พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 351
ก็จะโกรธไม่แช่มชื่น เพราะคิดว่า อุบาสิกาทั้งหลายสักการะ เคารพ
นับถือ บูชาภิกษุอื่น ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา ความโกรธ
และความไม่แช่มชื่น ทั้ง ๒ นี้ชื่อว่า อังคณะ.
อังคณกิเลสที่ ๑๖
[๖๘] ท่านครับ ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงเกิด
ความปรารถนาอย่างนี้ว่า ถ้ากระไรหนอ เราเท่านั้นควรได้จีวรที่ประณีต
ภิกษุอื่นไม่ควรได้จีวรที่ประณีต นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. ภิกษุอื่นพึงได้จีวร
ที่ประณีต ภิกษุนั้นไม่ได้จีวรที่ประณีต นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. เธอก็
จะโกรธไม่แช่มชื่น เพราะคิดว่า ภิกษุอื่นได้จีวรที่ประณีต เราไม่ได้
จีวรที่ประณีต ความโกรธและความไม่แช่มชื่น ทั้ง ๒ นี้ชื่อว่า อังคณะ.
อังคณกิเลสที่ ๑๗
[๖๙] ท่านครับ ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงเกิดความ
ปรารถนาอย่างนี้ว่า ถ้ากระไรหนอ เราเท่านั้นควรได้บิณฑบาตอันประณีต
ภิกษุอื่นไม่ควรได้บิณฑบาตอันประณีต นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. ภิกษุอื่น
พึงได้บิณฑบาตอันประณีต ภิกษุนั้นไม่ได้บิณฑบาตอันประณีต นี้
เป็นฐานะที่จะมีได้. เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น เพราะคิดว่า ภิกษุอื่น
ได้บิณฑบาตอันประณีต เราไม่ได้บิณฑบาตอันประณีต ความโกรธและ
ความไม่แช่มชื่น ทั้ง ๒ นี้ชื่อว่า อังคณะ.
อังคณกิเลสที่ ๑๘
ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 352
ถ้ากระไรหนอ เราเท่านั้นควรได้เสนาสนะอันประณีต ภิกษุอื่นไม่ควรได้
เสนาสนะอันประณีต นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. ภิกษุอื่นพึงได้เสนาสนะอัน
ประณีต ภิกษุนั้นไม่ได้เสนาสนะอันประณีต นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. เธอ
ก็จะโกรธไม่แช่มชื่น เพราะคิดว่า ภิกษุอื่นได้เสนาสนะอันประณีต เรา
ไม่ได้เสนาสนะอันประณีต ความโกรธและความไม่แช่มชื่น ทั้ง ๒ นี้
ชื่อว่า อังคณะ.
อังคณกิเลสที่ ๑๙
ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้ พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า
ถ้ากระไรหนอ เราเท่านั้นควรได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต ภิกษุ
อื่นไม่ควรได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.
ภิกษุอื่นพึงได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต ภิกษุนั้นไม่ได้คิลาน-
ปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. เธอก็จะโกรธไม่
แช่มชื่น เพราะคิดว่า ภิกษุอื่นได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต
เราไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันประณีต ความโกรธและความไม่แช่ม
ชื่น ทั้ง ๒ นี้ชื่อว่า อังคณะ.
อิจฉาวจรอกุศลที่ยังละไม่ได้
[๗๐] ท่านครับ อิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ภิกษุรูปใด
รูปหนึ่งยังละไม่ได้แล้ว ชนทั้งหลายยังเห็นอยู่ ยังได้ยินอยู่. แม้เธอจะอยู่
ในป่ามีเสนาสนะอันสงัด ถือบิณฑบาตเป็นวัตร เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 353
ตรอก ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ครองจีวรเศร้าหมองอยู่ ถึงอย่างนั้น เพื่อน
พรหมจรรย์ทั้งหลายก็ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น. ข้อนั้น
เพราะเหตุอะไร ? เพราะอิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น. อันท่าน
ผู้มีอายุนั้นยงละไม่ได้ ชนทั้งหลายยังเห็นอยู่ และยังได้ยินอยู่. เปรียบ
เหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง
เป็นของสะอาดหมดจด. เจ้าของเอาซากศพงู ซากศพสุนัข หรือซากศพ
มนุษย์วางลงในถาดทองสัมฤทธิ์นั้น ปิดด้วยถาดทองสัมฤทธิ์ใบอื่น แล้ว
เดินไปร้านตลาด. ชนเห็นถาดทองสัมฤทธิ์นั้นแล้ว จะต้องพูดว่า พ่อคุณ
สิ่งที่ท่านนำไปนี้คืออะไร ? น่ารู้น่าสนใจ. เขาพึงลุกขึ้นเปิดถาดทองสัมฤทธิ์
นั้นดู พร้อมกับการเห็นซากศพนั้น ก็เกิดความไม่พอใจ ความเกลียดชัง
แม้คนที่หิวก็ไม่ปรารถนาจะบริโภค ไม่ต้องกล่าวถึงคนที่บริโภคอิ่มแล้ว
ฉันใด.
อิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านี้ ก็ฉันนั้น ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
ยังละไม่ได้แล้ว อันชนทั้งหลายยังเห็น ยังได้ยินอยู่ แม้เธอจะอยู่ในป่า
มีเสนาสนะอันสงัด ถือบิณฑบาตเป็นวัตร เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก
ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ครองจีวรเศร้าหมอง ถึงอย่างนั้น เพื่อนพรหม-
จรรย์ทั้งหลายก็ไม่สักการะ เคารพ นับถือบูชาภิกษุนั้น ข้อนั้น เพราะ
เหตุอะไร ? เพราะอิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ท่านผู้มีอายุนั้นยัง
ละไม่ได้ อันชนทั้งหลายยังเห็นอยู่ ยังได้ยินอยู่.
อิจฉาวจรอกุศลที่ละได้แล้ว
[๗๑] ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านี้ อัน
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 354
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งละได้แล้ว ชนทั้งหลายยังเห็นอยู่ ยังได้ยินอยู่. แม้เธอ
จะอยู่ในเสนาสนะท้ายบ้าน รับนิมนต์ ครองคฤหบดีจีวร ถึงอย่างนั้น
เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายก็ยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น.
ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร ? เพราะอิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น อัน
ท่านผู้มีอายุนั้นละได้แล้ว ชนทั้งหลายยังเห็น และยังได้ยินอยู่ เปรียบ
เหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด หรือแต่สกุลช่างทอง
เป็นของสะอาดหมดจด เจ้าของเอาข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่เลือกเอาของดำออก
แล้ว เอาแกงและกับหลายอย่างวางลงในถาดทองสัมฤทธิ์นั้น ปิดด้วยถาด
ทองสัมฤทธิ์อื่น แล้วเดินไปยังร้านตลาด. ชนเห็นถาดทองสัมฤทธิ์นั้นแล้ว
จะต้องพูดอย่างนี้ว่า พ่อคุณ สิ่งที่ท่านนำไปนี้คืออะไร น่ารู้ น่าสนใจ
เขาพึงลุกขึ้นเปิดถาดทองสัมฤทธิ์นั้นดู พร้อมกับการเห็นข้าวสุกแห่งข้าว
สาลีขาวสะอาดมีแกงและกับหลายอย่างนั้น ก็เกิดความพอใจ ไม่เกลียดชัง
แม้คนที่บริโภคอิ่มแล้ว ก็ยังปรารถนาจะบริโภค ไม่ต้องกล่าวถึงคนที่หิว
ฉันใด.
อิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านี้ ก็ฉันนั้น ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งละ
ได้แล้ว อันชนทั้งหลายยังเห็นอยู่ และยังได้ยินอยู่. แม้เธอจะอยู่ใน
เสนาสนะท้ายบ้านเป็นปกติ รับนิมนต์ ครองคฤหบดีจีวร ถึงอย่างนั้น เพื่อน
พรหมจรรย์ทั้งหลายก็ยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น. ข้อนั้น
เพราะเหตุอะไร ? เพราะอิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ท่านผู้มีอายุ
นั้นละได้แล้ว อันชนทั้งหลายยังเห็น และยังได้ยินอยู่.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 355
อุปมาด้วยช่างทำรถ
[๗๒] เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหา-
โมคคัลลานะได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านพระสารีบุตรขอรับ
อุปมาย่อมแจ่มแจ้งแก่กระผม ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า ท่านพระ
มหาโมคคัลลานะ อุปมาจงแจ่มแจ้งแก่ท่านเถิด.
ม. ท่านขอรับ สมัยกาลครั้งหนึ่ง กระผมอยู่ ณ กรุงราชคฤห์
อันเป็นคอกเขา๑. ครั้งนั้น เวลาเช้า กระผมนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร
เข้าไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต. ก็สมัยนั้น บุตรนายช่างทำรถชื่อ
สมีติ ถากกงรถอยู่ อาชีวกชื่อปัณฑุบุตร เป็นบุตรช่างทำรถเก่าเข้าไป
ยืนอยู่ใกล้นายสมีตินั้น ครั้งนั้น อาชีวกปัณฑุบุตร บุตรช่างทำรถเก่า
เกิดความดำริในใจอย่างนี้ว่า กระไรหนอ บุตรช่างทำรถนี้ พึงถากส่วน
โค้ง ส่วนคด กะพี้ และปมตรงนี้แห่งกงนี้ออกเสีย. เมื่อเป็นเช่นนี้ กง
นี้ก็จะสิ้นโค้ง สิ้นคด สิ้นกะพี้และปม พึงเหลือแก่นล้วน ๆ. อาชีวก-
ปัณฑุบุตร บุตรช่างทำรถเก่า มีความดำริในใจ ฉันใด ๆ นายสมีติ
บุตรช่างทำรถก็ถากส่วนที่โค้ง ที่คด กะพี้ และปมแห่งกงนั้น ฉันนั้น ๆ.
ครั้งนั้น อาชีวกปัณฑุบุตร บุตรช่างทำรถเก่า ดีใจ เปล่งวาจาแสดง
ความดีใจว่า นายสมีติบุตรช่างทำรถ ถากเหมือนจะรู้ใจด้วยใจ ฉันใด.
ท่านขอรับ บุคคลทั้งหลายก็ฉันนั้น ไม่มีศรัทธา เป็นผู้ต้องการจะเลี้ยง
ชีวิต ไม่ออกบวชเป็นอนาคาริกด้วยศรัทธา เป็นคนมักโอ้อวด เจ้ามารยา
หลอกลวง ฟุ้งซ่าน ถือตน กลับกลอก ปากกล้า พูดจาเลอะเทอะ
ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบ
๑. คือมีเขาล้อมเป็นคอก.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 356
ความเพียร ไม่มีความเพ่งเล็งในสามัญคุณ ไม่มีความเคารพแรงกล้าใน
สิกขา เป็นผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในการท้อถอย ทอดธุระใน
ความสงัด เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม มีสติฟั่นเฟือน ไม่มี
สัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด มีปัญญาทราม เป็นดังคนใบ้
ท่านพระสารีบุตรเหมือนจะรู้ใจของบุคคลเหล่านั้นด้วยใจ แล้วถากอยู่ด้วย
ธรรมปริยายนี้.
ส่วนกุลบุตรเหล่าใด มีศรัทธา ออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่เป็น
คนโอ้อวด ไม่มีมารยา ไม่หลอกลวง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือคน ไม่กลับกลอก
ไม่ปากกล้า ไม่พูดจาเลอะเทอะ คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียร มีความเพ่งเล็งในสามัญคุณ มี
ความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา ไม่เป็นผู้มักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดธุระ
ในการท้อถอย เป็นหัวหน้าในความสงัดปรารภความเพียร มีตนส่งไป
มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตมั่นคง มีจิตแน่วแน่ มีปัญญา ไม่เป็น
ดุจคนใบ้ กุลบุตรเหล่านั้นฟังธรรมปริยายของท่านพระสารีบุตรนี้แล้ว
เหมือนหนึ่งว่า จะดื่ม จะกลืนไว้ด้วยวาจาและใจว่า เป็นการดีหนอ ท่าน
พระสารีบุตรผู้เป็นเพื่อนพรหมจรรย์ ให้เราทั้งหลายออกจากอกุศล ให้
ตั้งอยู่ในกุศล.
เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษ ที่กำลังสาวกำลังหนุ่ม ชอบแต่งตัว
ชำระสระเกล้าแล้ว ได้ดอกอุบล ดอกมะลิ หรือดอกลำดวนแล้ว
ประคองด้วยมือทั้ง ๒ ยกขึ้นตั้งไว้บนเศียรเกล้า ฉันใด กุลบุตรทั้งหลาย
ก็ฉันนั้น มีศรัทธา ออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่เป็นคนโอ้อวด ไม่มีมารยา
ไม่หลอกลวง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตน ไม่กลับกลอก ไม่ปากกล้า พูดจา
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 357
เลอะเทอะ คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ
ประกอบควานเพียร มีความเพ่งเล็งในสามัญคุณ มีความเคารพอย่างแรง
กล้าในสิกขา ไม่เป็นคนมักมาก ไม่ย่อหย่อน ทอดธุระในการท้อถอย
เป็นหัวหน้าในความสงัด ปรารภความเพียร มีตนส่งไป มีสติตั้งมั่น
มีสัมปชัญญะ มีจิตมั่นคง มีจิตแน่วแน่ มีปัญญา ไม่เป็นดุจคนใบ้
กุลบุตรเหล่านั้นฟังธรรมปริยายของท่านพระสารีบุตรนี้แล้ว เหมือนหนึ่ง
ว่า จะดื่มจะกลืนไว้ด้วยวาจาและใจว่า เป็นการดีหนอ ท่านพระสารีบุตร
ผู้เป็นเพื่อนพรหมจรรย์ ให้เราทั้งหลายออกจากอกุศล ให้ตั้งอยู่ในกุศล
ดังนี้.
พระมหานาคทั้ง ๒ นั้น ต่างชื่นชมสุภาษิตแห่งกันและกัน ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบ อนังคณสูตรที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 358
อรรถกถาอนังคณสูตร
[ ๕๓ ] อนังคณสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้า (พระอานนท์)
ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ท่านพระสารีบุตร . . .
การขยายความ (เฉพาะ) บทที่ยาก ในพระสูตรนั้น และใน
พระสูตรทุกสูตรก็จะเหมือนในพระสูตรนี้ เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไป
ข้าพเจ้าจักไม่กล่าวเฉพาะเท่านี้ แต่จะทำการขยายบทที่ไม่เคยขยายความ
มาก่อนด้วย.
[ ๕๔ ] บทว่า จตฺตาโร เป็นการกำหนดนับ. บทว่า ปุคฺคลา
ได้แก่สัตว์ ผู้คน และบุรุษ. ด้วยคำเพียงเท่านี้ ( บุคคล ) ไม่ควร
ถือว่า พระมหาเถระ ( สารีบุตร) มีปกติกล่าวนิยมบุคคล (พวก
บุคคลนิยม ) เพราะท่านผู้นี้ประเสริฐที่สุดในบรรดาพระสาวกผู้เป็น
พุทธบุตรทั้งหลาย ท่านเทศนาไม่ขัดแย้งกับพระธรรมเทศนาของพระผู้มี
พระภาคเจ้าเลย.
เทศนา ๒
พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มี ๒ อย่าง คือ
สมมติเทศนา ( เทศนาเกี่ยวกับสมมติ ) ๑ ปรมัตถเทศนา ( เทศนา
เกี่ยวกับปรมัตถ์) ๑.
ในจำนวนเทศนาทั้ง ๒ อย่างนั้น สมมติเทศนา มีรูปความอย่าง
นี้ว่า บุคคล สัตว์ หญิง ชาย กษัตริย์ พราหมณ์ เทพ มาร เป็นต้น.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 359
ส่วนปรมัตถเทศนา มีรูปความอย่างนี้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อันตตา
ขันธ์ ธาตุ อายตนะ สติปัฏฐานเป็นต้น.
ในจำนวนเทศนาทั้ง ๒ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
สมมติเทศนาแก่เหล่าพุทธเวไนย ผู้ที่ฟังพระธรรมเทศนาว่าด้วยเรื่อง
สมมติแล้ว เข้าใจเนื้อความทะลุปรุโปร่ง สามารถละโมหะบรรลุคุณ
วิเศษได้ ส่วนคนเหล่าใด ฟังพระธรรมเทศนาว่าด้วยเรื่องปรมัตถ์แล้ว
เข้าใจเนื้อความทะลุปรุโปร่ง สามารถละโมหะบรรลุคุณวิเศษได้ พระองค์
ก็ทรงแสดงปรมัตถเทศนาให้เขาฟัง.
เปรียบเทียบความ
ในการทรงแสดงพระธรรมเทศนาทั้ง ๒ อย่างนั้น มีข้อเปรียบเทียบ
ดังต่อไปนี้. อุปมาเหมือนอาจารย์ผู้บรรยายไตรเพท รู้ภาษาถิ่น เมื่อ
พูดภาษาทมิฬ นักเรียนพวกใดเข้าใจความหมาย ก็จะบอกเขาเหล่านั้น
ด้วยภาษาทมิฬ. แต่ถ้าพวกใดเข้าใจความหมายด้วยภาษาใดภาษาหนึ่ง
ในจำนวนภาษาทั้งหลาย มีภาษาอันธกะ เป็นต้น ก็จะบอกเขาเหล่านั้น
ด้วยภาษานั้น. เมื่อเป็นเช่นนั้น มาณพน้อย (นักเรียน) เหล่านั้น
ได้อาศัยอาจารย์ผู้ฉลาด หลักแหลม จะเรียนศิลปะได้เร็วทีเดียว ฉันใด.
ในข้ออุปไมยนั้น ก็ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พึงทราบว่าเหมือน
อาจารย์ พระไตรปิฎกที่อยู่ในภาวะที่จะต้องทรงสอนเหมือนไตรเพท
พระปรีชาฉลาดในสมมติ และปรมัตถ์ เหมือนความฉลาดในภาษาถิ่น
เวไนยสัตว์ผู้สามารถแทงตลอดด้วยสมมติเทศนาและปรมัตถเทศนา๑ เหมือน
๑. ปาฐะ แยกกันเป็น สมฺมติ ปรมตฺถ เทสนา ปฏิวิชฺฌนสมตฺถา เข้าใจว่าคงจะติดกัน และ
ฉบับพม่าก็ติดกัน จึงได้แปลเช่นนั้น.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 360
มาณพน้อย (นักเรียน) ผู้พูดภาษาถิ่นต่าง ๆ พระธรรมเทศนาว่าด้วย
สมมติ และปรมัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนการบอก (ไตรเพท)
ด้วยภาษาทมิฬเป็นต้นของอาจารย์.
และในการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสมมติเทศนา และ
ปรมัตถเทศนานี้ พระโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า:-
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าผู้สอนทั้งหลาย
ได้ตรัสสัจจะไว้ ๒ อย่าง คือ สมมติสัจจะ ๑
ปรมัตถสัจจะ ๑ ไม่มีสัจจะอย่างที่ ๓ พระ
พุทธดำรัสเกี่ยวกับสมมติ (สังเกต) ชื่อว่า เป็น
สัจจะ เพราะเหตุที่เป็นสมมติของโลก ส่วนพระ
พุทธดำรัสเกี่ยวกับปรมัตถ์ ชื่อว่า เป็นสัจจะ เพราะ
เหตุที่เป็นความจริงของธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น
สำหรับพระโลกนาถศาสดา ผู้ทรงฉลาดในโวหาร
เทศนา ตรัสถึงสมมติ มุสาวาทจึงไม่เกิดขึ้น (ไม่
เป็นการกล่าวเท็จ) ดังนี้.
เหตุตรัสบุคคลกถา ๘ ประการ
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสบุคคลกถา (ถ้อยคำ
ระบุบุคคล ) ด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ
๑. เพื่อทรงแสดงถึงหิริและโอตตัปปะ
๒. เพื่อทรงแสดงถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน
๓. เพื่อทรงแสดงถึงการกระทำของคนโดยเฉพาะตัว
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 361
๔. เพื่อทรงแสดงถึงอันนตริยกรรม
๕. เพื่อทรงแสดงถึงพรหมวิหารธรรม
๖. เพื่อทรงแสดงถึงบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
๗. เพื่อทรงแสดงถึงทักขิณาวิสุทธิ
๘. เพื่อไม่ทรงละทิ้งสมมติของโลก.
ขยายความเหตุ ๘ ประการ
เมื่อพระองค์ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลาย ละอายแก่ใจอยู่
เกรงกลัวบาปอยู่ มหาชนจะไม่เข้าใจ พากันพิศวงงงวย โต้แย้งว่า
นี้อะไรกัน ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลาย ละอายแก่ใจ เกรงกลัวต่อบาป
ด้วยหรือ ? ดังนี้ แต่เมื่อพระองค์ตรัสว่า บุรุษ กษัตริย์ พราหมณ์
เทพ มาร (ละอายแก่ใจ เกรงกลัวต่อบาป ) ดังนี้. มหาชนจะเข้าใจ ไม่
พิศวงงงวย ไม่โต้แย้ง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
บุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงหิริและโอตตัปปะ.
แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลาย เป็นผู้มีกรรม
เป็นของตน ดังนี้ ก็นัยเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน.
แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า มหาวิหาร มีพระเวฬุวันเป็นต้น ขันธ์
ธาตุอายตนะทั้งหลายสร้างไว้ ดังนี้ ก็นัยเดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงการกระทำของตน
โดยเฉพาะตัว.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 362
แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลาย ปลงชีวิต
มารดา บิดา พระอรหันต์ ทำโลหิตุปบาทกรรม (ทำร้ายพระพุทธเจ้า
ให้ห้อพระโลหิต ) (และ) ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ดังนี้. ก็นัยเดียวกัน
นั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อ
ทรงแสดงถึงอนันตริยกรรม.
แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลาย ย่อมเมตตา
(รักใคร่สัตว์ทั้งหลาย ) ดังนี้ ก็นัยเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงพรหมวิหารธรรม.
แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลาย ระลึกชาติที่
เคยอยู่ก่อนของเราได้ ดังนี้ ก็นัยเดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึงการระลึกชาติอยู่มาด่อน
ได้.
แม้ในพระดำรัสที่ตรัสว่า ขันธ์ธาตุอายตนะทั้งหลาย รับทาน
ดังนี้ มหาชนจะไม่เข้าใจ พากันพิศวงงงวย โต้แย้งว่า นี้อะไรกัน ขันธ์
ธาตุอายตนะทั้งหลายรับทานด้วยหรือ ? ดังนี้ แต่เมื่อตรัสว่า บุคคลผู้มี
ศีล มีกัลยาณธรรมรับทาน ดังนี้ มหาชนก็เข้าใจ ไม่พิศวงงงวย
ไม่โต้แย้ง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อ
ทรงแสดงถึงความบริสุทธิ์แห่งทักษิณาทาน.
เพราะว่า ธรรมดาพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายจะไม่ทรงละทิ้ง
สมมติของโลก ทรงดำรงอยู่ในถ้อยคำของชาวโลก ในภาษาของชาว
โลก ในการเจรจาของชาวโลกนั้นแหละทรงแสดงธรรม เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถาไว้เพื่อไม่ละทิ้งสมมติของโลกเสีย.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 363
ฉะนั้น ท่านองค์นี้ (พระสารีบุตรเถระ) เมื่อจะไม่ให้ขัดแย้ง
กับพระธรรมเทศนาพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ดำรงอยู่ในสมมติของโลก
แล้วกล่าวคำนี้อาทิว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคล ๔ ประเภท
เหล่านี้ ดังนี้ เพราะเหตุเป็นผู้ฉลาดในสำนวนโลก เพราะฉะนั้น บุคคล
ในที่นี้โปรดทราบทามสมมติเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงปรมัตถ์.
บทว่า สนฺโต สวิชฺชมานา (มีอยู่ หาได้) คือ พอมี หาพบ
ตามสำนวนของโลก. คำว่า ในโลก คือ ในสัตวโลก.
ขยายความกิเลสดุจเนิน ๓ อย่าง
ในที่ลางแห่ง กิเลสพระองค์ตรัสเรียกว่า อังคณะ ( เป็นเหมือน
เนิน ) ในคำมีอาทิว่า สงฺคโณว สมาโน. ดังที่ตรัสไว้ว่า บรรดา
กิเลสเพียงดังเนินนั้น กิเลสเพียงดังเนินเป็นไฉน ? คือ กิเลสเพียงดังเนิน
ได้แก่ราคะ กิเลสเพียงดังเนิน ได้แก่โทสะ กิเลสเพียงดังเนิน ได้แก่โมหะ
กิเลสเพียงดังเนิน ในที่บางแห่งหมายถึงมลทินอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ
เปือกตมดังที่ตรัสไว้ว่า พยายามเพื่อจะละมลทินหรือเปือกตมนั้นนั่นแหละ.
แต่ในที่บางแห่งหมายถึงพื้นที่ชนิดนั้น ( ที่เป็นเนิน) พื้นที่นั้นพึงทราบ
ตามคำที่พูดกัน เช่น เนินโพธิ์ เนินเจดีย์ เป็นต้น. แต่ในพระสูตรนี้
ท่านพระสารีบุตรประสงค์เอากิเลสอย่างเผ็ดร้อนนานัปการว่า กิเลสเพียง
ดังเนิน.
จริงอย่างนั้น ท่านพระสารีบุตร กล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ คำว่า
อังคณะนี้เป็นชื่อของอกุศลธรรมชั่วช้า มีความปรารถนาเป็นอารมณ์.
เป็นผู้เป็นไปกับด้วยกิเลสเพียงดังเนิน ชื่อว่า มีกิเลสเพียงดังเนิน
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 364
บทว่า สงฺคโณว สมาโน ผู้มีกิเลสเพียงดังเนินนั่นเอง ยังมีอยู่.
ข้อว่า อตฺถิ เม อชฺฌตฺต องฺคณ (ลางคนไม่รู้ตามความจริง
ว่า กิเลสเพียงดังเนินของเรา ยังมีอยู่ในภายใน ) ความว่า ไม่รู้ว่า กิเลสมี
อยู่ในตัวเรา คือในจิตสันดานของเรา คือไม่รู้โดยถ่องแท้ อย่างนี้ว่า
ธรรมดากิเลสเหล่านี้ หยาบคาย ร้ายแรง ควรละทิ้ง ไม่ควรเอาไว้
คล้ายกับลูกศรอาบยาพิษก็ปานกัน.
ส่วนผู้ใดรู้ว่ามีด้วย รู้อย่างนี้ด้วย (รู้ว่าหยาบช้า) ผู้นั้นท่าน
พระสารีบุตรเรียกว่า รู้ตามความจริงว่า กิเลสเพียงดังเนินภายในของเรา
ยังมีอยู่. แต่กิเลสที่จะถอนได้ด้วยมรรคยังไม่เกิดขึ้นแก่ผู้ใด เพราะหักห้าม
ไว้ได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม ผู้นี้ (นั่นเอง) ท่านพระสารีบุตรเถระ
ประสงค์เอาว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน โนพระสูตรนี้.
ข้อว่า นตฺถิ เม อชฺฌตฺต องฺคณนฺติ ยถาภูต นปฺปชานาติ
(ไม่รู้ตามความจริงว่ากิเลสเพียงดังเนินภายในของเราไม่มี) ความว่า
ไม่รู้ว่า กิเลสทั้งหลายของเราไม่มี เพราะหักห้ามด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ใช่
ไม่มีเพราะถอนได้ด้วยมรรค คือไม่เข้าใจโดยถ่องแท้อย่างนี้ว่า กิเลส
เหล่านั้นเมื่อเกิดขึ้น จักทำความพินาศอย่างใหญ่หลวง ( เพราะว่า) เป็น
กิเลสหยาบช้า ร้ายแรง ควรละทิ้ง ไม่ควรเอาไว้ คล้ายกับลูกศรอาบ
ยาพิษก็ปานกัน.
ส่วนผู้ใดรู้ว่า ไม่มีเพราะเหตุอันนี้ด้วย รู้อย่างนี้ด้วย ( รู้ว่าหยาบช้า)
ผู้นั้นท่านพระสารีบุตรเรียกว่า รู้ตามความจริงว่า กิเลสเพียงดังเนินภาย
ในของเราไม่มี ดังนี้.
บทว่า ตตฺร เท่ากับ เตสุ โยค จตูสุ ปุคฺคเลสุ ในบุคคล ๔
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 365
จำพวกนั้น หรือว่า โยค ทฺวีสุ สงฺคเณสุ ในบุคคลผู้มีกิเลสเพียง
ดังเนินทั้ง ๒ นั้น.
บทว่า ยฺวาย ตัดบทเป็น โย อย (แปลว่าบุคคลนี้ใด) ปาฐะ
(บาลีเดิม ) เป็น ยาย ดังนี้ก็มี.
คนดี - คนเลว
[ ๕๕ ] ท่านพระโมคคัลลานะเรียนถามถึงเหตุอย่างเดียวเท่านั้น
แหละ แต่ใช้คำถามด้วยคำทั้งคำว่า ท่านพระสารีบุตรผู้มีอายุ อะไรหนอ
เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ? ดังนี้.
พึงทราบความสัมพันธ์กัน ในบทว่า เยนิเมส เป็นต้น อย่างนี้ว่า
บรรดาคนทั้ง ๒ ประเภทนั้น คนหนึ่ง ท่านเรียกว่า เป็นคนประเสริฐ
แต่อีกคนหนึ่ง ท่านเรียกว่า เป็นคนต่ำทราม เพราะเหตุใด เพราะปัจจัยใด
เหตุนั้นคืออะไร ปัจจัยนั้นคืออะไร ?
ในเรื่องเหตุและปัจจัยทั้ง ๒ อย่างนั้น ถึงแม้ว่า คำว่า การรับรู้
และการไม่รู้ทั้งคู่นี้เองที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ไม่รู้อยู่ รู้อยู่ เป็นทั้ง
เหตุ เป็นทั้งปัจจัย ก็จริง แม้ถึงอย่างนั้น พระเถระได้กล่าวย้ำไว้ว่า ดูก่อน
ท่านผู้มีอายุ ในจำนวนคน ๒ ประเภทนั้น ดังนี้เป็นต้น เพื่อแสดง
เหตุนั้นให้ชัดกว่าแต่ก่อน เพราะเหตุที่คนมีปฏิภาณเฉียบแหลม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺเสต ปาฏิกงฺข ( เขาหวังได้เหตุนั้น )
ดังนี้ อธิบายว่า บุคคลนั้น พึงหวังได้เหตุนั้น คือ พึงคาดหมายได้ว่า
คนนั้นจักประสบเหตุนี้แหละ ไม่ใช่เหตุอย่างอื่น หมายความว่า เป็นสิ่ง
ที่มีได้แน่นอน.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 366
ท่านพระสารีบุตรกล่าวหมายเอาการไม่ยังฉันทะให้เกิดขึ้นเป็นต้น
ที่ท่านได้กล่าวไว้ โดยนัยมีอาทิว่า เขาจักไม่ให้ความพอใจเกิดขึ้น.
แม้ในจำนวนข้อความเหล่านั้น ข้อความว่า เขาจักให้ฉันทะเกิด
ขึ้น คือ เขาเมื่อไม่รู้ ก็จักไม่ให้ความพอใจอยากจะทำเกิดขึ้น เพื่อจะ
ละกิเลสเพียงดังเนินนั้น.
บทว่า น วายมิสฺสติ แปลว่า จักไม่พยายาม คือจักไม่ทำความ
พยายามให้มีกำลังมากไปกว่านั้นเลย.
ข้อว่า น วิริย อารภิสฺสติ ( จักไม่ปรารภความเพียร ) ความว่า
จักไม่ปรารภความเพียร ที่เป็นตัวกำลังเอาเลย อธิบายว่า จักไม่ยังความ
เพียรให้เป็นไป.
บทว่า สงฺคโณ ( กิเลสดุจเนิน ) คือมีกิเลสดุจเนินด้วยเนิน
ทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเหล่านั้น.
บทว่า สงฺกิลิฏฺจิตฺโต ( เป็นผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว ) คือเป็นผู้
มีจิตมัวหมอง ได้แก่ มีจิตขุ่นมัวเอามาก ๆ เพราะเนินคือกิเลสเหล่านั้น
เอง ได้แก่เป็นผู้มีจิตถูกกิเลสเพียงดังเนินเหล่านั้นเบียดเบียน มีจิตถูก
กิเลสเพียงดังเนินเหล่านั้นเผาลนเอาทีเดียว.
บทว่า กาล กริสฺสติ ( จักมรณภาพ ) คือจักตาย.
บทว่า เสยฺยถาปิ คือ เสยฺยถา นาม เปรียบเหมือนว่า.
บทว่า กสปาติ ( ถาดทองสัมฤทธิ์) คือภาชนะที่ทำด้วยทอง
สัมฤทธิ์.
บทว่า อาภตา คือเอามา.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 367
บทว่า อาปณา วา กมฺมารกุลา วา ( จากตลาดหรือตระกูล
ของช่างทอง) คือ จากร้านตลาด หรือจากบ้านของช่างทองผู้ทำถาดทอง
สัมฤทธิ์.
บทว่า รเชน ( ถูกละออง) คือถูกละอองที่จรมา มีฝุ่นเป็นต้น
(ปลิวมาเกาะ).
บทว่า มเลน ( ถูกสนิม) คือถูกสนิมโลหะที่เกิดกับถาดทอง
สัมฤทธิ์นั่นเอง (จับ ).
บทว่า ปริโยนทฺธา (จับ) คือเกาะหุ้มอยู่ทั่วไป.
บทว่า น จ ปริโยทเปยฺย ( ไม่ได้ขัดถู) คือไม่ได้ทำความ
สะอาด ด้วยวิธีล้างและขัคสีเป็นต้น.
บทว่า รชาปเถ (ทางฝุ่น ) คือในที่ที่มีละออง. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ
(บาลีในพระไตรปิฎก ) ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน. อธิบายว่า เก็บไว้
ในที่ที่ละอองปลิวมาถึง คือในที่ที่ละอองฟุ้ง หรือเก็บไว้ใต้เตียง หรือยุ้ง
แกลบ หรือภายในภาชนะเหมือนกับเอาละอองโรยใส่.
ในข้อว่า สงฺกิลิฎฺตรา อสฺส มลคฺคหิตา (มีแต่จะมัวหมองมี
สนิมเกาะมาก ) นี้มีคำอธิบายว่า รังแต่จะมัวหมองขึ้นกว่าเดิม เพราะ
เก็บไว้ในที่ทางที่มีละออง คือถูกสนิมเกาะขึ้นมากกว่าเดิม เพราะไม่ได้ใช้
และไม่ได้ทำความสะอาด มิใช่หรือ ?
ก็คำว่า ( มีแต่จะมัวหมองมีสนิมเกาะมากมิใช่หรือ) นี้เป็นคำย้อน
ถาม. เพราะฉะนั้น พึงทราบอรรถาธิบายคำย้อนถามนั้น ดังต่อไปนี้ว่า
ท่านขอรับ ( โมคคัลลานะ ) ถาดทองสัมฤทธิ์ใบนั้น ที่เขาทำอย่างนี้
ภายหลังจะหมองมากกว่าเดิม และจะมีสนิมเกาะมากกว่าเดิมจนยากที่จะรู้ได้
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 368
หรือไม่รู้ได้ว่า เป็นถาดดินหรือเป็นถาดทองสัมฤทธิ์. พระเถระเมื่อจะรับ
รองคำนี้ จึงกล่าวว่า เป็นอย่างนั้นนั่นแหละท่าน.
พระธรรมเสนาบดี (สารีบุตร) เมื่อจะยืนยันข้ออุปไมยอีกครั้ง
จึงได้กล่าวคำมีอาทิไว้ว่า เอวเมว โข ( ก็เหมือนกันนั่นแหละ ).
ในคำนั้น ควรทราบการเปรียบเทียบคำอุปมากับคำอุปไมย ดังต่อ
ไปนี้ :-
บุคคลที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินอยู่ เปรียบเหมือนถาดสัมฤทธิ์ที่มัว
หมอง การที่บุคคลนั้นเมื่อจะได้บวช ก็กลับได้บวชในสำนักของบุคคลผู้
ขวนขวายในอเนสนาทั้งหลายมีเวชกรรม (เป็นหมอ ) เป็นต้น เปรียบ
เหมือนการทอดทิ้งถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว ไว้ในที่ทางที่มี
ละอองเพราะไม่ได้ใช้สอย เป็นต้น. การทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้นแห่ง
บุคคลนั้น ผู้สำเหนียกอยู่ตามอาจารย์และอุปัชฌาย์ ตามลำดับ ( และ)
การมรณภาพทั้งที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินของบุคคลผู้ดำรงอยู่ในวีติกกมโทษ
คือการทำอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น (เป็นหมอเหมือนอาจารย์) เปรียบ
เหมือนภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว กลับมัวหนองยิ่งขึ้นไป
กว่าเดิมอีก.
อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพทั้ง ๆ ที่ยังมีกิเลสเพียงดังเนินอยู่แห่ง
เขาผู้ดำรงอยู่ในวีติกกมโทษนี้ตามลำดับ คือ การต้องอาบัติทุกกฏ และ
ทุพภาสิต ( เปรียบเหมือนภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว
กลับมัวหมองขึ้นไปอีก ). อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพทั้ง ๆ ที่ยังมีกิเลส
เพียงดังเนินอยู่ของเขาผู้ดำรงอยู่ในวีติกกมโทษนี้ตามลำดับ คือ การต้อง
อาบัติปาจิตตีย์ และถุลลัจจัย การต้องอาบัติสังฆาทิเสส การต้องอาบัติ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 369
ปาราชิก และการทำอนันตริยกรรม มีการฆ่ามารดาเป็นต้น (เปรียบ
เหมือนภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมองอยู่แล้ว กลับมัวหมองยิ่งขึ้น
ไปอีก).
แต่ในข้อความนี้ว่า จักเป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง มรณภาพ ไม่ควร
เห็นอรรถาธิบายอย่างนี้ว่า จักมรณภาพด้วยอกุศลจิต. เพราะสัตว์ทุกตัวตน
ตายโดยปกติจิต คือโดยภวังคจิตกันทั้งนั้น แต่คนคนนี้ยังไม่ชำระจิต
สันดานให้สะอาดก่อนแล้วจึงตาย ดังนี้แล พึงทราบอรรถาธิบายว่า
พระสารีบุตรกล่าวข้อความไว้อย่างนี้ หมายเอาอรรถาธิบายข้อนี้ .
ในทุติยวารมีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปริโยทเปยฺยุ ( ควรขัดถู) ความว่า ทำให้สะอาด คือ
ให้เป็นเช่นกับกระจกเงา ด้วยการล้างการขัดและการถูด้วยขี้เถ้าละเอียด
เป็นต้น.
ข้อว่า น จ น รชาปเถ (ไม่ควรเก็บมันไว้ในที่ทางที่มีละออง )
ความว่า ไม่ควรเก็บไว้ในที่ดังที่กล่าวมาก่อนแล้ว แต่ควรวางไว้ในกล่อง
หรือหีบ หรือห่อ แล้วเอาแขวนไว้ที่ไม้สำหรับแขวนสิ่งของ (นาคทันตะ).
คำที่ยังเหลืออยู่ ควรถือเอาตามแนวแห่งนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเถิด.
แต่ในทุติยวารนี้ ควรทราบการเปรียบเทียบ ระหว่างข้ออุปมากับ
อุปไมยดังต่อไปนี้ว่า ภัพพบุคคล (ผู้พอบรรลุมรรคผลได้) ที่ยังมีกิเลส
เพียงดังเนินอยู่ เปรียบเหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง การที่บุคคล
นั้นกลับได้บวชในสำนักของผู้มีศีลเป็นที่รัก เหมือนกับทำการใช้ถาดทอง
สัมฤทธิ์ที่มัวหมองเป็นต้น แล้วเก็บไว้ในสถานที่ที่สะอาด. อาจารย์และ
อุปัชฌาย์เหล่าใด ตักเตือนพร่ำสอน (เขา) เห็นความประมาทแม้เพียง
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 370
เล็กน้อยก็ทำทัณฑกรรมแล้วให้สำเหนียกบ่อย ๆ การมรณภาพขณะที่ไม่มี
กิเลสเพียงดังเนินแห่งเขาผู้สำเหนียกตามอาจารย์และอุปัชฌายะนั้น ดำรงอยู่
ในคุณธรรมนี้ คือการประพฤติปฏิบัติชอบนี้ตามลำดับ เหมือนกับภาวะ
ของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง แต่สะอาดหมดจดในภายหลัง.
อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพขณะที่ไม่มีกิเลสเพียงดังเนินแห่งเขา
ผู้ดำรงอยู่ในการยืนหยัดอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์ การเรียนเอาพระพุทธพจน์พอ
เหมาะสมสำหรับคนแล้วสมาทานธุดงค์ รับเอาพระกรรมฐานที่เกื้อกูลแก่
ตน ทิ้งการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านแล้วอยู่ในเสนาสนะที่สงัดนี้ตามลำดับ
เปรียบเทียบกับภาวะของถาดทองสัมฤทธิ์ที่มัวหมอง แต่สะอาดหมดจดใน
ภายหลัง.
อีกอย่างหนึ่ง การมรณภาพขณะที่ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ในวาระ
สุดท้ายนั่นเอง ( ปรินิพพาน) แห่งท่านผู้ดำรงอยู่ในการทำบริกรรม
กสิณแล้วข่มกิเลสไว้ได้ ด้วยการยังสมาบัติทั้ง ๘ ให้เกิดขึ้น การออกจาก
ฌานที่เป็นบาทของวิปัสสนาแล้วกั้น กิเลสไว้ได้ด้วยตทังคปหาน (การ
ละกิเลสบางอย่างได้ด้วยองค์นั้น เช่น ละสุภารมณ์ได้ด้วยการพิจารณา
อสุภะเป็นต้น ) จึงบรรลุโสดาปัตติผลด้วยวิปัสสนา ฯ ล ฯ และการ
ทำอรหัตให้แจ่มแจ้งแก่ตน (เปรียบเหมือนกับภาวะของถาดที่มัวหมอง
แต่สะอาดหมดจดในภายหลัง ).
ในตติยวารมีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุภนิมิตฺต ได้แก่อารมณ์ที่น่าปรารถนา เป็นที่ตั้งของ
ราคะ.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 371
บทว่า มนสิ กริสฺสติ (จักใส่ใจ) ความว่า เมื่อสุภนิมิตนั้น
มีอยู่เขาก็จักระลึกถึงนิมิตนั้น.
บทว่า ตสฺส สุภนิมิตฺตสฺส มนสิการา (เพราะการใส่ใจถึง
สุภนิมิตของเขา) ได้แก่เพราะเหตุแห่งการใส่ใจถึงสุภนิมิตของบุคคลนั้น.
บทว่า อนุทฺธเสสฺสติ (จักตามรบกวน) คือจักเบียดเบียน
ได้แก่จักครอบงำ (จิตของเขา). อธิบายว่า ราคะพึงทราบว่า เมื่อเกิดขึ้น
ตัดขาดการปฏิบัติกุศล เป็นอกุศลชวนะเสียเอง ตามขจัดกุศลจิตสถิตอยู่.
คำที่ยังเหลืออยู่ ควรถือเอาตามแนวแห่งนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเถิด.
แต่ในตติยวารนี้ควรทราบการเปรียบเทียบกันระหว่างอุปไมย ดังต่อ
ไปนี้ว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน มีกิเลสน้อยตามปกติ เหมือนกับ
ถาดทองสัมฤทธิ์ที่สะอาด. การที่บุคคลนั้นจะได้บวช (ก็กลับได้บวชใน
สำนักของบุคคลผู้ขวนขวายในอเนสนามีเวชกรรมเป็นต้น ) เหมือนกับ
การไม่ทำการใช้เป็นต้น ซึ่งถาดทองสัมฤทธิ์ที่สะอาดแล้ว ยังเก็บไว้ในที่
ที่มีละออง ( อีก). ต่อไปจากนี้ ทุกคำ เหมือนกับในปฐมวารทั้งสิ้น.
ในจตุตถวารมีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
ข้อว่า สุภนิมิตฺต น มนสิ กริสฺสติ (จักไม่ใส่ใจถึงสุภนิมิต)
ความว่า จักไม่ระลึกถึงนิมิตนั้น เพราะไม่มีการเว้นห่างจากสติในเพราะ
นิมิตนั้น. ถ้อยคำที่เหลือ พึงทราบตามแนวแห่งทุติยวารเถิด. คำมีอาทิว่า
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ บุคคลนี้แล มีนัยดังที่ได้กล่าวไว้ในคำมีอาทิว่า ยโต
นุโข นั้นแหละ.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 372
เนินคืออะไร ?
[ ๕๖] บัดนี้ ท่านพระสารีบุตรผู้ถูกท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ที่ประสงค์จะให้ท่านอธิบายว่ากิเลสเพียงดังเนินนั้นให้ชัด โดยประการ
ต่าง ๆ ถามแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า คำที่ท่านเรียกว่า เนิน เนิน ได้แก่
อะไร? ดังนี้ เมื่อจะตอบคำถามนั้น จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า ดูก่อนท่าน
ผู้มีอายุ คำว่า เนิน นี้ เป็นชื่อของอกุศลธรรมที่ชั่วช้าแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺฉาวจราน ( เป็นแดงของอิจฉา)
มีเนื้อความว่า (อกุศล ) เป็นที่เที่ยวไปแห่งความอยาก คือ ความโกรธ
และความน้อยใจนานัปการ ที่ข้ามลง คือเป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่ง
ความอยาก.
[๕๗ ] ข้อว่า ย อิเธกจฺจสฺส (เหตุที่ให้ความอยากเกิดขึ้นแก่
ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ ) มีอรรถาธิบายว่า ความอยากนี้ พึงเกิด
ขึ้นแก่ภิกษุลางรูปโดยเหตุอย่างใด เหตุอย่างนั้น ที่เป็นฐานแห่งความอยาก
นั้น มีอยู่ คือยังมี ได้แก่ยังหาได้.
บทว่า อาปนฺโน อสฺส เท่ากับ อาปนฺโน ภเวยฺย แปลว่า
พึงเป็นผู้ต้องอาบัติแล้ว.
ประโยคว่า น จ ภิกฺขู ชาเนยฺยุ เท่ากับ ภิกฺขู จ ม น
ชาเนยฺยุ ( แปลว่า และขออย่าให้ภิกษุทั้งหลายรู้จักเรา ).
ในเรื่องที่ไม่ให้ภิกษุทั้งหลายรู้จักนี้ มีอะไรเป็นเหตุ ?
มีความที่เธอเป็นผู้มีความต้องการลาภ เป็นเหตุ.
อธิบายว่า ภิกษุผู้มีความต้องการลาภตามปกติแล้ว ก็เป็นผู้ทำบุญไว้
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 373
และเป็นผู้ที่มนุษย์ทั้งหลายพากันสักการะทำความเคารพ จึงคิดอย่างนี้ว่า
ภิกษุต้องอาบัติแล้ว พระเถระทั้งหลายรู้เข้าจะบอกแก่พระภิกษุผู้ปานกลาง
ทั้งหลาย ภิกษุปานกลางทั้งหลายจะบอกแก่ภิกษุทั้งหลายที่ยังใหม่ ภิกษุ
ใหม่ทั้งหลายจะบอกแก่คนทั้งหลายมีคนเฝ้าวิหารเป็นต้น (คนกินเดน
ในวิหาร) คนเฝ้าวิหารเหล่านั้นจะบอกแก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้มารับโอวาท
บริษัททั้ง ๔ ก็จะรู้กันไปตามลำดับอย่างนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว อันตราย
แห่งลาภก็จะมีแก่เรานั้น น่าละอายใจจริง ? ถึงเราจะต้องอาบัติจริงแล้ว
ขอภิกษุทั้งหลายอย่ารู้จักเราเลย.
ข้อว่า ย ต ภิกฺขุ ภิกฺขู ชาเนยฺยุ เหตุที่ภิกษุทั้งหลายพึงรู้
ภิกษุนั้น ความว่า เหตุที่จะให้ภิกษุเหล่าอื่น รู้เรื่องภิกษุนั้นมีจริง คือ
มีอยู่ทีเดียว ไม่ใช่ไม่มี เพราะว่าพระเถระทั้งหลายรู้เข้าแล้ว ก็จะบอกแก่
ภิกษุปานกลางทั้งหลาย. เมื่อเป็นอย่างนี้ เธอก็จะเป็นผู้ปรากฏในบริษัท
ทั้ง ๔ โดยนัยที่ได้กล่าวมาก่อนแล้ว. และเธอปรากฏอย่างนี้แล้วจะเป็น
ผู้อัปยศ เข้าไปบ้านตั้ง ๑๐๐ บ้าน เช็ดเท้าที่ธรณีประตูตั้ง ๑๐๐ แห่ง
ก็จะออกมาด้วยบาตรเปล่า. ต่อแต่นั้นไป ภิกษุทั้งหลายก็จะรู้จักเราว่า
เป็นผู้ต้องอาบัติ. อนึ่ง เธอครั้นคิดว่าเราถูกพระภิกษุเหล่านั้นทำให้เสียหาย
ไปแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ก็จะเป็นผู้ขุ่นเคืองเพราะเหตุอย่างนี้.
ความโกรธ คือความน้อยใจเป็นเนิน
[๕๘] บทว่า อปฺปตีโต (จะเป็นผู้น้อยใจ ) คือเธอจะเป็นผู้
โกรธเคือง ได้แก่ถูกความโกรธครอบงำด้วย จะเป็นผู้น้อยใจ คือถูก
ความเสียใจครอบงำด้วยเพราะเหตุการณ์นี้. ในข้อว่า โย เจว โข อาวุโส
โกโป โย จ อปฺปจฺจโย อุภยเมต องฺคณ (ท่านผู้มีอายุ ความ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 374
โกรธเคืองและความน้อยใจ ทั้งคู่นี้ชื่อว่า เนิน) นี้ ควรทราบอรรถา.
ธิบายอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ความขุ่นเคือง ที่สงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์
ด้วย ความน้อยใจที่สงเคราะห์เข้าในเวทนาขันธ์ด้วย ทั้งคู่นี้ชื่อว่า เนิน
และคำนี้ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เป็นเช่นนั้น แต่ความโลภ
ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเป็นส่วนเบื้องต้นของกิเลสเพียงดังเนินนี้. ส่วน
โมหะเป็นอันถือเอาแล้วเหมือนกัน ด้วยสามารถแห่งการประกอบเข้าด้วย
กัน ( กับโลภะ ) แล้ว .
[๕๙] บทว่า อนุรโห ม (ควรฟ้องเราในที่ลับ) มีเนื้อความ
ว่า ภิกษุเช่นกับรูปแรก (ที่ต้องอาบัติ ) ปรารถนาให้ภิกษุทั้งหลายพา
ตนเข้าไปสู่เสนาสนะท้ายวิหารปิดประตู แล้วจึงฟ้อง.
บทว่า าน โข ปเนต ( ก็ข้อนี้แลเป็นเหตุ) หมายความว่า
เหตุนี้มีได้ คือภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาด ได้รับแนะนำ แล้วควรเอาภิกษุนั้น
ไปสู่ท่ามกลางบริษัท ๔ แล้วจึงฟ้องโดยนัยมีอาทิว่า ท่านทำเวชกรรม
ในที่ชื่อโน้น. ส่วนข้อความว่า เธอจะเป็นผู้ปรากฏในบริษัท ๔ จะปรากฏ
อย่างนี้ด้วย ถูกความเสื่อมยศครอบงำแล้วด้วย ทั้งหมดเหมือนกับข้อ
ความในตอนต้นนั่นแหละ.
คนผู้เท่าเทียมกัน
[๖๐] บทว่า สปฺปฏิปุคฺคโล (คนผู้เท่าเทียมกัน) คือคนตรง
กันข้ามที่เท่าเทียม.
คำว่า เท่าเทียมกัน คือต้องอาบัติเหมือนกัน.
คำว่า คนตรงกันข้าม คือผู้เป็นโจทก์. ภิกษุนี้ต้องการให้ฟ้อง
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 375
โดยภิกษุที่ต้องอาบัติเหมือนกัน (เพราะว่า) เธอเข้าใจว่า อาจจะพูด
(ค้าน) ได้ว่า ท่านเองก็ต้องอาบัตินี้ ก่อนอื่นท่านจงทำคืนอาบัตินั้น
ภายหลังจงฟ้องผม. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้เสนอกันแม้โดยชาติเป็นต้น
ชื่อว่า คนเท่าเทียมกัน. อธิบายว่า. ภิกษุนี้ต้องการให้ฟ้องโดยภิกษุผู้เสมอ
กัน ด้วยคุณสมบัติทั้งหลาย แม้มีอาทิอย่างนี้ คือ ด้วยชาติ ด้วยตระกูล
ด้วยความเป็นพหูสูต ด้วยความฉลาด (และ) ธุดงค์ของตน (เธอ )
เข้าใจว่า ทุกข์อย่างยิ่งที่บุคคลเช่นนั้นกล่าวแล้วย่อมไม่มี. คนตรงข้าม
(โจทก์) ที่ไม่คู่ควรกัน ชื่อว่าคนที่ไม่เท่าเทียมกัน ในคำนี้ว่า ไม่ใช่
คนที่ไม่เท่าเทียมกัน มีอธิบายว่า คนที่เป็นคู่ศัตรูเป็นคู่ต่อสู้ ชื่อว่าไม่
ควรเป็นโจทก์ เพราะไม่เสมอเหมือนกัน โดยอาบัติเป็นต้นเหล่านี้.
ข้อว่า อิติ โส กุปิโต (เพราะเหตุอย่างนี้ เขาจะเป็นผู้โกรธ
เคือง ) มีเนื้อความว่า เพราะเหตุอย่างนี้เขาจะเป็นผู้แค้นเคืองอย่างนี้
เพราะการฟ้องของผู้ไม่เท่าเทียมกันนี้.
[๖๑] ในจตุตถวาร (ตอนว่าด้วยอิจฉาวจรที่ ๔) มีวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้ :-
ศัพท์ อโห วต (โอหนอ ) ปรากฏในคำตำหนิก็มี เช่นว่า
เฮ้ยน่าทุเรศจริง ท่านผู้เป็นบัณฑิตของพวกเรา คือว่า เฮ้ยน่าทุเรศจริง
ท่านผู้เป็นพหูสูต และเป็นผู้บรรลุวิชชา ๓ ของเราทั้งหลาย. ปรากฏใน
ความปรารถนา (ก็มี) เช่นว่า น่าชื่นใจจริง คนทั้งหลายจะต้องอภิเษก
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 376
เราผู้ยังหนุ่มยังแน่นอยู่ไว้ในราชสมบัติ. ในที่นี้ปรากฏในความปรารถนา
เท่านั้น.
คำว่า ปุจฺฉิตวา ปุจฺฉิตฺวา ( ตรัสถานแล้ว ) คือ ตรัสถามแล้ว
ตรัสถามเล่า. ภิกษุผู้มีความต้องการลาภนี้อยากให้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงย้อนถามตน แต่ต้องการให้ถามปัญหานั้นด้วยถ้อยคำเพื่อให้คล้อยตาม
ไม่ใช่ตรัสถามถึงมรรคผล หรือวิปัสสนา ทำให้มีช่องโหว่ไว้. เพราะว่า
ภิกษุรูปนี้ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย้อนถามพระมหาเถระทั้งหลายมี
พระสารีบุตร เป็นต้นในท่ามกลางบริษัทอย่างนี้ว่า สารีบุตร โมคคัลลานะ
กัสสปะ ราหุล เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ? คือ จักษุเที่ยง
หรือไม่เที่ยง แล้วทรงแสดงธรรมไป เห็นพวกมนุษย์กล่าวสรรเสริญคุณ
ของพระเถระเหล่านั้นอยู่ว่า พระเถระผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลาย พระศาสดา
ทรงพอพระทัย ดังนี้ และเห็นพวกเขาน้อมลาภสักการะไปถวายพระเถระ
เหล่านั้นอยู่ เพราะฉะนั้น เธอเมื่อปรารถนาลาภสักการะนั้น ครั้นคิด
อย่างนี้แล้ว ออกไปยืนตรงพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนท่อน
ไม้ที่วางไว้.
บทว่า โส กุปิโต ( เธอโกรธเคืองแล้ว) ความว่า ภายหลัง
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่สนพระทัยเธอเลย แต่ตรัสถามพระเถระรูปอื่น
แล้วทรงแสดงธรรมไป เพราะฉะนั้น เธอจึงโกรธเคืองทั้งพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า และพระเถระ.
โกรธเคืองพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างไร ?
โกรธเคืองพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า เราตั้งแต่บวช ไม่รู้จัก
การออกไปนอกบริเวณพระคันธกุฎี ทุกเวลาไม่เคยห่างเป็นเช่นกับเงา
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 377
แม้เพียงแต่จะตรัสถามเรา แล้วทรงแสดงธรรมเทศนาก็ไม่มี ทรงถาม
พระเถระที่ทรงเห็นเพียงครู่เดียวเท่านั้น แล้วก็ทรงแสดงธรรม.
โกรธเคืองพระเถระอย่างไร ?
โกรธเคืองพระเถระอย่างนี้ว่า พระแก่รูปนี้ นั่งตรงพระพักตร์
พระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกับตอไม้ เมื่อไรนะพระเถระผู้เป็นธรรมกัมมิกะ
(ทำงานเกี่ยวกับธรรม) จักให้พระแก่รูปนี้ถึงฐานะแห่งอภัพพบุคคล
(ผู้ไม่ควรบรรลุมรรคผล ) แล้วขับออกไป (จากหมู่คณะ.) เพราะว่า
ถ้าไม่มีภิกษุรูปนี้ในวิหารนี้ไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงเจรจากับเรา
แน่นอน.
พระโกรธ
[๖๒] บทว่า ปุรกฺขตฺวา ปุรกฺขตฺวา (ทำไว้ข้างหน้า ทำไว้
ข้างหน้า) คือทำไว้ (ให้อยู่ ) ข้างหน้า มีคำอธิบายว่า ห้อมล้อม
(ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ).
แม้ภิกษุรูปนี้ก็เป็นผู้อยากได้ลาภเหมือนกัน. เพราะว่า ภิกษุรูปนี้
เห็นภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูตเข้าบ้านพร้อมกับภิกษุผู้เป็นบริวาร กำลัง
ไหว้เจดีย์ และเห็นอุบาสกทั้งหลายผู้เลื่อมใส ( ภิกษุเหล่านั้น ) เพราะ
เห็นคุณธรรมข้อนั้น ของท่านเหล่านั้น แสดง (ทำ) อาการของผู้เลื่อมใส
อยู่ เพราะฉะนั้น เธอจึงต้องการอย่างนี้.
บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) หมายความว่า ภิกษุแม้รูปนี้
โกรธเคืองในเพราะเหตุ ๒ สถาน คือ โกรธเคืองต่อภิกษุทั้งหลายและ
พระเถระ.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 378
โกรธเคืองภิกษุทั้งหลายอย่างไร ?
โกรธเคืองภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นถือเอาเฉพาะจีวร
หรือบิณฑบาตที่เกิดขึ้นแก่เรานั้นบริโภคอยู่ แต่ผู้จะมาข้างหลังรับบาตร
จีวรของเราก็ไม่มี.
โกรธเคืองพระเถระอย่างไร ?
โกรธเคืองพระเถระว่า พระเถระแก่รูปนี้ (ไป ) ปรากฏด้วยใน
ที่นั้น ๆ เมื่อไรนะ พระธรรมกัมมิกะ จักจับเขาออกไป เมื่อไม่มี
พระแก่รูปนี้ ภิกษุทั้งหลายก็จักห้อมล้อมเราคนเดียวเป็นแน่.
[๖๓] บทว่า ภตฺตคฺเค (โรงฉัน) คือ สถานที่สำหรับฉัน
(หอฉัน).
บทว่า อคฺคาสน (ที่นั่งชั้นยอด ) คือ ที่นั่งสำหรับพระสังฆเถระ.
บทว่า อคฺโคทก ( น้ำที่เลิศ ) คือ ทักษิโณทก (น้ำที่ถวายด้วย
ความเคารพ ).
บทว่า อคฺคปิณฺฑ (บิณฑบาตที่เลิศ) คือ บิณฑบาตสำหรับ
พระสังฆเถระ.
อีกอย่างหนึ่ง ในที่ทุกแห่ง คำว่า เลิศ นี้ เป็นคำใช้เรียกสิ่งของ
ที่ประณีต.
บรรดาความปรารถนาทั้ง ๒ อย่างนี้ ความปรารถนาว่า เราคนเดียว
ควรได้ ดังนี้ ไม่มีโทษหมักมากเท่าไร. แต่ความปรารถนาว่า ภิกษุอื่น
ไม่ควรได้ ดังนี้ มีโทษหนักมาก.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 379
ภิกษุผู้มีความต้องการลาภ รูปนี้เป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส โดยการครอง
จีวรเป็นต้น บางครั้งก็บวช บางครั้งก็สึก เพราะเหตุนั้น เธอเมื่อภายหลัง
ไม่ได้ที่นั่งเป็นต้น ที่ตนเคยได้นั่งมาแล้วในตอนก่อน จึงคิดอย่างนี้ว่า
ภิกษุนั้นไม่ควรจะได้. ภิกษุรูปนั้นเมื่อที่นั่งชั้นยอดเป็นต้น ถึงแก่พระเถระ
ทั้งหลาย (พระเถระนั่งแล้ว ) สำหรับพระรุ่นกลาง และพระรุ่นไหน
เหล่าอื่น ก็ทำนองเดียวกันนั้น บางครั้งก็ได้ที่นั่งธรรมดาสามัญหรือที่นั่ง
ที่ต่ำกว่าที่นั่งทั้งหมด หรือไม่ได้เลย.
บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) คือ ภิกษุรูปนี้เอง โกรธเคือง
ในเพราะเหตุ ๒ สถาน คือ (โกรธเคือง ) คนทั้งหลายและพระเถระ
ทั้งหลาย.
โกรธเคืองคนทั้งหลายอย่างไร ?
(โกรธเคือง ) คนทั้งหลายอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้อาศัยเรา จึงได้
ภิกษุทั้งหลาย (มา) ในงานมงคลเป็นต้น (เมื่อก่อน) เขาพากันพูดว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าได้กรุณาพาภิกษุจำนวนเท่านี้
(ไป ) ทำความอนุเคราะห์แก่กระผมทั้งหลายเถิด แต่เดี๋ยวนี้เขาได้พาเอา
พระเถระแก่ ผู้เพียงแต่ได้เห็นชั่วประเดี๋ยวเดียวไป เรื่องนี้ช่างเถิด ต่อไป
นี้เมื่อกิจของเขาเหล่านี้เกิดขึ้น เราจักรู้ ( แก้มือ ).
โกรธเคืองพระเถระอย่างไร ?
โกรธเคืองพระเถระอย่างนี้ว่า ถ้าธรรมดาไม่มีพระเถระเหล่านั้นไซร้
คนทั้งหลายต้องนิมนต์เฉพาะเราเท่านั้น.
บทว่า อนุโนเทยฺย ( ควรอนุโมทนา ) คือ ควรทำอนุโมทนา.
แม้ภิกษุรูปนี้เป็นผู้มีความต้องการลาภ รู้การอนุโมทนาเป็นตอน ๆ แบบ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 380
ธรรมดา ๆ. เธอคิดปรารถนาอย่างนี้ว่า ณ สถานที่อนุโมทนา แม่บ้าน
จะพากันมามาก พวกเขาจำเราได้แล้ว ต่อไปจักถวายภักษาหารเป็นถาด ๆ.
บทว่า าน ( เหตุที่ตั้ง ) ความว่า การอนุโมทนา เป็นภาระ๑
หน้าที่ของภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูต เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอธิบาย
ไว้ว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูตควรอนุโมทนา.
บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว ) หมายความว่า ภิกษุรูปนี้เอง
จะโกรธเคือง ในเพราะเหตุ ๓ สถาน คือ โกรธเคืองคนทั้งหลาย ๑
โกรธเคืองพระเถระ ๑ โกรธเคืองพระธรรมกถึก ๑.
โกรธเคืองคนทั้งหลายอย่างไร ?
โกรธเคืองคนทั้งหลายอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนคนเหล่านี้เข้ามาหาเรา
คนเดียวแล้วขอร้องว่า ขอนิมนต์ท่านนาคเถระของเราทั้งหลายจง
อนุโมทนา ขอนิมนต์ท่านสุมนเถระของเราทั้งหลายจงอนุโมทนา แต่
วันนี้ไม่พูด (ไม่นิมนต์).
โกรธเคืองพระเถระอย่างไร ?
โกรธเคืองพระเถระอย่างนี้ว่า พระสังฆเถระรูปนี้ไม่กล่าวว่า ท่าน
ทั้งหลาย จงพากันเข้าไปหาพระนาคเถระ พระสุมนเถระ ผู้เป็นพระ
ประจำตระกูลของท่านทั้งหลาย ท่านผู้นี้จักอนุโมทนา.
โกรธเคืองพระธรรมกถึกอย่างไร ?
โกรธเคืองพระธรรมกถึกอย่างนี้ว่า พอท่านพระเถระพูดจบเท่านั้น
เห็น (ท่านพระธรรมกถึก) รนราน เหมือนไก่ถูกตี ผู้จะฉุดคร่า
๑. ปาฐะเป็น อนุโมทนาภาโว แต่ฉบับพม่าเป็น อนุโมทนา ภาโร จึงแปลตามฉบับพม่า
ความดีกว่า.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 381
พระรูปนี้ออกไปก็ไม่มี เพราะว่า เมื่อไม่มีพระรูปนี้ เราคนเดียวต้อง
อนุโมทนา.
[ ๖๔ ] บทว่า อารามคตาน (ผู้มาสู่อาราม) คือ ผู้ประชุม
กันอยู่ในวิหาร.
แม้ภิกษุรูปนี้ ผู้มีความต้องการลาภ รู้ธรรมกถาเป็นตอน ๆ แบบ
ธรรมดา ๆ เธอเห็นภิกษุทั้งหลาย ผู้นั่งประชุมกันฟังธรรมเนืองนิตย์
ตลอดทั้งคืนตั้ง ๒-๓ ร้อยโยชน์ในที่เช่นนั้น พากันพอใจทีเดียว หรือ
เห็นภิกษุหนุ่มหรือสามเณรกำลังให้สาธุการด้วยเสียงดังว่า สาธุ สาธุ
บาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พากันถามภิกษุทั้งหลายที่ไปในบ้านในวันที่ ๒
ต่อจากนั้นว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระพวกไหนแสดงธรรม
ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า รูปโน้น รูปโน้น คนทั้งหลายได้ยินดังนั้นแล้ว
เลื่อมใสจะพากันทำสักการะแก่พระธรรมกถึกมาก. ภิกษุรูปนั้นเมื่อ
ปรารถนาลาภนั้นย่อมคิดอย่างนี้.
[๖๕] บทว่า าน (เหตุที่ตั้ง ) ความว่า การแสดงธรรม-
เทศนาเป็นภาระของ (ภิกษุทั้งหลาย ) ผู้เป็นพหูสูต ผู้ฉลาดในการ
วินิจฉัย เพราะเหตุนั้น จึงมีคำอธิบายไว้ว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูต ควร
แสดงธรรม.
บทว่า กุปิโต ( โกรธเคืองแล้ว) ความว่า เมื่อไม่ได้โอกาส
กล่าวเพียงคาถาที่ประกอบด้วยบท ๘ บท ก็จะโกรธเคืองตัวเองที่เป็นคน
โง่ว่า เพราะเราเขลาเบาปัญญา ที่ไหนจักได้แสดงธรรม.
บทว่า ภิกฺขุนีน (ภิกษุณีทั้งหลาย) ความว่า แก่ภิกษุณีทั้งหลาย
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 382
ผู้มาสู่อารามแล้วประชุมกัน เพื่อรับโอวาท เพื่ออุทเทศ เพื่อการทดสอบ
หรือเพื่อทำการบูชา.
แม้ภิกษุรูปนี้ผู้มีความต้องการลาภ เธอจะมีความคิดอย่างนี้ว่า
ภิกษุณีเหล่านี้บวชจากตระกูลใหญ่ เมื่อพวกเธอเข้าไปนั่งในตระกูลทั้งหลาย
คนทั้งหลายจักพากันถามว่า ท่านทั้งหลายพากันรับโอวาทหรืออุทเทศหรือ
ทดสอบ ในสำนักของใคร จากการถามนั้น ภิกษุณีทั้งหลายจักบอกว่า
พระคุณเจ้าชื่อโน้น ผู้เป็นพหูสูต ท่านทั้งหลาย จงถวาย (ของ)
กระทำ ( สักการะ) แก่ท่าน เพราะเหตุนั้น ความต้องการอย่างนี้ จึง
เกิดขึ้นแก่เธอ.
บทว่า าน (เหตุที่ตั้ง ) ความว่า เป็นธรรมดากิจวัตรมีการ
โอวาทเป็นต้น เป็นภาระของภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูต เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวอธิบายไว้ว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูตควรแสดง.
บทว่า กุปิโต ( โกรธเคืองแล้ว ) มีอรรถาธิบายว่าภิกษุนี้โกรธเคือง
ในเพราะเหตุ ๒ สถานคือ โกรธเคืองภิกษุณีเหล่านั้นว่า ภิกษุณีเหล่านี้
เมื่อก่อนอาศัยเรา จึงได้อุโบสถและปวารณาเป็นต้น แต่บัดนี้ภิกษุณี
เหล่านั้น ได้ไปสู่สำนักของพระเถระแก่ ผู้เพียงแต่ได้เห็นชั่วคราว และ
โกรธเคืองพระธรรมกถึกว่า พระธรรมกถึกรูปนั้น ได้ให้โอวาทแก่ภิกษุณี
เหล่านั้น เร็วไวเหมือนกัน.
บทว่า อุปาสกาน ( แก่อุบาสกทั้งหลาย ) มีอรรถาธิบายว่า
ธรรมดาอุบาสกทั้งหลายผู้ไปวัด เป็นอุบาสกผู้ใหญ่ สละการงานกันแล้ว
เขาเหล่านั้นมอบงานให้ลูกน้องแล้วเที่ยวหาฟังธรรมกัน. ภิกษุรูปนี้ต้อง
การแสดงธรรมแก่อุบาสกเหล่านั้น. เพราะเหตุไร ? เพราะคนเหล่านี้
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 383
เลื่อมใสภิกษุเหล่านี้แล้ว จักบอกให้อุบาสิกาทั้งหลายทราบบ้าง ต่อไป
ก็จักพร้อมด้วยอุบาสิกาทั้งหลาย พากันนำลาภและสักการะมาถวายเรา
คนเดียว เพราะฉะนั้น ควรประกอบเหตุที่ตั้ง เข้ากับผู้อื่นเป็นพหูสูต
ด้วย.
บทว่า กุปิโต (โกรธเคืองแล้ว) มีเนื้อความว่า ภิกษุรูปนี้จะ
โกรธเคืองในเพราะเหตุ ๒ สถาน คือ โกรธเคืองอุบาสกทั้งหลายว่า อุบาสก
เหล่านั้นฟัง ( ธรรม ) ที่อื่นไม่มาวัดเรา ด้วยความตั้งใจว่า พวกเราจะฟัง
(ธรรม ) ในสำนักของภิกษุประจำตระกูลของพวกเรา ข้อนั้น ช่างเถอะ
ต่อไปนี้ เราจักรู้ไว้ในเมื่อพวกเขามีกิจเกิดขึ้น และโกรธเคืองพระ
ธรรมกถึกว่า ท่านรูปนี้แสดงธรรมให้คนเหล่านี้ฟัง.
บทว่า อุปาสิกาน ( แก่อุบาสิกาทั้งหลาย ) ความว่า ธรรมดา
อุบาสิกาทั้งหลายผู้มาวัด ได้ประชุมกันเพื่อปูอาสนะและทำการบูชา เป็น-
ต้น หรือเพื่อฟังธรรมในวันอุโบสถ.
คำที่เหลือจากที่ได้อธิบายแล้ว มีนัยเหมือนที่ได้กล่าวแล้วในตอน
ว่าด้วยอุบาสก.
[๖๖-๖๗ ] บทว่า สกฺกเรยฺย คือ ควรทำโดยเคารพด้วย
ทำให้ดีด้วย. ด้วยคำว่า ควรสักการะ นี้ เธอปรารถนาการที่ทำในตน
โดยเคารพและด้วยดี.
บทว่า ครุกเรยฺยุ ( ควรตระหนัก ) คือ ควรทำให้หนัก. ด้วย
คำว่า ควรตระหนัก นี้ เธอปรารถนาจะให้ภิกษุทั้งหลายตั้งตัวเธอไว้ใน
ฐานะเป็นครู.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 384
บทว่า มาเนยฺย (ควรนับถือ) คือ ควรรักใคร่.
บทว่า ปูเชยฺยุ (ควรบูชา) ความว่า เธอปรารถนาการบูชา
ด้วยปัจจัยว่า คนทั้งหลายเมื่อสักการะเคารพนับถือเรา ก็ต้องบูชาเราด้วย
ปัจจัยทั้งหลายอย่างนี้.
บทว่า าน (เหตุที่ตั้ง) ความว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูตและเป็น
ผู้มีศีล มีประการดังที่กล่าวแล้วว่า เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ เป็นที่นับถือ
สมควรกะวิธีนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงอธิบายไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ควร
ทำแบบนี้ คือ อย่างนี้.
บทว่า กุปิโต ( โกรธเคืองแล้ว ) ความว่า แม้ภิกษุรูปนี้
จะโกรธเคือง ในเพราะเหตุ ๒ สถาน คือ โกรธเคืองภิกษุทั้งหลายว่า
ภิกษุเหล่านี้สักการะภิกษุนั้น และโกรธเคืองพระเถระว่า เมื่อไม่มีพระ
เถระรูปนี้ ภิกษุทั้งหลายต้องสักการะเราคนเดียวเท่านั้น. ในวาระ (ตอน)
อื่น อีก ๓ วาระต่อจากนี้ ก็มีนัยนี้.
[๖๘] บทว่า ปณีตาน จีวราน (จีวรประณีต) ได้แก่ ผ้าจีวร
ที่มีราคาแพง เนื้อละเอียด มีสัมผัสอ่อนนิ่ม (ห่มสบาย) มีผ้าธรรมดา
ผ้าเปลือกไม้ ผ้าไหมที่ฟอกแล้วและผ้าไหมธรรมดา เป็นต้น .
ความปรารถนาว่า เราเท่านั้นควรมีลาภ ไม่ชื่อว่ามีโทษมากมาย
ในที่นี้เลย. แต่มีโทษมากมายคือความต้องการว่า ขออย่าให้คนอื่นมีลาภ.
[๖๙] บทว่า ปณีตาน ปิณฺฑปาตาน (บิณฑบาตประณีต)
คือบิณฑบาตที่ดีที่สุด เพียบพร้อมไปด้วยรสเนยใส รสน้ำมัน และรสเนื้อ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 385
เป็นต้น ๑
บทว่า ปณีตาน เสนาสนาน (เสนาสนะประณีต) คือ ที่นั่ง
ที่นอนมีเตียงและตั่งเป็นต้น ที่มีค่าหลายแสน.
บทว่า ปณีตาน คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาราน (บริขารคือยา
ที่เป็นปัจจัยแก่ผู้ป่วย) คือ ยาชั้นสูงมีเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย
เป็นต้น. แม้ทุกวาระควรประกอบเหตุเป็นที่ตั้งเข้ากับด้วยผู้เป็นพหูสูต
และผู้มีบุญทั้งหลาย.
บทว่า กุปิโต ( ขุ่นเคืองแล้ว ) ได้แก่ขุ่นเคืองในเพราะเหตุ ๒ สถาน
คือ ขุ่นเคืองคนทั้งหลายว่า ขึ้นชื่อว่า คนเหล่านี้ไม่มีการอบรมสั่งสม
(บุพพบารมี) เลย เราอยู่ร่วมกันนาตลอดกาลยาวนาน ถึงจะเดินไปตาม
ลำดับเรือนเพื่อต้องการผ้าบังสุกุล หรือว่าเพื่อต้องการบิณฑบาต
หรือเพราะเหตุแห่งเนยใสและน้ำมันเป็นต้น คนเหล่านี้ก็ไม่ถวายปัจจัย ๔
ที่ประณีตอะไรแม้แต่วันเดียว แต่พอเห็นหลวงตา ผู้เป็นแขกมาเท่านั้น
ก็พากันถวายสิ่งที่ท่านต้องการ และขุ่นเคืองพระเถระอย่างนี้ว่า หลวงตา
รูปนี้เที่ยวแสดงตนให้คนเหล่านั้นเห็น เมื่อไรภิกษุผู้เป็นธรรมกัมมิกะ
จะฉุดคร่าแกออกไป เมื่อไม่มีหลวงตารูปนี้ เราคนเดียวต้องมีลาภ.
บทว่า อิเมส โข อาวุโส (เหล่านี้แล ) หมายความว่า
(อกุศลธรรมทั้งหลาย ) เหล่านั้นที่เป็นแดนของอิจฉาที่ได้กล่าวแต่หนหลัง
โดยวาระ ๑๙ วาระ.
[๗๐] บทว่า ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ (ยังเห็นอยู่และ
ได้ยินอยู่ ) หมายความว่า บาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจร (เป็นแดงอิจฉา )
๑. ฉบับพม่า เป็น สปฺปิเตลมธุสกฺกราทิปูริตาน เพียบพร้อมไปด้วย เนยใส, น้ำมัน, น้ำผึ้ง
และน้ำตาลกรวดเป็นต้น
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 386
ไม่ใช่เห็นได้ด้วยจักษุ ไม่ใช่ได้ยินด้วยโสต. แต่ครั้นได้เห็นกายกรรมของ
บุคคลผู้ละบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรยังไม่ได้ ที่เป็นไปแล้วด้วยอำนาจ
ของอกุศลที่เป็นอิจฉาวจร ก็เป็นเหมือนกับได้เห็นแล้ว และครั้นได้ยิน
วจีกรรมของบุคคลผู้ละบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรยังไม่ได้ ที่เป็นไปด้วย
อำนาจกุศลที่เป็นอิจฉาวจร ก็เป็นเหมือนกับได้ยินแล้ว เพราะเป็นอารมณ์
ของมโนวิญญาณ. เพราะฉะนั้น ท่านะพระสารีบุตรเถระจึงได้กล่าวไว้ว่า
ยังเห็นอยู่และได้ยินอยู่. อธิบายว่า เห็นอยู่ตลอดกาลที่ยังประจักษ์อยู่
(ส่วน) ได้ยินในเวลาที่ผ่านมาแล้วว่า ได้ทราบว่า ภิกษุรูปโน้น ก็เช่น
รูปนี้.
บทว่า กิญฺจาปิ ( ถึงแม้ว่า ) เป็นต้น เป็นการกล่าวยกย่องและ
การตำหนิ. ด้วยคำนั้นท่านยกย่องการอยู่ป่าเป็นวัตร ( และ ) ตำหนิการ
ละบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรยังไม่ได้.
ในข้อนั้น มีการประกอบความดังนี้ว่า ภิกษุนั้นถึงแม้ว่า จะห้าม
เสนาสนะท้ายบ้านอยู่ป่าประจำ อยู่ในเสนาสนะอันสงบที่ชายแดน ก็จริง
แต่ว่าบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรเหล่านี้ คือประมาณเท่านี้ เธอยังละไม่ได้
ถึงเธอจะปฏิเสธลาภฟุ่มเฟือยถือบิณฑบาตเป็นประจำบ้าง จะเว้นการไป
บิณฑบาตไม่เป็นที่เป็นทางไปตามลำดับตรอกเป็นปกติบ้าง จะปฏิเสธ
จีวรที่ชาวบ้านถวายใช้สอยแต่ผ้าบังสุกุลเป็นประจำบ้าง ก็จริง ( แต่เธอ
ก็ยังละบาปอกุศลที่เป็นอิจฉาวจรเหล่านี้ยังไม่ได้).
ส่วนคำว่า เศร้าหมอง ในคำว่า ลูขจีวรธโร ( ครองจีวรเศร้า-
หมอง) นี้ พึงทราบว่า เศร้าหมอง เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ เศร้าหมอง
เพราะศัสตรา ๑ เศร้าหมองเพราะด้าย ๑ เศร้าหมองเพราะสีย้อม ๑.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 387
ในจำนวน ๓ อย่างนี้ ผ้าตัดให้ขาดเป็นท่อนเล็กท่อนน้อยด้วยศัสตรา
ชื่อว่า เศร้าหมองเพราะศัสตรา ผ้านั้นจะเสื่อมราคา.
ผ้าที่ทอด้วยด้ายหยาบและยาว ชื่อว่า เศร้าหมองเพราะด้าย ผ้านั้น
ไม่น่าสัมผัส สัมผัสกระด้าง (ห่มสาก).
ผ้าที่ย้อมด้วยสีย้อมผ้า (น้ำฝาด ) ชื่อว่าเศร้าหมองเพราะสีย้อม ผ้า
นั้นจะเสียสี มีสีไม่สวย.
ถึงภิกษุนั้นจะครองจีวร เศร้าหมองเพราะศัสตรา เศร้าหมองเพราะ
ด้าย หรือเศร้าหมองเพราะสีย้อม ก็จริง. แต่ว่า อกุศลที่เป็นอิจฉาวจร
เหล่านี้ เธอยังละไม่ได้ คนยังเห็นอยู่และได้ยินอยู่ โดยที่แท้แล้ว ผู้
ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน ที่เป็นปัญญาชน (วิญญู) จะไม่สักการบูชา
เธอเลย.
คำว่า ต ในคำว่า ต กิสฺส เหตุ นี้เป็นเพียงนิบาต.
คำว่า กิสฺส เหตุ คือ กึการณา แปลว่า เพราะเหตุอะไร ?
มีคำอธิบายไว้ว่า เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นของเธอ ยังเห็นและได้ยินด้วยอยู่
คือ เพราะอกุศลธรรมที่ลามกเหล่านั้นของเธอ ยังเห็นกันอยู่และได้ยิน
กันอยู่. เพราะอกุศลธรรมเหล่านี้ ที่เป็นอิจฉาวจรเธอยังละไม่ได้ ที่ว่ามานี้
เป็นคำอธิบายว่า เพราะเหตุอะไร นี้.
ต่อไปนี้ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะอธิบายเนื้อความนั้นให้ปรากฏ
(ให้ชัด ) ด้วย ข้ออุปมา จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ (แม้ฉันใด ).
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุณป (ซากศพ) ได้แก่ ซากของ
สัตว์ที่ตายแล้ว ซากของงู ชื่อว่าซากศพงู. (ซากศพของสุนัขและของ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 388
มนุษย์) นอกจากนี้ก็เหมือนกัน. และซากศพทั้ง ๓ นี้นั้นแหละพึงทราบ
ว่า ท่านพระสารีบุตรกล่าวไว้แล้ว ในคำอุปมานี้ เพราะความเป็นของ
ปฎิกูลและน่าเกลียดเหลือเกิน. ความจริงซากศพของสัตว์เหล่าอื่นมีสัตว์
เลี้ยงและสุกรเป็นต้น คนทั้งหลายปรุงกับเครื่องเผ็ดร้อนเป็นต้น (เครื่อง
แกง ) รับประทานก็มี. แต่ซากศพของสุนัขและมนุษย์เหล่านี้ ถึงจะยัง
ใหม่ คนทั้งหลายก็ยังรังเกียจอยู่ จะกล่าวไปไยถึงซากศพที่ล่วงเลยเวลา
ไปแล้ว ที่เน่าแล้ว ไม่ต้องพูดถึง.
บทว่า รจยิตฺวา ( วางไว้ ) คือเพิ่มเข้าไป หมายความว่า บรรจุ
ให้เต็ม. มีคำอธิบายไว้ว่า เอาซากศพนั้นบรรจุไว้ในถาดทองสัมฤทธิ์.
บทว่า อญฺิสฺสา แปลว่า (ด้วยถาดสัมฤทธิ์) ใบอื่น.
บทว่า ปฏิกุชฺชิตฺวา (ครอบ) คือ ปิด.
บทว่า อนฺตราปณ (ระหว่างตลาด ) คือปากซอยที่มีนหาชน
หนาแน่นในท้องตลาด.
บทว่า ปฏิปชฺเชยฺยุ (พึงดำเนินไป) คือพึงเดินไป.
บทว่า ชญฺชญฺ วิย (เหมือนจะน่ารู้ น่าสนใจ) ความว่า
เหมือนจะเลอเลิศ คือ เหมือนจะน่าพออกพอใจ. อีกอย่างหนึ่ง มีคำ
อธิบายว่า เหมือนหญิงสาวนำเครื่องบรรณาการมา. ความจริงหญิงสาว
เขาเรียกว่า แม่หญิง. บรรณาการที่หญิงสาวนั้นกำลังนำมาเป็นสิ่งที่น่ารู้
ท่านจึงได้กล่าวไว้ในคำทั้งคู่ ด้วยอำนาจแห่งความเอื้อเฟื้อบ้าง ด้วย
อำนาจแห่งการสรรเสริญบ้าง. ปาฐะว่า ชญฺ ชญฺ วิย ดังนี้ก็มี.
บทว่า อปาปุริตฺวา (ไม่ปิด ) คือเปิด.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 389
ข้อว่า ตสฺส สห ทสฺสเนน อมนาปตา จ สณฺเหยฺย (ความ
ที่เขาไม่พอใจพร้อมกับการได้เห็น พึงดำรงอยู่ ) ความว่า ความที่คนนั้น
ไม่พอใจพร้อมกับการได้เห็นซากศพนั้นนั่นเอง พึงดำรงอยู่. ก็คำว่า
อมนาปตา ความเป็นของไม่น่าพอใจนี้ เป็นชื่อของจิตและเจตสิกที่เกิด
ขึ้นแล้วว่า นี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ.
ในความปฏิกูลและน่าเกลียด ก็มีนัยนี้.
คำว่า ชฺฆจฺฉิตานมฺปิ (แม้ผู้หิวแล้ว) คือแม้ผู้หิวโหยแล้ว.
ข้อว่า น โภตฺตุกมฺยตา อสฺส (ความต้องการจะบริโภค คง
ไม่มี) ความว่า ความประสงค์จะบริโภค คงไม่มี.
ในคำว่า ปเคว สุหิตาน ( จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้อิ่มแล้ว)
มีคำอธิบายไว้ว่า แต่สำหรับคนที่หิว ก็คงไม่มีความอยากกินก่อนทีเดียว.
ในเรื่องนั้นมีการเปรียบเทียบข้ออุปมาดังต่อไปนี้ (คือ) เพศบรรพชา
ของคนคนนี้ เช่นกับถาดทองสัมฤทธิ์ที่สะอาด การละอิจฉาวจรยังไม่
ได้ เหมือนกับการวางซากศพไว้ การกลบเกลื่อนอิจฉาวจรไว้ ด้วยการ
อยู่ป่าเป็นประจำเป็นต้น เหมือนกับการเอาถาดทองสัมฤทธิ์ใบอื่นครอบ
ไว้, การไม่ทำสักการะเป็นต้นของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย เพราะเห็น
อิจฉาวจร (ของเธอ) โดยไม่เอื้อเฟื้อถึงธุดงค์มีอารัญญิกังคธุดงค์เป็นต้น
เหมือนกับความไม่พอใจของตนเพราะเปิดถาดทองสัมฤทธิ์แล้วเห็นซาก
ศพ.
ส่วนในธรรมฝ่ายขาว พึงทราบอรรถาธิบาย ดังต่อไปนี้. คำว่า
กิญฺจาปิ เป็นต้นเป็นทั้งคำส่งเสริมเป็นทั้งคำยกย่อง. ด้วยคำว่า กิญฺจาปิ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 390
นั้น ท่านพระสารีบุตรส่งเสริมการอยู่ป่าเป็นประจำ ยกย่องการละ
อิจฉาวจร.
[๗๑] บทว่า เนมนฺตนิโก (ผู้รับนิมนต์) คือปฏิคาหกผู้รับ
นิมนต์.
บทว่า วิจิตกาฬก ( ขาวสะอาด ) คือปราศจากดำเจือปน.
ในคำว่า กับข้าวหลายอย่าง แกงมากอย่าง นี้ สิ่งที่นำไปได้
ด้วยมือเรียกว่า "สูปะ" ( กับข้าว ) คำว่า แกง คือแกงอ่อม. ด้วยคำ
ทั้ง ๒ นั้น ท่านได้กล่าวคำอธิบายไว้ว่า กับข้าวหลายอย่างมีกับข้าวคือ
ปลา เนื้อ และถั่วเขียวเป็นต้น แกงหลายชนิด มีแกงเนื้อนานาชนิด
เป็นต้น. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นเทอญ. และควรทราบ
อรรถาธิบาย ในการเปรียบเทียบคำอุปไมยกับคำอุปมา (ต่อไป) การละ
อิจฉาวจรได้ เหมือนการจัดแจงข้าวสุกข้าวสาลีลงในถาดทองสัมฤทธิ์
การปิดคือการละอิจฉาวจรด้วยการอยู่วัดท้ายบ้านเป็นต้นที่เป็นสมุฏฐาน
แห่งความปรารถนาน้อย เหมือนการครอบด้วยถาดสัมฤทธิ์ใบอื่น ควร
ทราบการทำสักการะเป็นต้นของเพื่อนพรหมจารี เพราะไม่ยินดีการอยู่วัด
ภายในหมู่บ้านเป็นต้นแล้วละอิจฉาวจรได้ เหมือนความพอใจของคน
เพราะได้เปิดถาดทองสัมฤทธิ์เห็นข้าวสาลีหุงชั้นดี.
[๗๒] ข้อว้า อุปมา ม อาวุโส สารีปุตฺต ปฏิภาติ (ข้าแต่
ท่านพระสารีบุตรอุปมาแจ่มแจ้งแก็ผม ) ความว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร
อุปมาปรากฏแก่กระผม มีอธิบายว่า กระผมประสงค์จะกล่าวอุปมาข้อหนึ่ง
( ถวาย ).
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 391
บทว่า ปฏิภาตุ ต ( จงแจ่มแจ้งแก่ท่านเถิด ) คือจงแจ่มแจ้ง
ได้แก่ ปรากฏแก่ท่านเถิด อธิบายว่า นิมนต์กล่าวเถิด.
คำว่า อิท ในคำว่า เอกมิทาห เป็นเพียงนิบาต. มีคำอธิบาย
ไว้ว่า สมัยหนึ่ง กระผม.
คำว่า เอก นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในความหมายของสัตตมีวิภัตติ.
บทว่า ราชคฤห์ ในคำว่า ราชคเห วิหรามิ คิริพฺพเช นี้ เป็นชื่อ
ของนครนั้น. นครราชคฤห์ คนเรียกว่า คิริพชะ เพราะตั้งอยู่เหมือน
ดอก โดยมีภูเขาล้อมรอบ. ท่านพระโมคคัลลานะกล่าวไว้ว่า กระผม
อยู่ที่นครนั้น คืออาศัยนครนั้นอยู่.
บทว่า อถขฺวาห ตัดบทเป็น อถโข อห ( แปลว่า ครั้งนั้นแล
กระผม ). และคำว่า อถ ในคำว่า อถขฺวาห นี้ เป็นนิบาต ใช้ในคำ
เริ่มต้นที่พูดเรื่องอื่น. ศัพท์ว่า โข ก็เป็นนิบาต ใช้ในความหมายเพียง
ยังบทให้เต็ม.
บทว่า ปุพฺพณฺหสมย ( ในเวลาเช้า ) มีอธิบายว่า เวลา ส่วน
ต้นของวัน คือในช่วงเช้า.
อีกอย่างหนึ่ง ตอนต้นของวันชื่อว่า ปุพพัณหสมัย มีคำอธิบายว่า
ชั่วขณะหนึ่งในตอนเช้า. โดยอาการอย่างนี้จะได้ทุติยาวิภัตติในอัจจันต-
สังโยค.
บทว่า นิวาเสตฺวา ( นุ่งแล้ว ) คือครองผ้าแล้ว คำว่า นุ่งแล้ว
นั้น พึงทราบด้วยสามารถแห่งการผลัดเปลี่ยนผ้านุ่งในวัดนั้นเอง. อีก
อย่างหนึ่ง พึงทราบด้วยสามารถแห่งการยืนนุ่ง เพื่อต้องการจะเข้าบ้าน
มิใช่ว่าก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้นุ่งเลย.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 392
บทว่า ปตฺตจีวรมาทาย ( ถือเอาบาตรและจีวร) หมายความว่า
มือถือบาตร ร่างกายครองจีวร.
บทว่า ปิณฺฑาย ( เพื่อบิณฑบาต) ความว่า เพื่อต้องการ
บิณฑบาต.
บทว่า สมิติ เป็นชื่อบุตรของช่างยานคนหนึ่ง.
บทว่า ยานการปุตฺโต ( บุตรของช่างยาน) คือลูกของช่างรถ.
บทว่า ปณฺฑุปุตฺโต (ปัณฑุบุตร) ได้แก่ลูกของนักบวชโล้น.
บทว่า อาชีวโก ได้แก่ ชีเปลือย.
บทว่า ปุราณยานการปุตฺโต ( บุตรของช่างยานเก่า) ได้แก่
ลูกของตระกูลช่างยานเก่า.
บทว่า ปจฺจุปฏฺิโต ( ปรากฏตัว) คือเข้าไปยืน (ให้เห็น).
โก่งข้างหนึ่งชื่อว่า งอ. คด เช่นกับทางงูเลื้อย ( คลองงู ).
บทว่า โทส ( โทษ) ได้แก่กระพี้และปมที่ขรุขระเป็นต้น.
บทว่า ยถา ยถา เป็นนิบาต ใช้ในความหมายถึงกาลเวลา มีคำ
อธิบายว่า เมื่อใด ๆ คือในกาลใด ๆ.
บทว่า ตถา ตถา นี้ ก็มีเนื้อความบ่งถึงกาลเหมือนกัน. มีคำ
อธิบายไว้ว่า ในกาลนั้น ๆ. อาชีวกนั้นคิดโดยอนุโลม ตามที่ได้ศึกษามา
แต่อีกคนหนึ่ง (นายสมิติ) ถากตรงที่อาชีวกคิดนั่นแหละ ในขณะที่
เขาคิด.
บทว่า อตฺตมโน (ชอบใจ) คือถูกใจคน ได้แก่ ดีใจ หมายความว่า
มีปีติและโสมนัสจับใจ.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 393
บทว่า อตฺตมนวาจ นิจฺฉาเรสิ ( เปล่งวาจาแสดงความชอบใจ )
คือเปล่ง ได้แก่กล่าว อธิบายว่า เผยวาจาด้วยความดีใจ หรือวาจา
ที่ควรแก่ความดีใจ.
ข้อว่า หทยา หทย มญฺเ อญฺาย (เหมือนรู้ใจ ด้วยใจ)
ความว่า เหมือนกับรู้ใจ ( เรา) ด้วยใจ ( เขา ).
บทว่า อสทฺธา (ไม่มีความเชื่อ ) คือปราศจากความเชื่อใน
พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์.
บทว่า ชีวิกตฺถา ( เป็นผู้ต้องการเลี้ยงชีพ) คือ ถูกภัยมีหนี้เป็น
ต้นบีบคั้นไม่สามารถดำรงชีพภายนอกได้ จึงต้องการเลี้ยงชีพในศาสนานี้.
บทว่า น สทฺธา (ไม่มีศรัทธา) คือไม่ได้บวชด้วยศรัทธา.
บทว่า สา มายาวิโน (เป็นคนโอ้อวดมีมารยา) คือประกอบ
ด้วยมารยาสาไถย ( เจ้าเล่ห์โอ้อวด).
บทว่า เกฏุภิโน ( ผู้หลอกลวง ) คือผู้ได้ศึกษากลโกงมาแล้ว
มีคำอธิบายว่า ผู้สำเร็จการโอ้อวดตามกำลัง. อธิบายว่า การโอ้อวด
เขาเรียกว่า เกราฏิยะ ( กลโกง ) เพราะทำพร้อมกันไปกับการแสดง
คุณค่าของสิ่งไม่จริง โดยการแสดงคุณวิเศษที่ไม่มีจริง.
บทว่า อุนฺนฬา ( ถือตัว) คือยกตนขึ้นไป มีคำอธิบายว่า
ยกมานะเปล่าขึ้น.
บทว่า จปลา (วุ่นวาย) คือประกอบด้วยความวุ่นวาย มีการ
ตกแต่งบาตรและจีวรเป็นต้น.
บทว่า มุขรา ( ปากกล้า) คือปากแข็ง มีอธิบายว่า มีคำพูดกร้าว.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 394
บทว่า วิกิณฺณวาจา ( มีวาจาเลอะเทอะ) คือมีถ้อยคำไม่สำรวม
ได้แก่ การพูดกันทั้งวันก็มีแต่คำไร้ประโยชน์.
บทว่า อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารา ( มีทวารไม่ได้ควบคุมในอิน-
ทรีย์ทั้งหลาย ) คือ มีทวารสำหรับทำกรรม ไม่ได้ระมัดระวังแล้วใน
อินทรีย์ทั้ง ๖.
บทว่า โภชเน อมตฺตญฺญุโน (ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค)
คือไม่รู้จักประมาณในการบริโภค ที่พอให้ร่างกายอยู่ไปได้ คือความเป็น
ผู้มีความพอเหมาะ ในการแสวงหาการรับและการบริโภคที่ควรรู้.
บทว่า ชาคริย อนนุยุตฺตา ( ไม่ประกอบความเพียรเป็นเครื่อง
ตื่นอยู่ ) คือไม่ประกอบความเพียรที่ทำให้ตื่นตัว.
บทว่า สามญฺเ อนเปกฺขวนฺโต ( ไม่มุ่งสมณภาวะ) มีอรรถา-
ธิบายว่า ไม่มุ่งสมณธรรม คือเว้นจากการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.
บทว่า สิกฺขาย น ติพฺพคารวา (ไม่เคารพอย่างแรงกล้าใน
สิกขา ) คือไม่มีความเคารพมากในสิกขาบททั้งหลาย ได้แก่มากไป
ด้วยการต้องอาบัติ.
บทว่า พาหุลฺลิกา (หมกมุ่นอยู่กับปัจจัยมาก) เป็นต้น ข้าพเจ้า
ได้กล่าวไว้แล้วใน ( อรรถกถา ) ธรรมทายาทสูตร.
บทว่า กุสีตา ( ผู้เกียจคร้าน ) เป็นต้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว
ใน ( อรรถกถา ) ภยเภรวสูตร.
บทว่า ธมฺมปริยาเยน ( ด้วยธรรมปริยาย ) คือด้วยธรรมเทศนา
บทว่า สทฺธา อคารสฺมา ( มีศรัทธา ออกบวช จากเรือน )
เป็นต้น มีเนื้อควานว่า ตามปกติแล้ว ผู้บวชด้วยศรัทธา ชื่อว่าเป็นผู้มี
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 395
ศรัทธาออกจากเรือนบวช เป็นอนาคาริยบุคคล ( ผู้ไม่มีเหย้าเรือน).
ข้อว่า ปิวนฺติ มญฺเ ฆสนฺติ มญฺเ (คงจะดื่ม คงจะกิน)
หมายความว่า เหมือนกับจะดื่มเหมือนกับจะกลืนกิน คือ เมื่อเปล่งวาจา
ด้วยความพอใจ ก็เหมือนกับดื่มด่ำด้วยวาจา เมื่ออนุโมทนายิ่งขึ้น ก็เหมือน
กับกินด้วยใจ.
บทว่า สาธุ วต (สาธุขอรับ) คือดีแล้วขอรับ.
บทว่า สพรหฺมจารี เป็นรัสสะก็ได้ เป็นทีฆะก็ได้ เมื่อเป็นรัสสะ
ข้างหน้าจะมี สารีปุตฺต อยู่ เมื่อเป็นทีฆะ ข้างหน้าจะมี สพฺรหฺมจารี
เมื่อใดข้างหน้ามี สารีปุตฺต เมื่อนั้นจะมีเนื้อความว่า ดูก่อนเพื่อน
พรหมจารี ท่านพระสารีบุตรให้เราทั้งหลายออกจากอกุศลแล้ว. เมื่อใดมี
สพฺรหฺมจารี อยู่ข้างหน้า เมื่อนั้นจะมีเนื้อความว่า ท่านพระสารีบุตร
ให้เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายออกจากอกุศลแล้ว ( ดำรงอยู่ในธรรม ).
บทว่า ทหโร คือ ยังรุ่น.
บทว่า ยุวา คือ อยู่ในวัยหนุ่มสาว.
บทว่า มณฺฑนกชาติโก (ชอบแต่งตัว ) หมายความว่า มีสภาพ
ชอบเครื่องแต่งตัว ( ปกติชอบแต่งตัว ).
บรรดาทั้ง ๒ ประเภทนั้น ลางคนถึงจะรุ่น แต่ก็ยังไม่เป็นหนุ่ม
เป็นสาวเหมือนคนหนุ่มสาว. แต่ลางคนถึงจะเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ไม่ชอบ
แต่งตัวเหมือนผู้ที่มีความสงบเป็นสภาพ หรือถูกความเกียจคร้านหรือ
ความเสื่อมครอบงำ ส่วนในที่นี้ประสงค์เอาคนทั้งยังรุ่นทั้งเป็นหนุ่มเป็น
สาวและชอบแต่งตัว. เพราะฉะนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าว
ไว้อย่างนี้. คำว่า ถือด้วย เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ เพราะเป็นสมมติของโลก
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 396
บทว่า อิติห เต เท่ากับ เอว เต ( แปลว่าด้วยประการดังที่
กล่าวมาแล้วนั้น ท่านทั้ง ๒ นั้น).
บทว่า อุโภ มหานาคา (ท่านมหานาคทั้งคู่ ) หมายถึงผู้ยิ่งใหญ่
ทั้ง ๒ องค์. เพราะว่าท่านอัครสาวกทั้ง ๒ องค์นี้ พุทธบริษัททั้งหลาย
เรียกว่า มหานาค.
ในคำว่า มหานาค นั้นมีอรรถพจน์ ดังต่อไปนี้
ผู้ไม่ลำเอียงด้วยอคติทั้งหลาย มีฉันทาคติเป็นต้นชื่อ นาคะ.
ผู้ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้ด้วยมรรคนั้น ๆ แล้วชื่อว่า นาคะ
ผู้ไม่ทำบาป ( ความชั่วที่เป็นเหตุให้กลับมา) มีประการต่าง ๆ
ชื่อว่า นาคะ.
นี้เป็นเนื้อความสังเขปในคำว่า นาคะ. ส่วนความพิสดารพึงทราบ
ตามนัยที่ได้กล่าวไว้ในมหานิเทศนั้นเทอญ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบเนื้อ
ความในกถานี้อย่างนี้ว่า
ผู้ไม่ทำบาปอะไรไว้เลยในโลก สลัดกิเลสเครื่อง
ประกอบสัตว์ไว้ในภพทุกอย่าง และเครื่องผูกทั้งหลาย
ได้ ไม่ต้องอยู่ในภพทั้งมวล เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว
ผู้คงที่ ท่านเรียกว่า นาคะ เพราะความเป็นอย่างนั้น.
นาคใหญ่ ชื่อมหานาคะ. อธิบายว่า มหานาคนั้น ควรบูชากว่า
และควรสรรเสริญกว่านาคผู้ขีณาสพเหล่าอื่น.
บทว่า อญฺมญฺสฺส (ของกันและกัน) ความว่า องค์หนึ่ง
ชมเชยอีกองค์หนึ่ง.
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 397
บทว่า สมนุโมทึสุ (อนุโมทนาพร้อม) ตัดบทเป็น สม อนุโมทึ สุ
แปลว่า อนุโมทนาเท่า ๆ กัน. ในคำอนุโมทนานั้น พระธรรมเสนาบดี
กล่าวว่า พระมหาโมคคัลลานะ อนุโมทนาด้วยอุปมานี้ว่า ท่านครับ
ข้อนั้นจงแจ่มแจ้ง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระเถระทั้ง ๒
อนุโมทนาคำสุภาษิตของกันและกัน.
จบ อรรถกถาอนังคณสูตร
จบ สูตรที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 398
๖. อากังเขยยสูตร
[๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุ
เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า. พระผู้มี
พระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลอัน
สมบูรณ์ มีปาฏิโมกข์อันสมบูรณ์อยู่เถิด จงเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวม
ในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่เถิด จงเป็นผู้เห็นภัยใน
โทษทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด.
ความหวังที่ ๑
[๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ขอเราพึงเป็น
ที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ และเป็นผู้ควรยกย่องของเพื่อน
พรหมจรรย์ทั้งหลายเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล
ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบ
ด้วยวิปัสสนาเพิ่มพูน ( การอยู่ใน) สุญญาคาร.
ความหวังที่ ๒
[๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ขอเราพึงได้
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเถิด ดังนี้
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 399
ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอัน
เป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน
( การอยู่ใน ) สุญญาคาร.
ความหวังที่ ๓
[๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราบริโภคจีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของเทวดาและมนุษย์
เหล่าใด สักการะเหล่านั้นของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นพึงมีผลานิสงส์มาก
ดังนี้ ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับ
จิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน
(การอยู่ใน ) สุญญาคาร.
ความหวังที่ ๔
[๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ญาติและ
สาโลหิตของเราเหล่าใด ล่วงลับทำกาละไปแล้ว มีจิตใจเลื่อมใส ระลึก
ถึงอยู่ ความระลึกถึงด้วยจิตอันเลื่อมใสของญาติและสาโลหิตเหล่านั้น
พึงมีผลานิสงส์มากเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรการทำให้บริบูรณ์ในศีล
ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง
ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร.
ความหวังที่ ๕
[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงเป็น
ผู้ข่มความไม่ยินดีและความยินดีได้ อนึ่ง ความไม่ยินดีอย่าพึงครอบงำ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 400
เราได้เลย เราพึงครอบงำ ย่ำยี ความไม่ยินดีอันเกิดขึ้นแล้วได้อยู่เถิด ดังนี้
ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิต
อันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน
( การอยู่ใน ) สุญญาคาร.
ความหวังที่ ๖
[๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราจะพึงเป็น
ผู้ข่มความกลัว และความขลาดได้ อนึ่ง ความกลัวและความขลาด อย่า
พึงครอบงำเราได้เลย เราพึงครอบงำ ย่ำยี ความกลัว และความขลาด
ที่เกิดขึ้นแล้วได้อยู่เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล
ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง
เพิ่มพูน ( การอยู่ใน) สุญญาคาร.
ความหวังที่ ๗
[๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราเป็นผู้ได้
ฌานทั้ง ๔ อันเกิดขึ้นกับจิตที่ผ่องใสยิ่ง เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขใน
ทิฏฐธรรม ตามความปรารถนา พึงได้ไม่ยาก ไม่ลำบากเถิด ดังนี้
ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิต
อันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา
เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร.
ความหวังที่ ๘
[๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงถูกต้อง