พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 301

คือ  สวิชฺชนฺติ   มีอยู่พร้อม  ได้แก่  อุปลพฺภนฺติ  ได้อย่างแน่นอน.

บทว่า   รตฺตึเยว  สมาน  แปลว่า  เวลา  ที่เป็นกลางคืน.

บทว่า  หิวาติ   สญฺชานนฺติ     แปลว่า    สำคัญอยู่ว่า    เวลานี้เป็น

เวลากลางวัน.

บทว่า  ทิวาเยว  สมาน  แปลว่า  เวลาที่เป็นกลางวัน.

บทว่า  รตฺตีติ  สญฺชานนฺติ   แปลว่า  สำคัญอยู่ว่า  เวลานี้เป็นเวลา

กลางคืน.

ถามว่า     ก็เพราะเหตุไร    บุคลผู้ได้ฌานอย่างนี้จึงมีความสำคัญ

อย่างนี้ ?

ตอบว่า    เพราะไม่มีความฉลาดในการออกจากฌาน    หรือเพราะ

เสียงนกร้อง.

ถามว่า   เป็นอย่างไร ?

ตอบว่า  บุคคลผู้ได้โอทาตกสิณ  ลางคนในโลกนี้เกิดมนสิการขึ้นว่า

เราทำบริกรรมในตอนกลางวัน     เข้า  (ฌาน)   ในตอนกลางวันแล้วจะ

ออกในตอนกลางวันนั้นแหละ.      แต่ว่าท่านก็ไม่ฉลาดในการกำหนดเวลา

ออกไว้  ท่านจึงเข้าฌานล่วงเลยเวลากลางวันไปออกในตอนกลางคืน และ

ด้วยอำนาจการแผ่ไปแห่งโอทาตกสิณ   กสิณของท่านจึงผ่องใส   แจ่มแจ้ง

ชัดเจน  ท่านก็สำคัญเวลาที่เป็นกลางคืนนั้นแหละว่า  เป็นกลางวัน  เพราะ

เหตุที่เกิดมนสิการว่า    จะออกในตอนกลางวัน   และเพราะการแผ่ไปแห่ง

โอทาตกสิณผ่องใส  แจ่มเเจ้ง.   แต่บุคคลผู้ได้นีลกสิณลางคนในโลกนี้เกิด

มนสิการว่า   เราทำบริกรรมในตอนกลางคืน   เข้าในตอนกลางคืนแล้วจะ

ออกในตอนกลางคืนนั้นแหละ        แต่ว่าท่านไม่ฉลาดในการกำหนดเวลา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 302

(ออก)     ท่านจึง    ( เข้าฌาน )    ล่วงเลยเวลากลางคืนไปออกในตอน

กลางวัน     และด้วยอำนาจการแผ่ไปแห่งนีลกสิณ      กสิณของท่านจึงไม่

ผ่องใสไม่แจ่มแจ้ง  ท่านก็สำคัญเวลาที่เป็นกลางวันนั้นแหละว่า  กลางคืน

เพราะเหตุที่เกิดมนสิการว่า    จะออกในตอนกลางคืน    และเพราะการแผ่

ไปแห่งนีลกสิณไม่ผ่องใส   ไม่แจ่มแจ้ง.   เพราะไม่มีความฉลาดในการออก

(จากฌาน)  อย่างนี้ก่อน   บุคคลผู้ได้ฌานจึงมีความสำคัญดังพรรณนามา

ฉะนี้.

ส่วนที่ว่าเพราะเสียงนกร้อง   (เป็นอย่างนี้)   คือ   บุคคลผู้ได้ฌาน

ลางคนในโลกนี้นั่งอยู่ภายในเสนาสนะ  ทีนั้น  สัตว์ป่าทั้งหลายมีนกและกา

เป็นต้นที่มักร้องในตอนกลางวัน  สำคัญอยู่ว่า  เป็นเวลากลางวัน   เพราะ

แสงจันทร์จึงส่งเสียงร้องในตอนกลางคืน   หรือส่งเสียงร้องเพราะเหตุอื่นๆ

ท่านได้ยินเสียงของสัตว์ป่าเหล่านั้นแล้ว  สำคัญเวลาที่เป็นกลางคืนนั้นแหละ

ว่าเป็นเวลากลางวัน. แต่ว่าบุคคลผู้ได้ฌานลางคนในโลกนี้นั่งอยู่ในถ้ำภูเขา

ที่ปกปิดด้วยป่าทึบซึ่งอยู่ลึกในซอกเขา    ในเวลาที่มีแสงสว่างหายไปคราว

ฝนตกพรำตลอด  ๗  วัน  ทีนั้น  สัตว์ป่าทั้งหลายมีนกที่ร้องในตอนกลางคืน

และนกฮูกเป็นต้นจับเจ่าอยู่ในที่มืดนั้น ๆ แม้ในเวลาเที่ยงวันแล้ว   ส่งเสียง

ร้องด้วยสำคัญ  (ผิด)  ว่าเป็นเวลากลางคืนหรือด้วยเหตุเหล่าอื่น.  บุคคล

ผู้ได้ฌานนั้นได้ยินเสียงของสัตว์ป่าทั้งหลายเหล่านั้น  ย่อมสำคัญเวลาที่เป็น

กลางวันอยู่แท้ ๆ  ว่าเป็นเวลากลางคืน.      เพราะเสียงนกร้องดังพรรณนา

มาอย่างนี้   บุคคลผู้ได้ฌานจึงมีความสำคัญอย่างนี้แล.

ปเทสญาณ  (ญาณเครื่องกำหนดเวลา)

บทว่า  อิทมห  ความว่า  เราตถาคตย่อมกล่าวสิ่งนี้  คือการกำหนด


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 303

หมายอย่างนี้.

บทว่า    สมฺโมหวิหารสฺมึ   วทามิ    มีอธิบายว่า    เราตถาคตย่อม

กล่าว  (การกำหนดหมาย)  ว่า  เป็นการอยู่ที่นับเนื่อง   คือจัดอยู่ภายใน

การอยู่อย่างงมงาย   ได้แก่กล่าวว่าเป็นการอยู่อย่างงมงายอย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า  อห  โข  ปน  พฺราหฺมณ  ฯลฯ  สญฺชานามิ   ความว่า

การกำหนดเวลากลางคืนกลางวันของพระโพธิสัตว์ปรากฏแล้ว   แม้ในเวลา

ที่ฝนตกพรำตลอด ๗ วัน       ถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์จะไม่ส่องแสง

พระโพธิสัตว์ก็ย่อมรู้ได้เองทีเดียวว่า        ระยะเวลาเท่านี้ ถึงเวลาอาหารเช้า

ระยะเวลาเท่านี้ถึงเวลาหลังอาหาร   ระยะเวลาเท่านี้ถึงปฐมยาม    ระยะเวลา

เท่านี้ถึงมัชฌิมยาม   เพราะเหตุนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้แล้วอย่าง

นั้น    และก็ไม่น่าอัศจรรย์เลยที่พระโพธิสัตว์ผู้มีบารมีได้บำเพ็ญมาแล้วจะรู้

อย่างนี้.

แม้เหล่าพระอริยสาวกที่ดำรงอยู่ในปเทสญาณก็ปรากฏว่ากำหนด

เวลากลางคืนและกลางวันได้.   มีเรื่องเล่าว่า พระโคทัตตเถระในกัลยาณิ-

มหาวิหารรับภัตรในเวลา  ๒ องคุลี   แล้วฉันในเวลา  ๒  องคุลี   ( นั้นเอง )

เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ปรากฏดวง    ก็เข้าเสนาสนะแต่เช้า  ๆ  ออกมาในเวลา

(เดียวกัน)  นั้น.  วันหนึ่งพวกคนวัดคิดกันว่า  พวกเราจะพบท่านได้ใน

เวลาที่ท่านออกมาตอนพรุ่งนี้    จึงจัดแจงภัตรแล้วนั่ง    ( คอย)   อยู่ที่ใกล้

หลักบอกเวลา     (หลักวัดเงาแดด).    พระเถระออกนาในเวลา ๒ องคุลี

เหมือนเดิม.   ทราบมาว่า    ตั้งแต่นั้นมาแม้พระอาทิตย์จะยังไม่ปรากฏดวง

พวกคนวัดก็จะตีกลองด้วยสัญญาณที่พระเถระออกมา.

แม้ในธชาครวิหาร     พระกาลิเทวเถระเคาะระฆังบอกยามภายใน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 304

พรรษา       การเคาะระฆังบอกยามนั้นเป็นกิจวัตรประจำวันของพระเถระ

แต่ว่าพระเถระไม่ยอมใช้นาฬิกาเครื่องจักร.    ส่วนภิกษุพวกอื่นใช้.  ครั้น

ต่อมาเมื่อปฐมยามล่วงเลยไป   พอพระเถระถือไม้เคาะ    ( ระฆัง )    ยืนอยู่

หรือเคาะได้ครั้ง ๒ ครั้งเท่านั้น    นาฬิกาเครื่องจักรก็ดี.    เมื่อเป็นอย่างนี้

พระเถระจึงบำเพ็ญสมณธรรมในยานทั้ง ๓ แล้วเข้าไปบ้านแต่เช้าตรู่     รับ

บิณฑบาตกลับมาวัด  ในเวลาจะฉันก็ถือบาตรไปยิ่งที่พักกลางวัน   บำเพ็ญ

สมณธรรม.  ภิกษุทั้งหลายเห็นหลักบอกเวลาแล้วได้ส่งภิกษุไปเพื่อต้องการ

(ในการกราบเรียน )   ให้พระเถระมา.  ภิกษุ   (รูปที่ไป )  นั้น   ได้พบ

พระเถระ  (ขณะ)    กำลังออกมาจากที่พักกลางวันบ้าง    ในระหว่างทาง

บ้าง.   แม้เหล่าพระสาวกที่ดำรงอยู่ในปเทสญาณย่อมกำหนดเวลาว่า     เป็น

กลางคืนและกลางวันได้อย่างนี้.     ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงบรรดาพระโพธิ-

สัตว์.

ตถาคตอุบัติมาเพื่อประโยชน์สุข

ก็ในคำว่า   ย  โข  ต  ฯเปฯ  วเทยฺย    นี้   นักศึกษาพึงทราบบท

สัมพันธ์   (การเชื่อมบท)  อย่างนี้ว่า   ดูก่อนพราหมณ์    ใคร  ๆ เมื่อจะ

กล่าวถ้อยคำใดว่า    สัตว์ผู้มีความไม่งมงายเป็นธรรมดา    อุบัติขึ้นในโลก

ฯ ล ฯ  เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  จึงจะชื่อว่ากล่าวโดยชอบ

คือ   เป็นผู้กล่าวอย่างถูกต้อง    กล่าวไม่คลาดเคลื่อน    เขาเมื่อกล่าวคำนั้น

ต่อเราตถาคตเท่านั้น  จึงจะชื่อว่ากล่าวโดยชอบ  คือเป็นผู้กล่าวอย่างถูกต้อง

กล่าวไม่คลาดเคลื่อน.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อสมฺโมหธมฺโม   แปลว่า   มีความไม่


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 305

งมหงายเป็นสภาพ.

บทว่า  โลเก  ได้แก่ในมนุษยโลก.

บทว่า  พหุชนหิตาย  แปลว่า  เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนจำนวน

มาก  อธิบายว่า  (สัตว์นั้น)   เป็นผู้ชี้แนะประโยชน์เกื้อกูลทั้งในปัจจุบัน

ทั้งในสัมปรายภพด้วยความถึงพร้อมแห่งปัญญา.

บทว่า  พหุชนสุขาย   แปลว่า  เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก

อธิบายว่า   (สัตว์นั้น)    เป็นผู้ให้สมบัติอันเป็นอุปกรณ์แห่งความสุขด้วย

ความถึงพร้อมแห่งจาคะ   ( การเสียสละ ).

บทว่า   โลกานุกมฺปาย    แปลว่า    เพื่อประโยชน์อนุเคราะห์โลก

อธิบายว่า  (สัตว์นั้น )  เป็นผู้รักษา   เป็นผู้คุ้มครองโลกเหมือนบิดามารดา

(คุ้มครองบุตร)  ด้วยความถึงพร้อมแห่งเมตตากรุณา.

และด้วยศัพท์ว่า  "เทวมนุสฺส"    ในคำว่า อตฺาย หิตาย สุขาย

เทวมนุสฺสาน  นี้   นักศึกษาพึงทราบว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย

เอาเฉพาะเหล่าเวไนยสัตว์ผู้เป็นภัพพบุคคล  (บุคคลที่ควรจะตรัสรู้)  แล้ว

แสดงการอุบัติของพระองค์   ก็เพื่อต้องการให้เวไนยสัตว์เหล่านั้นได้บรรลุ

มรรคผลนิพพาน.   เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อตฺถาย  ( เพื่อ

ประโยชน์)  ย่อมหมายถึงว่า เพื่อประโยชน์แก่ปรมัตถ์   คือเพื่อนิพพาน.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  หิตาย   ( เพื่อประโยชน์เกื้อกูล)    ย่อม

หมายถึงว่า  เพื่อประโยชน์แก่มรรคเครื่องให้บรรลุนิพพานนั้น.  เนื่องจาก

ว่า    ขึ้นชื่อว่าประโยชน์เกื้อกูลที่ยิ่งไปกว่ามรรคเครื่องให้บรรลุนิพพานไม่มี

เลย.   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    สุขาย    (เพื่อความสุข)    ย่อม

หมายถึงว่า  เพื่อประโยชน์แก่ความสุขที่เกิดจากผลสมาบัติ.   เพราะว่าไม่มี


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 306

ความสุข   (อื่น)    ที่ยิ่งไปกว่าความสุขที่เกิดจากผลสมาบัตินั้น.    สมด้วย

คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า        สมาธินี้อำนวยความสุขที่เป็น

ปัจจุบันให้และยังมีความสุขเป็นวิบากต่อไป.

ปฏิปทาเครื่องบรรลุอสัมโมหวิหาร

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงการอยู่อย่างไม่งมงาย    ( อสมฺ-

โมหวิหาร)    ของพระองค์   ซึ่งมีการได้บรรลุคุณแห่งพุทธะเป็นที่สุดดัง

พรรณนามาฉะนั้นแล้ว    บัดนี้   เพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาเป็นเหตุให้บรรลุ

การอยู่อย่างไม่งมงายอันถึงที่สุดแล้วนั้นตั้งแต่เวลาเริ่มต้น       จึงตรัสคำว่า

อารทฺธ   โข  ปน  เม  พฺราหฺมณ  ดังนี้เป็นต้น.

ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า  พราหมณ์ได้สดับการอยู่อย่างไม่งมงาย

นี้แล้ว   ได้เกิดความคิดขึ้นมาอย่างนี้ว่า   พระสมณโคดมบรรลุการอยู่อย่าง

ไม่งมงายนี้       ด้วยปฏิปทาอะไรหนอแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ

ความคิดของพราหมณ์นั้นแล้ว   เมื่อจะทรงแสดงว่า    ตถาคตได้บรรลุการ

อยู่อย่างไม่งมงาย  อันสูงสุดนี้ด้วยปฏิปทาน    จึงตรัสไว้อย่างนี้.

[๔๗ ]  บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า     อารทฺธ   โข   ปน   เม

พฺราหฺมณ วิริย  อโหสิ  มีอธิบายว่า ดูก่อนพราหมณ์  การอยู่อย่างไม่งมงาย

อันสูงสุดนี้   ไม่ใช่ว่าตถาคตจะเกียจคร้าน  หลงลืมสติมีกายกระสับกระส่าย

หรือมีจิตฟุ้งซ่านได้บรรลุมา     แท้จริงแล้วเราตถาคตได้ปรารภความเพียร

เพื่อบรรลุการอยู่อย่างไม่งมงายนั้น    คือเราตถาคตนั่งอยู่ที่ควงไม่โพธิ์   ได้

ปรารภประคับประคองความเพียรมีองค์  ๔ ให้เป็นไปไม่ย่อหย่อน.  ก็เพราะ

ปรารภแล้วนั่นแล    ความเพียรประกอบด้วยองค์   ๔   นั่น    ของเราตถาคต

จึงไม่ย่อหย่อน.

บทว่า  อุปฏฺิตา  สติ  อปฺปมุฏฺา  ความว่า   และไม่ใช่แต่ความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 307

เพียรอย่างเดียวเท่านั้น    ถึงสติของเราตถาคตก็ตั้งมั่นโดยภาวะที่มุ่งหน้าไป

จับอารมณ์  และเพราะตั้งมั่นแล้วนั่นแหละ  มันจึงไม่หลงลืม.

บทว่า  ปสฺสทฺโธ  กาโย  อสารทฺโธ     ความว่า   เพราะมีกายและ

จิตสงบ  แม้กายของเราตถาคตก็สงบด้วย.   ในบทนั้นอธิบายว่า    เพราะ

เหตุที่เมื่อนามกายสงบ      แม้รูปกายก็ย่อมสงบด้วยเหมือนกัน      ฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส   (รวมๆ)  ว่า  กายสงบ  โดยมิได้ตรัสแยก

ว่า  นามกาย  รูปกาย.

บทว่า  อสารทฺโธ   ความว่า  ก็เพราะสงบแล้วนั่นแล   กายนั้นจึง

ชื่อว่าไม่กระสับกระส่าย  อธิบายว่า  ปราศจากความกระวนกระวาย.

บทว่า  สมาหิต  จิตฺต  เอกคฺค    ความว่า    แม้จิตอันเราตถาคต

ตั้งใจไว้โดยชอบแล้ว   คือเป็นเหมือน   (จับ)   วางไว้ด้วยดี   และเพราะ

ตั้งไว้โดยชอบแล้วนั่นแล  จึงมีชื่อว่ามีอารมณ์เดียวเป็นเลิศ   ไม่หวั่นไหว

ไม่ดิ้นรน.  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งฌาน

ไว้ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.

ประโยชน์ของฌาน  ๔

บัดนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงคุณวิเศษเริ่มต้นตั้งแต่ปฐม-

ฌานจนกระทั่งถึงวิชชา  ๓  เป็นที่สุดที่พระองค์ทรงบรรลุแล้วด้วยปฏิปทา

นี้   จึงตรัสคำว่า  โส  โข   อห  ดังนี้ เป็นต้น. ในพระดำรัสนั้น  คำใด

ที่จะต้องกล่าวในตอนนี้ว่า  วิวิจฺเจว  กาเมหิ   ฯเปฯ    จตุตฺถ    ณาน

อุปสมฺปชฺช    วิหาสึ   คำนั้นทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้วในตอนว่าด้วยปฐวี-

กสิณในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.   ความจริงมีแปลกกันแห่งเดียวเท่านั้น    ดังนี้


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 308

(คือ)    ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นบทกิริยามาว่า    อุปสมฺปชฺช    วิหรติ

(แต่)  ในที่นี้มาว่า  วิหาสึ.

ถามว่า     ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำอย่างไรจึงเข้าฌานเหล่านั้น

อยู่ได้.

ตอบว่า  ทรงเจริญกรรมฐาน.

ถามว่า  กรรมฐานข้อไหน  ?

ตอบว่า  อานาปานสติกรรมฐาน.

ก็แล    ฌาน ๔ เหล่านี้     สำหรับบางท่านมีความเป็นหนึ่งแห่งจิต

เป็นผล  สำหรับบางท่านเป็นบาท    (พื้นฐาน)   แห่งการเจริญวิปัสสนา

สำหรับบางท่านเป็นบาทแห่งการได้อภิญญา       สำหรับบางท่านเป็นบาท

แห่งการเข้านิโรธ    (พระนิพพาน)    สำหรับบางท่านมีการก้าวลงสู่ภพ

เป็นผล.

บรรดาบุคคลเหล่านั้น  สำหรับพระขีณาสพ  ฌาน ๔  มีความเป็น

หนึ่งแห่งจิตเป็นผล    ด้วยว่า    พระขีณาสพเหล่านั้น    ทำบริกรรมกสิณ

อย่างนี้ว่า    เราจักเข้าฌานมีจิตมีความเป็นหนึ่งอยู่เป็นสุขตลอดวัน    ดังนี้

แล้วทำสมาบัติ  ๘  ให้บังเกิด.

สำหรับพระเสขะและปุถุชนคิดว่า   เราออกจากสมาบัติแล้วมีจิตเป็น

สมาธิจักเห็นแจ้ง  ดังนี้แล้วทำวิปัสสนาให้บังเกิด  (อย่างนี้ )   ฌานย่อม

ชื่อว่าเป็นบาทแห่งการเจริญวิปัสสนา.

ส่วนฌานลาภีบุคคลเหล่าใดทำสมาบัติ   ๘ ให้บังเกิดได้แล้ว      เข้า

ฌานที่เป็นบาทแห่งอภิญญา    ออกจากสมาบัติแล้วปรารถนาอภิญญาซึ่งมี

นัยดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า   แม้เป็นคนคนเดียวก็ทำให้เป็น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 309

หลายคนได้      ดังนี้แล้วทำอภิญญาให้บังเกิด      สำหรับฌานลาภีบุคคล

เหล่านั้นฌานย่อมเป็นบาทแห่งอญิญญา.

ส่วนพระอริยบุคคลเหล่าใดทำสมาบัติ ๘   ให้บังเกิดได้แล้ว     เข้า

นิโรธสมาบัติได้คิดว่า  เราจักบรรลุนิโรธ  คือนิพพานในปัจจุบันอยู่เป็นสุข

โดยไม่มีจิตสังขารตลอด ๗  วัน  ดังนี้แล้วทำสมาบัติให้บังเกิด   ฌานของ

พระอริยบุคคลเหล่านั้น  ย่อมชื่อว่าเป็นบาทแห่งการเข้านิโรธ.

ส่วนฌานลาภีบุคคลเหล่าใดทำสมาบัติ   ๘  ให้บังเกิดได้แล้วคิดว่า

เราจักเป็นผู้มีฌานไม่เสื่อมเกิดในพรหมโลก     ดังนี้   ทำสมาบัติให้บังเกิด

(อย่างนี้)  ฌานของบุคคลเหล่านั้นย่อมมีการก้าวลงสู่ภพเป็นผล.

ก็จตุตถฌานนี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทำให้บังเกิดแล้วที่ควงโพธิ์

พฤกษ์  จตุตถฌานนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น   ได้เป็นบาทแห่งการ

เจริญวิปัสสนา   เป็นบาทแห่งการได้อภิญญาและให้สำเร็จกิจทุกอย่าง   จึง

พึงทราบว่า   อำนวยคุณที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระให้ได้ทุกอย่าง.    และ

จตุตถฌานนั้นได้อำนวยคุณเหล่าใดให้    พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะแสดง

เพียงบางส่วน  (เอกเทศ )   แห่งคุณเหล่านั้น    จึงตรัสคำว่า   โส  เอว

สมาหิเต  จิตฺเต  ดังนี้เป็นต้น.

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

วิชชา  ๒ ในพระสูตรนั้น  (คือปุพเพนิวาสานุสสติญาณและจุตูปปาต-

ญาณ)     มีการพรรณนาไปตามลำดับบทและวิธีเจริญได้กล่าวไว้แล้วอย่าง

พิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.       แท้จริงในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกับในที่นี้มี

ความแปลกกันแห่งเดียวเท่านั้นดังนี้     คือในวิสุทธิมรรคนั้นท่านกล่าวบท


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 310

กิริยาไว้ว่า  โส  เอว   สมาหิเต  จิตฺเต   ฯ เป ฯ  อภินินฺนาเมติ  (แต่)

ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบทกิริยาไว้ว่า   อภินินฺนาเมสึ.   และวาระ

ว่าด้วยอัปปนาอย่างนี้ว่า   อย   โข   เม   พฺราหฺมณ   ก้มิได้มาในคัมภีร์

วิสุทธิมรรคนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  โส  คือ  โส  อห  เราตถาคตนั้น .

บทว่า  อภินินฺนาเมสึ   แปลว่า  นำไปเฉพาะ.   เพราะพระดำรัสว่า

อภินินฺนาเมสึ   ในคำว่า โส  นี้   จึงพึงทราบความหมายอย่างนี้ว่า โส อห

เราตถาคตนั้น.

ก็เพราะเหตุที่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณนี้มาแล้วด้วยอำนาจของพระ

ผู้มีพระภาคเจ้า    ฉะนั้น   จึงพึงทราบการประกอบควานอย่างนี้ในคำนี้ว่า

เราตถาคตนั้นจุติจากภพนั้นแล้วมาอุบัติในภพนี้.        ในคำนี้พึงทราบ

(อธิบายเพิ่มเติมอีก)  ว่า    คำว่า  เราตถาคตนั้นจุติจากภพนั้นแล้ว  เป็น

การพิจารณาของพระโพธิสัตว์ผู้พิจารณาย้อนกลับ  เพราะฉะนั้น  พึงทราบ

ความว่า    ในคำว่า    อิธูปปนฺโน    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาภพ

ดุสิตว่า  เราตถาคตอุบัติในภพดุสิตโน้นก่อนจะมาอุบัติในภพนี้.

บทว่า  ตตฺราปาสึ   เอวนาโม   ความว่า   ในภพดุสิตแม้นั้น  เรา

ตถาคตได้เป็นเทพบุตรนามว่า  เสตเกตุ.

บทว่า  เอวโคตฺโต   คือมีโคตรเดียวกับเทวดาเหล่านั้น.

บทว่า  เอววณฺโณ  คือมีผิวพรรณผุดผ่องดังทองคำ.

บทว่า  เอวนาหาโร  คือมีทิพพสุธาหาร.

บทว่า  เอว  สุขทุกฺขปฏิสเวที  ความว่า เป็นผู้มีปกติเสวยทิพยสุข

อย่างนี้   ส่วนทุกข์มีเพียงทุกข์ประจำสังขารเท่านั้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 311

บทว่า  เอวมายุปริยนฺโต    ความว่า  มีอายุ  ๕๗  โกฏิ  ๖  ล้านปี.

บทว่า  โส  ตโต  จุโต   ความว่า  ตถาคตนั้นจุติจากภพนั้น   คือ

ภพดุสิต.

บทว่า  อิธูปปนฺโน   ความว่า   บังเกิดในภพนี้    คือในพระครรภ์

พระนางสิริมหามายาเทวี.

บทว่า  เม  ในคำว่า อย  โข  เม   พฺราหฺมณ เป็นต้น  คือ  มยา.

บทว่า  วิชฺชา  ความว่า    ที่ชื่อว่า   วิชฺชา   เพราะหมายความว่า

กระทำให้รู้แจ้ง.

ถามว่า   วิชชาทำให้รู้แจ้งซึ่งอะไร  ?

ตอบว่า  ซึ่งขันธ์  ( ภพ )  ที่เคยอยู่อาศัยในชาติก่อน.

บทว่า  อวิชฺชา ความว่า เพราะหมายความว่าไม่ทำให้รู้แจ้งซึ่งขันธ์

ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน  อวิชชา  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า  โมหะ

(ความหลง)  ซึ่งปกปิดขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อนนั้น.

บทว่า  ตโม  ความว่า   โมหะนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก

ว่า  ตมะ  ( ความมืด )  เพราะหมายความว่าปกปิด.

บทว่า  อาโลโก   ความว่า   วิชชานั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

เรียกว่า   อาโลกะ   ( แสงสว่าง )   เพราะหมายความว่าทำแสงสว่างให้.

ก็ในพระดำรัสที่ตรัสมานี้ย่อมมีความหมายดังนี้ว่า   วิชฺชา   อธิคตา

แปลว่า     วิชชาตถาคตได้บรรลุแล้ว.     คำที่เหลือเป็นคำกล่าวสรรเสริญ.

อนึ่ง  ในพระดำรัสตอนนี้มีการประกอบความดังนี้ว่า  วิชชานี้แลเราตถาคต

ได้บรรลุแล้ว     เมื่อเราตถาคตนั้นได้บรรลุวิชชาแล้ว     อวิชชาจึงถูกขจัด

อธิบายว่า  พินาศไป.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 312

ถามว่า   เพราะเหตุไร  อวิชชาจึงพินาศไป ?

ตอบว่า  เพราะวิชชาเกิดขึ้น.

แม้ในสองบทนอกนี้ก็นัยนี้.

บทว่า    ยถา    ในคำว่า    ยถาต    ใช้ในความหมายว่า    อุปมา

(เปรียบเทียบ).

บทว่า  ต  เป็นนิบาต.  บุคคลชื่อว่าไม่ประมาท  เพราะความไม่อยู่

ปราศจากสติ   ชื่อว่ามีความเพียรเครื่องเผากิเลสด้วยธรรมเครื่องทำกิเลสให้

เร่าร้อนทั่วคือวิริยะ  ชื่อว่า  มีตน  (จิต )  อันส่งไปแล้ว   เพราะไม่มีความ

ห่วงใยในร่างกายและชีวิต.

บทว่า   ปหิตตฺตสฺส   ความว่า    มีตนอันส่งไปแล้ว.    มีอธิบาย

(เพิ่มเติม) ดังนี้ว่า  เมื่อโยคาวจรบุคคลไม่ประมาท  มีความเพียรเครื่องเผา

กิเลส   มีตนส่งไปอยู่   อวิชชาพึงถูกกำจัด  วิชชาพึงเกิดขึ้น   ความมืดพึง

ถูกกำจัด  แสงสว่างพึงเกิดขึ้นฉันใด  สำหรับเราตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน

อวิชชาถูกขจัดแล้ว    วิชชาก็เกิดขึ้น     ความมืดถูกขจัดแล้ว     แสงสว่าง

ก็เกิดขึ้น  เราตถาคตได้ผลที่สมควรกับการบำเพ็ญเพียรนั้น.

กถาว่าด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณจบ.

กถาว่าด้วยจุตูปปาตญาณ

[๔๙]   ในกถาว่าด้วยจุตูปปาตญาณพึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้

ก็เพราะเหตุที่ในที่นี้   บาลีมาแล้วด้วยอำนาจพระผู้มีพระภาคเจ้า   ฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  ปสฺสามิ   ปชานามิ   (เราตถาคตเห็นอยู่


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 313

รู้อยู่ ).   ความแปลกกันมีอยู่เท่านี้.   คำที่เหลือเหมือนกับที่ได้กล่าวไว้แล้ว

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเลยทีเดียว.

ก็ในกถานี้  บทว่า  วิชฺชา  ได้แก่วิชชา  คือทิพยจักษุญาณ.

บทว่า  อวิชฺชา   ได้แก่อวิชชาที่ปกปิดจุติและปฏิสนธิของสัตว์

ทั้งหลาย.   คำที่เหลือเหมือนกับที่กล่าวมาแล้วทีเดียว.

ก็เพราะเหตุที่พระมหาสัตว์ทั้งหลายได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว   จึงไม่มี

ความจำเป็นต้องทำบริกรรม   เพราะว่าท่านเหล่านั้นพอน้อมจิตไปเท่านั้น

ก็จะระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในกาลก่อนได้มากมาย      จะเห็นสัตว์ทั้งหลาย

ด้วยทิพยจักษุ    ฉะนั้น วิธีเจริญวิชชาเหล่านั้นเริ่มต้นตั้งแต่ทำบริกรรม

ที่กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น   จึงไม่จำเป็นต้องนำมาแสดงไว้

ในที่นี้.

กถาว่าด้วยอาสวักขยญาณ

[๕๐]   ในวิชชาที่ ๓  พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-

ในคำว่า  โส   เอว   สนาหิเต   จิตฺเต   เราตถาคตนั้น   เมื่อจิต

ตั้งมั่นอย่างนี้แล้ว   จิตที่ตั้งมั่นพึงทราบว่า   คือจตุตถฌานอันเป็นพื้นฐาน

สำหรับเจริญวิปัสสนา.

บทว่า อาสวาน  ขยาณาย  ความว่า  เพื่อประโยชน์แก่อรหัตต-

มรรคญาณ.   แท้จริงอรหัตตมรรคเรียกว่า   ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ

ทั้งหลาย  เพราะทำอาสวะให้พินาศ  และญาณนี้ย่อมมีในอรหัตตมรรคนั้น

เพราะนับเนื่องในอรหัตตมรรคนั้น

สองบทว่า จิตฺต  อภินินฺนาเมสึ  คือน้อมจิตที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา

ไป.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 314

ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า  โส อิท  ทุกฺข  นักศึกษาพึงทราบความหมาย

อย่างนี้ว่า    เราตถาคตได้ทราบคือรู้    ได้แก่แทงตลอดซึ่งทุกขสัจแม้

ทั้งหมดว่า    ทุกข์มีจำนวนเท่านี้     ไม่มียิ่งไปกว่านี้     ตามความเป็นจริง

ด้วยการแทงตลอดลักษณะที่แท้จริง   ได้ทราบ  คือได้รู้  ได้แก่แทงตลอด

ซึ่งตัณหาที่ยังทุกข์นั้นให้เกิดว่า    นี้เป็นทุกขสมุทัย    ได้ทราบ   คือได้รู้

ได้แก่แทงตลอดซึ่งที่ที่ทุกข์และสมุทัยทั้ง  ๒  มาถึงแล้วดับไป          ได้แก่

นิพพานอันเป็นแดนที่ทุกข์และสมุทัยทั่ง  ๒  นั้นไม่เป็นไป     ว่านี้เป็น

ทุกขนิโรธ   ได้ทราบ  คือได้รู้   ได้แก่แทงตลอดซึ่งอริยมรรคที่ให้บรรลุ

นิพพานนั้น     ว่านี้เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา     ตามความเป็นจริงว่า

ด้วยการแทงตลอดลักษณะที่แท้จริง.

มรรค - ผล - ปัจจเวกขณญาณ

ครั้นทรงแสดงสัจจะทั้งหลายโดยสรูปอย่างนี้แล้ว     บัดนี้     เมื่อจะ

ทรงแสดงสัจจะทั้งหลาย   โดยอ้อมด้วยอำนาจกิเลส  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง

ตรัสคำว่า  อิเม   อาสวา  ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า  ตสฺส  เม   เอว  ชานโต   เอว  ปสฺสโต   แปลว่า  เมื่อ

เราตถาคตนั้นรู้อยู่อย่างนี้    เห็นอยู่อย่างนี้.    (ด้วยคำนี้ )    พระผู้มีพระ

ภาคเจ้าตรัสถึงมรรคที่ถึงที่สุดพร้อมทั้งวิปัสสนา.

บทว่า กามาสวา แปลว่า จากกามาสวะ.  ด้วยบทว่า หลุดพ้นแล้ว นี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงขณะแห่งผล.   เพราะว่าจิตกำลังหลุดพ้นใน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 315

ขณะแห่งมรรค.     จัดว่าหลุดพ้นแล้วในขณะแห่งผล.    ด้วยคำว่า    เมื่อ

หลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้วนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปัจจเวก-

ขณญาณ.   ด้วยคำว่า   ชาติสิ้นแล้ว   ดังนี้เป็นต้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า

ย่อมทรงแสดงภูมิของปัจจเวกขณญาณนั้น.   เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงพิจารณาอยู่ด้วยญาณนั้น  จึงทรงทราบว่า  ชาติสิ้นแล้ว  ดังนี้เป็นต้น.

ถามว่า    ก็ชาติไหนของพระผู้มีพระภาคเจ้าสิ้นแล้ว      และพระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงทราบชาตินั้นได้อย่างไร  ?

ตอบว่า  ไม่ใช่ชาติอดีตของพระองค์สิ้นไป   เพราะชาติอดีตนั้นสิ้น

ไปแล้วก่อนทีเดียว  ไม่ใช่ชาติอนาคตของพระองค์สิ้นไป   เพราะพระองค์

ไม่มีความพยายามในอนาคต      ไม่ใช่ชาติปัจจุบันสิ้นไป       เพราะชาติ

ปัจจุบันยังมีอยู่.     แต่ว่าชาติ    ( ความเกิด )   ใด     ซึ่งแยกประเภทเป็น

( ความเกิดของ )   ขันธ์  ๑  ในเอกโวการภพ   ขันธ์  ๔  ในจตุโวการภพ

และขันธ์ ๕  ในปัญจโวการภพจะพึงเกิดขึ้นได้  เพราะยังมิได้ทำ  (อริยะ)

มรรคให้เกิด   ชาตินั้น   ( แหละ )   จัดว่าสิ้นไปแล้ว   เพราะถึงความเป็น

สภาวะที่มีการไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา    เหตุที่ได้ทำ   (อริยะ)   มรรคให้

เกิดมีแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบชาตินั้นโดยทรงพิจารณากิเลสที่ละได้

แล้วด้วยมรรคภาวนา      (การทำมรรคให้เกิดมี)      แล้วทรงทราบอยู่ว่า

เมื่อกิเลสไม่มี     การกระทำแม้จะยังมีอยู่ก็จะไม่ก่อให้เกิดปฏิสนธิอีกต่อไป

ดังนี้แล.

บทว่า     วุสิต     แปลว่า    อยู่แล้ว     คืออยู่จบแล้ว     อธิบายว่า

การทำแล้ว   คือประพฤติแล้ว   ได้แก่สำเร็จแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 316

บทว่า  พฺรหฺมจริย  ได้แก่มรรคพรหมจรรย์.  พระเสขะ ๗  จำพวก

รวมทั้งกัลยาณปุถุชน   ชื่อว่ากำลังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์   พระขีณาสพ

เป็นผู้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์จบแล้ว    เพราะฉะนั้น     พระผู้มีพระ

ภาคเจ้าทรงพิจารณาอยู่ถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของพระองค์     จึง

ทรงทราบว่า  พรหมจรรย์เราตถาคตอยู่จบแล้ว.

บทว่า  กต    กรณีย   ความว่า    กิจทั้ง  ๑๖  อย่าง    คือปริญญา

การกำหนดรู้.  ปหานะ  การละ,   สัจฉิกิริยา  การทำให้แจ้ง,   และภาวนา

การทำให้เกิดมี   ด้วยมรรค  ๔   ในสัจจะ  ๔   อันเราตถาคตให้สำเร็จลง

แล้ว.  เพราะว่า  พระเสขะ  ๗  จำพวกรวมทั้งกัลยาณปุถุชนกำลังทำกิจนั้น

อยู่   ( ส่วน )   พระขีณาสพมีกิจที่ควรท่านั้น  ทำเสร็จแล้ว  เพราะฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอยู่ถึงกิจที่ควรทำของพระองค์จึงทรงทราบ

ว่า   กิจที่ควรทำเราตถาคตได้ทำเสร็จแล้ว.

บทว่า  นาปร   อิตฺถตฺตาย    ความว่า    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

ทราบว่า  บัดนี้  กิจด้วยการทำมรรคให้เกิดมีเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก  คือ

เพื่อเกิดกิจ  ๑๖  อย่าง  หรือเพื่อความสิ้นกิเลสอย่างนี้อีกของตถาคตไม่มี.

อีกอย่างหนึ่ง  บทว่า  อิตฺถตฺตาย     ความว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงทราบว่าขันธสันดาน  (ความสืบต่อแห่งขันธ์)  อย่างอื่นจากความเป็น

อย่างนี้  คือจากประการอย่างนี้    ได้แก่จากความสืบต่อแห่งขันธ์ที่เป็นไป

อยู่ในบัดนี้ของเราตถาคตไม่มี    แต่ขันธ์  ๕ เหล่านั้นอันเราตถาคตกำหนดรู้

อย่างรอบคอบแล้ว    ตั้งอยู่เหมือนต้นไม้รากขาดฉะนั้น     เพราะวิญญาณ

ดวงสุดท้ายดับไป  ขันธ์ ๕ เหล่านั้นก็จักดับเหมือนไฟที่หมดเชื่อฉะนั้น.

บัดนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการบรรลุญาณเป็นที่สิ้น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 317

ไปแห่งอาสวะทั้งหลายนั้น         ซึ่งพระองค์ทรงกำหนดแล้วด้วยปัจจเวก-

ขณญาณอย่างนี้   แก่พราหมณ์   จึงตรัสคำว่า  อย   โข  เม   พฺราหฺมณ

ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   วิชฺชา   ได้แก่วิชชาในอรหัตตมรรค-

ญาณ.

บทว่า  อวิชฺชา    ได้แก่อวิชชาที่ปกปิดสัจจะ  ๔.    คำที่เหลือมีนัย

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทีเดียว

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสงเคราะห์คุณแห่งความเป็น

พระสัพพัญญูแม้ทั้งหมดด้วยวิชชา  ๓  อย่างนี้คือ      ทรงสงเคราะห์อตีตัง-

สญาณด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  ทรงสงเคราะห์ปัจจุปปันนังสญาณและ

อนาคตังสญาณด้วยทิพยจักษุญาณ    (และ)    ทรงสงเคราะห์โลกุตตรคุณ

ทั้งหมดด้วยอาสวักขยญาณ  ด้วยพระดำรัสดังกล่าวมานี้   จัดว่าได้ทรงแสดง

การอยู่อย่างไม่งมงาย   (ธรรมเครื่องอยู่อย่างไม่งมงาย)   ของพระองค์แก่

พราหมณ์.

ประโยชน์ของการอยู่ป่า  ๒  อย่าง

[๕๑]  ได้ยินว่า  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  พราหมณ์

คิดว่า  พระสมณโคดมทรงปฏิญาณความเป็นพระสัพพัญญู  แต่แม้ในวันนี้

พระองค์ก็ยังไม่ยอมทิ้งการอยู่ในป่า  กิจที่ควรทำอะไรๆ  แม้อย่างอื่นของ

พระองค์ยังมีอยู่หรือหนอแล.    ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ

อัธยาศัยของพราหมณ์นั้นแล้วได้ตรัสคำว่า   สิยา   โข   ปน   เต   ดังนี้

เป็นต้น  เพื่อคล้อยตามอัธยาศัย.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 318

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   สิยา   โข   ปน   เต   พฺราหฺมณ

เอวมสฺส  ความว่า  ดูก่อนพราหมณ์   บางครั้งท่านพึงมีความคิดอย่างนี้.

บทว่า   น   โข   ปเนต   พฺราหฺมณ    เอว  ทฏฺพฺพ   ความว่า

ดูก่อนพราหมณ์   ก็แลเมื่อเป็นอย่างนี้   ท่านไม่พึงเห็นอย่างนี้ว่า   การอยู่

ในเสนาสนะอันสงัดของเราตถาคตเป็นเพราะสาเหตุมีความที่ราคะยิ่งไม่

หมดเป็นต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่    (ดังกล่าวมานั้น)

ในการอยู่ในเสนาสนะอันสงัดอย่างนี้แล้ว  เมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุ  (บ้าง)

จึงตรัสคำว่า   เทฺว  โข  อห  ดังนี้เป็นต้น.   ประโยชน์นั่นแหละในคำว่า

อตฺถวเส   นั้น   ชื่อว่า   อำนาจแห่งประโยชน์   เพราะฉะนั้น   ในคำว่า

เทฺว  โข  อห   พฺราหฺมณ  อตฺถวเส  จึงมีคำอธิบายว่า  ดูก่อนพราหมณ์

เราตถาคตแลเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์  ๒ อย่าง   คือเหตุ  ๒  อย่าง.

ในคำว่า   อตฺตโน   จ   ทิฏฺธมฺมสุขวิหาร  (การอยู่อย่างเป็นสุข

ในปัจจุบันของตน)    อัตภาพที่เห็นประจักษ์อยู่นี้     ชื่อว่า    ทิฏฐธรรน

การอยู่ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔อย่างผาสุก  ชื่อว่า สุขวิหาร (การอยู่อย่างเป็นสุข)

พึงทราบอรรถาธิบายนี้ว่า    เพราะว่าคนแต่ละคนมีอิริยาบถอื่น ๆ ทั้งหมด

โดยที่สุดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะสะดวกสบาย    เพราะฉะนั้น การอยู่อย่าง

เป็นสุขของอัตภาพที่เห็นประจักษ์อยู่   จึงชื่อว่า   ทิฏฐธรรมสุขวิหาร.

คำว่า  ปจฺฉิม   ชนต   อนุกมฺปมาโน  (อนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลัง)

พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลังด้วยการอยู่ป่า

อย่างไร  ?


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 319

อธิบายว่า   กุลบุตรทั้งหลายที่บวชด้วยศรัทธาเห็นการอยู่ป่าของ

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพากันคิดว่า    แม้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า    ผู้ซึ่ง

ไม่มีทุกขสัจที่จะต้องกำหนดรู้   ไม่มีสมุทัยสัจที่ต้องละ   ไม่มีมัคคสัจที่ต้อง

ทำให้เกิดมี   ไม่มีนิโรธสัจที่ต้องทำให้แจ้ง   ก็ยังไม่ยอมละทิ้งเสนาสนะป่า

เลย    ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงเราทั้งหลายเล่า    ดังนี้   แล้วจักพากันสำคัญ

เสนาสนะป่าว่าอันตนควรอยู่แท้ทีเดียว    ด้วยอาการอย่างนี้     พวกเขาก็จัก

ทำทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้โดยเร็วพลัน    พระผู้มีพระภาคเจ้า    ชื่อว่าทรง

อนุเคราะห์หมู่ชนรุ่นหลังอย่างนี้แล.  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดง

เนื้อความนี้จึงตรัสว่า  ปจฺฉิมญฺจ  ชนต  อนุกมฺปมาโน  ดังนี้.

ความหมายของศัพท์ว่า  อภิกกันตะ

[ ๕๒]  พราหมณ์ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว    รู้สึกพอใจจึงได้กล่าว

คำว่า  อนุกมฺปิตรูปา  ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  อนุกมฺปิตรูปา   แปลว่า   เป็นชนิดที่

พระโคดมผู้เจริญอนุเคราะห์แล้ว     คือเป็นผู้อันพระโคดมผู้เจริญเกื้อหนุน

แล้วเป็นสภาพ.

บทว่า  ชนตา  แปลว่า  หมู่ชน.

บทว่า ยถาต  อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน  ความว่า (หมู่ชนรุ่นหลัง)

อันพระโคดมผู้เจริญอนุเคราะห์แล้ว        อย่างที่ผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมา

สัมพุทธเจ้าจะพึงอนุเคราะห์.

ก็พราหมณ์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว        เมื่อจะแสดความชื่นชมพระ

ธรรมเทศนานั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก    จึงได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มี-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 320

พระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ     พระดำรัสของพระองค์จับใจ

ยิ่งนัก   พระดำรัสของพระองค์จับใจยิ่งนัก.

ในคำว่า    อภิกฺกนฺต    โภ    โคตม    เป็นต้นนั้น    อภิกกันต

ศัพท์นี้   ใช้ในความหมายว่า  ขยะ  สิ้นไปหมดไป,   ล่วงเลย   สุนทร

ดี  อภิรูปะ  สวยงาม  และ  อัพภนุโมทนะ  ชื่นชมยินดี.

ก็   อภิกกันตศัพท์ที่ใช้ในความหมายว่า   "ขยะ"  (เช่น)    ใน

ประโยคเป็นต้นว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ราตรีล่วงไปแล้ว    ปฐมยาม

ผ่านพ้นไปแล้ว  ภิกษุสงฆ์นั่ง  (คอย)  อยู่นานแล้ว.

ใช้ในความหมายว่า  "สุนทระ"  ( เช่น )  โนประโยคเป็นต้นว่า

บรรดาบุคคล ๔ คนนี้   คนนี้ดีกว่า  และประณีตกว่า.

ใช้ในความหมายว่า  "อภิรูปะ"   (เช่น)   ในประโยคเป็นต้นว่า

ใครช่างรุ่งเรื่องด้วยฤทธิ์และยศ    มีผิวพรรณสวยงาม      ทำทิศทั้งปวงให้

สว่างไสว   (มา)   กราบเท้าของเราตถาคต.

ใช้ในความหมายว่า  "อัพภนุโมทนะ"   (เช่น)    ในประโยค

เป็นต้นว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระดำรัสของพระองค์จับใจยิ่งนัก.

แม้ในที่นี้     อภิกกันตศัพท์ก็ใช้ในความหมาย    แห่ง   "อัพภนุ-

โมทนะ   ชื่นชม,   ยินดี"   เหมือนกัน.   ก็เพราะเหตุที่อภิกกันตศัพท์

ใช้ในความหมายแห่งอัพภนุโนทนะ.    ฉะนั้น    จึงควรทราบว่า    (คำว่า

อภิกฺกนฺต  โภ โคตม) ท่านอธิบายไว้ว่า ได้แก่ สาธุ   สาธุ  โภ  โคตม

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  พระดำรัสของพระองค์ดีแล้ว  ดีแล้ว  พระเจ้าข้า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 321

เหตุผลที่ใช้อภิกกันตศัพท์  ๒  ครั้ง

(นักปราชญ์ได้กล่าวคาถาประพันธ์นี้ไว้ว่า)

ท่านผู้รู้พึงทำการกล่าวซ้ำ   ใน (คำพูดแสดง) ความ

กลัว   (ภเย)  ความโกรธ (  โกเธ )   การสรรเสริญ

(ปสสาย)   ความรีบด่วน   ( ตุริเต)   ความตื่นเต้น

(โกตุหเล)    ความอัศจรรย์ใจ    (อจฺฉเร)    ความ

ร่าเริงยินดี   (หาเส)   ความโศก   (โสเก)   และ

ความเลื่อมใส  (ปาสาเท).

และด้วยลักษณะ  (เหตุผลดังว่ามา) นี้   อภิกกันตศัพท์นี้พึงทราบว่า

พราหมณ์กล่าวไว้ถึง  ๒ ครั้งในที่นี้     ก็ด้วยอำนาจความเลื่อมใสและความ

สรรเสริญ.

อีกอย่างหนึ่ง    บทว่า    อภิกฺกนฺต    แปลว่า    น่าใคร่อย่างยิ่ง

คือน่าปรารถนาอย่างยิ่ง   อธิบายว่า  น่าพอใจอย่างยิ่ง   คือ  ดียิงนัก.   ใน

อภิกกันตศัพท์ทั้ง ๒ นั้น   พราหมณ์ชมเชยเทศนาด้วย   อภิกกันตศัพท์

(ที่มีความหมาย)  อย่างหนึ่ง ประกาศความเลื่อมใสของตนด้วยอภิกกันต-

ศัพท์  (ที่มีความหมาย)  อีกอย่างหนึ่ง.

ก็ในความหมายทั้ง ๒ นี้มีอธิบายดังนี้ว่า       พระธรรมเทศนาของ

พระโคดมผู้เจริญ     น่าจับใจยิงนัก     ความเลื่อมใสของข้าพระองค์อาศัย

ธรรมเทศนาของพระโคดมผู้เจริญก็น่าพอใจยิ่งนัก     หรือไม่ก็พราหมณ์นี้

มุ่งใช้ความหมายทั้ง  ๒    (ไปในการ)     ชมเชยพระดำรัสของพระผู้มี-

พระภาคเจ้าอย่างเดียว.  (คือชมเชยว่า)  พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 322

นับว่าจับใจยิ่งนัก       เพราะยังโทษให้พินาศไป       นับว่าน่าจับใจยิ่งนัก

เพราะให้บรรลุคุณ    อนึ่ง    นักศึกษาพึงประกอบ    (คำว่า)    โภโต

โคตมสฺส   วจน  อภิกฺกนฺต)  เข้ากับบททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า :-

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก   เพราะทำให้เกิด

ศรัทธา  นับว่าจับ ใจยิ่งนัก  เพราะทำให้เกิดปัญญา.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก  เพราะพรั่งพร้อม

ด้วยอรรถะ    (ความหมาย )    นับว่าจับใจยิ่งนัก    เพราะพรั่งพร้อมด้วย

พยัญชนะ.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก   เพราะมีบทง่าย

นับว่าจับใจยิ่งนัก   เพราะมีความหมายลึกซึ้ง.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนักเพราะ (ฟังแล้ว)

รื่นหู  นับว่าจับใจยิ่งนัก  เพราะ  (ฟังแล้ว)  ซึ้งใจ.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก   เพราะไม่ยกตน

นับว่าจับใจยิ่งนัก  เพราะไม่ข่มคนอื่น.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก     เพราะเยือกเย็น

ด้วยพระกรุณา  นับว่าจับใจยิ่งนัก  เพราะผ่องแผ้วด้วยพระปัญญา.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก        เพราะเป็นที่

รื่นรมย์ตามคัลลอง  นับว่าจับใจยิ่งนัก   เพราะทนต่อการถูกโจมตี.

พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญนับว่าจับใจยิ่งนัก        เพราะฟังอยู่

ก็เป็นสุข   นับว่าจับ ใจยิ่งนัก   เพราะใคร่ครวญอยู่ก็เป็นประโยชน์.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 323

อุปมา  ๔  ข้อ

ต่อจากนั้น     พราหมณ์ได้ชมเชยพระธรรมเทศนานั้นแลด้วยอุปมา

๔ ข้อ.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  นิกุชฺชิต  ได้แก่ภาชนะที่วางคว่ำปากลง

หรือที่มีปากอยู่ข้างใต้.

บทว่า  อุกฺกุชฺเชยฺย  ได้แก่พึงหงายปากขึ้น.

บทว่า  ปฏิจฺฉนฺน  ได้แก่ที่เขาปิดไว้ด้วยหญ้าและใบไม้เป็นต้น.

บทว่า   วิวเรยฺย   แปลว่าพึงเปิด.

บทว่า  มุฬฺหสฺส  ได้แก่ (บุคคล)  ผู้หลงทิศ.

บทว่า  มคฺค  อาจิกฺเขยฺย  ความว่า พึงจับที่มือแล้วบอกว่า  นี่ทาง.

บทว่า  อนฺธกาเร  คือในความมืดมีองค์  ๔  (คือมืด)  เพราะวัน

แรม  ๑๔  ค่ำ   เพราะเป็นเวลาเที่ยงคืน   เพราะป่าทึบ   และเพราะเมฆหนา

บดบัง.

ความหมายของบทที่ไม่ง่ายมีเท่านี้ก่อน.

ส่วนคำอธิบายประกอบความหมายมีดังต่อไปนี้ว่า :-

พระโคดมผู้เจริญผู้ยังข้าพระองค์ผู้เบือนหน้าหนีจากสัทธรรม  ตกไป

ในอสัทธรรม  ให้พ้นมาจากอสัทธรรม  เหมือนใคร ๆ พึงหงายของที่คว่ำ

ขึ้นฉะนั้น ผู้เปิดเผยศาสนาซึ่งถูกปิดบังไว้ด้วยรกชัฏ  คือมิจฉาทิฏฐิ  จำเดิม

แต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า  กัสสปะ อันตรธานไป

เหมือนใคร ๆ   พึงเปิดของที่ถูกปิดบังออกฉะนั้น   ผู้บอกทางสวรรค์และ

นิพพานแก่ข้าพระองค์ผู้เดินหลงไปสู่ทางสายต่ำ  คือทางที่ผิด เหมือนใครๆ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 324

บอกทางแก่คนหลงทางฉะนั้น   ชื่อว่า   ได้ทรงประกาศธรรมะไว้แล้วโดย

อเนกปริยายแก่ข้าพระองค์      เพราะทรงประกาศไว้แล้ว โดยปริยายเหล่านี้

โดยทรงส่องแสงสว่างคือพระธรรมเทศนาอันกำจัดเสียซึ่งความมืด       คือ

โมหะที่ปกปิดพระรัตนตรัยนั้นไว้   แก่ข้าพระองค์ผู้จมดิ่งลงไปในความมืด

คือโมหะ      มองไม่เห็นรูปพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น     เหมือน

ใคร ๆ พึงส่องแสงเพลิงในที่มืดฉะนั้น.

พราหมณ์ครั้นชมเชยพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว   มีจิตเลื่อมใสใน

พระรัตนตรัย    เพราะเทศนานี้     เมื่อจะทรงทำอาการของบุคคลผู้เลื่อมใส

จึงกล่าวคำว่า  เอสาห  ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   เอสาห    ตัดบทเป็น   เอโส  อห

(ข้าพระองค์นั่น ).

หลายบทว่า  ภวนฺต  โคตม  สรณ  คจฺฉามิ    ความว่า   ข้าพเจ้า

ขอถึง  ขอคบ  ขอเสพ  ขอเข้าไปนั่งใกล้พระโคดมผู้เจริญด้วยความประสงค์

นี้ว่า  ขอพระโคคมผู้เจริญจงเป็นที่ระลึก  เป็นที่พึ่ง  เป็นผู้ทำลายความทุกข์

และเป็นผู้สรรค์สร้างประโยชน์สุขให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด    อีกอย่าง

หนึ่งความว่า  ข้าพระองค์รู้  คือทราบอยู่อย่างนี้.    เพราะว่า  ธาตุเหล่าใด

แปลว่า "ไป"   ธาตุเหล่านั้นก็ย่อมแปลว่า  "รู้"  ได้ด้วย.  เพราะฉะนั้น

บทว่า     คจฺฉามิ    นี้    พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวความหมายไว้ดังนี้ว่า

ชานามิ  พุชฺณามิ  (รู้อยู่ทราบอยู่).

ก็ในคำว่า  ธมฺมญฺจ  ภิกฺขุสงฺฆญฺจ   นี้พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-

ที่ชื่อว่า  ธรรม  เพราะมีความหมายว่า    ทรงไว้ซึ่งบุคคลทั้งหลาย

ผู้ได้บรรลุ  (อริย)  มรรค  ผู้ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธแล้ว  ( และ)  ผู้ปฏิบัติ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 325

ตามคำที่พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอนเป็นประจำมิให้ตกไปในอบาย  ๔. ธรรม

นั้น   เมื่อว่าโดยความหมาย   ก็ได้แก่ อริยมรรคและนิพพาน.  สมจริงด้วย

พระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมะที่เป็น

สังขตะ   (ถูกปัจจัยปรุงแต่ง )   มีอยู่เท่าใด   อริยมรรคมีองค์ ๘    ตถาคต

กล่าวว่า   เป็นยอดแห่งธรรมที่เป็นสังขตะเหล่านั้น   ความพิสดารเป็นดังว่า

มานี้.      และไม่ใช่แต่อริยมรรคและนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น     (ที่ชื่อว่า

ธรรม )    โดยที่แท้แล   แม้ประยัติธรรมพร้อมทั้งอริยผลทั้งหลาย  (ก็ชื่อว่า

ธรรม )    สมจริงดังคำที่เทพบุตรกล่าวไว้ในฉัตตมาณวกวิมานวัตถุว่า

ท่านจงเข้าถึงธรรมนี้ซึ่งเป็นธรรมสำหรับสำรอกราคะ

ไม่หวั่นไหว    ไม่มีความโศก    ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง

ไม่ปฏิกูล       เป็นธรรมอันไพเราะที่พระพุทธเจ้าทรง

เชี่ยวชาญแล้ว      ทั้งยังได้ทรงจำแนกไว้เรียบร้อย

เพื่อเป็นที่ระลึกที่พึ่งเถิด.

ในคาถานี้พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-

บทว่า  เป็นธรรมสำหรับสำรอกราคะ    คือเทพบุตรกล่าวถึงมรรค.

บทว่า  เป็นธรรมไม่หวั่นไหว  ไม่มีความโศก    คือเทพบุตรกล่าว

ถึงผล.

บทว่า  เป็นธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง        คือเทพบุตรกล่าวถึง

นิพพาน.

บทว่า    ไม่ปฏิกูล     เป็นธรรมอันไพเราะ     ที่พระพุทธเจ้าทรง

เชี่ยวชาญแล้วทั้งยังได้ทรงจำแนกไว้เรียบร้อยนี้      คือ   เทพบุตรกล่าวถึง


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 326

พระธรรมขันธ์ทั้งหมดที่ทรงจำแนกไว้เป็นพระไตรปิฎก.

ที่ชื่อว่า  สังฆะ  (สงฆ์)  เพราะหมายความว่า  รวมกันด้วยเครื่อง

รวมคือทิฏฐิและศีล.  สงฆ์นั้น   เมื่อว่าโดยความหมาย    คือหมู่พระอริย-

บุคคล   ๘ จำพวก.   สมจริงดังคำที่เทพบุตรกล่าวไว้ในคัมภีร์วิมานวัตถุนั้น

เองว่า

ก็บัณฑิตกล่าวทานที่บุคคลถวายแล้วในบุคคล  ๔  คู่

เหล่าใด  ซึ่งเป็นคู่บุคคลที่สะอาด  บุคคล  ๔  คู่เหล่านั้น

คือบุคคล  ๘  จำพวก  ซึ่งเป็นผู้เห็นธรรม ขอท่านจง

เข้าถึงพระสงฆ์นี้เพื่อเป็นที่ระลึกที่พึ่งเถิด.

หมู่แห่งภิกษุทั้งหลายชื่อว่า   ภิกษุสงฆ์.    พราหมณ์ได้ประกาศการ

ถึงสรณะทั้ง ๓ ด้วยถ้อยคำมีเพียงเท่านี้.

สรณคมน์

บัดนี้    เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในสรณคมน์เหล่านั้นจึงควรทราบวิธีนี้

คือ  สรณะ  การถึงสรณะ  ผู้ถึงสรณะ  ประเภทแห่งการถึงสรณะ ผลแห่ง

การถึงสรณะ   สังกิเลส  (ความเศร้าหมอง )    และเภทะ  ( ความหมด

สภาพ).

ถามว่า  วิธีนี้มีความหมายเป็นอย่างไรบ้าง ?

ตอบว่า  ควรทราบความหมายโดยความหมายเฉพาะบทก่อน.  ที่ชื่อ

ว่า  สรณะ  เพราะหมายความว่า  เบียดเบียน  อธิบายว่า  ย่อมกำจัด  คือ

ทำความกลัว  ความหวาดสะดุ้ง   ความทุกข์   กิเลสที่เป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 327

ของบุคคลผู้ถึงสรณะให้พินาศไปด้วยการถึงสรณะนั้นแล.    คำว่า  สรณะ

นั่นเป็นชื่อเรียกพระรัตนตรัย.

อีกอย่างหนึ่ง   ที่ชื่อว่า  พุทธะ   เพราะหมายความว่า    ขจัดซึ่งภัย

ของสัตว์ทั้งหลายโดยทำสัตว์ทั้งหลายให้เป็นไปในประโยชน์เกื้อกูลและถอย

กลับจากสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์เกื้อกูล.

ที่ชื่อว่า  ธรรม     เพราะทำสัตว์ทั้งหลายให้ช่วยข้ามพ้นจากกันดาร

คือภพและเพราะให้ความเบาใจแก่สัตว์ทั้งหลาย      ที่ชื่อว่า   สงฆ์  เพราะ

ทำสักการะทั้งหลายแม้เป็นของน้อยค่าให้ได้รับผลอันไพบูลย์  เพราะฉะนั้น

พระรัตนตรัยจึงชื่อว่า  สรณะ  โดยบรรยายนี้ด้วย.

จิตตุปบาท  (ความเกิดความคิดขึ้น)  ที่มีกิเลสอันถูกขจัดแล้วด้วย

ความเป็นผู้เคารพเลื่อมใสในสรณะนั้น       อันเป็นไปโดยอาการที่มีความ

เคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้นเป็นเบื้องหน้า  ชื่อว่า  สรณคมน์.

สัตว์ผู้พรั่งพร้อมด้วยสรณคมน์นั้น     ชื่อว่า  ถึงสรณะ.  อธิบายว่า

ย่อมเข้าถึงรัตนะทั้ง ๓ เหล่านี้ว่าเป็นสรณะ     (ที่ระลึก  ที่พึ่ง)    ว่าเป็น

ปรายนะ (เครื่องนำทาง) ด้วยจิตตุปบาทมีประการดังกล่าวแล้ว. นักศึกษา

พึงทราบ  สรณะ  การถึงสรณะ  และผู้ถึงสรณะ  ทั้ง ๓ อย่างนี้ก่อน.

ประเภทแห่งการถึงสรณะ

ส่วนในประเภทแห่งการถึงสรณะ      (การถึงสรณะมีกี่ประเภท)

พึงทราบอธิบายต่อไป.        การถึงสรณะมี  ๒ คือ     การถึงสรณะที่เป็น

โลกุตตระ ๑  การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะ ๑.  ในสองอย่างนั้น  การถึงสรณะ

ที่เป็นโลกุตตระของบุคคลผู้เห็นสัจจะแล้ว  เมื่อว่าโดยอารมณ์ย่อมมีนิพพาน

เป็นอารมณ์  เมื่อว่าโดยกิจย่อมสำเร็จได้ในพระรัตนตรัยแม้ทั้งสิ้น   เพราะ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 328

ตัดขาดกิเลสที่เป็นเหตุขัดขวางการถึงสรณะได้ในขณะแห่งมรรค.  (ส่วน)

การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะของปุถุชน  เมื่อว่าโดยอารมณ์  ย่อมมีพระพุทธคุณ

เป็นต้นเป็นอารมณ์      สำเร็จได้ด้วยการข่มกิเลสที่เป็นเหตุขัดขวางการถึง

สรณะไว้ได้.   การถึงสรณะนั้น   เมื่อว่าโดยความหมาย   ได้แก่   การได้

ศรัทธาในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น     และสัมมาทิฏฐิที่มีศรัทธา

(ในพระรัตนตรัยนั้น)    เป็นพื้นฐานท่านเรียกว่า  ทิฏฐุชุกรรม  (การ

ทำความเห็นให้ตรง )  ( ซึ่งอยู่ )  ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐.

การถึงสรณะแบบนี้นั้นมีอยู่   ๔ อย่างคือ  (การถึง)  ด้วยการมอบ

ตน ๑  ด้วยการมีพระรัตนตรัยนั้นเป็นเครื่องนำทาง ๑   ด้วยการยอมเป็น

ศิษย์  ๑  ด้วยการถวายมือ  ( การประนมมือทำความเคารพ)  ๑.

ใน   ๔ อย่างนั้น  ที่ชื่อว่า  การมอบตน    ได้แก่   การยอมสละตน

แด่พระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น     ( ด้วยการกล่าว )     อย่างนี้ว่า

นับแต่วันนี้เป็นต้นไป   ข้าพเจ้าขอมอบตนถวายแด่พระพุทธเจ้า    แด่พระ

ธรรม   และแด่พระสงฆ์.

ที่ชื่อว่า  การมีพระรัตนตรัยนั้นเป็นเครื่องนำทาง   ได้แก่  การที่มี

พระรัตนตรัยนั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า (ด้วยการพูด) อย่างนี้ว่า นับตั้งแต่

วันนี้เป็นต้นไป     ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า      ข้าพเจ้าขอมีพระ

พุทธเจ้าเป็นผู้นำทาง    ขอมีพระธรรมเป็นผู้นำทาง    ขอมีพระสงฆ์เป็นผู้

นำทาง.

ที่ชื่อว่า  การถวายมือ     ได้แก่  การทำความนอบน้อมอย่างสูงใน

พระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น    ( ด้วยการพูด)  อย่างนี้ว่า  นับตั้งแต่


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 329

วันนี้เป็นต้นไป     ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า    ข้าพเจ้าขอทำการ

กราบไหว้    การลุกรับ    การประนมมือ    การทำความนอบน้อมแด่พระ

รัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั่นแล.

ก็บุคคลเมื่อทำอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง       ในบรรดาอาการทั้ง  ๔

อย่างนี้    จัดว่าได้รับการถึงสรณะแล้วทีเดียว.

อีกอย่างหนึ่ง   พึงทราบการมอบคน  ( ด้วยการพูด)  แม้อย่างนี้ว่า

ข้าพเจ้าขอสละตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า     แด่พระธรรม   ( และ)   แต่

พระสงฆ์      ข้าพเจ้าขอสละชีวิตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า      แด่พระธรรม

(และ)   แด่พระสงฆ์     ข้าพเจ้าสละคนแล้วทีเดียวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

แด่พระธรรม ( และ) แด่พระสงฆ์ข้าพเจ้าสละชีวิตแล้วทีเดียวแด่พระผู้มี

พระภาคเจ้า  แด่พระธรรม ( และ ) แด่พระสงฆ์  ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า

(พระธรรมและพระสงฆ์)     ว่าเป็นสรณะ    โดยขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

ขอพระพุทธเจ้า  ( พระธรรมและพระสงฆ์ )   จงเป็นที่ระลึกที่พึ่ง  เป็นที่

อาศัย  เป็นที่ต้านทานของข้าพเจ้า.

พึงเห็นการเข้าถึงความเป็นศิษย์   (การยอมตัวเป็นศิษย์ )  เหมือน

การเข้าถึงความเป็นศิษย์ในการถึงสรณะของพระมหากัสสปะ   (ด้วยการ

พูด)  แม้อย่างนี้ว่า  ขอข้าพเจ้าพึงได้พบพระศาสดา   พึงได้พบพระผู้มี-

พระภาคเจ้า  ขอข้าพเจ้าพึงได้พบพระสุคต  พึงได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า

ขอข้าพเจ้าพึงได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   พึงได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พึงทราบความที่มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นเครื่องนำทาง  (เป็นที่ไปใน

เบื้องหน้า)       เหมือนการถึงสรณะของชนทั้งหลายมีอาฬวกยักษ์เป็นต้น

( ด้วยการพูด )   แม้อย่างนี้ว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 330

ข้าพเจ้านั้นจักเที่ยวไปจากหมู่บ้าน   (นี้)   สู่หมู่บ้าน

(โน้น)  จากเมือง (นี้ )  สู่เมือง (โน้น)  (เพื่อ)

นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า       ความเป็นธรรม

ที่ดีแห่งพระธรรม   (และความเป็นสงฆ์ที่ดีแห่งพระ-

สงฆ์).

พึงเห็นการพนมมือไหว้   แม้อย่างนี้ว่า   ครั้งนั้นแล  พราหมณ์ชื่อ

พรหมายุ    ลุกขึ้นจากที่นั่งทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้วซบศีรษะลงแทบ

พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า     จูบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ด้วยปาก     นวดเฟ้นด้วยฝ่ามือแล้วประกาศชื่อว่า   ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ

ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์ชื่อ พรหมายุ  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  ข้าพระองค์

เป็นพราหมณ์ชื่อพรหมายุ.

ก็การพนมมือไหว้นั้นมีอยู่  ๔  อย่าง คือ (ถวายมือ)  เพราะเป็นญาติ

เพราะความกลัว     เพราะเป็นอาจารย์     และเพราะเป็นทักขิไณยบุคคล.

บรรดาการพนมมือไหว้  ๔  อย่างนั้น การถึงสรณะมีได้ด้วยการพนมมือไหว้

เพราะเป็นทักขิไณยบุคคล   ไม่ใช่เป็นด้วยเหตุ  ๓  อย่างนอกจากนี้.

เพราะว่า    สรณะอันบุคคลย่อมรับได้ด้วยบุคคลผู้ประเสริฐสุด   จะ

หมดสภาพไป   (กำหมด )     ด้วยอำนาจบุคคลผู้ประเสริฐสุดเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น  บุคคลใดจะมีเชื้อสายเป็นศากยะหรือเป็นโกลิยะก็ตาม  ถวาย

บังคม  (พระพุทธเจ้า )  ด้วยสำคัญว่า  พระพุทธเจ้าเป็นพระญาติของเรา

ทั้งหลาย     บุคคลนั้นยังไม่จัดว่าได้รับสรณะเลย.    หรือว่าบุคคลใดถวาย

บังคมพระพุทธเจ้าด้วยความกลัวว่า      พระสมณโคดมเป็นผู้อันพระราชา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 331

บูชาแล้ว    มีอานุภาพมาก     เมื่อเราไม่ไหว้จะพึงทำความเสียหายให้แก่เรา

ได้  บุคคลนั้นก็ยังไม่จัดว่าได้รับสรณะเหมือนกัน.     แม้บุคคลใคร่ระลึกถึง

คำสอนบางอย่างที่ได้เรียนในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า      เมื่อครั้งที่

พระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่    หรือในพุทธกาลได้เรียนคำสอนทำนอง

นี้ว่า

บุคคลควรใช้สอย   เลี้ยงชีวิตด้วยทรัพย์ส่วนหนึ่ง

ลงทุนทำงานด้วยทรัพย์สองส่วน     และส่วนที่สี่ควร

เก็บไว้ (เพราะมันจะอำนวยประโยชน์ได้)  เมื่อคราว

มีความจำเป็นต้องใช้

(เกิดความเลื่อมใส)   ถวายบังคมด้วยความรู้สึกว่า    พระองค์เป็น

พระอาจารย์ของเรา  บุคคลนั้นก็ชื่อว่ายังไม่ได้รับสรณะเหมือนกัน.

ส่วนบุคคลใดถวายบังคมด้วยความสำคัญว่า    พระพุทธเจ้าทรงเป็น

อัครทักขิไณยบุคคลในโลก   บุคคลนั้นแลจัดว่าได้รับสรณะแล้ว.   อุบาสก

หรืออุบาสิกาผู้ได้รับสรณะอย่างนี้แล้วจะไหว้ญาติแน้ที่บวชในสำนักอัญญ-

เดียรถีย์ด้วยความรู้สึกว่า    ท่านผู้นี้เป็นญาติของเรา   ดังนี้  การถึงสรณะ

ก็ยังไม่หมดสภาพไป   (ไม่เสีย)   จะป่วยกล่าวไปไยถึงบุคคลหรืออุบาสิกา

ผู้ไหว้ญาติที่ยังไม่บวชเล่า.

สำหรับอุบาสกหรืออุบาสิกาผู้ถวายบังคมพระราชาก็เหมือนกัน  คือ

ถวายบังคมด้วยอำนาจความกลัวว่า     พระราชาพระองค์นั้นเพราะเป็นผู้ที่

ชาวแว่นแคว้นบูชากันแล้ว    เมื่อเราไม่ถวายบังคมก็จะทรงทำความเสียหาย

ให้แก่เราไค้ ดังนี้  การถึงสรณะก็ยังไม่หมดสภาพไป (ยังไม่เสีย )  เหมือน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 332

เมื่อบุคคลแม้ไหว้เดียรถีย์   ผู้ให้การศึกษาศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยคิดว่า

ผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา    การถึงสรณะ    ก็ยังไม่หมดสภาพไป     ฉะนั้น

นักศึกษาพึงทราบประเภทแห่งการถึงสรณะอย่างนี้แล.

ก็การถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระในที่นี้   มีสามัญญผล  ๔  เป็นวิบากผล

มีความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งมวลเป็นอานิสงสผล.      สมด้วยพระดำรัสที่พระ

พุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ก็บุคลใดถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์

ว่าเป็นสรณะ  (ที่ระลึก  ที่พึ่ง)    บุคคลนั้นย่อมเห็น

อริยสัจ  ๔  ด้วยปัญญาอันชอบ  คือ  ย่อมเห็นทุกข์

เหตุเกิดของทุกข์     ความดับทุกข์     และอริยมรรค

มีองค์  ๘  ซึ่งเป็นทางให้เข้าถึงความดับทุกข์  สรณะ

(ที่ระลึก  ที่พึ่ง) อย่างนั้นแลจังจะเป็นสรณะอันเกษม

เป็นสรณะอันสูงสุด   เพราะอาศัยสรณะนั่น    บุคคล

จึงหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้.

อีกอย่างหนึ่ง        พึงทราบอานิสงสผลของการถึงสรณะนั่นแม้ด้วย

อำนาจแห่งเหตุมีการไม่เข้าไปยึดถือ       โดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น .

สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  มิใช่ฐานะ  มิใช่โอกาส   (เป็นไปไม่ได้เลย )

ที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ    จะพึงเข้าไปยึดถือสังขารอะไร ๆ ว่า  เที่ยง

ว่า  เป็นสุข  จะพึงเข้าไปยึดถือธรรมอะไร ๆ  ว่า  เป็นอัตตา   จะพึงปลง

ชีวิตมารดา   จะพึงปลงชีวิตบิดา   จะพึงปลงชีวิตพระอรหันต์   จะพึงเป็น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 333

ผู้มีจิตชั่วร้ายยังโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ   จะพึงทำลายสงฆ์   จะพึงอ้าง

ศาสดาอื่น  ฐานะอย่างนี้จะมีไม่ได้.

ส่วนการถึงสรณะที่เป็นโลกิยะย่อมมีภพสมบัติและโภคสมบัติเป็นผล

เหมือนกัน.   สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

บุคคลที่ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะจักไม่ไปสู่อบาย-

ภูมิ  ครั้นละร่างกายที่เป็นมนุษย์แล้ว  จักยังกายทิพย์

ให้บริบูรณ์  ( เกิดในหมู่เทพ).

แม้เรื่องอื่นท่านก็กล่าวไว้.   ( คือ)     คราวครั้งนั้นแล   ห้าวสักกะ

จอมเทพพร้อมด้วยเทวดาแปดหมื่นได้เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะ.

พระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทพ   ผู้ประทับยืนอยู่  ณ

ที่สมควรส่วนข้างหนึ่งดังนี้ว่า    ขอถวายพระพรพระองค์ผู้จอมเทพ    การ

ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ   เป็นการดีแท้    เพราะการถึงพระพุทธเจ้าว่า

เป็นสรณะ   เป็นเหตุแล   สัตว์บางพวกในโลกนี้ตายแล้ว    จึงได้ไปเกิดใน

สุคติโลกสวรรค์อย่างนี้   สัตว์เหล่านั้น   ( เกิดเป็นเทวดาแล้ว )    ย่อมเด่น

ล้ำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐   คือ    ด้วยอายุอันเป็นทิพย์    วรรณะอัน

เป็นทิพย์  สุขอันเป็นทิพย์   ยศอันเป็นทิพย์   ความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์

รูปอันเป็นทิพย์    เสียงอันเป็นทิพย์   กลิ่นอันเป็นทิพย์    รสอันเป็นทิพย์

โผฏฐัพพะอันเป็นทิพย์.   ใน  ( การถึง)    พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็น

สรณะ  ก็นัยนี้.   อีกอย่างหนึ่ง   พึงทราบผลอันสำคัญของการถึงสรณะแม้

ด้วยอำนาจแห่งสูตรมีเวลามสูตรเป็นต้น .      พึงทราบผลแห่งการถึงสรณะ

อย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 334

ในการถึงสรณะ  ๒  อย่างนั้น   การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะย่อมเศร้า.

หมองด้วยเหตุทั้งหลายมีความไม่รู้  ความสงสัย  และความรู้ ( ความเข้าใจ)

ผิดเป็นต้นในพระรัตนตรัย         เป็นการถึงสรณะที่ไม่มีความรุ่งเรื่องมาก

ไม่กว้างไกลมาก.   (ส่วน)   การถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระไม่มีความเศร้า-

หมอง.

การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะมีการหมดสภาพอยู่  ๒  อย่างคือ  การหมด

สภาพ  (เภโท)  แบบมีโทษ ๑  การหมดสภาพแบบไม่มีโทษ ๑.  ในการ

หมดสภาพทั้งสองนั้น      การหมดสภาพแบบมีโทษย่อมมีด้วยเหตุทั้งหลาย

มีการมอบตนในศาสดาอื่นเป็นต้น        การหมดสภาพแบบนั้นมีผลไม่น่า

ปรารถนา.    การหมดสภาพแบบไม่มีโทษในเพราะการทำกาลกิริยา   การ

หมดสภาพแบบนั้นไม่มีผลเพราะไม่มีวิบาก. แต่การถึงสรณะแบบโลกุตตระ

ไม่มีการหมดสภาพเลย.      จริงอยู่     พระอริยสาวก     (คายแล้วไปเกิด )

แม้ในภพอื่นก็จะไม่ยอมยกย่องคนอื่นว่าเป็นศาสดา  ( แทนพระพุทธเจ้า).

พึงทราบความเศร้าหมอง และการหมดสภาพของการถึงสรณะดังพรรณนา

นาฉะนี้.

อุบาสก

บทว่า  อุปาสก   ม  ภว โคตโม  ธาเรตุ   ความว่า   ขอพระโคดม

ผู้เจริญจงจำ   อธิบายว่า   จงรู้จักข้าพเจ้าอย่างนี้ว่า   ผู้นี้เป็นอุบาสก.

ก็ในที่นี้เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในวิธีแสดงตนเป็นอุบาสกจึงควรทราบ

ข้อปลีกย่อยนี้ว่า อุบาสกคือใคร ?   เพราะเหตุไร  จึงเรียกว่า  อุบาสก ?


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 335

อุบาสกนั้นมีศีลเป็นอย่างไร ?    มีอาชีพเป็นอย่างไร ?      มีวิบัติเป็น

อย่างไร  ?   มีสมบัติเป็นอย่างไร  ?

ในข้อปลีกย่อยเหล่านั้น  ที่ว่า  อุบาสกคืออะไร ?   ได้แก่ คฤหัสถ์

คนใดคนหนึ่งผู้ถึงไตรสรณะ.     สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ดังนี้ว่า   ดูก่อนมหานาม    เมื่อใดแลอุบาสกถึงพระพุทธเจ้า    พระธรรม

(และ)  พระสงฆ์  ว่าเป็นสรณะ  ดูก่อนมหานาม  บุคคลย่อมเป็นอุบาสก

ด้วยอาการเท่านี้แล.

ที่ว่า   เพราะเหตุไร   จึงเรียกว่า   อุบาสก  ?      ได้แก่  เพราะเข้า

ไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย.  จริงอยู่บุคคลนั้น  ชื่อว่า  อุบาสก  เพราะเข้าไป

นั่งใกล้พระพุทธเจ้า  พระธรรม  ( และ )  พระสงฆ์.

ที่ว่า  อุบาสกนั้นมีศีลเป็นอย่างไร  ?      ได้แก่  เจตนาเป็นเครื่อง

งดเว้น ๕ อย่าง.   สมจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า   ดูก่อนมหานาม

เมื่อใดแล    อุบาสกเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาท    จากอทินนาทาน    จาก

กาเมสุมิจฉาจาร    จากมุสาวาท    ( และ )     จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความ

ประมาท    คือน้ำเมา   อันได้แก่สุราและเมรัย   ดูก่อนมหานาม   อุบาสก

ย่อมเป็นผู้มีศีลด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.

ที่ว่า   มีอาชีพเป็นอย่างไร ?  ได้แก่ การละการค้าขายผิด ๕ อย่าง

แล้วเลี้ยงชีวิตโดยชอบธรรม      สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ดังนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้ อันอุบาสกไม่ควร

ทำ  ๕ อย่างมีอะไรบ้าง   คือ  การค้าขายศัสตราวุธ ๑   การค้าขายสัตว์  ๑

การค้าขายเนื้อ  ๑   การค้าขายน้ำเมา ๑   การค้าขายยาพิษ ๑    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย   การค้าขาย ๕ อย่างนี้แล   อุบาสกไม่ควรทำ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 336

ที่ว่า   มีวิบัติเป็นอย่างไร ?    ได้แก่  ความวิบัติแห่งศีลและอาชีวะ

ของอุบาสกนั้นนั่นแลอันใด  อันนี้เป็นความวิบัติของอุบาสกนั้น.  อีกอย่าง

หนึ่ง      อุบาสกนั้นเป็นคนจัณฑาลและเศร้าหมองด้วยมลทินต่าง ๆ  ด้วย

วิบัติอันใด   แม้วิบัตินั้นก็พึงทราบว่า   เป็นวิบัติของอุบาสกนั้น ๆ.  และ

ความเป็นคนจัณฑาลนั้น        เมื่อว่าโดยความหมาย      ก็ได้แก่ธรรม ๕

ประการมีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น.     เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าตรัส

ไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างย่อมเป็น

อุบาสกจัณฑาล   เป็นอุบาสกมีมลทิน    เป็นอุบาสกมีความเศร้าหมองและ

เป็นอุบาสกต่ำช้า.   ธรรม ๕ ประการอะไรบ้าง  (คือ)  เป็นผู้ไม่มีศรัทธา

(ในพระรัตนตรัย) ๑    เป็นคนทุศีล ๑    เป็นคนถือมงคลตื่นข่าว    คือ

เชื่อมงคล    ( ฤกษ์,   ยาม )     ไม่เชื่อกรรม  ๑    แสวงหาทักขิไณยบุคคล

นอกจากศาสนานี้    (พุทธศาสนา ) ๑   บำเพ็ญกุศลในศาสนานั้น ๑.

ที่ว่า    มีสมบัติเป็นอย่างไร ?     ได้แก่  ความถึงพร้อมด้วยศีลและ

ความถึงพร้อมด้วยอาชีวะของอุบาสกนั้นชื่อว่า  สมบัติ.     อนึ่ง  ธรรม  ๕

ประการมีศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นต้นของอุบาสกนั้นเหล่าใด      ธรรม

๕  ประการเหล่านั้นชื่อว่า  สมบัติ.    เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  อย่างย่อมเป็นอุบาสก

แก้ว  เป็นอุบาสกดอกปทุม  และเป็นอุบาสกดอกบุณฑริก.  ธรรม ๕ อย่าง

มีอะไรบ้าง   ( คือ )  เป็นผู้มีศรัทธา  ( ในพระรัตนตรัย ) ๑  เป็นผู้มีศีล ๑

เป็นคนไม่ถือมงคลตื่นข่าว   คือ เชื่อกรรม   ไม่เชื่อมงคล  ๑   ไม่แสวงหา

ทักขิไณยบุคคลนอกพุทธศาสนานี้  ๑  บำเพ็ญกุศลในพุทธศาสนานี้ ๑.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 337

ความหมายของ  "อัคคะ"  ศัพท์

อัคคะ   ศัพท์นี้ในคำว่า  อชฺชตคฺเค  นี้  ย่อมใช้ในอรรถว่า เบื้องต้น

(อาทิ)  เบื้องปลาย  (โกฏิ)  ส่วน  (โกฏฺาส)  และประเสริฐที่สุด

(เสฏฺ)  ก็อัคคะ   ศัพท์ใช้ในอรรถว่า

-   เบื้องต้น ( เช่น ) ในประโยคเป็นต้นว่า  แน่ะนายประตูเพื่อนรัก

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าพเจ้าขอปิดประตูสำหรับพวกนิครนถ์.

เบื้องปลาย  ( เช่น )  ในประโยคเป็นต้นว่า  บุคคลพึงลูบคลำ

ยอดอ้อย  ยอดไผ่   ด้วยปลายนิ้วมือนั้นแล.

ส่วน   (เช่น)    ในประโยคเป็นต้นว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เราตถาคตอนุญาตให้แบ่งจากส่วนสิ่งของที่มีรสเปรี้ยว   ที่มีรสหวาน  หรือ

ส่วนสิ่งของที่มีรสขมตามส่วนวิหารหรือตามส่วนบริเวณ.

ประเสริฐที่สุด   (เช่น)    ในประโยคเป็นต้นว่า   ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  สัตว์ทั้งหลายจำนวนเท่าใดที่ไม่มีเท้าก็ตาม  ฯลฯ    พระตถาคต

บัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดของสัตว์เหล่านั้น.

แต่ในที่นี้    อัคคะ  ศัพท์นี้พึงเห็นว่า    ลงในอรรถว่า  เบื้องต้น.

เพราะฉะนั้น  ในคำว่า  อชฺชตคฺเค   นี้  พึงเห็นความหมายอย่างนี้ว่า  เริ่ม

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

บทว่า  อชฺชต    ได้แก่  อชฺชภาว   (แปลว่า  ความในวันนี้).

บาลีว่า  อชฺชทคฺเค  ดังนี้ก็มี.  ท   อักษร  (เป็นอาคม)  ทำหน้าที่เชื่อม

บท  ( ระหว่าง  อชฺช    กับ  อคฺเค ).  แปลว่า  เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้.

บทว่า ปาณุเปต  แปลว่า  เข้าถึงด้วยชีวิต. อธิบายว่า  ขอพระโคดม


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 338

ผู้เจริญจงทรงจำ คือจงทรงทราบข้าพระองค์ไว้ว่าเป็นอุบาสก  คือ ไวยาจักร

(ผู้รับใช้พระ)    ถึงสรณะด้วยไตรสรณคมน์แบบไม่มีศาสดาอื่น    (นอก

จากพระโคดม)    ตลอดเวลาที่ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่     เพราะ

ว่าข้าพระองค์   ถ้าแม้นใคร ๆ จะพึงใช้มีดคมตัดศีรษะของข้าพเจ้าไซร้ ก็จะ

ไม่ขอกล่าวพระพุทธเจ้าว่า ไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมว่าไม่ใช่พระธรรม

(และ)    พระสงฆ์ว่าไม่ใช่พระสงฆ์.      พราหมณ์ครั้นถึงสรณะด้วยการ

มอบตนอย่างนี้แล้ว   และปวารณาด้วยปัจจัย  ๔  ลุกขึ้นจากที่นั่งถวายบังคม

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเดินเวียนขวา         ( รอบพระผู้มีพระภาคเจ้า )

๓  รอบแล้วหลีกไปแล.

จบ   อรรถกถาภยเภรวสูตร.

จบ  สูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 339

๕.  อนังคณสูตร

[๕๓]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่    ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี.   ณ  ที่นั้นแล    ท่านพระ

สารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุเหล่านั้นรับคำ

ท่านพระสารีบุตรแล้ว.

บุคคล  ๔  จำพวก

[๕๔]    ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า  คุณครับ  บุคคล   ๔   จำพวก

เหล่านี้    มีปรากฏอยู่ในโลก.

๔  จำพวกนั้นเป็นไฉน  ?

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   บุคคลลางคนในโลกนี้    มีอังคณกิเลส

แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า  เรามีอังคณกิเลสในภายใน ๑  บุคคลลางคนในโลก

นี้มีอังคณกิเลส   ก็รู้ตามเป็นจริงว่า  เรามีอังคณกิเลสในภายใน ๑   บุคคล

ลางคนในโลกนี้   ไม่มีอังคณกิเลส  แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า  เราไม่มีอังคณ-

กิเลสในภายใน  ๑   บุคคลลางคนในโลกนี้   ไม่มีอังคณกิเลส  ก็รู้ตามเป็น

จริงว่า    เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน  ๑.

ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น  บุคคลใดมีอังคณกิเลส   แต่ไม่รู้ตามเป็น

จริงว่า   เรามีอังคณกิเลสในภายใน     บุคคล  ๒   จำพวกที่มีอังคณกิเลส

เหมือนกันนี้   บุคคลนี้   บัณฑิตกล่าวว่า   เป็นบุรุษเลวทราม.   ในบุคคล

๔  จำพวกนั้น    บุคคลใดมีอังคณกิเลส   รู้ตามเป็นจริงว่า    เรามีอังคณ-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 340

กิเลสในภายใน   บุคคล  ๒  จำพวกที่มีอังคณกิเลสเหมือนกันนี้    บุคคลนี้

บัณฑิตกล่าวว่า   เป็นบุรุษประเสริฐ.

ในบุคคล  ๔  จำพวกนั้น  บุคคลใดไม่มีอังคณกิเลส แต่ไม่รู้ตามเป็น

จริงว่า  เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน  บุคคล  ๒  จำพวกที่ไม่มีอังคณกิเลส

เหมือนกันนี้   บุคคลนี้   บัณฑิตกล่าวว่า   เป็นบุรุษเลวทราม.    ในบุคคล

๔  จำพวกนั้น   บุคคลใดไม่มีอังคณกิเลสเลย  รู้ตามเป็นจริงว่า   เราไม่มี

อังคณกิเลสในภายใน     บุคคล  ๒  จำพวกที่ไม่มีอังคณกิเลสเหมือนกันนี้

บุคคลนี้   บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นบุรุษประเสริฐ.

ความต่างระหว่างคน  ๔  จำพวก

[ ๕๕ ]     เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว     ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสารีบุตรว่า      ท่านสารีบุตรขอรับ

เหตุอะไรหนอ ปัจจัยอะไรหนอ ? ที่เป็นเหตุทำให้บุคคล  ๒  จำพวกที่มี

อังคณกิเลสเหมือนกันนี้     คนหนึ่ง    บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นบุรุษเลวทราม

คนหนึ่งบัณฑิตกล่าวว่า  เป็นบุรุษประเสริฐ.  ดูก่อนท่านพระสารีบุตร  เหตุ

อะไรหนอ ปัจจัยอะไรหนอ  ?   ที่เป็นเหตุทำให้บุคคล  ๒  จำพวกที่ไม่มี

อังคณกิเลสเหมือนกันนี้     คนหนึ่ง   บัณฑิตกล่าวว่า    เป็นบุรุษเลวทราม

คนหนึ่ง  บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นบุรุษประเสริฐ.

บุคคลจำพวกที่  ๑

สา.  ท่านครับ  ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น   บุคคลใดมีอังคณกิเลส

แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า     เรามีอังคณกิเลสในภายใน        ข้อที่บุคคลนั้น

พึงหวังได้   คือ    เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด    จักไม่พยายาม    จักไม่


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 341

ปรารภความเพียร   เพื่อละอังคณกิเลสนั้นเสีย   เขาจักเป็นผู้มีราคะ   โทสะ

โมหะ มีกิเลส มีจิตเศร้าหมอง ทำกาละ. เหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำ

มาแต่ร้านตลาด   หรือแต่สกุลช่างทอง   อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ.

เจ้าของก็ไม่ใช้และไม่ขัดสีถาดทองสัมฤทธิ์นั้น  ซ้ำเก็บไว้ในที่มีละออง  เมื่อ

เป็นอย่างนี้    สมัยอื่น  ถาดทองสัมฤทธิ์นั้น  จะพึงเป็นของเศร้าหมอง  สนิม

จับยิงขึ้น  ฉันใด.

.   อย่างนั้นหรือ  ท่านขอรับ  ?

สา.   อย่างนั้นแหละ ท่านครับ   บุคคลนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   ยังมี

อังคณกิเลสอยู่   แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า  เรายังมีอังคณกิเลสในภายใน ข้อที่

บุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ  เขาจักไม่ยังความพอใจให้เกิด  จักไม่พยายาม  จัก

ไม่ปรารภความเพียร   เพื่อละกิเลสนั้นเสีย.    เขาจักเป็นผู้มีราคะ      โทสะ

โมหะ  มีอังคณกิเลส   มีจิตเศร้าหมอง   ทำกาละ.

บุคคลจำพวกที่   ๒

สา. ท่านครับ  ในบุคคล  ๔  จำพวกนั้น  บุคคลใดยังมีอังคณกิเลสอยู่

ก็รู้ตามเป็นจริงว่า       เรายังมีอังคณกิเลสในภายใน      ข้อที่บุคคลนั้นพึง

หวังได้   คือ เขาจักยังความพอใจให้เกิด จักพยายาม  จักปรารภความเพียร

เพื่อละกิเลสนั้นเสีย.    เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ    โทสะ    โมหะ    ไม่มีกิเลส

มีจิตไม่เศร้าหมอง  ทำกาละ.     เปรียบเหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำ

มาแต่ร้านตลาด   หรือแต่สกุลช่างทอง   อันละอองและสนิมจับอยู่โดยรอบ

เจ้าของใช้   ขัดสีภาชนะสัมฤทธิ์นั้น  และไม่เก็บไว้ในที่มีละออง   เมื่อเป็น

เช่นนี้   สมัยอื่น   ภาชนะสัมฤทธิ์   จะเป็นของหมดจดผ่องใส  ฉันใด.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 342

ม.  อย่างนั้นหรือ  ท่านขอรับ ?

สา.  อย่างนั้นแหละ   ท่านครับ    บุคคลนี้    ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ยังมีอังคณกิเลสอยู่   ก็รู้ตามเป็นจริงว่า   เรามีอังคณกิเลสในภายใน    ข้อนี้

อันบุคคลนั้นพึงหวังได้   คือ    เขาจักยังความพอใจให้เกิด     จักพยายาม

จักปรารภความเพียร   เพื่อละกิเลสนั้นเสีย.   เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ   โทสะ

โมหะ  ไม่มีกิเลส  มีจิตไม่เศร้าหมอง  ทำกาละ.

บุคคลจำพวกที่  ๓

สา.   ท่านครับ    ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น     บุคคลใด     ไม่มี

อังคณกิเลส   แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า     เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน

ข้อที่บุคคลนั้นพึงหวังได้  คือ  เขาจักมนสิการสุภนิมิต.  เพราะมนสิการสุภ-

นิมิตนั้น   ราคะจักครอบงำจิต   (เขา).    เขาจักเป็นผู้ยังมีราคะ    โทสะ

โมหะ   ยังมีอังคณกิเลส    ยังมีจิตเศร้าหมอง    ทำกาละ.    เปรียบเหมือน

ถาดทองสัมฤทธิ์ที่บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด    หรือแต่สกุลช่างทอง    เป็น

ของสะอาดหมดจด   แต่เจ้าของไม่ใช้และไม่ขัดถาดนั้น   ซ้ำเก็บไว้ในที่ที่มี

ละออง  เมื่อเป็นเช่นนี้    สมัยอื่น    ถาดทองสัมฤทธิ์นั้น    จะพึงเป็นของ

เศร้าหมอง  สนิมจับ  ฉันใด.

ม.  อย่างนั้นหรือ  ท่านขอรับ  ?

สา.  อย่างนั้นแหละ  ท่านครับ  บุคคลนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   ไม่มี

อังคณกิเลส   แต่ไม่รู้ตามเป็นจริงว่า   เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน   ข้อที่

บุคคลนั้นพึงหวังได้ คือ  เขาจักมนสิการสุภนิมิต  เพราะมนสิการสุภนิมิต

นั้น  ราคะจักครอบงำจิต  ( เขา).   เขาจักเป็นผู้มีราคะ  โทสะ  โมหะ มี

อังคณกิเลส   ยังมีจิตเศร้าหมอง   ทำกาละ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 343

บุคคลจำพวกที่  ๔

สา.  ท่านครับ   ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น   บุคคลใดไม่มีอังคณ-

กิเลส  ก็รู้ตามเป็นจริงว่า  เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน    ข้อที่บุคคลนั้น

พึงหวังได้  คือ เขาจัก (ไม่ )   มนสิการสุภนิมิต    เพราะ (ไม่ ) มนสิการ

สุภนิมิตนั้น ราคะจักไม่ครอบงำ. จิตเขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะโทสะ โมหะ ไม่มี

อังคณกิเลส  มีจิตไม่เศร้าหมอง ทำกาละ. เปรียบเหมือนถาดทองสัมฤทธิ์ที่

บุคคลนำมาแต่ร้านตลาด  หรือแต่สกุลช่างทอง  เป็นของสะอาดหมดจด เจ้า

ของใช้ขัดสีถาดทองสัมฤทธิ์นั้น  และไม่เก็บมันไว้ในที่มีละออง  เมื่อเป็นเช่น

นี้สมัยอื่น  ถาดทองสัมฤทธิ์นั้น ก็พึงเป็นของสะอาดหมดจดยิ่งขึ้น  ฉันใด.

ม.  อย่างนั้นหรือ  ท่านขอรับ ?

สา.  อย่างนั้นแหละ  ท่านครับ     บุคคลนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มี

อังคณกิเลส ก็รู้ตามเป็นจริงว่า  เราไม่มีอังคณกิเลสในภายใน   ข้อที่บุคคล

นั้นพึงหวังได้  คือ  เขาจักไม่มนสิการสุภนิมิต  เพราะไม่มนสิการสุภนิมิต

นั้น ราคะจักครอบงำจิตไม่ได้. เขาจักเป็นผู้ไม่มีราคะ  โทสะ โมหะ  ไม่มี

อังคณกิเลส  มีจิตไม่เศร้าหมอง  ทำกาละ.

ท่านโมคคัลลานะ  เหตุนี้แล  ปัจจัยนี้แล  ที่เป็นเหตุทำให้บุคคล

๒ จำพวกที่มีกิเลสเหมือนกันนี้   คนหนึ่ง    บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นบุรุษเลว

ทราม   คนหนึ่ง  บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นบุรุษประเสริฐ.    อนึ่ง  เหตุนี้แล

ปัจจัยนี้แล      ที่เป็นเหตุทำให้บุคคล  ๒  จำพวกที่ไม่มีอังคณกิเลสเหมือน

กันนี้   คนหนึ่ง  บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นบุรุษเลวทราม  คนหนึ่ง   บัณฑิต

กล่าวว่า  เป็นบุรุษประเสริฐ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 344

ความหมายของอังคณกิเลส

[๕๖]  ม.  ท่านขอรับ  คำที่ท่านกล่าวว่า  อังคณะ ๆ ดังนี้  คำนั้น

เป็นชื่อของอะไรหนอ  ?

สา.  ท่านครับ    คำว่า   อังคณะนี้     เป็นชื่อของอิจฉาวจรที่เป็น

บาปอกุศล.

อังคณกิเลสที่  ๑

[๕๗] ท่านขอรับ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้  พึงเกิดความปรารถนา

อย่างนี้ว่า   เราพึงเป็นผู้ต้องอาบัติหนอ   แต่ภิกษุทั้งหลาย    อย่าพึงรู้เราว่า

ต้องเลย  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.   ภิกษุทั้งหลายพึงรู้ภิกษุนั้นว่า  ต้อง

อาบัติ   เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น    เพราะคิดว่า   ภิกษุทั้งหลายรู้เราว่าต้อง

อาบัติ    นี้เป็นฐานะที่จะมีได้    ความโกรธและความไม่แช่มชื่น   ทั้ง  ๒

นี้ชื่อว่า  อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๒

[๕๘]  ท่านครับ  ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้   พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า  เราพึงเป็นผู้ต้องอาบัติหนอ  ภิกษุทั้งหลายพึงโจทเรา

ในที่ลับ    ไม่พึงโจทเราในท่ามกลางสงฆ์   นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.    ภิกษุ

ทั้งหลายพึงโจทภิกษุนั้นในท่ามกลางสงฆ์ไม่โจทในที่ลับ เธอก็จะโกรธ  ไม่

แช่มชื่น เพราะคิดว่าภิกษุทั้งหลายโจทเราในท่ามกลางสงฆ์  ไม่โจทในที่ลับ

นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.   ความโกรธและควานไม่แช่มชื่น  ทั้ง  ๒ นี้   ชื่อว่า

อังคณะ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 345

อังคณะกิเลสที่  ๓

[ ๕๙ ]  ท่านครับ  ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้    พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า    เราพึงเป็นผู้ต้องอาบัติหนอ      บุคคลที่เสมอกันพึง

โจทเรา  บุคคลที่ไม่เสมอกันไม่พึงโจทเรา  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.   บุคคล

ที่ไม่เสนอกันพึงโจทภิกษุนั้น  บุคคลที่เสมอกันไม่พึงโจทภิกษุนั้น  นี้เป็น

ฐานะที่จะมีได้.   เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น  เพราะคิดว่า   บุคคลที่ไม่เสมอ

กันโจทเราไม่ใช่ผู้เสมอกันโจท.   ความโกรธและความไม่แช่มชื่น   ทั้ง  ๒

นี้ชื่อว่า  อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๔

[๖๐]   ท่านครับ  ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้    พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า  ถ้ากระไรหนอ  พระศาสดาพึงทรงซักถาม  สอบถาม

เราเท่านั้น       แล้วทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย      ไม่พึงทรงซักถาม

สอบถามภิกษุอื่น   แล้วทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเลย    นี้เป็นฐานะ

ที่จะมีได้.   พระศาสดาพึงทรงซักถาม    สอบถามภิกษุอื่น   แล้วทรงแสดง

ธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย   หาทรงซักถาม   สอบถามภิกษุนั้น  แล้วทรงแสดง

ธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายไม่  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.   เธอก็จะโกรธ  ไม่แช่มชื่น

เพราะคิดว่า พระศาสดาทรงซักถาม สอบถามภิกษุอื่น แล้วทรงแสดงธรรม

แก่ภิกษุทั้งหลาย   หาทรงซักถาม   สอบถามเรา     แล้วทรงแสดงธรรมแก่

ภิกษุทั้งหลายไม่. ความโกรธและความไม่แช่มชื่นทั้ง ๒  นี้ชื่อว่า อังคณะ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 346

อังคณะกิเลสที่  ๕

[ ๖๑ ]   ท่านครับ  ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้    พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า  ถ้ากระไรหนอ    ภิกษุทั้งหลายพึงแวดล้อมเราเท่านั้น

เข้าบ้าน    เพื่อภัตตาหาร   อย่าแวดล้อมภิกษุอื่นเข้าบ้าน  เพื่อภัตตาหารเลย

นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.  ภิกษุทั้งหลาย  พึงแวดล้อมภิกษุอื่นเข้าบ้าน    เพื่อ

ภัตตาหาร  ไม่พึงแวดล้อมภิกษุนั้นเข้าบ้าน  เพื่อภัตตาหาร   นี้เป็นฐานะ

ที่จะมีได้.  เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น  เพราะคิดว่า   ภิกษุทั้งหลายแวดล้อม

ภิกษุอื่นเข้าบ้าน   เพื่อภัตตาหาร   หาแวดล้อมเราเข้าบ้าน    เพื่อภัตตาหาร

ไม่  ความโกรธและความไม่แช่มชื่น ทั้ง  ๒  นี้ชื่อว่า  อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๖

[ ๖๒ ]   ท่านครับ  ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้   พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า   ถ้ากระไรหนอ   เราเท่านั้นควรได้อาสนะอันเลิศ   น้ำ

อันเลิศ   บิณฑบาตอันเลิศ   ในโรงฉัน  ภิกษุอื่นไม่ควรได้อาสนะอันเลิศ

น้ำอันเลิศ  บิณฑบาตอันเลิศ   ในโรงฉันเลย  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.  ภิกษุ

อื่นพึงได้อาสนะอันเลิศ  น้ำอันเลิศ  บิณฑบาตอันเลิศ  โนโรงฉัน  ภิกษุ

นั้นไม่ได้อาสนะอันเลิศ     น้ำอันเลิศ     บิณฑบาตอันเลิศ     ในโรงฉัน

นี้เป็นสานะที่จะมีได้.   เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น   เพราะคิดว่า ภิกษุอื่นได้

อาสนะอันเลิศ    น้ำอันเลิศ    บิณฑบาตอันเลิศ    ในโรงฉัน    เราไม่ได้

อาสนะอัน เลิศ  บิณฑบาตอันเลิศ    ในโรงฉัน   ความโกรธและความไม่

แช่มชื่น  ทั้ง  ๒  นี้ชื่อว่า  อังคณะ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 347

อังคณกิเลสที่  ๗

[ ๖๓ ]  ท่านครับ   ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้   พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า     ถ้ากระไรหนอ      เราเท่านั้นควรฉันในโรงฉันแล้ว

อนุโมทนา  ภิกษุอื่นควรฉันโนโรงฉันแล้วไม่ต้องอนุโมทนา  นี้เป็นฐานะ

ที่จะมีได้.  ภิกษุอื่นพึงฉันในโรงฉันแล้วอนุโมทนา  ภิกษุนั้นฉันในโรงฉัน

แล้วไม่ต้องอนุโมทนา    นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.    เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น

เพราะคิดว่า  ภิกษุอื่นฉันในโรงฉันแล้วอนุโมทนา   เราฉันในโรงฉันแล้ว

ไม่ได้อนุโมทนา  ความโกรธเ เละความไม่แช่มชื่น ทั้ง ๒ นี้ชื่อว่า  อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๘

[๖๔]  ท่านครับ  ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้    พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า     ถ้ากระไรหนอ   เราเท่านั้นควรแสดงธรรมแก่ภิกษุ

ทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม  ภิกษุอื่นไม่ควรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ไปถึง

อารามเลย  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.  ภิกษุอื่นพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายผู้

ไปถึงอาราม      ภิกษุนั้นไม่ต้องแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม

นี้เป็นฐานะที่จะมีได้. เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น เพราะคิดว่า ภิกษุอื่นแสดง

ธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม   เราไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย

ผู้ไปถึงอาราม   ความโกรธและความไม่แช่มชื่น  ทั้ง  ๒ นี้ชื่อว่า อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๙

[๖๕]  ท่านครับ  ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้  พึงเกิดความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 348

ปรารถนาอย่างนี้ว่า   ถ้ากระไรหนอ   เราเท่านั้นควรแสดงธรรมแก่ภิกษุณี

ทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม    ภิกษุอื่นไม่ควรแสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้ไป

ถึงอารามเลย      นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.   ภิกษุอื่นพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุณี

ทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม   ภิกษุนั้นไม่ต้องแสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้ไป

ถึงอาราม  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.  เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น    เพราะคิดว่า

ภิกษุอื่นแสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม  เราไม่ได้แสดงธรรม

แก่ภิกษุณีทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม   ความโกรธและความไม่แช่มชื่น   ทั้ง  ๒

นี้   ชื่อว่า  อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๑๐

ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้     พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า

ถ้ากระไรหนอ  เราเท่านั้นควรแสดงธรรมแก่อุบาสกทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม

ภิกษุอื่นไม่ควรแสดงธรรมแก่อุบาสกทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม    นี้เป็นฐานะ

ที่จะมีได้.     ภิกษุอื่นแสดงธรรมแก่อุบาสกทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม    ภิกษุ

นั้นไม่ต้องแสดงธรรมแก่อุบาสกทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม    นี้เป็นฐานะที่จะ

มีได้.      เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น    เพราะคิดว่า   ภิกษุอื่นแสดงธรรมแก่

อุบาสกทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม      เราไม่ได้แสดงธรรมแก่อุบาสกทั้งหลายผู้

ไปถึงอาราม  ความโกรธและความไม่แช่มชื่น ทั้ง  ๒ นี้ชื่อว่า   อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๑๑

ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้  พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้   ถ้า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 349

กระไรหนอ    เราเท่านั้นควรแสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม

ภิกษุอื่นไม่ควรแสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม  นี้เป็นฐานะที่

จะมีได้. ภิกษุอื่นพึงแสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม ภิกษุนั้น

ไม่ต้องแสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.

เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น    เพราะคิดว่า    ภิกษุอื่นแสดงธรรมแก่อุบาสิกา

ทั้งหลายผู้ไปถึงอาราม       เราไม่ได้แสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายผู้ไปถึง

อาราม   ความโกรธและความไม่แช่มชื่น  ทั้ง  ๒  นี้    ชื่อว่าอังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๑๒

[๖๖]  ท่านครับ   ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้    พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า    ถ้ากระไรหนอ    ภิกษุทั้งหลายควรสักการะ  เคารพ

นับถือ  บูชาเราเท่านั้น ไม่ควรสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาภิกษุอื่น  นี้

เป็นฐานะที่จะมีได้.   ภิกษุทั้งหลาย  สักการะ  เคารพ  นับถือบูชาภิกษุอื่น

ไม่สักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาภิกษุนั้น    นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.  เธอ

ก็จะโกรธไม่แช่มชื่น      เพราะคิดว่า     ภิกษุทั้งหลายสักการะ      เคารพ

นับถือ  บูชาภิกษุอื่น  ไม่สักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาเรา ความโกรธ

และความไม่แช่มชื่น  ทั้ง  ๒   นี้ชื่อว่า  อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๑๓

[๖๗]   ท่านครับ  ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้    พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า  ถ้ากระไรหนอ  ภิกษุณีทั้งหลายควรสักการะ  เคารพ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 350

นับถือ  บูชาเราเท่านั้น  ไม่ควรสักการะ  เคารพ  นับถือ    บูชาภิกษุอื่น

เลย  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.    ภิกษุณีทั้งหลายพึงสักการะ  เคารพ  นับถือ

บูชาภิกษุอื่น  ไม่สักการะ  เคารพ  นับถือ    บูชาภิกษุนั้น  นี้เป็นฐานะ

ที่จะมีได้.    เธอก็จะโกรธไม่แช่มชื่น      เพราะคิดว่า     ภิกษุณีทั้งหลาย

สักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาภิกษุอื่น   ไม่สักการะ    เคารพ    นับถือ

บูชาเรา   ความโกรธและความไม่แช่มชื่น  ทั้ง  ๒  นี้ชื่อว่า   อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๑๔

ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้    พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า

ถ้ากระไร  อุบาสกทั้งหลายควรสักการะ  เคารพ   นับถือ   บูชาเราเท่านั้น

ไม่ควรสักการะ   เคารพ    นับถือ    บูชาภิกษุอื่น  นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.

อุบาสกทั้งหลายสักการะ   เคารพ    นับถือ    บูชาภิกษุอื่น    ไม่สักการะ

เคารพ  นับถือ  บูชาภิกษุนั้น   นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.    เธอก็จะโกรธไม่

แช่มชื่น  เพราะคิดว่า  อุบาสกทั้งหลายสักการะ  เคารพ   นับถือ    บูชา

ภิกษุอื่น  ไม่สักการะ  เคารพ    นับถือ  บูชาเรา    ความโกรธและความ

ไม่แช่มชื่น  ทั้ง  ๒  นี้ชื่อว่า  อังคณะ.

อังคณกิเลสที่  ๑๕

ภิกษุลางรูปในพระธรรมวินัยนี้     พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า

ถ้ากระไรหนอ  อุบาสิกาทั้งหลายควรสักการะ.   เคารพ    นับถือ  บูชาเรา

เท่านั้น    ไม่ต้องสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาภิกษุอื่น  นี้เป็นฐานะที่จะ

มีได้   อุบาสิกาทั้งหลายพึงสักการะ  เคารพ  นับถือ   บูชาภิกษุอื่น    ไม่

สักการะ    เคารพ    นับถือ  บูชาภิกษุนั้น   นี้เป็นฐานะที่จะมีได้.   เธอ