หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน  (อ่าน 19493 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554

ไม่ให้เลี้ยงสมณะสกปรก
เล่มสีน้ำเงิน เล่มที่ 26  หน้าที่ 115 บรรทัดที่ 20

พวกเธอจงกำจัดสมณะหยากเยื่อ ขับไล่สมณะขยะ ลอยสมณะแต่เปลือก
ผู้ไม่เป็นสมณะ แต่สำคัญตัวว่าเป็นสมณะ
ครั้นกำจัดสมณะผู้มีความปรารถนาลามก
ผู้มีอาจาระ(ข้อประพฤติ) และโคจรลามก (ไปที่ลามก)
ถึงชื่อว่าอยู่ร่วมกับสมณะผู้บริสุทธิ์และผู้ไม่บริสุทธิ์ มีสติมั่นคง
แต่นั้นพวกเธอมีความพร้อมเพรียงกันมีปัญญารักษาตน ก็จักทำที่สุดทุกข์ได้.


เล่มสีน้ำเงิน เล่มที่ 21  หน้าที่ 300 บรรทัดที่ 6
อีกอย่างหนึ่ง บุตร ๓ จำพวกคือ
อนุชาตบุตร   อวชาตบุตร   อติชาตบุตร. ในบุตรเหล่านั้น
อวชาตบุตร เป็น ผู้ทุศีล เขาไม่ชื่อว่าเป็นบุตรของพระตถาคตเจ้า.
ผู้ที่ยิ่งกว่าบิดาชื่อว่า อติชาตบุตร. บุตรแม้นั้นของพระตถาคตเจ้าไม่มี.
แต่พระตถาคตเจ้ามีอนุชาตบุตรจำพวกเดียวเท่านั้น.
เมื่อทรงชี้บุตรนั้น จึงตรัสอย่างนั้น.

บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 13 เมษายน 2554

เล่มน้ำเงินที่ 3
หน้า 624  หน้า 651  และหน้า 652


(พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า 624 บรรทัดที่ 3)
เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล คือ ประจบสกุลด้วยดอกไม้ก็ดี 
 ผลไม้ก็ดี    แป้งก็ดี   ดินก็ดี  ไม้สีฟันก็ดี   ไม้ไผ่ก็ดี    การแพทย์ก็ดี
การสื่อสารก็ดี 

(พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 651 บรรทัดที่ 10)
ไม่ควรอยู่ในวัดที่ตนเคยอยู่ หรือในบ้านที่ตนทำกุลทูสกกรรม.
เมื่อจะอยู่ในวัดนั้น ไม่พึงเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านใกล้เคียง.
แม้จะอยู่ในวัดใกล้เคียง ก็ไม่ควรเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านนั้น.


แต่พระอุปติสสเถระ ถูกพวกอันเตวาสิกค้านว่า
ท่านขอรับ ! ธรรมดาว่านครใหญ่มีประมาณถึง ๑๒ โยชน์
ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า ภิกษุทำกุลทูสกกรรมในถนนใด, ท่านห้ามแต่ถนนนั้น.


ลำดับนั้น ท่านถูกพวกอันเตวาสิกค้านเอาว่า แม้ถนนก็ใหญ่ มีประมาณเท่านครเที่ยว
แล้วจึงกล่าวว่า ภิกษุกระทำกุลทูสกกรรมในลำดับเรือนแถวใด ท่านห้ามลำดับ เรือนแถวนั้น




(พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 652 บรรทัดที่ 10)
ก็เมื่อภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมอย่างนี้แล้ว
บำเพ็ญวัตร ๑๘ ประการให้บริบูรณ์ขออยู่กรรมอันสงฆ์พึงระงับ.
และแม้ภิกษุผู้มีกรรมระงับแล้วนั่น
ตนทำกุลทูสกกรรมไว้ในตระกูลเหล่าใดในครั้งก่อน
ไม่ควรรับปัจจัยจากตระกูลเหล่านั้น.


แม้บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะแล้วก็ไม่ควรรับ,
ปัจจัยเหล่านั้น จัดเป็นของไม่สมควรแท้.



เมื่อภิกษุถูกทายกถามว่า ทำไม ท่านจึงไม่รับ ?
ตอบว่า เพราะได้กระทำไว้อย่างนี้เมื่อก่อน ดังนี้,
ถ้าพวกชาวบ้านกล่าวว่า พวกกระผมไม่ถวายด้วยเหตุอย่างนั้น,
ถวายเพราะท่านมีศีลในบัดนี้ (ต่างหาก) ดังนี้ควรรับได้.


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 22 เมษายน , 2011 เวลา 15:53:30 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
SITPU
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 155



กุลทูสก (อ่านว่า กุละทูสก, กุละทูสะกะ) แปลว่า ผู้ประทุษร้ายตระกูล
 

กุลทูสก เป็นภาษาพระวินัย หมายถึงภิกษุผู้ประจบเอาใจคฤหัสถ์ที่ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้มียศศักดิ์ ด้วยอาการที่ผิดพระวินัย เพื่อให้เขาศรัทธาในตัว เพื่อหวังลาภผลจากเขา เช่นให้ของกำนัล ทำสวนดอกไม้ไว้ให้เขาชื่นชม พูดประจ๋อประแจ๋ อุ้มลูกเขา ยอมตัวให้เขาใช้สอย รับเป็นหมอรักษาไข้ รับฝากของต้องห้าม เป็นต้น
กุลทูสก เป็นผู้ทำลายศรัทธา ทำให้เขาดูหมิ่นเสื่อมถอยในพระรัตนตรัย และทำให้เขาพลาดจากบุญกุศล เพราะมัวหลงชื่นชมต่อสิ่งที่ได้รับ ไม่หาโอกาสบำเพ็ญบุญอย่างอื่น จึงเรียกผุ้ประทุษร้ายตระกูล หรือผู้ทำร้ายตระกูล
 



อ้างอิง
 พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548
บันทึกการเข้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี  ใน
กาลที่ล่วงไปแล้วก็ดี  จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ   มีตนเป็นที่พึ่ง   ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง   คือ  มีธรรมเป็นเกาะ  มีธรรมเป็นที่พึ่ง  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ 
ภิกษุเหล่านี้นั้นเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา  จักเป็นผู้เลิศ
30/472/12 : อุกกเจลส
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 11 สิงหาคม 2554

กติกาสำคัญกว่าคน
กติกาสำคัญกว่าความรัก ความเกลียดชัง
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 21 กันยายน 2554

ชี้แจงต่อข้อกล่าวหาของสังคม  ในกรณี  "คลิปอยากดังฯ"
ถูกนำไปออกอากาศทางโทรทัศน์ วิทยุ  นสพ. และตามเว็บไซต์ต่างๆ

http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=4116.msg25064#msg25064


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พระทุบตีคนด้วน(เล่มสีน้ำเงินที่  57 หน้า 410 บรรทัดที่ 1)

                            ๗. คูถปาณกชาดก
                               หนอนท้าช้างสู้
           
          [๓๐๓] ท่านก็เป็นผู้กล้าหาญ มาพบกับเราผู้กล้าหาญ
อาจประหารได้ไม่ย่นย่อ มาซิช้าง ท่านจงกลับมาก่อน
ท่านกลัวหรือจึงได้หนีไป ขอให้พวกคนชาวอังคะ
และมคธะได้เห็นความกล้าหาญของเราและของท่านเถิด.
           [๓๐๔] เราจักไม่ต้องฆ่าเจ้าด้วยเท้า งา หรือด้วยงวงเลย
เราจักฆ่าเจ้าด้วยคูถ หนอนตัวเน่า ควรฆ่าด้วยของเน่าเช่นกัน.

                           จบ คูถปาณกชาดกที่ ๗

                      อรรถกถาคูถปาณกชาดกที่ ๗
           พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สูโร สูเรน สงฺคมฺม ดังนี้.
          ได้ยินว่า ในครั้งนั้นมีบ้านในนิคมแห่งหนึ่ง จากเชตวันมหาวิหารประมาณโยชน์กับหนึ่งคาวุต.
ที่บ้านนั้นมีสลากภัตรและปักขิกภัตรเป็นอันมาก. มีบุรุษด้วนผู้หนึ่ง ชอบซักถามปัญหาอยู่ที่บ้านนั้น.
บุรุษนั้นถามปัญหาภิกษุหนุ่มและสามเณรที่ไปรับสลากภัตรและปักขิกภัตรว่า พวกไหนดื่ม
พวกไหนเคี้ยวกิน  พวกไหนบริโภค ทำให้ภิกษุและสามเณรเหล่านั้นไม่สามารถตอบปัญหาได้ ให้ได้อาย.
ภิกษุและสามเณรทั้งหลาย จึงไม่ไปบ้านนั้นเพื่อรับสลากภัตรและปักขิกภัตร เพราะเกรงบุรุษด้วนนั้น.


(เล่มสีน้ำเงินที่  57 หน้า 411 บรรทัดที่ 6)
อยู่มาวันหนึ่งภิกษุรูปหนึ่งไปโรงสลากถามว่าท่านผู้เจริญ สลากภัตรหรือปักขิกภัตรที่บ้านโน้นยังมีอยู่หรือ
เมื่อภิกษุผู้เป็นภัตถุทเทสก์กล่าวว่า ยังมีอยู่ ท่าน แต่ที่บ้านนั้นมีบุรุษด้วนคนหนึ่ง คอยถามปัญหา
ด่าว่าภิกษุสามเณรที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงไม่มีใครอยากไปเพราะเกรงบุรุษด้วนนั้นจึงกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ ขอจงให้ภัตรที่บ้านนั้นถึงผมเถิด ผมจักทรมานบุรุษนั้น ทำให้หมดพยศ
จะทำให้หนีไปเพราะเห็นผมตั้งแต่นั้นเลย.
  ภิกษุทั้งหลายรับว่า ดีละ จะให้ภัตรที่บ้านนั้นถึงแก่ท่าน
ภิกษุนั้นจึงไปที่บ้านนั้นห่มจีวรที่ประตูบ้าน.   บุรุษด้วนเห็นภิกษุนั้น ก็ปรี่เข้าไปหาดังแพะดุ กล่าวว่า
สมณะจงแก้ปัญหาของข้าพเจ้าเถิด.   ภิกษุนั้นกล่าวว่า อุบาสก ขอให้อาตมาเที่ยวบิณฑบาตในบ้าน
รับข้าวยาคูมาศาลานั่งพักเสียก่อนเถิด.  บุรุษด้วนเมื่อภิกษุนั้นรับข้าวยาคู แล้วมาสู่ศาลานั่งพัก
ก็ได้กล่าวเหมือนอย่างนั้น. ภิกษุนั้นก็ผัดว่า ขอดื่มข้าวยาคูก่อน  ขอกวาดศาลานั่งพักก่อน
ขอรับสลากภัตรมาก่อน ครั้นรับสลากภัตรแล้ว จึงให้บุรุษนั้นถือบาตร กล่าวว่า ตามมาเถิด
เราจักแก้ปัญหาท่าน พาไปนอกบ้าน จีบจีวรพาดบ่า รับบาตรจากมือของบุรุษนั้น ยืนอยู่.
บุรุษนั้นกล่าวเตือนว่า สมณะจงแก้ปัญหาของข้าพเจ้า. ภิกษุกล่าวว่า เราจะแก้ปัญหาของท่าน
แล้วผลักโครมเดียวล้มลง โบยตีดังจะบดกระดูกให้ละเอียด เอาคูถยัดปากขู่สำทับว่า
คราวนี้ตั้งแต่นี้ไป เราจะคอยสืบรู้ในเวลาที่ถามปัญหาไร ๆ กะภิกษุที่มาบ้านนี้.

ตั้งแต่นั้นบุรุษด้วนเห็นภิกษุแล้วก็หนี.   ครั้นต่อมา การกระทำของภิกษุนั้นได้ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์.
ภิกษุทั้งหลาย จึงประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า
ดูก่อนอาวุโส ได้ยินว่า ภิกษุรูปโน้น เอาคูถใส่ปากบุรุษด้วนแล้วก็ไป.
 
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นจะรุกรานบุรุษด้วนด้วยคูถในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่
แม้เมื่อก่อนก็ได้รุกรานแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.


          ในอดีตกาลชาวอังคะและมคธทั้งหลาย ต่างก็ไปมาหาสู่ยังแว่นแคว้นของกันและกัน.
วันหนึ่งต่างเข้าไปอาศัยบ้านหลังหนึ่งที่พรมแดนของรัฐทั้งสอง ดื่มสุรา กินปลาเนื้อกันแล้ว
ก็เทียมยานออกเดินทางแต่เช้าตรู่. ในเวลาที่ชนเหล่านั้นไปกันแล้วหนอนกินคูถตัวหนึ่งได้กลิ่นคูถ
จึงมา เห็นสุราที่เขาทิ้งไว้ตรงที่นั่งกัน จึงดื่มด้วยความกระหาย ก็เมาไต่ขึ้นบนกองคูถ.
คูถสด ๆ ก็ยุบลงหน่อยหนึ่ง เมื่อหนอนไต่ขึ้นไป. หนอนนั้นก็ร้องว่าแผ่นดินทานตัวเราไปไม่ได้.
ขณะนั้นเองช้างตกมันตัวหนึ่งมาถึงที่นั้นได้กลิ่นคูถแล้วรังเกียจก็หลีกไป.
หนอนเห็นช้างนั้นแล้วเข้าใจว่า ช้างนี้กลัวเราจึงหนีไป เราควรจะทำสงครามกับช้างนี้
จึงร้องเรียกช้างนั้น กล่าวคาถาแรกว่า :-
                    ท่านก็เป็นผู้กล้าหาญ มาพบกับเราผู้กล้าหาญ
          อาจประหารได้ไม่ย่นย่อ มาซิช้าง ท่านจงกลับมาก่อน
          ท่านกลัวหรือจึงได้หนีไป ขอให้พวกชาวอังคะ
          และมคธะได้เห็นความกล้าหาญของเราและของท่านเถิด.


          เนื้อความแห่งคาถานี้ว่า ท่านก็เป็นผู้กล้าหาญมาพบกับเราผู้กล้าหาญ
ผู้ไม่ย่อท้อทางความเพียร บากบั่น เป็นนักต่อสู้ เพราะสามารถในทางสู้รบ
เหตุใดจึงไปเสียไม่ประสงค์การสงครามเล่า. การประหารกันสักทีเดียว ก็ควรกระทำมิใช่หรือ. 
เพราะฉะนั้น ดูก่อนช้าง จงมาเถิด จงกลับก่อน ท่านกลัวตายด้วยเหตุเพียงเท่านั้น
จะกลัวหนีไปเทียวหรือ ชาวอังคะและมคธทั้งหลายผู้อยู่พรมแดนนี้
จงคอยดูความเก่งกาจ ความทรหดอดทนของเราและของท่าน.
ช้างนั้นแผดเสียงร้องได้ฟังคำของหนอนนั้นแล้ว จึงกลับไปหาหนอน
เมื่อจะรุกรบหนอนนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

                    เราจักไม่ต้องฆ่าเจ้าด้วยเท้า งา หรือด้วยงวงเลย
          เราจักฆ่าเจ้าด้วยคูถ หนอนตัวเน่า ควรฆ่าด้วยของเน่าเช่นกัน.


          เนื้อความแห่งความคาถานั้นว่า เราจักไม่ฆ่าเจ้าด้วยเท้าเป็นต้น
แต่เราจักฆ่าเจ้าด้วยคูถจึงสมควรแก่เจ้า ก็และครั้นช้างกล่าวอย่างนี้แล้ว
จึงกล่าวต่อไปว่า สัตว์กินคูถเน่า ควรตายด้วยของเน่า.
          ช้างจึงถ่ายคูถก้อนใหญ่ลงบนหัวหนอนนั้นแล้วถ่ายปัสสาวะรดยังหนอน
ให้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง แผดเสียงเข้าป่าไป.
          พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก.
ตัวหนอนในครั้งนั้นได้เป็นบุรุษด้วนในครั้งนี้ ช้างได้เป็นภิกษุรูปนั้น
ส่วนเทวดาผู้เกิดในไพรสณฑ์นั้น เห็นเหตุนั้นโดยประจักษ์ คือ เราตถาคตนี้แล.
                              จบ อรรถกถาคูถปาณกชาดกที่ ๗

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พระที่มักกล่าวว่าคนถ่อย(เล่มสีน้ำเงินที่ 43  หน้า 491 บรรทัดที่ 1)

                                    เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ
ข้อความเบื้องต้น
          พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระปิลินทวัจฉเถระ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อกกฺกสํ " เป็นต้น.

          พระปิลินทวัจฉะใช้วาทะว่าคนถ่อยจนติดปาก
          ได้ยินว่า ท่านปิลินทวัจฉะนั้น กล่าวคำเป็นต้นว่า " คนถ่อย จงมา, คนถ่อย จงไป"
ย่อมร้องเรียกทั้งคฤหัสถ์ทั้งบรรพชิต ด้วยวาทะว่าคนถ่อยทั้งนั้น.
          ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุเป็นอันมากกราบทูลแด่พระศาสดาว่า
" พระเจ้าข้า ท่านปิลินทวัจฉะ ย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยยวาทะว่าคนถ่อย."
พระศาสดารับสั่งให้หาท่านมาแล้ว ตรัสถามว่า " ปิลินทวัจฉะได้ยินว่า
เธอร้องเรียกภิกษุทั้งหลาย ด้วยวาทะว่าคนถ่อยจริงหรือ ?"
เมื่อท่านกราบทูลว่า " อย่างนั้น พระเจ้าข้า "
จึงทรงกระทำบุพเพนิวาสของท่านปิลินทวัจฉะนั้นไว้ในพระหฤทัย
แล้วตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลายพวกเธออย่ายกโทษแก่ภิกษุชื่อปิลินทวัจฉะเลย,
ภิกษุทั้งหลาย วัจฉะหามีโทสะในภายใน ร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่า คนถ่อยไม่,
ภิกษุทั้งหลาย ๕๐๐ ชาติของภิกษุชื่อวัจฉะไม่สับสนกัน,
ทั้งหมดนั้นเกิดแล้วในตระกูลพราหมณ์ ในภายหลัง,
วาทะคนถ่อยนั้น เธอร้องเรียกมาแล้วตลอดกาลนาน,
ถ้อยคำกระทบกระทั่งชนเหล่าอื่น อันเป็นคำระคายหูคำหยาบคายนั่นเทียว
ชื่อว่าย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ, เพราะว่าบุตรของเรากล่าวอย่างนั้น
ด้วยอำนาจแห่งความเคยชิน"

เมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
           อกฺกกสํ วิญฺญาปนึ คิรึ สจฺจํ อุทีรเย ยาย นาภิสเช กญฺจิ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
          " ผู้ใด พึงกล่าวถ้อยคำอันไม่ระคายหู อันให้รู้กันได้ เป็นคำจริง
          อันเป็นเหตุไม่ยังใคร ๆ ให้ขัดใจ,เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์."


แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺกฺกสํ ได้แก่ คำไม่หยาบ.
บทว่า วิญฺญาปนึ ได้แก่ ให้รู้เนื้อความกันได้.
บทว่า สจฺจํ ได้แก่ เป็นเนื้อความอันจริง.
บทว่า นาภิสเช เป็นต้น ความว่า บุคคลไม่พึงยังบุคคลอื่นให้ข้องใจ
ด้วยอำนาจแห่งการให้เขาโกรธ ด้วยถ้อยคำอันใด,
ธรรมดาพระขีณาสพพึงกล่าวถ้อยคำเห็นปานนั้นนั่นแล;
เหตุนั้น เราจึงเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พระชกต่อยกันแต่ไม่หวังให้ถึงตายย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์
(เล่มสีน้ำเงินที่ 4  หน้า 764 บรรทัดที่ 4)

พระบัญญัติ
๑๒๓. ๔. อนึ่ง ภิกษุใด โกรธ น้อยใจ ให้ประหารแก่ภิกษุ
เป็นปาจิตตีย์.


(เล่มสีน้ำเงินที่ 4  หน้า 766 บรรทัดที่ 1)
ในคำว่า ปหารํ เทติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส นี้ มีวินิจฉัยว่า
เมื่อภิกษุให้ประหารด้วยความเป็นผู้ประสงค์จะประหาร ถ้าแม้นผู้ถูกประหารตายก็เป็นเพียงปาจิตตีย์.
เพราะการประหาร (นั้น) มือหรือเท้าหัก หรือศีรษะแตกก็เป็นปาจิตตีย์เท่านั้น.

ตัดหู หรือตัดจมูก ด้วยความประสงค์จะทำให้เสียโฉม
อย่างนี้ว่า เราจะทำเธอให้หมดสง่าในท่ามกลางสงฆ์  ก็เป็นทุกกฏ.

บทว่า อนุปสมฺปนฺนสฺส มีความว่า ภิกษุให้ประหารแก่คฤหัสถ์
หรือบรรพชิต แก่สตรีหรือบุรุษ โดยที่สุด แม้แก่สัตว์ดิรัจฉาน เป็นทุกกฏ.

แต่ถ้าว่า มีจิตกำหนัด ประหารหญิง เป็นสังฆาทิเสส.

สองบทว่า เกนจิ วิเหฐิยมาโน ได้แก่ ถูกมนุษย์ หรือสัตว์ดิรัจฉานเบียดเบียนอยู่.

บทว่า โมกฺขาธิปฺปาโย คือ ปรารถนาความพ้นแก่ตนเองจากมนุษย์เป็นต้น นั้น.

สองบทว่า ปหารํ เทติ มีความว่า ภิกษุให้ประหารด้วยกาย ของเนื่องด้วยกาย
และของที่ขว้างไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เป็นอาบัติ.

ถ้าแม้นภิกษุเห็นโจรก็ดี ข้าศึกก็ดี มุ่งจะเบียดเบียนในระหว่างทางกล่าวว่า
แน่ะอุบาสก !    เธอจงหยุดอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ, อย่าเข้ามา แล้วประหารผู้ไม่เชื่อฟังคำ
กำลังเดินเข้ามาด้วยไม้ค้อน หรือด้วยศัสตราพร้อมกับพูดว่า ไปโว้ย แล้วไปเสีย.
ถ้าเขาตายเพราะการประหารนั้น ไม่เป็นอาบัติเหมือนกัน.

แม้ในพวกเนื้อร้ายก็นัยนี้เหมือนกัน. คำที่เหลือในสิกขาบทนี้ ตื้นทั้งนั้น.
ก็สมุฏฐานเป็นต้น ของสิกขาบทนั้น เป็นเช่นเดียวกับปฐมปาราชิก
แต่สิกขาบทนี้เป็นทุกขเวทนา ดังนี้แล.


ภิกษุทั่วทั้งประเทศ มักผิดในข้อนี้กัน
(เล่มสีน้ำเงินที่ 3 หน้า 940 บรรทัดที่ 16)

พระบัญญัติ
๓๗. ๘. อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

(เล่มสีน้ำเงินที่ 25 หน้า 240 บรรทัดที่ 15)

ก็แหละพระผู้มีพระภาคเจ้าให้พราหมณ์นั้นบวชแล้ว พาไปยังพระเชตวันมหาวิหาร
ในวันรุ่งขึ้นมีพระเถระนั้น เป็นปัจฉาสมณะได้เสด็จไปยังทวารพระราชมณเฑียรของพระเจ้าโกศล.
พระราชาทรงสดับว่า พระศาสดาเสด็จมาจึงเสด็จลงจากปราสาท ถวายบังคมแล้ว
ทรงรับบาตรจากพระหัตถ์ อาราธนา พระตถาคตให้เสด็จขึ้นบนปราสาท
ให้ประทับนั่งเหนือพระแท่น ทรงล้างพระยุคลบาทด้วยน้ำหอม ทาด้วยน้ำมันที่หุงร้อยครั้ง
ให้นำข้าวยาคูมา ทรงถือทัพพีทองด้ามเงิน ทรงน้อมเข้าไปถวายพระศาสดา.
พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิด.(เอามือปิดบาตรไว้)
พระราชาทรงหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระตถาคตกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าข้าพระองค์มีโทษ ขอพระองค์โปรดอดโทษ.
พระศาสดาตรัสว่าไม่มีโทษดอกมหาบพิตร.
พระราชาตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์ไม่รับข้าวยาคู.
ปลิโพธความกังวล มีอยู่มหาบพิตร.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เหตุไรเล่า ผู้ไม่รับข้าวยาคูพึงได้ปลิโพธ (ได้กังวล)
ข้าพระองค์สามารถทำปลิโพธหรือ โปรดรับข้าวยาคูเถิดพระเจ้าข้า.
พระศาสดาทรงรับแล้ว แม้พระเถระแก่หิวมานานจึงดื่มข้าวยาคูตามความต้องการ.
พระราชาทรงถวายขาทนียโภชนียะ.
ในเวลาเสร็จภัตกิจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์อุบัติในวงศ์โอกากราช ซึ่งมีมาตามประเพณี
ทรงละสิริราชสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงผนวชบรรลุความเป็นผู้เลิศในโลกแล้ว
พระองค์ยังจะมีปลิโพธ (มีกังวล) อะไรอีกเล่า พระเจ้าข้า.
มหาบพิตร ความปลิโพธของพระเถระผู้แก่รูปนี้ เป็นเช่นปลิโพธของอาตมาเหมือนกัน
(แปลว่า : กังวลของพระเถระนั้น ก็เป็นเช่นความกังวลของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน)

พระราชา ทรงไหว้พระเถระตรัสถามว่า ท่านขอรับ ท่านมีปลิโพธอะไร.
พระเถระถวายพระพรว่า มีความปลิโพธเรื่องหนี้ มหาบพิตร. เท่าไรขอรับ.
ทรงนับดูเถิด มหาบพิตร. เมื่อพระราชาทรงนับว่า ๑, ๒, ๑๐๐, ๑,๐๐๐ ดังนี้
นิ้วพระหัตถ์ไม่พอ. ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า

พนายจงไปตีกลองร้องประกาศในพระนครว่า
เจ้าหนี้ของพหุธิติกพราหมณ์ ทั้งหมด จงประชุมกันในพระลานหลวง.
พวกมนุษย์ได้ยินเสียงกลองประชุมกันแล้ว.
พระราชาให้นำบัญชีมาจากมือของเจ้าหนี้เหล่านั้น
ได้พระราชทานทรัพย์ไม่หย่อนกว่าหนี้ที่กู้มาทั้งหมด.
ในที่นั้นทองมีราคาหนึ่งแสน.

พระราชาตรัสถามอีกว่า ท่านขอรับ ปลิโพธอื่นยังมีอีกไหม.
พระเถระถวายพระพรว่า พระมหาราชสามารถทรงใช้หนี้ให้แล้วตรัสถาม
จึงกล่าวว่า เด็กหญิง ๗ คนเหล่านี้ เป็นปลิโพธใหญ่ของอาตมา.
พระราชาทรงส่งยานไปรับธิดาทั้งหลายของพระเถระนั้นมาทรงทำเป็นธิดาของพระองค์
แล้วทรงส่งไปยังเรือนตระกูลสามีนั้น ๆ
แล้วตรัสถามว่า ท่านขอรับ ยังมีปลิโพธอื่นอีกไหม.
พระเถระถวายพระพรว่านางพราหมณี มหาบพิตร.
พระราชาทรงส่งยานไปนำนางพราหมณีมาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัยยิกา
แล้วตรัสถามอีกว่า ท่านขอรับ ยังมีปลิโพธอื่นอีกไหม.
พระเถระถวายพระพรว่า ไม่มี มหาบพิตร.
พระราชามีรับสั่งให้พระราชทานผ้าจีวร
ตรัสว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงทราบความเป็นภิกษุของท่านว่าเป็นของข้าพเจ้า.
พระเถระถวายพระพรว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า ท่านขอรับ ปัจจัยทุกอย่างมีจีวรเเละ
บิณฑบาตเป็นต้น จักเป็นของของพวกเราจัดถวาย
ขอท่านจงยึดถือพระทัยพระตถาคตบำเพ็ญสมณธรรมเถิด.
พระเถระไม่ประมาท บำเพ็ญสมณธรรมตามนั้นทีเดียว
ถึงความสิ้นอาสวะต่อกาลไม่นานนักแล.



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 05 ตุลาคม , 2011 เวลา 04:08:11 AM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 27 กันยายน 2554

พระที่ทำการค้าการ ขายสิ่ง ขายของ ขายสินค้า
(เล่มสีน้ำเงินที่ 3 หน้า 940 บรรทัดที่ 16)
พระบัญญัติ
อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
----------------------------------------------
(เล่มสีน้ำเงินที่ 3 หน้า 944 บรรทัดที่ 1)
บทภาชนีย์
ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ รับรูปิยะ เป็นนิสสัคคีย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์
รูปิย ะ ภิกษุสงสัย รับรูปิยะ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ รับรูปิยะ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุกกฏ
ไม่ใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ใช่รูปิยะ ภิกษุสงสัย...ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ
ไม่ใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าไม่ใช่รูปิยะ... ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร
ทองเงินตกอยู่ภายในวัดก็ดี ภายในที่อยู่ก็ดี ภิกษุหยิบยกเองก็ดี ใช้ให้หยิบยกก็ดี
แล้วเก็บไว้ด้วยตั้งใจว่า เป็นของผู้ใด ผู้นั้นจักนำไปดังนี้ ๑   ภิกษุวิกลจริต ๑   
ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑  (ภิกษุต้นบัญญัติ)     ไม่ต้องอาบัติแล.

---------------------------------------------------------------------------------------------

(เล่มสีน้ำเงินที่ 3 หน้า 949 บรรทัดที่ )

ปัจจัยที่ได้จากรูปิยะที่ภิกษุรับ ไม่ควรแก่เธอผู้รับ
ภิกษุทั้งหมดพึงแจกกันบริโภค. ภิกษุผู้รับรูปิยะไม่พึงรับส่วนแบ่ง.
แม้ได้ส่วนที่ถึงแก่พวกภิกษุอื่นหรืออารามิกชนแล้ว จะบริโภคก็ไม่ควร.

โดยที่สุด เนยใส หรือน้ำมันนั้น อันดิรัจฉานมีลิงเป็นต้น
ลักเอาไปจากส่วนแบ่งนั้น วางไว้ในป่า หรือที่หล่นจากมือของสัตว์เหล่านั้น
ยังเป็นของอันดิรัจฉานหวงแหนก็ดี เป็นของบังสุกุล(ทิ้ง)ก็ดี ไม่สมควรทั้งนั้น.

แม้จะอบเสนาสนะ ด้วยน้ำอ้อยที่นำมาจากส่วนแบ่งนั้นก็ไม่ควร.

จะตามประทีปด้วยเนยใส หรือน้ำมันแล้วนอนก็ดี กระทำกสิณบริกรรมก็ดี
สอนหนังสือก็ดี ด้วยแสงสว่างแห่งประทีป ไม่ควร.

อนึ่ง จะทาแผลที่ร่างกายด้วยน้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น จากส่วนแบ่งนั้น ก็ไม่ควรเหมือนกัน.

คนทั้งหลาย เอาวัตถุนั้น จ่ายหาเตียงและตั่งเป็นต้นก็ดี สร้างอุโบสถาคารก็ดี สร้างโรงฉันก็ดี
จะบริโภคใช้สอย ก็ไม่ควร.

แม้ร่มเงา(แห่งโรงฉัน เป็นต้น) อันแผ่ไปอยู่ตามเขตของเรือน ก็ไม่ควร.
ร่มเงาที่เลยเขตไป ควรอยู่ เพราะเป็นของจรมา. จะเดินไปตามทางก็ดีสะพานก็ดี เรือก็ดี แพก็ดี
ที่เขาจำหน่ายวัตถุนั้นสร้างไว้ไม่ควร.

จะดื่มหรือใช้สอยน้ำที่เอ่อขึ้นเต็มปริ่มสระโบกขรณี ซึ่งเขาให้ขุดด้วยวัตถุนั้นก็ไม่ควร.

แต่ว่า เมื่อน้ำภายใน (สระ) ไม่มี น้ำที่ไหลมาใหม่ หรือน้ำฝนไหลเข้าไป สมควรอยู่.

แม้น้ำที่มาใหม่ซึ่งซื้อมาพร้อมกับสระโบกขรณีที่ซื้อมา (ด้วยวัตถุนั้น ) ก็ไม่ควร.



บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 3 พฤษภาคม 2555

(เล่มสีน้ำเงินที่ 37 หน้า 532 บรรทัดที่ 3)
ดูก่อนวิสาขา มาตุคามเป็นผู้ประพฤติเป็นที่พอใจสามีอย่างไร
ดูก่อนวิสาขา มาตุคามในโลกนี้ ไม่ละเมิดสิ่งอันไม่เป็นที่พอใจของสามีเพราะเหตุแห่งชีวิต
ดูก่อนวิสาขา มาตุตามประพฤติเป็นที่พอใจของสามีอย่างนี้แล.

 
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 9 สิงหาคม 2555

เล่มสีน้ำเงินที่ 38 หน้า 191 วรรคที่3
ดูก่อนอานนท์ ก็อสุภสัญญาเป็นไฉน
ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้นั่นแล
เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มโดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด
มีประการต่าง ๆ ว่า ในกายนี้มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม เนื้อหัวใจ
ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา
เปลวมัน น้ำลา น้ำมูก ไขข้อ มูตร

ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่งามในกายนี้
ด้วยประการดังนี้ ดูก่อนอานนท์ นี้เรียกว่า อสุภสัญญา.



เล่มสีน้ำเงินที่ 38 หน้า 192
กายนี้มีทุกข์มาก มีโทษมาก เพราะฉะนั้น อาพาธต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นในกายนี้ คือ
โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคที่ใบหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด
โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก
โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคิดทะราด หูด
โรคละออง บวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง
อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาพีไข้สันนิบาต อาพาธอันเกิดแต่ฤดูแปรปรวน
อาพาธอันเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธอันเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง
อาพาธอัน เกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ

ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นโทษในกายนี้
ด้วยประการดังนี้ ดูก่อนอานนท์ นี้เรียกว่า อาทีนวสัญญา
.





ความหมายคำว่า "อาทีนวสัญญา"

อาทีนวสัญญา 
คือ ความจำแห่งการเจ็บป่วยมีโทษ
(หลวงปู่ให้ความหมาย)

อาทีนวสัญญา 
คือ กำหนดหมายโดยความเป็นโทษ 
(จาก หนังสือพระไตรปิฎก มมร.เล่มสีน้ำเงินที่ 16 หน้า 230)

อาทีนวสัญญา
คือ การกำหนดหมายโทษแห่งร่างกายซึ่งมีอาพาธคือโรคต่าง ๆ เป็นอันมาก
(จาก พจนานุกรม พุทธศาสน์)

บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 11 สิงหาคม 2555

เล่มสีน้ำเงินที่ 26 หน้า 774

                                                          ๙. ติสสสูตร
                                                    ว่าด้วยเรื่องท่านพระติสสะ

[๗๑๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.
ครั้งนั้นแล ท่านพระติสสะผู้เป็นโอรสพระเจ้าอาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วถวายอภิวาทแล้ว นั่งเป็นทุกข์เสียใจหลั่งน้ำตาอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
.
[๗๑๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระติสสะว่า
ดูก่อนติสสะ ไฉนหนอ เธอจึงนั่งเป็นทุกข์เสียใจหลั่งน้ำตาอยู่.

ท่านพระติสสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายกลุ้มรุมเสียดแทงข้าพระองค์ด้วยวาจาดุจประตัก.

พ. จริงอย่างนั้น ติสสะ เธอว่าเขาข้างเดียว แต่เธอไม่อดทนต่อถ้อยคำ ข้อที่เธอว่าเขาข้างเดียว ไม่อดทนต่อถ้อยคำนั้น
ไม่สมควรแก่เธอผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา แต่ข้อที่เธอว่าเขาด้วยอดทนต่อถ้อยคำได้ด้วย นั่นแล
สมควรแก่เธอผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา.

[๗๑๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
เธอโกรธทำไมหนอ เธออย่าโกรธ ติสสะ ความไม่โกรธเป็นความประเสริฐของเธอ แท้จริง
บุคคลย่อมประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อกำจัดความโกรธ ความถือตัว และความลบหลู่คุณท่าน ดังนี้.


                                                          จบติสสสูตรที่ ๙



                                                            อรรถกถาติสสสูตรที่ ๙

          ในติสสสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
          บทว่า ทุมฺมโน ได้แก่ เกิดในโทมนัส. ถามว่า ก็เพราะเหตุไรพระติสสะนี้จึงเกิดเป็นทุกข์เสียใจอย่างนี้.
ตอบว่า ก็พระติสสะนี้เป็นกษัตริย์บวช. เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายให้ท่านบวชแล้ว ให้นุ่งผ้าสาฎก ๒ ชั้น ห่มจีวรอย่างดี
หยอดตา ทาศีรษะด้วยน้ำมันเจือด้วยน้ำชาด.

เมื่อเหล่าภิกษุไปสู่ที่พักกลางคืนและกลางวัน ท่านไม่รู้ว่า ธรรมดาว่าภิกษุต้องนั่งในโอกาสอันสงัด จึงไปโรงฉันขึ้นเตียงใหญ่แล้วนั่ง.
ภิกษุทั้งหลายผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ผู้เที่ยวไปในทิศเป็นอาคันตุกะมา คิดว่า ด้วยทำนองนี้พวกเรามีตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยธุลี
ไม่อาจจะเฝ้าพระทศพลได้ เราจะวางสิ่งของไว้ก่อน ดังนี้แล้วก็ไปโรงฉัน. เมื่อพระมหาเถระกำลังมา ท่านติสสะนั่งนิ่งทีเดียว.
ภิกษุเหล่าอื่นถามโดยเอื้อเฟื้อ [ขอโอกาส] ว่าพวกเราจะทำวัตรคือการล้างเท้า พัดด้วยก้านตาลนะ

ก็พระติสสะนี้นั่งอยู่ นั่นแล ถามว่า พวกท่านมีพรรษาเท่าไร.
เมื่อพวกภิกษุนั้นตอบว่าพวกกระผมยังไม่มีพรรษา ก็ท่านเล่ามีพรรษาเท่าไร จึงกล่าวว่า ผมบวชในวันนี้.

ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวก็ท่านว่า อาวุโส ท่านจงตัดมวยผมเดี๋ยวนี้ แม้วันนี้กลิ่นเหาที่โคนศีรษะของท่านส่งกลิ่นฟุ้งทีเดียว
เมื่อภิกษุแก่ว่ามีประมาณเท่านี้ ขอโอกาสทำวัตรของเรา ท่านก็นั่งนิ่งเงียบ แม้เพียงความยำเกรงของท่านก็ไม่มี ท่านบวชในศาสนาของใคร
ดังนี้แล้ว รุมกันประหารพระติสสะนั้นด้วยหอกคือวาจา กล่าวว่า ท่านไม่อาจเลี้ยงชีพได้เพราะเป็นหนี้ หรือกลัวจึงบวช
หรือท่านแลดูพระเถระรูปหนึ่ง เมื่อพระเถระนั้นกล่าวว่า ท่านมองดูเราหรือขรัวตา จึงแลดูอีกรูปหนึ่ง แม้เมื่อท่านรูปนั้นกล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน
ทีนั้น ท่านก็เกิดขัตติยมานะขึ้นมา ภิกษุเหล่านี้รุมกันใช้หอกคือวาจาทิ่มแทงเรา น้ำตาสีแก้วมณีในดวงตาก็ไหลพราก.
แต่นั้นท่านก็กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่าท่านมาสู่สำนักของใคร. ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ก็ท่านเล่าสำคัญเราว่ามาสู่สำนักของท่านหรือ
พวกเราไม่ใช่อยู่ในเพศคฤหัสถ์นี้ จึงกล่าวว่าพวกเรามาสู่สำนักของพระศาสดาผู้เป็นอัครบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.

พระติสสะกล่าวว่า พวกท่านมาในสำนักพี่ชายของเรา ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้นเราจักไปตามทางที่พวกท่านมานั่นแล
โกรธออกไปแล้วคิดในระหว่างทางว่า เมื่อเราไปโดยทำนองนี้ก่อน พระศาสดาจักให้นำภิกษุเหล่านี้ออกไป
จึงเป็นทุกข์เสียใจ เดินน้ำตาไหลไป ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเกิดเป็นอย่างนี้แล.

          บทว่า วาจาย สนฺนิโตทเกน ความว่า ด้วยประตักคือถ้อยคำ.
บทว่าสญฺชมฺภรึ อกํสุ ได้แก่กระทำให้เต็มแปร้ คือให้ถูกต้องไม่มีระหว่าง.ท่านอธิบายไว้ว่า แทงข้างบน.
บทว่า วตฺตา ความว่า ท่านพูดเรื่องที่ปรารถนากะคนเหล่าอื่น.
บทว่า โน จ วจนกฺขโม ความว่า ท่านไม่อาจอดทนถ้อยคำของชนเหล่าอื่น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า
เธอถูกความโกรธนี้แทงด้วยประตักคือวาจาในปัจจุบันนี้ก่อน แต่ในอดีตเธอถูกพระราชาเนรเทศออกจากแว่นแคว้น.
ภิกษุทั้งหลายจึงทูลวิงวอนกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ในกาลไหน พระเจ้าข้า.

          พระศาสดาตรัสว่า ในอดีตกาล พระเจ้าพาราณสีเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี.
ครั้งนั้นฤาษี ๒ ท่าน คือท่านหนึ่ง ชื่อว่า ชาติมาท่านหนึ่งชื่อว่า มาตังคะ. ได้ไปยังกรุงพาราณสี
ในฤาษีทั้งสองนั้นฤาษีชื่อว่า ชาติมา ไปถึงก่อน นั่งที่โรงช่างหม้อ. ภายหลังมาตังคดาบส ได้ไปขอพักในที่นั้น.

นายช่างหม้อกล่าวว่า ในที่นี้ บรรพชิตผู้เข้าไปก่อนมีอยู่ ท่านจงถามเขาเถิด.
มาตังคดาบสนั้น ถือเอาบริขารของตนยืนใกล้ประตูโรงช่างหม้อ กล่าวว่า
ท่านอาจารย์ โปรดให้โอกาสข้าพเจ้าพักอยู่ในที่นี้สักราตรีหนึ่งเถิด.

ชาติมาฤาษีกล่าวว่า เข้าไปเถิดท่าน จึงถามท่านผู้เข้าไปนั่งว่า ท่านโคตรอะไร.
ตอบว่า ข้าพเจ้าโคตรจัณฑาล.

ชาติมาฤาษีว่า ข้าไม่อาจจะนั่งในที่แห่งเดียวกับเจ้าได้ จงไป ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
มาตังคดาบสลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วก็นอนในที่นั้นนั่นเอง.

ชาติมาฤาษีนอนพิงประตู. ฝ่ายมาตังคดาบสออกไปเพื่อถ่ายปัสสาวะจึงเหยียบอกชาติมาฤาษีนั้นเข้า
เมื่อชาติมาฤาษีถามว่า ใครนั่น.  จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าเองท่านอาจารย์. เฮ้ย เจ้าจัณฑาล เจ้าไม่เห็นทางจากที่แห่งอื่นหรือ.
เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าจะไม่ต้องมาเหยียบข้า. ท่านอาจารย์ เมื่อข้าไม่เห็นก็เหยียบเอา โปรดยกโทษให้ข้าด้วยเถิด.

เมื่อมหาบุรุษออกไปภายนอก ชาติมาฤาษีนั้นคิดว่า ผู้นี้แม้ไปภายหลังก็จักมาข้างนี้ จึงนอนพลิกกลับไปเสีย.
ฝ่ายมหาบุรุษเข้าไปด้วยคิดว่า ท่านอาจารย์นอนหันศีรษะมาทางนี้ เราจักไปทางที่ใกล้เท้าของท่าน ดังนี้ จึงเหยียบอกเข้าอีก.
ก็เมื่อฤาษีนั้นถามว่า นั่นใคร จึงตอบว่า ข้าพเจ้าเองท่านอาจารย์. ฤาษีนั้นกล่าวว่า ชั้นแรกทีเดียว เจ้าไม่รู้จึงทำ
บัดนี้เจ้าทำกระทบเรา เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ศีรษะของเจ้าจงแตก ๗ เสี่ยง มหาบุรุษไม่พูดอะไร ๆ
ก่อนที่อรุณจะขึ้นนั่นเอง ได้ยึดดวงอาทิตย์ไว้ ไม่ยอมให้พระอาทิตย์ขึ้น พวกคนและสัตว์เดรัจฉานมีช้างม้าเป็นต้นต่างตื่นกันแล้ว.

พวกมนุษย์พากันไปยังราชตระกูลทูลว่า ขอเดชะ ขึ้นชื่อว่าผู้ที่จะไม่ตื่นทั่วนครไม่มี แต่ไม่ปรากฏว่าอรุณจะขึ้น นี่เหตุอะไรกัน.
ถ้ากระไรขอพระองค์โปรดตรวจตราพระนคร. คนเหล่านั้นเมื่อสำรวจดู. ก็พบดาบสสองท่านในโรงช่างหม้อ
จึงคิดว่า นี่จักเป็นการทำของสองท่านนี้ จึงได้พากันไปกราบทูลพระราชา

ถูกพระราชาตรัสว่า พวกเจ้าจงไปถามท่านดูแล้วจึงพากันมาถามฤาษีชื่อชาติมานั้นว่า พวกท่านทำให้มืดหรือ.
ชาติมาฤาษีตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำ แต่จ้าดาบสขี้โกงตัวเลวมีมายาเหลือหลายนี้ทำ จงถามดูเถิด.

คนเหล่านั้นจึงไปถามมหาบุรุษว่า ท่านเจ้าข้า ท่านทำให้มืดหรือ.
ดาบสตอบว่า ใช่ อาจารย์ผู้นี้ได้สาปข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงทำ.

คนเหล่านั้นจึงไปกราบทูลพระราชา.
ฝ่ายพระราชาเสด็จมาตรัสถามมหาบุรุษว่า ท่านเจ้าข้า ท่านทำให้มืดหรือ.
ดาบสทูลว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร. พระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร เจ้าข้า.
ดาบสทูลว่า อาตมภาพถูกดาบสนี้สาป
ถ้าดาบสนี้ขอขมาโทษอาตมภาพไซร้ อาตมภาพจักปล่อยพระอาทิตย์

พระราชาตรัสว่า ท่านเจ้าข้าท่านจงขมาโทษดาบสนี้เถิด.
ฝ่ายฤาษีทูลว่า คนผู้มีชาติเช่นเราจักให้ขมาโทษคนจัณฑาลเช่นนั้นหรือ อาตมภาพไม่ขอขมาโทษดอก.

ลำดับนั้น พวกคนกล่าวกะท่านว่า ท่านจักไม่ขอขมาโทษตามความชอบใจของตนหรือ
ดังนี้แล้วช่วยกันจักมือและเท้าแล้วให้นอนหมอบแทบเท้า แล้วกล่าวว่า ขอจงขมาโทษเถิด.
ดาบสนั้นนอนเงียบเสียง. คนเหล่านั้นจึงกล่าวย้ำกะดาบสนั้นว่า จงขอขมาโทษเสีย.

ลำดับนั้น ดาบสจึงกล่าวว่า โปรดยกโทษข้าเถิดอาจารย์.
มหาบุรุษกล่าวว่า อันดับแรก ข้าพเจ้าจักยกโทษให้ท่านแล้วปล่อยพระอาทิตย์
แต่เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ศีรษะของท่านจักแตก ๗ เสียง

ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า ท่านจงเอาก้อนดินเหนียว ขนาดเท่าศีรษะวางไว้บนกระหม่อมของดาบสนี้
แล้วให้ท่านยืนแช่น้ำในแม่น้ำแค่คอ. พวกผู้คนได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ไพร่พลของพระราชาทั่วแว่นแคว้นประชุมกัน.
มหาบุรุษได้ปล่อยพระอาทิตย์แล้ว. แสงพระอาทิตย์มากระทบก้อนดิน. ก้อนดินนั้นก็แตก ๗ เสี่ยง.
ในขณะนั้นนั่นเอง ดาบสนั้นก็ดำลงโผล่ขึ้นทางท่าหนึ่งแล้วก็หนีไป.

พระศาสดาทรงนำเรื่องนี้มาตรัสว่า บัดนี้ท่านได้บริภาษในสำนักของภิกษุทั้งหลายก่อน.
แม้ในกาลก่อนท่านอาศัยความโกรธนี้ จึงถูกเนรเทศออกจากแว่นแคว้น
ครั้นทรงสืบอนุสนธิ เมื่อจะโอวาทดาบสนั้นจึงตรัสว่า ติสสะ ข้อนั้นไม่สมควรแก่เธอแล เป็นต้น.

                                                            จบอรรถกถาติสสสูตรที่ ๙
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: