พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 551

แก้ปิสุณาวาจา

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า   ปิสุณาวาจา  เป็นต้น.   วาจาที่เป็นเหตุให้

หัวใจของบุคคลผู้ที่คนพูดด้วย  เกิดความรักตนและเกลียดชังคนอื่น ชื่อว่า

ปิสุณาวาจา.

ส่วนวาจาที่เป็นเหตุทำให้ตนเองบ้าง  ผู้อื่นบ้าง   หยาบคายและวาจา

ที่หยาบคายเอง    คือไม่ไพเราะโสต    หรือไม่ชื่นใจ   (ผู้ฟัง)   นี้ชื่อว่า

ผรุสวาจา.

วาทะที่เป็นเหตุให้เจรจาเพ้อเจ้อ     คือไร้ประโยชน์    ชื่อว่าสัมผัป-

ปลาป      ถึงเจตนาที่เป็นมูลฐานของการกล่าวคำหยาบและคำเพ้อเจ้อเหล่า

นั้น  ก็ได้นามว่า  ปิสุณาวาจา  เป็นต้นอยู่นั่นเอง.   และในที่นี้ก็ประสงค์

เอาเจตนานั้นแล.

เจตนาของผู้มีจิตเศร้าหมอง ที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจี-

ประโยค   เพื่อทำลายชนเหล่าอื่นหรือเพื่อประสงค์จะทำคนให้เป็นที่รักของ

ผู้อื่น   ชื่อว่าปิสุณาวาจาในวจีกรรมนั้น.   ปิสุณาวาจานั้น    ชื่อว่ามีโทษ

น้อย    เพราะผู้ถูกทำให้แตกกันนั้น     มีคุณธรรมน้อย    ชื่อว่ามีโทษมาก

เพราะมีคุณธรรมมาก.

ปิสุณาวาจานั้น   มีองค์ประกอบ ๔ ประการ   คือ ผู้ต้องถูกทำลาย

เป็นคนอื่น ๑    ความมุ่งหน้าจะทำลายด้วยประสงค์ว่า    คนเหล่านี้จักเป็น

ผู้แตกแยกจากกัน   ด้วยอุบายอย่างนี้   หรือความประสงค์ว่าเราจักเป็นที่รัก

เป็นที่คุ้นเคย  (ของเขา)   ด้วยอุบายอย่างนี้  (รวมเป็นองค์) ๑   ความ

พยายามที่เกิดจากความตั้งใจนั้น ๑   การที่เขาเข้าใจเนื้อความนั้น ๑.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 552

แก้ผรุสวาจา

เจตนาที่หยาบคายโดยส่วนเดียว      ที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยค

และวจีประโยค   อันเป็นเหตุตัดรอนความรักของคนอื่น   ชื่อว่าผรุสวาจา

เพื่อความแจ่มชัดแห่งผรุสวาจานั้น   ต้องสาธกเรื่องนี้.

ได้ทราบว่า  เด็กคนหนึ่งไม่เชื่อถ้อยคำของมารดา (ขืน) เข้าป่าไป.

มารดาเมื่อไม่สามารถจะให้เขากลับได้    จึงคำว่า     ขอให้แม่กระบือดุร้าย

จงไล่ขวิดมึง.    ภายหลังแม่กระบือได้ปรากฏแก่เขาเหมือนอย่างที่แม่ว่านั่น

แหละ.    เด็กจึงทำสัจจกิริยาว่า    คุณแม่ของข้าพเจ้ากล่าวอย่างใดด้วยปาก

ขออย่าเป็นอย่างนั้น แต่คิดอย่างใดด้วยใจ   ขอให้เป็นอย่างนั้น.  แม่กระบือ

ได้หยุดชะงักอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเองเหมือนถูกผูกไว้.

วจีประโยคแม้เป็นเหตุตัดเสียซึ่งคำรัก   (คำที่พาดถึงสิ่งที่รัก)    ดัง

ที่พรรณนามานี้    ก็ไม่เป็นผรุสวาท    เพราะผู้พูดมีจิตอ่อนโยน.   จริงอยู่

บางครั้งพ่อแม่ว่าลูกก ๆ อย่างนี้ว่า  ขอให้พวกโจรฟันพวกเองให้ขาดเป็น

ท่อน ๆ ไปเถิด  ถึงอย่างนั้น  แม้แต่เพียงกลีบดอกอุบลก็ไม่ประสงค์จะให้

อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกผู้อยู่อาศัยทั้งหลายว่า       พวกนี้จะพูดอะไรกัน

ก็ไม่มียางอาย   ไม่มีความเกรงกลัว    สูเจ้าทั้งหลาย   จงไล่เขาไปเสีย.   แต่

ถึงกระนั้น       อาจารย์และอุปัชฌาย์เหล่านั้นก็ยังปรารถนาสมบัติคืออาคม

(ปริยัติ)  และอธิคม  (ปฏิเวธ)  แก่อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเหล่านั้น

อยู่.

อนึ่ง    วจีประโยคไม่เป็นผรุสวาจา   เพราะผู้พูดมีจิตอ่อนโยนฉันใด


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 553

จะไม่เป็นผรุสวาจาเพราะผู้พูดมีคำพูดอ่อนหวานฉันนั้นก็หามิได้  เพราะว่า

คำพูดของผู้ประสงค์จะให้เขาตายว่า  แกจงให้คนนี้นอนสบายเถิด  ดังนี้

ไม่ใช่ไม่เป็นผรุสวาจา    แต่วาจานี้เป็นผรุสวาจาทีเดียว    เพราะผู้พูดมีจิต

หยาบคาย.

ผรุสวาจานี้     ชื่อว่ามีโทษน้อย  เพราะผู้ที่ผรุสวาทีบุคคลพูดหมายถึง

เป็นผู้มีคุณน้อย  ชื่อว่ามีโทษมาก  เพราะมีคุณมาก.

ผรุสวาจานั้น    มีองค์ประกอบ ๓ ประการ    คือ  ผู้ที่จะต้องถูกด่า

เป็นคนอื่น ๑   จิตขุ่นเคือง ๑  การด่า ๑.

แก้สัมผัปปลาปะ

ความจงใจที่เป็นอกุศล      ที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจี-

ประโยค    ที่ยังผู้อื่นให้เข้าใจคำพูดที่ไร้ประโยชน์     ชื่อว่า  สัมผัปปลาปะ

สัมผัปปลาปะนั้น   ชื่อว่ามีโทษน้อย  เพราะผู้พูดมีอาเสวนะอ่อน  (ความ

เคยชินน้อย)   ชื่อว่ามีโทษมาก    เพราะผู้พูดมีอาเสวนะมาก  ( ความเคย

ชินมาก).

สัมผัปปลาปะนั้น   มีองค์ประกอบ ๒ ประการ    คือ ความมุ่งหน้า

ที่จะพูดถ้อยคำไร้ประโยชน์    มีเรื่องสงความภารตะ    และเรื่องการลักพา

นางสีดา  (เรื่องรามเกียรติ์)  เป็นต้น  ๑  การกล่าวถ้อยคำชนิดนั้น  ๑.

แก้อภิชฌา

เจตนาชื่อว่า  อภิชฌา  เพราะเพ่งเล็ง  อธิบายว่า  ย่อมเป็นไปเพื่อ

ความเป็นผู้มุ่งหน้าเพ่งเล็งเฉพาะภัณฑะของผู้อื่นแล้วน้อมภัณฑะนั้นมา.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 554

อภิชฌานั้นมีลักษณะเพ่งเล็งภัณฑะของผู้อื่นอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ  ของสิ่งนี้

จะพึงเป็นของเรา.  อภิชฌานั้น   ชื่อว่ามีโทษน้อยและมีโทษมาก   เหมือน

กับอทินนาทาน.

อภิชฌานั้น   มีองค์ประกอบ ๒ ประการ    คือ  ของของผู้อื่น ๑

น้อมสิ่งนั้นมาเพื่อตน ๑.

อธิบายว่า    ถึงจะเกิดความโลภที่มีภัณฑะของผู้อื่นเป็นที่ตั้งขึ้น

กรรมบถก็ยังไม่ขาดจนกว่าจะน้อมมาเพื่อคนว่า  ไฉนหนอ  ของสิ่งนี้จะพึง

เป็นของเรา.

แก้พยาบาท

บาปธรรมชื่อว่า  พยาบาท  เพราะยังประโยชน์เกื้อกูลและความสุข

ให้ถึงความพินาศ.    พยาบาทนั้นมีลักษณะประทุษร้าย    เพื่อความพินาศ

ของผู้อื่น.    พยาบาทนั้น    ชื่อว่ามีโทษน้อยและมีโทษมาก    เหมือนกับ

ผรุสวาจา.

พยาบาทนั้น  มีองค์ประกอบ ๒ ประการ  คือ สัตว์อื่น ๑ ความคิด

ที่จะให้สัตว์นั้นพินาศ  ๑.

อธิบายว่า  ถึงจะเกิดความโกรธที่มีสัตว์อื่นเป็นที่ตั้งขึ้น    กรรมบถ

ก็ยังไม่ขาด   ตลอดเวลาที่ผู้โกรธยังไม่คิดให้สัตว์นั้นพินาศว่า   ไฉนหนอ

สัตว์นี้จะพึงขาดสูญพินาศไป.

แก้มิจฉาทิฏฐิ

เจตนาชื่อว่า  มิจฉาทิฏฐิ  เพราะเห็นผิด    โดยไม่มีการถือเอาตาม


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 555

ความเป็นจริง.  มิจฉาทิฏฐินั้น  มีลักษณะเห็นผิด  โดยนัยมีอาทิว่า  ทาน

ที่ให้แล้ว      ไม่มีผล.     มิจฉาทิฏฐินั้น    ชื่อว่ามีโทษน้อยและมีโทษมาก

เหมือนสัมผัปปลาปะ.   อีกอย่างหนึ่ง  มิจฉาทิฏฐิที่ไม่แน่นอน (ยังไม่ดิ่ง)

ชื่อว่ามีโทษน้อย  ที่แน่นอน ( ดิ่ง )  ชื่อว่ามีโทษมาก.

มิจฉาทิฏฐินั้น  มีองค์ประกอบ ๒ ประการ   คือ การที่เรื่องผิดไป

จากอาการที่ยึดถือ ๑     การปรากฏขึ้นแห่งเรื่องนั้น     โดยไม่เป็นอย่างที่

มิจฉาทิฏฐิกบุคคลยึดถือ ๑.

วินิจฉัยโดยอาการ  ๕  อย่าง

อนึ่ง  พึงทราบวินิจฉัยอกุศลกรรมบถทั้ง  ๑๐ เหล่านี้     โดยอาการ

๕ อย่าง  คือ โดยธรรมะ  ( ธมฺมโต) ๑  โดยโกฏฐาสะ  (โกฏฺฐาสโต)

โดยอารมณ์  (อารมฺมณโต) ๑   โดยเวทนา (เวทนาโต) ๑  โดยเค้ามูล

(มูลโต) ๑.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ธมฺมโต   มีเนื้อความว่า  ความจริงใน

จำนวนกรรมบถ  ๑๐  อย่างเหล่านี้    กรรมบถ ๗ ข้อ  ตามลำดับ   (กาย-

กรรม ๓ วจีกรรม ๔ )   เป็นเจตนาธรรมตรงตัว   ส่วนกรรมบถ ๓ อย่าง

มีอภิชฌา  เป็นต้น    เป็นตัวประกอบเจตนา.

บทว่า  โกฏฺาสโต   ความว่า   กรรมบถ ๗ ข้อตามลำดับ    และ

มิจฉาทิฏฐิอีก ๑ รวมเป็น ๘ ข้อนี้    เป็นกรรมบถอย่างเดียว    ไม่เป็นมูล

(รากเหง้าของอกุศล)    ส่วนอภิชฌากับพยาบาท   (๒  ข้อนี้)    เป็นทั้ง

กรรมบถ   เป็นทั้งมูล   (รากเหง้าของอกุศล).    อธิบายว่า   เพราะเป็น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 556

รากเหง้า   อภิชฌาจึงเป็นโลภกุศลมูล  พยาบาทเป็นโทสอกุศลมูล.

บทว่า  อารมฺมณโต    ความว่า   ปาณาติบาต    มีสังขารเป็นอารมณ์

เพราะมีชีตินทรีย์เป็นอารมณ์   อทินนาทาน   มีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง   มี

สังขารเป็นอารมณ์บ้าง  มิจฉาจาร  มีสังขารเป็นอารมณ์   ด้วยอำนาจแห่ง

โผฏฐัพพะ อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า   มีสัตว์เป็นอารมณ์ก็มี.   มุสาวาท

มีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง   มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง   ปิสุณาวาจาก็เหมือนกัน

ผรุสวาจา  มีสัตว์เป็นอารมณ์อย่างเดียว  สัมผัปปลาปะ  มีสัตว์เป็นอารมณ์

บ้าง   ด้วยอำนาจแห่งรูปที่ได้เห็นแล้ว   เสียงที่ได้ยินแล้ว   กลิ่น  รส   และ

โผฏฐัพพะที่ได้ทราบแล้ว   และธรรมารมณ์ที่ได้รู้แล้ว   อภิชฌาก็เหมือน

กัน  (แต่ )    พยาบาทมีสัตว์เป็นอารมณ์อย่างเดียว  (ส่วน)  มิจฉาทิฏฐิ

มีสังขารเป็นอารมณ์  ด้วยอำนาจแห่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓.

บทว่า  เวทนาโต   ความว่า ปาณาติบาต  มีเวทนาเป็นทุกข์.  เพราะ

ว่า  พระราชาทั้งหลายทรงเห็นโจรแล้ว    ถึงจะทรงกระหยิ่มอยู่พลางรับสั่ง

ว่า  ไป  เอามันไปสังหาร  ดังนี้ก็จริง  แต่ถึงกระนั้น  เจตนาที่เป็นตัวการ

ให้ตกลงปลงพระทัยของพระราชาเหล่านั้น  เป็นเจตนาที่ประกอบด้วยทุกข์

อยู่นั้น.

อทินนาทาน  มีเวทนา ๓.    มิจฉาจาร   มีเวทนา ๒   ด้วยอำนาจ

แห่งสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนา.     แต่ไม่ใช่มีเวทนาเป็นอุเบกขา     ใน

เพราะจิตเป็นตัวการให้ตกลงปลงใจ.    มุสาวาทมีเวทนา ๓.    ปิสุณาวาจา

ก็เหมือนกัน.    ผรุสวาจามีเวทนาเป็นทุกข์อย่างเดียว.    สัมผัปปลาปะ   มี

เวทนา ๓.    อภิชฌามีเวทนา ๒    ด้วยอำนาจแห่งสุขเวทนาและอุเบกขา-

เวทนา.     มิจฉาทิฏฐิก็เหมือนกัน.   (แต่) พยาบาท   มีเวทนาเป็นทุกข์.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 557

แก้อกุศลมูล

บทว่า  มูลโต    ความว่า   ปาณาติบาต    มีอกุศล  ๒  อย่างเป็นมูล

ด้วยอำนาจแห่งโทสะและโมหะ.     อทินนาทาน    (มีอกุศล ๒ อย่างเป็น

มูล )  ด้วยอำนาจแห่งโทสะและโมหะ  หรือด้วยอำนาจแห่งโลภะและโมหะ

มิจฉาจาร    (มีอกุศล ๒ อย่างเป็นมูล )    ด้วยอำนาจแห่งโลภะและโมหะ.

มุสาวาท  ด้วยอำนาจแห่งโทสะและโมหะหรือโลภะและโมหะ.   ปิสุณาวาจา

และสัมผัปปลาปะก็เหมือนกัน   (กับมุสาวาท).    ผรุสวาจา   ด้วยอำนาจ

แห่งโทสะและโมหะ.  อภิชฌา   มีอกุศลอย่างเดียวเป็นมูล   ด้วยอำนาจแห่ง

โมหะ.  พยาบาทก็เหมือนกัน   (กับอภิชฌา). ( แต่ ) มิจฉาทิฏฐิ  มีอกุศล

๒ อย่างเป็นมูล   ด้วยอำนาจแห่งโลภะและโมหะ   ดังนี้แล.

พึงทราบวินิจฉัย  ในคำว่า โลโภ  อกุสลมูล  เป็นต้น (ดังต่อไปนี้)

อกุศลธรรม   ชื่อว่าโลภะ    เพราะอยากได้.   ชื่อว่าโทสะ    เพราะ

ประทุษร้าย.  ชื่อว่าโมหะ  เพราะหลง.

ในจำนวนอกุศลธรรมทั้ง ๓ อย่างเหล่านั้น โลภะ  ชื่อว่าเป็นอกุศล -

มูล  เพราะตัวมันเองเป็นทั้งอกุศล  เพราะอรรถว่า   มีโทษและมีทุกข์เป็น

วิบาก     เป็นทั้งรากเหง้าของอกุศลธรรมเหล่านี้      มีปาณาติบาตเป็นต้น

เพราะอรรถว่า  เป็นสภาพแห่งสัมปยุตธรรมของอกุศลลางเหล่า  และเพราะ

อรรถว่า    เป็นอุปนิสสยปัจจัยของอกุศลธรรมลางอย่าง.    สมจริงตามคำ

ที่ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า   คุณ  ผู้กำหนัดมากแล้ว   ถูกราคะครอบงำ

แล้ว   มีจิตถูกราคะรึงรัดแล้ว   ย่อมฆ่าสัตว์มีชีวิตได้   ดังนี้เป็นต้น   แม้ใน

การที่โทสะและโมหะเป็นอกุศลมูล  ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 558

แก้กุศลกรรมบถ

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า     ปาณาติปาตา   เวรมณี    กุสล  (เจตนา

งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นกุศล)   เป็นต้น    ดังต่อไปนี้    อกุศลกรรมบถ

ทั้งหลาย  มีปาณาติบาตเป็นต้น  มีอรรถาธิบายดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว

นั้นแหละ.

เจตนาชื่อว่า     เวรมณี    เพราะย่ำยีเวร    อธิบายว่า     ละเวรได้

อีกอย่างหนึ่ง  บุคคลเว้น จากเวรได้เพราะเจตนานี้เป็นเหตุ   เพราะเหตุนั้น

เจตนานั้น  จึงชื่อว่า  เวรมณี โดยเปลี่ยน วิ  อักษร  ให้เป็น  เว   อักษร ไป

นี้เป็นการขยายความในคำว่า  เวรมณี  นี้    โดยพยัญชนะก่อน    ส่วนการ

ขยายความโดยอรรถ  (ความหมาย) พึงทราบว่า  วิรัติที่สัมปยุตด้วยกุศลจิต

ชื่อว่าเวรมณี.    วิรัติของผู้เว้นจากปาณาติบาตที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า    การงด

การเว้นจากปาณาติบาต      ในสมัยนั้น    ดังนี้   ชื่อว่าเป็นวิรัติที่สัมปยุตด้วย

กุศลจิต.

แก้วิรัติ  ๓

วิรัตินั้นแยกประเภทออกเป็น  ๓  อย่าง  คือ  สัมปัตตวิรัติ  ๑  สมาทาน-

วิรัติ ๑  สมุจเฉทวิรัติ  ๑.  ในจำนวนวิรัติทั้ง ๓ นั้น      วิรัติที่เกิดขึ้นแก่

ผู้ไม่ได้สมาทานสิกขาบททั้งหลาย  (มาก่อน)  แต่ได้พิจารณาถึงชาติ  วัย

และการคงแก่เรียนเป็นต้นของตนแล้ว     เห็นว่า   ไม่เหมาะแก่เรา      การ

ทำอย่างนี้   แล้วไม่ล่วงเกินสิ่งที่เผชิญเข้า   พึงทราบว่า   เป็นสัมปัตตวิรัติ

เหมือนวิรัติของจักกนะอุบาสกในสีหลทวีป


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 559

นิทานประกอบสัมปัตตวิรัติ/H1

ได้ทราบว่า   ในเวลาเขายังหนุ่มอยู่นั้นแหละ  มารดาของเขาเกิดโรค

และหมอบอกว่า ควรจะได้เนื้อกระต่ายสด ๆ (มาประกอบยา). ลำดับนั้น

พี่ชายของจักกนะสั่งว่า    ไปเถอะเจ้าจงไปนา    แล้วส่งจักกนะไป.   เขาก็

ได้ไปที่นานั้น.  และเวลานั้นมีกระต่ายตัวหนึ่งมาเล็มหญ้าอ่อนอยู่.  มันเห็น

เขาแล้วรีบวิ่งหนีไป     แต่ไปข้องเถาวัลย์    จึงส่งเสียงร้อง   แกร่ก   แกร่ก

( กริ  กริ)  ขึ้น.    จักกนะตามเสียงนั้นไป    จับกระต่ายไว้ได้    ตั้งใจว่า

จะเอามาทำยาให้แม่   แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าไม่เป็นการสมควรสำหรับเขาที่จะ

ทำลายชีวิตสัตว์อื่นแลกชีวิตแม่ของเรา.     จึงพูดว่า  ไปเถิดเจ้าไปกินหญ้า

กินน้ำร่วมกับกระต่ายทั้งหลายในป่าเถิดแล้วปล่อยมันไป       และเมื่อกลับ

ถึงบ้าน  เขาถูกพี่ชายถามว่า  เป็นอย่างไรน้อง  ได้กระต่ายไหม จึงได้

บอกความเป็นไปนั้นให้ทราบ.   บัดนั้น  พี่ชายก็ได้บริภาษเขา.  เขาเข้าไป

หาแม่แล้ว      ได้ยืนตั้งสัตยาธิษฐานว่า      ข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาจำความได้

ไม่เคยจงใจฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย.   ทันใดนั้น   แม่ของเขาได้หายจากโรค.

แต่วิรัติที่เกิดขึ้นแก่ผู้สมาทานสิกขาบทมาแล้ว      ถึงจะสละชีพ

ของตน    ในเวลาสมาทานสิกขาบทและเวลาถัดจากนั้นไป    ก็ไม่ล่วงเกิน

วัตถุ  พึงทราบว่า  เป็นสมาทานวิรัติ   เหมือนวิรัติของอุบาสก   ชาวเขา

อุตรวัฑฒมานะ.

นิทานประกอบสมาทานวิรัติ

ได้ทราบว่า    อุบาสกนั้นรับสิกขาบทในสำนักของท่านปิงคลพุทธ-

รักขิตเถระชาวอัมพริยวิหารแล้วไปไถนา.     ต่อมา     โคของเขาหายไป.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 560

เขาเมื่อตามหามัน   ได้ขึ้นภูเขาอุตรวัฑฒมานะ. งูใหญ่ได้รัดเขาอยู่บนภูเขา

นั้น.  เขาคิดว่า  จะเอามีดที่คมนี้ตัดหัวมัน  แต่ก็ยังคิดอีกว่า  การที่สมาทาน

สิกขาบทในสำนักของครูผู้น่านับถือแล้ว    ทำลายเสียไม่สมควรเลย.  ครั้น

คิดอย่างนี้ถึง ๓ ครั้งแล้วก็ตัดสินใจว่า เราจะสละชีวิต ไม่ยอมสละสิกขาบท

(ศีล)  แล้ว    ได้ขว้างมีดโต้เล่มที่แบกมาอยู่บนบ่าเข้าป่าไป.    ทันใดนั้น

งูใหญ่ก็ได้คลายตัวออกแล้วเลื้อยไป.

แก้สมุจเฉทวิรัติ  และกุศลกรรมบท

ส่วนวิรัติที่สัมปยุตด้วยอริยมรรคพึงทราบว่า  เป็นสมุจเฉทวิรัติ  ซึ่ง

จำเดิมแต่เกิดแล้ว      พระอริยบุคคลทั้งหลายไม่เคยแม้แต่จะเกิดความคิดว่า

เราจักฆ่าสัตว์มีชีวิต  ดังนี้.    แต่วิรัตินี้นั้นท่านเรียกว่า  กุศล  เพราะเป็น

ไปแล้วด้วยความฉลาด.      อีกอย่างหนึ่งท่านเรียกว่า  กุศล  เพราะตัดซึ่ง

ความทุศีล  ที่ได้โวหารว่า  กุศะ   เพราะเป็นที่หมักหมมความชั่วร้ายบ้าง.

แต่ไม่ได้เรียกว่ากุศล    เพราะไม่เหมาะสมกับปัญหานี้ว่า   คุณ   กุศลเป็น

อย่างไร ?

วินิจฉัยโดยอาการ  ๕  อย่าง

อนึ่ง  กุศลกรรมบถแม้เหล่านี้   ก็ควรทราบวินิจฉัยโดยอาการ  ๕

อย่าง    คือ  โดยธรรม ( ธมฺมโต )  ๑    โดยโกฏฐาส (โกฏฺฐาสโต)   ๑

โดยอารมณ์  (อารมฺมณโต)  ๑   โดยเวทนา (เวทนาโต) ๑   โดยเค้ามูล

(มูลโต)  ๑  เหมือนกับอกุศลกรรมบถทั้งหลาย.

๑.  ปาฐะว่า  กุจฺฉิตสฺส  สลนโต  วา  กุสลนฺติ..  ฉบับพม่าเป็น  กุจฺฉิตสยฺโต  วา  กุสนฺติ..  จึง

ได้แปลตามฉบับพม่า  เพราะเห็นว่าได้ความดีว่า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 561

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ธมฺมโต   ความว่า  ในจำนวนกุศล.

กรรมบถแม้เหล่านี้    กรรมบถ ๗ ประการตามลำดับเป็นตัวเจตนา   ก็ถูก

แต่วิรัติทั้ง  ๓  ตอนสุดท้าย      (มโนกรรม ๓)      เป็นธรรมสัมปยุตด้วย

เจตนา.

บทว่า  โกฏฺาสโต    ความว่า   กุศลธรรม ๗ ประการตามลำดับ

เป็นกรรมบถอย่างเดียวไม่เป็นรากเหง้า  ( กุศล). (แต่) กุศลธรรม  ๓ ประ-

การตอนท้าย    เป็นทั้งกรรมบถ    เป็นทั้งรากเหง้า  (กุศล).   อธิบายว่า

อนภิชฌา  ถึงกรรมบถแล้ว  จึงชื่อว่าเป็น  อโลภะ  กุศลมูล.  แต่อัพยาบาท

ชื่อว่าเป็น  อโทสะ  กุศลมูล.  ส่วนสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าเป็น อโมหะ กุศลมูล.

บทว่า  อารมฺมณโต ความว่า อารมณ์ทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้น

นั่นแหละ เป็นอารมณ์ของเวรมณี (เจตนางดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น  )

เหล่านั้น  เพราะว่า   เวรมณีจะมีได้ก็โดยได้เผชิญ  กับวัตถุที่จะต้องก้าวล่วง

เท่านั้น  อุปมาเสมือนหนึ่งว่า  อริยมรรค  (ต้อง)  มีนิพพานเป็นอารมณ์

จึงจะละกิเลสได้   ฉันใด   กรรมบถเหล่านี้    ก็พึงทราบว่า   เป็นเช่นนั้น

เหมือนกัน   (ต้อง)    มีชีวิตินทรีย์เป็นต้น    เป็นอารมณ์   จึงจะละทุศีล

มีปาณาติบาตเป็นต้นได้.

บทว่า   เวทนาโต  ความว่า  กุศลกรรมบถทั้งหมด  เป็นสุขเวทนา

บ้าง   เป็นอุเบกขาเวทนาบ้าง    เพราะว่าถึงกุศลแล้ว    จะไม่มีทุกขเวทนา

(กรรมบถฝ่ายกุศลไม่มีให้ผลเป็นทุกข์).

บทว่า  มูลโต  ความว่า   กรรมบถ  ๗  จะมีมูล ๓  ตามอำนาจของ

อโลภะ    อโทสะ    และอโมหะ    สำหรับผู้งดเว้นด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ

แต่มีมูล  ๒  สำหรับผู้งดเว้นด้วยจิตที่ปราศจากญาณ.       อนภิชฌามีมูล  ๒


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 562

สำหรับผู้งดเว้นด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ     มีมูลเดียวสำหรับผู้งดเว้นด้วยจิต

ที่ปราศจากญาณ     แต่อโลภะ     ตัวมันเองจะเป็นรากเหง้าของตนไม่ได้.

แม้ในอัพยาบาท  ก็ทำนองเดียวกันนี้แหละ.

สัมมาทิฏฐิมีมูล  ๒  เหมือนกันตามอำนาจของอโลภะและอโทสะ

ดังนี้.

กุศลธรรมชื่อว่า  อโลภะ  ในคำว่า  อโลโภ  กุสลมูล   เป็นต้น

เพราะไม่โลภ.     คำว่า   อโลโภ   นี้   เป็นชื่อของธรรมที่เป็นฝ่ายตรงกัน

ข้ามกับโลภะ.  ถึงในอโทสะและอโมหะ  ก็ทำนองเดียวกันนี้แหละ.

ในจำนวนกุศลมูลทั้ง ๓ อย่างนั้น   อโลภะชื่อว่าเป็นกุศลมูล เพราะ

ตัวเองก็เป็นกุศล   และชื่อว่าเป็นมูลของกุศลธรรมทั้งหลาย    มีการงดเว้น

จากปาณาติบาตเป็นต้น    เหล่านี้ด้วย     เพราะอรรถว่า     เป็นสภาพแห่ง

สัมปยุตธรรมของกุศลลางเหล่า     และเพราะอรรถว่า   เป็นอุปนิสสยปัจจัย

ของกุศลธรรมลางเหล่า.   ในความที่อโทสะและอโมหะเป็นกุศลมูล   ก็นัย

เดียวกันนี้แหละ.

อริยสัจในกรรมบถ

บัดนี้  ท่านพระสารีบุตร   เมื่อจะย้ำเนื้อความนั้นทั้งหมด   ที่ท่านได้

แสดงไว้แล้วทั้งโดยย่อและโดยพิสดาร   จึงได้กล่าวอัปปนาวาระไว้มีอาทิว่า

ยโต  โข  อาวุโส  ดังนี้ .

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  เอว   อกุสล   ปชานาติ  ความว่า  รู้ชัด

อกุศล   ด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมบถ  ๑๐   ตามที่ได้แสดงไว้แล้วอย่างนี้.

ถึงในบทมีอาทิว่า   เอว  อกุสลมูล   ก็นัยเดียวกันนี้แหละ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 563

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้      คือด้วยนัยอย่างเดียวกัน    เป็นอันท่านพระ

สารีบุตรได้กล่าวถึงกรรมฐานเป็นเหตุนำสัตว์ออกไป   (จากภพ)   จนถึง

พระอรหัต  สำหรับผู้บำเพ็ญกรรมฐาน   มีจตุราริยสัจเป็นอารมณ์.

กล่าวไว้อย่างไร  ?

กล่าวไว้ว่า  ความจริง   อกุศลกรรมบถ   ๑๐ และกุศลกรรมบถ  ๑๐

เว้นอภิชฌา  (ท่านกล่าวว่า)  เป็นทุกขสัจในกรรมบถวาระนี้   ส่วนธรรม

ทั้ง ๒ อย่างเหล่านี้     คือ  อภิชฌา ๑    โลภะที่เป็นอกุศลมูล ๑    (ท่าน

กล่าวว่า)  เป็นสมุทัยสัจโดยตรง.   แต่กรรมบถทั้งหมด  (ท่านกล่าวว่า)

เป็นทุกขสัจโดยอ้อม.      กุศลมลและอกุศลมูลทั้งหมด    (ท่านกล่าวว่า)

เป็นสมุทัยสัจ.    ความไม่เป็นไปแห่งกุศลมูลและอกุศลมูลทั้ง  ๒    (ท่าน

กล่าวว่า)   เป็นนิโรธสัจ.   เมื่อกำหนดรู้ทุกข์   เมื่อละสมุทัย   เมื่อรู้แจ้ง

นิโรธ  อริยมรรค  (ท่านกล่าวว่า)  เป็นมรรคสัจ    สัจจะทั้ง  ๒  ท่านได้

กล่าวไว้แล้วโดยสรุป   ดังที่พรรณนามานี้.     ส่วนสัจจะ ๒ อย่าง (นิโรธ

มรรค)  พึงทราบด้วยสามารถแห่งการไม่หมุนกลับ.

บทว่า  โส  สพฺพโส  ราคานุสย   ปหาย   (เธอละราคานุสัยได้

โดยประการทั้งปวง)   ความว่า    เธอรู้ชัดอกุศลเป็นต้น อยู่อย่างนี้    จะละ

ราคานุสัยได้โดยอาการทุกอย่าง.

บทว่า  ปฏิฆานุสย  ปฏิวิโนเทตฺวา  (บรรเทาปฎิฆานุสัย)  มีคำ

ที่ท่านกล่าวไว้ว่า     นำปฏิฆานุสัยออกได้โดยประการทั้งปวงทีเดียว   ด้วย

คำเพียงเท่านี้   พระเถระได้กล่าวถึงอนาคามิมรรค.

บทว่า  อสฺมีติ  ทิฏฺิมานานุสย  สมูหนิตฺวา   (ถอนทิฏฐิมานา-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 564

นุสัยว่า  เรามี  ออกไป)  ความว่า   เพิกถอนทิฏฐิมานานุสัยที่เป็นไปโดย

อาการถือรวมกันนี้ว่า  เรามี     โดยกระทำธรรมบางประการในขันธ์   ๕

ไม่ให้ตกต่ำ.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ทิฏฺิมานานุสย    ท่านอธิบายไว้ว่า

ได้แก่มานานุสัยที่เช่นกับทิฏฐิ.    เพราะว่ามานานุสัยนี้     เป็นเช่นเดียวกับ

ทิฏฐิ  เพราะมีลักษณะเป็นไปแล้วว่า  เรามี  เพราะฉะนั้น  ท่านจึงได้กล่าว

ไว้อย่างนี้.  อนึ่ง  ผู้ประสงค์จะเข้าใจอัสมิมานะนี้โดยพิสดาร  ควรตรวจดู

เขมกสูตร  ในขันธกวรรคเทอญ.

บทว่า  อวิชฺช  ปหาย  ความว่า      ละอวิชชาที่เป็นรากเหง้าของ

วัฏฏะ.

บทว่า    วิชฺช   อุปฺปาเทตฺวา  ความว่า   ให้วิชชาคืออรหัตตมรรค

ซึ่งห้ำหั่นอวิชชานั้นเกิดขึ้น.    ด้วยคำเพียงเท่านี้ท่านพระสารีบุตรได้กล่าว

ถึงอรหัตตมรรค.

ข้อว่า   ทิฏฺเว   ธมฺเม   ทุกฺขสฺสนฺตกโร  โหติ     (เป็นผู้การทำ

ที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ทีเดียว )     ความว่า    เป็นผู้กระทำการตัดขาด

วัฏฏทุกข์ในอัตภาพนี้ทีเดียว.

ท่านพระสารีบุตร   ยังเทศนาให้จบลงด้วยคำว่า  เอตฺตาวตาปิ   โข

อาวุโส   อธิบายว่า     แม้ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดด้วยมนสิการดังที่

กล่าวแล้วในการแสดงกรรมบถนี้.     คำที่ยังเหลือมีนัยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

นั้นแหละ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 565

ท่านพระสารีบุตรเถระ    ได้จบเทศนาลงด้วยอนาคามิมรรค  และ

อรหัตตมรรคดังที่ได้พรรณนามานี้แล.

จบ  กถาว่าด้วยกรรมบถ

พระภิกษุชื่นชมภาษิตของพระสารีบุตร

[๑๑๒]   ในคำว่า  สาธาวุโส  โข  ฯลฯ  อาคโต  อิม  สทฺธมฺม

มีคำอธิบายไว้ว่า  ภิกษุเหล่านั้น  ครั้นได้ฟังเทศนาว่าด้วยสัจจะทั้ง  ๔  ของ

ท่านพระสารีบุตร   โดยมุขคือกุศลและอกุศลอย่างนี้แล้ว   จึงพากันชมเชย

ภาษิตของท่านพระสารีบุตร    ด้วยถ้อยคำนี้ว่า    ดีแล้วครับได้เท้า    และ

อนุโมทนาด้วยจิตที่เป็นสมุฏฐานของถ้อยคำนี้นั้นเอง        รับเอาด้วยวาจา

เอิบอิ่มด้วยใจทีเดียว.

บัดนี้    เพราะเหตุที่พระเถระเป็นผู้สามารถที่จะแสดงธรรมเทศนาว่า

ด้วยจตุราริยสัจได้      ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า       ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย   พระสารีบุตรสามารถจะบอกจะแสดงอริยสัจ ๔ ได้โดยพิสดาร.

หรือเพราะเหตุที่ท่านพระสารีบุตรต้องการจะแสดงธรรมให้สูงยิ่งขึ้นไปอยู่

แล้ว    จึงได้กล่าวว่า   เอตฺตาวตาปิ  โข   อาวุโส    ( เพียงเท่านี้เท่านั้นแล

คุณ)    เพราะเหตุนั้น    ภิกษุทั้งหลายนั้น    ผู้ประสงค์จะฟังสัจจเทศนา

โดยนัยแม้อย่างอื่น        จึงได้ถามปัญหาสูงขึ้นไป    กะท่านพระสารีบุตร.

ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ถามปัญหาอื่นที่สูงขึ้นไป    โดยนัยนี้ว่า    ใต้เท้าขอรับ

ยังมีอยู่อีกหรือ     บรรยายแม้อย่างอื่น    คือเหตุแม้อย่างอื่น    ที่เหนือกว่า

ปัญหาที่ใต้เท้าได้ถามเองตอบเองมาแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง    มีคำอธิบายไว้ว่า  ภิกษุเหล่านั้นได้พากันถามปัญหา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 566

ในส่วนที่เหนือปัญหาก่อนขึ้นไป.     อีกอย่างหนึ่ง  ท่านอธิบายว่า   ภิกษุ

ทั้งหลายได้ถามปัญหาข้อแรกให้สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง.

ถัดนั้น  พระเถระเมื่อจะพยากรณ์ปัญหาให้ภิกษุเหล่านั้นฟัง   จึงได้

กล่าวคำมีอาทิว่า  สิยา  อาวุโส  (ยังมีอยู่คุณ) ดังนี้.

กถาพรรณนาอาหารวาระ

ภูต - สัมภเวสี

[๑๑๓]    ในจำนวนบทเหล่านั้น   คำขยายต่อไปนี้   จะเป็นคำขยาย

ความเฉพาะบทที่ยาก.

คำว่า  อาหาร  ได้แก่ปัจจัย.   เพราะปัจจัยนำผลมาให้ตน   ฉะนั้น

ปัจจัยจึงเรียกว่า   อาหาร.

เหล่าสัตว์ที่ถือกำเนิดเกิดแล้ว    ชื่อว่า  ภูต  ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า

ภูตาน  วา  สตฺตาน.

เหล่าสัตว์ที่เสาะหา   คือแสวงหาการสมภพ  คือการเกิด   ได้แก่การ

บังเกิดขึ้น  ชื่อว่า  สัมภเวสี.

บรรดากำเนิดทั้ง  ๔  ชนิดเหล่านั้น.      เหล่าสัตว์ที่เกิดในฟองและที่

เกิดในหยดน้ำ   ตราบใดที่ยังไม่ทำลายกระเปาะฟองและรังมดลูก (ออกมา)

ตราบนั้นก็ยังชื่อว่า    สัมภเวสี   ต่อเมื่อทำลายกระเปาะฟองและรังมดลูก

ออกมาภายนอกแล้ว  จึงชื่อว่า  ภูต.

ส่วนสัตว์ที่เกิดแต่เถ้าไคลและผุดเกิด          ในขณะแห่งจิตดวงแรก

ชื่อว่า  สัมภเวสี   ตั้งแต่ขณะแห่งจิตดวงที่  ๒ ไป  ชื่อว่า  ภูต.

อีกอย่างหนึ่ง  สัตว์ทั้งหลายจะเกิดโดยอิริยาบถใดก็ตาม    ตราบใด


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 567

ยังไม่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่น    จากอิริยาบถนั้น      ตราบนั้น    ชื่อว่า

สัมภเวสี  ต่อจากอิริยาบถนั้นไปจึงชื่อว่า  ภูต.

อีกอย่างหนึ่ง   เหล่าสัตว์ที่เกิดแล้ว    คือเกิดขึ้นแล้ว   ( สำเร็จแล้ว )

ชื่อว่า ภูต.  พระขีณาสพเหล่าใด  ผู้เป็นพระอริยเจ้าแล้วนั่นแหละ  นับว่า

จักไม่เกิดอีก  คำว่า  ภูต   นี้   เป็นชื่อของพระขีณาสพเหล่านั้น.

สัตว์เหล่าใดกำลังแสวงหาการเกิด   สัตว์เหล่านั้น   ชื่อว่า  สัมภเวสี

คำว่า สัมภเวสี  นี้  เป็นชื่อของพระเสขะและปุถุชนผู้กำลังแสวงหาการเกิด

ต่อไป  เพราะยังละสังโยชน์ในภพไม่ได้.

เมื่อเป็นเช่นนี้   ด้วย ๒ บทนี้   แม้ในที่ทุกแห่ง  (เนื้อความ)  จึง

คลุมถึงสัตว์ทุกชนิด.  และ วา  ศัพท์  ในคำว่า  ภูตาน  วา   สตฺตาน นี้

เป็นสัมปิณฑนัตถะ   (มีเนื้อความรวม   ไม่ใช่เป็นวิกัปปัตถะ).   เพราะ-

ฉะนั้น   ผู้ศึกษา   พึงทราบ   (ว่าเท่ากับ)   เนื้อความนี้ว่า   ภูตาน   จ

สมฺภเวสีนญฺจ  (ทั้งภูตทั้งสัมภเวสี).

บทว่า   ิติยา  ได้แก่เพื่อดำรงอยู่.

บทว่า  อนุคฺคหาย ได้แก่เพื่ออนุเคราะห์  คือเพื่ออุปการะ.

ทั้ง ๒ บท คือ  ภูตาน  วา  สมฺภเวสีน  นั้น  มีความแตกต่างกัน

เพียงคำพูดเท่านั้น   แต่ความหมายของทั้ง ๒ บทนั้น    เป็นอย่างเดียวกัน

ทีเดียว.

บทว่า   ิติยา   ( เพื่อดำรงอยู่ )      คือเพื่อไม่ให้ธรรมทั้งหลายที่

เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น ๆ  ขาดตอนไป  โดยไม่สามารถติดต่อกันได้.

บทว่า  อนุคฺคหาย  เพื่ออนุเคราะห์  ได้แก่เพื่อให้ธรรมที่ยังไม่เกิด

ได้เกิดขึ้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 568

และทั้ง ๒ บทนี้   ควรใช้ในข้อความทั้งคู่อย่างนี้ว่า เพื่อการดำรงอยู่

และเพื่ออนุเคราะห์ภูตทั้งหลายด้วย     เพื่อการดำรงอยู่และเพื่ออนุเคราะห์

สัมภเวสีทั้งหลายด้วย.

กวฬิงการาหาร

อาหารที่จะต้องทำให้เป็นคำๆ  ไปแล้วกลืนกิน  ชื่อว่า   กวฬิงการา-

หาร.  คำว่า  กวฬิงการาหาร   นี้  เป็นชื่อของโอชะที่มีข้าวสุกและขนมสด

(กุมมาส)  เป็นต้น    เป็นที่ตั้ง.

สองบทว่า   โอฬาริโก   วา   สุขุโม   วา    ความว่า  ( อาหาร)

ชื่อว่า   โอฬาร   เพราะเป็นสิ่งที่หยาบ   โดยวัตถุ.  ชื่อว่า   สุขุม  เพราะ

เป็นสิ่งที่ละเอียด  โดยวัตถุ.

แต่โดยสภาวะ     กวฬิงการาหาร    ชื่อว่า    เป็นของละเอียดทีเดียว

เพราะเป็นของนับเนื่องในสุขุมรูป.      ถึงแม้ว่าการที่อาหารนั้นจะเป็นของ

หยาบและเป็นของละเอียดโดยวัตถุ  ก็ต้องรู้ได้เพราะอุปาทายรูป. ความจริง

อาหารของนกยูงที่ชื่อว่าเป็นของละเอียด       เพราะเปรียบเทียบกับอาหาร

จระเข้.  ได้ทราบว่า  พวกจระเข้ฮุบก้อนหินเข้าไป   และก้อนหินเหล่านั้น

พอตกถึงท้องของจระเข้เท่านั้นก็ย่อยหมด  (ละลายไป).   พวกนกยูงจิกกิน

สัตว์มีชีวิต       เช่นงูและแมลงป่องเป็นต้น.      แต่อาหารของพวกหมาใน

ชื่อว่าเป็นของละเอียด  เพราะเปรียบเทียบกับอาหารของนกยูง.  ได้ทราบว่า

หมาในเหล่านั้นแทะเขาและกระดูก    (สัตว์)  ที่ทิ้งไว้ตั้ง  ๓  ปีได้   ก็เขา

และกระดูกสัตว์เหล่านั้น   พอแต่เปียกน้ำลายของมันเท่านั้น   ก็ยุ่ยเหมือน

กันกับเหง้ามัน.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 569

อาหารของพวกช้าง   ชื่อว่า   เป็นของละเอียด    เพราะเปรียบเทียบ

อาหารของหมาใน  พวกมันกินกิ่งไม้นานาชนิด.   อาหารของสัตว์ทั้งหลาย

เช่นโคลาน  ระมาดและมฤค   เป็นต้น    ชื่อว่า  เป็นของละเอียดกว่าอาหาร

ช้าง.  ได้ทราบว่า     พวกมันพากันกินใบไม้นานาชนิดเป็นต้น   ที่ไม่แข็ง

(ไม่มีแก่น). อาหารของพวกโค  ชื่อว่า  เป็นอาหารละเอียดกว่าอาหารของ

โคลานเป็นต้น เหล่านั้น.    พวกมันกินหญ้าสดและหญ้าแห้งกัน.    อาหาร

ของกระต่ายเป็นอาหารละเอียดกว่าอาหารโคเหล่านั้น.   อาหารของพวกนก

ละเอียดกว่าอาหารของพวกกระต่าย.    อาหารของชาวชายแดนละเอียดกว่า

อาหารของพวกนก.    อาหารของนายอำเภอ    ( เจ้าเมือง )    ละเอียดกว่า

อาหารของชาวชายแดน.      อาหารของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระ

ราชาละเอียดกว่าอาหารของนายอำเภอ   ( เจ้าเมือง ).    พระกระยาหารของ

พระเจ้าจักรพรรดิละเอียดกว่าอาหารของคนแม้เหล่านั้น.   อาหารของเหล่า

ภุมมเทวดาละเอียดกว่าพระกระยาหารของพระเจ้าจักรพรรดิ.    อาหารของ

เหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาละเอียดกว่าอาหารของเหล่าภุมมเทวดา.

อาหาร  (ของเหล่าเทวดาชั้นต่าง ๆ)   ก็ควรขยายให้พิสดารอย่างนี้ไปจน

ถึงเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี.   อาหารของเทวดาชั้นเหล่านั้นตกลงว่า

เป็นอาหารละเอียดทั้งนั้น.   อนึ่ง  ในวัตถุหยาบนี้   โอชาก็น้อย  มีพลังต่ำ.

ในวัตถุละเอียด   โอชามีพลังสูง.   จริงอย่างนั้น   ผู้ดื่มข้าวยาคูตั้งเต็มบาตร

ครู่เดียวเท่านั้นก็หิว    อยากจะเคี้ยวกินของสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่นั่นเอง.    ส่วน

ผู้ดื่มเนยใส  แม้เพียงฟาดมือเดียว  ก็ไม่อยากกิน  (ไม่หิว)   ตลอดทั้งวัน.

ในจำนวนวัตถุและโอชา  ๒  อย่างนั้น     วัตถุบรรเทาความกระวนกระวาย

๑. เปยยาลเล็ก  วางไว้หลัง  โหติ  เข้าใจว่า ผิดที่  ควรจะอยู่หลัง ขาทิตุกาโม  จึงแปลเช่นนั้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 570

(หิว)  ได้  แต่ไม่อาจจะรักษา (ชีวิต )  ไว้ได้.  (ส่วน)  โอชา  รักษา

ชีวิตไว้ได้  แต่ไม่อาจบรรเทาความกระวนกระวาย  (หิว)  ได้.  แต่ทั้ง ๒

อย่างนั้น  รวมกันเข้าแล้ว    บรรเทาความกระวนกระวาย  (หิว) ได้ด้วย

รักษา  (ชีวิต)  ได้ด้วย  ดังนี้แล.

ผัสสาหาร - มโนสัญเจตนาหาร - วิญญาณาหาร

บทว่า  ผสฺโส  ทุติโย   ความว่า  ผัสสะ  ๖  อย่างมีจักขุสัมผัส

เป็นต้น   พึงทราบว่า  เป็นอาหารอย่างที่  ๒ ในจำนวนอาหาร ๔   อย่างนั้น.

ก็นัยนี้   เป็นนัยแห่งเทศนาเท่านั้น  เพราะฉะนั้น   ด้วยเหตุชื่อนี้จึง

ไม่ควรแสวงหาคำนี้ว่า   อาหารที่ ๒ และที่ ๓ ในอาหารวาระนี้.

เจตนานั้นเอง  ท่านเรียกว่า  มโนสัญเจตนา.

จิตดวงใดดวงหนึ่ง  ชื่อว่า  วิญญาณ.

ในเรื่องนี้   ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวไว้ว่า   ถ้ามีคำถามว่า   สัตว์

ดำรง (ชีพ)  อยู่ได้เพราะปัจจัย  ดำรงชีพอยู่ได้เพราะอาหาร     เมื่อเป็น

เช่นนั้นเหตุไฉน    เมื่อปัจจัยของสัตว์ทั้งหลายแม้อย่างอื่นมีอยู่    พระองค์

จึงตรัสอาหารไว้     อย่างเหล่านี้เท่านั้น.

ข้าพเจ้าจะกล่าวตอบว่า พระองค์ตรัสไว้ เพราะเป็นปัจจัยพิเศษแห่ง

สันตติที่เป็นภายใน.

อธิบายว่า    กวฬิงการาหาร    เป็นปัจจัยพิเศษของรูปกายของสัตว์

ทั้งหลายผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา   ผัสสาหารเป็นปัจจัยพิเศษของเวทนา

ในหมวดนาม   มโนสัญเจตนาหารเป็นปัจจัยพิเศษของวิญญาณ   วิญญาณ

เป็นปัจจัยพิเศษของนามรูป.  ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อน

๑. เปยยาลเล็กในปาฐะวางไว้หลัง  วุจฺจเต  เข้าใจว่าคงวางผิด  จึงได้แปลตามที่เข้าใจ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 571

ภิกษุทั้งหลาย  ร่างกายนี้อาศัยอาหารจึงดำรง  (ชีพ)  อยู่ได้   ไม่มีอาหาร

ดำรง  (ชีพ)  อยู่ไม่ได้  ฉันใด.     เหมือนอย่างเวทนาเกิดมีเพราะผัสสะ

เป็นปัจจัย  วิญญาณเกิดมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย นามรูปเกิดมีเพราะวิญญาณ

เป็นปัจจัย.

ถามว่า  ก็ในอาหารวาระนี้   อาหารอะไร  นำอะไรมาให้ ?

ตอบว่า  กวฬิงการาหาร   นำรูปมีโอชะเป็นที่ ๘ มาให้  ( อวินิพ-

โภครูป  ๘ )  ผัสสาหาร  นำเวทนา ๓ มาให้  มโนสัญเจตนาหาร  นำภพ

ทั้ง ๓ มาให้  วิญญาณาหาร  นำนามรูปโนปฏิสนธิมาให้.

นำมาให้อย่างไร ?

(นำมาให้อย่างนี้)   คือก่อนอื่น   กวฬิงการาหาร  เพียงแต่วางไว้

ในปากเท่านั้น        ก็ก่อตั้งรูปทั้ง  ๘  ขึ้น    (สร้างรูปทั้ง ๘  ขึ้น).   ส่วน

คำข้าวแต่ละคำที่ฟันเคี้ยวให้ละเอียดกลืนลงไป  จะก่อตั้งรูปขึ้นคำละ  ๘ รูป

ทั้งนั้น.    กวฬิงการาหาร    นำรูปมีโอชะเป็นที่ ๘ มาให้อย่างนี้.    ส่วน

ผัสสาหาร  คือผัสสะที่จะให้เกิดสุขเวทนา  เมื่อเกิดขึ้นจะนำสุขเวทนานาให้.

ผัสสะที่จะให้เกิดทุกขเวทนาก็เช่นนั้น      คือจะนำทุกข์มาให้    ที่จะให้เกิด

อทุกขมสุขเวทนาก็จะนำอทุกขมสุขมาให้. ผัสสาหารจะนำเวทนาทั้ง  ๓  มาให้

โดยประการทั้งปวง  ดังที่พรรณนามานี้.

มโนสัญเจตนาหาร    คือกรรมที่จะให้เข้าถึงกามภพ   จะนำกามภพ

มาให้.  ที่จะให้เข้าถึงรูปภพและอรูปภพ   ก็จะนำรูปภพและอรูปภพมาให้.

มโนสัญเจตนาหาร   จะนำภพทั้ง ๓ นาให้อย่างนี้   แม้โดยประการทั้งปวง.

แต่วิญญาณาหารท่านกล่าวว่า  จะนำขันธ์ทั้ง ๓ ที่สัมปยุตด้วยวิญญาณ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 572

นั้น    และรูป  ๓๐  อย่างที่เกิดขึ้น       ด้วยสามารถแห่งสันตติ  ๓  มาให้

โดยนัยแห่งปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้น    ในปฏิสนธิขณะ.   วิญญาณาหาร

นำนามรูปในปฏิสนธิขณะมาให้อย่างนี้   ดังนี้ .

อนึ่ง   ในอาหารวาระนี้     กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่ยังมีอาสวะ

อยู่นั้นแหละ  ท่านกล่าวไว้ว่า  มโนสัญเจตนาหาร   จะนำภพทั้ง ๓ มาให้

ปฏิสนธิวิญญาณนั้นเองท่านกล่าวไว้ว่า    วิญญาณจะนำนามรูปในปฏิสนธิ-

ขณะมาให้.   แต่อาหาร ๓ อย่างเหล่านี้  พึงทราบว่าเป็นอาหารโดยไม่แปลก

กัน  เพราะนำมาซึ่งธรรมที่สัมปยุตกับด้วยวิญญาณนั้น      และธรรมที่เป็น

สมุฏฐานแห่งวิญญาณนั้น.

ในจำนวนอาหาร ๔ อย่างนั้น  กวฬิงการาหาร   เมื่อค้ำชู  (ชีวิต )

ไว้ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำ (รูป)  มา.  ผัสสะ เมื่อถูกต้องอยู่นั้นแหละ

(ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำเวทนามา ).  มโนสัญเจตนา เมื่อประมวลมาอยู่

นั่นแหละ (ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำภพมา). วิญญาณ เมื่อรู้อยู่นั้นแหละ

(ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำนามรูปในปฏิสนธิขณะมา)

อย่างไร ?

( อย่างนี้คือ)    ความจริง    กวฬิงการาหาร    เมื่อค้ำชู   (ชีวิต)

อยู่นั้นเอง   จะมีการดำรงสัตว์ทั้งหลายไว้   โดยการดำรงกายไว้   เพราะว่า

ร่างกายนี้    ถึงกรรมจะแต่งให้เกิด   กวฬิงการาหารก็ค้ำชูไว้  จึงดำรงอยู่ได้

จนถึงกำหนดอายุ  ๑๐ ปีบ้าง  ๒๐  ปีบ้าง  เหมือนทารกที่มารดาให้เกิดแล้ว

แม่นมให้ดื่มนมเป็นต้นเลี้ยงดูอยู่   จึงดำรงอยู่ได้นานแล.    เหมือนเรือนที่

ใช้ไม้ค้ำค้ำไว้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 573

สมจริงตามพระพุทธพจน์ว่า    ขอถวายพระพรมหาบพิตร     เมื่อ

เรือนจะล้ม  คนทั้งหลายจะเอาไม้อื่นมาค้ำไว้    เรือนนั้น  ที่ถูกไม้อื่นค้ำไว้

ทรงตัวอยู่ได้    เมื่อเป็นเช่นนี้    เรือนนั้น    จะไม่ล้ม    ฉันใด   ขอถวาย

พระพรมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า   ร่างกายนั้น    ก็ฉันนั้น   เหมือนกัน

นั้นแล   ดำรงอยู่ได้เพราะอาหารอาศัยอาหาร   จึงดำรงอยู่ได้.  กวฬิงการา-

หาร   เมื่อค้ำจุนร่างกายอยู่อย่างนี้    ย่อมชื่อว่า    ให้สำเร็จหน้าที่ของอาหาร

(การนำรูปมา)   และแม้เมื่อให้สำเร็จอาหารกิจอยู่อย่างนี้   กวฬิงการาหาร

ก็ชื่อว่าเป็นปัจจัยของรูปสันตติ ๒ อย่างคือ     เป็นปัจจัยของรูปที่มีอาหาร

เป็นสมุฏฐานด้วย   รูปที่ตัณหาและทิฏฐิถือเอาแล้วด้วย.    กวฬิงการาหาร

เป็นสิ่งที่ตามรักษากัมมชรูป    (รูปเกิดแต่กรรม)     และเป็นผู้ให้กำเนิด

แก่รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานดำรงอยู่ได้.

ส่วนผัสสะ    เมื่อถูกต้องอารมณ์ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความสุขเป็นต้นอยู่

นั้นแหละ.   ชื่อว่ามีอยู่    เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย    ด้วยการหมุน

เวียนไปแห่งสุขเวทนาเป็นต้น.

มโนสัญเจตนา    เมื่อประมวลไว้    ด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมและ

อกุศลกรรมอยู่นั้นแหละ  ชื่อว่ามีอยู่เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย  โดย

การยังรากเหง้าของภพให้สำเร็จ.

วิญญาณ     เมื่อรู้อยู่นั้นแหละ    ชื่อว่ามีอยู่เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์

ทั้งหลายโดยการเป็นไปแห่งนามรูป.

๑. เปยยาลเล็กวางไว้หลัง โหติ เข้าใจว่าเป็นหลัง จ ซึ่งใช้ควบพากย์ จึงแปลตามที่เข้าใจ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 574

ภัยในอาหาร  ๔

ในอาหาร   ๔   อย่างเหล่านี้     ที่ให้สำเร็จอาหารกิจอยู่    ด้วยสามารถ

แห่งการอุปถัมภ์เป็นต้น    ควรเห็นภัย  ๔  ประการอย่างนี้  คือ  ในกวฬิง-

การาหาร    ได้แก่ภัยคือความใคร่  (อยาก)    ในผัสสาหาร  ได้แก่ภัยคือ

การข้องแวะ.  (ติด)  นั้นเอง     ในมโนสัญเจตนาหาร    ได้แก่ภัยคือการ

ประมวลมา  (สั่งสม)  นั้นแหละ.  ในวิญญาณาหาร  ได้แก่ภัยคือการตกลง

จำเพาะ   (การถือกำเนิด )   ทีเดียว.

เพราะเหตุไร  ?

เพราะว่า   สัตว์ทั้งหลายสร้างภัย  คือ  ความใคร่ในกวฬิงการาหาร

มุ่งหน้าต่อความหนาวเป็นต้น     ทำงานมีการนับด้วยหัวแม่มือเป็นต้นเพื่อ

ต้องการอาหาร  ย่อมเข้าถึงทุกข์มิใช่น้อย.  และคนลางจำพวก  ถึงจะบวช

ในพระศาสนานี้    ก็แสวงหาอาหารโดยการแสวงหาที่ไม่สมควร  มีเวชช-

กรรมเป็นต้น   จะเป็นผู้ถูกครหาในปัจจุบันนี้. ถึงในสัมปรายภพ  ก็จะเป็น

สมณเปรตโดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในลักษณะสังยุตมีอาทิว่า      แม้สังฆาฏิ

ของเธอ  ถูกไฟไหม้ลุกโชนแล้ว    และความใคร่ในกวฬิงการาหารนั้นเอง

พึงทราบว่าเป็นภัย  เพราะเหตุนี้ก่อน.

ชนทั้งหลายผู้มีอัสสาทะในผัสสะ    แม้เมื่อเผชิญผัสสะ    ก็จะเบียด-

เบียนสิ่งของทั้งหลายมีเมียเป็นต้นของคนอื่นที่เขารักษาคุ้มครองไว้.  เจ้าของ

สิ่งของจะจับเขาพร้อมด้วยสิ่งของ       ฟันให้แหลกเป็นท่อน ๆ โยนทิ้งที่

กองขยะ  หรือมอบตัวแก่พระราชา.   ต่อจากนั้น  พระราชาก็จะตรัสสั่งให้

พวกเขาทำงานชนิดต่าง ๆ    ( ลงโทษ).      และเพราะกายแตกทำลายไป

พวกเขาเป็นหวังได้รับภัย    คือ  ทุคติ.      กรรมที่มีอสัสาทะในผัสสะเป็น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 575

รากฐาน  เป็นเหตุให้ประสบภัยทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพทีเดียว  ด้วย

ประการฉะนี้.  เพราะเหตุนี้   การข้องแวะในผัสสาหารนั้นเอง    พึงทราบ

ว่าเป็นภัย.      แต่ภัยในภพทั้ง ๓  ที่มีกุศลและอกุศลกรรมนั้นเป็นมูลฐาน

จะมาทั้งหมดเลย     เพราะการประมวลมาซึ่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้น

เอง.   เพราะเหตุนี้    การประมวลมาในมโนสัญเจตนาหารนั้นเอง พึงทราบ

ว่าเป็นภัย.

ส่วนปฏิสนธิวิญญาณ  ก็จะรับเอาปฏิสนธินามรูปนั้นแหละ  เกิดขึ้น

ในที่เป็นที่ถือกำเนิด  และเมื่อปฏิสนธิวิญญาณนั้นเกิดขึ้นแล้ว   ภัยทุกอย่าง

ก็เป็นอันเกิดขึ้นเหมือนกัน      เพราะมีปฏิสนธินั้นเป็นมูลราก   เพราะเหตุ

ดังที่พรรณนามาแล้วนี้แล   การถือกำเนิด   ( ตกลงเฉพาะ)  พึงทราบว่า

เป็นภัยในวิญญาณาหารดังนี้แล.

แต่ในจำพวกอาหารทั้ง ๔ อย่างเหล่านี้     ที่เป็นภัยอย่างนี้   เพื่อจะ

ให้ครอบงำความใคร่ในกวฬิงการาหาร        พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรง

แสดงการเปรียบเทียบด้วยเนื้อบุตร   โดยนัยมีอาทิว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ผัวเมียทั้ง ๒  แม้ฉันใด.

เพื่อให้ครอบงำความใคร่ในผัสสาหารจึงทรงแสดงการเปรียบเทียบ

ด้วยแม่โคที่ถูกถลกหนัง   โดยนัยมีอาทิว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   แม่โคที่

เขาถลกหนังแล้ว. . . . แม้ฉันใด.

เพื่อให้ครอบงำความใคร่ในมโนสัญเจตนาหาร     จึงทรงแสดงการ

เปรียบเทียบด้วยหลุมถ่านเพลิง    โดยนัยมีอาทิว่า      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

หลุมถ่านเพลิง. . . แม้ฉันใด.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 576

เพื่อให้ครอบงำความใคร่ในวิญญาณาหาร  จึงทรงแสดงการเปรียบ-

เทียบด้วยการแทงด้วยหอกสามร้อยเล่ม     โดยนัยมีอาทิว่า     ดูก่อนภิกษุ

ในทั้งหลาย. . .ซึ่งโจรผู้ประพฤติชั่วช้า   แม้ฉันใด.

นี้เป็นการประกอบเนื้อความโดยสังเขป  โดยอธิบายความให้แจ่มชัด

ในอาหารวาระนั้น.

เปรียบเทียบสามีภรรยากินเนื้อบุตร

ได้ทราบว่า  สองผัวเมีย  พากันอุ้มบุตรเดินทางกันดาร ๑๐๐ โยชน์

โดยเสบียงเล็กน้อย.   เมื่อเขาเดินไปได้ ๕๐ โยชน์   เสบียงหมดลง.

เขาทั้ง ๒ กระสับกระส่ายเพราะความหิวกระหายพากันนั่งใต้ร่มเงา

โปร่ง    (ของต้นไม้)    ถัดนั้นฝ่ายชายได้พูดกับภรรยาว่า    น้องนางเอ๋ย

ระยะ  ๕๐ โยชน์รอบ ๆ นี้   ไม่มีบ้านหรือนิคมเลย    เพราะฉะนั้น   บัดนี้

พี่ไม่สามารถจะทำงานตั้งมากมายที่ผู้ชายจะพึงทำได้    มีการทำนาและเลี้ยง

โคเป็นต้นได้   มาเถิดน้อง  จงฆ่าพี่แล้ว   กินเนื้อเสียครึ่งหนึ่ง  อีกครึ่งหนึ่ง

เอาเป็นเสบียงเดินข้ามทางกันดารไปกับลูกเถิด.

ฝ่ายนางได้พูดกับสามีว่า   พี่ขา  บัดนี้   น้องไม่สามารถจะทำงานที่

หญิงจะต้องทำ  มีการปั่นด้ายเป็นต้นตั้งมากมายได้   มาเถิดพี่   จงฆ่าน้อง

แล้วกินเนื้อเสียครึ่งหนึ่ง  อีกครึ่งหนึ่งเอาเป็นเสบียงเดินทางข้ามทางกันดาร

ไปกับลูกเถิด.

ฝ่ายชายจึงพูดกับภรรยาอีกว่า   น้องเอ๋ย   เพราะแม่บ้านตาย   ความ

ตายจะปรากฏแก่เราทั้ง ๒ พ่อลูก   เพราะเด็กน้อย   เว้นมารดาแล้ว   จะไม่


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 577

สามารถมีชีวิตอยู่ได้   แต่ถ้าเราทั้ง  ๒  ยังมีชีวิตอยู่  ก็จะได้ลูกอีก อย่ากระนั้น

เลย  บัดนี้เราจะฆ่าลูกเอาเนื้อกิน  ข้ามทางกันดาร.

ลำดับนั้น  แม่ได้พูดกับลูกว่า ลูกเอ๋ย  จงไปหาพ่อเถอะ.  ลูกก็ได้ไป

(หาพ่อ).  ถัดนั้นพ่อของลูกพูดว่า  พี่ได้เสวยทุกข์มาไม่น้อย  เพราะการ

ทำนาเลี้ยงโคด้วยหวังว่าจะเลี้ยงลูก  พี่จึงไม่อาจจะฆ่าลูกได้   เธอนั้นแหละ

จงฆ่าลูกของเธอ   ดังนี้แล้วได้บอกลูกว่า   ลูกเอ๋ย   จงไปหาแม่เถิด.   ลูกก็

ได้ไป (หาแม่ )  ถึงแม่ของลูกนั้นก็ได้พูดว่า ฉันเมื่ออยากได้ลูก  ได้เสวย

ทุกข์ทรมานมิใช่น้อย   ด้วยการประพฤติตนเยี่ยงโค   ประพฤติตนเยี่ยงลูก

สุนัข    และอ้อนวอนขอต่อเทวดาเป็นต้นก่อน   ไม่ต้องพูดถึงการประคับ

ประคองท้อง  ฉันจึงไม่อาจจะฆ่าลูกได้  แล้วได้บอกลูกว่า    ลูกเอ๋ย  เจ้า

จงไปหาพ่อเถิด.      ลูกนั้นเมื่อเดินไปมาในระหว่างพ่อแม่ทั้ง ๒ อยู่อย่างนี้

ก็ได้ตายลง.

สองผัวเมียนั้นเห็นลูกเข้าพากันคร่ำครวญ  เอาเนื้อ  ( ลูก)  มากิน

แล้วหลีกไป   ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วแต่ต้น.   เขาทั้ง ๒ นั้นไม่ได้เอาเนื้อ

บุตรกินเป็นอาหารเพื่อเล่นเลย  ไม่ใช่เพื่อเมามาย  ไม่ใช่เพื่อประดับประดา

ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง    แต่เพื่อต้องการข้ามให้พันทางกันดารอย่างเดียวเท่านั้น

เอง  เพราะเป็นของปฏิกูลด้วยเหตุ   ๙ ประการ.

หากจะถามว่า  ปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการอะไรบ้าง ?

แก้ว่า  คือเพราะเป็นเนื้อที่เกิดจากตน ๑   เพราะเป็นเนื้อของญาติ  ๑

เพราะเป็นเนื้อของลูก ๑  เพราะเป็นเนื้อของลูกรัก ๑   เพราะเป็นเนื้อของ

เด็กอ่อน ๑   เพราะเป็นเนื้อดิบ ๑   เพราะเป็นเนื้อที่ไม่ใช้กิน ๑   เพราะ

ไม่ได้ใส่เกลือ ๑   เพราะไม่ได้ย่าง   ๑.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 578

เพราะฉะนั้น   ภิกษุใด    เห็นกวฬิงการาหาร   เป็นเสมือนเนื้อลูก

อย่างนี้   เธอจะครอบงำ  (คลาย)  ความใคร่   ในกวฬิงการาหารนั้นได้.

นี้เป็นการประกอบความในข้ออุปมาด้วยเนื้อบุตรก่อน.

เปรียบเทียบแม่โคที่ถูกถลกหนัง

ส่วนในข้อเปรียบเทียบด้วยแม่โคที่เขาถลกหนัง    พึงทราบอรรถา-

อธิบาย  ดังต่อไปนี้   แม่โคนั้นเขาถลกหนังแต่คอจนถึงเล็บออกไปแล้วปล่อย

ทิ้งไว้  มันจะถูกสัตว์มีชีวิตกัดกินอยู่ในที่ที่มันอาศัยอยู่.   จะมีแต่เรื่องทุกข์

เท่านั้นฉันใด.  ถึงผัสสะก็ฉันนั้นเหมือนกัน     อาศัยวัตถุหรืออารมณ์ใด ๆ

สถิตอยู่.      จะมีแต่เรื่องทุกข์ที่ได้เสวยแล้วเท่านั้น      อันเกิดจากวัตถุและ

อารมณ์นั้น  ๆ.

เพราะฉะนั้น    ภิกษุใดเห็นผัสสาหารเป็นเสมือนกับแม่โคที่เขาถลก

หนึ่งอยู่อย่างนี้   ภิกษุนั้นจะครอบงำความใคร่ในผัสสาหารนั้นได้.   นี้เป็น

การประกอบความในข้อเปรียบเทียบด้วยแม่โคที่เขาถลกหนัง.

เปรียบเทียบหลุมถ่านเพลิง

แต่ในข้อเปรียบเทียบด้วยหลุมถ่านเพลิง       พึงทราบอรรถาธิบาย

ดังต่อไปนี้    ภพทั้ง ๓ เหมือนกับหลุมถ่านเพลิง  เพราะอรรถว่า  ร้อนระอุ

มาก   มโนสัญเจตนา  เหมือนกับชายสองคน  ต่างพากันจับแขน  กระชาก

ลงในหลุมถ่านเพลิงนั้น  เพราะอรรถว่า ฉุดกระชากเข้าไปในภพทั้งหลาย.

เพราะฉะนั้น   ภิกษุใดเห็นมโนสัญเจตนาหาร   ว่าเป็นเช่นกับหลุม

ถ่านเพลิงอยู่อย่างนี้      ภิกษุนั้นจะครอบงำความใคร่ในมโนสัญเจตนาหาร

ได้.   นี้เป็นการประกอบความในข้อเปรียบเทียบด้วยหลุมถ่านเพลิง.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 579

เปรียบเทียบด้วยการแทงด้วยหอกร้อยเล่ม

ส่วนในข้อเปรียบเทียบ  การถูกแทงด้วยหอก ๓ ร้อยเล่ม  พึงทราบ

อรรถาธิบาย  ดังต่อไปนี้    ในเวลาเช้า   ชายคนหนึ่งเดือนร้อนเพราะหอก

๑๐๐   เล่มจำนวนโค.     หอกจำนวนนั้นแทงร่างของเขาให้เป็นบาดแผลถึง

๑๐๐  แห่ง  ทะลุไปไม่หยุดอยู่ในระหว่างแล้ว  ในกาลต่อมา  ก็หล่นออกไป

หอก ๒๐๐  เล่ม   อีกต่างหาก   ก็อย่างนั้น   เมื่อเช่นนั้น   ทั่วร่างจึงพรุน

ไปหมด    เพราะหอกหลายด้ามที่พุ่งไปไม่หล่นในโอกาสที่หอก  ๑๐๐  ด้าม

(รุ่นก่อน)  นั้น  หล่นไปแล้ว.   ทุกข์ของชายคนนั้นที่เกิดขึ้น     เพราะ

ปากบาดแผล   แม้บาดแผลเดียว  ก็หาประมาณไม่ได้อยู่แล้ว.  จะป่วยกล่าว

ไปไยถึงทุกข์ที่เกิดขึ้น   เพราะปากบาดแผล  ๓๐๐ แผล.

บรรดาเหตุการณ์เหล่านั้น    ปฏิสนธิเหมือนกับเวลาที่หอกตกถูก.

การเกิดแห่งขันธ์เหมือนกับการเกิดในเพราะปากบาดแผล       การเกิดขึ้น

แห่งทุกข์นานาชนิดที่มีวัฏฏะเป็นมูลมีได้ในเพราะขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว

เหมือนการเกิดขึ้นแห่งทุกขเวทนาในเพราะปากบาดแผลทั้งหลาย.

อีกนัยหนึ่ง     ปฏิสนธิวิญญาณ     เหมือนชายผู้ประพฤติชั่วช้า.

นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย    เหมือนปากบาดแผลที่เกิดขึ้นแก่ชาย

คนนั้น    เพราะถูกหอกทั้งหลายแทงแล้ว.    พึงเห็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์มี

ประการต่าง ๆ สำหรับวิญญาณ   เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย   ด้วยสามารถ

ของกรรมกรณ์ ๓๒ ประการ   และโรค ๙๘ ชนิด  เป็นต้น   เหมือนการ

เกิดขึ้นแห่งทุกข์หนักแก่ชายคนนั้น   เพราะมีปากบาดแผลเป็นปัจจัย.

เพราะฉะนั้น  ภิกษุใดเห็นวิญญาณาหารว่า  เป็นเช่นกับด้วยถูกแทง.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 580

ด้วยหอก  ๓๐๐  เล่มอย่างนั้น  ภิกษุนั้นจะครอบงำความใคร่ในวิญญาณาหาร

ได้.    นี้เป็นการประกอบความในการเปรียบเทียบด้วยการถูกแทงด้วยหอก

๓๐๐  เล่ม.

เธอเมื่อครอบงำความใคร่ในอาหารเหล่านี้อย่างนี้ว่า   ชื่อว่า   ย่อม

กำหนดรู้อาหารทั้ง   ๔  อย่าง.     เมื่อกำหนดรู้อาหารเหล่านั้นแล้ว     วัตถุ

ที่กำหนดรู้แม้ทั้งหมด  ก็เป็นอันกำหนดรู้แล้วเหมือนกัน.

สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อเธอทั้งหลายกำหนดรู้กวฬิงการาหารแล้ว

ราคะที่อาศัยเบญจกามคุณ    ก็เป็นอันกำหนดรู้แล้ว.  เมื่อกำหนดรู้ราคะ

ที่อาศัยเบญจกามคุณแล้ว    จะไม่มีสังโยชน์นั้น  (กามราคสังโยชน์)  ซึ่ง

เป็นเหตุให้อริยสาวกผู้ประกอบแล้ว   มาสู่โลกนี้อีก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารแล้ว      เวทนาทั้ง  ๓

ก็เป็นอันเธอทั้งหลายกำหนดรู้แล้ว.   เมื่อกำหนดรู้เวทนาทั้ง ๓ แล้ว   เรา

ตถาคตกล่าวว่า  อริยสาวกจะไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารแล้ว   ตัณหา ๓

ก็เป็นอันกำหนดรู้แล้ว.   เมื่อกำหนดรู้ตัณหา  ๓  แล้ว   เราตถาคตกล่าวว่า

อริยสาวกจะไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อกำหนดรู้วิญญาณาหารแล้ว      นามรูป

ก็เป็นอันกำหนดรู้แล้ว     เมื่อกำหนดรู้นามรูปแล้ว     เราตถาคตก็กล่าวว่า

อริยสาวกจะไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 581

ตัณหาเกิด - อาหารจึงเกิด

บทว่า    ตณฺหาสมุทยา  อาหารสมุทโย  มีเนื้อความว่า  เพราะ

ตัณหาเก่าก่อนเกิดขึ้น    สมุทัย    ( เหตุเกิด)    คือการเกิดขึ้นแห่งอาหาร

ทั้งหลายที่มีมาแต่ปฏิสนธิ  ย่อมมีขึ้น.

มีอย่างไร ?

(มีอย่างนี้คือ)  เพราะในขณะแห่งปฏิสนธิ  จะมีโอชะที่เกิดขึ้นแล้ว

ในภายในรูป  ๓๐  ถ้วน     ที่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสันตติ  ๓ นี้      คือ

กวฬิงการาหาร   ที่เป็นอุปาทินนกะ  (มีใจครอง)  เกิดขึ้นแล้ว   เพราะ

ตัณหาเป็นปัจจัย.  ส่วนผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร   และวิญญาณาหาร

ที่เป็นอุปาทินนกะเหล่านี้     คือ  ผัสสะและเจตนาที่สัมปยุตด้วยปฏิสนธิจิต

และวิญญาณคือตัวจิตเอง  เกิดขึ้นแล้ว  เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย  ดังนี้แล.

พึงทราบการเกิดขึ้นแห่งอาหารทั้งหลายที่มีมาแต่ปฏิสนธิ      เพราะ

ตัณหาเก่าก่อนเกิดขึ้น  ดังที่พรรณนามานี้ก่อน.

แต่เพราะเหตุที่ในอาหารวาระนี้     ท่านพระสารีบุตรกล่าวถึงอาหาร

คละกันไปทั้งอาหารที่เป็นอุปาทินนกะ.       (มีใจครอง)        และที่เป็น

อนุปาทินนกะ   (ที่ไม่มีใจครอง)   ฉะนั้น   จึงควรทราบการเกิดขึ้นแห่ง

อาหาร เพราะตัณหาเกิดอย่างนี้   สำหรับอาหารทั้งหลายที่เป็นอนุปาทินนกะ

(ดังต่อไปนี้)  :-

อันที่จริง  โอชะมีอยู่ในรูปทั้งหลายที่ตั้งขึ้น  แต่จิตที่สหรคตด้วยโลภะ

๘  ดวง  นี้   คือกวฬิงการาหารที่เป็นอนุปาทินนกะ     ที่เกิดขึ้นแล้วเพราะ

ตัณหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันเป็นปัจจัย    ส่วนผัสสะ  ๑   เจตนาที่สัมปยุตด้วย


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 582

จิตที่สหคตด้วยโลภะ ๑    วิญาณคือตัวจิตเอง  ๑    รวมทั้ง  (๓  อย่าง )

เหล่านี้    ได้แก่ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร   และวิญญาณาหาร   ที่เป็น

อนุปาทินนกะ  เกิดขึ้นแล้ว   เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย  ดังนี้แล.

ตัณหาดับ  อาหารจึงดับ

สองบทว่า  ตณฺหานิโรธา  อาหารนิโรโธ  ความว่า ความดับแห่ง

อาหารย่อมปรากฏ    เพราะความดับแห่งตัณหา     ที่เป็นปัจจัยของอาหาร

ทั้งหลาย  ทั่งที่เป็นอุปาทินนกะ  และที่เป็นอนุปาทินนกะนี้.

คำที่เหลือ  (จากที่อธิบายนี้)  มีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้นแหละ.

ในอาหารวาระนี้   ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึงสัจจะทั้ง  ๔  ไว้โดย

สรุปแล้ว.   และในทุกวาระนอกเหนือจากนี้    ท่านก็ได้กล่าวไว้เหมือนใน

อาหารวาระนี้  เพราะเหตุนั้นแล  ผู้ศึกษาที่ไม่หลงลืมควรยกสัจจะทั้งหลาย

ขึ้นในทุกวาระ  และการประมวลเทศนาในทุกวาระว่า  เอตฺตาวตาปิ  โข

อาวุโส   นี้   ควรประกอบด้วยสามารถแห่งธรรมที่แสดงแล้วในวาระนั้น ๆ.

นี้เป็นการประกอบเนื้อความนั้น  ในวาระนี้ก่อน.

บทว่า  เอตฺตาวตาปิ  นี้     ความว่า  ด้วยเทศนาเรื่องอาหารนี้    มี

อธิบายว่า    แม้ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดด้วยมนสิการที่กล่าวมาแล้ว.

แม้ในทุกบทก็ทำนอง  (นัย)  นี้.

จบ  กถาพรรณนาอาหารวาระ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 583

กถาพรรณนาสัจจวาระ

[๑๑๔]   บัดนี้   ภิกษุเหล่านั้น  ครั้นพากันชื่นชมอนุโมทนาภาษิต

ของพระเถระนั้น      โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในตอนก่อนว่า      สาธาวุโส

แล้วได้ถามปัญหาสูงขึ้นไปอีก   และพระเถระก็ได้แก้ปัญหา    โดยทำนอง

แม้อย่างอื่น  แก่ภิกษุเหล่านั้น.   ในทุกวาระแม้นอกจากวาระนี้    ก็มีนัยนี้.

[๑๑๕] เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไปข้าพเจ้าจักขยายความของบรรยาย

ที่พระเถระได้กล่าวแก้ไว้แล้ว   ไม่พาดพิงถึงคำแบบนี้.    แต่ด้วยการแสดง

โดยย่อซึ่งวาระนี้   พระเถระได้แสดงทุกขสัจว่า  ทุกข์  ในคำว่า  ทุกฺขญฺจ

ปชานาติ.   ส่วนในการแสดงโดยพิสดาร   คำที่จะต้องกล่าวทั้งหมด   ได้

กล่าวไว้แล้วในสัจจนิเทศ  ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแล.

จบ   กถาพรรณนาสัจจวาระ

กถาพรรณนาชรามรณวาระ

[๑๑๗ ]  ต่อจากนี้ไป  เป็นเทศนาว่าด้วยปฎิจจสมุปบาท.

ในจำนวนวาระเหล่านั้น    ก่อนอื่นพึงทราบวินิจฉัยในชรามรณวาระ

ว่า

บทว่า  เตส  เตส นี้  เป็นการแสดงทั่วไปถึงสัตว์จำนวนมากมายไว้

โดยสังเขป.    เพราะว่า    เมื่อพูดอยู่ตลอดทั้งวันอย่างนี้ว่า    ความแก่ของ

พระเทวทัตอันใด  ความแก่ของท่านโสมทัตอันใด. . .ดังนี้   สัตว์ทั้งหลาย

จะไม่ถึงการครอบคลุมไว้     ( จะไม่ครอบคลุมไปถึงสัตว์ทั้งหมด).    แต่

ด้วยบททั้ง ๒ นี้   (เตส  เตส)  สัตว์ตัวไหนจะไม่ถูกครอบคลุมเป็นไม่มี


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 584

(คลุมไปหมดทุกตัวสัตว์).   เพราะฉะนั้น   ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า   บทนี้

เป็นการแสดงทั่วไปถึงสัตว์จำนวนมากไว้โดยสังเขป.

บททั้ง ๒  ว่า   ตมฺหิ   ตมฺหิ   นี้.    เป็นการแสดงทั่วไปถึงหมู่สัตว์

จำนวนมากมายด้วยสามารถแห่งการเกิดในคติ.

บทว่า    สตฺตนิกาย     เป็นการแสดงสรุปถึงสัตว์ที่ได้แสดงไว้แล้ว

โดยสาธารณนิเทศ.

ก็บทว่า  ชรา   ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า   ชรา   ชีรณตา   เป็นการ

แสดงถึงสภาวธรรม.

บทว่า  ชีรณตา  เป็นการ  แสดงถึงอาการ.

บททั้งหลายมี   ขณฺฑิจฺจ  เป็นต้น    เป็นการแสดงถึงหน้าที่  (ของ

ชรา)   ในเพราะผ่านกาลเวลาไป.

สองบทหลังเป็นการแสดงถึง    (หน้าที่)    ตามปกติ.    เพราะว่า

ชรานี้   ท่านพระสารีบุตรแสดงไว้โดยสภาวะด้วยบทว่า  ชรา  เพราะฉะนั้น

บทนี้จึงเป็นบทแสดงถึงสภาวะของชรานั้น.

ด้วยบทว่า  ชีรณตา  นี้  พระเถระได้แสดงไว้โดยอาการ.  เพราะ

ฉะนั้น  บทนี้จึงเป็นบทแสดงถึงอาการของชรานั้น

ด้วยบทว่า    ขณฺฑิจฺจ    นี้   พระเถระได้แสดงโดยกิจคือการการทำ

ภาวะแห่งฟันและเล็บที่หักเป็นชิ้น ๆ  ในเพราะล่วงกาลเวลาไป.

ด้วยบทว่า   ปาลิจฺจ    นี้     พระเถระได้แสดงโดยกิจคือการทำภาวะ

ที่ผมและขนหงอก.   ด้วยบทว่า   วลิตตจตา    นี้   พระเถระได้แสดงแม้โดย

กิจคือการกระทำให้เนื้อเหี่ยวหนังย่น.  ด้วยเหตุนั้น  ศัพท์ทั้ง ๓ มี  ขณฺฑิจฺจ

เป็นต้นเหล่านี้    จึงเป็นศัพท์แสดงถึงกิจของชรานั้น      ในเพราะล่วงกาล


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 585

เวลาไป   ด้วยศัพท์ทั้ง  ๓  เหล่านั้น   พระเถระได้แสดงถึงชราที่ปรากฏคือ

เป็นสิ่งที่ปรากฏ  ด้วยสามารถเห็นความพิการเหล่านี้ได้.

อุปมาเสมือนหนึ่งว่า  ทางเดินของน้ำปรากฏ  (ให้เห็นได้)  เพราะ

พัดหญ้าและต้นไม้เป็นต้นให้ล้มราบ    หรือทางเดินของไฟปรากฏ   (ให้

เห็นได้)   เพราะหญ้าและต้นไม้เป็นต้นไหม้.    และทางเดิน    (ของน้ำ

เป็นต้น ) นั้น  ก็ไม่ใช่น้ำเป็นต้นเหล่านั้นเลย  (เป็นคนละอย่าง)  ฉันใด.

ทางเดินของชรา  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   เป็นธรรมชาติปรากฏ  (ให้เห็น)

ในอวัยวะทั้งหลายมีฟันเป็นต้น    ด้วยสามารถแห่งความพิการทั้งหลาย   มี

ความหักเป็นต้น  คนแม้ลืมตาดูแล้ว    ก็จับต้องได้.  และทางเดินของชรา

นั้น  ด้วยความสามารถแห่งความพิการทั้งหลาย   มีความหักเป็นต้น  ก็ไม่

ใช่ชรา.   เพราะชราจะเป็นธรรมชาติรู้ได้ด้วยจักษุหามิได้เลย.   ( ต้องรู้ได้

ด้วยปัญญา).

แต่ด้วยบทเหล่านี้ว่า    อายุโน   สหานิ   อินฺทฺริยาน    ปริปาโก

พระเถระได้แสดงชราตามปกติ      เพราะความสิ้นไปแห่งอายุเป็นสิ่งที่รู้ได้

จากความหง่อมของอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น     ในเพราะการก้าวล่วงกาลเวลา

เท่านั้น  เหตุที่ท่านเป็นผู้ฉลาดยิ่ง.

เพราะฉะนั้น  ๒  อาการหลังนี้พึงทราบว่า  เป็นการแสดง  (อาการ)

ตามปกติของชรานั้น.

บรรดาอายุและอินทรีย์ทั้ง ๒ อย่างนั้น      เพราะเหตุที่อายุของผู้ถึง

ความแก่   ย่อมเสื่อมไป  (มากขึ้น)   ฉะนั้น   ท่านจึงได้กล่าวชราไว้โดย

ใกล้ต่อผล   ( ใกล้ต่อความตาย)   ว่า  ได้แก่ความเสื่อมแห่งอายุ  อายุมาก.

แต่เพราะเหตุที่เวลายังหนุ่ม   อินทรีย์ทั้งหลายมีตาเป็นต้น    ยังสดใส


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 586

สามารถรับเอาอารมณ์  (มีรูปเป็นต้น  )  ของตน   แม้ที่ละเอียดได้   โดย

ง่ายดาย  เมื่อเข้าถึงชราแล้วจะหง่อม   ขุ่นมัว    ไม่สดใส   อารมณ์ของตน

ถึงจะหยาบก็ไม่สามารถจะรับได้  ฉะนั้น   ชราพระเถระจึงกล่าวไว้   โดย

ความใกล้ต่อผลว่า  ความหง่อมของอินทรีย์ทั้งหลายบ้าง

ชรา  ๒  อย่าง

อนึ่ง  ชรานี้นั้น  คือชราทั้งหมดที่แสดงมาแล้วอย่างนี้   มี ๒ อย่าง

คือ  ปากฏชรา   ( ความแก่ที่ปรากฏ )  ๑.   ปฏิจฉันนชรา   (ความแก่ที่

ปกปิด ) ๑.   ในจำนวนชราทั้ง ๒ อย่างนั้น  ความแก่ในรูปธรรมทั้งหลาย

ชื่อว่า  ปากฏชรา  เพราะแสดงความวิการ  มีความหักเป็นต้น   ในอวัยวะ

ทั้งหลาย   มีฟันเป็นต้นให้เห็น   ส่วนในอรูปธรรมชื่อว่า   ปฏิจฉันนชรา

เพราะไม่แสดงความวิการเช่นนั้นให้เห็น.

มีชรา ๒  อย่างอีก   อย่างนี้  คือ  อวีจิชรา   ( แก่ไม่มีร่องรอยให้

เห็น)  ๑    สวีจิชรา    (แก่มีร่องรอยให้เห็น)  ๑.    ในจำนวนชรา  ๒

อย่างนั้น   ชราของแก้วมณี.  ทอง  เงิน  แก้วประพาฬ  ดวงจันทร์และดวง

อาทิตย์เป็นต้น    พึงทราบว่า  ชื่อว่า  อวีจิชรา  อธิบายว่า  ชื่อว่าชราไม่มี

ระหว่างขั้น    (ไม่มีขั้นตอนให้เห็น)    เพราะความแตกต่างของสีเป็นต้น

ในระหว่าง  ๆ รู้ได้ยาก    เหมือนความแตกต่างแห่งสีเป็นต้น ในระหว่าง ๆ

ของสัตว์มีปราณ     ในวัยมันททสกะ  (วัย  ๑๐  ปีที่เยาว์)  เป็นต้น    และ

เหมือนความแตกต่างแห่งสีเป็นต้น    ในระหว่าง ๆ  ของสิ่งที่ไม่มีลมปราณ

ในดอกไม้ผลไม้และใบไม้เป็นต้น.    แต่ชราในสิ่งอื่นนอกจากนั้น    ตาม


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 587

ที่กล่าวมาแล้ว   ชื่อว่า   สวีจิชรา   เพราะความแตกต่างแห่งสีเป็นต้น   ใน

ระหว่าง ๆ เป็นสิ่งที่พึงรู้ได้ง่าย.

ต่อแต่นี้ไป  บทว่า   เตส   เตส   เป็นต้น    พึงทราบโดยนัยที่ได้

กล่าวมาแล้วนั้นแหละ.

ก็บทว่า  จุติ    ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า    จุติ    จวนตา    เป็นต้น

พระเถระกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งสัตว์ผู้เคลื่อนไป.

คำว่า  จุติ   นี้  เป็นคำทั่วไปสำหรับขันธ์ ๑   ขันธ์   ๔  และขันธ์ ๕.

คำว่า  จวนตา   เป็นคำแสดงถึงลักษณะ  (ของขันธ์)   โดยการ

เคลื่อนจากภาวะ.

คำว่า   เภโท    เป็นคำแสดงถึงการแตกดับและการเกิดขึ้นแห่งขันธ์

ทั้งหลายที่จุติ.

คำว่า   อนฺตรธาน    เป็นคำแสดงถึงภาวะของการเคลื่อนที่จากฐานหห

โดยปริยายใดปริยายหนึ่ง  แห่งจุติขันธ์ทั้งหลายที่แตกไป  เหมือนกระออม

ที่แตกแล้วฉะนั้น.  ความตายกล่าวคือมฤตยู   ชื่อว่า  มัจจุมรณะ.

ด้วยศัพท์ว่า มจฺจุมรณ นั้น พระเถระปฏิเสธสมุจเฉทมรณะเป็นต้น.

(การตายโดยการตัดขาดซึ่งชาติเป็นต้น).  มัจจุราชผู้ทำซึ่งที่สุด  ( จุดจบ)

ชื่อว่า   กาละ   การทำกาละนั้น    ชื่อว่า   กาลกิริยา   ( การถึงแก่กรรม)

ด้วยคำว่า กาลกิริยา  นี้  พระเถระแสดงถึงความตายตามสมมติของชาวโลก.

ต่อไปนี้   เพื่อจะแสดงถึงความตายโดยปรมัตถ์   พระเถระจึงได้กล่าวคำมี

อาทิว่า  ขนฺธาน  เภโท  ไว้.

อันที่จริง    โดยปรมัตถ์  ขันธ์ทั้งหลายเท่านั้น    แตกดับ    ไม่ใช่

สัตว์อะไร ๆ  เลยตาย     เนื้อขันธ์ทั้งหลายกำลังแตกดับอยู่     สัตว์ก็ชื่อว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 588

กำลังตาย   เมื่อแตกดับแล้ว    ก็มีโวหารว่า   ตายแล้ว.

ในชรามรณวาระนี้       การแตกดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย       มีได้โดย

จตุโวการภพ  (นามขันธ์ ๔)  การทอดทิ้งซากศพมีได้โดยเอกโวการภพ

(รูปขันธ์๑)  หรือการแตกดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย พึงทราบโดยจตุโวการภพ

(ส่วน)  การทอดทิ้งซากศพ   พึงทราบด้วยสามารถแห่งภพทั้ง ๒ ที่เหลือ

(เอกโวการภพและปัญจโวการภพ).

เพราะเหตุไร ?

เพราะซากศพกล่าวคือรูปกายเกิดขึ้นเฉพาะใน  ๒  ภพ.

อีกอย่างหนึ่ง    เพราะเหตุที่ขันธ์ทั้งหลายในเทวโลกและพรหมโลก

มีชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้นแตกดับไปอย่างเดียว        ไม่ทิ้งอะไรไว้ฉะนั้น

การแตกดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย    พึงทราบด้วยสามารถแห่งขันธ์ทั้งหลายใน

เทวโลกและพรหมโลก    มีชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้นเหล่านั้น.    (ส่วน)

การทอดทิ้งซากศพไว้มีอยู่ในสัตว์ทั้งหลายมีมนุษย์เป็นต้น.        ความตาย

โดยเหตุที่ทอดทิ้งซากศพไว้พระเถระกล่าวว่า    การทอดทิ้งซากศพ.    พึง

ทราบอรรถาธิบายอย่างนี้ว่า ทั้งชรา  ทั้งมรณะนี้   พึงทราบดังที่พรรณนา

มานี้.  ข้อว่า  อิท   วุจฺจตาวุโส   ความว่า   ชราและมรณะทั้ง ๒ อย่างนี้

พระเถระกล่าวรวมกันว่า     ชรามรณะ.    คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้ว

นั้นแหละ    ฉะนี้แล.

จบ  กถาพรรณนาชรามรณวาระ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 589

กถาพรรณนาชาติวาระ

[๑๐๘]  พึงทราบวินิจฉัย ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า  ชาติ  สญฺชาติ

ในชาติวาระ  (ดังต่อไปนี้) :-

ชื่อว่า  ชาติ  เพราะอรรถว่า.  (เริ่ม)  เกิด.  ชาตินั้น  ประกอบแล้ว

ด้วยสามารถแห่งอายตนะยังไม่บริบูรณ์.

ชื่อว่า  สญฺชาติ  เพราะอรรถว่า     เกิดครบแล้ว.    สัญชาตินั้น

ประกอบแล้ว  ด้วยสามารถแห่งอายตนะบริบูรณ์แล้ว.

ชื่อว่า  โอกฺกนฺติ  เพราะอรรถว่า  ก้าวลง  (สู่ครรภ์).  โอกกันติ

นั้นประกอบด้วยอัณฑชกำเนิด      (เกิดในฟอง)      และชลาพุชกำเนิด

(เกิดเป็นตัว ).  อธิบายว่า  สัตว์เหล่านั้นก้าวลง  คือถือปฏิสนธิ  เหมือน

ก้าวย่างเข้าไปสู่กะเปาะไข่และรังมดลูก.

ชื่อว่า  อภินิพฺพตฺติ    เพราะอรรถว่า   ผุดเกิด.   อภินิพพัตตินั้น

ประกอบด้วยสังเสทชกำเนิด    (เกิดในเถ้าไคล )    และโอปปาติกกำเนิด

(ผุดเกิด)  อธิบายว่า  สัตว์เหล่านั้น  เกิดปรากฏขึ้นทีเดียว.  นี้เป็นเทศนา

ตามโวหารก่อน.   ต่อไปนี้จึงเป็นเทศนาโดยปรมัตถ์    อธิบายว่า    โดย

ปรมมัตถ์   ขันธ์ทั้งหลายเท่านั้นแหละ  ปรากฏขึ้น  ไม่ใช่สัตว์ปรากฏ.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   ขนฺธาน  พึงทราบว่า  หมายเอาขันธ์  ๑

ในเอกโวการภพ     ขันธ์  ๔  ในจตุโวการภพ    และขันธ์   ๕   บ้าง    ใน

ปัญจโวการภพ.

การอุบัติ   ชื่อว่า  ปาตุภาโว.   พึงทราบการสงเคราะห์ด้วยอายตนะ

ที่กำลังเกิดขึ้นในภพนั้น ๆ  เข้าในคำว่า  อายตนาน  นี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 590

การปรากฏขึ้นในสันตตินั่นเอง     ชื่อว่า    ปฏิลาโภ     อธิบายว่า

อายตนะเหล่านั้นที่ปรากฏอยู่นั่นแหละ        ย่อมชื่อว่าเป็นอันสัตว์ทั้งหลาย

กลับได้แล้ว.

ด้วยบทนี้ว่า  อย   วุจฺจตาวุโส   ชาติ   พระเถระกล่าวย้ำชาติที่ได้

แสดงมาแล้ว   ทั้งโดยโวหาร   ทั้งโดยปรมัตถ์  ดังนี้แล.

ก็ผู้ศึกษาพึงทราบกรรมภพที่เป็นปัจจัยแห่งชาติ     ในคำว่า    ภว-

สมุทยา  นี้.  คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั้นแหละ.

จบ  กถาพรรณนาชาติวาระ

กถาพรรณนาภววาระ

[๑๑๙]  พึงทราบวินิจฉัยในภววาระดังต่อไปนี้  :-

กรรมภพและอุปปัตติภพ  ชื่อว่า  กามภพ.  บรรดาภพทั้ง  ๒  อย่าง

นั้น  กรรมที่เป็นเหตุให้เข้าถึงกามภพนั่นเอง  ชื่อว่า  กรรมภพ.

อธิบายว่า    กรรมนั้นเองท่านกล่าวว่า    ภพ    โดยการกล่าวถึงผล

เหมือนคำทั้งหลายมีอาทิว่า  การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเหตุ

นำมาซึ่งความสุข  การสะสมบาปเป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ดังนี้  เพราะกรรมภพ

นั้นเป็นเหตุแห่งอุปปัตติภพ.      ขันธปัญจกที่ตัณหาและทิฏฐิยึดครองแล้ว

เกิดขึ้นแล้วด้วยกรรมนั้น   ชื่อว่า   อุปปัตติภพ.   เพราะว่าขันธปัญจกนั้น

ท่านกล่าวว่า   ภพ   เพราะตั้งวิเคราะห์ว่า   เป็นที่เกิด   (แห่งปฏิสนธิจิต).

เมื่อเป็นอย่างนี้   ทั้ง ๒ อย่างนี้  คือ  กรรมภพนี้  ๑   อุปปัตติภพ ๑

ท่านกล่าวว่า   เป็นกามภพแม้โดยประการทั้งปวง.   ในรูปภพและอรูปภพ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 591

ก็ทำนองนี.  แต่อุปาทานในคำนี้ว่า  อุปาทานสมุทยา  นี้   เป็นปัจจัยของ

กรรมภพที่เป็นกุศล.     โดยอุปนิสสยปัจจัยนั้นเอง.     อุปาทานเป็นปัจจัย

ของกรรมภพที่เป็นอกุศล  โดยอุปนิสสยปัจจัยบ้างโดยสหชาตปัจจัยเป็นต้น

บ้าง   แต่เป็นปัจจัยของอุปปัตติภพ   ของกรรมภพทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล

ทั้งหมดโดยอุปนิสสยปัจจัยบ้าง.   คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ

ดังนี้.

จบ   กถาพรรณนาชาติวาระ

กถาพรรณนาอุปาทานวาระ

[๑๒๐]   พึงทราบวินิจฉัย  ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า  กามุปาทาน

ในอุปาทานวาระ.

กิเลสชาต  ชื่อว่า  กามุปาทาน  เพราะวิเคราะห์ว่า  เป็นเหตุยึดมั่น

วัตถุกาม    หรือเพราะยึดวัตถุกามนั่นเอง.    อีกอย่างหนึ่ง    กามนั้นด้วย

เป็นอุปาทานด้วย  เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า  กามุปาทาน.

การยึดมั่นท่านเรียกว่า  อุปาทาน.   เพราะว่า   อุปศัพท์   ในคำว่า

อุปาทาน  นี้   มีเนื้อความว่ามั่น  เหมือนอุปศัพท์  ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า

อุปายาส  และ  อุปกัฏฐะ.

คำว่า  กามุปาทาน  นี้   เป็นชื่อของราคะที่เป็นไปในกามคุณ.   นี้

เป็นข้อความสังเขปในกามุปาทานนี้.

แต่โดยพิสดาร   กามุปาทานนี้    พึงทราบโดยนัยที่ได้ตรัสไว้แล้วว่า

บรรดาอุปาทานเหล่านั้น   กามุปาทานเป็นไฉน ?   ได้แก่ความพอใจด้วย

อำนาจความใคร่ในกามทั้งหลาย.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 592

ทิฏฐุปาทาน    ก็อย่างนั้น    คือ  ทิฏฐินั้นด้วย   เป็นอุปทานด้วย

เพราะฉะนั้น   จึงชื่อว่า   ทิฏฐุปาทาน.   อีกอย่างหนึ่ง  กิเลสขาด   ชื่อว่า

ทิฏฐุปาทาน  เพราะยึดมั่นทิฏฐิ.  หรือชื่อว่า  ทิฏฐุปาทาน  เพราะวิเคราะห์

ว่า   เป็นเหตุให้ยึดมั่นทิฏฐิ.   อธิบายว่า   กิเลสขาดใดย่อมยึดมั่นทิฏฐิเดิม

ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า   ทั้งอัตตา   (อาตมัน)    ทั้งโลก   เป็นของเที่ยง

เพราะฉะนั้น      กิเลสชาตินั้น      จึงชื่อว่าอย่างนั้น      (ทิฏฐุปาทาน).

อย่างที่ตรัสไว้มีอาทิว่า   ทั้งอัตตา   (อาตมัน )    ทั้งโลก   เป็นของเที่ยง

สิ่งนี้เท่านั้น  เป็นสัตยะ  (ของจริง)  สิ่งอื่นเป็นโมฆะ.  (ไร้ประโยชน์).

คำว่า  ทิฏฐุปาทานนี้   เป็นชื่อของทิฏฐิทั้งหมดเว้นไว้แต่สีลัพพัทตุปาทาน

และอัตตวาทุปาทาน.       นี้เป็นข้อความสังเขปในทิฏฐุปาทานนี้.       แต่

โดยพิสดารทิฏฐุปาทานนี้        พึงทราบโดยนัยที่ได้ตรัสไว้แล้วนั่นแหละว่า

บรรดาอุปาทานเหล่านั้น   ทิฏฐุปาทานเป็นอย่างไร ?   (ทิฏฐุปาทานคือ)

ทานที่บุคคลให้แล้ว  ไม่มีผล.

บรรดาอุปาทานเหล่านั้น     ชื่อว่า   สีลัพพัตตุปาทาน   เพราะเป็น

เหตุยึดมั่นศีลและพรตบ้าง    เพราะศีลและพรตนั้นยึดมั่นเองบ้าง    เพราะ

ศีลและพรตนั้นด้วยเป็นอุปทานด้วยบ้าง.

อธิบายว่า   การยึดมั่นด้วยตนเองนั่นแหละโดยความเชื่อมั่นว่า   ศีล

และพรตทั้งหลายมีศีลของโคและวัตรของโคเป็นต้น    เป็นของบริสุทธิ์ด้วย

อาการอย่างนี้    เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่าอย่างนั้น   (สีลัพพัตตุปาทาน).  นี้

เป็นข้อความสังเขปในสีลัพพัตตุปาทานนี้.

แต่โดยพิสดารสีลัพพัตตุปาทานนี้   พึงทราบโดยนัยที่ตรัสไวแล้วว่า

บรรดาอุปาทานเหล่านั้น  สีลัพพัตตุปาทานเป็นไฉน คือ ความบริสุทธิ์


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 593

ด้วยศีลของสมณพราหมณ์ทั้งหลายภายนอกศาสนานี้.

ชื่อว่า   วาทะ    เพราะเป็นเหตุกล่าวในบัดนี้.    ชื่อว่า    อุปาทาน

เพราะเป็นเหตุยึดมั่น.

ถามว่า  กล่าวหรือยึดมั่นอะไร ?

แก้ว่า  กล่าวหรือยึดมั่นอัตตา  (อาตมัน).

การยึดมั่นวาทะของตน    ชื่อว่า   อัตตวาทุปาทาน.   อีกอย่างหนึ่ง

ชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน  เพราะเป็นเหตุยึดมั่น  เพียงแต่วาทะของตนเท่านั้น

ว่าเป็นอัตตา    (อาตมัน).     คำว่า    อัตตวาทุปาทาน     นี้เป็นชื่อของ

สักกายทิฏฐิมีวัตถุ   ๒๐.  นี้เป็นข้อความสังเขปในอัตตวาทุปาทานนี้.

ส่วนโดยพิสดารอัตตวาทุปาทานนี้    พึงทราบโดยนัยที่ตรัสไวแล้วว่า

บรรดาอุปาทานเหล่านั้น    อัตตวาทุปาทานเป็นไฉน ?    อัตตวาทุปาทาน

คือ  ปุถุชนในพระศาสนานี้   ไม่ได้สดับแล้ว   ไม่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย

ดังนี้.

ตัณหาในคำว่า   ตณฺหาสมุทยา  นี้   เป็นปัจจัยของกามุปาทานโดย

อุปนิสสยปัจจัย    หรือโดยอนันตรปัจจัย     สมนันตรปัจจัย    นัตถิปัจจัย

และอาเสวนปัจจัย     แต่เป็นปัจจัยของอุปาทานที่เหลือ     คือแม้โดยเป็น

สหชาตปัจจัยเป็นต้นบ้าง  คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแหละ   ดังนี้.

จบ  กถาพรรณนาอุปทานวาระ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 594

กถาพรรณนาตัณหาวาระ

ตัณหา ๑๐๘

[๑๒๑]  พึงทราบวินิจฉัยในตัณหาวาระ  (ต่อไป) :-

ตัณหาที่เป็นไปแล้วโดยชวนวิถี      มีชื่อตามอารมณ์ที่คล้ายกับบิดา

(ผู้ให้เกิด)   ว่า   รูปตัณหา  ฯลฯ  ธรรมตัณหา   เหมือนกับ   (คน)

มีชื่อตามบิดาในคำทั้งหลาย   มีอาทิว่า  เศรษฐีบุตร  พราหมณบุตร เป็นต้น .

ก็ในตัณหาวาระนี้     ตัณหามี ๓ ประการอย่างนี้    คือตัณหาที่มีรูป

เป็นอารมณ์คือตัณหาในรูป  เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่ารูปตัณหา  รูปตัณหานั้น

เมื่อยินดี  เป็นไปโดยความเป็นกามราคะ  ชื่อว่า  กามตัณหา.

เมื่อยินดี  (รูป)  เป็นไปอย่างนี้ว่า  รูปเที่ยง  คือยั่งยืนได้แก่ติดต่อ

กันไป  โดยความเป็นราคะที่เกิดร่วมกับสัสสตทิฏฐิ  ชื่อว่า  ภวตัณหา.

เมื่อยินดี  (รูป)  เป็นไปอย่างนี้ว่า  รูปขาดสูญ  คือหายไป  ได้แก่

ละโลกนี้ไปแล้ว     จักไม่มี     โดยความเป็นราคะเกิดร่วมกับอุจเฉททิฏฐิ

ชื่อว่า   วิภวตัณหา.

และสัททตัณหาเป็นต้น   ก็เหมือนกับรูปตัณหา  ฉะนั้น    จึงรวมเป็น

ตัณหาวิปริต    ๑๘   ประการ.     ตัณหาวิปริตเหล่านั้น    แจกออกเป็น   ๑๘

ในอายตนะทั้งหลายมีรูปภายในเป็นต้น  (และ)  แจกออกเป็น ๑๘   ใน

อายตนะทั้งหลายมีรูปภายนอกเป็นต้น    จึงรวมเป็น  ๓๖  ประการ.   แจก

เป็นอดีต   ๓๖   เป็นอนาคต  ๓๖   เป็นปัจจุบัน  ๓๖   ด้วยประการอย่างนี้

จึงเป็นตัณหาวิปริต   ๑๐๘  ประการ.

อีกอย่างหนึ่ง   ตัณหาวิปริต  ๑๘  ประการ  อาศัยรูปที่เป็นไปภายใน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 595

เป็นต้น    มีอาทิอย่างนี้ว่า    เพราะอาศัยรูปเป็นภายใน    มีตัณหาว่าเรามี

เพราะรูปนี้    (และ)   ว่า   เมื่อเรามี   เราก็เป็นที่ปรารถนา  ฉะนั้น   จึง

รวมเป็นตัณหา  ๓๖    แบ่งเป็นอดีต  ๓๖    อนาคต  ๓๖    ปัจจุบัน ๓๖

โดยประการอย่างนี้   รวมเป็นตัณหาวิปริต  ๑๐๘   ดังที่พรรณนามานี้แล.

เมื่อทำการสงเคราะห์เข้ากันอีก    ตัณหาก็มี  ๖  หมวดเท่านั้น   ใน

อารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น    ด้วยอรรถที่ท่านแสดงไว้อย่างนี้ว่า  ตัณหา

มี ๓ อย่างเท่านั้น    มีกามตัณหาเป็นต้น    นักปราชญ์พึงทราบ   ตัณหา

โดยการสงเคราะห์ข้อความที่พิสดารเข้าด้วยกันอีก      จากข้อความพิสดาร

ทีแสดงไว้แล้ว   ดังนี้.

ก็เวทนาที่เป็นวิบากพระเถระประสงค์เอาแล้วว่า    เวทนา  ในคำว่า

เวทนาสมุทยา  นี้.

ถ้าจะมีคำถามว่า    เวทนานั้นเป็นปัจจัยแห่งตัณหาในทวาร  ๖

อย่างไร  ?

ตอบว่า  เป็นปัจจัยเพราะเวทนาเป็นสิ่งที่น่ายินดี.   อธิบายว่า  เมื่อ

สัตว์ทั้งหลายยึดมั่นเวทนาว่าเป็นของเราอยู่.     ด้วยความชอบใจสุขเวทนา

เขาจะเป็นผู้ยังความทะยานอยากเวทนาให้เกิดขึ้นแล้ว   ยินดีแล้วด้วยความ

กำหนัดยินดีเวทนา     ปรารถนารูปที่ได้เห็นแล้วนั่นแหละ     และครั้นได้

รูปนั้นแล้ว   ก็ชอบใจทั้งทำสักการะแก่ช่างเขียนเป็นต้น    ผู้ให้อารมณ์.

ในโสตทวารเป็นต้น    ก็เหมือนกัน     สัตว์ทั้งหลายย่อมปรารถนา

เสียงเป็นต้น    ซึ่งเป็นที่น่าปรารถนาทีเดียว    และครั้นได้แล้ว    ก็ชอบใจ

เสียงเป็นต้นเหล่านั้น   ทั้งทำการสักการะ    นักดีดพิณ   ช่างปรุงน้ำหอม

ช่างทอ   และผู้แสดงศิลปนานาชนิดเป็นต้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 596

เหมือนอะไร  ?

เหมือนแม่ผู้รักลูก   ทำสักการะแม่นมคือให้เขาดื่มและบริโภคเนยใส

และนมที่อร่อยเป็นต้น.    เพราะความเสน่หาในลูก.    ถ้อยคำที่เหลือมีนัย

ดังที่กล่าวแล้วนั่น  แหละ.

จบ    กถาพรรณนาตัณหาวาระ

กถาพรรณนาเวทนาวาระ

[๑๒๒]    พึงทราบวินิจฉัยในเวทนาวาระ  (ต่อไป)  :-

หมวดเวทนาชื่อว่า  เวทนากายะ.

คำว่า   จกฺขุสมฺผสฺสชา  เวทนา ฯลฯ  มโนสมฺผสฺสชา  เวทนา

นี้เป็นชื่อของเวทนาทั้งที่เป็นกุศลทั้งที่เป็นอกุศล    และอัพยากฤตที่เป็นไป

แล้วในจักษุทวารเป็นต้น  ตามวัตถุ   (ที่ตั้ง)  ที่คล้ายแม่   เหมือนกับชื่อ

(ของลูก )   ตามแม่ในคำทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า  สารีบุตร  ( ลูกนางสารี)

มันตานีบุตร    (ลูกนางมันตานี)    เพราะมาแล้วในคัมภีร์วิภังค์อย่างนี้ว่า

เวทนาที่เกิดจากจักขุสัมผัสที่เป็นกุศลก็มี    ที่เป็นอกุศลก็มี    ที่เป็นอัพยา-

กฤตก็มี   ในคำมีอาทิว่า  จกฺขุสมฺผสฺสชา   เวทนา  นี้    มีอรรถพจน์ว่า

เวทนาที่เกิดขึ้น   เพราะจักขุสัมผัสเป็นเหตุ   ชื่อว่า  จักขุสัมผัสสชาเวทนา.

ในทุกทวารมีโสตะเป็นต้น  ก็ทำนองนี้.  นี้เป็นกถาที่ว่าด้วยการสงเคราะห์

เข้ากันทุกอย่าง  ในเวทนาวาระนี้ก่อน.

แต่ว่า    เวทนาพึงทราบโดยเวทนาที่สัมปยุตด้วยธรรมเหล่านั้น    คือ

ในจักขุทวารโดยวิบาก   มีจักขุวิญญาณ ๒ ดวง   มโนธาตุ ๒ ดวง  มโน-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 597

วิญญาณธาตุ  ๓  ดวง.  ในโสตทวารเป็นต้น  ก็ทำนองนี้.  ส่วนมโนทวาร

พึงเข้าใจว่า  เป็นเวทนาสัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุ.

ก็ในคำว่า  ผสฺสสมุทยา  นี้  พึงทราบวินิจฉัยว่า  ในทวารทั้ง ๕

เวทนาอาศัยวัตถุทั้ง ๕    มีการเกิดขึ้น   เพราะจักขุสัมผัสที่เกิดขึ้นร่วมกัน

เป็นต้นเกิดขึ้น. จักขุสัมผัสเป็นต้น  จึงเป็นปัจจัยของเวทนาที่เหลือทั้งหลาย

โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเป็นต้น   เวทนาโนตทาลัมพณขณะ.   ในมโนทวาร

และเวทนาในปฏิสนธิขณะ   ภวังคขณะและจุติขณะที่เป็นไปในทวารทั้ง  ๖

มีการเกิดขึ้น  เพราะการเกิดขึ้นแห่งมโนสัมผัสที่เกิดขึ้นร่วมกัน.  คำที่เหลือ

มีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.

จบ  กถาพรรณนาเวทนาวาระ

กถาพรรณนาผัสสวาระ

[๑๒๓]   พึงทราบวินิจฉัยในผัสสวาระ  (ต่อไป)  :-

สัมผัสในเพราะจักษุชื่อว่า   จักขุสัมผัส.   ในทุกทวารก็ทำนองนี้.

และด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า   จกฺขุสมฺผสฺโส   ฯลฯ   กายสมฺผสฺโส   เป็น

อันพระเถระได้กล่าวถึงสัมผัสทั้ง  ๑๐   มีวัตถุ ๕   ทั้งที่เป็นกุศลวิบากและ

อกุศลวิบาก.

ด้วยคำว่า  มโนสมฺผสฺโส  นี้   เป็นอันพระเถระได้กล่าวถึงผัสสะที่

สัมปยุตด้วยโลกิยวิบากที่เหลือ  ๒๒  อย่าง.

บทว่า  สฬายตนสมุทยา  ความว่า   เพราะอายตนะ  ๖ อย่าง   มี

ภิกษุเป็นต้นเกิดขึ้น   ผัสสะแม้ทั้ง ๖ อย่างนี้    ก็มีการเกิดขึ้น.   คำที่เหลือ

มีนัยดังกล่าวมาแล้วนั้นแหละ.

จบ   กถาพรรณนาผัสสวาระ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 598

กถาพรรณนาสฬายตนวาระ

[๑๒๔]     พึงทราบวินิจฉัยในสฬายตนวาระ (ต่อไป)  ว่า

อายตนะทั้งหมด    ที่ควรจะกล่าวในคำทั้งหลาย    มีอาทิว่า    จกฺขายตน

มีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในขันธกนิเทศและอายตนนิเทศในคัมภีร์วิสุทธิ-

มรรคนั่นเอง.

แต่ว่า  ในคำว่า  นามรูปสมุทยา  นี้   ผู้ศึกษาพึงทราบการเกิดขึ้น

แห่งสฬายตนะ    เพราะนามรูปเกิด   โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้ว    ในนิเทศ

แห่งปฏิจจสมุปบาทในคัมภีร์วิสุทธิมรรค   ด้วยสามารถแห่งอายตนะที่มีรูป

(อย่างเดียว)     และนาม     (อย่างเดียว)    และทั้งนามทั้งรูปเป็นปัจจัย.

คำที่เหลือมีประการดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

จบ   กถาพรรณนาสฬายตนวาระ

กถาพรรณนานามรูปวาระ

[๑๒๕]   พึงทราบวินิจฉัยในนานรูปวาระ  (ต่อไป) :-

นามมีการน้อมไปเป็นลักษณะ.       รูปมีการสลายไปเป็นลักษณะ.

แต่ว่าในวาระแห่งวิตถารนัยของนามรูปนั้น   พึงทราบว่า   เวทนา   ได้แก่

เวทนาขันธ์    สัญญา  ได้แก่สัญญาขันธ์  เจตนา  ผัสสะ  มนสิการุ   ได้แก่

สังขารขันธ์.   ถึงจะมีธรรมะแม้อย่างอื่นที่สงเคราะห์เข้าด้วยสังขารขันธ์

ก็จริงอยู่   แต่ธรรม ๓ อย่างนี้  มีอยู่ในจิตที่มีพลังต่ำทุกดวง  เพราะฉะนั้น

ในนามรูปวาระนี้   พระเถระก็ได้แสดงสังขารขันธ์ไว้ ด้วยอำนาจแห่งธรรม

๓   อย่างเหล่านี้นั่นเอง

คำว่า  จตฺตาริ  ในคำว่า  จตฺตาริ  มหาภูตานิ   นี้   เป็นการกำหนด


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 599

การนับ  (เป็นจำนวนนับ).

คำว่า  มหาภูตานิ  นี้  เป็นชื่อของดิน   น้ำ  ไฟ  ลม  แต่เหตุที่

เรียกสิ่งทั้ง  ๔  นั้นว่ามหาภูตและนัยแห่งการวินิจฉัยอย่างอื่นในนานรูปนี้

ทั้งหมด  ได้กล่าวไว้แล้ว ในนิเทศแห่งรูปขันธ์ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

ส่วนคำว่า   จตุนฺน    นคำว่า   จตุนฺนญฺจ  มหาภูตาน  อุปาทาย

เป็นฉัฏฐีวิภัตติ    ใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ    มีอธิบายว่า     อาศัยซึ่ง

มหาภูตทั้ง  ๔.

บทว่า    อุปาทาย    ความว่า  เข้าไปยึดไว้   คือจับไว้.    อาจารย์

บางพวกว่า  นิสฺสาย  ( อาศัย )  ก็มี.

ก็ศัพท์ว่า   วตฺตมาน   นี้   เป็นปาฐะเหลือ  (เกิน).  อีกอย่างหนึ่ง

คำว่า  วตฺตมาน   นี้    เป็นฉัฏฐีวิภัตติ   ใช้ในอรรถว่า  ชุมนุม  เพราะ

เหตุนั้น  พึงทราบอรรถาธิบายนี้ว่า   รูปที่อาศัยการชุมนุมมหาภูตรูปทั้ง   ๔

เป็นไปอยู่.

เมื่อเป็นอย่างนี้  แม้ในที่ทุกแห่ง    มหาภูตรูป   ๔   มีปฐวีเป็นต้น

และรูป ๒๓ อย่าง  ที่อาศัยมหาภูต  ๔   อย่างเป็นไป  ที่ตรัสไว้ในพระบาลี

นั่นเองในคัมภีร์อภิธรรม    โดยแยกประเภทเป็นจักขายตนะเป็นต้น    แม้

ทั้งหมดพึงทราบว่า  ชื่อว่ารูป.

ก็ในคำว่า  วิญฺาณสมุทยา    นี้     วิญญาณใดเป็นปัจจัยของนาม

(อย่างเดียว)  ด้วย  ของรูป   (อย่างเดียว )   ด้วย  ทั้งของนามของรูปด้วย

เพราะฉะนั้น     ด้วยสามารถแห่งนาม     แห่งรูป    และทิ้งนามทั้งรูปที่มี

วิญญาณเป็นปัจจัยนั้น        ผู้ศึกษาพึงทราบการเกิดขึ้นแห่งนามรูปเพราะ

วิญญาณเกิดขึ้น       ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในนิเทศแห่งปฏิจจสมุปบาท


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 600

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นเทอญ.    คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั้นแหละ

ดังนี้แล.

จบ  กถาพรรณนานามรูปวาระ

กถาพรรณนาวิญญาณวาระ

[๑๒๖]  พึงทราบวินิจฉัย  ในวิญญาณวาระ  (ต่อไป) :-

วิญญาณในเพราะจักษุ  ชื่อว่าจักขุวิญญาณ  อีกอย่างหนึ่ง  วิญญาณ

ที่เกิดขึ้นแล้วจากจักษุ  เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่าจักษุวิญญาณ  โสตวิญญาณ

ฆานวิญญาณ    ชิวหาวิญญาณ    และกายวิญญาณ  ก็อย่างนี้ เหมือนกัน.

แต่วิญญาณนี้    ได้แก่มโนนั่นเอง   เพราะฉะนั้น    จึงชื่อว่ามโนวิญญาณ.

คำว่า  มโนวิญญาณ  นี้   เป็นชื่อของวิบากจิตที่เป็นไปในภูมิ ๓  เว้นทวิ-

ปัญจวิญญาณ.

แต่ในคำว่า  สงฺขารสมุทยา  นี้    ผู้ศึกษาพึงทราบการเกิดขึ้นแห่ง

วิญญาณ  เพราะสังขารเกิด   ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค

นั่นเอง    โดยวิญญาณที่มีสังขารเป็นปัจจัย.    คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว

นั่นแหละ   ดังนี้แล.

จบ    กถาพรรณนาวิญญาณวาระ

กถาพรรณนาสังขารวาระ

[๑๒๗]  พึงทราบวินิจฉัยในสังขารวาระ  (ต่อไป) :-

สังขารมีการปรุงแต่งเป็นลักษณะ.    แต่ว่า   ในวาระแห่งวิตถารนัย