หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 2 [3] 4 5   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน  (อ่าน 21017 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
montree771
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24



"ยินดีในบุญครับ" นายมนตรี มณีวรรณ
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 23 ธันวาคม 2553

ผู้ใดแลเห็นธาตุ ๔ ด้วยความวิปริต ผู้นั้นก็ชื่อว่า เห็นความผิดเป็นความถูกต้อง

เล่ม ๑๗  หน้า ๖๗ (เล่มสีน้ำเงิน)

ปุถุชนนี้ ยังฉันทราคะให้เกิดขึ้นในเหล็กและโลหะเป็นต้น   
เพลิดเพลิน พร่ำเพ้อ หลงใหล เหล็กและโลหะเป็นต้น
ย่อมหวงแหนรักษา คุ้มครอง เหล็กเป็นต้นไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เหล็กของเรา โลหะของเรา
ชื่อว่า ย่อมสำคัญปฐวีภายนอก ด้วยความสำคัญด้วยอำนาจตัณหา ด้วยประการฉะนี้.

ก็หรือว่าปุถุชนย่อมทะยานอยากในปฐวีภายนอกนี้ว่า ขอเหล็กและโลหะเป็นต้นของเรา พึงมีอยู่ อย่างนี้ตลอดไป
หรือตั้งจิตไว้ เพื่อจะได้สิ่งที่ยังไม่ได้ว่า ด้วยศีลหรือพรหมจรรย์นี้ เราจักเป็นผู้มีอุกปกรณ์ มีเหล็ก
และโลหะเป็นต้น ที่ถึงพร้อมแล้ว อย่างนี้.
ปุถุชนชื่อว่า ย่อมสำคัญปฐวีภายนอก ด้วยความสำคัญอันเกิดมาจากอำนาจตัณหา แม้ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง ปุถุชนอาศัยสมบัติหรือวิบัติ แห่งเหล็กและโลหะเป็นต้น ของตนแล้ว เกิดมานะขึ้นว่า
ด้วยอุปกรณ์นี้ เราจึงดีกว่าเขา เสมอเขา หรือเลวกว่าเขา
ปุถุชนชื่อว่า ย่อมสำคัญปฐวีภายนอก ด้วยความสำคัญอันเกิดมาจากอำนาจมานะอย่างนี้.

ก็ปุถุชนเป็นผู้มีความสำคัญในเหล็กว่าชีวะ ย่อมยึดมั่นว่านี้เป็นชีวะ.  นัยในโลหะเป็นต้นก็มีนัยนี้.
ปุถุชนชื่อว่า ย่อมสำคัญปฐวีภายนอก ด้วยความสำคัญอันเกิดมาจากอำนาจทิฏฐิ ด้วยประการฉะนี้.



หลวงปู่อธิบายว่า :

ผู้ใดแลเห็นธาตุ ๔ ด้วยความวิปริต ผู้นั้นก็ชื่อว่า เห็นความผิดเป็นความถูกต้อง
หรือเห็นว่าเหล็ก ทองเหลือง ทองคำ เงิน อิฐ หิน ปูน ทราย มีจิตใจน่าเกรงขาม
อันนี้เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิอย่างรุนแรง คือผู้ใดก็ตาม ไปเห็นดิน เห็นน้ำ เห็นลม อย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นของวิเศษ
วิเศษเกินดิน เกินน้ำ เกินไฟ เกินลม วิเศษจนแทนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้
ผู้นั้นมีความวิปริตผิดเพี้ยนจากหลักธรรม ขัดแย้งกับพระตถาคต
เมื่อขัดแย้งกับพระตถาคต ก็ได้ชื่อว่าขัดแย้งกับมรรคผลนิพพาน
เมื่อขัดแย้งกับมรรคผลนิพพานก็ชื่อว่ามีความสามัคคีกับนรก วินิบาต เดรัจฉาน
และผู้มีความลำบากทั้งหลาย เปตวิสัย เป็นต้น

รูปใดๆ ที่คนทั้งหลายพากันคิดว่าเป็นของวิเศษด้วยรูป
แม้แต่รูปพระตถาคต ร่างกายของพระพุทธองค์เองก็มีแต่อันตรายเต็มไปด้วยพิษภัย เชื้อโรค เต็มไปด้วยโรคร้าย
เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง และความเจ็บปวดบุบสลายความฉิบหายในตัวของร่างกายอยู่ทุกด้าน
ในวัตถุต่างๆที่ตั้งอยู่ก็เหมือนกัน

ใครไปสำคัญว่าสิ่งนั้นคืออันที่พระพุทธเจ้า สถิตอยู่ อันที่พระพุทธเจ้าพาทรงอยู่
อันที่พระพุทธเจ้ามาแปลสภาพให้เป็นอยู่ มีอานุภาพของพุทธะมากมายใดๆ ก็ตาม
ผู้นั้น คือผู้วิปริตจากหลักธรรม เห็นผิดจากทำนองครองธรรม

-------------------------------------

ปฐวีธาตุภายนอก จากเล่ม ๑๗ หน้า ๖๕  (สีน้ำเงิน)
คือ วัตถุภายนอกที่แข้นแข็งหยาบกระด้าง ไม่มีใจครอง เช่นเหล็ก โลหะ ดีบุกขาว ดีบุกดำ แร่เงิน มุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา
แก้วประพาฬ เงินตรา ทองรูปพรรณ แก้วแดง...ฯ

-------------------------------------

แปลความหมายจาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
วินิบาต  น. การทําลาย, การฆ่า, เช่น วินิบาตกรรม; ภพที่ต้องโทษ, ภพที่รับทุกข์, เช่น ทุคติวินิบาต.
เปรตวิษัย, เปรตวิสัย   [เปฺรดตะ-] น. ภูมิหรือกําเนิดแห่งเปรต, เปตวิสัย ก็ใช้.

ฉันทราคะ คือ ฉันทะ + ราคะ
ฉันท- ๒, ฉันท์ ๒, ฉันทะ     น. ความพอใจ, ความรักใคร่, ความชอบใจ, ความยินดี; ความร่วมความคิดความเห็นกัน เช่น ลงมติเป็นเอกฉันท์, ความไว้เนื้อเชื่อใจ เช่น มอบฉันทะ. (ป.).
ราค–, ราคะ     น. ความกําหนัดยินดีในกามารมณ์, ความใคร่ในกามคุณ. (ป., ส.).
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 24 ธันวาคม , 2010 เวลา 01:21:29 AM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 24 ธันวาคม 2553

มูลปริยายสูตร   เล่ม 17 หน้า 1  (สีน้ำเงิน)

เหตุมูลให้เกิดตัณหา และเหตุมูลอันชำระตัณหาได้

(๒) พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูก่อนภิกษุ ทั้งทลาย ปุถุชนในโลกนี้ ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ
ไม้ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ.
ย่อมหมายรู้ธาตุดิน โดยความเป็นธาตุดิน ครั้นหมายรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว
ย่อมสำคัญหมายธาตุดิน ย่อมสำคัญหมายในธาตุดิน ย่อมสำคัญหมายโดยความเป็นธาตุดิน
คำว่าย่อมสำคัญหมายในธาตุดินนี้อันหนึ่ง คือ ดินที่กองอยู่ทั้งหมดทั่วโลกธาตุย่อมสำคัญว่ามันเป็นดินโดยไม่การเปลี่ยนแปลง
และย่อมสำคัญหมายในธาตุดิน คือในส่วนใดส่วนหนึ่งของธาตุดิน เช่น ร่างกาย รูปปั้น เครื่องรางของขลัง เงิน ทอง
เครื่องมือเครื่องใช้ สิ่งต่างๆ เรียกว่าสำคัญหมายในธาตุดิน
ย่อมสำคัญหมายโดยความเป็นธาตุดิน คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น จะเป็นธาตุดินอยู่เท่านั้น

ย่อมสำคัญหมายธาตุดินว่าของเรา มันไม่ใช่ก็คิดว่าใช่
ย่อมยินดียิ่งซึ่งธาตุดิน. คือยินดียิ่งในธาตุดินต่าง ๆ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร. ?
เราตถาคตกล่าวว่าเพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้.
เมื่อดูคำของพุทธะตรัสแล้วก็ข้ามไปดูหน้า 67  เป็นคำอธิบายของอาจารย์รุ่นที่อยู่ใกล้พระพุทธเจ้า

เล่ม 17 หน้า 67  (สีน้ำเงิน)
จริงอยู่ ปุถุชนนี้ ยังฉันทราคะให้เกิดขึ้นในเหล็กและโลหะเป็นต้น เพลิดเพลิน พร่ำเพ้อ หลงใหล เหล็กและโลหะเป็นต้น 
ย่อมหวงแหนรักษา คุ้มครอง เหล็กเป็นต้นไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เหล็กของเรา โลหะของเรา
ชื่อว่า ย่อมสำคัญปฐวีภายนอก คือดินในภายนอกของตน ด้วยความสำคัญด้วยอำนาจตัณหา ด้วยประการฉะนี้.   
ก็หรือว่าปุถุชนย่อมทะยานอยากในธาตุดิน คือ ปฐวีภายนอกนี้ว่า
ขอเหล็กและโลหะเป็นต้นของเรา พึงมีอยู่ อย่างนี้ตลอดไป 
หรือตั้งจิตไว้ เพื่อจะได้สิ่งที่ยังไม่ได้ว่า ด้วยศีลหรือพรหมจรรย์นี้
เราจักเป็นผู้มีอุกปกรณ์ มีเหล็ก และโลหะเป็นต้น ที่ถึงพร้อมแล้ว อย่างนี้.
ปุถุชนชื่อว่า ย่อมสำคัญปฐวีภายนอก ด้วยความสำคัญอันเกิดมาจาก
อำนาจตัณหา (ความทะยานอยาก) แม้ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง ปุถุชนอาศัยสมบัติหรือวิบัติ แห่งเหล็กและโลหะเป็นต้น ของตนแล้ว เกิดมานะ (ความถือตัว) ขึ้นว่า
ด้วยอุปกรณ์นี้ เราจึงดีกว่าเขา เช่น พระมีรถเบนซ์คันละ 30 ล้าน เพราะมีรถเบนซ์จึงมีบารมีใหญ่
เพราะมีพระพุทธรูปราคาแพงคนจึงมาเคารพเราเยอะ คิดเช่นนี้จึงเป็นความสำคัญยึดถือในโลหะเป็นต้นของตน
เกิดมานะขึ้นด้วยอุปกรณ์เหล่านั้น เราจึงดีกว่าเขา
เสมอเขา หรือเลวกว่าเขา
ด้วยคิดว่าตนเองมีอุปกรณ์ที่ดี หรือที่ไม่ดี หรือที่เลวกว่าเขา หรือปานกลาง

ปุถุชนชื่อว่า ย่อมสำคัญปฐวีภายนอก ด้วยความสำคัญ อันเกิดมาจากอำนาจมานะ(ถือตัว) อย่างนี้.
ก็ปุถุชนเป็นผู้มีความสำคัญในเหล็กว่าชีวะ (คือมีจิตใจ) ย่อมยึดมั่นว่านี้เป็นชีวะ. นัยในโลหะเป็นต้นก็มีนัยนี้.
ปุถุชนชื่อว่า ย่อมสำคัญปฐวีภายนอก ด้วยความสำคัญอันเกิดมาจากอำนาจทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ด้วยประการฉะนี้.

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นปฐวีกสิณ  โดยเป็นอัตตา (ตัวตน)
คือว่า ย่อมยึดมั่นนิมิต (เครื่องหมาย) ปฐวีว่า อัตตาหรือตัวตน
โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทานั่นแลว่า ปุถุชนย่อมพิจารณาเห็นเนื้อความทั้ง ๒ คือ 
ปฐวีกสิณ คือการเพ่งดูในการดูดิน  และองคาพยพ ว่า ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น
เราอันใด ปฐวีกสิณ (ดิน) ก่อนนั้น ดังนี้
ชื่อว่าย่อมสำคัญปฐวีภายนอก ด้วยความสำคัญอันเกิดมาจากอำนาจทิฏฐิ ด้วยประการฉะนี้.
ปุถุชนย่อมสำคัญปฐวีแม้ภายนอก ด้วยความสำคัญ ๒ อย่าง ดังอธิบายมานี้.



------------------------------------
แปลจาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
นัย  [ไน, ไนยะ] น. ข้อสําคัญ เช่น นัยแห่งเรื่องนี้; ความ, ความหมาย, เช่น หลายนัย; แนว, ทาง, เช่น ตีความได้หลายนัย; แง่ เช่น อีกนัยหนึ่ง.  (ป. นย).


หมายเหตุ :
     อักษรสีดำ       คือ คัดลอกจากหนังสือพระไตรปิฎก
     อักษรสีแดง     คือ คำที่หลวงปู่อธิบาย 
บันทึกการเข้า
จุ๊บ
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12



ยินดีในบุญค่ะ   :D
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



27 ธันวาม 2553

นวสูตร (เล่ม 34 หน้า 489)

ว่าด้วยบุคคลที่เปรียบได้กับผ้าเปลือกไม้ ๓ ชนิด
 
[๕๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผ้าเปลือกไม้ แม้ใหม่ก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก
แม้กลางใหม่กลางเก่าก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก แม้เก่าแล้วก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก ผ้าเปลือกไม้ที่คร่ำคร่าแล้ว
เขาก็ทำเป็นผ้าเช็ดหม้อข้าวบ้าง ทิ้งเสียที่กองขยะบ้างฉันใด ฉันนั้นนั่นแหละ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนวกะก็ดี ภิกษุมัชฌิมะก็ดี ภิกษุเถระก็ดี
ถ้าเป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันเลว เรากล่าวความทุศีลมีธรรมเลวนี้ ในความมีสีทรามของภิกษุ
กล่าวบุคคลนี้ว่าเหมือนผ้าเปลือกไม้มีสีทรามฉะนั้น

อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคม ทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น
ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งอันไม่เกื้อกูลเพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้น ตลอดกาลนาน
เรากล่าวการคบหาสมาคมทำตามเยี่ยงอย่างที่เป็นเหตุให้เกิดสิ่งอันไม่เกื้อกูลเกิดทุกข์นี้ในความมีสัมผัสหยาบของภิกษุ
กล่าวบุคคลนี้ว่า ดุจผ้าเปลือกไม้มีสัมผัสหยาบฉะนั้น

อนึ่ง ภิกษุนั้นรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย ... ของชนเหล่าใด
ข้อนั้น ย่อมไม่เป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ชนเหล่านั้น เรากล่าว
การรับปัจจัยอันไม่เป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ทายกนี้ ในความมีราคาถูกของภิกษุ
กล่าวบุคคลนี้ว่าเป็นดังผ้าเปลือกไม้มีราคาถูกฉะนั้น

อนึ่ง ภิกษุเถระชนิดนั้น กล่าวอะไรในท่ามกลางสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายก็กล่าวเอาว่า
ประโยชน์อะไรด้วยถ้อยคำของท่านผู้โง่เขลาอย่างท่านก็เผยอจะพูดด้วย
ภิกษุเถระนั้นโกรธน้อยใจ ก็จะใช้ถ้อยคำชนิดที่เป็นเหตุให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม (คือห้ามไม่ให้ติดต่อเกี่ยวข้องกับภิกษุทั้งหลาย)
เหมือนเขาทิ้งผ้าเปลือกไม้เก่าเสียที่กองขยะฉะนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผ้ากาสี แม้ใหม่ก็สีงาม สัมผัสนิ่ม และราคาแพงแม้กลางใหม่กลางเก่าก็สีงาม สัมผัสนิ่มและราคาแพง
แม้เก่าแล้วก็สีงามสัมผัสนิ่มและราคาแพง ผ้ากาสี ถึงคร่ำคร่าแล้ว เขายังใช้เป็นผ้าห่อตคนะ (คือเงินทองเพชรพลอย่อมมีค่า) บ้าง
เก็บไว้ในคันธกรณฑ์ (หีบอบของหอม) บ้าง ฉันใด.

ฉะนั้นนั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนวกะ(ภิกษุใหม่)ก็ดี ภิกษุมัชฌิมะ(ภิกษุกลาง)ก็ดีภิกษุเถระก็ดี
ถ้าเป็นผู้มีศีลมีธรรมอันดี เรากล่าวความมีศีลมีธรรมดีนี้ในความมีสีงามของภิกษุ
กล่าวบุคคลนี้ว่าเหมือนผ้ากาสีมีสีงามฉะนั้น

อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคมทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น
ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน
เรากล่าวการคบหาสมาคมทำตามอย่างที่เป็นเหตุให้เกิดประโยชน์สุขนี้ ในความมีสัมผัสนิ่มของภิกษุ
กล่าวบุคคลนี้ว่า ดุจผ้ากาสีมีสัมผัสนิ่มฉะนั้น

อนึ่ง ภิกษุนั้นรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย...ของชนเหล่าใด
ข้อนั้นย่อมเป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ชนเหล่านั้น
เรากล่าวการรับปัจจัยอันเป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ทายกนี้ ในความมีราคาแพงของภิกษุ
กล่าวบุคคลนี้ว่า เสมือนผ้ากาสีมีราคาแพงฉะนั้น

อนึ่ง ภิกษุเถระผู้มีคุณธรรมอย่างนี้ กล่าวอะไรขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ภิกษุทั้งหลายก็พากันว่า
ท่านทั้งหลาย จงสงบเสียงเถิด ภิกษุผู้ใหญ่จะกล่าวธรรมกล่าววินัยนี้ ดังนี้

เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกในข้อนี้ว่า
เราทั้งหลายจักเป็นอย่างผ้ากาสี ไม่เป็นอย่างผ้าเปลือกไม้
ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล.


จบนวสูตรที่ ๘


คือในความหมาย เราไม่ควรคบ ไม่ควรเกี่ยวข้อง ไม่ควรเข้าไปใกล้ ในบรรดาภิกษุผู้มีความอันเลวทราม เช่น
บรรดาละเมิดศีลแล้วบอกว่าไม่เป็นไร บรรดาละเมิดธรรมของพระพุทธเจ้าที่บอกไว้ บัญญัติไว้ ห้ามไว้
ละเมิดแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ในข้อต่างๆ ข้อใดข้อหนึ่ง ในเก้าพันข้อ ข้อใดข้อหนึ่งนั้น
เพราะมีคำเตือนอยู่ในวรรคที่ 3 หน้า 489 ว่า

อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคม ทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น
ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งอันไม่เกื้อกูลเพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้น ตลอดกาลนาน

ฉะนั้น เมื่อทำบุญในที่ใด ได้อานิสงส์ออกมาน้อย เป็นกำไรน้อย
ผู้นั้นก็ถือว่าเป็นผู้ทำการขาดทุนในการบุญทั้งหลาย 

ฉะนั้น ผู้ใดโต้เถียงคำที่เราอ่านเมื่อกี้ (นวสูตร) เป็นผู้โต้เถียงพระพุทธเจ้า บาปกำลังไล่ตามใกล้ๆ

ฉะนั้นไม่ควรเถียงมากเพราะอันนี้เป็นคำของพระพุทธเจ้าตรัสไว้



หมายเหตุ :
สีน้ำเงิน  คัดลอกมาจากหนังสือพระไตรปิฎก
สีแดง     หลวงปู่อธิบาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 28 ธันวาคม , 2010 เวลา 19:03:35 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 28 ธันวาคม 2553

เรื่อง พระหลอกชาวบ้าน
ทักษิณาวิภังคสูตร  เล่ม 23 หน้า 395

พระพูดเอาเปรียบชาวบ้าน คือพระไปพูดเอาวรรคที่อยู่หน้า 395 ว่า
[๗๑๓] ดูก่อนอานนท์ ก็ในอนาคตกาล จักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู (โค-ตะ-ระ-พู) คือสงฆ์ผู้ไม่บริสุทธิ์
มีผ้ากาสาวะพันคอ (ผ้าเหมือนจีวร ผืนเล็กๆ ใช้พันคอ) เป็นคนทุศีล มีธรรมลามก
คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะสงฆ์ได้ ถวายบุคคลไม่ได้
ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น ดูก่อนอานนท์ ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์
แม้ในเวลานั้นเราก็กล่าวว่า มีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้
แต่ว่าเราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทานว่ามีผลมากกว่าทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไร ๆ
พระไปพูดเอาเปรียบชาวบ้านตรงนี้ ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า ให้ทานแก่ภิกษุผู้ละเมิดศีลเท่าไหร่ก็ตาม ตนเองยังได้บุญอยู่
ความจริงแล้ว ในนี้(หนังสือพระไตรปิฎก)บอกว่า “ให้ในสงฆ์โดยไม่ใช่บุคคล”
คือภิกษุนั้นไม่ใช่เป็นที่รักของเรา และภิกษุกลุ่มนั้น เราไม่รู้จักกัน
ภิกษุกลุ่มนั้นเราไม่สนิท เราไม่เลื่อมใส ภิกษุกลุ่มนั้นเราไม่เชื่อถือเราไม่ศรัทรา ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ 
แต่เท่าที่ เขียนเอามาไม่ใช่อย่างนั้น รักพระภิกษุที่ประพฤติผิดศีลธรรม จึงเข้าข่ายไปร่วมมือกับภิกษุที่ละเมิด
ฉะนั้น คำนี้ไปเข้ากับผู้ที่ทำบุญแล้วได้บาปแน่นอน

หัวข้อที่พระหลอกนำชาวบ้าน อยู่ที่เล่ม 23 หน้า 395  เลขที่ 713
บอกว่าให้ทานกับภิกษุ ผู้ประพฤติผิดก็ได้บุญ ในนี้บอกว่าให้ในสงฆ์เท่านั้น ไม่สามารถให้บุคคลได้
ถ้าให้บุคคลจะกลายเป็นว่าไปคบกับบุคคลผู้ทุศีล จะไปเข้ากับสูตร ในเล่ม 34 หน้า 489
[๕๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผ้าเปลือกไม้ แม้ใหม่ก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก
แม้กลางใหม่กลางเก่าก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก
แม้เก่าแล้วก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก ผ้าเปลือกไม้ที่คร่ำคร่าแล้ว
เขาก็ทำเป็นผ้าเช็ดหม้อข้าวบ้าง ทิ้งเสียที่กองขยะบ้างฉันใด

ฉันนั้นนั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนวกะ(ผู้ใหม่)ก็ดี ภิกษุมัชฌิมะ(ผู้กลาง)ก็ดี ภิกษุเถระก็ดี
ถ้าเป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันเลว เรากล่าวความทุศีลมีธรรมเลวนี้
ในความมีสีทรามของภิกษุ กล่าวบุคคลนี้ว่าเหมือนผ้าเปลือกไม้มีสีทรามฉะนั้น

อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคม ทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น
ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งอันไม่เกื้อกูลเพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้น ตลอดกาลนาน
เรากล่าวการคบหาสมาคมทำตามเยี่ยงอย่างที่เป็นเหตุให้เกิดสิ่งอันไม่เกื้อกูลเกิดทุกข์นี้
ในความมีสัมผัสหยาบของภิกษุ กล่าวบุคคลนี้ว่า ดุจผ้าเปลือกไม้มีสัมผัสหยาบฉะนั้น

มาเข้ากับวรรคท้ายของ เล่ม 23 หน้า 396
(๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งธรรมอย่างยิ่ง
 ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก.
อันนี้คือคนมีศีลมีธรรมให้ทาน

(๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใสไม่เชื่อธรรมและผลของธรรมอย่างยิ่ง
คือ เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง
ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก.(ฝ่ายผู้รับ)

(๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใสไม่เชื่อกรรมและผลของธรรมอย่างยิ่ง
ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์.
เมื่อไม่มีผลไพบูลย์ เราจะแก้ความทุกข์ความร้อนของเรา มันเป็นไปไม่ได้

(๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรมมีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง
ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์.
คือต้องมีศีล 2 ฝ่าย มีผลไพบูลย์

(๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง
ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแลเลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย.

ฉะนั้นที่เถียงมาบอกว่าเราพูดมาแบบนี้ไปเหยียบย่ำครูบาอาจารย์
แสดงว่าการให้ทานของผู้นั้น ไม่ได้ให้ไปในสงฆ์ ให้ไปในบุคคล แม้จะตั้งใจว่าถวายสงฆ์ก็ตาม
แต่ความมุ่งหมายภายใน คือกลัวอาจารย์ตนเองจะเอาตัวไม่รอด
สำหรับลูกศิษย์พระเกษมวัดสามแยกนี้ ใครคิดว่าเราเป็นคนของผู้นั้น ให้ทานแก่สงฆ์
ผู้นั้นคิดผิด จะได้อานิสงส์จากเราเท่านั้น
บางคนบอกว่าให้ไปแล้วมีอานุภาพ ใช่อานุภาพที่เป็นส่วนของเรา ก็มีอานุภาพมากพอสมควร
แต่จะมากเท่าให้ในสงฆ์นั้น เป็นไปไม่ได้
แม้แต่ให้ในพระพุทธเจ้า ให้ในพระปัจเจก และให้ในอัครสาวกเป็นแสน เป็นล้านก็ตาม
ก็สู้ให้ในสงฆ์โดยตรง ไปหาสงฆ์โดยไม่ระบุผู้ใดไม่ได้
ฉะนั้น ผู้ใดมีครูบาอาจารย์แล้วคิดว่าคำที่เรากล่าวว่า “ภิกษุผู้ละเมิดศีลเป็นอันตรายต่อผู้อื่นนั้น”
ว่าเรากล่าวเกินไปนั้น ตรวจดูให้ดีเพราะกำลังเถียงคำของพระพุทธเจ้าไม่ใช่คำเรา



หมายเหตุ :
สีน้ำเงิน  คัดลอกมาจากหนังสือพระไตรปิฎก
สีแดง     หลวงปู่อธิบาย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 29 ธันวาคม , 2010 เวลา 15:39:43 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 29 ธันวาคม 2553

เตือนอันตราย : ได้เวลาปล่อยยักษ์ออกมาฆ่ามนุษย์ 

ผู้ที่เขียนหนังสือธรรมะออกมาขาย เพื่อหวังกำไร ผิดกฎหมายมาตรา 264  มาตรา 265  มาตรา 268

มาตรา 264
ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด (หนังสือพระไตรปิฎกก็เป็นเอกสาร)
เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม
หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(ผู้อื่นคือนับแต่ 1-10 เกิน 10 นับเป็นประชาชน)
ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
…………….

มาตรา 265
ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 268
ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตาม มาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือ มาตรา 267
ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง
ให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว

ไปเข้ากับพระไตรปิฎก เล่ม 34 หน้า 225 บรรทัด 14
พระพุทธเจ้าตรัสกับพราหมณ์ผู้หนึ่ง ชื่ออะไรไม่ได้บอกชื่อ เรียกว่าพราหมณ์มหาศาล
คือเศรษฐีแล้วไปหาพระพุทธเจ้า แล้วก็บอกทำไมเดี๋ยวนี้คนมันน้อยลง น้อยลง
ตอนนั้นก็ถือว่ามีคนน้อยลง ในยุคก่อนนั้นมีคนมากกว่านั้น
พระพุทธองค์ก็ตรัสไป วรรค 1 วรรค 2  ไปจนถึงวรรคที่ 3 ในหน้า 225 (บบทัดที่ 14)

อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ คนเดี๋ยวนี้กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม   โลภเกินสมควร
มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม เมื่อเขาทั้งหลายกำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม
โลภเกินสมควร มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม ยักษ์ทั้งหลายจึงปล่อยอมนุษย์ร้าย
คนเป็นอันมากตายไปเพราะเหตุนั้น นี่ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่ง
ซึ่งทำให้คนเดี๋ยวนี้ดูหมดไปเบาบางไป ที่เคยเป็นคาม(บ้าน) นิคม(เมือง) นคร ชนบท
จึงไม่เป็นคาม(บ้าน) นิคม(เมือง) นคร ชนบท.


เล่ม 34 หน้า 227
ยกฺขา   ได้แก่ยักษ์ผู้เป็นอธิบดี.
วาเฬ อมนุสฺเส โอสฺสชฺชนฺติ   
ความว่า ปล่อยยักษ์ร้ายไปในถิ่นมนุษย์. ยักษ์เหล่านั้นได้โอกาส ย่อมทำให้มหาชนถึงความสิ้นชีวิต.


เขาจะปล่อยยักษ์ร้ายมาได้ก็เพราะ
เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม เดี๋ยวนี้กำหนัดยินดีมั่วลูกใครเมียใคร จะเอาไปทั่วมั่วไปหมด
โลภเกินประมาณอันนี้อันที่สอง
มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม ทั้งพระทั้งโยม ทำผิดวินัยแล้วบอกว่าถูกต้อง
เขาปล่อยกันมาตอนนี้ยืนเต็มน่านฟ้า และเต็มมหาสมุทร
หากว่าผู้ใดมีตาดีเห็นเขาหาทางระวัง หากผู้ใดไม่เห็นเขา
หากเชื่อตามกันนี่เรียนธรรมพุทธศาสนา โอกาสรอดมี
หรือเรียนศาสนาใดก็ตาม แต่อย่าโลภเกินประมาณ อย่ามั่วไปในทางมิจฉาธรรม
อย่ากำหนัดยินดีแบบผิดจากทำนองครองธรรมที่ถูกต้อง
หรืออย่าไปรักลูกรักเมียใคร แล้วก็ขโมยเอาลูกเขาเมียเขาไปทำปู้ยี่ปู้ยำแล้วจึงปล่อยกลับคืนมา
หรือพวกมีกิ๊ก มีชู้ ....พวกทำผิดนั่นแระ


หมายเหตุ
สีน้ำเงิน   คือ  คัดมาจากหนังสือพระไตรปิฎก
สีแดง      คือ  หลวงปู่อธิบาย
--------------------------------------------

(มีโยมถาม แต่ได้ยินเสียงไม่ชัดพอจะถอดความได้ค่ะ)……

หลวงปู่ตอบ เขาจะฆ่าคน ปล่อยวัตถุบางอย่างเข้ามา ใครมีบาปในส่วนนั้น จะได้ตายเพราะอำนาจภพภูมิอันนั้น 

(มีโยมถาม แต่ได้ยินเสียงไม่ชัดพอจะถอดความได้ค่ะ)…..

หลวงปู่ตอบ  เช่นมีคนมีพัด กำพัด พัดมา ลมนั้นมีพิษ หากใครมีบาปตายเพราะลม
........ถ้าเขาซัดมา มันก็ทำลายไอ้พวก สามจำพวก (ที่อ่านไปตอนต้น) พวกนี้  ถ้าสามผิดนั้นไม่มีก็ไม่เป็นไร
สมมติว่า บ้านตั้งอยู่ตรงนี้ บ้านเป็นแสนหลังรอบนี้ อาจพังไปหมดแล้วเหลือของเราผู้เดียว แจ๋วเลย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 30 ธันวาคม , 2010 เวลา 16:06:03 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 4 มกราคม 2554


ตรัสให้พิจารณาโดย ยถาภูตะญาณทัสสนะ  เล่ม 6 หน้า 55 (สีน้ำเงิน)

คือการพิจารณาโดยตั้งความพิจารณาโดยตั้งสติปัญญาขึ้นควบคุมเพียบพร้อม
คือตรัสเป็นวรรคๆ มาแต่แรกมาถาม ถามมา ถามมาว่า
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า รูปเป็นตัวเป็นตนมั้ย ไม่เป็นพระเจ้าข้า
คือไล่ไปเรื่อยๆ เวทนาสัญญา สังขารไม่เที่ยงมาเรื่อยๆ จนมาถึงวรรคนี้ตรัส
ให้พิจารณาโดย “ยถาภูตะญาณทัสสนะ”  คือยกระดับปัญญาขึ้นเพื่อให้พิจารณา ท่านตรัสว่า

[๒๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล
รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป
เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั้นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่คนของเรา.
เวทนา(ความรู้สึกอารมณ์) อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแค่สักว่าเวทนา
เธอทั้งหลายพึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.

สัญญา(ความจำ) อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสัญญา(ความจำ)
เธอทั้งหลายพึงเห็นสัญญา(ความจำ) นั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา .

สังขาร(ความคิดปรุงแต่ง) ทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด
เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสังขาร(ความคิดปรุงแต่ง)
เธอทั้งหลายพึงเห็นสังขาร(ความคิดปรุงแต่ง) นั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.

วิญญาณ(ธาตุรับรู้) อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต(ที่เรียกว่าวิญญาณ) อนาคต และปัจจุบัน
ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้
ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ (การผสมผสานของธาตุรับรู้)
เธอทั้งหลายพึงเห็นวิญญาณ(การรับรู้) นั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.

[๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยาสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ผู้ฟังอันดีแล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในรูปทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน
หรือภายใน ภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้
ทั้งหมดนั้น ก็สักแต่ว่าเป็นรูป
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว
อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้.
คือคนเขาเข้าใจว่ารูป เป็นที่พึ่ง มีอยู่มากมาย แล้วก็แจ้งเข้ามาทางวัด
ให้ทางวัดหยุดสอนเรื่องรูปว่าให้เป็นที่พึ่งได้ อย่าสอนว่ารูปไม่เป็นที่พึ่งได้
ถ้าสอนรูปให้เป็นที่พึ่ง ขัดกับกัณฑ์นี้  ถ้าสอนมันผิดกฎหมาย
และไม่ใช่ไม่กล้าสอนธรรมดาชอบตามกัณฑ์นี้ด้วย
ฉะนั้นรูปทั้งหมดจึงเป็นความสกปรก


บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



6 มกราคม 2554

อย่าขายธรรมกิน
เล่มที่ 44  หน้า 599

บรรพชิตไม่ควรพยายามในบาปกรรมทั่วไป  ไม่ควรเป็นคนใช้ของผู้อื่น
ไม่ควรอาศัยผู้อื่นเป็นอยู่ คือในข้อความนี้ท่านให้บำเพ็ญตนให้ถูกต้อง
ไม่ควรแสดงธรรม เพื่อประโยชน์แต่ทรัพย์.

หน้า 605-606ธมฺเมน น วณีจเร
ความว่า ไม่พึงกล่าวธรรมเพื่อต้องการทรัพย์. เพราะผู้แสดงแก่ชนเหล่าอื่น
ด้วยเหตุแห่งทรัพย์เป็นต้น ย่อมชื่อว่านำธรรมไปทำการค้า.
อย่าเที่ยวเอาธรรมไปทำการค้าอย่างนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ทำกรรมมีการสอดแนมเป็นต้น เหมือนคนของพระเจ้าโกศล
ทำการสอดแนมเพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์เป็นต้น
ดำรงตามกิจมีการสมาทานเพศบรรพชาเป็นต้น
โดยไม่ให้คนอื่นสงสัย ชื่อว่านำธรรมมาทำการค้า.
ฝ่ายบุคคลใด แม้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ในศาสนานี้
ก็ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อปรารถนาเทพนิกายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
แม้บุคคลนั้นก็ชื่อว่า นำธรรมมาทำการค้า
อธิบายว่า ไม่พึงประพฤติ คือไม่พึงกระทำการค้าด้วยธรรมอย่างนี้

บรรดาผู้เทศน์ เสร็จแล้วเอาตังค์ เอาของเป็นค่าเทศน์นั้น ชื่อว่าเอาธรรมไปทำการค้า
(รวมถึงพวกเขียนหนังสือธรรมะขายด้วย)
มีคำบาลีอยู่ในเล่ม 44 หน้า 605 “ไม่ควรอาศัยผู้อื่นเป็นอยู่”
ก็หมายความว่า ไปที่แห่งใดตัวเองประพฤติผิด เลยเป็นผู้อาศัยผู้อื่นอยู่ตลอด เรื่อยร่ำไป
ไม่ควรแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์ก็คือผู้นั้นนำธรรมไปทำการค้า เพื่อแสดงธรรมแล้วเอาทรัพย์
หรือแสดงธรรมแล้วเอาสิ่งของจากสถานที่แสดงธรรม ด้วยคิดเป็นมูลค่า เช่นกัณฑ์เทศน์บ้าง สิ่งนั้นสิ่งนี้บ้าง
เมื่อบาลีมีอยู่ตรงนี้อย่างนี้ ผู้อธิบายบาลีในคำว่า “ธมฺเมน น วณีจเร”
คือห้ามนำธรรมไปทำการค้า โดยประการทั้งปวง ไม่ว่าประการใดๆ ไม่ว่าเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส

บุคคลใดก็ตามแม้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ในศาสนานี้
ก็ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อปรารถนาเทพนิกาย ก็คือประพฤติพรหมจรรย์เพื่อเอาสวรรค์
นั่นก็คือประพฤติพรหมจรรย์ หมายความว่า เอาธรรมไปเป็นการค้า เพื่อจะเอาสวรรค์นั่นเอง
ฉะนั้น สิ่งนี้จึงเป็นผิดทั้งปวง

เมื่ออ่านดูทั้งสูตร ปฏิสัลลานสูตร  เล่ม 44 หน้า 596

ฉะนั้นในบรรดาผู้ที่ว่าตนเองกล่าวถูกทั้งโลกเทศ ทั่วถิ่นดินแดนทั้งสวรรค์ และมนุษย์และพรหมก็ตาม
ที่ว่าตนเองกล่าวออกมาอย่างถูกต้อง แต่ท่านผู้นั้นนำธรรมไปทำการค้าขายอยู่
ท่านผู้นั้นก็กล่าวเพื่อจะเอาทรัพย์อยู่นั่นเอง เข้าในข้อนี้ทั้งหมดเลย ทั่วประเทศนี้แระ
พิจารณาดูนะว่าใครควรจะเป็นผู้ผิด ใครควรจะเป็นผู้ถูก ผู้ถูกต้องตามหลักธรรมก็มีอยู่ ผู้ทำผิดจากหลักธรรมก็มีอยู่
แต่ตรึกตรองเอาเองขึ้นมาว่าเราทำถูกแล้วก็ยืนยันตามอาการที่ตนเองตรึกตรองขึ้นมาได้เช่นกัน

เขียนหนังสือขาย ทำหนังสือขาย ขายแล้วว่าเอาเงินไปทำประโยชน์ส่วนนั้น ส่วนนี้ ที่ไหนก็ตาม
ท่านผู้นั้นก็ชื่อว่านำเงินจากที่ตนเองทำผิดมา ไปทำผิดต่อไป
หรือนำเงินที่ตนเองทำผิดมา ได้มาจากการทำผิด ไปทำประโยชน์
ก็เหมือนโจรผู้ปล้นฆ่ามา แล้วเลี้ยงมารดา บิดา หรือถวายแก่ภิกษุสามเณร นั่นเอง
เปรียบเสมือนโจรเหล่านั้นเท่านั้น ไม่ต่างจากนั้น

ฉะนั้นเมื่อผู้ใดทำตัวเปรียบเหมือนโจร ก็ไม่ใช่ผู้พ้นจากบาป ก็จะต้องมีบาปด้วย
ไปทำบุญก็ได้บุญด้วย  ฉะนั้นก็พอๆ กับมหาโจรทั้งหลาย


บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 897

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 7 มกราคม 2554



เล่นที่ 34  หน้า 225(เล่มสีน้ำเงิน)

เป็นเนื้อความที่พระพุทธองค์ตรัสไปเรื่อยๆ ว่ามีคนตายมากเพราะอะไร
เมื่อก่อนมีคนเยอะ ถูกถามว่าทำไมเดี๋ยวนี้มีคนน้อย เป็นเพราะตายที่ละมาก

.....
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
พราหมณ์ คนเดี๋ยวนี้กำหนัด ยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร
มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม เขาทั้งหลายกำหนัด ยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร
มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรมแล้วก็จับศาสตราอันคมฆ่ากันและกัน
คนเป็นอันมากตายไป เพราะเหตุนั้น นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่ง
ซึ่งทำให้คนเดี๋ยวนี้ดูหมดไปเบาบางไป ที่เคยเป็นคาม(บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท
จึงไม่เป็นคาม(บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท.

อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ คนเดี๋ยวนี้ กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร
มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม เมื่อเขาทั้งหลายกำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร
มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม ฝนจึงไม่ตกตามฤดูกาล ด้วยเหตุนั้น
จึงเกิดทุพภิกขภัย ข้าวเสีย เป็นขยอก ตายฝอย คนเป็นอันมากตายไป
เพราะเหตุนั้น นี่ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่ง ซึ่งทำให้คนเดี๋ยวนี้ดูหมดไป
เบาบ้างไป ที่เคยเป็นคาม(บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท จึงไม่เป็นคาม นิคม นคร ชนบท.

อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ คนเดี๋ยวนี้กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร
มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม เมื่อเขาทั้งหลายกำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภเกินสมควร
มุ่งไปแต่ทางมิจฉาธรรม ยักษ์ทั้งหลายจึงปล่อยอมนุษย์ร้าย
คนเป็นอันมากตายไปเพราะเหตุนั้น นี่ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่ง
ซึ่งทำให้คนเดี๋ยวนี้ดูหมดไปเบาบางไป ที่เคยเป็นคาม(บ้าน) นิคม(ตำบล) นคร ชนบท
จึงไม่เป็นคามนิคม นคร ชนบท.

(พรหมตอบพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า) ดีจริง ๆ พระโคดมผู้เจริญ ฯลฯ
ขอพระโคคมผู้เจริญทรงจำข้าพระองค์ไว้ว่า
เป็นอุบาสกถึงสรณะแล้ว จนตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้ไป.

โลภเกินประมาณ โลภเกินความพอดี กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม
ก็หมายความว่ามีคำที่พระองค์สั่งไว้ก็ไม่ทำตาม
และสิ่งที่ควรจะทำให้เป็นประโยชน์แก่ตน ก็เอาเก็บพอกพูนท่วมทับตนเอง
เป็นสมบัติที่กองอยู่เฉยๆ โดยไม่เกิดประโยชน์
และพวกที่เป็นสมณะทั้งหลายก็หาแต่วิธีการรวบรวมและเก็บสมบัติ
จึงเกิดภัยพิบัติขึ้น

ส่วนมีคนถามว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพากันทำไม่ถูกต้องรึเปล่า
“ผู้ใหญ่บางคนอาจจะไม่ถูกต้อง”
แต่ที่ถามว่าพ่ออยู่หัวนั้นเป็นผู้ผิดมั้ย เราเช็คดูแล้ว พ่ออยู่หัวไม่ผิดในข้อเหล่านี้
แต่ที่เห็นชัดโดยไม่ต้องถามเลยคือ ภิกษุสามเณรทั้งหลายทำผิดเห็นได้ชัด
มีเรื่องเทียบในพระไตรปิฎกอีกเยอะแยะสำหรับภิกษุสามเณร
ทำผิดแล้วเกิดอันตรายต่อบ้านต่อเมือง ต่อคาม(คา-มะ) นิคม ต่อตำบล ต่อชนบทต่างๆ
ที่พระนั้นๆ อยู่มีอันตรายมาก

ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ให้ค้นดูมีหลักฐานในพระไตรปิฎกอยู่หลายที่ หากใครสนใจให้ถามมาที่วัดสามแยกจะตอบให้
ผู้เป็นสมณะแล้วละเมิดศีลเป็นเหตุให้บ้านเมืองต้องประสบภัยพิบัติและฉิบหาย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 08 มกราคม , 2011 เวลา 01:22:40 AM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: