พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 251

บทว่า  กรหจิ  เป็นไวพจน์ของบทว่า  กทาจิ  นั้นเอง.

บทว่า  ทีฆสฺส  อทฺธุโน  ได้แก่แห่งกาลนาน.

บทว่า  อจฺจเยน  ได้แก่โดยล่วงไป.

บทว่า  สวฏฺฏติ  ได้แก่ย่อมพินาศ.

บทว่า  เยภุยฺเยน   ตรัสหมายเอาสัตว์พวกที่เหลือจากพวกที่บังเกิด

ในพรหมโลกชั้นสูง  หรือในอรูปพรหม.

ที่ชื่อว่า  สำเร็จทางใจ  เพราะบังเกิดด้วยฌานจิต.

ที่ชื่อว่า  มีปีติเป็นภักษา   เพราะสัตว์เหล่านั้นมีปีติเป็นภักษา   คือ

เป็นอาหาร.

ที่ชื่อว่า  มีรัศมีในตัวเอง  เพราะสัตว์เหล่านั้นมีรัศมีเป็นของตัวเอง.

ที่ชื่อว่า  ผู้เที่ยวไปในอากาศ  เพราะเที่ยวไปในอากาศ.

ที่ชื่อว่า สุภฏฺายิโน   เพราะอยู่ในสถานที่อันสวยงาม   มีอุทยาน

วิมาน  และต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้น.  อีกอย่างหนึ่ง  ที่ชื่อว่า  สุภฏฺายิโน

เพราะเป็นผู้สวยงาม  คือมีผ้าและอาภรณ์อันน่ารื่นรมย์ใจอยู่.

บทว่า  จีร  ทีฆมทฺธาน  ความว่า กำหนดอย่างสูงสุดตลอด  ๘ กัลป.

บทว่า  วิวฏฺฏติ   ได้แก่   ตั้งอยู่ด้วยดี.

บทว่า   สุญฺพฺรหฺมวิมาน  ความว่า ชื่อว่า  ว่าง เพราะไม่มีสัตว์

บังเกิดตามปกติ   ภูมิอันเป็นที่สถิตของพวกพรหม   ย่อมบังเกิด.   ผู้สร้าง

ก็ดี  ผู้ใช้ให้สร้างก็ดี  ซึ่งวิมานพรหมนั้น  ย่อมไม่มี.  แต่รัตนภูมิอันมีอุตุ

เป็นสมุฏฐาน    ย่อมบังเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย    ตามนัยที่กล่าวแล้วใน

วิสุทธิมรรค.    และในรัตนภูมินี้    ย่อมบังเกิดอุทยานและต้นกัลปพฤกษ์

เป็นต้น   ในสถานที่สัตว์บังเกิดตามปกตินั่นเอง   ครั้งนั้น   สัตว์ทั้งหลาย


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 252

ย่อมเกิดติดใจในสถานที่อยู่ตามปกติ    สัตว์เหล่านั้นเจริญปฐมฌานแล้วลง

จากสถานที่อยู่นั้น  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  ครั้งนั้น

สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง  ดังนี้เป็นต้น .

บทว่า   อายุกฺขยา  วา  ปุญฺกฺขยา วา   ความว่า   สัตว์เหล่าใด

ทำบุญกรรมไว้มากแล้วไปบังเกิดในเทวโลก   ที่มีอายุน้อยแห่งใดแห่งหนึ่ง

สัตว์เหล่านั้นไม่อาจดำรงอยู่ตลอดอายุ  ด้วยกำลังบุญของตน  แต่จะจุติโดย

ประมาณอายุของเทวโลกนั้นเอง  ฉะนั้น  จึงเรียกว่า   จุติเพราะสิ้นอายุบ้าง

ส่วนสัตว์เหล่าใด    ทำบุญกรรมไว้น้อยแล้วไปบังเกิดในเทวโลกที่มีอายุยืน

สัตว์เหล่านั้นไม่อาจดำรงอยู่ได้ตลอดอายุ    ย่อมจุติเสียในระหว่าง    เพราะ

ฉะนั้น  เรียกว่า  จุติเพราะสิ้นบุญบ้าง.

บทว่า  ทีฆมทฺธาน   ติฏฺติ  ความว่า  ตลอดกัลปหรือกึ่งกัลป.

บทว่า  อนภิรติ  ความว่า  ปรารถนาให้สัตว์แม้อื่นมา.  ก็ความระอา

อันประกอบด้วยปฏิฆะ  ไม่มีในพรหมโลก.

บทว่า  ปริตสฺสนา ความว่า ความยุ่งยากใจ  ความกระสับกระส่าย

ก็ความดิ้นรนนี้นั้น  มี  ๔ อย่างคือ

๑.  ตาสตสฺสนา  ความดิ้นรนเพราะความสะดุ้ง

๒.  ตณฺหาตสฺสนา  ความดิ้นรนเพราะตัณหา

๓.  ทิฏฺิตสฺสนา  ความดิ้นรนเพราะทิฏฐิ

๔.  าณตสฺสนา  ความดิ้นรนเพราะญาณ

ในความดิ้นรน  ๔  อย่างนั้น  อาศัยชาติ   ชรา  พยาธิ  มรณะ รู้สึก

กลัว  รู้สึกน่ากลัว  สยอง  ขนลุก  จิตสะดุ้ง  หวาดหวั่น  ดังนี้   นี้ชื่อว่า

ความดิ้นรนเพราะความสะดุ้ง.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 253

ความดิ้นรนว่า  โอหนอ  แม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้    ดังนี้

นี้ชื่อว่า  ความดิ้นรนเพราะตัณหา.

ความสะดุ้ง  ความดิ้นรนนั่นแล  ดังนี้   นี้ชื่อว่า  ความดิ้นรนเพราะ

ทิฏฐิ.

ความดิ้นรนว่า   แม้คนเหล่านั้นฟังพระธรรมเทศนาของพระตถาคต

แล้ว    โดยมากถึงความกลัวความสังเวชหวาดเสียว   ดังนี้    นี้ชื่อว่า   ความ

ดิ้นรนเพราะญาณ.

ก็ในที่นี้    ย่อมควรทั้งความดิ้นรนเพราะตัณหาทั้งความดิ้นรนเพราะ

ทิฏฐิ.

ก็คำว่า  วิมานพรหม  ในพระบาลีนี้   มิได้ตรัสว่า  ว่างเปล่า  เพราะ

มีสัตว์ผู้บังเกิดอยู่ก่อนแล้ว.

บทว่า   อุปฺปชฺชนฺติ   ความว่า  เข้าไปด้วยการอุบัติ.

บทว่า  สหพฺยต ความว่า  ภาวะร่วมกัน.

บทว่า  อภิภู  ความว่า  เป็นผู้ข่มว่า  เราเป็นผู้เจริญที่สุด.

บทว่า  อนภิภูโต  ความว่า  คนเหล่าอื่นข่มไม่ได้.

บทว่า  อญฺทตฺถุ    เป็นนิบาตในอรรถว่า  ถ่องแท้.

ที่ชื่อว่า  ทโส  โดยการเห็น.

อธิบายว่า   เราเห็นทุกอย่าง.

บทว่า  วสวตฺตี  ความว่า  เราทำชนทั้งปวงให้อยู่ในอำนาจ.

บทว่า  อิสฺสโร    กตฺตา   นิมฺมิตา  ความว่า   เราเป็นใหญ่ในโลก

เราเป็นผู้สร้างโลก   และเนรมิตแผ่นดิน  ป่าหิมพานต์  ภูเขาสิเนรุ  จักรวาล

มหาสมุทร  พระจันทร์  และพระอาทิตย์.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 254

บทว่า  เสฏฺโ  สชฺชิตา  ความว่า  ย่อมสำคัญว่า  เราเป็นผู้สูงสุด

และเป็นผู้จัดโลก   คือเราเป็นผู้จำแนกสัตว์ทั้งหลาย  อย่างนี้ว่า   ท่านจงชื่อ

ว่ากษัตริย์  พราหมณ์  แพศย์  ศูทร  คฤหัสถ์  บรรพชิต  โดยที่สุด  ท่าน

จงชื่อว่าอูฐ  จงชื่อว่าโค  ดังนี้ .

บทว่า   วสี  ปิตา  ภูตภพฺยาน   ความว่า  ย่อมสำคัญว่า  เราชื่อว่า

เป็นผู้มีอำนาจ    เพราะเป็นผู้สั่งสมอำนาจไว้    เราเป็นบิดาของเหล่าสัตว์ที่

เป็นแล้ว   และของเหล่าสัตว์ที่กำลังจะเป็น.

บรรดาเหล่าสัตว์  ๒  ประเภทนั้น    เหล่าสัตว์พวกอัณฑชะ   และ

ชลาพุชะ   อยู่ภายในกะเปาะไข่   และอยู่ภายในมดลูก   ชื่อว่ากำลังจะเป็น

ดังแต่เวลาที่ออกภายนอกชื่อว่า   เป็นแล้ว.   เหล่าสัตว์พวกสังเสทชะ  ใน

ขณะจิตดวงแรก  ชื่อว่า  กำลังจะเป็น   ตั้งแต่จิตดวงที่ ๒ ไป  ชื่อว่า   เป็น

แล้ว.   เหล่าสัตว์พวกโอปปาติกะ   ในอิริยาบถแรก   ชื่อว่า   กำลังจะเป็น

ตั้งแต่อิริยาบถที่ ๒ ไป   พึงทราบว่า  ชื่อว่า  เป็นแล้ว.   ย่อมสำคัญว่า  เรา

เป็นบิดาของเหล่าสัตว์ที่เป็นแล้ว    และของเหล่าสัตว์ที่กำลังจะเป็น    ด้วย

ความสำคัญว่า  สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด  เป็นบุตรของเรา.

บัดนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า     มีพระประสงค์จะให้เนื้อความสำเร็จ

โดยการสร้าง   จึงทรงทำปฏิญญาว่า  สัตว์เหล่านี้   เราเนรมิตแล้ว  จึงตรัส

พระบาลีมีอาทิว่า  ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

บทว่า  อิตฺถตฺต   ความว่า   เป็นอย่างนี้    อธิบายว่า   เป็นพรหม.

บทว่า  อิมินา มย  ความว่า  สัตว์เหล่านั้น    แม้จุติ  แม้อุบัติด้วย

กรรมของตน ๆ แต่โดยเพียงที่สำคัญไปอย่างเดียวเท่านั้น  ก็สำคัญว่า  พวก


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 255

เราอันพระพรหมผู้เจริญเนรมิตแล้ว     ต่างก็พากันน้อมตัวลงไปแทบบาท

มูลของพระพรหมนั้นทีเดียว  ดุจลิ่มสลักที่คดโดยช่องที่คดฉะนั้น.

บทว่า  วณฺณวนฺตตโร  จ  ความว่า  มีผิวพรรณงามกว่า  อธิบายว่า

มีรูปงาม  น่าเลื่อมใส.

บทว่า  มเหสกฺขตโร  ความว่า  มียศใหญ่กว่า  ด้วยอิสริยยศ   และ

บริวารยศ.

บทว่า  าน  โข  ปเนต  ความว่า   ข้อนี้เป็นเหตุที่จะมีได้.  ที่ตรัส

ดังนี้หมายถึงสัตว์ผู้นั้นว่า   สัตว์ผู้นั้นจุติจากชั้นนั้นแล้ว   ไม่ไปในโลกอื่น

ย่อมมาในโลกนี้เท่านั้น.

บทว่า   อคารสฺมา   ได้แก่จากเรือน.

บทว่า  อนคาริย  ได้แก่บรรพชา.  จริงอยู่  บรรพชา ท่านเรียกว่า

อนคาริยะ   เพราะไม่มีการงาน   มีการทำนา   และเลี้ยงโคเป็นต้น   ที่เป็น

ประโยชน์เกื้อกูลแก่เรือน.

บทว่า   ปพฺพชติ   ได้แก่เข้าถึง.

บทว่า  ตโต  ปร  นานุสฺสรติ  ความว่า   ระลึกไม่ได้เกินกว่าขันธ์ที่

เคยอยู่อาศัยนั้น   เมื่อไม่อาจระลึกได้   ก็ตั้งอยู่ในขันธ์ที่อาศัยนั้น    ยึดถือ

เป็นทิฏฐิ.

ในคำว่า  นิจฺโจ   เป็นต้น    ความว่า   สัตว์เหล่านั้น   เมื่อไม่เห็น

ความเกิดของพระพรหมนั้น  จึงกล่าวว่า  ยั่งยืน  เมื่อไม่เห็นความตาย  จึง

กล่าวว่า  มั่นคง.  เพราะมีอยู่ทุกเมื่อ   จึงกล่าวว่า   ยั่งยืน.   เพราะไม่มีความ

แปรปรวนแม้โดยชรา     จึงกล่าวว่า    มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา.

คำที่เหลือในวาระนี้  ง่ายทั้งนั้น  ดังนี้แล.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 256

ในวาระที่  ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

พวกเทวดาที่ชื่อว่า   ขิฑฑาปโฑสิกะ    เพราะเสียหาย    คือพินาศ

ด้วยการเล่น.   นักเขียนเขียนบาลีเป็นปทูสิกา  ก็มี.  บาลีว่า  ปทูสิกา  นั้น

ไม่มีในอรรถกถา.

บทว่า  อติเวล  ความว่า  เกินกาล  คือนานเกินไป.

บทว่า  หสฺสขิฑฺฑารติธมฺมสมาปนฺนา   ความว่า   หมกมุ่น   คือ

ฝักใฝ่อยู่แต่ในความรื่นรมย์   คือการสรวลเส   และความรื่นรมย์คือการ

เล่นหัว   อธิบายว่า   ฝักใฝ่อยู่กับความสุข   อันเกิดแต่การเล่นการสรวลเส

และความสุข   ที่เป็นกีฬาทางกายทางวาจา   เป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย

ความรื่นรมย์มีประการดังกล่าวแล้วอยู่.

บทว่า  สติ  ปมุสฺสติ ความว่า  ลืมนึกถึงของเคี้ยว  และของบริโภค.

ได้ยินว่า    เทวดาพวกขิฑฑาปโทสิกะเหล่านั้น      เล่นนักษัตรด้วย

สิริสมบัติอันใหญ่ของตน   ที่ได้มาด้วยบุญวิเศษ  เพราะความที่ตนมีสมบัติ

ให้นั้น   จึงไม่รู้ว่า   เราบริโภคอาหารแล้วหรือยัง    ครั้นเลยเวลาอาหาร

มื้อหนึ่งไป   ทั้งเคี้ยวกินทั้งดื่มอยู่ไม่ขาดระยะ  ก็จุติทันที    ตั้งอยู่ไม่ได้

เพราะเหตุไร  ?   เพราะเตโชธาตุอันเกิดแต่กรรมแรง.     ก็มนุษย์ทั้งหลาย

มีเตโชธาตุอันเกิดแต่กรรมอ่อน     มีกรัชกายแข็งแรง    และเมื่อเตโชธาตุ

ของมนุษย์เหล่านั้นอ่อน    กรัชกายแข็งแรง     แม้เลยเวลาอาหารไปถึง  ๗

วัน    ก็อาจใช้น้ำร้อนและข้าวต้มใสเป็นต้นบำรุงร่างกายได้.     ส่วนพวก

เทวดามีเตโชธาตุแรง   กรัชกายอ่อนแอ    เทวดาเหล่านั้นเลยเวลาอาหาร

มื้อเดียวเท่านั้น   ก็ไม่อาจจะดำรงอยู่ได้   เหมือนดอกปทุมหรือดอกอุบลที่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 257

บุคคลวางไว้บนแผ่นหินอันร้อนในเวลาเที่ยงวันแห่งฤดูร้อน  ตกเย็น  แม้

จะตักน้ำรดตั้งร้อยหม้อ  ก็ไม่เป็นปกติได้   ย่อมพินาศไปถ่ายเดียว  ฉันใด

เทวดาพวกขิฑฑาปโทสิกะ  แม้จะเคี้ยว  แม้จะดื่มอยู่ไม่ขาดระยะในภายหลัง

ก็จุติทันที    ตั้งอยู่ไม่ได้.   เพราะเหตุนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

เพราะลืมสติ  เทวดาเหล่านั้น  จึงจุติจากชั้นนั้น  ดังนี้.

ถามว่า  ก็เทวดาเหล่านั้น  เป็นพวกไหน  ?

ตอบว่า   ในอรรถกถามิได้มีการวิจารณ์ไว้ว่า   เป็นพวกชื่อนี้.   แต่

เพราะได้กล่าวไว้โดยไม่ต่างกันว่า    เหล่าเทวดามีเตโชธาตุอันเกิดแต่กรรม

แรง  มีกรัชกายอ่อนแอ  ดังนี้   เทวดาพวกใดพวกหนึ่ง ซึ่งอาศัยกวฬิงกา-

ราหาร   เลี้ยงชีพ   ทำอยู่อย่างนี้    เทวดาเหล่านั้นแหละ.   พึงทราบว่า   จุติ

ดังนี้.  แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า  เทวดาชั้นนิมมานรดี   และชั้นปรนิมมิต-

วสวัตดี  คือเทวดาพวกขิฑฑาปโทสิกะนั้น  ด้วยว่า  เทวดาพวกนี้ท่านเรียกว่า

ขิฑฑาปโทสิกะ     ด้วยเหตุเพียงเสียเพราะการเล่นเท่านั้น.    คำที่เหลือใน

วาระนี้   พึงทราบตามนัยแรกนั้นแล.

ในวาระที่ ๓  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

พวกเทวดาที่ชื่อว่า   มโนปโทสิกะ   เพราะถูกใจลงโทษ  คือทำให้

ฉิบหาย  ทำให้พินาศ  เทวดาพวกนี้    เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช.

ได้ยินว่า  บรรดาเทวดาเหล่านั้น  เทพบุตรองค์หนึ่งคิดว่า  จักเล่น

นักษัตร   จึงเดินทางไปด้วยรถพร้อมทั้งบริวาร.  ครั้งนั้น    เทพบุตรองค์

อื่นเมื่อออกไปเห็นเทพบุตรองค์นั้นไปข้างหน้า  ก็โกรธกล่าวว่า ช่างกระไร

ชาวเราเอ่ย   เทพบุตรองค์นี้ช่างตระหนี่   ได้พบผู้หนึ่งราวกะว่าไม่เคยพบ

ไปเหมือนกับจะยืดและเหมือนกับจะแตก   ด้วยความอิ่มใจ.   ฝ่ายเทพบุตร


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 258

องค์ที่ไปข้างหน้าเหลียวกลับมาเห็นเทพบุตรองค์นั้นโกรธ   ขึ้นชื่อว่า  คน

โกรธกัน  ย่อมรู้ได้ง่าย  จึงรู้ว่า  เทพบุตรองค์นั้นโกรธ  ก็เลยโกรธตอบว่า

ท่านโกรธเรา  จักทำอะไรเราได้   สมบัตินี้เราได้มาด้วยอำนาจบุญ  มีทาน

ศีล เป็นต้น   มิใช่ได้มาด้วยอำนาจของท่าน.  ถ้าเมื่อเทพบุตรองค์หนึ่งโกรธ

อีกองค์ไม่โกรธก็ยังคุ้มอยู่ได้.    แต่เมื่อโกรธทั้ง ๒ ฝ่าย    ความโกรธของ

ฝ่ายหนึ่ง   ย่อมเป็นปัจจัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง   ความโกรธของฝ่ายแม้นั้น  ก็เป็น

ปัจจัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง  ฉะนั้น   ทั้ง ๒  ฝ่ายจึงจุติทั้ง ๆ ที่นางสนมกำนัลพากัน

คร่ำครวญอยู่นั่นเอง.       นี้เป็นเรื่องธรรมดาในการโกรธของพวกเทวดา

คำที่เหลือพึงทราบตามนัยที่กล่าวนั่นแล.

ในวาระของนักตรึก  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

สมณะหรือพราหมณ์ผู้ตรึกนี้    ย่อมเห็นความแตก   ทำลายของจักษุ

เป็นต้น      แต่เพราะเหตุที่จิตดวงแรก ๆ พอให้ปัจจัยแก่ดวงหลัง ๆ จึงดับ

ไปฉะนั้น  จึงไม่เห็นความแตกทำลายของจิต   ซึ่งแม้จะมีกำลังกว่าการแตก

ทำลายของจักษุ  เป็นต้น.  สมณะหรือพราหมณ์ผู้ตรึกนั้น  เมื่อไม่เห็นความ

แตกทำลายของจิตนั้น   จึงยึดถือว่า  เมื่ออัตตภาพนี้แตกทำลายแล้ว   จิตย่อม

ไปในอัตตภาพอื่นเหมือนอย่างนกละต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วไปจับที่ต้นอื่นฉะนั้น

จึงกล่าวอย่างนี้.

คำที่เหลือในวาระนี้    พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล

บทว่า  อนฺตานนฺติกา  ความว่า  มีวาทะว่า  โลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด

อธิบายว่า   มีวาทะเป็นไปปรารภโลกว่า   มีที่สุดก็มี  ไม่มีที่สุดก็มี  บางที่

มีที่สุดและไม่มีที่สุด  มีที่สุดก็ไม่ใช่  ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่.

บทว่า  อนฺตสญฺี  โลกสฺมึ  วิหรติ ความว่า  สมณะหรือพราหมณ์


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 259

มิได้ขยายปฏิภาคนิมิตไปถึงขอบจักรวาล        ยึดถือเอาขอบจักรวาลนั้นว่า

เป็นโลก  จึงมีความสำคัญในโลกว่า  มีที่สุดอยู่  แต่ในกสิณที่ขยายออกไปถึง

ขอบจักรวาล  มีความสำคัญว่า  โลกไม่มีที่สุด  อนึ่ง   มิได้ขยายไปด้านบน

และด้านล่างขยายไปแต่ด้านขวาง   จึงมีความสำคัญในโลกว่า   ด้านบนและ

ด้านล่าง  มีที่สุด  มีความสำคัญในโลกว่า  ด้านขว้างไม่มีที่สุด.

วาทะของสมณะหรือพราหมณ์พวกตรึก      พึงทราบตามนัยที่กล่าว

แล้วนั่นแล.

วาทะทั้ง  ๔  อย่างนี้    จัดเข้าในปุพพันตกัปปิกวาทะ   เพราะยึดถือ

ด้วยทิฏฐิ  ตามทำนองที่ตนเคยเห็นแล้วนั่นเอง.

ที่ชื่อว่า   อมรา   เพราะไม่ตาย.

อมรานั้น คือ  อะไร ?

คือความเห็นและวาทะของคนผู้เห็นไป        ซึ่งเว้นจากความสิ้นสุด

โดยนัยมีอาทิว่า   ความเห็นของเราอย่างนี้ก็มิใช่   ดังนี้.

ที่ชื่อว่า  วิกฺเขโป  เพราะดิ้นไปมีอย่างต่าง ๆ.

ที่ชื่อว่า   อมราวิกฺเขโป   เพราะทิฏฐิและวาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว.

สมณะหรือพราหมณ์  ชื่อว่า  อมราวิกเขปิกะ  เพราะมีทิฏฐิและวาจา

ดิ้นได้ไม่ตายตัว.

อีกนัยหนึ่ง   ปลาชนิดหนึ่ง  ชื่ออมรา   แปลว่าปลาไหล.   ปลาไหล

นั้น  เมื่อแล่นไปในน้ำด้วยการผุดขึ้นและดำลงเป็นต้น  ใคร ๆ ไม่อาจจับ

ได้   แม้วาทะนี้ก็เหมือนอย่างนั้น   แล่นไปข้างโน้นข้างนี้    ไม่เข้าถึงอาการ

ที่จะจับไว้  เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า  อมราวิกเขปะ.  สมณะหรือพราหมณ์

ที่ชื่อว่า   อมราวิกเขปิกะ   เพราะมีทิฏฐิและวาจาดิ้นได้เหมือนปลาไหล


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 260

บทว่า  อิท  กุสลนฺติ  ยถาภูต   นปฺปชานาติ  ความว่า ไม่รู้กุศล-

กรรมบถ  ๑๐  ตามความเป็นจริง.   แม้ในฝ่ายอกุศล   ก็ประสงค์เอาอกุศล-

กรรมบถ  ๑๐ นั่นเอง.

บทว่า  โส  มมสฺส  วิฆาโต   ความว่า  พึงเป็นความเดือนร้อน

คือ   พึงเป็นความทุกข์แก่เรา     เพราะเกิดความร้อนใจว่า     เรากล่าวเท็จ

เสียแล้ว.

บทว่า  โส มมสฺส  อนฺตราโย ความว่า ความร้อนใจนั้น พึงเป็น

อันตรายแก่สวรรค์และมรรคของเรา.

บทว่า  มุสาวาทภยา  มุสาวาทปริเชคุจฺฉา  ความว่า เพราะความ

เกรงกลัว   และเพราะความละอายในการพูดเท็จ

บทว่า   วาจาวิกฺเขป   อาปชฺชติ    ความว่า    จึงกล่าววาจาดิ้นได้

ไม่ตายตัว   คือดิ้นไปไม่มีที่สุด.

ในคำว่า  เอวนฺติปิ  เม  โน  ดังนี้เป็นต้น   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

คำว่า  ความเห็นของเราว่า  อย่างนี้ก็มิใช่   ดังนี้   เป็นคำดิ้นได้ไม่

แน่นอน.

คำว่า  ความเห็นของเราว่า    อย่างนั้นก็มิใช่    ท่านปฏิเสธวาทะว่า

เที่ยง   ที่กล่าวไว้ว่า   อัตตาและโลกเที่ยง

คำว่า  ความเห็นของเราว่า    อย่างอื่นก็มิใช่     ท่านปฏิเสธวาทะว่า

เที่ยงบางอย่าง    ว่าไม่เที่ยงบางอย่าง    ที่กล่าวไว้โดยประการอื่นจากความ

เที่ยง.

คำว่า     ความเห็นของเราว่า    ไม่ใช่ก็มิใช่    ท่านปฏิเสธวาทะว่า

ขาดสูญ  ที่กล่าวไว้ว่า  เบื้องหน้าแต่ความตาย  สัตว์ไม่มี.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 261

คำว่า    ความเห็นของเรามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่     ท่านปฏิเสธวาทะของ

นักตรึก  ที่กล่าวไว้ว่า  เป็นก็ไม่ใช่   ไม่เป็นก็ไม่ใช่.

ก็บุคคลผู้มีความเห็นดิ้นได้ไม่ตายตัวนี้   ถูกถามว่า  นี้เป็นกุศลหรือ

อกุศล   ย่อมไม่ตอบอะไร ๆ  หรือถูกถามว่า  นี้เป็นกุศลหรือ  ก็กล่าวว่า

ความเห็นของเราว่า   อย่างนี้ก็มิใช่.   ลำดับนั้น  เมื่อเขากล่าวว่า  อะไรเป็น

กุศล   ก็กล่าวว่า    ความเห็นของเราว่า   อย่างนั้นก็มิใช่   เมื่อเขากล่าวว่า

อย่างอื่นจากทั้ง  ๒  อย่างหรือ    ก็กล่าวว่า   ความเห็นของเราว่า   อย่างอื่น

ก็มิใช่.  ลำดับนั้น  เมื่อเขากล่าวว่า   ลัทธิของท่านว่า   ไม่ใช่ทั้ง ๓ อย่าง

หรือ   ก็กล่าวว่า   ความเห็นของเราว่า  ไม่ใช่ก็มิใช่.   ลำดับนั้น  เมื่อเขา

กล่าวว่า    ลัทธิของท่านว่าไม่ใช่ก็มิใช่หรือ     ก็กล่าวดิ้นไปอย่างนี้เลยว่า

ความเห็นของเราว่า  มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่  ดังนี้    ไม่ตั้งอยู่แม้ในฝ่ายหนึ่ง.

บทว่า  ฉนฺโท  วา  ราโค  วา  ความว่า   แม้เมื่อไม่ยืนยัน   ก็รีบ

ตอบกุศลนั่นแหละว่า  เป็นกุศล ตอบอกุศลนั่นแหละว่าเป็นอกุศล แล้วถาม

บัณฑิตเหล่าอื่นว่า    ที่เราตอบคนชื่อโน้นไปอย่างนี้    คำตอบนั้น  ตอบดี

แล้วหรือ  ?   เมื่อบัณฑิตเหล่านั้นตอบว่า    ตอบดีแล้ว    พ่อมหาจำเริญ

กุศลนั่นแหละท่านตอบว่ากุศล   อกุศลนั่นแหละท่านก็ตอบว่าอกุศล   ก็จะ

พึงมีความพอใจบ้าง  ความติดใจบ้างในข้อนี้ อย่างนี้ว่า บัณฑิตเช่นกับเรา

ไม่มี.  ก็ในพระบาลีนี้    ความพอใจ   ได้แก่ความคิดใจอย่างเพลา  ความ

ติดใจ   ได้แก่ความติดใจอย่างแรง.

บทว่า  โทโส  วา ปฏิโฆ  วา   ความว่า   แม้ที่เป็นกุศล  ก็ตอบว่า

เป็นอกุศล  หรือที่เป็นอกุศล  ก็ตอบว่า  เป็นกุศล  ดังนี้   แล้วถามบัณฑิต

เหล่าอื่น    เมื่อบัณฑิตเหล่านั้นตอบว่า    ท่านตอบไม่ดี    ก็จะพึงมีความ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 262

เคืองใจบ้าง    ความขัดใจบ้าง     แก่เราในข้อนั้นว่า     เรื่องแม้เพียงเท่านี้

เราก็ไม่รู้.   แม้ในพระบาลีนี้   ความเคืองใจ    ได้แก่ความโกรธอย่างเพลา

ความขัดใจ   ได้แก่ความโกรธอย่างแรง.

บทว่า  ต  มมสฺส  อุปาทาน  โส  มมสฺส  วิฆาโต    ความว่า

ความพอใจและความติดใจทั้ง  ๒  นั้นจะพึงเป็นอุปาทานของเรา     ความ

เคืองใจและความขัดใจทั้ง ๒       จะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เรา    หรือ

ทั้ง ๒ อย่าง    เป็นอุปาทานด้วยอำนาจความยึดมั่น    เป็นความลำบากใจ

ด้วยอำนาจความกระทบ.  จริงอยู่  ความติดใจย่อมจับอารมณ์   โดยความ

ที่ไม่อยากจะปล่อย  เหมือนปลิงเกาะ.   ความเคืองใจย่อมจับอารมณ์   โดย

ความที่อยากจะให้พินาศ   เหมือนอสรพิษ  และทั้ง  ๒ นี้   ย่อมทำให้เดือด

ร้อนด้วยอรรถว่า  แผดเผาทั้งนั้น   ฉะนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  เป็นอุปาทาน

และว่าเป็นความลำบากใจ.   คำที่เหลือเหมือนกับวาระแรกนั่นแล.

บทว่า  ปณฺฑิตา  ความว่า  ผู้ประกอบด้วยคุณเครื่องเป็นบัณฑิต.

บทว่า  นิปุณา  ความว่า ผู้เจริญด้วยปัญญาอันละเอียดสุขุมสามารถ

แทงตลอดอรรถอันพิเศษซึ่งละเอียดสุขุม.

บทว่า   กตปรปฺปวาทา      ความว่า   เข้าใจการโต้วาทะและคุ้นเคย

การโต้กับฝ่ายอื่น.

บทว่า  วาลเวธิรูปา   ความว่า  เช่นกับนายขมังธนู ยิงถูกขนทราย.

บทว่า  เต  ภินฺทนฺตา  มญฺเ   ความว่า   สมณพราหมณ์เหล่านั้น

ย่อมเที่ยวไปราวกับจะทำลายทิฏฐิของตนเหล่าอื่นแม้สุขุม  ด้วยกำลังปัญญา

ของตน  ดุจนายขมังธนูยิงถูกขนทรายฉะนั้น.

บทว่า  เต  ม  ตตฺถ   ความว่า  สมณพราหมณ์เหล่านั้น     ซักไซ้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 263

ไล่เลียง  สอบสวนเราในข้อที่เป็นกุศลและอกุศลนั้น ๆ.

บทว่า สมนุยุญฺเชยฺยุ  ความว่า  พึงถามถึงลัทธิว่า  ท่านจงกล่าว

ลัทธิของตนว่า  อะไรเป็นกุศล  อะไรเป็นอกุศล.

บทว่า   สมนุคฺคาเหยฺยุ    ความว่า    เมื่อตอบไปว่า    เรื่องชื่อนี้

เป็นกุศล  เป็นอกุศล  ก็จะพึงถามถึงเหตุว่า  ท่านให้ถือความข้อนี้ด้วยเหตุ

อะไร.

บทว่า  สมนุภาเสยฺยุ  ความว่า  เมื่อตอบเหตุไปว่า  ด้วยเหตุชื่อนี้

ก็จะพึงขอโทษซักไซ้อย่างนี้ว่า      ท่านยังไม่รู้เหตุนี้    ท่านก็จงถือเอาข้อนี้

จงละข้อนี้เสีย.

บทว่า  น   สมฺปาเยยฺยุ   ความว่า   เราก็จะพึงให้คำตอบเขาไม่ได้

คือไม่อาจจะกล่าวตอบเขาได้.

บทว่า  โส  มมสฺส  วิฆาโต   ความว่า  ชื่อว่า   แม้จะพูดซ้ำซาก

ก็โต้ตอบเขาไม่ได้นั้น   จะพึงเป็นความลำบากใจ  คือเป็นทุกข์  เพราะทำ

ให้ริมฝีปาก   เพดาน   ลิ้น   และคอแห้งทีเดียว   แก่เรา.   คำที่เหลือแม้ใน

วาระที่ ๓ นี้   เหมือนกับวาระแรกนั้นเอง.

บทว่า  มนฺโท  ความว่า  มีปัญญาอ่อน.   คำนี้เป็นชื่อของคนไม่มี

ปัญญานั่นเอง.

บทว่า  โมมูโห   ความว่า    เป็นคนมัวเมามากมาย.   สัตว์   ท่าน

ประสงค์เอาว่า  ตถาคโต  ในคำว่า  โหติ  ตถาคโต  เป็นต้น.   คำที่เหลือ

ในวาระที่     แม้นี้   ง่ายทั้งนั้น.

อมราวิกเขปิกะ  ทั้ง ๔ แม้เหล่านี้    จัดเข้าในปุพพันตกัปปิกวาทะ

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น  ยึดถือความเห็นตามทำนองแห่งธรรมที่เป็น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 264

ไปก่อนนั่นเอง.

ความเห็นว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ ชื่อว่า   อธิจจสมุปบันนะ.

สมณพราหมณ์  ที่ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนิกะ  เพราะมีความเห็นว่า  อัตตา

และโลกเกิดขึ้นลอย ๆ.

บทว่า  อธิจฺจสมุปฺปนฺน  ความว่า  เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ.

คำว่า  อสญฺีสตฺตา   นี้เป็นหัวข้อเทศนา.  ความว่า   มีอัตตภาพ

สักแต่ว่ารูป   เพราะไม่มีจิตเกิดขึ้น.

พึงทราบความอุบัติของพวกอสัญญีสัตว์เหล่านั้น  อย่างนี้.

ก็บุคคลบางคนบวชในลัทธิเดียรถีย์แล้ว    ทำบริกรรมในวาโยกสิณ

ยังจตุตถฌานให้บังเกิด   ออกจากฌานแล้ว   เห็นโทษในจิตว่า  เมื่อมีจิต

ย่อมมีทุกข์  เพราะถูกตัดมือเป็นต้น    และมีภัยทั้งปวง   พอกันทีด้วยจิตนี้

ความไม่มีจิตสงบแท้  ครั้นเห็นโทษในจิตอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม

ถอย  ทำกาละแล้ว  ไปบังเกิดในพวกอสัญญีสัตว์  จิตของบุคคลนั้น ย่อม

กลับมาในโลกนี้  ด้วยความดับแห่งจุติจิต.  ในพวกอสัญญีสัตว์นั้น ปรากฏ

แต่เพียงรูปขันธ์เท่านั้น.  ธรรมดาว่า  ลูกศรที่ถูกซัดขึ้นไปด้วยกำลังสายธนู

ย่อมไปในอากาศเท่ากำลังสายธนูนั้นเอง  ฉันใด    อสัญญีสัตว์เหล่านั้นใน

ชั้นอสัญญีสัตว์นั้น  ถูกซัดไปด้วยกำลังแห่งฌาน   เกิดขึ้นแล้ว   ก็จะดำรง

อยู่ได้ตลอดกาลเท่าที่กำลังฌานมีอยู่เท่านั้น    ฉันนั้นนั่นแล.  แต่เมื่อกำลัง

ฌานเสื่อมถอย   รูปขันธ์ในชั้นอสัญญีสัตว์นั้น  ก็จะอันตรธาน   ปฏิสนธิ

สัญญาย่อมเกิดขึ้นในโลกนี้   ก็เพราะสัญญาที่เกิดขึ้นในโลกนี้นั้น  เป็นเหตุ

ให้ปรากฏการจุติของอสัญญีสัตว์เหล่านั้นในชั้นอสัญญีสัตว์นั้น  ฉะนั้น จึง

ตรัสต่อไปว่า  ก็และเทวดาเหล่านั้น  ย่อมจุติจากชั้นนั้น   เพราะความเกิด


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 265

ขึ้นแห่งสัญญา.

บทว่า  สนฺตตาย ความว่า  เพื่อความสงบ.

คำที่เหลือในวาระนี้    ง่ายทั้งนั้น.

แม้วาทะของนักตรึก   ก็พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว   ดังนี้แล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นแสดงปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ประการ

อย่างนี้แล้ว  บัดนี้มีพระประสงค์จะทรงแสดงอปรันตกัปปิกทิฏฐิ  ๔๔  ประ-

การ   จึงตรัสพระบาลีมีอาทิว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    มีสมณพราหมณ์

พวกหนึ่ง  ดังนี้.

ในพระบาลีนั้น    สมณพราหมณ์ที่ชื่อว่า  อปรันตกัปปิกะ  เพราะ

กำหนดอปรันตะ  กล่าวคือขันธ์ส่วนอนาคต ยึดถือ. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า

อปรันตกัปปิกะ     เพราะมีการกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต.     แม้คำที่เหลือ

ก็พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในเบื้องต้น  ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า  อุทฺธมาฆตนิกา  ความว่า  ความตาย   เรียกว่า  อาฆาตนะ

สมณพราหมณ์ที่ชื่อว่า   อุทฺธมาฆตนิกา   เพราะกล่าวอัตตาเบื้องหน้าแต่

ความตาย.

วาทะที่เป็นไปว่า  มีสัญญา  ชื่อสัญญีวาทะ.

ในคำว่า  อัตตาที่มีรูป  เป็นต้น  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ย่อมบัญญัติอัตตานั้นว่า  เบื้องหน้าแต่ความตาย  อัตตาที่มีรูป  ยั่งยืน

มีสัญญา ดังนี้   เพราะยึดถือรูปกสิณว่า เป็นอัตตา  และยึดถือสัญญา  ที่เป็น

ไปในรูปกสิณนั้น  ว่าเป็นสัญญาของอัตตานั้น   หรือเพราะเพียงแต่นึกเอา

เท่านั้น  ดุจพวกนอกศาสนามีอาชีวกเป็นต้น.

ในพระบาลีนั้น  บทว่า อโรโค  ความว่า เที่ยง.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 266

อนึ่ง  ย่อมบัญญัติอัตตานั้นว่า  อัตตาที่ไม่มีรูปมีสัญญา ดังนี้   เพราะ

ยึดถือนิมิตแห่งอรูปสมาบัติว่าเป็นอัตตา      และยึดถือสัญญาแห่งสมาบัติว่า

เป็นสัญญาของอัตตานั้น       หรือเพราะเพียงแต่นึกเอาเท่านั้น     ดุจพวก

นอกศาสนามีนิครนถ์เป็นต้น.

ส่วนข้อที่  ๓   เป็นทิฏฐิที่เป็นไปด้วยอำนาจความยึดถือระคนกัน.

ข้อที่  ๔   เป็นทิฏฐิที่เป็นไปด้วยความยึดถือโดยนึกเอาเท่านั้น.

จตุกกะที่ ๒   พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในอันตานันติกวาทะนั่น-

แล.

ในจตุกกะที่ ๓ พึงทราบว่า  อัตตาชื่อว่ามีสัญญาอย่างเดียวกัน ด้วย

อำนาจแห่งผู้ได้สมาบัติ     อัตตาชื่อว่ามีสัญญาต่างกัน    ด้วยอำนาจแห่งผู้

ไม่ได้สมาบัติ     อัตตาชื่อว่ามีสัญญานิดหน่อย     ด้วยอำนาจแห่งกสิณนิด

หน่อย     อัตตาชื่อว่ามีสัญญาหาประมาณมิได้     ด้วยอำนาจแห่งกสิณอัน

ไพบูลย์.

ส่วนในจตุกกะที่ ๔ อธิบายว่า บุคคลมีทิพยจักษุ  เห็นสัตว์ผู้บังเกิด

ในติกฌานภูมิและจตุกกฌานภูมิ   ย่อมยึดถือว่า  อัตตามีสุขอย่างเดียว เห็น

สัตว์บังเกิดในนรก  ย่อมยึดถือว่า  อัตตามีทุกข์อย่างเดียว เห็นสัตว์บังเกิด

ในหมู่มนุษย์  ย่อมยึดถือว่า  อัตตามีทั้งสุขทั้งทุกข์  เห็นสัตว์บังเกิดในเทพ

ชั้นเวหัปผละ  ย่อมยึดถือว่า  อัตตามีทุกข์ก็มิใช่   มีสุขก็มิใช่.

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง    พวกที่ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ    เป็นพวก

ปุพพันตกัปปิกะ  พวกที่ได้ทิพยจักษุ   เป็นพวกอปรันตกัปปิกะ ดังนี้แล

อสัญญีวาทะ     บัณฑิตพึงทราบด้วยอำนาจตุกกะทั้ง ๒ ที่กล่าวไว้

ข้างต้นในสัญญีวาทะ.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 267

เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ  ก็เหมือนกัน.

ก็เพียงแต่ในสัญญีวาทะนั้น  ทิฏฐิเหล่านั้น  ของพวกที่ถือว่า อัตตา

มีสัญญา,    นอสัญญีวาทะ   และเนวสัญญีนาสัญญีวาทะนี้    ทิฏฐิเหล่านั้น

พวกที่ถือว่า  อัตตาไม่มีสัญญา  และว่า  อัตตามีสัญญาก็มิใช่   ไม่มีสัญญา

ก็มิใช่.

ในทิฏฐิเหล่านั้น    พึงตรวจสอบเหตุการณ์    ไม่ใช่โดยส่วนเดียว.

ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่า    ความยึดถือแม้ของคนผู้มีทิฏฐิ   ก็เช่นเดียวกับ

กระเช้าของคนบ้า.

ในอุจเฉทวาทะ  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

บทว่า  สโต  ได้แก่ยังมีอยู่.

บทว่า  อุจฺเฉท  ได้แก่ความขาดสูญ.

บทว่า  วินาส  ได้แก่ความไม่พบปะ.

บทว่า  วิภว   ได้แก่ไปปราศจากภพ.

คำเหล่านี้ทั้งหมด  เป็นไวพจน์ของกันและกันทั้งนั้น.

ในอุจเฉทวาทะนั้น     มีตนที่ถืออุจเฉททิฏฐิอยู่ ๒ พวก    คือผู้ได้

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๑    ผู้ไม่ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๑    ผู้ที่ได้

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  เมื่อระลึกตาม   มีทิพยจักษุ  เห็นจุติไม่เห็นอุบัติ

อีกอย่างหนึ่ง  ผู้ใดสามารถเห็นเพียงจุติเท่านั้น   ไม่เห็นอุบัติ   ผู้นั้นชื่อว่า

ยึดถืออุจเฉททิฏฐิ.

ผู้ที่ไม่ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ   คิดว่า  ใครเล่าจะรู้ปรโลก  ย่อม

ยึดถือความขาดสูญ   เพราะค่าที่ตนเป็นผู้ต้องการกามสุข   หรือเพราะการ

นึกเอาเองเป็นต้นว่า    สัตว์ทั้งหลาย    ก็เหมือนกับใบไม้ที่หล่นจากต้นไม้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 268

ไม่งอกต่อไปฉะนั้น.

ก็ในอธิการนี้  พึงทราบว่า   ทิฏฐิ  ๗  เหล่านี้     เกิดขึ้นด้วยอำนาจ

ตัณหาและทิฏฐิ   หรือเพราะกำหนดเอาอย่างนั้น   และอย่างอื่น.

ในพระบาลีนั้น  บทว่า  รูปี   ได้แก่ผู้มีรูป.

บทว่า  จาตุมฺมหาภูติโก  ได้แก่สำเร็จด้วยมหาภูต  ๔.

ที่ชื่อว่า   มาตาเปตฺติก    เพราะมีมารดาและบิดา.  นั้นได้แก่อะไร ?

ได้แก่สุกกะและโลหิต.

ที่ชื่อว่า  มาตาเปตฺติกสมฺภโว    เพราะสมภพ    คือ  เกิดในสุกกะ

และโลหิตอันเป็นของมารดาและบิดา.

สมณะหรือพราหมณ์    ผู้มีวาทะและทิฏฐิ    ย่อมกล่าวอัตตภาพของ

มนุษย์ว่าอัตตา  โดยยกรูปกายขึ้นเป็นประธาน.

บทว่า  อิตฺเถเก  ตัดบทเป็น  อิตฺถ   เอเก  ความเท่ากับ  เอวเมเก.

สมณะหรือพราหมณ์พวกที่ ๒ ปฏิเสธข้อนั้น  กล่าวอัตตภาพอันเป็น

ทิพย์.

บทว่า  ทิพฺโพ  ความว่า  เกิดในเทวโลก.

บทว่า   กามาวจโร  ได้แก่นับเนื่องในเทวดาชั้นกามาวจร ๖ ชั้น.

ที่ชื่อว่า   กวฬิงฺการาหารภกฺโข   เพราะกินอาหาร  คือคำข้าว.

บทว่า  มโนมโย  ได้แก่บังเกิดด้วยฌานจิต.

บทว่า  สพฺพงฺคปจฺจงฺคี   ได้แก่ประกอบด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ครบ

ถ้วน.

บทว่า  อหีนินฺทฺริโย  ได้แก่มีอินทรีย์บริบูรณ์.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 269

คำนี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์   ที่มีอยู่ในพรหมโลก    และ

ด้วยอำนาจทรวดทรงของอินทรีย์นอกนี้.

เนื้อความของคำว่า  สพฺพโส  รูปสญฺาน  สมติกฺกมา  ดังนี้ เป็นต้น

ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.

ส่วนในคำว่า   อากาสานญฺจายตนุปโค    เป็นต้น     พึงทราบเนื้อ

ความอย่างนี้ว่า  เข้าถึงภพชั้นอากาสานัญจายตนะ.    คำที่เหลือในอุจเฉท-

วาทะนี้    ง่ายทั้งนั้น   ดังนี้แล.

ในทิฏฐธรรมนิพพานวาทะ  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ธรรมที่ประจักษ์  เรียกว่า  ทิฏฐธรรม.

คำนี้เป็นชื่อของอัตตภาพที่ได้เฉพาะในภพนั้น ๆ.  นิพพานในทิฏฐ-

ธรรม ชื่อว่า  นิพพานปัจจุบัน.  อธิบายว่า  ทุกข์สงบในอัตตภาพนี้เอง.

สมณพราหมณ์     ชื่อว่า  ทิฏฐธรรมนิพพานวาทะ     เพราะกล่าว

นิพพานปัจจุบันนั้น.

บทว่า ปรมทิฏฺนิพฺพาน  ได้แก่นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

อธิบายว่า  สูงสุด.

บทว่า  ปญฺจหิ  กามคุเณหิ  ความว่า  ด้วยส่วนแห่งกาม หรือด้วย

เครื่องผูก ๕ อย่าง  มีรูปเป็นที่ชอบใจและเป็นที่รักเป็นต้น.

บทว่า  สมปฺปิโต   ได้แก่เป็นผู้แนบแน่น  คือติดแน่นด้วยดี.

บทว่า  สมงฺคีภูโต  ได้แก่ประกอบ.

บทว่า  ปริจาเรติ  ความว่า ยังอินทรีย์ให้เที่ยวไป ให้สัญจรไป  นำ

เข้าไปข้างโน้นบ้าง  ข้างนี้บ้าง ตามสบายในกามคุณเหล่านั้น . ก็อีกนัยหนึ่ง

 


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 270

ย่อมพอใจ  ย่อมยินดี  ย่อมเล่น.

ก็กามคุณในที่นี้มี ๒ อย่าง  คือ ที่เป็นของมนุษย์ ๑ ที่เป็นทิพย์  ๑.

กามคุณที่เป็นของมนุษย์     พึงเห็นเช่นกับกามคุณของพระเจ้ามันธาตุราช

ส่วนกามคุณที่เป็นทิพย์ พึงเห็นเช่นกับกามคุณของปรนิมมิตวสวัตดีเทวราช

ฉะนั้นแล.

ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมบัญญัติการบรรลุนิพพานปัจจุบันของ

พวกที่เข้าถึงกาม   เห็นปานนี้.

ในวาระที่  ๒  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

กามทั้งหลาย   พึงทราบว่า   ชื่อว่า   ไม่เที่ยง   ด้วยอรรถว่า   มีแล้ว

กลับไม่มี ชื่อว่า เป็นทุกข์  ด้วยอรรถว่า  บีบคั้น ชื่อว่า มีความแปรปรวน

เป็นธรรมดา  ด้วยอรรถว่า   ละปกติ.

บทว่า   เตส  วิปริณามญฺถาภาวา  ความว่า เพราะกามเหล่านั้น

กลายเป็นอย่างอื่น  กล่าวคือ  แปรปรวน จึงเกิดความโศก ความคร่ำครวญ

ความทุกข์   ความโทมนัส   และความคับแค้นใจ   โดยนัยที่กล่าวว่า   แม้

สิ่งใดได้มีแก่เรา   แม้สิ่งนั้นไม่มีแก่เรา   ดังนี้.

ใน  ๕  อย่างนั้น     ความโศกมีลักษณะแผดเผาในภายใน    ความ

คร่ำครวญมีลักษณะบ่นเพ้อพร่ำอาศัยความโศกนั้น     ความทุกข์มีลักษณะ

บีบคั้นกาย   ความโทมนัสมีลักษณะลำบากใจ    ความคับแค้นใจมีลักษณะ

เศร้าสลดใจ.

เนื้อความของคำว่า   วิวิจฺเจว  กาเมหิ  ดังนี้เป็นต้น   ข้าพเจ้ากล่าว

ไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 271

บทว่า   วิตกฺกิต  ความว่า   วิตกที่เป็นไปด้วยอำนาจยกจิตขึ้นไว้ใน

อารมณ์.

บทว่า   วิจาริต   ความว่า   วิจารซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจเคล้าอารมณ์.

บทว่า   เอเตเนต  ความว่า    ปฐมฌานนี้ปรากฏว่า  หยาบเหมือน

กับมีหนาม   ด้วยยังมีวิตกและวิจาร.

บทว่า  ปิตคต  ได้แก่ปีตินั่นเอง.

บทว่า   เจตโส  อุพฺพิลฺลาวิตตฺต     ได้แก่เป็นเหตุทำใจให้หวาด-

เสียว.

บทว่า   เจตโส  อาโภโค    ความว่า    ออกจากฌานแล้ว    จิตก็ยัง

คำนึง  คือนึกถึงวนเวียนอยู่ในสุขนั้นบ่อย ๆ.

คำที่เหลือในทิฏฐธรรมนิพพานวาทะนี้   ง่ายทั้งนั้น.

โดยลำดับแห่งคำเพียงเท่านี้   เป็นอันตรัสถึงทิฏฐิ  ๖๒  ทั้งหมด  ซึ่ง

แบ่งเป็นอุจเฉททิฏฐิ  ๗  เท่านั้น    ที่เหลือ   เป็นสัสสตทิฏฐิ.

บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประมวลปุพพันตกัปปิกทิฏฐิเหล่านั้น

ทั้งหมดเข้าด้วยกัน  โดยวาระนี้ว่า  อิเม  โข  เต  ภิกฺขเว เป็นต้น แล้วทรง

วิสัชนาพระสัพพัญญุตญาณ.   ทรงประมวลอปรันตกัปปิกทิฏฐิ   และปุพ-

พันตอปรันตกัปปิกทิฏฐิเหล่านั้นทั้งหมดเข้าด้วยกัน    โดยวาระว่า    อิเม

โข  เต ภิกฺขเว  เป็นต้น    แล้วทรงวิสัชนาพระญาณนั้นแหละ   แม้เมื่อตรัส

ถามในพระดำรัสว่า  กตเม  จ  เต  ภิกฺขเว   ธมฺมา เป็นต้น     ก็ตรัสถาม

พระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง  แม้เมื่อทรงวิสัชนาก็ทรงยกทิฏฐิ  ๖๒  ประการ

ขึ้นแล้วทรงวิสัชนาพระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง    เหมือนดังทรงชั่งอัธยาศัย

ของสัตว์ทั้งหลายด้วยตาชั่ง          เหมือนดังทรงยกทรายจากเชิงภูเขาสิเนรุ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 272

ฉะนั้น  ด้วยประการฉะนี้.

พระธรรมเทศนานี้มาแล้วด้วยอำนาจตามลำดับอนุสนธิอย่างนี้.

 

ก็พระสูตรมีอนุสนธิ  ๓  อย่าง  คือ

๑.  ปุจฉานุสนธิ   พระธรรมเทศนาที่ตรัสตอบคำถาม.

๒.  อัชฌาสยานุสนธิ      พระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงตามอัธยาศัย

ของสัตว์.

๓.  ยถานุสนธิ  พระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงตามลำดับเรื่อง.

ในอนุสนธิแห่งพระสูตร ๓ อย่างนั้น      พึงทราบปุจฉานุสนธิด้วย

อำนาจแห่งพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิสัชนาแก่ผู้ที่ทูลถามอย่าง

นี้ว่า     เมื่อพระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้แล้ว      นันทโคบาลจึงได้กราบทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ฝั่งใน  ได้แก่อะไร ?

ฝั่งนอก   ได้แก่อะไร  สงสารในท่ามกลาง   ได้แก่อะไร ?    เกยบนบก

ได้แก่อะไร  ? มนุษย์จับ   ได้แก่อะไร อมนุษย์จับ  ได้แก่อะไร ?   ถูก

น้ำวนเอาไว้  ได้แก่อะไร ความเน่าใน   ได้แก่อะไร ?

พึงทราบอัชฌาสยานุสนธิ   ด้วยอำนาจแห่งพระสูตรที่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของสัตว์เหล่าอื่น แล้วตรัสอย่างนี้ว่า  ครั้งนั้นแล

ภิกษุรูปหนึ่งเกิดปริวิตกทางใจอย่างนี้ว่า   จำเริญละ   เท่าที่พูดกันว่า  รูป

เวทนา   สัญญา   สังขาร   วิญญาณ   ต่างก็เป็นอนัตตา   เอาชิ   กรรมที่

อนัตตากระทำแล้วจักถูกอัตตาไหนกัน   ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงทราบความปริวิตกทางใจของภิกษุรูปนั้น ด้วยพระหฤทัยของพระองค์

จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เป็นฐานะที่จะมีได้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 273

ที่จะมีโมฆบุรุษบางคนในพระธรรมวินัยนี้ ตกอยู่ในอวิชชา มีใจซึ่งมีตัณหา

เป็นใหญ่   จะพึงเข้าใจสัตถุศาสน์แล่นเกินหน้าไปว่า  จำเริญละ เท่าที่พูดกันว่า

รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ต่างก็เป็นอนัตตา  เอาซิ  กรรม

ที่อนัตตากระทำแล้ว       จักถูกอัตตาไหนกัน  ดังนี้   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ดังนี้.

แต่พึงทราบยถานุสนธิ   ด้วยอำนาจแห่งพระสูตรทั้งหลาย   อันเป็น

ที่มาแห่งพระธรรมเทศนาในข้างหน้า    ด้วยอำนาจแห่งธรรมอันเข้ากันได้

หรือด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ขัดกันแก่ธรรมที่เป็นเหตุให้พระธรรมเทศนา

ตั้งขึ้นในเบื้องต้น   ตัวอย่างเช่น   ในอากังเขยยสูตร   เทศนาตั้งขึ้นด้วยศีล

ในตอนต้น  อภิญญา  ๖  มาในตอนปลาย  ในวัตถุสูตร  เทศนาทั้งขึ้นด้วย

อำนาจกิเลสในตอนต้น    พรหมวิหารมาในตอนปลาย    ในโกสัมพิกสูตร

เทศนาตั้งขึ้นด้วยการทะเลาะในตอนต้น      สาราณียธรรมมาในตอนปลาย

ในกักกัจโจปัมมสูตร   เทศนาทั้งขึ้นด้วยความไม่อดทนในตอนต้น   อุปมา

ด้วยเลื่อยมาในตอนปลาย.   ในพรหมชาลสูตรนี้    เทศนาตั้งขึ้นด้วยอำนาจ

แห่งทิฏฐิในตอนต้น  การประกาศสุญญตามาในตอนปลาย.  เพราะเหตุนั้น

ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวไว้ว่า      พระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ด้วยอำนาจแห่งยถา-

นุสนธิอย่างนี้   ดังนี้.

บัดนี้    เพื่อจะทรงแสดงการจำแนกขอบเขต   พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงทรงเริมเทศนาว่า  ตตฺร  ภิกฺขเว  ดังนี้เป็นต้น

คำ  ตทปิ  เตส  ภวต  สมณพฺราหฺมณาน  อชานต  อปสฺสต

เวทยิต  ตณฺหาคตาน  ปริตสฺสิต  วิปฺผนฺทิตเมว    ดังนี้     ความว่า

สมณพราหมณ์เหล่านั้น    เกิดโสมนัส   ด้วยความยินดีในทิฏฐิ  ด้วยความ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 274

สุขในทิฏฐิ    ด้วยความรู้สึกในทิฏฐิอันใด     ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า

เที่ยง  ด้วยเหตุ  ๔   ประการ   แม้ข้อนั้นก็เป็นความรู้สึกของสมณพราหมณ์

ผู้เจริญเหล่านั้น    ผู้ไม่รู้ไม่เห็นสภาวะแห่งธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง

เป็นคนที่ยังมีตัณหาอยู่         ความรู้สึกนั้นเป็นของคนที่ยังมีตัณหาเท่านั้น

อย่างเดียว  ก็และความรู้สึกนี้นั้นแล เป็นความดิ้นรนเป็นความแส่หาเท่านั้น

คือเป็นความหวั่นเท่านั้น    เป็นความไหวเท่านั้น  ด้วยความดิ้นรนกล่าวคือ

ทิฏฐิและตัณหา   เหมือนกับหลักที่ปักไว้ในกองแกลบ    มิใช่ไม่หวั่นไหว

ดุจทัศนะของพระโสดาบัน.  แม้ในเอกัจจสัสสตวาทะเป็นต้น  ก็นัยนี้แล.

พระบาลีว่า  ตตฺร  ภิกฺขเว  เย  เต  สมณพฺราหฺมณา  สสฺสตวาทา

ดังนี้ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มไว้อีก เพื่อทรงแสดงปัจจัยสืบ ๆ

กันมา.

ในพระบาลีนั้น       ด้วยพระดำรัสว่า  ตทปิ ผสฺสปจฺจยา   ดังนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า    สมณพราหมณ์เหล่านั้น    เกิดโสมนัส

ด้วยความยินดีในทิฏฐิ  ด้วยความสุขในทิฏฐิ  ด้วยความรู้สึกในทิฏฐิอันใด

ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า    เที่ยง     ด้วยเหตุ ๔  ประการ      แม้ข้อนั้น

ก็คือความรู้สึกดิ้นรนเพราะตัณหาและทิฏฐิ  เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย  ดังนี้.

ในวาทะทั้งปวงก็นัยนี้.

บัดนี้   เพื่อจะทรงแสดงภาวะที่ปัจจัยนั้นมีกำลังในความรู้สึกในทิฏฐิ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระบาลีอีกว่า   ตตฺร  ภิกฺขเว  เย  เต  สมณ-

พฺราหฺมณา  สสฺสตวาทา  ดังนี้  เป็นต้น.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 275

ในพระบาลีนั้น  ด้วยคำว่า  เต  วต  อญฺตฺร  ผสฺสา  ดังนี้  พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความว่า  ข้อที่ว่า  สมณพราหมณ์เหล่านั้น  เว้น

จากผัสสะ  จักรู้สึกความรู้อันนั้น  ดังนี้นั้น  ไม่มีเหตุที่จะเป็นไปได้  อุปมา

เหมือนอย่างว่า      ขึ้นชื่อว่าเสาย่อมเป็นปัจจัยมีกำลังเพื่อประโยชน์ในการ

ค้ำเรือนจากการล้ม    เรือนนั้น    ไม่มีเสาค้ำไว้   ไม่อาจจะตั้งอยู่ได้ฉันใด

แม้ผัสสะก็มีอุปไมยฉันนั้นแล เป็นปัจจัยมีกำลังแก่เวทนา   เว้นผัสสะนั้นเสีย

ความรู้สึกในทิฏฐินี้  ย่อมไม่มี  ดังนี้.  ในวาทะทั้งปวงก็นัยนี้.

บัดนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงประมวลความรู้สึกในทิฏฐิทั้งปวง

โดยนัยมีอาทิว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์เหล่านั้นใด   เป็นสัสสตวาทะ   ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า

เที่ยง  ด้วยเหตุ  ๔  ประการ   แม้สมณพราหมณ์เหล่านั้นใด   เป็นเอกัจจ-

สัสสติกะ  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  ดังนี้.

เพราะเหตุไร  ?

เพราะเพื่อต้องการจะเพิ่มผัสสะข้างหน้า.

อย่างไร   ?

สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดถูกต้องแล้ว     ด้วยผัสสายตนะทั้ง ๖

ย่อมเสวยเวทนา.  ที่ชื่อว่าผัสสายตนะทั้ง ๖ ในข้อนั้น ได้แก่ผัสสายตนะ ๖

เหล่านี้    คือ  จักขุผัสสายตนะ ๑   โสตผัสสายตนะ ๑   ฆานผัสสายตนะ ๑

ชิวหาผัสสายตนะ ๑   กายผัสสายตนะ ๑  มโนผัสสายตนะ ๑.

ก็  อายตนศัพท์นี้   ย่อมเป็นไปในอรรถว่า  ที่เกิด  ที่ประชุม   เหตุ

และบัญญัติ.   ในอรรถเหล่านั้น  อายตน  ศัพท์เป็นไปในอรรถว่า  ที่เกิด

เช่นในคำว่า  ชนบทกัมโพชะ  เป็นที่เกิดของม้าทั้งหลาย  ทักขิณาบถเป็น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 276

ที่เกิดของโคทั้งหลาย  ดังนี้    อธิบายว่า  ในที่เป็นที่เกิด.

เป็นไปในอรรถว่า   ที่ประชุม    เช่นในคำว่า    เมื่อต้นไม้ใหญ่นั้น

เป็นที่ประชุมที่น่ารื่นรมย์ใจ    นกทั้งหลายย่อมพากันอาศัยต้นไม้นั้น ดังนี้.

เป็นไปในอรรถว่า    บัญญัติ    เช่นในคำว่า    ย่อมสมมติบัญญัติว่า

ในราวป่า   ในบรรณกุฎี.

อายตนศัพท์นี้นั้น ในที่นี้ย่อมควรในอรรถทั้ง ๓ มีถิ่นเกิดเป็นต้น.

จริงอยู่   ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นที่ห้า   ย่อมเกิด   ย่อมประชุมใน

จักษุเป็นต้น      แม้จักษุเป็นต้นเหล่านั้น     ก็เป็นเหตุของธรรมเหล่านั้น

เหตุนั้น  จึงชื่อว่า  อายตนะ.  และในที่นี้    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผัสสา-

ยตนะทั้ง   ๖   เป็นต้นไว้   เพื่อจะทรงแสดงความสืบ ๆ กันแห่งปัจจัยนับแต่

ผัสสะเป็นต้นไป   ยกพระธรรมเทศนาโดยยกผัสสะเป็นหัวข้อนั่นเอง  โดย

นัยนี้ว่า   อาศัยจักษุและรูป   จึงเกิดจักษุวิญญาณทั้ง ๓ อย่าง   ประชุมกัน

เข้า   จึงเป็นผัสสะ   ดังนี้.

บทว่า   ผุสฺส  ผุสฺส  ปฏิสเวเทนฺติ  ความว่า   ถูกต้อง ๆ แล้วเสวย

เวทนา.

ก็ในพระบาลีนี้    แม้จะได้ตรัสเหมือนอายตนะทั้งหลายมีการถูกต้อง

เป็นกิจไว้ก็จริง   ถึงอย่างนั้น   ก็ไม่พึงเข้าใจว่า   อายตนะเหล่านั้น   มีการ

ถูกต้องเป็นกิจ.   เพราะว่า   อายตนะทั้งหลาย   ถูกต้องไม่ได้   ส่วนผัสสะ

ย่อมถูกต้องอารมณ์นั้น ๆ.   ก็อายตนะทั้งหลาย   ทรงแสดงแฝงไว้ในผัสสะ

เพราะฉะนั้น  พึงทราบความในพระบาลีนี้อย่างนี้ว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น

ทั้งหมด    ถูกต้องอารมณ์มีรูปเป็นต้น    ด้วยผัสสะที่เกิดแต่ผัสสายตนะ ๖

แล้วเสวยเวทนาในทิฏฐินั้น.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 277

ในข้อว่า   เตส  เวทนาปจฺจยา   ตณฺหา   ดังนี้เป็นต้น   มีวินิจฉัย

ดังต่อไปนี้

บทว่า   เวทนา   ความว่า   เวทนาเกิดแต่ผัสสายตนะ ๖.     เวทนา

นั้น     ย่อมเป็นปัจจัยโดยเงื่อนแห่งอุปนิสสัยปัจจัยแก่ตัณหาอันต่างด้วยรูป

ตัณหาเป็นต้น  ด้วยเหตุนั้น    จึงตรัสว่า  เพราะเวทนาของสมณพราหมณ์

เหล่านั้นเป็นปัจจัย    จึงเกิดตัณหา   ดังนี้.      และตัณหานั้นก็เป็นปัจจัย

โดยเงื่อนแห่งอุปนิสสัยปัจจัย   และโดยเงื่อนแห่งสหชาตปัจจัย   แก่อุปทาน

๔  อย่าง.    อุปาทานก็เป็นปัจจัยแก่ภพอย่างนั้น.    ภพเป็นปัจจัยโดยเงื่อน

แห่งอุปนิสสัยปัจจัยแก่ชาติ.   ก็ในคำว่า   ชาติ   นี้    พึงเห็นว่า   ได้แก่ขันธ์

๕ พร้อมทั้งวิการ.    ชาติเป็นปัจจัยโดยเงื่อนแห่งอุปนิสสัยปัจจัย    แก่ชรา

มรณะ  และโสกะเป็นต้น.  นี้เป็นความย่อในพระบาลีนี้.  ส่วนกถาว่าด้วย

ปฏิจจสมุปบาท     ได้กล่าวไว้แล้วโดยพิสดารในวิสุทธิมรรค.     ก็ในที่นี้

พึงทราบพอประกอบพระบาลีนั้นเท่านั้น.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสวัฏฏกถา   ย่อมตรัสด้วยศัพท์อันเป็น

หัวข้อคืออวิชชา  อย่างนี้ว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เงื่อนต้นแห่งอวิชชา

ย่อมไม่ปรากฏ   ในกาลก่อนแต่นี้อวิชชาไม่มี   แต่ภายหลังจึงมี   เพราะเหตุ

นั้น  เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า    ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น    อวิชชามีเพราะข้อนี้

เป็นปัจจัย  จึงปรากฏ  ดังนี้บ้าง   ด้วยศัพท์อันเป็นหัวข้อคือตัณหาอย่างนี้

ว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เงื่อนต้นแห่งภวตัณหาย่อมไม่ปรากฏ   ในกาล

ก่อนแต่นี้   ภวตัณหาไม่มี   แต่ภายหลังจึงมี    เพราะเหตุนั้น    เราจึงกล่าว

คำนี้อย่างนี้ว่า    ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น  ภวตัณหามีเพราะข้อนี้เป็นปัจจัย    จึง

ปรากฏ  ดังนี้บ้าง     ด้วยศัพท์อันเป็นหัวข้อคือทิฏฐิอย่างนี้ว่า       ดูก่อน


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 278

ภิกษุทั้งหลาย   เงื่อนต้นแห่งภวทิฏฐิ    ย่อมไม่ปรากฏ    ในกาลก่อนแต่นี้

ภวทิฏฐิไม่มี   แต่ภายหลังจึงมี   เพราะเหตุนั้น     เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า

ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น  ภวทิฏฐิมีเพราะข้อนี้เป็นปัจจัย   จึงปรากฏ   ดังนี้บ้าง.

ก็ในพระสูตรนี้      เมื่อตรัสด้วยศัพท์อันเป็นหัวข้อคือทิฏฐิ      ตรัสทิฏฐิ

ทั้งหลาย   ที่เกิดขึ้นด้วยความติดใจในเวทนา   จึงตรัสปฏิจจสมุปบาทอันมี

เวทนาเป็นมูล.  ด้วยเหตุนั้น   จึงทรงแสดงความข้อนี้ว่า   สมณพราหมณ์

เจ้าทิฏฐิเหล่านี้      ยึดถือความเห็นนี้แล้ว     แล่นไปท่องเที่ยวไปในภพ  ๓

กำเนิด ๔  คติ  ๕  วิญญาณคติ ๗  สัตตาวาส  ๙  จากนี่ไปนั่น  จากนั่น

ไปนี่   ดังนี้      ย่อมวนเวียนไปตามวัฏฏทุกข์อย่างเดียว    ไม่สามารถจะเงย

ศีรษะขึ้นจากวัฏฏทุกข์ได้   ดุจโคที่เขาเทียมไว้ในเครื่องยนต์    ดุจลูกสุนัข

ที่เขาล่ามไว้ที่เสา   และดุจเรือที่อับปางลงด้วยลมฉะนั้น   ดังนี้แล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นตรัสวัฏฏะอันเป็นที่ตั้งอาศัยของตนผู้มี

ทิฏฐิอย่างนี้แล้ว   บัดนี้  เมื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏะ   ยกภิกษุผู้ประกอบความ

เพียรขึ้นเป็นที่ตั้ง  จึงตรัสพระบาลีว่า  ยโต  โข  ภิกฺขเว  ภิกฺขุ  เป็นต้น

ในพระบาลีนั้น  บทว่า  ยโต   แปลว่า  ในกาลใด.

บทว่า  ฉนฺน  ผสฺสายตนาน  ความว่า  วัฏฏะย่อมวนไปแก่คนผู้มี

ทิฏฐิ   ผู้ถูกต้องด้วยผัสสายตนะเหล่าใด   เสวยเวทนาอยู่    แห่งผัสสายตนะ

๖  เหล่านั้นนั่นแล.

ในคำว่า    สมุทย    เป็นต้น     พึงทราบความเกิดแห่งผัสสายตนะ

ตามนัยที่ตรัสไว้ในเวทนากัมมัฏฐานว่า    เพราะอวิชชาเกิด    จักษุจึงเกิด

ดังนี้เป็นต้น.     เหมือนอย่างว่า     ในเวทนากัมมัฏฐานนั้น     ตรัสไว้ว่า

เพราะผัสสะเกิด   เพราะผัสสะดับ  ดังนี้ฉันใด   ในพระบาลีนี้ก็เป็นฉันนั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 279

พึงทราบอายตนะนั้นว่า     ในจักษุเป็นต้น    เพราะอาหารเกิด     เพราะ

อาหารดับ  ในมนายตนะ   เพราะนามรูปเกิด   เพราะนามรูปดับ  ดังนี้แล.

บทว่า  อุตฺตริตร   ปชานาติ    ความว่า    บุคคลผู้มีทิฏฐิย่อมรู้ชัด

เฉพาะทิฏฐิเท่านั้น   ส่วนภิกษุนี้ย่อมรู้ทิฏฐิ   และยิงขึ้นไปกว่าทิฏฐิ    คือ

ศีล   สมาธิ   ปัญญา    และวิมุติ    จนถึงพระอรหัต    คือพระขีณาสพก็รู้

พระอนาคามี  พระสกทาคามี  พระโสดาบันก็รู้    ภิกษุผู้เป็นพหูสูต   ทรง

คันถธุระก็รู้  ภิกษุผู้ปรารภวิปัสสนาก็รู้.

ก็พระธรรมเทศนาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้จบลงด้วยยอดคือ พระ

อรหัตทีเดียว   ดังนี้แล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นตรัสวิวัฏฏะ  อย่างนี้แล้ว  บัดนี้   เพื่อจะ

ทรงแสดงว่า  ขึ้นชื่อว่าคนมีทิฏฐิที่พ้นไปจากข่าย  คือ   พระธรรมเทศนา

ย่อมไม่มี   จึงตรัสต่อไปว่า   เย   หิ   เกจิ   ภิกฺขเว   เป็นต้น.

ในพระบาลีนั้น  บทว่า  อนฺโตชาลีกตา  ความว่า   อยู่ภายในข่าย

คือ   เทศนาของเรานี้นั่นเอง.

บทว่า   เอตฺถ  สิตา  ว   ความว่า  อยู่   อาศัย   คือ   พึ่งพิงอยู่ใน

ข่าย   คือเทศนาของเรานี้นั่นแหละ.

คำว่า   เมื่อผุดก็ผุด   มีคำอธิบายอย่างไร  ?

มีคำอธิบายว่า   สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น  จมลงบ้าง    โผล่ขึ้น

บ้าง   ก็เป็นผู้อยู่ในข่ายคือเทศนาของเรา   จมลงและโผล่ขึ้น.

บทว่า   เอตฺถ   ปริยาปนฺนา   ความว่า    เป็นผู้นับเนื่องในข่ายคือ

เทศนาของเรานี้        คืออันข่ายคือเทศนานี้ผูกพันไว้      ดุจอยู่ภายในข่าย

เมื่อผุดก็ผุดขึ้น    ด้วยว่าชื่อว่าคนมีทิฏฐิ     ที่ไม่สงเคราะห์เข้าในข่าย   คือ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 280

เทศนานี้    ย่อมไม่มี  ดังนี้แล.

บทว่า   สุขุมจฺฉิเกน   ความว่า   ด้วยข่ายตาละเอียดถี่ยิบ.

จริงอยู่    พระผู้มีพระภาคเจ้าเปรียบเหมือนชาวประมง   พระธรรม

เทศนาเปรียบเหมือนข่าย  หมื่นโลกธาตุเปรียบเหมือนน้ำน้อย  สมณะหรือ

พราหมณ์ผู้มีทิฏฐิ  ๖๒   เปรียบเหมือนสัตว์ใหญ่   กิริยาที่พระผู้มีพระภาค-

เจ้าทรงแสดงความที่สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิทั้งหมดตกอยู่ภายในข่าย

คือพระธรรมเทศนา    เปรียบเหมือนกิริยาที่ชาวประมงนั้น     ยืนแลดูอยู่

ริมฝั่ง   เห็นสัตว์ใหญ่ ๆ อยู่ภายในข่ายฉะนั้น.

การเทียบเคียงด้วยข้ออุปมาในพระธรรมเทศนานี้       พึงทราบด้วย

ประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงความที่สมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิ

ทั้งหมดเป็นผู้นับเนื่องในข่ายคือพระธรรมเทศนานี้     เพราะทิฏฐิทั้งหมด

สงเคราะห์เข้าด้วยทิฏฐิ  ๖๒ เหล่านี้    อย่างนี้แล้ว   บัดนี้   เมื่อจะทรงแสดง

ความที่พระองค์เป็นผู้นับเนื่องในข้อไหน ๆ  จึงตรัสพระมาลีว่า  อุจฺฉินฺน-

ภวเนตฺติโก  ภิกฺขเว   ตถาคตสฺส  กาโย   ดังนี้เป็นต้น.

ในพระบาลีนั้น  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ที่ชื่อว่า   เนตฺติ   เพราะอรรถว่า   เป็นเครื่องนำไป.

บทว่า   นยนฺติ   แปลว่า   ผูกคอฉุดมา.

นี้เป็นชื่อของเชือก.    ก็ในที่นี้  ภวตัณหาทรงประสงค์เอาว่า  เนตฺติ

เพราะเป็นเช่นกับเชือกเครื่องนำไป.   จริงอยู่    ภวตัณหานั้น   ย่อมผูกคอ

มหาชน   นำไป   คือนำเข้าไปสู่ภพนั้น  ๆ  เหตุนั้น   จึงชื่อว่า  ภวเนตฺติ.

ตัณหาเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพนั้น    แห่งกายของพระตถาคต   ขาดแล้วด้วย


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 281

ศัสตราคืออรหัตตมรรค  เหตุนั้น  กายของพระตถาคตจึงชื่อว่า   มีตัณหา

เครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพขาดแล้ว.

บทว่า  กายสฺส  เภทา  อุทฺธ  ความว่า   ต่อจากกายแตกไป.

บทว่า   ชีวิตปริยาทานา    ความว่า    เพราะสิ้นชีวิตแล้ว    คือสิ้น

รอบแล้วโดยประการทั้งปวง  เพราะไม่ปฏิสนธิต่อไป.

บทว่า  น  ต  ทุกฺขนฺติ  ความว่า  เทวดาก็ดี   มนุษย์ก็ดี   จักไม่

เห็นพระตถาคตนั้น  จักถึงความเป็นผู้หาบัญญัติมิได้.

ก็ในคำอุปมาว่า   เสยฺยถาปิ  ภิกฺขเว   ดังนี้เป็นต้น มีคำเทียบเคียง

ดังต่อไปนี้.

ก็กายของพระตถาคต     เปรียบเหมือนต้นมะม่วง     ตัณหาที่อาศัย

กายนี้เป็นไปในภพก่อน   เปรียบเหมือนขั้วใหญ่   ซึ่งเกิดที่ต้น    เมื่อยังมี

ตัณหาอยู่  ขันธ์ ๕  อายตนะ  ๑๒  ธาตุ ๑๘   ซึ่งเป็นสภาพคิดอยู่กับตัณหา

จะเกิดต่อไป   เปรียบเหมือนพวงมะม่วงสุก  ประมาณ  ๕  ผลบ้าง ๑๒ ผล

บ้าง ๑๘ ผลบ้าง   ติดอยู่ที่ขั้วนั้น.   เหมือนอย่างว่า  เมื่อขั้วนั้นขาด มะม่วง

เหล่านั้นทั้งหมด  ย่อมติดขั้วนั้นไป  อธิบายว่า  ไปตามขั้วนั้นแหละ  ขาด

ไปเช่นเดียวกัน  เพราะขั้วขาด   ข้อนั้นฉันใด   ขั้วตัณหาเครื่องนำสัตว์ไป

สู่ภพยังไม่ขาด    ก็พึงเป็นเหตุให้เกิดขันธ์  ๕   อายตนะ  ๑๒    ธาตุ  ๑๘

ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด        ย่อมติดตามขั้วตัณหาเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพนั้น

อธิบายว่า    ไปตามตัณหาเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพ     เมื่อตัณหานั้นขาดแล้ว

ก็ขาดไปเช่นเดียวกัน  เหมือนฉันนั้นทีเดียว.

อนึ่ง  เมื่อต้นไม้แม้นั้น    อาศัยผัสสะอันเป็นพิษของหนามกระเบน

ซูบซีดลงโดยลำดับ  ตายแล้วก็ย่อมจะมีแต่เพียงโวหารว่า  ณ  ที่นี้ได้มีต้นไม้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 282

ชื่อนี้เท่านั้น  ใคร ๆ  มิได้เห็นต้นไม้นั้น    ข้อนี้ฉันใด     เมื่อกายนี้อาศัย

สัมผัสอริยมรรค     เพราะยางคือตัณหาสิ้นไปแล้ว       จึงเป็นดังซูบซีดลง

ตามลำดับ   แตกทำลายไป   ต่อจากกายแตกสิ้นชีพแล้ว   เทวดาและมนุษย์

ทั้งหลายจักไม่เห็นแม้ซึ่งพระตถาคต   จักมีแต่เพียงโวหารว่า  ได้ยินว่า   นี้

เป็นศาสนาของพระศาสดาซึ่งเห็นปานนี้ท่านั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง

แสดงพระธรรมเทศนาถึงอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ  ด้วยประการฉะนี้.

ข้อว่า   เอว  วุตฺเต  อายสฺมา   อานนฺโท  ความว่า  เมื่อพระผู้มี -

พระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้อย่างนี้แล้ว   พระอานนทเถระได้ประมวลพระ

สูตรทั้งหมดตั้งแต่ต้นมา     แล้วคิดว่า     เราจักแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงขนานนามพระสูตรที่ตรัส      อย่ากระนั้นเลย

เราจักกราบทูลให้ทรงขนานนมพระสูตรที่ตรัสนั้น    ดังนี้แล้วจึงได้กราบ

ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า   ดังนี้.

ในบทว่า   ตสฺมาติห  ตฺว  ดังนี้เป็นต้น   มีคำประกอบความดังต่อ

ไปนี้

ดูก่อนอานนท์     เพราะในธรรมบรรยายนี้      เราจักได้จำแนกทั้ง

ประโยชน์ในโลกนี้    ทั้งประโยชน์ในโลกหน้า    ฉะนั้นแล   เธอจงทรง

จำธรรมบรรยายนี้ว่า   อรรถชาละ   บ้าง   อนึ่ง   เพราะในธรรมบรรยายนี้

เราได้กล่าวธรรมอันเป็นแบบแผนเป็นอันมาก  ฉะนั้น  เธอจงทรงจำธรรม

บรรยายอันเป็นแบบแผนนี้ว่า   ธรรมชาละบ้าง     อนึ่ง     เพราะในธรรม

บรรยายนี้     เราได้จำแนกพระสัพพัญญุตญาณ   อันชื่อว่า   พรหม   ด้วย

อรรถว่า   ประเสริฐสุด  ฉะนั้น  เธอจงทรงจำธรรมบรรยายนี้ว่า  พรหม-

ชาละบ้าง      เพราะในธรรมบรรยายนี้    เราได้จำแนกทิฏฐิ  ๖๒     ฉะนั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 283

เธอทรงจำธรรมบรรยายนี้ว่า     ทิฏฐิชาละบ้าง     อนึ่ง   เพราะใคร ๆ ฟัง

ธรรมบรรยายนี้แล้ว   อาจจะย่ำยีเทวบุตรมารบ้าง   ขันธมารบ้าง   มัจจุมาร

บ้าง    กิเลสมารบ้าง     ฉะนั้น     เธอจงทรงจำธรรมบรรยายนี้ว่า     พิชัย

สงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง   ดังนี้แล.

บทว่า  อิทมโวจ   ภควา   ความว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส

พระสูตรทั้งสิ้นนี้     จำเดิมแต่จบคำนิทานจนถึงที่ตรัสว่า     เธอจงทรงจำ

ธรรมบรรยายนี้ว่า     พิชัยสงความอันยอดเยี่ยมดังนี้       ทรงประกาศพระ

สัพพัญญุตญาณ  อันลึกซึ้งอย่างยิ่ง  ซึ่งมีที่ตั้งอาศัยอันใคร ๆ ไม่พึงได้ด้วย

ปัญญาของชนเหล่าอื่น     ทรงกำจัดมืดมนใหญ่คือทิฏฐิ     ดุจพระอาทิตย์

กำจัดความมืดฉะนั้น.

บทว่า  อตฺตมนา  เต ภิกฺขู   ความว่า  ภิกษุเหล่านั้น   ต่างมีใจ

ชื่นบานเป็นของตนเอง   อธิบายว่า    เป็นผู้มีจิตฟูขึ้นด้วยปีติอันไปในพระ

พุทธเจ้า.

บทว่า  ภควโต  ภาสิต  ความว่า   พระสูตรนี้ประกอบด้วยเทศนา

วิลาสมีนัยอันวิจิตรอย่างนี้   คือเป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ    ดังเสียงนกการเวก    เสนาะโสต    เป็นพระ

สุรเสียงเพียงดังเสียงแห่งพรหม    เช่นกับทรงโสรจสรงน้ำอมฤตลงในหทัย

แห่งบัณฑิตชน.

บทว่า  อภินนฺทุ ความว่า  อนุโมทนาด้วย  รับรองด้วย.

ก็  อภินนฺท  ศัพท์นี้  มาในอรรถว่า  ตัณหา   ก็มี    เช่นในคำว่า

อภินนฺทติ  อภิภวติ  ย่อมเพลิดเพลิน  ย่อมกล่าวสรรเสริญ  เป็นต้น.

มาในอรรถว่า    เข้าไปใกล้  ก็มี    เช่นในประโยคว่า    เทวดาและ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 284

มนุษย์ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างก็เข้าไปใกล้อาหารเป็นต้น.

มาในอรรถว่า  รับรอง   ก็มี  เช่นในประโยคว่า

ญาติมิตรและผู้มีใจดี  ย่อมรับรองบุคคล

ผู้ร้างแรมไปนาน    แล้วกลับจากที่ไกลมาโดย

สวัสดีเป็นต้น.

มาในอรรถว่า   อนุโมทนา   ก็มี   เช่นในประโยคว่า

อภินนฺทิตฺวา   อนุโมทิตฺวา   แปลว่า   เพลิดเพลินแล้ว   อนุโมทนา

แล้วเป็นต้น.

อภินนฺท  ศัพท์นี้นั้น    ในที่นี้ย่อมควรในความว่า   อนุโมทนาและ

รับรอง    ด้วยเหตุนั้น   ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า    บทว่า   อภินนฺทุ    ความว่า

อนุโมทนาด้วย  รับรองด้วย  ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลายต่างอนุโมทนาสุภาษิต     ที่พระผู้มี

พระภาคเจ้าผู้คงที่ตรัสดีแล้ว     รับรองด้วยเศียร

เกล้าว่า   สาธุ   สาธุ  ดังนี้แล.

บทว่า  อิมสฺมิญฺจ  ปน  เวยฺยากรณสฺมึ   ความว่า    พระสูตรอัน

ไม่มีคาถาปนนี้.   ก็พระสูตรนี้    เรียกว่า  ไวยากรณ์   เพราะไม่มีคาถาปน

บทว่า    ทสสหสฺสีโลกธาตุ     ความว่า     โลกธาตุประมาณหมื่น

จักรวาล.

บทว่า  อกมฺปิตฺถ  พึงทราบว่า   ได้ไหวในเมื่อจบพระสตรีทีเดียว

หามิได้  ข้อนี้สมดังที่ท่านพระอานนท์กล่าวไว้ว่า  เมื่อกำลังตรัสอยู่   ฉะนั้น

พึงทราบว่า   เมื่อกำลังทรงแสดงคลี่คลายทิฏฐิ   ๖๒  อยู่ได้ไหวแล้วในฐานะ

๖๒ ประการ   คือเมื่อเทศนาทิฏฐินั้น ๆ จบลง ๆ.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 285

ในข้อนั้น  พึงทราบแผ่นดินไหวด้วยเหตุ  ๘  ประการ  คือ

๑.   ธาตุกำเริบ

๒.   อานุภาพของผู้มีฤทธิ์

๓.   พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่พระครรภ์

๔.   เสด็จออกจากครรภ์พระมารดา

๕.   บรรลุพระสัมโพธิญาณ

๖.   ทรงแสดงพระธรรมจักร

๗.   ทรงปลงอายุสังขาร

๘.  เสด็จดับขันธปรินิพพาน

วินิจฉัยเหตุแม้เหล่านั้น     ข้าพเจ้าจักกล่าวในคราววรรณนาพระบาลี

ที่มาในมหาปรินิพพานสูตรอย่างนี้ว่า    ดูก่อนอานนท์   เหตุ   ปัจจัย  ๘

เหล่านี้แล     ที่ให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่    ดังนี้ทีเดียว.     ก็แผ่นดินใหญ่นี้

ได้ไหวในฐานะ ๘  แม้อื่น  คือ

๑.   คราวเสด็จมหาภิเนษกรมณ์

๒.   คราวเสด็จเข้าสู่โพธิมัณฑสถาน

๓.   คราวรับผ้าบังสุกุล

๔.   คราวซักผ้าบังสุกุล

๕.   คราวแสดงกาลามสูตร

๖.   คราวแสดงโคตมกสูตร

๗.   คราวแสดงเวสสันดรชาดก

๘.   คราวแสดงพรหมชาลสูตรนี้

ใน  ๘  คราวนั้น   คราวเสด็จมหาภิเนษกรมณ์   และคราวเสด็จเข้า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 286

สู่โพธิมัณฑสถาน     แผ่นดินได้ไหวด้วยกำลังแห่งพระวิริยะ     คราวรับผ้า

บังสุกุล  แผ่นดินถูกกำลังความอัศจรรย์กระทบแล้วว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงละมหาทวีป  ๔   อันมีทวีปสองพันเป็นบริวาร    ออกผนวชไปสู่ป่าช้า

ถือเอาผ้าบังสุกุล     ได้ทรงกระทำกรรมที่ทำได้ยาก     ดังนี้    ได้ไหวแล้ว

คราวซักผ้าบังสุกุล    และคราวแสดงเวสสันดรชาดก    แผ่นดินได้ไหวด้วย

ความไหวมิใช่กาล     คราวแสดงกาลามสูตร    และคราวแสดงโคตมกสูตร

แผ่นดินได้ไหวด้วยความเป็นสักขีว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า     ข้าพระ

พุทธเจ้าขอเป็นสักขี   แต่คราวแสดงพรหมชาลสูตรนี้  เมือทรงแสดงสะสาง

คลี่คลายทิฏฐิ   ๖๒  ประการอยู่     พึงทราบว่า      ได้ไหวด้วยอำนาจถวาย

สาธุการ.

อนึ่ง   มิใช่แต่ในฐานะเหล่านี้อย่างเดียวเท่านั้น   ที่แผ่นดินไหว   ที่

จริงแผ่นดินไหวแล้ว       แม้ในคราวสังคายนาทั้ง  ๓  ครั้ง       แม้ในวันที่

พระมหินทเถระมาสู่ทวีปนี้       นั่งแสดงธรรมในชาติวัน       และเมื่อพระ

บิณฑปาติยเถระกวาดลานพระเจดีย์ในกัลยาณีวิหาร    แล้วนั่งที่ลานพระ

เจดีย์นั้นแหละ      ยึดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์      เริ่มสวดพระสูตรนี้

เวลาจบพระสูตร   แผ่นดินได้ไหวไปถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด.   มีสถาน

ที่ชื่ออัมพลัฏฐิกะอยู่ด้านทิศตะวันออกของโลหปราสาท   พระเถระผู้กล่าว

คัมภีร์ทีฆนิกายนั่งในสถานที่นั้น   เริ่มสวดพรหมชาลสูตร     แม้ในเวลาที่

พระเถระเหล่านั้นสวดจบ    แผ่นดินก็ได้ไหวไปถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด

เหมือนกัน   ดังนี้แล.

ด้วยอานุภาพแห่งพระสูตรอันประเสริฐใด       ที่พระ

สยัมภูได้ทรงแสดงแล้ว  แผ่นดินได้ไหวหลายครั้ง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 287

อย่างนี้    ขอบัณฑิตทั้งหลายจงศึกษาโดยเคารพ  ซึ่ง

อรรถกรรมของพระสูตรนั้น      อันมีชื่อว่า   พรหม-

ชาลสูตรในพระศาสนานี้     แล้วปฏิบัติโดยอุบายอัน

แยบคาย   เทอญ.

วรรณนาพรหมชาลสูตร  อันดับที่  ๑  ในสุมังคลวิลาสินี  อรรถกถา

ทีฆนิกาย

จบแล้วด้วยประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 288

๒.  สามัญญผลสูตร

( ๙ )  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้  :-

สมัยหนึ่ง     พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ สวนอัมพวันของหมอ

ชีวกโกมารภัจ      กรุงราชคฤห์   พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ

,๒๕๐  รูป      วันนั้นเป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ      เป็นวันครบรอบ

๔ เดือนฤดูดอกโกมุทบาน     ในราตรีเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง     พระเจ้า

แผ่นดินมคธพระนามว่า   อชาตศัตรู   เวเทหิบุตร       แวดล้อมด้วยราช-

อำมาตย์    ประทับนั่ง  ณ  มหาปราสาทชั้นบน     ขณะนั้น    ท้าวเธอทรง

เปล่งพระอุทานว่า    ท่านผู้เจริญทั้งหลาย    ราตรีมีพระจันทร์แจ่มกระจ่าง

น่ารื่นรมย์หนอ   ราตรีมีพระจันทร์แจ่มกระจ่าง   ช่างงามจริงหนอ   ราตรี

มีพระจันทร์แจ่มกระจ่าง   น่าชมจริงหนอ   ราตรีมีพระจันทร์แจ่มกระจ่าง

น่าเบิกบานจริงหนอ  ราตรีมีพระจันทร์แจ่มกระจ่าง  เข้าลักษณะจริงหนอ

วันนี้เราควรจะเข้าไปหาสมณะ    หรือพราหมณ์ผู้ใดดี    ที่จิตของเราผู้เข้า

ไปหาพึงเลื่อมใสได้   ครั้นท้าวเธอมีพระราชดำรัสอย่างนี้แล้ว  ราชอำมาตย์

ผู้หนึ่งจึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ   ท่านปูรณกัสสป   ปรากฏ

ว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ   เป็นคณาจารย์   มีชื่อเสียง  มีเกียรติยศ  เป็นเจ้าลัทธิ

มหาชนยกย่องว่าดี   เป็นคนเก่าแก่   บวชมานาน   มีอายุล่วงกาลผ่านวัยมา

โดยลำดับ    ขอพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณกัสสปนั้นเถิด   เห็นด้วย

เกล้า ฯ ว่า    เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านปูรณกัสสป    พระหฤทัยพึง

เลื่อมใส   เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว   ท้าวเธอทรงนิ่งอยู่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 289

ราชอำมาตย์อีกคนหนึ่ง   จึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ท่านมักขลิโคสาล  ปรากฏว่า  เป็นเจ้าหมู่  เจ้าคณะ  เป็นคณาจารย์มีชื่อ

เสียง     มีเกียรติยศ    เป็นเจ้าลัทธิ    มหาชนยกย่องว่าดี    เป็นคนเก่าแก่

บวชมานาน    มีอายุล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ    ขอพระองค์เสด็จเข้าไป

หาท่านมักขลิโคสาลนั้นเถิด  เห็นด้วยเกล้า ฯ  ว่า  เมื่อพระองค์เสด็จเข้า

ไปหาท่านมักขลิโคสาล  พระหฤทัยพึงเลื่อมใส  เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูล

อย่างนี้แล้ว   ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

ราชอำมาตย์อีกคนหนึ่ง  จึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ท่านอชิตเกสกัมพล   ปรากฏว่า  เป็นเจ้าหมู่    เจ้าคณะ   เป็นคณาจารย์มี

ชื่อเสียง    มีเกียรติยศ     เป็นเจ้าลัทธิ   มหาชนยกย่องว่าดี   เป็นคนเก่าแก่

บวชมานาน     มีอายุล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ     ขอพระองค์เข้าไปหา

ท่านอชิตเกสกัมพลนั้นเถิด  เห็นด้วยเกล้า ฯ  ว่า เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไป

หาท่านอชิตเกสกัมพล  พระหฤทัยพึงเลื่อมใส  เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูล

อย่างนี้แล้ว    ท้าวเธอทรงนิ่งอยู่.

ราชอำมาตย์อีกคนหนึ่งจึงกราบทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ท่านปกุทธกัจจายนะ  ปรากฏว่า   เป็นเจ้าหมู่   เจ้าคณะ  เป็นคณาจารย์มี

ชื่อเสียง    มีเกียรติยศ   เป็นเจ้าลัทธิ   มหาชนยกย่องว่าดี     เป็นคนเก่าแก่

บวชมานาน   มีอายุล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ   ขอพระองค์เสด็จเข้าไปหา

ท่านปกุธกัจจายนะนั้นเถิด  เห็นด้วยเกล้า ฯ  ว่า  เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไป

หาท่านปกุธกัจจายนะ  พระหฤทัยพึงเลื่อมใส   เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นกราบทูล

อย่างนี้แล้ว   ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

ราชอำมาตย์อีกคนหนึ่ง  จึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 290

ท่านสัญชัยเวลัฏฐบุตร  ปรากฏว่า  เป็นเจ้าหมู่คณะ  เจ้าคณะ  เป็นคณา-

จารย์มีชื่อเสียง     มีเกียรติยศ    เป็นเจ้าลัทธิ     มหาชนยกย่องว่าดี      เป็น

คนเก่าแก่   บวชมานาน   มีอายุล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ    ขอพระองค์

เสด็จเข้าไปหาท่านสัญชัยเวลัฏฐบุตรนั้นเถิด   เห็นด้วยเกล้า ฯ   ว่า    เมื่อ

พระองค์เสด็จเข้าไปหาท่านนิครนถนาฏบุตร  พระหฤทัยพึงเลื่อมใส   เมื่อ

อำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว   ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่

ราชอำมาตย์อีกคนหนึ่ง   จึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ท่านนิครนถนาฏบุตร    ปรากฏว่าเป็นเจ้าหมู่    เจ้าคณะ    เป็นคณาจารย์

มีชื่อเสียง   มีเกียรติยศ   เป็นเจ้าลัทธิ   มหาชนยกย่องว่าดี    เป็นคนเก่าแก่

บวชมานาน    มีอายุล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ    ขอพระองค์เสด็จเข้าหา

ท่านนิครนถนาฏบุตรนั้นเถิด   เห็นด้วยเกล้า ฯ   ว่า   เมื่อพระองค์เสด็จเข้า

ไปหาท่านนิครนถนาฏบุตร     พระหฤทัยพึงเลื่อมใส     เมื่ออำมาตย์ผู้นั้น

กราบทูลอย่างนี้แล้ว   ท้าวเธอก็ทรงนิ่งอยู่.

( ๙๒)  สมัยนั้น    หมอชีวก  โกมารภัจ    นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกล

พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า    อชาตศัตรู   เวเทหิบุตร    ท้าวเธอจึงมี

พระราชดำรัสกะหมอชีวก   โกมารภัจ  ว่า  ชีวกผู้สหาย      ทำไมเธอจึงนิ่ง

เสียเล่า    หมอชีวก โกมารภัจ  กราบทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

พระผู้มีภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า      ประทับอยู่  ณ สวนอัมพวันของ

ข้าพระพุทธเจ้า  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่  ประมาณ ๑,๒๕๐  รูป พระ

เกียรติศัพท์อันงามของพระองค์    ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า    แม้เพราะเหตุนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น    เป็นพระอรหันต์    ตรัสรู้เองโดยชอบ

ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ   เสด็จไปดีแล้ว  ทรงรู้โลก  เป็นสารถีฝึกคน


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 291

ที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า   เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย    เป็น

ผู้ปลุกให้ตื่น    เป็นผู้จำแนกธรรม   ดังนี้   ขอพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเถิด     เห็นด้วยเกล้า ฯ  ว่า  เมื่อพระองค์เสด็จ

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า    พระหฤทัยพึงเลื่อมใส    ท้าวเธอจึงมีพระ

ราชดำรัสว่า   ชีวกผู้สหาย    ถ้าอย่างนั้น    ท่านจงสั่งให้เตรียมหัตถียานไว้

หมอชีวก โกมารภัจ รับพระราชโองการแล้ว สั่งให้เตรียมช้างพังประมาณ

๕๐๐  เชือก   และช้างพระที่นั่งเสร็จแล้ว    จึงกราบทูลว่า    ข้าแต่พระองค์

ผู้สมมติเทพ    ข้าพระองค์สั่งให้เตรียมหัตถียานพร้อมแล้ว    เชิญพระองค์

เสด็จได้แล้ว   พระเจ้าข้า.

ครั้งนั้นแล    พระเจ้าอชาตศัตรู   เวเทหิบุตร     โปรดให้พวกสตรี

ขึ้นช้างพัง   ๕๐๐  เชือก   เชือกละนาง ๆ   แล้วจึงทรงช้างพระที่นั่ง     มีผู้

ถือคบเพลิง      เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์      ด้วยพระราชานุภาพอันยิ่ง

ใหญ่     เสด็จไปสวนอัมพวันของหมอชีวก  โกมารภัจ     ครั้นใกล้จะถึง

สวนอัมพวัน   ท้าวเธอทรงหวาดหวั่น  ครั่นคร้าม  สยดสยอง  ครั้นท้าวเธอ

ทรงกลัว    หวาดหวั่น    มีพระโลมชาติชูชันแล้ว     จึงมีพระราชดำรัสกะ

หมอชีวก โกมารภัจว่า  ชีวกผู้สหาย  ท่านไม่ได้ลวงเราหรือ   ชีวกผู้สหาย

ท่านไม่ได้หลอกเราหรือ    ชีวกผู้สหาย    ท่านไม่ได้ล่อเรามาให้ข้าศึกหรือ

ไฉนเล่าภิกษุหมู่ใหญ่ถึง  ๑,๒๕๐  รูป      จึงไม่มีเสียงจาม     เสียงกระแอม

เสียงพึมพำเลย   หมอชีวก  โกมารภัจ  กราบทูลว่า   ข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่

ขอพระองค์อย่าทรงหวาดหวั่นเกรงกลัวเลย    พระเจ้าข้า    ข้าแต่พระองค์ผู้

สมมติเทพ   ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ลวงพระองค์ ไม่ได้หลอกพระองค์ ไม่ได้

ล่อพระองค์มาให้ข้าศึกเลย    พระเจ้าข้า     ขอเชิญเสด็จเข้าไปเรื่อย ๆ  เถิด


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 292

พระเจ้าข้า    นั่นประทีปที่โรงกลมยังตามอยู่     ลำดับนั้น     ท้าวเธอเสด็จ

พระราชดำเนินโดยกระบวนข้างพระที่นั่งไปจนสุดทาง      เสด็จลงจากช้าง

พระที่นั่ง    ทรงดำเนินเข้าประตูโรงกลม    แล้วจึงมีพระราชดำรัสกะหมอ

ชีวก โกมารภัจว่า  ชีวกผู้สหาย     ไหนพระผู้มีพระภาคเจ้า   หมอชีวก

โกมารภัจกราบทูลว่า  ขอเดชะ  นั่นพระผู้มีพระภาคเจ้า   ประทับนั่งพิง

เสากลาง   ผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา  ภิกษุสงฆ์แวดล้อมอยู่.

ลำดับนั้น  พระเจ้าอชาตศัตรู  เวเทหิบุตร  เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-

พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ   ประทับยืน  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ทรงชำเลือง

เห็นภิกษุสงฆ์นั่งสงบเหมือนห้วงน้ำใส    ทรงเปล่งพระอุทานว่า     ขอให้

อุทัยภัทกุมารของเราจงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้.    พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนมหาบพิตร  พระองค์เสด็จมาทั้งความรัก  ทูลรับว่า

พระเจ้าข้า    อุทัยภัทกุมารเป็นที่รักของหม่อมฉัน    ขอให้อุทัยภัทกุมาร

ของหม่อมฉัน   จงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์เดี๋ยวนี้เถิด   พระเจ้าข้า.

(๙๓)  ลำดับนั้น  พระเจ้าอชาตศัตรู   เวเทหิบุตร ทรงอภิวาทพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว    ทรงน้อมถวายอัญชลีแด่ภิกษุสงฆ์    ประทับนั่ง  ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะขอทูลถามปัญหาบางเรื่องสักเล็กน้อย  ถ้าพระ

องค์จะประทานพระวโรกาสพยากรณ์ปัญหาแก่หม่อมฉัน.      พระผู้มีพระ

ภาคเจ้าตรัสว่า    เชิญถามเถิดมหาบพิตร    ถ้าทรงพระประสงค์.   พระเจ้า

อชาตศัตรู    ทูลถามว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ศิลปศาสตร์เป็นอันมาก

เหล่านี้   คือ พลช้าง  พลม้า  พลรถ  พลธนู  พนักงานเชิญธง  พนักงานจัด

กระบวนทัพ  พนักงานจัดส่งสะเบียง  พวกอุคคราชบุตร พลอาสา  ขุนพล


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 293

พลกล้า    พลสวมเกราะหนัง    พวกบุตรทาส    พวกทำขนม   ช่างกัลบก

พนักงานเครื่องสรง  พวกพ่อครัว  ช่างดอกไม้  ช่างย้อม ช่างหู  ช่างจักสาน

ช่างหม้อ  นักคำนวณ   พวกนับคะแนน  หรือศิลปศาสตร์เป็นอันมาก  แม้

อย่างอื่นใด  ที่มีคติเหมือนอย่างนี้  คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์

ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน    ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น   เขาย่อม

บำรุงตน  มารดาบิดา  บุตรภริยา  มิตร  สหาย  ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ

บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง  เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี  มีสุขเป็น

ผล   ให้เกิดในสวรรค์  ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ฉันใด  ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ   พระองค์อาจทำให้รู้ถึงสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน  เหมือน

ฉันนั้นได้หรือไม่.

พ.  มหาบพิตร  พระองค์ทรงจำได้หรือไม่ว่า   ปัญหาข้อนี้ มหาบพิตร

ได้ตรัสถามสมณพราหมณ์แม้พวกอื่นแล้ว.

อ.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    หม่อมฉันจำได้    ปัญหาข้อนี้หม่อมฉัน

ได้ถามสมณพราหมณ์พวกอื่นแล้ว.

พ.  มหาบพิตร  สมณพราหมณ์เหล่านั้นพยากรณ์อย่างไร  ถ้ามหา-

บพิตรไม่หนักพระทัย  ก็ตรัสเถิด.

อ.   ณ  ที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าหรือท่านผู้เปรียบดังพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าประทับนั่งอยู่   หม่อมฉันไม่หนักใจ พระเจ้าข้า.

พ.   ถ้าอย่างนั้น  โปรดมีพระดำรัสเถิด.

(๙๔)   อ.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    สมัยหนึ่ง  ณ  กรุงราชคฤห์นี้

หม่อมฉันเข้าไปหาครูปูรณกัสสป   ถึงที่อยู่   ได้ปราศรัยกับครูปูรณกัสสป

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว     จึงนั่ง ณ  ที่ควรส่วนข้าง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 294

หนึ่ง  ครั้นแล้ว  หม่อมฉันได้กล่าวคำนี้กะครูปูรณกัสสปว่า   ท่านกัสสป

ผู้เจริญ  ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้   คือ พลช้าง  พลม้า พลรถ  พลธนู

พนักงานเชิญธง   พนักงานจัดกระบวนทัพ   พนักงานจัดส่งเสบียง   พวก

อุคคราชบุตร  พลอาสา  ขุนพล   พลกล้า   พลสวมเกราะหนัง  พวกบุตร

ทาส  พวกทำขนม  ช่างกัลบก  พนักงานเครื่องสรง   พวกพ่อครัว   ช่าง

ดอกไม้  ช่างย้อม  ช่างหูก  ช่างจักสาน  ช่างหม้อ  นักคำนวณ  พวกนับ

คะแนน หรือศิลปศาสตร์เป็นอันมาก  แม้อย่างอื่นใด  ที่มีคติเหมือนอย่างนี้

คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน

ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น  เขาย่อมบำรุงตน  มารดาบิดา  บุตรภริยา  มิตร

สหาย   ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ   บำเพ็ญทักษิณาทาน   อันมีผลอย่างสูง

เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี    มีสุขเป็นผล    ให้เกิดในสวรรค์    ในสมณ-

พราหมณ์ทั้งหลาย  ฉันใด  ท่านกัสสปผู้เจริญ  ท่านอาจทำให้รู้ถึงสามัญญผล

ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน   เหมือนฉันนั้นได้หรือไม่   เมื่อหม่อมฉันกล่าว

อย่างนี้  ครูปูรณกัสสปได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า  มหาบพิตร  เมื่อบุคคล

ทำเอง   ใช้ให้ผู้อื่นทำ  ตัดเอง  ใช้ให้ผู้อื่นตัด   เบียดเบียนเอง   ใช้ให้ผู้อื่น

เบียดเบียน   ทำเขาให้เศร้าโศกเอง    ใช้ให้ผู้อื่นทำเขาให้เศร้าโศก   ทำเขา

ให้ลำบากเอง    ใช้ให้ผู้อื่นทำเขาให้ลำบาก    ดิ้นรนเอง    ทำให้เขาดิ้นรน

ฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ตัดที่ต่อ  ปล้น ไม่ให้เหลือ  ทำโจรกรรมในเรือนหลัง

เดียว   ดักปล้นในทางเปลี่ยว   ทำชู้ภริยาเขา  พูดเท็จ   ผู้ทำไม่ชื่อว่าทำบาป

แม้หากผู้ใดจะใช้จักร    ซึ่งมีคมโดยรอบเหมือนมีดโกน    สังหารเหล่าสัตว์

ในปัฐพีนี้     ให้เป็นลานเนื้อหนึ่ง    ให้เป็นกองเนื้อหนึ่ง    บาปที่มีการทำ

เช่นนั้นเป็นเหตุ   ย่อมไม่มีแก่เขา   ไม่มีบาปมาถึงเขา   แม้หากบุคคลจะไป


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 295

ยังฝั่งขวาแห่งแม่น้ำคงคา   ฆ่าเอง   ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า   ตัดเอง   ใช้ให้ผู้อื่นตัด

เบียดเบียนเอง    ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน    บาปที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ

ย่อมไม่มีแก่เขา    ไม่มีบาปมาถึงเขา     แม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งซ้ายแห่งแม่

น้ำคงคา  ให้เอง  ใช้ให้ผู้อื่นให้   บูชาเอง  ใช้ให้ผู้อื่นบูชา  บุญที่มีการทำ

เช่นนั้นเป็นเหตุ   ย่อมไม่มีแก่เขา   ไม่มีบุญมาถึงเขา   ด้วยการให้  ด้วยการ

ฝึกอินทรีย์  การสำรวมศีล  การกล่าวคำสัตย์  บุญที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุ

ย่อมไม่มีแก่เขา   ไม่มีบุญมาถึงเขา  ดังนี้   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เมื่อหม่อม

ฉันถามถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์  ครูปูรณกัสสป  กลับตอบถึงการที่ทำ

แล้วไม่เป็นอันทำ ฉะนี้  เปรียบเหมือนเขาถามถึงมะม่วง  ตอบขนุนสำมะลอ

หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ  ตอบมะม่วง  แม้ฉันใด  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

เหมือนหม่อมฉันถามถึงสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ ครูปูรณกัสสปกลับตอบ

ถึงการที่ทำแล้วไม่เป็นอันทำ  ฉันนั้นทีเดียว  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    หม่อม

ฉันได้มีความดำริว่า   ไฉนคนอย่างเราจะพึงมุ่งรุกรานสมณะหรือพราหมณ์

ผู้อยู่ในราชอาณาเขต  ดังนี้  แล้วไม่ยินดีไม่คัดค้านภาษิตของครูปูรณกัสสป

ไม่พอใจก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ   ไม่เชื่อถือ   ไม่คัดค้านวาจา

นั้นเลย  ลุกจากที่นั่งหลีกไป.

(๙๕)   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้ หม่อม

ฉันเข้าไปหาครูมักขลิโคสาล  ถึงที่อยู่  ได้ปราศรัยกับครูมักขลิโคสาล

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว     จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง  ครั้นแล้ว  หม่อมฉันได้กล่าวคำนี้กะครูมักขลิโคสาลว่า  ท่านโคสาล

ผู้เจริญ  ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือ พลช้าง  พลม้า ฯ ล ฯ คนเหล่า

นั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน ด้วยผล


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 296

แห่งศิลปศาสตร์นั้น  เขาย่อมบำรุงตน  มารดาบิดา  บุตรภริยา  มิตร  สหาย

ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ   บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง เป็นไปเพื่อ

ให้ได้อารมณ์ดี  มีสุขเป็นผล  ให้เกิดในสวรรค์  ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย

ฉันใด    ท่านอาจทำให้รู้ถึงสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน   เหมือน

ฉันนั้นได้หรือไม่    เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้    ครูมักขลิโคสาลได้กล่าว

คำนี้กะหม่อมฉันว่า  มหาบพิตร  ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย  เพื่อความเศร้าหมอง

ของสัตว์ทั้งหลาย  สัตว์ทั้งหลายหาเหตุมิได้   หาปัจจัยมิได้  ย่อมเศร้าหมอง

ย่อมไม่มีเหตุ   ย่อมไม่มีปัจจัย   เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย    สัตว์

ทั้งหลายหาเหตุมิได้  หาปัจจัยมิได้  ย่อมบริสุทธิ์   ไม่มีการกระทำของตนเอง

ไม่มีการกระทำของผู้อื่น  ไม่มีการกระทำของบุรุษ  ไม่มีกำลัง   ไม่มีความ

เพียร   ไม่มีเรี่ยวแรงของบุรุษ    ไม่มีความบากบั่นของบุรุษ    สัตว์ทั้งปวง

ปาณะทั้งปวง  ภูตทั้งปวง  ชีวะทั้งปวง   ล้วนไม่มีอำนาจ  ไม่มีกำลัง  ไม่มี

ความเพียร   แปรไปตามเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย   ตามความประจวบ  ตามความ

เป็นเอง   ย่อมเสวยสุขเสวยทุกข์  ในอภิชาติทั้ง  ๖  เท่านั้น  อนึ่ง  กำเนิดที่

เป็นประธาน  ๑,๔๐๖,๐๐๐   กรรม   ๕๐๐  กรรม  ๕  กรรม ๓  กรรม ๑

ธรรมกึ่ง   ปฏิปทา  ๖๒  อันตรกัป  ๖๒  อภิชาติ  ๖  ปุริสภูมิ   ๘  อาชีวก

,๙๐๐  ปริพาชก    ๔,๙๐๐   นาควาส   ๔,๙๐๐   อินทรีย์  ๒,๐๐๐  นรก

,๐๐๐   รโชธาตุ   ๓๖ สัญญีครรภ์   ๗  อสัญญีครรภ์  ๗  นิคัณฐีครรภ์ ๗

เทวดา  ๗  มนุษย์  ๗  ปีศาจ  ๗  สระ  ๗  ปวุฏะ   ๗   ปวุฏะ  ๗๐๐  เหวใหญ่

๗   เหวน้อย   ๗๐๐   สุบิน ๗ สุบิน ๗๐๐   จุลมหากัป   ๘,๐๐๐,๐๐๐  เหล่านี้

ที่พาลและบัณฑิต   เร่ร่อน   ท่องเที่ยวไป   แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้  ความ

สมหวังว่า    เราจักอบรมกรรมที่ยังไม่อำนวยผล    ให้อำนวยผล    หรือเรา


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 297

สัมผัสถูกต้องกรรมที่อำนวยผลแล้ว   จักทำให้สุดสิ้น   ด้วยศีล   ด้วยพรต

ด้วยตบะ    หรือด้วยพรหมจรรย์นี้   ไม่มีในที่นั้น   สุขทุกข์ทำให้สิ้นสุดได้

เหมือนดวงของให้หมดด้วยทะนาน  ย่อมไม่มีในสงสารด้วยอาการอย่างนี้เลย

ไม่มีความเสื่อมความเจริญ     ไม่มีการเลื่อนขึ้นเลื่อนลง     พาลและบัณฑิต

เร่ร่อน  ท่องเที่ยวไป  จักทำที่สุดทุกข์ได้   เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป

ย่อมคลี่ขยายไปเอง  ฉะนั้น  ดังนี้   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เมื่อหม่อมฉันถาม

ถึงสามัญญผลที่เห็นประจักษ์      ครูมักขลิโคสาลกลับพยากรณ์ถึงความบริ-

สุทธิ์ด้วยการเวียนว่าย   เหมือนเขาถามถึงมะม่วง   ตอบขนุนสำมะลอ  หรือ

เขาถามถึงขนุนสำมะลอ  ตอบมะม่วง แม้ฉันใด  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อ

หม่อมฉันถามถึงสามัญญผลที่เห็นประจักษ์  ครูมักขลิโคสาลกลับพยากรณ์

ถึงความบริสุทธิ์ด้วยการเวียนว่าย    ฉันนั้นทีเดียว    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

หม่อมฉันได้มีความดำริว่า  ไฉนคนอย่างเราจะพึงมุ่งรุกรานสมณะหรือ

พราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต   ดังนี้  แล้วไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของครู

มักขลิโคศาล   ไม่พอใจ    ก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ   ไม่เชื่อถือ

ไม่คัดค้านวาจานั้นเลย   ลุกจากที่นั่งหลีกไป.

(๙๖)  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้   หม่อม

ฉันเข้าไปหาครูอชิตเกสกัมพล  ถึงที่อยู่ ๆ ล ฯ ครั้นแล้วหม่อมฉันได้กล่าว

คำนี้กะครูอชิตเกสกัมพลว่า    ท่านอชิตผู้เจริญ    ศิลปศาสตร์เป็นอันมาก

เหล่านี้  คือ พลช้าง  พลม้า ฯ ล ฯ   คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์

ที่เห็นประจักษ์   เลี้ยงชีพในปัจจุบัน   ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น  เขาย่อม

บำรุงตน  มารดาบิดา  บุตรภริยา  มิตร  สหาย  ให้เป็นสุขอิ่มหนำสำราญ

บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง   เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี  มีสุขเป็น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 298

ผล   ให้เกิดในสวรรค์  ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ฉันใด  ท่านอาจทำให้

รู้ถึงสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน   เหมือนฉันนั้นได้หรือไม่    เมื่อ

หม่อมฉันกล่าวอย่างนี้     ครูอชิตเกสกัมพลได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า

มหาบพิตร  ทานไม่มีผล  การบูชาไม่มีผล  การเซ่นสรวงไม่มีผล  ผลวิบาก

แห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี  โลกนี้ไม่มี   โลกอื่นไม่มี   มารดาบิดาไม่มีคุณ

สัตว์ผู้เกิดผุดขึ้นไม่มี   สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบ   ซึ่งกระทำ

โลกนี้และโลกอื่นให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง      แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง

ไม่มีในโลก  คนเรานี้เป็นแต่ประชุมมหาภูตทั้ง  ๔  เมื่อทำกาลกิริยา  ธาตุ

ดินไปตานธาตุดิน  ธาตุน้ำไปตามธาตุน้ำ   ธาตุไฟไปตามธาตุไฟ   ธาตุลม

ไปตามธาตุลม   อินทรีย์ทั้งหลายย่อมเลื่อนลอยไปในอากาศ   คนทั้งหลายมี

เตียงเป็นที่  ๕  จะหามเขาไป  ร่างกายปรากฏอยู่แต่ป่าช้า   กลายเป็นกระดูก

มีสีดุจสีนกพิราบ    การเช่นสรวงมีเถ้าเป็นที่สุด    ทานนี้คนเขลาบัญญัติไว้

คำของคนบางพวกพูดว่า  มีผล ๆ ล้วนเป็นคำเปล่า  คำเท็จ  คำเพ้อเพราะ

กายสลาย   ทั้งพาลทั้งบัณฑิตย่อมขาดสูญพินาศสิ้น  เบื้องหน้าแต่ตาย  ย่อม

ไม่เกิด  ดังนี้.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญญผลที่เห็น

ประจักษ์  ครูอชิตเกสกัมพลกลับตอบถึงความชาดสูญ   เหมือนเขาถามถึง

มะม่วง    ตอบขนุนสำมะลอ    หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ    ตอบมะม่วง

แม้ฉันใด    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญญผลที่เห็น

ประจักษ์     ครูอชิตเกสกัมพลกลับตอบถึงความขาดสูญ    ฉันนั้นทีเดียว

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  หม่อมฉันได้มีความดำริว่า  ไฉนคนอย่างเราจะพึงมุ่ง

รุกรานสมณะ  หรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต  ดังนี้   แล้วไม่ยินดี  ไม่

คัดค้านภาษิตของครูอชิตเกสกัมพล ไม่พอใจ ก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 299

ไม่พอใจ  ไม่เชื่อถือ  ไม่คัดค้านวาจานั้นเลย  ลุกจากที่นั่งหลีกไป.

(๙๗)    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้  หม่อม

ฉันเข้าไปหาครูปกุทธกัจจายนะถึงที่อยู่  ฯลฯ ครั้นแล้วหม่อมฉันได้กล่าว

คำนี้กะครูปกุทธกัจจายนะว่า  ท่านกัจจายนะผู้เจริญ     ศิลปศาสตร์เป็น

อันมากเหล่านี้   คือ  พลช้าง  พลม้า  ฯ ล ฯ  คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่ง

ศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน  ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น

เขาย่อมบำรุงตน  มารดาบิดา  บุตรภริยา  มิตร  สหาย  ให้เป็นสุขอิ่มหนำ

สำราญ   บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง   เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี

มีสุขเป็นผล  ให้เกิดในสวรรค์  ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ฉันใด ท่านอาจ

ทำให้รู้ถึงสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน    เหมือนฉันนั้นได้หรือไม่

เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้ ครูปกุทธกัจจายนะ ได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า

มหาบพิตร  สภาวะ  ๗  กองเหล่านี้  ไม่มีใครทำ  ไม่มีแบบอย่างอันใครทำ

ไม่มีใครเนรมิต  ไม่มีใครให้เนรมิต   เป็นสภาพยั่งยืน  ตั้งมั่นดุจยอดภูเขา

ตั้งมั่นดุจเสาระเนียด   สภาวะ  ๗  กองเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว  ไม่แปรปรวน

ไม่เบียดเบียนกันและกัน   ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์   หรือทั้งสุขและทุกข์

แก่กันและกัน  สภาวะ  ๗  กองเป็นไฉน  คือ  กองดิน   กองน้ำ  กองไฟ

กองลม  สุข  ทุกข์  ชีวะเป็นที่  ๗  สภาวะ ๗ กองนี้  ไม่มีใครทำ ไม่มีแบบ

อย่างอันใครทำ  ไม่มีใครเนรมิต   เป็นสภาพยั่งยืน  ตั้งมั่นดุจยอดภูเขา

ตั้งมันดุจเสาระเนียด  สภาวะ ๗ กองเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน

ไม่เบียดเบียนกันและกัน   ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์   หรือทั้งสุขและทุกข์

แก่กันและกัน  ผู้ฆ่าเองก็ดี  ผู้ใช้ให้ฆ่าก็ดี  ผู้ได้ยินก็ดี  ผู้กล่าวให้ได้ยินก็ดี

ผู้เข้าใจความก็ดี   ผู้ทำให้เข้าใจความก็ดี  ไม่มีในสภาวะ ๗ กองนั้น ด้วยว่า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 300

บุคคลจะเอาศาสตราอย่างคมตัดศีรษะกัน   ไม่ชื่อว่าใคร  ๆ ปลงชีวิตใคร  ๆ

เป็นแต่ศาตราสอดเข้าไปตามช่องแห่งสภาวะ  ๗  กองเท่านั้น  ดังนี้    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ    หม่อมฉันถามถึงสามัญญผลที่เห็นประจักษ์  ครูปกุทธกัจ-

จายนะกลับเอาเรื่องอื่นมาพยากรณ์   เหมือนเขาถามถึงมะม่วง   ตอบขนุน

สำมะลอ    หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ   ตอบมะม่วง    แม้ฉันใด   ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อหม่อมฉันถามถึงสามัญญผลที่เห็นประจักษ์  ครูปกุทธ-

กัจจายนะกลับเอาเรื่องอื่นมาพยากรณ์    ฉันนั้นทีเดียว   ข้าแต่พระองค์ผู้-

เจริญ  หม่อมฉันได้มีความดำริว่า    ไฉนคนอย่างเราจะพึงมุ่งรุกรานสมณะ

หรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต  ดังนี้   แล้วไม่ยินดี   ไม่คัดค้านภาษิต

ของครูปกุทธกัจจายนะ   ไม่พอใจ   ก็มิได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ

ไม่เชื่อถือ  ไม่คัดค้านวาจานั้นเลย  ลุกจากที่นั่งหลีกไป.

(๙๘)  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์นี้  หม่อม

ฉันเข้าไปหาครูนิครนถนาฏบุตรถึงที่อยู่  ฯ ล ฯ ครั้นแล้วหม่อมฉันได้กล่าว

คำนี้กะครูนิครนถนาฏบุตรว่า   ท่านอัคคิเวสสนะผู้เจริญ  ศิลปศาสตร์เป็น

อันมากเหล่านี้  คือ  พลช้าง  พลม้า  ฯ ล    คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่ง

ศิลปศาสตร์ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบัน   ด้วยผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น

เขาย่อมบำรุงตน   มารดาบิดา   บุตรภริยา   มิตร  สหาย  ให้เป็นสุขอิ่มหนำ

สำราญ      บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลอย่างสูง    เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี

มีสุขเป็นผล  ให้เกิดในสวรรค์  ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ฉันใด ท่านอาจ

ทำให้รู้ถึงสามัญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน     เหมือนฉันนั้นได้หรือไม่

เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้  ครูนิครนถนาฏบุตรได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉันว่า

มหาบพิตร    นิครนถ์ในโลกนี้     เป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร  ๔  ประการ