พระไตรปิฏกศึกษา-โรงเรียนวัดสามแยก
กันยายน 10, 2010, 07:29:57 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  
หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: พระพุทธเจ้าทรงปวารณาตัว (ปวารณาสูตร)  (อ่าน 1097 ครั้ง)
thanadol
Global Moderator
*****
กระทู้: 567


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 19, 2008, 12:03:47 pm »

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 325

                                      ๗.  ปวารณาสูตร   
               
                                 ว่าด้วยการทำปวารณา

           [๗๔๔]  สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่พระวิหารบุพพาราม
ปราสาทของนางวิสาชาผู้เป็นมารดามิคารเศรษฐี  กรุงสาวัตถี  กับพระภิกษุสงฆ์
หมู่ใหญ่  ประมาณ  ๕๐๐  รูป  ล้วนเป็นอรหันต์ทั้งหมด.
           ก็โดยสมัยนั้นแล      พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันภิกษุสงฆ์แวดล้อม
ประทับนั่งในที่แจ้ง  เพื่อทรงปวารณาในวันอุโบสถที่ ๑๕ ค่ำ.
           ครั้นนั้นแล    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูเห็นภิกษุสงฆ์เป็นผู้นิ่งอยู่
แล้ว  จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้    เราขอปวารณา
เธอทั้งหลาย     เธอทั้งหลายจะไม่ติเตียนกรรมไร ๆ  ที่เป็นไปทางกายหรือทาง
วาจาของเราบ้างหรือ.
           [๗๔๕]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว     ท่านพระสารีบุตร
ลุกขึ้นจากอาสนะ.   ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว    ประนมอัญชลีไปทางพระผู้
มีพระภาคเจ้าแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ข้า
พระองค์ทั้งหลายติเตียนกรรมไร ๆ อันเป็นไปทางพระกายหรือทางพระวาจาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้เลย    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เพราะว่า    พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงยังทางที่ยังไม่เกิดไห้เกิดขึ้น    ทรงยังทางที่ยังไม่เกิดขึ้นพร้อมให้เกิด
ขึ้นพร้อม   ทรงบอกทางที่ยังไม่มีผู้บอก   เป็นผู้ทรงรู้ทาง  ทรงรู้แจ้งทาง    ทรง
ฉลาดในทางข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ        สาวกทั้งหลายในบัดนี้เป็นผู้เดินตามทาง
บัดนี้แลขอปวารณาพระผู้มีพระภาคเจ้า      พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่ทรงติเตียน
กรรมไร ๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของข้าพระองค์บ้างหรือ.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 326

           พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   สารีบุตร   เราติเตียนกรรมไร ๆ  อันเป็น
ไปทางกายหรือทางวาจาของเธอไม่ได้เลย   สารีบุตร   เธอเป็นบัณฑิต  สารีบุตร
เธอเป็นผู้มีปัญญามาก  เป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา  สารีบุตร   เธอเป็นผู้มีปัญญา
ชวนให้ร่าเริง  เป็นผู้มีปัญญาไว เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม  เป็นผู้มีปัญญาแหลม
คม  สารีบุตร   โอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิ   ย่อมยังจักรอันพระ-
ราชบิดาให้เป็นไปแล้ว  ให้เป็นไปตามได้โดยชอบ  ฉันใด  สารีบุตร  เธอก็ฉัน
นั้นเหมือนกัน   ย่อมยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยม    อันเราให้เป็นไปแล้วให้เป็นไป
ตามได้โดยชอบแท้จริง.                                                       
           ท่านพระสารีบุตรจึงกราบทูลอีกว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  หากว่าพระ
ผู้มีพระภาคเจ้า    ไม่ทรงติเตียนกรรมไร ๆ อันเป็นไปทางกาย    หรือทางวาจา
ของข้าพระองค์ไซร้    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่ทรง
ติเตียนกรรมไร ๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของภิกษุ  ๕๐๐ รูปเหล่านี้บ้าง
หรือ. 
           พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   สารีบุตร   เราไม่ติเตียนกรรมไร ๆ  อัน
เป็นไปทางกายหรือทางวาจา   ของภิกษุ  ๕๐๐  รูปแม้เหล่านี้    สารีบุตร   เพราะ
บรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้น    ภิกษุ  ๑๐  รูป     เป็นผู้ได้วิชชา  ๓  อีก  ๖๐ รูป
เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ อีก ๖๐ รูป   เป็นผู้ได้อุภโตภาควิมุตติ  ส่วนที่ยังเหลือเป็น
ผู้ได้ปัญญาวิมุตติ.
           ครั้งนั้นแล   ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ   ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้าง
หนึ่งแล้ว ประนมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าดังนี้ว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์
ข้าแต่พระสุคต   เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์.             
                 
 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 327

           พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เนื้อความนั้นจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ.
           [๗๔๖]   ครั้งนั้นแล   ท่านพระวังคีสะ   ได้สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า
ในที่เฉพาะพระพักตร์ด้วยคาถาทั้งหลาย้อนสมควรว่า
                             วันนี้เป็นวันอุโบสถที่  ๑๕  ภิกษุ   ๕๐๐
                   รูป  มาประชุมกันเพื่อความบริสุทธิ์  ล้วน
                   เป็นผู้ตัดกิเลสเครื่องประกอบและเครื่อง
                   ผูกได้แล้ว  เป็นผู้ไม่มีความคับแค้น   เป็น
                   ผู้มีภพใหม่สิ้นแล้ว   เป็นผู้แสวงหาคุณอัน
                   ประเสริฐ   พระเจ้าจักพรรดิห้อมล้อมด้วย
                   อำมาตย์เสด็จเลียบพระมหาอาณาจักรนี้  ซึ่ง
                   มีสมุทรสาครเป็นขอบเขตโดยรอบ  ฉันใด
                   สาวกทั้งหลายผู้บรรลุไตรวิชชา     ผู้ละ
                   มฤตยุราเสียได้  ย่อมนั่งห้อมล้อมพระผู้มี
                   พระภาคเจ้า   ผู้ชำนะสงความแล้ว   เป็นผู้
                   นำพวกอันหาผู้นำอื่นยิ่งกว่าไม่มี  ฉันนั้น
                   พระสาวกทั้งหมดเป็นบุตรของพระผู้มีพระ
                   ภาคเจ้า  ผู้ชั่วช้าไม่มีในสมาคมนี้ ข้าพระ-
                   องค์ขอถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า   ผู้
                   หักลูกศรคือตัณหาเสียได้  ผู้เป็นเผ่าพันธุ์
                   พระอาทิตย์   ดังนี้.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 328

                               อรรถกถาปวารณาสูตร

           ในปวารณาสูตรที่  ๗  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
           บทว่า  ตทหุ   ตัดเป็น   ตสฺมึ  อหุ  ความว่า  ในวันนั้น.  ชื่อว่า
อุโบสถ   เพราะเป็นที่เข้าจำ.       บทว่า   อุปวสนฺติ   ความว่า   เป็นผู้เข้า
จำอยู่ด้วยศีล   หรือด้วยอดข้าว.   ก็วันอุโบสถนี้นั้น   มี ๓  อย่างโดยแยกเป็นวัน
๘  ค่ำ  วัน ๑๔ ค่ำ  และวัน ๑๕ ค่ำ  เพราะฉะนั้น  เพื่อจะห้ามวันทั้ง ๒ ที่เหลือ
จึงกล่าวว่า  ปณฺณรเส.  บทว่า  ปวารณาย  ได้แก่ ออกพรรษาปวารณาแล้ว.
แม้คำว่า  วิสุทฺธิปวารณา  ดังนี้  ก็เป็นขอของปวารณานั้น.   บทว่า  นิสินฺโน
โหติ    ความว่า   ในเวลาเย็น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันสมควร
แก่กาล   แก่บริษัทผู้มาประชุมกัน   ทรงสรงพระวรกายที่ซุ้มน้ำ  ทรงนุ่งห่ม ทำ
สุคตมหาจีวรเฉวียงบ่า    ประทับนั่งชมสิริแห่งมณฑลพระจันทร์    ที่ตั้งขึ้นใน
ปุริมทิศ  บนบวรพุทธอาสน์ที่เขาจัดไว้   อิงเสากลาง. บทว่า  ตุณฺหีภูต  ความว่า
เป็นผู้นิ่งแต่ทิศที่ทรงแลดู. ในหมู่ภิกษุเหล่านั้น แม้รูปเดียวก็มิได้มีความคะนอง
มือคะนองเท้า   ทั้งหมดเงียบเสียงนั่งด้วยอิริยาบถสงบ.  บทว่า อนุวิโลเกตฺวา
ความว่า     ทรงใช้พระเนตรที่มีประสาททั้ง  ๕  ปรากฏชำเลืองดู.     ศัพท์ว่า
หนฺท  เป็นนิบาต  ลงในอรรถแห่งอุปสรรค.  น  อักษรในคำว่า  น  จ  เม
กิญฺจิ   ครหถ  นี้  ใช้ในอรรถแห่งคำถามว่า  น จ  กิญฺจิ     ดังนี้.   อธิบายว่า
พวกเธอจะติเตียนอะไร ๆ เราหรือ   ถ้าพวกเธอจะติเตียนว่ากล่าว   เราต้องการ
ให้พวกเธอว่ากล่าว.  ด้วยคำว่า  กายิก  วา วาจสิก  วา  นี้   พระองค์ปวารณา
กายทวารและวจีทวารเท่านั้น   มิได้ปวารณาถึงมโนทวาร.  เพราะเหตุไร.  เพราะ   
ปรากฏแล้ว.   จริงอยู่  ในกายทวารและวจีทวารมีความผิดปรากฏ  ในมโนทวาร 

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 329

มิได้ปรากฏ  แม้เมื่อนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน    ถามว่า   เธอคิดอะไร   จึงทราบ
วาระจิตได้.  พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงปวารณาถึงมโนทวาร  เพราะความไม่
ปรากฏด้วยประการฉะนี้   มิใช่ไม่ทรงปวารณาเพราะไม่บริสุทธิ์ .   จริงอยู่  มโน-
ทวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า     แม้เป็นพระโพธิสัตว์     ในคราวเป็นภูริทัตต์
ฉัททันต์   สังขบาลและธรรมบาลเป็นต้น     ก็บริสุทธิ์.    บัดนี้ไม่มีคำที่จะต้อง
กล่าวในข้อนี้เลย.
           บทว่า  เอตทโวจ  ความว่า  เพราะเธอดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรม-
เสนาบดี    เธอรับหน้าที่ปกครองภิกษุสงฆ์    จึงได้กราบทูลอย่างนี้      บทว่า
น  โข   มย   ภนฺเต   ความว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   พวกข้าพระองค์
ไม่ติเตียนอะไร ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า.  บทว่า   กายิก  วา  วาจสิก  วา  นี้
พระเถระกล่าวหมายเอาความบริสุทธิ์   ๔  อย่าง   มีกายสมาจารที่บริสุทธิ์เป็นต้น
ที่ไม่ต้องรักษา. จริงอยู่     พระผู้มีพระภาคเจ้ามิต้องทรงรักษาความบริสุทธิ์
๔   อย่าง.  ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ความบริสุทธิ์ที่ตถาคต
ไม่ต้องรักษา  ๔  อย่างเหล่านี้   ๔  อย่างอะไรบ้าง   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ตถาคต
มีกายสมาจารบริสุทธิ์     ตถาคตไม่มีกายทุจริตที่จะพึงรักษาว่า     ผู้อื่นอย่าได้รู้
สิ่งนี้ของเราเลย  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตมีวจีสมาจารบริสุทธิ์ตถาคตไม่มี
วจีทุจริตที่จะพึงรักษาว่า    ผู้อื่นอย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ตถาคตมีมโนสมาจารบริสุทธิ์   ตถาคตไม่มีมโนทุจริตที่จะพึงรักษาว่า    ผู้อื่น
อย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตมีอาชีวะบริสุทธิ์  ตถาคต
ไม่มีมิจฉาชีวะที่จะพึงรักษาว่า  ผู้อื่นอย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย ดังนี้.
           บัดนี้     พระเถระเมื่อสรรเสริญพระคุณตามเป็นจริงของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า   จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า  ภควา หิ ภนฺเต  ดังนี้.   บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า   อนุปฺปนฺนสฺส   ความว่า    อันสมณะอื่นไม่เคยให้เกิดขึ้น    ตั้งแต่

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 330

พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า.    บทว่า    อสญฺชาตสฺส    นี้   เป็นไวพจน์ของ
บทว่า  อนุปฺปนฺนสฺส  นั่นเอง.  บทว่า  อนกฺขาตสฺส  ได้แก่คนอื่นมิได้
แสดง.  บทว่า   ปจฺฉา  สมนฺนาคตา   ความว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
ไปก่อนแล้ว พระสาวกมาประชุมกันภายหลัง. ดังนั้น พระเถระอาศัยพระอรหัต-
มรรคนั่นแล     สรรเสริญพระคุณ     เพราะเหตุที่พระคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหมดเมาแล้ว  เพราะอาศัยพระอรหัตมรรคเท่านั้น.  ด้วย
เหตุนั้น พระคุณทั้งปวงย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วแล.  คำว่า อหญฺจ โข  ภนฺเต
นี้     พระเถระกล่าวปวารณาสมาจารทางกาย     ทางวาจาทั้งของตนทั้งของสงฆ์
ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นอัครบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
           บทว่า  ปิตรา  ปวตฺติต   ความว่า   เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิสวรรคต
หรือทรงผนวชล่วงไป  ๗  วัน  จักรย่อมอันตรธาน  ต่อจากนั้น  เมื่อพระโอรส
ทรงนั่งบำเพ็ญจักรวัตติวัตรสิบอย่างหรือสิบสองอย่าง         จักรอื่นย่อมปรากฏ   
พระโอรสนั้นทรงให้จักรนั้นเป็นไป แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำจักรนั้นแหละ
ให้เป็นวัตรเพราะมีอรรถอย่างเดียวกัน   เหตุสำเร็จด้วยรัตนะ.  ตรัสว่า  ปิตรา
ปวตฺติต  ดังนี้.  อีกอย่างหนึ่ง  เพราะเหตุที่พระโอรสนั้นตรัสว่า  ขอพระองค์
จงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิด   ข้าพระองค์จักปกครอง   ดังนี้   ฉะนั้น   จึงชื่อว่า
ย่อมปกครองอาณาจักรที่พระบิดาปกครอง.  บทว่า   สมฺมเทว   อนุปวตฺเตสิ
ความว่า  จงให้เป็นไปตามโดยชอบ  คือโดยนัย  โดยเหตุ  โดยการณะนั่นแล.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมคือ   อริยสัจ  ๔   พระเถระก็กล่าวตามธรรมคือ
อริยสัจ ๔ นั้นนั่นแหละ. เหตุนั้น  จึงตรัสอย่างนี้.   บทว่า  อุภโตภาควิมุตฺตา
ความว่า  พ้นด้วยส่วนทั้ง  ๒   คือพ้นจากรูปกายด้วยอรูปาวจรสมาบัติ   พ้นจาก
นามกายด้วยอริยมรรค.   บทว่า   ปญฺาวิมุตฺตา  ได้แก่หลุดพ้นด้วยปัญญา.
คือ  เป็นพระขีณาสพผู้ยังมิได้วิชชา  ๓   เป็นต้น.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 331

           บทว่า    วิสุทฺธิยา    ได้แก่   เพื่อต้องการความบริสุทธิ์.      บทว่า
สญฺโชนพนฺธนจฺฉิทา  ได้แก่  ตัดกิเลส กล่าวคือเครื่องประกอบ และกิเลส
กล่าวคือเครื่องผูกได้.   บทว่า   วิชิตสงฺคาม  ได้แก่  ชนะสงความคือ  ราคะ
โทสะ โมหะ. แม้ชนะกองทัพมาร  ก็ชื่อว่าชนะสงความ   บทว่า   สตฺถวาห
ความว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า   ชื่อว่า  สัตถวาหะ   เป็นผู้นำหมู่    เพราะทรง
นำหมู่เวไนยสัตว์  ยกขึ้นบนรถคือมรรคประกอบด้วยองค์  ๘  ให้ข้ามสังสารวัฏ. 
ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำหมู่นั้น.  บทว่า ปลาโป  ได้แก่ภายในว่างเปล่า  คือ
ทุศีล.  ด้วยบทว่า   อาทิจฺจพนฺธุน  นี้  ท่านพระวังคีสะกล่าวว่า   ข้าพระองค์
ขอถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์    เป็นศาสดาผู้ทรง
ทสพลญาณ  ดังนี้.
                           จบอรรถกถาปวารณาสูตรที่  ๗
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
 
กระโดดไป: