เรื่องมิตรแท้ มิตรเทียม และการปฏิบัติตน

(1/1)

minin:
กราบนมัสการพระคุณเจ้าค่ะ ดิฉันชื่อ ชลหทัย ซองรัมย์คะ มีเรื่องเรียนถามพระคุณเจ้าเรื่องของ มิตรแท้ มิตรเทียม คะ

เคยมีโอกาสมานมัสการหลวงปู่ ครั้งหนึ่ง หลวงปู่เคยพูดเรื่อง มิตรแท้ มิตรเทียม มิตรเทียม แท้ แท้ มิตรแท้ เทียม เทียม คะ เลยอยากจะถามว่า

1. ลักษณะของมิตรแท้ มิตรเทียม เป็นอย่างไร

2. เมื่อเราเจอมิตรทั้ง 2 ประเภทนี้ ควรจะมีวิธีปฏิบัติตน และ จิต อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์

กราบขอบพระคุณคะ

ชลหทัย /\

พระวัดสามแยก:

เล่ม   16    หน้า   84      เรื่องมิตรเทียม   
 

ดูก่อนคฤหบดีบุตร   คน   ๔   จำพวกเหล่านี้   คือ  คนปอกลอก  ๑  คนดีแต่พูด ๑   
คนหัวประจบ  ๑   คนชักชวนในทางฉิบหาย ๑     ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร     แต่เป็นคนเทียมมิตร.

ดูก่อนคฤหบดีบุตร     คนปอกลอกท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร      แต่เป็นคนเทียมมิตรโดยสถาน   ๔    คือ   
เป็นคนคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว  ๑   เป็นคนเสียให้น้อย   แต่คิดเอาให้ได้มาก  ๑ 
เป็นคนไม่รับทำกิจของเพื่อนในคราวมีภัย  ๑   เป็นคนคบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว  ๑.   
คฤหบดีบุตร    คนปอกลอก    ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร    เป็นแต่คนเทียมมิตร    โดยสถาน  ๔  เหล่านี้แล.
         
ดูก่อนคฤหบดีบุตร     คนดีแต่พูด     ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร     แต่เป็นคนเทียมมิตร    โดยสถาน  ๔  คือ 
เก็บเอาของล่วงผ่านแล้ว    มาปราศรัย  ๑    อ้างเอาของที่ยังไม่มาถึง   มาปราศรัย  ๑ 
สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้ ๑     เมื่อมีกิจเกิดขึ้นแสดงความขัดข้อง ( ออกปากพึ่งมิได้ ) ๑.
ดูก่อนคฤหบดีบุตร    คนดีแต่พูดท่านพึงทราบว่า     ไม่ใช่มิตร   แต่เป็นคนเทียมมิตร   โดยสถาน  ๔  เหล่านี้แล.

ดูก่อนคฤหบดีบุตร    คนหัวประจบ   ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร     แต่เป็นคนเทียมมิตร    โดยสถาน  ๔   คือ 
ตามใจเพื่อน  ให้ทำความชั่ว (จะทำชั่วก็คล้อยตาม) ๑    ตามใจเพื่อนให้ทำความดี (จะทำดีก็คล้อยตาม)  ๑
ต่อหน้าก็สรรเสริญ  ๑  ลับหลังนินทา ๑. 
ดูก่อนคฤหบดีบุตร     คนหัวประจบ      ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร    เป็นแต่คนเทียมมิตร  โดยสถาน  ๔  เหล่านี้แล.

ดูก่อนคฤหบดีบุตร   คนชักชวนในทางฉิบหาย   ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร   แต่เป็นคนเทียมมิตร   โดยสถาน  ๔  คือ 
ชักชวนให้ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑
ชักชวนให้เที่ยวตามตรอกต่างๆ  ในเวลากลางคืน ๑     
ชักชวนให้ดูการมหรสพ  ๑
ชักชวนให้เล่นการพนัน   อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท  ๑   
ดูก่อนคฤหบดีบุตร    คนชักชวนไปในทางฉิบหาย    ท่านพึงทราบว่า 
ไม่ใช่มิตร    แต่เป็นคนเทียมมิตร   โดยสถาน  ๔  เหล่านี้แล.
         
บัณฑิตผู้รู้แจ้งมิตร  ๔  จำพวกเหล่านี้   คือ    มิตรปอกลอก  ๑     มิตรดีแต่พูด  ๑ 
มิตรหัวประจบ  ๑    มิตรชักชวนในทางฉิบหาย  ๑   
ว่าไม่ใช่มิตรแท้     พึงเว้นเสียให้ห่างไกล     เหมือนคนเดินทาง     เว้นทางที่มีภัยเฉพาะหน้า    ฉะนั้น
   
เรื่องมิตรแท้
 
ดูก่อนคฤหบดีบุตร  มิตร    ๔    จำพวกเหล่านี้   คือ   มิตรมีอุปการะ ๑   มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑       
มิตรแนะประโยชน์ ๑    มิตรมีความรักใคร่  ๑   ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรมีใจดี (เป็นมิตรแท้)

ดูก่อนคฤหบดีบุตร     มิตรมีอุปการะ   ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้   โดยสถาน  ๔  คือ
รักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑   รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑   
เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ ๑   เมื่อกิจที่จำต้องทำเกิดขึ้น    เพิ่มทรัพย์ให้สองเท่า ๑.   
ดูก่อนคฤหบดีบุตร    มิตรมีอุปการะ    ท่านพึงทราบว่า    เป็นมิตรแท้     โดยสถาน  ๔   เหล่านี้แล.
         
ดูก่อนคฤหบดีบุตร     มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์    ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้   โดยสถาน   ๔   คือ   
บอกความลับแก่เพื่อน ๑   ปิดความลับของเพื่อน ๑  ไม่ละทิ้งในเมื่อมีเหตุอันตราย ๑   
แม้ชีวิตก็อาจสละเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนได้ ๑.   
ดูก่อนคฤหบดีบุตร     มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์     ท่านพึงทราบว่า   เป็นมิตรแท้    โดยสถาน   ๔    เหล่านี้แล.

ดูก่อนคฤหบดีบุตร   มิตรแนะประโยชน์   ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้   โดยสถาน    ๔   คือ   
ห้ามจากความชั่ว ๑   ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑     ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง  ๑   บอกทางสวรรค์ให้ ๑.   
ดูก่อนคฤหบดีบุตร     มิตรแนะประโยชน์    ท่านพึงทราบว่า    เป็นมิตรแท้     โดยสถาน    ๔    เหล่านี้แล.
         
ดูก่อนคฤหบดีบุตร   มิตรมีความรักใคร่   พึงทราบว่าเป็นมิตรแท้   โดยสถาน  ๔   คือ   
ไม่ยินดีด้วยความเสื่อมของเพื่อน ๑    ยินดีด้วยความเจริญของเพื่อน ๑   
ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน  ๑    สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน ๑.   
ดูก่อนคฤหบดีบุตร      มิตรมีความรักใคร่     ท่านพึงทราบว่า    เป็นมิตรแท้    โดยสถาน  ๔   เหล่านี้แล.
         
บัณฑิตรู้แจ้งมิตร   ๔   จำพวก   เหล่านี้   คือ    มิตรมีอุปการะ  ๑  มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์  ๑  มิตรแนะประโยชน์  ๑ 
มิตรมีความรักใคร่  ๑  ว่าเป็นมิตรแท้  ฉะนี้แล้ว   พึงเข้าไปคบหาโดยเคารพ    เหมือนมารดากับบุตร   ฉะนั้น.
                             
บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล    ย่อมรุ่งเรืองส่องสว่างเพียงดังไฟ    เมื่อบุคคลสะสมโภคสมบัติอยู่เหมือนแมลงผึ้งสร้างรัง 
โภคสมบัติย่อมถึงความเพิ่มพูนดุจจอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้น     ฉะนั้น
                                   
คฤหัสถ์ในตระกูลผู้สามารถ      ครั้นสะสมโภคสมบัติได้อย่างนี้    พึงแบ่งโภคสมบัติออกเป็น  ๔  ส่วน 
เขาย่อมผูกมิตรไว้ได้     พึงใช้สอยโภคทรัพย์ด้วยส่วนหนึ่ง     พึงประกอบการงานด้วยสองส่วน 
พึงเก็บส่วนที่สี่ไว้ด้วยหมายว่าจักมีไว้ใช้ในยามมีอันตราย    ดังนี้.

คำสอนของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหมดนี้เราจะไปมองแต่ผู้อื่นก็ไม่ได้     
ตัวเราเองก็ต้องทำตัวให้เป็นมิตรแท้สำหรับผู้อื่นที่ได้คบหากันด้วย
เมื่อเราทำตัวให้มีคุณธรรมของการเป็นมิตรแท้สำหรับทุกคนที่มาเกี่ยวข้องกับเราแล้ว   
ถ้าพิจารณาแล้วไม่มีใครเป็นมิตรแท้ให้เราได้เลย     ก็พิจารณาตามนี้
     
ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหาย     ผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน     ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้     มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี       
เป็นนักปราชญ์ไซร้    พึงครอบงำอันตรายทั้งปวง      เป็นผู้มีใจชื่นชม     มีสติ      เที่ยวไปกับสหายนั้น.
                   
หากว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มี      ปัญญาเครื่องรักษาตน    ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้     มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี       
เป็นนักปราชญ์ไซร้     ก็พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว     
ดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้นอันพระองค์ทรงชนะแล้วเสด็จไปแต่ผู้เดียว   
ดุจช้างชื่อมาตังคะ      ละโขลงเที่ยวอยู่ในป่าแต่ตัวเดียว     ฉะนั้น.

แต่ถ้าต้องเกี่ยวข้องกันอยู่ในสังคมเพราะยังปลีกตัวห่างออกจากกันไม่ได้   
ก็คบหากันไปตามหน้าที่และบทบาทที่เป็นไปของคนในสังคมนั้นแต่เพียงอย่างเดียว     
และก็ต้องคบหากันด้วยความระมัดระวังที่จะะไม่พลั้งเผลอปล่อยกาย - ใจให้ไหลไปสู่สถานที่ชั่วๆ     
และการกระทำที่ชั่วๆทั้งหลาย    ตามที่มิตรชั่วๆชักชวนและแนะนำ

และเรื่องที่ยกมานี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นเอง    เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ก็ต้องไปศึกษาหาความรู้และพิจารณาให้ถี่ถ้วนในพระสูตรด้วยตัวเอง
ที่เล่ม   16    หน้า   77    เป็นต้นไปจนจบสูตรนี้แหละ  (สิงคาลกสูตร)




minin:
สาธุ กราบขอบพระคุณ พระคุณเจ้าอีกครั้งค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ  /\

ชลหทัย

ติ๊ก:
 /\ /\ /\ 

" จากเล่มที่ 41 หน้า 297 "

อ้างถึง

"บุคคลไม่ควรคบปาปมิตร ไม่ควรคบบุรุษต่ำช้า
ควรคบกัลยาณมิตร ควรคบบุรุษสูงสุด."

แก้อรรถ

เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า
"คนผู้ยินดีในอกุศลกรรม มีกายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่าปาปมิตร,
คนผู้ชักนำในเหตุอันไม่สมควร มีการตัดช่องเป็นต้นก็ดี
อันต่างโดยการแสวงหาไม่ควร ๒๑ อย่าง๑ก็ดี ชื่อว่าบุรุษต่ำช้า.
อนึ่ง ชน ๒ จำพวกนั้น ชื่อว่าเป็นทั้งปาปมิตร ทั้งบุรุษต่ำช้า;
บุคคลไม่ควรคบ คือไม่ควรนั่งใกล้เขาเหล่านั้น;

ฝ่ายชนผู้ผิดตรงกันข้าม ชื่อว่าเป็นทั้งกัลยาณมิตร ทั้งสัตบุรุษ,
บุคคลควรคบ คือควรนั่งใกล้ท่านเหล่านั้น.


๑. ปรมัตถโชติกา หน้า ๒๖๕.




ขอเรียนถามว่า การแสวงหาไม่ควร ๒๑ อย่างได้แก่อะไรบ้างคะ...

พระวัดสามแยก:

เล่ม   39   หน้า   336 

...ผู้ใดบวชในพระศาสนานี้ไม่ประกอบตนไว้โดยชอบเป็นผู้มีศีลขาด 
อาศัยอเนสนาการแสวงหาที่ไม่สมควร    ๒๑    อย่างเลี้ยงชีวิต     คือ

๑. ให้ไม้ไผ่   (ให้สิ่งของแก่โยมเพื่อเอาใจเขา    ข้ออื่นก็เหมือนกันนี้)
๒. ให้ใบไม้ 
๓. ให้ดอกไม้ 
๔. ให้ผลไม้ 
๕. ให้ไม้ชำระฟัน   
๖. ให้น้ำล้างหน้า 
๗. ให้น้ำอาบ   
๘. ให้ผงทาตัว   
๙.  ให้ดินถูตัว 
๑๐.  ประจบ 
๑๑.  พูดจริงปนเท็จ 
๑๒.  เลี้ยงลูกให้เขา
๑๓.  รับใช้คฤหัสถ์   
๑๔.  ทำตัวเป็นหมอ
๑๕.  ทำตัวเป็นทูต 
๑๖.  รับส่งข่าวคฤหัสถ์ 
๑๗.  ให้ข้าวของหวังผลตอบแทน
๑๘.  แลกเปลี่ยน
๑๙.  เป็นหมอดูพื้นที่ 
๒๐.  เป็นหมอดูฤกษ์
๒๑.  เป็นหมอดูลักษณะ.

และประพฤติอโคจร   ๖    คือ   การคบหาและคลุกคลีกับบุคคลและสถานที่อันไม่สมควร

๑.  หญิงแพศยา
๒.  หญิงหม้าย   
๓.  หญิงสาวแก่
๔.  บัณเฑาะก์ 
๕.  ภิกษุณี   
๖.  ร้านเหล้า.   

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ