พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 751

ด้วยเหตุนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า    ธรรม ๖  อย่างย่อม

เป็นไปเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะ.      เธอย่อมรู้ว่า  บรรดาอุทธัจจกุกกุจจะ

ที่ละได้แล้ว     ด้วยธรรม  ๖  อย่างเหล่านี้     อุทธัจจะจะไม่เกิดขึ้นต่อไป

เพราะอรหัตตมรรค  กุกกุจจะไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป  ด้วยอนาคามิมรรค.

อธิบายวิจิกิจฉา

วิจิกิจฉาย่อมเกิดขึ้นได้  โดยไม่มนสิการในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่

ตั้งแห่งวิจิกิจฉา.  ที่ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา  ก็ได้แก่วิจิกิจฉานั่น

เอง  เพราะเป็นเหตุแห่งความสงสัย. เมื่อเรายังอโยนิโสมนสิการในวิจิกิจฉา

นั้นให้เป็นไปมากครั้งเข้า  วิจิกิจฉาย่อมเกิดขึ้น.

ด้วยเหตุนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า   มีอยู่   ภิกษุทั้งหลาย

ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา   การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย    และการทำ

ให้มากในธรรมนั้น  นี้เป็นอาหาร  (ปัจจัย)  เพื่อให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด

เกิดขึ้นบ้าง  เพื่อความไพบูลย์ยิ่งขึ้นแห่งวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง.

ก็การละวิจิกิจฉาแม้นั้น        ย่อมมีได้ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรม

ทั้งหลายมีกุศลเป็นต้น.      ด้วยเหตุนั้น      พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

มีอยู่  ภิกษุทั้งหลาย  ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล  ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ

ธรรมที่ควรส้องเสพและไม่ควรส้องเสพ    ธรรมที่เลวและประณีต     ธรรม

ที่มีส่วนคล้ายกับธรรมคำและธรรมขาว  การทำไว้ในใจโดยแยบคาย  และ

การทำให้มากในธรรมเหล่านั้น    นี้เป็นอาหาร    (ปัจจัย )   เพื่อไม่ให้

๑.  ปาฐะว่า  อิเมหิ  ปน  ฉหิ  ธมฺเมหิ  ปหีนสฺส อุทฺธจฺจสฺส  อรหติตมคุเคน ฯลฯ  ปชานาติ.

ฉบับพม่าเป็น  อิเมหิ  ปน  ฉหิ  ธมฺเมหิ  ปหีเน  อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺเจ  อุทธฺจฺจ  ฯลฯ  ปชานาติ

แปลตามฉบับพม่า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 752

วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด   เกิดขึ้นบ้าง    เพื่อละวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง.

ละวิจิกิจฉาด้วยธรรม  ๖  อย่าง

อีกอย่างหนึ่ง  ธรรมทั้ง ๖  อย่าง  ย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉาคือ

ความเป็นพหูสูต  ๑  ความเป็นผู้สอบถาม  ๑  ความเป็นผู้รู้ปกติใน

พระวินัย  ๑  ความเป็นผู้มากด้วยอธิโมกข์  ๑  ความเป็นผู้มีกัลยาณ-

มิตร  ๑  การกล่าวถ้อยคำที่เป็นสัปปายะ  ๑.

อธิบายว่า    เธอแม้เรียน   นิกาย  ๑  บ้าง  ฯลฯ   ๕   นิกายบ้าง

ทั้งโดยพระบาลี    ทั้งโดยอรรถกถา   ย่อมละวิจิกิจฉาได้แม้ด้วยพาหุสัจจะ.

ผู้มากด้วยการสอบถามโดยการปรารภพระรัตนตรัยก็ดี      ผู้มีความชำนาญ

ช่ำชองในพระวินัยก็ดี   ผู้มากไปด้วยอธิโมกข์  กล่าวคือมีศรัทธามั่นคงใน

พระรัตนตรัยก็ดี  ผู้คบหากัลยาณมิตร  ผู้เป็นสัทธาวิมุติเช่นพระวักกลิเถระ

ก็ดี  ย่อมละวิจิกิจฉาได้ด้วยพาหุสัจจะ.

ในอิริยาบถทั้งหลายมีการยืนการนั่งเป็นต้น    เธอย่อมละวิจิกิจฉาได้

แม้ด้วยถ้อยคำที่เป็นสัปปายะเกี่ยวกับคุณของพระรัตนตรัย.      ด้วยเหตุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า  ธรรม  ๖  อย่าง  ย่อมเป็นไปเพื่อละ

วิจิกิจฉา     ก็พระโยคาวจรย่อมทราบชัดว่า  วิจิกิจฉาที่ละได้ด้วยธรรม  ๖

อย่าง เหล่านี้จะไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป  เพราะโสดาปัตติมรรค.

บทว่า  อิติ  อชฺฌตฺต  วา  ความว่า   พระโยคาวจรพิจารณาเห็น

๑.  ปาฐะว่า  อยมาหาโร  อนุปฺปนฺนาย  วา  วิจิกิจฺฉาย อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนาย  วา  วิจิกิจฺฉาย

ภิยฺโยภาวาย  เวปุลฺลายาติ. ฉบับพม่าเป็น  อยมาหาโร  อนุปฺปนฺนาย  วา  วิจิกิจฺฉาย  อนุปฺปาทาย

อุปฺปนฺนาย  วา  วิจิกิจฺฉาย  วา  ปหานายาติ.  แปลตามฉบับพม่า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 753

ธรรมในธรรมทั้งหลายของตน  หรือในธรรมทั้งหลายของผู้อื่น   คือในธรรม

ทั้งหลายของตนตามกาล  (ที่เหมาะสม) หรือของผู้อื่นตามกาล  (ที่เหมาะ

สม)  ด้วยการกำหนดเห็นนิวรณ์  ๕  อย่างนี้อยู่.

แต่ในนิวรณบรรพนี้      พระโยคาวจรควรนำความเกิดขึ้นและความ

เสื่อมออกไปด้วยอโยนิโสมนสิการ  หรือโยนิโสมนสิการในสุภนิมิตเป็นต้น

โดยนัยที่ตรัสไว้แล้วในนิวรณ์ ๕.   ข้อความต่อจากนี้ไปมีนัยดังกล่าวแล้ว

นั้นแล.

อริยสัจในนิวรณ์

ก็สติเป็นเครื่องกำหนดนิวรณ์  ในนิวรณบรรพนี้  เป็นทุกขสัจ

อย่างเดียว     บัณฑิตพึงประกอบความดังที่พรรณหามานี้     แล้วทราบมุข

แห่งธรรมเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์   ของภิกษุผู้กำหนดนิวรณ์เป็นอารมณ์

ข้อความที่เหลือก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกันแล.

จบ  นิวรณบรรพ

ขันธบรรพ

[๑๔๒]   พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธรรมานุปัสสนาโดย

นิวรณ์   ๕  อย่างนี้แล้ว   บัดนี้    เพื่อจะทรงจำแนกโดยเบญจขันธ์   จึงตรัส

คำมีอาทิว่า  ปุน  จปร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  ปญฺจสุ  อุปาทานกฺขนฺเธสุ  ความว่า  กอง

แห่งอุปาทาน  ชื่อว่าอุปาทานขันธ์  อธิบายว่า  กลุ่มแห่งธรรมคือกองแห่ง

ธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน  ชื่อว่าธัมมราสี  ความสังเขปในเบญจขันธ์


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 754

นี้มีเท่านี้.    ส่วนความพิสดารเรื่องขันธ์กล่าวไว้แล้วในคันภีร์วิสุทธิมรรค.

บทว่า   อิติ   รูป    ความว่า   รู้รูปโดยสภาวะว่า  นี้รูป  รูปเท่านี้

รูปอื่นจากนี้ไม่มี.  แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.  ความสังเขปใน

คำนี้มีเท่านี้.  ส่วนโดยพิสดาร  รูปเป็นต้น   ท่านกล่าวไว้แล้วในเรื่องขันธ์

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแหละ.

บทว่า  อิติ  รูปสฺส    สมุทโย    ความว่า    ความเกิดแห่งรูปโดย

อาการ  ๕  โดยมีอวิชชาเป็นที่เกิดเป็นต้นอย่างนี้.

บทว่า  อิติ  รูปสฺส  อตฺถงฺคโม   ความว่า  ความดับแห่งรูป  โดย

อาการ  ๕  โดยมีความดับแห่งอวิชชาเป็นต้นอย่างนี้.  แม้ในเวทนาเป็นต้น

ก็นัยนี้เหมือนกัน.   นี้เป็นความสังเขปในข้อนี้    ส่วนความพิสดารกล่าวไว้

แล้วในเรื่องอุทยัพพยญาณ   ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

บทว่า  อิติ  อชฺฌตฺต  วา   ความว่า  พิจารณาเห็นธรรมในธรรม

ทั้งหลาย   ไม่ว่าของตนหรือของคนอื่น   ไม่ว่าตามกาลของตนหรือคนอื่น

ด้วยการกำหนดเบญจขันธ์เป็นอารมณ์อย่างนี้อยู่.      ก็ในคำนี้สมุทยธรรม

และวยธรรม พึงยกขึ้นพิจารณาลักษณะ  ๕๐  ที่ท่านกล่าวไว้ในขันธ์ทั้งหลาย

มีอาทิว่า   เพราะอวิชชาเกิด  รูปจึงเกิด.  ต่อจากนี้     ก็มีนัยดังกล่าวแล้ว

นั่นแล.

อริยสัจในเบญจขันธ์

ก็สติเป็นเครื่องกำหนดขันธ์เป็นอารมณ์  ในขันธบรรพนี้  เป็น

ทุกขสัจอย่างเดียว     พึงประกอบความดังกล่าวมานี้     แล้วพึงทราบมุขคือ

ข้อปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดถือขันธ์เป็นอารมณ์.  คำที่


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 755

เหลือ  ก็อย่างนั้นเหมือนกัน.

จบ  ขันธบรรพ

อายตนบรรพ

[๑๔๓]  พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธรรมานุปัสสนาโดย

เบญจขันธ์อย่างนี้แล้ว   บัดนี้   เพื่อจะทรงจำแนกโดยอายตนะ    จึงตรัส

คำมีอาทิว่า  ปุน  จปร.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  ฉสุ  อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ  อายตเนสุ

ได้แก่อายตนะภายใน  ๖  เหล่านี้คือ    ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย ใจ

(และ) อายตนะภายนอก  ๖ เหล่านั้นคือ รูป  เสียง กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ

ธรรมารมณ์.

บทว่า จกฺขุ  จ ปชานาติ   ได้แก่รู้จักขุปสาท   โดยลักษณะแห่งกิจ

ตามความเป็นจริง.

บทว่า รูเป  จ  ปชานาติ  ความว่า  รู้ชัดรูปที่มีสมุฏฐาน  ๔ อย่าง

ภายนอกด้วย  โดยลักษณะแห่งกิจตามความเป็นจริง.

ข้อว่า  ยญฺจ  ตทุภย  ปฏิจฺจ  อุปฺปชฺชาติ  สญฺโญชน   ความว่า

ก็เพราะอาศัยอายตนะทั้ง  ๒  อย่าง  คือทั้งตาด้วย  ทั้งรูปด้วยสังโยชน์  ๑๐  อย่าง

คือ กามราคสังโยชน์ปฏิฆะมานะทิฏฐิวิจิกิจฉาสีลัพพต-

ปรามาส,    ภวราคะอิสสามัจฉริยะ  และอวิชชา  สังโยชน์อันใด

ย่อมเกิดขึ้น  เธอรู้ชัดสังโยชน์นั้น  โดยลักษณะตามความเป็นจริงด้วย.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 756

การเกิดของสังโยชน์

ถามว่า  ก็สังโยชน์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

แก้ว่า  จะกล่าวในจักษุทวารก่อน   เมื่อเธอชอบใจเพลิดเพลินยินดี

อิฏฐารมณ์ที่มาสู่คลอง  (จักษุ)  ด้วยอำนาจแห่งความพอใจในอิฏฐารมณ์

กามราคสังโยชน์จะเกิดขึ้น.   เมื่อโกรธในเพราะอนิฏฐารมณ์  ปฏิฆสังโยชน์

จะเกิดขึ้น.    เมื่อสำคัญว่า    นอกจากเราแล้วไม่มีใครอื่นจะสามารถสำแดง

อารมณ์นี้ให้แจ่มแจ้งได้   มานสังโยชน์จะเกิดขึ้น. เมื่อยึดถือว่า รูปารมณ์นี้

เที่ยง  ยั่งยืน  ทิฏฐิสังโยชน์จะเกิดขึ้น.   เมื่อสงสัยว่า  รูปารมณ์นี้   เป็น

สัตว์หรือหนอ     หรือเป็นของสัตว์     วิจิกิจฉาสังโยชน์จะเกิดขึ้น     เมื่อ

ปรารถนาภพว่า  ภพ  ( การเกิด )  นี้มิใช่จะหาได้ง่าย  ในสัมปัตติภพเลย

ภวราคสังโยชน์  จะเกิดขึ้น,   เมื่อยึดมั่นศีลและพรตว่า    เราสมาทานศีล

และพรตแบบนี้แล้วอาจจะได้    (บรรลุคุณวิเศษ)    ต่อไป     สีลัพพต-

ปรามาสสังโยชน์จะเกิดขึ้น.   เมื่อริษยาว่า  ไฉนหนอ  คนอื่น ๆ จึงจะไม่

ได้รูปารมณ์นี้     อิสสาสังโยชน์จะเกิดขึ้น.    เมื่อตระหนี่รูปารมณ์อันตนได้

แล้วต่อผู้อื่น   มัจฉริยสังโยชน์จะเกิดขึ้น.   เมื่อไม่รู้   โดยไม่รู้ธรรมที่เกิด

ขึ้นพร้อมกับธรรมเหล่านั้นทั้งหมดนั่นแหละ  อวิชชาสังโยชน์จะเกิดขึ้นได้.

บทว่า  ยถา  จ  อนุปฺปนฺนสฺส  ความว่า  สังโยชน์ทั้ง  ๑๐  อย่าง

นั้น  ที่ยังไม่ได้เกิด  จะเกิดขึ้นด้วยเหตุ  คือด้วยการไม่ฟุ้งขึ้นอันใด   เธอ

รู้ชัดเหตุนั้นด้วย.

๑.  ปาฐะว่า  เอก  ฉบับพม่าเป็น เอต  แปลตามฉบับพม่า.

๒. ปาฐะว่า  เอว  ฉบับพม่าเป็น เอต  แปลตามฉบับพม่า.

๓.  ปาฐะว่า  สมฺปตฺติภเว  อตฺตโน  พม่าเป็น  สมฺปตฺติภเว  วน  โต  แปลตามฉบับพม่า.

๔.  ปาฐะว่า  ภวสโยชน์  ฉบับพม่เป็น  ภวราคสโยชน  แปลตามฉบับพม่า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 757

บทว่า  ยถา   จ  อุปฺปนฺนสฺส   ความว่า   ส่วนการละสังโยชน์แม้

ทั้ง  ๑๐  อย่างนั้น   ที่เกิดขึ้นแล้วโดยความหมายว่า   ยังละไม่ได้ก็ดี   โดย

การฟุ้งขึ้นก็ดี  ด้วยเหตุใด  เธอย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุนั้นด้วย.

บทว่า  ยถา  จ  ปหีนสฺส   ความว่า   สังโยชน์  ๑๐  อย่างนั้นแม้

ที่ละได้แล้วโดยตทังคปหานและวิกขัมภนปหาน    จะไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป

เพราะเหตุใด  เธอก็รู้เหตุนั้นด้วย.  อธิบายว่า  ก็สังโยชน์นั้นจะไม่มีการเกิด

ขึ้นต่อไป   คือสังโยชน์  ๔   อย่าง    ต่างด้วยทิฏฐิ   วิจิกิจฉา  สีลัพพต-

ปรามาส  อิสสา  และ  มัจฉริยะ  จะไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป  เพราะโสดา-

ปัตติมรรคก่อน.

สังโยชน์ทั้งคู่    คือกามราคะและปฏิฆะอย่างหยาบจะไม่มีการเกิดขึ้น

ต่อไป  เพราะสกทาคามิมรรค    สังโยชน์ทั้งคู่คือ     กามราคะและปฏิฆะ

ที่ไปด้วยกันอย่างละเอียด  จะไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป   เพราะอนาคามิมรรค,

สังโยชน์  ๓  อย่าง คือ  มานะ   ภวราคะ  และอวิชชา    จะไม่มีการเกิด

ขึ้นต่อไป      เพราะอรหัตตมรรค      ด้วยเหตุใด     เธอก็รู้เหตุนั้นด้วย.

แม้ในบทว่า  ในเสียงเป็นต้น  ก็นัยนี้เหมือนกัน.  อีกอย่างหนึ่ง  ในข้อนี้

พึงทราบกถาว่าด้วยอายตนะ        โดยพิสดารตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วใน

อายตนนิเทศ   ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นเทอญ.

พระโยคาวจร  พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายของตนด้วยการ

กำหนดอายตนะภายในหรือในธรรมทั้งหลายของผู้อื่นด้วยการกำหนดอาย-

ตนะภายนอก    คือในธรรมทั้งหลายของตน      ตามกาล     (เหมาะสม)

หรือของผู้อื่นตามกาล (เหมาะสม) อยู่ด้วยประการอย่างนี้.   ก็ในอายตน-

บรรพนี้   สมุทยธรรม    และวยธรรม  ควรนำออกไปโดยนัยแห่งรูปาย-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 758

ตนะที่ตรัสไว้แล้วในรูปขันธ์    แห่งอายตนะในบรรดาอรูปายตนะทั้งหลาย

ที่ตรัสไว้ในวิญญาณขันธ์    แห่งธรรมายตนะ    ที่ตรัสไว้ในขันธ์ที่เหลือว่า

เพราะอวิชชาเกิด    จักษุจึงเกิด.   ไม่ควรหมายถึงโลกุตตรธรรม.   คำต่อ

แต่นี้ไป   มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.

อริยสัจในอายตนะ

ก็สติเป็นเครื่องกำหนดอายตนะ    ในอายตนบรรพนี้     เป็นทุกขสัจ

อย่างเดียว    พึงประกอบความดังกล่าวมานี้      แล้วทราบมุขคือข้อปฏิบัติที่

เป็นเหตุนำออก  (จากทุกข์)   แห่งภิกษุผู้กำหนดถืออายตนะเป็นอารมณ์.

คำที่เหลือก็อย่างนั้นเหมือนกันแล.

จบ    อายตนะบรรพ

โพชฌงคบรรพ

[๑๔๔]   พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธรรมานุปัสสนา  โดย

อายตนะที่เป็นไปในภายในและภายนอกอย่างนี้แล้ว     บัดนี้      เพื่อจะทรง

จำแนกโดยโพชฌงค์   จึงตรัสคำมีอาทิว่า  ปุน  จปร.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   โพชฺฌงฺเคสุ   ได้แก่องค์แห่งบุคคลผู้

ข้องอยู่ในการตรัสรู้.

บทว่า  สนฺต  ได้แก่มีอยู่โดยการกลับได้.

บทว่า    สติสมฺโพชฺณงฺค     ได้แก่องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้

กล่าวคือสติ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 759

ความหมายของสัมโพธิ

อธิบายว่า   พระโยคาวจรย่อมรู้พร้อมสรรพในธรรมทั้ง  ๗ นี้  จำเดิม

แต่ปรารภวิปัสสนา  เพราะฉะนั้น ธรรมทั้ง ๗ นั้นจึงชื่อว่า  สัมโพชฌงค์.

อีกอย่างหนึ่ง     พระโยคาวจรนั้น.   ตื่น   คือลุกขึ้นจากกิเลสนิทรา    หรือ

แทงตลอดสัจจะทั้งหลาย  ด้วยธรรมสามัคคี  ๗  ประการใด   มีสติเป็นต้น

ธรรมสามัคคีนั้น ชื่อว่า   สัมโพธิ.  ชื่อว่า  สัมโพชฌงค์   เพราะเป็นองค์

แห่งสัมโพธิธรรมหรือสัมโพธิธรรมสามัคคีนั้น.    ด้วยเหตุนั้น    ท่านจึง

กล่าวว่า   สัมโพชฌงค์  กล่าวคือสติ.  แม้ในสัมโพชฌงค์ที่เหลือก็พึงทราบ

อรรถพจน์โดยนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อสนฺต  ความว่า  ไม่มีโดยการไม่กลับได้.   ก็ในบททั้งหลาย

มีอาทิว่า  ยถา  จ  อนุปฺปนฺนสฺส  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

การเกิดของสติสัมโพชฌงค์

อันดับแรก   สติสัมโพชฌงค์  จะมีการขึ้นอย่างนี้  คือ  มีอยู่

ภิกษุทั้งหลาย    ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์     การกระทำไว้ในใจ

โดยแยบคาย      และการกระทำให้มากในธรรมเหล่านั้น     นี้เป็นอาหาร

(ปัจจัย)   ย่อมเป็นไป    เพื่อให้สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด    เกิดขึ้นบ้าง

เพื่อความเจริญยิ่ง  เพื่อความบริบูรณ์แห่งการเจริญสติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้น

แล้วบ้าง.       เมื่อสตินั้นมีอยู่นั่นเอง     ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ

สัมโพชฌงค์มีอยู่    โยนิโสมนสิการมีลักษณะดังกล่าวแล้วนั่นแหละ    เมื่อ

พระโยคาวจรยังโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปในธรรมเหล่านั้นบ่อยครั้งเข้า

สติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 760

อีกอย่างหนึ่ง  ธรรม  ๔ ประการ   ย่อมเป็นไปเพื่อการเกิดขึ้นแห่ง

สติสัมโพชฌงค์  คือ  สติสัมปชัญญะ  ๑  การเว้นจากบุคคลผู้มีสติหลง

ลืม  ๑  การคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น  ๑   ความเป็นผู้น้อมไป

หาสตินั้น  ๑.

จริงอยู่   สติสันโพชฌงค์  จะเกิดขึ้นในที่  ๗  สถาน    มีการก้าวไป

ข้างหน้าเป็นต้น    เพราะมีสติสัมปชัญญะ     เพราะเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืม

เช่นกับการเก็บอาหารไว้      เพราะคบหาสมาคมกับบุคคลผู้มีสติตั้งมั่นเช่น

พระติสสทัตตเถระ    และพระอภยเถระเป็นต้น     และเพราะเป็นผู้มีจิต

โอนเอียงโน้มน้อมไปเพื่อให้สติตั้งขึ้นในอิริยาบถทั้งหลาย  มีการนั่ง   การ

นอนเป็นต้น. เธอย่อมรู้ชัดว่า ก็ความบริบูรณ์แห่งการเจริญสติสัมโพชฌงค์

นั้น  ที่เกิดขึ้นแล้วด้วยเหตุ  ๔  อย่างอย่างนี้   จะมีได้ด้วยอรหัตตมรรค.

การเกิดของธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

ส่วนธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  มีการเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  มีอยู่  ภิกษุ

ทั้งหลาย  กุศลธรรมและอกุศลธรรมทั้งหลาย ฯลฯ  ธรรมที่มีส่วนคล้าย

คลึงกับกัณหธรรมและสุกกธรรมเหล่าใด   การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย

ในธรรมเหล่านั้น    นี้เป็นอาหาร    (ปัจจัย )    เป็นไปเพื่อให้ธัมมวิจย-

สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นบ้าง เพื่อภิญโญภาพ  เพื่อความไพบูลย์แห่ง

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  เพื่อเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  เพื่อให้ธัมมวิจย-

สัมโพชฌงค์บริบูรณ์บ้าง.

อีกอย่างหนึ่ง  ธรรมทั้ง  ๗  ประการ คือ  การสอบถาม  ๑   การ

ทำวัตถุให้ผ่องใส ๑ การปรับอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ  ๑  การเว้นบุคคล

ผู้มีปัญญาทราม  ๑  การคบหาสมาคมกับผู้มีปัญญา  ๑  การพิจารณาความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 761

ประพฤติด้วยญาณอันลึกซึ้ง  ๑  การน้อมใจไปในธัมมวิจยะนั้น  ๑  ย่อม

เป็นไปเพื่อการเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์.   ความเป็นผู้มากด้วยการ

สอบถามเกี่ยวกับเนื้อความของ  ขันธ์   ธาตุ   อายตนะ.  อินทรีย์   พละ

โพชฌงค์  มรรค  องค์ฌาน  สมถะ  และวิปัสสนา  ชื่อว่า  ปริปุจฉกตา

ในบรรดาธรรม ๗ เหล่านั้น.

การกระทำวัตถุทั้งภายในและภายนอกให้ผ่องใส     ชื่อว่า   วตฺถุ-

วิสทกิริยา.   เพราะว่า   เมื่อใด   ผม   เล็บ   และขน   ของเธอยาวเกินไป

หรือร่างกายของเธอมีโรค  (โทส)  มาก   และแปดเปื้อนไปด้วยมลภาวะ

คือเหงื่อ    เมื่อนั้น    วัตถุอันมีอยู่ในภายในใจจะไม่ผ่องใส     ไม่บริสุทธิ์.

แต่เมื่อใด   จีวรของเธอเก่า   เศร้าหมอง   มีกลิ่น   หรือเสนาสนะ   เปรอะ

เปื้อน  เมื่อนั้น  วัตถุที่มีในภายนอก  จะไม่ผ่องใส   ไม่บริสุทธิ์   เพราะ-

ฉะนั้น  วัตถุภายใน    เธอต้องกระทำให้ผ่องใส    โดยการปลงผมเป็นต้น

โดยการทำร่างกายให้เบาสบาย    ด้วยการชำระทั้งข้างบนข้างล่าง   เป็นต้น

(และ)   โดยการอบ   อาบ.

วัตถุภายนอก    ต้องทำให้ผ่องใสด้วยการเย็บ    การซัก     การย้อม

และการทำเครื่องใช้เป็นต้น.     เพราะว่า      แม้ญาณในจิต      และเจตสิก

ที่เกิดขึ้นในเพราะวัตถุภายใน และภายนอกนี้ที่ไม่ผ่องใส       ก็จะไม่ผ่องใส

(ไปด้วย)       เหมือนแสงสว่างของเปลวประทีป       ที่เกิดขึ้นโดยอาศัย

ตะเกียงไส้และน้ำมันที่ไม่สะอาดฉะนั้น        ส่วนแม้ญาณในจิตและเจตสิก

ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วในเพราะวัตถุภายในและภายนอกที่ผ่องใส   ก็จะผ่อง

ใส   (ไปด้วย)    เหมือนแสงสว่างของเปลวประทีปที่เกิดขึ้น    โดยอาศัย

ตะเกียงไส้และน้ำมันที่สะอาดฉะนั้น.  ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 762

จึงตรัสว่า  การทำวัตถุให้ผ่องใส  ย่อมเป็นไปเพื่อการเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจย-

สัมโพชฌงค์.

การทำอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นให้มีความเสมอกัน  ชื่อว่า  การปรับ

อินทรีย์ให้เสมอกัน .  เพราะถ้าว่าสัทธินทรีย์ของเธอมีพลัง  อินทรีย์นอกนี้

อ่อน.  ต่อนั้นไป  วิริยินทรีย์ก็ไม่อาจจะทำหน้าที่ประคองไว้ได้  สตินทรีย์

ก็ไม่อาจจะทำหน้าที่ปรากฏได้.    สมาธินทรีย์ก็ไม่อาจจะทำหน้าที่ไม่ให้ฟุ้ง

ซ่านได้    ปัญญินทรีย์ก็ไม่อาจจะทำหน้าที่พิจารณาเห็นได้.    เพราะฉะนั้น

พระโยคาวจรพึงให้สัทธินทรีย์นั้นเสื่อมไปโดยพิจารณาถึงสภาวธรรม หรือ

โดยไม่ใส่ใจถึง  โดยทำนองที่เมื่อใส่ใจถึง  สัทธินทรีย์จะมีพลัง.  ก็ในข้อนี้

มีเรื่องของพระวักกลิเถระเป็นตัวอย่าง.   แต่ถ้าวิริยินทรีย์มีพลัง  ภายหลัง

สัทธินทรีย์จะไม่สามารถทำหน้าที่น้อมใจเชื่อได้เลย      อินทรีย์นอกนี้

ก็ไม่อาจทำหน้าที่ต่างประเภทนอกนี้ได้      เพราะฉะนั้น     พระโยคาวจร

พึงให้วิริยินทรีย์นั้นเสื่อมไปด้วยการเจริญปัสสัทธิเป็นต้น.     แม้ในข้อนั้น

พึงแสดงเรื่องของพระโสณเถระให้เห็น.        แม้ในอินทรีย์ที่เหลือก็พึง

ทราบอย่างนั้น.   เมื่ออินทรีย์อย่างเดียวมีพลัง  พึงทราบว่า  อินทรีย์นอกนี้

ก็หมดสมรรถภาพในหน้าที่ของตน.

แต่ในเรื่องนี้    ท่านสรรเสริญ       ความที่ศรัทธากับปัญญาเสมอกัน

และสมาธิกับวิริยะเสมอกันไว้โดยพิเศษ.  เพราะว่า  ผู้มีศรัทธามีพลัง  แต่มี

ปัญญาอ่อน    จะมีความเลื่อมใสอย่างงมงาย   คือเลื่อมใสในสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ

ผู้มีปัญญามีพลัง  (แต่)  มีศรัทธาหย่อน  ย่อมจะกระเดียดไปทางข้างเกเร

แก้ไขยาก  เหมือนโรคดื้อยา   ไม่ทำกุศลมีทานเป็นต้น    โดยคิดเลยเถิดไป

ว่า  กุศลจะมีได้ด้วยเหตุเพียงจิตตุปบาทเท่านั้น    ย่อมเกิดในนรก.   (แต่)


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 763

เพราะศรัทธาและปัญญาทั้งคู่เสมอกัน     เขาจะเลื่อมใสในพระรัตนตรัยที

เดียว.  ส่วนสมาธิมีพลัง  แต่วิริยะหย่อน   โกสัชชะ   (ความเกียจคร้าน)

จะครอบงำ (เธอ) เพราะสมาธิเป็นฝักฝ่ายแห่งโกสัชชะ ความเกียจคร้าน.

(ถ้า)    วิริยะมีพลัง    แต่สมาธิหย่อน   อุทธัจจะ      (ความฟุ้งซ่าน)

จะครอบงำเธอ  เพราะวิริยะเป็นฝ่ายแห่งอุทธัจจะ   ก็สมาธิที่ประกอบ

ไปด้วยวิริยะ จะไม่มีตกไปในโกสัชชะ. ความเกียจคร้าน.  วิริยะที่ประกอบ

ไปด้วยสมาธิจะไม่มีตกไปในอุทธัจจะ เพราะฉะนั้น  ควรทำสมาธิและวิริยะ

ทั้งคู่นั้นให้เสมอกัน.     ด้วยว่า    อัปปนาจะมีได้เพราะวิริยะและสมาธิทั้งคู่

นั้นเสมอกัน.

อีกอย่างหนึ่ง      สำหรับผู้เริ่มบำเพ็ญสมาธิ      ศรัทธาถึงจะมีพลัง

ก็ใช้ได้.  เมื่อเธออย่างนี้   กำหนดอยู่   จะถึงอัปปนา.  ในสมาธิและปัญญา

สำหรับผู้เริ่มบำเพ็ญสมาธิ   เอกกัคคตา  (สมาธิ)  มีพลังย่อมใช้ได้.   ด้วย

ว่า  เมื่อเป็นเช่นนี้   เธอก็จะบรรลุอัปปนา.   สำหรับผู้เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา

ปัญญามีพลังย่อมใช้ได้. ด้วยว่า  เมื่อเป็นเช่นนี้   เธอก็จะถึงการแทงตลอด

ลักษณะ  (พระไตรลักษณ์).   ก็เพราะทั้งสองอย่างนั้นเสมอกัน  อัปปนา

ก็จะมีทีเดียว.    ส่วนสติ    มีพลัง    ใช้ได้ในที่ทุกสถาน.    เพราะว่าสติจะ

รักษาจิตไว้ได้   จากการตกไปสู่อุทธัจจะ    ด้วยอำนาจของศรัทธา  วิริยะ

และปัญญา       ซึ่งเป็นฝักฝ่ายแห่งอุทธัจจะ       จะรักษาจิตไว้ได้จาก

การตกไปสู่โกสัชชะ    ด้วยสมาธิ   ที่เป็นฝักฝ่ายแห่งโกสัชชะ     เพราะ-

ฉะนั้น    สตินั้นจึงจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง    เหมือนในแกงทุกอย่าง

ต้องเหยาะเกลือ  และเหมือนในราชกิจทุกชนิด  ต้องประสงค์ผู้สำเร็จราช-

การ.   ด้วยเหตุนั้น    ท่านจึงกล่าวว่า     ก็แลสติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 764

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว.

เพราะเหตุไร ?

เพราะว่าจิตมีสติเป็นที่พึ่งอาศัย       และสติมีการอารักขาเป็นเครื่อง

ปรากฏ.   เว้นสติเสียแล้ว   การประคองและการข่มจิตจะมีไม่ได้.

การเว้นให้ห่างไกล    ซึ่งบุคคลผู้มีปัญญาทราม   คือ   ผู้มีปัญญาไม่

หยั่งลงในธรรมประเภทมีขันธ์เป็นต้น  ชื่อว่าการเว้นบุคคลผู้มีปัญญาทราม.

การคบหาบุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและ

ความดับที่กำหนดลักษณะ   (ความเกิดความดับ) ๕๐ ถ้วน   ชื่อว่าการ

คบหาบุคคลผู้มีปัญญา.  การพิจารณาประเภทแห่งปัญญาอันลึกซึ้ง   ที่เป็น

ไปแล้วในขันธ์ทั้งหลายอันลึกซึ้ง        ชื่อว่าการพิจารณาความเป็นไปแห่ง

ญาณอันลึกซึ้ง.      ความที่จิตโน้มน้อมและโอนไปเพื่อให้ธัมมวิจยสัม-

โพชฌงค์ตั้งขึ้น  ในอิริยาบถนั่ง   และอิริยามถนอมเป็นต้น     ชื่อว่าความ

น้อมจิตไปในธันมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น. เธอรู้ชัดว่า  ก็ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

นั้น   ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้   จะมีการให้ภาวนาบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

การเกิดของวิริยสัมโพชฌงค์

วิริยสัมโพชฌงค์มีการเกิดขึ้นอย่างนี้  คือ  มีอยู่

อารัพภธตุ  นิกกมธาตุ  ปรักกมธาตุ  การทำไว้ในใจโดยแยบคาย

และการกระทำให้มากในอารัพภธาตุเป็นต้นนั้น   นี้เป็นอาหาร  (ปัจจัย )

จะเป็นไปเพื่อให้วิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด  เกิดขึ้นบ้าง   เพื่อภิญโญภาพ

เพื่อความไพบูลย์     เพื่อความเจริญ    เพื่อความบริบูรณ์    แห่งวิริยสัม-

โพชฌงค์  ที่เกิดขึ้นแล้วบ้าง.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 765

อีกอย่างหนึ่ง    ธรรม ๑๑ ประการ     คือการพิจารณาเห็นภัยใน

อบาย ๑  การเห็นอานิสงส์  ๑  การพิจารณาเห็นทางดำเนินไป    ๑  การ

ประพฤติอ่อนน้อมต่อบิณฑบาต   ๑      การพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่

โดยความเป็นทายาท ๑       การพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่ของพระ

ศาสดา  ๑   การพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่โดยชาติ  ๑   การพิจารณา

เห็นควานเป็นใหญ่โดยเป็นเพื่อนสพรหมจารี  ๑  การเว้นบุคคลผู้เกียจ-

คร้าน  ๑  การคบหาบุคคลผู้ปรารภความเพียร ๑  ความเป็นผู้มีจิตน้อม

ไปในวิริยสัมโพชฌงค์นั้น   ๑   ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดแห่งวิริยสัม-

โพชฌงค์.

ในธรรม ๑ ประการนั้น  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้  :-

เราไม่อาจเพื่อให้วิริยสัมโพชฌงค์เกิดขึ้น      ในเวลาเสวยทุกข์อย่าง

ใหญ่หลวง   จำเดิมแต่ต้องกรรมกรณ์ด้วยเครื่องจองจำครบ ๕ ประการใน

นรกทั้งหลายก็ดี   ในเวลาถูกจับด้วยเครื่องจับสัตว์น้ำ  มีการทอดแห   และ

ดักไซเป็นต้น     และในเวลาที่ลากเกวียนเป็นต้นไป    ของสัตว์ผู้ถูกบังคับ

ด้วยการแทงด้วยปฏัก   และตีด้วยเรียวหนามเป็นต้น   ในกำเนิดเดียรัจฉาน

ก็ดี  ในเวลาอาดูรด้วยความหิว   ความกระหาย    เป็นเวลาหลายพันปีบ้าง

พุทธันดรหนึ่งบ้าง  ในวิสัยแห่งเปรตก็ดี.    ในเวลาเสวยทุกข์    มีลมและ

แดดเป็นต้น    ด้วยอัตภาพที่มีเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น (สูง)  ประมาณ

๖๐  ศอก   และ ๘๐ ศอก   ในเหล่าอสูรชื่อกาลกัญชิกะก็ดี   ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย    เวลานี้นั่นแหละเป็นเวลาที่เธอจะบำเพ็ญความเพียร    แม้เมื่อ

๑.  ปาฐะว่า กาโลติ เอว ฉบับพม่าเป็น กาโล  วิริยกรณายาติ เอว  แปลตามฉบับพม่า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 766

เธอพิจารณาเห็นภัยในอบายดังที่พรรณนามานี้     วิริยสัมโพชฌงค์ก็จะเกิด

ขึ้น.

วิริยสัมโพชฌงค์จะเกิดขึ้น     แม้แก่ผู้เห็นอานิสงส์      ( ของความ

เพียร)  อย่างนี้ว่า  คนเกียจคร้านไม่อาจจะได้    นวโลกุตตรธรรม  คน

ปรารภความเพียรเท่านั้นจึงอาจได้  นี้เป็นอานิสงส์ของวิริยะ.

วิริยสัมโพชฌงค์จะเกิดขึ้น    แม้แก่ผู้พิจารณาเห็นทางดำเนินอย่างนี้

ว่า   เธอพึงเดินทางที่พระพุทธเจ้า    พระปัจเจกพุทธเจ้า     และพระมหา

สาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหมด    ได้เสด็จดำเนินไปและเดินไปแล้ว    และ

ทางนั้นคนเกียจคร้านไม่อาจจะดำเนินไปได้.

วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นความยำเกรง

ซึ่งบิณฑบาต   เหมือนที่เกิดขึ้นแก่พระมหามิตตเถระอย่างนี้ว่า  เหล่าชนผู้

บำรุงท่านด้วยปัจจัย    มีบิณฑบาตเป็นต้นเหล่านี้     ไม่ใช่ญาติของท่านเลย

ไม่ใช่ทาสกรรมกรของท่านทั้งเขาไม่ได้ให้บิณฑบาตเป็นต้นอันประณีต  แก่

ท่านด้วยคิดว่า  พวกเราจักดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยท่าน  โดยที่แท้เขาหวังว่า

สักการะของตนจะมีผลมาก  จึงพากันถวาย    แม้พระศาสดา    ก็มิได้ทรง

เห็นอย่างนี้ว่า   ภิกษุนี้    ฉันปัจจัยเหล่านี้แล้ว    จักเป็นผู้มีกายมั่นคงมาก

อยู่อย่างสบาย      ได้ทรงอนุญาตไว้แก่ท่าน     โดยที่แท้ทรงอนุญาตปัจจัย

เหล่านั้นด้วยทรงพระประสงค์ว่า     ภิกษุนี้เมื่อบริโภคปัจจัยเหล่านี้       จัก

บำเพ็ญสมณธรรมแล้วพ้นจากทุกข์     บัดนี้    เธอเกียจคร้านอยู่    จักไม่

ยำเกรงบิณฑบาตนั้น     เพราะขึ้นชื่อว่า     ความยำเกรงบิณฑบาตจะมีแก่

ภิกษุผู้ปรารภความเพียรเท่านั้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 767

เรื่องพระมหามิตตเถระ

ได้ทราบว่า  พระเถระ  อาศัยอยู่ในที่ชื่อว่า  กัสสกเลณะ  และ

มหาอุบาสิกาคนหนึ่ง  ในโคจรคาม  ของพระเถระนั้น ได้ปฏิบัติพระเถระ

อย่างลูกชาย.  วันหนึ่ง  นางเมื่อจะเข้าป่าได้บอกลูกสาวว่า  แม่หนู   ข้าวเก่า

อยู่ในที่โน้น  น้ำนมอยู่ที่โน้น   เนยใสอยู่ที่โน้น     น้ำอ้อยอยู่ที่โน้น   ใน

เวลาที่คุณมิตร     พี่ชายของเจ้ามา      เจ้าจงหุงข้าวถวายพร้อมกับ      นม

เนยใส   และน้ำอ้อย    เจ้าก็ควรกินด้วย    ส่วนแม่   เมื่อวานกินข้าวตังกับ

น้ำผักดอง.

ลูกสาวถามว่า   กลางวันแม่จะกินอะไรเล่าแม่ ?

เจ้าจงเอาข้าวป่น (ปลายข้าว)  ต้มให้เป็นข้าวยาคูเปรี้ยว เติมผักดอง

ลงไป   ตั้งไว้เถิดลูก   แม่บอก.

พระเถระห่มจีวร   แล้วนำบาตรออก   ได้ยินเสียงนั้นแล้วกล่าวสอน

ตนว่า    ได้ยินว่า     มหาอุบาสิกาบริโภคข้าวดังกับน้ำผักดอง    แม้ตอน

กลางวัน   จักต้องบริโภคข้าวยาคูเติมน้ำผักดองอีก.    แม่บอก    (ให้หุง)

ข้าวเก่าเป็นต้น   เพื่อประโยชน์แก่เจ้า   ก็แลนางไม่ได้ปรารถนา   นา  สวน

ภัตร    ผ้า    เพราะอาศัยเธอ     แต่ปรารถนาสมบัติ  ๓  จึงถวาย     เจ้าจัก

สามารถให้สมบัติเหล่านั้นแก่เธอ    หรือว่าจักไม่สามารถ    ก็แลบิณฑบาต

นี้     อันเจ้าผู้ยังมีราคะ    โทสะ    และโมหะ  ไม่สามารถจะรับได้   จึงเก็บ

บาตรเข้าถุง     ปล่อยเงื่อนงำไว้    กลับไปยังกัสสกเลณะตามเดิม     เก็บ

บาตรไว้ใต้เตียง  พาดจีวรไว้บนราวจีวร  คิดว่า  เรายังไม่บรรลุพระอรหัต

แล้ว  จักไม่ออกไป   นั่งบำเพ็ญเพียรแล้ว    ท่านไม่ประมาท    เป็นพระ

เก็บตัวอยู่อย่างไม่ประมาทตลอดกาลนาน  เจริญวิปัสสนา  บรรลุพระอรหัต


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 768

ก่อนฉันนั่นเอง    เป็นพระมหาขีณาสพ     ยิ้มแย้มออกมาเหมือนดอกปทุม

ที่แย้มบานฉะนั้น    เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้   ใกล้ประตูถ้ำ    (เห็นท่าน

แล้ว)   เปล่งอุทานอย่างนี้ว่า

ข้าแต่บุรุษอาชาไนย        ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน

ข้าแต่ท่านผู้สูงสุด  ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน   ข้าแต่

ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านละอาสวะได้แล้ว  จึงเป็นผู้สมควร

รับทักษิณา.

ดังนี้แล้ว     กล่าวว่า     ท่านเจ้าขา     พวกหญิงแก่     ถวายภิกษาแด่

พระอรหันต์เช่นท่านผู้เข้าไปรับบิณฑบาตแล้ว  จักพ้นทุกข์ได้.

พระเถระลุกขึ้นเปิดประตูดูเวลา     ทราบว่ายังเข้าอยู่      จึงอุ้มบาตร

ครองจีวรเข้าไปยังหมู่บ้าน.   ฝ่ายลูกสาวเตรียมภัตรแล้ว   ( ก็ออกมา )   นั่ง

มองดูที่ประตู     ด้วยหวังว่า    หลวงพี่ของเราจักมาเดี๋ยวนี้     จักมาเดี๋ยวนี้.

เมื่อพระเถระมาถึงประตูเรือน  เธอก็รับบาตร  ไปใส่ข้าวก้อนเจือด้วยน้ำนม

ผสมด้วยเนยใสและน้ำอ้อย   จนเต็มแล้ว    นำมาประเคนที่มือ.    พระเถระ

ทำการอนุโมทนาว่า   จงมีความสุขเถิด   ดังนี้    หลีกไป.    ฝ่ายลูกสาวนั้น

ก็ได้ยืนมองท่านเพลินอยู่.   เพราะเวลานั้น   ฉวีวรรณของพระเถระผุดผ่อง

ยิ่งนัก   อินทรีย์ทั้งหลายก็ผ่องใส   ดวงหน้าก็แจ่มใสอย่างยิ่ง     เหมือนผล

ตาลสุกที่เพิ่งหล่นจากขั้วฉะนั้น.

มหาอุบาสิกากลับมาจากป่า   ถามว่า    แม่หนู     หลวงพี่ของเจ้ามา

แล้วหรือ ?

นางได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง.    อุบาสิกาทราบว่า    วันนี้    กิจ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 769

บรรพชิตของพระลูกชายเรา   ถึงที่สุดแล้ว    จึงพูดว่า    ลูกเอ๋ย    หลวงพี่

ของเจ้า  ยังอภิรมย์  ไม่เบื่อหน่ายในพระพุทธศาสนา.

วิริยสัมโพชฌงค์      ย่อมเกิดแม้แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นความยิ่งใหญ่

แห่งมรดก    ก็แลมรดกของพระศาสดานี้      คือ   อริยทรัพย์ ๗  เป็นของ

ใหญ่หลวง   ผู้เกียจคร้านไม่สามารถจะรับมรดกนั้นไว้ได้   เหมือนอย่างว่า

มารดาบิดาย่อมขจัดบุตรผู้เกเรให้ออกจากกองมรดก   ด้วยสำคัญว่า   เจ้านี่

ไม่ใช่ลูกของเรา   (อีกต่อไป)    เพราะปัจจัย    ( คือการตัดขาด)    ของ

พ่อแม่นั้น   บุตรผู้เกเรนั้นย่อมไม่ได้รับมรดกฉันใด    ถึงภิกษุผู้เกียจคร้าน

ก็ฉันนั้น  จะไม่ได้รับมรดก    คืออริยทรัพย์นี้     ภิกษุผู้ปรารภความเพียร

เท่านั้นจึงจะได้รับ.

วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้แม้พิจารณาถึงความยิ่งใหญ่

ของพระศาสดาอย่างนี้ว่า   ก็แลพระศาสดาของเจ้ายิ่งใหญ่นัก   เพราะว่าใน

เวลาที่พระศาสดาทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์พระมารดาก็ดี        ในเวลา

เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ก็ดี     ในเวลาตรัสรู้พระอนุตตรสัมโพธิญาณก็ดี

ในเวลาแสดงพระธรรมจักรก็ดี     ในเวลาทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์    เสด็จ

ลงจากเทวโลก   และปลงพระชนมายุสังขารก็ดี    หมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหว

แล้ว   ควรแล้วหรือที่เจ้าบวชในศาสนาของพระศาสดาเห็นปานนี้   แล้วจะ

มาเกียจคร้านอยู่.

วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้แม้พิจารณาถึงความยิ่งใหญ่แห่ง

ชาติ   (กำเนิด)   อย่างนี้ว่า   แม้ว่าโดยกำเนิด     บัดนี้   เจ้าก็ไม่ใช่คนที่มี

กำเนิดต่ำ   เจ้ามาจากเชื้อสายของพระเจ้ามหาสมมต    ไม่เจือปน    (กับ

คนวรรณะอื่น)     ทั้งได้เกิดในราชวงศ์ของพระเจ้าโอกากราช   ได้เป็น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 770

พระนัดดาของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช    กับ    พระนางมหามายาเทวี

(และ)   เป็นพระกนิษฐภาดาของพระเจ้าพี่ราหุล    อันธรรมดาว่าเจ้าได้

เป็นชินบุตรเห็นปานนี้   จะมามัวเกียจคร้านอยู่   ไม่สมควรเลย.

วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้แม้พิจารณาถึงความยิ่งใหญ่

ของเพื่อนสพรหมจารีอย่างนี้ว่า  พระสารีบุตร  พระโมคคัลลานะ    และ

พระอสีติมหาสาวก    แทงตลอดโลกุตตรธรรม    ด้วยความเพียรโดยแท้

เจ้าจักดำเนินไปตามทางของเพื่อนสพรหมจารีเหล่านั้น    หรือจักไม่ดำเนิน

ตาม.

วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้หลีกเว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน

สลัดทิ้งความเพียรทางกายและทางจิต      ผู้เป็นเช่นกับงูเหลือม      อึดอัด

เพราะกินเหยื่อจนเต็มท้อง    แก่ภิกษุผู้คบหาบุคคลผู้มีตนตั้งมั่น     ปรารภ

ความเพียร   ทั้งแก่ภิกษุผู้มีจิตน้อม  โน้ม   นำไป  เพื่อให้เกิดความเพียร

ในอิริยาบถทั้งหลาย  มีอิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้น.

ก็เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์นั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้     ภิกษุย่อมทราบชัดว่า

ความเจริญเต็มที่   (แห่งวิริยสัมโพชฌงค์)     มีได้ด้วยพระอรหัตตมรรค.

การเกิดขึ้นของปีติสัมโพชฌงค์

ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้  คือ  มีอยู่  ภิกษุทั้งหลาย   ธรรม

ทั้งหลาย    อันเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์    การทำไว้ในใจโดยแยบคาย

และการทำให้มากในธรรม    นี้เป็นอาหาร    (ปัจจัย )    เพื่อให้ปีติสัม-

โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด  เกิดขึ้น   หรือเป็นไปเพื่อให้ปีติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้น

แล้ว   ภิญโญภาพ   ไพบูลย์   เจริญเต็มที่


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 771

ในพระพุทธพจน์นั้น    ปีตินั่นเอง    ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งปีติ-

สัมโพชฌงค์  การทำไว้ในใจ  ที่ให้ปีติสัมโพชฌงค์นั้นเกิดขึ้น   ชื่อว่าการ

ทำไว้ในใจโดยแยบคาย.

อีกอย่างหนึ่ง  ธรรม ๑๑ ประการ  คือ  พุทธานุสสติ  ๑  ธัมมา-

นุสสติ  ๑  สังฆานุสสติ  ๑  สีลานุสสติ  ๑  จาคานุสสติ   ๑  และเทวตา-

นุสสติ   ๑  อุปสมานุสสติ   ๑  การหลีกเว้นบุคคลผู้เป็นโทษ  ๑  การคบหา

บุคคลผู้เป็นคุณ   ๑       การพิจารณาถึงพระสูตรอันเป็นที่ตั้งแห่งความ

เลื่อมใส  ๑  ความเป็นผู้น้อมไปในปีติสัมโพชฌงค์นั้น  ๑.   ย่อมเป็นไป

เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปีติสัมโพชฌงค์.

อธิบายว่า      สำหรับภิกษุผู้แม้หมั่นระลึกถึงพระพุทธคุณ     ปีติ-

สัมโพชฌงค์    ย่อมเกิดขึ้นแผ่ไปทั่วร่างจนถึงอุปจารสมาธิ.    สำหรับภิกษุ

ผู้หมั่นระลึกถึงพระธรรมคุณ   พระสังฆคุณก็ดี   ผู้พิจารณาถึงจตุปาริสุทธิ-

ศีล  ที่รักษาไว้ไม่ขาด  ตลอดกาลนานก็ดี    ปีติสัมโพชฌงค์   ก็ย่อมเกิด

ขึ้นได้.

แม้สำหรับคฤหัสถ์    ผู้พิจารณาถึงศีล  ๑๐  ศีล  ๕  ก็ดี  ผู้ถวาย

โภชนะอันประณีต     แก่ท่านผู้เป็นสพรหมจารี    ในคราวเกิดทุพภิกขภัย

เป็นต้น    แล้วพิจารณาถึงการบริจาค   (ของตน)   ว่า   เราได้ถวายอย่างนี้

ก็ดี    ปีติสัมโพชฌงค์จะเกิดขึ้นได้.

อนึ่ง  สำหรับคฤหัสถ์ผู้พิจารณาถึงทาน  ที่ถวายแก่ท่านผู้มีศีล  ใน

การเช่นนี้ก็ดี      ผู้พิจารณาเห็นว่าเทวดาประกอบด้วยคุณเหล่าใด    จึงถึง

ความเป็นเทวดา   คุณเหล่านั้น     มีอยู่ในตนก็ดี    ปีติสัมโพชฌงค์ก็เกิด

ขึ้นได้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 772

สำหรับภิกษุผู้พิจารณาเห็นกิเลสที่ข่มได้แล้วด้วยสมาบัติว่า   (กิเลส

เหล่านี้)       ไม่ฟุ้งขึ้น      เป็นเวลา   ๖๐  ปีบ้าง    ๗๐  ปีบ้างก็ดี       ผู้

หลีกเว้นบุคคลผู้เศร้าหมองอันปรากฏชัดด้วยการไม่กระทำโดยความเคารพ

ในเมื่อได้เห็นพระเจดีย์  เห็นต้นโพธิ์   และเห็นพระเถระ   ผู้ชื่อว่าเป็นเช่น

กับฝุ่นละออง    (ที่จับเกาะ)    บนหลังคา    เพราะไม่มีความเลื่อมใสและ

ความรักในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นก็ดี   ผู้คบหาบุคคลผู้ผ่องใส

มีจิตอันอ่อนโยน       มากด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้า

เป็นต้นก็ดี   ผู้พิจารณาถึงพระสูตรอันก่อให้เกิดความเลื่อมใส    แสดงคุณ

ของพระรัตนตรัยก็ดี   ผู้มีจิตโน้ม    น้อม   นำไป    เพื่อให้เกิดปีติ  ใน

อิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้นก็ดี   ปีติสัมโพชฌงค์  ย่อมเกิดขึ้นได้.

ก็เมื่อปีติสัมโพชฌงค์นั้น    เกิดขึ้นแล้วอย่างนั้น    ภิกษุย่อมรู้ชัดว่า

ความเจริญเต็มที่   (แห่งปีติสัมโพชฌงค์)   มีได้ด้วยอรหัตตมรรค.

การเกิดขึ้นของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้   คือ   มีอยู่   ภิกษุทั้งหลาย

กายปัสสัทธิ    จิตตปัสสัทธิ  การทำในใจโดยแยบคาย  และการทำให้มาก

ในกายปัสสัทธินั้น  นี้เป็นอาหาร  (ปัจจัย)   ให้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยัง

ไม่เกิด     เกิดขึ้น     หรือย่อมเป็นไปเพื่อให้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้น

แล้ว   ภิญโญภาพ   ไพบูลย์  เจริญเต็มที่

อีกอย่างหนึ่ง    ธรรม ๗ ประการ    คือ    การบริโภคโภชนะอัน

ประณีต  ๑   การเสพสุขตามฤดู  ๑   การเสพสุขตามอิริยาบถ  ๑   ความ

เป็นผู้มีมัชฌัตตัปปโยคะ ๑ การหลีกเว้นบุคคลผู้มีกายกระสับกระส่าย  ๑


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 773

การคบหาบุคคลผู้มีกายสงบ   ๑   ความเป็นผู้น้อมไปในปัสสัทธิสัม-

โพชฌงค์นั้น  ๑  ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์.

อธิบายว่า    สำหรับภิกษุผู้บริโภคโภชนะ    ที่เป็นสัปปายะ  มีรส

กลมกล่อม    ประณีตก็ดี    ผู้เสพฤดู    ที่เป็นสัปปายะในบรรดาฤดูหนาว

และร้อน     และอิริยาบถ   ที่เป็นสัปปายะในบรรดาอิริยาบถยืนเป็นต้นก็ดี

ปัสสัทธิย่อมเกิดขึ้น.

ส่วนภิกษุใดมีลักษณะนิสัยเป็นมหาบุรุษย่อมอดทนต่อฤดูและอิริยาบถ

ทั้งปวงได้ทีเดียว  คำนี้ท่านไม่ได้กล่าวหมายเอาภิกษุนั้น.

สำหรับภิกษุใด    มีฤดูและอิริยาบถที่เป็นสภาค    (ที่เป็นสัปปายะ)

และวิสภาค   ( อสัปปายะ)   ปัสสัทธิย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นนั่นแล    ผู้แม้

เว้นฤดู   และอิริยาบถ    ที่เป็นวิสภาคเสีย   แล้วเสพฤดูและอิริยาบถที่เป็น

สภาค.

การพิจารณาเห็นว่า    ตน     และบุคคลอื่น    มีกรรมเป็นของตน

ท่านเรียกว่า  มัชฌัตตัปปโยคะ   ปัสสัทธิย่อมเกิดขึ้นได้  เพราะมัชฌัตตัปป-

โยคะนี้.

สำหรับภิกษุผู้หลีกเว้นบุคคลผู้มีกายกระสับกระส่าย     ผู้เที่ยวเบียด-

เบียนบุคคลอื่นอยู่ตลอดเวลา    ด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น    ผู้คบหา

บุคคลผู้มีกายสงบ  ผู้สำรวมมือและเท้าก็ดี  ผู้มีจิตโน้ม    น้อม   นำไปเพื่อ

ให้เกิดปัสสัทธิในอิริยาบถทั้งหลาย    มียืนและนั่งเป็นต้นก็ดี  ปัสสัทธิย่อม

เกิดขึ้นได้.

ก็เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างนั้น   ภิกษุย่อมรู้ชัดว่า

ความเจริญเต็มที่  (ของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์)  ย่อมมีด้วยอรหัตตมรรค).


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 774

การเกิดขึ้นของสมาธิสัมโพชฌงค์

สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้  คือ   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

มีอยู่สมถนิมิต    ที่เป็นอัพยัคคนิมิต    การทำไว้ในใจโดยแยบคาย    และ

การทำให้มากในสมถนิมิตนั้น    นี้เป็นอาหาร     ( ปัจจัย)      ให้สมาธิ-

สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น    หรือย่อมเป็นไปเพื่อให้สมาธิสัมโพชฌงค์

ที่เกิดขึ้นแล้วภิญโญภาพ  ไพบูลย์  เจริญเต็มที่.   ในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น

สมถนิมิตเป็นสมถะด้วย     ชื่อว่าเป็นอัพยัคคนิมิต      เพราะหมายความว่า

ไม่ฟุ้งซ่านด้วย.

อีกอย่างหนึ่ง      ธรรม ๑๑ ประการ      คือการทำวัตถุให้สะอาด

หมดจด  ๑    การประคับประคองอินทรีย์ให้ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ   ๑

ความเป็นผู้ฉลาดรั้นนิมิต   ๑    การยกจิตในสมัย   (ที่ควรยก)   ๑   การ

ข่มจิตในสมัย   (ที่ควรข่ม)  ๑  การทำจิตให้ร่าเริงในสมัย   (ที่ควรทำ

จิตให้ร่าเริง )   ๑   การเพ่งดูจิตเฉย  ๆ  ในสมัย       (ที่ควรเพ่งดู)   ๑

การหลีกเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ  ๑  การคบหาบุคคลผู้มีจิตเป็น

สมาธิ   ๑      การพิจารณาฌานและวิโมกข์   ๑   ความเป็นผู้น้อมไปใน

สมาธิสัมโพชฌงค์นั้น  ๑  ย่อมเป็นไปเพื่อการเกิดแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์.

บรรดาธรรม ๑๑ ประการนั้น  การทำวัตถุให้สะอาดหมดจด   และ

การประคับประคองอินทรีย์ให้ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ     พึงทราบตามนัย

ที่กล่าวแล้ว.

ความเป็นผู้ฉลาดในการเรียน  กสิณนิมิต    ชื่อว่าความเป็นผู้ฉลาด

ในนิมิต.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 775

บทว่า  สมเย  จิตฺตสฺส   ปคฺคณฺหนตา    (การประคองจิตใจใน

สมัยที่ควรประคอง)    มีอธิบายว่า    ในสมัยใด    จิตเป็นธรรมชาติหดหู่

ด้วยเหตุทั้งหลาย  มีการทำย่อหย่อนเกินไปเป็นต้น  การยกจิตนั้น   ในสมัย

นั้น     ด้วยการยังธัมมวิจยสัมโพชฌงค์       วิริยสัมโพชฌงค์    และปีติ-

สัมโพชฌงค์ให้เกิดพร้อมกัน.

บทว่า  สมเย   จิตฺตสฺส    นิคฺคณฺหนตา    (การข่มจิตในสมัยที่

ควรข่ม )     ความว่า     ในสมัยใด      จิตเป็นธรรมชาติฟุ้งซ่านด้วยเหตุ

ทั้งหลายมีการปรารภความเพียรมากเกินไปเป็นต้น  การข่มจิตนั้น  ในสมัย

นั้น ด้วยการยังปัสสัทธิสัมโพชฌงค์   สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขา-

สัมโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน.

บทว่า   สมเย  สมฺปหสนตา    (การประคองจิตให้ร่าเริงในสมัย

ที่ควรประคองจิตให้ร่าเริง)  ความว่า    ในสมัยใด    จิตเป็นธรรมชาติไม่

สดชื่น      เพราะมีปัญญาและความเพียรน้อย     หรือเพราะไม่ได้บรรลุถึง

ความสุขอัน เกิดจากความเข้าไปสงบ  ในสมัยนั้น   พระโยคาวจรย่อมยังจิตให้

สังเวชด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ (ที่ตั้งแห่งความสังเวช) ๙ อย่าง  ที่ชื่อ

ว่า   สังเวควัตถุ   ๙  ได้แก่ ชาติ  ชรา   พยาธิ    และ   มรณะ   รวมเป็น  ๔ ทุกข์ในอบายเป็นที่  ๕  ทุกข์ที่มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีต  ทุกข์มีวัฏฏะเป็น

มูลในอนาคต    ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบัน    (ธรรม

เป็น ๓).    และให้เกิดความเลื่อมใส    ด้วยการหมั่นระลึกถึงคุณของพระ

รัตนตรัย.  นี้เรียกว่า  การประคองจิตให้ร่าเริง  ในสมัย  (ที่ควรประคอง

จิตให้ร่าเริง.

ที่ชื่อว่า การเพ่งดูจิตเฉยๆ ในสมัยที่  (ควรเพ่งดูจิตเฉยๆ) ได้แก่


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 776

ในสมัยใดจิตเป็นธรรมชาติไม่หดหู่  ไม่ฟุ้งซ่าน  มีความสดชื่น   เป็นไปใน

อารมณ์อย่างสม่ำเสมอ  ดำเนินไปตามวิถีทางของสมถะเพราะอาศัยการปฏิบัติ

ชอบ   ในการยก   การข่ม   และการประคองจิตนั้นให้ร่าเริง เปรียบเหมือน

นายสารถี   ไม่ต้องวุ่นวายในม้าที่วิ่งไปสม่ำเสมอ   นี้เรียกว่า   การเพ่งดูจิต

เฉย ๆ  ในสมัย   (ที่ควรเพ่งดูเฉย ๆ).

ที่ชื่อว่า  การหลีกเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ  ได้แก่การหลีกเว้น

ให้ไกล  ซึ่งบุคคลผู้ยังไม่ได้บรรลุอุปจารสมาธิ  หรืออัปปนาสมาธิ  ผู้มีจิต

ฟุ้งซ่าน.

ที่ชื่อว่า   การคบหาบุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ  ได้แก่การซ่องเสพ  การ

คบหา    การเข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิหรืออัปปนา-

สมาธิ.

ที่ชื่อว่า  ความเป็นผู้น้อมไปในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น     ได้แก่ความ

เป็นผู้มีจิตน้อม  โน้ม   นำไปในอิริยาบถทั้งหลาย  มียืน  และนั่ง  เป็นต้น

แท้ทีเดียว.

ก็เมื่อพระโยคาวจรปฏิบัติอยู่อย่างนี้    สมาธิสัมโพชฌงค์นั้นย่อมเกิด

ขึ้น.  ก็เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์นั้นเกิดขึ้นอย่างนั้น    พระโยคาวจรย่อมทราบ

ชัดว่า   ความเจริญเต็มที่    (ของสมาธิสัมโพชฌงค์)    มีได้ด้วยอรหัตต-

มรรค.

การเกิดขึ้นของอุเบกขาสัมโพชฌงค์

อุเบกขาสัมโพชฌงค์  ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้คือ  มีอยู่  ภิกษุทั้งหลาย

ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์     การทำไว้ในใจโดยแยบคาย


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 777

และการทำให้มากในธรรมนั้น   นี้เป็นอาหาร    (ปัจจัย)    ให้อุเบกขา-

สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด    เกิดขึ้น    หรือย่อมเป็นไป   เพื่อให้อุเบกขาสัม-

โพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว   ภิญโญภาพ  ไพบูลย์  เจริญเต็มที่.   ในพระดำรัส

นั้น  อุเบกขานั่นแหละ ชื่อว่าธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์.

อีกอย่างหนึ่ง  ธรรม ๕ประการคือ ความเป็นผู้วางตนเป็นกลางใน

สัตว์  ๑  ความเป็นผู้วางตนเป็นกลางในสังขาร  ๑  การหลีกเว้นบุคคล

ผู้ผูกพันในสัตว์สังขาร  ๑  การคบหาบุคคลผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์

สังขาร  ๑ ความเป็นผู้น้อมไปในอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้น ๑  ย่อมเป็น

ไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์.

บรรดาธรรม ๕  ประการนั้น     พระโยคาวจรย่อมยังความวางตน

เป็นกลางในสัตว์ให้เกิดขึ้นด้วยอาการ  ๒  อย่างคือ  ด้วยการพิจารณาเห็นว่า

สัตว์มีกรรมเป็นของตนอย่างนี้ว่า    เจ้ามาตามกรรมของตนแล้ว    ก็จักไป

ตามกรรมของตน     (เหมือนกัน)    เจ้าจะไปผูกพันใครกันเล่า ?    และ

ด้วยการพิจารณาเห็นว่า   ไม่ใช่สัตว์อย่างนี้ว่า  ว่าโดยปรมัตถ์แล้ว  สัตว์ไม่มี

เลย   เจ้านั้นจะไปผูกพันใครเล่า ?

ย่อมยังความวางตนเป็นกลางในสังขารให้เกิดขึ้นด้วยอาการ  ๒ อย่าง

คือ    ด้วยพิจารณาเห็นว่า     ไม่มีเจ้าของอย่างนี้ว่า    จีวรผืนนี้     เข้าถึง

การเปลี่ยนสี      และความคร่ำคร่า     ตามลำดับ      จักกลายเป็นผ้าเช็ดเท้า

ถูกเขาเขี่ยทั้งด้วยปลายไม้เท้า   ก็ถ้าว่า   จีวรนั้นจะพึงมีเจ้าของไซร้  เจ้าของ

ก็จะไม่ยอมให้จีวรนั้นพินาศไปอย่างนั้น  ๑   และด้วยการพิจารณาเห็นว่า

เป็นของชั่วคราวอย่างนี้ว่า  จีวรนี้   ไม่ยั่งยืน  อยู่ได้ชั่วคราว  ๑.

อนึ่ง  บัณฑิตพึงทำการประกอบความ   แม้ในบาตรเป็นต้นเหมือน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 778

อย่างในจีวรฉะนั้น.

ในคำว่า      สตฺตสงฺขารเกฬายนปุคฺคลปริวชฺชนตา  (การหลีก

เว้นบุคคลผู้ผูกพันในสัตว์และสังขาร)      พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บุคคลใด  เป็นคฤหัสถ์    ย่อมยึดถือปิยชนทั้งหลาย   มีบุตรและธิดา

เป็นต้น    ของคนว่าเป็นของเรา  หรือเป็นบรรพชิต  ย่อมยึดถืออันเตวาสิก

สัทธิวิหาริก  และผู้ร่วมอุปัชฌาย์เป็นต้น    ของตนว่าเป็นของเรา   ลงมือ

ทำการงานทั้งหลาย   มีการปลงผม   เย็บผ้า   ซักจีวร  ย้อมจีวร  และระบม

บาตรเป็นต้นให้แก่บุคคลเหล่านั้นเองทีเดียว    ไม่เห็นเพียงชั่วครู่    ก็เที่ยว

ตามหาให้จ้าละหวั่น  ไม่ผิดอะไรกับเนื้อตื่นภัย   (ร้องถามว่า) สามเณร

รูปโน้นไปไหน ภิกษุหนุ่มรูปโน้นไปไหน  แม้ถูกผู้อื่นขอว่า   ขอท่าน

จงส่งภิกษุหนุ่ม  หรือสามเณรรูปโน้นไปให้   ช่วยปลงผมเป็นต้นสักหน่อย

เถิด   ก็ไม่ยอมให้ไป    ด้วยอ้างว่า    แม้พวกเรายังไม่ยอมใช้เขาให้ทำงาน

ของตนเลย   พวกท่านยังจะมาเอาเขาไป   (ใช้งาน)   ให้ลำบาก   บุคคลนี้

ชื่อว่าผู้ผูกพันในสัตว์.

ส่วนบุคคลใดยึดถือบาตร    จีวร    ถาด    และไม้เท้าคนแก่เป็นต้น

ว่าเป็นของเรา   ไม่ยอมให้ผู้อื่นแม้แต่จะเอามือแตะ   พอถูกขอยืมเข้า   ก็พูด

ว่า   พวกเราทั้งหลาย   รักสิ่งของนี้    ไม่ยอมใช้สอย   พวกเราจักให้พวก

ท่านได้อย่างไร  บุคคลนี้   ชื่อว่าผู้ผูกพันอยู่ในสังขาร.

ส่วนบุคคลใด     เป็นผู้มีตนเป็นกลาง     วางเฉยในวัตถุทั้ง ๒ นั้น

บุคคลนี้  ชื่อว่าผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขาร.

อุเบกขาสัมโพชฌงค์นี้         ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคาวจรผู้หลีกเว้น

ห่างไกลบุคคลผู้ผูกพันในสัตว์และสังขารเห็นปานนี้บ้าง       ผู้คบหาบุคคล


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 779

ผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขารบ้าง   ผู้มีจิตโน้ม  น้อม   นำไป   เพื่อ

ให้เกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้น   ในอิริยาบถทั้งหลาย   มียืนและนั่งเป็นต้น

บ้าง  ดังพรรณนามาฉะนี้.

ก็เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นเกิดขึ้นอย่างนั้น      พระโยคาวจรย่อม

ทราบชัดว่า    ความเจริญเต็มที่    (แห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์)    มีได้ด้วย

อรหัตตมรรค.

บทว่า   อิติ  อชฺฌตฺต  วา    ความว่า    พระโยคาวจรนั้นกำหนด

โพชฌงค์ ๗  ของตน    หรือของบุคคลอื่นอย่างนี้แล้ว    คือ    กำหนด

โพชฌงค์ของตนตามกาล    หรือโพชฌงค์ของบุคคลอื่นตามกาล    เป็นผู้

ปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่อย่างนี้.      ส่วนความเกิดขึ้น

และความดับไปในโพชฌงคบรรพนี้       พึงทราบด้วยอำนาจการเกิดและ

การดับของสัมโพชฌงค์ทั้งหลาย.   คำอื่นจากนี้    มีนัยดังกล่าวมาแล้ว.

อริยสัจในโพชฌงค์

ด้วยว่า  ในโพชฌงคบรรพนี้  สติที่กำหนดโพชฌงค์  เป็นทุกขสัจ

อย่างเดียว        นักศึกษาพึงทราบทางแห่งธรรมเครื่องนำออกของภิกษุผู้

กำหนดโพชฌงค์      เพราะการประกอบความดังว่ามานี้แล.     คำที่เหลือ

เป็นเช่น  (กับที่กล่าวมาแล้ว)  นั้นเหมือนกัน.

จบ   โพชฌงคบรรพ

สัจจบรรพ

ครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนา  ด้วยอำนาจโพฌงค์  ๗  อย่างนี้


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 780

แล้ว   บัดนี้    เพื่อจะทรงจำแนกด้วยอำนาจสัจจะ ๔    พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสคำว่า  ปุน  จปร   ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   อิท  ทุกฺขนฺติ  ยถาถูต  ปชานาติ

ความว่า  พระโยคาวจรย่อมทราบชัดธรรมที่เป็นไปในภูมิ  ๓  ยกเว้นตัณหา

ตามสภาพที่เป็นจริงว่า  นี้ทุกข์ ก็แลย่อมทราบชัดตัณหาเก่าที่เป็นตัวการณ์

ให้ทุกข์นั้นแลเกิด     คือตั้งขึ้นตามสภาพเป็นจริงว่า    นี้ทุกขสมุทัย  ย่อม

ทราบชัดพระนิพพาน    คือความไม่เป็นไปของทุกข์และตัณหาทั้ง  ๒ ตาม

สภาพที่เป็นจริงว่า      นี้ทุกขนิโรธ      ย่อมทราบชัดอริยมรรคอันเป็นตัว

กำหนดรู้ทุกข์   ละสมุทัย    กระทำนิโรธให้แจ้ง     ตามสภาพที่เป็นจริงว่า

นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.     กถาว่าด้วยอริยสัจที่เหลือ      ได้อธิบายให้

พิสดารแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล.

บทว่า  อิติ   อชฺฌตฺต  วา  ความว่า  พระโยคาวจรกำหนดสัจจะ ๔

ของตนหรือของบุคคลอื่นแล้ว  คือกำหนดสัจจะทั้ง  ๔  ของตนตามกาล หรือ

ของบุคคลอื่นตามกาล  เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่

ส่วนความเกิดขึ้นและความดับไปในจตุสัจจบรรพนี้    พึงทราบด้วยอำนาจ

ความเกิดและความดับของสัจจะทั้ง  ๔  ตามสภาพที่เป็นจริง.    คำอื่นจากนี้

มีนัยดังกล่าวแล้วแล.

อริยสัจในอริยสัจ

ด้วยว่า  ในจตุสัจจบรรพนี้   สติเครื่องกำหนดสัจจะ ๔ เป็นทุกขสัจ

อย่างเดียว       บัณฑิตพึงทราบทางแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออกของภิกษุผู้

กำหนดสัจจะ   เพราะการประกอบความดังว่ามานี้แล.    คำที่เหลือเป็นเช่น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 781

(กับคำที่กล่าวมานี้แล้ว)   นั่นแล.

จบ  จตุสัจจบรรพ

ด้วยคำมีประมาณเท่านี้       เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกัมมัฏ-

ฐานไว้  ๒๑  อย่าง คือ  อานาปานะ    (ลมหายใจออก    ลมหายใจเข้า) ๑

จตุอิริยาบถ  (อิริยาบถ ๔)  ๑     จตุสัมปชัญญะ    (สัมปชัญญะ   ๔)  ๑

ทวัตติงสาการะ    (อาการ  ๓๒) ๑     จตุธาตุววัตถานะ     ( การกำหนด

ธาตุ  ๔) ๑     นวสีวถิกา   (ป่าช้า  ๙) ๑     เวทนานุปัสสนา   (การ

กำหนดนิวรณ์) ๑   จิตตานุปัสสนา  ( การพิจารณาเห็นจิต) ๑   นิวรณ-

ปริคคหะ  (การกำหนดนิวรณ์) ๑  ขันธปริคคหะ  (การกำหนดขันธ์) ๑

อายตนปริคคหะ  (การกำหนดอายตนะ) ๑  โพชฌังคปริคคหะ  (การ

กำหนดโพชฌงค์ ) ๑  สัจจปริคคหะ  (การกำหนดสัจจะ)  ๑.

บรรดากัมมัฏฐาน ๒๑ อย่างนั้น  อานาปานะ ๑   ทวัตติงสาการะ  ๑

นวสีวถิกา    (ป่าช้า ๙) ๑   รวมเป็นกัมมัฏฐานที่ให้ถึงอัปปนา  ๑๑.  ฝ่าย

พระมหาสิวเถระผู้กล่าวคัมภีร์ทีฆนิกาย    กล่าวว่า    พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสนวสีวถิกาไว้   ด้วยอำนาจการพิจารณาเห็นโทษ.   เพราะฉะนั้น  ตาม

มติของพระมหาสิวเถระนั้น    กัมมัฏฐาน ๒     ( คือ   อานาปานะ    และ

ทวัตติงสาการะ )   เท่านั้น   เป็นกัมมัฏฐานที่ให้ถึงอัปปนา  กัมมัฏฐานที่

เหลือ   เป็นกัมมัฏฐานที่ให้ถึงอุปจาร.

ถามว่า  ก็ความยึดมั่น   จะเกิดในกัมมัฏฐานเหล่านั้นทั้งหมดหรือไม่

เกิด  ?

ตอบว่า    ไม่เกิด     เพราะว่า     ความยึดมั่นย่อมไม่เกิดในอิริยาบถ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 782

สัมปชัญญะ  นิวรณ์  และสัมโพชฌงค์  แต่จะเกิดในกัมมัฏฐานที่เหลือ.

ฝ่ายพระมหาสิวเถระ   กล่าวว่า   ย่อมเกิดความยึดมั่นในกัมมัฏฐาน

แม้เหล่านั้น  (มีอิริยาบถเป็นต้น)  เพราะว่า  พระโยคาวจรนี้ย่อมกำหนด

อย่างนี้ว่า   อิริยาบถ ๔ ของเรา   มี  หรือไม่มี   สัมปชัญญะ ๔ ของเรา   มี

หรือว่าไม่มี  นิวรณ์ ๕ ของเรา  มี  หรือว่าไม่มี  โพชฌงค์๗  ของเรามี

หรือว่าไม่มี  เพราะฉะนั้น  จึงเกิดความยึดมั่นในกัมมัฏฐานทุกข้อ.

อานิสงส์การเจริญสติปัฏฐาน

บทว่า  โย  หิ  โกจิ  ภิกฺขเว  ความว่า    ผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นภิกษุ

หรือภิกษุณี  อุบาสก  หรืออุบาสิกาก็ตาม.

บทว่า  เอว  ภเวยฺย   ความว่า    พึงเจริญ    (สติปัฏฐาน )    ไป

ตามลำดับแห่งภาวนา  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่แรก.

บทว่า  ปาฏิกงฺข   แปลว่า   พึงหวัง.   อธิบายว่า   มีแน่แท้.

บทว่า  อญฺา  ได้แก่พระอรหัตตผล.

บทว่า  สติ  วา   อุปาทิเสเส  ความว่า   หรือ    เมื่อยังมีอุปาทาน

เหลืออยู่   คือยังไม่สิ้นไป.

บทว่า  อนาคามิคา  ได้แก่ความเป็นพระอนาคามี

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงความที่ศาสนธรรมเป็นเครื่อง

นำออกด้วยอำนาจ    (ระยะเวลา) ๗ ปี  อย่างนี้แล้ว     เมื่อจะทรงแสดง

ระยะเวลาที่สั้นกว่านั้นเข้าไปอีก   จึงตรัสคำว่า    ติฏฺนฺตุ  ภิกฺขเว  ดังนี้

เป็นต้น    และธรรมทั้งหมดนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้   ด้วยอำนาจ

เวไนยบุคคลผู้  (มีสติปัญญา)  ปานกลางเท่านั้น.   ฝ่ายพระโบราณาจารย์


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 783

หมายเอาบุคคลผู้มีปัญญาแก่กล้า    จึงกล่าวไว้ว่า

บุคคลผู้มีปัญญาแก่กล้า      ได้รับคำสอนในตอนเช้า

ก็จักบรรลุคุณวิเศษได้ในตอนเย็น    ได้รับคำสอนใน

ตอนเย็น  ก็จักบรรลุคุณวิเศษได้ในตอนเช้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า      ครั้นทรงแสดงว่า      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ศาสนธรรมของเราตถาคต   เป็นธรรมเครื่องนำออกอย่างนี้    ดังพรรณนา

มาฉะนี้แล้ว     เมื่อจะทรงตบแต่งพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว

ด้วยอดคือพระอรหัต     ในฐานะแม้  ๒๑ อย่าง   แก่พระสาวก   จึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ทางนี้เป็นทางสายเอก  ฯลฯ เพราะอาศัยคำที่กล่าวไว้

แล้วอย่างนี้      เราตถาคตจึงได้กล่าวสติปัฏฐานสูตรนี้ ไว้.     คำที่เหลือ    มี

ความหมายง่ายทั้งนั้นแล.

จบ   อรรถกถาสติปัฏฐานสูตร

สูตรที่  ๑๐

และจบวรรคที่  ๑  ชื่อมูลปริยายวรรค