดลงแห่งเทศนา เทวบุตรตั้งอยู่เฉพาะแล้วใน
โสดาปัตติผล. เหมือนอย่างว่า ในเวลาที่พระราชาเสวยพระกระยาหาร พระองค์
ก็ยกขึ้นเสวยโดยประมาณของพระองค์ บุตรที่นั่งอยู่ที่ตักก็ย่อมทำคำข้าวโดย
ประมาณแก่ปากของตน ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
แม้ทรงแสดงเทศนาอันสุดยอดคือพระอรหัตอยู่ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบรรลุธรรม
ทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้นโดยสมควรแก่ธรรมเป็นอุปนิสัยของตน ฉะนั้น.
แม้เทวบุตรนี้ก็บรรลุโสดาปัตติผลแล้วบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวัดถุ
ทั้งหลายมีของหอมเป็นต้น แล้วหลีกไป.
จบอรรถกถาอัจฉราสูตรที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 255
๗. วนโรปสูตร
ว่าด้วยเจริญบุญได้ทุกเวลา
[๑๔๕] เทวดาทูลถามว่า
ชนพวกไหนมีบุญ เจริญในกาลทุก
เมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนพวกไหน
ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไป
สวรรค์.
[๑๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้
ดอกไม้ผล) ปลูกหมู่ไม้ (ใช่ร่มเงา) สร้าง
สะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทาน
และบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย ชนเหล่านั้น
ย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวัน
และกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์.
อรรถกถาวนโรปสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวนโรปสูตรที่ ๗ ต่อไป ;-
บทว่า ธมฺมฏฺา สีลสมฺปนฺนา แปลว่า เทวดา ย่อมทูลถามว่า
ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรมสมบูรณ์ด้วยศีล ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ
จะทรงแสดงปัญหานี้โดยวัตถุก่อน จึงตรัสว่า อารามโรปา เป็นอาทิ. บรรดา
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 256
บทเหล่านั้น บทว่า อารามโรปา แปลว่า ปลูกสวนดอกไม้และสวนผลไม้.
บทว่า วนโรปา อธิบายว่า ทำการล้อมเขตแดนในป่าธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง
แล้ว ทำเจดีย์ ปลูกต้นโพธิ์ ทำที่จงกรม ทำมณฑป กุฏิ ที่หลีกเร้น และที่พัก
ในเวลากลางวันและกลางคืน. เมื่อบุคคลปลูกต้นไม้อาศัยร่มเงาให้อาศัยอยู่ ก็
ชื่อว่า การปลกหมู่ไม้. บทว่า เสตุการกา ได้แก่ชนทั้งหลายสร้างสะพาน
ในที่อันไม่เสมอกันหรือ ย่อมมอบเรือให้ไป. บทว่า ปป ได้แก่ โรงที่ให้
น้ำดื่ม. บทว่า อุทปาน ได้แก่ ที่ใดที่หนึ่งมีสระโบกขรณีและบ่อที่มีน้ำเป็น
ต้น. บทว่า อปสฺสย ได้แก่ บ้านที่พักอาศัย พระบาลีว่า อุปาสย ก็มี
แปลว่า ให้เข้าไปอาศัย. บทว่า สทา ปุญฺ ปวฑฺฒติ อธิบายว่า เมื่อ
ไม่ตรึกถึงอกุศลวิตก หรือเมื่อไม่หลับ บุญย่อมเจริญ. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า บุญย่อมเจริญทุกเมื่อ ดังนี้ ทรงหมายเอาเนื้อความนี้ว่า ก็ในกาลใด
ย่อมระลึกถึง ในกาลนั้น บุญย่อมเจริญ ดังนี้. บทว่า ธมฺมฏฺา สีลสมฺปนฺนา
อธิบายว่า ชื่อว่า ตั้งอยู่แล้วในธรรม เพราะความที่บุคคลนั้นดำรงอยู่ในธรรม
ชื่อว่า สมบูรณ์แล้วด้วยศีล เพราะความที่บุคคลนั้นถึงพร้อมแล้วด้วยศีลแม้นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อบุคคลทั้งหลายทำบุญทั้งหลายเห็นปานนี้ ชื่อว่า ย่อมบำเพ็ญ
กุศลธรรมสิบ คือว่าบุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ตั้งอยู่แล้วในธรรม เพราะความที่
บุคคลเหล่านั้น ตั้งอยู่ในกุศลธรรมสิบเหล่านั้น และชื่อว่า สมบูรณ์แล้วด้วยศีล
เพราะความที่บุคคลเหล่านั้นถึงพร้อมแล้วด้วยศีลนั้นนั่นแหละ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาวนโรปสูตรที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 257
๘. เชตวนสูตร
ว่าด้วยสัตว์บริสุทธิ์ด้วยธรรม ๕
[๑๔๗] เทวดากราบทูลว่า
ก็พระเชตวันมหาวิหารนี้นั้น อันหมู่
แห่งท่านผู้แสวงคุณอยู่อาศัยแล้ว อัน
พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาประทับ
อยู่แล้ว เป็นแหล่งที่เกิดปีติของข้าพระองค์
กรรม ๑ วิชชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิต
อันอุดม ๑ สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วย
คุณธรรม ๕ นี้ หาบริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือ
ด้วยทรัพย์ไม่. เพราะเหตุนั้นแหละ คน
ผู้ฉลาด เมื่อเห็นประโยชน์ของตน ควร
เลือกเฟ้นธรรมโดยอุบายอันแยบคาย
เพราะเมื่อเลือกเฟ้นเช่นนี้ ย่อมหมดจดได้
ในธรรมเหล่านั้น.
พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น (เป็นผู้
ประเสริฐ) ด้วยปัญญา ศีล และความสงบ
ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่าน
พระสารีบุตรนั้นเป็นเยี่ยม.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 258
อรรถกถาเชตวนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเชตวนสูตรที่ ๘ ต่อไป:-
ในบทว่า อิท หิ ต เชตวน ความว่า อนาถบิณฑิกเทวบุตร
มากล่าวอย่างนี้ เพื่อชมเชยพระเชตวันและพระอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า อิสิสฆนิเสวิต ได้แก่ อันหมู่แห่งภิกษุอยู่อาศัยแล้ว
อนาถบิณฑิกเทวบุตรนั้น ครั้นกล่าวชมเชยพระเชตวันด้วยคาถาที่หนึ่งอย่างนี้
แล้ว บัดนี้ เมื่อจะกล่าวถึงอริยมรรค จึงกล่าวคำว่า กมฺม วิชฺชา เป็นต้น
แปลความว่า
กรรม ๑ วิชชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑
ชีวิตอันอุดม ๑ สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์
ด้วยคุณธรรม ๕ นี้ หาได้บริสุทธิ์ด้วยโคตร
หรือด้วยทรัพย์ไม่.
เหตุนั้นแหละ คนผู้ฉลาดเมื่อเห็น
ประโยชน์ของตนควรเลือกเฟ้นธรรมโดย
อุบายอันแยบคาย เลือกเฟ้นเช่นนี้ ย่อม
หมดจดในธรรมเหล่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺม ได้แก่ มรรคเจตนา. บทว่า
วิชฺชา ได้แก่ มรรคปัญญา. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ธรรมทั้งหลายอันเป็น
ฝ่ายสมาธิ. บทว่า สีล ชีวิตมุตฺตม อธิบายว่า เทวดานั้นย่อมแสดงชีวิต
อันสูงสุดของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า วิชฺชา ได้แก่
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 259
สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ
และสัมมาสมาธิ. บทว่า สีล ได้แก่ สัมมาวาจา และสัมมากัมมันตะ. บทว่า
ชีวิตมุตฺตม ได้แก่ ชีวิตของผู้ตั้งอยู่ในศีลนี้เป็นชีวิตสูงสุด. บทว่า เอเตน
มจฺจา สุชฺฌนฺติ ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์แปดนี้.
บทว่า ตสฺมา ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยมรรค เหตุใด
เพราะเหตุนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่บริสุทธิ์ได้ด้วยโคตร และด้วยทรัพย์.
บทว่า โยนิโส วิจิเน ธมฺม อธิบายว่า พึงวินิจฉัยธรรมอันเป็นฝ่ายสมาธิโดย
อุบาย. บทว่า เอว ตตฺถ วิสุชฺฌติ ได้แก่ เลือกธรรมนั้นอย่างนี้
ย่อมหมดจดได้ด้วยอริยมรรค. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โยนิโส วิจิเน ธมฺม
ได้แก่ พึงวินิจฉัยธรรม ๕ กองโดยอุบาย. บทว่า เอว ตตฺถ วิสุชฺฌติ
ได้แก่ ย่อมบริสุทธิ์ในสัจจะ ๔ เหล่านั้นได้อย่างไร.
บัดนี้ อนาถบิณฑิกเทวบุตรนั้น เมื่อจะกล่าวชมเชยพระสารีบุตรเถระ
จึงกล่าวคำว่า สาริปุตฺโตว เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาริปุตฺโตว
นี้เป็นคำกล่าวถึงตำแหน่ง อธิบายว่า อนาถบิณฑิกเทวบุตรนั้นย่อมกล่าวว่า
พระสารีบุตรเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยธรรมเหล่านี้มีปัญญาเป็นต้น. บทว่า
อุปสเมน ได้แก่ ความสงบจากกิเลส. บทว่า ปารคโต แปลว่า ผู้ถึง
พระนิพพาน. อธิบายว่า เทวดานั้นย่อมกล่าวว่า ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งบรรลุ
พระนิพพาน ภิกษุนั้นเป็นเยี่ยม คือว่า ชื่อว่า เยี่ยมกว่าพระสารีบุตรเถระย่อม
ไม่มี ดังนี้. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเชตวนสูตรที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 260
๙. มัจฉริสูตร
ว่าด้วยวิบากของคนตระหนี่
[๑๔๘] เทวดาทูลถามว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่
เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขา ทำการกีดขวาง
คนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่. วิบากของคนพวกนั้น
จะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพของเขา
จะเป็นเช่นไร. ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนข้าพระองค์จึงจะ
รู้ความข้อนั้น.
[๑๔๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่
เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขา ทำการกีดขวาง
คนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่. คนเหล่านั้นย่อมเข้า
ถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก
ถ้าหากถึงความเป็นมนุษย์ ก็เกิดในสกุล
คนยากจน ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร ความ
ร่าเริงและความสนุกสนานได้โดยยาก.
คนพาลเหล่านั้นต้องประสงค์สิ่งใดแต่ผู้อื่น
เขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้น สมความปรารถนา
นั่นเป็นผลในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็น
ทุคติอีกด้วย.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 261
[๑๕๐] เทวดาทูลถามว่า
ก็ข้อนี้ข้าพระองค์เข้าใจชัดอย่างนี้
(แต่) จะทูลถามข้ออื่นกะพระโคดม ชน
เหล่าใดในโลกมิได้ความเป็นมนุษย์แล้วรู้
ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใส
ในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์
เป็นผู้มีความเคารพแรงกล้า วิบากของ
ชนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพ
ของเขาจะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์มาเพื่อ
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนข้าพระ-
องค์จึงจะรู้ความข้อนั้น.
[๑๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใดในโลกนี้ได้ความเป็น
มนุษย์แล้ว รู้ถ้อยคำ ปราศจากความ
ตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระ-
ธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพ
แรงกล้า ชนเหล่านี้ย่อมปรากฏในสวรรค์
อันเป็นที่อุบัติ หากถึงความเป็นมนุษย์
ย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง ได้ผ้าอาหารความ
ร่าเริงและความสนุกสนานโดยไม่ยาก พึง
มีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหา
สะสมไว้ บันเทิงใจอยู่ นั่นเป็นวิบากใน
ภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 262
อรรถกถามัจฉริสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมัจฉริสูตรที่ ๙ ต่อไป :-
บทว่า มจฺฉริโน แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความตระหนี่. จริงอยู่
คนบางคนไม่ยอมเหยียดมือออกไหว้แม้ภิกษุทั้งหลายในที่เป็นที่อยู่ของตน คือว่า
อุบาสกคนหนึ่งไปในที่อื่นเข้าไปสู่วิหารไหว้โดยเคารพแล้ว ทำการทักทาย
ปราศรัย กับภิกษุด้วยถ้อยคำอันไพเราะว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลาย
ย่อมไม่มาสู่ที่เป็นที่อยู่ของพวกกระผม ที่นั้น เป็นประเทศอันสมบูรณ์ พวก
กระผมสามารถเพื่อทำการบำรุงพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายด้วยาคูและภัตเป็นต้น.
ภิกษุคิคว่าอุบาสกนี้มีศรัทธาจะสงเคราะห์พวกเราด้วยข้าวยาคูเป็นต้น . ลำดับนั้น
พระเถระรูปหนึ่งเข้าไปบ้านนั้น เพื่อเที่ยวไปบิณฑบาต. ฝ่ายอุบาสกนั้นเห็น
พระเถระนั้นแล้ว ย่อมเลี่ยงไปทางอื่น หรือเข้าไปสู่เรือน คิดว่า ถ้าพระเถระ
มาประจัญหน้า เราก็ต้องยกมือไหว้ แล้วก็ต้องถวายภิกษาแก่พระผู้เป็นเจ้า
อย่ากระนั้นเลย เราจะไปด้วยการงานอะไรสักอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้วหลบหลีกไป
พระเถระเที่ยวไปสู่บ้านทั้งสิ้น เป็นผู้มีบาตรเปล่าเทียวออกมาแล้ว. ข้อนี้
ชื่อว่า ความตระหนี่อย่างอ่อน (มุทุมัจฉริยะ).
บุคคลแม้มิใช่ทายก ย่อมทำราวกะว่าเป็นทายก คือเป็นผู้ประกอบ
ด้วยเหตุอันใดนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาบุคคลผู้มีความตระหนี่จัด (ถัทธ-
มัจฉริยะ) คือว่า อุบาสกนั้นประกอบด้วยมัจฉริยะอันใด เมื่อมีผู้กล่าวว่า
ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเพื่อบิณฑบาต พระเถระทั้งหลายยืนอยู่แล้ว ดังนี้
ก็จะพูดว่า เท้าของเราเจ็บมิใช่หรือ จะเป็นผู้กระด้างยืนอยู่ ดุจเสาหิน หรือ
ดุจตอไม้ ย่อมไม่กระทำแม้สามีจิกรรม.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 263
บทว่า กทริยา ความเหนียวแน่น นี้เป็นไวพจน์ของความตระหนี่
นั่นแหละ เพราะว่า ความตระหนี่อย่างอ่อน ท่านเรียกว่า มัจฉริยะ ส่วนความ
ตระหนี่จัด ท่านเรียกว่า กัทริยะ. คำว่า ปริภาสกา ดีแต่ว่าเขา คือว่า
เห็นภิกษุทั้งหลาย ยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ก็จะคุกคามด้วยคำว่า พวกท่านไถนา
มาหรือ หรือหว่านข้าวมา จึงมาเร็วนัก แม้พวกเราก็ยังไม่ได้เพื่อตน จักได้
อาหารเพื่อท่านแต่ที่ไหน ดังนี้เป็นต้น. คำว่า อนฺตรายกรา แปลว่า
ทำการกีดขวาง คือ เป็นผู้ทำอันตรายทั้งหลายของชนเหล่านี้คือ ทำอันตราย
สวรรค์ของทายก ทำอันตรายลาภของปฏิคาหก และทำลายตัวเอง. คำว่า
สมฺปราโย ได้แก่ ปรโลก.
คำว่า รติ ได้แก่ ความร่าเริงในกามคุณ ๕.
คำว่า ขิฑฺฑา ได้แก่ ความสนุกสนาน ๓ อย่าง มีความสนุก-
สนานทางกายเป็นต้น.
คำว่า ทิฏฺเ ธมฺเม ส วิปาโก ได้แก่ นั่นเป็นวิบากในภพ
ปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ ๆ คนเกิดแล้ว ๆ.
คำว่า สมฺปราโย จ ทุคฺคติ ได้แก่ บุคคลเหล่านั้น ย่อม
เข้าถึงยมโลก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภพหน้าก็เป็นทุคติ.
คำว่า วทญฺญู รู้ถ้อยคำ ความว่า ภิกษุทั้งหลายยืนอยู่ที่ประตูบ้าน
ถึงจะเป็นผู้นิ่งแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ชื่อว่า ย่อมกล่าวว่า ขอพวกท่านจง
ให้ภิกษาเพื่อประโยชน์ ดังนี้ คือว่า ชนเหล่าใด ย่อมแบ่งไทยธรรม
โดยกล่าวว่า พวกเราจะหุงภัต ชนพวกนี้ย่อมไม่หุง เมื่อเราไม่หุงอยู่ พวกภิกษุ
จักได้ภัตแต่ที่ไหน ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น จึงชื่อว่า วทัญญู
แปลว่า รู้ถ้อยคำ.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 264
คำว่า ปกาเสนฺติ ย่อมปรากฏ คือว่า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีแห่ง
วิมาน. คำว่า ปรสมฺภเตสุ แปลว่า โภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้ ได้แก่
ที่ผู้อื่นรวบรวมไว้. คำว่า ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ ความว่า สัมปรายภพที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ว่า เอเต มคฺคา ดังนี้ ชื่อว่า สุคติ.
อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เมื่อชนเหล่านั้นแม้ทั้งสองพวกเคลื่อนแล้วจากที่นั้น
ภพหน้าอีก ย่อมเป็นทุคติ และสุคติ ดังนี้แล.
จบอรรถกถามัจฉริสูตรที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 265
๑๐. ฆฏิกรสูตร
ว่าด้วยภิกษุ ๗ รูป ตัดเครื่องผูก
[๑๕๒] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
ภิกษุ ๗ รูปผู้เข้าถึงพรหมโลกชื่อว่า
อวิหา เป็นผู้หลุดพ้นแล้วมีราคะ โทสะ
สิ้นแล้ว ข้ามเครื่องเกาะเกี่ยวในโลกได้
แล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ก็ภิกษุเหล่านั้นคือผู้ใดบ้าง ผู้ข้าม
เครื่องข้องเป็นบ่วงของมารที่ข้ามได้แสน-
ยาก ละกายของมนุษย์แล้วก้าวล่วงซึ่ง
ทิพยโยคะ.
ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
คือท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑
ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น ๓ ท่าน ท่าน
ภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพหุทันตี
๑ ท่านสิงคิยะ ๑ (รวมเป็น ๗ ท่าน)
ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์
ก้าวล่วงทิพยโยคะได้แล้ว.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 266
[๑๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ท่านเป็นผู้มีความฉลาด กล่าว
สรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้
แล้ว ภิกษุเหล่านั้นตรัสรู้ธรรมของใครเล่า
จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้.
[๑๕๔] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
ท่านเหล่านั้น ตรัสรู้ธรรมของผู้ใด
จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ผู้นั้นไม่มีอื่น
ไปจากพระผู้มีพระภาคเจ้า และธรรมนั้น
ไม่มีอื่นไปจากคำสั่งสอนของพระองค์.
นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด
ท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมนั้นในพระศาสนา
นี้ จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้.
[๑๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ท่านกล่าววาจาลึกรู้ได้ยาก เข้าใจ
ให้ดีได้ยาก ท่านรู้ธรรมของใคร จึงกล่าว
วาจาเช่นนี้ได้.
[๑๕๖] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นช่างหม้อ
ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบทเป็นผู้เลี้ยง
มารดาและบิดา ได้เป็นอุบาสกของพระ-
กัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม
เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวด้วย
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 267
อามิส ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์
ทั้งได้เคยเป็นสหายของพระองค์ในกาล
ปางก่อน ข้าพระองค์รู้จักภิกษุ ๗ รูป
เหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว มีราคะและโทสะ
สิ้นแล้ว ผู้ข้ามเครื่องข้องในโลกได้แล้ว.
[๑๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
แนะนายช่างหม้อ ท่านกล่าวเรื่อง
อย่างใด เรื่องนั้นได้เป็นจริงแล้วอย่างนั้น
ในกาลนั้น เมื่อก่อนท่านเคยเป็นช่างหม้อ
ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยง
มารดาและบิดา เป็นอุบาสกของพระ-
กัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม
เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวด้วย
อามิส ได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกันกับเรา
ทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อน.
พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า
สหายเก่าทั้งสอง ผู้มีตนอันอบรม
แล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด ได้มา
พบกันด้วยอาการอย่างนี้.
จบฆฏิกรสูตร
จบ อาทิตตวรรค ที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 268
อรรถกถาฆฏิกรสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในฆฏิกรสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า ผู้เข้าถึง ได้แก่ เข้าถึงแล้วด้วยอำนาจแห่งความเกิดขึ้น.
บทว่า เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ได้แก่ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ด้วยความหลุดพ้น
แห่งพระอรหัตผลในระหว่างแห่งเวลาใกล้ชิดกับความอุบัติขึ้นในอวิหาพรหม
โลก.
ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้ว่า มานุส
เทห แปลว่ากายของมนุษย์. ตรัสสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องบน ๕ อย่าง ด้วย
บทว่า ทิพฺพโยค แปลว่า ทิพยโยคะ นี้. บทว่า อุปจฺจคุ แปลว่า ก้าว
ล่วงแล้ว. บทว่า ท่านอุปกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพระเถระเหล่านั้น. บทว่า
ความฉลาด ในคำว่า ท่านเป็นผู้มีความฉลาด กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่า
นั้น นี้มีอยู่แก่บุคคลนี้ใด เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่า มีความฉลาด
อธิบายว่า ท่านเป็นผู้มีความฉลาด มีวาจาไม่มีโทษกล่าวชมเชยสรรเสริญ
พระเถระเหล่านั้น คือว่า ตรัสว่า ดูก่อนเทวบุตร ท่านเป็นผู้ฉลาด. บทว่า
ต เต ธมฺม อิธญฺาย ความว่า พระเถระเหล่านั้นรู้ธรรมนั้นในพระศาสนา
ของพระองค์นี้. บทว่า คมฺภีร ได้แก่ มีอรรถอันลึก. บทว่า ผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์ไม่เกี่ยวด้วยอามิส ความว่า ชื่อว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่
เกี่ยวด้วยอามิส คือ พระอนาคามี. อธิบายว่า ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้ว.
บทว่า อหุวา แปลว่า ได้เคยเป็นแล้ว. บทว่า สคาเมยฺโย แปลว่า ได้เคย
เป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์. ปริโยสานคาถา พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว.
จบอรรถกถาฆฏิกรสูตรที่ ๑๐
จบอาฑิตตวรรคที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 269
สูตรที่กล่าวในอาทิตตวรรคนั้น คือ
๑. อาทิตตสูตร ๒. กินททสูตร ๓. อันนสูตร ๔. เอกมูลสูตร
๕. อโนมิยสูตร ๖. อัจฉราสูตร ๗. วนโรปสูตร ๘. เชตวนสูตร
๙. มัจฉริสูตร ๑๐. ฆฏิกรสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 270
ชราวรรคที่ ๖
๑. ชราสูตร
[๑๕๘] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอ ยังประโยชน์ให้สำเร็จจน
กระทั่งชรา อะไรหนอ ตั้งมั่นแล้วยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอ เป็นรัตนะ
ของคนทั้งหลาย อะไรหนอ โจรลักไปไม่
ได้.
[๑๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จจนกระทั่ง
ชรา ศรัทธาตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้
สำเร็จ ปัญญาเป็นรัตนะของคนทั้งหลาย
บุญอันโจรลักไปไม่ได้.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 271
อรรถกถาชราสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๑ แห่งชราวรรคที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า สาธุ ความว่า ย่อมให้บรรลุประโยชน์อันดี. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ย่อมทรงแสดงคำว่า สาธุ นี้ ด้วยบทว่า สีล ยาว ชรา นี้ ก็
เครื่องประดับ ทั้งหลายมีแก้วมุกดาแก้วมณีและผ้าเป็นต้น ย่อมงามแก่บุคคลใน
เวลาที่ยังเป็นหนุ่มสาวเท่านั้น เมื่อบุคคลทรงเครื่องประดับเหล่านั้นในเวลาที่
ตนเป็นผู้แก่คร่ำคร่าแล้วเพราะชรา ก็จะประสบถ้อยคำอันบุคคลพึงกล่าวว่า
บุคคลนี้ย่อมปรารถนาจะเป็นเด็กแม้ในวันนี้ เห็นจะเป็นบ้า ดังนี้ ส่วนศีลหา
เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะว่า ศีลย่อมงามตลอดกาลเป็นนิตย์ ชนทั้งหลายย่อม
รักษาศีลในวัยเด็กก็ดี ในวัยกลางคนก็ดี ในวัยแก่ก็ดี ย่อมไม่มีผู้ที่จะกล่าวว่า
มีประโยชน์อะไรด้วยศีลของบุคคลนี้ ดังนี้. บทว่า ศรัทธาตั้งมั่นแล้วยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ อธิบายว่า ชื่อว่า ศรัทธาตั้งมั่นอันมาแล้วด้วยมรรค
ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ เหมือนศรัทธาของชนทั้งหลายมีหัตถกะอุบาสก
ชาวอาฬวกะและจิตตคหบดี เป็นต้น. ในคำว่า ปัญญาเป็นรัตนะของคน
ทั้งหลาย นี้บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น รัตนะ เพราะชนทั้งหลายทำความยำเกรง.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าว่ารัตนะ คือบุคคลผู้อันบุคคล
พึงทำความยำเกรงไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบุรุษเพียงดังสีหะ ก็เป็นผู้อัน
บุคคลพึงทำความยำเกรงมิใช่หรือ แม้ชนทั้งหลายผู้ควรยำเกรงในโลกมีอยู่ ชน
เหล่านั้น ควรทำความยำเกรงในพระผู้มีพระภาคเจ้า ผิว่า รัตนะ คือบุคคล
ผู้ประกอบความยินดีไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบุรุษเพียงดังสีหะ ก็เป็นผู้
อันบุคคลพึงทำความยินดีมิใช่หรือ เพราะเมื่อพระพฤติตามคำของพระองค์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 272
ย่อมอภิรมย์ด้วยความสุข อันเกิดแต่ความพอใจในฌาน และความสุขอันเกิด
แต่ความยินดี ผิว่า รัตนะ คือ เป็นผู้ไม่มีใครเสมอไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นบุรุษเพียงสีหะ ก็ไม่มีบุคคลเสมอ (มีคุณอันบุคคลชั่งไม่ได้) มิใช่หรือ
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระบารมีอันเป็นความดียิ่งกว่าความดีทั้งหลาย
ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะเสมอ (ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อชั่งได้) ผิว่า รัตนะ คือ เป็น
บุคคลหาได้โดยยาก พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบุรุษเพียงดังสีหะ ก็เป็นบุคคลที่
หาได้โดยยาก มิใช่หรือ ผิว่า รัตนะ คือเครื่องใช้สอยของสัตว์อันไม่ทราม
พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เป็นผู้ไม่ทรามด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณ-
ทัสสนะ มิใช่หรือ. แต่ในที่นี้ ตรัสว่า ปัญญาเป็นรัตนะ เพราะอรรถว่า
เป็นความปรากฏแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอันบุคคลหาได้โดยยาก.
บทว่า บุญ ได้แก่ บุญเจตนา (เจตนาอันเป็นบุญ) เพราะว่า
เจตนานั้นถึงความเป็นภาวะมิใช่รูป อันใคร ๆ ไม่อาจเพื่อนำไปได้ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาชรสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 273
๒. อชรสาสูตร
[๑๖๐] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอ เพราะไม่ชำรุดจึงยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอ ดำรงมั่น
แล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอ
เป็นรัตนะของชนทั้งหลาย อะไรหนอ
บุคคลพึงนำให้พ้นจากพวกโจรได้.
[๑๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศีล เพราะไม่ชำรุดจึงยังประโยชน์
ให้สำเร็จ ศรัทธา ดำรงมั่นแล้ว ยัง
ประโยชน์ให้สำเร็จ ปัญญา เป็นรัตนะของ
คนทั้งหลาย บุญ อันบุคคลพึงนำไปให้
พ้นจากพวกโจรได้.
อรรถกถาอชราสาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอชรสาสูตรที่ ๒ ต่อไป :-
บทว่า อชรสา แปลว่า เพราะไม่ชำรุด คือไม่วิบัติ. เพราะว่าศีล
อันไม่วิบัตินั่นแหละ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ. ชนทั้งหลายแม้จะเป็นอาจารย์
และอุปัชฌาย์เป็นต้น ย่อมไม่สงเคราะห์บุคคลผู้มีศีลวิบัติแล้ว ดังนั้น บุคคล
พึงฝึกตนในที่ ๆ ตนไปแล้ว ๆ นั่นแหละ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาอชราสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 274
๓. มิตตสูตร
[๑๖๒] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นมิตรของคนเดินทาง
อะไรหนอเป็นมิตรในเรือนของตน อะไร
เป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้น อะไรเป็น
มิตรติดตามไปถึงภพหน้า.
[๑๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
พวกเกวียน พวกโคต่างเป็นมิตร
ของคนเดินทาง มารดาเป็นมิตรในเรือน
ของตน สหายเป็นมิตรของคนผู้มีธุระเกิด
ขึ้นเนืองๆ บุญที่ตนทำเองเป็นมิตรติดตาม
ไปถึงภพหน้า.
อรรถกถามิตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมิตตสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บทว่า สตฺโถ ได้แก่ คนเดินทางร่วมกัน หรือเดินทางด้วยลำแข้ง
หรือว่าคนเดินทางด้วยเกวียน. บทว่า มิตฺต ได้แก่ เมื่อโรคเกิดขึ้นแล้ว
บุคคลชื่อว่า เป็นมิตร เพราะนำไปด้วยวอ หรือว่าด้วยยานอื่นให้ถึงที่ด้วย
ความปลอดภัย. บทว่า ในเรือนของตน ความว่า เมื่อโรคเห็นปานนั้น
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 275
เกิดขึ้นแล้วในบ้านของตน ชนทั้งหลายมีบุตรและภรรยาเป็นต้น ย่อมรังเกียจ
แต่มารดา ย่อมสำคัญแม้ซึ่งของไม่สะอาดของบุตร ราวกะว่าท่อนจันทน์
เพราะฉะนั้น มารดานั้น จึงชื่อว่า เป็นทั้งมิตรทั้งสหายในเรือนของตน. บทว่า
อตฺถชาตสฺส แปลว่า ของบุคคลผู้มีธุระเกิดขึ้น อธิบายว่า บุคคลใด ย่อม
นำกิจนั้นไป ทำให้สำเร็จ บุคคลนั้นชื่อว่า สหาย ชื่อว่า มิตร เพราะความ
เป็นคือให้กิจทั้งหลายสำเร็จร่วมกัน. แต่ว่า ชนทั้งหลายผู้เป็นสหายในการดื่ม
น้ำเมา มีสุราเป็นต้น ไม่ชื่อว่า เป็นมิตร. บทว่า สมฺปรายิก ได้แก่ เป็น
ประโยชน์เกื้อกูลในภพหน้า.
จบอรรถกถามิตตสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 276
๔. วัตถุสูตร
[๑๖๔] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้ง-
หลาย อะไรหนอเป็นสหายอย่างยิ่งในโลกนี้
เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัย
อะไรหนอเลี้ยงชีพ.
[๑๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
บุตรเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย
ภรรยาเป็นสหายอย่างยิ่ง เหล่าสัตว์มีชีวิต
ที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีพอยู่.
อรรถกถาวัตถุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวัตถุสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
บทว่า ปุตฺตา วตฺถู อธิบายว่า บุตรทั้งหลาย ชื่อว่า เป็นที่ตั้ง
เพราะอรรถว่าปฏิบัติในเวลาที่มารดาบิดาเป็นคนแก่. บทว่า ปรมา ความว่า
ภรรยา ชื่อว่า เป็นเพื่อนอย่างยิ่ง เพราะความที่ความลับแม้ตนไม่บอกบุคคล
อื่น ก็ต้องบอกแก่ภรรยา ดังนี้แล.
จบอรรถกถาวัตถุสูตรที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 277
๕. ปฐมชนสูตร
[๑๖๖] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอ
ของเขาย่อมวิ่งพล่าน อะไรหนอเวียนว่าย
ไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นภัยใหญ่
ของเขา.
[๑๖๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อม
วิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร ทุกข์
เป็นภัยใหญ่ของเขา.
อรรถกถาปฐมชนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมชนสูตรที่ ๕ เป็นต้น :-
บทว่า วิธาวติ ได้แก่ ย่อมวิ่งไปทางนี้และทางนี้ ด้วยอำนาจแห่ง
การไปในที่ต่าง ๆ มีสมุทรเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขา ได้แก่ จากวัฏทุกข์.
บทว่า ปรายน ได้แก่ ความเกิดขึ้นแห่งวิบาก เป็นที่พึ่ง.
จบอรรถกถาปฐมชนสูตรที่ ๕ เป็นต้น
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 278
๖. ทุติยชนสูตร
[๑๖๘] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอ
ของเขาย่อมวิ่งพล่าน อะไรหนอเวียนว่าย
ไปยังสงสาร สัตว์ย่อมไม่หลุดพ้นจาก
อะไร.
[๑๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อม
วิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร สัตว์
ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์.
๗. ตติยชนสูตร
[๑๗๐] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอ
ของเขาย่อมวิ่งพล่าน อะไรหนอเวียนว่าย
ไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นที่พำนักของ
สัตว์นั้น.
[๑๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อม
วิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร กรรม
เป็นที่พำนักของสัตว์นั้น.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 279
๘. อุปปถสูตร
[๑๗๒] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด
อะไรหนอสิ้นไปตามคืนและวัน อะไรหนอ
เป็นมลทินของพรหมจรรย์ อะไรหนอ
มิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง.
[๑๗๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ราคะบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด
วัยสิ้นไปตามคืนและวัน หญิงเป็นมลทิน
ของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมติดอยู่ใน
หญิงนี้ ตบะและพรหมจรรย์นั้น มิใช่น้ำ
แต่เป็นเครื่องชำระล้าง.
อรรถกถาอุปปถสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุปปถสูตรที่ ๘ ต่อไป :-
บทว่า ราโค อุปฺปโถ ความว่า ราคะนั้นมิใช่ทางของผู้ไปสู่สุคติ
และพระนิพพาน. บทว่า รตฺติทิวกฺขโย ได้แก่ ย่อมสิ้นไปทั้งกลางคืนและ
กลางวัน. บทว่า อิตฺถี อธิบายว่า มลทินภายนอกที่เหลือ (นอกจากมลทิน
ของพรหมจรรย์) บุคคลอาจเพื่อชำระล้างให้สะอาดได้โดยการตกแต่งแก้ไขให้
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 280
ปราศจากไปเป็นต้น ส่วนผู้ที่ถูกต้องมลทิน คือ มาตุคาม ไม่อาจเพื่อให้
บริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หญิงเป็นมลทิน
ดังนี้. บทว่า เอตฺถ แปลว่า หมู่สัตว์ย่อมติดอยู่ในหญิงนี้. บทว่า ตโป
ความว่า เป็นชื่อของอินทรีย์สังวร ธุดงคคุณ และทุกกรกิริยา แต่ในที่นี้
ยกเว้นทุกกรกิริยาเสีย จึงสมควรเป็นปฏิปทาที่เผากิเลสแม้ทั้งหมด. บทว่า
พฺรหฺมจริย ได้แก่ เมถุนวิรัติ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาอุปปถสูตรที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 281
๙. ทุติยสูตร
[๑๗๔] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นเพื่อนของคน อะไร
หนอย่อมปกครองคนนั้น และสัตว์ยินดี
ในอะไรจึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.
[๑๗๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศรัทธาเป็นเพื่อนของคน ปัญญา
ย่อมปกครองคนนั้น สัตว์ยินดีในพระ-
นิพพานจึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.
อรรถกถาทุติยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยสูตรที่ ๙ ต่อไป :-
บทว่า กิสฺส จาภิรโต แปลว่า ยินดีในอะไร. บทว่า ทุติยา
แปลว่า เป็นเพื่อนของผู้ไปสู่สวรรค์และพระนิพพาน. บทว่า ปญฺา เจน
ปสาสติ อธิบายว่า ปัญญา ย่อมแนะนำว่า เจ้าจงกระทำสิ่งนี้ อย่ากระทำ
สิ่งนี้กะคนนั้น ดังนี้.
จบอรรถกถาทุติยสูตรที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 282
๑๐. กวิสูตร
[๑๗๖] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นต้นเหตุของคาถา
อะไรหนอเป็นเครื่องปรากฏ (พยัญชนะ)
ของคาถาเหล่านั้น คาถาอาศัยอะไรหนอ
อะไรหนอเป็นที่อาศัยของคาถา.
[๑๗๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ฉันท์เป็นต้นเหตุของคาถา อักขระ
เป็นเครื่องปรากฏ (พยัญชนะ) ของคาถา
คาถาอาศัยแล้วซึ่งชื่อ กวีเป็นที่อาศัยของ
คาถา.
อรรถกถากวิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกวิสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า ฉนฺโท นิทาน ความว่า ฉันท์อันมีคายติฉันท์ (ขับร้อง)
เป็นอาทิ เป็นต้นเหตุของคาถาทั้งหลาย อธิบายว่า กวีเมื่อเริ่มคาถา อันตั้ง
ขึ้นในเบื้องต้น ก็ย่อมเริ่มว่า ขอคาถาจงมีอยู่โดยฉันท์อันเราทำแล้วดังนี้.
บทว่า วิยญูชน ได้แก่ การให้เกิดขึ้น. เพราะว่าอักขระย่อมยังบทให้เกิด
บทก็ย่อมยังคาถาให้เกิด. คาถาย่อมส่องถึงเนื้อความ. บทว่า นามสนฺนิสฺสิตา
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 283
ได้แก่ อาศัยการตั้งชื่อเช่นมีคำว่า สมุทรเป็นต้น อธิบายว่า คาถาเมื่อเริ่มก็
ต้องอาศัยนาม (ชื่อ) อย่างใดอย่างหนึ่ง มีสมุทร แผ่นดินเป็นต้นนั่นแหละ
แล้วจึงเริ่ม. บทว่า อาสโย แปลว่า เป็นที่อาศัย อธิบายว่า เพราะคาถา
ทั้งหลายย่อมเป็นไปเพราะกวี ทั้งกวีนั้นก็เป็นที่อาศัยของคาถาทั้งหลาย ดังนี้.
จบอรรถกถากวิสูตรที่ ๑๐
และจบชราวรรคที่ ๖
รวมพระสูตรในชราวรรคที่ ๖
๑. ชราสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๒. อชรสาสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๓. มิตตสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๔. วัตถุสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๕. ปฐมชนสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๖. ทุติยชนสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๗. ตติยชนสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๘. อุปปถสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๙. ทุติยสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
๑๐. กวิสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 284
อันธวรรคที่ ๗
๑. นามสูตร
ว่าด้วยเทวตาปัญหา ๓ ข้อ
[๑๗๘] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอครอบงำสิ่งทั้งปวง สิ่ง
ทั้งปวงที่ยิ่งขึ้นไปกว่าสิ่งอะไร ย่อมไม่มี
สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามอำนาจของธรรมอัน
หนึ่ง คืออะไร.
[๑๗๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ชื่อย่อมครอบงำสิ่งทั้งปวง สิ่ง
ทั้งปวงที่ยิ่งขึ้นไปกว่าชื่อไม่มี สิ่งทั้งปวง
เป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือชื่อ.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 285
อรรถกถานามสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในนามสูตรที่ ๑ แห่งอันธวรรค ต่อไป :-
บทว่า นาม สพฺพ อนฺธภวิ แปลว่า นามย่อมครอบงำสิ่งทั้งปวง
คือ ย่อมเกิดขึ้น อธิบายว่า สัตว์หรือว่าสังขารที่พ้นจากนามอันเป็นกิตติศัพท์
ในภายนอกเกิดขึ้น ย่อมไม่มี. จริงอยู่ ชนทั้งหลายย่อมไม่รู้นามคือชื่ออันนี้
แห่งต้นไม่ใด หรือว่าแผ่นดินใด คำไม่มีชื่อนั่นแหละ ก็เป็นนาม (ชื่อ) ของ
สิ่งนั้นได้.
จบอรรถกถานามสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 286
๒. จิตตสูตร
[๑๘๐] เทวดาทูลถามว่า
โลกอันอะไรย่อมนำไป อันอะไร
หนอย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไป
ตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง คืออะไร.
[๑๘๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
โลกอันจิตย่อมนำไป อันจิตย่อม
เสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจ
ของธรรมอันหนึ่งคือ จิต.
อรรถกถาจิตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในจิตตสูตรที่ ๒ ต่อไป :-
บทว่า สพฺเพว จ สมนฺวตุ ความว่า ธรรมเหล่าใดย่อมไปสู่อำนาจ
ของจิต จิตนี้ย่อมครอบงำธรรมเหล่านั้นนั่นแหละทั้งสิ้น.
จบอรรถกถาจิตตสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 287
๓. ตัณหาสูตร
[๑๘๒] เทวดาทูลถามว่า
โลกอันอะไรหนอย่อมนำไป อัน
อะไรหนอย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมด
เป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือ
อะไร.
[๑๘๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
โลกอันตัณหาย่อมนำไป อันตัณหา
ย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตาม
อำนาจของธรรมอันหนึ่ง คือตัณหา.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 288
๔. สัญโญชนสูตร
[๑๘๔] เทวดาทูลถามว่า
โลกมีอะไรหนอเป็นเครื่องประกอบ
ไว้ อะไรหนอเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลก
นั้น เพราะละขาดซึ่งธรรมอะไรจึงเรียกว่า
นิพพาน.
[๑๘๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่อง
ประกอบไว้ วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของ
โลกนั้น เพราะละตัณหาเสียได้ขาด จึง
เรียกว่านิพพาน.
อรรถกถาสัญโญชนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสัญโญชนสูตรที่ ๔ ต่อไป :-
บทว่า กึสุ สโยชโน ความว่า อะไรเป็นสังโยชน์ อะไรเป็น
เครื่องผูกไว้. บทว่า วิจรณ ได้แก่ เท้าทั้งหลายเป็นเครื่องเที่ยวไป. บทว่า
วิจรณ นี้เป็นคำเอกพจน์ใช้ในอรรถแห่งพหูพจน์. บทว่า วิตกฺกสฺส วิจรณา
ได้แก่ วิตก เป็นเท้าของโลก.
จบอรรถกถาสัญโญชนสูตรที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 289
๕. พันธนสูตร
[๑๘๖] เทวดาทูลถามว่า
โลกมีอะไรหนอเป็นเครื่องผูกไว้
อะไรหนอเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น
เพราะละเสียได้ซึ่งอะไร จึงตัดเครื่องผูก
ได้หมด.
[๑๘๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องผูก
ไว้ วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น
เพราะละตัณหาเสียได้ขาด จึงตัดเครื่องผูก
ได้หมด.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 290
๖. อัพภาหตสูตร
[๑๘๘] เทวดาทูลถามว่า
โลกอันอะไรหนอกำจัดแล้ว อัน
อะไรหนอล้อมไว้แล้ว อันลูกศรคืออะไร
เสียบแล้ว อันอะไรเผาแล้วในกาลทุกเมื่อ.
[๑๘๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
โลกอันมฤตยูกำจัดแล้ว อันชราล้อม
ไว้แล้ว อันลูกศรคือตัณหาเสียบแล้ว อัน
ความอยากเผาให้ร้อนแล้วในกาลทุกเมื่อ.
อรรถกถาอัพภาหตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอัพภาหตสูตรที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า เกนสฺสุ อพฺภาหโต แก้เป็น เกน อพฺภาหโต แปลว่า
อะไร กำจัดแล้ว. สุ อักษรเป็นเพียงนิบาต.
บทว่า อิจฺฉาธูมายิโต แก้เป็น อิจฺฉาย อาทิตฺโต แปลว่า อัน
ความอยากเผาให้ร้อนแล้ว.
จบอรรถกถาอัพภาหตสูตรที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 291
๗. อุฑฑิตสูตร
[๑๙๐] เทวดาทูลถามว่า
โลกอันอะไรหนอดักไว้ อันอะไร
หนอล้อมไว้ โลกอันอะไรหนอปิดไว้ โลก
ตั้งอยู่แล้วในอะไร.
[๑๙๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
โลกอันตัณหาดักไว้ อันชราล้อมไว้
โลกอันมฤตยูปิดไว้ โลกตั้งอยู่แล้วในทุกข์.
อรรถกถาอุฑฑิตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุฑฑิตสูตรที่ ๗ ต่อไป:-
บทว่า ตณฺหาย อุฑฺฑิโต แก้เป็น ตณฺหาย อุลฺลงฺฆิโต แปล
ว่า อันตัณหาดักไว้ อธิบายว่า ก็เชือก คือ ตัณหาร้อยรัดมัดจักษุให้ติดกับ
หลักคือรูป ร้อยรัดโสตเป็นต้น กับเสียงเป็นต้น เพราะฉะนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โลกอันตัณหาดักไว้แล้ว ดังนี้. บทว่า มจฺจุนา ปิหิโต
แปลว่า อันมฤตยูปิดแล้ว อธิบายว่า กรรมกระทำอัตภาพให้ติดกันไปเป็นพืด
ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่รู้ความเกิดคิดต่อกัน ไปแห่งจิตดวงหนึ่งที่ไม่ห่างกัน
เพราะถูกเวทนาในเวลาใ่กล้ต่อความตายที่มีกำลังปิดบังไว้ (ท่วมทับแล้ว) ราว
กะถูกภูเขาปิดบังอยู่ ย่อมไม่รู้ความตายอันนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า โลกอันมฤตยูปิดบังไว้ ดังนี้.
จบอรรถกถาอุฑฑิตสูตรที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 292
๘. ปิหิตสูตร
[๑๙๒] เทวดาทูลถามว่า
โลกอันอะไรหนอปิดไว้ โลกตั้งอยู่
แล้วในอะไร โลกอันอะไรหนอดักไว้ อัน
อะไรหนอล้อมไว้.
[๑๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบว่า
โลกอันมฤตยูปิดไว้ โลกตั้งอยู่แล้ว
ในทุกข์ โลกอันตัณหาดักไว้ อันชราล้อม
ไว้.
ในปิหิตสูตรที่ ๘ ก็คือปัญหาที่ ๗ นั้นนั่นแหละ เทวดาทูลถามด้วย
สามารถแห่งปัญหาอันกำหนดเอาเนื้อความข้างล่างสลับกับเนื้อความข้างบน.
๙. อิจฉาสูตร
[๑๙๔] เทวดาทูลถามว่า
โลกอันอะไรผูกไว้ เพราะกำจัดอะไร
เสียจึงจะหลุดพ้น เพราะละอะไรได้ขาด
จึงตัดเครื่องผูกได้ทุกอย่าง.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 293
[๑๙๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
โลกอันความอยากผูกไว้ เพราะ
กำจัดความอยากเสียได้ จึงหลุดพ้น เพราะ
ละความอยากได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้
ทั้งหมด.
บททั้งปวงในอิจฉาสูตรที่ ๙ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 294
๑๐. โลกสูตร
[๑๙๖] เทวดาทูลถามว่า
เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลก
ย่อมชมเชยในอะไร โลกยึดถือซึ่งอะไร
โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอะไร.
[๑๙๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
เมื่ออายตนะ ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิด
ขึ้น โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะ ๖
โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแหละ โลกย่อม
เดือดร้อนเพราะอายตนะ ๖
จบโลกสูตร
จบ อันธวรรค ที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 295
อรรถกถาโลกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโลกสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
ในคำว่า กิสฺมึ โลโก สมุปฺปนฺโน นี้เทวดาทูลถามว่า เมื่ออะไร
เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น บทว่า ฉสุ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เมื่อ
อายตนะภายใน ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น. บทว่า ฉสุ กุพฺพติ ได้แก่ ย่อม
ทำความชมเชยในอายตนะ ๖ เหล่านั้นนั่นแหละ. บทว่า อุปาทาย อธิบายว่า
ก็โลกยึดถือ คือ อาศัยแล้ว เกี่ยวเนื่องแล้วซึ่งอายตนะเหล่านั้นนั่นแหละเป็น
ไป. บทว่า วิหญฺติ แปลว่า ย่อมเดือดร้อน คือย่อมบีบคั้น ในเพราะ
อายตนะ ๖ เหล่านั้นนั่นเอง อธิบายว่า ปัญหานี้มาด้วยสามารถแห่งอายตนะ
อันเป็นภายในด้วยประการฉะนี้ ส่วนการนำมาด้วยสามารถแห่งอายตนะทั้งภาย
ในและภายนอก ก็ย่อมสมควร. เพราะว่า เมื่ออายตนะภายใน ๖ เกิดขึ้นแล้ว
อายตนะภายนอกนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะภายนอก ๖ โลกยึดถืออายตนะภายใน ๖ โลก
ย่อมเดือดร้อน ในเพราะอายตนะภายนอก ๖ ดังนี้.
จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๑๐
จบอันธวรรคที่ ๗
สูตรที่กล่าวในอันธวรรคนั้น คือ
๑. นามสูตร ๒. จิตตสูตร ๓. ตัณหาสูตร ๔. สัญโญชนสูตร ๕.
พันธนสูตร ๖. อัพภาหตสูตร ๗. อุฑฑิตสูตร ๘. ปิหิตสูตร ๙. อิจฉาสูตร
๑๐. โลกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 296
ฆัตวาวรรคที่ ๘
๑. ฆัตวาสูตร
ว่าด้วยเทวตาปัญหา ๓ ข้อ
[๑๙๘] เทวดานั้น ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
ฆ่าอะไรหนอจึงอยู่เป็นสุข ฆ่า
อะไรหนอจึงไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม
พระองค์ชอบฆ่าอะไรซึ่งเป็นธรรมอันเดียว.
[๑๙๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุข
ฆ่าความโกรธเสียจึงไม่เศร้าโศก แน่ะ
เทวดา พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญ
การฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป็นพิษ มี
ยอดหวาน เพราะฆ่าความโกรธนั้นเสีย
แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 297
อรรถกถาฆัตวาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในฆัตวาสูตรที่ ๑ แห่งฆัตวาวรรคต่อไป :-
บทว่า ฆตฺวา แปลว่า ฆ่าแล้ว. บทว่า สุข เสติ เเปลว่า อยู่
เป็นสุข อธิบายว่า ชื่อว่า อยู่เป็นสุขเพราะไม่ต้องถูกแผดเผาด้วยความเร่าร้อน
คือ ความโกรธ. บทว่า น โสจติ แปลว่า ไม่เศร้าโศก อธิบายว่า ชื่อว่า
ไม่เศร้าโศก เพราะความที่โทมนัส คือความโกรธพินาศไปแล้ว. บทว่า
วิสมูลสฺส แปลว่า มีรากเป็นพิษ คือ มีวิบากเป็นทุกข์. บทว่า มธุรคฺคสฺส
แปลว่า มียอดหวาน อธิบายว่า เพราะค่าตอบบุคคลผู้ด่าแล้ว เพราะประหาร
ตอบบุคคลผู้ประหารแล้ว ความสบายย่อมเกิดขึ้น. ความโกรธนั้น ท่านกล่าว
ว่า มียอดหวาน หมายเอาความสุขนั้น. ในที่นี้ความสิ้นสุด ท่านกล่าวว่า ยอด
ดังนี้. บทว่า อริยา ได้แก่ พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
จบอรรถกถาฆัตวาสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 298
๒. รถสูตร
[๒๐๐] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นสง่าของรถ อะไร
หนอเป็นเครื่องปรากฏของไฟ อะไรหนอ
เป็นสง่าของแว่นแคว้น อะไรหนอเป็น
สง่าของสตรี.
[๒๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ธงเป็นสง่าของรถ ควันเป็นเครื่อง
ปรากฏของไฟ พระราชาเป็นสง่าของ
แว่นแคว้น ภัสดาเป็นสง่าของสตรี.
อรรถกถารถสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในรถสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :-
ธงชื่อว่า เป็นสง่า เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องปรากฏ (แห่งรถ
นั้น). บทว่า ธโช รถสฺส ความว่า ก็นักรบนั้นเห็นธงแต่ที่ไกล คือ
บนยอดแห่งสงครามใหญ่ ย่อมทราบว่ารถนี้ เป็นของพระราชาพระนามโน้น
เพราะฉะนั้น รถนั้นจึงปรากฏได้ (ด้วยธงนั้น) ด้วยคำนั้นแหละ พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธโช รถสฺส ปญฺาณ แปลว่า ธงเป็นความสง่า
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 299
ของรถ ดังนี้. แม้ไฟ ก็ย่อมปรากฏด้วยควันแต่ที่ไกลเหมือนกัน. แม้แว่นแคว้น
คือแคว้นโจฬะ แคว้นปัณฑุ ก็ย่อมสง่าปรากฏด้วยพระราชา. ส่วนหญิง แม้เป็น
พระธิดาของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ย่อมสง่าปรากฏด้วยภัสดาว่า ผู้นี้เป็นภรรยาของ
ผู้นี้ นั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธูโม ปญฺาณ-
มคฺคิโน เป็นอาทิ แปลว่า ควันเป็นเครื่องปรากฏของไฟ เป็นต้น ดังนี้.
จบอรรถกถารถสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 300
๓. วิตตสูตร
[๒๐๒] เทวดาทูลถามว่า
อะไรหนอเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
อย่างประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไรหนอ
ที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้
อะไรหนอเป็นรสดีกว่าบรรดารสทั้งหลาย
คนมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร นักปราชญ์
ทั้งหลายกล่าวว่า มีชีวิตประเสริฐ.
[๒๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่าง
ประเสริฐของคนในโลกนี้ ธรรมที่บุคคล
ประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ ความ
จริงเท่านั้นเป็นรสที่ดียิ่งกว่ารสทั้งหลาย
คนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญานักปราชญ์ทั้งหลาย
กล่าวว่า มีชีวิตประเสริฐ.
อรรถกถาวิตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิตตสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บทว่า สทฺธีธ วิตฺต แปลว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจใน
โลกนี้ อธิบายว่า คนมีศรัทธา ย่อมได้เครื่องปลื้มใจทั้งหลาย แม้มีแก้วมุกดา
เป็นต้น บุคคลถึงซึ่งกุลสัมปทา (คือการถึงพร้อมด้วยสกุล) ๓ กามสวรรค์ ๖