พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 401
หมายเอาภาวะที่อุบัติแล้วก่อนทั้งหมด. ก็ในที่นี้มีเนื้อความดังนี้ว่า พระ
ตถาคตอุบัติแล้วในโลก.
บทว่า โส อิม โลก ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรง
ทำโลกนี้ให้แจ้ง. บัดนี้จะแสดงคำที่ควรกล่าว.
บทว่า สเทวก ความว่า กับเทวดาทั้งหลาย ชื่อสเทวกะ กับ
มาร ชื่อสมารกะ อย่างเดียวกัน กับพรหม ชื่อสพรหมกะ กับสมณ-
พราหมณ์ทั้งหลาย ชื่อสัสสมณพราหมณ์. ชื่อหมู่สัตว์ เพราะเกิดทั่ว ซึ่ง
หมู่สัตว์นั้น กับเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ชื่อสเทวมนุสสะ.
ในบทเหล่านั้น ด้วยคำว่า สเทวกะ พึงทราบว่าถือเอากามาพจรเทพ
๕ ชั้น. ด้วยคำว่า สมารกะ พึงทราบว่าถือเอากามาพจรเทพชั้นที่ ๖.
ด้วยคำว่า สพรหมกะ ถือเอาพรหมมีชั้นพรหมกายิกะเป็นต้น. ด้วยคำว่า
สัสสมณพราหมณี ถือเอาสมณพราหมณ์ที่เป็นข้าศึกและปัจจามิตรต่อ
พระศาสนา และถือเอาสมณพราหมณ์ที่ระงับบาปลอยบาปได้แล้ว. ด้วย
คำว่า ปชา ถือเอาสัตวโลก. ด้วยคำว่า สเทวมนุสสะ ถือเอาสมมติ-
เทพและมนุษย์ที่เหลือ.
ด้วยบท ๓ บท ในที่นี้ พึงทราบว่า ท่านถือเอาสัตวโลกกับโอกาส-
โลก. เฉพาะสัตวโลก ท่านถือเอาด้วยคำว่า ปชา ด้วยบททั้ง ๒ ด้วย
ประการฉะนี้.
อีกนัยหนึ่ง ด้วยศัพท์ว่า สเทวกะ ท่านถือเอาอรูปาวจรเทวโลก.
ด้วยศัพท์ว่า สมารกะ ท่านถือเอาฉกามาวจรเทวโลก. ด้วยศัพท์ว่า
สพรหมกะ ท่านถือเอารูปพรหมเทวโลก. ด้วยศัพท์ว่า สัสสมณพราหมณี
เป็นต้น ท่านถือเอามนุษยโลกกับสมมติเทพทั้งหลายโดยเป็นบริษัท ๔
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 402
หรือถือเอาสัตวโลกทั้งหมดที่เหลือลง.
อีกอย่างหนึ่ง ในบทเหล่านี้ ด้วยคำว่า สเทวกะ ท่านกล่าวถึง
ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำโลกทั้งปวงให้แจ้งโดยกำหนดอย่างสูง.
ลำดับนั้น ชนเหล่าใดมีความคิดว่า วสวัตดีมาร ผู้มีอานุภาพมาก เป็นใหญ่
ในสวรรค์ชั้นกามาพจร. วสวัตดีมาร แม้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
ทำให้แจ้งด้วยหรือ. เมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนเหล่านั้น ท่านจึงกล่าว
ว่า สมารก ดังนี้ .
ก็ชนเหล่าใดมีความคิดว่า พรหมผู้มีอานุภาพใหญ่ แผ่แสงสว่างไป
ในพันจักรวาลด้วยองคุลีหนึ่ง__ ด้วย ๒ องคุลี แผ่แสงสว่างไปในหมื่น
จักรวาลด้วย ๑๐ องคุลี และเสวยสุขในฌานสมาบัติชั้นยอดเยี่ยม พรหม
แม้นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้แจ้งด้วยหรือ เมื่อจะกำจัดความสงสัย
ของชนเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า สพฺรหฺมก ดังนี้.
ลำดับนั้น ชนเหล่าใดคิดว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมากที่เป็นข้าศึก
ต่อพระศาสนา สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้
แจ้งด้วยหรือ เมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า
สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปช ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความที่พระองค์ทรงทำฐานะ
ชั้นสูงทั้งหลายให้แจ้งแล้ว ลำดับนั้นเมื่อจะทรงประกาศความที่พระองค์
ทรงทำสัตวโลกที่เหลือจนชั้นสมมติเทพและมนุษย์ที่เหลือลงทั้งหลายด้วย
กำหนดอย่างสูง จึงตรัสว่า สเทวมนุสฺส ดังนี้ นี้เป็นลำดับการขยาย
ความในที่นี้.
ก็พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า บทว่า สเทวก ได้แก่โลก
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 403
ที่เหลือลงรวมทั้งเทวดาทั้งหลาย.
บทว่า สมารก ได้แก่โลกที่เหลือลงรวมทั้งมาร.
บทว่า สพฺรหฺมก ได้แก่โลกที่เหลือลงร่วมทั้งพรหมทั้งหลาย.
โดยอธิบายอย่างนี้ เป็นอันผนวกสัตว์ที่เข้าถึงภพ ๓ ทั้งหมด ใน
บททั้ง ๓ ด้วยอาการ ๓. เมื่อจะถือเอาด้วยบททั้ง ๒ อีก จึงกล่าวว่า
สสฺสมณพฺรหฺมณึ ปช สเทวมนุสฺส ดังนี้ .
โดยอธิบายอย่างนี้ เป็นอันถือเอาสัตวโลกที่เป็นไตรธาตุนั่นเทียว
โดยอาการนั้น ๆ ด้วยบททั้ง ๕.
ก็ในคำว่า สย อภิญฺา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ นี้ มีวินิจฉัยว่า
บทว่า สย ได้แก่เอง คือไม่มีผู้อื่นแนะนำ.
บทว่า อภิญฺา ได้แก่ด้วยความรู้ยิ่ง อธิบายว่า รู้ด้วยญาณอันยิ่ง.
บทว่า สจฺฉิกตฺวา ได้แก่ทำให้ประจักษ์. ด้วยบทนี้ เป็นอัน
ปฏิเสธความคาดคะเนเป็นต้น.
บทว่า ปเวเทติ ได้แก่ให้รู้ ให้ทราบ คือ ประกาศให้ทราบ
กันทั่วไป.
ข้อว่า โส ธมฺม เทเสติ อาทิกลฺยาณ ฯ เป ฯ ปริโยสานกลฺยาณ
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงอาศัยความเป็นผู้กรุณาใน
สัตว์ทั้งหลาย แม้ทรงละซึ่งความสุขเกิดแต่วิเวกแสดงธรรม และเมื่อทรง
แสดงธรรมนั้น น้อยก็ตาม มากก็ตาม ทรงแสดงชนิดมีความงามในเบื้องต้น
เป็นต้นทั้งนั้น. อธิบายว่า แม้ในเบื้องต้น ทรงแสดงทำให้งาม ไพเราะ
ไม่มีโทษเลย แม้ในท่ามกลาง แม้ในที่สุด ก็ทรงแสดงทำให้งาม ไพเราะ
ไม่มีโทษเลย.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 404
ในข้อที่กล่าวมาแล้วนั้น เทศนามีเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด.
ศาสนาก็มีเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด. จะกล่าวเทศนาก่อน. ในคาถาแม้
มี ๔ บาท บาทแรกชื่อว่าเป็นเบื้องต้น. สองบาทต่อจากนั้นชื่อว่าเป็น
ท่ามกลาง. บาทเดียวในตอนท้ายชื่อว่าเป็นที่สุด.
พระสูตรที่มีอนุสนธิเดียว มีนิทานเป็นเบื้องต้น มีคำว่า อิทมโวจ
เป็นที่สุด คำระหว่างเบื้องต้นและที่สุดทั้ง ๒ เป็นท่ามกลาง.
พระสูตรที่มีอนุสนธิมาก มีอนุสนธิแรกเป็นเบื้องต้น มีอนุสนธิ
ในตอนท้ายเป็นที่สุด. อนุสนธิหนึ่ง หรือสอง หรือมากในท่ามกลาง เป็น
ท่ามกลางทั้งนั้น.
สำหรับศาสนา มีศีลสมาธิและวิปัสสนาชื่อว่าเป็นเบื้องต้น. สมจริง
ดังที่ตรัสไว้ว่า ก็อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ? ศีลที่บริสุทธิ์
ดีและทิฏฐิที่ตรงเป็นเบื้องต้น.
ก็อริยมรรคที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทา
ที่ตถาคตตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วมีอยู่ ดังนี้ ชื่อว่าเป็นท่ามกลาง.
ผลและนิพพานชื่อว่าเป็นที่สุด.
จริงอยู่ ผลท่านกล่าวว่าเป็นที่สุด ในประโยคนี้ว่า แน่ะพราหมณ์
เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ นั่นเป็นสาระ นั่นเป็น
ที่สุด ดังนี้.
นิพพานท่านกล่าวว่าเป็นที่สุด ในประโยคนี้ว่า ดูก่อนท่านวิสาขะ
บุคคลอยู่จบพรหมจรรย์ซึ่งหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้อง
หน้า มีนิพพานเป็นที่สุด.
ในที่นี้ทรงประสงค์เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดแห่งเทศนา.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 405
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรม ทรงแสดงศีลใน
เบื้องต้น ทรงแสดงมรรคในท่ามกลาง ทรงแสดงนิพพานในที่สุด.
ฉะนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรง
แสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ดังนี้.
เพราะฉะนั้น ธรรมกถึกแม้อื่น เมื่อแสดงธรรม
พึงแสดงศีลในเบื้องต้น แสดงมรรคในท่ามกลาง
และแสดงนิพพานในที่สุด นี้เป็นหลักของธรรมกถึก.
บทว่า สาตฺถ สพฺยญฺชน ความว่า ก็ผู้ใดมีเทศนาเกี่ยวด้วย
การพรรณนาถึงข้าวยาคูและภัตรหญิงและชายเป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่าแสดง
เทศนาพร้อมทั้งอรรถก็หาไม่ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงละการแสดง
อย่างนั้น ทรงแสดงเทศนาเกี่ยวด้วยสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น. ฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า ทรงแสดงพร้อมทั้งอรรถ ดังนี้.
ก็เทศนาของผู้ใดประกอบด้วยพยัญชนะเดียวเป็นต้น หรือมีพยัญชนะ
หุบปากทั้งหมด หรือมีพยัญชนะเปิดปากทั้งหมด และมีกดปากทั้งหมด
เทศนาของผู้นั้นย่อมเป็นเทศนาชื่อว่าไม่มีพยัญชนะ เพราะพยัญชนะไม่
บริบูรณ์ ดุจภาษาของพวกมิลักขะ มีเผ่าทมิฬะ เผ่ากิราตะ และเผ่ายวนะ
เป็นต้น.
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงทำพยัญชนะ ๑๐ อย่างที่กล่าวไว้
อย่างนี้ว่า สิถิล ธนิต ทีฆะ รัสสะ ลหุ ครุ นิคคหิต สัมพันธ์ วิมุต
และประเภทแห่งความขยายของพยัญชนะ ดังนี้ไม่ให้ปะปนกัน ทรงแสดง
ธรรมทำพยัญชนะนั่นแลให้บริบูรณ์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทรงแสดง
ธรรมพร้อมทั้งพยัญชนะ ดังนี้.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 406
บทว่า เกวล ในบทว่า เกวลปริปุณฺณ นี้เป็นคำเรียกความสิ้นเชิง.
บทว่า ปริปุณฺณ เป็นคำเรียกความไม่ขาดไม่เกิน. อธิบายว่า ทรง
แสดงบริบูรณ์ทั้งสิ้นทีเดียว แม้เทศนาส่วนหนึ่งที่ไม่บริบูรณ์ก็ไม่มี.
บัณฑิตพึงทราบว่า บริบูรณ์สิ้นเชิง เพราะไม่มีคำที่จะพึงเพิ่มเข้า
และตัดออก.
บทว่า ปริสุทฺธ ได้แก่ไม่มีความเศร้าหมอง.
ก็ผู้ใดแสดงธรรมด้วยคิดว่า เราจักได้ลาภหรือสักการะเพราะอาศัย
ธรรมเทศนาน เทศนาของผู้นั้นย่อมไม่บริสุทธิ์. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
มิได้ทรงเพ่งโลกามิส มีพระหทัยอ่อนโยนด้วยเมตตาภาวนาซึ่งแผ่ประโยชน์
ทรงแสดงด้วยจิตที่ดำรงอยู่โดยสภาพคือการยกระดับให้สูงขึ้น. ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่าทรงแสดงธรรมบริสุทธิ์.
ก็ในคำว่า พฺรหฺมจริย ปกาเสติ นี้ ศัพท์ว่า พฺรหฺมจริย นี้ ปรากฏ
ในอรรถเหล่านี้ คือ ทาน เวยยาวัจจะ ศีลสิกขาบท ๕ อัปปมัญญา
เมถุนวิรัติ สทารสันโดษ วิริยะ องค์อุโบสถ อริยมรรค ศาสนา.
จริงอยู่ ทาน ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในปุณณกชาดกนี้ว่า
ก็อะไรเป็นพรต อะไรเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้เป็น
วิบากของกรรมอะไรที่สั่งสมดีแล้ว ความสำเร็จ
ความรุ่งเรื่อง กำลัง การเข้าถึงความเพียร และ
วิมานใหญ่ของท่านนี้ เป็นผลแห่งกรรมอะไร ท่านผู้
ประเสริฐ ข้าพเจ้าและภริยาทั้ง ๒ เมื่ออยู่ในมนุษย-
โลก ได้เป็นผู้มีศรัทธา เป็นทานบดี เรื่องของเรา
ในกาลนั้นได้เป็นโรงดื่ม และสมณพราหมณ์ทั้งหลาย
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 407
ก็อิ่มหนำ ก็ทานนั้นเป็นพรต เป็นพรหมจรรย์ของเรา
นี้เป็นวิบากแห่งทานที่สั่งสมดีแล้ว ความสำเร็จ
ความรุ่งเรื่อง กำลัง การเข้าถึงความเพียรและวิมาน
ใหญ่ของเรา นี้เป็นผลแห่งทานที่สั่งสมดีแล้ว ท่านผู้
แกล้วกล้า.
เวยยาวัจจะ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ฝนเรื่องอังกุรเปรตนี้ว่า
ฝ่ามือของท่านให้สิ่งที่น่าใคร่ด้วยพรหมจรรย์อะไร
ฝ่ามือของท่านหลั่งมธุรสด้วยพรหมจรรย์อะไร บุญ
สำเร็จในฝ่ามือของท่านด้วยพรหมจรรย์อะไร ฝ่ามือ
ของข้าพเจ้าให้สิ่งที่น่าใคร่ด้วยพรหมจรรย์นั้น ฝ่ามือ
ของข้าพเจ้าหลั่งมธุรสด้วยพรหมจรรย์นั้น บุญสำเร็จ
ในฝ่ามือของข้าพเจ้าด้วยพรหมจรรย์นั้น.
ศีลสิกขาบท ๕ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในติตติชาดกนี้ว่า
อิท โข ต ภิกฺขเว ติตฺติริย นาม พฺรหฺมจริย อโหสิ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ศีล ๕ นั้นแล ชื่อว่าติตติริยพรหมจรรย์.
อัปปมัญูญา ๔ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในมหาโควินทสูตร
นี้ว่า ต โข ปน ปญฺจสิข พฺรหฺมจริย เนว นิพฺพิทาย น วิราคาย
น นิไรธาย ยาเทว พฺรหฺมโลกุปปตฺติยา ดูก่อนปัญจสิขเทพบุตร
ก็พรหมจรรย์นั้นแล ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา ไม่เป็นไปเพื่อวิราคะ ไม่
เป็นไปเพื่อนิโรธ เป็นไปเพียงเพื่อเข้าถึงพรหมโลกเท่านั้น.
เมถุนวิรัติ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในสัลเลขสูตรนี้ว่า ปเร
อพฺรหฺมจาริโน ภวิสฺสนฺติ มยเมตฺถ พฺรหฺมจาริโน ภวิสฺสาม คนเหล่า
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 408
อื่นจักเป็นผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เราทั้งหลายในที่นี้จักเป็นผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์.
สทารสันโดษ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในมหาธรรมปาลชาดกว่า
เราทั้งหลายไม่นอกใจภริยาทั้งหลาย และภริยาทั้งหลาย
ก็ไม่นอกใจพวกเรา เว้นภริยาเหล่านั้น พวกเรา
ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุนั้นแหละ พวกเรา
จึงไม่ตายแต่หนุ่ม ๆ.
ความเพียร ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในโลมหังสนสูตรว่า อภิชานามิ
โข ปนาห สารีปุตฺต จตุรงฺคสมนฺนาคต พฺรหฺมจริย จริตา ตปสฺสี สุท
โหมิ ดูก่อนสารีบุตร เรานี่แหละรู้ชัดซึ่งความประพฤติพรหมจรรย์อัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ เรานี่แหละเป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส.
อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ทำด้วยอำนาจการฝึกตน ท่านกล่าว
ว่า พรหมจรรย์ ในนิมิชาดกอย่างนี้ว่า
บุคคลเกิดเป็นกษัตริย์ด้วยพรหมจรรย์อย่างต่ำ เกิด
เป็นเทวดาด้วยพรหมจรรย์อย่างกลาง และย่อม
บริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูงสุด.
อริยมรรค ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในมหาโควินทสูตรนั่นแล
ว่า อิท โข ปน ปญฺจสิข พฺรหฺมจริย เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย
ฯ เป ฯ อยเมว อริโย อฏฺงคิโก มคฺโค ดูก่อนปัญจสิขเทพบุตร
ก็พรหมจรรย์นี้แล เป็นไปเพื่อนิพพิทาโดยส่วนเดียว เป็นไปเพื่อวิราคะ
เป็นไปเพื่อนิโรธ..... พรหมจรรย์นี้คือมรรคมีองค์ ๘ ที่ห่างไกลจากข้าศึก
คือกิเลสนี้แหละ.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 409
ศาสนาทั้งสิ้นซึ่งสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓ ท่านกล่าวว่า พรหม
จรรย์ ในปาสาทิกสูตรว่า ตยิท พฺรหฺมจริย อิทฺธญฺเจว ผีตญฺจ
วิตฺถาริก พาหุชญฺญ ปุถุภูต ยาวเทว เทวมนุสฺเสหิ สุปฺปกาสิต
พรหมจรรย์นี้นั้นสมบูรณ์ มั่งคั่ง แพร่หลาย คนโดยมากเข้าใจ มั่นคง
เพียงที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประกาศดีแล้ว เท่านั้น.
ก็ศาสนาทั้งสิ้นซึ่งสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓ นี้แหละท่านประสงค์ว่า
พรหมจรรย์ในที่นี้ . เพราะฉะนั้น พึงทราบความในข้อนี้อย่างนี้ว่า บทว่า
พฺรหฺมจริย ปกาเสติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงธรรม
งามในเบื้องต้น....... บริสุทธิ์. และเมื่อทรงแสดงอย่างนี้ ทรงประกาศ
พรหมจรรย์ คือศาสนาทั้งสิ้นซึ่งสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓.
บทว่า พฺรหฺมจริย มีอธิบายว่า ความประพฤติเป็นพรหม ด้วย
อรรถว่า ประเสริฐที่สุด หรือความประพฤติของพระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้เป็น
พรหม.
บทว่า ต ธมฺม ความว่า ฟังธรรมที่ถึงพร้อมด้วยประการดังกล่าว
แล้วนั้น.
บทว่า คหปติ วา ความว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงชี้คฤหบดีก่อน. เพราะจะกำจัดมานะอย่างหนึ่ง เพราะคฤหบดีมีจำนวน
สูงอย่างหนึ่ง.
จริงอยู่ โดยมากพวกที่ออกจากขัตติยตระกูลบวช ย่อมถือตัวเพราะ
อาศัยชาติ. พวกที่ออกจากตระกูลพราหมณ์บวช ย่อมถือตัวเพราะอาศัย
มนต์. พวกที่ออกจากตระกูลต่ำบวช ไม่อาจที่จะดำรงอยู่ได้เพราะตนมี
ชาติแตกต่างจากเขา. ส่วนพวกเด็กคฤหบดี ไถพื้นที่ไร่นา จนเหงื่อไหล
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 410
รักแร้ ขี้เกลือขึ้นหลัง ย่อมกำจัดความถือตัวและเย่อหยิ่งเสียได้. เพราะ
ไม่มีความถือตัวเช่นนั้น เขาเหล่านั้นบวชแล้ว ไม่ทำความถือตัวหรือความ
เย่อหยิ่ง เรียนพระพุทธพจน์ตามกำลัง กระทำพระพุทธพจน์นั้นด้วย
วิปัสสนา ย่อมอาจที่จะดำรงอยู่ในความเป็นพระอรหันต์ได้. ส่วนผู้ที่ออก
จากตระกูลนอกนี้บวช มีไม่มาก. แต่ที่เป็นคฤหบดี มีมาก. ดังนั้น จึง
ชี้คฤหบดีก่อน เพราะจะกำจัดมานะ และเพราะมีจำนวนสูง ดังนี้
บทว่า อญฺตรสฺมึ วา ความว่า ในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
บรรดาตระกูลนอกนี้.
บทว่า ปจฺจาชาโต ได้แก่เกิดเฉพาะ.
บทว่า ตถาคเต สทฺธ ปฏิลภติ ความว่า ฟังธรรมบริสุทธิ์
ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตผู้เป็นธรรมสามี ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ
องค์นั้น เป็นสัมมาสัมพุทธะหนอ.
บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ได้แก่ย่อมพิจารณาอย่างนี้.
บทว่า สมฺพาโธ ฆราวาโส ความว่า แม้ถ้าว่าผัวเมียอยู่ใน
เรือน ๖๐ ศอก หรือแม้ในที่ระหว่างร้อยโยชน์แม้อย่างนั้น การครองเรือน
ก็คับแคบอยู่นั้นเอง เพราะอรรถว่า เขาเหล่านั้นมีกังวลห่วงใย.
บทว่า รชาปโถ ในมหาอรรถกถาแก้ว่า ที่เป็นที่ตั้งขึ้นแห่งธุลีมี
ราคะเป็นต้น . บางท่านกล่าวว่า อาคมปโถ ทางเป็นที่มา ดังนี้ก็มี.
ชื่อว่า อพฺโภกาโส ด้วยอรรถว่า เป็นเหมือนกลางแจ้ง เพราะ
อรรถว่า ไม่ติดขัด.
จริงอยู่ บรรพชิตแม้อยู่ในที่ปกปิดมีเรือนยอดปราสาทแก้วและเทพ
วิมานเป็นต้น ซึ่งมีประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ก็ไม่เกี่ยวไม่ต้อง ไม่พัวพัน.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 411
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อพฺโภกาโส ปพฺพชฺชา ดังนี้ .
อีกอย่างหนึ่ง ฆราวาสชื่อว่าคับแคบ เพราะไม่มีโอกาสทำกุศล ชื่อ
ว่าเป็นทางมาแห่งธุลี เพราะเป็นที่ประชุมแห่งธุลีคือกิเกส ดุจกองหยากเยื่อ
ที่ไม่ได้รักษา เป็นที่รวมแห่งธุลีฉะนั้น. บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง
เพราะมีโอกาสทำกุศลตามสบาย.
ในพระบาลีนี้ว่า นยิท สุกร ฯ เป ฯ ปพฺพเชยฺย ดังนี้ มี
สังเขปกถาดังต่อไปนี้ :
พรหมจรรย์คือสิกขา ๓ ที่แสดงแล้ว ชื่อว่าพึงประพฤติให้บริบูรณ์
โดยส่วนเดียว เพราะไม่ทำให้ขาดแม้วันเดียว ยังจริมกจิตให้เอิบอิ่มได้.
ชื่อว่าพึงประพฤติให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว เพราะไม่ทำให้แปดเปื้อนด้วย
มลทินคือกิเลสแม้วันเดียว ยังจริมกจิตให้เอิบอิ่มได้.
บทว่า สงฺขลิขิต ความว่า พึงประพฤติให้เหมือนสังข์ที่ขัดแล้ว คือ
ให้มีส่วนเปรียบด้วยสังข์ที่ล้างแล้ว.
ก็พรหมจรรย์นี้อันผู้อยู่ครองเรือนอยู่ในท่ามกลางแห่งเรือนจะ
ประพฤติให้บริบูรณ์บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้า
กระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะที่สมควรแก่ผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์ เพราะย้อมด้วยน้ำฝาดและมีสีเหลือง ออกจากเรือนบวชเป็น
ผู้ไม่มีเรือน. แลในข้อนี้ เพราะการงานมีกสิกรรมและพาณิชกรรมเป็นต้น
ที่เป็นประโยชน์แก่เรือน เรียกว่า การครองเรือน และการครองเรือน
นั้นไม่มีในบรรพชา ฉะนั้น บรรพชาพึงทราบว่า ไม่ใช่การครองเรือน
พรหมจรรย์นั้น ไม่ใช่การครองเรือน.
บทว่า ปพฺพเชยฺย ได้แก่พึงปฏิบัติ.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 412
บทว่า อปฺป วา ความว่า กองโภคะต่ำกว่าจำนวนพัน ชื่อว่า
น้อย. ตั้งแต่พันหนึ่งขึ้นไป ชื่อว่ามาก.
ญาตินั่นแหละ ชื่อว่าเครือญาติ เพราะอรรถว่าเกี่ยวพัน. เครือญาติ
แม้นั้นต่ำกว่า ๒๐ ชื่อว่าน้อย. ตั้งแต่ ๒๐ ขึ้นไป ชื่อว่ามาก.
บทว่า ปาฏิโมกฺขสวรสวุโต ได้แก่ประกอบด้วยความสำรวมใน
ปาติโมกข์.
บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ได้แก่ถึงพร้อมด้วยอาจาระและ
โคจร.
บทว่า อณุมตฺเตสุ คือมีประมาณน้อย.
บทว่า วชฺเชสุ ได้แก่ในอกุศลธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ภยทสฺสาวี คือเห็นภัย.
บทว่า สมาทาย ได้แก่ถือเอาโดยชอบ.
บทว่า สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า สมาทานศึกษาสิกขาบท
นั้น ๆ ในสิกขาบททั้งหลาย.
นี้เป็นความย่อในข้อนี้ ส่วนความพิสดารได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิ-
มรรค.
ในพระบาลีว่า กายกมฺมวจีกมฺเมน สมนฺนาคโต กุสเลน
ปริสุทฺธาชีโว นี้ ความว่า ก็เมื่อกายกรรมและวจีกรรมที่เป็นกุศล พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาด้วยศัพท์ว่าอาจารโคจรแล้วก็ตาม เพราะชื่อว่า
อาชีวปาริสุทธิศีลนี้ ย่อมไม่เกิดในอากาศหรือที่ยอดไม้เป็นต้น แต่เกิด
ขึ้นในกายทวารและวจีทวารเท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ประกอบด้วย
กายกรรมและวจีกรรมอันเป็นกุศล เพื่อแสดงทวารที่เกิดของอาชีวปาริ-
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 413
สุทธิศีลนั้น. แต่เพราะประกอบด้วยอาชีวปาริสุทธิศีลนั้น ฉะนั้น จึงชื่อว่า
เป็นผู้มีอาชีพบริสุทธิ์.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวอย่างนี้ ก็โดยอำนาจมุณฑิยปุตตสูตร. จริง
อยู่ ในสูตรนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนคฤหบดี กายกรรมที่เป็นกุศล เป็น
ไฉน ? ดูก่อนคฤหบดี แม้อาชีวะที่บริสุทธิ์ เราก็กล่าวไว้ในศีล ดังนี้.
ก็เพราะผู้ปฏิบัติประกอบด้วยศีลนั้น ฉะนั้น พึงทราบว่า เป็นผู้มี
อาชีพบริสุทธิ์.
บทว่า สีลสมฺปนฺโน ความว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ๓ อย่าง
ที่กล่าวแล้วในพรหมชาลสูตร.
บทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร ความว่า เป็นผู้ปิดทวารในอินทรีย์
ทั้งหลายซึ่งมีใจเป็นที่ ๖.
บทว่า สติสมฺปชญฺเน สมนฺนาคโต ความว่า เป็นผู้ประกอบ
ด้วยสติและสัมปชัญญะในฐานะทั้ง ๗ มีก้าวไปและถอยกลับเป็นต้น.
บทว่า สนฺตุฏโ ความว่า ประกอบด้วยสันโดษ ๓ อย่างใน
ปัจจัย ๔ ชื่อว่า เป็นผู้สันโดษ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางหัวข้ออย่างนี้แล้ว เมื่อทรงแจกตาม
ลำดับจึงตรัสคำเป็นต้นว่า มหาบพิตร อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อม
ด้วยศีล.
ในพระบาลีนั้น บทว่า อิทปิสฺส โหติ สีลสฺมึ ความว่า ศีล
คือเจตนางดเว้น จากปาณาติบาตของภิกษุนั้นแม้นี้ เป็นศีลข้อ ๑ ในศีล. อีก
อย่างหนึ่ง คำว่า สีลสฺมึ นี้เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งปฐมาวิภัตติ.
ก็ในมหาอรรถกถาท่านกล่าวเนื้อความนี้ทีเดียวว่า ศีลคือเจตนา
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 414
งดเว้นจากปาณาติบาตแม้นี้ ก็เป็นศีลของสมณะนั้นเหมือนกัน. คำที่เหลือ
พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในพรหมชาลสูตรนั่นแหละ.
บทว่า อิทมสฺส โหติ สีลสฺมึ ความว่า นี้เป็นศีลของภิกษุนั้น.
บทว่า น กุโตจิ ภย สมนุปสฺสติ ยทิท สีลสวรโต ความว่า ภัย
เหล่าใดที่มีความไม่สำรวมเป็นมูลย่อมเกิดขึ้น บรรดาภัยเหล่านั้น ภัยที่
พึงมีเพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลจะไม่ประสบแต่ที่ไหน ๆ
แม้เพราะสำรวมอย่างเดียว. เพราะเหตุไร เพราะไม่มีภัยที่มีความไม่สำรวม
เป็นมูล เพราะความสำรวม.
บทว่า มุทฺธาวสิตฺโต ความว่า รดบนพระเศียรด้วยขัตติยาภิเษก
ที่จัดไว้ตามพิธี.
บทว่า ยทิท ปจฺจตฺถิกโต ความว่า ย่อมไม่ประสบภัยที่จะพึงมีแม้
จากศัตรูคนหนึ่งแต่ที่ไหน ๆ. เพราะเหตุไร เพราะกำจัดปัจจามิตรได้แล้ว.
บทว่า อชฺฌตฺต ได้แก่ภายในของตน อธิบายว่า ในสันดาน
ของตน.
บทว่า อนวชฺชสุข ความว่า ไม่มีโทษ คือไม่มีใครติได้ เป็น
กุศล. ภิกษุผู้มีศีลสมบูรณ์ย่อมเสวยสุขทั้งทางกายทางใจ อันธรรมคือความ
ไม่เดือดร้อน ความปราโมทย์ ความอิ่มใจ และความสงบ ซึ่งมีศีลเป็น
ปทัสถานผสมอยู่.
ข้อว่า เอว โข มหาราช ภิกฺขุ สีลสมฺปนฺโน นาม โหติ
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงศีลกถาจบลงว่า ภิกษุผู้ประกอบ
ด้วยศีล ๓ อย่าง ที่ทรงแสดงพิสดารติดต่อกันอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล
สมบูรณ์.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 415
ในการจำแนกทวารที่คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย มีวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้
จักขุศัพท์ในบทว่า จกฺขุนา รูป นี้ ในที่บางแห่งเป็นไปในพุทธ
จักษุ. เหมือนอย่างที่กล่าวว่า ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ.
ในที่บางแห่งเป็นไปในสมันตจักษุ กล่าวคือพระสัพพัญญุตญาณ.
เหมือนอย่างที่กล่าวว่า ดูก่อนสุเมธะ พระพุทธเจ้าผู้มีสมันตจักษุ เสด็จ
ขึ้นปราสาทที่ล้วนแล้วด้วยพระธรรมมีอุปมาอย่างนั้น.
ในที่บางแห่งเป็นไปในธรรมจักษุ เหมือนอย่างที่กล่าวว่าธรรมจักษุ
ปราศจากธุลีไม่มีมลทินเกิดขึ้นแล้ว ก็ในพระบาลีนี้หมายเอาปัญญา คือ
อริยมรรค ๓.
ญาณมีปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นต้น ในพระบาลีว่า จักษุเกิด
ขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ ท่านเรียกว่า ปัญญาจักษุ.
เป็นไปในทิพยจักษุ ในที่มาทั้งหลายว่า ด้วยทิพยจักษุ ดังนี้.
เป็นไปในปสาทจักษุ ในพระบาลีนี้ว่า รูปอาศัยจักษุ ดังนี้.
แต่ในที่นี้ จักขุศัพท์นี้เป็นไปในจักษุวิญญาณโดยโวหารว่า ปสาท-
จักษุ. เพราะฉะนั้น ในพระบาลีนี้จึงมีเนื้อความว่า เห็นรูปด้วยจักษุ-
วิญญาณ.
คำใดที่พึงกล่าวแม้ในบทที่เหลือ คำนั้นทั้งหมด กล่าวแล้วใน
วิสุทธิมรรค.
บทว่า อพฺยาเสกสุข ความว่า เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลส คือ
ไม่เจือกิเลส เพราะเว้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง เป็นสุขบริสุทธิ์ เป็น
อธิจิตสุข แล.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 416
จบอินทริยสังวรกถา.
ก็ในการจำแนกสติสัมปชัญญะ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
จักวินิจฉัยในพระบาลีนี้ว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต ก่อน.
การไป เรียกว่า อภิกกันตะ ก้าวไป.
การกลับ เรียกว่า ปฏิกกันตะ ก้าวกลับ.
แม้ทั้ง ๒ นั้น ย่อมได้ในอิริยาบถ ๔.
ในการไป เมื่อนำกายไปข้างหน้าก่อน ชื่อว่า ก้าวไป เมื่อถอยกลับ
ชื่อว่า ก้าวกลับ.
แม้ในการยืน ผู้ที่ยืนนั่นแหละ น้อมกายไปข้างหน้า ชื่อว่า ก้าวไป
เอนกายไปข้างหลัง ชื่อว่า ก้าวกลับ.
แม้ในการนั่ง ผู้ที่นั่งนั่นแหละ ชะโงกหน้าไปยังส่วนข้างหน้าของ
อาสนะ ชื่อว่า ก้าวไป เมื่อถอยไปยังส่วนที่เป็นส่วนข้างหลัง ชื่อว่า
ก้าวกลับ.
แม้ในการนอนก็นัยนี้แหละ.
บทว่า สมฺปชานการี โหติ ความว่า กระทำกิจทั้งปวงด้วย
สัมปชัญญะ หรือกระทำสัมปชัญญะนั่นเอง. ด้วยว่า ภิกษุนั้นย่อมกระทำ
สัมปชัญญะอยู่เสมอในการก้าวไปเป็นต้น มิได้เว้นสัมปชัญญะในกาล
ไหน ๆ.
สัมปชัญญะ ในพระบาลีนั้น มี ๔ อย่าง คือ
๑. สาตถกสัมปชัญญะ
๒. สัปปายสัมปชัญญะ
๓. โคจรสัมปชัญญะ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 417
๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ
ใน ๔ อย่างนั้น เมื่อจิตคิดจะไปเกิดขึ้น ยังไม่ทันไปตามที่คิดก่อน
ใคร่ครวญถึงประโยชน์มิใช่ประโยชน์ว่า การไปที่นั้นจะมีประโยชน์แก่เรา
หรือไม่หนอ แล้วใคร่ครวญประโยชน์ ชื่อสาตถกสัมปชัญญะ.
คำว่า ประโยชน์ ในบทว่า สาตถกสัมปชัญญะนั้นคือ ความเจริญ
ฝ่ายธรรมโดยได้เห็นพระเจดีย์ เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ เห็นพระสงฆ์ เห็น
พระเถระและเห็นอสุภเป็นต้น. ด้วยว่า ภิกษุนั้นยังปีติมีพระพุทธเจ้าเป็น
อารมณ์ให้เกิดขึ้นแม้เพราะเห็นพระเจดีย์หรือต้นพระศรีมหาโพธิ ยังปีติมี
พระสงฆ์เป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้นเพราะเห็นพระสงฆ์ พิจารณาปีตินั้นแหละ
โดยความเป็นของสิ้นไปเสื่อมไป ย่อมบรรลุพระอรหัต เห็นพระเถระ
ทั้งหลาย ดังอยู่ในโอวาทของพระเถระเหล่านั้น เห็นอสุภยังปฐมฌานให้
เกิดขึ้นในอสุภนั้น พิจารณาอสุภนั้นแหละโดยความเป็นของสิ้นไปเสื่อมไป
ย่อมบรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกการเห็นสิ่งเหล่านั้นว่า มี
ประโยชน์.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความเจริญแม้ฝ่ายอามิสก็มีประโยชน์
เหมือนกัน เพราะอาศัยอามิสนั้นปฏิบัติเพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์.
ส่วนในการไปนั้น ใคร่ครวญถึงสัปปายะและอสัปปายะ แล้วใคร่
ครวญสัปปายะ ชื่อสาตถกสัมปชัญญะ ข้อนี้อย่างไร จะกล่าวการเห็นพระ
เจดีย์มีประโยชน์ก่อน ก็ถ้าบริษัทประชุมกันในที่ ๑๐ โยชน์ ๑๒ โยชน์
เพื่อบูชาใหญ่พระเจดีย์ ทั้งหญิงทั้งชายประดับตกแต่งกายตามสมควรแก่
สมบัติของตน ราวกะภาพจิตรกรรม พากันเดินไปมา ก็ในที่นั้น โลภะ
ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นเพราะอารมณ์ที่น่าปรารถนา ปฏิฆะย่อมเกิดขึ้น
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 418
เพราะอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา โมหะย่อมเกิดขึ้นเพราะไม่พิจารณา ย่อม
ต้องอาบัติเพราะกายสังสัคคะก็มี ย่อมเป็นอันตรายแก่ชีวิตและพรหมจรรย์
ก็มี. ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ที่นั้นจึงเป็นอสัปปายะ. เพราะไม่มีอันตราย
อย่างที่กล่าวแล้ว ที่นั้นเป็นสัปปายะ.
แม้ในการเห็นต้นพระศรีมหาโพธิก็นัยนี้แหละ.
แม้การเห็นพระสงฆ์ก็มีประโยชน์. ก็ถ้าเมื่อมนุษย์ทั้งหลายสร้าง
มณฑปใหญ่ภายในหมู่บ้าน ชวนกันฟังธรรมตลอดคืน ย่อมมีทั้งประชุมชน
ทั้งอันตราย โดยประการที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ที่
นั้นจึงเป็นอสัปปายะ. เพราะไม่มีอันตราย ที่นั้นเป็นสัปปายะ.
แม้ในการเห็นพระเถระที่มีบริษัทบริวารมากก็นัยนี้แหละ.
แม้การเห็นอสุภก็มีประโยชน์.
ก็เรื่องนี้ เพื่อแสดงประโยชน์นั้น.
ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งพาสามเณรไปหาไม้สีฟัน. สามเณรหลีก
จากทางเดินไปข้างหน้า เห็นอสุภ ยังปฐมฌานให้บังเกิด ทำปฐมฌานนั้น
ให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลาย ทำให้แจ้งผลทั้ง ๓ แล้วยืนกำหนด
กรรมฐานเพื่อต้องการมรรคผลชั้นสูง. ภิกษุหนุ่มเมื่อไม่เห็นสามเณรก็
เรียกว่า สามเณร. สามเณรนั้นคิดว่า จำเดิมแต่กาลที่เราบรรพชา ไม่
เคยกล่าวคำสองกับภิกษุ เราจักยังคุณวิเศษชั้นสูงให้บังเกิดแม้ในวันอื่น
ดังนี้ จึงได้ขานรับว่า อะไรขอรับ เมื่อภิกษุหนุ่มเรียกว่า มานี่ ด้วยคำเดียว
เท่านั้น สามเณรนั้นก็มา กล่าวว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงเดินไปตาม
ทางนี้ก่อน แล้วยืนหันหน้าไปทางทิศทะวันออก แลดูตรงที่ที่กระผมยืนอยู่
สักครู่เถิด. ภิกษุนั้นกระทำตามนั้น ได้บรรลุคุณวิเศษที่สามเณรนั้นบรรลุ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 419
แล้วเหมือนกัน. อสุภเดียวเกิดประโยชน์แก่ชน ๒ คน ด้วยประการฉะนี้.
อสุภนี้แม้มีประโยชน์อย่างนี้ก็จริง. แต่อสุภหญิงเป็นอสัปปายะแก่
ชาย และอสุภชายเป็นอสัปปายะแก่หญิง อสุภที่เป็นสภาคกัน (เพศเดียว
กัน) เท่านั้น เป็นสัปปายะ การใคร่ครวญสัปปายะอย่างนี้ ชื่อสัปปาย-
สัมปชัญญะ ด้วยประการฉะนี้.
ก็การเลือกอารมณ์กล่าวคือกรรมฐานที่ตนชอบใจในบรรดากรรมฐาน
๓๘ อย่าง แล้วยึดอารมณ์นั้นเท่านั้นไปในที่ที่ภิกขาจาร ของภิกษุผู้ใคร่-
ครวญถึงประโยชน์และสัปปายะอย่างนี้ ชื่อโคจรสัมปชัญญะ.
เพื่อความแจ่มแจ้งโคจรสัมปชัญญะนั้น บัณฑิตพึงทราบจตุกกะนี้
ดังต่อไปนี้
ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ นำไป ไม่นำกลับ บางรูป
นำกลับ ไม่นำไป แต่นางรูป ไม่นำไป ไม่นำกลับ
บางรูป นำไปด้วย นำกลับด้วย.
ในบรรดาภิกษุ ๔ จำพวกนั้น ภิกษุใดชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรม
อันเป็นเครื่องกั้น ด้วยการจงกรมและด้วยการนั่ง ในกลางวัน ตอน
ปฐมยามในกลางคืนก็ปฏิบัติอย่างนั้น นอนในมัชฌิมยาม ยังกาลให้ล่วง
ไปด้วยการนั่งและการจงกรมแม้ในปัจฉิมยาม กระทำวัตรที่ลานพระเจดีย์
และลานพระศรีมหาโพธิก่อนทีเดียว รดน้ำที่ต้นพระศรีมหาโพธิ ตั้งน้ำฉัน
น้ำใช้ไว้ ประพฤติสมาทานขันธกวัตรทุกอย่างมีอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตร
เป็นต้น. ภิกษุนั้นกระทำสรีระบริกรรมแล้วเข้าสู่เสนาสนะ ให้ร่างกายได้รับ
ไออุ่นชั่ว ๒ - ๓ กลับ แล้วประกอบเนือง ๆ ซึ่งกรรมฐาน ลุกขึ้นในเวลา
ภิกขาจาร ถือบาตรและจีวร โดยกำหนดกรรมฐานเป็นหลักนั่นเทียว ออก
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 420
จากเสนาสนะ ใส่ใจถึงกรรมฐานอยู่อย่างนั้น ไปลานพระเจดีย์ หากเจริญ
พุทธานุสสติกรรมฐานอยู่ ก็เจริญพุทธานุสสติกรรมฐานนั้นเรื่อยไป ไม่
ละกรรมฐานนั้น เข้าไปสู่ลานพระเจดีย์ หากเจริญกรรมฐานอื่นอยู่ พัก
กรรมฐานนั้น เหมือนวางสิ่งของที่ถือมาไว้ ณ เชิงบันได ยึดปีติมีพระ
พุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ขึ้นสู่ลานพระเจดีย์ หากเจดีย์ใหญ่ ทำประทักษิณ
๓ ครั้ง แล้วพึงไหว้ในฐานะทั้ง ๔ ( ๔ ทิศ) หากเจดีย์เล็ก พึงทำ
ประทักษิณอย่างนั้นนั่นแหละแล้วไหว้ในฐานะทั้ง ๘. เมื่อไหว้พระเจดีย์
แล้วไปถึงลานต้นพระศรีมหาโพธิ พึงแสดงความเคารพไหว้พระศรี
มหาโพธิ ดุจอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มาพระภาคเจ้าฉะนั้น. ภิกษุ
นั้นไหว้พระเจดีย์และพระศรีมหาโพธิอย่างนี้แล้ว พึงถือเอากรรมฐานที่
คนพักไว้ ดุจคนไปยังที่เก็บของไว้ ถือเอาสิ่งของที่เก็บไว้ฉะนั้น เมื่อใกล้
หมู่บ้านก็ครองจีวรโดยกำหนดกรรมฐาน เป็นหลักนั่นเทียว เข้าไปยังหมู่
บ้านเพื่อบิณฑบาต.
ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายเห็นภิกษุนั้นก็ออกมาต้อนรับด้วยความยินดี
ว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรามาแล้ว รับบาตรนิมนต์ให้นั่งบนโรงฉัน
หรือบนเรือน ถวายข้าวยาคูชั่วระยะเวลาที่ภัตตาหารยังไม่เสร็จ ก็ล้างเท้า
ทาน้ำมัน นั่งข้างหน้าถามปัญหาบ้าง ขอฟังธรรมบ้าง.
พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า ถ้าแม้เขาไม่ขอให้แสดงธรรม ก็พึง
แสดงธรรมกถาทีเดียวเพื่อสงเคราะห์ประชาชน.
จริงอยู่ ธรรมกถาที่นอกเหนือไปจากธรรมฐาน ย่อมไม่มี. เพราะ
ฉะนั้น ภิกษุนั้นเมื่อกล่าวธรรมกถาโดยกำหนดกรรมฐานเป็นหลักนั่นเทียว
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 421
ฉันอาหารโดยกำหนดกรรมฐานเป็นหลักนั้นเทียว แม้เมื่อกระทำอนุโม-
ทนาลากลับ พวกมนุษย์ตามไปส่ง ออกจากหมู่บ้านแล้ว ให้พวกมนุษย์
เหล่านั้นกลับตรงที่นั้น เดินไปตามทาง.
ครั้งนั้น สามเณรและภิกษุหนุ่มที่ออกมาก่อน ได้ฉันภัตตาหารที่
นอกบ้านเสร็จแล้ว เห็นภิกษุรูปนั้นไปต้อนรับ รับบาตรและจีวรของ
ท่าน.
ได้ยินว่า ภิกษุครั้งโบราณ ใช่ว่าจะแลดูหน้าเสียก่อนว่า นี่อุปัชฌาย์
ของเรา นี่อาจารย์ของเรา แล้วจึงปรนนิบัติก็หาไม่ ย่อมทำตามกำหนดที่ถึง
เข้าเท่านั้น. สามเณรและภิกษุหนุ่มเหล่านั้นถามท่านว่า ท่านผู้เจริญ มนุษย์
เหล่านั้นเป็นอะไรกับท่าน เป็นญาติข้างมารดาหรือเป็นญาติข้างบิดา. ภิกษุ
นั้นกล่าวว่า พวกท่านเห็นอะไรจึงถาม. สามเณรและภิกษุหนุ่มตอบว่า
เห็นพวกเขาเหล่านั้นรักนับถือท่านมาก. ภิกษุนั้นกล่าวสรรเสริญชาวบ้าน
เหล่านั้นว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย กิจใดแม้มารดาบิดาก็ยากที่จะทำได้
กิจนั้นพวกเขาเหล่านั้นกระทำแก่พวกเรา แม้จีวรของพวกเราก็เป็นของ
พวกเขาเหล่านั้นทั้งนั้น เมื่อมีภัยก็ปลอดภัย เมื่อหิวก็ไม่หิว ผู้ที่มีอุปการะ
แก่พวกเราเช่นนี้ไม่มีอีกแล้ว ดังนี้ไป. นี้เรียกว่า นำไป ไม่นำกลับ.
ส่วนภิกษุใดกระทำวัตรปฏิบัติมีประการดังกล่าวแล้วก่อนทีเดียว ไฟ
ธาตุย่อยอาหารเผาอาหารใหม่หมดแล้วก็เผากระเพาะอาหาร. เหงื่อไหล
ท่วมตัว. กรรมฐานไม่ขึ้นสู่วิถีได้. ภิกษุนั้นถือบาตรจีวรก่อนแล้วไหว้พระ
เจดีย์โดยเร็วทีเดียว แล้วเข้าไปยังหมู่บ้านเพื่อขอยาคู ในเวลาฝูงโคออก
จากคอกนั่นเทียว (เช้ามืด) ได้ยาคูแล้วไปฉันยังโรงฉัน. ตอนนั้นพอ
ภิกษุนั้นกลืนยาคูลงไปได้ ๒-๓ คำ เตโชธาตุที่เกิดแต่กรรม ไม่เผา
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 422
กระเพาะอาหาร หันมาเผาอาหารใหม่. ภิกษุนั้นถึงความดับความเร่าร้อน
แห่งเตโชธาตุ ดุจได้อาบน้ำตั้งร้อยหม้อ ฉันยาคูโดยกำหนดกรรมฐาน
เป็นหลัก ล้างบาตรและบ้วนปากแล้ว เจริญกรรมฐานเรื่อยไปในระหว่าง
ที่ยังมิได้ฉันภัตตาหาร เที่ยวบิณฑบาตในที่ที่ยังมิได้ไป ฉันอาหารโดย
กำหนดกรรมฐานเป็นหลัก ต่อแต่นั้นก็ถือเอากรรมฐานที่คนบำรุงตรง
เป้าหมายทีเดียวมา. นี้เรียกว่า นำกลับ ไม่นำไป.
ภิกษุทั้งหลายที่ฉันยาคูแล้วเริ่มเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัต
ในพระพุทธศาสนาเช่นนี้ มีมากจนนับไม่ถ้วน ในเกาะสีหลนั้น ใน
โรงฉันตามหมู่บ้านนั้น ๆ ไม่มีอาสนะที่ไม่มีภิกษุฉันยาคูแล้วบรรลุพระ
อรหัตนั่ง.
ก็ภิกษุที่อยู่ด้วยความประมาท ทอดทิ้งธุระ ทำลายวัตรที่จะพึงกระ-
ทำ มีจิตตรึงแน่นด้วยเจโตขีลธรรม ๕ อย่าง ไม่กระทำความสำคัญแม้ว่า
กรรมฐานมีอยู่ เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน เดินคลุกคลีไปกับคฤหัสถ์บ้าง
กินอยู่ปะปนกับคฤหัสถ์บ้าง ซึ่งไม่สมควร เป็นผู้เปล่าออกไป. นี้เรียกว่า
ไม่นำไป ไม่นำกลับ.
ก็ภิกษุนี้ใด ที่กล่าวแล้วว่า นำไปด้วย นำกลับด้วย ภิกษุนั้น พึง
ทราบด้วยอำนาจภิกษุผู้ประพฤติคตปัจจาคติกวัตร (ขาไปก็เจริญกรรม-
ฐาน ขากลับก็เจริญกรรมฐาน).
จริงอยู่ กุลบุตรทั้งหลายผู้ใคร่ประโยชน์ บวชในพระศาสนาแล้ว
อยู่รวมกัน ๑๐ รูปบ้าง ๒๐ รูปบ้าง ๓๐ รูปบ้าง ๔๐ รูปบ้าง ๕๐ รูปบ้าง
๑๐๐ รูปบ้าง ทำข้อตกลงกันว่า แน่ะอาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายมิใช่
บวชหลบเจ้าหนี้ มิใช่บวชลี้ภัย มิใช่บวชเพื่ออาชีพ แต่มุ่งพ้นทุกข์จึงบวช
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 423
ในพระศาสนานี้. เพราะฉะนั้น กิเลสเกิดขึ้นในขณะเดิน จงข่มในขณะเดิน
นั่นเทียว กิเลสเกิดขึ้นในขณะยืน จงข่มในขณะยืนนั่นเทียว กิเลสเกิดขึ้น
ในขณะนั่ง จงข่มในขณะนั่งนั่นเทียว กิเลสเกิดขึ้นในขณะนอน จงข่มใน
ขณะนอนนั่นเทียว ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้นทำข้อตกลงกันอย่างนี้แล้ว ไป
ภิกขาจาร มีแผ่นหินในระหว่างทาง ครึ่งอุสภ ๑ อุสภ ครึ่งคาวุต และ
๑ คาวุต เดินมนสิการกรรมฐานด้วยสัญญานั้นเทียว. ถ้ากิเลสเกิดขึ้น
แก่ใคร ๆ ในขณะเดิน เธอย่อมข่มกิเลสนั้น ตรงนั้นแหละ เมื่อไม่
อาจจะข่มได้อย่างนั้น ต้องยืนอยู่. ครั้งนั้นภิกษุแม้ที่ตานมาข้างหลังภิกษุ
นั้น ก็ต้องยืนอยู่. ภิกษุนั้นเตือนตนเองว่า ภิกษุนี้รู้ว่าวิตกเกิดขึ้นแก่ท่าน
ท่านทำกรรมไม่สมควรแล้ว ดังนี้ เจริญวิปัสสนาแล้วก้าวลงสู่อริยภูมิได้
ในที่นั้นเอง. เมื่อไม่อาจจะข่มได้อย่างนั้น ก็นั่ง. ต่อมาภิกษุแม้ที่ตามมา
ข้างหลังภิกษุนั้น ก็ต้องนั่ง มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. แม้เมื่อไม่อาจจะ
ก้าวลงสู่อริยภูมิ ก็ข่มกิเลสนั้นไว้ เดินมนสิการกรรมฐานเรื่อยไป. ภิกษุ
นั้นจะไม่ย่างเท้าด้วยจิตที่ปราศจากกรรมฐาน. หากย่างเท้าไป ต้องถอย
กลับมายังที่เดิมอีก ดุจพระมหาปุสสเทวเถระผู้อยู่อาลินทกวิหาร.
ได้ยินว่า พระเถระนั้นบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอยู่ ๑๙ ปี. แม้มนุษย์
ทั้งหลายได้เห็นท่านแล้ว คือ ผู้ที่กำลังไถนาบ้าง หว่านข้าวบ้าง นวดข้าว
บ้าง ทำการงานอยู่บ้างในระหว่างทาง เห็นพระเถระเดินอยู่อย่างนั้น จึง
สนทนากันว่า พระเถระรูปนี้เดินกลับไปกลับมาอยู่บ่อย ๆ ถ้าจะหลงทาง
หรือลืมของอะไร ๆ. พระเถระนั้นหาได้สนใจคำของคนเหล่านั้นไม่ กระ-
ทำสมณธรรมด้วยจิตที่ประกอบด้วยกรรมฐานเท่านั้น ได้บรรลุพระอรหัต
ในพรรษา ๒๐.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 424
ในวันที่บรรลุพระอรหัตนั่นเอง เทวดาผู้อยู่ท้ายที่จงกรมของพระ
เถระ ได้ยืนเอานิ้วมือทำเป็นประทีปสว่างโชติช่วง. แม้ท้าวมหาราชทั้ง ๔
และท้าวสักกเทวราช ตลอดถึงท้าวสหัมบดีพรหม ก็ได้มาบำรุงพระ
เถระ.
ก็พระมหาติสสเถระผู้อยู่ป่าเห็นแสงสว่าง ดังนั้นจึงถามท่านในวัน
รุ่งขึ้นว่า เมื่อตอนกลางคืนได้มีแสงสว่างในสำนักของท่าน แสงสว่างนั้น
เป็นอะไร. พระเถระพูดกลบเกลื่อนมีอาทิอย่างนี้ว่า ธรรมดาแสงสว่าง
ย่อมเป็นแสงสว่างของประทีปบ้าง เป็นแสงสว่างของแก้วมณีบ้าง ดังนี้.
ต่อแต่นั้นได้บังคับให้พระเถระผู้ถามปกปิดเรื่องไว้ เมื่อท่านรับคำแล้วจึง
เล่าให้ฟัง. และดุจพระมหานาคเถระผู้อยู่กาลวัลลิมณฑป
ได้ยินว่า พระเถระแม้นั้นก็บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร ทีแรกได้อธิษ-
ฐานเดินจงกรมอยู่ถึง ๗ ปี ด้วยตั้งใจว่า จักบูชามหาปธานของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าก่อน บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอีก ๑๖ ปี จึงได้บรรลุพระอรหัต.
พระเถระนั้นย่างเท้าด้วยจิตที่ประกอบด้วยกรรมฐานเท่านั้น เมื่อย่างเท้า
ด้วยจิตที่ปราศจากกรรมฐานแล้ว ก็ถอยกลับใหม่ ครั้นไปใกล้หมู่บ้าน
ยืนในประเทศที่น่าสงสัยว่า แม่โคหรือพระหนอ ห่มจีวรแล้ว ล้างบาตร
ด้วยน้ำจากแอ่งที่สะอาดแล้วอมน้ำไว้. เพื่ออะไร ? เพื่อต้องการว่า เมื่อ
คนมาถวายภิกษาแก่เราหรือมาไหว้ กรรมฐานอย่าได้เคลื่อน แม้เพียง
กล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงมีอายุยืน. แต่เมื่อถูกถามถึงวันว่า ท่านขอรับ
วันนี้กี่ค่ำ หรือถามจำนวนภิกษุ หรือถามปัญหา ก็กลืนน้ำแล้วบอก. หาก
ไม่มีผู้ถามถึงวันเป็นต้น ก็จะบ้วนน้ำไว้ที่ประตูบ้านไปในเวลาโคออกจาก
ดอก. และดุจภิกษุ ๕๐ รูปผู้จำพรรษาในกลัมพติตถวิหาร.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 425
ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นได้กระทำข้อตกลงกันในวันเพ็ญเดือน ๘ ว่า
เราทั้งหลายยังไม่บรรลุพระอรหัต จักไม่พูดคุยกัน เมื่อภิกษุเหล่านั้นเข้า
ไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ก็อมน้ำเข้าไป เมื่อถูกถามถึงวันเป็นต้น ก็ปฏิบัติ
ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. มนุษย์ทั้งหลายในที่นั้นเห็นรอยบ้วนน้ำก็รู้
ว่า วันนี้มารูปเดียว วันนี้ ๒ รูป.
ก็มนุษย์เหล่านั้นคิดกันอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่พูดกับพวกเราเท่า
นั้น หรือว่าพวกท่านเองก็ไม่พูดกัน หากพวกท่านเองก็ไม่พูดกันแล้ว
คงจักวิวาทกันเป็นแน่ มาเถิดพวกเราจักให้ภิกษุเหล่านั้นขมาโทษกันและ
กัน. เขาทั้งหมดไปวิหาร ไม่ได้เห็นภิกษุ ๕๐ รูป อยู่ในที่เดียวกันแม้
๒ รูป. ในลำดับนั้น บรรดาคนเหล่านั้นมีคนตาแหลมคนหนึ่งกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โอกาสเช่นนี้มิใช่ที่อยู่ของผู้ที่ทะเลาะกัน ลานพระ
เจดีย์ ลานพระศรีมหาโพธิ ก็กวาดสะอาดดี ไม้กวาดก็วางไว้เรียบร้อย
น้ำฉันน้ำใช้ก็จัดตั้งไว้ดี. พวกเขาพากันกลับจากที่นั้น. แม้ภิกษุเหล่านั้น
ก็บรรลุพระอรหัตภายในไตรมาสนั่นเอง ในวันมหาปวารณาได้ปวารณา
วิสุทธิปวารณา.
ภิกษุผู้พระพฤติดุจพระมหานาคเถระผู้อยู่กาลวัลลิมณฑป และดุจ
ภิกษุทั้งหลายที่จำพรรษาในกลัมพติตถวิหาร ดังกล่าวมานั้น ย่างเท้าด้วย
จิตที่ประกอบด้วยกรรมฐานเสมอทีเดียว ไปใกล้หมู่บ้านแล้ว อมน้ำ
กำหนดทางเดิน ทางใดไม่มีพวกทะเลาะกันมีนักเลงสุราเป็นต้น หรือไม่มี
ช้างดุม้าดุเป็นต้น ก็ไปทางนั้น. และเมื่อเดินบิณฑบาตในหมู่บ้านนั้นก็
ไม่เดินเร็วอย่างคนมีธุระร้อน. ด้วยว่า ธุดงค์ที่ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร
ไม่มีอะไรที่ต้องเร็ว. แต่ต้องค่อย ๆ ไป เหมือนเกวียนบรรทุกน้ำไปถึง
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 426
ที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ต้องค่อย ๆ ไป ฉะนั้น. และเข้าไปตามลำดับเรือนแล้ว
สังเกตดูว่าเขาจะให้หรือไม่ให้ คอยอยู่ชั่วเวลาพอสมควร ได้ภิกษาแล้ว
ถือมาวิหาร ในหมู่บ้านหรือนอกหมู่บ้าน นั่งในที่อันสมควรตามสะดวก
มนสิการกรรมฐาน เริ่มปฏิกูลสัญญาในอาหาร พิจารณาด้วยอำนาจ
อุปมาว่าน้ำมันหยอดเพลา ยาพอกแผล และเนื้อของบุตร ฉันอาหาร
ประกอบด้วยองค์ ๘ มิใช่ฉันเพื่อจะเล่น มิใช่ฉันเพื่อจะมัวเมา มิใช่ฉัน
เพื่อประดับ มิใช่ฉันเพื่อตกแต่ง. . .ครันฉันเสร็จแล้ว ดื่มน้ำและบ้วนปาก
พักพอให้หายอึดอัดด้วยอาหารครู่หนึ่ง แล้วมนสิการกรรมฐานทีเดียว
ก่อนอาหารอย่างไร หลังอาหารก็อย่างนั้น ทั้งยามต้นและยามหลัง. นี้
เรียกว่า ทั้งนำไปและนำกลับ.
ก็ภิกษุบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร กล่าวคือนำกรรมฐานไปและนำกลับ
มานี้ หากเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแล้ว จะบรรลุพระอรหัตได้ในปฐม-
วัยทีเดียว. ถ้าไม่ได้บรรลุในปฐมวัย ก็จะได้บรรลุในมัชฌิมวัย. ถ้าไม่ได้
บรรลุในมัชฌิมวัย ก็จะได้บรรลุในเวลาตาย. ถ้าไม่ได้บรรลุในเวลาตาย
ก็จะไปเป็นเทพบุตรแล้วบรรลุ. ถ้าไม่ไปเป็นเทพบุตรแล้วบรรลุ ไปเกิด
เมื่อพระพุทธเจ้ายิ่งไม่อุบัติ ก็จะบรรลุปัจเจกโพธิญาณ. ถ้าไม่บรรลุ
ปัจเจกโพธิญาณ เมื่อไปเกิดพบพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็จะได้เป็นพระ
อรหันต์ประเภทขิปปาภิญญา ดังเช่นพระพาหิยทารุจิริยเถระก็มี. ประ-
เภทผู้มีปัญญามาก เช่นพระสารีบุตรเถระก็มี. ประเภทผู้มีฤทธิ์มาก เช่น
พระมหาโมคคัลลานเถระก็มี. ประเภทถือธุดงค์ เช่นพระมหากัสสป-
เถระก็มี. ประเภทได้ทิพยจักษุ เช่นพระอนุรุทธเถระก็มี. ประเภททรง
พระวินัย เช่นพระอุบาลีเถระก็มี. ประเภทเชี่ยวชาญแสดงธรรม เช่นพระ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 427
ปุณณมันตานีบุตรเถระก็มี. ประเภทอยู่ป่าเป็นวัตร เช่นพระเรวตเถระ
ก็มี. ประเภทพหุสูต เช่นพระอานนทเถระก็มี. ประเภทใคร่การศึกษา
เช่นพระราหุลเถระผู้พุทธบุตรก็มี.
ในข้อปฏิบัติ ๔ ข้อนี้ ภิกษุใด ทั้งนำไปและนำกลับ โคจรสัม-
ปชัญญะของภิกษุนั้น ย่อมเป็นอันถึงที่สุดแห่งการปฏิบัติ ด้วยประการฉะนี้.
ก็ความไม่หลงในการก้าวไปเป็นต้น ชื่อว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ.
อสัมโมหสัมปชัญญะนั้นพึงทราบอย่างนี้ ปุถุชนผู้อันธพาล เมื่อก้าวไป
เป็นต้น ย่อมหลงผิดว่า คนก้าวไป การก้าวไปตนทำให้เกิดขึ้น ดังนี้บ้าง
ว่าเราก้าวไป การก้าวไป เราทำให้เกิดขึ้น ดังนี้บ้าง ฉันใด ภิกษุใน
พระศาสนานี้ไม่หลงผิดฉันนั้น เมื่อจิตคิดว่าเราจะก้าวไปเกิดขึ้น วาโยธาตุ
ซึ่งเกิดแต่จิต ยังวิญญัติให้เกิด ย่อมเกิดขึ้นด้วยจิตนั้นเอง ดังนั้นร่าง
กระดูกที่สมมติว่ากายนี้ ย่อมก้าวไปด้วยอำนาจความแผ่ไปของวาโยธาตุ
อันเกิดแต่พลังงานของจิต ด้วยประการฉะนี้. เมื่อร่างกระดูกนั้นก้าวไป
อย่างนี้ ในขณะที่ยกเท้าขึ้นแต่ละข้าง ธาตุทั้ง ๒ คือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ
ย่อมอ่อนกำลังลง. อีก ๒ ธาตุนอกนี้ย่อมมีกำลังขึ้น. ในขณะที่หย่อนเท้าลง
ธาตุทั้ง ๒ คือเตโชธาตุ วาโยธาตุ ย่อมอ่อนกำลังลง อีก ๒ ธาตุนอกนี้ย่อมมี
กำลังยิ่งขึ้น. ในขณะที่ปลายเท้าจดพื้นและเหยียบเต็มฝ่าเท้า ก็เช่นเดียวกัน.
รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปในขณะที่ยกเท้าขึ้น ย่อมไม่ถึงขณะ
ที่เคลื่อนเท้า. รูปธรรมและนามธรรมที่เป็นไปในขณะที่เคลื่อนเท้า ย่อม
ไม่ถึงขณะที่ก้าวไปข้างหน้าเหมือนกัน. ที่เป็นไปในขณะที่ก้าวไปข้างหน้า
ย่อมไม่ถึงขณะที่หย่อนเท้าลง. ที่เป็นไปในขณะที่หย่อนเท้าลง ย่อมไม่ถึง
ขณะที่ปลายเท้าจดพื้น. ที่เป็นไปในขณะที่ปลายเท้าจดพื้น ย่อมไม่ถึงขณะ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 428
ที่เหยียบเต็มฝ่าเท้า. รูปธรรมและอรูปธรรมย่อมเป็นตอน ๆ เป็นท่อน ๆ
เป็นเขต ๆ ดับไปในอิริยาบถนั้น ๆ นั่นเอง เหมือนเมล็ดงาที่ใส่ลงใน
กระเบื้องร้อนย่อมแตกเป๊าะแป๊ะ ๆ.
ในการก้าวไปเป็นต้น ใครคนหนึ่งก้าวไป หรือการก้าวไปของ
ใครคนหนึ่ง. แต่โดยปรมัตถ์ ธาตุทั้งหลายเท่านั้นเดิน ธาตุทั้งหลายเท่า
นั้นยืน ธาตุทั้งหลายเท่านั้นนั่ง ธาตุทั้งหลายเท่านั้นนอน. ก็ในส่วน
(แห่งอิริยาบถ) นั้น ๆ จิตดวงอื่นเกิดขึ้น จิตดวงอื่นดับไป พร้อมกับรูป
เป็นไปอยู่เหมือนกระแสน้ำไหลติดต่อกันไปไม่ขาดสายฉะนั้น ดังนี้ . ความ
ไม่หลงในการก้าวไปเป็นต้นอย่างนี้ ชื่อว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ ดังนี้แล.
จบอธิบายบทว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต สมฺปชานการี โหติ
เท่านี้ .
ก็ในบทว่า อาโลกิเต วิโลกิเต นี้ มีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้
การเพ่งดูไปข้างหน้า ชื่ออาโลกิตะ.
การเพ่งดูไปทิศเฉียง ชื่อวิโลกิตะ.
อิริยาบถอื่น ๆ ที่ชื่อว่าโอโลกิตะ อุลโลกิตะและอวโลกิตะ ก็คือการ
ดูข้างล่าง ข้างบน ข้างหลัง การดูเหล่านั้น ท่านมิได้ถือเอาในที่นี้. แต่
โดยการถือเอาตามความเหมาะสม ท่านถือเอาการแลดูสองอย่างนี้เท่านั้น.
อีกนัยหนึ่ง การแลดูเหล่านั้นทั้งหมด ท่านถือเอาด้วยมุขนี้ ด้วย
ประการฉะนี้ทีเดียวแล.
ในการแลดูสองอย่างนั้น เมื่อจิตคิดว่า เราจักแลดูไปข้างหน้า ดังนี้
เกิดขึ้น ยังมิทันแลไปด้วยอำนาจจิตนั่นแล ใคร่ครวญถือเอาประโยชน์
ชื่อสาตถกสัมปชัญญะ. สาตถกสัมปชัญญะนั้น พึงดูท่านพระนันทะเป็น
ตัวอย่าง.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 429
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หากว่านันทะจะพึงแลดูทิศตะวันออก เธอย่อมรวบรวมใจทั้งหมดแลดูทิศ
ตะวันออกว่า เมื่อเราแลดูทิศตะวันออกอย่างนี้ อกุศลธรรมอันลามก คือ
อภิชฌาและโทมนัส ไม่พึงไหลไปตาม ดังนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีสาตถก-
สัมปชัญญะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากว่านันทะจะพึงแลดูทิศตะวันตก
ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง เธอย่อมรวบรวม
ใจทั้งหมดพิจารณาดูทิศเฉียงว่า เมื่อเราแลดูทิศเฉียงอย่างนี้. . .ดังนี้ ย่อม
ชื่อว่าเป็นผู้มีสาตถกสัมปชัญญะ ดังนี้ .
อีกอย่างหนึ่ง แม้ในที่นี้ก็พึงทราบว่าการเพ่งดูไปข้างหน้าและการ
เพ่งดูไปตามทิศเป็นสาตถกสัมปชัญญะ และเป็นสัปปายสัมปชัญญะ โดย
การเห็นพระเจดีย์เป็นต้นที่กล่าวแล้วในก่อนนั้นแล.
ส่วนโคจรสัมปชัญญะ คือการไม่ละทิ้งกรรมฐานนั่นเอง เพราะ
ฉะนั้น การเพ่งดูไปข้างหน้าและการเพ่งดูไปตามทิศ ในพระบาลีนี้ ภิกษุ
ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ยึดขันธ์ ธาตุ อายตนะเป็นอารมณ์ พึงกระทำ
ด้วยอำนาจกรรมฐานของตนนั่นเทียว หรือฝ่ายภิกษุผู้เจริญสมถกรรมฐาน
ยึดกสิณเป็นต้นเป็นอารมณ์ พึงกระทำโดยกำหนดกรรมฐานเป็นหลักที
เดียว. ชื่อว่าตนภายในร่างกาย ที่เพ่งดูไปข้างหน้าหรือที่เพ่งดูไปตามทิศ
ย่อมไม่มี. พอเกิดความคิดว่าเราจักแลดูไปข้างหน้า ดังนี้ วาโยธาตุซึ่งมีจิต
เป็นสมุฏฐานพร้อมด้วยจิตดวงนั้นนั่นแล ยังวิญญัติให้เกิด ย่อมเกิดขึ้น
หนังตาล่างหดลง หนึ่งตาบนเลิกขึ้น ด้วยอำนาจความแผ่ไปของวาโยธาตุ
อันเกิดแต่พลังงานของจิต ด้วยประการฉะนี้. จะมีใคร ๆ ชื่อว่าเที่ยว
ไปด้วยยนต์ก็หาไม่. ต่อจากนั้น จักขุวิญาณยังทัสสนกิจให้สำเร็จ ก็เกิด
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 430
ขึ้น ดังนี้แล. ก็การรู้ชัดอย่างนี้ ชื่อว่าอสัมโมหสัมปชัญญะในพระบาลีนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ก็อสัมโมหสัมปชัญญะในพระบาลีนี้ พึงทราบด้วยการ
กำหนดรู้เหตุตัวเดิมและเหตุจรมา และเหตุเกิดชั่วขณะ. พึงทราบโดย
กำหนดรู้เหตุตัวเดิมก่อน.
ภวังคกิจ อาวัชชนกิจ ทัสสนกิจ สัมปฏิจฉันนกิจ
สันตีรณกิจ โวฏฐัพพนกิจ และชวนกิจ เป็นที่ ๗
ย่อมเกิด.
ในวิถีจิตเหล่านั้น ภวังคจิตยังกิจอันเป็นองค์แห่งอุปปัตติกภพให้
สำเร็จเกิดขึ้น. กิริยามโนธาตุรำพึงถึงภวังคจิตนั้นยังอาวัชชนกิจให้สำเร็จ
เกิดขึ้น. ถัดจากกิริยามโนธาตุดับ จักขุวิญญาณยังทัสสนกิจให้สำเร็จเกิด
ขึ้น. ถัดจากจักขุวิญญาณดับ วิบากมโนธาตุยังสัมปฏิจฉันนกิจให้สำเร็จ
เกิดขึ้น. ถัดจากวิบากมโนธาตุดับ วิบากมโนวิญญาณธาตุยังสันตีรณกิจ
ให้สำเร็จเกิดขึ้น. ถัดจากวิบากมโนวิญญาณธาตุดับ กิริยามโนวิญญาณ-
ธาตุยังโวฏฐัพพนกิจให้สำเร็จเกิดขึ้น. ถัดจากกิริยามโนวิญญาณธาตุดับ
ชวนจิตย่อมแล่นไป ๗ ครั้ง. ในวิถีจิตเหล่านั้นแม้ในชวนจิตที่ ๑ ย่อม
ไม่มี. การแลไปข้างหน้าและการแลไปตามทิศด้วยอำนาจความกำหนัด
ขัดเคืองและความหลงว่า นี้เป็นหญิง นี้เป็นชาย. . .แม้ในทุติยชวนะ. . .
แม้ในสัตตมชวนะก็อย่างนั้น ก็เมื่อวิถีจิตเหล่านั้นแตกดับตั้งแต่ต้นจนถึง
ที่สุด เหมือนเหล่าทหารในสนามรบ ชื่อว่าการแลและการเหลียว ด้วย
อำนาจความกำหนัดเป็นต้นว่า นี้เป็นหญิง นี้เป็นชาย จึงมีขึ้น.
อสัมโมหสัมปชัญญะ ในการแลและการเหลียวนี้ด้วยอำนาจการ
กำหนดรู้เหตุตัวเดิม พึงทราบเพียงเท่านี้ก่อน.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 431
พึงทราบวินิจฉัยในจักษุทวาร ก็เมื่อรูปารมณ์มาปรากฏ ถัดจาก
ภวังคจิตไหว เมื่อวิถีจิตมีอาวัชชนจิตเป็นต้นเกิดขึ้นดับไป ด้วยอำนาจทำ
กิจของตนให้สำเร็จ ในที่สุดชวนจิตย่อมเกิด. ชวนจิตนั้นเป็นดุจบุรุษผู้จร
มาในจักษุทวาร อันเป็นเพียงดังเรือนของอาวัชชนจิตเป็นต้นที่เกิดขึ้น
ก่อน. เมื่อบุรุษผู้จรมานั้นเข้าไปในเรือนของผู้อื่นเพื่อจะขอสิ่งของอะไร ๆ
แม้เมื่อพวกเจ้าของเรือนนิ่งอยู่ ก็ไม่ควรใช้อำนาจ ฉันใด แม้เมื่ออาวัช-
ชนจิตเป็นต้น ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลงในจักษุทวารอันเป็นเพียง
ดังเรือนของอาวัชชนจิตเป็นต้น ก็ไม่ควรกำหนัดขัดเคืองและหลง ฉันนั้น.
พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะด้วยอำนาจความเป็นเสมือนผู้จรมาอย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้.
ก็จิตทั้งหลายมีโวฏฐัพพนจิตเป็นที่สุดเหล่านี้ใด ย่อมเกิดขึ้นใน
จักษุทวาร จิตเหล่านั้น ย่อมดับไปในที่นั้น ๆ นั่งเอง พร้อมกับสัมป-
ยุตตธรรม ย่อมไม่เห็นซึ่งกันและกัน ฉะนั้น จิตนอกนี้จึงเป็นจิตที่มีอยู่
ชั่วขณะ.
ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ ในเรือนหลังหนึ่งเมื่อคนทั้งหลายตายกัน
หมดแล้ว เหลืออยู่คนเดียวซึ่งจะต้องตายในขณะนั้นเอง ย่อมไม่อภิรมย์
ในการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น ฉันใด เมื่ออาวัชชนจิตเป็นต้นอันเป็นตัว
สัมปยุตในทวารหนึ่งดับไปในที่นั้น ๆ นั่นเอง ชื่อว่าการอภิรมย์ด้วยอำนาจ
กำหนัดขัดเคืองและหลงนั่นแล ก็ไม่ควรแม้แก่ชวนจิตที่ยังเหลือ ซึ่งจะ
ต้องดับในขณะนั้นเองฉันนั้น พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะด้วยอำนาจ
ความเป็นไปชั่วขณะอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง อสัมโมหสัมปชัญญะนี้ พึงทราบด้วยอำนาจพิจารณา
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 432
เป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ และปัจจัย.
ก็ในอธิการนี้ จักษุและรูปจัดเป็นรูปขันธ์ ทัสสนะเป็นวิญญาณขันธ์
เวทนาที่สัมปยุตด้วยวิญาณขันธ์นั้นเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาจัดเป็นสัญญา.
ขันธ์ สัมปยุตตธรรมมีผัสสะเป็นต้น เป็นสังขารขันธ์. การแลและการ
เหลียว ย่อมปรากฏในเพราะขันธ์ ๕ เหล่านี้ประชุมกัน ด้วยประการฉะนี้.
ในการแลและการเหลียวนั้น ใครคนหนึ่งแลไปข้างหน้า ใครคนหนึ่ง
เหลียวไปข้างหลัง. จักษุก็เหมือนกัน จัดเป็นจักขวายตนะ รูปเป็นรูปาย-
ตนะ ทัสสนะเป็นมนายตนะ สัมปยุตตธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นเป็น
ธรรมายตนะ. การแลไปข้างหน้าและการแลไปตามทิศ ย่อมปรากฏเพราะ
อายตนะ ๔ เหล่านี้ประชุมกัน ด้วยประการฉะนี้. ในการแลไปข้างหน้า
และการแลไปตามทิศนั้น ใครคนหนึ่งแลไปข้างหน้า ใครคนหนึ่งเหลียว
ไปข้างหลัง จักษุก็เหมือนกัน จัดเป็นจักษุธาตุ รูปเป็นรูปธาตุ ทัสสนะ
เป็นจักขุวิญญาณธาตุ. ธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยจักขุ-
วิญญาณธาตุนั้นเป็นธรรมธาตุ. การแลไปข้างหน้า และการแลไปตามทิศ
ย่อมปรากฏเพราะธาตุ ๔ เหล่านี้ประชุมกัน ด้วยประการฉะนี้. ในการ
แลไปข้างหน้าและการแลไปตามทิศนั้น ใครคนหนึ่งแลไปข้างหน้า ใคร
คนหนึ่งเหลียวไปข้างหลัง. จักษุก็เหมือนกัน เป็นนิสสยปัจจัย รูปเป็น
อารัมมณปัจจัย อาวัชชนจิตเป็นอนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อุปนิสสย-
ปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย อาโลกะเป็นอุปนิสสยปัจจัย เวทนา
เป็นต้นเป็นสหชาตปัจจัยเป็นต้น. การแลไปข้างหน้าและการแลไปตามทิศ
ย่อมปรากฏเพราะปัจจัยเหล่านี้ประชุมกัน ด้วยประการฉะนี้. ในการแลไป
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 433
ข้างหน้าและการแลไปตามทิศนั้น ใครคนหนึ่งแลไปข้างหน้า ใครคนหนึ่ง
เหลียวไปข้างหลัง อสัมโมหสัมปชัญญะในการแลไปข้างหน้าและการแล
ไปตามทิศนี้ พึงทราบด้วยอำนาจพิจารณาเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ และ
ปัจจัย อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต ความว่า คู้เข้าหรือเหยียดออกแห่ง
อิริยาปถปัพพะทั้งหลาย.
การใคร่ครวญประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ เพราะการคู้เข้าหรือ
เหยียดออกของมือเท้าเป็นปัจจัย แล้วใคร่ครวญแต่ประโยชน์ โดยมิได้
คู้เข้าหรือเหยียดออกด้วยอำนาจจิตเลย ชื่อว่า สาตถกสัมปชัญญะในการ
คู้เข้าหรือเหยียดออกนั้น. ทุก ๆ ขณะที่ภิกษุยืนคู้หรือเหยียดมือและเท้า
นานเกินไป เวทนาย่อมเกิดขึ้นในการคู้หรือเหยียดนั้น จิตย่อมไม่ได้
อารมณ์เป็นหนึ่ง. กรรมฐานย่อมจะเลียไป. ภิกษุนั้นย่อมจะไม่บรรลุคุณ-
วิเศษ. แต่เมื่อเวลาภิกษุคู้เข้าพอดี เหยียดออกพอดี เวทนานั้น ๆ ย่อม
ไม่เกิดขึ้น. จิตย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. กรรมฐานย่อมถึงความสำเร็จ.
เธอย่อมบรรลุคุณวิเศษได้. การใคร่ครวญประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
พึงทราบอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง แม้เมื่อมีประโยชน์ การใคร่ครวญถึงอารมณ์สัปปายะและ
อสัปปายะแล้วใคร่ครวญแต่อารมณ์ที่เป็นสัปปายะ ชื่อว่า สัปปายสัมป-
ชัญญะ. ในสัปปายสัมปชัญญะในการคู้เข้าหรือเหยียดออกนั้น มีนัยดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มหลายรูปสวดมนต์อยู่ที่ลานพระมหาเจดีย์. ภิกษุณี
สาวหลายรูปฟังธรรมอยู่ข้างหลังภิกษุเหล่านั้น. บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุ
หนุ่มรูปหนึ่ง เหยียดมือออกไปถูกกายภิกษุณีเข้า จึงต้องเป็นคฤหัสถ์เพราะ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 434
เหตุนั้นเอง.
ภิกษุอีกรูปหนึ่ง เมื่อเหยียดเท้า ได้เหยียดเท้าไปในกองไฟ. ถูก
ไฟไหม้เท้าจดกระดูก.
ภิกษุอีกรูปหนึ่ง ได้เหยียดเท้าไปที่จอมปลวก ถูกอสรพิษกัด. อีก
รูปหนึ่งเหยียดแขนไปที่ไม้แขวนมุ้ง ถูกงูเขียวกัด. เพราะฉะนั้น ภิกษุ
ไม่ควรเหยียดมือเท้าไปในที่อันเป็นอสัปปายะเช่นนี้ ควรเหยียดไปในที่
อันเป็นสัปปายะ.
นี้เป็นสัปปายะสัมปชัญญะ ในบทว่า สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต นี้.
ก็โคจรสัมปชัญญะ พึงแสดงด้วยเรื่องของพระมหาเถระ.
ได้ยินว่า พระมหาเถระนั่งอยู่ในที่พักกลางวัน สนทนาอยู่กับอัน-
เตวาสิกทั้งหลาย คู้มือเข้ามาโดยเร็ว แล้วเหยียดออกไปไว้ในที่เดิมอีก
แล้วค่อย ๆ คู้เข้า อันเตวาสิกทั้งหลายถามท่านว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
เหตุไรท่านจึงคู้มือเข้ามาโดยเร็ว แล้วเหยียดออกไปไว้ในที่เดิมอีก แล้ว
ค่อย ๆ คู้เข้า. พระมหาเถระตอบว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ตั้งแต่เราเริ่ม
มนสิการกรรมฐานมา เราไม่เคยละทิ้งกรรมฐานคู้มือเลย แต่บัดนี้เรา
สนทนากับ ท่านทั้งหลายได้ละทิ้งกรรมฐานคู้มือเข้า. เพราะฉะนั้น เราจึง
ได้เหยียดมือออกไปไว้ในที่เดิมอีกแล้วคู้เข้า. อันเตวาสิกทั้งหลายได้ถวาย
สาธุการว่า ดีแล้ว ท่านอาจารย์ ขึ้นชื่อว่าภิกษุ ควรเป็นอย่างนี้. การ
ไม่ละกรรมฐานแม้ในที่เช่นนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า โคจรสัมปชัญญะ ด้วย
ประการฉะนี้.
ใคร ๆ ที่ชื่อว่าตนในภายใน ซึ่งคู้เข้าหรือเหยียดออก ย่อมไม่มี.
มีแต่การคู้เข้าหรือเหยียดออกด้วยความแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่พลัง
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 435
จิต มีประการดังกล่าวแล้ว ดุจหุ่นยนต์เคลื่อนไหวมือเท้าได้ด้วยอำนาจ
การชักสายใยฉะนั้น.
ก็การกำหนดรู้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ พึงทราบว่าอสัมโมหสัม-
ปชัญญะในการคู้เข้าหรือเหยียดออกนี้.
การใช้สอยโดยการนุ่งห่มสังฆาฏิและจีวร และโดยการรับภิกษาด้วย
บาตรเป็นต้น ชื่อว่า ธารณะ ในบทว่า สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ นี้.
ในการใช้สอยสังฆาฏิบาตรและจีวรนั้น จะวินิจฉัยในการใช้สอย
สังฆาฏิและจีวรก่อน.
การที่ภิกษุนุ่งหรือห่มเที่ยวบิณฑบาตได้อามิสมา คือประโยชน์มี
ประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เพื่อป้องกันหนาว
ดังนี้นั่นแหละ ชื่อว่า ประโยชน์. พึงทราบสาตถกสัมปชัญญะ ด้วยอำนาจ
ของประโยชน์นั้น.
ก็จีวรเนื้อละเอียดเป็นสัปปายะแก่ภิกษุขี้ร้อนและมีกำลังน้อย จีวร
เนื้อหนา ๒ ชั้นเป็นสัปปายะแก่ภิกษุขี้หนาว. จีวรที่ตรงกันข้ามไม่เป็น
สัปปายะ. จีวรเก่าไม่เป็นสัปปายะแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเลย. ด้วยว่า จีวร
เก่านั้น ย่อมทำความกังวลแก่ภิกษุนั้น เพราะต้องคอยปะเป็นต้น. จีวร
ชนิดผ้าลายสองเป็นต้น เป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ทำให้กังวลเหมือนกัน .
ด้วยว่า จีวรเช่นนั้น ย่อมทำอันตรายแก่ภิกษุผู้อยู่ในป่ารูปเดียว และอาจ
ทำอันตรายถึงชีวิตก็ได้.
ก็จีวรใดเกิดขึ้นด้วยอำนาจมิจฉาชีพ มีนิมิตตกรรมเป็นต้น และ
จีวรใดเมื่อภิกษุนั้นใช้สอย อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป
จีวรนั้นเป็นอสัปปายะโดยตรง. จีวรที่ตรงกันข้าม เป็นสัปปายะ. ในที่นี้
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 436
พึงทราบสัปปายสัมปชัญญะ ด้วยอำนาจจีวรที่เป็นสัปปายะนั้น และพึง
ทราบโคจรสัมปชัญญะ ด้วยอำนาจการไม่ละกรรมฐานนั่นแล.
ใคร ๆ ชื่อว่าตนในภายใน ที่ชื่อว่าห่มจีวร ย่อมไม่มี. มีแต่การห่ม
จีวรด้วยความแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่พลังจิต มีประการดังกล่าวแล้ว
เท่านั้น.
ในจีวรและกายนั้น แม้จีวรก็ไม่มีเจตนา แม้กายก็ไม่มีเจตนา. จีวร
ย่อมไม่รู้ว่าเราห่มกายไว้. แม้กายก็ไม่รู้ว่าเราถูกจีวรห่มไว้. ธาตุทั้งหลาย
เท่านั้นปิดหมู่ธาตุอยู่ เหมือนเอาผ้าเก่าห่อคัมภีร์ไว้ฉะนั้น. เพราะฉะนั้น
ภิกษุได้จีวรดี ก็ไม่ควรดีใจ ได้จีวรไม่ดี ก็ไม่ควรเสียใจ. เหมือนอย่าง
ว่า ที่จอมปลวก พระเจดีย์และต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น คนบางพวก
บูชาด้วยดอกไม้ของหอมธูปและผ้าเป็นต้น คนบางพวกไม่บูชาด้วยคูถมูตร
เปือกตม และประหารด้วยท่อนไม้และสาตราเป็นต้น จอมปลวกและ
ต้นไม้เป็นต้น ย่อมไม่ดีใจหรือเสียใจด้วยการบูชาและไม่บูชาเหล่านั้น
ภิกษุได้จีวรดีไม่พึงดีใจ ได้จีวรไม่ดีไม่ควรเสียใจเลยเหมือนฉันนั้นทีเดียว
พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะในการใช้สอยสังฆาฏิและจีวรนี้ ด้วยอำนาจ
พิจารณาที่เป็นไปอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
แม้ในการใช้สอยบาตร พึงทราบสาตถกสัมปชัญญะ ด้วยอำนาจ
ประโยชน์ที่จะพึงได้เฉพาะ เพราะภิกษุไม่หยิบบาตรโดยรีบร้อน แต่หยิบ
บาตรโดยพิจารณาอย่างนี้ว่า เมื่อเราหยิบบาตรนี้เที่ยวไปบิณฑบาตจักได้
ภิกษา ดังนี้เป็นปัจจัย.
ก็บาตรหนักไม่เป็นสัปปายะแก่ภิกษุที่มีร่างกายผอม มีกำลังน้อย.
บาตรที่มีปุ่มขรุขระ ๔-๕ ปุ่ม ล้างยาก ไม่เป็นสัปปายะแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 437
เลย. แม้บาตรที่ล้างยากก็ไม่ควร. ด้วยว่า เมื่อล้างบาตรนั้นอยู่นั่นแหละ
เธอจะมีกังวล.
ก็บาตรที่มีสีเหมือนแก้วมณี เป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ไม่เป็นสัป-
ปายะตามนัยที่กล่าวแล้วในจีวรนั่นแล.
อนึ่ง บาตรที่ได้มาด้วยอำนาจนิมิตตกรรมเป็นต้น ไม่เป็นสัปปายะ
และบาตรใดเมื่อภิกษุใช้สอย อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น กุศลธรรม
ทั้งหลายย่อมเสื่อมไป บาตรนี้เป็นอสัปปายะโดยส่วนเดียวเท่านั้น. บาตร
ที่ตรงกันข้าม เป็นสัปปายะ. ในการใช้สอยบาตรนี้ พึงทราบสัปปาย-
สัมปชัญญะด้วยอำนาจบาตรนั้น. พึงทราบโคจรสัมปชัญญะ ด้วยอำนาจ
ไม่ละกรรมฐานนั่นแล.
ใคร ๆ ชื่อว่าตนในภายในถือบาตรอยู่ ย่อมไม่มี. มีแต่การถือบาตร
ด้วยความแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่พลังจิตมีประการดังกล่าวแล้วเท่า
นั้น.
ในการถือบาตรนั้น แม้บาตรก็ไม่มีเจตนา แม้มือก็ไม่มีเจตนา.
บาตรย่อมไม่รู้ว่า เราถูกมือถือไว้. แม้มือทั้งหลายก็ไม่รู้ว่า เราถือบาตร
ไว้. ธาตุทั้งหลายเท่านั้นถือหมู่ธาตุอยู่ เหมือนเอาคีมคีบบาตรที่ร้อนเป็น
ไฟฉะนั้น. พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะในการใช้สอยบาตรนี้ ด้วยอำนาจ
พิจารณาที่เป็นไปอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง คนทั้งหลายเห็นคนอนาถามือเท้าด้วน มีหนองเลือด
และหมู่หนอนออกจากปากแผล มีแมลงวันหัวเขียวตอมหึ่ง นอนอยู่บน
ศาลาที่อาศัยของคนอนาถา ผู้ที่มีความเอ็นดูเอาผ้าพันแผลมาให้บ้าง เอา
ยาใส่ถ้วยกระเบื้องเป็นต้นมาให้บ้าง แก่คนอนาถาเหล่านั้น บรรดาของ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 438
เหล่านั้น ผ้าพันแผลของบางคนเป็นผ้าเนื้อละเอียดก็มี ของบางคนเป็น
ผ้าเนื้อหยาบก็มี ถ้วยกระเบื้องใส่ยาของบางคนรูปร่างสวยก็มี ของบางคน
รูปร่างไม่สวยก็มี คนอนาถาเหล่านั้นย่อมไม่ยินดีหรือรังเกียจในสิ่งของ
เหล่านั้น ด้วยว่า คนอนาถาเหล่านั้นต้องการผ้าเพียงปิดแผลเท่านั้น และ
ถ้วยกระเบื้องก็เพียงใส่ยาไว้เท่านั้น ข้อนี้ฉันใด ก็ภิกษุใดพิจารณาจีวร
เหมือนผ้าพันแผล บาตรเหมือนถ้วยกระเบื้องใส่ยา และภิกษาที่ได้ใน
บาตรเหมือนยา ภิกษุนี้ก็ฉันนั้น พึงทราบว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวสูงสุด
ด้วยอสัมโมหสัมปชัญญะในการใช้สอยสังฆาฏิบาตรและจีวร.
ในบทว่า อสิเต เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า อสิเต ได้แก่ในการฉันบิณฑบาต.
บทว่า ปีเต ได้แก่ในการดื่มยาคูเป็นต้น.
บทว่า ขายิเต ได้แก่ในการเคี้ยวกินของขบเคี้ยวที่ทำด้วยแป้ง
เป็นต้น.
บทว่า สายิเต ได้แก่ในการลิ้มน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น .
ประโยชน์แม้ ๘ อย่างที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า เนว ทวาย มิใช่
ฉันเพื่อจะเล่น ดังนี้ ชื่อว่า ประโยชน์ พึงทราบสาตถกสัมปชัญญะด้วย
อำนาจประโยชน์นั้น.
ก็บรรดาโภชนะที่เลวหรือประณีต ที่ขมหรือหวานเป็นต้น ภิกษุใด.
ไม่ผาสุกเพราะโภชนะใด โภชนะนั้นไม่เป็นสัปปายะแก่ภิกษุนั้น.
อนึ่ง โภชนะใดที่ได้มาด้วยอำนาจนิมิตตกรรมเป็นต้น และโภชนะใด
เมื่อภิกษุนั้นฉันอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น กุศลธรรมทั้งหลาย
ย่อมเสื่อมไป โภชนะนั้นเป็นอสัปปายะโดยส่วนเดียวเท่านั้น. โภชนะที่ตรง
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 439
กันข้าม เป็นสัปปายะ. ในการฉันเป็นต้นนี้ พึงทราบสัปปายสัมปชัญญะ
ด้วยอำนาจโภชนะนั้น และพึงทราบโคจรสัมปชัญญะด้วยอำนาจไม่ละ
กรรมฐานนั่นแล.
ใคร ๆ ชื่อว่าตนในภายในเป็นผู้บริโภค ย่อมไม่มี. ชื่อว่าการถือ
บาตรย่อมมีด้วยความแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่พลังจิตมีประการดัง
กล่าวแล้วเท่านั้น. ชื่อว่าการหยั่งมือลงในบาตรย่อมมีด้วยความแผ่ไปแห่ง
วาโยธาตุอันเกิดแต่พลังจิตเท่านั้น. การทำคำข้าว การยกคำข้าวขึ้น และ
การอ้าปาก ย่อมมีด้วยความแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่พลังจิตเท่านั้น
ใคร ๆ ก็ใช้กุญแจยนต์ไขกระดูกคางไม่ได้. การเอาคำข้าวใส่ปาก ฟัน
บนทำหน้าที่สาก ฟันล่างทำหน้าที่ครก และลิ้นทำหน้าที่มือ ย่อมมีด้วย
ความแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่พลังจิตเท่านั้น. ในการบริโภคนั้น มี
น้ำลายบาง ๆ ที่ปลายลิ้น น้ำลายหนา ๆ ที่โคนลิ้นคลุกเคล้า. ของเคี้ยว
นั้นถูกตะล่อมด้วยมือคือลิ้นลงในครกคือฟันล่าง น้ำคือน้ำลายทำให้เปียก
ชุ่ม แหลกละเอียดด้วยสากคือฟันบน. หามีใครมาตักใส่เข้าไปภายในด้วย
ช้อนหรือทัพพีไม่. เข้าไปด้วยวาโยธาตุนั่นแหละ. อาหารที่เข้าลำคอลงไป ๆ
หามีใครเอาสิ่งซึ่งลาดด้วยฟางมารองรับไม่. ตั้งอยู่ได้ด้วยอำนาจวาโยธาตุ
นั่นแหละ. อาหารที่ตั้งอยู่นั้น ๆ ก็หามีใครทำเตาก่อไฟหุงต้มไม่. ย่อม
สุกด้วยเตโชธาตุเทียว. อาหารที่สุกแล้ว ๆ หามีใครใช้ท่อนไม้หรือไม้เท้า
เขี่ยออกภายนอกไม่. วาโยธาตุนั่นแหละนำออก (ขับถ่าย).
ด้วยประการฉะนี้ วาโยธาตุย่อมนำอาหารเข้า เปลี่ยนแปลง ทรงไว้
กลับไปกลับมา บดให้ละเอียด ทำให้แห้งและนำออก. ปฐวีธาตุทรงไว้
กลับไปกลับมา บดให้ละเอียด และทำให้แห้ง. อาโปธาตุทำให้เหนียว
ตามรักษาความชุ่มชื้นไว้. เตโชธาตุทำอาหารที่เข้าไปภายในให้สุก อากาศ-
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 440
ธาตุแยกให้เป็นส่วน ๆ. วิญญาณธาตุสั่งการให้ธาตุต่าง ๆ ทำหน้าที่ให้ถูก
ในเรื่องนั้น ๆ. พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะในการบริโภคนี้ ด้วยอำนาจ
พิจารณาที่เป็นไปอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะในการบริโภคนี้ โดย
พิจารณาเป็นของปฏิกูล ๑๐ ประการอย่างนี้ คือ โดยการไป ๑ โดยการ
แสวงหา ๑ โดยการบริโภค ๑ โดยที่อยู่ ๑ โดยหมักหมม ๑ โดยยัง
ไม่ย่อย ๑ โดยย่อยแล้ว ๑ โดยผล ๑ โดยไหลออก ๑ โดยเปื้อน ๑.
ส่วนความพิสดารในเรื่องนี้ พึงถือเอาแต่อาหารปฏิกูลสัญญานิทเทส ใน
วิสุทธิมรรค.
บทว่า อุจฺจารปสฺสาวกมฺเม ได้แก่ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
ในบทนั้นมีอธิบายว่า เมื่อถึงเวลาถ่ายแล้วนี้ได้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ
เหงื่อไหลออกจากร่างกายทั้งสิ้น ตาวิงเวียน จิตไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง และ
โรคอื่น ๆ ย่อมเกิดขึ้น. แต่เมื่อถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ทุกอย่างนั้นย่อมไม่มี
นี้เป็นเนื้อควานในข้อนี้ ด้วยประการฉะนี้. พึงทราบสาตถกสัมปชัญญะ.
โดยเนื้อความนั้น.
ก็ภิกษุถ่ายอุจจาระปัสสาวะในที่ไม่สมควร ย่อมเป็นอาบัติ ย่อมเสีย
ชื่อเสียง เป็นอันตรายแก่ชีวิต เมื่อถ่ายอุจจาระปัสสาวะในที่สมควร ทุก
อย่างนั้นย่อมไม่มี ดังนั้นการรู้ตัวในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะนี้ จึงเป็น
สัปปายะ. พึงทราบสัปปายสัมปชัญญะ โดยสัปปายะนั้น. พึงทราบโคจร-
สัมปชัญญะ โดยไม่ละกรรมฐานนั่นแล.
ชื่อว่าตนในภายในถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่ ย่อมไม่มี แต่มีการ
ถ่ายอุจจาระปัสสาวะด้วยความแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่พลังจิตเท่านั้น.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 441
ก็หรือว่า เพราะฝีแตกเมื่อฝีสุก น้ำหนองและเลือดย่อมไหลออก
โดยไม่มีใครต้องการ ฉันใด และภาชนะน้ำที่เต็มเปี่ยม น้ำย่อมไหลออก
โดยไม่มีใครต้องการ ฉันใด อุจจาระปัสสาวะที่สั่งสมอยู่ในลำไส้ใหญ่
และกระเพาะปัสสาวะ ถูกกำลังลมบีบคั้นหนักเข้า ย่อมไหลออกแม้โดย
ไม่มีใครต้องการ ฉันนั้น.
ก็อุจจาระปัสสาวะนี้นั้น เมื่อไหลออกอย่างนี้ ย่อมไม่เป็นของตน
ของภิกษุนั้น ไม่เป็นของผู้อื่น เป็นกากอาหารที่ไหลออกมาจากร่างกาย
เท่านั้นเอง. เหมือนอย่างอะไร. เหมือนอย่างว่า คนที่ถ่ายน้ำเก่าจากตุ่มน้ำ
น้ำเก่านั้นย่อมไม่เป็นของตน ไม่เป็นของผู้อื่น เป็นเพียงล้างตุ่มเท่านั้น
เอง. พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะนี้ โดย
พิจารณาที่เป็นไป ด้วยประการฉะนี้.
ในบทว่า คเต เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า คเต ได้แก่ในการเดิน.
บทว่า ิเต ได้แก่ในการยืน.
บทว่า นิสินฺเน ได้แก่ในการนั่ง.
บทว่า สุตฺเต ได้แก่ในการนอน.
บทว่า ชาคริเต ได้แก่ในการตื่น.
บทว่า ภาสิเต ได้แก่ในการพูด.
บทว่า ตุณฺหีภาเว ได้แก่ในการไม่พูด.
ก็ในพระสูตรนี้ว่า ภิกษุเดินอยู่ก็ดี ย่อมรู้ตัวว่าเราเดิน ยืนอยู่ก็ดี
ย่อมรู้ตัวว่าเรายืน นั่งอยู่ก็ดี ย่อมรู้ตัวว่าเรานั่ง นอนอยู่ก็ดี ย่อมรู้ตัวว่า
เรานอน ดังนี้ ตรัสถึงอิริยาบถยาวนาน.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 442
ในคำนี้ว่า ในการก้าวไป ในการถอยกลับ ในการแลไปข้างหน้า
ในการแลไปตามทิศ ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ดังนี้ ตรัสถึง
อิริยาบถปานกลาง.
แต่ในที่นี้ว่า ในการเดิน การยืน การนั่ง การนอน การตื่น
ดังนี้ ตรัสถึงอิริยาบถย่อยเล็กน้อย. เพราะฉะนั้น พึงทราบความเป็นผู้
ทำความรู้สึกตัวในอิริยาบถแม้เหล่านั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
ก็พระมหาสิวเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวว่า ภิกษุใดเดินหรือ
จงกรมนาน ภายหลังหยุดยืน ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและอรูป-
ธรรมที่เป็นไปในเวลาจงกรม ดับไปในขณะหยุดยืนนั้นแหละ ภิกษุนี้
ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการเดิน.
ภิกษุใดท่องบ่นอยู่ก็ดี วิสัชนาปัญหาอยู่ก็ดี มนสิการกรรมฐานอยู่
ก็ดี ยืนอยู่นาน ภายหลังนั่งลง ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและ
อรูปธรรมที่เป็นไปในเวลายืน ดับไปโนขณะนั่งลงนั้นแหละ ภิกษุนี้
ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการยืน.
ภิกษุใดนั่งนาน โดยกระทำการสาธยายเป็นต้น ภายหลังลุกขึ้น
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปในเวลานั่ง
ดับไปในขณะลุกขึ้นนั้นแหละ ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการนั่ง
แต่ภิกษุใดนอนท่องบ่นอยู่ก็ดี มนสิการกรรมฐานอยู่ก็ดี หลับไป
ภายหลังลุกขึ้น ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็น
ไปในเวลานอน ดับไปในขณะลุกขึ้นนั้นแหละ ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำ
ความรู้สึกตัวในการหลับและการตื่น. ก็จิตที่ไม่ทำงานชื่อว่าหลับ ที่ทำ
งานชื่อว่าตื่น.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 443
ก็ภิกษุใดกำลังพูดอยู่ มีสติสัมปชัญญะว่า ชื่อว่าเสียงนี้ย่อมเกิด
เพราะอาศัยริมฝีปาก ฟัน ลิ้น เพดาน และความพยายามที่เหมาะแก่เรื่อง
นั้น ๆ ของจิต ดังนี้ พูด ก็หรือว่า ท่องบ่นก็ตาม กล่าวธรรมก็ตาม
เจริญกรรมฐานก็ตาม วิสัชนาปัญหาก็ตาม ตลอดกาลนาน แล้วนิ่งไป
ในภายหลัง ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิดขึ้น
ในเวลาพูด ดับไปในขณะนิ่งนั้นแหละ ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึก
ด้วยในการพูด.
ภิกษุใดนิ่งแล้วยังมนสิการพระธรรมหรือกรรมฐานเป็นเวลานาน
ภายหลังพิจารณาเห็นดังนี้ว่า รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปในเวลานิ่ง
ดับไปในขณะนิ่งนี้เอง ด้วยว่าเมื่ออุปาทายรูปเกิด ชื่อว่าพูด เมื่อไม่เกิด
ชื่อว่านิ่ง ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในความเป็นผู้นิ่ง ด้วยประการ
ฉะนี้. เรื่องนี้นั้น พระมหาสีวเถระกล่าวไว้แล้ว.
หน้าที่ของอสันโมหสัมปชัญญะ ท่านประสงค์ในมหาสติปัฏฐาน-
สูตร. แต่ในสามัญญผลสูตรนี้ ย่อมได้สัมปชัญญะ ๔ อย่างแม้ทั้งหมด
ฉะนั้น พึงทราบความเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวด้วยอำนาจแห่งสัมปชัญญะ ๔
ในที่นี้ ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
ก็บทว่า สมฺปชานการี ดังนี้ พึงทราบเนื้อความ โดยสัมปชัญญะ
ที่สัมปยุตด้วยสตินั่นเทียวในทุก ๆ บท. บทว่า สติสมฺปชญฺเน
สมนฺนาคโต นี้ ก็มีความพิสดารเท่านี้.
แต่ในวิภังคปกรณ์ ท่านจำแนกบทเหล่านี้ ไว้อย่างนี้ว่า สโต
สมฺปชาโน อภิกฺกมติ สโต สมฺปชาโน ปฏิกฺกมติ เป็นผู้มีสติ
สัมปชัญญะก้าวไป เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะถอยกลับ ดังนี้ทีเดียว.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 444
บทว่า เอว โข มหาราช ความว่า ภิกษุเมื่อยังการก้าวไปเป็น
ต้นให้เป็นไป โดยสัมปชัญญะที่สัมปยุตด้วยสติอย่างนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.
บทว่า สนฺตุฏฺโ ในข้อความว่า อิธ มหาราช ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโ
โหติ นี้ ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยความยินดีปัจจัยตามมีตามได้.
ก็สันโดษนี้นั้น มี ๑๒ อย่าง.
อะไรบ้าง ?
สันโดษในจีวร ๓ อย่าง คือ ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ
ยถาสารุปปสันโดษ.
ในบิณฑบาตเป็นต้น ก็อย่างนี้.
สันโดษ ๑๒ ประเภทนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้จีวรดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม เธอใช้สอยจีวร
นั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนาจีวรอื่น ถึงได้ก็ไม่รับ นี้เป็นยถาลาภสันโดษ
ในจีวรของเธอ.
ต่อมาภายหลัง เธอมีกำลังน้อยตามธรรมดาก็ดี ถูกความป่วยไข้
ครอบงำก็ดี ถูกชราครอบงำก็ดี เมื่อห่มจีวรหนักย่อมลำบาก เธอเปลี่ยน
จีวรนั้นกับภิกษุผู้ชอบพอกัน แม้ใช้สอยจีวรเบาอยู่ ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่
นั่นเอง นี้เป็นยถาพลสันโดษในจีวรของเธอ.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้ปัจจัยอย่างประณีต ครั้นเธอได้บาตรและจีวร
เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นบาตรจีวรมีค่ามากหรือมีจำนวนมาก เธอ
ถวายด้วยคิดว่า นี้สมควรแก่พระเถระทั้งหลายผู้บวชนาน นี้สมควรแก่
ภิกษุพหูสูต นี้สมควรแก่ภิกษุไข้ นี้จงมีแก่ภิกษุผู้มีลาภน้อย ดังนี้
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 445
หรือรับเอาจีวรเก่าของภิกษุเหล่านั้น หรือเลือกเก็บผ้าที่ไม่มีชายจากกอง
หยากเยื่อเป็นต้น แม้เอาผ้าเหล่านั้นมาทำเป็นสังฆาฏิครอง ก็ยังเป็นผู้
สันโดษอยู่นั่นเอง นี้เป็นยถาสารุปปสันโดษในจีวรของเธอ.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินยนี้ ได้บิณฑบาตเศร้าหมองหรือประณีต
เธอใช้สอยบิณฑบาตนั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนาบิณฑบาตอื่น ถึงได้ก็ไม่รับ
นี้เป็นยถาลาภสันโดษในบิณฑบาตของเธอ.
ก็ภิกษุใดได้บิณฑบาตที่ไม่ถูกกับร่างกายปกติ หรือไม่ถูกกับโรคของ
คน ซึ่งเธอบริโภคแล้วจะไม่สบาย เธอให้บิณฑบาตนั้นแก่ภิกษุผู้ชอบ
พอกัน แม้ฉันโภชนะที่สบายแต่มือของภิกษุนั้นทำสมณธรรมอยู่ ก็ยัง
เป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง นี่เป็นยถาพลสันโดษในบิณฑบาตของเธอ.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้บิณฑบาตประณีตจำนวนมาก เธอถวายบิณฑบาต
นั้นแก่พระเถระผู้บวชนาน แก่ผู้พหูสูต แก่ผู้มีลาภน้อย แก่ภิกษุไข้
เหมือนจีวรนั้น แม้รับเศษอาหารของภิกษุนั้น ๆ หรือเที่ยวบิณฑบาตแล้ว
ฉันอาหารที่ปนกัน ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง นี้เป็นยถาสารุปปสันโดษ
ในบิณฑบาตของเธอ.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เสนาสนะที่พอใจหรือไม่พอใจ ไม่
ดีใจไม่เสียใจเพราะเสนาสนะนั้น ยินดีตามที่ได้เท่านั้น โดยที่สุดแม้เป็น
เครื่องปูลาดถักด้วยหญ้า นี้เป็นยถาลาภสันโดษในเสนาสนะของเธอ.
ก็ภิกษุใดได้เสนาสนะที่ไม่ถูกกับร่างกายปกติ หรือไม่ถูกกับโรคของ
ตน ซึ่งเมื่อเธออยู่จะไม่สบาย เธอให้เสนาสนะนั้นแก่ภิกษุผู้ชอบพอกัน
แม้อยู่ในเสนาสนะที่สบายซึ่งเป็นของภิกษุนั้น ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง
นี้เป็นยถาพลสันโดษในเสนาสนะของเธอ.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 446
ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีบุญมาก ได้เสนาสนะที่ประณีตจำนวนมาก มีถ้า
มณฑป เรือนยอดเป็นต้น เธอให้เสนาสนะเหล่านั้นแก่พระเถระผู้บวชนาน
ผู้พหูสูต ผู้มีลาภน้อย และเป็นไข้ เหมือนจีวร แม้อยู่ในเสนาสนะแห่ง
ใดแห่งหนึ่ง ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง นี้เป็นยถาสารุปปสันโดษใน
เสนาสนะของเธอ.
ก็ภิกษุใดพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า ชื่อว่าเสนาสนะชั้นดีเยี่ยมเป็นที่ตั้ง
แห่งความประมาท นั่งในเสนาสนะนั้นย่อมง่วงเหงาซบเซาหลับไป เมื่อ
ตื่นขึ้นอีกก็ครุ่นคิดแต่เรื่องกาม แล้วไม่รับเสนาสนะเช่นนั้นแม้ถึงแล้ว
เธอห้ามเสนาสนะนั้น แม้อยู่ในที่แจ้งหรือโคนไม้เป็นต้น ก็ยังเป็นผู้
สันโดษอยู่นั่น เอง แม้นี้ก็เป็นยถาสารุปปสันโดษในเสนาสนะ.
อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เภสัชเศร้าหมองหรือประณีต เธอ
ยินดีตามที่ได้นั้น ๆ เท่านั้น ไม่ปรารถนาเภสัชอื่น ถึงได้ก็ไม่รับ นี้เป็น
ยถาลาภสันโดษในคิลานปัจจัยของเธอ.
ก็ภิกษุใดต้องการน้ำมัน ได้น้ำอ้อย เธอให้น้ำอ้อยนั้นแก่ภิกษุผู้
ชอบพอกัน แล้วถือเอาน้ำมันแต่มือของภิกษุนั้น หรือแสวงหาของอื่น
นั่นเทียว แม้เมื่อได้เภสัช ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง นี้เป็นยถาพล-
สันโดษในคิลานปัจจัยของเธอ.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีบุญมาก ได้เภสัชที่ประณีต มีน้ำมัน น้ำอ้อย
เป็นต้นจำนวนมาก เธอให้เภสัชนั้นแก่พระเถระผู้บวชนาน ผู้พหูสูต ผู้มี
ลาภน้อยและผู้เป็นไข้ เหมือนจีวร แล้วเยียวยาอัตตภาพด้วยเภสัชอย่างใด
อย่างหนึ่งที่ภิกษุเหล่านั้นนำมา ก็ยังเป็นผู้สันโดษอยู่นั้นเอง.
อนึ่ง ภิกษุใดวางสมอแช่เยี่ยวโคไว้ในภาชนะใบหนึ่ง มีคนมาบอก
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 447
กล่าวถึงของอร่อย ๔ อย่างในภาชนะหนึ่งว่า ถือเอาเถิดท่านเจ้าข้า ถ้าต้อง
การ ดังนี้ เธอคิดว่า ถ้าโรคของเธอจะหายแม้ด้วยของอร่อยอย่างใดอย่าง
หนึ่งใน ๔ อย่างนั้น ถึงอย่างนั้น ชื่อว่าสมอแช่เยี่ยวโค พระพุทธเจ้า
เป็นต้น ทรงสรรเสริญแล้ว ดังนี้ ห้ามของอร่อย ๔ อย่าง ทำเภสัชด้วย
สมอแช่เยี่ยวโคเท่านั้น ย่อมเป็นผู้สันโดษอย่างยิ่งแท้ นี้เป็นยถาสารุปป-
สันโดษในคิลานปัจจัยของเธอ.
ก็บริขาร ๘ คือ ไตรจีวร บาตร มีดตัดไม้ชำระฟัน เข็ม ประคดเอว
และผ้ากรองน้ำ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยความยินดีปัจจัยตามมีตาม
ได้ ๑๒ อย่างนี้. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม ประคดเอว
รวมทั่งผ้ากรองน้ำ เป็น ๘ เหล่านี้
เป็นบริขารของภิกษุผู้ประกอบความเพียร.
บริขารทั้งหมดเหล่านั้น เป็นเครื่องบริหารกายก็ได้ เป็นเครื่อง
บริหารท้องก็ได้. บริหารอย่างไร ?
จะพูดถึงจีวรก่อน ภิกษุบริหารเลี้ยงดูกายในเวลานุ่งห่มจีวรเที่ยวไป
ดังนั้นจีวรจึงชื่อว่าเป็นเครื่องบริหารกาย ภิกษุบริหารเลี้ยงดูท้องในเวลา
เอาชายจีวรกรองน้ำแล้วดื่ม และในเวลาเอาจีวรห่อของขบเคี้ยวและผลไม้
น้อยใหญ่ ดังนั้นจีวรจึงชื่อว่าเป็นเครื่องบริหารท้อง.
แม้บาตร ย่อมเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาเอาบาตรนั้นตักน้ำอาบ
และในเวลาทำประพรมกุฎี ย่อมเป็นเครื่องบริหารท้องในเวลารับอาหาร
บริโภค.
แม้มีด ย่อมเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาตัดไม้ชำระฟันด้วยมีดนั้น
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 448
และในเวลาตกแต่งเท้าเตียงและคันกลด ย่อมเป็นเครื่องบริหารท้องใน
เวลาตัดอ้อยและปอกมะพร้าวเป็นต้น.
แม้เข็ม ย่อมเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาเย็บจีวร ย่อมเป็นเครื่อง
บริหารท้องในเวลาจิ้มขนมหรือผลไม้กิน.
ประคดเอว ย่อมเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาพันกายเที่ยวไป
เป็นเครื่องบริหารท้องในเวลามัดอ้อยเป็นต้นถือเอา.
ผ้ากรองน้ำ เป็นเครื่องบริหารกายในเวลาใช้ผ้ากรองน้ำนั้นกรอง
น้ำอาบ และในเวลาทำการประพรมเสนาสนะ เป็นเครื่องบริหารท้องใน
เวลากรองน้ำดื่ม และในเวลาใช้ผ้ากรองน้ำนั้นแหละใส่งา ข้าวสาร
และอาหารแข้นเป็นต้นฉัน.
พึงทราบความที่บริขาร ๘ เป็นบริขารเท่านี้ก่อน.
ก็เครื่องปูลาดซึ่งปูไว้ในที่นั้น หรือกุญแจ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มี
บริขาร ๙ อย่าง เข้าไปสู่ที่นอน.
ผ้าปูนั่งหรือท่อนหนัง ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มีบริขาร ๑๐ อย่าง.
ไม้เท้าหรือหลอดน้ำมัน ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มีบริขาร ๑๑ อย่าง
ร่มหรือรองเท้า ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มีบริขาร ๑๒ อย่าง.
ก็บรรดาภิกษุเหล่านี้ ภิกษุผู้มีบริขาร ๘ เท่านั้น ชื่อว่าผู้สันโดษ
นอกนี้ชื่อว่าไม่สันโดษ แต่ไม่ควรเรียกว่า มักมาก เลี้ยงยาก.
จริงอยู่ ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มักน้อยเทียว เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้เลี้ยง
ง่าย เป็นผู้มีความประพฤติเบาพร้อมเทียว แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้
ตรัสพระสูตรนี้สำหรับภิกษุเหล่านั้น ตรัสสำหรับภิกษุผู้มีบริขาร ๘ .
ด้วยว่า ภิกษุผู้มีบริขาร ๘ นั้น เอามีดเล็กและเข็มใส่ในผ้ากรองน้ำ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 449
แล้ววางไว้ภายในบาตร คล้องบาตรที่จะงอยบ่า พันกายที่ไตรจีวร หลีก
ไปสบายตามปรารถนา. ไม่มีสิ่งของที่ชื่อว่าเธอจะต้องกลับมาถือเอา.
เมื่อจะทรงแสดงความที่ภิกษุนั้นเป็นผู้มีความประพฤติเบาพร้อม
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ภิกษุนี้เป็นผู้สันโดษ
ด้วยจีวรเครื่องบริหารกายเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กายปริหาริเกน ได้แก่จีวรพอเป็นเครื่อง
บริหารกาย.
บทว่า กุจฺฉิปริหาริเกน ได้แก่จีวรพอเป็นเครื่องบริหารท้อง.
บทว่า สมาทาเยว ปกฺกมติ ความว่า ถือเอาเพียงบริขาร ๘ นั้น
ทั้งหมดเท่านั้น ทำให้ติดตัวไป. ไม่มีความห่วงใยหรือผูกพันว่า วิหาร
บริเวณ อุปัฏฐากของเรา. เธอเหมือนลูกศรที่หลุดจากแล่ง และเหมือน
ช้างซับมันหลีกออกจากโขลง บริโภคเสนาสนะตามที่ปรารถนา เป็นราว
ป่า โคนไม้ เงื้อมเขาในป่า รูปเดียวเท่านั้นยืน รูปเดียวเท่านั้นนั่ง รูป
เดียวไม่มีเพื่อนในอิริยาบถทั้งปวง ย่อมถึงความเป็นผู้เหมือนนอแรด
ที่ท่านพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า
ภิกษุยินดีอยู่ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ย่อมไปได้ ๔
ทิศ ไม่ติดขัด อดกลั้นต่ออันตรายทั้งหลาย ไม่
หวาดหวั่น คนเดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด ดังนี้.
บัดนี้ เมื่อจะยังเนื้อความนั้นให้สำเร็จด้วยอุปมา จึงตรัสว่า
เสยฺยถาปิ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺขี สกุโณ ได้แก่นกมีปีก.
บทว่า เฑติ ได้แก่บินไป.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 450
ก็ความย่อในเรื่องนี้ดังนี้. ธรรมดานกทั้งหลายรู้ว่า ที่ประเทศโน้น
ต้นไม้มีผลสุกแล้ว มาจากทิศต่าง ๆ เจ้าจิกกินผลของต้นไม้นั้นด้วยกลีบ
เล็บและจะงอยปากเป็นต้น นกเหล่านั้นมิได้คิดว่า ผลไม้นี้จักมีสำหรับ
วันนี้ ผลไม้นี้จักมีสำหรับวันพรุ่งนี้ และเมื่อผลไม้สิ้นแล้ว ก็มิได้ตั้ง
อารักขาต้นไม้เลย มิได้ว้างปีก เล็บ หรือจะงอยปากไว้ที่ต้นไม้นั้น โดย
ที่แท้มิได้สนใจในต้นไม้นั้นเลย ตัวใดปรารถนาจะไปทิศาภาคใด ๆ ตัว
นั้นมีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปตามทิศาภาคนั้น ๆ ภิกษุนี้ก็อย่างนั้น
เหมือนกัน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่สนใจ เมื่อจะหลีกไปตามความต้องการ
ก็ถือไปได้เอง ดังนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอะไร ด้วยคำว่า โส อิมินา จ
ดังนี้เป็นต้น.
ทรงแสดงปัจจัยสมบัติของภิกษุผู้อยู่ป่า.
ภิกษุใดไม่มีปัจจัย ๔ เหล่านี้ การอยู่ป่าของภิกษุนั้นย่อมไม่สำเร็จ
ภิกษุนั้นย่อมจะถูกเปรียบเปรยเท่ากับสัตว์ดิรัจฉานหรือพรานป่า. เทวดาที่
สิงสถิตอยู่ในป่า ทำให้ได้ยินเสียงที่น่ากลัวว่า การอยู่ป่าของภิกษุชั่วเช่นนี้
จะมีประโยชน์อะไร เอามือทุบศีรษะแล้วหนีไป. โทษมิใช่ยศ ย่อมระบือ
ไปว่า ภิกษุรูปโน้นเข้าป่า ได้การทำกรรมชั่วอย่างนี้บ้างอย่างนี้บ้าง.
แต่ภิกษุใดมีปัจจัย ๔ เหล่านี้ การอยู่ป่าของภิกษุนั้นย่อมสำเร็จ.
ด้วยว่า เธอพิจารณาศีลของตนอยู่ เมื่อไม่เห็นด่างพร้อยอะไร ๆ ยังปีติให้
เกิดขึ้นแล้วพิจารณาปีตินั้นโดยความสิ้นไปเสื่อมไป ย่อมหยั่งลงสู่อริยภูมิ.
เทวดาที่สิงสถิตอยู่ในป่ามีความพอใจพากันสรรเสริญ. ยศของภิกษุนี้ย่อม
กระฉ่อนไป เหมือนหยาดน้ำมันที่หยดลงในน้ำฉะนั้น.