หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: ชาวเมืองลับแล  (อ่าน 22647 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
keng
บุคคลทั่วไป

กราบเรียนหลวงปู่และพระวัดสามแยกครับ

ผมอยากทราบว่าชาวเมืองลับแลเป็นชาวโลกทิพย์หรือเปล่าครับ อยากทราบเรื่องราวเกี่ยวกับชาวเมืองลับแลครับ ว่ากรรมอันใดจึงทำให้ไปเกิดเป็นชาวเมืองลับแลครับ

สาธิต โชควนากุล
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2737




ชาวเมืองลับแลหรือบางทีภาษาท้องถิ่น  เขาก็เรียกว่า   "ผีบังบด"   พวกนี้ก็เป็นชาวทิพย์กลุ่มหนึ่งเหมือนกัน
และสามารถรับบุญที่พวกมนุษย์อุทิศให้ได้เป็นอย่างดี   
ถ้าคับคล้ายคับคราว่าจะมีพวกเขาอยู่ที่แห่งใดหรือรัับทราบสัญญาณกันได้ในทางใดทางหนึ่งก็อุทิศบุญเพื่อพวกเขาด้วย

เรื่องราวของพวกเขาเท่าที่ฟังจากหลวงพ่อเกษมเล่าให้ฟัง   
ก็เป็นชาวทิพย์ประเภทหนึ่งที่มีลักษณะท่าทางการแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนกันกับชาวโลกมนุษย์เรา
และอาศัยอยู่ในโลกด้วยกันกับพวกเรานี่แหละ    เพียงแต่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง   
การดำเนินชีวิตของพวกเขาก็คล้ายๆกับมนุษย์เรานี่แหละ   มีทั้งการทำไร่ไถนาทำการเกษตร - ทำงานหัตถกรรม -
ทำการเลี้่ยงสัตว์   แต่ว่าอาการที่พวกเขาทำก็ทำไปอย่่างนั้นแหละ    ทำไปเพราะแรงแห่งกรรม    ทำอยู่อย่างนั้น
แต่ไม่ได้ผลผลิตอะไรจากการกระทำ   เช่น  เลี้ยงวัวก็เลี้ยงอยู่อย่างนั้นแหละ   เลี้ยงไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดกรรม
หมดกรรมเมื่อไหร่ก็ได้เลิกเลี้ยงวัว   และวัวนั้นก็เป็นคนที่ตายแล้วไปเกิดเป็นผีวัว
ให้ได้เลี้ยงเพราะแรงแห่งบาปกรรมเหมือนกัน

คือชีวิตความเป็นอยู่ในโลกของพวกเขามันไม่ได้ดีขึ้่นหรือเลวลง   
คืออยู่กันอย่างนั้นแหละ   ไม่ได้ดีขึ้นไปกว่านั้นและไม่ได้เลวลงไปกว่านั้น   
แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็ยังดีกว่าเปรตและอสุรกาย    แต่ก็ไม่ดีเท่ากับพวกเทวดาที่สถิตตามต้นไม้

กรรมอันใดเหรอ?   
ก็เป็นบาปกรรมแต่บาปไม่หนักมากพอที่จะทำให้เกิดในนรก - เปรต - อสุกาย   และก็พอมีบุญอยู่บ้าง
จึงส่งผลให้ไปเกิดในที่ที่เรียกกันว่าเมืองลับแล


บันทึกการเข้า
keng
บุคคลทั่วไป

กระจ่างแล้วครับ กราบขอบพระคุณครับ /\ /\ /\
บันทึกการเข้า
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์

 /\  /\  /\

    อย่างนี้ที่ผู้เฒ่า ผู้แก่เล่าให้ฟังว่า เคยมีผู้ชายหลุดเข้าไปอยู่ในเมืองลับแล ไปมีครอบครัวมีลูกอยู่ที่เมืองลับแล


    แล้วเลี้ยงลูกพอลูกร้องไห้ พูดว่า  " โน่น แม่มาแล้ว"  แต่แม่ไม่ได้มาจริง เป็นเพียงโกหกลูกให้หยุดร้องไห้

   เลยถูกส่งกลับมาเมืองมนุษย์  เพราะคนที่นั่นถือศีล ไม่พูดโกหก (แต่ไม่ทราบว่าศีลข้ออื่นถือด้วยหรือเปล่า)

   จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ไหมคะ  ...
บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2737



ก็ไม่รู้ว่าเป็นลับแลไหนเหมือนกัน   เพราะถ้าใครหลุดเข้าไปสู่ภูมิของชาวทิพย์บางภูมิพอออกมาก็เรียกว่า  "ลับแล"
เลยไม่รู้ว่าลับแลจริงหรือลับแลปลอม   ไม่รู้ภูมิไหนเป็นภูมิไหนมันเยอะไปหมดภพภูมิของสัตว์ทั้งหลายน่ะ
เพราะบางทีที่ไปเจอนั้นก็อาจจะเป็นภูมิของภูมิเทวดาภูมิหนึ่งก็เป็นได้

ซึ่งมีเรื่องในพระไตรปิฎกอยู่เหมือนกัน   คือ   
ชาวทิพย์เขามารักสาวชาวมนุษย์แล้วก็เลยเอาสาวชาวมนุษย์นั้นไปอยู่ในภูมิของพวกเขา
สาวชาวมนุษย์นั้นไปอยู่ที่เมืองของเขาก็เข้าใจว่าผ่านไป  7  ปี    แต่ถ้านับเวลาในเมืองมนุษย์ก็ผ่านไปถึง    700  ปี

เล่ม   49   หน้า   301

ได้ยินว่า     ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง      ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี    เมื่อพระศาสดายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นนั้นแล 
นับขึ้นไป   ๗๐๐  ปี   ยังมีเด็กคนหนึ่ง   อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง.   
เมื่อเธอเจริญวัยแล้ว     มารดาของเธอจึงไปขอนางกุลธิดาคนหนึ่ง   มาจากตระกูลที่เสมอกัน 
เพื่อประโยชน์แก่บุตรนั้น.    ก็ในวันวิวาหะนั้นเอง    กุมารนั้น    ไปอาบน้ำกับพวกสหาย     ถูกงูกัดตายไป.   
อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า    ถูกยักษ์จับก็มี.     เธอกระทำกุศลกรรมไว้เป็นอันมาก     
ด้วยการอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้า    บังเกิดเป็นวิมานเปรต   เพราะค่าที่ตนมีจิตปฏิพัทธ์ในเด็กหญิงนั้น.
แต่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก   มีอานุภาพมาก.
                 
ลำดับนั้น     เธอปรารถนาจะนำนางทาริกานั้นมายังวิมานของตน    จึงคิดว่า   ด้วยอุบายอะไรหนอ   
นางจึงจะอภิรมย์ในที่นี้กับเรา     ให้เป็นกรรมที่จะต้องอำนวยผลในปัจจุบัน     
จึงพิจารณาถึงเหตุที่ให้ได้เสวยโภคสมบัติอันเป็นทิพย์นั้น     เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า     กำลังทำจีวรกรรมอยู่   
จึงแปลงรูปเป็นคน    ไปไหว้แล้วกล่าวว่า    ท่านขอรับ    ท่านต้องการด้ายหรือ.   
พระปัจเจกพุทธเจ้าตอบว่า     เราจะทำจีวรกรรมอุบาสก.     เวมานิกเปรตนั้นจึงกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     ท่านจงเที่ยวขอด้าย     ในที่ชื่อโน้น    ดังนี้แล้ว     ได้ชี้เรือนของนางทาริกานั้น.     

พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ไปในที่นั้นได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือน.     
ลำดับนั้น     นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ายืนอยู่   ในที่นั้น    มีจิตเลื่อมใส   
รู้ว่า    พระผู้เป็นเจ้าของเรามีความต้องการด้าย     จึงได้ให้ด้ายกลุ่มหนึ่ง. 

ลำดับนั้น  อมนุษย์นั้น  ได้แปลงเพศเป็นมนุษย์   ไปยังเรือนของนางทาริกา   อ้อนวอนมารดาของนางแล้ว   
อยู่กับนาง  ๒ - ๓   วัน  เพื่อจะอนุเคราะห์มารดาของนาง     จึงทำภาชนะทุกอย่างในเรือนนั้น   
ให้เต็มด้วยเงินและทอง     แล้วเขียนชื่อไว้ข้างบนภาชนะทั้งหมดนั้น     มีอันให้รู้ว่านี้เป็นทรัพย์ที่เทวดาให้
ใครไม่ควรเอาไป   ดังนี้    จึงได้พาเด็กหญิงนั้นไปยังวิมานตน.

มารดาของนางได้ทรัพย์เป็นอันมาก    ได้ให้แก่พวกญาติของตน   แก่คนกำพร้า    และคนเดินทาง   เป็นต้น   
ส่วนตนเองบริโภคแล้ว    เมื่อจะทำกาละ (ตาย) จึงแจ้งแก่ญาติทั้งหลายว่า     ถ้าธิดาของเรามาไซร้   
ท่านจงให้ทรัพย์นี้     แล้วได้ตายไป.
         
ครั้นกาลล่วงไป   ๗๐๐  ปี  แต่กาลนั้น  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา     เสด็จอุบัติขึ้นในโลก   
ทรงประกาศธรรมจักรอันบวรประทับอยู่  ณ  กรุงสาวัตถี    โดยลำดับ    เมื่อหญิงนั้นอยู่ร่วมกับอมนุษย์นั้น   
ความรำคาญก็เกิดขึ้น.  นางเมื่อจะกล่าวกะอมนุษย์นั้นว่า   ดีละ  พระลูกเจ้า  ขอท่านจงนำดิฉันกลับไปสู่เรือนของตนเถิด

หญิงคนหนึ่งไปอยู่กับเวมานิกเปรตตลอด  ๗๐๐  ปี   เกิดความเบื่อหน่าย จึงกล่าวกะเวมานิกเปรตนั้นว่า

เมื่อก่อน      ฉันได้ถวายด้ายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งเข้าไปขอถึงเรือนของฉัน     วิบากแห่งการถวายด้ายนั้น     
ฉันจึงได้เสวยผลอันไพบูลย์อย่างนี้      ประการหนึ่ง     ผ้ามากมายหลายโกฏิบังเกิดแก่ฉัน   
วิมานของฉันเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้น่ารื่นรมย์      วิจิตรด้วยรูปภาพต่าง ๆ   เพียบพร้อมไปด้วยเทพบุตรเทพธิดา
ผู้เป็นบริวาร     ฉันเลือกใช้สอยนุ่งห่มตามชอบใจถึงเพียงนี้   สรรพวัตถุอันปลื้มใจมากมายก็ไม่หมดสิ้นไป   
ฉันได้รับความสุขความสำราญในวิมานนี้     เพราะอาศัยวิบากแห่งกรรมนั้น   
ฉันกลับไปสู่มนุษยโลกแล้วจักทำบุญให้มากขึ้น   ข้าแต่ลูกเจ้า   ขอท่านจงนำฉันไปสู่ถิ่นมนุษย์เถิด.
         
เวมานิกเปรตนั้นกล่าวว่า
                               
ท่านมาอยู่ในวิมานนี้กว่า  ๗๐๐ ปี  เป็นคนแก่เฒ่าแล้ว      จักไปอยู่ในมนุษยโลกทำไม 
อนึ่ง    ญาติของท่านตายไปหมดแล้ว    ท่านไปจากเทวโลกนี้สู่มนุษยโลกนั้นแล้ว    จักกระทำอย่างไร.
       
หญิงนั้นกล่าวว่า
                               
เมื่อฉันมาอยู่ในวิมานนี้   ๗    ปี ได้เสวยทิพยสมบัติและความอิ่มหนำแล้ว     ฉันกลับไปสู่ถิ่นมนุษย์แล้ว   
จักทำบุญให้มากขึ้น  ข้าแต่ลูกเจ้า  ขอท่านจงนำฉันไปส่งถิ่นมนุษย์เถิด.
                               
เวมานิกเปรตนั้น  จับหญิงนั้นที่แขน   นำกลับไปสู่บ้านที่นางเกิด   แล้วพูดกับหญิงนั้นซึ่งกลับเป็นคนแก่ 
มีกำลังน้อยที่สุดว่า    ท่านพึงบอกชนแม้อื่นที่มาสู่ที่นี่ว่า       ท่านทั้งหลายจงทำบุญเถิด
ท่านทั้งหลายจะได้รับความสุข    เราได้เห็นเปรตทั้งหลาย     ผู้ไม่ได้ทำความดีไว้เดือดร้อนอยู่   ฉันใด
มนุษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น    ก็หมู่สัตว์คือเทวดาและมนุษย์กระทำกรรมอันมีสุขเป็นวิบากแล้ว     
ย่อมเป็นผู้ดำรงอยู่ในความสุข.




***  /\  /\ /\ ได้เข้าไปแก้ไขคำที่พิมพ์ผิดและวรรณยุกต์ตกหล่น เจ้าค่ะ ****

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 30 ธันวาคม , 2007 เวลา 00:42:25 AM โดย ชัยณรงค์ (เม้ง) » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: