พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 501

เสียงเข้าไปทางพระวิหารนั้น  ค่อย ๆ  เข้าไปที่เฉลียง  กระแอมไอแล้ว  เคาะ

บานประตูเถิด    พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงเปิดประตูรับท่าน.  ลำดับนั้น

อัมพัฏฐมาณพสงบเสียง  เข้าไปทางพระวิหาร  ซึ่งมีประตูปิดอยู่นั้น ค่อยๆ

เข้าไปยังเฉลียง   กระแอมไอแล้ว   เคาะบานประตู.    พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงเปิดประตู.  อัมพัฏฐมาณพเข้าไปแล้ว.   แม้พวกมาณพก็พากันเข้าไป

ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า    ครันผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน

ไปแล้ว  จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

(๑๘๕)   ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพ    เดินปราศรัยบ้าง    ยืนปราศรัยบ้าง

กับพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งอยู่.     ที่นั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสถามว่า อัมพัฏฐะ  เธอเคยสนทนาปราศรัยกับพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่

ผู้เป็นอาจารย์ และเป็นปาจารย์  เหมือนดังเธอ  เดินบ้าง  ยืนบ้าง  สนทนา

ปราศรัยกับเราผู้นั่งอยู่เช่นนี้หรือ.

ข้อนี้หามิได้  พระโคดมผู้เจริญ  เพราะว่าพราหมณ์ผู้เดินก็ควรเจรจา

กันกับพราหมณ์ผู้เดิน       พราหมณ์ผู้ยืนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้ยืน

พราหมณ์ผู้นั่งก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นั่ง     พราหมณ์ผู้นอนก็ควรเจรจา

กับพราหมณ์ผู้นอน     ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ      แต่ผู้ใดเป็นสมณะโล้น

เป็นอย่างคนรับใช้  เป็นพวกกัณหโคตร  เกิดแต่บาทของพรหม  ข้าพเจ้า

ย่อมสนทนาปราศรัยกับผู้นั้น     เหมือนกับที่สนทนาปราศรัยกับพระโคดม

ผู้เจริญนี้.

อัมพัฏฐะ   เธอมีธุระจึงได้มาที่นี้   ก็พวกเธอมาเพื่อประโยชน์อันใด

แล    พึงใส่ใจถึงประโยชน์อันนั้นไว้ให้ดี   ก็อัมพัฏฐมาณพยังมิได้รับการ

ศึกษาเลย  สำคัญตัวว่า ได้รับการศึกษาดีแล้ว  จะมีอะไรอีกเล่า   นอกจาก


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 502

ไม่ได้รับการศึกษา.

ลำดับนั้น  อัมพัฏฐมาณพ   ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตำหนิด้วย

พระวาจาว่า   เป็นคนไม่ได้รับการศึกษา   จึงโกรธขัดใจ   เมื่อจะด่าข่มว่า

กล่าวพระผู้มีพระภาคเจ้า  คิดว่าเราจักต้องให้พระสมณโคดมได้รับความ

เสียหาย    ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ท่านโคดม   พวกชาติ

ศากยะดุร้าย  หยาบช้า  มีใจเบา  พูดพล่าม  เป็นพวกคนรับใช้  ไม่สักการะ

พวกพราหมณ์   ไม่เคารพพวกพราหมณ์    ไม่นับถือพวกพราหมณ์   ไม่

อ่อนน้อมพวกพราหมณ์  ท่านโคดม   การที่พวกศากยะเป็นพวกคนรับใช้

ไม่สักการะพวกพราหมณ์   ไม่เคารพพวกพราหมณ์  ไม่นับถือพวกพราหมณ์

ไม่บูชาพวกพราหมณ์  ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์  นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย.

อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า    เป็นพวกคนรับใช้      นี้เป็นครั้งแรก

ด้วยประการฉะนี้.

(๑๔๖)  อัมพัฏฐะ   ก็พวกศากยะได้ทำผิดต่อเธออย่างไร.   ท่าน

โคดม  ครั้งหนึ่ง  ข้าพเจ้าไปยังนครกบิลพัสดุ์  ด้วยกรณียกิจบางอย่างของ

พราหมณ์โปกขรสาติผู้อาจารย์      ได้เดินไปยังสัณฐาคารของพวกศากยะ

เวลานั้นพวกศากยะและศากยกุมารมากด้วยกัน          นั่งเหนืออาสนะสูง ๆ

ในสัณฐาคาร เอานิ้วมือสะกิดกันและกัน  เฮฮาอยู่  หยอกล้อกันอยู่  เห็นที

จะหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเป็นแน่     ไม่มีใครเธอเชิญให้ข้าพเจ้านั่งเลย   ท่าน

โคดม  ข้อที่พวกศากยะเป็นพวกคนรับใช้  ไม่สักการะพวกพราหมณ์  ไม่

เคารพพวกพราหมณ์     ไม่นับถือพวกพราหมณ์    ไม่บูชาพวกพราหมณ์

ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์  นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย.  อัมพัฏฐมาณพกด

พวกศากยะว่า   เป็นพวกคนรับใช้  นี้เป็นครั้งที่ ๒  ด้วยประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 503

(๑๘๗)  อัมพัฏฐะ  แม้นางนกไส้   ก็ยังเป็นสัตว์พูดได้ตามความ

ปรารถนาในรังของตน  ก็พระนครกบิลพัสดุ์   เป็นถิ่นของพวกศากยะ

อัมพัฏฐะ    ไม่ควรจะข้องใจ     เพราะการหัวเราะเยาะเพียงเล็กน้อยนี้เลย.

ท่านโคดม    วรรณะ ๔  เหล่านี้คือ   กษัตริย์   พราหมณ์  แพศย์  ศูทร

ท่านโคดม  บรรดาวรรณะ  ๔   เหล่านี้    ๓  วรรณะ  คือ  กษัตริย์  แพศย์

ศูทร    เป็นคนบำเรอของพราหมณ์พวกเดียวโดยแท้   ท่านโคดม   ข้อที่

พวกศากยะเป็นพวกคนรับใช้   ไม่สักการะพวกพราหมณ์   ไม่เคารพพวก

พราหมณ์  ไม่นับถือพวกพราหมณ์   ไม่บูชาพวกพราหมณ์  ไม่อ่อนน้อม

พวกพราหมณ์  นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย.  อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า

เป็นพวกคนรับใช้  นี้เป็นครั้งที่  ๓  ด้วยประการฉะนี้.

(๑๔๘)   ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริเช่นนี้ว่า  อัม-

พัฏฐมาณพผู้นี้   กล่าวเหยียบย่ำพวกศากยะอย่างหนัก   โดยเรียกว่า   เป็น

พวกคนรับใช้    ถ้ากระไร   เราจะถามถึงโคตรเขาดูบ้าง   แล้วพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กับอัมพัฏฐมาณพว่า   อัมพัฏฐะ    เธอมี

โคตรว่าอย่างไร.   กัณหายนโคตร      พระโคดม.   อัมพัฏฐะ  ก็เมื่อเธอ

ระลึกถึงโคตรเก่าแก่อันเป็นของมารดาบิดาดู    ( ก็จะรู้ได้ )    พวกศากยะ

เป็นลูกเจ้า    เธอเป็นลูกนางทาสีของพวกศากยะ    ก็พวกศากยะเขาพากัน

สถาปนา   พระเจ้าอุกกากราชว่า   เป็นพรูปิตามหะ   (ปู่  บรรพบุรุษ).

๑.  เป็นชื่อหนึ่งของพระพรหม  ซึ่งพราหมณ์ถือว่า  เป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลของมนุษย์.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 504

ศากยวงศ์

(๑๔๙ )   อัมพัฏฐะ   เรื่องเคยมีมาแล้ว  พระเจ้าอุกกากราช  ทรง

พระประสงค์พระราชทานสมบัติให้แก่พระโอรส   ของพระมเหสี  ผู้ที่ทรง

รักใคร่   โปรดปราน    จึงทรงรับสั่งให้พระเชฏฐกุมาร   คือพระอุกกามุข-

ราชกุมาร   พระกรัณฑุราชกุมาร  พระหัตถินีกราชกุมาร  และพระสินี -

ปุรราชกุมาร  ออกจากพระราชอาณาเขต.   พระราชกุนารเหล่านั้น   เสด็จ

ออกจากพระราชอาณาเขตแล้ว   จึงพากันไปตั้งสำนักอาศัยอยู่   ณ  ราวป่าไม้

สากะใหญ่    ริมฝังสระโบกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์.    พระราชกุมารเหล่า

นั้นทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกับพระภคินีของพระองค์เอง  เพราะกลัวพระชาติ

จะระคนปนกัน.

อัมพัฏฐะ    ต่อมาพระเจ้าอุกกากราช      ตรัสถามหมู่อำมาตย์ราช

บริษัทว่า     บัดนี้พวกกุมารอยู่กัน  ณ ที่ไหน.     พวกอำมาตย์กราบทูลว่า

ขอเดชะ      มีราวป่าไม้สากะใหญ่อยู่ริมฝั่งสระโบกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์

บัดนี้พระราชกุมารทั้งหลายอยู่ ณ ทีนั้น   พระราชกุมารเหล่านั้นทรงสำเร็จ

การอยู่ร่วมกับพระภคินีของพระองค์เอง     เพราะกลัวพระชาติจะระคนปน

กัน.    อัมพัฏฐะ    ทีนั้น    พระเจ้าอุกกากราช    ทรงเปล่งพระอุทานว่า

ท่านทั้งหลาย   พวกกุมารสามารถหนอ   พวกกุมารสามารถยอดเยี่ยมหนอ.

อัมพัฏฐะ   ก็พวกที่ชื่อว่าศากยะก็ปรากฏตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมา  และ

พระเจ้าอุกกากราชพระองค์นั้นเป็นบรรพบุรุษของพวกศากยะ.     และ

พระเจ้าอุกกากราช   มีนางทาสีคนหนึ่งชื่อ  ทิสา  นางคลอดบุตรคนหนึ่ง

ชื่อ  กัณหะ  พอเกิดมาก็พูดได้ว่า  แม่จงชำระฉัน  จงให้ฉันอาบน้ำ  แม่จ๋า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 505

ขอแม่จงปลดเปลื้องฉันจากสิ่งโสโครกนี้     ฉันเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่แม่.

อัมพัฏฐะ  มนุษย์สมัยนี้   เรียกปิศาจว่า  ปิศาจ  ฉันใด   มนุษย์สมัยนั้นก็

ฉันนั้น  เรียกปิศาจว่า  คนดำ.  มนุษย์เหล่านั้นจึงกล่าวกันเช่นนี้ว่า  ทารกนี้

พอเกิดมาก็พูดได้  คนดำเกิดแล้ว  ปีศาจเกิดแล้ว.  อัมพัฏฐะ.  ก็พวกที่ชื่อ

ว่า  กัณหายนะ   ปรากฏตั้งแต่กาลนั้นเป็นต้นมา.   และกัณหะนั้น  เป็น

บรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ.  อัมพัฏฐะ  เมื่อเธอระลึกถึงโคตรอันเก่า

แก่  อันเป็นของมารดาบิดาดู  (ก็จะรู้ได้)  พวกศากยะเป็นลูกเจ้า  เธอเป็น

ลูกทาสีของพวกศากยะ  ด้วยประการฉะนี้แล.

 

วงศ์ของอัมพัฏฐมาณพ

(๑๕๐)  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  มาณพเหล่านั้น

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ขอพระโคดมผู้เจริญ     อย่าทรง

เหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยพระวาทะว่า    เป็นลูกทาสีให้หนักนักเลย

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี   เป็นบุตรผู้มีสกุล  เป็น

พหูสูต   เจรจาไพเราะ  เป็นบัณฑิต   และเธอสามารถจะโต้ตอบในคำนี้กับ

พระโคดมผู้เจริญได้.

ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะมาณพเหล่านั้นว่า  ถ้าพวก

เธอคิดเช่นนี้ว่า  อัมพัฏฐมาณพมีชาติทราม มิใช่บุตรผู้มีสกุล  มีสุตะน้อย

เจรจาไม่ไพเราะ     มีปัญญาทราม     และไม่สามารถจะโต้ตอบในคำนี้กับ

พระสมณโคดมได้   อัมพัฏฐมาณพจงหยุดเสียเถิด  พวกเธอจงโต้ตอบกับ

เราในคำนี้    ก็ถ้าพวกเธอคิดเช่นนี้ว่า   อัมพักฐมาณพมีชาติดี  เป็นบุตร

ผู้มีสกุล   เป็นพหูสูต   เจรจาไพเราะ  เป็นบัณฑิต  และสามารถจะโต้ตอบ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 506

ในคำนี้กับพระสมณโคดมได้   พวกเธอจงหยุดเสียเถิด    อัมพัฏฐมาณพ

จงโต้ตอบกับเราในคำนี้.

มาณพเหล่านั้นกราบทูลว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  อัมพัฏฐมาณพ

มีชาติดี  เป็นบุตรผู้มีสกุล  เป็นพหูสูต  เจรจาไพเราะ  เป็นบัณฑิต   และ

สามารถจะโต้ตอบในคำนี้กับพระโคดมได้          พวกข้าพระองค์จักนิ่งละ

อัมพัฏฐมาณพจงโต้ตอบกับ พระโคดมในคำนี้เถิด.

(๑๕๑)  ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะอันพัฏฐมาณพว่า

อัมพัฏฐะ    ปัญหาประกอบด้วยเหตุนี้แล    มาถึงเธอเข้าแล้ว   ถึงแม้จะไม่

ปรารถนา   เธอก็ต้องแก้  ถ้าเธอจักไม่แก้ก็ดี   จักเอาคำอื่นมากลบเกลื่อน

เสียก็ดี    จักนิ่งเสียก็ดี    หรือจักหลีกไปเสียก็ดี   ศีรษะของเธอจักแตกเป็น

๗ เสี่ยง ณ ที่นี้แล.  อัมพัฏฐะ  เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  เธอได้

ยินพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์  และเป็นปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่าง

ไร  พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน  และใครเป็นบรรพบุรุษของพวก

กัณหายนะ.     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว    อัมพัฏฐมาณพ

ได้นิ่งเสีย        พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะอัมพัฏฐมาณพแม้เป็นครั้งที่

๒  ว่า    อัมพัฏฐะ    เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน     เธอได้ยินพวก

พราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่    ผู้เป็นอาจารย์    และเป็นปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร

พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน        และใครเป็นบรรพบุรุษของพวก

กัณหายนะ.  แม้ครั้งที่ ๒  อัมพัฏฐมาณพก็ได้นิ่งเสีย.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกะอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ

เธอจงแก้เดี๋ยวนี้     บัดนี้ไม่ใช่เวลาของเธอจะนิ่ง    อัมพัฏฐะ   เพราะผู้ใด

ถูกตถาคตถามปัญหาอันประกอบด้วยเหตุถึง ๓ ครั้งแล้ว    ไม่แก้   ศีรษะ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 507

ของผู้นั้นจะแตกเป็น  ๗  เสี่ยง ณ ที่นี้แล.

(๑๕๒)  สมัยนั้น   ยักษ์วชิรปาณี  ถือค้อนเหล็กใหญ่  อันไฟติด

แล้วลุกโพลงโชติช่วง   ยืนอยู่ในอากาศเบื้องบนของอัมพัฏฐมาณพ  คิดว่า

ถ้าอัมพัฏฐมาณพนี้ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามปัญหาที่ประกอบด้วย

เหตุถึง  ๓  ครั้งแล้ว       แต่ไม่แก้      เราจักต่อยศีรษะของเขาให้แตกเป็น

๗  เสี่ยง ณ ที่นี้แล.    พระผู้มีพระภาคเจ้า     และอัมพัฏฐมาณพเท่านั้น

เห็นยักษ์วชิรปาณีนั้น.

ครั้งนั้น  อัมพัฏฐมาณพตกใจกลัวขนพองสยองเกล้า ทูลขอให้พระ

ผู้มีพระภาคเจ้านั่งเองเป็นที่ต้านทาน    ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้านั่น

เองเป็นที่เร้น     ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเองเป็นที่พึ่ง    กระเถิบ

เข้าไปนั่งใกล้ ๆ  แล้วกราบทูลว่า   พระโคดมผู้เจริญ  ได้ตรัสคำอะไรนั่น

ขอพระโคดมผู้เจริญ  โปรดตรัสอีกครั้งเถิด.

อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ยินพวกพราหมณ์

ผู้เฒ่าผู้แก่  ผู้เป็นอาจารย์  และเป็นปาจารย์เล่ากันมาอย่างไร พวกกัณหายนะ

เกิดมาจากใครก่อน  และใครเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ.   ข้าแต่

พระโคดมผู้เจริญ      ข้าพระองค์ได้ยินมาเหมือนอย่างที่พระโคดมผู้เจริญ

ตรัสนั่นแหละ    พวกกัณหายนะเกิดมาจากกัณหะนั้นก่อน   และก็กัณหะ

นั้นเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ.

(๑๕๓)    เมื่ออัมพัฏฐมาณพกล่าวเช่นนั้นแล้ว    มาณพเหล่านั้น

ส่งเสียงอื้ออึงเกรียวกราวโวยวายกันใหญ่ว่า  ท่านผู้เจริญ  ได้ยินว่า อัมพัฏฐ-

มาณพมีชาติทราม  มิใช่บุตรผู้มีสกุล  เป็นลูกทาสีของพวกศากยะ  ท่านผู้

เจริญ ได้ยินว่า พวกศากยะเป็นโอรสของเจ้านายของอัมพัฏฐมาณพพวกเรา


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 508

ไพล่ไปสำคัญเสียว่า       พระสมณโคดมผู้ธรรมวาที        พระองค์เดียว

ควรจะถูกรุกรานได้.      ลำดับนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริเช่นนี้

ว่า   มาณพเหล่านี้    พากันเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยวาทะว่า    เป็น

ลูกทาสี  หนักนัก  ถ้ากระไรเราพึงช่วยปลดเปลื้องให้.  ลำดับนั้น  พระผู้

มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กะนาณพเหล่านั้นว่า    ดูก่อนมาณพ

พวกเธออย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยวาทะว่า    เป็นลูกทาสีให้หนัก

นัก    เพราะกัณหะนี้ได้เป็นฤาษีคนสำคัญ   เธอไปยังทักษิณาชนบทเรียน

พรหมมนต์แล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้าอุกกากราชทูลขอพระราชธิดาพระนามว่า

มัททรูปี. พระเจ้าอุกกากราชทรงพระพิโรธ   ขัดพระทัยแก่พระฤาษีนั้นว่า

บังอาจอย่างนี้เจียวหนอ     ฤาษีเป็นลูกทาสีของเราแท้ ๆ   ยังมาขอธิดาชื่อ

มัททรูปี     แล้วทรงขึ้นพระแสงศร    ท้าวเธอไม่อาจจะทรงแผลง    และไม่

อาจจะทรงลดลงซึ่งพระแสงศรนั้น .

(๑๕๔)  ดูก่อนมาณพ  ครั้งนั้นหมู่อำมาตย์ราชบริษัทพากันเข้าไป

หากัณหฤาษี       แล้วได้กล่าวคำนี้กะกัณหฤาษีว่า      ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา  ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา.  ฤาษีตอบ

ว่า    ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา    แต่ถ้าท้าวเธอจักทรงแผลงพระศรลง

ไปเบื้องต่ำ    แผ่นดินจักทรุดตลอดพระราชอาณาเขต.     อำมาตย์กล่าวว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา     ขอความสวัสดีจงมี

แก่ชนบท.    ฤาษีตอบว่า   ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา  ความสวัสดีจักมี

แก่ชนบท  แต่ถ้าท้าวเธอจักทรงแผลงพระแสงศรขึ้นไปเบื้องบน   ฝนจักไม่

ตกทั่วพระราชอาณาเขตถึง ๗ ปี.    อำมาตย์กล่าวว่า      ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา   ขอความสวัสดีจงมีแก่ชนบท  ขอฝนจงตก


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 509

เถิด. ฤาษีตอบว่า  ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา  ความสวัสดีจักมีแก่ชนบท

ฝนจักตก   แต่พระราชาต้องทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์

ใหญ่ด้วยทรงดำริว่า    พระราชกุมารจักเป็นผู้มีความสวัสดี   หายสยดสยอง

ดังนี้. ดูก่อนมาณพ  ลำดับนั้น  พระเจ้าอุกกากราชได้ทรงวางพระแสงศร

ไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ด้วยทรงดำริว่า         พระราชกุมารจักเป็น

ผู้มีความสวัสดี   หายสยดสยอง   ดังนี้.   ครั้นท้าวเธอทรงวางพระแสงศรไว้

ที่พระราชกุมารองค์ใหญ่แล้ว.    พระราชกุมารก็เป็นผู้มีความสวัสดี    หาย

สยดสยอง.     พระเจ้าอุกกากราชทรงกลัวถูกขู่ด้วยพรหมทัณฑ์  จึงได้พระ

ราชทานพระนางมัททรูปีราชธิดาแก่ฤาษีนั้น.  ดูก่อนมาณพ  พวกเธออย่า

เหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยวาทะว่าเป็นลูกทาสีให้หนักนักเลย   กัณหะ

นั้นได้เป็นฤาษีสำคัญแล้ว.

(๑๕๕)  ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะอัมพัฏฐมาณพ

ว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ  เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ขัตติยกุมารในโลก

นี้พึงสำเร็จการอยู่ร่วมกับนางพราหมณกัญญา    เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกัน

ของคนทั้ง ๒ นั้น    พึงเกิดบุตรขึ้น   บุตรผู้เกิดแต่นางพราหมณกัญญากับ

ขัตติยกุมารนั้น  จะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่.   ควรได้

พระโคดมผู้เจริญ.       พวกพราหมณ์จะควรเชิญให้เขาบริโภคในการเลี้ยง

เพื่อผู้ตาย  ในการเลี้ยงเพื่อการมงคล   ในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี   หรือในการ

เลี้ยงเพื่อแขกบ้างหรือไม่.    ควรเชิญเขาให้บริโภคได้    พระโคดมผู้เจริญ.

พวกพราหมณ์จะควรบอกมนต์ให้เขาได้หรือไม่. ควรบอกให้ได้  พระโคดม

ผู้เจริญ.     เขาควรจะถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่.     ไม่ควรถูกห้ามเลย

พระโคดมผู้เจริญ         เขาควรจะได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ได้บ้างหรือไม่.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 510

ข้อนี้ไม่ควรเลย   พระโคดมผู้เจริญ.   เพราะเหตุไร.   เพราะเขาไม่บริสุทธิ์

ข้างฝ่ายมารดา.

(๑๕๖)  ดูก่อนอัมพัฏฐะ      เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

พราหมณกุมารในโลกนี้    พึงสำเร็จการอยู่ร่วมกับนางขัตติยกัญญา  เพราะ

อาศัยการอยู่ร่วมของคนทั้ง ๒ นั้น พึงเกิดบุตรขึ้น บุตรที่เกิดแต่นางขัตติย-

กัญญากับพราหมณกุมาร      จะควรได้ที่นั่งหรือน้ำ     ในหมู่พราหมณ์

บ้างหรือไม่.  ควรได้    พระโคดมผู้เจริญ.   พวกพราหมณ์จะควรเชิญเขา

ให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย     ในการเลี้ยงเพื่อการมงคล   ในการเลี้ยง

เพื่อยัญพิธี      หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่.      ควรเชิญให้เขา

บริโภคได้   พระโคดมผู้เจริญ.  พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาได้หรือ

ไม่.   ควรบอกให้ได้  พระโคดมผู้เจริญ.   เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลาย

หรือไม่.    เขาไม่ควรถูกห้ามเลย    พระโคดมผู้เจริญ.     เขาควรจะได้รับ

อภิเษกเป็นกษัตริย์ได้บ้างหรือไม่.    ข้อนี้ไม่ควรเลย    พระโคดมผู้เจริญ.

เพราะเหตุไร.   เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ข้างฝ่ายบิดา.

(๑๕๗ )  ดูก่อนอัมพัฏฐะ   เมื่อเทียบหญิงกับหญิงก็ดี    เมื่อเทียบ

ชายกับชายก็ดี    กษัตริย์พวกเดียวประเสริฐ    พวกพราหมณ์เลว.   ดูก่อน

อัมพัฏฐะ    เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน     พวกพราหมณ์ทั้งหลาย

ในโลกนี้   พึงโกนศีรษะพราหมณ์คนหนึ่ง  มอมด้วยเถ้าแล้วเนรเทศเสียจาก

แว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง   เขาจะควรได้ที่นั่งหรือน้ำใน

หมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่.  ไม่ควรได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์

ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย        ในการเลี้ยงเพื่อการมงคล

ในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี    หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่.   ไม่ควร


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 511

เชิญเขาให้บริโภคเลย   พระโคดมผู้เจริญ.    พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์

ให้เขาได้หรือไม่.   ไม่ควรบอกเลย   พระโคดมผู้เจริญ.   เขาควรถูกห้าม

ในหญิงทั้งหลายหรือไม่.  เขาควรถูกห้ามทีเดียว  พระโคดมผู้เจริญ

(๑๕๘)  อัมพัฏฐะ   เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน    กษัตริย์

ทั้งหลายในโลกนี้    พึงปลงพระเกสากษัตริย์พระองค์หนึ่ง    มอมด้วยเถ้า

แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง    เขาควร

จะได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่.   ควรได้  พระโคดมผู้เจริญ.

พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย       ในการเลี้ยง

เพื่อการมงคล  ในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี  ในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่.

ควรเชิญเขาให้บริโภคได้  พระโคดมผู้เจริญ.  พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์

ให้เขาหรือไม่.   ควรบอกให้  พระโคดมผู้เจริญ.    เขาควรถูกห้ามในหญิง

ทั้งหลายหรือไม่.   เขาไม่ควรถูกห้ามเลย  พระโคดมผู้เจริญ.  ดูก่อนอัมพัฏฐะ

กษัตริย์ย่อมถึงความเป็นผู้เลวอย่างยิ่ง          เพราะเหตุที่ถูกกษัตริย์ด้วยกัน

ปลงพระเกสามอมด้วยเถ้า       แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมือง

ดูก่อนอัมพัฏฐะ  แม้ในเมื่อกษัตริย์ถึงความเป็นคนเลวอย่างยิ่งเช่นนี้  พวก

กษัตริย์ก็ยังประเสริฐ   พวกพราหมณ์เลว  ด้วยประการฉะนี้.

สมจริงดังคาถาที่สนังกุมารพรหมได้กล่าวไว้ดังนี้ ว่า

(๑๕๙)  กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด     ในหมู่ชนผู้

รังเกียจด้วยโคตร  ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวาดาและมนุษย์.

(๑๖๐)  ดูก่อนอัมพัฏฐะ   ก็คาถานี้นั้น   สนังกุมารพรหมขับถูก

ไม่ผิด  กล่าวไว้ถูกไม่ผิด   ประกอบด้วยประโยชน์   ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วย


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 512

ประโยชน์  เราเห็นด้วย   ดูก่อนอัมพัฏฐะ  ถึงเราก็กล่าวเช่นนี้ว่า

(๑๖๑)  กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด    ในหมู่ชนผู้

รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์.

จบ ภาณวาร ที่  ๑

 

วิชชาจรณสัมปทา

(๑๖๒)   อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า    ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ    ก็

จรณะนั้นเป็นไฉน   วิชชานั้นเป็นไฉน.   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ก่อนอัมพัฏฐะ      ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม

เขาไม่พูดอ้างชาติ   อ้างโคตร  หรืออ้างมานะว่า  ท่านควรแก่เรา  หรือท่าน

ไม่ควรแก่เรา   อาวาหมงคลหรือวิวาหมงคล   หรืออาวาหะและวิวาหมงคล

มีในที่ใด  ในที่นั้นเขาจึงจะพูดอ้างชาติบ้าง   อ้างโคตรบ้าง  หรืออ้างมานะ

บ้างว่า    ท่านควรแก่เรา    หรือท่านไม่ควรแก่เรา    ชนเหล่าใด   ยังเกี่ยว

ข้องด้วยการอ้างชาติ    ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร   ยังเกี่ยวข้องด้วยการ

อ้างมานะ   หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหะและวิวาหมงคล  ชนเหล่านั้นชื่อว่า

ยังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม   การทำให้

แจ้งซึ่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม  ย่อมมีได้    เพราะ

ละความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ  ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร  ความ

เกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ  และความเกี่ยวข้องด้วยอาวาหะและวิวาหมงคล.

(๑๖๓)   ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ    จรณะนั้นเป็นไฉน   วิชชานั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 513

เป็นไฉนเล่า.  ดูก่อนอัมพัฏฐะ  พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้  เป็นพระ

อรหันต์   ตรัสรู้เองโดยชอบ   ฯ ล ฯ   ( พึงดูพิสดารในสามัญญผลสูตร)

ฯ ล ฯ   ดูก่อนอัมพัฏฐะ    ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้แล   ฯ ล ฯ

เข้าถึงฌานที่ ๑ อยู่    แม้นี้เป็นจรณะของภิกษุนั้น   ฯ ล ฯ   เพราะระงับ

วิตกวิจารเสียได้    เข้าถึงฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ฌานที่  ๔  อยู่.    แม้นี้เป็น

จรณะของภิกษุนั้น.    ดูก่อนอัมพัฏฐะ   แม้นี้แลคือจรณะ  เธอย่อมนำไป

อย่างยิ่ง น้อมไปอย่างยิ่งซึ่งจิต  เพื่อญาณทัสสนะ.  แม้นี้เป็นวิชชาของภิกษุ

นั้น ฯลฯ เธอย่อมรู้ชัดว่า อย่างอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกไม่มี. แม้นี้เป็น

วิชชาของภิกษุนั้น. ดูก่อนอัมพัฏฐะ   นี้แลคือวิชชา ดูก่อนอัมพัฏฐะ  ภิกษุนี้

เรียกว่า    ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาบ้าง   ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะบ้าง  ผู้ถึงพร้อม

ด้วยวิชชาและจรณะบ้าง.    ดูก่อนอัมพัฏฐะ   ก็วิชชาสมบัติ    จรณสมบัติ

เหล่าอื่นที่ดียิ่งกว่า    หรือประณีตกว่า   วิชชาสมบัติ     จรณสมบัตินี้ไม่มี.

ดูก่อนอัมพัฏฐะ     วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม

นี้แล  มีทางเสื่อมอยู่  ๔   ประการ.  ๔  ประการเป็นไฉน.

๑.  ดูก่อนอัมพัฏฐะ   สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้    เมื่อ

ไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้      หาบบริขาร

ดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า  จักบริโภคผลไม้ที่หล่น.   สมณพราหมณ์

นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้     นี้เป็น

ทางเสื่อมข้อที่  ๑.

(๑๖๔)  ๒.  ดูก่อนอัมพัฏฐะ  อีกข้อหนึ่ง  สมณะหรือพราหมณ์

บางคนในโลกนี้     เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอัน เป็นคุณยอด

เยี่ยมนี้   ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้  ถือเสียมและตะกร้าเข้าไป


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 514

สู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า  จักบริโภคเหง้าไม้  รากไม้  และผลไม้.  สมณพราหมณ์

นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้     นี้เป็น

ทางเสื่อมข้อที่  ๒.

(๑๖๕)  ๓.  ดูก่อนอัมพัฏฐะ  อีกข้อหนึ่ง  สมณะหรือพราหมณ์

บางคนในโลกนี้      เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณ

ยอดเยี่ยมนี้  ไม่สามารถจะหาผลไม้หล่นบริโภคได้  ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้

รากไม้  และผลไม้บริโภคได้   จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน   หรือนิคม  แล้ว

บำเรอไฟอยู่.       สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วย

วิชชาสมบัติและจรณสมบัติโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่ ๓.

(๑๖๖)  ๔.  ดูก่อนอัมพัฏฐะ  อีกข้อหนึ่ง  สมณะหรือพราหมณ์

บางคนในโลกนี้         เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณ

ยอดเยี่ยมนี้     ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้     ไม่สามารถจะหา

เหง้าไม้    รากไม้    และผลไม้บริโภคได้     และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้

จึงสร้างเรือนมีประตู  ๔  ด้านไว้ที่หนทางใหญ่   ๔   แพร่ง      แล้วพำนักอยู่

ด้วยตั้งใจว่า  ผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง  ๔  นี้  จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม

เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง.      สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอ

ท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้   นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่ ๔.

ดูก่อนอัมพัฏฐะ    ทางเสื่อมแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็น

คุณยอดเยี่ยมนี้  มีอยู่  ๔   ประการ  ดังนี้.

(๑๖๗)  ดูก่อนอัมพัฏฐะ  เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอ

กับอาจารย์ย่อมปรากฏในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม

นี้บ้างหรือไม่   ข้อนี้ไม่มีเลย   พระโคดมผู้เจริญ    ข้าพเจ้ากับอาจารย์เป็น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 515

อะไร   วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมเป็นอะไร   ข้าพเจ้า

กับอาจารย์ยังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้.

ดูก่อนอัมพัฏฐะ     เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน   เธอกับอาจารย์เมื่อ

ไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แหละ    หาบ

บริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า     จักบริโภคผลไม้ที่หล่นบ้างหรือ

ไม่.   ข้อนี้ไม่มีเลย  พระโคดมผู้เจริญ

ดูก่อนอัมพัฏฐะ  เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  เธอกับอาจารย์

เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แหละ    และ

ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้         จึงถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่

ราวป่าด้วยตั้งใจว่า    จักบริโภคเหง้าไม้   รากไม้   และผลไม้  บ้างหรือไม่.

อันไม่มีเลย  พระโคดมผู้เจริญ.   ดูก่อนอัมพัฏฐะ   เธอจะสำคัญความข้อ

นั้นเป็นไฉน      เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ

อันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แหละ  ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้  และ

ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้    รากไม้    และผลไม้บริโภคได้   จึงสร้างเรือนไฟ

ไว้ใกล้  ๆ  บ้านหรือนิคม    แล้วบำเรอไฟอยู่   บ้างหรือไม่.   ข้อนี้ไม่มีเลย

พระโคดมผู้เจริญ.    ดูก่อนอัมพัฏฐะ    เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม

นี้แหละ  ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้   ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้

รากไม้     และผลไม้บริโภคได้    และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้    จึงสร้าง

เรือนไฟที่มีประตู  ๔  ด้านไว้ที่หนทาง ๔ แพร่ง แล้วพำนักอยู่ ด้วยตั้งใจว่า

ผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง ๔ นี้  จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่าน

ผู้นั้นตามสติกำลัง   บ้างหรือไม่.   ข้อนี้ไม่มีเลย  พระโคดมผู้เจริญ.  ดูก่อน


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 516

อันพัฏฐะ   เธอกับอาจารย์เสื่อมจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณ

ยอดเยี่ยมนี้ด้วย       และคลาดจากทางเสื่อมของวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ

อันเป็นคุณยอดเยี่ยม     ประการนี้ด้วย.

(๑๖๘)  ดูก่อนอัมพัฏฐะ      ก็พราหมณ์โปกขรสาติอาจารย์ของ

เธอได้พูดว่า  สมณะโล้นบางเหล่าเป็นอย่างคนรับใช้  เป็นพวกกัณหโคตร

เกิดแต่บาทของพรหม      ประโยชน์อะไรที่พวกพราหมณ์ผู้ทรงไตรวิชาจะ

สนทนาด้วย  ดังนี้.  แม้แต่ทางเสื่อมตนก็ยังไม่ได้บำเพ็ญ.   ดูเถิดอัมพัฏฐะ

ความผิดของพราหมณ์โปกขรสาติอาจารย์ของเธอนี้เพียงใด.  ถึงพราหมณ์

โปกขรสาติกินเมืองที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทาน     พระองค์ยังไม่

ทรงพระราชทานพระวโรกาสให้เข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่ง    เวลาจะทรงปรึกษา

ด้วย  ก็ทรงปรึกษานอกพระวิสูตร   ดูก่อนอัมพัฏฐะ    ไฉนเล่าจึงไม่พระ

ราชทานการเข้าเฝ้าต่อหน้าพระที่นั่งแก่เขาผู้รับภิกษาที่ชอบธรรม   ซึ่งพระ

ราชทานให้    ดูเถิดอัมพัฏฐะ  ความผิดของพราหมณ์โปกขรสาติอาจารย์

ของเธอนี้เพียงใด.

(๑๖๙)  ดูก่อนอัมพัฏฐะ       เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงช้างพระที่นั่ง  หรือรถพระที่นั่ง   จะทรงปรึกษา

ราชกิจบางเรื่องกับมหาอำมาตย์    หรือพระราชวงศานุวงศ์    แล้วเสด็จไป

ประทับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง  จากที่นั้น  ภายหลังคนชั้นศูทรหรือทาสของศูทร

พึงมา  ณ  ที่นั้นแล้วพูดอ้างว่า   พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสอย่างนี้  ๆ  เพียง

เขาพูดได้เหมือนพระราชดำรัส  หรือปรึกษาได้เหมือนพระราชาทรงปรึกษา

จะจัดว่าเป็นพระราชา   หรือราชมหาอำมาตย์ได้หรือไม่.

ข้อนี้เป็นไม่ได้  พระโคดมผู้เจริญ.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 517

ฤาษีบุรพาจารย์ของพราหมณ์

ดูก่อนอัมพัฏฐะ     เธอก็เช่นนั้นเหมือนกัน     บรรดาฤาษีผู้เป็น

บุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ  ฤาษีอัฏฐกะ  ฤาษีวามกะ   ฤาษีวาม-

เทวะ    ฤาษีเวสสามิตร    ฤาษียมตัคคี  ฤาษีอังคีรส   ฤาษีภารทวาชะ

ฤาษีวาเสฏฐะ  ฤาษีกัสสปะ  ฤาษีภคุ  ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์  บอกมนต์ ใน

ปัจจุบันนี้    พวกพราหมณ์ขับตาม  กล่าวตาม  ซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ที่ท่าน

ขับแล้ว  บอกแล้ว  รวบรวมไว้แล้ว  กล่าวได้ถูกต้อง  บอกได้ถูกต้อง  ตาม

ที่ท่านกล่าวไว้   บอกไว้    เพียงคิดว่า    เรากับอาจารย์เรียนมนต์ของท่าน

เหล่านั้น   เธอจักเป็นฤาษีหรือปฏิบัติเพื่อเป็นฤาษีได้   ดังนี้     นั่นไม่เป็น

ฐานะที่จะมีได้.

ดูก่อนอัมพัฏฐะ     เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน     เธอได้ฟัง

พราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่   ผู้เป็นอาจารย์  และเป็นปาจารย์   เล่ากันมาว่าอย่างไร

บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์   คือ   ฤาษีอัฏฐกะ   ฤาษี

วามกะ   ฤาษีวามเทวะ    ฤาษีเวสสามิตร    ฤาษียมตัคคี   ฤาษีอังคีรส

ฤาษีภารทวาชะ    ฤาษีวาเสฏฐะ    ฤาษีกัสสปะ   ฤาษีภคุ   ซึ่งเป็นผู้ผูก

มนต์  บอกมนต์  ในปัจจุบันนี้   พวกพราหมณ์ขับตาม  กล่าวตาม ซึ่งบท

มนต์ของเก่านี้ที่ท่านขับแล้ว   บอกแล้ว   รวบรวมไว้แล้ว   กล่าวได้ถูกต้อง

บอกได้ถูกต้องตามที่กล่าวไว้  บอกไว้  ฤาษีเหล่านั้นอาบน้ำทาตัวเรียบร้อย

แต่งผม  แต่งหนวด  สวมพวงดอกไม้และเครื่องอาภรณ์ นุ่งผ้าขาว  อิ่มเอิบ

พรั่งพร้อม     บำเรออยู่ด้วยกามคุณ  ๕      เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้

หรือไม่.

ไม่เหมือน  พระโคดมผู้เจริญ ฯ ล ฯ.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 518

ดูก่อนอัมพัฏฐะ  เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน    ฤาษีเหล่านั้น

บริโภคข้าวสาลีที่เก็บกากแล้ว    มีแกงและกับหลายอย่าง     เหมือนเธอกับ

อาจารย์ในบัดนี้ หรือไม่.

ไม่เหมือน  พระโคดมผู้เจริญ  ฯ ล ฯ.

ดูก่อนอัมพัฏฐะ . . .  ฤาษีเหล่านั้นบำเรออยู่ด้วยเหล่านารีผู้มีผ้าโพก

และมีร่างกระชดกระช้อย   เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่.

ไม่เหมือน  พระโคดมผู้เจริญ ฯ ล ฯ.

ดูก่อนอัมพัฏฐะ...   ฤาษีเหล่านั้นใช้รถเทียมลาหางตัดตกแต่ง

แล้ว   เอาปฏักด้ามยาวทิ่มแทงสัตว์พาหนะขับขี่ไป    เหมือนเธอกับอาจารย์

ในบัดนี้หรือไม่.

ไม่เหมือน  พระโคดมผู้เจริญ  ฯ ล ฯ.

ดูก่อนอัมพัฏฐะ. . . ฤาษีเหล่านั้นใช้บุรุษขัดกระบี่   ให้รักษาเชิงเทิน

แห่งนครที่มีคูล้อมรอบ  ลงลิ่ม   เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้ หรือไม่.

ไม่เหมือน  พระโคดมผู้เจริญ ฯ ล ฯ.

ดูก่อนอัมพัฏฐะ    เธอกับอาจารย์มิได้เป็นฤาษีเลย    ทั้งมิได้ปฏิบัติ

เพื่อเป็นฤาษี     ด้วยประการฉะนี้แล      ดูก่อนอัมพัฏฐะ      ผู้ใดมีความ

เคลือบแคลง   สงสัยในเรา   ผู้นั้นจงถามเราด้วยปัญหา   เราจักชำระให้ด้วย

การพยากรณ์.

(๑๗๐)   ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระวิหาร

จงกรมแล้ว.    แม้อัมพัฏฐมาณพก็ออกจากพระวิหารเดินจงกรม    ขณะที่

อัมพัฏฐมาณพเดินจงกรมตามพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่นั้น    ได้พิจารณาดู

มหาปุริสลักษณะ  ๓๒  ประการ    ในพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ก็


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 519

ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ  โดยมาก   เว้นอยู่ ๒ ประการ  คือ

พระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก  ๑  พระชิวหาใหญ่ ๑   จึงยังเคลือบแคลงสงสัย   ไม่

เชื่อไม่เลื่อมใสอยู่.

ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า   อัมพัฏฐมาณพนี้เห็น

มหาปุริสลักษณะ  ๓๒  ประการของเรา   โดยมาก   เว้นอยู่  ๒  ประการ

คือ  คุยหะเร้นอยู่ในฝัก  ๑  ชิวหาใหญ่  ๑  ยังเคลือบแคลงสงสัย   ไม่เชื่อ

ไม่เลื่อมใสอยู่.    ทันใดนั้นจึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้อัมพัฏฐมาณพ

ได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก      และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระ

กรรณทั้ง ๒ กลับไปกลับมา  สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง ๒ กลับไปกลับมา

แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต.

(๑๗๑)  ครั้งนั้น อัมพัฏฐมาณพคิดว่า  พระสมณโคดมประกอบ

ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ  บริบูรณ์  ไม่บกพร่อง  ดังนี้แล.  เขา

จึงได้ทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ    ข้าพเจ้า

ขอทูลลาไป ณ บัดนี้  ข้าพเจ้ามีกิจมาก  มีธุระมาก.

ดูก่อนอัมพัฏฐะ    เธอจงสำคัญกาลอันควรบัดนี้.     แล้วอัมพัฏฐ-

มาณพก็ขึ้นรถเทียมลากลับไป.

 

โปกขรสาติพราหมณ์

(๑๗๒)   สมัยนั้นพราหมณ์โปกขรสาติลุกออกมานั่งคอยรับ

อัมพัฏฐมาณพอยู่  ณ  อาศรมของตน  พร้อมด้วยพราหมณ์หมู่ใหญ่.  ฝ่าย

อัมพัฏฐมาณพขับรถไปอาศรมของตน   จนสุดทางที่รถไปได้แล้ว  ลงเดิน

เข้าไปหาพราหมณ์โปกขรสาติ     ไหว้แล้วนั่งอยู่   ที่ควรข้างหนึ่ง.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 520

พราหมณ์โปกขรสาติถามว่า   พ่ออัมพัฏฐะ   พ่อได้เห็นพระโคดมผู้เจริญ

พระองค์นั้นแล้วหรือ.   ได้เห็นแล้ว   ท่าน.

ก็เกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป   จริงตามนั้น

ไม่เป็นอย่างอื่นหรือ   ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริง  ไม่

เป็นอย่างอื่นหรือ.     เกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป

จริงตามนั้น  ไม่เป็นอย่างอื่นเลย   ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่น

นั้นจริง     ไม่เป็นอย่างอื่นเลย     และประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ  ๓๒

ประการ  บริบูรณ์   ไม่บกพร่อง.  พ่อได้สนทนาปราศรัยอะไรด้วยหรือไม่.

ได้สนทนาปราศรัยด้วยทีเดียว.   พ่อได้สนทนาปราศรัยอย่างไรบ้าง   ทันใด

นั้นอัมพัฏฐมาณพได้เล่าเรื่องเท่าที่ตนได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ.

(๑๗๓)   เมื่ออัมพัฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้    พราหมณ์โปกขรสาติ

ได้กล่าวว่า  พุทโธ่เอ๋ย  พ่อบัณฑิตของเรา   พุทโธ่เอ๋ย  พ่อพหูสูตของเรา

พุทโธ่เอ๋ย   พ่อทรงไตรวิชาของเรา   ได้ยินว่า   คนเบื้องหน้าแต่ตายเพราะ

กายแตก   จะพึงเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต   นรกเสีย   เพราะท่านผู้ประ-

พฤติประโยชน์เช่นนี้    เจ้าได้พูดกระทบกระเทียบพระโคดมอย่างนี้  ๆ  แต่

พระโคดมกลับตรัสยกเอาพวกเราขึ้นเป็นตัวเปรียบเทียบอย่างนี้  ๆ   พุทโธ่

เอ๋ย  พ่อบัณฑิตของเรา  พุทโธ่เอ๋ย  พ่อพหูสูตของเรา  พุทโธ่เอ๋ย  พ่อทรง

ไตรวิชาของเรา  ได้ยินว่า  คนเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก  จะพึงเข้าถึง

อบาย  ทุคติ  วินิบาต    นรกเสีย   เพราะท่านผู้ประพฤติประโยชน์เช่นนี้.

พราหมณ์โปกขรสาติ  โกรธ   ขัดใจ   เอาเท้าปัดอัมพัฏฐมาณพให้ล้มลง

แล้วใคร่จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสียเองในขณะนั้นทีเดียว.     พวก


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 521

พราหมณ์เหล่านั้นได้พูดห้ามว่า  ท่าน วันนี้เกินเวลาที่จะไปเฝ้าพระสมณ-

โคดมเสียแล้ว   พรุ่งนี้ค่อยไปเฝ้าพระองค์เถิด.

(๑๗๔)  ครั้งนั้น   พราหมณ์โปกขรสาติจัดแจงของเคี้ยวของฉัน

อย่างประณีตในนิเวศน์ของตนแล้วเอาใส่รถ  เมื่อคบเพลิงยังตามอยู่ได้ออก

จากอุกกัฏฐนคร  ขับรถตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวัน  ครั้นไปสุดทางรถ

ลงเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ    ได้ปราศรัยกับพระผู้มี

พระภาคเจ้า    ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว    จึงนั่ง ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  แล้วได้ทูลถามว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐ-

มาณพศิษย์ของข้าพระองค์ได้มาที่นี่หรือ.   ได้มา   พราหมณ์.   พระองค์

ได้สนทนาปราศรัยอะไร ๆ กับเขาหรือไม่.      ได้สนทนา      พราหมณ์.

พระองค์ได้สนทนาปราศรัยกับเขาอย่างไร.

ทันใดนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องที่พระองค์ได้สนทนา

ปราศรัยกับอัมพัฏฐมาณพให้พราหมณ์โปกขรสาติ ทราบทุกประการ.

(๑๗๕)  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว  พราหมณ์โปก-

ขรสาติได้ทูลว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   อัมพัฏฐมาณพเป็นคนโง่   ได้

โปรดยกโทษให้เขาด้วยเถิด.  ขออัมพัฏฐมาณพจงมีความสุขเถิด พราหมณ์.

ครั้งนั้น   พราหมณ์โปกขรสาติได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ  ๓๒  ประ-

การ   ในพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ  ๓๒

ประการ   โดยมาก   เว้นอยู่  ๒  ประการ   คือ  พระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก  ๑

พระชิวหาใหญ่  ๑  จึงยังเคลือบแคลงสงสัยอยู่    ไม่เชื่อ    ไม่เลื่อมใสอยู่.

ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า    พราหมณ์โปกขรสาตินี้เห็น

มหาปุริสลักษณะ  ๓๒  ประการของเรา โดยมาก  เว้นอยู่  ๒ ประการ  คือ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 522

คุยหะเร้นอยู่ในฝัก   ๑  ชิวหาใหญ่   ๑  จึงยังเคลือบแคลงสงสัย      ไม่เชื่อ

ไม่เลื่อมใสอยู่.

ทันใดนั้น     จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้พราหมณ์โปกขรสาติ

ได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก      และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระ

กรรณทั้ง ๒ กลับไปกลับมา  สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง ๒ กลับไปกลับมา

แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต.   พราหมณ์โปกขรสาติคิดว่า  พระสมณ-

โคดม ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ บริบูรณ์ ไม่บกพร่อง

ดังนี้     แล้วทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ขอพระโคดมผู้เจริญ     พร้อมด้วย

พระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหารในวันนี้.  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์

ด้วงพระอาการนิ่งอยู่ พราหมณ์โปกขราสาติทราบว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงรับนิมนต์แล้ว   จึงทูลภัตตกาลว่า    ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   ได้เวลา

แล้ว    ภัตตาหารเสร็จแล้ว.

(๑๗๖)   ครั้งนั้น   เวลาเช้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว   ทรง

ถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพราหมณ์โปกขรสาติ     พร้อมด้วย

พระภิกษุสงฆ์  ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย.  พราหมณ์โปกขรสาติ

ได้อังคาสพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงอิ่มหนำเพียงพอด้วยของเคี้ยวของฉัน

อันประณีต     ด้วยมือของตน     และพวกมาณพก็ได้อังคาสพระภิกษุสงฆ์

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ  วางพระหัตถ์จากบาตรแล้ว  พราหมณ์

โปกขรสาติถือเอาอาสนะต่ำ   นั่งเฝ้าอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.  พระผู้มี

พระภาคเจ้าได้ตรัสอนุบุพพิกถาแก่พราหมณ์โปกขรสาติ      คือประกาศ

ทานกถา   ศีลกถา   สัคคกถา    โทษของกามที่ต่ำช้า    เศร้าหมอง   และ

อานิสงส์ในการออกจากกาม.    เมื่อทรงทราบว่า    พราหมณ์โปกขรสาติ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 523

มีจิตคล่อง   มีจิตอ่อน    มีจิตปราศจากนิวรณ์   มีจิตสูง   มีจิตผ่องใสแล้ว

จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วย

พระองค์เอง คือ ทุกข์  สมุทัย นิโรธ มรรค  โปรดพราหมณ์โปกขรสาติ

ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี     ปราศจากมลทิน     ได้เกิดขึ้นแล้วแก่

พราหมณ์โปกขรสาติว่า  สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา   สิ่งนั้น

ทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา  ณ  ที่นั้นนั่นแล.     เหมือนผ้าที่สะอาด

ปราศจากมลทินควรรับน้ำย้อมด้วยดี  ฉะนั้น.

 

พราหมณ์โปกขรสาติแสดงตนเป็นอุบาสก

(๑๗๗)  ลำดับนั้น  พราหมณ์โปกขรสาติ  เห็นธรรม  ถึงธรรม

รู้แจ้งธรรม  หยั่งทราบธรรม  ข้ามความสงสัย  ปราศจากความเคลือบแคลง

ถึงความแกล้วกล้าแล้ว    ไม่ต้องเชื่อถือผู้อื่นในสัตถุศาสนา     ได้กราบทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ      ภาษิตของพระองค์

แจ่มแจ้งนัก   ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก   พระองค์ทรงประกาศธรรม

โดยอเนกปริยาย  เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด  บอกทางแก่

คนหลงทาง  หรือส่องประทีปในที่มืด  ด้วยคิดว่า  ผู้มีจักษุจักเห็นรูป  ดังนี้

ฉันใด   พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้น

เหมือนกัน   ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   ข้าพระองค์นี้พร้อมทั้งบุตรและภริยา

บริษัทและอำมาตย์     ขอถึงพระองค์     พระธรรม     และพระภิกษุสงฆ์

เป็นสรณะ    ขอพระสมณโคดมผู้เจริญจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก

ผู้ถึงสรณะอย่างมอบกายถวายชีวิต   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   และขอพระองค์

จงเสด็จเข้าไปสู่สกุลโปกขรสาติ       เหมือนเข้าไปสู่สกุลแห่งอุบาสกอื่น ๆ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 524

ในนครอุกกัฏฐะ   เหล่ามาณพมาณวิกาในสกุลโปกขรสาตินั้น  จักไหว้

จักลุกรับ  จักถวายอาสนะ    หรือน้ำ    จักเลื่อมใสในพระองค์     ข้อนั้น

จักเป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุข  แก่มาณพมาณวิกาเหล่านั้นสิ้นกาล

นาน.   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า  ดูก่อนพราหมณ์  ท่านกล่าวชอบ

ดังนี้แล.

จบ   อัมพัฏฐสูตร ที่ ๓


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 525

อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร

เอวมฺเม   สุต   ฯ เป ฯ  โกสเลสุ   อมฺพฏฺฐสุตฺต

 

ในอัมพัฏฐสูตรนั้น  มีการพรรณนาตามลำดับบท  ดังต่อไปนี้

บทว่า ในโกศลชนบท  คือ ชนบทอันเป็นนิวาสสถานของพระราช

กุมารชาวชนบททั้งหลาย   ผู้มีนามว่าโกศล    แม้จะเป็นชนบทเดียวท่านก็

เรียกว่า  โกสลา  ( เป็นพหูพจน์) เพราะศัพท์เสริมเข้ามา   ในชนบทชื่อ

โกศลนั้น.

ก็พระโบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า    ในกาลก่อนพระราชาทรงสดับ

ว่า  พระราชกุมารนามว่า    มหาปนาทะ    ผู้ได้ดูการละเล่นมีละครต่าง ๆ

เป็นต้น   ก็ไม่ทำอาการแม้สักว่ายิ้มแย้มเลย    จึงได้ทรงมีรับสั่งว่า   ผู้ใดทำ

ให้บุตรของเราหัวเราะได้   เราจะประดับประดาเขาผู้นั้นด้วยเครื่องอลังการ

ทั้งปวง.       ตั้งแต่นั้นมา      เมื่อเหล่ามหาชนต่างทอดทิ้งแม้คันไถมาร่วม

ประชุมกัน    พวกมนุษย์ทั้งหลายถึงจะแสดงการละเล่นต่าง ๆ  กันสิ้นเวลา

นานกว่า  ๗  ปี  ก็มิสามารถจะให้พระราชกุมารนั้นทรงพระสรวลได้. ทีนั้น

ท้าวสักกเทวราช   จึงทรงส่งพวกละครมาแสดงบ้าง.    พระองค์ทรงแสดง

ละครอันเป็นทิพย์  จึงทรงทำให้พระราชกุมารทรงพระสรวลได้.  ต่อมาพวก

มนุษย์เหล่านั้นต่างก็แยกย้ายกันกลับ   บ่ายหน้าไปยังบ้านที่อาศัยของตน ๆ.

พวกเขาเจอมิตรและสหายเป็นต้นสวนทางมา เมื่อจะทำปฏิสันถาร (ทักทาย

ปราศรัย ) กัน  ต่างก็พูดกัน ว่า  กิญฺจิ โภ  กุสล กิญฺจิโภ  กุสล  (ท่าน


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 526

ผู้เจริญ    มีอะไรดีบ้างไหม  ท่านผู้เจริญ   มีอะไรดีบ้างไหม)  เพราะฉะนั้น

เขตแคว้นนั้นท่านจึงเรียกชื่อว่า โกศล  เพราะยึดเอาคำว่า  กุสล  กุสล  นั้น.

บทว่า   เสด็จจาริกไป   คือเสด็จเดินทางไกล.    ธรรมดาการเสด็จ

จาริกของพระผู้มีพระภาคเจ้า   มี ๒ อย่างคือ   เสด็จจาริกอย่างรีบด่วน ๑

เสด็จจาริกอย่างไม่รีบด่วน  ๑.   ใน ๒ อย่างนั้น    การที่พระองค์ทรงทอด

พระเนตรเห็นบุคคลที่ควรให้ตรัสรู้ได้แม้ในที่ไกล      ก็จะเสด็จไปโดยเร็ว

เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ของเขา ชื่อว่าเสด็จจาริกอย่างรีบด่วน.   พึงเห็น

เช่นในการเสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสปะ   เป็นต้น.

แท้จริง   พระผู้มีพระภาคเจ้า    เมื่อจะทรงกระทำการต้อนรับพระ

มหากัสสปะ ได้เสด็จไปตลอดทาง ๓ คาพยุตโดยครู่เดียว  เพื่อประโยชน์

แก่อาฬวกยักษ์   ได้เสด็จไปตลอดทาง ๓๐ โยชน์  เพื่อประโยชน์แก่พระ

อังคุลิมาลก็เท่ากัน      แต่สำหรับปุกกุสาติ     ได้เสด็จไปตลอดทาง  ๔๕

โยชน์   พระมหากัปปินะ   ๑๒๐   โยชน์     เพื่อประโยชน์แก่พระธนิยะ

๗๐๐  โยชน์.      สำหรับติสสสามเณรผู้เป็นสัทธิวิหาริกของพระธรรม-

เสนาบดีสารีบุตรผู้ชอบอยู่แต่ในป่า    ได้เสด็จไปตลอดทาง  ๑๒๐ โยชน์

กับอีก ๓ คาพยุต.

ได้ยินว่า   วันหนึ่งพระเถระกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์จะไปยังสำนักของติสสสามเณร.     พระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสว่า      แม้เราก็จักไป       แล้วตรัสเรียกท่านพระอานนท์

มา   ด้วยทรงรับสั่งว่า    อานนท์   เธอจงบอกแก่ภิกษุผู้สำเร็จอภิญญา  ๖

มี  ๒๐,๐๐๐   รูปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปยังสำนักติสสสามเณร

ผู้ชอบอยู่แต่ในป่า.   ต่อมาในวันที่  ๒  พระผู้มีพระภาคเจ้า  มีพระขีณาสพ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 527

๒๐,๐๐๐  รูปเป็นบริวาร   ทรงเหาะขึ้นไปในอากาศ   เสด็จลงที่ประตูโคจร

คามของสามเณรนั้น    ในที่สุดทางได้ ๑๒๐  โยชน์     ทรงห่มผ้าจีวรแล้ว.

พวกมนุษย์เมื่อเดินทางไปทำงานกันเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า    ต่างพูดกัน

ว่า   พระบรมศาสดาเสด็จมาแล้ว    พวกเราอย่าไปทำงานกันเลย    ต่างพา

กันปูลาดอาสนะถวายข้าวยาคูแล้ว เมื่อจะกระทำบาทวัตร  จึงถามพวกภิกษุ

หนุ่มว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จไปที่ไหน.  ดูก่อน

อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย   พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่เสด็จไป  ณ   ที่อื่น

เสด็จมาก็เพื่อทรงต้องการจะทอดพระเนตรติสสสามเณร  ในที่นี้แหละ.

พวกมนุษย์เหล่านั้นต่างพากันดีอกดีใจว่า  ได้ยินว่า  พระบรมศาสดาเสด็จ

มาก็เพื่อทรงต้องการจะทอดพระเนตรพระเถระผู้สนิทสนมกับตระกูลของ

พวกเรา   พระเถระของพวกเรามิใช่คนเล็กน้อยเลย.

ต่อมาในเวลาเสร็จภัตกิจของพระผู้มีพระภาคเจ้า   สามเณรเที่ยวไป

บิณฑบาตในบ้านมาแล้วจึงถามว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลายภิกษุ

สงฆ์มากมาย  ทีนั้น  พวกเขาจึงบอกแก่สามเณรว่า  พระบรมศาสดาเสด็จมา

ขอรับ.     สามเณรจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามโดยเอื้อเฟื้อ

ด้วยอาหารบิณฑบาต     พระบรมศาสดาทรงจับบาตรของสามเณรนั้นด้วย

พระหัตถ์แล้วตรัสว่า  ติสสะ   อาหารบิณฑบาตพอแล้ว    เราทำภัตกิจเสร็จ

แล้ว.   ลำดับนั้น   สามเณรจึงถามโดยเอื้อเฟื้อกะอุปัชฌาย์แล้วจึงไปนั่งบน

อาสนะที่ถึงแก่ตน    ทำภัตกิจ     (ฉัน).     ต่อมาในเวลาสามเณรนั้นฉัน

เสร็จแล้ว      พระบรมศาสดาตรัสมงคลแล้ว      เสด็จออกไปประทับยืนที่

ประตูบ้าน ตรัสถามว่า  ติสสะ  ทางไปสู่ที่อยู่ของเชื้อสายไหน  ทางนี้   พระ

๑.  ฉบับพม่าเป็น  ปาตราสภตฺต  แปลว่า  อาหารเช้า.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 528

เจ้าข้า   สามเณรกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อสามเณรกราบทูลชี้ทาง

ถวายแล้ว   จึงตรัสว่า   ติสสะ   เธอจงไปข้างหน้า.

ดังได้สดับมา พระผู้มีพระภาคเจ้า  แม้จะทรงเป็นผู้ชี้ทางให้แก่โลก

พร้อมทั้งเทวโลกก็ตาม  ได้ทรงทำให้สามเณรนั้นเป็นผู้ชี้ทางให้ในเส้นทาง

เพียง ๓ คาพยุตเท่านั้น  ด้วยทรงตั้งพระทัยว่า  เราจักได้เห็นสามเณร  สามเณร

นั้นไปสู่ที่อันเป็นที่อยู่ของตน   แล้วได้กระทำวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามสามเณรนั้นว่า  ติสสะ ที่ไหน

เป็นที่จงกรมของเธอ     จึงเสด็จไปที่นั้น   ประทับนั่งบนก้อนหินที่นั่งของ

สามเณรแล้วตรัสถามว่า  ติสสะ  ในที่นี้เธออยู่เป็นสุขหรือสามเณรนั้นกราบ

ทูลว่า เป็นสุข พระเจ้าข้า เมื่อข้าพระองค์อยู่ในที่นี้  ได้ยินเสียงร้องของพวก

สัตว์จำพวกราชสีห์   เสือโคร่ง   ช้าง   กวาง   และนกยูง    เป็นต้น   ความ

สำคัญหมายว่า     เป็นป่าก็เกิดขึ้น     พระองค์อยู่เป็นสุขด้วยความสำคัญ

หมายนั้น.  ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะสามเณรนั้นว่า  ติสสะ  เธอ

จงเผดียงสงฆ์ให้ประชุมกัน   เราจักให้พุทธทายาทแก่เธอ    เมื่อภิกษุสงฆ์

ประชุมกันแล้วทรงประทานอุปสมบทให้     แล้วได้เสด็จไปยังที่ประทับอยู่

ของพระองค์ทีเดียว   นี้ชื่อว่าการเสด็จจาริกอย่างรีบด่วน.

ก็การที่พระองค์เมื่อจะทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก     เสด็จไปด้วยเสด็จ

ทรงบิณฑบาตตามลำดับบ้านและนิคมทุกวัน  โยชน์ ๑ บ้าง  ๒ โยชน์บ้าง

นี้จัดเป็นการเสด็จจาริกไม่รีบด่วน. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อจะเสด็จจาริก

นี้ก็จะเสด็จในมณฑลใดมณฑลหนึ่ง บรรดา ๓ มณฑลเหล่านี้  คือ  มณฑล

ใหญ่ มณฑลกลาง  มณฑลเล็ก.  ในบรรดา ๓ มณฑลนั้น  มณฑลใหญ่มี

กำหนด  ๙๐๐  โยชน์  มณฑลกลางมีกำหนด  ๖๐๐  โยชน์  มณฑลเล็กมี


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 529

กำหนด  ๑๐๐  โยชน์.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะเสด็จจาริกในมณฑลใหญ่

พระองค์ทรงปวารณาในวันมหาปวารณาแล้ว  ในวันแรม ๑ ค่ำ  จะพร้อม

ด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร       เสด็จออกไป  ๑๐๐  โยชน์โดยรอบ

ก็จะเกิดการแตกตื่นกันเป็นการใหญ่.   คนผู้มาถึงก่อน ๆ   จึงจะได้นิมนต์

บรรดามณฑลทั้ง ๒ นอกจากนี้  สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมหามณฑล

เท่านั้น.  พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อเสด็จประทับอยู่ในหมู่บ้านและอำเภอ

นั้น ๆ สิ้น  ๑ - ๒  วัน   ทรงอนุเคราะห์มหาชนด้วยการทรงรับอามิสทาน

และเจริญกุศลอันเป็นส่วนพ้นวัฏฏสงสารแก่เขา     ด้วยทรงประทานธรรม

ทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย   ๙   เดือน.

แต่ถ้าภายในพรรษา สนถะและวิปัสสนากรรมฐานของภิกษุทั้งหลาย

ยังอ่อนอยู่   พระองค์ก็จะไม่ทรงปวารณาในวันมหาปวารณา  ทรงประทาน

เลื่อนวันปวารณาไป   ทรงปวารณาในวันเพ็ญเดือน ๑๒    ต่อถึงวันแรม

๑ ค่ำ    เดือนอ้าย     จึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวารเสด็จออก

แล้ว เสด็จเข้าไปในมณฑลขนาดกลาง  พระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จจาริก

ไปในมณฑลขนาดกลางด้วยเหตุอย่างอื่นก็มีบ้าง      แต่จะเสด็จประทับอยู่

ตลอด ๔  เดือนเท่านั้น  แล้วก็จะเสด็จออกไปตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

บรรดามณฑลทั้ง  ๒ นอกนี้    สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมณฑลขนาด

กลางเท่านั้น.  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกโดยนัยก่อนนั่น

แหละ   ทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย ๘ เดือน.

แต่ถ้าเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้จะทรงจำพรรษาตลอด ๔ เดือนแล้ว

ก็ตาม  เวไนยสัตว์ยังมีอินทรีย์ไม่แก่กล้า  พระองค์ก็จะทรงรอคอยให้พวก


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 530

เขามีอินทรีย์แก่กล้าก่อน  จะเสด็จประทับอยู่  ณ ที่นั้นนั่นแหละ  อีกเดือน

๑  บ้าง  ๒-๓-๔  เดือนบ้าง     แล้วจึงจะเสด็จออกไปพร้อมกับภิกษุสงฆ์

หมู่ใหญ่เป็นบริวาร.   โดยทำนองดังที่กล่าวแล้วนั่นแหละ   บรรดามณฑล

ทั้ง  ๒   นอกนี้   สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมณฑลขนาดเล็กเท่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกตามทำนองข้างต้นนั้น

แหละจะทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย  ๗  เดือนบ้าง ๖  เดือนบ้าง ๕ เดือน

บ้าง ๔  เดือนบ้าง.

ดังกล่าวมานี้  ในบรรดามณฑลทั้ง ๓ เหล่านี้   พระผู้มีพระภาคเจ้า

เมื่อจะเสด็จจาริกไปในมณฑลใดมณฑลหนึ่ง      จะเสด็จไปเพราะเหตุแห่ง

ลาภผลมีจีวรเป็นต้นก็หาไม่.      แต่โดยที่แท้พระองค์เสด็จจาริกไปก็เพราะ

ความเอ็นดูสัตว์โลก   ด้วยทรงดำริอย่างนี้ว่า    ชนเหล่าใดที่เป็นคนเข็ญใจ

ยังโง่เขลา    เป็นคนแก่    และคนเจ็บป่วย    เมื่อไรคนเหล่านั้นจักมาเห็น

ตถาคตได้  แต่เมื่อเราเที่ยวจาริกไป   มหาชนจักได้เห็นตถาคต   บรรดาเขา

เหล่านั้น     บางพวกจักกระทำจิตใจให้เลื่อมใสได้    บางพวกจักบูชาด้วย

เครื่องบูชามีพวงดอกไม้เป็นต้น     บางพวกจักถวายภักษาหารสักทัพพีหนึ่ง

บางพวกจักละความเห็นผิด   กลายเป็นผู้มีความเห็นถูก    ข้อนั้นจักเป็นไป

เพื่อประโยชน์และความสุขแก่พวกเขาตลอดกาลนาน.

อีกประการหนึ่ง      พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จ

จาริกไปด้วยเหตุ  ๑  ประการคือ   เพื่อประโยชน์ให้พระวรกายได้อยู่สบาย

ด้วยทรงเดินพักผ่อน  ๑   เพื่อประโยชน์ที่จะรอเวลาเกิดเรื่องราว  ๑   เพื่อ

ประโยชน์จะทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย  ๑   เพื่อประโยชน์จะให้

สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้  ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าแล้วในที่นั้น ๆ ได้ตรัสรู้  ๑. พระผู้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 531

มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๔  ประการแม้อย่าง

อื่นอีก  ด้วยทรงดำริว่า  สัตว์ทั้งหลายจักถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ  จักถึง

พระธรรม จักถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ  หรือว่าเราจักให้บริษัททั้ง ๔  เอิบอิ่ม

ด้วยการฟังธรรมเป็นการใหญ่.  พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  จะ

เสด็จจาริกไปด้วยเหตุ  ๕  ประการแม้อย่างอื่นอีก    ด้วยทรงดำริว่า    สัตว์

ทั้งหลายจักงดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงบ้าง   จากการถือเอาสิ่งของ

ที่เขามิได้ให้บ้าง  จากการประพฤติผิดในกามบ้าง  จากการกล่าวเท็จบ้าง จาก

ที่ตั้งแห่งความประมาทคือนำเมาอันได้แก่สุราและเมรัยบ้าง.         พระผู้มี

พระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๘ ประการแม้อย่าง

อื่นอีก   ด้วยทรงดำริว่า  สัตว์ทั้งหลายจักกลับได้ปฐมฌานบ้าง   ทุติยฌาน

บ้าง  ตติยฌานบ้าง  จตุตถฌานบ้าง  อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง วิญญา-

ณัญจายตนสมาบัติบ้าง   อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง  เนวสัญญานาสัญญา-

ยตนสมาบัติบ้าง.    พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไป

ด้วยเหตุ  ๘  ประการแม้อย่างอื่นอีก   ด้วยทรงพระดำริว่า  สัตว์ทั้งหลายจัก

บรรลุโสดาปัตติมรรคบ้าง  โสดาปัตติผลบ้าง  สกทาคามิมรรดบ้าง สกทา-

คามิผลบ้าง  อนาคามิมรรคบ้าง   อนาคามิผลบ้าง  อรหัตตมรรคบ้าง  จัก

กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลบ้าง.  ดังกล่าวมานี้จัดเป็นการเสด็จจาริกไม่รีบ

ด่วน.  ในที่นี้ท่านประสงค์เอาการเสด็จจาริกไม่รีบด่วน.

ก็การเสด็จจาริกไม่รีบด่วนนี้   มีอยู่   ๒  อย่าง   คือ  การเสด็จจาริก

ประจำ  ๑  การเสด็จจาริกไม่ประจำ ๑.   บรรดาจาริก ๒ อย่างนั้น    การ

เสด็จไปตามลำดับบ้าน อำเภอ   และจังหวัด   จัดเป็นการเสด็จจาริกประจำ.

ส่วนการเสด็จไปเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ที่ครรจะให้ตรัสรู้ได้คนเดียวเท่านั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 532

จัดเป็นการเสด็จจาริกไม่ประจำ.       ในที่นี้ท่านมุ่งหมายเอาการเสด็จจาริก

ไม่ประจำนี้.

ได้ยินว่า  ในกาลนั้น   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่ข่ายคือพระ

ญาณไปในหมื่นโลกธาตุ  ในเวลาเสร็จสิ้นพุทธกิจตอนปัจฉิมยาม  ทรงเล็ง

ดูเหล่าสัตว์ผู้มีเผ่าพันธุ์ควรจะตรัสรู้ได้อยู่     พราหมณ์ชื่อโปกขรสาติเข้าไป

ภายในพระสัพพัญญุตญาณ. ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงพิจารณาดูว่า

พราหมณ์นี้มาปรากฏในข่ายคือญาณของเรา   เขามีอุปนิสัยหรือไม่หนอ  ก็

ทรงทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคแล้ว          ทรงดำริว่า

พราหมณ์นี้เมื่อเราไปชนบทนั้น  จักใช้ให้ศิษย์ชื่ออัมพัฏฐะไปเพื่อค้นหาดู

ลักษณะ.  เขาจะกล่าวโต้ตอบกับเรา  พูดวาจาไม่สุภาพมีประการต่าง ๆ  เรา

จักทรมานเขาทำให้หมดพยศ  เขาก็จักบอกแก่อาจารย์  ทีนั้น  อาจารย์ของ

เขาได้ฟังคำนั้นแล้ว    ก็จักมาค้นหาดูลักษณะของเรา     เราจักแสดงธรรม

แก่เขา   พอเทศน์จบเขาก็จักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล    เทศนาจักมีผลดีแก่

มหาชนดังนี้  จึงพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐  รูปเป็นบริวาร เสด็จพระดำเนินไปสู่

ชนบทนั้น.  เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริก

ไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ขบวนใหญ่มีภิกษุประมาณ  ๕๐๐ รูป.

บทว่า   บ้านพราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละตั้งอยู่โดยที่ใด  คือ   บ้าน

พราหมณ์ข้ออิจฉานังคละควรจะไปได้โดยทิสาภาคใด     หรือว่า     บ้าน

พราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละตั้งอยู่ในประเทศใด.   บาลีว่า  อิจฺฉานงฺกล  ก็มี.

บทว่า   ตทวสริ   แปลว่า   เสด็จไปโดยทางนั้น  หรือว่า   เสด็จไปสู่ที่นั้น.

อธิบายว่า  เสด็จไปโดยทิสาภาคนั้น  หรือว่า  เสด็จไปสู่ประเทศนั้น.

บทว่า  ประทับอยู่รนป่าชัฏชื่ออิจฉานังคละ  ในบ้านพราหมณ์ชื่อ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 533

อิจฉานังคละ  ความว่า     พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมราชา

ทรงอาศัยบ้านพราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละ  ทรงตั้งค่ายคือศีล   ทรงถือพระ

คทาคือสมาธิ    ทรงยังศรคือพระสัพพัญญุตญาณให้เป็นไป   เสด็จประทับ

อยู่ด้วยการประทับตามที่พระองค์ทรงพอพระทัยยิ่ง.

บทว่า  ก็โดยสมัยนั้นแล   คือ  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับ

อยู่ ณ ที่นั้นโดยสมัยใด  โดยสมัยนั้น.   อธิบายว่า    ในสมัยนั้น.    บุคคล

ย่อมเรียนมนต์  เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่าพราหมณ์  อธิบายว่า   ย่อมสาธยาย

มนต์.   ก็คำนี้นี่แหละเป็นคำเรียกพราหมณ์โดยกำเนิดในทางภาษา.     แต่

พระอริยเจ้าทั้งหลาย     ท่านเรียกว่าพราหมณ์     เพราะมีบาปอันลอยแล้ว

คำว่า โปกขรสาติ นี้  เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น. ท่านเรียกชื่อว่าโปกขรสาติ

เพราะเหตุไร.   ได้ยินว่า  กายของพราหมณ์นั้นเป็นเช่นเดียวกับดอกบัวขาว

งามประดุจเสาระเนียดเงินที่เขาปักไว้ในเทวนคร.  ส่วนศีรษะของเขามีสีดำ

ประดุจสำเร็จด้วยแก้วมรกต.      แม้หนวดก็ปรากฏประหนึ่งปุยเมฆสีดำใน

ดวงจันทร์.   ลูกตาทั้ง  ๒  ข้างเป็นประดุจดอกบัวเขียว.    จมูกกลมดีเกลี้ยง

เกลา  ประดุจท่อน้ำเงิน.   ฝ่ามือและฝ่าเท้า  รวมทั้งช่องปาก  งดงามประดุจ

ลูบไล้ไว้ด้วยน้ำครั่ง.  อัตภาพของพราหมณ์จัดว่างามเลิศยิ่งนัก.   ในที่ที่ไม่

มีพระราชา  สมควรจะตั้งพราหมณ์ผู้นี้เป็นพระราชาได้.  พราหมณ์นี้เป็นคน

ประกอบด้วยสิริเช่นนี้.  เพราะเหตุนี้    ชนทั้งหลายจึงเรียกเขาว่า โปกขร-

สาติ  เพราะเป็นเหมือนดอกบัว.

ก็พราหมณ์นี้แม้ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า

กัสสปะ   เรียนจบเวททั้ง  ๓    ถวายทานแด่พระทศพลแล้ว    ฟังธรรม-

เทศนา  ไปเกิดในเทวโลก.    ต่อจากนั้นเขาเมื่อจะมาสู่มนุษยโลก  รังเกียจ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 534

การอยู่ในท้องมารดา  จึงไปเกิดในท้องดอกบัวหลวงในสระใหญ่   ข้างป่า

หิมพานต์.     แต่ที่ไม่ไกลจากสระนั้น     มีดาบสอาศัยอยู่ในบรรณศาลา.

ดาบสนั้นยืนอยู่บนฝั่งมองเห็นดอกบัวหลวงนั้น   จึงคิดว่า    ดอกบัวหลวง

ดอกนี้ใหญ่กว่าดอกบัวหลวงนอกนี้   เวลาที่มันบานแล้ว  เราจึงจักเก็บมัน.

ดอกบัวหลวงนั้นแม้ตั้ง ๗  วันแล้วก็ยังไม่บาน.   ดาบสจึงคิดว่า     เพราะ

เหตุใดหนอ   ดอกบัวหลวงนี้แม้ตั้ง  ๗  วัน แล้วก็ยังไม่บาน   เอาเถอะ   เรา

จักเก็บมัน  แล้วจึงลงไปเก็บ.  ดอกบัวหลวงนั้น พอดาบสเด็ดขาดจากก้าน

เท่านั้นก็บานออก. ทีนั้น ในภายในดอกบัวนั้น เขาได้เห็นทารกมีผิวพรรณ

ขาว    มีรูปร่างราวกับ เงิน    ดุจสีผงทองมีวรรณะขาวเหลืองดังเกสรดอก

ประทุม.  เขาจึงคิดว่าทารกนี้คงจักเป็นผู้มีบุญมาก เอาเถอะเราจะเลี้ยงดูเขา

จึงอุ้มไปยังบรรณศาลา  เลี้ยงดู    ตั้งแต่อายุได้  ๗  ขวบก็ให้เรียนเวททั้ง  ๓.

ทารกเรียนจบเวททั้ง ๓  แล้ว    เป็นบัณฑิต    เฉลียวฉลาด    ได้เป็นยอด

พราหมณ์ในชมพูทวีป.  ในเวลาต่อมาเขาได้แสดงศิลปะแก่พระเจ้าโกศล.

ทีนั้น พระราชาทรงเลื่อมใสในศิลปะของเขา  จึงได้พระราชทานมหานคร

ชื่ออุกกัฏฐะ   ให้เป็นพรหมไทย.  เพราะเหตุนี้   ประชาชนทั้งหลายจึงเรียก

ขานเขาว่า  โปกขรสาติ  เพราะเหตุที่เขานอนในดอกบัว.

บทว่า  อยู่ครอบครอง  นครชื่ออุกกัฏฐะ  ความว่า เขาอยู่หรือว่า

อยู่ครอบครอง  นครอันมีชื่อว่าอุกกัฏฐะ คือ เขาเป็นเจ้าของนครนั้น  อยู่

ตามขอบเขตที่ชนจะพึงอยู่ได้ในนครนั้น.  ได้ยินว่า  ประชาชนวางโคมไฟ

ไว้แล้ว    เมื่อโคมไฟลุกโพลงอยู่     จึงพากันยึดเอาที่ตั้งนครนั้น    เพราะ

ฉะนั้น  นครนั้นท่านจึงเรียกว่า  อุกกัฏฐะ.   บาลีว่า โอกกัฏฐะ  ดังนี้ก็มี

มีเนื้อความอย่างเดียวกัน .  แต่ในที่นี้พึงทราบว่า ด้วยอำนาจอุปสัค  ทำให้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 535

ทุติยาวิภัตติใช้แทนสัตตมีวิภัตติได้.   และในบทที่เหลือพึงทราบว่า  คำนั้น

ไม่เป็นทุติยาวิภัตติ.  ลักษณะในที่นั้น   พึงค้นคว้าจากศัพทศาสตร์.

บทว่า  หนาแน่นด้วยสัตว์  ความว่า  หนาแน่น  ได้แก่  ล้นเหลือ

ด้วยสัตว์ทั้งหลาย  มีชนมากมาย  มีมนุษย์เกลื่อนกล่น  และคับคั่งด้วยสัตว์

หลายชนิด  มีช้าง  ม้า  นกยูง   และเนื้อทรายที่เขาเลี้ยงไว้เป็นต้น.  ก็เพราะ

เหตุที่นครนี้   สมบูรณ์ด้วยหญ้าเป็นอาหารของช้างและม้า  เป็นต้น  และด้วย

หญ้ามุงหลังคาบ้านที่เกิดเวียนรอบภายนอกนคร ทั้งสมบูรณ์ด้วยไม้ที่เป็นฟืน

และไม้ที่ใช้ประกอบเป็นเครื่องเรือนด้วยเช่นกัน      และเพราะเหตุที่ภายใน

นครนั้นมีสระโบกขรณี  มีสัณฐานกลม  และ  ๔   เหลี่ยม  เป็นต้น  มากมาย

ทั้งมีบ่อน้ำนับไม่ถ้วนอีกมาก  งดงามด้วยดอกไม้ที่เกิดในน้ำ และเต็มเปี่ยม

ด้วยน้ำเป็นนิตย์ ฉะนั้น  ท่านจึงเรียกว่า เป็นนครที่ประกอบพร้อมด้วยหญ้า

ไม้และน้ำ.    นครที่เป็นไปพร้อมกับด้วยข้าว  ชื่อว่า  สมบูรณ์ด้วยข้าว.

อธิบายว่า  มีข้าวเก็บตุนไว้มากมาย   แตกต่างกันเป็นบุพพัณชาติ     และ

อปรัณชาติเป็นต้น.      ด้วยถ้อยคำเพียงเท่านี้       เป็นอันว่าท่านได้แสดง

ถึงสมบัติคือความมั่งคั่งแห่งนคร       ที่พราหมณ์อยู่ด้วยลีลาอย่างพระราชา

เพราะให้กางกั้นเศวตฉัตรขึ้น.

โภคสมบัติพราหมณ์ได้มาจากพระราชา  ชื่อว่า  ราชโภคะ    หากจะ

ถามว่า  ใครให้.  ก็ต้องตอบว่า พระราชาทรงพระนามว่า  ปเสนทิโกศล

พระราชทานให้.  บทว่า    ราชทาย  แปลว่า    เป็นของพระราชทานให้

ของพระราชา  อธิบายว่า  เป็นมรดก.    บทว่า    พฺรหฺมเทยฺย    แปลว่า

เป็นของขวัญอันประเสริฐสุด  อธิบายว่า  เป็นของที่พราหมณ์จะพึงกางกั้น

เศวตฉัตรเสวยโดยทำนองเป็นพระราชา.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 536

อีกนัยหนึ่ง  บทว่า ราชโภค ความว่า เป็นนครที่พราหมณ์สั่งให้ลง

โทษด้วยการตัดอวัยวะและการทำลายอวัยวะทุกอย่างได้  เมื่อจะเก็บภาษีใน

สถานที่มีท่าเรือและภูเขาเป็นต้น   จะต้องกางกั้นเศวตฉัตรขึ้นเป็นพระราชา

ครอบครอง. ในบทนี้ว่า นครนั้นพระราชาทรงพระนามว่า ปเสนทิโกศล

พระราชทานให้เป็นราชรางวัล   ความว่า     นครนั้นเพราะพระราชาพระ

ราชทานให้ จึงชื่อว่า ราชทายะ.  ก็เพื่อที่จะแสดงพระราชาผู้พระราชทาน

ท่านจึงกล่าวคำนี้ว่า พระราชาทรงพระนามว่า  ปเสนทิโกศล พระราชทาน

ให้.  บทว่า พฺรหฺมเทยฺย แปลว่าของพระราชทานอันประเสริฐสุด.  อธิบาย

ว่า   เป็นของที่พระราชทานแล้ว   โดยประการที่ว่า  พระราชทานแล้ว  จะ

ทรงเรียกคืนไม่มี   คือ   ทรงสละให้เด็ดขาด   ได้แก่ บริจาคไปเลย.

บทว่า  อสฺโสสิ    แปลว่า  ได้สดับตรับฟังมา  คือ  ได้ประสบมา

ได้แก่  ได้ทราบมา  โดยท่านองคำประกาศก้องที่มาถึงโสตทวาร.  คำว่า  โข

เป็นนิบาต  ลงในอรรถอวธารณะ    (กำหนดแน่นอนเช่นพวกเอวศัพท์)

หรือเป็นนิบาตลงไว้เพียงเป็นบทบูรณ์ (ทำบทให้เต็มเฉยๆ ). ใน ๒ คำนั้น

ด้วยอรรถอวธารณะ  พึงทราบคำอธิบายดังนี้ว่า  พราหมณ์นั้นได้สดับตรับ

ฟังมาโดยแท้จริงทีเดียว   คือมิได้มีสิ่งขัดขวางต่อการได้ยิน.  ด้วยบทบูรณ์

คำนี้เป็นเพียงใส่ไว้เพื่อให้บทและพยัญชนะสละสลวยขึ้นเท่านั้นเอง    บัดนี้

พราหมณ์ชื่อ โปกขรสาติ  เมื่อจะประกาศเนื้อความที่ตนได้สดับตรับฟังมา

จึงได้กล่าวถ้อยคำนี้ว่า  ได้สดับมาว่า  พระสมณโคดมผู้เจริญ.

พึงทราบเนื้อความในบทเหล่านั้นว่า   บุคคลที่ชื่อสมณะ   ก็เพราะมี

บาปอันระงับแล้ว.    สมกับที่ท่านกล่าวไว้ว่า    ธรรมที่เป็นบาปเป็นอกุศล

ของบุคคลนั้น  ระงับไปแล้ว.    ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า    ทรงเป็นผู้มีบาป


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 537

อันระงับได้แล้ว    ด้วยอริยมรรคอย่างยอดเยี่ยม.     เพราะเหตุนั้น    คำว่า

สมณะ นี้ จึงเป็นพระนามที่พระองค์ทรงได้รับตามพระคุณที่เป็นจริง. คำว่า

ขลุ   เป็นนิบาต  ลงในอรรถว่า ได้ยินเล่าลือกันมา.  คำว่า โภ  เป็นเพียงคำ

เรียกชื่อที่ได้รับกันมาตามกำเนิดของพราหมณ์.       สมจริงดังที่ท่านกล่าว

ไว้ว่า

ถ้าเขายังเป็นผู้มีความกังวลอยู่    เขาผู้นั้นย่อมมีชื่อเรียกได้ว่าผู้เจริญ.

พราหมณ์ยกย่องพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   โคตมะ   ด้วยอำนาจแห่ง

โคตร  เพราะฉะนั้น  ในคำว่า  สมโณ  ขลุ  โภ  โคตโม  พึงเห็นเนื้อ

ความดังนี้ว่า  ได้ยินว่า  พระสมณะโคตมโคตร.

ส่วนคำว่า  เป็นพระราชโอรสของศากยวงศ์  นี้  เป็นคำชี้ชัดถึงพระ

ตระกูลอันสูงศักดิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.   คำว่า  ทรงผนวชจากตระกูล

ศากยวงศ์      เป็นคำแสดงให้เห็นถึงการที่พระองค์ทรงผนวชด้วยศรัทธา

อธิบายว่า  พระองค์มิได้ทรงถูกความขาดแคลนใด ๆ  บีบบังคับ   ทรงละ

ตระกูลนั้นทั้ง ๆ  ที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่   ทรงผนวชด้วยศรัทธา.   ต่อจากนี้

ไปก็มีใจความดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.   คำว่า   ต  โข   ปน   เป็นต้น   ได้

กล่าวไว้แล้วเหมือนกับในสามัญญผลสูตร.

คำว่า   เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ  อธิบายว่า  เป็นการดีทีเดียว

คือ นำประโยชน์มาให้  นำความสุขมาให้.   บทว่า   พระอรหันต์เห็นปาน

ฉะนี้  คือ  พระอรหันต์ผู้ได้เสียงเรียกว่า     พระอรหันต์ในโลก     เพราะ

บรรลุคุณธรรมตามเป็นจริง    เช่นเดียวกับพระโคดมผู้เจริญนั้น.    บทว่า

การได้เห็น ความว่า  พราหมณ์กระทำความน้อมนึกไปอย่างนี้ว่า เพียงแต่ว่า

การลืมตาทั้ง ๒ ข้าง    ที่เยือกเย็นด้วยความเลื่อมใสขึ้นมองดู     ก็เป็นการ.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 538

สำเร็จประโยชน์.

คำนี้ว่า  อัชฌายกะ     (ผู้ไม่มีฌาน)     เป็นคำกล่าวติเตียนพวก

พราหมณ์ผู้ปราศจากฌาน  ในกาลอันเป็นปฐมกัปอย่างนี้ว่า ดูก่อนวาเสฏฐะ

และภารทวาชะ พราหมณ์เหล่านั้นไม่เพ่งในบัดนี้ พราหมณ์เหล่านี้ ไม่เล่าเรียน

ในบัดนี้   เพราะเหตุนี้แล  อักษรที่ ๓ ว่า  อัชฌายิกา อัชฌายิกา   ดังนี้

แลจึงเกิดขึ้น.

แต่บัดนี้ชนทั้งหลาย    เรียกพราหมณ์นั้นกระทำให้เป็นคำสรรเสริญ

แล้ว    ด้วยความหมายนี้ว่า     บุคคลใดย่อมเล่าเรียน    บุคคลนั้น   ชื่อว่า

อัชฌายกะ  (ผู้คงแก่เรียน )  คือสาธยายมนต์.  บุคคลใดย่อมทรงจำมนต์

ทั้งหลายได้  บุคคลนั้นชื่อมันตธระ (ผู้ทรงจำมนต์ได้. )บทว่า  ไตรเพท คือ

อิรุพเพทยชุพเพทและสามเพท.   บุคคลใดถึงแล้วซึ่งฝั่ง  ด้วยอำนาจกระทำ

ให้ริมฝีปากกระทบกัน  บุคคลนั้น  ชื่อว่า  ผู้ถึงฝั่ง ( ผู้เรียนจบไตรเพท).

ไตรเพทเป็นไปกับด้วยนิฆันฑุศาสตร์และเกฏุภศาสตร์       ชื่อว่าพร้อมกับ

นิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภศาสตร์.

คำว่า    นิฆัณฑุ    คือศาสตร์ที่แสดงถึงคำไวพจน์ของสิ่งทั้งหลายมี

นิฆัณฑุรุกข์  เป็นต้น. คำว่า เกฏุภะ คือ กิริยากัปปวิกัปป  ได้แก่  ศาสตร์ว่า

ด้วยเครื่องมือของกวีทั้งหลาย.   ไตรเพทเป็นไปกับด้วยประเภทแห่งอักขระ

ชื่อว่า   พร้อมด้วยประเภทแห่งอักขระ. บทว่า  ประเภทแห่งอักขระ  ได้แก่

สิกขา และนิรุติ.  บทว่า  มีศาสตร์ว่าด้วยพงศาวดารเป็นที่  ๕  ความว่า

พงศาวดาร  กล่าวคือเรื่องราวเก่า ๆ  ที่ประกอบด้วยคำเช่นนี้ ว่า  อิติห  อส

อิติห อส  (สิ่งนี้ได้เป็นมาแล้วเช่นนี้  สิ่งนี้ได้เป็นมาแล้วเช่นนี้ )    เป็น

๑. อัคคัญญสูตร  ทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค  เล่ม  ๑๑ หน้า  ๑๐๓


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 539

ที่  ๕ ของไตรเพทนั้น เพราะนับอาถรรพเวทเป็นที่ ๔ เหตุนั้น ไตรเพทนั้น

จึงชื่อว่า มีคัมภีร์ว่าด้วยพงศาวดารเป็นที่ ๕.  มีศาสตร์ว่าด้วยพงศาวดารเป็น

ที่ ๕   เหล่านั้น.   ผู้ใดย่อมศึกษาและเล่าเรียนบทของเวทและการพยากรณ์

อันเป็นพิเศษ  ผู้นั้นชื่อว่าผู้ศึกษาเวท  และชำนาญการพยากรณ์.  ศาสตร์

ว่าด้วยคำพูดเล่น ๆ  ท่านเรียกว่า โลกายตะ. บทว่า  ลักษณะของมหาบุรุษ

ได้แก่ศาสตร์อันมีปริมาณคัมภีร์ถึง  ๑๒,๐๐๐   ที่แสดงลักษณะของมหา-

บุรุษ  มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น  ที่ชื่อว่าเป็นพุทธมนต์   ซึ่งมีปริมาณบทคาถา

ถึง  ๑๖,๐๐๐  มีปรากฏข้อแตกต่างกันดังนี้    คือ  ผู้ประกอบด้วยลักษณะนี้

ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า   เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า   เป็นพระอัครสาวกทั้ง  ๒

เป็นพระมหาสาวก  ๘๐   เป็นพระพุทธมารดา   เป็นพระพุทธบิดา   เป็น

อัครอุปฐาก  เป็นอัครอุปฐายิกา  เป็นพระราชา   เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.

บทว่า  ผู้เต็มเปี่ยม      คือไม่บกพร่องในมหาบุรุษลักษณะอันเป็น

โลกายตะเหล่านี้     ได้แก่เรียนมาอย่างพร้อมมูล    อธิบายว่า    ไม่มีความ

ตกหล่นเลย.   ผู้ใดไม่สามารถที่จะทรงจำไว้ได้โดยใจความ   และโดยคัมภีร์

ซึ่งมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้น   ผู้นั้นชื่อว่ายังบกพร่อง.  บทว่า อนุญฺาต-

ปฏิญฺาโต    แปลว่า    ผู้อันอาจารย์ยอมรับและรับรองแล้ว     อธิบายว่า

ผู้อันอาจารย์ยอมรับแล้ว   โดยนัยเป็นต้นว่า  เรารู้สิ่งใด  ท่านก็รู้สิ่งนั้นแล้ว

ตนก็รับรองแล้ว  ด้วยคำปฏิญาณคือการให้คำตอบแก่อาจารย์นั้นว่า  ขอรับ

อาจารย์.    ในเรื่องอะไร.    ในคำสอนที่ประกอบด้วยวิชา ๓ อันเป็นของ

อาจารย์ของตน.

ได้ยินว่า  พราหมณ์นั้นคิดว่า   ในโลกนี้ชนเป็นอันมากพากันเที่ยว

พูดถึงนามของบุคคลผู้สูงสุดว่า   เราเป็นพระพุทธเจ้า  เราเป็นพระพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น     การที่เราจะเข้าไปเฝ้าโดยเหตุเพียงได้ยินเขาเล่าล่อกันมาหา


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 540

เป็นการสมควรไม่      เพราะแม้เมื่อเราเข้าไปหาบางคนแล้วไม่หลีกไปเสียก็

เป็นการลำบาก     ทั้งไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย     ถ้ากระไรเราใช้ให้ศิษย์

ของเรารู้ว่า    เป็นพระพุทธเจ้า    หรือมิใช่    แน่นอนแล้ว    พึงเข้าไปเฝ้า

เพราะฉะนั้น         เขาจึงเรียกมาณพมาแล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า      แน่ะพ่อ

พระสมณโคดมนี้   ดังนี้ .

บทว่า  ผู้เจริญนั้น    คือพระโคดมผู้เจริญนั้น.      บทว่า  ผู้เป็น

เช่นนั้นจริง   คือผู้เป็นเช่นนั้นโดยแท้.   แม้ในบทนี้   คำนี้ก็เป็นทุติยาวิภัตติ

ด้วยอำนาจแห่งอรรถว่า   กล่าวถึงตามที่เป็นอยู่เช่นนั้น.   ในบทนี้ว่า  ยถา

กถ  ปนาห  โภ   มีใจความว่า   แน่ะผู้เจริญ  เราจักรู้พระโคดมผู้เจริญนั้น

ได้อย่างไร      พระโคดมนั้นเราจะสามารถรู้ได้โดยวิธีใด     ท่านจงบอก

พระโคดมนั้นแก่เราโดยวิธีนั้น.  อีกประการหนึ่ง  คำว่า ยถา นี้  เป็นเพียง

นิบาต.   คำว่า   กถ   เป็นคำถามถึงอาการ.    มีใจความว่า     เราจักรู้พระ

โคดมผู้เจริญนั้นได้โดยเหตุใด.

ได้ยินว่า   เมื่อกล่าวถึงอย่างนี้    พราหมณ์ผู้เป็นอุปัชฌาย์   จึงกล่าว

คำเป็นต้นว่า     แน่ะพ่อ    ท่านย่อมกล่าวเหมือนกับคนผู้ยืนอยู่บนแผ่นดิน

พูดว่า   ข้าพเจ้าไม่เห็นแผ่นดิน  และคนที่ยืนอยู่ในแสงสว่างของพระจันทร์

และพระอาทิตย์  พูดว่า   ข้าพเจ้าไม่เห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์   ดังนี้

กะเขาแล้ว    เมื่อจะแสดงอาการที่ตนรู้จึงกล่าวคำว่า    อาคตานิ  โข  ตาต

เป็นต้น.    ในคำเหล่านั้น  คำว่า  ในมนต์ทั้งหลาย   คือในเวททั้งหลาย.

พวกเทวดาชั้นสุทธาวาสทราบว่า ได้ยินว่า พระตถาคตจักอุบัติขึ้น จึงได้รีบ

ใส่ลักษณะทั้งหลายไว้ในเวททั้งหลายแล้วเทียว  สอนเวททั้งหลายด้วยแปลง

เพศเป็นพราหมณ์   ด้วยกล่าวว่า    เหล่านี้ชื่อว่า    พระพุทธมนต์    โดย

คิดว่า  สัตว์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย  จักรู้จักพระตถาคต  โดยทำนองนี้ ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 541

เพราะเหตุนั้น    มหาบุรุษลักษณะทั้งหลายจึงมีมาในเวททั้งหลายก่อน.   แต่

เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว ก็จะอันตรธานไปโดยลำดับ เพราะเหตุนั้น

บัดนี้จึงไม่มี. คำว่า ของมหาบุรุษ  คือของคนผู้ใหญ่โดยคุณ  มีความตั้งใจมั่น

ความถือมั่น   ความรู้   และกรุณาเป็นต้น.     คำว่า  คติ  ๒ เท่านั้น  คือ

ที่สุด ๒ อย่างเท่านั้น โดยแท้แล. คติศัพท์นี้เป็นไปในความแตกต่างแห่งภพ

ในคำเป็นต้นว่า  ดูก่อนสารีบุตร  ภพมี ๕ เหล่านี้แล.  เป็นไปในสถานที่

อาศัยอยู่ ในคำเป็นต้นว่า  ป่ากว้างใหญ่   เป็นที่อาศัยอยู่ของหมู่เนื้อทั้งหลาย.

เป็นไปในปัญญา  ในคำเป็นต้นว่า  ผู้มีปัญญามากหลายเช่นนี้ .  เป็นไปใน

ความแพร่หลาย  ในคำเป็นต้นว่า คติคต. แต่ในที่นี้พึงทราบว่า เป็นไปใน

ที่สุด.    ในลักษณะเหล่านั้น    ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่าใด    ย่อมเป็น

พระราชาจักรพรรดิ  ย่อมไม่เป็นพระพุทธเจ้าด้วยลักษณะเหล่านั้น โดยแท้.

แต่ท่านกล่าวว่า   ลักษณะเหล่านั้น ๆ   โดยความเสมอกันแห่งชาติ.  เพราะ

เหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่าใด

บทว่า  ถ้าอยู่ครองเรือน  คือถ้าอยู่ในเรือน.    บทว่า  จะเป็นพระ

ราชาจักรพรรดิ   ความว่า   ผู้ที่ชื่อว่าพระราชา    เพราะทำให้ชาวโลกยินดี

ด้วยอัจฉริยธรรม   และสังคหวัตถุ ๔ อย่าง    ผู้ที่ชื่อว่าจักรพรรดิ   เพราะ

ยังจักรรัตนะให้เป็นไป      คือเป็นไปพร้อมกับจักรอันเป็นสมบัติ  ๔ อย่าง

และยังคนอื่นให้เป็นไปด้วย.     อนึ่ง  ความเป็นไปแห่งอิริยาบถจักร   เพื่อ

ประโยชน์แก่ผู้อื่นมีอยู่ในผู้นั้น   ผู้นั้นชื่อว่าจักรพรรดิ.   ก็ในคำทั้ง  ๒ นี้

คำว่า  ราชา  เป็นคำสามัญธรรมดา.     คำว่า  จักรพรรดิ   เป็นคำพิเศษ.

ผู้ชื่อว่า  ธรรมิกะ  เพราะประพฤติโดยธรรม   อธิบายว่า    ประพฤติโดย

ชอบยิ่ง     คือโดยเหมาะสม.   ผู้ชื่อว่า   ธรรมราชา    เพราะได้ราชสมบัติ

โดยธรรม   จึงได้เป็นพระราชา.    อีกประการหนึ่ง     ผู้ชื่อว่า    ธรรมิกะ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 542

เพราะกระทำความดีอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น     ผู้ชื่อว่าธรรมราชา

เพราะการกระทำความดีอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน.   ผู้ชื่อว่า  จาตุรันตะ

เพราะเป็นใหญ่ทั่วทั้ง  ๔  ทวีป   อธิบายว่า   เป็นใหญ่บนผืนแผ่นดิน   มี

มหาสมุทรทั้ง  ๔  เป็นขอบเขต     และพร้อมพรั่งด้วยทวีปทั้ง ๔.   ผู้ชื่อว่า

กำชัยชนะไว้ได้หมด     เพราะชำนะข้าศึกมีความขัดเคืองเป็นต้นในภายใน

และชำนะพระราชาทั้งปวงในภายนอก.    บทว่า   ถึงความมั่นคงในชนบท

คือถึงความมั่นคง    คือความถาวรในชนบท    ใคร ๆ ไม่สามารถที่จะทำ

ให้หวั่นไหวได้.  อีกประการหนึ่ง  ชนบทถึงความถาวรในที่นั้น ๆ ไม่ต้อง

ขวนขวาย    ยินดีแต่ในการงานของตน    ไม่หวั่นไหว   ไม่สะทกสะท้าน.

บทว่า   อย่างไรนี้    เป็นนิบาต.   ใจความว่า   รัตนะเหล่านี้     ของพระเจ้า

จักรพรรดินั้น  มีอะไรบ้าง.

ในบทว่า จักรรัตนะ เป็นต้น จักรนั้นด้วย  เป็นรัตนะเพราะอรรถว่า

ทำให้เกิดความยินดีด้วย  เหตุนั้น  จึงชื่อว่า  จักรรัตนะ. ในที่ทุกแห่งก็มีนัย

เช่นนี้.    ก็ในรัตนะเหล่านี้    พระเจ้าจักรพรรดิย่อมทรงชนะผู้ที่ยังไม่ชนะ

ด้วยจักรรัตนะ        ย่อมเสด็จพระราชดำเนินไปตามสบายในแว่นแคว้นที่

พระองค์ทรงชนะแล้ว  ด้วยช้างแก้ว  และม้าแก้ว   ย่อมทรงรักษาแว่นแคว้น

ที่ทรงชนะแล้วด้วยขุนพลแก้ว   ย่อมทรงเสวยอุปโภคสุขด้วยรัตนะที่เหลือ.

พึงทราบความสัมพันธ์กันดังนี้      คือ  การใช้ความสามารถด้วยความเพียร

พยายามของพระเจ้าจักรพรรดินั้น   สำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วยจักรรัตนะที่  ๑

การใช้ความสามารถด้วยมนต์  สำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วยรัตนะสุดท้าย  การใช้

ความสามารถด้วยปภุ     ( ความเป็นผู้ใหญ่ยิ่ง )      สำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วย

ขุนคลังแก้ว   ช้างแก้ว    และม้าแก้ว   ผลของการใช้ความสามารถ ๓  อย่าง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 543

บริบูรณ์แล้ว    ด้วยนางแก้ว     และแก้วมณี.    พระเจ้าจักรพรรดิทรงเสวย

ความสุขอันเกิดจากโภคสมบัติ    ด้วยนางแก้ว    และแก้วมณี    ทรงเสวย

ความสุขอันเกิดจากความเป็นใหญ่ด้วยรัตนะทั้งหลายที่เหลือ.     อนึ่ง  พึง

ทราบโดยแปลกออกไปอีก ดังนี้  รัตนะ ๓ อันแรก  สำเร็จได้ด้วยอานุภาพ

แห่งกรรมที่กุศลมูล    คือความไม่ประทุษร้ายให้เกิดขึ้น    รัตนะท่ามกลาง

สำเร็จได้ด้วยอานุภาพแห่งกรรมที่กุศลมูล คือความไม่โลภให้เกิดขึ้น รัตนะ

อันหนึ่งสุดท้าย     สำเร็จได้ด้วยอานุภาพแห่งกรรม    อันกุศลมูลคือความ

ไม่หลงให้เกิดขึ้น.  ในที่นี้กล่าวเป็นเพียงสังเขปเท่านั้น.  ส่วนความพิสดาร

พึงถือเอาจากอุปเทศแห่งรัตนสูตร    ในโพชฌงคสังยุต.

บทว่า มีจำนวน  ๑,๐๐๐   เป็นเบื้องหน้า  คือเกินกว่า ๑,๐๐๐.  บทว่า

ผู้กล้าหาญ    คือผู้ไม่หวั่นเกรงใคร.   บทว่า  มีรูปร่างองอาจ  คือมีร่างกาย

เช่นกับเทวบุตร. อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ดังนี้ก่อน. แต่ในที่นี้มีสภาวะ

ดังต่อไปนี้.   ผู้ที่กล้าหาญที่สุด  ท่านเรียกว่า  วีระ.  องค์ของผู้กล้าหาญชื่อ

วีรังคะ     คือเหตุแห่งความกล้าหาญ.    อธิบายว่า   ความเป็นผู้แกล้วกล้า.

รูปร่างอันองอาจของตนเหล่านั้นมีอยู่    เพราะเหตุนั้น   ชนเหล่านั้นชื่อว่า

มีรูปร่างองอาจ.   อธิบายว่า   ประหนึ่งว่า   มีสรีระร่างอันหล่อหลอมด้วย

ความแกว่นกล้า.

บทว่า  ย่ำยีเสียได้ซึ่งทหารของข้าศึก  มีอธิบายว่า ถ้าเหล่าทหาร

ของข้าศึก   พึงยืนเผชิญหน้ากัน    เขาก็สามารถที่จะย่ำยีเสียได้ซึ่งข้าศึกนั้น.

บทว่า  โดยธรรม  คือโดยธรรม คือศีล ๕ ที่มีว่า  ไม่ควรฆ่าสัตว์เป็นต้น.

ในบทนี้ว่า    เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า     มีหลังคาคือ

ก็เลสอันเปิดแล้วในโลก   มีใจความว่า    เมื่อความมืดคือกิเลสปกคลุมอยู่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 544

ด้วยเครื่องปกคลุมคือ ราคะ  โทสะ  โมหะ  มานะ  ทิฏฐิ  อวิชชา  และ

ทุจริต   ๗  อย่าง   พระองค์ทรงเปิดหลังคานั้นในโลกได้แล้ว     ทรงมีแสง

สว่างเกิดแล้วโดยทั่วถึงประทับยืนอยู่   เพราะฉะนั้น   พระองค์จึงทรงพระ

นามว่า  มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้ว.   ในบทเหล่านั้น   ความที่พระองค์

เป็นผู้ควรบูชา    พึงทราบว่า   ท่านกล่าวไว้ด้วยบทที่  ๑   เหตุแห่งความ

ที่พระองค์ทรงเป็นผู้ควรบูชา  เพราะเหตุที่พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธ-

เจ้านั้น  พึงทราบว่า  ท่านกล่าวไว้ด้วยบทที่ ๒   ความที่พระองค์ทรงเป็น

ผู้มีหลังคาอันเปิดแล้ว   ที่เป็นเหตุแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า   พึงทราบว่า

ท่านกล่าวไว้ด้วยบทที่ ๓.    อีกประการหนึ่ง พระองค์ทรงเป็นผู้ปราศจาก

วัฏฏะด้วย     ปราศจากหลังคาด้วย    เพราะเหตุนั้น   พระองค์จึงทรงพระ

นามว่า ปราศจากวัฏฏะ  และหลังคา. อธิบายว่า ไม่มีวัฏฏะ และไม่มีหลังคา.

เพราะเหตุนั้น สำหรับ ๒ บทแรกนี่แหละ ท่านจึงกล่าวไว้  ๒ เหตุอย่างนี้ว่า

พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์เพราะไม่มีวัฏฏะ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ

เพราะไม่มีหลังคา.  อนึ่ง บทนี้ ความสำเร็จเบื้องแรกมีได้ด้วยเวสารัชชญาณ

ที่ ๒   ความสำเร็จที่ ๒  มีได้ด้วยเวสารัชชญาณที่ ๑   ความสำเร็จที่ ๓  มี

ได้ด้วยเวสารัชชญาณที่ ๓ และที่ ๔.      พึงทราบอีกว่า    คำแรกชี้ให้เห็น

ธรรมจักษุ  คำที่ ๒ พุทธจักษุ  และคำที่ ๓ สมันตจักษุ.  พราหมณ์พูดให้

เกิดความกล้าหาญในมนต์ทั้งหลายแก่มาณพนั้น   ด้วยคำนี้ว่า   ท่านเป็นผู้

รับมนต์  ดังนี้.

แม้มาณพนั้นก็ปราศจากความหลงลืมในลักษณะแห่งคำพูดของ

อาจารย์นั้น   มองเห็นทะลุปรุโปร่งซึ่งพุทธมนต์     ประดุจว่าเกิดแสงสว่าง

เป็นอันเดียว  จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ  เป็นอย่างนั้น. มีใจความว่า ท่านผู้เจริญ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 545

ท่านกล่าวฉันใด    ผมจักทำฉันนั้น.    บทว่า  วฬวารถมารุยฺห    แปลว่า

ขึ้นสู่รถอันเทียมด้วยลา.     ทราบมาว่า    พราหมณ์ตัวเองท่องเที่ยวไปด้วย

รถใด  ก็ให้รถคันนั้นแหละส่งมาณพไป.  บทว่า  มาณวกา  คือเป็นอัน-

เตวาสิกของพราหมณ์ชื่อ   โปกขรสาตินั่นเอง.      นัยว่า    พราหมณ์นั้น

ได้ให้สัญญาแก่พวกอันเตวาสิกว่า  พวกท่านจงไปพร้อมกับอัมพัฏฐมาณพ

นั้น.  บทว่า  พื้นที่แห่งยานมีอยู่เพียงใด  ความว่า   เขาสามารถจะไปได้

ด้วยยานตลอดพื้นที่เท่าใด.  บทว่า  ลงจากยาน  คือเขาไปสู่ที่ใกล้ซุ้มประตู

อันมิใช่พื้นที่ของยานแล้วก็ลงจากยาน.

บทว่า  ก็โดยสมัยนั้นแล    คืออัมพัฏฐมาณพเข้าไปสู่อารามใน

สมัยใด    ในสมัยนั้นแล    คือในเวลาเที่ยงตรง.    ถามว่า    ภิกษุทั้งหลาย

เดินจงกรมในเวลานั้น     เพราะเหตุไร.     ตอบว่า    เพื่อจะบรรเทาความ

ง่วงเหงาหาวนอนอันมีโภชนะประณีตเป็นปัจจัย.   หรือว่า  ภิกษุเหล่านั้น

บำเพ็ญเพียรในเวลากลางวัน.    เพราะว่าจิตของภิกษุผู้เดินจงกรมหลังฉัน

ภัตตาหารแล้ว     อาบน้ำ   ผึ่งลมแล้ว    นั่งกระทำสมณธรรมเช่นนั้นย่อม

แน่วแน่.  บทว่า  ภิกษุเหล่านั้นอยู่ที่ใด  ความว่า  ได้ยินว่า  มาณพนั้น

คิดว่า เราจักไม่เดินจากบริเวณนั้นไปสู่บริเวณนี้  ด้วยคิดว่า พระสมณโคดม

เสด็จประทับอยู่  ณ  ที่ไหน     จักถามก่อนแล้วเข้าไปเฝ้า    จึงชำเลืองมอง

ประหนึ่งข้างในป่า  เห็นภิกษุทั้งหลายผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุล   กำลังเดินจงกรม

อยู่บนที่จงกรมใหญ่    จึงได้ไปยังสำนักของภิกษุเหล่านั้น.    ท่านหมายถึง

เหตุนั้นจึงได้กล่าวคำนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นอยู่ที่ใด.  บทว่า ทสฺสนาย แปลว่า

เพื่อจะเห็น.   ใจความว่า   เป็นผู้ใคร่เพื่อจะพบ.

บทว่า    ถือเอากำเนิดในตระกูลมีชื่อเสียง     คือเกิดในตระกูลที่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 546

โด่งดัง.  ได้ยินว่า  ในกาลนั้นขึ้นชื่อว่าตระกูลอัมพัฏฐะ   นับเป็นตระกูล

โด่งดังในชมพูทวีป.  บทว่า มีชื่อเสียง  คือโด่งดังด้วยรูปร่าง  กำเนิด มนต์

ตระกล   และถิ่นฐาน.   บทว่า   ไม่หนัก    คือไม่เป็นภาระ.      ความว่า

ผู้ใดไม่พึงสามารถที่จะให้อัมพัฏฐมาณพรู้ได้  การสนทนาด้วยเรื่องราวกับ

อัมพัฏฐมาณพนั้นของผู้นั้น  พึงเป็นที่หนักใจ   แต่สำหรับพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   ถึงจะถูกมาณพเช่นอัมพัฏฐะนั้น   ตั้งร้อยคนก็ตาม  พันคนก็ตาม

ถามปัญหา  พระองค์มิได้ทรงมีความชักช้าในการที่จะทรงเฉลยเลย   พวก

ภิกษุเหล่านั้นสำคัญอยู่ดังนี้   จึงคิดว่า   ก็การสนทนาด้วยเรื่องราวต่าง ๆ

มิได้เป็นที่หนักใจเลย.

บทว่า  วิหาร  ท่านกล่าวหมายถึงพระคันธกุฎี.  บทว่า  ไม่รีบร้อน

คือไม่เร่งรัด   ใจความว่า    วางเท้าลงในที่พอเหมาะกับเท้า    กระทำวัตร

แล้ว   ไม่ทำให้ทรายที่เกลี่ยไว้เรียบเสมอแล้ว     เช่นกับปูลาดไว้ด้วยไข่มุก

ใบไม้และไม้ย่างทราย   ให้เป็นหลุมเป็นบ่อ.   บทว่า  ระเบียง  คือหน้ามุข.

บทว่า กระแอมแล้ว  คือกระทำเสียงกระแอม.  บทว่า ลูกดาลประตู   คือบาน

ประตู.  บทว่า ท่านจงเคาะ ขยายความว่า  ท่านจงเอาปลายเล็บเคาะตรงที่ใกล้

กับรูกุญแจเบา ๆ.   ท่านอาจารย์ทั้งหลาย  เมื่อจะแสดงธรรมเนียมการเคาะ

ประตู  จึงกล่าวว่า  ได้ทราบว่าพวกอมนุษย์ย่อมเคาะประตูสูงเกินไป สัตว์

จำพวกงูเคาะต่ำเกินไป    คนไม่ควรจะเคาะเช่นนั้น   ควรเคาะตรงที่ใกล้รู

ตรงกลาง.   บทว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดประตูแล้ว ความว่า  พระ

ผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงลุกไปเปิดประตู.       แต่พระองค์ทรงเหยียดพระ

หัตถ์ออก  ด้วยตรัสว่า  จงเปิดเข้ามาเถิด.  ควรจะกล่าวว่า  ลำดับนั้น  พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดประตูด้วยพระองค์เองทีเดียว   ด้วยตรัสว่า  เพราะ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 547

เธอทั้งหลาย  เมื่อให้ทานอยู่เป็นเวลาตั้งโกฏิกัปมิใช่น้อย  มิได้กระทำกรรม

คือการเปิดประตูด้วยมือตนเองเลย    ก็ประตูนั้นอันน้ำพระทัยของพระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงเปิดแล้ว     เพราะเหตุใด      เพราะเหตุนั้น      พระผู้มี

พระภาคเจ้าจึงทรงเปิดประตูแล้ว.

บทว่า    พวกเขาต่างรื่นเริงอยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้า    ความว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสถามคำเป็นต้นว่า   สบายดีหรือ   ทรงร่าเริง

อยู่กับพวกมาณพเหล่านั้นฉันใด      แม้พวกเขาเหล่านั้นต่างก็มีความร่าเริง

เป็นไปทำนองเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้าฉันนั้น    คือต่างถึงความร่าเริง

ร่วมกัน คือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประหนึ่งน้ำเย็นรวมกันกับน้ำร้อน

ฉะนั้น.  พวกมาณพเหล่านั้นต่างร่าเริงด้วยถ้อยคำอันใดเล่าว่า  พระโคดม

เจ้าข้า  พระองค์ทรงพระสำราญดีอยู่แลหรือ   พระองค์ยังทรงพอดำรงพระ

ชนมชีพอยู่ได้แลหรือ  และพระสาวกทั้งหลายของพระโคดมผู้เจริญ  ยังมี

อาพาธน้อย   ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน   ยังแข็งแรง  มีกำลัง   และการอยู่เป็น

ผาสุกดีอยู่แลหรือ   ดังนี้เป็นต้น    พวกเขาต่างก็กล่าวถ้อยคำนั้นอันเป็นที่

ตั้งแห่งความร่าเริง    และยังให้ระลึกถึงกันโดยปริยายเป็นอันมากอย่างนี้ว่า

ที่ชื่อว่า   เป็นที่ตั้งแห่งความร่าเริง    เพราะเป็นถ้อยคำที่เหมาะจะบันเทิงใจ

โดยก่อให้เกิดความร่าเริง  กล่าวคือปีติ  และปราโมทย์  และชื่อว่าเป็นที่ตั้ง

แห่งการให้ระลึกถึงกัน   เพราะเป็นถ้อยคำควรระลึก    โดยควรที่จะให้กัน

และกันระลึกถึงสิ้นกาลแม้นานได้  และเป็นไปอยู่ตลอดกาลนิรันดร  เพราะ

เป็นถ้อยคำที่ไพเราะด้วยอรรถ     และพยัญชนะ    อนึ่ง  ชื่อว่าเป็นถ้อยคำ

เป็นที่ตั้งแห่งความร่าเริง    เพราะเป็นสุขแก่ผู้ฟัง    และชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่ง

การให้ระลึกถึงกัน  เพราะเป็นสุขแก่ผู้รำลึกถึง  อีกประการหนึ่ง  ชื่อว่าเป็น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 548

ถ้อยคำเป็นที่ตั้งแห่งความร่าเริง     เพราะมีพยัญชนะบริสุทธิ์      ชื่อว่าเป็น

ถ้อยคำเป็นที่ตั้งแห่งการให้ระลึกถึงกัน  เพราะมีอรรถอันบริสุทธิ์ ดังนี้แล้ว

ครั้นกล่าวจบคือกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว  จึงนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.

บทว่า   อมฺพฏฺโ  ปน   มาณโว    มีเนื้อความว่า  ดังได้สดับมา

มาณพนั้น   ไม่กระทำแม้สักว่าความเลื่อมใสแห่งจิตในรูปสมบัติของพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า  คิดว่า  เราจักรุกรานพระทศพล  จึงแก้ผ้าที่พันไว้ที่ท้อง

เอามาห้อยไว้ที่คอ เอามือข้างหนึ่งจับชายผ้าไว้  ขึ้นไปยังที่จงกรม บางคราว

ก็เปิดแขน   บางคราวก็เปิดท้อง   บางคราวก็เปิดหลังให้เห็น    บางคราวก็

แกว่งมือ   บางคราวก็ยักคิ้ว    ได้กล่าวคำเย้ยหยันที่ทำให้นึกถึงความประ-

พฤติน่าอับอาย     เห็นปานฉะนี้ว่า    พระโคดมเจ้าข้า     ท่านยังมีความ

สม่ำเสมอของธาตุอยู่แลหรือ     ท่านไม่ลำบากด้วยภิกษาหารแลหรือ   ก็แล

อาการที่ไม่ลำบากนั่นแหละ.     ยังปรากฏแก่ท่าน    ที่จริงอวัยวะน้อยใหญ่

ของท่านเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส     ในสถานที่ที่ท่านไปแล้ว    ชนเป็น

อันมากเหล่านั้น   มีความนับถือมากเกิดขึ้นด้วยคิดว่า   ท่านเป็นพระราชา

บรรพชิต     และท่านเป็นพระพุทธเจ้า     ต่างก็ถวายอาหารอันมีรสอร่อย

ประณีต    พวกท่านจงดูเรือนของท่าน    ราวกะว่าศาลาอันสวยงาม   และ

เป็นดังทิพยปราสาท  ดูเตียง  ดูหมอน  เมื่อท่านอยู่ในสถานที่เห็นปานฉะนี้

การจะบำเพ็ญสมณธรรมย่อมทำได้ยาก.    เพราะเหตุนั้น    ท่านจึงกล่าวว่า

ก็อัมพัฏฐมาณพเดินจงกรมอยู่ก็กล่าวสาราณิยกถาเล็ก ๆ น้อย ๆ  กับพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งอยู่บ้าง ยืนอยู่ก็กล่าวสาราณิยกถาเล็ก ๆ น้อยๆ

กับพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งอยู่บ้าง.

บทว่า     ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า    ความว่า   ลำดับนั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 549

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า       มาณพนี้พยายามอยู่ในที่ไม่สมควร

เหมือนคนผู้มีประสงค์จะเหยียดมือออกเอื้อมเอาชั้นภวัคคพรหม    เหมือน

คนผู้มีประสงค์จะเหยียดเท้าออกเดินไปสู่นรกชั้นอเวจี  เหมือนคนผู้มีประ-

สงค์จะข้ามมหาสมุทร     และเหมือนคนผู้มีประสงค์จะขึ้นไปยังภูเขาสิเนรุ

เอาเถอะ  เราจะลองซักซ้อมกับเขาดู   ดังนี้แล้ว  จึงได้ตรัสคำนี้กะอัมพัฏฐ

มาณพ.   บทว่า   อาอริยปาจริเยหิ   แปลว่า   กับอาจารย์และอาจารย์ของ

อาจารย์เหล่านั้น.   ในคำว่า   เดินไปอยู่ก็ดีนี้     ความจริงพราหมณ์สมควร

จะสนทนาปราศรัยกับพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ในอิริยาบถทั้ง ๓.  แต่มาณพ

นี้    เพราะเหตุที่คนเป็นผู้กระด้างด้วยมานะ   เมื่อจะการทำการสนทนาคิด

ว่า   เราจักใช้อิริยาบถแม้ทั้ง  ๔   จึงกราบทูลว่า   ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ

พราหมณ์ผู้นอนอยู่ควรจะสนทนากับพราหมณ์ผู้นอนด้วยกันก็ได้.

ทราบว่า   ต่อแต่นั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะมาณพนั้นว่า

ดูก่อนอัมพัฏฐะ    การที่ผู้เดินอยู่สนทนากับอาจารย์ผู้เดินอยู่ก็ดี   ผู้ยืนอยู่

สนทนากับอาจารย์ผู้ยืนอยู่ก็ดี   ผู้นั่งอยู่สนทนากับอาจารย์ผู้นั่งอยู่ก็ดี ใช้ได้

ในทุก ๆ  อาจารย์   แต่ท่านนอนอยู่สนทนากับอาจารย์ผู้นอนอยู่   อาจารย์

ของท่านน่ะเป็นโค   หรือว่า   เป็นลาไปแล้วหรือ.

อัมพัฏฐมาณพนั้นโกรธ   จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า  เย  จ  โข  เต

โภ  โคตม  มุณฺฑกา ดังนี้. ในคำนั้น  การที่จะกล่าวกะผู้มีศีรษะโล้น ว่า

มุณฺฑา  และกะสมณะว่า  สมณา   ควรกว่า.   แต่มาณพนี้เมื่อจะเหยียด-

หยามจึงกล่าวว่า    มุณฺฑกา   (เจ้าหัวโล้น)    สมณกา   (เจ้าสมณะ) .

บทว่า   อิพฺภา   แปลว่า   เป็นเจ้าบ้าน.   บทว่า   กณฺหา    แปลว่า  ชั่วช้า

ความว่า    เป็นคนดำ.    บทว่า    เป็นเหล่ากอของผู้เกิดจากเท้าของพรหม


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 550

ในที่นี้  พรหมท่านมุ่งหมายว่า พันธุ. เพราะพวกพราหมณ์พากันเรียกพรหม

นั้นว่า  ปิตามหะ (ปู่  บรรพบุรุษ). ชนทั้งหลายเป็นเหล่ากอของเท้าทั้ง ๒

จึงชื่อว่าเป็นตระกูลเกิดจากเท้า.    อธิบายว่า    เกิดจากหลังเท้าของพรหม.

นัยว่า     มาณพนั้นมีลัทธิดังนี้คือ    พวกพราหมณ์เกิดจากปากของพรหม

พวกกษัตริย์เกิดจากอก   พวกแพศย์เกิดจากสะดือ  พวกศูทรเกิดจากหัวเข่า

พวกสมณะเกิดจากหลังเท้า.    ก็แลมาณพนั้นเมื่อจะกล่าวอย่างนี้     ก็กล่าว

มิได้เจาะจงใครก็จริง    แต่โดยที่แท้เขากล่าวโดยมุ่งหมายว่า     เรากล่าวมุ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น.

ลำดับนั้นแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า     อัมพัฏฐมานพ

นี้จำเดิมแต่เวลาที่ตนมาแล้ว    เมื่อจะพูดกับเราก็พูดเพราะอาศัยมานะอย่าง

เดียว   ไม่รู้จักประมาณของตน   เหมือนคนจับอสรพิษที่คอ    เหมือนคน

กอดกองไฟไว้   เหมือนคนลูบคลำช้างเมามันที่งวงฉะนั้น  เอาเถอะ  เราจัก

ให้เขาเข้าใจ  จึงตรัสว่า  อตฺถิกวโต   โข   ปน   เต  อมฺพฏ  ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น  มีใจความว่า  ความต้องการ  กล่าวคือกิจที่จะต้อง

มากระทำของจิตนั้นมีอยู่    เหตุนั้น    จิตของมาณพนั้นจึงชื่อว่า  มีความ

ต้องการ.     จิตมีความต้องการของเขามีอยู่    เหตุนั้น   เขาจึงชื่อว่า   มีจิต

มีความต้องการ.   ของมาณพนั้น.   ใจความว่า   ท่านมีจิตมีความต้องการ

จึงได้มา  ณ ที่นี้.    คำว่า โข  ปน  เป็นเพียงนิบาต.   บทว่า  ยาเยว โข

ปนตฺถาย  คือด้วยประโยชน์อันใดเล่า.    บทว่า  อาคจฺเฉยฺยาถ  ความว่า

พวกท่านพึงมาสู่สำนักของเราหรือ   ของผู้อื่นเป็นครั้งคราว.  คำนี้ว่า ตเมว

อตฺถ  ท่านกล่าวด้วยสามารถเป็นเพศชาย.   บทว่า   พวกท่านพึงกระทำไว้

ในใจ   คือพึงกระทำไว้ในจิต.     อธิบายว่า   ท่านอันอาจารย์ใช้ให้มาด้วย