หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: การไหว้ศาลเจ้าที่  (อ่าน 109529 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ตวงทอง ฤกษ์จารี
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11



ข้าพเจ้าอยากทราบว่าการไหว้ศาลเจ้าที่(ศาลตายาย) ที่จัดตั้งไว้ที่บริเวณสถานที่ ทำงาน(สวนอาหาร) จำเป็นต้องมีจุดธูปและนำผลไม้ น้ำ น้ำชา นำไปไหว้
และขอให้ท่านช่วยให้กิจการค้าขายมีลูกค้ามาอุดหนุน โดยขอพึ่งพุทธ ธรรม สงฆ์ และโอนบุญให้เพื่อให้ศาลเจ้าที่ช่วย การกระทำนี้ถูกต้องหรือไม่ คะ

จาก นางตวงทอง  ฤกษ์จารี
188/3 หมู่ 3 ต.สุรศักดิ์
อ.ศรีราชา
จ.ชลบุรี
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




เอ่อ...
ถ้าเป็นชาวพุทธ   และนับถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา   การกระทำที่ว่ามา......ผิด
ผิดตั้งแต่ไปตั้งศาล - ผิดเมื่อไปไหว้ขอให้ช่วยเหลือ - ผิดตรงนำผลไม้และน้ำไปบูชา

การไปตั้งศาลไม่จำเป็นเลย   ถ้าเกรงว่าพวกทิพย์จะไม่มีที่อยู่ก็อุทิศบุญไปให้พวกเขา   
ให้บุญนั้นทำให้พวกเขามีบ้านเรือนอันสวยงาม - หรือมีปราสาทวิมานอันงดงาม    ตามแต่ที่พวกเขาอยากจะไ้ด้แบบไหน
หรือไม่งั้นก็เรียกหรือเชิญหรือบอกกล่าว   ให้พวกเขาทั้งหมดนั้นเข้าสถิตที่บริเวณตัวบ้านที่เราอยู่อาศัยก็ได้   
ไม่ว่าจะเป็นเสา - ฝาบ้าน - ประตู - หน้าต่าง - ขื่อ - จันทัน  เป็นต้น     ให้อยู่ตามความเหมาะสมของพวกเขา   
พวกเขาจะรู้หรอกว่าใครควรจะสถิตที่ตรงไหน - อย่างไร    เพราะพวกทิพย์ที่ได้มาเกี่ยวข้องกันใกล้แบบนี้ก็คือญาติเก่าๆของเรานั่นเอง  หรือไม่ก็เป็นเทพที่มีหน้าที่ติดตามรักษาเรา   ไม่ต้องกลัวหรือหวาดผวาพวกเขาแต่อย่างใด   
แต่กลับเป็นการดีเสียอีกที่มีพวกเขาอยู่ใกล้ๆ   จะได้ช่วยกันดูแล - รักษากันได้รวดเร็วขึ้น   
แต่ที่สำคัญอย่าไปหาน้ำมนต์ - สายสิญจน์ - ผ้ายันต์ - เครื่องปลุกเสกที่ลงเวทมนต์อาคมทั้งหลาย
เข้ามาปะพรม - ขึง - ติด - และเก็บไว้ในบ้าน   ด้วยความเชื่อว่าจะปลอดภัยและเป็นมงคล
สำหรับญาติทิพย์ของเราแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายกับพวกเขาอย่างมากๆ   
และสิ่งเหล่านี้ก็เป็น  "วัตถุอัปมงคล"   สำหรับพุทธศาสนาอีกด้วย 

เอาเป็นว่าเท่าที่เล่ามานี้คงจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับที่อยู่ของพวกเขาอีกนะ   ส่วนตัวศาลนั้นถ้าไม่ขัดข้อง   
จะเอาไปไหนก็เอาไป   แล้วก็อบรม - แจ้งแก่พวกญาติทิพย์ของคุณที่อยู่ที่ศาลนั้นตามที่บอกนี้   
ให้เตรียมตัวรับบุญแล้วก็พากันย้ายได้แล้ว

เรื่องไหว้ขอความช่วยเหลือก็เหมือนกัน   ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปกราบไหว้
เพราะการเกี่ยวข้องของชาวทิพย์กับมนุษย์ในภพภูมิใกล้ๆกันแบบนี้   เป็นการเกี่ยวข้องในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่แล้ว   เขาอาศัยเราอุทิศบุญที่ถูกต้องไปให้   จึงได้มีอยู่มีกิน   มีสุขมีสบาย  เมื่อมีอะไรที่พอจะช่วยเหลือกันได้โดยที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง   พวกเขาก็จะทำหรอก   และชาวทิพย์ที่มีความรู้เรื่องกฏของชาวทิพย์มีอยู่   พวกเขาจะบอกกล่าวกันและกัน   ส่วนเราก็มีเพียงอุทิศบุญที่ถูกต้องและคิดว่าให้ช่วยกันทำอันนั้นอันนี้   ติดขัดตรงใหนก็คิดบอกพวกเขาในเรื่องนั้นๆก็พอ   ไม่ต้องไปกราบไหว้อ้อนวอนอะไรหรอก

และอีกอันหนึ่งที่สำคัญคือเรานับถือพระพุทธ - ธรรม - สงฆ์   เป็นที่พึ่งที่ระลึกอยู่แล้ว  และเคยปฏิญาณตนมาแล้วหลายครั้งอีกด้วย    แต่กลับมากราบไหว้ชาวทิพย์พวกนี้ให้ช่วยอันนั้นอันนี้   มันเป็นการโกหกพระรัตนตรัยที่ตัวเอง
ไปสมาทานมาว่า   ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี   ข้าพเจ้ามีเฉพาะพระพุทธ - ธรรม - สงฆ์   ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกเท่านั้น
ตรงนี้สำคัญมากทำให้สรณะที่เรารับมานั้นเศร้าหมอง - แตก - ทำลาย   อันจะนำซึ่งความเป็นบาปให้เกิดแก่ตัวเองได้

การนำผลไม้ - น้ำ  ไปบูชา   นี้ก็เป็นการบูชาที่ผิดอีก   เพราะสัตว์ทั้งหลายในโลกทิพย์มีบุญเป็นที่พึ่ง
เป็นชาวทิพย์ก็ต้องกินของทิพย์    เป็นชาวมนุษย์ก็ต้องกินของหยาบ   อันนี้เป็นธรรมดา
บุญจะเป็นเครื่องบันดาลให้กินดีอยู่ดีในโลกทิพย์นั้น   เพราะฉะนั้นเราชาวมนุษย์ก็อุทิศบุญไปให้พวกเขาก็พอแล้ว
ถ้าจะเอาผลไม้หรือน้ำไปให้ชาวทิพย์ก็เอาผลไม้หรือน้ำนั้นให้ลูกหรือแฟนหรือพ่อแม่   แล้วก็เอาบุญที่ได้นั้นอุทิศให้
ชาวทิพย์ที่อยู่ที่ศาลนั้นยังจะดีกว่า

และคำว่าเจ้าที่    ในที่นี้คือโลกมนุษย์   ใครที่มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะซื้อ - ขาย - แลกเปลี่ยน - จำนำ - จำนอง
คนนั้นแหละคือเจ้าที่ตัวจริง - เสียงจริง   มีสิทธิที่จะให้ใครอยู่หรือจะให้ใครไปก็ได้   ทั้งคนและทิพย์
เวลาจะขายที่ก็ขายทั้งที่ดินทั้งพวกทิพย์ที่อยู่กับที่นั้นพร้อมกัน   ขายยกโขยงเลยว่างั้นเถอะ

แต่เดี๋ยวนี้่ชาวมนุษย์เข้าใจผิดไป    ทำให้เหล่าชาวทิพย์ที่โง่ๆ  ทั้งหลายได้อกได้ใจ   เห็นเขานอบน้อมก็ยิ่งได้ใจ
บางรายทั้งเบ่ง - ทั้งเก๊ก   กูแน่อย่างนั้น - กูแน่อย่างนี้    เจ้าพ่อนั้น - เจ้าพ่อนี้   ไปกันใหญ่   หลายอันหลายอย่าง
เหมือนกับคนใช้นั่นแหละ   พอเจ้านายเซ่อๆ   ไปก้มหัวให้หน่อย   ก็ได้ทีล่ะ   เหมือนกันเลย
ชาวทิพย์ก็ไม่ได้เรียนรู้    ชาวมนุษย์ก็หลงลืมพระพุทธศาสนาที่แท้ไป   
ฐานะที่ควรกลับไม่ควร   ฐานะที่ไม่สมควรกลับควร   เป็นไปซะแบบนี้แล้วเดี๋ยวนี้

แต่จะทำความเข้าใจให้ได้ซะเลยทีเดียวก็คงจะลำบาก   คุณคงต้องดู  วีซีดีการแสดงธรรมของหลวงพ่อเกษม
และศึกษาตามนั้นให้มากๆ   และอ่านหาความรู้จากกระดานนี้แหละที่มีข้อมูลจากพระไตรปิฎกมาไว้ให้ศึกษาด้วย

คำอุทิศบุญคือ   ขออำนาจพุทธ - ธรรม - สงฆ์   จงบันดาลบุญข้าให้ญาติ - เทพที่รักษา - นายเวร - เชื้อโรค  ข้า





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 18 เมษายน , 2009 เวลา 20:11:45 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




เพิ่มเติมความรู้เรื่องสรณะ     
ทบทวนความจำหน่อยใครที่เคยพูดว่า…..

พุทธัง    สรณัง   คัจฉามิ       (ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้า   เป็นที่พึ่ง – ที่ระลึก)
ธัมมัง    สรณัง   คัจฉามิ        (ข้าพเจ้ามีพระธรรม       เป็นที่พึ่ง – ที่ระลึก)
สังฆัง    สรณัง   คัจฉามิ        (ข้าพเจ้ามีพระสงฆ์        เป็นที่พึ่ง – ที่ระลึก)
ทุติยัมปิ     พุทธัง    สรณัง   คัจฉามิ
ทุติยัมปิ     ธัมมัง    สรณัง   คัจฉามิ
ทุติยัมปิ     สังฆัง    สรณัง   คัจฉามิ
ตติยัมปิ     พุทธัง    สรณัง   คัจฉามิ
ตติยัมปิ     ธัมมัง    สรณัง   คัจฉามิ
ตติยัมปิ      สังฆัง    สรณัง   คัจฉามิ

เมื่อได้พูดแบบนี้แสดงว่าเป็นผู้รับเอาสรณะคือพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง - เป็นที่ระลึก  แล้ว
เมื่อรับมาก็ต้องเข้าใจว่าสรณะที่รับมานั้นต้องมีรักษาเป็นอย่างดี   การรับสรณะนั้น ถึงจะไม่มีโทษ  -  ถึงจะไม่เกิดบาป
สรณะของตัวเองจึงจะสะอาด – บริสุทธิ์      ไม่แตก - ไม่เศร้าหมอง


ส่วนบุคคลใดรับสรณะแบบทิ้งๆ  ขว้างๆ   
การรับสรณะของบุคคลแบบนี้มีโทษ - มีบาป  เกิดขึ้น
ถ้าไม่แน่ใจว่าจะศึกษาหาความรู้ให้เต็มความสามารถตนตามที่ท่านสอนได้    ไม่เชื่อมั่นในท่านจริง
บุคคลนั้นไม่ควรปฏิญาณตนว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกเลย     


เอาไว้วันใหนที่มั่นใจและเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า – พระธรรม – พระสงฆ์   จริง  แล้วค่อยปฏิญาณตนก็ได้     
เพราะพระรัตนตรัยเมื่อให้คุณก็ให้คุณใหญ่      เมื่อให้โทษก็ให้โทษใหญ่     
ในพระไตรฯ ท่านเปรียบพระรัตนตรัยไว้เหมือนกับอสรพิษใหญ่  - เหมือนกับช้างใหญ่กำลังตกมัน 
บุคคลที่จะคบหาสมาคมต้องระมัดระวัง - เรียนรู้ - ศึกษา  ให้ดี   เพื่อจะได้เกิดแต่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนฝ่ายเดียว


ส่วนบุคคลที่รับสรณะมาแล้วกระทำการกราบไหว้บุคคลอื่นด้วยเหตุเหล่านี้   ไม่ถือว่าขาดจากสรณะคือ
1.   ด้วยเหตุแห่งความเป็นญาติ
2.   ด้วยเหตุแห่งความเกรงขามเช่น   ผู้มีอำนาจในการปกครอง
3.  ด้วยเหตุแห่งความเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาความรู้ในการทำมาหากินให้ เช่น  ผู้ที่เรียนหนังสือที่โรงเรียนของศาสนาอื่น

ตามคำอธิบายจากพระไตรฯ     เล่ม   17    หน้า   331

อุบาสกหรืออุบาสิกาผู้ได้รับสรณะอย่างนี้แล้วจะไหว้ญาติแม้ที่บวชในสำนักอัญญเดียรถีย์ (นอกศาสนา)
ด้วยความรู้สึกว่า    ท่านผู้นี้เป็นญาติของเรา   ดังนี้  การถึงสรณะก็ยังไม่หมดสภาพไป   (ไม่เสีย)   
จะป่วยกล่าวไปไยถึงบุคคลหรืออุบาสิกาผู้ไหว้ญาติที่ยังไม่บวชเล่า.
         
สำหรับอุบาสกหรืออุบาสิกาผู้ถวายบังคมพระราชาก็เหมือนกัน  คือถวายบังคมด้วยอำนาจความกลัวว่า     
พระราชาพระองค์นั้นเพราะเป็นผู้ที่ชาวแว่นแคว้นบูชากันแล้ว    เมื่อเราไม่ถวายบังคมก็จะทรงทำความเสียหาย
ให้แก่เราได้ดังนี้  การถึงสรณะก็ยังไม่หมดสภาพไป (ยังไม่เสีย ) 

เหมือนเมื่อบุคคลแม้ไหว้เดียรถีย์ (นักบวชนอกศาสนา)  ผู้ให้การศึกษาศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยคิดว่า   
ผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา    การถึงสรณะ    ก็ยังไม่หมดสภาพไป     ฉะนั้น

ในการถึงสรณะ  ๒  อย่างนั้น   การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะ (แบบปุถุชน)  ย่อมเศร้าหมองด้วยเหตุทั้งหลาย
มีความไม่รู้    มีความสงสัย   และความรู้ ( ความเข้าใจ) ผิด เป็นต้น   ในพระรัตนตรัย         
เป็นการถึงสรณะที่ไม่มีความรุ่งเรืองมาก    ไม่กว้างไกลมาก.
 

ส่วนการถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระ (แบบพระอริยะ) ไม่มีความเศร้าหมอง.
       
การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะมีการหมดสภาพอยู่  ๒  อย่างคือ 
การหมดสภาพ  (เภโท)  แบบมีโทษ ๑ 
การหมดสภาพแบบไม่มีโทษ ๑. 


ในการหมดสภาพทั้งสองนั้น   การหมดสภาพแบบมีโทษย่อมมีด้วยเหตุทั้งหลายมีการมอบตนในศาสดาอื่น  เป็นต้น        การหมดสภาพแบบนั้นมีผลไม่น่าปรารถนา.   
การหมดสภาพแบบไม่มีโทษในเพราะการทำกาลกิริยา (ตาย)  การหมดสภาพแบบนั้นไม่มีผล เพราะไม่มีวิบาก.
แต่การถึงสรณะแบบโลกุตตระไม่มีการหมดสภาพเลย.     
จริงอยู่     พระอริยสาวก  (ตายแล้วไปเกิด ) แม้ในภพอื่นก็จะไม่ยอมยกย่องคนอื่นว่าเป็นศาสดา ( แทนพระพุทธเจ้า).
พึงทราบความเศร้าหมอง    และการหมดสภาพของการถึงสรณะดังพรรณนานาฉะนี้.








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 18 เมษายน , 2009 เวลา 20:14:28 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




เพิ่มเติมอีกนิดว่า
ผู้ที่ถึงไตรสรณะคมน์คือพระพุทธเจ้า – พระธรรม – พระสงฆ์     
ว่าเป็นที่พึ่ง – ที่ระลึก – จริงแท้ - อย่างแน่นอน  - เด็ดขาด   
เข้าใจพระรัตนตรัยได้อย่างถูกต้องมีศรัทธาที่มั่นคงเพราะอาศัยการเรียนรู้เป็นอย่างดี
คนผู้นั้นไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอีกไม่ว่าจะเป็นเทพ – มาร – พรหม – รูป – เหรียญ – คาถาอาคมทั้งหลาย – ฯลฯ
บุคคลเช่นที่ว่าอยู่ใกล้พระนิพพานมาก    มากกว่าบุคคลภายนอกศาสนาพุทธที่มีอภิญญา 5  และสมาบัติ  8  เสียอีก
เพราะอภิญญา  5   และสมาบัติ   8   ของบุคคลภายนอกศาสนานั้นเป็นไปเพื่อการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร
อย่างไม่รู้ที่สิ้นสุด   แต่ในพุทธศาสนานี้เพียงสรณะคมน์ที่ถูกต้องก็เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ยุติการเวียนว่ายตายเกิดได้
นี้เป็นคุณ – เป็นอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนานี้      ที่ไม่มีในศาสนาอื่นใดในแดนโลกธาตุทั้งหลาย
ตามที่มีกล่าวไว้ในพระไตรฯ

เล่ม   23    หน้า   405
 
.....ผู้ปฏิบัติ    เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล       แม้อุบาสกผู้ถึงไตรสรณะโดยที่สุดเบื้องต่ำ   
ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.   แม้ทานที่ให้ในอุบาสก   ผู้ปฏิบัติเพื่อทำ
ให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลนั้น   นับไม่ได้  ประมาณไม่ได้….

เล่ม   17   หน้า   499 

....อันที่จริง  สมาบัติทั้ง ๘  ของคนภายนอก (พุทธศาสนา) ทั้งหลายเป็นบาทของวัฏฏะ    เท่านั้น.   
แต่ในศาสนา    (พุทธ)    แม้สรณคมน์ก็พึงทราบว่า   เป็นบาทของโลกุตตรธรรมได้ …..
บันทึกการเข้า
วรกฤศ เจิมจอหอ
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 17



ผม วรกฤศ  เจิมจอหอ 2517/2  ถนนสืบศิริ  ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 
ขออนุญาตเรียนถาม  ผมเคยอ่านหนังสือ การสร้างศาลให้เจ้าที่ ถ้าอยากสร้างให้ใช้บุญสร้าง
เช่น ในตอนทำบุญใส่บาตร ให้คิดภายใน 3 วินาทีว่า "บุญนี้จงแปรสภาพเป็นวิมานปราสาท
ให้แก่พระภูมิเจ้าที่ เทพเทวา ที่รักษาบ้านข้า ที่รักษาสถานที่อยู่อาศัยของข้า ให้ยินดีรับบุญนี้
แล้วเข้าสถิตย์ในวิมานปราสาทได้เลยนะ"   อยากเรียนถามว่าการสร้างศาลด้วยบุญแบบนี้
คิดเพียงครั้งเดียวจะพอหรือไม่ ในครั้งต่อไป เราก็ เบิกบุญ ขออำนาจ พุทธ ธรรม สงฆ์
จงบันดาลบุญข้า ให้ พระภูมิเจ้าที่ เทพเทวาที่รักษาบ้านข้า จะได้หรือไม่  ทุกวันนี้ ผมก็ได้
ปฏิบัติเบิกบุญ ให้ญาติ ให้เทวดาที่รักษา ให้นายเวร ให้เชื้อโรค  เป็นประจำวันละหลาย ๆ รอบ
ใน 1 วัน คิดรวมเป็นชั่วโมงได้ประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง คิดเป็นรอบได้ประมาณ วันละ 900 - 1,800
รอบ  คือพยายามจะโอนบุญให้ได้มากที่สุด
 
บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




บางครั้งก็พอ   บางครั้งก็ไม่พอ   บางกลุ่มก็พอ   บางกลุ่มก็ไม่พอ
แต่การกระทำของคุณก็รอบคอบดีแล้ว   กลุ่มไหนไม่พอก็มีอุทิศไปให้อีก   ถ้าแบบทีุ่ึคุณทำอยู่นี้   พอแน่ล่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 31 สิงหาคม , 2007 เวลา 11:28:36 AM โดย พระวัดสามแยก » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




เรื่องที่พึ่งที่ประเสริฐ      เรื่องที่พึ่งที่เลิศนี้   
วัตถุทั้งหมดทั้งปวงทั้งหยาบและละเอียด   เป็นที่พึ่งของท่านทั้งหลายไม่ได้หรอกนะ   
แม้แต่ตัวตนของพระพุทธเจ้าอันที่ประกอบด้วยดิน – น้ำ – ลม – ไฟ – หนัง – เนื้อ – เอ็น – กระดูก  ฯลฯ 
นั้นก็ไม่ใช่นะ 

ท่านทั้งหลายคิดดูให้ดี    ถ้าอยากปลอดภัย   พระพุทธ – พระธรรม – พระสงฆ์   ไม่มีซักนิดเลยอันที่เป็นวัตถุนั้น

เล่ม  27   หน้า   90

บทว่า   อตฺตทีปา   ความว่า   ท่านทั้งหลายจงทำตนให้เป็นเกาะ   เป็นที่ต้านทาน   เป็นที่เร้น   
เป็นคติที่ไปในเบื้องหน้า  เป็นที่พึ่งอยู่เถิด.

อนญฺญสรณา นี้      เป็นคำห้ามพึ่งผู้อื่น    ด้วยว่าผู้อื่นเป็นที่พึ่งไม่ได้ 
เพราะคนหนึ่งจะพยายามทำอีกคนหนึ่งให้บริสุทธิ์หาได้ไม่     

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า   ตนนั่นแลเป็นที่พึ่งของตน     คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
           

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  อนญฺญสรณา ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ

ถามว่า    ก็ในที่นี้  อะไรชื่อว่าตน  ?
ตอบว่า   ธรรมที่เป็นโลกิยะและเป็นโลกุตตระ  (ชื่อว่าตน).
           
ด้วยเหตุนั้นนั่นแล  พระองค์จึงตรัสว่า  ธมฺมทีปา  ธมฺมสรณา  อนญฺญสรณา 
จงมีธรรมเป็นเกาะ    มีธรรมเป็นสรณะ    ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ



คำว่า    สรณะ   แปลว่า   ที่พึ่ง   
ที่สามารถทำความกลัว – ความสะดุ้ง – ความทุกข์ – ทุคติ – ความเศร้าหมองทุกด้าน   
ให้พินาศ – ย่อยยับ – สลายไป    ด้วยการเข้าถึงสรณะนั้น    คำว่า   สรณะ   นี้เป็นชื่อของพระรัตนตรัยนั่นเอง.

ทีนี้พระพุทธรูปต้องไม่สามารถที่จะกำจัดความทุกข์ - ความสะดุ้ง - ความเศร้าหมอง   ให้ใครได้อย่างถูกต้องแน่นอน
เพราะฉะนั้น   พระพุทธรูปจึงไม่ใช่พระรัตนตรัยโดยประการทั้งปวง
ใครจะบอกว่าใช่   มันก็ไม่ใช่   เพราะตามความเป็นจริงแล้ว   มันไ่ม่ใช่

สิ่งที่จะกำจัดในสิ่งที่กล่าวมาได้มีอยู่อย่างเดียวคือ   ธรรมของพระุพุทธเจ้าเท่านั้น
ธรรมของพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่วัตถุทั้งหมด    แต่เป็นคำสอนเท่านั้น

เพราะฉะนั้น   ใครที่ก็ตามที่เคารพพระพุทธรูป   เอาพระพุทธรูปเป็นที่พึ่ง - เป็นที่ระลึก - เป็นที่พักพิง  ของใจ
จึงขาดกันกับพระรัตนตรัยแน่นอน     เป็นคนที่สรณะขาด      ต่อสัญญาณการระลึกกับพระรัตนตรัยไม่ติด
เป็นคนที่ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง    จึงไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้จริง






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 25 กันยายน , 2007 เวลา 17:42:12 PM โดย พระวัดสามแยก » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: