หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 2 3 [4] 5   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน  (อ่าน 21602 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
chapasaton
**จงตัดความเยื่อใยของตนเสีย* บุญนี้ให้ญาติ เทพที่รักษา นายเวร เชื่อโรคข้า และคนในครอบครัวข้า และบุญนี้จงส่งให้ข้าถึงวันหลุดพ้นอย่างเดียว
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 27



ยินดีในบุญกับ  คุณโอ๋  ค่ะ ชพศธร  บุญมีประเสริฐ
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าวันที่ 8 มค.54


สัจจะที่ทำให้คลอดบุตรง่าย

ป.  =  พระเจ้าปเสนทิโกศล
อ.  =  พระองคุลิมาล

เริ่มเรื่องแต่หน้า 147 หน้า 149  องคุลิมาลไปบิณฑบาตแล้วไปเห็นคนท้อง
(มีชี้แจงอยู่ในหน้า 163,164, 165, 166 )


เล่ม 21  หน้า 148
[๕๓๐] ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระองคุลิมาลครองอันตรวาสกแล้ว 
ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี. กำลังเที่ยวบิณฑบาต
ตามลำดับตรอกอยู่ในพระนครสาวัตถี ได้เห็นสตรีคนหนึ่งมีครรภ์แก่หนัก
ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ สัตว์ทั้งหลายย่อม
เศร้าหมองหนอ ดังนี้. ครั้งนั้น ท่านพระองคุลิมาลเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี
เวลาปัจฉาภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
เวลาเช้า ข้าพระองค์ครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาต
ยังพระนครสาวัตถี กำลังเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกอยู่ในพระนครสาวัตถี
ได้เห็นสตรีคนหนึ่งมีครรภ์แก่หนัก ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า
สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ ดังนี้.

[๕๓๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนองคุลิมาล ถ้าอย่างนั้น
เธอจงเข้าไปหาสตรีนั้นแล้วกล่าวกะสตรีนั้นอย่างนี้ว่า
ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดมาแล้วจะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตหามิได้
ด้วยสัจจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด.


ท่านพระองคุลิมาลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อาการนั้น
จักเป็นอันข้าพระองค์กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่เป็นแน่
เพราะข้าพระองค์แกล้งปลงสัตว์เสียจากชีวิตเป็นอันมาก.

ภ. ดูก่อนองคุลิมาล ถ้าอย่างนั้น เธอจงเข้าไปหาสตรีนั้น แล้วกล่าวกะสตรีนั้นอย่างนี้ว่า
ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้วในอริยชาติ จะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์เสียจากชีวิตหามิได้
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด.


พระองคุลิมาลทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เข้าไปหาหญิงนั้นถึงที่อยู่ครั้นแล้วได้กล่าวกะหญิงนั้นอย่างนี้ว่า
ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เวลาที่ฉันเกิดแล้วในอริยชาติ จะแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตทั้งรู้หามิได้
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด.
ครั้งนั้น ความสวัสดีได้มีแก่หญิง ความสวัสดีได้มีแก่ครรภ์ของหญิงแล้ว.

ข้อแตกต่างของในแต่ละวรรค
วรรคแรก

ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดมาแล้วจะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตหามิได้
ด้วยสัจจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด.


วรรคสอง
ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้วในอริยชาติจะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์เสียจากชีวิตหามิได้
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด.


แต่เมื่อกล่าวจริง พระองคุลิมาล ได้กล่าวเพื่อให้แน่นอน จึงได้กล่าวว่า
ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เวลาที่ฉันเกิดแล้วในอริยชาติจะแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตทั้งรู้หามิได้
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด.


อธิบายเพิ่มเติมใน หน้า 163
ชนทั้งหลายได้กระทำตั่งไว้ตรงที่ที่พระเถระนั่งกระทำสัจจกิริยา.
ชนทั้งหลายย่อมนำแม้ดิรัจฉานตัวเมียที่มีครรภ์หลงมาให้นอนที่ตั่งนั้น.
ในทันใดนั้นเอง ก็ตลอดออกได้โดยง่าย.
ตัวใดทุรพล(กำลังอ่อนมาก)นำมาไม่ได้ก็เอาน้ำล้างตั่งนั้นไปรดศีรษะ
ก็คลอคออกได้ในขณะนั้นทีเดียว.  แม้โรคอย่างอื่นก็สงบไป.
ได้ยินว่า พระมหาปริตรนี้มีปาฏิหาริย์ตั้งอยู่ตลอดกัป.

ผู้ใดสนใจว่า มีท้อง มีลูก อยากจะพูดเองก็ได้ อยากจะกล่าว ด้วยกล่าวให้ผู้อื่นก็ได้
แต่ให้เรียนรู้ให้เข้าใจ ในทั้งอรรถกถาทั้งหมดนี้ก่อน ไม่งั้นจะไปเข้าใจผิดเดี๋ยวพลาด
เพราะสัจจะจะต้องขึ้นอยู่กับ กาย วาจา และใจ อย่างแน่นอน แบบไม่ต้องสงสัย
ถ้ายังเคลือบแคลงอยู่การทำสัจจะจะไม่เป็นผล


Clip..การกล่าวสัจจะที่ทำให้คลอดบุตรง่าย>>>กด
 
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 9 ม.ค. 54

ปโลภสูตร
ว่าด้วยภัยพิบัติต่างๆ ย่อมเกิดจากที่มนุษย์ฝักใฝ่กันไปในทางชั่ว
เล่ม 34 หน้า 225 (เล่มสีน้ำเงิน)

พราหมณ์ คนเดี๋ยวนี้กำหนัด ยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม
เขาทั้งหลายกำหนัด ยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม
แล้วก็จับศาสตราอันคมฆ่ากันและกัน คนเป็นอันมากตายไป เพราะเหตุนั้น
นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่ง ซึ่งทำให้คนเดี๋ยวนี้ดูหมดไปเบาบางไป
ที่เคยเป็นคาม(บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท
จึงไม่เป็นคาม (บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท.

คือบ้านจะอยู่เป็นหย่อมๆ ที่ละสองสามหลัง อยู่ห่างๆไกลๆกันหายาก

อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ คนเดี๋ยวนี้ กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม
เมื่อเขาทั้งหลายกำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม ฝนจึงไม่ตกตามฤดูกาล
ด้วยเหตุนั้นจึงเกิดทุพภิกขภัย ข้าวเสีย เป็นขยอก ตายฝอย คนเป็นอันมากตายไป เพราะเหตุนั้น
นี่ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่ง ซึ่งทำให้คนเดี๋ยวนี้ดูหมดไปเบาบ้างไป
ที่เคยเป็นคาม (บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท
จึงไม่เป็นคาม (บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท.

อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ คนเดี๋ยวนี้กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม
เมื่อเขาทั้งหลายกำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม
ยักษ์ทั้งหลายจึงปล่อยอมนุษย์ร้าย (ที่เขียนนี่ หมายถึงยักษ์ร้าย)
คนเป็นอันมากตายไปเพราะเหตุนั้น
นี่ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่ง ซึ่งทำให้คนเดี๋ยวนี้ดูหมดไปเบาบางไป
ที่เคยเป็นคาม (บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท
จึงไม่เป็นคาม (บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท.

(พราหมณ์ ตอบว่า) ดีจริง ๆ พระโคดมผู้เจริญ ฯลฯ
ขอพระโคคมผู้เจริญทรงจำข้าพระองค์ไว้ว่า เป็นอุบาสกถึงสรณะแล้ว จนตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้ไป.


มีคำถามมาว่า
กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม คือ
เมียตนเองมีอยู่แล้วก็ไปหาหญิงอื่น 
หรือตนเองยังไม่พอที่จะรับผิดชอบได้ก็ไปหาเกี่ยวข้องกับหญิงกับชายเป็นต้น 
(กับกระเทยก็ได้ กับทอม กับดี้ ทั้งหมด)
ในความกำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม หมายความอย่างนั้น


โลภเกินสมควร คือ โลภเอาของผู้อื่น 1 
หรือของตัวเองมีมากเกินแล้วก็ไม่บริจาค ไม่รู้จักสร้างบุญ ไม่รู้จักเผื่อแผ่แก่คนผู้ลำบากยากจน
แต่ก็ไปเข้าไปขัดกับอันที่ผู้ลำบากยากจนก็ไม่รู้จักทำมาหากิน ไม่รู้จักสร้างตัวเองให้ถึงความมีอยู่มีกินได้

อันนี้เมื่อคืนดูสกู๊ปชีวิต ของช่อง 7  http://www.ch7.com/news/news_scoop7see_detail.aspx?c=5&p=31&d=121471
อยู่จังหวัดเพชรบูรณ์อำเภอหล่มเก่า ลูกพิการ 3 คน  ผัวขาหักรถชนใหม่ๆ 
แม่ตาบอดและพิการเดินไม่ได้ตนเองก็เป็นโรคเบาหวานตาพร่ามัว แขนขาไม่แข็งแรง ข้อเท้าก็อักเสบ
ถ้าแบบนี้หล่ะ ใครจะคิดว่าจะให้เขาทำยังไง ลูก 3 คน พิการหมด เป็นคนสติไม่สมบูรณ์
ฉะนั้น การสงเคราะห์กัน ให้สงเคราะห์ในจำนวนคนแบบที่ว่านี้ (นี่คือคนผู้น่าสงสาร)

ส่วนแข่งดี ขาดี ตีนดี มือดี สติปัญญาดี ถ้าเราเอาของไปวางให้ “เอาซะพวกไม่มีปัญญา”
ถ้ามันโกรธให้เราถือของหนีเลย

โลภเกินสมควร หมายความอย่างที่ว่ามานี้นะ หากมีไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่น ก็ถือว่าโลภเกินสมควร
มีมากเกินไปเก็บไว้มากเกินไป ก็โลภเกินสมควรอีก ทั้งๆที่เป็นของตนเอง
ยินดีในของตนเองที่มีอยู่มากมายแล้วไม่ยอมสละ รู้จักทางหนีทีไล่อันอื่นที่มีอยู่ก็โลภเกินสมควรเหมือนกัน


มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม คือ พระพุทธเจ้ากล่าวไว้อย่างหนึ่ง ก็กล่าวคัดค้านว่าอีกอย่างหนึ่ง
พระพุทธเจ้ากล่าวว่าสิ่งใดผิด ก็กล่าวคัดค้านว่าไม่ผิด กล่าวว่ายุค กล่าวว่าสมัย ยกนั่น ยกนี้ขึ้นมาอ้างหัก
กล่าวคัดค้านธรรมของพระพุทธเจ้า พวกเหล่านี้เป็นมุ่งไปในทางมิจฉาธรรม

ฉะนั้นก็จะเจอกับภัยพิบัติเช่น ทุพภิกขภัย ข้าวตาย ตายเป็นขยอก หรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆเข้าไปหาผู้คนจากอมนุษย์บ้าง
จากสัตว์ที่ก่อกวนกันในโลกนี้บ้าง ที่เป็นวัว เป็นควาย เป็นช้าง เป็นม้า เป็นนก นำเชื้อโรคต่างๆเข้าไปหาผู้คนบ้าง ด้วยแรงแค้นอันเก่า ที่มันเคยมี
(ทุพภิกขภัย คือ ภัยอันเกิดจากข้าวยากหมากแพงหรือการขาดแคลนอาหารในบ้านเมือง....แปลจาก พจนานุกรม )


ยักษ์ทั้งหลายจึงปล่อยอมนุษย์ร้าย คือ พวกยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ พวกนาค ที่มีฤทธิ์ ที่เป็นเจ้า เป็นราชา เป็นใหญ่
ก็ปล่อยพวกอมนุษย์ร้ายคือพวกพวกยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ พวกนาคทั้งหลาย ที่เคยเป็นคู่อริกับมนุษย์ทั้งหลายมาก่อน
แล้วก็จะเข้ามาหักล้างกับมนุษย์  แต่ถ้ามนุษย์ทำความดีเหนือกว่ามัน อาวุธร้ายของพวกนี้จะทำอันตรายกับมนุษย์ไม่ได้

ฉะนั้น พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันดับแรก แต่ไม่ใช่วัตถุใดๆ
พระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  โดยไม่ใช่ตัวพระพุทธเจ้า
และไม่ใช่ธรรมชาติทั้งหลายเป็นแค่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมา
และพระสงฆ์ก็คือ สุปฏิปัณโณ(ปฎิบัติดี) ไม่ใช่พวกทุปฏิปัณโณ(ผู้ปฎิบัติผิด)


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เช้า 10 ม.ค. 54

พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์

อาทิยสูตร
เล่มที่ 39  หน้าที่ 93 (เล่มสีน้ำเงิน)
 
ว่าด้วยหลักการใช้โภคทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ ๕ อย่าง
[๔๑] ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า
ดูก่อนคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน
สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรม ได้มา โดยธรรม
เลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารตนให้เป็นสุขสำราญ
เลี้ยงมารดาบิดาให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ
เลี้ยงบุตร ภรรยา ทาสกรรมกร คนใช้ ให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ
นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๑.

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน
สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรมได้มาโดยธรรม
เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ
นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๒.

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน
สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรมได้มาโดยธรรม
ป้องกันอันตราย ที่เกิดแต่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ทำตนให้สวัสดี
นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๓.

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน
สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรมได้มาโดยธรรม ทำพลี ๕ อย่าง คือ
๑. ญาติพลี [บำรุงญาติ]
๒. อติถิพลี [ต้อนรับแขก]
๓. ปุพพเปตพลี [ทำบุญอุทิศกุศลให้ผู้ตาย]
๔. ราชพลี [บริจาคทรัพย์ช่วยชาติ]
๕. เทวตาพลี [ทำบุญอุทิศให้เทวดา]
นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๔.

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน
สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ ชอบธรรมได้มาโดยธรรม
บำเพ็ญทักษิณา มีผลสูงเลิศ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบาก(ผลที่จะได้รับข้างหน้า) เป็นสุข
ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดีในสมณพราหมณ์
คำว่าสมณพราหมณ์ ตรงนี้ไม่ใช่ลัทธิพราหมณ์  แต่เป็นผู้เว้นจาก กิเลส ตัณหา อุปทาน
คือ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้า และพระปัจเจก และพระอรหัตทั้งหลาย

ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ (ความอดทน และความเสงี่ยม)
ผู้มั่นคง ฝึกฝนตนให้สงบระงับดับกิเลสโดยส่วนเดียว
นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ข้อที่ ๕.

ดูก่อนคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาแต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้แล
ถ้าเมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้
โภคทรัพย์หมดสิ้นไป อริยสาวกนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราได้ถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์นั้นแล้ว และโภคทรัพย์ของเราก็หมดสิ้นไป ด้วยเหตุนี้
อริยสาวกนั้น ย่อมไม่มีความเดือดร้อน ถ้าเมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาประโยชน์แต่ โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้
โภคทรัพย์เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์นี้แล้ว
และโภคทรัพย์ของเราก็เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมไม่มีความเดือดร้อน
อริยสาวกย่อมไม่มีความเดือดร้อนด้วยเหตุทั้ง ๒ ประการฉะนี้แล.
หมายความว่าทรัพย์หมดไปด้วยประการที่ว่าทำต่างๆ 5 ประการนี้ก็ไม่เสียดาย
หรือมันได้พอกพูนขึ้นมาก็ไม่ภูมิใจจนเกินเหตุ
และไม่เสียใจว่าได้ทรัพย์มาโดยที่ไม่ถูกต้อง เพราะได้มาโดยถูกต้อง


นรชนเมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ว่า เราได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงตนแล้ว
ได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงแล้ว ได้ผ่านพ้นภัยที่เกิดขึ้นแล้ว
ได้ให้ทักษิณาอันมีผลสูงเลิศแล้ว ได้ทำพลี ๕ ประการแล้ว
และได้บำรุงท่านผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว
บัณฑิตผู้อยู่ครองเรือน พึงปรารถนาโภคทรัพย์ เพื่อประโยชน์ใด
ประโยชน์นั้น เราก็ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำสิ่งที่ไม่ต้องเดือดร้อนแล้ว
ดังนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในธรรมของพระอริยะ
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้
เมื่อเขาละจากโลกนี้ไปแล้วย่อมบันเทิงใจในสวรรค์.


Clip..สอนเรื่องการใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=4116.msg22784#msg22784


บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 25 มกราคม 2554


เล่ม 34 หน้า 489 (เล่มสีน้ำเงิน)

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนวกะก็ดี(ภิกษุใหม่) ภิกษุมัชฌิมะก็ดี(ภิกษุกลาง)  ภิกษุเถระก็ดี
ถ้าเป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันเลว
เดี๋ยวนี้ไม่ยอมว่าตนเองทุศีล คือ หาเงินก็หาเพื่อผู้อื่น รับเงินเพื่อผู้อื่น
ทำมาเพื่อทำกิจกรรมของวัดไม่ได้รับมาเพื่อตนเอง
พระพุทธเจ้าบอกว่า รับเพื่อตนเองต้องนิสสัคคีย  รับเพื่อผู้อื่นต้องอาบัติทุกกฎ
และทุกกฎตัวนี้ ตนเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ จะใช้ เป็นอาบัติที่เข้าไปใช้สอยไม่ได้
ไม่สมควรแก่ สหธรรมิกทั้งหมด คือไม่สมควรกับ ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี
นางสิขมานา (สตรีผู้ก่อนเป็นนางภิกษุณี) 
ผู้ทุศีลอย่างที่ว่านี้ ก็จะประกอบไปด้วย รับข้าวสาร รับอาหารแห้ง รับสิ่งต่างๆเพื่อประชาชน
และรับเงินรับทองเพื่อสร้างสิ่งต่างๆเพื่อประชาชน ภิกษุนี้ผิดเหมือนเดิม
ฉะนั้น เมื่อผิดเข้าสู่ธรรมอันเลว

เรากล่าวความทุศีลมีธรรมเลวนี้ในความมีสีทรามของภิกษุ
คือเป็นภิกษุที่เศร้าหมอง สีสกปรก
กล่าวบุคคลนี้ว่าเหมือนผ้าเปลือกไม้มีสีทรามฉะนั้น

อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคม ทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น
ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งอันไม่เกื้อกูลเพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้น ตลอดกาลนาน
เรากล่าวการคบหาสมาคมทำตามเยี่ยงอย่างที่เป็นเหตุให้เกิดสิ่งอันไม่เกื้อกูลเกิดทุกข์นี้
ในความมีสัมผัสหยาบของภิกษุ กล่าวบุคคลนี้ว่า ดุจผ้าเปลือกไม้มีสัมผัสหยาบ ฉะนั้น
เปรียบเทียบว่า คบแล้วได้ค่าน้อย  ขาดทุน (มีสีทราม)  ประสบทุกข์ (สัมผัสหยาบ)

เล่ม 31 หน้า 344
[๑๕๕๔] ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ (ผู้คนหนา)  ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ(เห็นผิด)
เห็นปานใด เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก
มิจฉาทิฏฐิเห็นปานนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน ส่วนท่านมีสัมมาทิฏฐิ
ก็เมื่อท่านเห็นสัมมาทิฏฐินั้นอยู่ในตน เวทนาจะพึงสงบระงับโดยพลัน.

หน้า 345
ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉา. สังกัปปะ เห็นปานใด.......  (คิดผิด)
ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉาวาจา เห็นปานใด ...... (พูดผิด)
ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉา. กัมมันตะเห็นปานใด.........
(ทำการงานผิด ไม่ถูกต้อง)
ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉาอาชีวะ  เห็นปานใด.......... (เลี้ยงชีพผิด)
ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉาวายามะ  เห็นปานใด.......... (พากเพียรผิด)
ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉาสติ  เห็นปานใด .......... (เมื่อพากเพียรมาผิดก็ ระลึกผิด)
ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉาสมาธิ เห็นปานใด.........
(เมื่อระลึกมาผิดๆ ก็จะเกิดความสงบที่ผิดขึ้น เรียกว่า ตั้งมั่นผิด )
ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉา. ญาณะ เห็นปานใด……….
(เมื่อตั้งมั่นผิด ความรู้ที่เกิดก็ผิดขึ้น)
ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉาวิมุตติ  เห็นปานใด
เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก มิจฉาวิมุตติเห็นปานนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
ส่วนท่านมีสัมมาวิมุตติ (เพราะเป็นพระโสดาบัน)   ก็เมื่อท่านเห็นสัมมาวิมุตติ นั้นอยู่ในตน
เวทนาจะพึงสงบระงับโดยพลัน.



บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 26 มกราคม 2554


เล่ม 31 หน้า 367

[๑๕๙๗] ดูก่อนพระนางโคธา อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า
ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน
อริยสาวิกาในธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ...ในพระสงฆ์ ...
มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน (ความสกปรก เครื่องเศร้าหมอง)
มีจาคะอันไม่ติดขัด (บริจาคโดยไม่ติดขัด)   มีฝ่ามืออันชุ่ม(จับของให้คนอยู่ตลอด)
ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครอบครองเรือน
ดูก่อนพระนางโคธา อริยสาวิกาผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล
ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.

[๑๕๙๘] พระนางกาฬิโคธา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่าใด ที่พระองค์ทรงแสดงไว้
ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ในหม่อมฉัน และหม่อมฉันก็เห็นชัดในธรรมเหล่านั้น
เพราะว่าหม่อมฉันประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว
ในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ...ในพระสงฆ์...
อนึ่ง ไทยธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในสกุล
หม่อมฉันเฉลี่ยไทยธรรมนั้นทั้งหมดกับท่านที่มีศีล มีกัลยาณธรรม.
พ. ดูก่อนพระนางโคธา เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว โสดาปัตติผลท่านพยากรณ์แล้ว.
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 27 มกราคม 2554


เล่ม 31  หน้า 369 (เล่มสีน้ำเงิน)
อริยสาวกนั้นพอใจแล้ว ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว
ไม่พยายามให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อความสงัดในกลางวัน เพื่อหลีกเร้นในกลางคืน
เมื่ออริยสาวกนั้นเป็นผู้ประมาทอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีปราโมทย์   
เมื่อไม่มีปราโมทย์ ก็ไม่มีปีติ   เมื่อไม่มีปีติก็ไม่มีปัสสัทธิ 
เมื่อไม่มีปัสสัทธิ ย่อมอยู่เป็นทุกข์   จิตของผู้มีความทุกข์ย่อมไม่มีสมาธิ 
เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิ ธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ  เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ
อริยสาวกนั้นย่อมถึงความนับว่า อยู่ด้วยความประมาท
ดูก่อนนันทิยะ อริยสาวกเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทอย่างนี้แล.

ไม่ยินดีในสถานที่หลีกเร้น ไม่ยินดีเพื่อหลีกออก ทั้งกลางวันและกลางคืน ก็ไปพบกับความไม่เจริญ


เล่ม 34 หน้า 87 (เล่มสีน้ำเงิน)

๗. ชิคุจฉิตัพพสูตร
ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบและไม่ควรคบ

[๔๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ นี้ มีอยู่ในโลก บุคคล ๓ คือใคร
คือ บุคคลที่ควรเกลียด ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ก็มี
บุคคลที่ควรเฉย ๆ เสีย ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ก็มี
บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าใกล้ก็มี

บุคคลที่ควรเกลียด ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้เป็นอย่างไร ?
บุคคลลางคน(บางคน)ในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก (มีการกระทำ)  ไม่สะอาด
ผู้ทุศีลหมายถึง ผู้ไปรับศีลเป็นอย่างต่ำ  สูงกว่านั้นคือภิกษุสามเณรเป็นอย่างสูง
เพราะภิกษุสามเณรมีหน้าที่จะต้อง ทรง รักษา ยืนหยัดเอาไว้ในเรื่องของศีลที่ตนเองมีอยู่
ฉะนั้น ถ้าผู้ใดละเมิด หรือว่าทุศีล ข้อใดข้อหนึ่งก็ตาม

มีความประพฤติน่ารังเกียจ มีการงานอันปกปิด
(ปกปิดธรรมที่ถูกต้องเอาไว้ จะเปิดเผยแต่ที่ตนชอบใจ)
ไม่เป็นสมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี
เป็นคนเน่าใน เปียกชื้น รกเรื้อ (ด้วยกิเลสโทษ)
บุคคลเช่นนี้ควรเกลียด ไม่ควรเสพไม่ควรคบไม่ควรเข้าใกล้ นั่นเพราะเหตุอะไร ?
เพราะถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น
แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว มีเพื่อนทราม
งูที่จมคูถ(ขี้)ย่อมไม่กัดก็จริงอยู่ ถึงกระนั้นมันก็ทำผู้จับให้เปื้อน
ฉันใดก็ดีถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น
แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว มีเพื่อนทรามฉันนั้นเหมือนกัน
เพราะเหตุนั้น บุคคลเช่นนั้น จึงควรเกลียด ไม่ควรเสพไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้
จะอยากเกลียด หรือไม่อยากเกลียดก็ตาม ต้องทำเป็นไม่เข้าใกล้คนนี้ คือต้องเกลียดให้ได้
แต่ไม่ต้องถึงขั้นให้ร้าย เอาแค่เกลียด น่ารังเกลียด เกลียดชังแบบไม่ต้องเอาโทษเอาภัย
แต่อย่าเข้าไปยุ่งกัน แต่ถ้าผู้นั้นเข้ามายุ่งด้วยเราก็ต้องแจ้งโทษต่อเขาว่า เราไม่ชอบเขาแล้ว
เพราะเป็นคนทุศีล เป็นคนลามก




เล่ม 38 หน้า 339 (เล่มสีน้ำเงิน)

๓. มิจฉัตตสูตร
ภิกษุอาศัยมิจฉัตตะ ๑๐ จึงพลาดจากสวรรค์และมรรคผล


[๑๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยมิจฉัตตะ  (คือ มิจฉาทิฐิจนเต็มตัว)
จึงมีการพลาดจากสวรรค์และมรรคผล ไม่มีการบรรลุสวรรค์และมรรคผล
เพราะอาศัยมิจฉัตตะอย่างไร
จึงมีการพลาดจากสวรรค์และมรรคผล ไม่มีการบรรลุสวรรค์และมรรคผล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลผู้มีความเห็นผิดย่อมมีความดำริ(ปรารถนา) ผิด
ผู้มีความดำริผิด   ย่อมมีวาจาผิด (เช่น พูดหลอกล่วง เพื่อเอาสิ่งของ สิ่งนั้นสิ่งนี้)
ผู้มีวาจาผิด   ย่อมมีการงานผิด
ผู้มีการงานผิด   ย่อมมีการเลี้ยงชีพผิด
ผู้มีการเลี้ยงชีพผิด   ย่อมมีความพยายามผิด (หรือ ความพยายามที่จะทำที่ผิดต่อๆไป)
ผู้มีความพยายามผิด   ย่อมมีความระลึกผิด
ผู้มีความระลึกผิด   ย่อมมีความตั้งใจผิด
ผู้มีความตั้งใจผิด   ย่อมมีความรู้ผิด
ผู้มีความรู้ผิด   ย่อมมีความหลุดพ้นผิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะอาศัยมิจฉัตตะอย่างนี้แล
 จึงมีการพลาดจากสวรรค์และมรรคผล ไม่มีการบรรลุสวรรค์และมรรคผล

(แล้วอ่านดูให้ทั่วถึงว่า ทำไมพระองค์จึงตรัส มิจฉาทิฐิ ใน 10 ข้อนี้เอาไว้)

บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าวันที่ 31 มกราคม 2554

ทูตสูตร  ว่าด้วยเทวทูต ๓ จำพวก
เล่ม 34 หน้า 148 (เล่มสีน้ำเงิน)

คำว่าเทวทูต
หมายความ ว่าการเกิดแก่หรือตายของพวกเรานี้คือ การเกิด แก่ เจ็บ คือเทวทูตในโลกนี้
มันเป็นทูตที่จะแจ้งให้เรารู้ว่า นี่คือความเป็นจริง จะต้องจาก จะต้องตาย
พระพุทธองค์ตรับว่า


 [๔๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทูต ๓ นี้  ๓ คืออะไรบ้าง คือ
บุคคลลางคนในโลก ประพฤติทุจริตด้วยกาย... ด้วยวาจา... ด้วยใจ
บุคคลนั้น ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย ... ด้วยวาจา... ด้วยใจแล้ว
เพราะกายแตกตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
นิรยบาลทั้งหลายต่างก็จับบุคคลนั้นที่แขนไปแสดงแก่พญายมว่า
ข้าแต่เทวะ บุรุษผู้นี้เป็นคนไม่เกื้อกูล มารดา... บิดา... สมณะ.. พราหมณ์
ไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล ขอพระองค์จงลงทัณฑ์แก่บุรุษนี้เถิด.
(ที่เรียกนายนิรยบาลว่า “เทวะ” เพราะ เป็นเวมานิกเปรต คือเป็นเทพครึ่งเปตร)
พญายมซักไซ้ไล่เลียง เทวทูตที่หนึ่ง กะบุรุษนั้นว่า
ดูก่อนพ่อ เจ้า ไม่ได้เห็นเทวทูตที่หนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.
บุรุษนั้นตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.
พญายม.  เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่แก่แล้ว
มีอายุ ๘๐ ปีบ้าง ๙๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง เป็นคนชราหลังโกง ค่อม
กรานไม้เท้าเดินงกเงิ่น กระสับกระส่าย สิ้นความเป็นหนุ่มสาวแล้ว
ฟันหัก ผมหงอกเกรียน หัวล้าน ตัวเป็นเกลียวตกกระ.
บุรุษนั้น. ได้เห็น เจ้าข้า.
พญายม. เจ้าน่ะ เป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า
ถึงตัวเราก็มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงความแก่ไปได้
มาเราจะทำความดี ด้วยกายวาจาใจเถิด.
บุรุษนั้น. เปล่าเลย เจ้าข้า มัวประมาทเสีย.
พญายม. เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกายวาจาใจ เพราะมีความประมาท
แน่ละ เขาจะต้องทำกะเจ้าตามฐานที่ประมาท ก็แต่ว่า บาปกรรมนั่นน่ะ
มารดา ...บิดาก็มิได้ทำให้เลย พี่น้องชาย ...พี่น้องหญิง ก็มิได้ทำให้
มิตร อำมาตย์... ญาติสายโลหิตก็มิได้ทำให้ เทวดาก็มิได้ทำให้
สมณพราหมณ์ก็มิได้ทำให้ เจ้าทำเองแท้ๆ
เจ้าก็จะต้องรับผลของบาปกรรมนั่นเอง

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตหนึ่งแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สองว่า
เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สองอันปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.
บุรุษนั้น ตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.
พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชาย ที่ป่วยเจ็บไข้หนัก
นอนเกลือกมูตรและกรีสของตน มีคนพยุงให้ลุก... ให้นอน.
บุรุษนั้น. ได้เห็น เจ้าข้า.
พญายม. เจ้าเป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า
ถึงตัวเราก็มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงความเจ็บไข้ไปได้
มาเราจะทำความดีด้วยกายวาจาใจเถิด.
บุรุษนั้น. เปล่าเลย เจ้าข้า มัวประมาทเสีย.
พญายม. เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกายวาจาใจ เพราะมีความประมาท
แน่ละ เขาจะต้องทำกะเจ้าตามฐานที่ประมาท ก็แต่ว่าบาปกรรมนั้นนั่น
มารดา... บิดาก็มิได้ทำให้เลย ฯลฯ เจ้าทำเองแท้ ๆ
เจ้าก็จะต้องรับผลของบาปกรรมนั้นเอง.

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สองแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สามว่า
เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สามอันปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.
บุรุษนั้น ตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.
พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่ตายแล้ว
หนึ่งวันบ้าง...สองวันบ้าง... สามวันบ้าง ขึ้นพอง เขียว น้ำเหลืองไหล.
บุรุษนั้น. ได้เห็น เจ้าข้า.
พญายม.เจ้าเป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า
ถึงตัวเราก็มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงความตายไปได้
มาเราจะทำความดีด้วยกายวาจาใจเถิด.
บุรุษนั้น. เปล่าเลย เจ้าข้า มัวประมาทเสีย.
พญายม. เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกายวาจาใจ เพราะมีความประมาท
แน่ละ เขาจะต้องทำกะเจ้าตามฐานที่ประมาท ก็แต่ว่าบาปกรรมนั้นนั่น
มารดา... บิดาก็มิได้ทำให้เลย ฯลฯ เจ้าทำเองแท้ ๆ
เจ้าก็จะต้องรับผลของบาปกรรมนั่นเอง.

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สามกะบุรุษนั้นแล้วก็นิ่งอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกนิรยบาลทำกรรมกรณ์ ชื่อ เบญจพิธพันธนะกะ
บุรุษนั้น คือ เอาตาปูเหล็กแดงตรึงมือ ๒ ข้าง เท้า ๒ ข้างและกลางอก
บุรุษนั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้า หนัก เผ็ดร้อนอยู่ ณ ที่นั้น
และไม่ตายตลอดเวลาที่บาปกรรมยิ่งไม่สิ้น.

พวกนิรยบาล จับบุรุษนั้นนอนลงแล้วถากด้วยขวานผึ่ง... ตั้งเอาเท้าขึ้นศีรษะลงแล้วถากด้วยพร้า...
จับเอาเทียมรถให้แล่นไปแล่นมาบนพื้นอันร้อนลุกเป็นเปลวช่วงโชติ...
บังคับให้ขึ้นลงภูเขาเถ้าถ่านอันร้อนลุกโชน..
จับเอาเท้าขึ้นศีรษะลง ทุ่มลงไปในโลหกุมภี อันร้อนแดงลุกเป็นแสง
บุรุษนั้นถูกต้มอยู่ในนั้นจนตัวพอง เมื่อถูกต้มจนตัวพองอยู่ในนั้น
ลางทีก็โผล่ขึ้นม้า ลางทีก็จมลงไป ลางทีก็ลอยขวางไป
บุรุษนั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้าหนัก เผ็ดร้อนอยู่ ณ ที่นั้น และไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนิรยบาลจับบุรุษนั้นไปลงมหานรก ก็มหานรกนั้น
มีสี่มุม สี่ประตู แบ่งออกเป็นส่วนๆ มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบด้วย (ฝา)เหล็ก
พื้นก็ล้วนไปด้วยเหล็ก ร้อนลุกโชนแผ่ (ความร้อน) ไปถึง ๑๐๐ โยชน์โดยรอบตั้งอยู่ทุกเมื่อ.


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีแล้ว ความปริวิตกนี้ได้มีแก่พญายมว่า
ได้ยินว่า ชนเหล่าใดทำกรรมทั้งหลายที่เป็นบาปในโลก
ชนเหล่านั้นย่อมถูกทำกรรมกรต่าง ๆ เช่นอย่างนี้ เจ้าประคุณ ขอให้ข้า ฯ
ได้เป็นมนุษย์เถิด กับขอพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงบังเกิดในโลก
ขอให้ข้า ฯ ได้เข้าใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพึงทรงแสดงธรรม
และขอให้ข้า ฯ พึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเถิด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้ฟังเรื่องนั้นต่อผู้อื่น เป็นสมณะหรือ
พราหมณ์ก็ตาม จึงมากล่าวอย่างนี้ หามิได้ ที่จริง เรากล่าวเรื่องที่เราได้รู้เอง
ได้เห็นเอง แจ่มแจ้งเองทีเดียว.
คนเหล่าใดถูกเทวทูตเตือนแล้วยังประมาทอยู่
คนเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงกายอันเลว โศกเศร้าสิ้นกาลนาน
ฝ่ายคนเหล่าใด เป็นสัตบุรุษผู้สงบในโลกนี้
ถูกเทวทูตเตือนแล้วไม่ประมาทในธรรมของพระอริยเจ้าเสมอไป
เห็นภัยในเพราะอุปาทานอันเป็นแดนเกิดแห่งชาติ
และมรณะ เลิกยึดถือ หลุดพ้นไปเพราะสิ้นชาติและมรณะ
คนเหล่านั้น ถึงความเกษมเป็นสุข ดับทุกข์ได้ในชาติปัจจุบัน
พ้นเวรภัยทั้งปวง ล่วงทุกข์ทั้งหมด.

จบทูตสูตรที่ ๖


หมายเหตุ :
เน็ตวัดดับในช่วงที่หลวงปู่ท่านยังอ่านพระไตรปิฎกไม่จบ
ดังนั้น ข้าพเจ้าผู้คัดลอกมาลงเว็บ ไม่ทราบว่าท่านอ่านจบที่ตรงบรรทัดไหน
จึงคัดลอกยกมาทั้งพรสูตรคะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 01 กุมภาพันธ์ , 2011 เวลา 03:22:40 AM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
พลพัต
ในสงคราม ไม่มีคำว่าปราณี
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 108



คำว่าเทวทูต หมายความว่า แก่ เจ็บ ตาย

พญายมซักไซ้ไล่เลียง เทวทูตที่หนึ่ง กะบุรุษนั้นว่า
ดูก่อนพ่อ เจ้า ไม่ได้เห็นเทวทูตที่หนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.
บุรุษนั้นตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.
พญายม.  เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่แก่แล้ว
มีอายุ ๘๐ ปีบ้าง ๙๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง เป็นคนชราหลังโกง ค่อม
กรานไม้เท้าเดินงกเงิ่น กระสับกระส่าย สิ้นความเป็นหนุ่มสาวแล้ว
ฟันหัก ผมหงอกเกรียน หัวล้าน ตัวเป็นเกลียวตกกระ.

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตหนึ่งแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สองว่า
เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สองอันปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.
บุรุษนั้น ตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.
พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชาย ที่ป่วยเจ็บไข้หนัก
นอนเกลือกมูตรและกรีสของตน มีคนพยุงให้ลุก... ให้นอน.

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สองแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สามว่า
เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สามอันปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.
บุรุษนั้น ตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.
พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่ตายแล้ว
หนึ่งวันบ้าง...สองวันบ้าง... สามวันบ้าง ขึ้นพอง เขียว น้ำเหลืองไหล.
บันทึกการเข้า

นาย พลพัต อมรรัตนเกศ
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com




เช้าที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554

เรื่องการห้ามบวช (อีกหมวด)เล่ม 6   หน้า 346 
 
มีผมเป็นหย่อม ๆ คือมาตามพร้อมด้วยผมที่ขึ้นในที่นั้น ๆ
เช่นกับข้าวกล้าในกระทงนาที่สัตว์กัดกินบ้าง.
มีศีรษะลุ่นไม่มีผมบ้าง. มีผมหยาบแข็งคือมาตามพร้อมด้วยผมเช่นกับแปรงตาลบ้าง.
มีผมขาวด้วยผมอันหงอกแต่กำเนิดบ้าง.
มีผมเป็นปกติ คือมาตามพร้อมด้วยผมเหมือนเปลวเพลิงจับบ้าง.
มีผมบนศีรษะเวียน คือมาตามพร้อมด้วยผมขวัญทั้งหลายมีปลายชันขึ้นเบื้องบน
เช่นกับขวัญในตัวโคบ้าง.
มีขนคิ้วเนื่องเป็นอันเดียวกับผมบนศีรษะ คือมาตามพร้อมด้วยหน้าผากดังหุ้มด้วยร่างแหบ้าง,
 มีคิ้วติดกันบ้าง, ไม่มีขนคิ้วบ้าง, มีคิ้วคล้ายลิงบ้าง. (พระไม่ต้องโกนคิ้ว)
มีตาใหญ่เกินไปบ้าง, มีตาเล็กเกินไปบ้าง,
คือมาตามพร้อมด้วยตาทั้ง ๒ เช่นกับช่องในหนังกระบือที่เขาแทงด้วยปลายมีดบ้าง.
มีตาส่อน คือมาตามพร้อมด้วยตาใหญ่ข้างหนึ่ง เล็กข้างหนึ่งบ้าง มีวงตาคำไม่เสมอ คือมาตาม.
พร้อมด้วยวงตาคำไม่เสมอกันอย่างนี้ คือข้างหนึ่งสูง ข้างหนึ่งต่ำบ้าง, คนตาเหล่บ้าง,
คนมีตาลึก คือมีลูกตาปรากฏเหมือนโป่งน้ำในบ่อน้ำอันลึกบ้าง,
คนมีตาทะเล้นออก คือมีลูกตายื่นออกเหมือนตาแห่งปลาบ้าง.
มีหูเหมือนช้าง คือมาตามพร้อมด้วยใบหูอันใหญ่บ้าง,
มีหูเหมือนหนู หรือมีหูเหมือนค้างคาว คือมาตามพร้อมด้วยใบหูอันเล็กบ้าง.
คนมีแต่ช่องหู คือปราศจากใบหู มีแต่ช่องหูเท่านั้นบ้าง.
คนมีหูเจาะกว้างบ้าง แต่ชนชาติโยนกไม่จัดเป็นคนประทุษร้ายบริษัท
เพราะว่าการเจาะหูกว้างนั้น เป็นประเพณีของเขาโดยเฉพาะ.
คนเป็นโรคริดสีดวงในหู คือมาตามพร้อมด้วยอันเน่าเป็นนิจบ้าง,
คนมีหูเป็นน้ำหนวก คือมาตามพร้อมด้วยหูมีน้ำเหลืองไหลออกทุกเมื่อบ้าง,
คนมีใบหูตรง คือมาตามพร้อมด้วยใบหูเช่นกับปลายกะพล้อสำหรับกรอกอาหารโคบ้าง.

 
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554

พระอรหันต์ดับแล้ว ไม่มีจิตอยู่

เล่ม 67 หน้า 200 บรรทัด 9
คำว่า ย่อมไม่เข้าถึงความนับ ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่เข้าถึงความนับ
คือ ไม่เข้าถึงความอ้าง ความคาดคะเน ความบัญญัติว่า เป็นกษัตริย์
เป็นพราหมณ์  เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา
เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา
หรือว่าเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่
มุนีนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณ์ เครื่องให้ถึงการนับ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม
ย่อมถึงความไม่มีไม่เข้าถึงความนับ ฉันใด
มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึงความไม่มี
ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น.


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 10 กุมภาพันธ์ , 2011 เวลา 23:59:13 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: