พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 251

ในจำนวนมรรคเหล่านั้น

(๑ )  สัมมาทิฏฐิ     เมื่อเกิดขึ้นย่อมละมิจฉาทิฏฐิ     กิเลสที่เป็น

ข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐินั้นและอวิชชาได้  กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์  เห็น

สัมปยุตธรรมทั้งหลาย     และเห็นสัมปยุตธรรมเหล่านั้นโดยความไม่งมงาย

ไม่ใช่เห็นโดยความเป็นอารมณ์  เพราะฉะนั้น  จึงเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ.

( ๒)  สัมมาสังกัปปะ    ( เมื่อเกิดขึ้น )     ย่อมละมิจฉาสังกัปปะ

และกิเลสที่เป็นข้าศึกต่อสัมมาสังกัปปะนั้นได้        กระทำนิพพานให้เป็น

อารมณ์และปลูกฝังสัมปยุตธรรมทั้งหลายไว้ในใจโดยชอบ     เพราะฉะนั้น

จึงเรียกว่าสัมมาสังกัปปะ.

( ๓ )  สัมมาวาจา (เมื่อเกิดขึ้น) ย่อมละมิจฉาวาจาและกิเลสที่เป็น

ข้าศึกต่อสัมมาวาจานั้นได้กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ หวงแหนสัมปยุต-

ธรรมทั้งหลายโดยชอบ  เพราะฉะนั้น  จึงเรียกว่าสัมมาวาจา.

(๔)  สัมมากัมมันตะ (เมื่อเกิดขึ้น)  ย่อมละมิจฉากัมมันตะและ

กิเลสที่เป็นข้าศึกต่อสัมนากัมมันตะนั้นได้    กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์

และย่อมยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้ตั้งขึ้นโดยชอบ  เพราะฉะนั้น     จึงเรียก

ว่าสันมากัมมันตะ.

(๕)  สัมมาอาชีวะ     (เมื่อเกิดขึ้น)    ย่อมละมิจฉาอาชีวะและ

กิเสสที่เป็นข้าศึกต่อสัมมาอาชีวะนั้นได้      กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์

และย่อมยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้ผ่องแผ้วโดยชอบ    เพราะฉะนั้น  จึง

เรียกว่าสัมมาอาชีวะ.

( ๖ )  สัมมาวายามะ  (เมื่อเกิดขึ้น)  ย่อมละมิจฉาวายามะ  ธรรม

ที่เป็นข้าศึกต่อสัมมาวายานะนั้นและความเกียจคร้านได้   กระทำนิพพานให้


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 252

เป็นอารมณ์  และย่อมรับไว้โดยชอบ   ซึ่งสัมปยุตธรรมทั้งหลาย  เพราะ-

ฉะนั้น  จึงเรียกว่า  สัมมาวายามะ.

(๗)  สัมมาสติ  (เมื่อเกิดขึ้น)  ย่อมละมิจฉาสติและกิเลสที่เป็น

ข้าศึกต่อสัมมาสตินั้นได้   ย่อมกระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์     และย่อม

ยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้ปรากฏโดยชอบ    เพราะฉะนั้น    จึงเรียกว่า

สัมมาสติ.

(๘)  สัมมาสมาธิ   (เมื่อเกิดขึ้น)  ย่อมละมิจฉาสมาธิ   กิเลสที่

เป็นข้าศึกษาต่อสัมมาสมาธิและความฟุ้งซ่านนั้นได้      กระทำนิพพานให้

เป็นอารมณ์ และย่อมตั้งมั่นสัมปยุตธรรมทั้งหลายไว้โดยชอบ เพราะฉะนั้น

จึงเรียกว่า   สัมมาสมาธิ.

บัดนี้   พระเถระเมื่อจะกล่าวย้ำปฏิปทานั้นนั่นแลจึงกล่าวว่า อย  โข

สา  อาวุโส  ดังนี้เป็นต้น  คำที่กล่าวนั้นมีอธิบายว่า  มรรคมีองค์  ๘  นี้

ใด      ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรวมโลกุตตรมรรคทั้ง  ๔  เข้าด้วยกันว่า

ดูก่อนอาวุโส  มรรคมีองค์ ๘  นี้แล คือ   มัชฌิมาปฏิปทานั้น     ย่อมเป็น

ไปพร้อม  ฯลฯ  เพื่อนิพพาน.

ธรรมที่ต้องละเหล่าอื่นอีก

ครั้นแสดงโลภะ  โทสะ  และอุบายเป็นเครื่องละโลภะและโทสะนั้น

ในจำนวนธรรมทั้งหลายที่ต้องละอย่างนี้แล้ว   บัดนี้     พระสารีบุตรเถระ

เมื่อจะแสดงธรรมที่ต้องละเหล่าอื่นอีกและอุบายเป็นเครื่องละธรรมเหล่านั้น

จึงกล่าวคำว่า   ตตฺราวุโส  โกโธ  จ   ดังนี้เป็นต้น    บรรดาธรรมที่ต้อง

ละเหล่านั้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 253

(๑) โกธะ   มีลักษณะ  (เฉพาะ) คือความเดือดดาลหรือความดุร้าย

มีหน้าที่คือผูกอาฆาต    (และ)   ผลที่ปรากฏออกมาคือความประทุษร้าย

(๒)  อุปนาหะ   มีลักษณะ (เฉพาะ) คือความผูกโกรธ    มีหน้าที่

คือไม่ยอมสลัดทิ้งการจองเวร     (และ)      ผลที่ปรากฏออกมาคือโกรธ

ติดต่อเรื่อยไป  สมด้วยคำที่พระโบราณาจารย์กล่าวไว้อย่างนี้ว่า  โกธะเกิด

ก่อน อุปนาหะจึงเกิดภายหลัง  เป็นต้น.

(๓)  มักขะ มีลักษณะ  (เฉพาะ) คือ ลบหลู่คนอื่น   หีหน้าที่

คือทำคุณของคนอื่นนั้นให้พินาศ   (และ)     ผลที่ปรากฏออกมาคือการ

ปกปิดคุณของคนอื่นนั้น.

(๔)  ปฬาสะ  มีลักษณะ  (เฉพาะ)   คือการถือเป็นคู่แข็ง (ตี

เสมอ)  มีหน้าที่คือการทำคุณของตนให้เสมอกับคุณของคนอื่น   (และ)

ผลที่ปรากฏออกมาคือความปรากฏโดยการชอบประมาณ   (ตีค่า)   เทียบ

คุณของคนอื่น.

(๕)  อิสสา  มีลักษณะ  (เฉพาะ)  คือความริษยาต่อสมบัติของ

คนอื่น   หรือไม่ก็ทนไม่ได้ต่อสมบัติของคนอื่นนั้น    มีหน้าที่คือความไม่

ยินดียิ่ง  ในสมบัติของคนอื่นนั้น  (และ)    ผลที่ปรากฏออกมาคือความ

เบือนหน้าหนีจากสมบัติของคนอื่นนั้น.

(๖)  มัจเฉระ   มีลักษณะ    (เฉพาะ)   คือการซ่อนเร้นสมบัติ

ของตน   มีหน้าที่คือความไม่สบายใจ    เมื่อสมบัติของตนมีคนอื่นร่วมใช้

สอยด้วย   (และ )    ผลที่ปรากฏออกมาคือความเคืองแค้น.

(๗)  มายา  มีลักษณะ (เฉพาะ) คือปกปิดบาปที่ตนเองกระทำ

แล้ว   หน้าที่คือซ่อนเร้นบาปที่ตนเองกระทำแล้วนั้น (และ) ผลที่ปรากฏ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 254

ออกมาคือการปิดกั้นบาปที่ตนเองกระทำแล้วนั้น.

( ๘ )   สาเถยยะ  มีลักษณะ  (เฉพาะ)   คือการชอบเปิดเผยคุณ

ที่ตนเองไม่มี         มีหน้าที่คือการประมวลมาซึ่งคุณที่ตนเองไม่มีเหล่านั้น

(และ)    ผลที่ปรากฏออกมาคือการทำคุณที่ตนเองไม่มีเหล่านั้นให้ปรากฏ

ออกมาแม้โดยอาการทางร่างกาย.

( ๙ )  ถัมภะ  มีลักษณะ  (เฉพาะ) คือความที่จิตผยอง  มีหน้าที่

คือพฤติการที่ไม่ยำเกรง  ( และ)  ผลที่ปรากฏออกมาคือความไม่อ่อนโยน.

( ๑๐ )   สารัมภะ    มีลักษณะ    (เฉพาะ )    คือการทำความดีให้

เหนือไว้  มีหน้าที่คือแสดงตนเป็นข้าศึกต่อคนอื่น  ( และ )   ผลที่ปรากฏ

ออกมาคือความไม่เคารพ.

( ๑๑ )   มานะ   มีลักษณะ  (เฉพาะ)  คือความเย่อหยิ่ง  มีหน้าที่

คือความถือตัวว่า   เป็นเรา  (และ )  ผลที่ปรากฏออกมาคือความจองหอง

( ๑๒ )   อติมานะ  มีลักษณะ   (เฉพาะ)    คือความเย่อหยิ่ง   มี

หน้าที่คือความถือตัวว่า   เป็นเราจัด  ( และ)  ผลที่ปรากฏออกมาคือความ

หยิ่งจองหอง.

( ๑๓ )  มทะ   มีลักษณะ   ( เฉพาะ )   คือความมัวเมา มีหน้าที่คือ

ความยึดถือด้วยการมัวเมา   ( และ )   ผลที่ปรากฏออกมาคือความคลั่งไคล้

( ๑๔ )   ปมาทะ   มีลักษณะ    (เฉพาะ)    คือการปล่อยจิตไปใน

เบญจกามคุณ    มีหน้าที่คือการกระตุ้นให้ปล่อยจิตมากขึ้น    (และ)   ผล

ที่ปรากฏออกมาคือความขาดสติ.

นักศึกษาพึงทราบถึงลักษณะเป็นต้น    ของธรรมเหล่านี้ดังกล่าวมา

นี้เถิด    ที่กล่าวมานี้เป็นความย่อในข้อนี้    ส่วนความพิสดารนักศึกษาพึง


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 255

ทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในคัมภีร์วิภังค์นั่นเองว่า   ตตฺถ    กตโม   โกโธ

ดังนี้เป็นต้น.

ตัวอย่างพฤติกรรมที่เกิดจากบาปธรรมเหล่านั้น

อนึ่ง      ในธรรมที่ต้องละเหล่านี้พึงทราบความโดยพิเศษขึ้นไปอีก

ดังต่อไปนี้ :-

ภิกษุผู้เป็นอามิสทายาท  ย่อมโกรธคนอื่นที่ได้ลาภ    เพราะตนเอง

ไม่ได้  ความโกรธที่เกิดขึ้นครั้งเดียวของภิกษุผู้เป็นอามิสทายาทนั้น ชื่อว่า

โกธะอย่างเดียว   โกธะที่เกิดขึ้นมากกว่าครั้งเดียวขึ้นไป  ชื่อว่า  อุปนาหะ.

ภิกษุผู้เป็นอามิสทายาทนั้นนั่นแล   เมื่อโกรธแล้วด้วย  และผูกโกรธ

ด้วย   ย่อมหลู่คุณของคนอื่นที่มีลาภและถือเป็นคู่แข็ง และว่าแม้เราก็ต้องเป็น

เช่นนั้นให้ได้   อันนี้เป็นมักขะ   (ความลบหลู่ )   และปฬาสะ  (ตีเสมอ)

ของภิกษุผู้เป็นอามิสทายาทนั้น.

ภิกษุผู้เป็นอามิสทายาทนั้นมีปกติลบหลู่  มีปกติตีเสมอดังกล่าวมาแล้ว

นี้ ย่อมริษยา  ย่อมประทุษร้ายในลาภและสักการะเป็นต้น   ของผู้มีลาภนั้น

ว่าภิกษุนี้จะมีประโยชน์อะไรด้วยสิ่งนี้  อันนี้เป็นอิสสา  (ความริษยา).

ก็ถ้าว่าเธอมีสมบัติบางอย่าง    ย่อมทนไม่ได้ที่สมบัตินั้นมีคนอื่นนั้น

ร่วมใช้  อันนี้เป็นมัจเฉระ   (ความตระหนี่)  ของภิกษุผู้เป็นอามิสทายาท

นั้น.

ก็เพราะลาภเป็นเหตุแท้  ๆ      เธอย่อมปกปิดโทษของตนที่มีอยู่เสีย

๑. ปาฐะเป็น อลภนฺโต  เป็นฐมาวิภัตติ  เข้าใจว่าจะเป็นอลภนโต  คือโตปัจจัยที่ใช้แทน

ปัญจมีวิภัตติได้  จึงได้แปลตามที่เข้าใจ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 256

อันนี้เป็นมายาของภิกษุ  ผู้เป็นอามิสทายาทนั้น.

เธอย่อมอวดคุณที่ไม่มีอยู่จริง   อันนี้เป็นสาเถยยะ  (ความโอ้อวด)

ของภิกษุผู้เป็นอามิสทายาทนั้น.

เธอปฏิบัติอยู่อย่างนี้     ถ้าได้ลาภตามที่ประสงค์     ย่อมเป็นผู้แข็ง

กระด้างมีจิตใจไม่อ่อนโยนเพราะลาภนั้น    เป็นผู้ที่ใคร ๆ   ไม่สามารถจะ

ว่ากล่าวได้  ว่า   ท่านไม่ควรทำกรรมนี้อย่างนี้    อันนี้เป็นถัมภะ   (ความ

หัวดื้อ)   ของเธอ.

แต่ถ้าจะมีใครว่ากล่าวอะไรเธอ   ว่า   ท่านไม่ควรทำกรรมนี้อย่างนี้

เธอเป็นผู้มีจิตใจปรารมภ์  คำกล่าวนั้น  ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด    พูดข่มขู่ว่า

ท่านเป็นอะไรกับผม   อันนี้เป็นสารัมภะ   (ความแข่งดี)   ของภิกษุผู้เป็น

อามิสทายาทนั้น .

ต่อจากนั้นไป   เพราะถัมภะ   (ความดื้อรั้น)    เธอจะสำคัญตัวอยู่

ว่า   เรานี้แหละดีกว่าคนอื่น    เป็นผู้ถือตัวเพราะสารัมภะ   (ความแข็งดี)

เธอกลับดูถูกคนอื่นว่า  พวกนี้เป็นใครกัน  เป็นผู้ถือตัว    อันนี้เป็นมานะ

(ความถือตัว) และอติมานะ  (ดูหมิ่นท่าน)  ของภิกษุผู้เป็นอานิสทายาท

นั้น.

เพราะมานะและอติมานะเหล่านี้       เธอย่อมเกิดความเมาหลายแบบ

มีความเมาในชาติ   ( กำเนิดตระกูล )   เป็นต้น   เธอเมาแล้วย่อมประมาท

(เผลอสติ)      ในวัตถุทั้งหลายแยกประเภทออกไป      มีกามคุณเป็นต้น

อันนี้เป็นมทะ   ( ความเมา )   และปมาทะ   ( ความเผลอสติ)    ของภิกษุ

ผู้เป็นอามิสทายาทนั้น.

รวมความว่า    ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้     เธอย่อมไม่พ้นจากความเป็น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 257

อามิสทายาทไปได้ นักศึกษาพึงทราบธรรมที่ต้องละในการเป็นอามิสทายาท

โดยธรรมที่เป็นบาปเหล่านี้  และโดยธรรมเหล่าอื่นแบบนี้อย่างนี้ก่อน. ส่วน

อุบายเป็นเหตุละ    ว่าโดยบาลีและเนื้อหาสาระแล้วก็ไม่มีพิเศษอะไรเลยใน

ธรรมทุกข้อ.

ความแตกต่าง  ลำดับ  และวิธีแห่งการเจริญ

แต่เพื่อความแจ่มชัดแห่งการประมวลความรู้      ผู้ศึกษาควรทราบ

ความแตกต่าง    ลำดับ     และวิธีแห่งการเจริญ     ในอุบายเป็นเครื่องละ

ดังต่อไปนี้ :-

บรรดาความแตกต่าง   ลำดับ   และวิธีแห่งการเจริญเหล่านั้น     จะ

อธิบายถึงความแตกต่างก่อน  ก็มัชฌิมาปฏิปทานี้  ได้แก่มรรค  ซึ่งบางครั้ง

ก็มีองค์  ๘     บางคราวก็มีองค์  ๗  เพราะว่ามรรคนี้เมื่อเกิดขึ้นด้วยอำนาจ

ปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระย่อมมีองค์  ๘   ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจฌานที่เหลือ

ย่อมมีองค์  ๗    แต่ในที่นี้เป็นการอธิบายความชั้นสูงสุด   ท่านจึงกล่าวว่า

มรรคมีองค์  ๘. ก็องค์มรรคที่เกินจากนั้นไปไม่มี  นักศึกษาพึงทราบความ

แตกต่างกันในที่นี้เท่านี้ก่อน.

ก็เพราะเหตุที่สัมมาทิฏฐิ ประเสริฐที่สุดในบรรดากุศลธรรมทั้งปวง

ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า     ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า    ปัญญาแลประเสริฐ

ที่สุด.    และสัมมาทิฏฐินั้นก็เป็นประธาน    ( ตัวนำ)    ในวาระแห่งการ

ทำกุศล  ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมา-

ทิฏฐิเป็นประธานอย่างไร ?   คือ    (เป็นประธานเพราะ)    รู้ชัดเจนซึ่ง

สัมมาทิฏฐิว่า   เป็นสัมมาทิฏฐิ  ซึ่งมิจฉาทิฏฐิว่า   เป็นมิจฉาทิฏฐิ   ดังนี้


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 258

และว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ก็แล    วิชชาเป็นประธานแห่งกุศลธรรม

ทั้งหลาย  ในสมาบัติ    ดังนี้.

อนึ่ง  องค์  (มรรค)  ที่เหลือทั้งหลายก็เกิดขึ้นเพราะมีสัมมาทิฏฐิ

นั้นเกิดก่อน    ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า    คนที่มีสัมมาทิฏฐิย่อม

มีสัมมาสังกัปปะ ฯ ล ฯ    และคนที่มีสัมมาสติ  ย่อมมีสัมมาสมาธิ.   ฉะนั้น

องค์ทั้งหลายเหล่านี้ท่านจึงกล่าว. ไว้แล้วโดยลำดับนี้      นักศึกษาพึงทราบ

ลำดับ   ( แห่งองค์มรรค )   ในอุบายเป็นเครื่องละนี้อย่างนี้แล.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า  วิธีแห่งการเจริญ  (สมถะและวิปัสสนา)

ต่อไป  พระโยคาวจรบางท่านเจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า  บางท่านเจริญ

สมถะมีวิปัสสนานำหน้า  เจริญอย่างไร  ? ( เจริญอย่างนี้คือ)  พระโยคาวจร

บางรูปในพระศาสนานี้    ทำสมถะอุปจารสมาธิ   หรืออัปปนาสมาธิให้เกิด

ขึ้น  นี้เป็นสมถะ  (ต่อมา)  พระโยคาวจรนั้น  พิจารณาเห็นซึ่งสมาธินั้น

และธรรมที่สัมปยุตด้วยสมาธินั้น       โดยภาวะทั้งหลายมีความเป็นของไม่

เที่ยงเป็นต้น  นี้เป็นวิปัสสนา  อย่างนี้   สมถะเกิดก่อน  วิปัสสนาเกิดทีหลัง

อย่างนี้   เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะ

นำหน้า.

เมื่อเธอเจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้าอยู่    มรรคย่อมเกิด    เธอส้อง

เสพ  เจริญ    กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น    ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้  อนุสัย

ทั้งหลายย่อมหมดสิ้นไป  อย่างนี้พระโยคาวจร  ชื่อว่า  เจริญวิปัสสนาแบบ

มีสมถะนำหน้า.

แต่ว่า     พระโยคาวจรบางรูปในพระศาสนานี้ไม่ยังสนถะมีประการ

ดังกล่าวแล้วให้เกิดขึ้น  พิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์  ๕  โดยสภาวะมีความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 259

เป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น  นี้เป็นวิปัสสนา.   เอกัคคตาแห่งจิตจะเกิดขึ้นจาก

อารมณ์  คือการสลัดธรรมที่เกิดขึ้นในวิปัสสนานั้น   เพราะความบริบูรณ์

แห่งวิปัสสนาของเธอ  นี้เป็นสมถะ  อย่างนี้    วิปัสสนาเกิดก่อน    สมถะ

เกิดทีหลัง  เพราะเหตุนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  เจริญสมถะมี

วิปัสสนานำหน้า  เมื่อเธอเจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้าอยู่   มรรคย่อมเกิด

เธอส้องเสพ  เจริญ   กระทำให้มาก ซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอส้องเสพมรรคนั้น

อยู่  ฯลฯ    อนุสัยทั้งหลายย่อมหมดสิ้นไป     อย่างนี้แหละพระโยคาวจร

ชื่อว่า   เจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้า เจริญวิปัสสนาแบบมีสมถะนำหน้า  ก็

เมื่อเธอเจริญวิปัสสนาแบบมีสมถะนำหน้าอยู่ก็ดี  เจริญสมถะแบบมีวิปัสสนา

นำหน้าอยู่ก็ดี    ในขณะแห่งโลกุตตรมรรคแล้ว    สมถะและวิปัสสนาย่อม

อยู่เป็นคู่กัน    (อย่างแยกไม่ออก)    นักศึกษาพึงทราบนัยแห่งการเจริญ

(สมถะและวิปัสสนา)  ในที่นี้อย่างนี้แล.

จบ  อรรถกถาแห่งธรรมทายาทสูตร.

จบ พระสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 260

๔.  ภยเภรวสูตร

[๒๗]  ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่   ณ  พระวิหารเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี   กรุงสาวัตถี.   ครั้งนั้นแล  ชาณุสโสณิ-

พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า

ตามธรรมเนียมแล้ว   จึงนั่ง  ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.

[๒๘]   ชาณุสโสณิพราหมณ์ครั้นนั่ง    ณ  ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว  ได้

กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ        กุลบุตร

เหล่าใดมีศรัทธา     ออกบวชเป็นบรรพชิต     อุทิศเฉพาะท่านพระโคดม

ผู้เจริญ   ท่านพระโคดมผู้เจริญทรงเป็นหัวหน้าของกุลบุตรเหล่านั้น   ทรง

มีอุปการะมากแก่กุลบุตรเหล่านั้น     ทรงชักชวนกุลบุตรเหล่านั้น      และ

ประชุมชนนั้นย่อมปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านพระโคดมผู้เจริญหรือ ?

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนพราหมณ์  ข้อนี้เป็นอย่างนั้น  กุลบุตร

เหล่าใดมีศรัทธา    ออกบวชเป็นบรรพชิตอุทิศเฉพาะเรา  เราเป็นหัวหน้า

ของกุลบุตรเหล่านั้น  มีอุปการะมากแก่กุลบุตรเหล่านั้น   ชักชวนกุลบุตร

เหล่านั้น  และประชุมชนนั้นย่อมปฏิบัติตามแบบอย่างของเรา.

[๒๙]  ชาณุสโสณิพราหมณ์  กราบทูลว่า  ข้าแต่ท่านพระโคดม

เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว ยากที่จะเป็นอยู่ได้    ในภาวะ

ที่โดดเดี่ยว  ยากที่จะทำได้  ยากที่จะยินดีได้  ป่าทั้งหลายประหนึ่งว่า  จะชัก

พาใจของภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิให้เขวไป.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ข้อนี้เป็นอย่างนั้นพราหมณ์  ข้อนี้เป็น

อย่างนั้นพราหมณ์   เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว  ยากที่จะ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 261

เป็นอยู่ได้ในภาวะที่โดดเดี่ยว  ความสงัดกาย ยากที่จะทำได้  ยากที่จะยินดีได้

ป่าทั้งหลายประหนึ่งว่า   จะชักพาใจของภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิให้เขวไป.

[๓๐]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   แม้เราเมื่อเป็นโพธิสัตว์   ยัง

มิได้ตรัสรู้    ก่อนตรัสรู้นั่นเองได้มีความดำริดังนี้ว่า    เสนาสนะอันสงัดที่

เป็นป่าและป่าเปลี่ยว  ยากที่จะเป็นอยู่ได้  ในภาวะที่โดดเดี่ยว  ความสงัดกาย

ยากที่จะทำได้   ยากที่จะยินดีได้   ป่าทั้งหลายประหนึ่งว่า   จะซักพาใจของ

ภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิให้เขวไป.

[๓๑]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  มีกายกรรมไม่บริสุทธิ์    เสพเสนาสนะอันสงัด

ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว  สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น  ย่อมเรียกร้อง

ความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน   คือมีกายกรรม

ไม่บริสุทธิ์ เป็นเหตุ.   ส่วนเราหาใช่ผู้มีกายกรรมไม่บริสุทธิ์    เสพเสนาสนะ

อันสงัด ที่เป็นป่าและป่าเปลี่ยวไม่  เราเป็นผู้มีกายกรรมบริสุทธิ์.   พระอริยะ

เหล่าใดมีกายกรรมบริสุทธิ์      ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็น

ป่าเปลี่ยว  บรรดาพระอริยะเหล่านั้น  เราก็เป็นพระอริยะองค์หนึ่ง  ดูก่อน

พราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความมีกายกรรมอันบริสุทธิ์นี้ในคน   จึงถึงความ

เป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง  เพื่ออยู่ในป่า.

[๓๒]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง       มีวจีกรรมไม่บริสุทธิ์  . . . มีมโนกรรมไม่

บริสุทธิ์   . . .มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์ เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่า

เปลี่ยว  สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น   ย่อมเรียกร้องความกลัวและความ

ขลาดอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน       คือมีอาชีวะไม่บริสุทธิ์เป็นเหตุ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 262

ส่วนเราหาใช่ผู้มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์  เสพเสนาสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่า และ

เป็นป่าเปลี่ยวไม่    เราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์.    พระอริยะเหล่าใดมีอาชีวะ

บริสุทธิ์     เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว    บรรดาพระ

อริยะเหล่านั้น  เราก็เป็นองค์หนึ่ง ดูก่อนพราหมณ์  เราเห็นชัดซึ่งความมี

อาชีวะบริสุทธิ์นี้ในตน  จึงถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง  เพื่ออยู่ในป่า

[๓๓]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง    มีความอยากได้มาก    มีราคะกล้า    ในกาม

ทั้งหลาย เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว  สมณพราหมณ์

ผู้เจริญเหล่านั้น        ย่อมเรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศล

เพราะโทษของตน คือมีความอยากได้มาก  และมีราคะกล้าในกามทั้งหลาย

เป็นเหตุ.   ส่วนเราหาใช่ผู้มีความอยากได้มาก   มีราคะกล้าในกามทั้งหลาย

เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยวไม่      เราเป็นผู้ไม่มีความ

อยากได้มาก.  พระอริยะเหล่าใด  ไม่มีความอยากได้มาก    เสพเสนาสนะ

อันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว    บรรดาพระอริยะเหล่านั้น    เราก็เป็น

องค์หนึ่ง ดูก่อนพราหมณ์  เราเห็นชัดซึ่งความไม่มีความอยากได้มากนี้ใน

ตน  จึงถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง  เพื่ออยู่ในป่า.

[๓๔]  ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีจิตพยาบาทมีความดำริในใจชั่วเสพเสนาสนะ

อันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว    สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น     ย่อม

เรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน      คือ

ความมีจิตพยาบาทและมีความดำริในใจชั่วเป็นเหตุ.         ส่วนเราหามีจิต

พยาบาท    มีความดำริในใจชั่ว     เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 263

ป่าเปลี่ยวไม่   เราเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา.   พระอริยะเหล่าใด  มีจิต

ประกอบด้วยเมตตา         เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว

บรรดาพระอริยะเหล่านั้น  เราก็เป็นองค์หนึ่ง  ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัด

ซึ่งความมีจิตประกอบด้วยเมตตานี้ในตน    จึงถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดย

ยิ่ง   เพื่ออยู่ในป่า.

[๓๕]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง    อันถีนมิทธะกลุ้มรุมแล้ว   เสพเสนาสนะอัน

สงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว     สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อมเรียก

ร้องความกลัวและควานขลาดอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน        คือถูก

ถีนมิทธะกลุ้มรุมเป็นเหตุ.     ส่วนเราหาถูกถีนมิทธะกลุ้มรุมแล้ว      เสพ

เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยวไม่      เราเป็นผู้ปราศจากถีน-

มิทธะ. พระอริยะเหล่าใด  ปราศจากถีนมิทธะ เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็น

ป่าและเป็นป่าเปลี่ยว บรรดาพระอริยะเหล่านั้น เราก็เป็นองค์หนึ่ง  ดูก่อน

พราหมณ์  เราเห็นชัดซึ่งควานปราศจากถีนมิทธะนี้ในตน  จึงถึงความเป็น

ผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง  เพื่ออยู่ในป่า.

[๓๖]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง   ฟุ้งซ่าน   มีจิตไม่สงบระงับ    เสพเสนาสนะ

อันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว       สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อม

เรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน      คือ

ความฟุ้งซ่านและมีจิตไม่สงบระงับเป็นเหตุ.  ส่วนเราหาฟุ้งซ่าน   มีจิตไม่

สงบระงับ  เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยวไม่     เราเป็น

ผู้มีจิตสงบระงับแล้ว.   พระอริยะเหล่าใด  มีจิตสงบระงับ    เสพเสนาสนะ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 264

อันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว    บรรดาพระอริยะเหล่านั้น    เราก็เป็น

องค์หนึ่ง  ดูก่อนพราหมณ์  เราเห็นชัดซึ่งความมีจิตสงบระงับนี้ในตน  จึง

ถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง  เพื่ออยู่ในป่า.

[๓๗]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  มีความสงสัยเคลือบแคลง    เสพเสนาสนะอัน

สงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว     สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น     ย่อม

เรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน      คือ

มีความสงสัยและเคลือบแคลงเป็นเหตุ.  ส่วนเราหามีความสงสัยเคลือบแคลง

เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยวไม่         เราเป็นผู้ข้ามพ้น

ความเคลือบแคลงเสียแล้ว.   พระอริยะเหล่าใด   ข้ามพ้นความเคลือบแคลง

เสียแล้ว    เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว     บรรดาพระ

อริยะเหล่านั้น  เราก็เป็นองค์หนึ่ง    ดูก่อนพราหมณ์  เราเห็นชัดซึ่งความ

ข้ามพ้นความเคลือบแคลงนี้ในตน  จึงถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง เพื่อ

อยู่ในป่า.

[๓๘]  ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง     ยกตนข่มผู้อื่น  เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็น

ป่าและเป็นป่าเปลี่ยว  สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น   ย่อมเรียกร้องความ

กลัวและความขลาดอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน         คือความยกตน

และข่มผู้อื่นเป็นเหตุ   ส่วนเราหายกตนข่มผู้อื่น    เสพเสนาสนะอันสงัด

ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยวไม่   เราเป็นผู้ไม่ยกตน  ไม่ข่มผู้อื่น.  พระอริยะ

เหล่าใด    เป็นผู้ไม่ยกตน    ไม่ข่มผู้อื่น     เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่า

และเป็นป่าเปลี่ยว  บรรดาพระอริยะเหล่านั้น   เราก็เป็นองค์หนึ่ง  ดูก่อน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 265

พราหมณ์  เราเห็นชัดซึ่งความไม่ยกตน  ไม่ข่มผู้อื่นนี้ในตน   จึงถึงความ

เป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง  เพื่ออยู่ในป่า.

[๓๙]  ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง    เป็นผู้หวาดหวั่น       มีชาติแห่งความขลาด

เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว      สมณพราหมณ์ผู้เจริญ

เหล่านั้น    ย่อมเรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศลเพราะโทษ

ของตน     คือมีความหวาดหวั่นและมีชาติแห่งคนขลาดเป็นเหตุ.  ส่วนเรา

หาเป็นผู้หวาดหวั่น   มีชาติแห่งคนขลาด    เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่า

และเป็นป่าเปลี่ยวไม่   เราเป็นผู้ปราศจากความหวาดกลัว พระอริยะเหล่าใด

ปราศจากความหวาดกลัว   เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว

บรรดาพระอริยะเหล่านั้น เราก็เป็นองค์หนึ่ง  ดูก่อนพราหมณ์  เราเห็นชัด

ซึ่งความปราศจากความหวาดกลัวนี้ในตน   จึงถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดย

ยิ่ง  เพื่ออยู่ในป่า.

[๔๐]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง        ปรารถนาลาภสักการะและความสรรเสริญ

เสพเสนาสนะอันสงัด   ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว   สมณพราหมณ์ผู้เจริญ

เหล่านั้น    ย่อมเรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศลเพราะโทษ

ของตน คือ ความปรารถนาลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นเหตุ. ส่วน

เราหาปรารถนาลาภสักการะและความสรรเสริญ เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็น

ป่าและเป็นป่าเปลี่ยวไม่  เราเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย.  พระอริยะเหล่าใด

มีความปรารถนาน้อย       เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว

บรรดาพระอริยะเหล่านั้น  เราก็เป็นองค์หนึ่งดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่ง

ความปรารถนาน้อยนี้ในตน   จึงถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่งเพื่ออยู่ในป่า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 266

[๔๑]   ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  เป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม ย่อม

เสพเสนาสนะอันสงัด   ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว   สมณพราหมณ์ผู้เจริญ

เหล่านั้น    ย่อมเรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศล     เพราะ

โทษของตน   คือความเป็นผู้เกียจคร้านและมีความเพียรเลวทรามเป็นเหตุ

ส่วนเราหาเป็นผู้เกียจคร้าน  มีความเพียรเลวทราม   เสพเสนาสนะอันสงัด

ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยวไม่    เราเป็นผู้ปรารภความเพียร.     พระอริยะ

เหล่าใด  ปรารภความเพียร   เสพเสนาสนะอันสงัด   ที่เป็นป่าและเป็นป่า

เปลี่ยว    บรรดาพระอริยะเหล่านั้น  เราก็เป็นองค์หนึ่ง   ดูก่อนพราหมณ์

เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้ปรารภความเพียรนี้ในตน   จึงถึงความเป็นผู้มีขน

เรียบโดยยิ่ง   เพื่ออยู่ในป่า.

[๔๒]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง    มีสติหลงลืม    ไม่มีสัมปชัญญะ    ย่อมเสพ

เสนาสนะอันสงัด    ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว    สมณพราหมณ์เหล่านั้น

ย่อมเรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศล     เพราะโทษของตน

คือ  ความเป็นผู้มีสติหลงลืมและไม่มีสัมปชัญญะเป็นเหตุ.   ส่วนเราหามีสติ

ลงลืมไม่มีสัมปชัญญะ  เสพเสนาสนะอันสงัด  ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว

ไม่  เราเป็นผู้มีสติตั้งมั่น.  พระอริยะเหล่าใด  มีสติตั้งมั่น   เสพเสนาสนะ

อันสงัด  ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว  บรรดาพระอริยะเหล่าหั้น  เราก็เป็น

องค์หนึ่ง    ดูก่อนพราหมณ์  เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้มีสติตั้งมั่นนี้ในตน

จึงถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง  เพื่ออยู่ในป่า.

[๔๓]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 267

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง     มีจิตไม่ตั้งมั่น     มีจิตหมุนไปผิด   ย่อมเสพ

เสนาสนะอันสงัด     ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว     สมณพราหมณ์ผู้เจริญ

เหล่านั้น  ย่อมเรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศล เพราะโทษ

ของตน      คือความเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น      และมีจิตหมุนไปผิดเป็นเหตุ.

ส่วนเราหามีจิตไม่ตั้งมั่น  มีจิตหมุนไปผิด   เสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่า

และเป็นป่าเปลี่ยวไม่    เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ.     พระอริยะเหล่าใด

ถึงพร้อมด้วยสมาธิ    เสพเสนาสนะอันสงัด     ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว

บรรดาพระอริยะเหล่านั้น  เราก็เป็นองค์หนึ่ง  ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัด

ซึ่งความถึงพร้อมด้วยสมาธินี้ในตน       จึงถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง

เพื่ออยู่ในป่า.

[๔๔]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  มีปัญญาทราม   เป็นใบ้    ย่อมเสพเสนาสนะ

อันสงัด    ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว    สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อม

เรียกร้องความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศล   เพราะโทษของตน  คือ

ความเป็นผู้มีปัญญาทรามและเป็นใบ้เป็นเหตุ.      ส่วนเราหามีปัญญาทราม

เป็นใบ้   เสพเสนาสนะอันสงัด    ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยวไม่    เราเป็น

ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา. พระอริยะเหล่าใด ถึงพร้อมด้วยปัญญา เสพเสนาสนะ

อันสงัด    ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว    บรรดาพระอริยะเหล่านั้น    เราก็

เป็นองค์หนึ่ง  ดูก่อนพราหมณ์   เราเห็นชัดซึ่งความถึงพร้อมด้วยปัญญานี้

ในตน  จึงถึงความเป็นผู้มีขนเรียบโดยยิ่ง   เพื่ออยู่ในป่า.

จบ ปริยาย  ๑๖


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 268

[๔๕ ]  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  ไฉนหนอ

เราพึงอยู่ในราตรีที่รู้กัน       ที่กำหนดกันว่า  ที่ ๑๔  ที่  ๑๕  และที่  ๘

แห่งปักษ์  เห็นปานนั้น  พึงอยู่ในเสนาสนะ    คือ  อารามเจดีย์   วนเจดีย์

รุกขเจดีย์  น่าสะพึงกลัว   น่าขนพองสยองเกล้า  เห็นปานนั้น.  ถ้ากระไร

เราพึงเห็นความกลัวและความขลาดนั้น ดังนี้.  ดูก่อนพราหมณ์ โดยสมัยอื่น

เรานั้นอยู่ในราตรีที่รู้กัน      ที่กำหนดกันว่า   ที่ ๑๔   ที่ ๑๕   และที่  ๘

แห่งปักษ์    เห็นปานนั้น     อยู่ในเสนาสนะ  คือ    อารามเจดีย์  วนเจดีย์

รุกขเจดีย์ น่าสะพึงกลัวน่าขนพองสยองเกล้า  เห็นปานนั้น  ดูก่อนพราหมณ์

ก็เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะ.  เห็นปานนั้น เนื้อมาก็ดี   นกยูงทำไม้ให้ตกลงมา

ก็ดี   หรือว่าลมพัดใบไม้แห้งก็ดี.  เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า  ความกลัว

และความขลาดนั้น  นั่นมาเป็นแน่ล่ะพราหมณ์.  ดูก่อนพราหมณ์  เรานั้น

ได้มีความดำริดังนี้ว่า    อย่างไรหนอ    เราจึงเป็นผู้ปรารถนาภัยอยู่โดยแท้

ไฉนหนอ  ความกลัวและความขลาดนั้น   ย่อมมาถึงเราผู้เป็นอยู่อย่างไร ๆ

เราผู้เป็นอยู่อย่างนั้น ๆ   แลพึงกำจัดความกลัวและความขลาดอย่างนั้นเสีย

ดูก่อนพราหมณ์  ความกลัวและความขลาดนั้น ย่อมมาถึงเราผู่กำลัง

เดินจงกรมอยู่.  ดูก่อนพราหมณ์   เรานั้นจะไม่ยืน    ไม่นั่ง  ไม่นอนเลย

ตราบเท่าที่เรายังเดินจงกรม   กำจัดความกลัวและความขลาดนั้นอยู่

ดูก่อนพราหมณ์    เมื่อเรานั้นยืนอยู่   ความกลัวและความขลาดนั้น

ย่อมมา.  ดูก่อนพราหมณ์    เรานั้นจะไม่เดินจงกรม  ไม่นั่ง  ไม่นอนเลย

ตราบเท่าที่เรายังยืน   กำจัดความกลัวและความขลาดนั้นอยู่

ดูก่อนพราหมณ์   เมื่อเรานั้นนั่งอยู่   ความกลัวและความขลาดนั้น

ย่อมมา.   เรานั้นจะไม่นอน  ไม่ยืน   ไม่เดินจงกรมเลย   ตราบเท่าที่เรายัง


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 269

นั่งกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นอยู่.

ดูก่อนพราหมณ์  เมื่อเรานั้นนอนอยู่  ความกลัวและความขลาดนั้น

ย่อมมา   เรานั้นจะไม่นั่ง ไม่ยืน ไม่เดินจงกรมเลย  ตราบเท่าที่เรายังนอน

กำจัดความกลัวและความขลาดนั้นอยู่.

[๔๖]  ดูก่อนพราหมณ์  มีอยู่    สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง  สำคัญ

กลางคืนแท้  ๆ ว่า   กลางวัน   สำคัญกลางวันแท้ ๆ ว่า กลางคืน  เราย่อม

กล่าวความสำคัญอย่างนี้        ในเพราะอยู่ด้วยความหลงของสมณพราหมณ์

เหล่านั้น.  ดูก่อนพราหมณ์   ส่วนเราย่อมสำคัญกลางคืนว่ากลางคืน   ย่อม

สำคัญกลางวันว่ากลางวัน.   ดูก่อนพราหมณ์    บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูกพึง

กล่าวคำใดว่า    สัตว์ผู้มีความไม่หลงเป็นธรรมดา    เกิดขึ้นในโลก    เพื่อ

ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก  เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก   เพื่อ

อนุเคราะห์แก่โลก   เพื่อประโยชน์   เพื่อเกื้อกูล   เพื่อความสุข   แก่เทวดา

และมนุษย์ทั้งหลายบุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูกพึงกล่าวคำนั้นกะเราเท่านั้นว่า

สัตว์ผู้มีความไม่หลงเป็นธรรมดา    เกิดขึ้นในโลก    เพื่อประโยชน์เกื้อกูล

แก่ชนเป็นอันมาก  เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก  เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก

เพื่อประโยชน์   เพื่อเกื้อกูล   เพื่อความสุข   แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

[๔๗]  ดูก่อนพราหมณ์ ความเพียรเราได้ปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน

สติตั้งมั่น   ไม่ฟั่นเฟือน   กายสงบระงับแล้ว   ไม่ระส่ำระสาย   จิตตั้งมั่น

มีอารมณ์แน่วแน่  ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นสงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม

บรรลุปฐมฌาน มีวิตก  วิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  บรรลุทุติยฌาน

มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน  เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร

เพราะวิตก   วิจารสงบไป    มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่   มีอุเบกขา  มีสติ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 270

สัมปชัญญะ  และเสวยสุขด้วยกาย  เพราะปีติสิ้นไป   บรรลุตติยฌานที่พระ

อริยสาวกทั้งหลายสรรเสริญว่า     ผู้ได้ฌานนี้     เป็นผู้มีอุเบกขา     มีสติ

อยู่เป็นสุข   บรรลุจตุตถฌาน   ไม่มีทุกข์   ไม่มีสุข    เพราะละสุขละทุกข์

และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้  มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่.

[๔๘]   เรานั้น   เมื่อจิตเป็นสมาธิ   บริสุทธิ์   ผ่องแผ้ว  ไม่มีกิเลส

ปราศจากอุปกิเลส  อ่อนโยน  ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว  อย่างนี้

ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อน

ได้เป็นอันมาก    คือ   ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง  สองชาติบ้าง   สามชาติบ้าง

สี่ชาติบ้าง    ห้าชาติบ้าง    สิบชาติบ้าง    ยี่สิบชาติบ้าง    สามสิบชาติบ้าง

สี่สิบชาติบ้าง   ห้าสิบชาติบ้าง   ร้อยชาติบ้าง   พันชาติบ้าง   แสนชาติบ้าง

ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง     ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง     ตลอด

สังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนี้  มีโคตรอย่างนั้น

มีผิวพรรณอย่างนี้     มีอาหารอย่างนั้น    เสวยสุข    เสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ

มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น  ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว    ได้ไปเกิดในภพโน้น

แม้ในภพนั้น  เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น  มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น

มีอาหารอย่างนั้น     เสวยสุข     เสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ    มีกำหนดอายุเพียง

เท่านั้น   ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว   ได้มาเกิดในภพนี้  เราย่อมระลึกถึงชาติ

ก่อนได้เป็นอันมาก  พร้อมทั้งอาการ   พร้อมทั้งอุเทศ   ด้วยประการฉะนี้.

ดูก่อนพราหมณ์ วิชชาที่ ๑ นี้แล  เราได้บรรลุแล้ว  ในปฐมยามแห่งราตรี

กำจัดอวิชชาเสียได้  วิชชาก็เกิด   กำจัดความมืดเสียได้  ความสว่างก็เกิด

เหมือนเมื่อบุคคลไม่ประมาท  มีความเพียร    เผากิเลสให้เร่าร้อน   ส่งตน

ไปแล้วอยู่ฉะนั้น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 271

[๔๙ ]   เรานั้น   เมื่อจิตเป็นสมาธิ   บริสุทธิ์    ผ่องแผ้ว  ไม่มีกิเลส

ปราศจากอุปกิเลส    อ่อนโยน    ควรแก่การงาน    ตั้งมั่น    ไม่หวั่นไหว

อย่างนี้       โน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย.      เรานั้น

เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ  กำลังอุบัติ  เลว  ประณีต  มีผิวพรรณดี  มีผิวพรรณ

ทราม   ได้ดี    ตกยาก    ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์    ล่วงจักษุของมนุษย์

ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า      สัตว์เหล่านั้นประกอบด้วยกาย-

ทุจริต  วจีทุจริต   มโนทุจริต  ติเตียนพระอริยะ  เป็นมิจฉาทิฏฐิ   ยึดถือ

การกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ       เมื่อตายไป     เขาเข้าถึงอบาย    ทุคติ

วินิบาต    นรก      ส่วนสัตว์เหล่านี้     ประกอบด้วยกายสุจริต   วจีสุจริต

มโนสุจริต    ไม่ติเตียนพระอริยะ   เป็นสัมมาทิฏฐิ   ยึดถือการกระทำด้วย

อำนาจสัมมาทิฏฐิ   หลังจากตายเพราะกายแตก    เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

ดังนี้.   เรานั้นย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ  กำลังอุบัติ   เลว   ประณีต   มีผิว

พรรณดี    มีผิวพรรณทราม    ได้ดี    ตกยาก   ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์

ล่วงจักษุของมนุษย์  ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม   ด้วยประการ

ฉะนี้.    ดูก่อนพราหมณ์    วิชชาที่สองนี้แล  เราบรรลุแล้ว   ในมัชฌิมยาม

แห่งราตรี   กำจัดอวิชชาเสียได้  วิชชาก็เกิด   กำจัดความมืดเสียได้   ความ

สว่างก็เกิด  เหมือนเมื่อบุคคลไม่ประมาท  มีความเพียร เผากิเลสให้เร่าร้อน

ส่งคนไปแล้วอยู่ฉะนั้น.

[ ๕๐ ]   เรานั้น   เมื่อจิตเป็นสมาธิ   บริสุทธิ์    ผ่องแผ้ว   ไม่มีกิเลส

ปราศจากอุปกิเลส    อ่อนโยน    ควรแก่การงาน    ตั้งมั่น    ไม่หวั่นไหว

อย่างนี้    โน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ    ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง

ว่า  นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ  นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา    นี้


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 272

อาสวะ  นี้อาสวสมุทัย  นี้อาสวนิโรธ   นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา.   เมื่อ

เรานั้นรู้เห็นอย่างนี้      จิตก็หลุดพ้น     แม้จากกามาสวะ    แม้จากภวาสวะ

แม้จากอวิชชาสวะ  เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว   ก็มีญาณหยั่งรู้ว่า   หลุดพ้นแล้ว

รู้ชัดว่า   ชาติสิ้นแล้ว   พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว    กิจที่ควรทำ  ทำเสร็จแล้ว

กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.     ดูก่อนพราหมณ์     วิชชาที่ ๓ นี้แล

เราบรรลุแล้วในปัจฉิมยามแห่งราตรี   กำจัดอวิชชาเสียได้แล้ว   วิชชาก็เกิด

กำจัดความมืดเสียได้แล้ว   ความสว่างก็เกิด    เหมือนเมื่อบุคคลไม่ประมาท

มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน   ส่งตนไปแล้วอยู่ฉะนั้น.

[ ๕๑ ]  ดูก่อนพราหมณ์ บางคราว ท่านจะพึงมีความดำริอย่างนี้ว่า

แม้วันนี้พระสมณโคดมยังไม่ปราศจากราคะ  ยังไม่ปราศจากโทสะ    ยังไม่

ปราศจากโมหะ    แน่นอน    เพราะฉะนั้น     จึงยังเสพเสนาสนะอันสงัด

ทั้งที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยวอยู่ดังนี้ .  ดูก่อนพราหมณ์  ข้อนี้ท่านอย่าเห็น

อย่างนั้นเลย   เราเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ อย่าง   คือ  เห็นความอยู่เป็นสุข

ในปัจจุบันของตน  ๑          อนุเคราะห์ประชุมชนผู้เกิด ณ ภายหลัง  ๑

จึงเสพเสนาสนะอันสงัด   ที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว.

[๕๒]  ชาณุสโสณิพราหมณ์     กราบทูลว่า    ประชุมชนผู้เกิด

ณ ภายหลังนี้   เป็นอันท่านพระโคดมอนุเคราะห์อยู่แล้ว    เพราะท่านเป็น

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ      ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก     ข้าแต่

พระโคดมผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก    พระโคดมผู้เจริญทรง

ประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย  เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ   เปิด

ของที่ปิด    บอกทางแก่คนหลงทาง    หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 273

ผู้มีจักษุดีจักเห็นรูปฉะนั้น.   ข้าพเจ้านี้ขอถึงท่านพระโคดมผู้เจริญ    พระ

ธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ        ขอท่านพระโคดมผู้เจริญจงจำ

ข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสก  ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต  ตั้งแต่วันนี้

เป็นต้นไป  ดังนี้แล.

จบ  ภยเภรวสูตร  ที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 274

อรรถกถาภยเภรวสูตร

( ๒๗ )   ภยเภรวสูตร   เริ่มต้นว่า   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.

ความหมายของคำว่า  "พราหมณ์"

ในภยเภรวสูตรนั้นมีการพรรณนาตามลำดับบทดังต่อไปนี้ :-

ศัพท์ว่า อถ  เป็นนิบาตใช้ในความหมายว่าอวิจเฉทนะ (ไม่ขาดสาย

สืบต่อมา) ศัพท์ว่า โข   เป็นนิบาต (เหมือนกัน)ใช้ในความหมายว่า อวธาร-

ณะ  ห้ามความหมายอื่น. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในกรุง

สาวัตถีไม่ขาดตอนเลย.    คำว่า  ชาณุสโสณี   นั้นไม่ใช่ชื่อที่บิดามารดา

ของพราหมณ์นั้นตั้งให้  แต่ว่าเป็นชื่อที่ได้มาจากการได้ตำแหน่ง.  ว่ากันว่า

ตำแหน่งชาณุสโสณีนั้นเป็นตำแหน่งปุโรหิต.     พระราชาได้พระราชทาน

ตำแหน่งปุโรหิตนั้นให้แก่เขาฉะนั้นคนทั้งหลายจึงเรียกเขาว่า  ชาณุสโสณี.

บุคคลที่ชื่อว่า    พราหมณ์    เพราะมีความหมายว่า   เปล่งเสียงว่า

พรหมะ  อธิบายว่า  ได้แก่สาธยายมนต์.  ก็คำว่า  พราหมณ์นั้นเป็นภาษา

เรียกคนที่เป็นพราหมณ์โดยกำเนิด.  ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายท่านก็เรียกว่า

พราหมณ์  เพราะลอยบาปได้แล้ว.

สัมโมทนียกถา - สาราณียกถา

คำว่า   เยน   ในคำว่า  เยน  ภควา  เตนุปสงฺกมิ  เป็นตติยาวิภัตติ

ใช้ในความหมายแห่งสัตตมีวิภัตติ.    เพราะฉะนั้น   พึงเห็นความหมายใน

คำนี้ อย่างนี้ว่า  ยตฺถ  ภควา  อุปสงฺกมิ   (แปลว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 275

ประทับอยู่ในที่ใด   ชาณุสโสณีพราหมณ์ก็เข้าไปเฝ้าแล้วในที่นั้น).

อีกอย่างหนึ่ง   พึงเห็นความหมายในคำนี้อย่างนี้ว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้า.

อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพึงเข้าไปเฝ้าด้วยเหตุใด  ชาณุสโสณีพราหมณ์

ก็เข้าไปเฝ้าแล้วด้วยเหตุนั้น.

ถามว่า   ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพึงเข้าไป

เฝ้าด้วยเหตุไรเล่า ?

ตอบว่า ด้วยประสงค์จะบรรลุคุณวิเศษนานาประการ  อุปมาเหมือน

ต้นไม้ใหญ่ที่ผลิผลอยู่เนืองนิตย์   อันฝูงนกเข้าไปจับก็ด้วยประสงค์จะจิกกิน

ผลที่มีรสอร่อยฉะนั้น.

และคำว่า อุปสงฺกมิ  มีอธิบายว่าไปแล้ว. บทกิริยาว่า อุปสงฺกมิตฺวา

เป็นบทแสดงถึงว่า   การเข้าไปเฝ้าได้สิ้นสุดลงแล้ว.    อีกอย่างหนึ่ง   (บท

กิริยาว่า  อุปสงฺกมิตฺวา)  จะอธิบายว่า  ไปสู่ที่ใกล้กว่านั้น  คือที่ใกล้ของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ดังนี้ก็ได้.

บทว่า  ภควตา  สทฺธิ  สมฺโมทิ   ความว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า

เมื่อตรัสถามถึงสุขทุกข์เป็นต้น      ชื่อว่าทรงมีความบันเทิงพระทัยร่วมกับ

พราหมณ์นั้นฉันใด     แม้พราหมณ์นั้นก็มีความบันเทิงใจร่วมกับพระผู้มี

พระภาคเจ้า  คือได้ถึงความบันเทิงใจ  ได้แก่ความเป็นกันเองกับพระผู้มี

พระภาคเจ้า  เปรียบเหมือนน้ำเย็นกับน้ำร้อนเข้ากันได้ฉะนั้น.

อนึ่ง  พราหมณ์นั้นบันเทิงใจ    (กับพระผู้มีพระภาคเจ้า)  ด้วย

ถ้อยคำใดมีอาทิว่า  ยนต์คือพระวรกายของพระโคดมผู้เจริญยังพอทนได้อยู่

หรือ ?     พระโคดมผู้เจริญพอยังยนต์คือพระวรกายให้เป็นไปได้อยู่หรือ?


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 276

พระโคดมผู้เจริญและเหล่าสาวกของพระโคดมยังคงมีอาพาธน้อย     มีโรค

น้อย  ยืน  เดิน  ได้คล่อง  แข็งแรง  (และ)     มีความเป็นอยู่ผาสุกอยู่

หรือ?   ถ้อยคำนั้น ชื่อว่า สัมโมทนียะ  (เป็นเหตุให้บันเทิงใจ) เพราะ

ให้เกิดความบันเทิงใจเป็นอย่างดี    กล่าวคือปีติและปราโมช   และเพราะ

เป็นถ้อยคำสมควรเพื่อความบันเทิงใจ ชื่อว่า สาราณียะ  (เป็นเหตุให้ระลึก

ถึงกันและกัน)  เพราะเป็นถ้อยคำสมควรที่จะให้ (ผู้ฟังระลึกถึง)  ตลอด

กาลแม้นาน คือให้เป็นไปไม่ว่างเว้น  และเพราะเป็นถ้อยคำที่  (ผู้พูดเอง)

ก้องระลึกถึงด้วย  ชื่อว่า  สัมโมทนียะ  เพราะเมื่อฟังอยู่ก็เป็นสุข ชื่อว่า

สาราณียะ     เพราะเมื่อระลึกถึงอยู่ก็เป็นสุข     อีกประการหนึ่ง    ชื่อว่า

สัมโมทนียะ  เพราะมีพยัญชนะแจ่มชัด  ชื่อว่า  สาราณียะ  เพราะมีอรรถ

แจ่มชัด      พราหมณ์ยังถ้อยลำซึ่งเป็นสัมโมทนียะสาราณียะให้ผ่านพ้นไป

คือสิ้นสุดลง  ได้แก่ให้จบลงด้วยบรรยายเป็นอเนก  ดังพรรณนามาอย่างนี้

แล้วประสงค์จะถามถึงจุดมุ่งหมายที่เป็นเหตุให้ตนต้องมา    จึงนั่งลง ณ ที่

สมควรส่วนข้างหนึ่ง  (ก่อน).

บทว่า    เอกมนฺต   เป็นบทแสดง    ภาวนปุสกะ   (กิริยาวิเศษ)

ดุจตัวอย่างในประโยคเป็นต้นว่า   วิสม  จนฺทิมสุริยา  ปริวตนฺติ   พระ

จันทร์และพระอาทิตย์โคจรไม่เท่ากัน  ดังนี้    เพราะฉะนั้น  พึงเห็นความ

หมายในข้อนี้อย่างนี้ว่า พราหมณ์นั้นนั่งเหมือนที่เขานั่ง  ๆ กันในที่สมควร.

อีกอย่างหนึ่ง   บทว่า  เอกมนฺต    นี้เป็นทุติยาวิภัตติ   ใช้ในความหมาย

แห่งสัตตมีวิภัตติ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 277

การนั่งที่มีโทษ  ๖  อย่าง

บทว่า  นิสีทิ  แปลว่า  เข้าไปนั่งใกล้.    เพราะว่าคนที่เป็นบัณฑิต

เข้าไปหาบุคคลผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นครูแล้วย่อมนั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้าง

หนึ่ง  เนื่องจากเป็นผู้ฉลาดในที่นั่ง     และพราหมณ์นี้ก็เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง

ในจำนวนบัณฑิตเหล่านั้น.  เพราะฉะนั้น   จึงนั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้าง

หนึ่ง.

ถามว่า  ก็บุคคลนั่งอย่างไร     จึงชื่อว่านั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้าง

หนึ่ง  ?

ตอบว่า  นั่งเว้นโทษของการนั่ง  ๖  อย่าง.

ถามว่า  โทษการนั่ง  ๖  อย่างมีอะไรบ้าง  ?

ตอบว่า  มีดังนี้คือ :-

๑.  อติทูร                 นั่งไกลเกินไป

๒.  อจฺจาสนฺน            นั่งใกล้เกินไป

๓.  อุปริวาต               นั่งในที่เหนือลม

๔.  อุนฺนตฺปฺปเทส         นั่งในที่สูง

๕. อติสมฺมุข                     นั่งตรงหน้าเกินไป

๖.  อติปจฺฉา               นั่งล้ำไปข้างหลังมาก

อธิบายว่า คนที่นั่งในที่ไกลเกินไป   ถ้าประสงค์จะพูดกันก็ต้องพูด

ด้วยเสียงดัง.  นั่งในที่ใกล้เกินไปก็จะเบียดเสียดท่าน    นั่งในที่เหนือลมก็

จะรบกวนท่านด้วยกลิ่นตัว      นั่งในที่สูงก็จะเป็นการแสดงความไม่เคารพ

นั่งตรงหน้าเกินไป  ถ้าประสงค์จะมองดู  (หน้ากัน  )  ก็จะต้องจ้องตากัน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 278

นั่งล้ำข้างหลังมาก  ถ้าประสงค์จะมองดู   จะต้องยื่นคอไป  (เหลียว)  ดู.

เพราะเหตุนั้น  พราหมณ์นี้จึงนั่งเว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่างนี้เสีย.  เพราะ

เหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  พราหมณ์นั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.

กุลบุตร  ๒  จำพวก

( ๒๘ )  บทว่า  เยเม   ตัดบทเป็น  เย  อิเม.    แปลว่า กุลบุตร

เหล่านี้ใด.

บทว่า    กุลปุตฺตา    ได้แก่กุลบุตร ๒ จำพวก      คือกุลบุตรโดย

กำเนิด ๑  กุลบุตรโดยอาจาระ  ๑.    ในกุลบุตร ๒ จำพวกนั้น  กุลบุตรที่

เกิดในตระกูลสูง     (ซึ่งมีที่มา)  อย่างนี้ว่า   ก็โดยสมัยนั้นแล   กุลบุตร

ชื่อรัฐบาลเป็นลูกชายของอัครกุลิกเศรษฐีในถุลลโกฏฐิตคามนั้นนั่นแล

ดังนี้   ชื่อว่ากุลบุตรโดยกำเนิด. ส่วนกุลบุตรที่แม้จะเกิดในตระกูลใดก็ตาม

เป็นคนเพียบพร้อมด้วยอาจาระซึ่งมีที่มาอย่างนี้ว่า  กุลบุตรเหล่าใดออกจาก

เรือน  บวชเป็นอนาคาริกด้วยศรัทธา  ดังนี้   ชื่อว่า  กุลบุตรโดยอาจาระ.

แต่ในที่นี้   ท่านประสงค์เอากุลบุตรด้วยเหตุ  ๒ อย่าง  (นั้น).

บทว่า  สทฺธา  แปลว่า  ด้วยศรัทธา.

บทว่า  อคารสฺมา  แปลว่า  จากเรือน.

บทว่า  อนคาริย     ได้แก่บรรพชาและอุปสมบท.     ด้วยว่า  แม้

บรรพชาก็ชื่อว่า  อนคาริยา  เพราะในบรรพชานี้ไม่มีการงานที่เกื้อกูลแก่

การครองเรือน.  อธิบายว่า  ในบรรพชานี้ไม่มีกสิกรรม (การเพาะปลูก)

และโครักขกรรม ( การเลี้ยงสัตว์)  เป็นต้น   ซึ่งเกื้อกูลแก่การครองเรือน.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 279

ฝ่ายภิกษุ  ก็ชื่อว่า  อนาคาระ   เพราะท่านไม่มีเรือน.   ภาวะแห่งการไม่มี

เรือน  ชื่อว่า  อนคาริยะ.

บทว่า  ปพฺพชิตา  แปลว่า   เข้าถึง.   อธิบายว่า   เข้าถึงบรรพชา

และภิกษุภาวะ   กล่าวคือการงานที่ไม่เกื้อกูลแก่การครองเรือนแม้โดยประ-

การทั้งปวง   ดังพรรณนามาฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้นำกุลบุตร  ๒ จำพวกนั้น

บทว่า  ปุพฺพงฺคโม  แปลว่า  เป็นผู้ไปข้างหน้า   คือเป็นผู้นำ.

บทว่า  พหุกาโร  แปลว่า  เป็นผู้มีอุปการะมากเพราะทำประโยชน์

เกื้อกูลให้.

คำว่า  ภวนฺเตส โคตโม  สมาทเปตา  ความว่า  พระโคดมผู้เจริญ

ยังกุลบุตรเหล่านั้นให้รับ   คือให้ศึกษาข้อศึกษาต่าง ๆ มีอธิศีลเป็นต้น.

บทว่า  สา  ชนตา  แปลว่า  หมู่ชนนั้น.

บทว่า    ทิฏฺานุคตึ   อาปชฺชติ  แปลว่า   เอาอย่าง.   อธิบายว่า

พระโคดมผู้เจริญมีทิฏฐิอย่างใด    มีความชอบใจอย่างใด    มีความพอใจ

อย่างใด    แม้กุลบุตรเหล่านั้นก็มีทิฏฐิอย่างนั้น  มีความชอบใจอย่างนั้น

มีความพอใจอย่างนั้น.

ถามว่า  ก็เพราะเหตุไร  พราหมณ์นี้จึงกล่าวอย่างนั้น ?

ตอบว่า  ได้ยินว่า    เมื่อก่อนพราหมณ์นี้เห็นกุลบุตรจำนวนมากอยู่

ในท่ามกลางเรือน     ได้รับการบำรุงบำเรอด้วยเบญจกามคุณราวกะว่าเป็น

เทพบุตร  ได้รับการคุ้มครองป้องกันอย่างดีทั้งภายในบ้าน   ภายนอกบ้าน

สมัยต่อมาก็ได้เห็นกุลบุตรเหล่านั้นฟังพระสัทธรรมเทศนาอันไพเราะของ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 280

พระผู้มีพระภาคเจ้า  แล้วออกจากเรือนบวชด้วยศรัทธา   (กลับกลายมา

เป็น)  ผู้สันโดษในเรื่องของกินและเครื่องนุ่งห่มอย่างยิ่งยวด    แม้จะไม่มี

ใครคุ้มครองป้องกันให้   (ดังแต่ก่อน)  ก็มิได้หวาดระแวง    ร่าเริงยินดี

เบิกบานใจอยู่ในเสนาสนะป่า,   และพราหมณ์ครั้นเห็นแล้วก็พลันคิดได้ว่า

การอยู่อย่างนี้ของกุลบุตรเหล่านี้    นับว่าเป็นการอยู่อย่างผาสุกแล้ว  การอยู่

อย่างผาสุกนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยใคร   ก็ได้รับคำตอบว่า   เพราะอาศัยพระ

โคดม   จึงได้เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า   เพื่อประกาศความเลื่อมใส

นั้น  เขาจึงได้มายังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า  ฉะนั้น  เขาจึงกล่าวอย่างที่

กล่าวมาแล้วนี้.

ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงยอมรับและทรงสนับ

สนุนคำพูดของพราหมณ์นั้น     จึงตรัสคำมีอาทิว่า   เอวเมต   พฺราหฺมณ

ข้นนั้นเป็นอย่างนั้นแหละพราหมณ์.

ก็ในคำว่า  เอวเมต  พฺราหฺมณ   นี้   มีอธิบายดังนี้ ว่า :-

บทว่า  เอว  นี้   เป็นนิบาต    ใช้ในความหมายว่า   รับรอง  และ

อนุโมทนาคำพูด  (ของคนอื่น).

บทว่า  มม  อุทฺทิสฺส  แปลว่า  เจาะจงเราตถาคต.

ด้วยบทว่า  สทฺธา  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเหตุต่าง ๆ มี

อาทิว่า  ด้วยศรัทธานั้นเอง  ไม่ใช่  (บวช)  เพราะเป็นหนี้  ไม่ใช่เพราะ

ความกลัว.   เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นหัวหน้าของกุลบุตรเช่น

นี้เท่านั้น  ไม่ใช่ของจำพวกอื่น.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 281

เสนาสนะป่า

[๒๙]  บทว่า   ทูรภิสมฺภาวานิ  หิ  ความว่า  ยากที่จะอยู่ได้ด้วยดี

คือทนอยู่ได้ยาก     อธิบายว่า  ภิกษุผู้มีศักดิ์น้อยไม่สามารถจะอยู่อาศัยได้.

บทว่า  อรญฺวนปตฺถานิ    ได้แก่ป่าและป่าเปลี่ยว.

ในบทว่า  อรญฺวยปตฺถานิ   นั้น   มีอธิบายว่า:-

ว่ากันตามตรงในอภิธรรมแล้ว   สถานที่อยู่นอกเสาเขื่อนไปทั้งหมด

ท่านเรียกว่า  "ป่า"  ก็จริง.   ถึงกระนั้นก็พึงทราบว่า    เสนาสนะใดที่ให้

สำเร็จเป็นอารัญญิกธุดงค์ได้   ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า   ท้ายสุดประมาณ  ๕๐๐

ช่วงธนู  ท่านประสงค์เอาเสนาสนะนั้นเท่านั้น.

บทว่า  วนปตฺถ  ได้แก่สถานที่ที่เลยท้ายหมู่บ้านไป   ไม่มีคนไปมา

บ่อย ๆ เป็นที่ที่ไม่มีการไถหว่าน.   ข้อนี้สมด้วยคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ ว่า:-

คำว่า  วนปตฺถ  เป็นชื่อของเสนาสนะที่อยู่ไกล.

คำว่า  วนปตฺถ  เป็นซึ่งของราวป่า.

คำว่า  วนปตฺถ  เป็นชื่อของสถานที่ที่น่ากลัว.

คำว่า  วนปตฺถ  เป็นชื่อของสถานที่ที่ทำให้มีขนชูชัน.

คำว่า  วนปตฺถ  เป็นชื่อของสถานที่ที่อยู่ปลายแดน.

คำว่า  วนปตฺถ  ไม่ใช่เป็นชื่อของเสนาสนะที่มีผู้คนไปมาบ่อยๆ.

และในที่นี้    นอกจากความหมายนี้อย่างเดียวว่า     สถานที่อยู่ปลาย

แดน  พึงเข้าใจป่าที่อยู่ปลายแดน  ตามความหมายที่เหลือ.

บทว่า  ปนฺตานิ  ได้แก่สถานที่อยู่ปลายแดน   คือสถานที่ไกลมาก.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 282

บทว่า   ทุกฺกร  ปวิเวก   ความว่า   กายวิเวก    เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก.

บทว่า  ทูรภิรม  แปลว่า  ไม่ง่ายเลยที่จะยินดี.

บทว่า  เอกตฺเต   แปลว่า  ในความเป็นผู้เดียว      ( ในการอยู่คน

เดียว ).

ถามว่า  พระพุทธดำรัสที่ตรัสมานี้แสดงถึงอะไร ?

ตอบว่า   แสดงถึงว่า   แม้จะบำเพ็ญกายวิเวกได้แล้ว     การจะยังจิต

ให้ยินดีในวิเวกนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก.  เพราะสัตว์โลกนี้มักยินดีในการ

อยู่เป็นคู่กัน.

บทว่า  หรนฺติ  มญฺเ  ความว่า   เหมือนจะนำไป   คือ เหมือน

จะฉุดคร่าไป.

บทว่า  มโน  แปลว่า  ซึ่งใจ.

บทว่า  สมาธึ    อลภมานสฺส   ความว่า   (ของภิกษุ)   ผู้ไม่ได้

อุปจารสมาธิ  หรืออัปปนาสมาธิ.

ถามว่า  พระพุทธดำรัสที่ตรัสมานี้แสดงถึงอะไร  ?

ตอบว่า  แสดงถึงว่า    ป่าเหมือนจะทำจิตของภิกษุเช่นนี้ ให้ฟุ้งซ่าน

ด้วยเสียงทั้งหลายมีเสียงหญ้าเสียงใบไม้และเสียงสัตว์เป็นต้น    และ   ( รวม

ทั้ง )  อารมณ์ที่น่ากลัวต่าง ๆ.  คำทั้งหมดที่กล่าวมานี้    พราหมณ์ซึ่งเกิด

พิศวงกับการอยู่ป่าของกุลบุตรทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธากล่าวไว้เเล้ว

ความหมายของ  "พระโพธิสัตว์"

[๓๐]  ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงรับรองและอนุ-

โมทนาคำพูดของพราหมณ์นั้น     ด้วยพระพุทธดำรัสมีอาทิว่า     เอวเมต


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 283

พฺราหฺมณ  ตามนัยแรกนั่นแล  แล้วจึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า  มยฺหปิ   โข    เพื่อ

จะทรงแสดงว่า   เสนาสนะชนิดนั้น   ก็เป็นเสนาสนะที่อยู่ได้ยาก  สำหรับ

พระองค์เอง  เพราะเสนาสนะชนิดนั้น   เป็นที่อยู่ยากสำหรับภิกษุทั้งหลาย

ผู้ถูกอารมณ์กลุ้มรุมในเพราะเหตุ  ๑๖ อย่าง   แต่ไม่เป็นที่อยู่ยากเลยสำหรับ

เหล่าภิกษุผู้ประกอบด้วยการข่มอารมณ์ได้    ในเพราะเหตุเหล่านั้น   และ

พระองค์เองถึงจะเป็นพระโพธิสัตว์ก็ทรงอยู่ในฐานะเช่นนั้น.

บทว่า  ปุพฺเพว   สมฺโพธา    ความว่า    ในกาลก่อนแต่การตรัสรู้

อธิบายว่า   ในเวลาอื่นจากเวลาที่อริยมรรคเกิดขึ้นนั่นแล.

บทว่า  อนภิสมฺพุทฺธสฺส  ได้แก่ยังไม่ได้แทงตลอดสัจจะ ๔.

บทว่า  โพธิสตฺตสฺเสว   สโต    แปลว่า   สัตว์ผู้จะตรัสรู้  คือสัตว์

ผู้ควรที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ   อีกอย่างหนึ่งหมายความว่า   สัตว์

ผู้ข้อง  คือผู้ติดอยู่ในพระโพธิญาณ.

เพราะว่า   นับจำเดิมแต่อภินิหารสำเร็จลงด้วยควานประชุมพร้อม

แห่งธรรม  ๘ ประการแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

พระนามว่า "ทีปังกร"   พระตถาคตซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์หรือเป็นสัตว์

ผู้เกี่ยวข้องอยู่ว่า  โพธิญาณนี้   เราต้องบรรลุให้ได้  ไม่ยอมทิ้งความพยายาม

เพื่อบรรลุโพธิญาณนั้นมาแล้ว   เพราะฉะนั้น  จึงเรียกกันว่า   "พระโพธิ-

สัตว์."

[๓๑]  บทว่า  ตสฺส  มยฺห  ความว่า  สำหรับเราตถาคตนั้น  คือ

ผู้เป็นพระโพธิสัตว์อย่างนี้นั่นแล.

บทว่า  เย โข   เกจิ สมณา   วา  พฺราหฺมณา  วา ความว่า สมณ-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 284

หรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง  คือท่านผู้เข้าถึงการบรรพชา  หรือบุคคล

ผู้มีปกติกล่าวว่า  "โภ"   (แปลว่า   ผู้เจริญ).

บทว่า  อปริสุทฺธกายกมฺมนฺตา  ความว่า   ประกอบด้วยกายกรรม

อันไม่บริสุทธิ์   มีปาณาติบาตเป็นต้น.

บทว่า  อปริสุทฺธกายกมฺนนฺตสนฺโทสเหตุ   ความว่า   เพราะเหตุ

แห่งโทษของตน  กล่าวคือกายกรรมอันไม่บริสุทธิ์    อธิบายว่า เพราะเหตุ

แห่งกายกรรมอันไม่สะอาด.

บทว่า  หเว   เป็นนิบาต  ใช้ในความหมายว่า  โดยส่วนเดียว.

บทว่า  อกุสล  ได้แก่สิ่งมีโทษและไม่ปลอดภัย.

บทว่า   ภยเภรว  แปลว่า  ภัยและสิ่งที่น่ากลัว.

บทว่า   ภยเภรว  นี้ เป็นชื่อเรียกความหวาดสะดุ้งแห่งจิตและอารมณ์

อันน่ากลัว.

บรรดาภัยและสิ่งที่น่ากลัวทั้ง ๒ อย่างนั้น     ภัย    พึงทราบว่าเป็น

อกุศล   เพราะมีความหมายว่ามีโทษ  สิ่งที่น่ากลัว   พึงทราบว่าเป็นอกุศล

เพราะมีความหมายว่าไม่ปลอดภัย.

บทว่า  อวฺหยนฺติ  แปลว่า  ย่อมเรียกร้องมา.

ถามว่า  ย่อมเรียกร้องมาอย่างไร ?

ตอบว่า  ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้น  ครั้นทำบาปกรรมมีปาณาติบาต

เป็นต้นแล้วคิดได้ว่า   เราทำไม่ถูกแล้ว   ถ้าคนที่เราทำผิดต่อเขารู้จักตัวเรา

(ว่าเป็นคนทำ ) ไซร้   ก็จะต้องติดตามมาแก้เผ็ดเราเสียเดี๋ยวนี้แหละ   จึง

หลบเข้าป่านั่งแอบอยู่ระหว่างกอไม้หรือพุ่มไม้   พอเขาได้ยินเสียงหญ้าหรือ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 285

เสียงใบไม้เข้า  แม้เพียงนิดหน่อยก็สะดุ้งโหยงด้วยคิดว่า  เสร็จแล้วเราคราว

นี้  เธอ (รู้สึก) จะเป็นเหมือนถูกคนอื่นมาล้อมไว้และเป็นเหมือนถูกจับฆ่า

ฉะนั้น.    เมื่อเป็นเช่นนั้นสมณพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าเรียกร้อง   คือเรียก

หาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นเข้ามาหาตน.

คำว่า  น  โข  ปนาห  ฯปฯ  ปฏิเสวานิ  ความว่า  เราแลเป็นผู้มี

กายกรรมอันไม่บริสุทธิ์  จึงอยู่อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด  ซึ่งเป็นป่าและเป็น

ป่าเปลี่ยวได้.

บทว่า  โว  ในคำว่า  เยหิ  โข   เป็นเพียงนิบาต.    พระพุทธเจ้า

ทั้งหลายและพระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย     ท่านเรียกว่า   "พระ

อริยะ."

บทว่า  ปริสุทฺธกายกมฺมนฺตา    ความว่า   (พระอริยเจ้าทั้งหลาย )

เป็นเช่นนี้.

บทว่า  อห  เตส   อญฺตโร  ความว่า แม้เราตถาคตก็เป็นคนหนึ่ง

คือเป็นคนใดคนหนึ่งในบรรดาพระอริยเจ้าเหล่านั้น.  อันที่จริง พระโพธิ-

สัตว์ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์    ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต     ย่อมเป็นผู้มีกายกรรม

บริสุทธิ์ทั้งนั้น.

บทว่า  ภิยฺโย  เป็นนิบาต   ใช้ในความว่า  อย่างยิ่ง.

บทว่า  ปลฺโลน   แปลว่า     ความเป็นผู้มีขนตก    (ไม่ลุกชูชัน)

อธิบายว่า  ปลอดภัย   คือสวัสดิภาพ.

บทว่า  อาปาทึ    แปลว่า   ถึงแล้ว   อธิบายว่า   ถึงความสวัสดีมาก

มาย  หรือความสวัสดีโดยอาการหลายอย่าง.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 286

สองบทว่า  อรญฺเ  วิหาราย    แปลว่า  เพื่อประโยชน์แก่การอยู่

ในป่า.

จบกถาว่าด้วยวาระแห่งกายกรรม

วจีกรรม - มโนกรรม - อาชีวะ

ทุกบทมีนัยเช่นนี้.   แต่ว่าที่แปลกออกไปมีดังต่อไปนี้ :-

[๓๒]  จะกล่าวในวาระว่าด้วยวจีกรรมก่อน.  บทว่า  อปริสุทฺธ-

วจีกมฺมนฺตา   ความว่า   ประกอบด้วยวจีกรรมอันไม่บริสุทธิ์   มีมุสาวาท

เป็นต้น.

ถามว่า  สมณพราหมณ์ผู้มีวจีกรรมอันไม่บริสุทธิ์ เหล่านั้น   จะเรียก

ร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร  ?

ตอบว่า  สมณพราหมณ์เหล่านั้น  ครั้นหักรานประโยชน์ของคนอื่น

ด้วยการพูดเท็จ   ทำลายมิตรด้วยคำพูดส่อเสียด   ก็ทำลายความรักของตน

อื่นด้วยถ้อยคำหยาบคายในท่ามกลางบริษัท    ทำให้การงานของคนอื่นเสีย

หายไปด้วยคำพูดที่ไร้ประโยชน์   แล้วคิดได้ว่า   เราทำไม่ถูกแล้ว   ถ้าคนที่

เราทำผิดต่อเขารู้ว่าเรา ( เป็นคนทำ )  ก็คงจะตามมาแก้เผ็ดเราเดี๋ยวนี้แหละ

จึงหลบเข้าป่าไปนั่งอยู่ระหว่างกอไม้หรือพุ่มไม้       พอเขาได้ยินเสียงหญ้า

หรือเสียงใบไม้แม้เพียงนิดเดียวก็สะดุ้งโหยง  ด้วยคิดว่า  เสร็จแล้วเราคราว

นี้  เธอ (รู้สึก) จะเป็นเหมือนมีคนอื่นมาล้อมไว้ และเป็นเหมือนถูกจับฆ่า

ฉะนั้น.  สมณพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าร้อง     คือเรียกหาภัยและอารมณ์อัน

น่ากลัวนั้นให้เข้ามาหาตน.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 287

จะกล่าวในวาระว่าด้วยมโนกรรม.  บทว่า  อปริสุทฺธมโนกมฺนนฺตา

ความว่า ประกอบด้วยมโนกรรมอันไม่บริสุทธิ์   มีอภิชฌาเป็นต้น.

ถามว่า  สมณพราหมณ์ผู้มีมโนกรรมอันไม่บริสุทธิ์ เหล่านั้น จะเรียก

ร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร ?

ตอบว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นเกิดความโลภชนิดที่ขาดความ

ชอบธรรม อันได้แก่อภิชฌา (ความเพ่งเล็งของผู้อื่น) ในสิ่งของที่คนอื่น

รักษาคุ้มครองแล้ว    โกรธคนอื่นและให้คนอื่นยึดถือทรรศนะที่ผิดไปด้วย

แล้วคิดได้ว่า   เราทำไม่ถูกแล้ว  ฯ ล ฯ   ชื่อว่าเรียกร้อง   คือเรียกหาภัยและ

อารมณ์อันน่ากลัวนั้นให้เข้ามาหาตน.

จะกล่าวในวาระว่าด้วยอาชีวะ.   บทว่า   อปริสุทฺธาชีวา   ความว่า

ประกอบด้วยอาชีพอันไม่บริสุทธิ์  แยกประเภทเป็นอเนสนา ๒๑ อย่าง  มี

ทำหน้าที่เป็นหมอรักษาโรค  เป็นทูตส่งข่าวสารและค้าขายหากำไรเป็นต้น

ถามว่า  สมณพราหมณ์ผู้มีอาชีพอัน ไม่บริสุทธิ์เหล่านั้น      จะเรียก

ร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร ?

ตอบว่า  สมณพราหมณ์เหล่านั้น  ครั้นเลี้ยงชีวิตอย่างนั้นอยู่  ได้ยิน

ข่าวว่า   นัยว่าเหล่าภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎก    ซึ่งทำหน้าที่ชำระสะสางพระ

ศาสนาให้บริสุทธิ์    กำลังออกไปชำระสะสางพระศาสนา   วันนี้หรือพรุ่งนี้

ก็จักเดินทางมาถึงที่นี้    (ได้ยินอย่างนั้นแล้ว)   จึงหนีเข้าป่าไปนั่งแอบอยู่

ระหว่างกอไม้หรือพุ่มไม้ ฯลฯ  สู่ดุ้งโหยง  เธอ  (รู้สึก )  จะเป็นเหมือน

ภิกษุเหล่านั้นมาล้อมจับไว้และเป็นเหมือนถูก ( จับสึก) ให้นุ่งผ้าขาว.  คำ

ที่เหลือก็เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.

ในคำว่า  อิโต ปร  อภิชฺฌาลุ  เป็นต้น    มีอธิบายว่า  อภิชฌาและ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 288

พยาบาทสงเคราะห์เข้าในมโนกรรมก็จริง   ถึงอย่างนั้นพึงทราบว่า   ท่าน

กล่าวซ้ำไว้อีกด้วยอำนาจนิวรณ์.

อธิบายนิวรณ์  ๕

[๓๓]   บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   อภิชฺฌาลุ    ได้แก่ผู้มีปกติ

เพ่งเล็งสิ่งของของคนอื่น.  บทว่า   กาเมสุ  ติพฺพสราคา   ได้แก่ผู้มีกิเลส

คือราคะอย่างแรงกล้าในวัตถุกามทั้งหลาย.

ถามว่า  สมณพราหมณ์ผู้มีกิเลสคือราคะแรงกล้าเหล่านั้น    จะเรียก

ร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร ?

ตอบว่า  สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ได้พิจารณาอารมณ์ให้ละเอียด

ถี่ถ้วน   เมื่อท่านไม่ได้กำหนดพิจารณาอารมณ์ให้ละเอียดถี่ถ้วน   อยู่ในป่า

สิ่งที่เห็นในตอนกลางวัน  ย่อมปรากฏเป็นภัยและเป็นของน่ากลัวในตอน

กลางคืน     เธอมีจิตเป็นอกุศล  (อยู่แล้ว ) ย่อมจะหวาดสะดุ้งด้วยภัยและ

สิ่งที่น่ากลัวแม้เพียงเล็กน้อย        คือเห็นเชือกหรือเถาวัลย์ก็สำคัญว่าเป็นงู

เห็นตอไม้สำคัญว่าเป็นยักษ์  เห็นเนินดินหรือภูเขาก็สำคัญว่าเป็นช้าง  เป็น

เหมือนถูกสัตว์ร้ายมีงูเป็นต้นทำร้ายเอาฉะนั้น.       คำที่เหลือก็เหมือนกับที่

กล่าวมาแล้วนั่นแล.

บทว่า  พฺยาปนฺนจิตฺตา แปลว่า มีจิตวิบัติไป  เพราะละสภาพปกติ

เสีย.  เป็นความจริง  จิตที่คละเคล้าอยู่กับกิเลสย่อมละสภาพปกติกลับกลาย

เป็นจิตเสียไป  เหมือนข้าวและกับเก่าที่บูดฉะนั้น.

บทว่า  ปทุฏฺมนสงฺกปฺปา แปลว่า มีจิตคิดไปในทางไม่ดี  อธิบาย

ว่า  ประกอบด้วยความดำริแห่งจิตที่ไม่ดี  คือทำคนอื่นให้เสียประโยชน์.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 289

ถามว่า  สมณพราหมณ์ที่มีจิตวิบัติคิดไปในทางที่ไม่ดีเหล่านั้น   จะ

เรียกร้องความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร ?

ตอบว่า   นับตั้งแต่นี้ไป    การเรียกร้องหาความกลัวและอารมณ์อัน

น่ากลัว  พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในตอนที่ว่าด้วย อภิชฺฌาลุ นั่นแหละ.

แต่ว่าในที่ใดจักมีแปลกออกไป  ข้าพเจ้าก็จักกล่าวอธิบายไว้ในที่นั้น.

[๓๔]  ก็ในพระดำรัสตอนนี้ว่า   น โข ปนาห  พฺยาปนฺนจิตฺโต

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงแสดงว่า  เราตถาคตมีจิตประกอบไปด้วยเมตตา

มีจิตคิดเกื้อกูล.  เป็นธรรมดา  พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นเช่นนี้   (ทั้ง

นั้น )  บัณฑิตพึงพรรณนาคุณของพระโพธิสัตว์ ด้วยอำนาจนัยตรงกันข้าม

กับโทษที่กล่าวไว้ในทุกบทอย่างนี้.

[๓๕]  บทว่า   ถีนมิทฺธปริยุฏฺิตา   แปลว่า   อันถีนะ  ( ความ

ท้อถอย,   ท้อแท้)    ซึ่งเป็นความพิการของจิตและมิทธะ     (ความง่วง

เหงา)  ซึ่งเป็นความพิการของกองนามที่เหลือ  (เวทนา สัญญา สังขาร)

กลุ้มรุมแล้ว    อธิบายว่า    ครอบงำ   คือยึดครอง.    สมณพราหมณ์ที่ถูก

ถีนมิทธะกลุ้มรุมแล้วมักจะหลับ.

[๓๖]  บทว่า   อุทฺธตา   แปลว่า   มีปกติฟุ้งซ่าน   คือมีจิตดิ้นรน

อธิบายว่า  จิตย่อมดิ้นรนไปจากอารมณ์เดียวด้วยอุทธัจจะ  เหมือนผ้า  (ที่

ทำธง)  โบกสะบัดที่   (ปลาย ) เสาธงเพราะลมฉะนั้น.

บทว่า  อวูปสนฺตจิตฺตา  แปลว่า  มีจิตมีอารมณ์ไม่ดับ  (ไม่สงบ)

ในที่นี้ จะระบุถึงกุกกุจจะ  (ความรำคาญ )  ก็ได้.

[๓๗]  ในพระพุทธพจน์นี้ว่า    กงฺขี   วิจิกิจฺฉี    เป็นบทเดียวกัน

แท้ทีเดียว  ( เพราะ)   นิวรณ์ข้อที่ ๕    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 290

กังขา   เพราะสงสัยอารมณ์ว่า   อารมณ์นี้เป็นอย่างนี้หรือหนอ  ตรัสเรียก

ว่าวิจิกิจฉา    เพราะไม่สามารถจะตัดสินได้ว่า     อารมณ์นี้เป็นอย่างนี้นะ.

สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยกังขาและวิจิกิจฉานั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสว่า  กงฺขี  วิจิกิจฺฉี    (ผู้มีความสงสัย    ไม่สามารถตัดสินอารมณ์ได้).

บทว่า  อตฺตุกฺกสกา   ปรวมฺภี   ความว่า   สมณพราหมณ์เหล่าใด

ยกตนเชิดตนขึ้น  ได้แก่วางตัวสูง  และข่ม  คือดูถูก  ได้แก่ติเตียนคนอื่น

หมายความว่าวางคนอื่นไว้ต่ำ   (กว่าตน)    สองบทนั้น    (อตฺตุกฺกสกา

ปรวมฺภี)  เป็นคำเรียกสมณพราหมณ์เหล่านั้น.

ถามว่า  สมณพราหมณ์ผู้ยกตนข่มคนอื่นนั้น  จะเรียกร้องหาภัยและ

อารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร ?

ตอบว่า  การร้องเรียกหาภัยของสมณพราหมณ์ผู้ยกตนข่มคนอื่นนั้น

บัณฑิตพึงให้พิสดารเหมือนกับในกายกรรมว่า   สมณพราหมณ์ผู้ยกตนข่ม

คนอื่นเหล่านั้น  ถูกคนอื่นติดตามจับด้วยข้อหาว่า ได้ทราบว่าท่านชื่อโน้น

และชื่อโน้นยกตน   ติเตียนพวกเราทำให้เป็นเหมือนทาส   จงจับตัวไว้ให้

ได้  ดังนี้  หลบหนีไปเข้าป่าแล้วนั่งแอบอยู่ระหว่างกอไม้หรือพุ่มไม้.

[๓๙]   บทว่า  ฉมฺภี แปลว่า  ประกอบด้วยความหวาดเสียว   ซึ่ง

กระทำให้กายประสาทหวาดเสียวและขนตั้งชัน.

บทว่า  ภีรุกชาติกา    แปลว่า    มากไปด้วยความกลัว     อธิบายว่า

ไม่ค่อยกล้าเหมือนกับเด็กชาวบ้านที่ขี้กลัวฉะนั้น.

[๔๐]  ในบทว่า   ลาภสกฺการสิโลโก นี้   มีอธิบายว่า    ที่ชื่อว่า

ลาภ  เพราะหมายความว่า  อันบุคคลย่อมได้  คำว่า  ลาภนั้น เป็นชื่อเรียก

ปัจจัย ๔.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 291

บทว่า  สกฺกาโร  แปลว่า  สักการะที่ดี.   อธิบายว่า  ปัจจัยทั้งหลาย

ที่เขาปรุงแต่งให้ประณีต   ประณีตและดีเรียกว่า   สักการะ   ซึ่งได้แก่การที่

คนอื่นเขาทำความเคารพตน  หรือบูชาด้วยเครื่องบูชามีดอกไม้เป็นต้น.

บทว่า  สิโลโก แปลว่า การกล่าวสรรเสริญคุณ ลาภ ๑ สักการะ๑

การกล่าวสรรเสริญ   ๑  นั้น   ชื่อว่าลาภสักการะ  และสิโลกะ.

บทว่า  นิกามยมานา  แปลว่า  ปรารถนาอยู่.

การเรียกร้องหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัวเป็นเหมือนกับที่กล่าวใน

ตอนว่าด้วยอภิชฌาลุนั่นแล.   ส่วนในที่นี้     พระโบราณาจารย์ทั้งหลายได้

กล่าวถึงเรื่องพระปิยคามิกะ  ซึ่งเป็นตัวอย่างของเรื่องนั้นไว้ว่า:-

ปิยคามิกภิกษุ

ได้สดับมาว่า  ภิกษุรูปหนึ่งชื่อปิยคามิกะ    เห็นลาภของพวกภิกษุ

ผู้สมาทานธุดงค์แล้วคิดว่า        เราก็จะสมาทานธุดงค์ทำลาภให้เกิดขึ้นบ้าง

ดังนี้แล้วสมาทานโสสานิกังคธุดงค์   ( ธุดงค์ของภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็น

วัตร)   แล้วอยู่ในป่าช้า.

อยู่มาวันหนึ่ง   วัวแก่ตัวหนึ่งซึ่งเจ้าของไม่ใช้งานแล้ว   ( ปล่อยทิ้ง)

กลางวันออกเที่ยวกิน  ตกกลางคืน ( เข้าไป ) ในป่าช้านั้น ได้ยืนขนหยอง

ซุกศีรษะไว้ที่พุ่มดอกไม้.       พระปิยคามิกะออกจากที่จงกรมไปในตอน

กลางคืน   ได้ยินเสียงคางของวัวนั้นกระทบกันแล้วก็เข้าใจว่า   ท้าวสักก-

เทวราชคงจะทราบเราว่า    พระรูปนี้หวังลาภจึงมาอยู่ในป่าช้า    ดังนี้แล้ว

มาเพื่อทำร้ายเราแน่  ๆ.  ท่านจึงได้ยืนประนมมือไหว้ข้างหน้าวัวแก่   อ้อน

วอนอยู่ตลอดคืนยังรุ่งว่า   ข้าแต่ท่านท้าวเทวราชผู้เป็นสัตบุรุษ   ขอพระ-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 292

องค์จงยกโทษให้อาตมาคืนนี้สักคืนหนึ่งเถอะ        แล้วตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป

อาตมาจักไม่ทำอย่างนี้อีก  ต่อนาพอพระอาทิตย์อุทัย   ท่านก็ได้เห็นเป็นวัว

แก่ตัวนั้น  (ไม่ใช่ท้าวสักกะ)  จึงเอาไม้ตะพดหวดตะเพิดไล่เตลิดเปิดเปิง

ไปพร้อมทั้งคำไล่หลังว่า   แกทำให้ข้ากลัวตลอดคืนยังรุ่งเลย.

สติกับปัญญา

[๔๑]   บทว่า   กุสีตา  แปลว่า  ตกอยู่ใต้อำนาจความเกียจคร้าน.

บทว่า   หีนวีริยา   ความว่า   เสื่อม   คือเว้น   ได้แก่ปราศจากความ

เพียร   อธิบายว่า   ไม่มีความเพียร.   ในบุคคล ๒ จำพวกนั้น    คนที่เกียจ

คร้านย่อมเว้นจากการเริ่มความเพียรทางกาย   คนที่ขาดความเพียรย่อมเว้น

จากการเริ่มความเพียรทางจิต  ( สรุปแล้ว )    คนทั้ง ๒ จำพวกนั้นย่อมไม่

สามารถจะทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ได้.   คำทั้งหมดว่า เตส  อววตฺถิ-

ตารมฺมณาน  (มีความหมาย)   เหมือนกับความหมายที่กล่าวมาก่อนแล้ว.

[๔๒ ]  บทว่า  มุฏฺสฺสตี   แปลว่า  ปล่อยสติ.

บทว่า  อสมฺปชานา  แปลว่า  ปราศจากปัญญา  ก็เพราะพระพุทธ-

ดำรัสว่า  ตถาคตเป็นผู้มีสติตั้งมั่นแล้ว   ในความหมายที่ตรงกันข้ามกับคำนี้

ว่า  มุฏฺสฺสตี  พระดำรัสว่า  อสมฺปชานา  นี้   จึงเป็นบทขยายสติเท่านั้น.

ส่วนปัญญาในที่นี้      พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดงถึงสติที่หย่อน

กำลัง.    เพราะว่าสติมี  ๒  อย่าง   คือสติที่ประกอบด้วยปัญญา ๑   สติที่ไม่

ประกอบด้วยปัญญา  ๑.    ในสติทั้ง ๒ นั้น   สติประกอบด้วยปัญญาย่อมมี

กำลัง  สติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาย่อมหย่อนกำลัง.  เพราะฉะนั้น พระผู้มี

พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  อสมฺปชานา  (ไม่มีปัญญา)  เพื่อแสดงความหมาย


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 293

นี้ว่า     แม้ในเวลาที่ภิกษุเหล่านั้นมีสติ     ก็ยังชื่อว่ามีสติหลงลืมอยู่นั้นเอง

เพราะไม่มีปัญญา     เนื่องจากว่าสติที่หย่อนกำลังจะทำหน้าที่ของสติไม่ได้.

ภิกษุเหล่านั้นหลงลืมสติ  ขาดสัมปชัญญะ   (ปัญญา)  ดังกล่าวมานี้    ย่อม

ไม่สามารถจะทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ได้เลยแล.       คำ   (ที่เหลือ)

ทั้งหมด   (มีความหมาย )   เหมือนกับความหมายที่กล่าวมาแล้ว.

จิตกับปัญญา

[๔๓]   บทว่า   อสมาหิตา     แปลว่า     เว้นจากอุปจารสมาธิและ

อัปปนาสมาธิ.

บทว่า  วิพฺภนฺตจิตฺตา    แปลว่า  มีจิตพลัดออกนอกทาง    คือจิต

ย่อมหมุนไปในอารมณ์ต่าง ๆ     เพราะเว้นจากสมาธิ     ได้แก่เพราะท่าน

เหล่านั้นขาดสมาธิเหตุที่อุทธัจจะได้โอกาส  เปรียบเหมือนลิงในป่ากระโดด

มาตามกิ่งไม้ในป่าฉะนั้น       ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่มั่นคงอยู่ในอารมณ์แม้

อย่างเดียว     คือมีจิตหมุนไปต่าง ๆ ตามนัยที่กล่าวแล้วในตอนต้นอย่างนี้

เพราะอุทธัจจะ    ( ความฟุ้งซ่านเป็นเหตุ)    ย่อมไม่สามารถจะทำแม้เพียง

การกำหนดอารมณ์ได้เลย.

คำ  (ที่เหลือ)  ทั้งหมด  มี  (ความหมาย)  เหมือนกับความหมาย

ที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น.

[๔๔]  บทว่า ทุปฺปญฺา นี้   เป็นคำสำหรับเรียกคนที่ไม่มีปัญญา.

แต่ปัญญาที่ชื่อว่าทรามไม่มีแน่.

บทว่า   เอลมูคา   แปลว่า  มีปากเต็มไปด้วยน้ำลาย   ท่านแปลง  ข

อักษรให้เป็น  ค  อักษร   (จึงสำเร็จรูปเป็น  เอลมูคา)   อธิบายว่า  มีปาก


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 294

น้ำลายไหลยืด.    เพราะว่าเมื่อคนมีปัญญาทรามพูด    น้ำลายจะไหลออกมา

จากปาก.       และน้ำลายเรียกว่า     เอละ.      เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ปสฺเสลมูค อุรค  ทฺวิชิวฺห  เธอจงดูงูปากมีน้ำลายไหลยืด  (กำลังแลบลิ้น)

มีลิ้น ๒ แฉก.  เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีปัญญาทรามเหล่านั้น  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า   เอลมูคา.   ปาฐะว่า   เอลมุขา  ดังนี้ก็มี.  อาจารย์

บางพวกกล่าวว่า   เอลมุกา  บ้าง.  (แต่ )   อาจารย์อีกพวกหนึ่งกลับกล่าว

ว่า  เอมุขา  ดังนี้ก็ยังมี.    (ถึงอย่างไร)   ในทุก ๆ บทก็มีความหมายว่า

เอลมุขา  ปากมีน้ำลายไหลยืด).

ถามว่า     ภิกษุผู้มีปัญญาทรามเหล่านั้น      ย่อมเรียกร้องหาภัยและ

อารมณ์อันน่ากลัวมาได้อย่างไร ?

ตอบว่า  ภิกษุผู้มีปัญญาทรามมีน้ำลายไหลยืดเหล่านั้น  จะไม่สามารถ

ทำแม้เพียงการกำหนดอารมณ์ เมื่อเธอกำหนดอารมณ์ไม่ได้ อยู่ในป่า  สิ่งที่

เห็นในเวลากลางวัน      พอเวลากลางคืนจะปรากฏเป็นภัยและอารมณ์ที่น่า

กลัว.         เธอมีจิตใจวอกแวกย่อมหวาดเสียวแม้ด้วยอารมณ์เพียงเล็กน้อย

เห็นเชือกหรือเถาวัลย์แล้วย่อมสำคัญว่าเป็นงู    เห็นตอไม้ย่อมสำคัญว่าเป็น

ยักษ์  เห็นที่ดอนหรือภูเขาย่อมสำคัญว่าเป็นช้าง   (ย่อมหวาดกลัว)   เป็น

ดังหนึ่งถูกสัตว์ร้ายมีงูเป็นต้นทำร้ายเอาฉะนั้น.    ภิกษุผู้มีปัญญาทรามเหล่า

นั้นชื่อว่าเรียกร้อง   คือเรียกหาภัยและอารมณ์อันน่ากลัว  นั้นให้เข้ามาหาตน

ดังพรรณนามาฉะนี้.

ในคำว่า  ปญฺาสมฺปนฺโนหมสฺมิ  นี้   มีอธิบายว่า  ผู้ถึงพร้อม  คือ

ผู้ประกอบพร้อมด้วยปัญญา.     แต่ไม่ใช่ด้วยวิปัสสนาปัญญา    ไม่ใช่ด้วย

มัคคปัญญา       โดยที่แท้แล้วประกอบพร้อมด้วยปัญญาและเครื่องกำหนด


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 295

อารมณ์ในเพราะเหตุ  ๑๖  ประการเหล่านี้.   คำที่เหลือมีความหมายเหมือน

กับที่กล่าวมาแล้วในทุกบทแล.

จบ  การกำหนดอารมณ์ในเพราะเหตุ  ๑๖ ประการ.

[๔๕ ]  บทว่า  ตสฺส  มยฺห มีอนุสนธิ  (การสืบต่อลำดับความ)

เป็นอย่างไร ?

ได้ยินว่า  พระโพธิสัตว์กำหนดอารมณ์ ๑๖ อย่างเหล่านี้อยู่    ครั้น

มองไม่เห็นความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัว   จึงได้ทำการค้นหาความกลัว

และอารมณ์อันน่ากลัว (นั้น)   ดำริว่า  ธรรมดาความกลัวและอารมณ์อัน

น่ากลัว   ย่อมจะปรากฏในเสนาสนะอย่างนี้   ในราตรีเช่นนี้   เอาเถอะเราจะ

ค้นหาดูความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวนั้น  ในเสนาสนะอย่างนั้นในราตรี

เช่นนั้น  จึงได้แสวงหาภัยและอารมณ์ที่น่ากลัว.  บัดนี้   พระผู้มีพระภาค-

เจ้า  เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้แก่พราหมณ์จึงได้ตรัสคำว่า   ตสฺส มยฺห

ดังนี้เป็นต้น.

ราตรี - กำหนดดิถีแห่งปักษ์

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า ยา  ตา  นั่น  เป็นคำยกราตรีอย่างเดียว

ขึ้นแสดง.  ศัพท์ว่า  อภิ  ในบทว่า  อภิญฺาตา   นี้   เป็นอุปสรรค  ใช้ลง

ในความหมายว่า   ลักษณะ    (การกำหนด)    เพราะฉะนั้น     ในบทว่า

อภิญฺาตา  พึงทราบว่า    ราตรีทั้งหลายท่านกำหนดด้วยลักษณะทั้งหลาย

มีอาทิอย่างนี้ว่า  พระจันทร์เพ็ญ    พระจันทร์ดับ.

(ส่วน)  ศัพท์ว่า  อภิ  ในบทว่า  อภิลกฺขิตา  เป็นเพียงอุปสรรค


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 296

เท่านั้น  เพราะฉะนั้น  จึงมีความหมายว่า  อภิลกฺขิตา  ก็คือ   ลกฺขณียา

(พึงกำหนด )   นั้นเอง.   ขยายความว่า   ราตรีทั้งหลาย   อันบัณฑิตพึง

กำหนด  อธิบายว่า  พึงกำหนดด้วยดี   คือพึงกำหนดให้มั่น     เพื่อกระทำ

กิจมีการสมาทานอุโบสถ  การฟังธรรม  และการบูชาสักการะเป็นต้น.

ที่ชื่อว่า    จาตุทฺทสี    ได้แก่    ราตรีหนึ่งซึ่งทำให้ครบ  ๑๔   วัน

จำเดิมแต่วันแรกแห่งปักษ์.     ปัญจทสีและอัฏฐมีก็     (มีความหมาย)

เป็นอย่างนั้น.  บทว่า  ปกฺขสฺส  ได้แก่  แห่งสุกกปักษ์   และกัณหปักษ์.

เพราะรวมราตรีเหล่านั้นเข้าด้วยกันปักษ์ละ  ๓  ราตรี     จึงเป็น ๖ ราตรี

ฉะนั้น    จึงควรประกอบคำว่า    "ปักษ์"    เข้าไว้ในทุกบทว่า  ปกฺขสฺส

จาตุทฺทสี    ดิถีที่ ๑๔ แห่งปักษ์   ปกฺขสฺส  ปญฺจทสี   ดิถีที่ ๑๕ แห่ง

ปักษ์  ปกฺขสฺส  อฏฺฐมี   ดิถีที่  ๘ แห่งปักษ์.

ถามว่า    เมื่อเป็นเช่นนั้น    เพราะเหตุไรท่านจึงไม่จัดดิถีที่ ๕  เข้า

ไว้ด้วย?

ตอบว่า  เพราะดิถีที่ ๕  มิได้มีตลอดกาล    ทราบมาว่า    ในตอน

ก่อน ๆ  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ดี   เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

ยังไม่ปรินิพพานก็ดี    ดิถีที่ ๕  ท่านมิได้กำหนดไว้เลย    ต่อเมื่อพระผู้มี

พระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว  พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย

จึงพากันคิดว่า  การฟังธรรมจะมีได้ก็นาน ๆ  ที่.   แต่นั้นจึงสมมติกำหนด

ดิถีที่ ๕  ให้เป็นวันธรรมสวนะ.  นับแต่นั้นนาดิถีที่ ๕ นั้นจึงกลายเป็นวัน

ที่ท่านกำหนดไว้แล้ว      เพราะเหตุที่ดิถีที่ ๕    มิได้มีตลอดกาลอย่างนี้แล

ท่านจึงไม่จัดรวมไว้ในที่นี้.

บทว่า  ตถารูปาสุ  ก็คือ   ตถาวิธาสุ  ( อย่างนั้น).


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 297

เจดีย์

บทว่า  อารามเจติยานิ    ความว่า    ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ทั้งหลาย

เช่นสวนดอกไม้    สวนผลไม้    เป็นต้นนั่นแล     ชื่อว่า     อารามเจดีย์

เพราะว่าสถานที่เหล่านั้นเรียกว่าเจดีย์   เพราะหมายความว่า   เป็นที่ยำเกรง

อธิบายว่า  เพราะหมายความว่าเป็นสถานที่ที่บุคคลพึงบูชา.

บทว่า  วนเจติยานิ  ความว่า   ป่าทั้งหลาย   เช่นราวป่าสำหรับนำ

เครื่องสังเวยไปสังเวย     ( เทวดา )    ป่าสุภัควันและป่าที่ตั้งศาลของเทวดา

เป็นต้นนั่นแล  ชื่อว่า  วนเจดีย์.

บทว่า    รุกฺขเจติยานิ    ความว่า    ต้นไม้ที่ควรบูชาตามประตูเข้า

หมู่บ้านและนิคมเป็นต้นนั่นแล   ชื่อว่า  รุกขเจดีย์.

เพราะชาวโลกสำคัญอยู่ว่า      เทวดาสิงสถิตบ้าง     มีความสำคัญใน

สถานที่เหล่านั้นนั่นแลว่าเป็นทิพย์บ้าง      จึงพากันทำความเคารพคือบูชา

สวนป่าและต้นไม้ทั้งหลาย    ฉะนั้น  สวนป่าและต้นไม้เหล่านั้น   ทั้งหมด

เขาจึงพากันเรียกว่า   เจดีย์ .

บทว่า   ภึสนกานิ   แปลว่า   ให้เกิดความกลัว   คือ    ยังความกลัว

ให้เกิดทั้งแก่ผู้เห็นอยู่ทั้งแก่ผู้ได้ยินอยู่.

บทว่า  สโลมหสานิ   เป็นไปกับความชูชันแห่งขน  เพราะเมื่อใคร

เข้าไปก็จะเกิดขนชูชัน.

บทว่า  อปฺเปว  นาม  ปสฺเสยฺย  ความว่า  ทำไฉนหนอเราจะพึง

ได้ประสบภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นบ้าง.

บทว่า   อปเรน  สมเยน   ความว่า   โดยกาลอื่นจากกาลที่คิดไว้แล้ว

อย่างนี้ว่า   (ตถาคตนั้น )  ได้มีความคิดดังนี้ว่า  ทำไฉนเรา.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 298

บทว่า   ตตฺถ  จ   เม  พฺราหฺมณ  วิหรโต   ( ดูก่อนพราหมณ์  ก็

เมื่อเราตถาคตอยู่ในสถานที่เหล่านั้น) ความว่า  บรรดาเสนาสนะเหล่านั้น

เสนาสนะแห่งใด ๆ ซึ่งเป็นสถานที่สิงสถิตของยักษ์   ที่มนุษย์ทั้งหลายควร

บนบาน  และนำเครื่องสังเวยเข้าไปสังเวย  มีพื้นธรณีเกลื่อนกล่นด้วยเครื่อง

บูชาและเครื่องสังเวยทั้งหลาย  เช่น   ดอกไม้  ธูป    เนื้อ   เลือด   มันเหลว

มันข้น   ม้าม  ปอด   สุรา  และเมรัยเป็นต้น    เป็นเหมือนสถานที่ที่รวม

ชุมนุมกันของพวกยักษ์รากษสและปีศาจ   ซึ่งเมื่อคนทั้งหลายมาเห็นเข้าใน

ตอนกลางวัน   ดูเหมือนหัวใจจะวายตาย.   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย

เอาสถานที่นั้น จึงตรัสว่า  ตคฺถ  จ   เม  พฺราหฺมณ  วิหรโต.

ความหมายของมิคะและโมระ

บทว่า   มิโค   วา   อาคจฺฉติ    ความว่า    เนื้อซึ่งแยกประเภทเป็น

กวาง    แรด   เสือเหลือง   และหมูป่าเป็นต้น    เดินประเขาหรือเตะกีบเท้า

กันมา    ก็คำว่า    มิโค    ในที่นี้เป็นชื่อสัตว์   ๔  เท้าทุกชนิด.    แต่ในที่

บางแห่ง   มิคะ   ( เนื้อ )   ท่านกล่าวว่า   ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกตาบอดบ้าง

เหมือนอย่างที่สัตว์กล่าว   (เยินยอสุนัขจิ้งจอกตาบอด )   ว่า

คอของท่านช่างสง่างามเหมือนคอของโคอุสภะ  และ

เหมือนคอของราชสีห์ฉะนั้น    ข้าแต่พระยาเนื้อ  ขอ

ความนอบน้อมจงมีแด่ท่าน     พวกเราจะได้อะไรบ้าง

ไหม ?

บทว่า   โมโร   วา   กฏฺ   ปาเตติ   ความว่า    นกยูงทำไม้แห้งให้

ตกจากต้นไม้  และด้วยศัพท์ว่า    โมระ    ในคำนี้     ท่านหมายเอานกทุก


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 299

จำพวก.  เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแก้ว่า ได้แก่ โย  โกจิ  ปกฺขี  นกตัวใด

ตัวหนึ่งก็ตาม.   อีกอย่างหนึ่ง  ด้วย   วา  ศัพท์ในคำว่า  โมโร  วา   ท่าน

แก้ว่า    ได้แก่   นกชนิดอื่นหรือลางตัว.   แม้ใน  มิคะ   ศัพท์  ซึ่งเป็น

ศัพท์แรก  (ก่อนศัพท์ว่า  โมโร )  ก็มีนัยนี้.

บทว่า   วาโต  วา  ปณฺณกสฏ   เอเรติ    ความว่า    ลมพัดใบไม้

กุมฝอย.

บทว่า  เอต  นูน  ต   ภยเภรว   อาคจฺฉติ   ความว่า    สิ่งใดย่อม

มา    (ปรากฏ)    สิ่งนั้นจัดเป็นภัยและอารมณ์อันน่ากลัวแน่นอน    และ

ตั้งแต่บัดนี้ไป  อารมณ์นั้นแลพึงทราบว่า    เป็นภัยและอารมณ์อันน่ากลัว.

เพราะมีภัยทั้งเล็กน้อยและมีประมาณยิ่งเป็นอารมณ์   อารมณ์จึงชื่อว่า    ภัย

และสิ่งที่น่ากลัว  เปรียบเหมือนรูปที่มีความสุขเป็นอารมณ์  ก็ชื่อว่าเป็นสุข

ด้วยฉะนั้น.

บทว่า  กินฺนุโข  อห  อญฺทฏฺฐุ  ภยปาฏิกงฺขี  วิหรามิ ความว่า

ตถาคตแลหวังอยู่         คือปรารถนาอยู่ซึ่งเหตุอะไรว่าเป็นภัยโดยส่วนเดียว

นั้นแลจึงอยู่.

บทว่า  ยถาภูตสฺส  ยถาภูตสฺส  ความว่า  เป็นอยู่   คือเป็นไปอยู่

หรือพรั่งพร้อมด้วยอิริยาบถใด ๆ.

บทว่า  เม  คือในสำนักของเราตถาคต.

บทว่า  ตถาภูโต   ตถาภูโต   วา ความว่า  เป็นอยู่   คือ   เป็นไป

อยู่  หรือพรั่งพร้อมด้วยอิริยาบถนั้น ๆ นั่นแล.

บทว่า   โส   โข  อห   ฯ เป ฯ   ปฏิวิเนมิ   ความว่า   ได้ยินว่า

เมื่อพระโพธิสัตว์จงกรมอยู่        ครั้นเมื่ออารมณ์คือภัยและสิ่งที่น่ากลัวมี


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 300

ประเภทเช่นเขาเนื้อและเสียงกีบเท้าเป็นต้นมาปรากฏ    องค์พระมหาสัตว์ก็

ไม่ประทับยืน  ( นิ่ง ๆ)  ไม่ประทับนั่ง  ไม่เสด็จเข้าบรรทม.  ตรงกันข้าม

กลับเสด็จจงกรมต่อไป    ใคร่ครวญไป    พินิจพิเคราะห์    ( จนกระทั่ง )

มองไม่เห็นว่าเป็นภัยและสิ่งที่น่ากลัว     มันเป็นเพียงเขาเนื้อและเสียงกีบเท้า

เป็นต้นเท่านั้น.  ครั้นทราบอารมณ์นั้นว่า  มันชื่อนี้   ไม่ใช่เป็นภัยและสิ่ง

ที่น่ากลัว  ดังนี้แล้ว  ต่อนั้นไป   พระองค์จึงหยุดประทับยืน    ประทับนั่ง

หรือเสด็จเข้าบรรทม.

เมื่อจะทรงแสดงความหมายอย่างนี้     พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำ

ว่า  โส  โข  อห  ดังนี้เป็นต้น. ในทุก ๆ เปยยาลก็มีนัยนี้.

ความฉลาดในการออกจากสมาบัติ

และต่อจากนี้ไป  พึงทราบว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอิริยาบถไว้

ตามลำดับที่ใกล้ชิดกัน    หาได้ตรัสไว้ตามลำดับอิริยาบถไม่.     อธิบายว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ตามลำดับที่ใกล้ชิดกัน แห่งอิริยาบถนั้น ๆ อย่าง

นี้ว่า    ก็เมื่อเราตถาคตจงกรมอยู่    เมื่อภัยและอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏ

เราตถาคตก็ไม่หยุดยืน ไม่นั่ง ไม่นอน  แม้เมื่อเราตถาคตหยุดยืน   เมื่อภัย

และอารมณ์อันน่ากลัวมาปรากฏ  เราตถาคตก็ไม่เดินจงกรม.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงความที่พระองค์ไม่มีภัยและ

อารมณ์ที่น่าสะพึงกลัวอย่างนี้แล้ว    บัดนี้   เพื่อจะทรงแสดงการที่พระองค์

ประทับอยู่อย่างไม่ลุ่มหลงในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความลุ่มหลงของบุคคลผู้

ได้ฌานทั้งหลาย  จึงตรัสคำว่า  สนฺติ  โข  ปน  พฺราหฺมณ  ดังนี้เป็นต้น.

[๔๖]  บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สนฺติ  เท่ากับ   อตฺถิ   มีอยู่