พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 501

เบียดเบียนกัน   ในเพราะเรื่องที่เป็นเหตุให้คนอื่นเขาเบียดเบียนกันอย่างนี้

เท่านั้น  คือเราทั้งหลายจักอยู่กัน  โดยไม่ให้เกิดควานเบียดเบียนกันขึ้น.

บทว่า  อิติ  สลฺเลโข  กรณีโย   (เพราะเหตุอย่างนี้   การขัดเกลา

กิเลสเป็นสิ่งที่ควรทำ)  ความว่า   เธอทั้งหลายควรทำสัลเลขธรรมอย่างนี้.

และการไม่เบียดเบียนกันนั่นเอง         พึงทราบว่าเป็นสัลเลขธรรมในที่นี้.

เพราะว่าการไม่เบียดเบียนกัน  จะขัดเกลาคือตัดการเบียดเบียนกันได้  เพราะ

ฉะนั้น  พระองค์จึงตรัสว่า  สัลเลขะ.  ในทุกข้อก็มีนัยนี้.   แต่มีความแปลก

กันอย่างนี้    (คือ)   ทิฏฐิในคำว่า   ปเร   มิจฺฉาทิฏฺี     (คนอื่นจักเป็นผู้

มีความเห็นผิด)   นี้พึงทราบว่า พระองค์ตรัสทิฏฐิไว้  โดยทรงรวมมิจฉาทิฏฐิ

ข้อสุดท้ายของกรรมบถ  (อกุศลกรรมบถ  ๑๐) กับมิจฉาทิฏฐิข้อต้น   ของ

มิจฉัตตะ (ความเป็นผิด) เข้าด้วยกัน. อนึ่ง สัมมาทิฏฐิในฐานะที่ตรัสไว้ว่า

เราทั้งหลาย จักเป็นผู้มีความเห็นถูกในเพราะเรื่องนี้   กับกรรมบถ  ในคำว่า

เราทั้งหลายจักเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาตในเพราะเรื่องนี้   เป็นต้น  นี้จักมี

ชัดแจ้งในสัมมาทิฏฐิสูตรโดยพิสดาร    ส่วนมิจฉาทิฏฐิในมิจฉัตตะเป็นต้น

จักแจ้งชัดใน  เทฺวธาวิตักกสูตร  (ข้างหน้า).

กรรมบถ - มิจฉัตตะ

แต่เนื้อความ  (ที่จะกล่าวต่อไป )  นี้  เป็นความสังเขปใน  กรรมบถ

และมิจฉัตตะนี้.

ชนเหล่าใดยังสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป เพราะเหตุนั้น  ชนเหล่านั้น

ชื่อว่า  ปาณาติปาตี   อธิบายว่า  เป็นผู้ฆ่าสัตว์มีชีวิต.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 502

ชนเหล่าใด  ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้  เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น

ชื่อว่า  อทินนาทายี  อธิบายว่า  ผู้ลักของผู้อื่น.

ชนเหล่าใดประพฤติธรรมไม่ประเสริฐ   ( ไม่เหมือนพรหม)   คือ

ธรรมต่ำได้แก่ธรรมเลว  เพราะเหตุนั้น   ชนเหล่านั้นชื่อว่า  อพรหมจารี

อธิบายว่า  เป็นผู้เสพเมถุนธรรม.

ส่วนชนเหล่าใดประพฤติธรรมประเสริฐ     คือปฏิปทาประเสริฐสุด

เพราะว่าเหตุนั้น   ชนเหล่านั้น    ชื่อว่า  พรหมจารี  อธิบายว่า  เป็นผู้เว้น

เมถุนธรรม.      และพรหมจรรย์พึงทราบว่า      เป็นสัลเลขธรรมให้คำว่า

เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์     ในเพราะเหตุนี้.     เพราะว่า

พรหมจรรย์  ( การประพฤติธรรมที่ประเสริฐ) ย่อมขจัดขัดเกลาอพรหม-

จรรย์  (การประพฤติธรรมที่ไม่ประเสริฐ)  ได้.

ชนเหล่าใดพูดเท็จ  เพราะเหตุนั้น  ชนเหล่านั้น  ชื่อว่า  มุสาวาที

อธิบายว่า  ผู้พูดวาจาเปล่า คือ เหลาะแหละ  ที่หักรานประโยชน์ของผู้อื่น.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า  มีปิสุณวาจา  เพราะมีวาจาส่อเสียด.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า   มีผรุสวาจา   เพราะมีวาจาหยาบคาย   เราะรานสิ่ง

ที่รักของผู้อื่น.

ชนเหล่าใดพูดพล่าม  คือไร้ประโยชน์  เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น

ชื่อว่า  สัมผัปปลาปี  (ผู้พูดเพ้อเจ้อ)

ชนเหล่าใดย่อมเพ่งเล็ง    เพราะเหตุนั้น    ชนเหล่านั้น     ชื่อว่ามี

อภิชฌาเป็นปกติ  อธิบายว่า  เป็นผู้มักได้สิ่งของ ๆ ผู้อื่น.

๑.  ปาฐะว่า  เวทิตพฺโพ  เข้าใจว่าคงจะเป็นเวทิตพฺพ  ฉบับพม่าเป็น  เวทิตพฺพ.

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 503

เหล่าชนผู้ชื่อว่า มีจิตพยาบาท  เพราะมีจิตพยาบาท  คือเป็นจิตเสีย.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า  มีความเห็นผิด   เพราะความเห็นพลาด   คือลามก

ได้แก่ที่ผู้รู้ตำหนิ   อธิบายว่า   ผู้ประกอบด้วย    (นัตถิกทิฏฐิ)  มีอาทิว่า

ทานที่ให้แล้วไม่มีผล  อันนับเนื่องใน  (อกุศล)   กรรมบถ  และทิฏฐิที่

ไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏะ  อันนับเนื่องในมิจฉัตตะ  (ความเป็นผิด).

แต่เหล่าชนผู้ชื่อว่า  มีความเห็นถูก  เพราะมีความเห็นชอบ คืองาม

ได้แก่ที่ผู้รู้สรรเสริญ   อธิบายว่า  ประกอบด้วยความเห็นว่า   สัตว์มีกรรม

เป็นของตน มีอาทิว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ที่นับเนื่องใน (กุศล) กรรมบถ

และความเห็นในมรรคที่นับเนื่องด้วยสัมมัตตะ  (ความเป็นถูก).

บทว่า   มิจฉาสังกัปปา    ได้แก่ความดำริในอกุศลที่ไม่เป็นไปตาม

ความจริง  และไม่เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากวัฏฏะ.

แม้ในมิจฉาวาจาเป็นต้นก็มีนัยนี้.  แต่มีความแปลกกันดังต่อไปนี้ :-

ความจริง  ธรรมดามิจฉาสติก็เหมือนกับมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น  ไม่

เป็นธรรมอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ คือไม่มีธรรมอะไรๆ. แต่คำว่า  มิจฉาสตินี้

เป็นชื่อของขันธ์ที่เป็นอกุศลทั้ง  ๔    ขันธ์       ที่เป็นไปแล้วสำหรับผู้คิดถึง

อดีต.  แม้คำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรา

ตถาคตกล่าวว่า  อนุสสตินั้นมีอยู่   ไม่ใช่ไม่มี   ซึ่งได้แก่อนุสสติของผู้ตาม

ระลึกถึงการได้บุตร  ตามระลึกถึงการได้ลาภ   หรือตามระลึกถึงการได้ยศ

นะภิกษุทั้งหลาย.   แม้คำนั้น   พึงทราบว่า   พระองค์ตรัสหมายเอาการเกิด

ขึ้นด้วยสติเทียม  ของผู้คิดถึงเรื่องนั้น ๆ.

ก็โมหะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการคิดถึงอุบาย   ในการทำบาปทั้งหลาย

และโดยอาการแห่งการทำชั่ว   และพิจารณาว่า   เราทำดีแล้ว   พึงทราบว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 504

เป็นมิจฉาญาณในคำว่า  มิจฺฉาาณี  ผู้มีความรู้ผิด  นี้.

บุคคลทั้งหลายผู้ประกอบด้วยมิจฉาญาณะนั้น  ชื่อว่า   มิจฺฉาาณี.

ส่วนปัจจเวกขณญาณ  แยกประเภทเป็น ๗๙ อย่าง  พระองค์ตรัสเรียกว่า

สัมมาญาณะ   ในคำว่า   สมฺมาาณี   (ผู้มีความรู้ชอบ)   นี้.   บุคคล

ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยสัมมาญาณนั้น  ชื่อว่า  สัมมาญาณี.

คำว่า   มิจฺฉาวิมุตฺติ    ผู้มีความหลุดพ้นผิด   คือผู้ยังไม่หลุดพ้นเลย

แต่มีความสำคัญอย่างนี้ว่า  เราทั้งหลายหลุดพ้นแล้ว   หรือมีความสำคัญว่า

ความไม่หลุดพ้นเป็นความหลุดพ้น.

ในมิจฉาวิมุตินั้นมีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้ :-

เหล่าชนผู้ชื่อว่า   มิจฺฉาวิมุตฺตี    (ผู้มีความหลุดพ้นผิด)   เพราะมี

ความหลุดพ้นผิด  คือชั่วช้า  ได้แก่วิปริต.  อนึ่ง  คำว่า  มิจฺฉาวิมุตฺตี  นี้

เป็นชื่อของขันธ์ที่เป็นอกุศล  ซึ่งเป็นไปโดยอาการดังที่กล่าวมาแล้ว.  ส่วน

ธรรมที่เหลือที่สัมปยุตด้วยผลยกเว้น องค์ทั้ง ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น     พึง

ทราบว่า วิมุติ.  และวิมุตินั้น  พึงทราบว่าเป็นสัลเลขธรรม  เพราะขจัดขัด

เกลามิจฉาวิมุติแล้วสถิตอยู่ได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้ภิกษุทั้งหลายประกอบในสัมมา-

วิมุตินั้น  จึงตรัสคำมีอาทิไว้ว่า   เราทั้งหลายจักเป็นผู้มีสัมมาวิมุติในเพราะ

เรื่องนี้     เธอทั้งหลายควรบำเพ็ญสัลเลขธรรมอย่างนี้     อกุศลทั้ง  ๓  ต่อ

จากนี้ไป   พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์.   แต่เพราะพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในกรรมบถทั้งหลายอย่างนี้ว่า    ผู้มักเพ่งเล็ง     ผู้มีจิต

พยาบาท    จึงควรทราบไว้ว่า    พระองค์ตรัสนิวรณ์ ๒ ข้อแรกไว้ในคำ

นี้แล้ว.   ในจำนวนนิวรณ์ทั้ง ๓ นั้น   เหล่าชนผู้ถูกถิ่นมิทธะกลุ้มรุมแล้ว


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 505

คือครอบงำแล้ว  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  ถีนมิทฺธปริยุฏฺิตา  (ผู้ถูกความง่วงเหงา

หาวนอนรบกวนแล้ว).

เหล่าชนผู้ชื่อว่า  อุทฺธตา  (มีความฟุ้งซ่าน)   เพราะประกอบด้วย

ความฟุ้งซ่าน.

เหล่าชนผู้ชื่อว่ามี  วิจิกิจฺฉา  เพราะคิดลังเลสงสัยอยู่  คือไม่สามารถ

ทำความตกลงใจได้.

อกุศลทั้ง ๑๐  มีความโกรธเป็นต้น พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่ง

อุปกิเลส.   ในจำนวนอุปกิเลสทั้งหลายมีความโกรธเป็นต้นเหล่านั้น   คำที่

ควรจะกล่าว    ( อธิบาย)    ทั้งหมด    ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในธรรม-

ทายาทสูตร  และวัตถุสูตร.

แต่ในสูตรนี้  มีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้ :-

คำว่า  โกธนา  (มักโกรธ)  คือมีความเดือดดาลเป็นปกติ.

คำว่า    อุปนาหี     (มักผูกโกรธ)    คือมีความผูกโกรธเป็นปกติ

อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  อุปนาหี   เพราะคนเหล่านั้นมีความผูกโกรธ.  มกฺขี

(ผู้มักลบหลู่)  ปลาสี  (ผุ้มักตีเสมอ)  ก็เช่นนั้นเหมือนกัน.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า  อิสฺกุกี  เพราะมักริษยา.  เหล่าชนผู้ชื่อว่า  มจฺเฉรี

เพราะมักตระหนี่   อีกอย่างหนึ่ง  เพราะชนเหล่านั้นมีความตระหนี่.

ชนเหล่าใดประพฤติโอ้อวด  ชนเหล่านั้นชื่อว่า  สา  (ผู้โอ้อวด)

มีคำอธิบายไว้ว่า  ไม่พูดโดยชอบ  (ธรรม)   คำว่า   สา  นี้  เป็นชื่อ

ของเหล่าชนผู้ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้ต่ำช้า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 506

มายาของชนเหล่านั้นมีอยู่   ฉะนั้น  ชนเหล่านั้น  จึงชื่อว่า  มายาวี

(มีเล่ห์เหลี่ยม).

เหล่าชนผู้ชื่อว่า   ถทฺธา   (มีความกระด้าง)   เพราะประกอบด้วย

ความหัวดื้อ.    เหล่าชนผู้ชื่อว่ามีมานะยิ่ง    เพราะประกอบด้วยการดูหมิ่น

ท่าน.   ส่วนธรรมะที่เป็นฝ่ายสุกกธรรม   พึงทราบโดยนัยแห่งธรรมที่ตรง

กันข้ามกับที่ได้กล่าวไว้แล้ว.

คำว่า   เป็นผู้ว่ายาก   ความว่า   เป็นผู้ยากที่จะว่ากล่าวได้   คือถูก

ว่าอะไรเข้าแล้วทนไม่ได้.    เหล่าชนผู้ตรงกันข้ามกับคนว่ายากนั้น    ชื่อว่า

เป็นคนว่าง่าย.

เหล่าชนที่ชื่อว่ามีมิตรชั่ว  เพราะมีมิตรเลว  เช่นพระเทวทัตเป็นต้น.

เหล่าชนที่ชื่อว่ามีกัลยาณมิตร   เพราะมีคนดี   คือพระพุทธเจ้าหรือ

สาวกทั้งหลายเช่นกับพระสารีบุตรเป็นต้น  เป็นมิตร.

เหล่าชนผู้ตรงกันข้ามกับผู้ไม่ประมาทแล้ว ด้วยอำนาจการปล่อยจิต

ในกายทุจริตเป็นต้น  พึงทราบว่า  เป็นผู้ประมาทแล้ว.

ทั้ง  ๓  อย่างนี้พระองค์ตรัสไว้โดยเป็นข้อเปิดเตล็ด  ส่วน  ๗  อย่าง

มีเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น พระองค์ตรัสไว้โดยเป็นอสัทธรรม.  ในจำนวน

๗  อย่างนั้น    เหล่าชนที่ชื่อว่า   ไม่มีศรัทธา   เพราะไม่มีความเชื่อในวัตถุ

ทั้ง  ๓  (พระรัตนตรัย).   ในธรรมที่เป็นฝ่ายสุกกธรรม  พึงทราบอธิบาย

ดังนี้  ชนเหล่าใดเชื่ออยู่   ฉะนั้น  ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้เชื่อ  หรือชื่อว่า

มีศรัทธา  เพราะมีความเชื่อ   เหล่าชนผู้ชื่อว่า   อหิริกะ   เพราะไม่มีความ

ละอายแก่ใจ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 507

คำว่า  อหิริกะนี้เป็นชื่อของผู้ไม่ขยะแขยงต่อการปฏิบัติอกุศลธรรม.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า    มีความละอายแก่ใจ    เพราะมีความละอายในใจ

หรือมีใจประกอบด้วยความละอาย.

ชนเหล่าใดไม่สะดุ้ง  (ต่อบาป )  อยู่  ฉะนั้น ชนเหล่านั้น จึงชื่อว่า

ไม่มีโอตตัปปะ    มีคำอธิบายไว้ว่า    ไม่กลัวต่อการประพฤติอกุศลธรรม.

แต่ผู้ที่ตรงกันข้ามกับเขา     ชื่อว่าเป็นผู้มีโอตตัปปะ      (เกรงกลัวบาป).

เหล่าชนผู้ชื่อว่า   ด้อยการศึกษา  เพราะมีการศึกษาน้อย  แต่ความ

นี้   ไม่ควรถือว่าได้แก่ความนิดหน่อย.    ต้องถือว่าไม่มีเลย.    เพราะว่าผู้

ไม่มีการศึกษา    (สุตะ ).    คือไร้การศึกษา    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

เรียกว่า  ผู้ด้อยการศึกษา   (สุตะ).

แต่เหล่าชนผู้ชื่อว่า  เป็นพหูสูต  เพราะมีการศึกษา  (สุตะ)  มาก.

คำว่าพหุสสุตา  นี้  เป็นชื่อของเหล่าชนผู้รู้พระพุทธภาษิต    คือกถา   แม้

เรื่องเดียวโดยถ่องแท้แล้วปฏิบัติพอเหมาะสมแก่ข้อปฏิบัติ.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า   เกียจคร้าน   เพราะจมลง   (สู่ภาวะที่น่าเกลียด)

คำนี้เป็นชื่อของผู้เสื่อมความเพียรแล้ว.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า      ปรารภความเพียรแล้ว     เพราะมีความเพียรที่

ปรารภแล้ว  คำนี้เป็นชื่อของเหล่าชนผู้ประกอบด้วยความเพียรชอบ.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า   มีสติหลงลืมแล้ว  เพราะมีสติฟั่นเฟือนแล้ว  มีคำ

อธิบายไว้ว่า   มีสติเสื่อมแล้ว.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า   ผู้ตั้งสติได้แล้ว  แล้วมีสติที่ตนตั้งไว้ใกล้ชิดแล้ว.

คำว่า     อุปฏฺิตสฺสตี  นี้  เป็นชื่อของผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ที่มีสติเผชิญหน้ากับ

อารมณ์อยู่เป็นนิจ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 508

เหล่าชนผู้ชื่อว่า  มีปัญญาทราม  เพราะมีปัญญาชั่วร้าย  มีคำอธิบาย

ไว้ว่า  มีปัญญาเสื่อมแล้ว.  เหล่าชนผู้ชื่อว่า   มีปัญญาสมบูรณ์   เพราะถึง

พร้อมด้วยปัญญา.

แต่ปัญญาในที่นี้พึงทราบว่า     ได้แก่วิปัสสนาปัญญา.      เพราะว่า

องค์ประกอบวิปัสสนา   มีมาครบถ้วนในที่นี้    เพราะฉะนั้น   โบราณจึงมี

บังคับไว้ว่า  ปัญญานี้คือวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น.   ต่อไปนี้เมื่อจะทรงแสดง

ทิฏฐิไม่นำสัตว์ออกจากวัฏฏะอย่างเดียวเท่านั้น   ที่ทำอันตรายต่อคุณธรรม

ที่เป็นโลกุตตระ   ด้วยอาการ  ๓  อย่าง   จึงตรัสคำมีอาทิไว้ว่า   สนฺทิฏฺิ-

ปรามาสี  ผู้ลูบคลำทิฏิฐิของตน.

ในว่า   สนฺทิฏฺฐิปรามาสี   เป็นต้นนั้น  พึงทราบอธิบายดังนี้ว่า:-

เหล่าชนผู้ชื่อว่า   สนฺทิฏฺิปรามาสี   เพราะยึดทิฏฐิของตน.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า  อาธานคาหี  เพราะยึดไว้มั่น  ความยึดมั่น  ท่าน

เรียกว่า  อาธานะ  อธิบายว่า  ผู้ถือมั่น.

เหล่าชนผู้ชื่อว่า    เป็นผู้สลัดทิ้ง   เพราะเห็นเหตุที่ถูกต้องแล้ว    ก็

สลัด   ( ลัทธิเก่า)   ทิ้ง.   แต่เหล่าชนผู้ชื่อว่า   ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี    เพราะ

(สลัดได้)  โดยยาก    คือโดยลำบาก  ได้แก่ฝืด   อธิบายว่า  เห็นเหตุตั้ง

มากมาย  ก็ไม่อาจสละได้.  คำว่า   ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี   นี้เป็นชื่อของเหล่าชน

ผู้ยึดมั่นทิฏฐิที่เกิดขึ้นแก่ตนว่า  สิ่งนี้เท่านั้นจริง  ถึงแม้พระพุทธเจ้าเป็นต้น

จะทรงชี้แจงแสดงเหตุให้ฟังก็ไม่สลัดทิ้ง.   อธิบายว่า    บุคคลประเภทนั้น

ฟังเรื่องใด ๆ มาจะเป็นเรื่องธรรมะหรือไม่ใช่ธรรมะก็ตาม  ประมวลเรื่อง

ทั้งหมดนั้นไว้ภายใน  (สมอง)  นั้นเอง  ว่าอาจารย์ของเราทั้งหลายกล่าว

ไว้อย่างนี้    เราทั้งหลายได้สดับมาอย่างนี้.   เหมือนเต่าเก็บอวัยวะทั้งหลาย


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 509

ไว้ภายในกระดองของตน   คือยึด    (ทิฏฐินั้นไว้)   ไม่ปล่อย   เหมือน

การฮุบไว้ของจระเข้.  ส่วนธรรมฝ่ายขาว  พึงทราบโดยบรรยายตรงกันข้าม

กับที่กล่าวมาแล้ว.

[๑๐๕]     พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัลเลขธรรมโดย

อาการ  ๔๔  ประการอย่างนี้แล้ว     เพื่อจะทรงแสดงว่า     แม้การเกิดขึ้น

แห่งจิตในสัลเลขธรรมนั้น  ก็เป็นธรรมมีอุปการะมาก  จึงได้ตรัสคำมีอาทิ

ไว้ว่า   แม้การเกิดขึ้นแห่งจิต   เราตถาคต . . .

คำว่า  จิตฺตุปฺปาทมฺปิ  โข  อห  เป็นต้นนั้น  มีเนื้อความว่า  ดูก่อน

จุนทะ   แม้การเกิดขึ้นแห่งจิตในกุศลธรรมทั้งหลาย   เราตถาคตก็กล่าวว่า

มีอุปการะมาก  จะกล่าวไปไยในเรื่องการจัดแจงทำด้วยกาย  และด้วยวาจา

คือทำธรรมเหล่านั้น      และบังคับด้วยวาจาว่า      ท่านทั้งหลายจงพากัน

ทำ      หรือการเรียนการสอบถามเป็นต้น    เหมือนกับจิตดวงแรกที่เกิดขึ้น

เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่า  การจัดแจงทำนั้น  มีอุปการะ

มากโดยส่วนเดียวนั่นเอง.

ถามว่า  ก็เหตุไฉนแม้การเกิดขึ้นแห่งจิตในกุศลธรรมเหล่านั้น  จึงมี

อุปการะมาก ?

แก้ว่า  เพราะนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้โดยส่วนเดียว

ด้วย   เพราะเป็นเหตุแห่งการจัดทำตามลำดับด้วย.

จริงอยู่   การเกิดขึ้นแห่งจิตว่า   เราจักถวายทาน  โดยลำพังตัวมันก็

เป็นเหตุนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้โดยส่วนเดียวอยู่แล้ว      ทั้ง

เป็นเหตุให้จัดทำตามลำดับด้วย.  ก็เพราะเกิดความคิดขึ้นอย่างนี้    (ในวัน

แรก)   นั่นเอง   ในวันที่  ๒   จึงปิดถนนใหญ่  สร้างปะรำใหญ่   แล้ว


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 510

ถวายทานแก่ภิกษุ   ๑๐๐  รูป หรือ   ๑,๐๐๐  รูป  ได้บอกเพื่อนใกล้เคียงว่า

จงนิมนต์  จงบูชา  จงเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์กันเถิด ดังนี้   การเกิดขึ้นแห่งจิต

ว่า เราจักถวายจีวร เสนาสนะ  และเภสัชแก่พระสงฆ์อย่างนี้  โดยลำพังตัวมัน

ก็เป็นเหตุนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้ได้โดยส่วนเดียวอยู่แล้ว

ทั้งเป็นเหตุให้จัดทำตามลำดับ  ด้วยประการดังนี้.  จริงอยู่   เพราะมีจิตเกิด

อย่างนี้นั่นเอง  คนจึงจัดเตรียมจีวรเป็นต้นพากันถวาย.

ในการถึงสรณะเป็นต้นก็มีนัยนั้น.   อธิบายว่า   คนเกิดความคิดขึ้น

(ก่อน)    ทีเดียวว่า    เราจักถึงสรณะ   ภายหลังจึงรับสรณะด้วยกายหรือ

ด้วยวาจา    อนึ่ง    คนเกิดความคิดขึ้น    (ก่อน)    ทีเดียวว่า    เราจัก

สมาทานศีลมีองค์  ๕ มีองค์  ๘  หรือมีองค์   ๑๐  แล้วจึงสมาทานด้วยกาย

หรือด้วยวาจา.  และผู้บวชแล้วก็เกิดความคิดขึ้น  (ก่อน)   เหมือนกันว่า

เราจักดำรงมั่นอยู่ในศีลทั้ง  ๕  แล้ว   จึงยังศีลที่ควรให้บริบูรณ์ด้วยกายและ

วาจาให้บริบูรณ์.

ผู้เกิดความคิดขึ้น  (ก่อน)   ว่าเราจักเรียนพระพุทธพจน์แล้ว   จึง

จะเรียนพระพุทธพจน์ได้ ๑  นิกาย ๒ นิกาย ๓ นิกาย ๔ นิกาย   หรือ

๕  นิกาย.

ควรนำ    ( เรื่องจิตตุปบาทมาแสดง )    อย่างนี้     ด้วยสามารถแห่ง

การสมาทานธุดงค์ การเรียนพระกรรมฐาน การบริกรรมกสิณ การเข้าฌาน

(การเจริญ)   วิปัสสนา,   มรรค,   ผล,   ปัจเจกโพธิญาณ  และสัมมา-

สัมโพธิญาณ.  เพราะว่า  การเกิดความคิดขึ้นว่า   เราจักเป็นพระพุทธเจ้า

โดยลำพังตัวมันก็เป็นเหตุ นำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้ได้โดย

ส่วนเดียวอยู่แล้ว   นั้นเป็นเหตุให้จัดทำตามลำดับด้วย.   อธิบายว่า  เพราะ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 511

เกิดความคิดขึ้นอย่างนี้แหละ  สมัยต่อมา (พระโพธิสัตว์) จึงบำเพ็ญบารมี

ด้วยกายและวาจา  ตลอดเวลา  ๔  อสงไขย  กำไรแสนกัปแล้ว  (ได้

ตรัสรู้)     เสด็จดำเนินโปรดสัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลก     ให้ข้ามพ้น

(โอฆสงสาร)     แม้การเกิดความคิดขึ้นในกุศลธรรมทุกอย่างก็มีอุปการะ

มาก    ดังที่พรรณนามานี้    แต่การจัดทำตามลำดับด้วยกายและวาจา   พึง

ทราบว่า    มีอุปการะมากยิ่งทีเดียว.    พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดง

จิตตุปบาทเหล่านั้น    จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า    ดูก่อนจุนทะ    เพราะเหตุ

นั้นแล.   คำนั้นโดยเนื้อความปรากฏชัดแล้ว.

อวิหิงสาเหมือนท่าน้ำที่ราบรื่น

[๑๐๖]    พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงจิตตุปบาทในสัลเลข-

ธรรม   ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วด้วยอาการ  ๔๔  อย่าง   ว่ามีอุปการะมาก

อย่างนี้แล้ว    บัดนี้   เมื่อจะทรงแสดงสัลเลขธรรมนั้นเองว่าเป็นทางแห่งการ

บรรลุประโยชน์เกื้อกูล  จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า  เสยฺยถาปิ   ( แม้ฉันใด ).

คำนั้นมีอรรถาธิบายว่า  ดูก่อนจุนทะ   อุปมาเหมือนว่า  มีทางที่ขรุขระไป

ด้วยตอ    หนาม    และหิน   ต้องมีทางอื่นที่ราบเรียบ    เหมือนพื้นที่ ๆ

ปรับไว้แล้ว   เพื่อหลีก  คือเพื่อต้องการเว้นทางที่ขรุขระนั้นฉันใด  อนึ่ง

มีท่าน้ำที่ไม่ราบเรียบ   มีเหง้าไม้   มีหิน   และหลุม   เกลื่อนกล่นไปด้วย

อันตราย  มีจระเข้และมังกรเป็นต้น  ต้องมีท่าน้ำที่ราบเรียบ  ลึกลงไปตาม

ลำดับ   เช่นกับขั้นบันได  เพื่อหลีก  คือเพื่อต้องการเว้นท่าน้ำที่ไม่ราบเรียบ

นั้น  ซึ่งคนเดินไปแล้ว  แวะผสมน้ำหรือสระ.   แล้วอาบน้ำหรือขึ้นมาได้

โดยสะดวกฉันใด.     ดูก่อนจุนทะ      อวิหิงสาก็เช่นนั้นเหมือนกันนั้น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 512

แหละ   เช่นกับด้วยทางที่ราบเรียบ   และท่าที่ราบรื่น   มีไว้เพื่อหลีกคนมี

วิหิงสา     ผู้ประกอบด้วยการเบียดเบียน     ซึ่งเป็นเช่นกับท่าที่ไม่ราบรื่น.

ความจริง   ทางที่ราบเรียบ   และท่าน้ำที่ตกแต่งแล้ว   มีไว้เพื่อเว้นทางที่ไม่

ราบเรียบ  และท่าน้ำที่ไม่ราบรื่น  ฉันใด  ผู้ปฏิบัติเพื่อต้องการเว้นวิหิงสา

และเพื่อปรับปรุง  ( ตน)   ด้วยอวิหิงสา   ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   จะยื้อยุด

เอาคติมนุษย์หรือคติเทพเจ้า     เสวยสมบัติหรือข้ามพ้นโลกได้โดยง่ายดาย.

ทุก ๆ บทควรประกอบโดยทำนองนี้เหมือนกัน.

อโธภาวังคมนียะอุปริภาวังคมนียะ

[๑๐๗]  พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัลเลขธรรมว่าเป็น

ทางแห่งการประสบประโยชน์เกื้อกูลอย่างนี้แล้ว     บัดนี้   เมื่อจะทรงแสดง

ภาวะที่สัลเลขธรรมให้ถึงความสูงส่ง   จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า   เสยฺยถาปิ

(แม้ฉันใด)   ไว้.  คำนั้นมีอรรถาธิบายว่า  ดูก่อนจุนทะ  เหมือนอย่างว่า

อกุศลธรรมที่ให้เกิดปฏิสนธิ  หรือไม่ให้เกิดก็ตาม  แม้เมื่อให้ปฏิสนธิแล้ว

จะให้เกิดวิบากหรือไม่ให้เกิดก็ตาม  ทั้งหมดนั้นโดยชาติแล้ว  จะมีชื่ออย่าง

นี้ว่า  อโธภาวังคมนียะ  (เป็นธรรมให้ถึงความต่ำทราม)   เพราะอกุศล-

ธรรมเหล่านั้น      ในเวลาให้วิบากเป็นวิบากที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าพอใจ

ฉันใด     ส่วนกุศลธรรมที่ให้เกิดปฏิสนธิ    หรือไม่ให้เกิดก็ตาม   แม้เมื่อ

ให้ปฏิสนธิแล้วจะให้เกิดวิบาก     หรือไม่ให้เกิดก็ตาม      ทั้งหมดนั้นโดย

ชาติแล้ว   จะมีชื่ออย่างนี้ว่า   อุปริภาวังคมนียะ   (เป็นธรรมให้ถึงความ

สูงส่ง) เพราะกุศลธรรนเหล่านั้น ในเวลาให้วิบากเป็นวิบากที่น่าปรารถนา

พอใจ  ฉันใด.  ดูก่อนจุนทะ  อวิหิงสาก็ฉันนั้นเหมือนกัน  มีไว้เพื่อความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 513

สูงส่งแห่งบุคคลผู้มีวิหิงสา.   ในเรื่องนั้น   มีการเปรียบเทียบระหว่างอุปมา

กับอุปไมย    ดังต่อไปนี้.   อกุศลธรรมทั้งหมดนั้นเป็นธรรมให้ถึงความต่ำ

ทรามฉันใด  แม้วิหิงสาอย่างเดียวที่เป็นธรรมให้ถึงความต่ำทราม   สำหรับ

ผู้มีวิหิงสาก็ฉันนั้น.    ส่วนกุศลธรรมทั้งหมด    เป็นธรรมให้ถึงความสูงส่ง

ฉันใด       แม้อวิหิงสาอย่างเดียวที่เป็นธรรมให้ถึงความสูงส่งสำหรับผู้ไม่มี

วิหิงสาก็ฉันนั้น.   ควรเปรียบเทียบอกุศลกับอกุศล  และกุศลกับกุศล  โดย

อุบายนี้นั้นแหละ.  ได้ทราบว่า  ในเรื่องนี้   มีอธิบายดังต่อไปนี้ :-

เบญจกามคุณคือปลัก

[ ๑๐๘ ]  พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัลเลขธรรมว่าเป็น

ธรรมให้ถึงความสูงส่งอย่างนี้แล้ว  บัดนี้    เพื่อจะทรงแสดงว่า   สัลเลข-

ธรรมเป็นธรรมสามารถในการยังกิเลสของเขาให้ดับรอบ  (ให้ถึงนิพพาน)

จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า  โส  วต   จุนฺท  (ดูก่อนจุนทะ  นั้นหนอ).

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   โส   (นั้น)   แสดงถึงบุคคลชนิดที่

กล่าวมาแล้ว.

ควรทราบถึงการนำเอาคำอุทเทศนี้ว่า   โย   ของบทว่า   โส   นั้น

มาเชื่อนี้กันในทุกบทอย่างนี้ว่า    ผู้ใดตนเองจมอยู่ในปลัก    ผู้นั้นละหนอ

จุนทะ  จักถอนผู้อื่นที่จมปลัก  ผู้จนอยู่ในโคลนตมลึก   พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสเรียกว่า  ปลิปปลิปนฺโน  (ผู้จมปลัก)  แต่ไม่ใช่เรียกในอริยวินัยเลย.

ส่วนในอริยวินัย    พระองค์ทรงเรียกเบญจกามคุณว่า    ปลิป    (ปลัก).

พาลปุถุชน   จมลงในเบญจกามคุณนั้น   ชื่อว่า  ปลิปันนะ   (ผู้จมลงใน

เบญจกามคุณ).


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 514

เพราะฉะนั้น  ควรทราบการประกอบเนื้อความในคำนี้ว่า  โส  วต

จุนฺท   เป็นต้นนี้   (ต่อไป)  ดูก่อนจุนทะ  คนลางคน   จมลงในโคลนตม(ปลัก)   ลึก   จนถึงปลายจมูก   จักจับมือหรือศีรษะอีกคนหนึ่งที่จมลงใน

โคลนตมนั้นด้วยกันแล้วฉุดขึ้นมา  ข้อนี้เป็นเหตุที่เป็นไปไม่ได้  อธิบายว่า

เหตุที่เขาจะช่วยฉุดบุคคลนั้นให้ขึ้นไปยืนอยู่บนบกได้ฉันใด.     ผู้ที่จมปลัก

คือเบญจกามคุณด้วยตนเอง    ก็ฉันนั้นเหมือนกัน    จักยกคนอื่นที่จมปลัก

ณ ที่นั้นเหมือนกันขั้นมา  เหตุนั้น  ข้อนี้   จึงเป็นเหตุที่เป็นไปไม่ได้.

ในเรื่องนั้น    พึงมีคำทักท้วงว่า     พระพุทธดำรัสนั้นคงไม่ถูกต้อง

เพราะว่าชนทั้งหลาย  ได้ฟังธรรมเทศนาของภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  และ

อุบาสิกาทั้งหลาย      ที่ยังเป็นปุถุชนอยู่แล้วได้บรรลุธรรม      มีอยู่ทีเดียว

เพราะฉะนั้น  ผู้จมปลัก  จึงชื่อว่า  ยก   (ผู้อื่นที่จมปลักด้วยกัน)   ขึ้นได้.

ควรวิสัชนาว่า   คำนั้น   ไม่ควรเห็นอย่างนั้น.   ความจริงพระผู้มี -

พระภาคเจ้าเท่านั้น    ทรงยกขึ้นได้ในเรื่องที่ว่านั้น.   ส่วนพระธรรมกถึก

ทั้งหลายจะได้รับก็เพียงคำสรรเสริญเท่านั้น  เหมือนกับผู้อ่านพระราชหัตถ-

เลขาที่พระราชาทรงส่งไปฉะนั้น.   จริงอยู่    พระราชหัตถเลขาที่พระราชา

ทรงส่งไปที่ชนบทชายแดน   คนที่นั้นอ่านพระราชหัตถเลขาไม่ออก   ก็จะ

ให้คนที่อ่านออกอ่านแล้วพากันฟังเนื้อความพระราชหัตถเลขานั้น     น้อม

รับโดยเคารพว่า   เป็นพระบรมราชโองการ   และเขาเหล่านั้นไม่ได้มีความ

คิดว่า   นี้เป็นคำสั่งของผู้อ่าน   ส่วนผู้อ่านพระราชหัตถเลขาก็จะได้รับเพียง

คำสรรเสริญเท่านั้นว่า   อ่านด้วยถ้อยคำฉาดฉาน  ไม่ตะกุกตะกัก  ฉันใด.

พระธรรมกถึกทั้งหลาย      เริ่มต้นแต่พระสารีบุตร      แสดงธรรมได้

ก็จริง   ถึงกระนั้น   ท่านเหล่านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน   คือเป็นเหมือนกับ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 515

ผู้อ่านพระราชหัตถเลขา   ส่วนพระธรรมเทศนานั้นก็เป็นพระธรรมเทศนา

ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเอง   เหมือนกับพระบรมราชโองการ.    อนึ่ง

ชนเหล่าใดฟังธรรมเทศนาแล้ว  ได้บรรลุธรรม   พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

เองพึงทราบว่า  ทรงยกคนเหล่านั้นขึ้น  (ให้พ้นปลัก).  ส่วนพระธรรม-

กถึกจะได้ก็เพียงคำสรรเสริญเท่านั้นว่า      แสดงธรรมด้วยถ้อยคำฉาดฉาน

ไม่ตะกุกตะกัก  เพราะฉะนั้น  พระพุทธดำรัสนี้   จึงถูกต้องโดยแท้.  ส่วน

ธรรมะที่เป็นฝ่ายขาว  พึงทราบโดยบรรยายที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว.

อนึ่ง    พึงทราบวินิจฉัยในคำนี้ว่า     อทนฺโต     (ผู้ไม่ได้รับฝึก)

อวินีโต  (ผู้ไม่ได้รับแนะนำ)  อปรินิพฺพุโต  (ผู้ดับกิเลสยังไม่ได้)  ว่า

ผู้ชื่อว่าไม่ได้รับการฝึก     เพราะเป็นผู้ยังไม่หมดพยศ.     ผู้ชื่อว่าไม่ได้รับ

แนะนำ   เพราะยังไม่ได้ศึกษาวินัย   ผู้ชื่อว่าดับกิเลสยังไม่ได้   เพราะยังมี

กิเลสที่ยังดับไม่ได้  คนชนิดนั้น  ๆ  จักฝึกผู้อื่น  คือจักทำให้เขาหมดพยศ

จักแนะนำเขา   คือจักให้เขาศึกษาไตรสิกขา   หรือจักให้ผู้อื่นดับกิเลส   คือ

จักให้กิเลสทั้งหลายของเขาดับไป   ข้อที่ว่ามานี้เป็นเหตุที่เป็นไปไม่ได้   แต่

ธรรมะที่เป็นฝ่ายขาว พึงทราบโดยบรรยายที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว.

ส่วนอรรถาธิบายในคำนี้ว่า   ดูก่อนจุนทะ   อวิหิงสามีไว้เพื่อความ

ดับกิเลสของบุรุษ   บุคคลผู้มีวิหิงสาก็ฉันนั้นเหมือนกัน  พึงทราบอย่างนี้.

เหมือนอย่างว่า   ผู้ไม่จมปลัก   จักยกผู้อื่นที่ไม่จมปลักขึ้นได้   ผู้ฝึก

แล้วจักฝึกผู้อื่นได้   ผู้ได้รับแนะนำแล้ว   จักแนะนำผู้อื่นได้   ผู้ดับกิเลสได้

แล้ว  จักดับกิเลสของผู้อื่นได้     ข้อที่ว่ามานี้    จึงเป็นเหตุที่เป็นไปได้.

ถามว่า  ก็เหตุนั้นคืออะไร ?

ตอบว่า   คือการไม่จมปลัก    การฝึกฝนแล้ว   การได้รับคำแนะนำ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 516

แล้ว   และการดับกิเลสได้แล้วฉันใด   ดูก่อนจุนทะ    อวิหิงสามีไว้เพื่อดับ

กิเลสของบุรุษบุคคลผู้มีวิหิงสา  ฉันนั้นเหมือนกัน.

มีคำอธิบายไว้อย่างไร   ?

(มีไว้ว่า)    อวิหิงสาของผู้ไม่เบียดเบียนด้วยตน    มีไว้เพื่อดับการ

เบียดเบียนผู้อื่น    ของผู้ที่มีวิหิงสา     เพราะว่าผู้ไม่เบียดเบียนด้วยตนเอง

จักดับเจตนาเครื่องเบียดเบียนของผู้อื่นได้  เพราะฉะนั้น  ข้อนั้น  จึงเป็น

เหตุที่เป็นไปได้.

ถามว่า  เหตุนั้นคืออะไร  ?

แก้ว่า     เหตุนั้น     คือความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนนั่นเอง.     ด้วยว่า

ผู้ที่บรรลุความไม่เบียดเบียนด้วยตนเอง      จึงจะสามารถชักชวนคนอื่นให้

เป็นอย่างนั้นได้.

อีกอย่างหนึ่ง  ผู้ไม่จมปลัก  ฝึกฝนแล้ว  ได้รับแนะนำแล้ว  ดับกิเลส

ได้แล้วด้วยตนเอง     จักยกผู้อื่นที่จมปลักขึ้นได้    จักฝึกตนที่ยังไม่ได้ฝึก

จักแนะนำคนที่ยังไม่ได้รับแนะนำ  และจักยกผู้ดับกิเลสยังไม่ได้ให้ดับกิเลส

ได้ ฉะนั้น  ข้อนี้  จึงเป็นเหตุที่เป็นไปได้  ฉันใด   อวิหิงสาที่เกิดขึ้นแก่

ผู้เจริญมรรค  เพื่อละวิหิงสาก็ฉันนั้นเหมือนกัน   มีไว้เพื่อดับ   (วิหิงสา)

ของบุรุษ   บุคคลผู้มีวิหิงสา   อธิบายว่า   อวิหิงสาเจตนา    (เจตนาที่ไม่

เบียดเบียน )   จะสามารถดับวิหิงสาเจตนา   ( เจตนาคิดเบียดเบียน)   ได้

เหมือนกับผู้ดับกิเลสได้แล้ว      สามารถยิ่งผู้ดับกิเลสไม่ได้ให้ดับได้ฉันนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า      เพื่อจะทรงแสดงเนื้อความดังที่พรรณนามาอย่างนี้

แล้ว   จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า   เอวเมว  โข  จุนฺท  (ฉันนั้นเหมือนกันแล

จุนทะ)    ฉะนั้น    ผู้ศึกษาพึงเห็นอรรถาธิบายในเรื่องนี้ดังที่พรรณนามา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 517

 

นี้เถิด.  แต่การประกอบเนื้อความ    ตามลำดับบทในทุก ๆ บท  ไม่ได้ทำ

ไว้เหมือนในบทวิหิงสาและอวิหิงสานี้   เพราะเกรงว่าจะเยิ่นเย้อเกินไป.

บรรยายแห่งสัลเลขธรรม

[๑๐๙]  พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสัลเลขธรรมนั้นว่า

สามารถในการดับกิเลสได้สนิทอย่างนี้แล้ว   บัดนี้  เพื่อจะทรงย้ำพระธรรม-

เทศนานั้นประกอบ  (ผู้ฟัง)  ในการปฏิบัติธรรม  จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า

อิติ  โข  จุนฺท   (ดูก่อนจุนทะ  เพราะเหตุดังนี้แล).

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า    สลฺเลขปริยาโย     (บรรยายแห่ง

สัลเลขธรรม)  ได้แก่เหตุแห่งสัลเลขธรรม.  ในทุกบทก็มีนัยนี้.  กุศลธรรม

ทั้งหลายมีอวิหิงสาเป็นต้นนั้นแหละ  ในสัลเลขสูตรนี้   พึงทราบว่า  ชื่อว่า

เหตุแห่งสัลเลขธรรม          เพราะขจัดขัดเกลาอกุศลธรรมมีวิหิงสาเป็นต้น

ชื่อว่า   เป็นเหตุแห่งจิตตุปบาท   เพราะจิตที่บุคคลพึงให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจ

แห่งอวิหิงสาเป็นต้นเหล่านั้น    ชื่อว่า    เป็นเหตุแห่งการหลีกไป    เพราะ

เป็นเหตุแห่งการหลีกไปจากวิหิงสาเป็นต้น     ชื่อว่า      เป็นเหตุแห่งความ

เป็นผู้สูงส่ง   เพราะยังความสูงส่งให้สำเร็จ  ชื่อว่า  เป็นเหตุแห่งการยังกิเลส

ให้ดับได้  เพราะยังวิหิงสาเป็นต้นให้ดับได้.

บทว่า   หิเตสินา   ความว่า   ผู้ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล.

บทว่า  อนุกมฺปเกน  (ผู้ทรงเอ็นดู)  คือผู้ทรงมีพระทัยเอ็นดู.

บทว่า    อนุกมฺป    อุปาทาย    (ทรงอาศัยความเอ็นดู)    คือทรง

กำหนดความเอ็นดูด้วยพระทัย  มีคำอธิบายว่า  ทรงอาศัย  (ความเอ็นดู)

๑.  ปาฐะว่า อวิหึสาทีน เข้าใจว่า จะเป็น วิหึสาทีน  จึงได้แปลตามที่เข้าใจ และฉบับพม่า

เป็น....เอว   วิหึสาทีน.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 518

ดังนี้บ้าง.    ข้อว่า    กต   โว   ต   มยา   (กิจนั้นเราตถาคตได้ทำแล้ว

แก่เธอทั้งหลาย )    ความว่า    กิจนั้น    เราตถาคตผู้แสดงเหตุ  ๕  ประการ

เหล่านี้    ได้ทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย.   อธิบายว่า   กิจมีประมาณเท่านี้    เท่า

นั้นเอง   เป็นหน้าที่ของศาสดาผู้ทรงเอ็นดู   ได้แก่การทรงแสดงธรรมที่ไม่

ผิดพลาด    ( พระองค์ได้ทรงทำแล้ว )    ส่วนต่อแต่นี้ไป    ธรรมดาว่าการ

ปฏิบัติเป็นหน้าที่ของสาวกทั้งหลาย.   เพราะฉะนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงได้ตรัสไว้ว่า     ดูก่อนจุนทะ    นั่นโคนต้นไม้ทั้งหลาย   ฯลฯ    เป็น

อนุศาสนีของเราตถาคต.     ก็ในจำนวนสถานที่  ๓  แห่งนั้น    ด้วยบทว่า

รุกขมูล    นี้    พระองค์ทรงแสดงถึงที่นั่ง   ที่นอน   คือควงต้นไม้   ด้วย

คำว่า  สุญญาคาร  (เรือนร้าง )  นี้   ทรงแสดงถึงสถานที่  ๆ  สงัดจากคน

อีกอย่างหนึ่ง  ด้วยคำทั้ง  ๒ นี้  ทรงบอกเสนาสนะที่เหมาะสมกับความเพียร

คือทรงมอบความเป็นทายาทให้.  คำว่า  เธอทั้งหลายจงเพ่ง  หมายความว่า

จงเข้าไปเพ่งอารมณ์  ๓๘   ประการ    ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน    (การเพ่ง

อารมณ์ )  และเพ่งขันธ์และอายตนะเป็นต้นโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น  ด้วย

ลักขณูปนิชฌาน    ( การเพ่งลักษณะ)    มีคำอธิบายว่า    เจริญสมถะและ

วิปัสสนา.

ข้อว่า   มา   ปมาทตฺถ   ( เธอทั้งหลายอย่าได้ประมาท )   ความว่า

เธอทั้งหลายอย่าได้ประมาท    คืออย่าได้เดือดร้อนในภายหลัง.    อธิบายว่า

ชนเหล่าใด  เมื่อก่อน  คือในเวลายังหนุ่ม  ในเวลาไม่มีโรค  ในเวลาประสบ

ความสบาย  ๗  อย่างเป็นต้น      และในเวลาที่ยังมีพระศาสดาอยู่พร้อมหน้า

๑. ปาฐะว่า   กต มยา  อิเม  ปญฺจ  ปริยาเย ทสฺสนฺเตน ตุมฺหาก กต  เอตฺตกเมว ห  ฯลฯ

กิจฺจ เข้าใจว่า เป็นดังนี้ ต มยา อิเม  ปญฺจ ปริยาเย ทสฺสนฺเตน ตุมฺหาก กต ฯ  เอตฺตกเมว

หิ ฯลฯ จึงได้แปลตามที่เข้าใจ  และถูกตามหลักความจริง.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 519

เว้นจากโยนิโสมนสิการ      เสวยความสุขจากการนอนและความสุขจากการ

หลับ  เป็นเหยื่อของเรือด  ประมาทอยู่  ทั้งคืนทั้งวัน  ชนเหล่านั้นภายหลัง

คือในเวลาชรา   เวลามีโรค  เวลาจะตาย  เวลาวิบัติ   และเวลาที่พระศาสดา

ปรินิพพานแล้วระลึกถึงการอยู่อย่างประมาทในกาลก่อนนั้น   และพิจารณา

เห็นการปฏิสนธิ     และการถึงแก่กรรมของตนว่าเป็นภาระ      ( เรื่องที่จะ

ต้องนำพา )      จึงเป็นผู้มีความเดือดร้อน      ส่วนเธอทั้งหลายอย่าได้เป็น

เหมือนคนประเภทนั้น     เพราะเหตุนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง

แสดงเนื้อความนั้นดังว่ามานี้    จึงได้ตรัสว่า   เธอทั้งหลายอย่าได้เดือดร้อน

ภายหลัง.

บทว่า  อย  โว   อมฺหาก   อนุสาสนี    (นี้เป็นอนุศาสนี   ( การ

พร่ำสอน)    ของเราตถาคต     สำหรับเธอทั้งหลาย )    ความว่า    นี้เป็น

อนุศาสนี   มีคำอธิบายว่า   เป็นโอวาทเพื่อเธอทั้งหลาย   จากสำนักของเรา

ตถาคตว่า   จงเพ่ง   ( เผากิเลส )   จงอย่าประมาท   ดังนี้แล.

จบอรรถกถาสัลเลขสูตร

จบสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 520

๙.  สัมมาทิฏฐิสูตร

( ๑๑๐ )   ข้าพเจ้า   (พระอานนท์)   ได้ฟังมาแล้วอย่างนี้

ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า    เสด็จประทับที่พระเชตวัน  อาราม

ของท่านอนาถปิณฑิกะ  กรุงสาวัตถี.

ครานั้นแล   ท่านพระสารีบุตร    เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า    คุณ.

ภิกษุเหล่านั้นรับสนองคำของท่านพระสารีบุตรแล้ว.

ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า    คุณ    ที่เรียกว่า     สัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิ  ดังนี้.   ด้วยเหตุกี่ประการนะ  คุณ  พระอริยสาวกจึงจะเป็นผู้มี

ความเห็นถูกต้อง     มีความเห็นทรง   ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรม

ไม่คลอนแคลน   ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้แล้ว.

ภิกษุทั้งหลายได้กราบเรียนว่า    ใต้เท้าครับ    กระผมทั้งหลายมาจาก

ที่ไกลมากก็เพื่อจะฟังอรรถาธิบายภาษิตนี้ ในสำนักของใต้เท้า  ขอได้โปรด

กรุณาเถิดขอรับ   ใต้เท้าเท่านั้นแหละ  เข้าใจแจ่มแจ้งเนื้อความแห่งภาษิตนี้

ภิกษุทั้งหลายพึงอรรถาธิบายของใต้เท้าแล้ว   จักพากันทรงจำไว้.

ท่านพระสารีบุตรกล่าวเตือนว่า    ถ้าเช่นนั้น     ขอให้คุณทั้งหลาย

จงพากันตั้งใจฟัง    ผมจักกล่าวให้ฟัง.    ภิกษุเหล่านั้น    ตอบรับคำเตือน

ของท่านพระสารีบุตรเถระว่า   พร้อมแล้ว   ใต้เท้า.

( ๑๑๑ )  ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า   คุณ    ด้วยเหตุที่อริย-

สาวกรู้ชัดอกุศลกับทั้งรากเหง้าของอกุศล   และรู้ชัดกุศลกับทั้งรากเหง้าของ

กุศล   เพียงเท่านี้แหละคุณ     อริยสาวกชื่อว่ามีความเห็นถูกต้อง    มีความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 521

เห็นตรง  ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน   บรรลุพระ

ลัทธรรมนี้   ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้แล้ว.

อกุศลและรากเหง้าอกุศล

อกุศลคืออะไรเล่า  คุณ อกุศล  คือ ปาณาติบาต  (การฆ่าสัตว์)  ๑

อทินนาทาน  (การลักของเขา)  ๑      กาเมสุมิจฉาจาร   ( การประพฤติ

ผิดในกาม)  ๑   มุสาวาท  (พูดเท็จ)  ๑   ปิสุณาวาจา  (พูดส่อเสียด) ๑

ผรุสวาจา      (พูดคำหยาบ )  ๑      สัมผัปปลาปา      (พูดเพ้อเจ้อ) ๑

อภิชฌา (ความเพ่งเล็ง ) ๑  พยาบาท  ( ความปองร้ายเขา)  ๑  มิจฉาทิฏฐิ

(ความเห็นผิดเป็นถูก)  ๑  นี้ละคุณ  อกุศล.

อกุศลมูลเป็นอย่างไรเล่า คุณ  อกุศลมูล  คือ  โลภะ โทสะ โมหะ

นี่ละคุณ  เรียกว่ารากเหง้า   อกุศล.

กุศลและรากเหง้ากุศล

กุศลคืออะไรเล่า  คุณ ?    กุศล   คือ   เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจาก

ปาณาติบาต ๑  จากอทินนาทาน ๑  จากกาเมสุมิจฉาจาร ๑  จากมุสาวาท ๑

จากปิสุณาวาจา  ๑    จากผรุสวาจา  ๑     จากสัมผัปปลาป  ๑    อนภิชฌา

(ความไม่เพ่งเล็ง) ๑   อัพยาบาท   (ความไม่ปองร้ายเขา) ๑   สัมมาทิฏฐิ

( ความเห็นถูกต้อง)  ๑   นี้ละคุณ    เรียกว่า  กุศล.

รากเหง้ากุศลเป็นอย่างไรเล่า  คุณ ?   รากเหง้ากุศล   คือ    อโลภะ

อโทสะ   อโมหะ  นี้ละคุณ  เรียกว่า  รากเหง้ากุศล.

คุณ   เมื่อใดแล   อริยสาวกรู้อกุศลกับทั้งรากเหง้าของอกุศล    และ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 522

รู้กุศลกับทั้งรากเหง้าของกุศลอย่างนี้แล้ว       เมื่อนั้นเธอจะละกิเลสที่นอน

เนื่องอยู่ในสันดาน   คือ   ราคะ   ( ราคานุสัย)   บรรเทากิเลสที่นอนเนื่อง

ในสันดาน  คือ  ปฏิฆะ  (ปฏิฆานุสัย)   ถอนกิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน

คือ   ทิฏฐิและมานะว่า   เรามีอยู่ได้   (มานานุสัย )   ละอวิชชาได้ทุกอย่าง

ยังวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว       เป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันทีเดียว

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล  คุณ   อริยสาวกชื่อว่า   มีความเห็นถูกต้อง   มีความ

เห็นตรง  ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  ได้มาสู่พระ

สัทธรรมนี้แล้ว  ดังนี้.

( ๑๑๒ )  ภิกษุเหล่านั้น   ได้พากันชมเชยอนุโมทนาภาษิตของท่าน

พระสารีบุตรว่า   ดีแล้ว   ใต้เท้า   แล้วได้กราบเรียนถามปัญหากะท่านพระ

สารีบุตร   สูงขึ้นไปอีกว่า   ใต้เท้าขอรับ   ยังมีเหตุ   ( ปริยาย)   อย่างอื่น

อีกบ้างไหม   ที่จะให้อริยสาวกมีความเห็นถูกต้อง  มีความเห็นตรง   ประ-

กอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

อาหารวาระ

(๑๑๓)  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า  ยังมี คุณ  แล้วได้กล่าวคำนี้ว่า

คุณ   เพราะเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดอาหาร   เหตุเกิดของอาหาร   ความดับของ

อาหาร    และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับของอาหารเพียงเท่านี้แล  คุณ   อริย-

สาวกก็ชื่อว่า   มีความเห็นถูกต้อง    มีความเห็นตรง   ประกอบด้วยความ

เลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า   อาหารคืออะไรเล่า  คุณ ?   เหตุเกิดแห่งอาหาร   ความดับ

แห่งอาหาร   และปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งอาหาร   คืออะไร ?


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 523

ตอบว่า   คุณ    อาหารมี  ๔  อย่างเหล่านั้น   เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายที่เกิด

แล้ว     ดำรงชีพอยู่ได้     หรือเพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายที่กำลังแสวงหา

ที่เกิด.

อาหาร  ๔  อย่าง   คืออะไร  ?   คือ   กวฬิงการาหาร   (อาหารเป็น

คำ ๆ)  หยาบหรือละเอียด ๑   ผัสสาหาร  ( อาหารคือผัสสะ) ๑  มโนสัญ-

เจตนาหาร  (อาหารคือกรรม)  ๑  วิญญาณาหาร  (อาหารคือวิญญาณ) ๑

เพราะตัณหาเกิด  อาหารจึงเกิด  เพราะตัณหาดับ  อาหารจึงดับ  อริยมรรค

มีองค์  ๘  นี้เท่านั้น  เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาหาร  คือ :-

(๑)  สัมมาทิฏฐิ   ความเห็นถูกต้อง  (ชอบ)

(๒)  สัมมาสังกัปปะ  ความดำริถูกต้อง  (ชอบ)

(๓)  สัมมากัมมันตะ  การงานถูกต้อง  (ชอบ)

(๔)  สัมมาวาจา  การเจรจาถูกต้อง  (ชอบ )

(๕)  สัมมาอาชีวะ  การเลี้ยงชีพถูกต้อง  (ชอบ)

(๖)  สัมมาวายามะ  ความพยายามถูกต้อง  (ชอบ)

(๗)  สัมมาสติ  ความระลึกถูกต้อง  (ชอบ)

(๘)  สัมมาสมาธิ   ความตั้งใจมั่นถูกต้อง  (ชอบ)

คุณ   เมื่อใดแล   อริยสาวกรู้ชัดอาหารเหตุเกิดแห่งอาหารความ

ดับแห่งอาหาร   และรู้ชัดปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งอาหารอย่างนี้   เมื่อนั้น

เธอจะละราคานุสัยได้  บรรเทาปฏิฆานุสัยได้  ถอนทิฏฐิมานะว่า  เรามีได้

ละอวิชชาได้   โดยประการทั้งปวง   ยังวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว  เป็นผู้กระทำ

ที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันทีเดียว  แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล  คุณ  อริยสาวก

ชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกตอง  มีความเห็นทรง ประกอบด้วยความเลื่อมใส


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 524

ในธรรมไม่คลอนแคลน  ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้แล้ว   ดังนี้.

(๑๑๔)   ภิกษุเหล่านั้นพากันชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของท่านพระ

สารีบุตร   ว่าดีแล้ว   ใต้เท้า   ดังนี้แล้ว     ได้กราบเรียนถามปัญหากะท่าน

พระสารีบุตรสูงขึ้นไปว่า   ยังมีอยู่หรือไม่   ใต้เท้า  ฯลฯ

สัจจวาระ

(๑๑๕)  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า  ยังมี  คุณ  แล้วได้กล่าวคำนี้

ว่า  คุณ    เพราะเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดทุกข์    เหตุให้เกิดทุกข์    ความดับ

แห่งทุกข์  และรู้ชัดปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งทุกข์   เพียงเท่านี้แหละ  คุณ

อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง    มีความเห็นตรง    ประกอบด้วย

ความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้แล้ว

ก็อะไรเล่า คุณ เป็นทุกข์ ความเกิดบ้าง  เป็นทุกข์  ความแก่บ้าง

เป็นทุกข์   ความตายบ้าง   เป็นทุกข์   ความเศร้าโศก  คร่ำครวญ   ความ

ทุกข์กาย  ความเสียใจ  ความคับแค้นใจบ้าง  เป็นทุกข์   การประจวบกับ

คนหรือสิ่งไม่เป็นที่รัก   ก็เป็นทุกข์  การพลัดพลากจากคนหรือสิ่งที่รัก  ก็

เป็นทุกข์ แม้ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สมหวัง  การไม่ได้สิ่งนั้นสมหวัง  ก็เป็น

ทุกข์  โดยย่อ  ขันธ์เป็นที่ตั้งอุปาทาน  ( ความยึดมั่น)  ทั้ง  ๕  เป็นทุกข์

นี้เรียกว่า  ทุกข์  ละ  คุณ.

เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไรเล่า คุณ ?   คือ ตัณหานี้ให้เกิดในภพใหม่

ไปด้วยกันกับความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน   เพลิดเพลินยิ่งนัก

ในภพนั้น ๆ  คือ     กามตัณหา     (ความอยากในอารมณ์ที่น่าใคร่) ๑


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 525

ภวตัณหา  (ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ) ๑  วิภวตัณหา   ( ความอยากไม่

เป็นโน่นเป็นนี่)  ๑  นี้เรียกว่าเหตุให้เกิดทุกข์  (ทุกขสมุทัย)  ละ   คุณ.

ความดับทุกข์คืออะไรเล่า  คุณ ?    คือ  ความดับตัณหาทั้ง  ๓ นั่น

แหละ.   เพราะคลายกำหนัดไม่มีเหลือ    ความสลัด    ความสละคืน    ความ

ปล่อย  ความไม่มีอาลัยไยดีซึ่งตัณหาทั้ง ๓ นั้น  นี้เรียกว่า   ความดับทุกข์

(ทุกขนิโรธ)  ละ  คุณ.

ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์คืออะไรเล่า คุณ ?   คือ   อริยาษฎาง-

คิกมรรคนี้แหละ  คือ  สัมมาทิฏฐิ   ฯลฯ  สัมมาสมาธิ   นี้เรียกว่า   ข้อ

ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา. )  ละ  คุณ.

คุณ  เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดทุกข์   เหตุให้เกิดทุกข์  ความดับแห่งทุกข์

และรู้ชัดปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์อย่างนี้        เมื่อนั้นเธอจะละราคานุสัย

บรรเทาปฏิฆานุสัย   ถอนทิฏฐิและมานะว่า  เรามีอยู่ออกได้  ละอวิชชาได้

โดยประการทั้งปวง     ยังวิชชาให้เกิดแล้ว    เป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์    ใน

ปัจจุบันทีเดียว   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล  คุณ   อริยสาวกชื่อว่า   มีความเห็น

ถูกต้อง    มีความเห็นตรง    ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอน

แคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้   ดังนี้.

(๑๑๖)    ภิกษุเหล่านั้นพากันชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของท่าน

พระสารีบุตรว่า   ดีแล้ว   ใต้เท้าครับ   ดังนี้แล้ว   ได้กราบเรียนถามปัญหา

สูงขึ้นไปกะท่านสารีบุตรว่า  ใต้เท้าครับ  ยังมีอีกหรือไม่ เหตุ (ปริยาย)

แม้อย่างอื่นที่จะให้อริยสาวกมีความเห็นถูกต้อง  มีความเห็นตรง  ประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 526

ชรามรณวาระ

( ๑๑๗ )  ท่านพระสารีบุตร  ได้ตอบว่า   ยังมี  คุณ  แล้วได้กล่าว

คำนี้ ว่า   คุณ     เพราะเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดชราและมรณะ      เหตุเกิดแห่ง

ชราและมรณะ   ความดับแห่งชราและมรณะ   และรู้ชัดข้อปฏิบัติที่จะให้ถึง

ความดับแห่งชราและมรณะ     แม้เพียงเท่านั้นแหละคุณ    อริยสาวกชื่อว่า

มีความเห็นถูกต้อง   มีความเห็นตรง   ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรม

ไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า    ชราและมรณะคืออะไรเล่า  คุณ  ?     เหตุเกิดแห่งชราและ

มรณะ   ความดับแห่งชราและมรณะ   และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชรา

และมรณะคืออะไร ?

ตอบว่า   ความแก่แห่งสัตว์เหล่านั้น  ๆ   ในหมู่สัตว์นั้น ๆ   ความ

คร่ำคร่า  ฟันหัก  ผมหงอก   หนังเหี่ยวย่น   ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ   ความ

หง่อมแห่งอินทรีย์ทั้งหลายของสัตว์เหล่านั้น  ๆ  ในหมู่สัตว์นั้น   ๆ  นี้เรียก

ว่า   ชรา   ( ความแก่ ).

การเคลื่อนที่   การย้ายที่   จากหมู่สัตว์นั้น ๆ  ของสัตว์เหล่านั้น  ๆ

การแตกทำลาย   การสูญหาย   การม้วยมรณ์    การถึงแก่กรรม    การแตก

แห่งขันธ์ทั้งหลาย    การทอดทิ้งซากศพ   การขาดแห่งชีวิตอินทรีย์   จาก

หมู่สัตว์นั้น ๆ  ของสัตว์เหล่านั้น ๆ  นี้เรียกว่า  มรณะ  (ความตาย).

เพราะชาติเกิด  ชราและมรณะจึงเกิด  เพราะชาติดับ  ชราและมรณะ

จึงดับ.

๑. มจฺจุ มรณ  มติของอรรถกถาเห็นว่าเป็นศัพท์ติดกัน  จึงแปลโดยไม่แยกกัน.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 527

อริยาษฏางคิกมรรคนี้เท่านั้น  เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชรา

และมรณะ  คือ  สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ  สัมมาสมาธิ.

คุณ  เมื่อใดแล  อริยสาวกรู้ชัดชราและมรณะ   เหตุเกิดแห่งชรา

และมรณะ  ความดับแห่งชราและมรณะ  และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ

แห่งชราและมรณะอย่างนี้  เมื่อนั้น  เธอจะละราคานุสัย ฯลฯ แม้ด้วยเหตุ

เพียงเท่านี้แล  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง  มีความ

เห็นตรง  ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  (ได้มาสู่

พระสัทธรรม)  นี้แล้ว.

ชาติวาระ

(๑๑๘)  ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า  ใต้เท้าขอรับ  เหตุ

(ปริยาย)  อย่างอื่น  ยังคงมีอยู่หรือ ฯลฯ  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า

ยังมี  คุณ  แล้วได้กล่าวว่า  เพระเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดชาติ  เหตุให้เกิด

ชาติ  ความดับแห่งชาติ  และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชาติเพียง

เท่านี้แหละ  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง  มีความเห็น

ตรง  ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระ

สัทธรรมนี้.

ถามว่า  ชาติ   คืออะไรเล่า  คุณ เหตุเกิดแห่งชาติ  ข้อปฏิบัติ

ให้ถึงความดับแห่งชาติ  คืออะไรเล่า ?

ตอบว่า  ความเกิดในหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์เหล่านั้น ๆ ความ

ก่อเกิด  ความก้าวลง  (สู่ครรภ์)  ความบังเกิดขึ้น  ความถือกำเนิด


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 528

ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย  การกลับได้อายตนะทั้งหลาย ในหมู่สัตว์

นั้น ๆ แห่งสัตว์เหล่านั้น ๆ นี้คุณ  เรียกว่า  ชาติ.

เพราะภพเกิด  ชาติจึงเกิด  เพราะภพดับ  ชาติจึงดับ  อริยาษฎาง-

คิกมรรคนี้เท่านั้น  เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชาติ  คือ  สัมมา-

ทิฏฐิ ฯลฯ  สัมมาสมาธิ. คุณ   เมื่อใดแล  อริยสาวกรู้ชัดอย่างนี้  เหตุ

เกิดแห่งชาติ  ความดับแห่งชาติ  รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชาติอย่างนี้

เมื่อนั้นเธอจะละราคานะสัยได้โดยประการทั้งปวง ฯลฯ  ด้วยเหตุ

เพียงเท่านี้แล   คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง  มีความ

เห็นตรง  ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระ

สัทธรรมนี้.

ภววาระ

(๑๑๙)  ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า  ใต้เท้าขอรับ  เหตุ

(ปริยาย)  อย่างอื่น  ยังคงมีอยู่หรือ ฯลฯ  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า

ยังคงมี  คุณ  แล้วได้กล่าวว่า  ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดภพ  เหตุให้เกิดภพ

ความดับแห่งภพ  รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งภพ  เพียงเท่านี้แล  คุณ

อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง   มีความเห็นตรง  ประกอบด้วย

ความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า  ภพคืออะไรเล่า  คุณ เหตุเกิดแห่งภพ  ความดับแห่งภพ

ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งภพ  คืออะไรเล่า  คุณ ?

ตอบว่า คุณ  ภพมี  ๓  ดังนี้  คือ  กามภพ  ๑  รูปภพ  ๑ อรูปภพ  ๑.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 529

เพราะอุปาทานเกิด  ภพจึงเกิด   เพราะอุปาทานดับ    ภพจึงดับ   อริยาษ-

ฎางคิกมรรคนี้เท่านั้น     เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งภพ  คือ สัมมา-

ทิฏฐิ  ฯ ล ฯ  สัมมาสมาธิ.  คุณ  เมื่อใดแล   อริยสาวกรู้ชัดซึ่งภพอย่างนี้

รู้ชัดเหตุเกิดแห่งภพ    ความดับแห่งภพ   ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งภพ

อย่างนี้   เมื่อนั้นเธอจะละราคานุสัยได้โดยประการทั้งปวง  ฯลฯ  ด้วยเหตุ

เพียงเท่านี้แล  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง   มีความเห็น

ตรง      ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน      มาสู่พระ

สัทธรรมนี้.

อุปาทานวาระ

(๑๒๐)    ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า    ใต้เท้าขอรับ  เหตุ

อย่างอื่น ยังคงมีอยู่หรือ ฯลฯ  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า  ยังมีอยู่  คุณ

ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอุปาทาน  เหตุเกิดแห่งอุปาทาน   ความดับแห่ง

อุปาทาน รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน  แม้เพียงเท่านี้แล  คุณ

อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง    มีความเห็นตรง    ประกอบด้วย

ความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า ก็อุปาทานคืออะไรเล่า  คุณ เหตุเกิดแห่งอุปาทาน  ความดับ

แห่งอุปาทาน  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน  คืออะไร ?

ตอบว่า  คุณ   อุปาทานมี  ๔  อย่าง  ดังต่อไปนี้    คือ   กามุปาทาน

ความยึดมั่นด้วยอำนาจกาม ๑  ทิฏฐุปาทาน   ความยึดมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑

สีลัพพตุปาทาน    ความยึดมั่นด้วยอำนาจศีลและพรต    ๑   อัตตวาทุปาทาน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 530

ความยึดมั่นด้วยอำนาจวาทะว่าตน   ๑.   เพราะตัณหาเกิด  อุปาทานจึงเกิด

เพราะตัณหาดับ  อุปาทานจึงดับ   อริยาษฎางคิกมรรคนี้เท่านั้น   เป็นข้อ

ปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอุปทาน  คือ  สัมมาทิฏฐิ   ฯลฯ   สัมมาสมาธิ

คุณ   เมื่อใดแลอริยสาวกรู้ชัดอุปาทาน   เหตุเกิดแห่งอุปาทาน   ความดับ

แห่งอุปาทาน    และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน     เมื่อนั้น

เธอจะละราคานุสัยได้  โดยประการทั้งปวง  ฯ ลฯ  แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้

แล  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง  มีความเห็นตรง ประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ตัณหาวาระ

(๑๒๑)    ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า    ใต้เท้าขอรับ  เหตุ

(ปริยาย)  อย่างอื่น  ยังคงมีอยู่หรือ ฯล ฯ  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า

ยังคงมีอยู่  คุณ  แล้วได้กล่าวไว้ว่า   คุณ   ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดตัณหา

เหตุเกิดตัณหา   ความดับตัณหา   และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับตัณหา

เพียงเท่านี้แล  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง   มีความเห็น

ตรง  ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า   ตัณหาคืออะไรเล่าคุณ ? เหตุให้เกิดตัณหา, ความดับตัณหา,

ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับตัณหา  คืออะไร ?

ตอบว่า  คุณ  ตัณหามี  ๖  หมู่อย่างนี้คือ  รูปตัณหา  ความทะยาน

อยากในรูป   ๑   สัททตัณหา  ความทะยานอยากในเสียง  ๑  คันธตัณหา

ความทะยานอยากในกลิ่น   ๑     รสตัณหา     ความทะยานอยากในรส  ๑


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 531

โผฏฐัพพตัณหา  ความทะยานอยากในโผฎฐัพพะ   ๑   ธรรมตัณหา  ความ

ทะยานอยากในธรรม  ๑. เพราะเวทนาเกิด  ตัณหาจึงเกิด.  เพราะเวทนาดับ

ตัณหาจึงดับ    อริยาษฎางคิกมรรคนี้เท่านั้น   เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ

แห่งตัณหา  คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฯลฯ  สัมมาสมาธิ.

คุณ ในกาลใดแล  อริยสาวกรู้ชัดตัณหาอย่างนี้   รู้ชัดเหตุเกิดตัณหา

ความดับตัณหา    ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งตัณหาอย่างนี้     เมื่อนั้นเธอ

จะละราคานุสัยได้โดยประการทั้งปวง  ฯล ฯ  แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล  คุณ

อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง    มีความเห็นตรง    ประกอบด้วย

ความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน       มาสู่พระสัทธรรมนี้.

เวทนาวาระ

( ๑๒๒)    ภิกษุเหล่านั้นกราบเรียนถามว่า    ใต้เท้าขอรับ    เหตุ

(ปริยาย )  อย่างอื่น  ยังคงมีอยู่หรือ ฯลฯ  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า

ยังคงมีอยู่   คุณ   แล้วได้กล่าวว่า   ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดเวทนา   เหตุ

เกิดเวทนา     ความดับเวทนา      และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับเวทนา

เพียงเท่านี้แล  คุณ อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง มีความเห็นตรง

ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า  เวทนาคืออะไรเล่า คุณ เหตุเกิดเวทหา  ความดับเวทนา

ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับเวทนา  คืออะไร ?

ตอบว่า  คุณ  เวทนามี ๖ หมู่   ดังนี้คือ   เวทนาเกิดแต่สัมผัสทาง

ตา  ๑      เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางหู  ๑      เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางจมูก  ๑


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 532

เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางลิ้น ๑  เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางกาย ๑  เวทนาเกิด

แต่สัมผัสทางใจ ๑.    เพราะผัสสะเกิด    เวทนาจึงเกิด    เพราะผัสสะดับ

เวทนาจึงดับ   อริยาษฎางคิกมรรคนี้เท่านั้น   เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ

แห่งเวทนา   คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฯล ฯ  สัมมาสมาธิ.

คุณ   ในกาลใดแล  อริยสาวกรู้ชัดเวทนาอย่างนี้    รู้ชัดเหตุเกิดแห่ง

เวทนา   ความดับแห่งเวทนา   รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้

เมื่อนั้นเธอจะละราคานุสัยได้โดยประการทั้งปวง  ฯลฯ  แม้ด้วยเหตุเพียง

เท่านี้แล  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง    มีความเห็นตรง

ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ผัสสวาระ

(๑๒๓)  ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า    ใต้เท้าขอรับ   เหตุ

(ปริยาย)     อย่างอื่น    ยังคงมีอยู่หรือ ?    ฯลฯ     ท่านพระสารีบุตร

ตอบว่า    ยังคงมีอยู่  คุณ    ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดซึ่งผัสสะ  เหตุให้เกิด

ผัสสะ    ความดับแห่งผัสสะ    และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งผัสสะ

เพียงเท่านี้แล  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง มีความเห็นตรง

ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า    ผัสสะคืออะไรเล่า   คุณ ?     ผัสสะมี  ๖  หมู่    อย่างนี้คือ

จักขุสัมผัส ๑  โสตสัมผัส ๑   ฆานสัมผัส ๑  ชิวหาสัมผัส ๑  กายสัมผัส ๑

มโนสัมผัส ๑.   เพราะสฬายตนะเกิด   ผัสสะจึงเกิด   เพราะสพายตนะดับ

ผัสสะจึงดับ    อริยาษฎางคิกมรรคนี้เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความผัสสะ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 533

คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฯลฯ  สัมมาสมาธิ.

คุณ  เมื่อใดแล  อริยสาวกรู้ชัดผัสสะอย่างนี้   เหตุเกิดผัสสะ  ความ

ดับแห่งผัสสะ  และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งผัสสะอย่างนี้  เมื่อนั้น

เธอจะละราคานุสัยได้โดยประการทั้งปวง    ฯล ฯ    ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล

คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความถูกต้อง   มีความเห็นตรง  ประกอบด้วย

ความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

สฬายตนวาระ

(๑๒๔)   ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า   ใต้เท้าขอรับ   เหตุ

(ปริยาย)     อย่างอื่น    ยังคงมีอยู่หรือ ?     ฯลฯ     ท่านพระสารีบุตร

ตอบว่า  ยังคงมีอยู่  คุณ  แล้วได้กล่าวว่า ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดอายตนะ

ทั้ง ๖  เหตุเกิดอายตนะทั้ง ๖  ความดับอายตนะทั้ง ๖  และรู้ชัดข้อปฏิบัติ

ให้ถึงความดับแห่งอายตนะทั่ง  ๖    เพียงเท่านี้แล  คุณ     อริยสาวกชื่อว่า

เป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง  มีความเห็นตรง   ประกอบด้วยควานเลื่อมใสใน

ธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า  อายตนะทั้ง ๖  คืออะไรเล่า  คุณ  เหตุเกิดแห่งอายตนะทั้ง  ๖

ความดับแห่งอายตนะทั้ง ๖  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งอายตนะทั้ง ๖

คืออะไร ?

ตอบว่า คุณ อายตนะทั้ง ๖ เหล่านี้   คือ  อายตนะคือตา   อายตนะ

คือหู  อายตนะคือจมูก  อายตนะคือลิ้น  อายตนะคือกาย  อายตนะคือใจ.

เพราะนามรูปเกิด  สฬายตนะจึงเกิด  เพราะนามรูปดับไป  สฬายตนะจึงดับ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 534

อริยาษฎางคิกมรรคนี้เท่านั้น    เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งสฬายตนะ

คือ  สัมมาทิฏฐิ  ๆลฯ  สัมมาสมาธิ.

คุณ   เมื่อใดแล    อริยสาวกรู้ชัดอายตนะทั้ง  ๖  อย่างนี้    เหตุเกิด

แห่งอายตนะทั้ง  ๖  ความดับแห่งอายตนะทั้ง ๖  รู้ชัดข้อฏิบัติให้ถึงความ

ดับแห่งอาตนะทั้ง  ๖  อย่างนี้  เมื่อนั้น  เธอจะละราคานุสัยได้โดยประการ

ทั้งปวง  ฯลฯ  แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความ

เห็นถูกต้อง     มีความเห็นตรง     ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่

คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

นามรูปวาระ

(๑๒๕)  ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า    ใต้เท้าขอรับ    เหตุ

(ปริยาย)  อย่างอื่น   ยังคงมีอยู่หรือ ฯลฯ   ท่านพระสารีบุตรตอบว่า

ยังคงมีอยู่   คุณ   แล้วได้กล่าวว่า  คุณ  ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดซึ่งนามรูป

เหตุเกิดแห่งนามรูป    ความดับแห่งนามรูป    และรู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติให้ถึง

ความดับแห่งนามรูป  เพียงเท่านี้แล  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็น

ถูกต้อง  มีความเห็นตรง ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน

ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้แล้ว.

ถามว่า  นามรูปคืออะไรเล่าคุณ ?   เหตุเกิดแห่งนามรูป   ความดับ

แห่งนามรูป  และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งนามรูป  คืออะไร ?

ตอบว่า  เวทนา   สัญญา   เจตนา   ผัสสะ   และมนสิการ  ทั้ง ๕

อย่างนี้เรียกว่า  นาม  มหาภูตรูป   ๔   และรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔  (อุปาทาย-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 535

รูป)  นี้เรียกว่า  รูป.  รวมทั้งนามทั้งรูปนี้ละคุณ  เรียกว่านามรูป.  เพราะ

วิญญาณเกิด  นามรูปจึงเกิด  เพราะวิญญาณดับ   นามรูปจึงดับ   อริยาษ-

ฎางคิกมรรคนี้เท่านั้น       เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งนามรูป  คือ

สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ  สัมมาสมาธิ.

คุณ   ในกาลใดแล  อริยสาวกรู้ชัดซึ่งนามรูปอย่างนี้    เหตุเกิดแห่ง

นามรูป  ความดับแห่งนามรูป  รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งนามรูป

อย่างนี้      เมื่อนั้นเธอจะละราคานุสัยได้โดยประการทั้งปวง    ฯลฯ   แม้

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล  คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง มีความ

เห็นตรง      ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน      มาสู่

พระสัทธรรมนี้.

วิญญาณวาระ

(๑๒๖)  ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า    ใต้เท้าขอรับ    เหตุ

(ปริยาย )  อย่างอื่น  ยังคงมีอยู่หรือ ฯล ฯ  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า

ยังคงมีอยู่   คุณแล้วได้กล่าวว่าคุณด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดวิญญาณ  เหตุเกิด

แห่งวิญญาณ  ความดับไปแห่งวิญญาณ   และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ

ไปแห่งวิญญาณ    เพียงเท่านี้แล   คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูก

ต้อง   มีความเห็นตรง   ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่คลอนแคลน   มาสู่

พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า  วิญญาณคืออะไรเล่า  คุณ ? เหตุเกิดแห่งวิญญาณ.  ความ

ดับแห่งวิญญาณ  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งวิญญาณ  คืออะไร ?


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 536

ตอบว่า  คุณ   วิญญาณ   มี ๖ หมู่เหล่านี้    คือ  วิญญาณทางตา ๑

วิญญาณทางหู  ๑  วิญญาณทางจมูก ๑   วิญญาณทางลิ้น  ๑  วิญญาณทาง

กาย ๑  วิญญาณทางใจ   ๑.   เพราะสังขารเกิด   วิญญาณจึงเกิด   เพราะ

สังขารดับไป  วิญญาณจึงดับ  อริยาษฎางติกมรรคนี้เท่านั้น เป็นข้อปฏิบัติ

ให้ถึงความดับไปแห่งวิญญาณ  คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฯลฯ   สัมมาสมาธิ

คุณ   เมื่อใดแล    อริยสาวกรู้ชัดซึ่งวิญญาณอย่างนี้     เหตุเกิดแห่ง

วิญญาณ   ความดับไปแห่งวิญญาณ     รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่ง

วิญญาณอย่างนี้     เมื่อนั้นเธอจะละราคานุสัยได้โดยประการทั้งปวง  ฯลฯ

แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล   คุณ  อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง  มี

ความเห็นตรง   ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน   มาสู่

พระสัทธรรมนี้.

สังขารวาระ

( ๑๒๗ )  ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า    ใต้เท้าขอรับ   เหตุ

(ปริยาย)  อย่างอื่น  ยังคงมีอยู่หรือ ฯลฯ  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า

ยังคงมีอยู่   คุณ   แล้วได้กล่าวว่า คุณ  ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดสังขาร  รู้ชัด

เหตุเกิดแห่งสังขาร   และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งสังขาร   เพียง

เท่านี้แล   คุณ   อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง    มีความเห็นตรง

ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า   สังขารคืออะไรเล่า  คุณ ?   เหตุเกิดแห่งสังขาร    ความดับ

แห่งสังขาร  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งสังขาร  คืออะไร ?


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 537

ตอบว่า  คุณ  สังขารมี  ๓  อย่างเหล่านี้   คือ  กายสังขาร  ๑   วจี-

สังขาร ๑  จิตสังขาร ๑.  เพราะอวิชชาเกิด  สังขารจึงเกิด  เพราะอวิชชาดับ

สังขารจึงดับ   อริยาษฎางคิกมรรคนี้เท่านั้น   เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ

ไปแห่งสังขาร  คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฯลฯ   สัมมาสมาธิ.

เมื่อใดแล   คุณ   อริยสาวกรู้ชัดสังขารอย่างนี้     เหตุเกิดแห่งสังขาร

ความดับแห่งสังขาร      รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งสังขารอย่างนี้

เมื่อนั้นเธอจะละราคานุสัยได้  บรรเทาปฏิฆานุสัย   ถอนทิฏฐิมานานุสัยว่า

เรามีออก  ละอวิชชาได้โดยประการทั้งปวง  ยังวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว   เป็นผู้

ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันทีเดียว  แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล  คุณ อริย-

สาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง   มีความเห็นตรง   ประกอบด้วยความ

เลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน   มาสู่พระสัทธรรมนี้.

อวิชชาวาระ

(๑๒๘)  ภิกษุเหล่านั้นได้กราบเรียนถามว่า    ใต้เท้าขอรับ     เหตุ

(ปริยาย)  อย่างอื่น  ยังคงมีอยู่หรือ ?   ฯลฯ  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า

ยังคงมีอยู่  คุณ  แล้วได้กล่าวว่า  คุณ  ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดอวิชชา  เหตุ

เกิดอวิชชา    ความดับแห่งอวิชชา     และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไป

แห่งอวิชชา   เพียงเท่านี้แล   คุณ   อริยสาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง

มีความเห็นตรง   ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน   มา

สู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า   อวิชชาคืออะไรเล่าคุณ ?   เหตุเกิดอวิชชา    ความดับไป


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 538

แห่งอวิชชา  ข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับไปแห่งอวิชชา  คืออะไร.

ตอบว่า คุณ ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความ

ไม่รู้ในความดับไปแห่งทุกข์   ความไม่รู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่ง

ทุกข์  นี้แลคุณ  เรียกว่าอวิชชา.

เพราะอาสวะเกิด  อวิชชาจึงเกิด   เพราะอาสวะดับ   อวิชชาจึงดับ

อริยาษฎางคิกมรรคนี้เท่านั้น    เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งอวิชชา

คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฯลฯ  สัมมาสมาธิ.

เมื่อใดแล  คุณ  อริยสาวก    รู้ชัดอวิชชาอย่างนี้     เหตุเถิดอวิชชา

ความดับไปแห่งอวิชชา  รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งอวิชชาอย่างนี้

เมื่อนั้นเธอจะละราคานุสัย    บรรเทาปฏิฆานุสัย  ถอนทิฏฐิมานะว่า  เรามี

ออก    ละอวิชชาได้โดยประการทั้งปวง    ยังวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว    เป็นผู้

กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันทีเดียว  ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล คุณ อริย-

สาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง  มีความเห็นตรง    ประกอบด้วยความ

เลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

(๑๒๙)  ภิกษุเหล่านั้นได้พากันชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของท่าน

พระสารีบุตรว่า   ดีแล้ว   ใต้เท้า  แล้วได้กราบเรียนถามปัญหาสูงขึ้นไปกะ

ท่านพระสารบุตรว่า ใต้เท้า  ขอรับ เหตุ  (ปริยาย)   อย่างอื่นยังคงมีอีก

บ้างไหน     ที่จะให้อริยสาวกเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง      มีความเห็นตรง

ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน    ได้มาสู่พระสัทธรรม

นี้แล้ว.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 539

อาสววาระ

(๑๓๐)  ท่านพระสารีบุตรตอบว่า  ยังคงมีอยู่  คุณ แล้วได้กล่าวว่า

คุณ  ด้วยเหตุที่อริยสาวกรู้ชัดอาสวะ   เหตุเกิดอาสวะ   ความดับแห่งอาสวะ

และรู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งอาสวะ   เพียงเท่านี้แล คุณ   อริย-

สาวกชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง  มีความเห็นตรง   ประกอบด้วยความ

เลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  มาสู่พระสัทธรรมนี้.

ถามว่า   อาสวะคืออะไรเล่า   คุณ เหตุเกิดแห่งอาสวะ   ความดับ

แห่งอาสวะ  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งอาสวะคืออะไร ?

ตอบว่า  คุณ   อาสวะมี ๓ อย่าง   เหล่านี้ คือ   กามาสวะ   เครื่อง

ดองสันดานคือกาม  ๑   ภวาสวะ    เครื่องดองสันดานคือภพ ๑    อวิชชา-

สวะ  เครื่องดองสันดานคืออวิชชา  ๑.   เพราะอวิชชาเกิด    อาสวะจึงเกิด

เพราะอวิชชาดับ   อาสวะจึงดับ    อริยาษฎางคิกมรรคนี้เท่านั้น    เป็นข้อ

ปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งอาสวะ  คือ  สัมมาทิฏฐิ  ๑  สัมมาสังกัปปะ  ๑

สัมมาวาจา  ๑    สัมมากัมมันตะ  ๑    สัมมาอาชีวะ  ๑    สัมมาวายามะ  ๑

สัมมาสติ  ๑   สัมมาสมาธิ ๑.

เมื่อใดแล  คุณ  อริยสาวกรู้ชัดอาสวะอย่างนี้   เหตุเกิดอาสวะ  ความ

ดับไปแห่งอาสวะ  รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไปแห่งอาสวะอย่างนี้   เมื่อ

นั้นเธอจะละราคานุสัย    บรรเทาปฏิฆานุสัย    ถอนอนุสัยคือทิฏฐิมานะว่า

เรามีออก      ละอวิชชาได้โดยประการทั้งปวง       ยังวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว

เป็นผู้การทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันทีเดียว  ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล  คุณ

อริยสาวกชื่อว่า  มีความเห็นถูกต้อง  มีความเห็นตรง  ประกอบด้วยความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 540

เลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน  ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้แล้ว.

ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้จบแล้ว   ภิกษุเหล่านั้นพอใจ  พากัน

ชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตร.

จบ  สัมมาทิฏฐิสูตร

สูตรที่  ๙  จบ

สรุป

ทุกข์  ๑   ชรามรณะ  ๑   อุปาทาน ๑   สฬายตนะ ๑  นามรูป ๑

วิญญาณ ๑  รวมเป็น  ๖  บท    ซึ่งท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า    เป็นอย่าง

ไรเล่า  คุณ  ?

ชาติ  ๑  ตัณหา ๑   เวทนา  ๑   อวิชชา  ๔   อย่าง  ๑  รวมเป็น  ๔

บท  ซึ่งท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า  เป็นอย่างไรเล่า   คุณ ?

อาหาร ๑   ภพ     ผัสสะ ๑   สังขาร ๑   ที่  ๕  คือ    อาสวะ  ๑

รวมเป็น  ๕  ซึ่งท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า  เป็นอย่างไรเล่า   คุณ ?

๖  อย่าง  คืออะไร  ได้กล่าวไว้แล้ว   ๔   อย่างคืออะไร  ได้กล่าวไว้

แล้ว   ๕   อย่างคืออะไร  ก็ได้กล่าวไว้แล้ว   จึงรวมเป็น  ๑๕  บท  สำหรับ

สังขารทั้งมวล  ดังนี้แล.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 541

อรรถกถาสัมมาทิฏฐิสูตร

(๑๑๐)  สัมมาทิฏฐิสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในสัมมาทิฏฐิสูตรนั้น  ดังต่อไปนี้  :-

คำถามที่พระเถระ ( สารีบุตร)  กล่าวไว้อย่างนี้ว่า    คุณ  ที่เรียกว่า

สัมมาทิฏฐิ    ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรนะคุณ ?   ดังนี้     หรือว่าอกุศลเป็น

อย่างไรเล่าคุณ  ?   ดังนี้ทุกข้อ   เป็นกเถตุกามยตาปุจฉา   ( ถามเพื่อตอบ

เอง )   เท่านั้นเอง.

เพราะว่าในคำถามเหล่านั้น    คนทั้งหลายเข้าใจในสัมมาทิฏฐินั้นก็มี

ไม่เข้าใจก็มี  เป็นคนนอกศาสนาก็มี  ในศาสนาก็มี  กล่าวว่า  สัมมาทิฏฐิ

ด้วยสามารถที่ได้ฟังตามกันมาเป็นต้นก็มี   ด้วยได้ประจักษ์ด้วยตนเองมาก็มี

ฉะนั้น  ท่านพระสารีบุตร   จึงได้กล่าวหมายเอาคำถามของตนส่วนมากนั้น

ย้ำถึง  ๒  ครั้งว่า   คุณ   ที่เรียกกันว่า   สัมมาทิฏฐิ. . .    อันที่จริงในเรื่องนี้

มีอธิบายดังต่อไปนี้   ถึงอาจารย์เหล่าอื่นก็เรียกว่า  สัมมาทิฏฐิ.

ท่านพระสารีบุตร   นี้นั้น   เมื่อกล่าวอย่างนี้    ได้กล่าวว่า  ด้วยเหตุ

เท่าไรนะคุณ  อริยสาวกจึงชื่อว่า  มีความเห็นถูกต้อง ดังนี้  หมายถึงความ

หมายและลักษณะ  (ของสัมมาทิฎฐิ).

แก้สัมมาทิฏฐิ

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  สมฺมาทิฏฺิ  ความว่า  ชื่อว่า  เป็นผู้

ประกอบด้วยความเห็นทั้งดีงามทั้งประเสริฐ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 542

ก็เมื่อใด  ศัพท์ว่า   สัมมาทิฏฐินี้ใช้ในธรรมะเท่านั้น     เมื่อนั้นพึง

ทราบเนื้อความของศัพท์นั้นอย่างนี้ว่า   ทิฏฐิทั้งดีงามทั้งประเสริฐ    ชื่อว่า

สัมมาทิฏฐิ.   และสัมมาทิฏฐินี้นั้น   มี ๒ อย่าง   คือ  โลกิยสัมมาทิฏฐิ ๑

โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ๑.

ในจำนวนสัมมาทิฏฐิ  ๒  อย่างนั้น  กัมมัสสกตาญาณ  (ปรีชาหยั่งรู้

ว่า   สัตว์มีกรรม   เป็นของตน)  และสัจจานุโลมิกญาณ  (ปรีชาเป็นไป

โดยสมควรแก่การกำหนดรู้อริยสัจ) ชื่อว่า โลกิยสัมมาทิฏฐิ.  ส่วนปัญญา

ที่สัมปยุตด้วยอริยมรรค  อริยผล  ชื่อว่า  โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ.  แต่คนที่มี

สัมมาทิฏฐิ  มี ๓ ประเภท  คือ ปุถุชน ๑  เสกขบุคคล (ผู้ต้องศึกษา)  ๑

อเสกขบุคคล   (ผู้ไม่ต้องศึกษา) ๑.

ในจำนวน ๓ ประเภทนั้น   ปุถุชนมี  ๒  ประเภท   คือ พาหิรกชน

(คนนอกศาสนา) ๑   ศาสนิกชน   (คนในศาสนา) ๑   ในจำนวน   ๒

ประเภทนั้น  พาหิรกปุถุชนผู้เป็นกรรมวาที (เชื่อถือกรรม)  ชื่อว่า  เป็น

ผู้มีความเห็นถูกต้อง    (เป็นสัมมาทิฏฐิกบุคคล)    โดยความเห็นว่าสัตว์มี

กรรมเป็นของตน   ไม่ใช่โดยความเห็นขั้นสัจจานุโลมญาณ  ส่วนศาสนิก-

ปุถุชน  ชื่อว่า  มีความเห็นถูกต้อง  (เป็นสัมมาทิฏฐิกบุคคล )  โดยความ

เห็นทั้ง ๒ อย่าง   (คือกัมมัสสกตาและอนุโลมญาณ  เพราะยังลบคลำความ

เห็นเรื่องอัตตาอยู่   ยังละสักกายทิฏฐิไม่ได้).

เสกขบุคคล   ชื่อว่า   มีความเห็นชอบ   เพราะมีความเห็นชอบที่แน่

นอน   ส่วนอเสกขบุคคล  ชื่อว่า  มีความเห็นชอบ   เพราะไม่ต้องศึกษา.

แต่ในที่นี้ประสงค์เอาผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตรกุศล

ที่แน่นอน  คือเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ว่า   ผู้มีความเห็นชอบ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 543

เพราะเหตุนั้นเอง  ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวไว้ว่า   เป็นผู้ประ-

กอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน       ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้

แล้ว.

อธิบายว่า   สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตรกุศลเท่านั้น    เป็นความเห็นที่

ตรง   เพราะไปตามความตรงไม่ข้องแวะกับที่สุดทั้ง  ๒ อย่าง   หรือตัดขาด

ความคดงอทุกอย่าง       มีความคดงอทางกายเป็นต้นแล้วไปทรง      และผู้

ประกอบด้วยทิฏฐินั้นเอง  ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่คลอน-

แคลน   คือด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ ประการ.

อริยสาวกเมื่อคลายความยึดมั่นด้วยทิฏฐิทุกอย่าง   ละกิเลสทั้งสิ้นได้    ออก

ไปจากสงสารคือชาติ    เสร็จสิ้นการปฏิบัติ    ท่านเรียกว่า    ผู้ได้มาสู่พระ

สัทธรรม   กล่าวคือพระนิพพาน     ที่หยั่งลงสู่อมตธรรม      ที่พระสัมมา-

สัมพุทธเจ้าทรงประกาศแล้วด้วยอริยมรรค.

( ๑๑๑ )   คำว่า   ยโต  โข   นี้เป็นคำกำหนดกาลเวลา   มีอธิบายว่า

ในกาลใด.

ข้อว่า  อกุสลมูลญฺจ   ปชานาติ  ความว่า   รู้ชัดอกุศล   กล่าวคือ

อกุศลกรรมบถ  ๑๐ ประการ   คือ  เมื่อแทงตลอดว่า   สิ่งนี้เป็นทุกข์   ด้วย

สามารถแห่งกิจจญาณ     ชื่อว่ารู้ชัดอกุศล    เพราะความรู้ชัดที่มีนิโรธเป็น

อารมณ์.

ข้อว่า  อกุสลญฺจ  ปชานาติ   ความว่า   รู้ชัดรากเหง้าของอกุศลที่

เป็นรากเหง้า   เป็นปัจจัยแห่งอกุศลนั้น   คือ  เมื่อแทงตลอดว่า  นี้เป็นเหตุ

ให้เกิดทุกข์โดยประการนั้นนั่นเอง   ( ชื่อว่ารู้ชัดรากเหง้าของอกุศล ).

ถึงแม้ในคำนี้ว่า  กุศล  และรากเหง้าของกุศล   ก็มีนัยนี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 544

ในทุกวาระต่อจากวาระนี้ไป    ก็เหมือนกับในวาระนี้     ควรทราบ

การรู้ชัดวัตถุ  ด้วยสามารถแห่งกิจจญาณนั่นเอง.

บทว่า   เอตฺตาวตาปิ   ความว่า  ด้วยเหตุเพียงเท่านี้    คือแม้ด้วยการ

รู้ชัดอกุศลเป็นต้นนี้ .

บทว่า  สมฺมาทิฏฺิ  โหติ  ความว่า  เป็นผู้ประกอบด้วยโลกุตตร-

สัมมาทิฏฐิ   มีประการดังกล่าวมาแล้ว.

ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า  อริยสาวกนั้นมีความเห็นตรง ฯล ฯ    ได้มาสู่

พระสัทธรรมนี้แล้ว    เป็นอันท่านพระสารีบุตร    จบการแสดงโดยย่นย่อ

ลงแล้ว.   การแสดง   ( ของท่าน ) นี้   ถึงจะย่นย่อ   แต่ก็ควรทราบถึงการ

แทงตลอดด้วยมนสิการโดยชอบ    ด้วยสามารถแห่งความพิสดารอยู่นั่นเอง

สำหรับภิกษุเหล่านั้น.   ส่วนในทุติยวารถึงการแสดง   (จะย่นย่อ)  ก็ควร

ทราบถึงการแทงตลอด   ด้วยมนสิการโดยชอบอย่างพิสดารว่า   ได้เป็นไป

แล้วโดยพิสดารอยู่นั่นเอง.

ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวกันว่า   บรรดาการแสดงทั้ง ๒ อย่างนั้น ด้วย

การแสดงอย่างย่นย่อ    ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึงมรรคเบื้องต่ำไว้ทั้ง  ๒

อย่าง      ด้วยการแสดงอย่างพิสดาร     ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึงมรรค

เบื้องสูงไว้  ๒  อย่าง.

ในที่สุดแห่งการแสดงอย่างพิสดาร   ภิกษุทั้งหลายเล็งเห็นคำ  มีอาทิ

ว่า     เพราะละราคานุสัยได้โดยประการทั้งปวง.     แต่พระเถระได้กล่าวว่า

มรรคทั้ง  ๔  ได้กล่าวไว้แล้ว    โดยเป็นหมวดด้วยการแสดงอย่างย่อก็มีด้วย

การแสดงอย่างพิสดารก็มี.

อนึ่ง การแสดงทั้งโดยย่อทั้งโดยพิสดารนี้ใด  เป็นการแสดงที่ข้าพเจ้า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 545

ได้การทำการวิจารณ์ไว้โดยละเอียดแจ่มแจ้งแล้ว   ในที่นี้การแสดงนั้น  พึง

ทราบตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในที่นี้ทุก ๆ วาระเทอญ.    เพราะว่าต่อแต่นี้

ไป  ข้าพเจ้าจักทำเพียงการขยายความเฉพาะบทที่ยาก  ที่ยังไม่ได้  ( อธิบาย)

เท่านั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในการแสดงโดยพิสดาร      ซึ่งปฐมวารในจำนวน

วาระเหล่านั้นก่อน.

ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า  ปาณาติบาตนั้นแหละคุณ เป็นอกุศล. อกุศล

พึงทราบได้จากความเป็นไปโดยความไม่ฉลาด.      อกุศลนั้นพึงทราบโดย

(เป็นธรรม)  ทรงกันข้ามกับกุศลที่จะต้องกล่าวข้างหน้า   หรือโดยลักษณะ

พึงทราบ (ว่าเป็น)  สิ่งที่มีโทษและมีวิบากเป็นทุกข์  เป็นสิ่งที่เศร้าหมอง.

นี้เป็นการขยายบททั่วไปในอกุศลวาระนี้ก่อน.

แก้ปาณาติบาต

ส่วนในบทเฉพาะ  (ไม่ทั่วไป)  พึงทราบวินิจฉัยว่า  การยังสัตว์.

ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป    ชื่อว่า    ปาณาติบาต     ได้แก่ การฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต

อธิบายว่า การทำลายสัตว์ที่มีชีวิต.  ก็คำว่า ปาณะ ในคำว่า ปาณาติปาโต

นี้   โดยโวหาร   ได้แก่สัตว์   แต่โดยปรมัตถ์  ได้แก่ชีวิตินทรีย์

ส่วนเจตนาที่จะฆ่าของผู้มีความสำคัญในสัตว์มีชีวิตนั้นว่า   เป็นสัตว์

มีชีวิต  อันเป็นสมุฏฐานแห่งความพยายามที่จะเข้าไปตัดชีวิตินทรีย์ ที่เป็น

ไปทางกายทวาร  หรือวจีทวาร  ทวารใดทวารหนึ่ง   ชื่อว่า ปาณาติบาต.

ปาณาติบาตนั้น    พึงทราบว่า    มีโทษน้อย    ในเพราะสัตว์มีชีวิต


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 546

ตัวเล็ก  ในจำนวนสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย  มีเดียรัจฉานเป็นต้นที่ปราศจากคุณ

แต่พึงทราบว่ามีโทษมาก  ในเพราะสัตว์มีชีวิตตัวใหญ่.

เพราะเหตุไร ?

เพราะมีประโยคใหญ่   (มีวิธีการมาก).

แม้เมื่อมีประโยคเสมอกัน  ปาณาติบาตพึงทราบว่ามีโทษมาก เพราะ

วัตถุใหญ่  (ตัวใหญ่).   ในจำพวกสัตว์ที่มีคุณมีมนุษย์เป็นต้น  ในเพราะ.

สัตว์มีคุณน้อย    ปาณาติบาตก็พึงทราบว่ามีโทษน้อย   ในเพราะสัตว์มีคุณ

มาก       ก็พึงทราบว่ามีโทษมาก.      แต่เมื่อสรีระและคุณมีความเสมอกัน

ปาณาติบาตพึงทราบว่ามีโทษน้อย   เพราะกิเลสและความพยายามอ่อน  พึง

ทราบว่ามีโทษมาก   เพราะกิเลสและความพยายามแรงกล้า.

ปาณาติบาตนั้นมีองค์ประกอบ ๕    คือ สัตว์มีชีวิต ๑    ความรู้ว่า

สัตว์มีชีวิต ๑   จิตคิดจะฆ่า ๑   ความพยายาม  (ฆ่า) ๑   สัตว์ตายเพราะ

ความพยายามนั้น  ๑.

ประโยคแห่งการฆ่า   มี ๖   คือ  สาหัตถิกประโยค  (ฆ่าด้วยมือของ

ตนเอง ) ๑    อาณัตติกประโยค   ( ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า) ๑   นิสสัคคิยประโยค

(ฆ่าด้วยสาตราวุธที่พุ่งหรือปล่อยออกไป)  ๑    ถาวรประโยค    (ฆ่าด้วย

เครื่องมือดักอยู่กับที่) ๑     วิชชามยประโยค     (ฆ่าด้วยอำนาจวิชา)  ๑

อิทธิมยประโยค  (ฆ่าด้วยฤทธิ์) ๑.

แต่ครั้นจะอธิบายประโยคนี้ให้พิสดารในปฐมวาระนี้   ก็จะยืดยาวไป

มาก    เพราะฉะนั้น  จะไม่ขออธิบายประโยคนั้นและอย่างอื่นที่เป็นแบบนี้

ให้พิสดาร     ส่วนผู้มีความต้องการ    พึงตรวจดูสมันตปสาทิกาอรรถกถา

พระวินัยเอาเถิด.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 547

แก้อทินนาทาน

การถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้   ชื่อว่าอทินนาทาน   การลักของ ๆ

ผู้อื่น   ชื่อว่าเถยยะ   อธิบายว่า   เป็นกิริยาของโจร.

บทว่า  อทินฺน    ได้แก่ของที่ผู้อื่นหวงแหนซึ่งคนอื่น   (เจ้าของ )

เมื่อใช้ตามที่ต้องการ  ก็ไม่ควรได้รับทัณฑ์และไม่ควรถูกตำหนิ.

ส่วนเจตนาที่จะลักของผู้มีความสำคัญในของที่ผู้อื่นหวงแหนนั้นว่า

เป็นของที่เขาหวงแหน     อันเป็นสมุฏฐานแห่งความพยายามที่จะถือเอาสิ่ง

ของที่เจ้าของไม่ได้ให้นั้น  ชื่อว่า  อทินนาทาน.

อทินนาทานนั้น  มีโทษน้อย  ในเพราะสิ่งของ ๆ ผู้อื่นที่เลว  ชื่อว่า

มีโทษมาก  ในเพราะสิ่งของของผู้อื่นประณีต.

เพราะเหตุไร ?

เพราะว่าเป็นสิ่งของประณีต.

เมื่อมีความเสมอกันแห่งวัตถุ     ชื่อว่ามีโทษมาก    ในเพราะสิ่งของ

ที่มีอยู่ของผู้มีคุณยิ่ง.   อทินนาทานนั้น  ชื่อว่ามีโทษน้อย  ในเพราะสิ่งของ

ที่มีอยู่ของผู้มีคุณต่ำกว่านั้น  เพราะเปรียบเทียบกับผู้มีคุณยิ่งนั้น.

อทินนาทานนั้น  มีองค์ประกอบ ๕ ประการ   คือของที่คนอื่นหวง

แหน ๑    ความรู้ว่าเป็นของที่คนอื่นหวงแหน ๑    จิตคิดจะลัก ๑   ความ

พยายาม  (จะลัก) ๑   ลักของได้มาด้วยความพยายามนั้น ๑.

ก็ประโยค  ( การประกอบอทินนาทาน)   มี ๖ อย่าง   มีสาหัตถิก-

ประโยค  เป็นต้น.     ก็ประโยคเหล่านั้นแลเป็นไปแล้ว     ด้วยสามารถแห่ง

อวหาร   ( การลัก )  เหล่านี้      คือ   เถยยาวหาร    ( ลักโดยการขโมย )  ๑


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 548

ปสัยหาวหาร  (ลักโดยการกรรโชก)  ๑   ปฏิจฉันนาวหาร  (ลักโดยการ

ปิดช่องสิ่งของ) ๑  ปริกัปปาวหาร  (ลักโดยการกำหนดสิ่งของหรือเวลา)

๑   กุสาวหาร    (ลักโดยการสับเปลี่ยน) ๑   ข้อความดังที่กล่าวมาแล้วนี้

เป็นข้อความสังเขปในอวหารนี้.        ส่วนความพิสดารได้กล่าวไว้แล้วใน

อรรถกถาชื่อสมันตปาสาทิกา.

แก้กาเมสุมิจฉาจาร

ก็บทว่า   กาเมสุ  ในข้อว่า     กาเมสุมิจฺฉาจาโร   นี้   ได้แก่  เมถุน-

สมาจาร.      ความประพฤติลามกที่บัณฑิตตำหนิโดยส่วนเดียว       ชื่อว่า

มิจฉาจาร.

แต่โดยลักษณะเจตนาที่ล่วงเกินอคมนียฐาน (คนที่ต้องห้าม) ที่เป็น

ไปทางกายทวาร  ด้วยความประสงค์ต่ออสัทธรรม  ชื่อว่า  กาเมสุมิจฉาจาร.

ก่อนอื่น  (หญิง)   ที่ชื่อว่าเป็นอคมนียฐาน   (หญิงที่ต้องห้าม)

สำหรับผู้ชายในกาเมสุมิจฉาจารนี้    ได้แก่หญิง ๒. จำพวก  คือ  หญิงที่มี

มารดารักษาเป็นต้น.

หญิง  ๑๐  จำพวก  คือ  หญิงที่มารดารักษา ๑ ที่บิดารักษา ๑  ที่ตั้ง

มารดาและบิดารักษา ๑    ที่พี่ชายน้องชายรักษา ๑    ที่ญาติรักษา ๑    ที่

โคตรรักษา ๑   ที่ธรรมรักษา ๑   ที่มีการอารักขา  ๑   ที่มีอาชญารอบด้าน

(อยู่ในกฎมณเฑียรบาล) ๑.

และหญิงอีก   ๑๐ จำพวก     มีหญิงที่ไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้นเหล่านี้

คือ ภรรยาที่ซื้อมาด้วยทรัพย์  ( ภรรยาสินไถ่) ๑  ที่อยู่ด้วยกันเพราะความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 549

พอใจ ๑    ที่อยู่ด้วยก้นเพราะโภคะ ๑    ที่อยู่ด้วยกันเพราะเครื่องนุ่งห่ม ๑

ที่ผู้ปกครองเต็มใจยกให้ ๑  ที่ชายยกเทริดลงจากศีรษะ ๑  ที่เป็นทั้งภรรยา

เป็นทั้งทาส ๑   ที่เป็นทั้งภรรยาเป็นทั้งลูกจ้าง ๑   ที่เป็นเชลยศึก ๑   ที่อยู่

ด้วยกันเพียงครู่เดียว  ๑.

ส่วนชายอื่น   นอกจากสามีของคน   ชื่อว่าเป็นอคมนียฐาน  (ชาย

ต้องห้าม)  สำหรับหญิง ๑๒ จำพวก  คือ ๒ จำพวกสำหรับหญิงมีอารักขา

และหญิงมีอาชญารอบด้าน      และ   ๑๐  จำพวกสำหรับภรรยาที่ไถ่มาด้วย

ทรัพย์เป็นต้น    ในจำนวนหญิงทั้งหลาย  (  ๑๐ จำพวก)  สำหรับภรรยา.

อนึ่ง  มิจฉาจารนี้นั้น    ชื่อว่ามีโทษน้อย     ในเพราะอคมนียฐาน

(ผู้ต้องห้าม)  ปราศจากคุณธรรม   มีศีลเป็นต้น   ชื่อว่ามีโทษมาก  เพราะ

ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม  มีศีลธรรมเป็นต้น.

กาเมสุมิจฉาจารนั้น  มีองค์ประกอบ ๔ อย่าง   คือ  เป็นบุคคลต้อง

ห้าม ๑    จิตคิดจะเสพในบุคคลต้องห้ามนั้น ๑    การประกอบการเสพ ๑

การยังมรรคให้ดำเนินไปในมรรคหรือหยุดอยู่ ๑  ประโยคมีอย่างเดียว คือ

สาหัตถิกประโยคเท่านั้น.

แก้มุสาวาท

กายประโยคหรือวจีประโยค  ที่หักรานประโยชน์   (ผู้อื่น)   ของผู้

มุ่งจะพูดให้ผิด  ชื่อว่า มุสา.   เจตนาของผู้พูดให้ผิดต่อผู้อื่น  ด้วยประสงค์

จะให้เข้าใจผิด  มีกายประโยคและวจีประโยคเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่า มุสาวาท.

อีกนัยหนึ่ง   เรื่องไม่จริง  ไม่แท้   ชื่อว่า  มุสา   (เรื่องเท็จ ).  การ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 550

ให้  (ผู้อื่น)   เข้าใจเรื่องเท็จนั้น   ว่าเป็นเรื่องจริง  เรื่องแท้  ชื่อว่า  วาทะ

(การพูด)   แต่โดยลักษณะ    เจตนาของผู้ประสงค์จะให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องที่

ไม่จริงว่าเป็นเรื่องจริง    อันเป็นสมุฏฐานแห่งวิญญัติ   (การเคลื่อนไหว)

อย่างนั้น  ชื่อว่า  มุสาวาท  (การพูดเท็จ ).

มุสาวาทนั้น  ชื่อว่า  มีโทษน้อย     เพราะประโยชน์ที่คนหักรานมี

จำนวนน้อย     ชื่อว่ามีโทษมาก     เพราะประโยชน์ที่ตนหักรานมีจำนวน

มาก.

อีกอย่างหนึ่ง    สำหรับคฤหัสถ์    มุสาวาทที่เป็นไปแล้ว    โดยนัยมี

อาทิว่า  ไม่มีเพราะไม่ประสงค์จะให้ของ ๆ  ตน  (แก่คนอื่น)  มีโทษน้อย

ที่กล่าวเบิกพยานเพื่อหักล้างประโยชน์  (ของคู่ความ) มีโทษมากสำหรับ

บรรพชิต    มุสาวาทที่เป็นไปแล้ว    โดยนัยแห่งบูรณากถา    (พูดให้เต็ม

ความหรือเล่นสำนวน)    ว่าวันนี้   น้ำมันในบ้านเห็นจะไหลเป็นแม่น้ำนะ

ด้วยความประสงค์จะให้หัวเราะ  เพราะได้น้ำมันหรือเนยใสน้อยไป  มีโทษ

น้อย  แต่ของผู้พูดโดยนัยมีอาทิว่า   สิ่งที่ไม่ได้เห็นเลย  ว่าได้เห็น  มีโทษ

มาก.

มุสาวาทนั้น    มีองค์ประกอบ  ๔   อย่าง   คือเรื่องไม่จริง ๑   ตั้งใจ

พูดให้ผิด ๑    พยายามพูด  ๑    ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น ๑.    ประโยคมี

ประโยคเดียว  คือสาหัตถิกประโยคเท่านั้น.   ประโยคนั้นพึงเห็นว่า  ได้แก่

การแสดงกิริยาของผู้จะพูดให้ผิดต่อผู้อื่นด้วยกาย       ด้วยของเนื่องด้วยกาย

หรือด้วยวาจา.  ถ้าหากผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้นด้วยกิริยานั้น    กิริยานี้ชื่อว่า

เนื่องด้วยมุสาวาทกรรม   ในขณะแห่งเจตนาที่มีกิริยาเป็นสมุฏฐานนั้นเอง.