พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 451

และสังฆคุณ     ตามเป็นจริง.     เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงความเลื่อมใสอันไม่

หวั่นไหวนั้นเกิดขึ้นแล้วโดยวิธีใด    บัดนี้   เมื่อจะทรงแสดงวิธีนั้น   จึง

ทรงยังฐานะที่ตั้งแห่งอนุสสติ  ๓ ให้พิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า   อิติปิ   โส

ภควา  ดังนี้.  การพรรณนาเนื้อความแห่งที่ตั้งอนุสสติเหล่านั้น  ท่านพระ

พุทธโฆษาจารย์กล่าวไว้แล้วอย่างละเอียดในอนุสสติกถาในวิสุทธิมรรค.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงความเลื่อนใสทั้งที่เป็นโลกิยะ

และโลกุตตระของพระอนาคามีนั้น   อย่างนี้แล้ว   บัดนี้    เมื่อจะทรงแสดง

การละกิเลสและอานิสงส์มีโสมนัสเป็นต้น    อันประกอบด้วยความเลื่อมใส

อันไม่หวั่นไหวที่เกิดขึ้นแก่พระอนาคามีผู้พิจารณาอยู่   จึงตรัสคำเป็นต้นว่า

ยโถธิ   โข    ปนสฺส   ดังนี้.   คำนั้นมีอธิบายว่า  จริงอยู่   โสมนัสกล้า

ย่อมเกิดขึ้นแก่พระอนาคามีผู้พิจารณาอยู่   ถึงการละกิเลสของตนว่า   กิเลส

เหล่านี้  ๆ เราละได้แล้ว       เปรียบเหมือนโสมนัสกล้าเกิดขึ้นแก่พระราชา

ผู้ทรงปราบอันตรายคือโจร       ที่ซ่องสุมอยู่บริเวณปลายแดงให้สงบแล้ว

เสด็จกลับมาประทับพิจารณาพระราชกิจนั้นอยู่ในพระมหานครนั้นฉะนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงโสมนัสนั้น       จึงตรัสคำเป็นต้นว่า

ยโถธิ  โข   ปนสฺส  ดังนี้ . คำนั้นมีอธิบายว่า  พระอนาคามีนี้ใดพิจารณา

อยู่อย่างนี้ว่า  พระอริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว

ในพระพุทธเจ้า  ฯลฯ   พระธรรม   ฯลฯ   (และ )   ฯลฯ   พระสงฆ์

เป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยมของชาวโลก  กิเลสนั้นเป็นอันพระอนาคามีสละแล้ว

สลัดทิ้งแล้วตามส่วนแล    ได้แก่สละแล้วตามอำนาจส่วนของตน ๆ นั่นแล

กิเลสนั้น ๆ  เป็นอันพระอนาคามีนั้น   คายแล้ว   ปล่อยแล้ว   ละได้แล้ว

สลัดทิ้งแล้ว.

๑.  ปาฐะนั้น  เป็น ยโตธิ  ทั้ง  ๒  แห่ง  แต่ฉบับของพม่าเป็น  ยโถธิ  จึงแก้ตามฉบับพม่า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 452

บทว่า  สกสกโอธิวเสน  ความว่า ส่วนมี ๒  คือส่วนแห่งกิเลสและ

ส่วนแห่งมรรค.    บรรดาส่วน ๒ ส่วนนั้น    ว่าด้วยอำนาจส่วนแห่งกิเลส

(ก่อน)  กิเลสเหล่าใดอันบุคคลพึงฆ่าด้วยมรรคใด   กิเลสเหล่านั้นไม่ปน

กับกิเลสที่มรรคอื่นพึงฆ่า       ย่อมเป็นอันพระอนาคามีละได้แล้วด้วยส่วน

ของตนนั้นแล.   ว่าด้วยส่วนแห่งมรรคบ้าง   กิเลสเหล่าใดอันบุคคลพึงละ

ด้วยมรรคใด  กิเลสเหล่านั้นนั่นแลย่อมเป็นอันละแล้วด้วยมรรคนั้น.  กิเลส

นั้น    ๆ   ย่อมเป็นอันท่านสละแล้ว    สลัดทิ้งแล้วทีเดียว   ด้วยอำนาจส่วน

ของตน   ด้วยประการฉะนี้.   เชื่อมความว่า  ท่านพิจารณาถึงกิเลสที่ละได้

แล้วนั้นเป็นผู้ได้โสมนัส,    เธอย่อมได้ความรู้อรรถ   ( ผล )   ยิ่งไปกว่านั้น

ว่าเราเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า.

ปาฐะว่า  ยโถธิ   โข  ดังนี้ก็มี.   ด้วยอำนาจปาฐะนั้น   มีเนื้อควานดังต่อ

ไปนี้.  ก็แล  เพราะเหตุที่กิเลสย่อมเป็นอันภิกษุนั้นละได้แล้ว  สละได้แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   ยโต   เป็นตติยาวิภัตติ.  มีอธิบายว่า

ยสฺมา   (เพราะเหตุใด).   มรรค ๓ เบื้องต่ำท่านเรียกว่า  "โอธิ"   เพราะ

เหตุไร ?   เพราะมรรค ๓ เบื้องต่ำเหล่านั้น   ทำ  ( กิเลส)  ให้เป็นส่วน

คือให้เป็นสัด   (โกฏฐาสะ )   แล้วย่อมละ   ( กิเลส )   ได้   ยกเว้นกิเลส

ที่พึงละด้วยมรรคเบื้องสูง  ๆ     ฉะนั้น  มรรค  ๓  เบื้องต่ำท่านจึงเรียกว่า

โอธิ   ดังนี้. ส่วนอรหัตตมรรคย่อมละกิเลสทุกอย่างไม่ให้เหลืออยู่  เพราะ-

ฉะนั้น   ท่านจึงกล่าวว่า  อโนธิ   ดังนี้.   อนึ่ง  ภิกษุรูปนี้    สละกิเลสได้

แล้วด้วยมรรค  ๓  เบื้องต่ำ.   เพราะฉะนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ยโตธิ   โข  ปน  จตฺต  โหติ  ดังนี้ .

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โข  ปน  เป็นเพียงนิบาต.  ส่วนเนื้อความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 453

นี้เป็นความรวม.  ก็เพราะกิเลส  ชื่อว่า โอธิ  เป็นอันภิกษุรูปนั้นสละแล้ว

สลัดทิ้งแล้ว ฉะนั้น จึงควรขยายความตามพระบาลีว่า ภิกษุรูปนั้นพิจารณา

ถึงกิเลสที่ละได้แล้วนั้นย่อมได้โสมนัส  เธอย่อมได้ความรู้แจ้งอรรถ (ผล)

แม้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น  ว่าเราเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว

ในพระพุทธเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  จตฺต   นี้  ท่านกล่าวด้วยอำนาจการสละ

ภาวะของตน.

ส่วนบทว่า   วนฺต   นี้  ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจการแสดงภาวะคือความ

ไม่ยึดถือ.

บทว่า  มุตฺต  นี้   ท่านกล่าวด้วยอำนาจเปลื้องจากสันตติ.

บทว่า ปหีน  นี้  ท่านกล่าวด้วยอำนาจการแสดงว่า  กิเลสแม้ที่พ้น

ได้แล้วไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน ๆ.

บทว่า  ปฏินิสฺสฏฺ   นี้  ท่านกล่าวด้วยอำนาจการแสดง  การสละ

กิเลสที่เคยยึดถือในกาลก่อน       หรือด้วยอำนาจการแสดงภาวะแห่งกิเลส

ที่ตนสลัดทิ้งแล้วเฉพาะหน้า    ท่านกล่าวอธิบายว่า   ด้วยอำนาจการแสดง

ภาวะแห่งกิเลสที่คนครอบงำด้วยกำลังแห่งภาวนา     สลัดทิ้งแล้ว     ดังนี้.

ในข้อว่าย่อมได้การรู้อรรถ  (ผล )  การรู้ธรรม  (เหตุ)  นี้   มีอธิบายว่า

ควานเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั้นแล

ชื่อว่าอรรถ     เพราะอันบุคคลพึงดำเนิน     อธิบายว่า    พึงเข้าไปให้ถึง.

ชื่อว่าธรรม  เพราะเป็นสภาพทรงไว้  มีอธิบายว่า  ให้ตกต่ำ.

บทว่า   เวท    หมายเอาคัมภีร์บ้าง    หมายเอาญาณบ้าง   หมายเอา

โสมนัสบ้าง.   คัมภีร์ท่านเรียกว่า   เวท  (ดัง)   แม้ในประโยคเป็นต้นว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 454

ถึงฝั่งแห่งเวท  ๓   ดังนี้.     ญาณท่านเรียกว่า   เวท   (ดัง )    ในประโยค

เป็นต้นว่า

พราหมณ์ใดถึงเวทมีความรู้ยิ่ง    ไม่มีกิเลส    เครื่อง

กังวล   ไม่ข้องอยู่ในกามภพ  ดังนี้.

โสมนัสท่านเรียกว่า เวท (ดัง )  ในประโยคเป็นต้นว่า  ชนเหล่าใด

เกิดความยินดี  ย่อมท่องเที่ยวไปในโลก  ดังนี้ .  แต่ในที่นี้  ท่านประสงค์เอา

โสมนัส และญาณอันประกอบด้วยโสมนัส  เพราะฉะนั้น  ในข้อนี้พึงทราบ

เนื้อความอย่างนี้ว่า :-

บทว่า  ลภติ  อตฺถเวท  ลภติ  ธมฺมเวท  ความว่า  ย่อมได้โสมนัส

อันมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวเป็นอารมณ์        และญาณอันสำเร็จด้วย

โสมนัส.  อีกอย่างหนึ่ง  พึงทราบความในข้อนี้แม้อย่างนี้ว่า :-

บทว่า  อตฺถเรท  ความว่า  (ย่อมได้)  ความรู้  (เวท)  มีประการ

ดังกล่าวนั่นแล     อันเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านผู้พิจารณาอยู่     ซึ่งความเลื่อมใส

อันไม่หวั่นไหว.

บทว่า   ธมฺมเวท   ความว่า  ( ย่อมได้)  ซึ่งความรู้  (เวท)    มี

ประการดังกล่าวแล้วนั่นแล     อันเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านผู้พิจารณาอยู่    ซึ่ง

การละกิเลสโดยเป็นส่วนเพราะเหตุแห่งความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้นี้ว่า   ญาณ   ในเหตุ   ชื่อว่า   ธัมมปฏิสัมภิทา

ญาณในผลของเหตุ  ชื่อว่า  อัตถปฏิสัมภิทา  ดังนี้.

บทว่า   ธมฺมูปสญฺหิต   ปาโมชฺช  ความว่า (ย่อมได้) ปราโมทย์

อันเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านผู้พิจารณาอยู่    ซึ่งอรรถและธรรมนั้นนั่นแล    และ

ความรู้    (เวท )     อันเป็นอานิสงส์เกิดมาจากความรู้อรรถและธรรมนั้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 455

จริงอยู่     ปราโมทย์นั้นท่านกล่าวว่า     ประกอบด้วยธรรมอันเป็นไปโดย

อาการพิจารณาโดยลักษณะที่ไม่มีโทษ.

บทว่า  ปมุทิตสฺส  ปีติ  ชายติ  ความว่า  ปีติ  อันไม่เจือด้วยอามิส

ย่อมเกิดแก่ท่านผู้บันเทิงด้วยปราโมทย์นี้.

บทว่า  ปีติมนสฺส  ความว่า  ผู้มีใจอิ่มเอิบด้วยปีตินั้น.

บทว่า  กาโย    ปสฺสมฺภติ   ความว่า   แม้กายก็เป็นอันสงบระงับ

คือมีความกระวนกระวายอันสงบระงับแล้ว.

บทว่า  ปสฺสทฺธกาโย  สุข  ความว่า  ท่านผู้มีความกระวนกระวาย

ทางกายสงบแล้วอย่างนี้    ย่อมเสวยสุขทางใจ.

บทว่า  จิตฺต   สมาธิยติ    ความว่า   จิตย่อมตั้งมั่นโดยชอบ   คือ

ดำรงอยู่   ไม่หวั่นไหว  ดุจถึงอัปปนา.

[ ๙๖ ]   พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงอานิสงส์มีโสมนัส

เป็นต้น    อันเกิดขึ้นอยู่แก่ภิกษุรูปนั้น     ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งการละกิเลสอัน

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว   บัดนี้    เมื่อจะทรง

ประกาศอาการอันเป็นไปแล้วแห่งการพิจารณาของภิกษุนั้น    โดยวาระว่า

ยโตธิ   โข  ปน   เม  ดังนี้    แล้วแสดงพลานุภาพแห่งอนาคามิมรรคนั้น

นั่นแล  จึงตรัสคำว่า  ส  โข  โส  ภิกฺขเว  ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า เอวสีโล  ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ย่อมทรงแสดงศีลขันธ์อันประกอบด้วย อนาคามิมรรคของภิกษุรูปนั้น.

บทว่า   เอวธมฺโม  เอวปญฺโ  ความว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อม

ทรงแสดงสมาธิขันธ์     และปัญญาขันธ์อันประกอบด้วยอนาคามิมรรคนั้น

นั่นแล.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 456

บทว่า  สาลีน   ความว่า  แห่งข้าวสาลีชนิดต่าง ๆ   มีข้าวสาลีแดง

และข้าวสาลีหอมเป็นต้น.

บทว่า    ปิณฺฑปาต  ได้แก่ข้าวสุก.

บทว่า   วิจิตกาฬก  ความว่า  นำส่วนที่คำ  (เสีย)  ออก.

บทว่า  เนวสฺส   ต   โหติ   อนฺตราย  ความว่า  การฉันบิณฑบาต

มีประการดังกล่าวนั้น    ของภิกษุเห็นปานนี้นั้น    ย่อมไม่เป็นอันตรายแก่

มรรคหรือผล.  จริงอยู่   การฉันนั้น  ของท่านผู้ได้   (บรรลุ)  คุณธรรม

แล้วจักทำอันตรายอะไรได้        แม้ว่าท่านยังไม่ได้บรรลุอรหัตตมรรคและ

อรหัตตผล  (แต่ )  ยัง  (อยู่ในระยะ)  เจริญวิปัสสนาเพื่อบรรลุมรรคผล

นั้น   การฉันนั้นก็ไม่จัดเป็นอันตรายเลย   คือไม่สามารถจะทำอันตรายได้

เลย.   เพราะเหตุไร ?   เพราะท่านมีจิตบริสุทธิ์ด้วยมรรคที่ประมวล    ศีล

ธรรม    และปัญญา    มีประการดังกล่าวแล้วไว้.    ก็เพราะในข้อที่มีเหตุนี้

นั้นแล  ฉะนั้น  เมื่อจะทรงแสดงข้ออุปมาอันเหมาะแก่เหตุนั้น   จึงตรัสคำ

เป็นต้นว่า  เสยฺยถาปิ   ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   อจฺฉ   ความว่า  ใสสะอาด   เพราะ

ปราศจากมลทิน  ผ่องแผ้ว  เพราะประภัสสร.

บทว่า  อุกฺกามุข  ความว่า  เบ้าหลอมของช่างทอง   เพราะในที่นี้

เบ้าของช่างทองท่านเรียกว่า   อุกกา.   แต่ในที่อื่นแม้ประทีปเป็นต้นท่าน

ก็เรียกว่า  อุกกา.   จริงอยู่   ประทีปท่านเรียกว่า  อุกกา  ( คบเพลิง)   ใน

อาคตสถานว่า   อุกฺกา    ธาริยมานาสุ  ดังนี้.    เบ้าท่านเรียกว่า  อุกกา

(เบ้าหลอม)    ในอาคตสถานว่า    ช่างทอง    พึงก่อเบ้าหลอม    ครั้น

ก่อเสร็จแล้ว     พึงฉาบปากเบาหลอม    ดังนี้      เตาช่างทองท่านก็เรียกว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 457

อุกกา    ในอาคตสถานว่า    เหมือนอย่างเตาไฟของช่างทอง    ลุกไหม้อยู่

(แค่)   ข้างใน  ไม่ลามออกมาข้างนอก.   กำลังลมท่านก็เรียกว่า   อุกกา

ในอาคตสถานว่า   กำลังลม  (อุกกาบาต)  จักมีผลอย่างนี้   ดังนี้.   แต่ใน

ที่นี้และในที่อื่นอันนี้ลักษณะเดียวกันนี้   เบ้าของช่างทองพึงทราบว่า  อุกกา

ในอาคตสถานว่า     ช่างทองเอาคีมคีบทองสอดเข้าไปในปากเบ้า     ดังนี้.

ในข้อนั้น  มีการเปรียบเทียบด้วยอุปมาดังต่อไปนี้.  ก็จิตของภิกษุนี้ในเวลา

ที่ยังเป็นปุถุชนเกลือกกลั้วด้วยมลทินมีกามราคะเป็นต้น   พึงเห็นเหมือนผ้า

ที่สกปรกและเหมือนทองคำที่หนองฉะนั้น.    อนาคามิมรรคพึงเห็นเหมือน

น้ำอันใสสะอาดและเหมือนปากเบ้าฉะนั้น.    การที่ภิกษุรูปนั้นมีจิตบริสุทธิ์

เพราะอาศัยอนาคามิมรรคอันประมวลไว้ซึ่ง   ศีล    ธรรม    และปัญญา

มีประการดังกล่าวแล้ว       พึงเห็นเหมือนผ้าขาวสะอาดและทองคำบริสุทธิ์

เพราะอาศัยน้ำและปากเบ้าฉะนั้น    ดังนี้แล.

[๙๗]  บทว่า  โส   เมตฺตาสหคเตน  เจตสา  ความว่า พระธรรม-

เทศนามาแล้วตามอนุสนธิ.  จริงอยู่    อนุสนธิมี  ๓   คือ   ปุจฉานุสนธิ

อัชฌาสยานุสนธิ  และ  ยถานุสนธิ.    ในอนุสนธิ ๓ นั้น    พึงทราบ

ปุจฉานุสนธิด้วยอำนาจพระสูตร         ที่ทรงวิสัชนาแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย

ผู้ทูลถามอยู่อย่างนี้ (ดังในประโยคเป็นต้น)  ว่า  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสอย่างนี้แล้ว    ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้า  ดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ความหวาดสะดุ้งเพราะไม่มีสติในภายนอกนั้นมีหรือ

หนอแล.  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบว่า มี  ภิกษุ.  พึงทราบอัชฌา-

สยานุสนธิ     ด้วยอำนาจสูตร    ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัย

ของคนอื่นแล้วตรัสไว้อย่างนี้ว่า   ดูก่อนพราหมณ์   พึงมีอยู่หนอแล   ท่าน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 458

พึงมีความคิดอย่างนี้ว่า   แม้  ( จน )  วันนี้พระสมณโคดมก็ยังไม่หมดราคะ

แน่นอน.  ส่วนยถานุสนธิ  พึงทราบ  (ด้วยอำนาจ )  สูตรทั้งหลายซึ่งเป็น

ที่มาแห่งเทศนาขั้นสูง  (ขึ้นตามลำดับ)  ด้วยอำนาจธรรมที่เหมาะสมและ

เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมที่เป็นเหตุให้เทศนาเกิดขึ้นในตอนแรก        เช่นใน

อากังเขยยสูตร เทศนาด้วยเรื่องศีลธรรม (เป็นเทศนา)   ขั้นต่ำ  อภิญญา ๖

มา (เป็นเทศนา)  ขั้นสูง  ในกกโจปมสูตร  เทศนาว่าด้วยความไม่อดทน

เกิดขึ้น  (เป็นเทศนา)  ขั้นต่ำ  โอวาทอุปมาด้วยเลื่อยมา  (เป็นเทศนา)

ขึ้นสูง.  ในอลคัททสูตร เทศนาว่าด้วยการแสดงทิฏฐิเกิดขึ้น  (เป็นเทศนา)

ขั้นต่ำ  การประกาศสุญญตามา (เป็นเทศนา ) ขั้นสูง.  ในจุลอัสสปุรสูตร

เทศนาว่าด้วยความไม่อดทนเกิดขึ้น  (เป็นเทศนา)  ขั้นต่ำ  พรหมวิหารมา

(เป็นเทศนา)   ขึ้นสูง.   ในโกสัมพิกสูตร   เทศนาว่าด้วยการทะเลาะกัน

เกิดขึ้น  (เป็นเทศนา)   ขั้นต่ำ  สาราณียธรรมมา  (เป็นเทศนา)  ขั้นสูง.

แม้ในวัตถุสูตรนี้    การแสดงเรื่องกิเลสเกิด (เป็นเทศนา )  ขั้นต่ำ   พรหม-

วิหารมา (เป็นเทศนา)  ขั้นสูง.   เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  ยถานุ-

สนฺธิวเสน   เทสนา   อาคตา  ดังนี้ .   ส่วนในพรหมวิหารธรรม   ท่าน

กล่าวการพรรณนาตามลำดับบท  และนัยแห่งการเจริญทั้งหมดไว้ในคัมภีร์

วิสุทธิมรรค อย่างครบถ้วน.  พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงการเจริญ

พรหมวิหารของพระอนาคามีนั้น   อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปกิเลส   มีอภิชฌา

เป็นต้น    ชื่อว่า  ได้ปทัฏฐานแล้ว   เพราะกำจัดธรรมอันเป็นข้าศึก   โดย

การละกามราคะ   พยาบาท   โดยประการทั้งปวงทีเดียวอย่างนี้แล้ว   บัดนี้

เพื่อจะแสดงวิปัสสนา  เพื่อความเป็นพระอรหันต์แห่งพระอนาคามีนั้นแล้ว

ทรงแสดงการบรรลุพระอรหัต   (ของท่าน)   จึงตรัสคำเป็นต้น ว่า   โส


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 459

อตฺถิ   อิท  ดังนี้. คำนั้นมีเนื้อความว่า พระอนาคามีนั้นได้เจริญพรหมวิหาร

อย่างนี้แล้ว ออกจากพรหมวิหารข้อใดข้อหนึ่งในบรรดาพรหมวิหารเหล่า

นั้นแล้ว  กำหนดธรรมคือพรหมวิหารเหล่านั้นนั่นแล  ว่าเป็นนาม  (และ)

กำหนดธรรมคือ  ภูตรูป  และอุปาทายรูป   ว่าเป็นรูป   โดยนัยเป็นต้นว่า

หทัยวัตถุ   เป็นที่อาศัยของพรหมวิหารธรรมเหล่านั้น   ภูตรูปเป็นที่อาศัย

ของหทัยวัตถุ  ดังนี้แล้ว  ย่อมรู้ชัดว่า  ข้อนี้มีอยู่  ดังนี้.  ด้วยเหตุเพียงเท่านี้

ย่อมเป็นอันพระอนาคามีนี้กระทำการกำหนดทุกขสัจแล้ว.       ต่อจากนั้น

ท่านเมื่อแทงตลอดทุกขสมุทัย  ย่อมรู้ชัดว่า  สิ่งที่เลวยังมีอยู่   ดังนี้.   ด้วย

เหตุเพียงเท่านี้  ย่อมเป็นอันท่านกระทำการกำหนดสมุทัยแล้ว   ต่อจากนั้น

ท่านเมื่อเลือกเฟ้นอุบายเป็นเครื่องละสมุทัยสัจนั้น      ย่อมรู้ชัดว่า      สิ่งที่

ประณีตยังมีอยู่.  ด้วยเหตุเพียงเท่านี้   เป็นอันพระอนาคามีนี้ทำการกำหนด

มัคคสัจแล้ว.     ต่อจากนั้นท่านเมื่อพิจารณาฐานะที่พึงบรรลุด้วยมรรคนั้น

ย่อมรู้ชัดว่า    วิธีสลัดสัญญาให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่.    อธิบายว่า    ย่อมรู้ชัด

อย่างนี้ว่า  พระนิพพานเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งพรหมวิหารสัญญานี้   อันเรา

บรรลุแล้ว  อันยิ่ง  ยังมีอยู่   ดังนี้ .   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้    ย่อมเป็นอันพระ

อนาคามีนี้ทำการกำหนดนิโรธสัจแล้ว.

บทว่า  เอว  ชานโต  เอว  ปสฺสโต  ความว่า  เมื่อพระอนาคามีนั้น

รู้อยู่ซึ่งสัจจะ   ๔   ด้วยอาการ  ๔  อย่างนี้ด้วยวิปัสสนาปัญญา  เห็นอยู่อย่างนี้

ด้วยมรรคปัญญา    จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากอาสวะ    โดยนัยที่กล่าวไว้แล้ว

ในภยเภรวสูตร.

บทว่า  อิตฺถตฺตายาติ    ปชานาติ   ความว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงยังเทศนาให้จบลงจนกระทั่งถึงพระอรหัตอย่างนี้แล้ว    บัดนี้     เพราะ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 460

เหตุที่พราหมณ์ผู้มีความเห็นว่าความบริสุทธิ์ มีได้เพราะการอาบน้ำ    นั่งอยู่

ในบริษัทนั้น  (และ)  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแล้วว่า  พราหมณ์

นั้นนั่นแล    ได้ฟังการพรรณนาถึงความบริสุทธิ์     (มีอยู่)    เพราะการ

อาบน้ำ  (อันเราตถาคต)  กล่าวอยู่  บวชแล้ว   จักบรรลุพระอรหัต  ดังนี้

ฉะนั้น  เพื่อประสงค์จะตักเตือนพราหมณ์นั้น  จึงตรัสอนุสนธิแยกเฉพาะนี้

ว่า อย  วุจฺจติ  ภิกฺขเว  ภิกฺขุ  สินาโต  อนฺตเรน  สินาเนน  (ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุนี้เราตถาคตกล่าวว่า    อาบแล้วด้วยการอาบภายใน)

ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   อนฺตเรน   สินาเนน  ความว่า  ด้วย

การอาบ  คือการออกจากกิเลสอันมีในภายใน.

[๙๘]   บทว่า  สุนฺทริกภารทฺวาโช    ได้แก่พราหมณ์นั้น   ชื่อว่า

ภารทวาชะ  ด้วยอำนาจโคตรของตน.   ก็พราหมณ์นั้นมีความเห็นดังนี้ว่า

คนที่อาบน้ำในแม่น้ำสุนทริกา  ย่อมละบาปได้ เพราะฉะนั้น  จึงถูกเรียกว่า

สุนทริกภารทวาชะ  ดังนี้.   พราหมณ์นั้น  ได้ฟังพระดำรัสของพระผู้มี-

พระภาคเจ้านั้นแล้วคิดว่า    แม้พวกเราย่อมสรรเสริญความบริสุทธิ์เพราะ

การอาบน้ำ      ฝ่ายพระสมโคดมก็ย่อมสรรเสริญ ความบริสุทธิ์เพราะการ

อาบน้ำนั้นเหมือนกัน   บัดนี้   พระสมณโคดมนี้มีด้วยความพอใจเหมือนกันกับ

พวกเรา  ดังนี้.  ลำดับนั้น  พราหมณ์สำคัญพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   เป็น

เหมือนเสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกา    ลอยบาปในน้ำนั้นแล้วเสด็จมา    จึง

กราบทูลว่า    ก็พระโคดมผู้เจริญย่อมเสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกา    เพื่อทรง

สรงสนานหรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสเลยทีเดียวว่า  ไป  หรือไม่

ได้ไป (แต่) ทรงมีพระประสงค์จะถอน  ความเห็น (ผิด)   ของพราหมณ์


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 461

นั้น    จึงตรัสว่า    ดูก่อนพราหมณ์    ประโยชน์อะไรด้วยแม่น้ำพาหุกา

แม่น้ำพาหุกาจักทำอะไรได้   ดังนี้ .   คำนั้นมีเนื้อความว่า ประโยชน์อะไร

ด้วยแม่น้ำพาหุกา,    แม่น้ำพาหุกานั้นจักทำอะไรได้    แม่น้ำพาหุกานั้น

ไม่สามารถอำนวยประโยชน์อะไรให้ได้หรอก   เราจักไปที่แม่น้ำนั้นทำไม.

ลำดับนั้น    พราหมณ์เมื่อจะสรรเสริญข้อความนั้น    จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า

โลกฺขสมฺมตา.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า โลกฺขสมฺมตา ความว่า  แม่น้ำพาหุถา

อันชาวโลกยอมรับกันว่าเป็นแดนพ้นบาป  อธิบายว่า  อันชาวโลกยอมรับ

กันอย่างนี้ว่า  ย่อมให้ความพ้นบาป  คือความหลุดพ้น ได้แก่ความบริสุทธิ์.

ปาฐะว่า  โลกฺยสมฺมตา  ดังนี้บ้าง.   ปาฐะนั้นมีเนื้อความว่า  อันชาวโลก

ยอมรับกันอย่างนี้ว่า  ย่อมให้ถึงโลกที่ประเสริฐที่สุด.

บทว่า  ปุญฺสมฺมตา    ได้แก่อันชาวโลกยอมรับกันว่า   เป็นบุญ

ดังนี้ .

บทว่า  ปวาเหติ  ความว่า  ลอยไป  คือ  ทำให้สะอาด.

บทว่า คาถาหิ  อชฺฌภาสิ  ความว่า  ได้ตรัสด้วยพระคาถาทั้งหลาย.

จริงอยู่     พระคาถาทั้งหลาย    เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะตรัส    ย่อมตรัส

แก่บุคคลผู้ชอบคาถา   เพื่อทรงแสดงเนื้อความนั้นเท่านั้น   หรือเพื่อแสดง

เนื้อความที่สำคัญ.   แต่ในที่นี้   พระคาถาเหล่านั้น   พึงทราบว่า   ตรัสไว้

เพื่อแสดงเนื้อความทั้งสอง.

จริงอยู่   บทว่า  พาหุก   นี้นั่นแลเป็นบทแสดงเนื้อความนั้นในที่นี้.

บทที่เหลือเป็นบทแสดงเนื้อความที่สำคัญ.   เหมือนอย่างว่า  สุนทริกภาร-

ทวาชพราหมณ์        ย่อมไปยังแม่น้ำพาหุกาเพื่อลอยบาปด้วยการอาบน้ำ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 462

ฉันใด   ชาวโลกก็ย่อมไปยังสถานที่มีท่าน้ำอธิกักกาเป็นต้นเพื่อลอยบาป

ด้วยการอาบน้ำฉันนั้น.    บรรดาชาวโลกเหล่านั้น   ชนเหล่าใด    อยู่ใกล้

สถานที่เหล่านั้น   ชนเหล่านั้น   ย่อมอาบน้ำวันละ  ๓  ครั้ง.   ชนเหล่าใด

อยู่ไกล   ชนเหล่านั้น   ย่อมอาบน้ำวันละ  ๒  ครั้ง  ครั้งเดียว   วันเว้นวัน

ตามลำดับ    อย่างนี้จนกระทั่งถึงปีเว้นปี.    ส่วนชนเหล่าใด    ไม่สามารถ

จะไปได้เลย   ชนเหล่านั้น    ก็ใช้ให้คนอื่นเอาหม้อตักน้ำจากที่นั้นมาอาบ.

ก็คำทั้งหมดนี้ไม่มีประโยชน์.     เพราะฉะนั้น     เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความ

สำคัญนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  อธิกกฺกาทีนิปิ  ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  อธิกกก    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

หมายเอาท่าน้ำแห่งหนึ่ง     อันได้โวหาร    (อย่างนั้น)     ด้วยอำนาจเป็น

อุปกรณ์ในการอาบ.

บทว่า  คยา  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงท่าน้ำสัณฐานเหมือน

สระกลมนั่นแล.

แม้บทว่า   ปยาคา   นี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสหมายถึง    ท่าน้ำ

ท่าหนึ่งของแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นสถานที่ตรงหน้าบันไดปราสาทของพระเจ้า-

มหาปนาทะ     ที่จมลงไปในแม่น้ำคงคาแล้ว.     ส่วนลำน้ำเหล่านี้     คือ

พาหุกา  สุนทริกา   สรัสสตี   พาหุมตี  เป็นแม่น้ำ ๔ สาย

บทว่า   พาโล   ได้แก่ผู้มีปัญญาทราม.

บทว่า   ปกฺขนิโน   แปลว่า   เข้าไป.

บทว่า   น   สุชฺฌติ   แปลว่า  ไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์จากกิเลส.

เขาย่อมลอยได้แต่คราบฝุ่นอย่างเดียวเท่านั้น.

บทว่า  กึ   สุนฺทริกา   กริสฺสติ   ความว่า   แม่น้ำสุนทริกา   จัก


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 463

กระทำอะไรได้ด้วยการชำระกิเลส.  อธิบายว่า ไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย.

ในท่าน้ำปยาคา  และแม่นำพาหุกา  ก็มีนัยนี้.   ก็ด้วยบททั้ง ๓ นี้ที่ท่าน

กล่าวไว้แล้ว        ก็ย่อมเป็นอันท่านกล่าว   ๔   บทนอกนี้ไว้ด้วยเหมือนกัน

โดยลักขณหารนัย.    เพราะฉะนั้น    พึงทราบว่า  แม้ท่า   อธิกักกาเป็นต้น

ก็ทำอะไรไม่ได้   เหมือนกับแม่น้ำสุนทริกา   แม่น้ำปยาคา   และแม่น้ำ

พาหุกา  ทำอะไรไม่ได้ฉะนั้น.

บทว่า   เวรึ    แปลว่า   ผู้ประกอบด้วยเวร ๕   มีปาณาติบาตเป็นต้น

บทว่า  กตกิพฺพิส  คือผู้ได้ทำกรรมอันหยาบช้าไว้แล้ว.

บทว่า  น  หิ  น  โสธเย  ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า  แม่น้ำสุนทริกา

ท่าน้ำปยาคา   หรือแม่น้ำพาหุกา   ก็ทำให้เขาบริสุทธิ์ไม่ได้เลย.

บทว่า  ปาปกมฺมิน  ความว่า ประกอบด้วยกรรมอันเป็นบาป  คือ

กรรมที่ชั่วช้าอันเป็นเวร     หรือประกอบด้วยกรรมอันลามก    ท่านกล่าว

อธิบายไว้ว่า    ประกอบด้วยบาปแม้เล็กน้อย    อันยังไม่ถึงความเป็นโทษ

คือเวร.

บทว่า  สุทฺธสฺส  แปลว่า  หมดกิเลส.

บทว่า  สทา  ผคฺคุ  ได้แก่แม้งานนักษัตรประจำเดือน    ที่มีเป็น

ประจำ.  ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า  ในเดือน ๔  ผู้ใดอาบน้ำ

ในวันข้างขึ้นเดือน ๔  ผู้นั้นย่อมชำระบาปที่ตนกระทำตลอดปีได้.   เพราะ

เหตุนั้น       พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงคัดค้านทิฏฐิของพราหมณ์นั้น

จึงตรัสว่า  สำหรับผู้บริสุทธิ์แล้วเดือน ๔ มีอยู่ทุกเมื่อ  สำหรับผู้หมดกิเลส

แล้วนักษัตรประจำเดือน  ๔  มีประจำ  ห้วงน้ำนอกน จักชำระล้างได้อย่างไร

ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 464

บทว่า  อุโปสโถ  สทา   ความว่า   ก็บุคคลผู้บริสุทธิ์แล้วแม้จะไม่

ได้สมาทานองค์อุโบสถในวันเพ็ญ  ๑๔  ค่ำ ๑๕ ค่ำ   ของอุโบสถ   ก็ย่อมมี

อยู่เป็นนิจทีเดียว.

บทว่า  สุทฺธสฺส  สุจิกมฺมสฺส  แปลว่า  ชื่อว่า  ผู้สะอาดแล้ว  เพราะ

เป็นผู้หมดกิเลส  และเป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นอันสะอาด.

บทว่า   สทา   สมฺปชฺชเต    วต   ความว่า   ก็แม้การสมาทานวัตร

อันประกอบด้วยกุศลของบุคคลเช่นนี้  ย่อมถึงพร้อมเป็นประจำทีเดียว.

บทว่า  อิเธว  สินาหิ  ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสว่า   เธอจงอาบน้ำในศาสนาของเราตถาคตนี้แล.

ท่านกล่าวอธิบายไว้อีกว่า   ถ้าเธอปรารถนาจะล้างมลทิน   คือกิเลส

ภายในไซร้   จงอาบด้วยน้ำคือมรรคมีองค์  ๘   ในศาสนาของเราตถาคตนี้

นั่นแล.   เพราะว่าในที่อื่น  น้ำคือมรรคมีองค์   ๘  เช่นนี้ไม่มี  ดังนี้.

บัดนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อจะทรงแสดงความบริสุทธิ์ในทวาร

แม้ทั้ง   ๓  ด้วยอำนาจเทศนาอันเหมาะแก่พราหมณ์นั้น   จึงตรัสคำเป็นต้น

ว่า   สพฺพภูเตสุ  กโรหิ   เขมต  ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   เขมต   ได้แก่ความไม่มีภัย   คือความ

เกื้อกูล  อธิบายว่า  ได้แก่เมตตา.   ด้วยบทนั้น   ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าทรงแสดงความบริสุทธิ์ทางมโนทวารแก่พราหมณ์นั้น.

ด้วยบทว่า  สเจ  มุสา  น  ภณสิ  นี้  ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าทรงแสดงความสะอาดทางวจีทวาร.

ด้วยบทเหล่านี้ว่า สเจ  ปาณ  น  หึสสิ  สเจ  อทินฺน  นาทิยสิ

ย่อมอันเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความบริสุทธิ์ ทางกายทวาร.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 465

ก็ด้วยบทเหล่านี้ว่า  สทฺทหาโน    อมจฺฉรี  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประกอบพราหมณ์นั้น   ผู้มีทวารบริสุทธิ์แล้วอย่างนี้ไว้ในสัทธาสัมปทา

และจาคสัมปทา.   ส่วนบาลีนี้ว่า  กึ   กาหสิ   คย   คนฺตฺวา   อุทปาโนปิ

เต  คยา   เป็นกึ่งคาถา.   พึงประกอบใจความอย่างนี้ว่า   ถ้าว่า   เธอจัก

กระทำความปลอดภัยในสัตว์ทั้งปวง  ไม่พูดเท็จ  ไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักทรัพย์

มีความเชื่อ   ไม่ตระหนี่   เธอไปยังแม่น้ำคยาจักทำอะไรได้   แม่น้ำคยา

ก็เป็น (เพียง )  บ่อน้ำสำหรับเธอ  เพราะว่า   เมื่อเธออาบน้ำอยู่ในแม่น้ำ

คยาก็ดี    ในบ่อน้ำก็ดี    ความบริสุทธิ์จากกิเลสจะมีได้ก็ด้วยการปฏิบัตินี้

เท่านั้น  ส่วนความบริสุทธิ์จากมลทินทางร่างกายมีได้เหมือนกันในที่ทั้ง  ๒

แห่ง.  บัณฑิตพึงทราบเนื้อความว่า  ก็เพราะว่าแม่น้ำคยาอันชาวโลกรู้จัก

กันมากกว่าในโลก ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ถูกพราหมณ์นั้นทูลถาม

ว่า  ก็พระโคดมผู้เจริญ  เสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกาหรือ ? ไม่ตรัสว่า  เธอ

ไปยังแม่น้ำพาหุกา   จักทำอะไรได้  (แต่ )  ตรัสว่า   เธอไปยังแม่น้ำคยา

จักการทำอะไรได้  ดังนี้.

[๙๙]    คำเป็นต้นอย่างนี้ว่า    เอว    วุตฺเต     นับว่า    ชัดแล้วแล

เพราะท่านกล่าวไว้แล้วในภยเภรวสูตร.

ก็ในบทเป็นต้นว่า   เอโก   วูปกฏฺโ    พึงทราบอธิบายดังนี้  พราหมณ์

ชื่อว่าเป็นผู้เดียวด้วยกายวิเวก     ชื่อว่าหลีกออกแล้ว      (จากการคลุกคลี

ด้วยนิวรณ์)    ด้วยจิตวิเวก    ชื่อว่าไม่ประมาท    ด้วยการไม่ละสติใน

กัมมัฏฐาน   ชื่อว่ามีความเพียร   ด้วยความเพียรเผากิเลส   กล่าวคือความ

เพียรทางกาย   และความเพียรทางจิต  ชื่อว่าหมดอาลัยในตนแล้ว    เพราะ

ไม่มีความห่วงใยในกายและชีวิต    ชื่อว่าอยู่ด้วยการอยู่ด้วยอิริยาบถอย่างใด


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 466

อย่างหนึ่ง  (ในบรรดาอิริยาบถ ๔).

บทว่า  น  จิรสฺเสว  ท่านกล่าวหมายถึงการบรรพชา.

บทว่า  กุลปุตฺตา   ได้แก่กุลบุตรมี  ๒  จำพวกคือ  กุลบุตรโดยชาติ

(กำเนิด)     และกุลบุตรโดยอาจาระ.     ก็พราหมณ์นี้เป็นกุลบุตรแม้โดย

ประการทั้ง  ๒.

บทว่า  อคารสฺมา  แปลว่า  จากเรือน.

บทว่า  อนคาริย   พึงทราบวินิจฉัยดังนี้     การงานอันเป็นเหตุ

เพิ่มพูนทรัพย์สมบัติ     มีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น     อันเป็นประ-

โยชน์เกื้อกูลแก่   (การ)   ครองเรือน   ท่านเรียกว่า   อคาริยะ.   การงาน

ที่เกื้อกูลแก่การครองเรือนในการบรรพชานี้   ไม่มี เหตุนั้น  การบรรพชานี้

จึงชื่อว่า  อนคาริย.  คำว่า  อนคาริย  นั้น  เป็นชื่อของการบวช.

บทว่า  ปพฺพชนฺติ   แปลว่า  เข้าไปใกล้  คือเข้าไปหา.

บทว่า  ตทนุตฺตร   ตัดบทเป็น   ต   อนุตฺตร    (แปลว่า   ผลอัน

ยอดเยี่ยมนั้น).

บทว่า  พฺรหฺมจริยปริโยสาน      ได้แก่ที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์

ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า   (ได้แก่)   อรหัตตผล   ดังนี้.    จริงอยู่.   พวก

กุลบุตรบวชก็เพื่อประโยชน์แก่อรหัตตผลนั้น.

บทว่า   ทิฏฺเว   ธมฺเม  แปลว่า  ในอัตภาพนั้นนั่นเอง.

บทว่า    สย   อภิญฺา   สจฺฉิกตฺวา  ความว่า   กระทำให้ประจักษ์

ด้วยปัญญา  ด้วยตนเองทีเดียว.  อธิบายว่า  รู้โดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย  ดังนี้ .

บทว่า  อุปสมฺปชฺช   วิหาสิ   ความว่า   บรรลุ   คือให้สำเร็จอยู่.

ก็พระสุนทริกภารทวาชะเมื่ออยู่ด้วยอาการอย่างนั้น    ก็ได้ทราบชัดว่าชาติ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 467

สิ้นแล้ว   ฯลฯ  ดังนี้   พระอานนทเถระแสดงถึงภูมิแห่งปัจจเวกขณญาณ

ของท่านด้วยคำนั้น.

ถามว่า   ก็ชาติไหนของท่านสิ้นไปแล้ว   และท่านรู้ชาติที่ในรูปนั้น

อย่างไร ?

ข้าพเจ้าจะเฉลยต่อไป :-

ก็ข้อความนั้นได้กล่าวไว้แล้วในภยเภรวสูตรก็จริง.    แต่ถึงอย่างนั้น

ในที่นี้    ข้าพเจ้าจะกล่าวข้อความนั้นซ้ำอีก   โดยสังเขป   (ย่อ)   เพื่อจะ

แสดงนัยแห่งการอธิบายประกอบความด้วยอำนาจปฐมบุรุษะ   ชาติอันเป็น

อดีตของพระสุนทริกภารทวาชะนั้น   ไม่ชื่อว่าสิ้นไปแล้วก่อน  (ในที่นี้ )

เพราะชาตินั้นสิ้นไปแล้วในกาลก่อนนั่นแล.    ชาติที่เป็นอนาคตก็ไม่ชื่อว่า

สิ้นไป     เพราะท่านไม่มีความพยายามในชาติอันเป็นอนาคตนั้น.     ชาติ

ที่เป็นปัจจุบันก็ไม่ชื่อว่าสิ้นไป      เพราะชาติปัจจุบันยังมีอยู่.      ก็ชาติใด

แยกประเภทเป็นขันธ์ ๑    ขันธ์  ๔     และขันธ์  ๕     ในเอกโวการภพ

จตุโวการภพและปัญจโวการภพ  พึงเกิดขึ้น  เพราะยังไม่ได้เจริญมรรคให้

เกิดมี   ชาตินั้นชื่อว่าสิ้นไปแล้ว   เพราะถึงความเป็นชาติที่มีการไม่เกิดขึ้น

เป็นธรรมดา    เหตุที่ท่านได้เจริญมรรคให้เกิดมีแล้ว.   พระสุนทริกภาร-

ทวาชะนั้น   พิจารณาถึงกิเลสที่มรรคภาวนาละได้แล้ว   รู้อยู่ว่า   เมื่อไม่มี

กิเลส  กรรมแม้มีอยู่   ก็ย่อมไม่ให้ปฏิสนธิต่อไป  ชื่อว่า   ย่อมรู้ชาติที่สิ้น

ไปนั้น.

บทว่า   วุสิต  ความว่า  อยู่แล้ว   คืออยู่จบแล้ว   อธิบายว่า  กระทำ

แล้ว    ประพฤติแล้ว   ให้จบแล้ว.

บทว่า  พฺรหฺมจริย  ได้แก่มรรคพรหมจรรย์.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 468

บทว่า    กต  กรณีย  ความว่า  กิจทั้ง  ๑๖  คือ ปริญญากิจ ปหานกิจ

สัจฉิกิริยากิจ  และภาวนากิจ   อันท่านให้สำเร็จแล้ว    ด้วยมรรค  ๔   ใน

สัจจะทั้ง   ๔.

บทว่า  นาปร   อิตฺถตฺตาย   ความว่า การเจริญมรรคเพื่อความเป็น

อย่างนี้อีก   คือเพื่อกิจ  ๑๖  อย่าง   หรือเพื่อความสิ้นกิเลสอย่างนี้    ไม่มี

ในบัดนี้.

อีกประการหนึ่ง   บทว่า  อิตฺถตฺตาย   ความว่า   ความสืบต่อแห่ง

ขันธ์อื่นจากความเป็นอย่างนี้       คือจากขันธสันดานที่เป็นไปอยู่ในบัดนี้

อย่างนี้  ไม่มี.  ก็พระสุนทริกภารทวาชะนั้น  ได้รู้แล้วว่า  ขันธ์  ๕  เหล่านี้

อันตนกำหนดรู้แล้วยังดำรงอยู่   (แต่ก็)  เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัดราก

เหง้าแล้วฉะนั้น.

บทว่า  อญฺตโร  มีความหมายเท่ากับ   เอโก   ( แปลว่า หนึ่ง).

บทว่า  อรหต   คือ อรหนฺตาน.  อธิบายว่า ท่านเป็นพระอรหันต์

องค์หนึ่ง  บรรดาพระอรหันต์ผู้สาวกพระผู้มีพระภาคเจ้า  ดังนี้.

จบ  อรรถกถาวัตถสูตร  (วัตถุปมสูตร)  ที่   ๗.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 469

๘.  สัลเลขสูตร

[๑๐๐]  ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้  :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ประทับอยู่  ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี.   ครั้งนั้น  เวลาเย็น   ท่านพระมหา

จุนทะออกจากที่พักผ่อนแล้ว   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.   ถวายบังคม

แล้ว  นั่ง   ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.   แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ทิฏฐิเหล่านี้มีประการต่าง ๆ ประกอบด้วยการกล่าว

ปรารภอัตตา   ( อัตตวาทะ)    บ้าง     ประกอบด้วยการกล่าวปรารภโลก

(โลกวาทะ)   บ้าง  ย่อมเกิดขึ้นในโลก   เมื่อภิกษุมนสิการธรรมเบื้องต้น

เท่านั้น  การละทิฏฐิเหล่านั้น  การสลัดทิ้งซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น  จะมีได้ด้วยอุบาย

เหล่านี้    พระเจ้าข้า.

การละทิฏฐิ

[๑๐๑]  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนจุนทะ  ทิฏฐิเหล่านี้

มีหลายประการ   ประกอบด้วยอัตตวาทะบ้าง   ประกอบด้วยโลกวาทะบ้าง

ย่อมเกิดขึ้นในโลก    ก็ทิฏฐิเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ใด    ย่อมนอน

เนื่องอยู่ในอารมณ์ใด  และฟุ้งขึ้นในอารมณ์ใด    เมื่อภิกษุเห็นอารมณ์นั้น

ด้วยปัญญาอันชอบ   ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า    นั่นไม่ใช่ของเรา    เรา

ไม่ใช่นั่น   นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา  ดังนี้    การละทิฏฐิเหล่านั้น   การสลัด

ทิ้งซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น  ย่อมมีได้ด้วยอุบายอย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 470

ปฐมฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม

[๑๐๒]  ดูก่อนจุนทะ   ก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล    ที่ภิกษุลาง

รูปในพระธรรมวินัยนี้    สงัดจากกาม    สงัดจากอกุศล    บรรลุปฐมฌาน

มีวิตก  วิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก  อยู่.  ภิกษุนั้นจะมีความคิดอย่างนี้ว่า

เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส.   ดูก่อนจุนทะ  แต่ธรรมคือปฐม-

ฌานนี้   เราตถาคตไม่กล่าวว่า   เป็นธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส    ( สัลเลข-

ธรรม)   ในวินัยของพระอริยะ   แต่เราตถาคตกล่าวว่า    เป็นธรรมเครื่อง

อยู่เป็นสุขในอัตภาพนี้     (ทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม)     ในวินัยของพระ

อริยะ.

ทุติยฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม

อนึ่ง  ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล  ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัย

นี้  พึงบรรลุทุติยฌาน    มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน    เป็นธรรมเอก

ผุดขึ้น  ไม่มีวิตก   ไม่มีวิจาร    เพราะวิตกวิจารสงบไป    มีปีติและสุขเกิด

แต่สมาธิอยู่      ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า     เราย่อมอยู่ด้วยธรรม

เครื่องขัดเกลากิเลส.    ดูก่อนจุนทะ   แต่ธรรมคือทุติยฌาน     เราตถาคต

ไม่กล่าวว่า    เป็นสัลเลขธรรมในพระวินัยของพระอริยะ      แต่เราตถาคต

กล่าวว่า  เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร   ในวินัยของพระอริยะ

ตติยฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม

อนึ่ง   ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล   ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัย

นี้      พึงมีอุเบกขา     มีสติสัมปชัญญะ      และเสวยสุขด้วยกาย     เพราะปีติ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 471

สิ้นไป     บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า    ผู้ได้ฌานนี้

เป็นผู้มีอุเบกขา   มีสติอยู่เป็นสุข  อยู่.    ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า

เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส.   ดูก่อนจุนทะ  แต่ธรรมคือตติย-

ฌานนี้  เราตถาคตไม่กล่าวว่า  เป็นสัลเลขธรรมในวินัยของพระอริยะ  แต่

เราตถาคตกล่าวว่า เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม   ในวินัยของพระอริยะ.

จตุตถฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม

อนึ่ง     ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล  ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรม-

วินัยนี้   พึงบรรลุจตุตถฌาน   ไม่มีทุกข์   ไม่มีสุข    เพราะละสุขและทุกข์

และดับโสมนัสโทมนัสเก่าก่อนได้    มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์    อยู่.

ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส.

ดูก่อนจุนทะ  แต่ธรรมคือจตุตถฌานนี้   เราตถาคตไม่กล่าวว่า  เป็นสัลเลข-

ธรรมในวินัยของพระอริยะ  แต่เราตถาคตกล่าวว่า  เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร

ในวินัยของพระอริยะ.

อากาสานัญจายตนฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม

[๑๐๓]   ดูก่อนจุนทะ   ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล  ที่ภิกษุลางรูป

ในพระธรรมวินัยนี้     พึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน    โดยมนสิการว่า

อากาศไม่มีที่สิ้นสุด    เพราะล่วงเลยรูปสัญญาไป     ดับปฏิฆสัญญา     ไม่

มนสิการนานัตตสัญญา   โดยประการทั้งปวงอยู่.   ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิด

อย่างนี้ว่า   เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส.   ดูก่อนจุนทะ    แต่

ธรรมคืออากาสานัญจายตนฌานนี้     เราตถาคตไม่กล่าวว่า    เป็นสัลเลข-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 472

ธรรมในวินัยของพระอริยะ.      แต่เราตถาคตกล่าวว่า     เป็นธรรมเครื่อง

อยู่สงบระงับ   (สันตวิหารธรรม )  ในวินัยของพระอริยะ.

วิญญาณัญจายตนฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม

อนึ่ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะพึงมีได้แล  ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรม-

วินัยนี้    พึงล่วงเลยอากาสานัญจายตนฌานไปโดยประการทั้งปวง    แล้ว

มนสิการว่า    วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด   พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน  อยู่.

ภิกษุนั้นจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า  เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส

ดูก่อนจุนทะ   แต่ธรรมคือวิญญาณัญจายตนฌานนี้   เราตถาคตไม่กล่าวว่า

เป็นสัลเลขธรรมในวินัยของพระอริยะ    แต่เราตถาคตกล่าวว่า    เป็นสันต-

วิหารธรรม   ในวินัยของพระอริยะ.

อากิญจัญญายตนฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม

อนึ่ง    ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล   ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัย

นี้   พึงล่วงเลยวิญาณัญจายตนฌานไปโดยประการทั้งปวง   แล้วมนสิการ

ว่า  ไม่มีอะไรเหลือสักน้อยหนึ่ง  พึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน  อยู่   ภิกษุ

นั้นพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า        เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส.

ดูก่อนจุนทะ  แต่ธรรมคืออากิญจัญญายตนฌานนี้    เราตถาคตไม่กล่าวว่า

เป็นสัลเลขธรรมในวินัยของพระอริยะ       แต่เราตถาคตกล่าวว่า       เป็น

สันตวิหารธรรม   ในวินัยของพระอริยะ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 473

เนวสัญญานาสัญญายตนฌานไม่ใช่สัลเลขธรรม

อนึ่ง     ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล     ที่ภิกษุลางรูปในพระธรรม

วินัยนี้     พึงล่วงอากิญจัญญายตนฌานไปโดยประการทั้งปวง      แล้วพึง

บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  อยู่.    ภิกษุนั้นพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า

เราย่อมอยู่ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส.       ดูก่อนจุนทะ     แต่ธรรมคือ

เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้    เราตถาคตไม่กล่าวว่า    เป็นสัลเลขธรรม

ในวินัยของพระอริยะ  แต่เราตถาคตกล่าวว่า  เป็นสันตวิหารธรรม ในวินัย

ของพระอริยะ.

สัลเลขธรรม

[๑๐๔]  ดูก่อนจุนทะ      เธอทั้งหลาย      พึงทำความขัดเกลา

กิเลสในพุทธศาสนานี้แล   คือเธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า   ชน

เหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียนกัน     ในข้อนี้     เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่

เบียดเบียนกัน.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า   ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ล่าสัตว์

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักงดเว้นจากปาณาติบาต.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า        ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ลัก

ทรัพย์   ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักงดเว้นจากอทินนาทาน.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า       ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้เสพ

เมถุนธรรม   ในข้อนี้    เราทั้งหลายจักประพฤติพรหมจรรย์.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า   ชนเหล่าอื่นจักกล่าวเท็จ  ใน

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 474

ข้อนี้   เราทั้งหลายจักงดเว้นจากมุสาวาท.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า  ชนเหล่าอื่นจักกล่าวส่อเสียด

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักงดเว้นจากปิสุณวาจา.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า  ชนเหล่าอื่นจักกล่าวคำหยาบ

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักงดเว้นจากผรุสวาจา.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า        ชนเหล่าอื่นจักกล่าวคำ

เพ้อเจ้อ  ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า     ชนเหล่าอื่นจักมักเพ่งเล็ง

ภัณฑะของผู้อื่น    ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักไม่เพ่งเล็งภัณฑะของผู้อื่น.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า   ชนเหล่าอื่นจักมีจิตพยาบาท

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักไม่มีจิตพยาบาท.

เธอทั้งหลายพิงทำความขัดเกลาว่า   ชนเหล่าอื่นจักมีความเห็นผิด

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักมีความเห็นถูก.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า  ชนเหล่าอื่นจักมีความดำริผิด

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักมีความดำริถูก.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า        ชนเหล่าอื่นจักมีวาจาผิด

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักมีวาจาถูก.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า    ชนเหล่าอื่นจักมีการงานผิด

ในข้อนี้    เราทั้งหลายจักมีการงานถูก.

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 475

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า     ชนเหล่าอื่นจักมีอาชีพผิด

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักมีอาชีพถูก.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า        ชนเหล่าอื่นจักมีความ

พยายามผิด   ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักมีความพยายามถูก.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า       ชนเหล่าอื่นจักมีสติผิด

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักมีสติถูก.

เธอทั้งหลายพิงทำความขัดเกลาว่า      ชนเหล่าอันจักมีสมาธิผิด

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักมีสมาธิถูก.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า       ชนเหล่าอื่นจักมีญาณผิด

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักมีญาณถูก.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า       ชนเหล่าอื่นจักมีวิมุติผิด

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักมีวิมุติถูก.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า    ชนเหล่าอื่นจักถูกถีนมิทธะ

กลุ้มรุม   ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักปราศจากถีนมิทธะ.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า   ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ฟุ้งซ่าน

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า       ชนเหล่าอื่นจักมีวิจิกิจฉา

ในข้อนี้    เราทั้งหลายจักข้ามพ้นจากวิจิกิจฉา.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า    ชนเหล่าอื่นจักมีความโกรธ

ในข้อนี้    เราทั้งหลายจักไม่มีความโกร.

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 476

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า     ชนเหล่าอื่นจักผูกโกรธไว้

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักไม่ผูกโกรธ.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า   ชนเหล่าอื่นจักลบหลู่คุณท่าน

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักไม่ลบหลู่คุณท่าน.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า   ชนเหล่าอื่นจักตีเสมอเขา

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักไม่ตีเสมอเขา.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า    ชนเหล่าอื่นจักมีความริษยา

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักไม่มีความริษยา.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า    ชนเหล่าอื่นจักมีความตระหนี่

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักไม่มีความตระหนี่.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า    ชนเหล่าอื่นจักโอ้อวด    ใน

ข้อนี้  เราทั้งหลายจักไม่โอ้อวด.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า        ชนเหล่าอื่นจักมีมายา

(เจ้าเล่ห์)  ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักไม่มีมายา.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า     ชนเหล่าอื่นจักดื้อดึง  ในข้อนี้

เราทั้งหลายจักไม่ดื้อดึง.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า      ชนเหล่าอื่นจักดูหมิ่นท่าน

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักไม่ดูหมิ่นท่าน.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า     ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ว่ายาก

ในข้อนี้    เราทั้งหลายจักเป็นผู้ว่าง่าย.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 477

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า        ชนเหล่าอื่นจัดมีมิตรชั่ว

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักมีมิตรดี.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า   ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ประมาท

ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ประมาท.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า      ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ไม่มี

ศรัทธา   ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักเป็นผู้มีศรัทธา.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า         ชนเหล่าอื่นจักไม่มีหิริ

ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักมีหิริ.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า      ชนเหล่าอื่นจักไม่มีโอต-

ตัปปะ   ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักมีโอตตัปปะ.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า      ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้มีสุตะ

น้อย  (ด้อยการศึกษา)    ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักเป็นพหูสูต    (คง

แก่เรียน ).

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า        ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้

เกียจคร้าน  ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักเป็นผู้ปรารภความเพียร.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า      ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้มีสติ

หลงลืม    ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักเป็นผู้มีสติมั่นคง.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า    ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้มีปัญญา

ทราม  ในข้อนี้  เราทั้งหลายจักเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา.

เธอทั้งหลายพึงทำความขัดเกลาว่า     ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ลูบคลำ

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 478

ทิฏฐิของตน     ยึดถืออย่างมั่นคง    และสลัดทิ้งไปได้ยาก    ในข้อนี้

เราทั้งหลายจักไม่เป็นผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน         ไม่ยึดถืออย่างมั่นคง

และสลัดทิ้งไปได้โดยง่ายดาย.

[๑๐๕]   ดูก่อนจุนทะ   แม้จิตตุปบาทในกุศลธรรมทั้งหลาย   เรา

ตถาคตยังกล่าวว่า     มีอุปการะมาก    จะกล่าวไปไยในการจัดแจงด้วยกาย

ด้วยวาจาเล่า    เพราะเหตุนั้นแหละ     จุนทะ   เธอทั้งหลายควรให้จิตเกิด

ขึ้นว่า    ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียนกัน  ในข้อนี้   เราทั้งหลายจักเป็น

ผู้ไม่เบียดเบียนกัน.

ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ฆ่าสัตว์    ในข้อนี้     เราทั้งหลายจักงดเว้น

จากปาณาติบาต ฯลฯ.

ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน        ยึดถืออย่างมั่นคง

และสลัดทิ้งไปได้โดยยาก    ในข้อนี้    เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ลูบคลำ

ทิฏฐิของตน  ไม่ยึดถืออย่างมั่นคง   และสลัดทิ้งไปได้โดยง่าย.

[๑๐๖]   ดูก่อนจุนทะ  เปรียบเหมือนทางที่ไม่ราบเรียบ    ก็ต้องมี

ทางอื่นที่ราบเรียบ  ไว้สำหรับหลีกทางที่ไม่ราบเรียบนั้น    อนึ่ง    เปรียบ

เหมือนท่าที่ไม่ราบเรียบ     ก็ต้องมีท่าที่ราบเรียบ    ไว้สำหรับหลีกท่าที่ไม่

ราบเรียบนั้น    ความไม่เบียดเบียน    ก็ฉันนั้นแล    มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยง

บุคคลผู้เบียดเบียน.

การงดเว้นจากปาณาติบาต       มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ฆ่า

สัตว์.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 479

การเว้นจากอทินนาทาน       มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ลัก

ทรัพย์.

การประพฤติพรหมจรรย์       มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้เสพ

เมถุน.

การเว้นจากมุสาวาท    มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้พูดเท็จ.

การเว้นจากปิสุณวาจา         มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้พูด

ส่อเสียด.

การเว้นจากผรุสวาท    มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้พูดคำหยาบ.

การเว้นจากสัมผัปปลาปะ     มีไว้สำหรับหลีกเลี้ยงบุคคลผู้พูด

เพ้อเจ้อ.

ความเป็นผู้ไม่เพ่งเล็ง       มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มัก

เพ่งเล็ง.

ความไม่พยาบาท    มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีจิตพยาบาท.

ความเห็นถูก  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความเห็นผิด.

ความดำริถูก   มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความดำริผิด.

การกล่าววาจาถูก  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงผู้มีวาจาผิด.

การงานถูก    มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีการงานผิด.

การเลี้ยงชีพถูก  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีการเลี้ยงชีพผิด.

ความพยายามถูก        มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความ

พยายามผิด.

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 480

ความระลึกถูก    มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความระลึกผิด.

ความตั้งใจมั่นถูก   มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความตั้งใจมั่น

ผิด.

ความรู้ถูก  มีไว้สำหรับหลีกเลียงบุคคลผู้มีความรู้ผิด.

ความหลุดพ้นถูก       มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีความหลุด

พ้นผิด.

ความเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ        มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคล

ผู้ถูกถีนมิทธะครอบงำ.

ความไม่รู้ฟุ้งซ่าน  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน.

ความเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัย       มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคล

ผู้มีความสงสัย.

ความไม่โกรธ    มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มักโกรธ.

ความไม่เข้าไปผูกโกรธ      มีไว้สำหรับหลีกเลี้ยงบุคคลผู้มักเข้า

ไปผูกโกรธ.

ความไม่ลบหลู่คุณท่าน   มีไว้สำหรับหลีกเลี้ยงบุคคลผู้มักลบหลู่

คุณท่าน.

การไม่ตีเสมอเขา     มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มักตีเสมอเขา.

ความไม่ริษยา  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ริษยา.

ความไม่ตระหนี่    มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ตระหนี่.

ความไม่โอ้อวด  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้โอ้อวด.

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 481

ความไม่มีมารยา  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีมารยา.

ความเป็นคนไม่ดื้อดึง   มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ดื้อดึง.

ความไม่ดูหมิ่นท่าน  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ดูหมิ่นท่าน.

ความเป็นผู้ว่าง่าย      มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ว่ายาก.

ความเป็นผู้มีมิตรดี     มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีมิตรเลว.

ความไม่ประมาท  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ประมาท.

ความเชื่อ   มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา.

ความละอายต่อบาป      มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ไม่ละอาย

ต่อบาป  (ไม่มีหิริ).

ความสะดุ้งกลัวต่อบาป       มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ไม่มี

ความสะดุ้งกลัวต่อบาป  (ไม่มีโอตตัปปะ).

ความเป็นพหูสูต  มีไว้สำหรับหลีเลี่ยงบุคคลผู้มีการสดับ

(ศึกษา)  น้อย.

การปรารภความเพียร  มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้เกียจคร้าน.

ความเป็นผู้มีสติตั้งมั่น        มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มีสติ

หลงลืม.

ความถึงพร้อมด้วยปัญญา      มีไว้สำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้มี

ปัญญาทราม.

ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำทิฏฐิของตน  ไม่ยึดถือมั่นคง  และความ

สลัดทิ้งไปได้โดยง่ายดาย     เป็นทางสำหรับหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ลูบคลำ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 482

ทิฏฐิของตน    ยึดถือมั่นคง  และสลัดทิ้งไปได้โดยยาก.

[๑๐๗]   ดูก่อนจุนทะ  เปรียบเหมือนอกุศลธรรมทั้งมวล  เป็น

เหตุให้ถึงภาวะเบื้องต่ำ   (ส่วน)    กุศลธรรมทั้งมวล    เป็นเหตุให้ถึง

ภาวะเบื้องสูงฉันใด    ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นเหมือนกันแล   มีไว้

เพื่อภาวะเบื้องสูงของบุคคลผู้เบียดเบียน.

การงดเว้นจากปาณาติบาต      มีไว้เพื่อภาวะเบื้องสูงของบุคคลผู้

ฆ่าสัตว์.

การงดเว้นจากอทินนาทาน     มีไว้เพื่อภาวะเบื้องสูงของบุคคลผู้

ลักทรัพย์  ฯลฯ.

ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำทิฏฐิของตน  ไม่ยึดถือมั่นคง   และให้สลัด

ทิ้งไปได้โดยง่ายดาย    เป็นทางสำหรับภาวะเบื้องสูงของบุคคลผู้ลูบคลำ

ทิฏฐิของตน  ยึดถือมั่นคง  และที่สลัดคืนได้โดยยาก.

[๑๐๘]    ดูก่อนจุนทะ       ผู้ที่ตนเองจมอยู่ในปลักอันลึกแล้ว

จักยกขั้นซึ่งบุคคลอื่น    ที่จมอยู่ในปลักอันลึก    ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมี

ไม่ได้.

ผู้ที่ตนเองไม่จมอยู่ในปลักอันลึก   จักยกขึ้นซึ่งบุคคลอื่น  ที่ไม่

จมอยู่ในปลักอันลึก   ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้.

ผู้ที่ยังไม่ได้ฝึกตน   ยังไม่ได้แนะนำตน    ยังดับกิเลสไม่ได้ด้วย

ตน  จักฝึกสอน   จักแนะนำผู้อื่น  จักให้ผู้อื่นดับกิเลส  ข้อนี้เป็นฐานะ

ที่จะมีไม่ได้.

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 483

ผู้ที่ฝึกตนเองแล้ว   แนะนำตนเองแล้ว    ดับกิเลสได้ด้วยตนเอง

แล้วจักฝึกสอน   จักแนะนำผู้อื่น     จักให้ผู้อื่นดับกิเลส     ข้อนี้เป็น

ฐานะที่มีได้ฉันใด.

ดูก่อนจุนทะ   ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นเหมือนกันแล  ย่อม

มีไว้สำหรับดับกิเลสของผู้เบียดเบียน.

การงดเว้นจากปาณาติบาต   มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้ฆ่าสัตว์.

การงดเว้นจากอทินนาทาน       มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้

ลักทรัพย์.

การประพฤติพรหมจรรย์     มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้เสพ

เมถุนธรรม.

การงดเว้นจากมุสาวาท    มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้พูดเท็จ.

การงดเว้นจากปิสุณวาจา         มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้พูด

ส่อเสียด.

การงดเว้นจากผรุสวาท        มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้พูด

คำหยาบ.

การงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ     มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้พูด

เพ้อเจ้อ.

ความเป็นผู้ไม่เพ่งเล็ง  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มักเพ่งเล็ง

ความไม่พยาบาท    มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีจิตพยาบาท.

ความเห็นถูก  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีความเห็นผิด.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 484

ความดำริถูก  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีความดำริผิด.

การเจรจาถูก  มีความเพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีวาจาผิด

การงานถูก  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีการงานผิด

การเลี้ยงชีวิตถูก  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้เลี้ยงชีวิตผิด.

ความพยายามถูก  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีความพยายาม

ผิด.

ความระลึกถูก   มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีสติผิด.

ความตั้งใจมั่นถูก   มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีความตั้งใจมั่น

ผิด.

ความรู้ถูก  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีญาณผิด.

ความหลุดพ้นลูก   มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีวิมุติผิด.

ความเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้ถูก

ถีนมิทธะครอบงำ.

ความเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีจิต

ฟุ้งซ่าน.

ความเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัย   มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มี

ความสงสัย.

ความไม่โกรธ   มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มักโกรธ.

ความไม่ผูกโกรธ    มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มักผูกโกรธ.

ความไม่ลบหลู่คุณท่าน  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มักลบหลู่

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 485

คุณท่าน.

ความไม่ตีเสมอ  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มักตีเสมอเขา.

ความไม่ริษยา  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีความริษยา.

ความไม่โอ้อวด  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้โอ้อวด.

ความไม่มีมารยา    มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีมารยา.

ความเป็นคนไม่ดื้อดึง   มีไว้สำหรับกิเลสของบุคคลผู้ดื้อดึง.

ความไม่ดูหมิ่นท่าน  มีไว้สำหรับของกิเลสของบุคคลผู้ดูหมิ่นท่าน.

ความเป็นผู้ว่าง่าย  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้ว่ายาก.

ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีบาป-

มิตร.

ความไม่ประมาท  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีความประมาท.

ความเชื่อ  มีไว้เพื่อดับกิเลสของผู้ไม่มีศรัทธา.

ความละอาย   มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้ไม่มีหิริ.

ความสะดุ้งกลัวต่อบาป       มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้ไม่มี

โอตตัปปะ.

ความเป็นพหูสูต     มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีสุตะ    ( การ

ศึกษา)  น้อย.

การปรารภความเพียร  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้เกียจคร้าน.

ความเป็นผู้มีสติมั่น   มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีสติหลงลืม.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 486

ความถึงพร้อมด้วยปัญญา  มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้มีปัญญา

ทราม.

ความเป็นผู้ไม่ลูบคลำทิฏฐิของตน  ไม่ยึดถือมั่นคง  และการสลัด

ทิ้งได้โดยง่ายดาย      มีไว้เพื่อดับกิเลสของบุคคลผู้ลูบคลำทิฏฐิของตน

ยึดถือมั่นคง  และสลัดทิ้งได้โดยยาก.

[๑๐๙]    ดูก่อนจุนทะ     เหตุแห่งสัลเลขธรรม     เราได้แสดงแล้ว

เหตุแห่งจิตตุปบาท   เราได้แสดงแล้ว    เหตุแห่งการหลีกเลี่ยง  เราได้แสดง

แล้ว      เหตุแห่งภาวะเบื้องสูง     เราได้แสดงแล้ว      เหตุแห่งความดับทุกข์

เราได้แสดงแล้ว   ด้วยประการฉะนี้.

ดูก่อนจุนทะ      กิจอันใดที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์     ผู้เอ็นดู

อนุเคราะห์เหล่าสาวกควรทำกิจนั้น     เราตถาคตได้ทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย

ดูก่อนจุนทะ    นั่นควงไม้  นั่นเรือนร้าง   เธอทั้งหลายจงเพ่งดูเถิด   อย่า

ประมาท.    อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังเลย     นี้เป็นคำสอน

สำหรับเธอทั้งหลาย  ฉะนั้นแล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว    ท่านพระมหา

จุนทะ  ชื่นชม  ยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ฉะนี้แล

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ได้ตรัสธรรม  ๔๔  บท      ทรงแสดงสนธิ

๕ อย่างไว้    พระสูตรนี้มีนามว่า    สัลเลขสูตร    เป็นพระสูตรที่ลึกซึ้ง

เทียบด้วยสาครก็ปานกันฉะนี้.

จบ  สัลเลขสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 487

อรรถกถาสัลเลขสูตร

[๑๐๐]    สัลเลขสูตรมีคำเริ่มต้นว่า  เอวมฺเม  สุต  (พระสูตรนี้

ข้าพเจ้า  (พระอานนท์)  ได้ฟังมาแล้วอย่างนี้)  ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า    มหาจุนทะ    เป็นนามของพระเถระ

รูปนั้น.

บทว่า   สายณฺหสมย  ( ในสายัณหสมัย)  คือในเพลาเย็น.

ที่หลบหลีก คือแอบหลบออกจากสัตว์และสังขารทั้งหลายเหล่านั้นๆ

ชื่อว่า  ที่ซ่อนเร้น   ในคำว่า  ปฏิสลฺลานา  วุฏฺิโต   (ออกจากที่ซ่อนเร้น)

นี้  มีคำอธิบายไว้ว่า     ได้แก่ความโดดเดี่ยว    คือ ความสงัด.   ผู้ที่ออก

จากที่นั้น    ชื่อว่า  เป็นผู้ออกจากที่เร้น.    แต่ท่านจุนทเถระนี้    เพราะ

ออกจากผลสมาบัติที่สูงสุด  กว่าการหลีกเร้น   (ธรรมดา)   เพราะฉะนั้น

ท่านพระอานนท์จึงได้กล่าวว่า  ออกจากที่เร้นแล้ว.

บทว่า ภควนฺต  อภิวาเทตฺวา  (ครั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้ว)   ความว่า   ครั้นไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยเคารพ   ด้วยเศียรเกล้า

ประกอบกับการยกมือครบทั้ง  ๑๐  นิ้วขึ้นประณมแล้ว  หรือครั้นถวายอภิวาท

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว    พระองค์ทรงเปล่งพระดำรัสอย่างนี้ว่า   จงเป็น

สุข  ๆ เถิด  จุนทะ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 488

ธรรมเนียมของพระพุทธเจ้า

ได้ทราบว่า    พระผู้มีพระภาคเจ้า    เมื่อมีผู้ถวายบังคม    จะทรง

ชูพระศอซึ่งคล้ายกับกลองทองขึ้นแล้ว   ทรงเปล่งพระสุระเสียง   ดุจเสียง

พระพรหม   ที่เสนาะโสต   เป็นที่จับใจ  คล้ายกับโสรจสรง  ด้วยน้ำอมฤต

ตรัสระบุชื่อของผู้นั้น ๆ ว่า  จงเป็นสุข ๆ เถิด  ดังนี้   ข้อนี้เป็นธรรมเนียม

ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ในเรื่องนั้นมีพระสูตรที่ยกมาเป็นข้ออ้างอิงได้     ดังต่อไปนี้   (คือ

สักกปัญหสูตร)  ว่า  เมื่อปัญจสิขเทพบุตรกราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้

เจริญ  ท้าวสักกะจอมเทพ  พร้อมด้วยเทพอำมาตย์  เทพบริวาร  ขอถวาย

บังคมพระยุคลบาทของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า     ดูก่อน

ปัญจสิขเทพบุตร     ขอให้ท้าวสักกะจอมทวยเทพพร้อมด้วยเทพอำมาตย์

พร้อมด้วยเทพบริวาร  จงทรงพระเกษมสำราญ  เพราะว่าเทวดาและมนุษย์

ทั้งหลาย  อสูร นาค  คนธรรพ์ และสัตว์เหล่าอื่น ที่มีกายหยาบ ปรารถนา

ความสุขกัน    เพราะฉะนั้น    ก็เมื่อเป็นเช่นนี้    พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย

จะทรงถวายพระพรเทพเจ้าประเภทนั้น      ผู้มีศักดามาก   ผู้ควรบูชาดังที่

กล่าวมาแล้วนั้น.

บทว่า   ยา  อิมา   ความว่า   ท่านพระจุนทะ  ได้กล่าวถึงทิฏฐิที่

ต้องพูดถึง  ในบัดนี้   เหมือนทำให้อยู่เฉพาะหน้า.

บทว่า  อเนกวิหิตา  (มีมากอย่าง)  ได้แก่มีนานาประการ.

บทว่า  ทิฏฺิโย  (ทิฏฐิทั้งหลาย)  ได้แก่มิจฉาทิฏฐิ.

บทว่า  โลเก  อุปฺปชฺชนฺติ   (เกิดขึ้นในโลก)  ความว่า ปรากฏอยู่

ในหมู่สัตวโลก.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 489

บทว่า  อตฺตวาทปฏิสยุตฺตา  ( ประกอบด้วยอัตตวาทะ)  ความว่า

มิจฉาทิฏฐิเหล่านี้ที่ประกอบด้วยอัตตวาทะ.     (ปรารภตน)   เป็นไปแล้ว

โดยนัยมีอาทิว่า  ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา  มี  ๒๐  อย่าง.

บทว่า   โลกวาทปฏิสยุตฺตา  (ประกอบด้วยโลกวาทะ  พูดปรารภ

โลก )   ความว่า   เป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า   อัตตาและโลกเที่ยง.

มิจฉาทิฏฐิ  ๘

มิจฉาทิฏฐิปรารภอัตตาและโลกนั้นมี  ๘  ประการ      ที่เป็นไปแล้ว

อย่างนี้ว่า

๑.  อัตตาและโลกเที่ยง

๒. อัตตาและโลกไม่เที่ยง

๓. อัตตาและโลกเที่ยงก็  ไม่เที่ยงก็มี

๔. อัตตาและโลกเที่ยงก็ไม่ใช่  ไม่เที่ยงก็ไม่ใช่

๕. อัตตาและโลกมีที่สุด

๖.  อัตตาและโลกไม่มีที่สุด

๗. อัตตาและโลกมีที่สุดก็มี    ไม่มีที่สุดก็มี

๘.  อัตตาและโลกมีที่สุดก็ไม่ใช่  ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่

ในคำมีอาทิว่า    อาทิเมว    ( เบื้องต้นนี้เท่านั้น)    มีอรรถาธิบาย

อย่างนี้ว่า  (พระจุนทเถระทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า) ว่า  ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ   ภิกษุมนสิการธรรมเบื้องต้นอย่างเดียว  คือถึงจะยังไม่บรรลุโสดา-

๑.  ปาฐะ  เป็น  พาวีสติ  แต่ฉบับพม่าเป็น  ตา  วีสติ  จึงแปลตามฉบับพม่า  เพราะตรงตาม

ความจริง.

๒.  ฉบับของไทยขาดหายไป  ๑  ข้อ  แต่ฉบับพม่ามีครบ  จึงได้เติมตามนั้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 490

ปัตติมรรค  มนสิการเฉพาะมนสิการเบื้องต้นเท่านั้น    ที่เจือด้วยวิปัสสนา

จะมีการละและการสลัดทิ้ง  ทิฏฐิเหล่านี้อย่างนี้   คือ  ทิฏฐิเหล่านี้  ด้วยอุบาย

เพียงเท่านี้เท่านั้นได้อย่างไร ?    ก็พระเถระถึงแม้ตัวท่านจะไม่มีมานะยิ่ง

(สำคัญว่า  ตัวได้บรรลุมรรคผล )  แต่ก็พึงทราบว่า  เป็นเสมือนผู้มีมานะ

ยิ่ง  ถามปัญหานี้เพื่อละมานะยิ่ง  สำหรับภิกษุทั้งหลายผู้มีมานะยิ่ง.

ส่วนอาจารย์เหล่าอื่นกล่าวว่า        อันเตวาสิกทั้งหลายของพระเถระ

ที่มีความเข้าใจอย่างนี้ว่า     การละทิฏฐิทั้งหลายได้เด็ดขาด   มีได้ด้วยมน-

สิการธรรมเบื้องต้นเท่านั้นก็มี    ที่มีความเข้าใจว่ามีได้เพราะมีสมาบัติเป็น

วิหารธรรม  คือมีธรรมะเครื่องขัดเกลา  เป็นวิหารธรรมก็มี   ท่านทูลถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้า  เพื่อประโยชน์แก่อันเตวาสิกเหล่านั้น.

หน้าที่ของทิฏฐิ

[ ๑๐๑ ]   ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า    เมื่อจะทรงแสดงอุบาย

สำหรับละทิฏฐิเหล่านั้นแก่ท่าน    จึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า  ยา อิมา  ( ทิฏฐิ)

เหล่านี้ใดไว้.       ในคำเหล่านั้นมีความพิสดารว่า     คำมีอาทิว่า     ยตฺถ

เจตา  ทิฏฺิโย  อุปฺปชฺชนฺติ     ( ทิฏฐิเหล่านั้นเกิดขึ้นในที่ใด)     ดังนี้

พระองค์ตรัสหมายเอาเบญจขันธ์.     อธิบายว่า    ทิฏฐิเหล่านั้นเกิดขึ้นใน

เบญจขันธ์เหล่านั้น  ดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่  เพราะ

ยึดมั่นรูป   เกิดทิฏฐิขึ้น    อย่างนี้ว่า   เราคืออัตตา   และโลก   ละโลกนี้ไป

แล้วจักยังมี      ( เพราะว่า )   อัตตานั้น    โลกนั้น   เป็นของเที่ยง   ยั่งยืน

ติดต่อกันไป     มีความไม่แปรไปเป็นธรรมดา.    แต่พระองค์ตรัสไว้เป็น

เอกพจน์ว่า   ยตฺถ   จ   ( แปลว่า  ในอารมณ์ใด )  ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 491

มีอธิบายไว้ว่า  ทิฏฐิทั้งหลายเกิดขึ้นในอารมณ์ใด.  อนึ่ง  ในคำว่า   ยตฺถ   จ

เป็นต้นนี้  ควรทราบถึงทิฏฐิเหล่านี้   ทำ  (หน้าที่)   ต่าง ๆ กัน  อย่างนี้

คือ   เกิดขึ้น  ๑  นอนเนื่องอยู่  ๑   ฟุ้งขึ้น  ๑  อธิบายว่า   ทิฏฐิเหล่านี้มี

การทำ  (หน้าที่)   ต่างกันดังนี้  คือ  ทิฏฐิทั้งหลายโดยชาติ  (ของมัน)

ที่ยังไม่เกิดขึ้น.

เมื่อเกิดขึ้นพระองค์ตรัสเรียกว่า  กำลังเกิดขึ้น,  ที่เสพจนคุ้นบ่อยๆ

มีกำลัง  ขจัดยังไม่ได้  พระองค์ตรัสเรียกว่า  นอนเนื่องอยู่,  ส่วนที่ประ

จวบ   (ล่วงออกมาทาง )   กายทวาร   และวจีทวาร   พระองค์ตรัสเรียกว่า

ฟุ้งขึ้น.

ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า    ต  เนต  มม     (สิ่งนี้นั้นไม่ใช่ของเรา)

ควรทราบอรรถาธิบายของบทอย่างนี้ก่อนว่า     อารมณ์ที่แยกประเภทเป็น

เบญจขันธ์นี้นั้น  ไม่ใช่ของ ๆ เรา  ถึงเราก็ไม่ใช่สิ่งนั้น  แม้สิ่งนั้นก็ไม่ใช่

อัตตาของเรา    ภิกษุเห็นเบญจขันธ์นั้น   ตามความเป็นจริง    ด้วยปัญญา

อันชอบอย่างนี้   (มีการละการสลัดทิ้งทิฏฐิเหล่านั้นได้).

แต่เพราะในการยึดถือ  ๓  อย่างนี้      เมื่อยึดถือการยึดถือด้วยอำนาจ

ตัณหาว่านั่นของเรา   ก็ชื่อว่า   ยึดถือตัณหาเป็นเครื่องเนิ่นช้า แยกประเภท

ออกเป็นตัณหาวิปริต  ๑๐๘    ประการ  เมื่อยึดถือการยึดถือด้วยอำนาจมานะ

ว่า   เราเป็นนั่น    ชื่อว่ายึดถือมานะเป็นเครื่องเนิ่นช้า    แยกประเภทออก

เป็นนานะ  ๙ ประการ    และเมื่อยึดถือการยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิว่า    นั่น

ไม่ใช่อัตตาของเรา    ชื่อว่า   ยึดถือทิฏฐิเป็นเครื่องเนิ่นช้า    แยกประเภท

ออกเป็นทิฏฐิ  ๖๒ ประการ   เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อตรัส

ว่า     นั่นไม่ใช่ของเรา     ก็ชื่อว่าทรงปฏิเสธตัณหาเครื่องเนิ่นช้า     แยก


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 492

ประเภทคามที่กล่าวแล้ว    เมื่อตรัสว่า   เราไม่ใช่นั่น   ก็ชื่อว่าทรงปฏิเสธ

นานะเป็นเครื่องเนิ่นช้า   และเมื่อตรัสว่า  นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา   ก็ชื่อว่า

ทรงปฏิเสธทิฏฐิเป็นเครื่องเนิ่นช้า.     อนึ่ง  ในเรื่องตัณหา  มานะ  ทิฏฐิ

ทั้ง ๓ อย่างนี้    ตัณหา  และมานะ  พึงทราบว่า    ตั้งอยู่ในหมวดเดียวกัน

กับทิฏฐินั่นเอง.

บทว่า  เอวเมต    (เห็นสิ่งนั้นอย่างนี้)   คือ  เห็นเบญจขันธ์นั่น

โดยอาการมีอาทิว่า  นั่นไม่ใช่ของเราอย่างนี้.

บทว่า  ยถาภูต  (ตามความเป็นจริง)    คือ    ตามสภาวะ    มีคำ

อธิบายไว้ว่า   ตามที่มีอยู่.   อธิบายว่า  ความจริง  ขันธปัญจก  (หมวด ๕

ของขันธ์)  มีอยู่โดยอาการอย่างนั้นนั่นเอง  แต่ขันธปัญจกที่ยึดถือโดยนัย

มีอาทิว่า   ของเรา  ย่อมไม่มีโดยอาการอย่างนั้นนั่นเอง.

บทว่า    สมฺมปฺปญฺาย    (เห็นด้วยปัญญาอันชอบ)    ความว่า

เห็นด้วยดี   ด้วยวิปัสสนาปัญญา   อันนีโสดาปัตติมรรคปัญญา  เป็นปริโยสาน.

บทว่า    เอวเมตาส    (ละทิฏฐิเหล่านี้อย่างนี้)    ได้แก่  (ละ)

ทิฏฐิเหล่านั้น  ด้วยอุบายนี้.   คำว่า  การละการสลัดทิ้งทั้งคู่นี้    เป็นชื่อของ

การละกิเลสได้โดยเด็ดขาดทีเดียว.

[๑๐๒ ]  พระผู้มีพระภาคเจ้า  อันพระมหาจุนเถระ ถามปัญหา

ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้มีมานะยิ่งว่า   การละทิฏฐิทั้งหลาย    มีได้ด้วยการ

มนสิการธรรม     เบื้องต้นเท่านั้น    หรือมีไม่ได้  ครั้นทรงแสดงการละ

ทิฏฐิด้วยโสดาปัตติมรรคแล้ว     บัดนี้   เมื่อจะทรงจำแนกฌานของผู้มีมานะ

ยิ่งด้วยพระองค์เอง    จึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า    ก็เหตุที่ตั้งแล.    ผู้มีมานะยิ่ง

๑.  ฉบับพม่าเป็น  โสตาปตฺติมคฺคปญฺาปริโยสานาย  จึงได้แปลตามนั้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 493

เกิดขึ้น   ด้วยสำคัญว่า   ได้บรรลุแล้วในธรรมที่คนยังไม่ได้บรรลุ   ชื่อว่า

ผู้มีมานะยิ่ง   ในคำว่า  อธิมานิกาน  นั้น.  ก็แต่ว่า   อธิมานะ  (มานะยิ่ง)

นี้    เมื่อจะเกิดขึ้น  จะไม่เกิดขึ้นแก่พาลปุถุชนผู้รำลึกถึงโลกานุวัตรเนือง

เลย    และจะไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกทั้งหลาย.     อธิบายว่า     อธิมานะว่า

เราเป็นพระสกทาคามี   จะไม่เกิดแก่พระโสดาบัน   อธิมานะว่า   เราเป็น

พระอนาคามี  จะไม่เกิดแก่พระสกทาคามี  อธิมานะว่า  เราเป็นพระอรหันต์

จะไม่เกิดแก่พระอนาคามี  แต่จะเกิดเฉพาะการกบุคคลเท่านั้น   ผู้ข่มกิเลส

ไว้ได้ด้วยอำนาจสมถะ   หรือด้วยอำนาจวิปัสสนา   ผู้ปรารภวิปัสสนาแล้ว

ขะมักเขม้นเป็นนิจ.    อันที่จริงการกบุคคลนั้น  เมื่อไม่เห็นการฟุ้งขึ้นแห่ง

กิเลสที่ข่มไว้ได้ด้วยสมถะ   หรือที่ข่มไว้ได้ด้วยวิปัสสนา  อธิมานะว่า  เรา

เป็นพระโสดาบันบ้าง   เราเป็นพระสกทาคามีบ้าง  เราเป็นพระอนาคามีบ้าง

เราเป็นพระอรหันต์บ้าง  จะเกิดขึ้น  เหมือนกับพระเถระทั้งหลาย   ที่ท่าน

ธรรมทินนเถระผู้อาศัยอยู่ที่ตลังครติสสบรรพต  ได้ตักเตือนแล้ว.

เรื่องพระธรรมทินนเถระตักเตือนศิษย์

ได้ทราบว่า  ภิกษุหลายรูป   ได้ตั้งตนอยู่ในโอวาทของพระเถระผู้

อุปสมบทแล้วไม่นานเลย     ก็พากันบรรลุคุณวิเศษ.   ภิกษุสงฆ์ชาวติสส-

มหาวิหาร  ได้ทราบพฤติกรรมนั้นแล้ว  ลงความเห็นว่าพระเถรูประกอบ

ในเรื่องที่เป็นรูปไม่ได้    ท่านทั้งหลายจงนำเอาพระเถระมา     แล้วได้ส่ง

ภิกษุหลายรูปไป.   ภิกษุเหล่านั้นไปถึงแล้ว  ได้เรียนว่า  ท่านธรรมทินนะ

ครับ    ภิกษุสงฆ์เรียกหาท่าน.    ท่านกล่าวว่า    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ท่าน

 

๑.  ฉบับพม่าเป็น  โลกานุวฏฺฏานุสารีน  ผู้คล้อยตามและระลึกถึงเรื่องโลกบ่อยๆ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 494

ทั้งหลายจะแสวงหาตนหรือคนอื่น.      ภิกษุทั้งหลายเรียนว่า    ข้าแต่ท่าน

สัตบุรุษ  เราทั้งหลายแสวงหาตน.     พระเถระนั้นได้ให้กรรมฐานแก่ภิกษุ

เหล่านั้น.    ภิกษุเหล่านั้นได้บรรลุอรหัตกันหมดทุกรูป.    ภิกษุสงฆ์จึงได้

ส่งภิกษุจำพวกอื่นไปอีก.   ภิกษุที่สงฆ์ส่งไปอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง   ก็ได้บรรลุ

อรหัตเหมือนกันทั้งหมดแล้ว    อยู่   (กับพระเถระนั้น).    ต่อจากนั้นมา

พระสงฆ์เห็นว่า  พระที่ไป  ๆ แล้ว   ไม่กลับนา   จึงได้ส่งภิกษุหลวงตาอีก

รูปหนึ่งไป.

หลวงตานั้นครั้นไปถึงแล้ว      ได้พูดว่า     ข้าแต่ท่านธรรมทินนะ

ภิกษุสงฆ์สำนักติสสมหาวิหาร   ส่งพระมาที่สำนักท่านถึง  ๓  ครั้ง แต่ท่าน

เองไม่ทำความเคารพอาณัติสงฆ์    ไม่มา     ( ไปตามคำสั่ง)     พระเถระ

ตอบว่า   นี่อะไรกัน ?   แล้วให้หลวงตานั้นรับเอาบาตร    และจีวรโดยไม่

ต้องเข้าบรรณศาลาแล้วออกไปในทันทีทันใดนั่นแหละ.  ท่านได้แวะไปยัง

หังกนวิหาร   ในระหว่างทาง.  และในหังกนวิหารนั้น  มีมหาเถระรูปหนึ่ง

มีพรรษา  ๖๐  ล่วงแล้ว   ปฏิญาณตนเป็นพระอรหันต์  ด้วยมานะยิ่ง   พระ

เถระเข้าไปหาท่านไหว้   กระทำปฏิสันถาร    แล้วได้เรียนถามถึงคุณธรรม

ที่ได้บรรลุ.    พระเถระกล่าวว่า    เออ  ท่านธรรมทินนะ    กิจที่บรรพชิต

พึงทำ  ผมได้ทำเสร็จนานแล้ว  บัดนี้   ผมก็พรรษา ๖๐ ล่วงแล้ว.   ท่าน

ธรรมทินนะ  เรียนถามว่า   ใต้เท้าครับ   ได้เท้ายังใช้ฤทธิ์อยู่บ้างหรือไม่ ?

ท่านตอบว่าใช้อยู่   ท่านธรรมทินนะ.  ท่านธรรมทินนะ  เรียนว่า   ดีแล้ว

ครับ  ใต้เท้า      ขอนิมนต์ใต้เท้าเนรมิตช้างกำลังเดินมาประจันหน้าใต้เท้า

(ให้ดู )    เถิด.    พระเถระรับคำนิมนต์แล้ว     ได้เนรมิตช้างเชือกใหญ่

๑.  ฉบับพม่าเป็น  ตงฺขณวิหาร ที่อยู่ชั่วคราว.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 495

เผือกผ่อง   เป็นที่สถิตแห่งคชลักษณ์ ๗ ประการ   ตกมันกล้า  แกว่งหาง

สอดงวงเข้าปาก    รี่มาประจันหน้าคล้ายกับจะเอางาทั้ง  ๒  แทง   ท่านเห็น

ช้างเชือกนั้นที่ตนเนรมิตขึ้นเอง   กลัวเริ่มจะวิ่งหนี   ในเวลานั้นเอง  ท่าน

ก็รู้ตัวว่า  เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์  จึงนั่งกระโหย่งลงแทบบาทมูลของ

ท่านธรรมทินนะ  แล้วกล่าวว่า  ขอท่านจงเป็นที่พึ่งแก่ผมเถิด  ท่านขอรับ.

ท่านธรรมทินนะได้พูดเอาใจพระเถระว่า    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ท่านอย่าได้

เศร้าโศก        อย่าได้เสียใจ   มานะยิ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะการกบุคคลทั้งหลาย

เท่านั้น    แล้วได้ให้กรรมฐาน    ( แก่พระเถระ ).     พระเถระดำรงอยู่ใน

โอวาทของท่านแล้วได้บรรลุพระอรหัต.

ถึงพระเถระ   (อีกรูปหนึ่ง)     ก็เช่นกัน    อยู่ที่จิตตลดาบรรพต.

ท่านธรรมทินนะเข้าไปหาท่าน   แล้วถามอย่างนั้นเหมือนกัน.   ทั้งท่านก็

ได้พยากรณ์อย่างนั้นเหมือนกัน.   ถัดจากนั้นท่านธรรมทินนะ   ก็ได้กล่าว

กะท่านว่า    ท่านได้ใช้ฤทธิ์บ้างหรือไม่ ?    พระเถระตอบรับคำ.    ท่าน

ธรรมทินนะ   เรียนท่านว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ดีแล้วขอรับ   ขอให้ท่าน

เนรมิตสระโบกขรณีขึ้น ๑  สระเถิด.  พระเถระได้เนรมิต  (ตามที่ขอร้อง)

ท่านธรรมทินนะเรียนว่า  ท่านขอรับ   ขอให้ท่านเนรมิตกอบัวขึ้นในสระนี้

ด้วยเถิด.  พระเถระก็เนรมิตกอบัวขึ้น  (ตามที่ขอร้อง ).  ท่านธรรมทินนะ

ขอร้องว่า     ขอให้ท่านเนรมิตร่างหญิงคนหนึ่ง    ยืนร้อง   ร่ายรำด้วยเสียง

ไพเราะอยู่บนกอบัวนั้นเถิด.  พระเถระก็เนรมิตหญิงนั้น (ตามที่ขอร้อง ).

ท่านธรรมทินนะจึงเรียนว่า   ขอให้ท่านเพ่งพินิจหญิงนั้นบ่อย ๆ  แล้วตัว

ท่านเองก็เข้าปราสาทไป.    เมื่อพระเถระเพ่งหญิงที่เนรมิตขึ้นนั้น     กิเลส

๑.  ฉบับพม่าเป็น  ตเถว  จึงได้แปลเช่นนั้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 496

ที่ข่มไว้เป็นเวลา ๖๐  ปีก็หวั่นไหว.      ในครั้งนั้นท่านรู้ตัว      จึงขอเรียน

กรรมฐานในสำนักของท่านธรรมทินนเถระ        และได้บรรลุพระอรหัต

เหมือนกับพระเถระรูปก่อน.

ส่วนท่านธรรมทินนะ   ก็ได้ไปยังติสสมหาวิหารตามลำดับ . และใน

เวลานั้น  พระเถระทั้งหลายกวาดลานพระเจดีย์แล้วนั่งกรรมฐาน  ยังปีติมี

พระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น.  นัยว่า   การทำอย่างนี้เป็นกิจวัตรของ

ท่านเหล่านั้น.    เพราะเหตุนั้น    จึงไม่มีพระเถระแม้แต่รูปเดียว    บรรดา

พระเถระเหล่านั้นจะบอกจะถามท่านธรรมทินนะว่า   ท่านจงวางบาตรและ

จีวรไว้ตรงนี้.   แต่ก็รู้กันว่า  นั่นคงจะเป็นท่านธรรมทินนะ   จึงได้พากัน

ถามปัญหาท่าน.     ท่านตอบโต้ตัดปัญหาที่ถาม ๆ มา  เหมือนกับใช้ดาบ

ที่คมตัดมัดก้านดอกโกมุท  ให้ขาดสะบั้นฉันนั้น แล้วเอานิ้วเท้ากดมหาปฐพี

และพูดว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   มหาปฐพีนี้แม้จะไม่มีจิตใจ  ยังรู้คุณค่าของ

ธรรมทินนะ  แต่ท่านทั้งหลายไม่รู้จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  แผ่นดินนี้  ไม่มีจิตใจ  ยังรู้คุณค่า

น้อยใหญ่  ส่วนท่านทั้งหลายมีจิตใจ   แต่ไม่รู้คุณค่า

น้อยใหญ่.

สัลเลขธรรมคือฌาน - วิปัสสนา

และในทันใดนั่นเอง       ท่านก็ได้เหาะขึ้นไปบนอากาศ      ไปยัง

ตลังคติสสบรรพตนั่นเอง.

[๑๐๒]  อธิมานะ   ย่อมเกิดขึ้นแก่การกบุคคลเท่านั้น   ดังที่กล่าว

มานะแล้ว.     เพราะฉะนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อจะทรงจำแนกฌาน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 497

ด้วยสามารถแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เช่นนั้น    จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า  "าน

โข  ปน."

บทว่า   าน  โข  ปน  นั้นมีอรรถาธิบายว่า   เหตุนี้มีอยู่   ไม่ใช่

ไม่มี   คือภิกษุลางรูปในศาสนานี้    สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ   เข้าปฐม-

ฌานอันเป็นสาธารณะแก่ปริพาชกนอกศาสนาทั้งหลายอยู่.

แต่คำใดว่า  ข้อว่า  ตสฺส  เอวมสฺส  สลฺเลเขน  วิหรามิ  (เธอพึงมี

ความเข้าใจอย่างนี้ว่า   เราอยู่ด้วยสัลเลขธรรม   ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส )

ความว่า    วิธีปฏิบัติได้    ย่อมขัดเกลากิเลสได้    เราอยู่ด้วยวิธีปฏิบัตินั้น

คำนั้นไม่ถูก.   เพราะว่า   ฌานของภิกษุผู้มีมานะยิ่ง   ไม่เป็นสัลเลขธรรม

หรือสัลเลขปฏิปทา.

เพราะเหตุไร ? เพราะไม่เป็นเบื้องบาทของวิปัสสนา. อธิบายว่า เธอ

เข้าฌาน  ครั้นออกจากฌานแล้ว  ก็ไม่พิจารณาสังขารทั้งหลาย.  ส่วนฌาน

ก็ทำเพียงแต่ให้จิตของเธอเป็นเอกัคคตาเท่านั้น.     เธอก็เป็นผู้อยู่สบายใน

ปัจจุบัน. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น

จึงได้ตรัสว่า  ดูก่อนจุนทะ  ฌานธรรมเหล่านั้น  เราตถาคตไม่เรียกว่า  เป็น

สัลเลขธรรมในวินัยของพระอริยเจ้าเลย แต่ฌานธรรมเหล่านั้น  เราตถาคต

เรียกว่า  ทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม    (ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน)

ในวินัยของพระอริยเจ้า.

คำว่า   เอเต    (เหล่านั้น)    ในพระพุทธพจน์นั้น    พึงทราบว่า

๑. ฉ. น หิ อธิมานิกสฺส  ภิกฺขุโน ฌาน สลฺเลโข วา สลฺเลขปฏิปทา วา โหติ แปลตามนี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 498

เป็นพหุพจน์ด้วยอำนาจแห่งฌาน.  มีคำอธิบายว่า เอเต  โยค  ปมชฺฌาน-

ธมฺมา  (แปลว่า  ธรรมคือปฐมฌานเหล่านั้น)  อีกอย่างหนึ่ง (เป็น

พหุพจน์)  ด้วยอำนาจแห่งสมาบัติ.  อธิบายว่า  ปฐมฌานแม้ฌานเดียว

แต่เป็นไปโดยการเข้าบ่อย ๆ ก็ถึงความเป็นของมากได้.  อีกอย่างหนึ่ง

เป็นพหุพจน์ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์.  อธิบายว่า ปฐมฌานแม้ฌานเดียว

ก็ถึงความเป็นของมากได้โดยการเป็นไปในอารมณ์ทั้งหลาย  มีปฐมวีกสิณ

เป็นต้น.  ในทุติยฌานตติยฌาน  และจตุตถฌาน  ก็นัยนี้.

แต่ในอรูปฌานทั้งหลาย (คำว่าเหล่านั้น)  พึงทราบว่าเป็นพหุพจน์

ด้วยอำนาจแห่งเหตุทั้ง ๒  ในฌานก่อน (จตุตถฌาน)  นั่นเอง  เพราะ

ไม่มีความต่างกันแห่งอารมณ์.  ก็เพราะเหตุที่ทั้งองค์ทั้งอารมณ์ของอรูปฌาน

เหล่านั้น  สงบ  อธิบายว่า  ทั้งดับสนิททั้งละเอียด  เพราะฉะนั้น  ทั้งองค์

ทั้งอารมณ์เหล่านั้น  พึงทราบว่า  พระองค์ตรัสไว้อย่างนี้ว่า  ฌานธรรม

เหล่านั้นเป็นธรรมอันสงบ  เป็นธรรมเครื่องอยู่  (สันตวิหารธรรม).

นี้เป็นการขยายความทั่วไปของอรูปฌานทั้ง  ๔  เหล่านั้นก่อน. ส่วนการ

ขยายความพิเศษควรกล่าว (อธิบาย)  ตามทำนองบทเป็นต้นว่า  เพราะ

ล่วงเลยรูปสัญญาไปโดยประการทั้งปวง.  การขยายความนั้นได้กล่าว

(อธิบาย)  ไว้ทุกอย่างในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้วแล.

[๑๐๓]  เพราะเหตุที่วิหารธรรมคือฌาน  ของภิกษุผู้มีอธิมานะ

ไม่เป็นสัลเลขวิหารธรรม  เพราะไม่เป็นบาทของวิปัสสนา  ด้วยว่า  เธอ

เข้าฌาน  ครั้นออกจากฌานแล้ว  หาได้พิจารณาสังขารทั้งหลายไม่  แต่

ทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรมของเธอเป็น  (เพียง)  ทำให้จิตเป็นอกัคคตา

อย่างนี้  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 499

จึงทรงจำแนกรูปฌานและอรูปฌานไว้    และต่อไปนี้     เมื่อจะทรงแสดง

เรื่องนั้น และสัลเลขธรรมนั้นด้วยอาการ ๔อย่าง จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า

อิธ  โข  ปน  โว  ดังนี้.

บาทของวิปัสสนา

[๑๐๔]     ก็เหตุไฉนธรรมทั้งหลาย       มีอวิหิงสาเป็นต้นเท่านั้น

นอกจากสมาบัติทั้ง  ๘ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเป็นสัลเลขธรรม  ?

เพราะธรรมทั้งหลายมีอวิหิงสาเป็นต้น  เป็นบาทของวิปัสสนาที่เป็น

โลกุตระได้.

อันที่จริง  สมาบัติทั้ง ๘ ของคนภายนอก (พุทธศาสนา) ทั้งหลาย

เป็นบาทของวัฏฏะ    เท่านั้น.    แต่ในศาสนา    (พุทธ)    แม้สรณคมน์

ก็พึงทราบว่า   เป็นบาทของโลกุตตรธรรมได้   ตามพระสูตรนี้โดยเฉพาะ

จะป่วยกล่าวไปไยถึงธรรมทั้งหลาย   มีอวิหญิงสาเป็นต้นเล่า   (ที่จะเป็นไป

ไม่ได้).

อนึ่ง  ทานที่บุคคลถวายแก่ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ  ในศาสนา

(พุทธ)  มีผลมากกว่าทาน   ที่ให้แก่คนนอกศาสนา  ที่ได้สมาบัติ  ๘ แม้

มีอภิญญา  ๕  ก็ตาม.  เพราะว่าในทักขิณาวิภังคสูตร  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงหมายเอาข้อความนี้     จึงได้ตรัสไว้ว่า    ทักขิณามีผลคูณด้วยแสนโกฏิ

ทายกพึงหวังได้    เพราะให้ทานแก่บุคคลนอกศาสนา    ผู้ปราศจากความ

ยินดีในกามทั้งหลาย.     แต่ทักขิณามีผลนับไม่ถ้วน  คำนวณไม่ถูก  ทายก

พึงหวังได้    เพราะให้ทานแก่ผู้ปฏิบัติ     เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

จะกล่าวถึงทำไมสำหรับพระโสดาบัน.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 500

ความจริง     ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล    ในทักขิณา

วิภังคสูตรนั้น     พระองค์ทรงประสงค์เอา   ตั้งแต่การถึงสรณะเป็นต้นไป.

นี้เป็นการประกอบความตามพระบาลีในพระสูตรนี้ก่อน.

ส่วนในการพรรณนาความตามลำดับบท พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

บทว่า  อิธ  นี้เป็นคำแสดงเรื่องมีการไม่เบียดเบียนเป็นต้น.

คำว่า  โข   ปน  เป็นเพียงนิบาต.

คำว่า  โว  เป็นฉัฏฐีวิภัตติ  ใช้ในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.

ก็ในคำว่า   อิธ  เป็นต้นนี้   มีเนื้อความโดยย่อดังต่อไปนี้.  ดูก่อนจุนทะ

เธอทั้งหลายควรทำการขัดเกลากิเลส   (สัลเลขะ )   ในเรื่องการเบียดเบียน

เป็นต้นนี้นั้น   ที่เราตถาคตกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า   คนเหล่าอื่นจักเป็นผู้

เบียดเบียนกัน .  พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสโดยสังเขปอย่างนี้แล้ว  บัดนี้

เมื่อจะทรงขยายความให้พิสดาร   จึงได้ตรัสดำมีอาทิไว้ว่า   คนเหล่าอื่นจัก

เป็นผู้เบียดเบียนกัน  แต่เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกันในเพราะเรื่อง

นี้   เธอทั้งหลายควรบำเพ็ญสัลเลขธรรมดังที่ว่ามานี้.

ในจำนวนคำเหล่านั้น   คำว่า   ปเร   (คนเหล่าอื่น )   ได้แก่ผู้ใด

ใครก็ตาม  ที่ประกอบสัลเลขธรรมนี้เนือง ๆ.

ข้อว่า  วิหึสกา  ภวิสฺสนฺติ   (จักเป็นผู้เบียดเบียนกัน  )    ความว่า

จักเป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยเครื่องเบียดเบียนทั้งหลาย     เช่นด้วย

ฝ่ามือหรือด้วยก้อนดินเป็นต้น.

ข้อว่า  มยเมตฺถ  อวิหึสกา   ภวิสฺสาม   (เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่

เบียดเบียนกันในเพราะเรื่องนี้)    ความว่า    ส่วนเราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่