พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 151

สตุลลปกายิกวรรคที่  ๔

 

๑.  สัพภิสูตร

 

ว่าด้วยสัตบุรุษ

 

[๗๘]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อาราม

ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี  ครั้งนั้นแล   เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว

พวกเทวดาสตุลลปกายิกา   มากด้วยกัน   มีวรรณะงาม   ยังพระวิหารเชตวันให้

สว่างทั่ว       เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า       ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มี

พระภาคเจ้า   แล้วจึงยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๗๙]   เทวดาองค์หนึ่ง    ครั้นยืนอยู่   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ

ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ   บุคคล

ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว  มีแต่

คุณอันประเสริฐ  ไม่มีโทษอันลามกเลย.

[๘๐]   ลำดับนั้น     เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าว่า

บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ

ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ   บุคคล

ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว  ย่อม


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 152

ได้ปัญญา   หาได้ปัญญาแต่คนอันธพาล

อื่นไม่.

[๘๑]   ลำดับนั้นแล      เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี

พระภาคเจ้าว่า

บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ

ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ   บุคคล

ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว  ย่อม

ไม่เศร้าโศก   ในท่ามกลางแห่งเรื่องเป็นที่

ตั้งแต่งความเศร้าโศก.

[๘๒]   ลำดับนั้นแล      เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี

พระภาคเจ้าว่า

บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ

ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ   บุคคล

ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว  ย่อม

ไพโรจน์ในท่ามกลางแห่งญาติ.

[๘๓]   ลำดับนั้นแล      เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี

พระภาคเจ้าว่า

บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ

ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ  สัตว์

ทั้งหลายทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษ

แล้ว  ย่อมไปสู่สุคติ.

[๘๔]   ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี

พระภาคเจ้าว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 153

บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ

ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ    สัตว์

ทั้งหลายทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษ

แล้ว  ย่อมดำรงอยู่สบายเนือง ๆ.

ในลำดับนั้นแล  เทวดาอื่นอีกได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต.

[๘๕]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกว่า    คำของพวกท่านทั้งหมดเป็น

สุภาษิตโดยปริยาย   ก็แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง

บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ

ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ  บุคคล

ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว  ย่อม

พ้นจากทุกข์ทั้งปวง.

 

อรรถกถาสัพภิสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสัพภิสูตรที่  ๑ แห่งสตุลลปกายิกวรรคที่  ๔  ต่อไป :-

บทว่า  สตุลฺลปกายิกา   มีวิเคราะห์ว่า    เทวดาทั้งหลาย    ที่ชื่อว่า

สตุลลปกายิกา        เพราะยกย่องด้วยอำนาจแห่งการสมาทานธรรมของสัตบุรุษ

แล้วบังเกิดขึ้นในสวรรค์.   ในข้อนั้น  มีเรื่องดังต่อไปนี้

 

เรื่องผู้เทิดทูนธรรมสัตบุรุษ

 

ได้ยินว่า    ชนจำนวนมากด้วยกันได้ทำการค้าทางทะเล    ใช้เรือแล่น

ไปสู่ทะเล.  เมื่อเรือแห่งชนเหล่านั้นไปอยู่โดยเร็วปานลูกธนูอันบุคคลซัดไปแล้ว

ในวันที่  ๗  จึงเกิดเหตุร้ายใหญ่ในท่ามกลางทะเล  คือ  คลื่นใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 154

ก็ยังเรือให้เต็มไปด้วยน้ำ.     เมื่อเรือกำลังจะจมลง     มหาชนจึงนึกถึงชื่อเทวดา

ของตน ๆ แล้วกระทำกิจมีการอ้อนวอนเป็นต้น   คร่ำครวญแล้ว.

ในท่ามกลางแห่งชนเหล่านั้น   บุรุษคนหนึ่งนึกว่า   เราต้องประสบภัย

ร้ายเห็นปานนี้แน่   จึงนึกถึงธรรมของตน   เห็นแล้วซึ่งสรณะทั้งหลาย   และศีล

ทั้งหลายก็บริสุทธิ์แล้ว   จึงนั่งขัดสมาธิ  ดุจพระโยคี.  พวกชนทั้งหลายจึงถาม

ท่านถึงเหตุอันไม่กลัวนั้น.  บุรุษผู้เป็นบัณฑิตนั้นจึงกล่าวว่า  ดูก่อนท่านผู้เจริญ

ทั้งหลาย  ใช่แล้ว  เราไม่กลัวภัยเห็นปานนี้    เพราะเราถวายทานแก่หมู่แห่งภิกษุ

ในวันที่ขึ้นเรือ   เราได้รับสรณะทั้งหลาย    และศีลทั้งหลาย   ด้วยเหตุนั้น   เรา

จึงไม่กลัว  ดังนี้.   ชนเหล่านั้น    จึงกล่าวว่า   ข้าแต่นาย   ก็สรณะและศีลเหล่านี้

สมควรแก่ชนพวกอื่นบ้างหรือไม่.    บัณฑิตนั้นตอบว่า   ใช่แล้ว  ธรรมเหล่านี้

ย่อมสมควรแม้แก่พวกท่าน.     ชนเหล่านั้น   จึงกล่าวว่า   ถ้าอย่างนั้น   ขอท่าน

บัณฑิตจงให้แก่พวกเราบ้าง.

ชนผู้เป็นบัณฑิตนั้น    จึงจัดทำพวกมนุษย์เหล่านั้นให้เป็นพวกละรู้อยู่

คน  รวมเป็น ๗ พวกด้วยกัน.  ต่อจากนั้นก็ให้ศีล  ๕. ในบรรดาชน ๗ พวกนั้น

ชนจำนวนร้อยคนพวกแรกตั้งอยู่ในน้ำมีข้อเท้าเป็นประมาณ     จึงได้รับศีล.

พวกที่ ๒   ตั้งอยู่ในน้ำมีเข่าเป็นประมาณ...   พวกที่ ๓  ตั้งอยู่ในน้ำมีสะเอวเป็น

ประมาณ...  พวกที่  ๔ ตั้งอยู่ในน้ำมีสะดือเป็นประมาณ...   ชนพวกที่ ๕   ตั้ง

อยู่ในน้ำมีนมเป็นประมาณ. . .    พวกที่  ๖  ตั้งอยู่ในน้ำมีคอเป็นประมาณ...

พวกที่ ๗ น้ำทะเลกำลังจะไหล่เข้าปาก   จึงได้รับศีล  ๕ แล้ว.

ชนผู้เป็นบัณฑิตนั้น   ครั้นให้ศีล ๕ แก่ชนเหล่านั้นแล้ว   จึงประกาศ

เสียงกึกก้องว่า   สิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเฉพาะของพวกท่านไม่มี    พวกท่านจงรักษาศีล

เท่านั้น   ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 155

ชนทั้ง  ๗๐๐ เหล่านั้น   ทำกาละในทะเลนั้นแล้ว   ไปบังเกิดขึ้นในภพ

ดาวดึงส์      เพราะอาศัยศีลอันตนรับเอาในเวลาใกล้ตาย.    วิมานทั้งหลายของ

เทวดาเหล่านั้นก็เกิดขึ้นเป็นหมู่เดียวกัน.        วิมานทองของอาจารย์มีประมาณ

ร้อยโยชน์เกิดในท่ามกลางแห่งวิมานทั้งหมด.    เทพที่เหลือเป็นบริวารของเทพ

ที่เป็นอาจารย์นั้น  วิมานที่ต่ำกว่าวิมานทั้งหมดนั้น ก็ยังมีประมาณถึง ๑๒ โยชน์.

เทพเหล่านั้น     ได้พิจารณาผลกรรมในขณะที่คนเกิดแล้ว    ทราบแล้ว

ซึ่งการได้สมบัตินั้น   เพราะอาศัยอาจารย์   จึงกล่าวกันว่า  พวกเราจักไป  พวก

เราจักกล่าวสรรเสริญคุณแห่งอาจารย์ของพวกเราในสำนักแห่งพระทศพล   ดังนี้

แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาระหว่างมัชฌิมยาม.

ในบรรดาเทวดาเหล่านั้น     เทวดา ๖ องค์   ได้กล่าวคาถาองค์ละหนึ่ง

คาถา  เพื่อพรรณนาคุณอาจารย์ของตนด้วยคำว่า

สพฺภิเรว  สมาเสถ                         สพฺภิ  กุพฺเพถ  สนฺถว

สติ  สทฺธมฺมมญฺาย                     เสยฺโย  โหติ  น  ปาปิโย.

บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ

ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ   บุคคล

ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว  มีแต่

คุณอันประเสริฐ  ไม่มีโทษลามกเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่  สพฺภิ  แปลว่า  พวกบัณฑิต  คือ  พวก

สัตบุรุษ.  ระอักษรทำหน้าที่สนธิ.   บทว่า   สมาเสถ   แปลว่า   ควรนั่งร่วม

ก็คำว่า  สมาเสถ  นี้    เป็นหัวข้อแห่งเทศนาเท่านั้น.   อธิบายว่า   พึงสำเร็จ

อิริยาบถทั้งปวง   ร่วมกับสัตบุรุษทั้งหลายทีเดียว.   บทว่า  กุพฺเพถ   แปลว่า

ควรทำ.  บทว่า  สนฺถว  แปลว่า   ความสนิท   ได้แก่  ความสนิทด้วยไมตรี


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 156

แต่ความสนิทด้วยตัณหาอันใคร ๆ ไม่ควรกระทำ.  ข้อนี้    พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสหมายเอาคำว่า บุคคลพึงทำความสนิทไมตรีกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระ-

ปัจเจกพุทธะ   และพระสาวกทั้งหลาย   ดังนี้.   บทว่า   สต   แปลว่า   ของพวก

สัตบุรุษ.   บทว่า   สทฺธมฺม   ได้แก่   สัทธรรมต่าง ๆ มีศีล ๕  ศีล  ๑๐  และ

สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น.   แต่ในสูตรนี้   ท่านประสงค์เอาศีล  ๕. บทว่า  เสยฺโย

โหติ  แปลว่า  มีแต่คุณอันประเสริฐ  คือ  มีแต่ความเจริญ.  บทว่า  น  ปาปิโย

ได้แก่  ความลามก   (ความต่ำช้า)   อะไร ๆ ย่อมไม่มี.

ลำดับนั้น   เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

บุคคล   ควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ฯลฯ ย่อมได้ปัญญา  หาได้ปัญญาแต่คนอื่น

(คนพาล)  ไม่  ดังนี้.  บทว่า  นาญฺโต   แปลว่า   หาได้แต่คนอื่นไม่  คือ

ชื่อว่า     ปัญญา    อันบุคคลย่อมไม่ได้แต่คนอื่นผู้เป็นพาล     ดุจน้ำมันงาเป็น

ต้น   อันบุคคลไม่พึงได้ด้วย   กรวด  ทราย  เป็นต้น.   ก็บุคคลทราบธรรมของ

สัตบุรุษทั้งหลายแล้ว   เสพอยู่คบอยู่ซึ่งบัณฑิตเท่านั้นจึงได้ปัญญา  ดุจน้ำมันทั้ง

หลาย  มีน้ำมันงาเป็นต้น  อันบุคคลย่อมไค้ด้วยเม็ดงาเป็นต้น.

ลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

ว่า    บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ฯลฯ  ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่ง

เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าโศก   ดังนี้.   บทว่า  โสกมชฺเฌ   อธิบายว่า

บุคคลผู้ไปแล้วในท่ามกลางแห่งเรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าโศก      หรือว่า

ไปแล้วในท่ามกลางแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้มีความเศร้าโศก      เหมือนอุบาสิกา

(มัลลิกา)     ของพันธุลเสนาบดี    และเหมือนสังกิจจสามเณรผู้เป็นสัทธิวิหาริก

ของพระธรรมเสนาบดี   ผู้ไปในท่ามกลางแห่งโจร  ๕๐๐  ย่อมไม่เศร้าโศก.

ลำดับนั้นแล  เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

ว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ฯลฯ   ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางแห่งญาติ

ดังนี้.  บทว่า าติมชฺเฌ  วิโรจติ  แปลว่า ย่อมไพโรจน์ ในท่ามกลางแห่งหมู่


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 157

ญาติ  คือว่า   ย่อมงามดุจสามเณร  ชื่อว่า   อธิมุตตกะ   ผู้เป็นสัทธิวิหาริกของ

พระสังกิจจเถระ

 

เรื่อง  อธิมุตตกะสามเณร

 

ได้ยินว่า  สามเณรนั้นเป็นหลานของพระสังกิจจเถระนั้น.  ในกาลครั้ง

นั้น  พระเถระกล่าวกะสามเณรว่า  ดูก่อนสามเณร   เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว  เธอจง

ไปถามถึงอายุของเธอแล้วจงมา    เราจักอุปสมบทให้    ดังนี้  สามเณรรับคำว่า

ดีแล้วขอรับ    ไหว้พระเถระแล้วถือบาตรและจีวรไปบ้านน้องหญิง     ซึ่งตั้งอยู่

ใกล้ดงอันเป็นที่อาศัยอยู่ของพวกโจร    แล้วก็เที่ยวไปบิณฑบาต.     น้องหญิง

เห็นท่านแล้วไหว้แล้ว  จึงนิมนต์ให้ไปนั่งในบ้านให้ฉันภัตตาหารแล้ว. สามเณร

ทำภัตกิจเสร็จแล้ว     จึงถามถึงอายุของตน.  นางตอบว่า   ดิฉันไม่ทราบ   แม่

ย่อมทราบ.   สามเณรกล่าวว่า   ท่านจงอยู่ที่นี่   เราจักไปบ้านโยมมารดา   แล้วก็

ก้าวเข้าไปสู่ดง.  บุรุษผู้เป็นโจรเห็นสามเณรแต่ไกล  จึงส่งสัญญาณแก่พวกโจร.

พวกโจรให้สัญญาณด้วยคำว่า  ได้ยินว่า  สามเณรองค์หนึ่ง   หยั่งลงสู่ดง  พวก

เธอจงไปนำสามเณรนั้นมา   ดังนี้.  โจรบางพวกกล่าวว่า   เราจักฆ่า   บางพวก

กล่าวว่า    เราจักปล่อย.    แม้สามเณรก็คิดว่าเราเป็นพระเสกขะ    มีกิจที่ควรทำ

แก่ตนอยู่    เราปรึกษากับพวกโจรเหล่านี้แล้ว     จักทำความสวัสดีเป็นประมาณ

จึงเรียกหัวหน้าโจรมา     กล่าวว่า     ดูก่อนท่านผู้มีอายุ     เราจักทำความอุปมา

(ความเปรียบเทียบ)   แก่ท่าน   ดังนี้   แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

ในอดีตกาลอันยาวนาน  ที่หมู่ไม้ใน

ดงใหญ่  เสือดาวตัวหนึ่งเที่ยวดักเหยื่อตาม

ทางโค้ง ในกาลนั้น  มันได้ฆ่าจัมปกะเสีย

แล้ว  เนื้อและนกทั้งหลายเห็นจัมปกะตาย

แล้ว    ตกใจกลัว   พากันหลบหลีกไปใน


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 158

เวลาราตรี  จึงไม่เกิดประโยชน์แก่มัน  ฉัน

ใด  ท่านฆ่าสมณะชื่อ  อธิมุตตกะ  ผู้ไม่มี

กิเลสเป็นเครื่องกังวลใจก็เหมือนกันนั่น

แหละ     ชนทั้งหลายผู้เดินทางจักไม่มา

พวกท่านก็จักขาดทรัพย์   สมณะชื่อว่า

อธิมุตตกะ  ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใจ

กล่าวคำจริงแท้   ชนทั้งหลายผู้เดินทางจัก

ไม่มา  ความเสื่อมแห่งทรัพย์จักมี.

นายโจรกล่าวว่า

ถ้าท่านเห็นคนเดินทางสวนมาแล้ว

จักไม่บอกแก่ใคร ๆ  ข้าแต่ท่านผู้เจริญเมื่อ

ท่านตามรักษาสัจจะนี้ได้  ก็จงไปตามสบาย

เถิด.

สามเณรนั้น    ผู้อันพวกโจรเหล่านั้นปล่อยอยู่   ไปอยู่   แม้เห็นญาติทั้ง

หลายก็มิได้บอก   ที่นั้นเมื่อญาติของสามเณรนั้นมาถึงแล้ว   พวกโจรก็ช่วยกัน

จับแล้วทรมานอยู่      พวกโจรได้กล่าวกะมารดาของสามเณรซึ่งนางกำลังเสียใจ

ประหารอกคร่ำครวญอยู่ว่า

อธิมุตตกะ  จักถามท่านว่า  อธิมุตตกะ

บัดนี้มีกาลฝนเท่าไร    แม่กระผมถามแล้ว

ขอจงบอก  พวกเราจักรู้ได้อย่างไร.

มารดาของอธิมุตตกะกล่าวกะพวกโจรว่า

เรานี้แหละเป็นมารดาของอธิมุตตกะ

ผู้นี้แหละเป็นบิดา  ผู้นี้เป็นน้องหญิง  ผู้นี้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 159

เป็นพี่ชายน้องชาย     ชนทั้งหมดในที่นี้

เป็นญาติของอธิมุตตกะ.  อธิมุตตกะมีปกติ

ทำกิจอันไม่สมควรเลย  เห็นญาติคนใดมา

แล้วก็ไม่ห้าม  ข้อนี้เป็นวัตรปฏิบัติของ

สมณะทั้งหลายผู้เป็นพระอริยะ   ผู้มีธรรม

เป็นชีวิตหรือหนอ.

นายโจรกล่าวว่า

อธิมุตตกะมีปกติกล่าวคำจริง   เห็น

ญาติคนใดแล้วก็ไม่ห้าม     เพราะความ

ประพฤติความดีของอธิมุตตกะ  ผู้เป็นภิกษุ

ผู้มีปกติกล่าวคำจริง.     ชนทั้งหมดผู้เป็น

ญาติของอธิมุตตะปลอดภัยแล้ว  ขอจง

ไปสู่ความสวัสดีเถิด.

ญาติเหล่านั้น   ผู้อันโจรทั้งหลายปล่อยตัวแล้วด้วยอาการอย่างนี้    ไป

แล้วกล่าวกะอธิมุตตกะว่า

พ่อชนทั้งหมดปลอดภัยแล้ว  กลับมาสู่ความสวัสดี เพราะความประพฤติ

ดีของท่านผู้เป็นภิกษุ ผู้กล่าววาจาสัตย์.

พวกโจรทั้งห้าร้อยเลื่อมใสแล้ว      จึงขอบวชในสำนักของสามเณรชื่อ

อธิมุตตกะ.     สามเณรจึงพาศิษย์เหล่านั้นไปสู่สำนักพระอุปัชฌาย์     แล้วตนก็

อุปสมบทก่อน   ภายหลังจึงทำการอุปสมบทให้อันเตวาสิกของตน   มีประมาณ

ห้าร้อยเหล่านั้น.  อันเตวาสิกทั้งหมดเหล่านั้น    ตั้งอยู่ในโอวาทของ  อธิมุตตกะ

เถระแล้วก็บรรลุซึ่งพระอรหัตมีผลอันเลิศ ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 160

เทวดา     ถือเอาความข้อนี้แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     สต

สทฺธมฺมมญฺาย  าติมชฺเฌ  วิโรจติ  แปลว่า  บุคคล  รู้สัทธรรมของพวก

สัตบุรุษแล้ว   ย่อมไพโรจน์   ในท่ามกลางแห่งญาติ   ดังนี้.

ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก   ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าว่า   บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ฯลฯ ย่อมดำรงอยู่สบายเนือง ๆ.

คำว่า   สาตต   นี้   แปลว่า   เนือง  ๆ คือ    เทวดาย่อมกล่าวว่า   ชนทั้งหลาย

ย่อมดำรงอยู่สบายเนือง ๆ หรือว่า   มีความสุขอันยั่งยืน.

ลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

ว่า  ข้าแด่พระผู้มีพระภาค  คำของใครหนอเป็นสุภาษิต.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดย

ปริยาย   ก็แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้างว่า

บุคคล   ควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ

ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ  บุคคล

ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว  ย่อม

พ้นจากทุกข์ทั้งปวง.

บทว่า  สพฺพาส  โว  แปลว่า  ของพวกท่านทั้งหมด.  บทว่า  ปริยา-

เยน  ได้แก่  โดยการณะ.  บทว่า   สพฺพทุกฺขา  ปมุญฺจติ  แปลว่า  ย่อม

พ้นจากทุกข์ทั้งปวง    อธิบายว่า    ไม่ใช่มีเหตุแต่คุณอันประเสริฐแต่อย่างเดียว

เท่านั้น    ย่อมไม่ได้ปัญญาเพียงอย่างเดียว     ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่ง

เรื่องเป็นที่ตั้งแห่งความโศกเพียงอย่างเดียว ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางแห่งญาติ...

ย่อมเกิดในสุคติ. . . ย่อมดำรงอยู่สบายสิ้นกาลนานเพียงอย่างเดียว    ก็บุคคลนั้น

แล   ย่อมพ้นแม้จากวัฏทุกข์ทั้งสิ้น  ดังนี้แล.

จบอรรถกถาสัพภิสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 161

๒.  มัจฉริสูตร

 

ว่าด้วยเหตุที่ให้ทานไม่ได้

 

[๘๖]   สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่  ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี    กรุงสาวัตถี   ครั้งนั้นแล    เมื่อปฐมยาม

ล่วงไปแล้ว   พวกเทวดาสตุลลปกายิกามากด้วยกัน  มีวรรณะงาม   ยังพระวิหาร

เชตวันทั้งสิ้นไปสว่าง    เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท

พระผู้มีพระภาคเจ้า   แล้วยืนอยู่   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๘๗]   เทวดาองค์หนึ่ง    ครั้นยืนอยู่    ณ    ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

เพราะความตระหนี่   และความประ-

มาทอย่างนี้  บุคคลจึงให้ทานไม่ได้  บุคคล

ผู้หวังบุญ  รู้แจ้งอยู่  พึงให้ทานได้.

[๘๘]   ในลำดับนั้นแล    เทวดาอื่นอีก    ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ใน

สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมให้ทานไม่-

ได้  ภัยนั้นนั่นแลย่อมมีแก่คนตระหนี่ผู้ไม่

ให้ทาน   คนตระหนี่ย่อมกลัวความหิวและ

ความกระหายใด   ความหิวและความกระ-

หายนั้นย่อมถูกต้องคนตระหนี่นั้นนั่นแลผู้

เป็นพาลทั้งในโลกนี้  และในโลกหน้า  ฉะนั้น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 162

บุคคลควรกำจัดความตระหนี่อันเป็น

สนิมในใจ ให้ทานเถิด  เพราะบุญทั้งหลาย

ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลายในโลกหน้า.

[๘๙]   ในลำดับนั้นแล     เทวดาอื่นอีก     ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ใน

สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ชนทั้งหลายเหล่าใด  เมื่อของมีน้อย

ก็แบ่งให้    เหมือนพวกเดินทางไกลก็แบ่ง

ของให้แก่พวกที่เดินทางร่วมกัน     ชนทั้ง-

หลายเหล่านั้น   เมื่อบุคคลทั้งหลายเหล่าอื่น

ตายแล้ว  ก็ชื่อว่าย่อมไม่ตาย   ธรรมนี้เป็น

ของบัณฑิตแต่ปางก่อน   ชนพวกหนึ่งเมื่อ

ของมีน้อยก็แบ่งให้  ชนพวกหนึ่งมีของมาก

ก็ไม่ให้ ทักษิณาที่ให้แต่ของน้อย  นับเสมอ

ด้วยพัน.

[๙๐]   ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก  ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนัก

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ทาน พวกพาลชนเมื่อให้ ให้ได้ยาก

กุศลธรรม  พวกพาลชนเมื่อทำ  ทำได้ยาก

พวกอสัตบุรุษย่อมไม่ทำตาม      ธรรมของ

สัตบุรุษ   อันพวกอสัตบุรุษดำเนินตามได้

แสนยาก  เพราะฉะนั้น   การไปจากโลกนี้

ของพวกสัตบุรุษและของพวกอสัตบุรุษจึง

ต่างกัน   พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก พวก

สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ดำเนินไปสู่สวรรค์.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 163

ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก  ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า

ว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต.

[๙๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิต

โดยปริยาย   ก็แต่พวกท่านจงพึงคำของเราบ้าง

บุคคลแม้ใด        พึงประพฤติธรรม

ประพฤติสะอาด   เป็นผู้เลี้ยงภริยา    และ

เมื่อของมีน้อยก็ไห้ได้   เมื่อบุรุษแสนหนึ่ง

บูชาภิกษุพันหนึ่ง  หรือบริจาคทรัพย์พัน-

กหาปณะ      การบูชาของบุคคลเหล่านั้น

ย่อมไม่ถึงส่วนร้อย    ของบุคคลอย่างนั้น.

[๙๒]   ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก  ได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้า

ด้วยคาถาว่า

การบูชาอันไพบูลย์ใหญ่โตนี้    ย่อม

ไม่เท่าถึงส่วนแห่งทานที่บุคคลให้ด้วย

ความประพฤติธรรม เพราะเหตุอะไร เมื่อ

บุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง  หรือบริ-

จาคทรัพย์พันกหาปณะ  การบูชาของบุรุษ

เหล่านั้นย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคล

อย่างนั้น.

[๙๓]   ในลำดับนั้นแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าไค้ตรัสกะเทวดานั้นด้วย

พระคาถาว่า

บุคคลเหล่าหนึ่ง       ตั้งอยู่ในกรรม

ปราศจากความสงบ         (ปราศจากธรรม)


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 164

โบยเขา   ฆ่าเขา    ทำให้เขาเศร้าโศกแล้ว

ให้ทาน  ทานนั้นจัดว่าทานมีหน้านองด้วย

น้ำตา      จัดว่าทานเป็นไปกับด้วยอาชญา

จึงย่อมไม่เท่าถึงส่วนแห่งทานที่ให้ด้วย

ความสงบ    (ประพฤติธรรม)    เมื่อบุรุษ

แสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง    หรือบริจาค

ทรัพย์พันกหาปณะ       การบูชาของบุรุษ

เหล่านั้น      ย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคล

อย่างนั้น   โดยนัยอย่างนี้.

 

อรรถกถามัจฉริสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในมัจฉริสูตรที่  ๒  ต่อไป :-

บทว่า  มจฺเฉรา  จ   ปมาทา  จ   แปลว่า  เพราะความตระหนี่และ

ความประมาท  ได้แก่  เพราะความตระหนัก   อันมีการปกปิดซึ่งสมบัติของตนไว้

เป็นลักษณะ    และเพราะความประมาท   อันมีการอยู่ปราศจากสติเป็นลักษณะ.

จริงอยู่   บางคน  คิดว่า  เมื่อเราให้สิ่งนี้   สิ่งนี้ก็จักหมดไป  วัตถุของเรา  หรือ

วัตถุอันเป็นของมีอยู่ในบ้านก็จักไม่มี    ดังนี้     ชื่อว่า    ไม่ให้ทานเพราะความ

ตระหนี่.   บางคน   แม้จะเพียงยังจิตให้เกิดขึ้นว่า   เราควรให้ทาน  ดังนี้  ก็ไม่มี

เพราะความที่ตนเป็นผู้ขวนขวายในการเล่นเป็นต้น   นี้ชื่อว่า   ไม่ให้ทานเพราะ

ความประมาท.

ข้อว่า  เอว  ทาน  น  ทียติ   แปลว่า   อย่างนี้    บุคคลจึงให้ทาน

ไม่ได้   อธิบายว่า   ธรรมดาว่า   ทานนี้อันเป็นเหตุนำมาให้ซึ่งยศ    ให้ซึ่งสิริ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 165

ให้ซึ่งสมบัติ   เห็นปานนี้   บุคคลก็ยังให้ไม่ได้  เพราะฉะนั้น    ท่านจึงกล่าวถึง

เหตุแห่งการไม่ให้เพราะความตระหนี่เป็นต้น.   บทว่า  ปุญฺ  อากงฺขมาเนน

แปลว่า    บุคคลผู้หวังบุญ    คือ  ผู้ปรารถนาบุญอันต่างด้วยเจตนามีบุพเจตนา

เป็นต้น.  ในคำว่า  เทยฺย   โหติ  วิชานตา  แปลว่า   รู้แจ้งอยู่   จึงให้ทานนั้น

เทวดากล่าวว่าบุคคลรู้แจ้งว่า   ผลของทานมีอยู่   ดังนี้   จึงให้ทาน.

ลำดับนั้น    เทวดาอื่นอีก   ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าว่า

คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมไม่ให้ทาน

ภัยนั้นนั่นแลย่อมมีแก่คนตระหนี่ผู้ไม่ให้

ทาน  คนตระหนี่กลัวความหิว  และความ

กระหายใด ความหิวและความกระหายนั้น

ย่อมถูกต้อง คนตระหนี่นั้นนั่นแหละผู้เป็น

พาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า       ฉะนั้น

บุคคลควรกำจัดความตระหนี่อันเป็นสนิม-

ในใจ  (มลทิน)  ให้ทานเถิด    เพราะบุญ

ทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายใน

โลกหน้า.

บทว่า  ตเมว   พล   ผุสติ   อธิบายว่า   ความหิวและความกระหาย

ย่อมถูกต้อง    คือย่อมติดตาม     ย่อมไม่ละบุคคลผู้เป็นพาลนั้นนั่นแหละทั้งใน

โลกนี้และโลกหน้า.   บทว่า  ตสฺมา  ได้แก่  ก็เพราะความหิวและความกระหาย

ย่อมถูกต้องบุคคลผู้เป็นพาลนี้นั่นแหละ.     บทว่า  วิเนยฺย  มจฺเฉร   แปลว่า

บุคคลควรกำจัดความตระหนี่ ได้แก่นำความตระหนี่อันเป็นมลทินออก. บทว่า

ทชฺชา  ทาน  มลาภิภู   อธิบายว่า บุคคลผู้กำจัดมลทิน  ครั้นกำจัดมลทิน คือ

ความตระหนี่นั้นแล้ว   จึงให้ทานได้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 166

ในลำดับนั้นแล  เทวดาอื่นอีก   ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มี

พระภาคเจ้าว่า

ชนเหล่าใด  เมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้

เหมือนพวกเดินทางไกลแบ่งของให้แก่

พวกที่เดินทางร่วมกัน     ชนเหล่านั้น  เมื่อ

บุคคลเหล่าอื่นตายแล้ว     ชื่อว่าย่อมไม่ตาย

ธรรมนี้เป็นของบัณฑิตแต่ปางก่อน    ชน

พวกหนึ่ง    เมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้  ชน

พวกหนึ่งแม้ของมีมากก็ไม่ให้  ทักษิณา

(ของทำบุญ)    ที่ให้แต่ของน้อยนับเสมอ

ด้วยพัน.

บทว่า  เต  มเตสุ  น  มิยฺยนฺติ  ความว่า บุคคลเหล่านั้น เมื่อบุคคล

อื่นตายแล้ว ชื่อว่า ย่อมไม่ตาย  เพราะความตายคือความเป็นผู้มีปกติไม่ให้ทาน

เหมือนอย่างว่า  บุคคลผู้ตายแล้ว   เมื่อบุคคลอื่นนำสิ่งของทั้งหลายมีข้าวและน้ำ

เป็นต้นแม้มาก  มาวางแวดล้อมแล้วบอกว่า   สิ่งนี้จงเป็นของผู้นี้     สิ่งนี้จงเป็น

ของผู้นี้  ดังนี้   บุคคลผู้ตายแล้วเหล่านั้นก็ไม่สามารถลุกขึ้นมารับการแจกจ่ายได้

ฉันใด   แม้บุคคลผู้ไม่ให้ทานก็เหมือนกัน    เพราะฉะนั้น    โภคะทั้งหลายของ

ผู้ตายแล้ว   และของผู้มีปกติไม่ให้ทานจึงชื่อว่าเสมอ ๆ กัน   ด้วยเหตุนั้นแหละ

บุคคลผู้มีปกติให้ทาน  เมื่อชนทั้งหลายเห็นปานนี้ตายแล้ว  ชื่อว่า  ย่อมไม่ตาย.

บทว่า  อทฺธานว  สหาวชฺช  อปฺปสฺสึ  เย  ปเวจฺฉนฺติ   อธิบายว่า

คนทั้งหลายผู้เดินทางไกลกันดารร่วมกันเมื่อเสบียงมีน้อย        บุคคลผู้เดินทาง

ร่วมกันก็แบ่ง คือย่อมให้ทานนั่นแหละแก่บุคคลผู้เดินทางร่วมกัน ฉันใด  ข้อนี้

ก็ฉันนั้นแล คนเหล่าใด เดินทางร่วมกันไปสู่ทางกันดาร  คือสงสารอันมีเบื้องต้น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 167

และที่สุดที่บุคคลรู้ไม่ได้      ครั้นเมื่อวัตถุที่พึงให้แม้มีน้อย       ก็แบ่งของให้ได้

ชนเหล่านั้น     ครั้นเมื่อชนอื่นตายแล้ว   จึงชื่อว่า   ย่อมไม่ตาย.    บทว่า   เอส

ธมฺโม สนนฺตโน  อธิบายว่า  ธรรมนี้เป็นของโบราณ   อีกอย่างหนึ่ง  ธรรม

นี้เป็นของบัณฑิตเก่า.    บทว่า   อปฺปสฺเมเก   เเปลว่า   ชนพวกหนึ่งเมื่อของ

มีน้อย.    บทว่า  ปเวจฺฉนฺติ   แก้เป็น  ททนฺติ   แปลว่า  ย่อมให้.    บทว่า

พหุเนเก  น  ทิจฺฉเร  แปลว่า  ชนพวกหนึ่งมีของมากก็ไม่ให้   คือว่า   ชน

บางพวกแม้มีโภคะมากมาย  ก็ย่อมไม่ให้. บทว่า สหสฺเสน สม  มิตา  แปลว่า

นับเสมอด้วยพัน   คือ  ย่อมเป็นเช่นกับทานพันหนึ่ง.

ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก    ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มี

พระภาคเจ้าว่า

ทาน พวกพาลชนเมื่อให้  ให้ได้ยาก

กุศลธรรม  พวกพาลชนเมื่อทำ  ทำได้ยาก

พวกอสัตบุรุษย่อมไม่ทำตาม     ธรรมของ

สัตบุรุษอันพวกอสัตบุรุษดำเนินตามได้ยาก

เพราะฉะนั้น     การไปจากโลกนี้ของพวก

สัตบุรุษและพวกอสัตบุรุษ     จึงต่างกัน

พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก  พวกสัตบุรุษ

ย่อมเป็นผู้ดำเนินไปสู่สวรรค์.

บทว่า  ทุรนฺวโย  แปลว่า  ดำเนินตามได้ยาก   คือ   เข้าถึงได้โดยยาก

อธิบายว่า  ให้เต็มได้ยาก.  ในลำดับนั้นแล  เทวดาอื่นอีก  ได้กราบทูลกะพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า    คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต

ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย

ก็แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้างว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 168

บุคคลแม้ใด     ย่อมประพฤติธรรม

ประพฤติสะอาด   เป็นผู้เลี้ยงภรรยา  และ

เมื่อของมีน้อยก็ให้ได้   เมื่อบุรุษแสนหนึ่ง

บูชาภิกษุพันหนึ่ง     หรือบริจาคทรัพย์

พันกหาปณะ   การบูชาของบุคคลเหล่านั้น

ย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคลอย่างนั้น.

บทว่า   ธมฺม  จเร ได้แก่ ย่อมประพฤติธรรม คือ กุศลกรรมบถ  ๑๐

บทว่า   โยปิ  สมุญฺชก  จเร  แปลว่า   บุคคลแม้ใด   ย่อมประพฤติสะอาด

ได้แก่   พระพฤติให้สะอาดด้วยสามารถแห่งการชำระล้างความชั่วทั่ว ๆ   ไปตั้ง

แต่ต้น     และด้วยสามารถแห่งการย่ำยี     ดุจการนวดฟางข้าวเป็นต้น.     บทว่า

ทาร  จ  โปส  แก้เป็น  ทาร  จ โปเสนฺโต   แปลว่า  เลี้ยงดูภรรยา.  บทว่า

ทท  อปฺปกสฺมึ   แปลว่า  เมื่อของมีน้อยก็ให้ได้   ได้แก่  บุคคลใด   แม้สัก

ว่ามีใบไม้และผักเป็นต้น   มีน้อยก็ทำการแบ่งให้ได้นั่นแหละ บุคคลนั้น  ชื่อว่า

ย่อมพระพฤติธรรม.  บทว่า  สตสหสฺสาน  แปลว่า  เมื่อบุรุษแสนหนึ่ง คือ

บุรุษที่ท่านแบ่งออกเป็นพวกละพัน  ๆ นับได้เป็นร้อย  จึงชื่อว่า  บุรุษแสนหนึ่ง.

บทว่า   สหสฺสยาคิน  แปลว่า   บูชาภิกษุพันหนึ่ง   มีวิเคราะห์ว่า

ชื่อว่า  การบูชาพันหนึ่ง   เพราะอรรถว่า   การบูชาภิกษุพันหนึ่ง  หรือว่าการ

บูชาอันเกิดแต่การบริจาคทรัพย์พันกหาปณะ.    การบูชาพันหนึ่งนั้น    มีอยู่แก่

ภิกษุนั้น   เหตุนั้น  ภิกษุนั้น   จึงชื่อว่ามีการบูชาพันหนึ่ง.    ด้วยบทว่า  บุรุษ

แสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่งนั้น     ย่อมเป็นอันแสดงถึง    บิณฑบาตสิบโกฏิ*

หรือว่าสิบโกฏิแห่งกหาปณะ  ตรัสว่า  บุคคลเหล่าใด    ย่อมให้ของมีประมาณ

เท่านี้  บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่ถึงค่าแม้ส่วนร้อย   ของบุคคลอย่างนั้น.  บุคคลนี้

๑.   คำว่า  สิบโกฏินี้   หมายเอาส่วนที่ให้ผลเป็นพันส่วน  แล้วคูณด้วยบุรุษแสนหนึ่ง.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 169

ใดเมื่อพระพฤติธรรม   ย่อมประพฤติสะอาด   เลี้ยงดูภรรยา   แม้ของมีน้อย

ก็ยังให้ได้    การบูชาภิกษุพันหนึ่งนั้น     ย่อมไม่ถึงค่าแม้ส่วนร้อยของบุคคลผู้

ประพฤติธรรมนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง  ทานอันใด  สักว่าของผู้คุ้นเคยกันเพียงคนหนึ่งก็ดี  สัก

ว่าเป็นสลากภัตก็ดี  อันบุคคลผู้ยากจนให้แล้ว  ทานทั้งหลายของบุคคลเหล่านั้น

แม้ทั้งหมด*   ย่อมไม่ถึงค่าส่วนร้อยของทานอันผู้ยากจนให้แล้ว.

ชื่อว่า กล แปลว่า ส่วนหนึ่งนั้น แบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วนบ้าง เป็น ๑๐๐

ส่วนบ้างเป็น ๑,๐๐๐ ส่วนบ้างในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาส่วนแห่งร้อย

ตรัสว่า ทานอันใด  อันผู้ยากจนนั้นให้แล้ว  ในเพราะทานนั้น   ท่านจำแนกแล้ว

ร้อยส่วน   การให้บิณฑบาตโดยรวมตั้งสิบโกฏิของบุคคลนี้    ก็ไม่ถึงค่าแม้ส่วน

หนึ่งแห่งทาน  อันผู้ยากจนนั้นให้แล้ว.

เมื่อพระตถาคต    ทรงทำอยู่ซึ่งทานอันหาค่ามิได้อย่างนี้แล้ว    เทวดา

ผู้ยืนอยู่ ณ ที่ใกล้  จึงคิดว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ยังมหาทานอย่างนี้ให้เป็นไป

ด้วยคาถาบาทหนึ่ง  ดุจเอาวัตถุอันประกอบไปด้วยรัตนะตั้งร้อยใส่เข้าไปในนรก

ซัดไปซึ่งทานอันมากอย่างนี้ว่า  มีประมาณนิดหน่อยอย่างนี้    ดุจประหารอยู่ซึ่ง

มณฑลแห่งพระจันทร์  จึงกล่าวคาถาว่า

การบูชาอันไพบูลยนี้   อันใหญ่โตนี้

ย่อมไม่เท่าถึงส่วนแห่งทานที่บุคคลให้

ด้วยความประพฤติธรรม     เพราะเหตุไร

เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง  หรือ

บริจาคทรัพย์พันกหาปณะ    การบูชาของ

๑. ทานทั้งหมดนี้   หมายเอาทานที่บุรุษแสนหนึ่ง  บูชาภิกษุพันหนึ่งด้วย.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 170

บุรุษเหล่านั้น      ย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของ

บุคคลอย่างนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   เกน   แปลว่า   เพราะเหตุไร.   บทว่า

มหคฺคโต     แปลว่าใหญ่โต    นี้เป็นคำไวพจน์ของคำว่า ไพบูลย์. สองบทว่า

สเมน  ทินฺนสฺส  แปลว่า  แห่งทานที่บุคคลให้ด้วยความประพฤติ. ลำดับนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อจะทรงจำแนกทานแสดงแก่เทวดานั้น   จึงตรัสว่า

ททนฺติ  เหเก  วิสเม  นิวิฏฺา

ฆตฺวา  วธิตฺวา  อถ  โสจยิตฺวา

สา  ทกฺขิณา  อสฺสุมุขา  สทณฺฑา

สเมน  ทินฺนสฺส  น  อคฺฆเม.

บุคคลเหล่าหนึ่ง   ตั้งอยู่ในกรรม

ปราศจากความสงบ   โบยเขา  ฆ่าเขา  ทำ

ให้เขาเศร้าโศกแล้วให้ทาน  ทานนั้นจัดว่า

ทานมีหน้าอันนองด้วยน้ำตา  จัดว่าทาน

เป็นไปกับด้วยอาชญา    จึงไม่เท่าถึงส่วน

แห่งทานที่ให้ด้วยความสงบ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเม นิวิฏฺา  แปลว่า ตั้งมั่นในกรรมอัน

ปราศจากความสงบ   ได้แก่ตั้งมั่นในกายกรรม   วจีกรรม   และมโนกรรมอันหา

ความสงบมิได้. บทว่า ฆตฺวา  แก้เป็น  โปเถตฺวา  แปลว่า  โบยแล้ว.  บทว่า

วธิตฺวา  แปลว่า  ฆ่าแล้ว  คือ  ทำให้ตาย.  บทว่า  อสฺสุมุขา  แปลว่า  มี

หน้านองด้วยน้ำตา  จริงอยู่  ทานที่ทำให้ผู้อื่นร้องไห้แล้วให้  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสว่า   ทานมีหน้านองด้วยน้ำตา.  บทว่า  สทณฺฑา แปลว่า  เป็นไปกับ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 171

ด้วยอาชญา.     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     ทักษิณาที่บุคคลคุกคามผู้อื่นแล้ว

ประหารแล้วให้  เรียกว่า  ทักษิณาเป็นไปกับด้วยอาชญา.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้   อย่างนี้ว่า   เราไม่

อาจเพื่อถือเอามหาทานแล้วทำให้ชื่อว่ามีผลน้อย   หรือ  ทานอันน้อย   ทำให้มี

ชื่อว่า  มีผลมาก  เพราะความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ก็แต่มหาทานนี้   ชื่อ

ว่ามีผลน้อยอย่างนี้   เพราะความไม่บริสุทธิ์เกิดขึ้นแก่ตน   ทานน้อยนี้   ชื่อว่ามี

ผลมากอย่างนี้   เพราะความบริสุทธิ์เกิดขึ้นแก่ตน   ดังนี้   จึงตรัสคำว่า

โดยนัยอย่างนี้    เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง   หรือบริจาค

ทรัพย์พันกหาปณะ   การบูชาของบุคคลเหล่านั้น  ย่อมไม่ถึงส่วนร้อย

ของบุคคลอย่างนั้นดังนี้.

จบอรรถกถามัจฉริสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 172

๓.  สาธุสูตร

 

ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน

 

[๙๔]   ครั้งนั้นแล  เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว  พวกเทวดาสตุลลปกายิกา

มากด้วยกัน   มีวรรณะงาม  ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง  เข้าไปเฝ้าพระผู้

มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ   ครั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   จึงได้ยืน

อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๙๕]   เทวดาองค์หนึ่ง   ครั้นยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว   ได้

เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์    ทานยัง

ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล    เพราะความ

ตระหนี่และความประมาทอย่างนี้    บุคคล

จึงให้ทานไม่ได้   อันบุคคลผู้หวังบุญ  รู้

แจ้งอยู่  พึงให้ทานได้.

[๙๖]   ในลำดับนั้นแล  เทวดาอื่นอีก   ไค้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของ-

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์  ทานยัง

ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล  อนึ่ง  แม้เมื่อ

ของมีอยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

ได้ บุคคลพวกหนึ่ง  เมื่อของมีน้อย  ย่อม

แบ่งให้ได้  บุคคลพวกหนึ่ง   มีของมากก็


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 173

ให้ไม่ได้  ทักษิณาที่ให้แต่ของน้อย  ก็นับ

เสมอด้วยพัน.

[๙๗]  ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก   ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์    ทานยัง

ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล  แม้เมื่อของมีอยู่

น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้  อนึ่ง

ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้

สำเร็จได้       นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า

ทานและการรบเสมอกัน   พวกวีรบุรุษแม้มี

น้อย  ย่อมชนะคนขลาดที่มีมากได้  ถ้าบุคคล

เชื่ออยู่ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้     เพราะ

ฉะนั้นแล   ทายกนั้นย่อมเป็นผู้มีความสุข

ในโลกหน้า.

[๙๘]  ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก  ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้

มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์  ทานยัง

ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล  แม้เมื่อของมีอยู่

น้อย  การให้ทานได้เป็นการดี  อนึ่ง  ทาน

ที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

ได้  อนึ่ง  ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอัน

ได้แล้ว    ยิ่งเป็นการดี     บุคคลใดเกิดมา

ย่อมให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว  ผู้มี


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 174

ธรรมอันบรรลุแล้วด้วยความหมั่นและ

ความเพียร    บุคคลนั้นล่วงพ้นนรกแห่ง

ยมราช   ย่อมเข้าถึงสถานอันเป็นทิพย์.

[๙๙]  ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก   ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์  ทานยัง

ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล  แม้เมื่อทานมีอยู่

น้อย  การให้ทานได้เป็นการดี   ทานที่ให้

แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้

ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว  ยิ่ง

เป็นการดี  อนึ่ง   ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่ง

เป็นการดี  ทานที่เลือกให้  พระสุคตทรง

สรรเสริญแล้ว     บุคคลทั้งหลายผู้ควรแก่

ทักษิณา  ย่อมมีอยู่ในโลกคือหมู่สัตว์นี้

ทานทั้งหลาย   อันบุคคลให้แล้วในบุคคล

ทั้งหลายนั้น   ย่อมมีผลมาก  เหมือนพืชทั้ง

หลายที่บุคคลหว่านแล้วในนาดี.

[๑๐๐] ในลำดับนั้นแล  เทวดาอื่นอีก   ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์  ทานยัง

ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล  แม้เมื่อของมีอยู่

น้อย  การให้ทานได้เป็นการดี   ทานที่ให้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 175

แม้ด้วยศรัทธาก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้

ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้วยิ่ง

เป็นการดี   อนึ่ง  ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่ง

เป็นการดี   อนึ่ง   ความสำรวมแม้ในสัตว์

ทั้งหลายยิ่งเป็นการดี

บุคคลใดประพฤติเป็นผู้ไม่เบียด

เบียนสัตว์ทั้งหลายอยู่  ไม่ทำบาป   เพราะ

กลัวความติเตียนแห่งผู้อื่น     บัณฑิตทั้ง

หลายย่อมสรรเสริญบุคคล   ซึ่งเป็นผู้กลัว

บาป   แต่ไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการ

ทำบาปนั้น       สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำ

บาปเพราะความกลัวบาปแท้จริง.

ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก   ได้กล่าวคำนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต.

[๑๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     คำของพวกท่านทั้งหมดเป็น

สุภาษิตโดยปริยาย   แต่ว่าพวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง

ก็ทานอันบัณฑิตสรรเสริญแล้วโดย

ส่วนมากโดยแท้  ก็แต่ธรรมบท (นิพพาน)

แหละประเสริฐกว่าทาน  เพราะว่าสัตบุรุษ

ทั้งหลายผู้มีปัญญาในกาลก่อนก็ดี      ใน

กาลก่อนกว่าก็ดี  บรรลุซึ่งนิพพานแล้วแท้

จริง.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 176

อรรถกถาสาธุสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในสาธุสูตรที่  ๓  ต่อไป:-

บทว่า  อุทาน  อุทาเนสิ   แก้เป็น   อุทาหาร   อุทาหริ  ได้แก่

เปล่งวาจายกตัวอย่างมาอ้าง.    เหมือนอย่างว่า    บุคคลย่อมไม่อาจเพื่อจะถือเอา

ประมาณน้ำมันอันน้อยได้  เพราะซึมซาบไป  ท่านเรียกน้ำมันนั้นว่า  เป็นส่วน

ที่เหลือเศษ    บุคคลใด    ย่อมไม่อาจเพื่อถือเอาทะเลสาบที่มีน้ำมาก    อันใด

เพราะไหลท่วมทับ    ท่านเรียกน้ำนั้นว่า  โอฆะ  ฉันใด  หทัยใด  ย่อมไม่อาจ

เพื่อจะยึดซึ่งถ้อยคำอันเกิดจากปีติไว้ได้  เพราะเป็นถ้อยคำอันมีกำลังยิ่ง  อดกลั้น

อยู่ภายในไม่ได้  ย่อมออกมาภายนอก ท่านจึงเรียกถ้อยคำนั้นว่า  อุทาน  ฉันนั้น

เหมือนกัน  เทวดานั้นเปล่งอุทานถือถ้อยคำอันเกิดแต่ปีติเห็นปานนี้.   ในลำดับ

นั้นแล  เทวดาอื่นอีก  ได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์  ทานยัง

ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล      แม้เมื่อของมี

อยู่น้อย     ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้

อนึ่ง    ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธา    ก็ยัง

ประโยชน์ให้สำเร็จได้  นักปราชญ์ทั้งหลาย

กล่าวว่า   ทานและการรบเสมอกัน    พวก

วีรบุรุษแม้มีน้อย    ย่อมชนะคนฉลาดที่มี

มากได้   ถ้าบุคคลเชื่ออยู่   ย่อมให้สิ่งของ

แม้น้อยได้    เพราะฉะนั้นแล    ทายกนั้น

ย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 177

บทว่า  สทฺธายปิ  สาหุ  ทาน  แปลว่า  ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็

ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้  ได้แก่  ทานที่บุคคลแม้เชื่อซึ่งกรรมและผลของกรรม

แล้วให้    เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จได้   คือ   เป็นกรรมอันเจริญที่ตนได้.

บทว่า  อาหุ  แก้เป็น   กเถนฺติ   แปลว่า   ย่อมกล่าว.   ถามว่า   อย่างไร   ทาน

และการรบทั้งสองนั้น  จึงชื่อว่าเสมอกัน.  ตอบว่า เพราะว่าบุคคลผู้ขลาดในชีวิต

ย่อมไม่อาจเพื่อจะรบ บุคคลผู้กลัวความสิ้นเปลือง  ก็ย่อมไม่อาจเพื่อจะให้ทาน.

จริงอยู่      เมื่อบุคคลกล่าวว่า       ข้าพเจ้าจักรักษาชีวิตด้วย       จักรบด้วย

ดังนี้  ย่อมไม่รบ   แต่บุคคลสละความอาลัยในชีวิตแล้วให้อุสาหะเกิดขึ้นว่า   เรา

ถูกตัดอวัยวะหรือการตายก็ตาม   เราจักต้องถึงความเป็นอิสระนั่น     ดังนี้ทีเดียว

ย่อมรบ.   บุคคลเมื่อกล่าวว่า   เราจักรักษาโภคะทั้งหลายและจักให้ทาน   ดังนี้

ชื่อว่า  ย่อมไม่ให้ทาน  แต่บุคคลสละความอาลัยในโภคะทั้งหลายและมีอุสาหะว่า

เราจักให้มหาทาน  ดังนี้    ชื่อว่า   ย่อมให้ทาน.   ทานและการรบ   ย่อมเสมอกัน

แม้ด้วยอาการอย่างนัเ. คำอะไร ๆ ที่จะพึงกล่าวให้ยิ่งกว่านี้ย่อมไม่มี.

บทว่า  อปฺปาปิ  สนฺตา  พหุเก ชิน  แปลว่า  พวกวีรบุรุษแม้

มีน้อย  ย่อมชนะคนขลาดที่มีมากได้    อธิบายว่า    พวกวีรบุรุษถึงจะมีน้อย

ก็สามารถรบชนะผู้ขลาดที่มีมากได้  ฉันใด  บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ก็ฉันนั้น

เมื่อให้ทานน้อยย่อมย่ำยีความตระหนี่มาก       ทั้งยังได้ผลของทานเป็นอันมาก.

ทานและการรบจึงเสมอกัน แม้ด้วยอาการอย่างนี้.    ด้วยเหตุนี้แหละ    เทวดาจึง

กล่าวว่า    ถ้าบุคคลเชื่ออยู่    ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้  ดังนี้.    ก็เพื่อประกาศ

เนื้อความนี้ว่า  เพราะฉะนั้นแล   ทายกนั้น   ย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า

ดังนี้   พึงยังเรื่องพราหมณ์เอกสาฎกให้พิสดาร.  บทว่า  ธมฺมลทฺธสฺส  แปลว่า

ผู้มีธรรมอันได้แล้ว    ได้แก่  บุคคลผู้มีโภคะอันได้แล้วด้วยธรรมอันสงบ  และ

บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว.    ในข้อนี้     บุคคลผู้มีธรรมอันบรรลุแล้ว     ผู้เป็น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 178

พระอริยบุคคล  ชื่อว่า  ผู้มีธรรมอันได้แล้ว.  เพราะฉะนั้น   ทานอันบุคคลผู้มี

โภคะอันได้แล้วโดยธรรม   ย่อมให้แก่พระอริยบุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว   ท่าน

กล่าวว่า  แม้ข้อนั้น   ก็เป็นการดี.  เนื้อความในบทคาถาว่า  บุคคลใด ย่อมให้

ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว  แม้นี้ก็นัยนี้แหละ.  บทว่า  อุฏฺานวริยาธิคตสฺส

ได้แก่ ผู้มีโภคะอันบรรลุแล้ว    ด้วยความบากบั่น    และความเพียร.    บทว่า

เวตรณี  (ชื่อนรกขุมหนึ่งที่มีแม่น้ำ)  นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น.   อธิบาย

ว่า ก็บุคคลนั้นก้าวพ้นไปได้โดยประการทั้งปวง คือ ซึ่งนรกของพญายม ชื่อว่า

เวตรณีบ้าง  ซึ่งมหานรก ๓๑  มีสัญชีวนรก   และกาฬสุตตนรกเป็นต้นบ้าง.

ในลำดับนั้นแล    เทวดาอื่นอีก    ได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์  ฯลฯ  ทาน

ที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว    เป็น

การดี  อนึ่ง  ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่งเป็น

การดี     ทานที่เลือกให้พระสุคตทรง

สรรเสริญแล้ว.

บทว่า  วิเจยฺย ทาน  แปลว่า  ทานที่บุคคลเลือกให้.   ในข้อนี้ ได้แก่

ทานที่บุคคลเลือกให้นั้นมี  ๒  อย่าง  คือ  เลือกทักขิณา   (ของสำหรับทำบุญ)

อย่างหนึ่ง   เลือกพระทักขิไณยบุคคล   (บุคคลผู้ควรรับของทำบุญ)  อย่างหนึ่ง.

ในสองอย่างนั้น    การนำปัจจัยทั้งหลายที่เลว      ออกไปแล้วคัดเลือกเอาของที่

ประณีต ๆ  ถวายแก่พระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น    ชื่อว่า    การเลือกทักขิณา.

การละเว้นบุคคลทั้งหลาย   นอกจากศาสนานี้    ผู้มีศีลวิบัติแล้ว     และบุคคลผู้

นอกรีตนอกรอย ๙๖ ประเภท   แล้วถวายทานแก่บรรพชิตในพระศาสนา  ผู้ถึง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 179

พร้อมด้วยศีลาทิคุณ   ชื่อว่า  การเลือกพระทักขิไณยบุคคล.   ด้วยอาการทั้งสอง

อย่าง  อย่างนี้  ชื่อว่า  ทานที่บุคคลเลือกให้.  บทว่า สุคตปฺปสฏฺ  แปลว่า

พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว.    ก็เทวดากล่าวถึงการเลือกทักษิณา   (ของทำบุญ)

ด้วยคำว่า  พีชานิ  วุตฺตานิ  ยถา นี้ แปลว่า เหมือนพืชที่หว่านแล้ว อธิบายว่า

ไทยธรรม    คือของทำบุญ    อันประณีต ๆ  เช่นกับการเลือกพืชที่หว่านแล้ว.

บทว่า  ปาเณสุปิ  สาธุ  สยโม   แปลว่า  ความสำรวมแม้ในสัตว์ทั้งหลายเป็น

การดี  คือ  ว่ามีความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย  ก็ย่อมเป็นกรรมอันเจริญ.

เทวดานี้      เมื่อจะก้าวล่วงอานิสงส์ของทานที่พวกเทวดาเหล่าอื่นกล่าว

แล้ว    เพื่อกล่าวถึงอานิสงส์แห่งศีล   จึงเริ่มคำว่า

โย  ปาณภูตานิ  อเหย  จร

ปรูปวาทา  น  กโรติ  ปาป

ภีรุ  ปสสนฺติ  น  หิ  ตตฺถ  สูร

ภยา  หิสนฺโต  น  กโรนฺติ  ปาป.

บุคคลใดประพฤติตนเป็นผู้ไม่เบียด

เบียนสัตว์ทั้งหลาย  เที่ยวไปอยู่  ไม่ทำบาป

เพราะกลัวความติเตียนแต่งผู้อื่น  บัณฑิต

ทั้งหลาย  ย่อมสรรเสริญซึ่งบุคคลผู้กลัว

บาป    แต่ไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการ

ทำบาปนั้น    สัตบุรุษทั้งหลาย   ย่อมไม่

ทำบาป  เพราะความกลัวบาปแท้.

คำว่า  อเหย  จร แก้เป็น  อวิหึสนฺโน  จรมาโน  แปลว่า  เป็น

ผู้ไม่เบียดเบียน  เที่ยวไปอยู่.    บทว่า  ปรูปวาทา  แปลว่า  เพราะกลัวความ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 180

ติเตียนแห่งบุคคลอื่น.   บทว่า  ภยา  ได้แก่  อุปวาทภัย   (ภัยคือความติเตียน).

บทว่า   ทานา  จ  โข   ธมฺมปทว  เสยฺโย   แปลว่า  บทแห่งธรรมเท่านั้น

ประเสริฐกว่าทาน    คือว่า  บทแห่งธรรม   กล่าวคือ   พระนิพพานนั่นแหละ

ประเสริฐกว่าทาน.

บทว่า  ปุพฺเพว  หิ  ปุพฺพตเรว  สนฺโต  แปลว่า  เพราะว่าสัตบุรุษ

ทั้งหลายในกาลก่อนก็ดี   กาลก่อนกว่าก็ดี  อธิบายว่า  ในกาลก่อน   คือกาลแห่ง

พระพุทธเจ้าพระนามว่า  กัสสปะ  เป็นต้น     และในกาลก่อนกว่า    คือในกาล

แห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมน์ เป็นต้นก็ดี บัณฑิตเหล่านั้นแม้ทั้งหมด

ชื่อว่า  เป็นสัตบุรุษในกาลก่อนหรือในกาลก่อนกว่านั้นแหละ  ดังนี้แล.

จบอรรถกถาสาธุสูตร  ที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 181

๔.  นสันติสูตร

 

ว่าด้วยการกำจัดเบญจขันธ์คือกำจัดทุกข์

 

[๑๐๒]   สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงนครสาวัตถี.

ครั้งนั้นแล    เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว     พวกเทวดาสตุลลปกายิกามาก

ด้วยกัน มีวรรณะงาม  ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า  ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง.

[๑๐๓]   เทวดาองค์หนึ่ง  ครั้นยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว  ได้

กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

กามทั้งหลายในหมู่มนุษย์ที่เป็นของ

เที่ยงย่อมไม่มี    บุรุษผู้เกี่ยวข้องแล้ว  ผู้

ประมาทแล้วในอารมณ์ที่ตั้งแห่งความใคร่

ทั้งหลายอันมีอยู่ในหมู่มนุษย์นี้   ไม่มาถึง

นิพพานเป็นที่ไม่กลับมาแต่วัฏฏะเป็นที่ตั้ง

แห่งมัจจุ  เบญจขันธ์เกิดแต่ฉันทะ  ทุกข์ก็

เกิดแต่ฉันทะ  เพราะกำจัดฉันทะเสีย  จึง

กำจัดเบญจขันธ์ได้  เพราะกำจัดเบญจขันธ์

ได้  จึงกำจัดทุกข์ได้  อารมณ์อันงามทั้ง

หลายในโลกไม่เป็นกาม    ความกำหนัดที่

พร้อมไปด้วยความดำริเป็นกามของบุรุษ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 182

อารมณ์อันงามทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในโลก

อย่างนั้นนั่นแหละ บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย

ย่อมกำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดย

แท้   บุคคลพึงละความโกรธเสีย    พึงทิ้ง

มานะเสีย พึงล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย  ทุกข์

ทั้งหลาย   ย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น  ผู้ไม่

เกี่ยวข้องในนามรูป ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่อง

กังวล  ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว ไม่

ติดมานะแล้ว    ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้

เสียแล้ว พวกเทวดา พวกมนุษย์  ในโลกนี้

ก็ดี  ในโลกอื่นก็ดี  ในสวรรค์ทั้งหลายก็ดี

ในสถานเป็นที่อาศัยแห่งสัตว์ทั้งปวงก็ดี

เที่ยวค้นหา   ก็ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น  ผู้มี

เครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว  ไม่มีทุกข์  ไม่มี

ตัณหา.

[๑๐๔] ท่านพระโมฆราชกล่าวว่า

ก็หากว่า พวกเทวดา พวกมนุษย์  ใน

โลกนี้ก็ดี  ในโลกอื่นก็ดี  ไม่ได้เห็นพระ-

ขีณาสพนั้น  ผู้อุดมกว่านรชน  ผู้ประพฤติ

ประโยชน์เพื่อพวกนรชน   ผู้พ้นแล้วอย่าง

นั้น     เทวดาและมนุษย์เหล่าใด   ย่อมไหว้

พระขีณาสพนั้น  เทวดาและมนุษย์เหล่า

นั้น  ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 183

[๑๐๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุ     แม้พวกเทวดาและ

มนุษย์เหล่านั้น     ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึง

สรรเสริญู   พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใด

ย่อมไหว้ขีณาสวภิกษุนั้น   ผู้พ้นแล้วอย่าง

นั้น    ดูก่อนภิกษุ แม้พวกเทวดาและมนุษย์

เหล่านั้นรู้ธรรมแล้ว  ละวิจิกิจจาแล้ว  ก็

ย่อมเป็นผู้ล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้อง.

 

อรรถกถานสันติสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในนสันติสูตรที่ ๔  ต่อไป :-

บทว่า   กมนียานิ   แปลว่า   อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่   ได้แก่

อารมณ์ที่น่าปรารถนามีรูปเป็นต้น.  บทว่า  อปุนาคมน  อนาคนฺตฺวา  ปุริโส

มจฺจุเธยฺย  ได้แก่  ไม่มาถึงพระนิพพาน   กล่าวคือที่เป็นที่ไม่กลับมาอีก   แต่

บ่วงแห่งมัจจุ   กล่าวคือ  วัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ จริงอยู่  บุคคลผู้บรรลุพระ-

นิพพานแล้ว  ย่อมไม่กลับมาอีก ฉะนั้น ท่านจึงเรียกนิพพานนั้นว่า  อปุนาคมนะ

แปลว่า  ที่เป็นที่ไม่กลับมาอีก.   อธิบายว่า   บุคคลผู้เกี่ยวข้องแล้ว   ผู้ประมาท

แล้วในกามทั้งหลาย   ชื่อว่า   ย่อมไม่มาแล้ว   คือไม่อาจเพื่อบรรลุพระนิพพาน

นั้น  เพราะเหตุนั้น   ท่านจึงกล่าวอย่างนี้.   บทว่า   ฉนฺทช   แปลว่า   เกิดแต่

ฉันทะ  อธิบายว่า  เกิดเพราะตัณหาฉันทะ.  บทว่า  อฆ   แปลว่า  ทุกข์  คือ

เบญจขันธ์  บทที่ ๒  (ทุกข์)  เป็นไวพจน์ของเบญจขันธ์นั้นนั่นแหละ.  บทว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 184

ฉนฺทวินยา  อฆวินโย   แปลว่า   เพราะกำจัดฉันทะเสียจึงกำจัดเบญจขันธ์ได้

อธิบายว่า   เพราะกำจัดตัณหาได้   จึงกำจัดเบญจขันธ์ได้.   บทว่า  อฆวินยา

ทุกฺขวินโย   แปลว่า  เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้  จึงกำจัดทุกข์ได้   อธิบายว่า

เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้    วัฏทุกข์     ย่อมเป็นอันตนกำจัดได้แล้วเหมือนกัน.

บทว่า  จิตฺรานิ แปลว่า อารมณ์อันงามทั้งหลาย.  บทว่า  สงฺกปฺปราโค แปลว่า

ความกำหนัดที่พร้อมด้วยความดำริ    ในที่นี้   ท่านปฏิเสธวัตถุทั้งหลาย   (วัตถุ

กาม)   แล้วกล่าวว่า  ความกำหนัดพร้อมด้วยความดำริอย่างนี้ว่า  เป็นกิเลสกาม.

ความข้อนี้    บัณฑิตพึงให้แจ่มแจ้งด้วยปสุรสูตร.   จริงอยู่  เมื่อพระเถระ  (พระ-

สารีบุตร)  กล่าวว่าความดำริและความกำหนัดเป็นกามของบุรุษ   ปสุรปริพาชก

ก็กล่าวว่า   ธรรมเหล่าใดมีอารมณ์งาม  ธรรมเหล่านั้น  ไม่ใช่กาม  ท่านกล่าวว่า

ความดำริและความกำหนัดในโลก   ว่าเป็นกาม   เป็นความดำริ  ถ้าเช่นนั้น    แม้

ภิกษุของท่านก็พึงบริโภคกามในอกุศลวิตก    ดังนี้.   ลำดับนั้น    พระเถระได้

กล่าวกะปสุรปริพาชกนั้นว่า  หากว่า  อารมณ์เหล่าใดงาม   อารมณ์เหล่านั้นไม่

ใช่กามไซร้    ท่านก็ไม่ต้องกล่าวถึงความดำริและความกำหนัดว่า    เป็นกามใน

โลก   เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งรูปทั้งหลายอันเป็นอารมณ์ทางใจ    แม้พระศาสดาก็

ตรัสว่า   กามโภคีพึงมีแก่เขา   ดังนี้    เมื่อบุคคลฟังเสียงทั้งหลาย   สูดอยู่ซึ่งกลิ่น

หอมทั้งหลาย  ลิ้มอยู่ซึ่งรสทั้งหลาย  ถูกต้องอยู่ซึ่งผัสสะทั้งหลายอันเป็นอารมณ์

ทางใจ   แม้พระศาสดาก็ตรัสว่า   กามโภคี   พึงมีแก่เขา   ดังนี้.

บทว่า  อเถตฺถ  ธีรา    แปลว่า  บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อมกำจัด

ฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดยแท้  อธิบายว่า  บัณฑิตทั้งหลาย  ย่อมกำจัด

ฉันทราคะในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นโดยแท้.  บทว่า  สโยชน  สพฺพ  ได้

แก่  สังโยชน์แม้ทั้ง  ๑๐ อย่าง.  บทว่า  อกิญฺจน   ได้แก่  เว้นจากกิเลสเครื่อง

กังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น.  บทว่า  นานุปตนฺติ  ทุกฺขา  แปลว่า  ทุกข์ทั้ง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 185

หลายย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น       คือว่าวัฏทุกข์ทั้งหลาย     ย่อมไม่ตกไปเบื้องบน

บุคคลผู้นั้น.  พระเถระชื่อว่า  โมฆราชผู้ฉลาดในอนุสนธิ   ฟังคาถาว่า  ขีณาสว

ภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว  ดังนี้   มีสติกำหนดคาถาแม้เหล่านั้นแล้วจึงคิดว่า   เนื้อ

ความแห่งคาถานี้  ไม่ไปตามอนุสนธิ  ดังนี้  เมื่อจะสืบต่อแห่งอนุสนธิตามที่เป็น

ไปอย่างไร   จึงกล่าวคำ   อย่างนี้ว่า

ก็หากว่า   พวกเทวดา   พวกมนุษย์

ในโลกนี้    หรือในโลกอื่นก็ดี    ไม่ได้เห็น

พระขีณาสพนั้นผู้อุดมกว่านรชน  ผู้ประ-

พฤติประโยชน์เพื่อพวกนรชน   ผู้พ้นแล้ว

อย่างนั้น   เทวดาและมนุษย์เหล่าใด  ย่อม

ไหว้พระขีณาสพนั้น    เทวดาและมนุษย์

เหล่านั้นย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   อิธ  วา  หุร  วา  แปลว่า    ในโลกนี้

หรือในโลกอื่น.  บทว่า  นรุตฺตม  อตฺถจร  นราน  แปลว่า  ผู้อุดมกว่านรชน

ผู้พระพฤติประโยชน์  เพื่อนรชนทั้งหลายนั้น    แม้ก็จริง   ถึงอย่างนั้น    พระ-

เถระก็มิได้หมายเอาพระชีณาสพอื่น    หมายเอาพระทศพลเท่านั้น.  บทว่า  เย

ต  นมสฺสนฺติ   ปสสิยา เต  แปลว่า  พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใด  ย่อมไหว้

พระขีณาสพนั้นผู้พ้นแล้วอย่างนั้น   อธิบายว่า ย่อมไหว้พระผู้มีพระภาคพระองค์

นั้น  ด้วยกายหรือด้วยวาจาหรือว่า  ด้วยการปฏิบัติตามโดยแท้  พวกเทวดาและ

มนุษย์เหล่านั้น     พึงเป็นผู้อันบัณฑิตควรสรรเสริญหรือไม่     บทว่า    ภิกษุ

เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระโมฆราชเถระ.   บทว่า   อญฺาย  ธมฺม


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 186

แปลว่า  รู้ธรรมแล้ว    คือได้แก่   รู้สัจธรรมทั้ง  ๔.  บทว่า สงฺคาตีตา  เตปิ

ภวนฺติ    แปลว่า    แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น. . .    ย่อมเป็นผู้ล่วง

ธรรมเครื่องข้อง  อธิบายว่า   เทวดาและมนุษย์เหล่าใด   ย่อมไหว้พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้านั้นด้วยกายหรือด้วยวาจา    หรือว่า    ด้วยการปฏิบัติตาม    เทวดาและ

มนุษย์เหล่านั้นรู้สัจจธรรม ๔ และละวิจิกิจฉาแล้ว  ย่อมเป็นผู้ล่วงพ้นธรรมเป็น

เครื่องข้องบ้าง  ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิต  พึงสรรเสริญบ้าง   ดังนี้แล.

จบอรรถกถานสันติสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 187

๕.  อุชฌานสัญญีสูตร

 

ว่าด้วยเทวดามุ่งโทษ

 

[๑๐๖] สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี   กรุงสาวัตถี   ครั้งนั้น    เมื่อปฐมยามล่วง

ไปแล้ว     พวกเทวดาผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษมากด้วยกัน    มีวรรณะงาม   ยัง

พระวิหารเชตวัน ทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   แล้วจึงได้ลอยอยู่

ในอากาศ.

[๑๐๗] เทวดาองค์หนึ่ง   ครั้นลอยอยู่ในอากาศแล้ว   ได้กล่าวคาถานี้

ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

บุคคลใดประกาศตนอันมีอยู่โดย

อาการอย่างอื่น     ให้เขารู้โดยอาการอย่าง

อื่น   บุคคลนั้นลวงปัจจัยเขากินด้วยความ

เป็นขโมย     เหมือนความลวงกินแห่ง

พรานนก  ก็บุคคลทำกรรมใด  ควรพูดถึง

กรรมนั้น   ไม่ทำกรรมใด  ก็ไม่ควรพูดถึง

กรรมนั้น   บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้จักบุคคล

นั้น   ผู้ไม่ทำ  มัวแต่พูดอยู่.

[๑๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาทั้งหลายนี้ว่า

ใคร ๆ  ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ด้วย

เหตุสักว่าพูด  หรือฟังส่วนเดียว    บุคคลผู้

มีปัญญาทั้งหลาย   ผู้มีฌาน   ย่อมพ้นจาก


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 188

เครื่องผูกของมาร  ด้วยปฏิปทาอันมั่นคงนี้

บุคคลผู้มีปัญญา  ทั้งหลาย  ทราบความเป็น

ไปของโลกแล้ว    รู้แล้ว    เป็นผู้ดับกิเลส

ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกี่ยวข้องในโลกแล้ว

ย่อมไม่พูดโดยแท้.

[๑๐๙] ในลำดับนั้นแล  เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน  หมอบ

ลงใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว    ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ    โทษของพวกข้าพเจ้าล่วงไปแล้ว

พวกข้าพเจ้าเหล่าใด   เป็นพาลอย่างไร   เป็นผู้หลงแล้วอย่างไร   เป็นผู้ไม่ฉลาด

อย่างไร   ได้สำคัญแล้วว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอันพวกเราพึงรุกราน        ข้าแต่

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ        ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอดโทษของพวก

ข้าพเจ้านั้น   เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป.

ในลำดับนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงยิ้มแย้ม.

[๑๑๐] ในลำดับนั้นแล     เทวดาเหล่านั้นผู้เพ่งโทษโดยประมาณยิ่ง

กลับขึ้นไปบนอากาศ       เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าว่า

เมื่อเราแสดงโทษอยู่   ถ้าบุคคลใดมี

ความโกรธอยู่ในภายใน มีความเคืองหนัก

ย่อมไม่อดโทษให้      บุคคลนั้นย่อมสอด

สวมเวร    หากว่าในโลกนี้    โทษก็ไม่มี

ความผิดก็ไม่มี  เวรทั้งหลายก็ไม่สงบ  ใน

โลกนี้ใครพึงเป็นคนฉลาด  เพราะเหตุไร

โทษทั้งหลายของใคร  ไม่มี  ความผิดของ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 189

ใครก็ไม่มี  ใครไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล

ในโลกนี้  ใครย่อมเป็นผู้มีปัญญา   เป็นผู้

มีสติในกาลทั้งปวง

[๑๑๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

โทษทั้งหลายไม่มี    ความผิดก็ไม่มี

แก่พระตถาคตนั้น    ผู้ตรัสรู้แล้ว   ผู้เอ็นดู

แก่สัตว์ทั้งปวง  พระตถาคตนั้นไม่ถึงแล้ว

ซึ่งความหลงใหล     พระตถาคตนั้นย่อม

เป็นผู้มีปัญญา  เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง

เมื่อพวกท่านแสดงโทษอยู่  หากบุคคลใด

มีความโกรธอยู่ในภายใน    มีความเคือง-

หนัก  ย่อมไม่อดโทษให้  บุคคลนั้นย่อม

สอดสวมเวร  เราไม่ชอบเวรนั้น    เราย่อม

อดโทษแก่ท่านทั้งหลาย.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 190

อรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในอุชฌานสัญญีสูตรที่  ๕  ต่อไป :-

บทว่า   อุชฺฌานสญฺิกา    แปลว่า    ผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษ

อธิบายว่า เทวโลก ชื่อว่า อุชฌานสัญญี ซึ่งแยกออกไปจากเทวโลกอื่นนั้นมิได้มี

ก็แต่ว่า  เทวดาเหล่านี้อาศัยบริโภคปัจจัย ๔   ของพระตถาคตเจ้า  แล้วมาเพ่งโทษ

อยู่. ได้ยินว่า  เทวดานั้น   ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  พระสมณโคดมพึงกล่าวลวง

ให้มีความสันโดษด้วยบังสุกุลจีวรด้วยคำข้าวที่หามาได้ด้วยการบิณฑบาต  ด้วย

การอยู่เสนาสนะโคนไม้  ด้วยยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า  และย่อมกล่าวยกย่องบุคคล

ผู้ยังกิจนั้นให้สำเร็จสุดยอดแต่พระองค์เอง    ทรงจีวรอันประณีตมีผ้าโขมพัสตร์

เนื้อละเอียดชนิดดี  เป็นต้น    ย่อมเสวยโภชนะอันเลิศ   อันสมควรแก่พระราชา

ย่อมบรรทมบนที่นอนอันประเสริฐในพระคันธกุฎีอันควรเป็นวิมานของเทพ

ย่อมเสวยเภสัชทั้งหลายมี  เนยใส  เนยข้น   เป็นต้น    ย่อมแสดงธรรมแก่มหาชน

ในกลางวัน    ถ้อยคำของพระองค์กับการกระทำของพระองค์เป็นไปคนละอย่าง

ดังนี้  จึงมาโพนทะนามุ่งหมายเพ่งโทษพระตถาคตเจ้า  ด้วยเหตุนั้น   พระธรรม

สังคาหเถระทั้งหลาย  จึงเรียกชื่อเทวดาเหล่านั้นว่า   อุชฌานสัญฺิกา  แปลว่า

ผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษดังนี้.

บทว่า  อญฺถา  สนฺต แปลว่า  มีอยู่โดยอาการอย่างอื่น   คือได้แก่

เป็นไปโดยอาการอย่างอื่น.    บทว่า   นิกจฺจ   แปลว่า   ลวงแล้ว   ได้แก่  ลวง

ด้วยการหลอกลวงเขากิน.    บทว่า  กิตวสฺเสว  นี้     เทวดากล่าวว่า  เหมือน

นายพรานนกลวงจับนก.   จริงอยู่    นายพรานนกนั้น    เมื่ออยู่ในที่มิใช่พุ่มไม้

ก็เข้าไปแสดงเหมือนลักษณะแห่งพุ่มไม้โดยปกปิดตน   ด้วยกิ่งและใบไม้เป็นต้น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 191

ยังนกทั้งหลายมีนกยูงและนกกระทาเป็นต้นให้ตาย       การทำการเลี้ยงภรรยา.

บุคคลผู้โกหกปกปิดอัตภาพด้วยผ้าบังสุกุล      ลวงมหาชนเพราะความที่ตนเป็น

คนฉลาด  ในการพูด  เคี้ยวกินอยู่  เที่ยวไป  การกินนั้นของบุคคลนั้นดังขโมย

ทั้งการบริโภคปัจจัย  ๔    แม้ทั้งหมดก็ดุจขโมย       เหมือนการกินเนื้อนกของ

นายพรานนก  ผู้ลวงนกอย่างนี้   เทวดากล่าวด้วยการลวงนี้     ด้วยประการฉะนี้

โดยหมายเอาพระผู้มีพระภาคเจ้า.    บทว่า  ปริชานนฺติ  ปณฺฑิตา    แปลว่า

บัณฑิตทั้งหลาย    ย่อมรู้จักบุคคลนั้น    อธิบายว่า    บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้ว่า

บุคคลนี้เป็นผู้กระทำการลวง  หรือไม่ลวง  ดังนี้.    ด้วยเหตุนี้แหละ    เทวดา

เหล่านั้นสำคัญอยู่ว่า   แม้พระตถาคตของพวกเรานั่นแหละเป็นผู้รู้  จึงกล่าวแล้ว

อย่างนั้น.

ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสคำว่า

นยิท  ภาสิตมตฺเตน                   เอกนฺตสวเนน   วา

อนุกฺกมิตเว  สกฺกา                     ยาย  ปฏิปทา  ทฬฺหา

ยาย    ธีรา  ปมุจฺจนฺติ                 ฌายิโน  มารพนฺธนา

น  เว  ธีรา  ปกฺพฺพนฺติ                วิทิตฺวา  โลกปริยาย

อญฺาย  นิพพุตา  ธีรา               ติณฺณา  โลกา  วิสตฺติก.

ใคร ๆ   ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้

ด้วยเหตุสักว่าพูด   หรือว่าฟังส่วนเดียว

บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย  ผู้มีฌาน  ย่อม

พ้นจากเครื่องผูกของมาร  ด้วยปฏิปทาอัน

มั่นคง    บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายทราบ

ความเป็นไปของโลกแล้ว    รู้แล้ว   เป็นผู้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 192

ดับกิเลส  ข้ามตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลก

แล้ว  ย่อมไม่พูดโดยแท้.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ยาย  ปฏิปทา  ทฬฺหา    อธิบายว่า

ปฏิปทานี้   คือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม  จริงอยู่  บุคคลทั้งหลายมีปัญญา

คือ  บัณฑิตทั้งหลายผู้มั่นคง    เพ่งอยู่ด้วยฌานทั้ง ๒ คือ  อารัมมณูปนิชฌาน

และลักขณูปนิชฌาน  ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมารได้  ด้วยปฏิปทาใด บุคคล

ไม่อาจเพื่อหยั่งลง    คือ   เพื่อปฏิบัติปฏิปทานั้นโดยสักแต่พูด    หรือสักแต่ฟัง.

บทว่า  น  เว  ธีรา  ปกุพฺพนฺติ  ความว่า  บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย   คือ

บัณฑิตทั้งหลาย  รู้แจ้งแล้วซึ่งปริยายแห่งโลก  (วิธีการพูดของสัตว์โลก)   และ

รู้แล้วซึ่งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของสังขารโลก      เพราะรู้สัจธรรม  ๔

จึงนิพพานแล้วด้วยกิเลสนิพพาน  เป็นผู้ข้ามตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลก  ย่อม

ไม่การทำอย่างนี้   อธิบายว่า  เราย่อมไม่พูดคำเห็นปานนี้.

ในลำดับนั้นแหละ    เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน    หมอบลง

ใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ทูลว่า  อจฺจโย   น  ภนฺเต

อจฺคมา  เป็นต้น  แปลความว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ

โทษของพวกข้าพระองค์ได้ล่วงเกินไปแล้ว

พวกข้าพระองค์เหล่าใด  เป็นพาลอย่างไร

เป็นผู้หลงแล้วอย่างไร     เป็นผู้ไม่ฉลาด

อย่างไร   ได้สำคัญแล้วว่า   พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า     อันพวกเราพึงรุกราน     ข้าแต่

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ         ขอพระผู้มี


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 193

พระภาคเจ้าโปรดอดโทษของพวกข้า

พระองค์นั้น   เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป.

บทว่า  ปวิย  ปติฏฺหิตฺวา  แปลว่า ยืนบนแผ่นดิน อธิบายความว่า

กรรมอันไม่สมควร  อันพวกข้าพระองค์ทำแล้ว   พวกข้าพระองค์ใช้คำพูดเรียก

พระองค์ผู้ไม่ทำกรรมอย่างนั้น       ด้วยวาทะว่ากระทำ    เหตุนี้แหละ   พวกข้า

พระองค์ละอายอยู่    ทั้งไม่ทำความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจผู้เป็นราวกะ

มหาพรหม   กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจกองอัคคีให้ไม่สบายพระทัย  ทำการ

นมัสการอยู่    ก้าวลงจากอากาศแล้ว    ยืนอยู่บนแผ่นดิน.     บทว่า   อจฺจโย

แปลว่า  โทษ   ได้แก่  ความผิดพลาด.     บทว่า    โน   อจฺจคฺคมา   แปลว่า

ของพวกข้าพเจ้าผู้ล่วงเกินแล้ว     อธิบายว่า    พวกข้าพเจ้าล่วงเกินแล้วโทษนั้น

ครอบงำข้าพระองค์ให้เป็นไป   บทว่า  อปสาเทตพฺพ  แปลว่า  อันพวกเรา

พึงรุกราน  อธิบายว่า  อันพวกข้าพระองค์พึงทำให้พระองค์ขัดพระทัยได้.   ได้

ยินว่า  เทวดานั้น  กระทบกระทั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอาการ ๒ อย่าง  คือ

ด้วยกาย    และด้วยวาจา    การไม่ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า     แล้วยังยืนอยู่ใน

อากาศนี้   ชื่อว่า   กระทบกระทั่งด้วยกาย   เมื่อเทวดาเหล่านั้น   กล่าววาจาอัน

เป็นวาทะของอสัตบุรุษมีประการต่าง ๆ  เหมือนคนชั่วนำโล่มาป้องกันตัว  ชื่อ

ว่า  กระทบกระทั่งด้วยวาจา.   เพราะฉะนั้น   ท่านจึงกล่าวไว้ว่าพวกเทวดาเหล่า

นั้น กล่าวว่า   พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย   ได้สำคัญพระองค์ว่าเป็นผู้อันบุคคลพึง

รุกรานได้.  บทว่า  ปฏิคฺคณฺหาตุ  แก้เป็น ขมตุ  แปลว่า  โปรดอดโทษ

บทว่า   อายตึ  สวราย  แปลว่า  เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป  อธิบายว่า  เพื่อ

ความสำรวมในอนาคต   และเพื่อไม่กระทำความผิด   ความประทุษร้าย   ความ

ติเตียนเห็นปานนี้อีก.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 194

ลำดับนั้นแหละ    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำการแย้มพระโอษฐ์ให้

ปรากฏ   ในข้อนี้อธิบายว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อจะทรงแสดงถึงพระองค์

ผู้มีการฝึกอันยอดเยี่ยมแล้ว   จึงแสดงลักษณะแห่งความยินดี.   ถามว่า    เพราะ

เหตุไร.  ตอบว่า   ได้ยินว่า  พวกเทวดาเหล่านั้นบอกให้พระองค์ยกโทษให้แก่

พวกเทวดาโดยภาวะของตน    ย่อมกระทำพระตถาคตเจ้าซึ่งเป็นบุคคลผู้เลิศใน

โลกพร้อมทั้งเทวโลก   ให้เป็นโลกิยมหาชนเช่นกับคนธรรมดาคนหนึ่ง.

ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ    โดย

ประสงค์ว่า     เราจักแสดงกำลังแห่งพระพุทธเจ้าก่อนแล้วจักอดโทษในภายหลัง

โดยถ้อยคำที่จะกล่าวข้างหน้า. บทว่า  ภิยฺโยโส  สตฺตาย  แก้เป็น  อติเรกปฺป-

มาเณน   แปลว่า   โดยประมาณยิ่ง.   บทว่า   อิม  คาถ  อภาสิ    แปลว่า

เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้      อธิบายว่า     เทวดาองค์หนึ่งมีความสำคัญว่า

พระศาสดานี้   ทรงกริ้วพวกเรา  จึงได้กล่าวแล้ว.    บทว่า   น  ปฏิคฺคณฺหาติ

แก้เป็น  น  ขมติ  แปลว่า   ย่อมไม่อดโทษ   คือ   ย่อมไม่อดกลั้น.   บทว่า

โกปนฺตโร    แปลว่า    บุคคลมีความโกรธอันเกิดขึ้นแล้วในภายใน.    บทว่า

โทสครุ  แปลว่า  มีความเคืองจัด   คือ  ถือเอาโทษหนักอยู่.   บทว่า  ส  เวร

ปฏิมุจฺจติ   แปลว่า  ย่อมประสบเวร  อธิบายว่า   บุคคลนั้น    คือผู้เห็นปานนี้

ย่อมประสบเวร  ย่อมตั้งไว้  ย่อมในสละซึ่งเวรนั้นในตน  เหมือนบุคคลคั้นฝีที่

อักเสบ.   บทว่า   อจฺจโย  เจ  น  วิชฺเชถ    แปลว่า  หากว่า   โทษไม่พึงมี

อธิบายว่า  ถ้าว่ากรรมคือการล่วงเกินไม่พึงมีไซร้. บทว่า  โน  จีธ  อปหต  สิยา

แปลว่า  ความผิดก็ไม่พึงมี  อธิบายว่า  ผิว่า  ชื่อว่า   ความพลั้งพลาดไม่พึงมี.

บทว่า  เกนีธ  กุสโล  สิยา  แปลว่า  ในโลกนี้   ใครพึงเป็นคนฉลาด  เพราะ

เหตุไร    อธิบายว่า    ผิว่าเวรทั้งหลายไม่พึงสงบไซร้     ใครพึงเป็นคนฉลาด

เพราะเหตุไร.   บทว่า    กสฺสจฺจยา    แปลว่า   โทษทั้งหลายของใครไม่พึงมี


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 195

คือได้แก่    โทษที่ก้าวล่วงทางวาจาของใครไม่มี     ความผิดพลาดของใครไม่มี

ใครเล่า   ย่อมไม่ประสบความหลงใหล   ใครเล่า   ชื่อว่าเป็นบัณฑิตตลอดกาล

เป็นนิตย์ทีเดียว.

ได้ยินว่า การกระทำความแย้มให้ปรากฏของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เพื่อ

จะตรัสคาถานี้.   เพราะฉะนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงทรงดำริว่า   บัดนี้เรา

จักแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า   แล้วจักอดโทษ    แก่พวกเทวดา   จึงตรัสคำว่า

ตถาคตสฺส  พุทฺธสฺส  สพฺพภูตานุกมฺปิโน  เป็นต้น  แปลความว่า

โทษทั้งหลายไม่มี   ความผิดก็ไม่มี

แก่พระตถาคตนั้น    ผู้ตรัสรู้แล้ว    ผู้ทรง

อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง   พระตถาคตนั้น

ย่อมไม่มีถึงความหลงใหล  พระตถาคตนั้น

ย่อมเป็นผู้มีปัญญา   เป็นผู้มีสติในกาลทั้ง

ปวง  เมื่อท่านแสดงโทษอยู่  หากบุคคลใด

มีความโกรธอยู่ในภายใน  มีความเคืองจัด

ย่อมไม่อดโทษให้บุคคลนั้น   ย่อมประสบ

เวร  เราไม่ชอบเวรนั้น   เราย่อมอดโทษแก่

ท่านทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   ตถาคตสฺส   อธิบายว่า   พระนามว่า

ตถาคต  ด้วยการณะทั้งหลายมีคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า  ตถา  อาคโตติ  ตถาคโต

แปลว่า   ชื่อว่า   ตถาคต   เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้น     คือเสด็จมาโปรดเวไนย

สัตว์ตามประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน.     บทว่า     พุทฺธสฺส

อธิบายว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระนามอันได้แล้วอย่างนี้  ด้วยอำนาจแห่งการ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 196

แต่งตั้งด้วยวิโมกขันติญาณ  โดยการณะทั้งหลาย   มีการตรัสรู้สัจจะ ๔  เป็นต้น.

บทว่า  อจฺจย  เทสยนฺตีน  แปลว่า  เมื่อท่านแสดงโทษอยู่   อธิบายว่า   คำ

ใดที่ท่านทั้งหลายกล่าวแก่บุคคลผู้แสดงโทษอยู่     บุคคลนั้น    ย่อมประสบเวร

เพราะฉะนั้น     คำนั้นเป็นอันท่านกล่าวดีแล้ว  ก็แต่ว่า  เราย่อมไม่ยินดี    ไม่

ปรารถนาเวร.  บทว่า   ปฏิคฺคณฺหามิ  โวจฺจย  แก้เป็น  ตุมฺหาก  อปราธ

ขมามิ  แปลว่า  เราย่อมอดโทษแก่พวกเธอ  ดังนี้แล.

จบอรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 197

๖.  สัทธาสูตร

 

ว่าด้วยศรัทธา

[๑๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี  ครั้งนั้นแล  เมื่อปฐมยามล่วง

ไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกามากด้วยกัน มีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวัน

ทั้งสิ้นให้สว่าง  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มี

พระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๑๑๓] เทวดาองค์หนึ่ง  ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว   ได้

กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ศรัทธาเป็นเพื่อนสองของคน   หาก

ว่าความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาไม่ตั้งอยู่  แต่นั้น

บริวารยศและเกียรติยศย่อมมีแก่เขานั้น

อนึ่ง  เขานั้นละทิ้งสรีระแล้วก็ไปสู่สวรรค์

บุคคลพึงละความโกรธเสีย    พึงทิ้งมานะ

เสีย  พึงล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย  กิเลส

เป็นเครื่องเกี่ยวข้อง  ย่อมไม่เกาะเกี่ยว

บุคคลนั้น  ผู้ไม่เกี่ยวข้องในนามรูป  ผู้ไม่

มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล.

[๑๑๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

พวกชนพาลผู้มีปัญญาทราม  ย่อมตาม

ประกอบความประมาท    ส่วนนักปราชญ์


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 198

ย่อมรักษาความไม่ประมาท  เหมือนบุคคล

รักษาทรัพย์อื่นประเสริฐ    บุคคลอย่าตาม

ประกอบความประมาท     และอย่าตาม

ประกอบความสนิทสนม  ด้วยอำนาจความ

ยินดีทางกาม   เพราะว่าบุคคลไม่ประมาท

แล้วเพ่งพินิจอยู่  ย่อมบรรลุบรมสุข.

 

อรรถกถาสัทธาสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในสัทธาสูตรที่  ๖  ต่อไป  :-

บทว่า  สทฺธา  ทุติยา  ปุริสสฺส  โหติ  แปลว่า  ศรัทธาเป็นเพื่อน

สองของคน  คือได้แก่  เมื่อคนไปสู่เทวโลก  และพระนิพพาน  ศรัทธาย่อมเป็น

เพื่อนสอง คือ ย่อมยังกิจของสหายให้สำเร็จ. บทว่า โน เจ อสทฺธิย  อวติฏฺติ

แก้เป็น   ยทิ   อสทฺธิย  น  ติฏฺติ  แปลว่า    หากว่า   ความเป็นผู้ไม่มี

ศรัทธาไม่ตั้งอยู่.  บทว่า  ยโส  แปลว่า   ยศ  ได้แก่  บริวาร.  บทว่า  กิตฺติ

แปลว่า  เกียรติยศ ได้แก่  การกล่าวยกย่องสรรเสริญ.  บทว่า  ตตฺวสฺส  โหติ

แปลว่าย่อมมีแก่เขานั้น   คือว่า  ต่อจากนั้น   ย่อมมีแก่เขา.  บทว่า  นานุปตนฺติ

สงฺคา   แปลว่า   กิเลสเป็นเครื่องเกี่ยวข้อง    ย่อมไม่เกาะเกี่ยว   คือได้แก่กิเลส

เครื่องเกี่ยวข้อง ๕ อย่าง    มีราคะเป็นเครื่องเกี่ยวข้องเป็นต้น     ย่อมไม่เข้าถึง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

พวกคนพาลผู้มีปัญญาทราม   ย่อม

ตามประกอบความประมาท    ส่วนนัก


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 199

ปราชญ์ย่อมรักษาความไม่ประมาท  เหมือน

บุคคลรักษาทรัพย์อันประเสริฐ บุคคลอย่า

ตามประกอบความประมาท  และอย่าตาม

ประกอบความสนิทสนม  ด้วยอำนาจความ

ยินดีทางกาม เพราะว่า  บุคคลไม่ประมาท

แล้ว  เพ่งพินิจอยู่  ย่อมบรรลุบรมสุข.

บทว่า ปมาทมนุยุญฺชนฺติ  แปลว่า  ย่อมตามประกอบความประมาท

อธิบายว่า ชนเหล่าใดย่อมกระทำ คือย่อมให้ความประมาทเกิดขึ้น  ชนเหล่านั้น

ชื่อว่า  ย่อมประกอบตามซึ่งความประมาทนั้น.   บทว่า   ธน  เสฏฺว  รกฺขติ

แปลว่า   เหมือนบุคคลรักษาทรัพย์อันประเสริฐ   คือได้แก่เหมือนบุคคลรักษา

ทรัพย์อันอุดมมีแก้วมุกดา  และแก้วมณีอันมีสาระเป็นต้น.  บทว่า  ฌายนฺโต

แปลว่า   เพ่งพินิจอยู่   อธิบายว่า  เพ่งอยู่ด้วยลักษณูปนิชฌาน   และอารัมมณู

ปนิชฌาน ใน ๒อย่างนั้น   วิปัสสนา มรรค และผล  ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน.  จริง

อยู่   วิปัสสนา  ชื่อว่า  ลักขณูปนิชฌาน  เพราะอรรถว่า  เข้าไปเพ่งซึ่งลักษณะ

ทั้งสาม.  มรรค   ชื่อว่า   ลักขณูปนิชฌาน   เพราะอรรถว่า   ย่อมให้สำเร็จ

ซึ่งปหานกิจที่มาถึงแล้วโดยวิปัสสนา.   ผล   ชื่อว่า   ลักขณูปนิชฌาน   เพราะ

อรรถว่า    ย่อมเข้าไปเพ่งซึ่งนิโรธสัจจะ   อันเป็นตถลักษณะ.    แต่สมาบัติ ๘

บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอารัมมณูปนิชฌาน      เพราะการเข้าไปเพ่งอารมณ์แห่ง

กสิณ.  อรหัตสุข    ชื่อว่า  บรมสุข  อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้ว

ดังนี้แล.

จบอรรถกถาสัทธาสูตรที่   ๖


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 200

๗.  สมยสูตร

 

ว่าด้วยเทพชุมนุมกัน

 

[๑๑๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่   ณ  ป่ามหาวัน    กรุงกบิล-

พัสดุ์แคว้นสักกะ     กับด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ  ๕๐๐ รูป      ล้วนเป็น

พระอรหันต์  ก็พวกเทวดามาแต่โลกธาตุสิบแล้ว  ประชุมกันมาก   เพื่อจะเห็น

พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระภิกษุสงฆ์.

[๑๑๖] ในครั้งนั้นแล  เทวดา ๔ องค์ที่เกิดในหมู่พรหมชั้นสุทธาวาส

ได้มีความดำริว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้แล  ประทับ อยู่  ณ ป่ามหาวัน

กรุงกบิลพัสดุ์     แคว้นสักกะ     กับด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ  ๕๐๐  รูป

ล้วนเป็นพระอรหันต์  ก็พวกเทวดามาแต่โลกธาตุสิบประชุมกันมาก  เพื่อจะเห็น

พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระภิกษุสงฆ์   ไฉนหนอ  แม้เราทั้งหลายควรเข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว   พึงกล่าวคาถาองค์ละคาถา   ในสำนัก

พระผู้มีพระภาคเจ้า.

[๑๑๗] ในครั้งนั้นแล   พวกเทวดาทั้ง ๔ นั้นจึงหายจากหมู่พรหมชั้น

สุทธาวาส  มาปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า    เหมือนบุรุษผู้มี

กำลัง   เหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้า  ฉะนั้น.

[๑๑๘] เทวดาองค์หนึ่ง     ครั้นยืนอยู่   ณ   ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว

ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

การประชุมใหญ่ในป่าใหญ่  มีพวก

เทวดามาประชุมกันแล้ว  พวกข้าพเจ้ามาสู่