หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 [2] 3 4 5   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน  (อ่าน 19477 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าที่ 10 ธันวาคม 2553

สิ่งที่เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ คือ
ดวงจันทร์เปิดเผย ไม่กำบังจึงรุ่งเรื่อง ๑
ดวงอาทิตย์เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรื่อง ๑
ธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้าประกาศแล้วเปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 20 ธันวาคม , 2010 เวลา 17:00:29 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เล่ม 3 หน้า 968 (สีนำเงิน)

อธิบายการรับรูปิยะ สำหรับผู้ไม่เข้าใจ
อรรถาจารย์จึงอธิบายให้ผู้ไม่เข้าใจไดเข้าใจว่าไม่สามารถทำอุบายไรๆ เพื่อรับเงินไปซื้อได้



     อนึ่ง ผู้ศึกษาพึงทราบปัตตจตุกกะนี้ อันแสดงถึงความที่รูปิยสัพโยหารสิกขาบทนี้หนัก.
ความพิสดารว่า ภิกษุใด รับเอารูปิยะ แล้วจ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น,
ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้น แล้วให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น.
บาตรนี้ ชื่อว่า เป็นมหาอกัปปิยะ ภิกษุนั้นไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ.
ก็ถ้าว่า ทำลายบาตรนั้นแล้วให้ช่างทำกระถาง. แม้กระถางนั้นก็เป็นอกัปปิยะ.
ให้กระทำมีด แม้ไม้สีพื้นที่ตัดด้วยมีดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ.
ให้กระทำเบ็ด แม้ปลาที่เขาให้ตายด้วยเบ็ดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ.
ภิกษุให้ช่างเผาตัวมีดให้ร้อนแล้ว แช่น้ำ หรือนมสดให้ร้อน. แม้น้ำและนมสดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะเช่นกัน.

หมายเหตุ  อกัปปิยะ  แปลว่า ไม่ควร


     ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า ก็ภิกษุใด รับรูปิยะแล้วซื้อบาตรด้วยรูปิยะนั้น,
แม้บาตรนี้ของภิกษุนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ ไม่สมควรแม้แก่สหธรรมิกทั้ง ๕.
แต่ภิกษุนั้นอาจทำบาตรนั้น ให้เป็นกัปปิยะได้.
จริงอยู่ บาตรนั้น จะเป็นกัปปิยะได้ ต่อเมื่อให้มูลค่าแก่เจ้าของมูลค่า
และเมื่อให้บาตรแก่เจ้าของบาตร.
ภิกษุจะให้กัปปิยภัณฑ์แล้วรับเอาไปใช้สอยสมควรอยู่.

หมายเหตุ   สหธรรมิกทั้ง ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี.


ฝ่ายภิกษุใด ให้รับเอารูปิยะไว้แล้วไปยังตระกูลช่างเหล็กกับด้วยกัปปิยการก
เห็นบาตรแล้วพูดว่า บาตรนี้ เราชอบใจ. และกัปปิยการกให้รูปิยะนั้นแล้ว ให้ช่างเหล็กตกลง.
แม้บาตรใบนี้ อันภิกษุนั้นถือเอาโดยกัปปิยโวหาร เป็นเช่นกับบาตรใบที่ ๒ นั่นเอง
จัด เป็นอกัปปิยะเหมือนกัน เพราะภิกษุรับมูลค่า.

หมายเหตุ  กัปปิยการก  แปลว่าคนวัด



ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ควรแก่สหธรรมิกที่เหลือ ?
แก้ว่า เพราะไม่เสียสละมูลค่า.

อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รับรูปิยะไปยังตระกูลช่างเหล็ก พร้อมกับกัปปิยการกที่ทายกส่งมาว่า
ท่านจงซื้อบาตรถวายพระเถระ เห็นบาตรแล้ว ให้กัปปิยการกจ่ายกหาปณะว่า
เธอจงรับเอากหาปณะเหล่านี้แล้ว ให้บาตรนี้แล้วได้ถือเอาไป.
บาตรนี้ ไม่ควรแก่ภิกษุรูปนี้เท่านั้น เพราะจัดการไม่ชอบ,
แต่ควรแก่ภิกษุเหล่าอื่น เพราะไม่ได้รับมูลค่า.

หมายเหตุ  ภิกษุไปสั่งซื้อ ไม่ได้ ต้องไม่ไปจัดการ หากรับมาต้องนำไปสละในท่ามกลางสงฆ์เพราะเป็นการจัดการไม่ชอบ



ได้ทราบว่า อุปัชฌาย์ของพระมหาสุมเถระ มีชื่อว่าอนุรุทธเถระ.
ท่านบรรจุบาตรเห็นปานนี้ของตนให้เต็ม ด้วยเนยใสแล้ว สละแก่สงฆ์.
พวกสัทธิวิหาริกแม้ของพระจุลนาคเถระผู้ทรงไตรปิฏก ก็ได้มีบาตรเช่นนั้นเหมือนกัน.
พระเถระสั่งให้บรรจุบาตรนั้นให้เต็ม ด้วยเนยใสแล้วให้เสียสละแก่สงฆ์ ดังนี้แล.
นี้ชื่ออกัปปิยปัตตจตุกกะ.

ก็ถ้าว่า ภิกษุไม่รับรูปิยะไปสู่ตระกูล แห่งช่างเหล็ก พร้อมด้วยกัปปิยการกที่ทายกส่งมาว่า
เธอจงซื้อบาตรถวายพระเถระ เห็นบาตรแล้วกล่าวว่า บาตรนี้เราชอบใจ หรือว่า เราจักเอาบาตรนี้,
และกัปปิยการกจ่ายรูปิยะนั้นให้แล้วให้ช่างเหล็กยินยอมตกลง.
บาตรนี้สมควรทุกอย่าง ควรแก่การบริโภคแม้เเห่งพระพุทธทั้งหลาย.

หมายเหตุ ไม่ได้รับด้วยการรับ ไม่ได้รับด้วยการคิด



สองบทว่า อรูปิเย รูปิยสญฺญี ได้แก่ มีความสำคัญในทองเหลืองเป็นต้น ว่าเป็นทองคำเป็นต้น.
สองบทว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส มีความว่า ถ้าภิกษุซื้อขายสิ่งที่มิใช่รูปิยะ..
ด้วยสิ่งที่มิใช่รูปิยะ ซึ่งมีความสำคัญว่าเป็นรูปิยะนั้น เป็นอาบัติทุกกฏ.
ในภิกษุผู้มีความสงสัย ก็มีนัยอย่างนี้. แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุ
มีความสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ แม้กระทำการซื้อขาย กับด้วย สหธรรมิก ๕
ว่า ท่านจงถือเอาสิ่งนี้แล้วให้สิ่งนี้. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

หมายเหตุ  หากมีการแลกเปลี่ยน มีการซื้อขาย ต้องสละทิ้ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 20 ธันวาคม , 2010 เวลา 17:01:16 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้าวันที่ 12 ธันวาคม 2553


การใช้สติปัญญาพิจารณาให้รู้เหตุผลที่แท้จริงในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังทั้งหลาย
ก่อนที่จะตกลงใจเชื่อเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้      เล่ม  34   หน้า  338


...ครั้นหมู่กาลามชนชาวเกสปุตตนิคมนั้นนั่งเป็นปกติแล้ว     
จึงทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมาถึงเกสปุตตนิคมนี้   
สมณพราหมณ์พวกนั้นพูดแสดงแต่ถ้อยคำของตนเชิดชูให้เห็นว่า    ดีและชอบที่ควรจะถือตามถ่ายเดียว   
และพูดคัดค้านข่มถ้อยคำของผู้อื่น    ดูหมิ่นเสียว่าไม่ดีไม่ชอบ    ไม่ควรจะถือตาม 
ทำถ้อยคำของตนให้เป็นปฏิปักษ์แก่ถ้อยคำของผู้อื่น     

ครั้นสมณพราหม์พวกหนึ่งอื่นมาถึงเกสปุตตนิคมนี้อีก    ก็เป็นเหมือนพวกก่อนๆ    และก็เป็นอย่างนี้ทุกๆหมู่     
จนข้าพระองค์มีความสงสัยไม่รู้ว่า    ท่านสมณะเหล่านี้ใครพูดจริงใครพูดเท็จ                                                                     
         
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า   ควรแล้วที่ท่านจะสงสัย   
ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุที่ควรสงสัยจริง   (เพราะฉะนั้น) 
ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามกันมา 
อย่าได้ถือโดยลำดับสืบๆ กันมา   
อย่าได้ถือโดยความตื่นว่าได้ยินอย่างนี้ๆ
อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา
อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา
อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเน   
อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ
อย่าได้ถือโดยชอบใจว่าถูกต้องกันกับลัทธิของตน 
อย่าได้ถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ 
อย่าได้ถือโดยความนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูอาจารย์ของเรา   

เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า    ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล    ธรรมเหล่านี้มีโทษ    ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน
ธรรมเหล่านี้   ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว   ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์    เป็นไปเพื่อทุกข์  ดังนี้   
ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสียเมื่อนั้น

         
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไม่ให้ถือโดยอาการสิบอย่าง   มีการถือโดยได้ฟังตามกันมาเป็นต้น   
แต่ให้พิจารณารู้ด้วยตนเองแล้วเว้นสิ่งที่ควรเว้นเสียอย่างนี้แล้ว   
เมื่อจะทรงแนะนำให้กาลามชนได้ปัญญาพิจารณาเห็นสิ่งที่ควรเว้นนั้นด้วยตนเองจึงตรัสปุจฉา  (คำถาม)   
ยกโลภะ  (ความละโมบอยากได้เหลือเกิน)
โทสะ  (ความมีใจโกรธขัดเคืองแล้ว  ประทุษร้ายใจตัวเองแลผู้อื่น)
โมหะ (ความหลง)  ขึ้นถาม     เพื่อให้กาลามชนทูลตอบตามความเห็นโดยลำดับอย่างนี้
         
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ท่านจะสำคัญความนั้นเป็นไฉน 
โลภะ   คือความอยากได้เมื่อเกิดขึ้นในภายในของบุรุษ     
ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือ     หรือเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

กาลามชนตอบว่า.  โลภะนั้นย่อมเกิดขึ้นเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์พระพุทธเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     บุรุษผู้โลภแล้ว    อันความโลภครอบงำแล้ว     มีใจอันความโลภยึดไว้รอบแล้ว 
ย่อมฆ่าสัตว์มีชีวิตบ้าง    ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้บ้าง     ถึงภรรยาผู้อื่นบ้าง     พูดเท็จบ้าง 
ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นบ้าง     สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์     
เป็นไปเพื่อทุกข์แก่ผู้อื่นสิ้นกาลนานนั้น    ผู้ที่โลภแล้วย่อมชักชวนผู้อื่นให้ทำในสิ่งนั้น    ข้อนี้จริงหรือไม่.

กาลามชนตอบว่า    ข้อนี้จริงอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า.


--------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ  หลวงปู่ถามคณะผู้ไปแจกเอกสารฯ ว่าเมื่อเจอพระถามว่าพวกท่านติดตำรา ควรจะทำยังไร
ให้พิจารณาตามพระสูตรนี้  (ในส่วนที่หลวงปู่อ่านนั้น เฉพาะส่วนที่เป็นสีแดง)

"พระควรสละ หรือว่าพระควรหวงสิ่งของไว้"

" คำที่ว่า อย่าได้เชื่อโดยฟังตามกันมา"
เมื่อได้ยินว่า พระรับเงินไว้เถอะ พระจำเป็นต้องใช้ นี่ก็เป็นฟังตามกันมาว่าเอ๊อ พระจำเป็นต้องใช้ จึงรับเงินได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 20 ธันวาคม , 2010 เวลา 17:01:51 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 14 ธันวาคม 2553

เล่ม 24  หน้า 401
[๓๑๙] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
สัตว์เหล่าใด ขวนขวาย ในความเกลียดบาปด้วยตบะ รักษาความสงบสงัดอยู่
ติดอยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์เหล่านั้นย่อมสั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้.

[๓๒๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี้เป็นมารตัวร้ายกาจ จึงได้ตรัสคาถาตอบมารผู้มีบาปว่า
รูปใด ๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่นและจะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที่
รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาใส่เหยื่อล่อ เพื่อฆ่าปลา ฉะนั้น.


หลวงปู่อธิบาย : -
หากผู้ใดไปติดอยู่ ไปชอบอยู่ ไปชื่นชมอยู่ ไปหลงอยู่ อย่างใดอย่างหนึ่ง
จะมีความยินดีก็ตาม เพลิดเพลินก็ตาม ชื่นชมก็ตาม สรรเสริญก็ตาม ด้วยอันใดอันหนึ่ง ในรูปเหล่านั้น ทั้งหมด
ไม่ว่ารูปปั้นขึ้น ไม่ว่ารูปมีเอง หรือดาวเดือน ที่เป็นวัตถุที่คนจะติดต่าง ๆ
หรือรูปทั้งหลายที่เรียกกันว่าที่ระลึก ที่ระลึกอยู่สมัยนี้ก็ตาม
รูปทั้งหมดนั้น ก็ต้องจัดอยู่ที่อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาใส่เหยื่อล่อเพื่อฆ่าปลา ฉะนั้นทั้งหมด

ฉะนั้นในคำใดก็ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส คำนั้นเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง
คือคำว่ารูปใดๆ ไม่ได้หมายเฉพาะอันใดอันหนึ่ง หมายรูปทั้งหมด
แม้แต่รูปพระองค์เอง  รูปพรหม  รูปเทพ และสิ่งที่เป็นพรหม เทพ เนรมิตขึ้นก็ตาม
สิ่งทั้งหมดนั้น ที่เรียกว่ารูป ที่เป็นวัตถุ ที่เป็นภูตรูป มหาภูตรูปชนิดหยาบ ชนิดละเอียด
หรือชนิดอยู่ในโลกนี้ หรืออยู่ในโลกทิพย์ก็ตาม มีรัศมีรุ่งเรื่องก็ตามที รูปทั้งหมดเหล่านั้น
อันมารสรรเสริญ คือมารบอกว่าดี  มารบอกว่าชอบ  มารบอกว่าเป็นของดีในปรโลก และในปัจจุบัน
หรือ ทิฐธรรม ที่เรียกว่าทิฐธรรมของมาร มารจะต้องสรรเสริญในรูป  ในเวทนา  ในสัญญา  ในสังขาร  ในวิญญาน สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ว่าเป็นสิ่งที่เจริญรุ่งเรือง ในบรรดามารทั้งหลาย ที่เข้าไปสู่ภาวะผู้คน
อย่างเช่น เล่มที่ 24 หน้า 401 ขึ้นต้นด้วนคำว่า......


ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
คือไปกล่าวอยู่ต่อหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
สัตว์เหล่าใด ขวนขวาย ในความเกลียดบาปด้วยตบะ คือพยายามบำเพ็ญอย่างมาก
รักษาความสงบสงัดอยู่ ติดอยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์เหล่านั้นย่อมสั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้.
คือ สรรเสริญ ผู้คนหรือสัตว์ให้มีความพากเพียรบำเพ็ญไปสู่เทวโลก เป็นผู้สั่งสอนโดยชอบ
แต่ในศาสนาพุทธ ไม่ใช่สั่งสอนเพื่อเทวโลก สั่งสอนเพื่อนิพพาน เพื่อความดับสนิท เพื่อความดับรอบ
เพื่อความดับจิตโดยไม่เหลือ


ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี้เป็นมารตัวร้ายกาจ
คือไม่ใช่ เวฏัมพรีเทพบุตร  ถ้าเป็นเวฏัมพรีเทพบุตรจะต้องไม่กล่าวคำนี้กับพระศาสดา
จึงได้ตรัสคาถาตอบมารผู้มีบาปว่าพระศาสดาจึงกล่าวคำตอบ  คาถาแปลว่าคำตอบ
รูปใด ๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่นและจะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที่
รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาใส่เหยื่อล่อ เพื่อฆ่าปลา
คำนวณคำของพระศาสดานั้น ในบรรดาผู้เห็นว่ารูปมีความประเสริญ มีความดี ด้วยประการต่างๆ
มีพระบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสแล้วเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง แต่ตัวเขาเองทำรูปขาย



-------------------------------------------------------
แปลความหมายบางคำ จากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒

ภูตรูป  [พูตะรูบ] น. รูปที่เกิดแล้ว ได้แก่ ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน นํ้า ไฟ ลม ซึ่ง คุมกันเข้าเป็นมนุษย์และสัตว์. (ป., ส.).
ทิฐธรรม (แบบ) น. ภพนี้, ชาตินี้. (ป. ทิฏฺ?ธมฺม).
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 20 ธันวาคม , 2010 เวลา 17:02:23 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



"อะไรคือเงิน"
หลวงปู่ถาม : พระพุทธเจ้าตรัสห้ามรับ รูปิยะ กหาปณะ หรือสิ่งซื้อขาย
ไอ้ที่ซื้อขายกันนะ สิ่งที่ใช้ซื้อขายกันนะ  ไอ้ที่ใช้ซื้อสิ่งของกันได้  จะต้องคิดมากมั้ยว่าอะไรคือเงิน
แม้แต่บอกว่า เอายางไม้ เอาครั่ง เอาพวกเนี้ยมาหลอมแล้วอัดลงไปในกระบอกใดกระบอกหนึ่ง
เอาที่มีตรากดทับออกมาเป็นตราที่พระเจ้าแผ่นดินเขาตีตราออกมาเพื่อใช้ซื้อของ ยางไม้นั้นก็เงิน 
เอากาบห้อยมา ขัด ๆ ให้เรียบร้อย แล้วก็เอาตราของพระราชานั่น ตราให้มีลายนั้นอยู่ กาบหอยเอาไปซื้อของได้ ถือว่าเงินมั้ยนั่น
"เขาบอกว่า กระดาษทุกวันนี้ ท่านเษมบอกว่าเงินได้ยังไง กระดาษชัดๆ"     กระดาษ เขาตีตราพิมพ์ เรียกว่าเงิน



เล่ม 7 หน้า 161

พระพุทธานุญาตมหาประเทศ ๔
[๙๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายเกิดความรังเกียจในพระบัญญัติบางสิ่งบางอย่างว่า สิ่งใดหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้
สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาต จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระมีพระภาคเจ้า.


วัตถุเป็นกัปปิยะและอกัปปิยะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประทานสำหรับอ้าง ๔ ข้อ ดังต่อไปนี้.
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้น ไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.
๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.
๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.
๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.

หลวงปู่อธิบาย :   ไม่ได้บอกเลยว่า ถ้าประเทศชาติเขาหมุนไปขี่เครื่องบินพระก็เอาเงินไปซื้อตั๋วได้ .....ไม่มี 
และไม่ได้บอกไว้ว่า หากยุคใดเขาใช้เงินค่ารถ ก็จงพากันเก็บเงินไว้ใช้ค่ารถ 
หากยุคใดเขาใช้ค่าเล่าเรียน ศิลปวิทยา เธอทั้งหลายจงพากันเก็บสตางค์ ไว้ใช้ค่าศิลปวิทยาเถิด  ....ไม่เคยมี

บันทึกการเข้า
ปาริชาติ (กุ้ง)
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20




                     ยินดีในบุญด้วยนะคะ[/color]    /\ /\ :)
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 20 ธันวาคม 2553

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37
มาตรา 37 เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดังนี้
(1) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไป ด้วยดี
(2) ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนัก อาศัยอยู่ ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม
(3) เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิต และคฤหัสถ์
(4) ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล


หลวงปู่อธิบาย :
(3) นี่เป็นข้อที่จะเข้ากับพระธรรมวินัยได้ดี  คือเป็นธุระในการศึกษาอบรม สั่งสอนพระธรรมวินัยแก่นักบวชและโยม
 
ใน (4) หมายถึง ให้สะดวก ให้เหมาะสมกับคนนั้นที่เขาสามารถ ถือได้แต่พระรัตนตรัย หรือมีสามารถสองระดับคือให้ทานด้วย
หรือมีความสามารถสามระดับคือรักษาศีลด้วย  หรือมีความสามารถสี่ระดับคือภาวนาด้วย หรือมีความสามารถห้าระดับคือเป็นอาจารย์ด้วย 
แต่เดี่ยวนี้ใครเข้าวัดไปก็ตาม จับนั่งสมาธิ มันลัดขั้นตอน



หลวงปู่อธิบาย :
** ควรเรียกวัตถุิฉิบหาย ไม่ใช่วัตถุมงคง

**มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตนหรือกลุ่มบุคคล มากกว่ามุ่งการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา 
คือ มุ่งประโยชน์ไปกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มากกว่าที่จะมุ่งประโยชน์ในการเผยแผ่



เล่ม 7 หน้า 161

พระพุทธานุญาตมหาประเทศ ๔
[๙๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายเกิดความรังเกียจในพระบัญญัติบางสิ่งบางอย่างว่า สิ่งใดหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้
สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาต จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระมีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประทานสำหรับอ้าง ๔ ข้อ ดังต่อไปนี้.
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้น ไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.
เพราะมันไปเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ฉะนั้นพวกกราบพุทธรูป ไปเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร
พวกกราบพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปไว้สักการะบูชาไปเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร
ไปเข้ากับ อปฺปฏิโม  อปฺปฎิภาโค อปฺปฏิสโม อสมสโม  ทิปทานัง อคฺโคติ ไปเข้ากับอันนั้น


๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.

๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.
แม้ไม่ได้พูดไว้ว่าสมควรก็ตาม 
มันไปเข้ากับสิ่งที่ว่าไม่ควร 
ขัดกับสิ่งที่ควรสิ่งนั้นก็ไม่ควร


๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.
ดูแล้วก็คิดง่ายๆ อ่านดูพระไตรปิฎกหลายๆข้อ หลายๆหมวด ก็จะว่าพระองค์ห้ามไม่ให้ทำอะไร
แล้วเมื่อมาสมัยนี้ จะอ้างว่าสมัยพระพุธเจ้า มีกาล มีสมัย   เป็นไปไม่ได้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อกาลิโก ย่อมไม่มีกาล ไม่มีสมัย ไม่มีเวลา
ไอ้พวกอ้างสมัย อ้างไป พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเหลาะแหละ ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว
พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า เมื่อเราตายจะทำอย่างไรก็ทำ  ไม่ได้บอก

เราตายแล้ว พระธรรม พระวินัย เป็นศาสดาแทน และไม่ได้เอาพระที่ไหนเป็นศาสดาแทน

สมัยก่อนมีพระพำนักอยู่รวมกันเป็นพัน เป็นแสน เพราะไม่มีอุปนิสัยในการอบรมสั่งสอน
ไม่มีอุปนิสัยในการเป็นครู ไม่มีอุปนิสัยในการเป็นอาจารย์ ในการเป็นหัวหน้า ในการที่จะไปปกครองสถานที่ต่างๆ
จึงประสบแต่ความวิบัติสมัยนี้ เพราะออกไปปกครองกันโดยที่ไม่รู้เรื่อง
ศึกษาเล่าเรียนมาดีก็ตาม อ่านพระวินัยปิฎกมาจนจบทุกเล่มก็ตาม
แต่เวลาออกไปปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นครูอาจารย์ที่ไหนก็ตาม
ไปละเมิดวินัยแล้วบอกให้ชาวประชาบริจาค และให้เขาสามัคคีกัน ส่วนภิกษุ ไม่สามัคคีกับพระพุทธเจ้าจึงเป็นไม่ได้ที่จะเจริญ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 21 ธันวาคม , 2010 เวลา 01:45:44 AM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



เช้า 21 ธันวาคม 2553

ภิกษุ ๓ จำพวก
เล่ม 32 หน้า 118 เริ่มแต่วรรคที่ 2 – หน้า 120  (เล่มสีน้ำเงิน)

พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูกองไฟใหญ่โน้น
คือวันนั้นพระองค์เสด็จไปที่หนึ่ง แล้วก็มีต้นไม้ที่มันเป็นโพลง ต้นไทรใหญ่ แล้วมันก็จะมีรูเยอะๆ ระหว่างช่องรากของต้นไทร
แล้วมีไฟลุกอยู่ในนั้นอย่างแรง พวกชาวบ้านเขาพากันเอาฟาง เอาอะไรไปเก็บไว้ในนั้น แล้วไฟมันลุกขึ้น ไม่รู้ใครไปเผา
ท่านไปเห็นพอดี ท่านก็คิดไปตามถนนนั่นแระ ว่าจะหาอะไรเป็นเครื่องเตือนใจพระ ก็เลยตรัสขันโธปมสูตรขึ้น เริ่มต้นด้วย
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูกองไฟใหญ่โน้น  แล้วทรงแสดงอัคคิขันโธปมสูตร.
ก็เมื่อตรัสไวยากรณ์นี้อยู่
คือ ตรัสเรื่อง ภิกษุเมื่อจะกินอาหารของชาวบ้านโดยที่ตนเองยังทำผิดอยู่
ก็ให้กินก้อนเหล็กเผาไฟแดงๆ ลงไปในท้อง ให้มันไหม้ปาก ไหม้ลำคอ ไหม้ลำไส้ ไหม้ไส้น้อย
ไหม้ไส้ใหญ่ ทะลุทวารหนัก ให้ทุกข์ปางตาย หรือตาย ดีกว่ากินข้าวชาวบ้าน  เพราะตนเองทำผิดอยู่ 
ถ้าหากตนเองไม่ผิดก็กินได้
ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของชาวบ้าน ใช้จีวรก็ตามน่าจะเอาเหล็กเผาไฟแดงๆเอามานาบตัวดีกว่าห่ม
นั่งโต๊ะ นั่งเก้าอี้ นั่งอาสนะที่ชาวบ้านเขาจัดมาถวาย หรือเขาหามาถวาย ก็ควรจะเอาเหล็กแดงๆ เผาไฟแล้วเอามานั่ง 
ที่นี้เมื่อท่านตรัสอย่างนั้นไปเรื่อยๆ
ภิกษุประมาณ ๖๐  รูปรากเลือด.  ราก(อ้วก) เป็นเลือดออกมาจากท้อง
ภิกษุประมาณ ๖๐ ลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์.
ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปมีจิตไม่ยึดมั่นก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย.
เทศน์วันเดียว สึกและเปลี่ยนไปเป็นผู้ถือน้อยลง 120  ได้เป็นอรหัต 60
ก็เพราะได้ฟังไวยากรณ์นั้น นามกายของภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ก็กลัดกลุ้ม
เมื่อนามกายกลัดกลุ้ม กรัชกายก็รุ่มร้อน เมื่อกรัชกายรุ่มร้อน โลหิตอุ่นที่คั่งก็พุ่งออกจากปาก.
นามกาย (นาม-มะ-กาย) คือ ความคิด ความอ่าน หรือร่างกายภายใน เรียกว่านามกาย หรือกายทิพย์
กรัชกาย (กะ-รัด-ชะ-กาย) คือ กายหยาบ กายเนื้อ

ภิกษุ (อีก) ประมาณ ๖๐ รูป คิดว่าการประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิต
ในพระพุทธศาสนา ทำได้ยากหนอ แล้วพากันลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์


ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป ส่งญาณมุ่งตรงต่อเทศนาของพระศาสดา
ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.
ส่งญาณมุ่งตรงต่อเทศนาของพระศาสดา  คือ พระศาสดาตรัสอะไรก็ระลึกไปตาม ระลึกไปตาม
เห็นโทษ เห็นภัยในนั้นเกิดสลดสังเวชขึ้นก็บรรลุพระอรหัตขึ้นพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

บรรดาภิกษุเหล่านั้นภิกษุเหล่าใด รากเลือด ภิกษุเหล่านั้นต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุเหล่าใดสึกเป็นคฤหัสถ์ ภิกษุเหล่านั้นพากันย่ำยีสิกขาบทเล็กน้อย.
สิกขาบทเล็กน้อย คือ ทุกภาษิต ทุกกฎ อะไรพวกนี้
ภิกษุเหล่าใดบรรลุพระอรหัต ภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้มีศีล บริสุทธิ์แล.
พระธรรมเทศนาของพระศาสดา เกิดมีผลแม้แก่ภิกษุ ๓ จำพวกดังกล่าวนี้.
ถามว่า พระธรรมเทศนาเกิดมีผลแก่ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตยกไว้ก่อน อย่างไรจึงเกิดผลแก่ภิกษุนอกนี้. ?
คือ บรรดาที่สึกไป และอวกเลือดนั้น 
ก็ว่า ก็ภิกษุแม้เหล่านั้น ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้ เป็นผู้ประมาท ไม่พึงอาจละฐานะได้
แต่นั้นบาปของภิกษุเหล่านั้น กำเริบขึ้น จะพึงทำเธอให้จมลงในอบายถ่ายเดียว
แต่ฟังเทศนากัณฑ์นี้แล้ว เกิดความสังเวช ละฐานะ.  ตั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณร บำเพ็ญศีล ๑๐
ประกอบขวนขวายในโยนิโสมนสิการ ในธรรมต่างๆ
บางพวกเป็นพระโสดาบัน  บางพวกเป็นพระสกทาคามี บางพวกเป็นอนาคามี
ยกเว้นเป็นอรหัต   ก็ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว   บางพวกบังเกิดในเทวโลก.
พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกด้วยอาการอย่างนี้.
ฝ่ายภิกษุนอกนี้ ถ้าไม่พึงได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้ เมื่อกาลล่วงไป ๆ
ก็จะพึงต้องอาบัติสังฆาฑิเสสบ้าง ปาราชิกบ้าง เพราะการละเมิดมันต้องละเมิดขึ้นไปเรื่อยๆ
ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว คิดว่า พระพุทธศาสนา ช่างขัดเกลาจริงหนอ
พวกเราไม่สามารถจะบำเพ็ญข้อปฏิบัตินี้ตลอดชีวิตได้ จำเราจักลาสิกขา
บำเพ็ญอุบาสกธรรมจักพ้นจากทุกข์ได้ ดังนี้แล้ว จึงพากันสึกไปเป็นคฤหัสถ์.
ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในสรณะ ๓ รักษาศีล ๕ บำเพ็ญอุบาสกธรรม 
อุบาสกธรรม  คือ คนวัดที่ถือศีล 8 บ้าง
บางพวกเป็นพระโสดาบัน บางพวกเป็นสกทาคามี บางพวกเป็นอนาคามี  บางพวกบังเกิดในเทวโลกแล.
พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุเหล่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้.

อนึ่งหมู่เทพได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว ได้เที่ยวไปบอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ได้ฟังทุกรูปทีเดียว.
ภิกษุทั้งหลายฟังแล้วคิดว่า ท่านผู้เจริญ การประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ตลอดชีวิต
ในพระพุทธศาสนาทำได้ยาก. ภิกษุ ๑๐ รูปบ้าง ๒๐ รูปบ้าง ๖๐ รูปบ้าง ๑๐๐ รูปบ้าง
บอกลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์ไปทันที.


หมายเหตุ :
     อักษรสีน้ำเงิน  คือ คัดลอกจากหนังสือพระไตรปิฎก
     อักษรสีแดง     คือ คำที่หลวงปู่อธิบาย
 
บันทึกการเข้า
บุญลักษณ์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 235



 /\ ยินดีในบุญค่ะ.คุณโอ๋
            นำมาให้อ่านกัน...ดีมากสำหรับผู้ไม่ได้ดูถ่ายทอดช่วงจังหันเช้าค่ะ.
บันทึกการเข้า
ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋)
โทร. 088 919 1791
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 896

Email : workshop773@hotmail.com



บุญกุศลใดที่เกิดจากการนำคำสอนอันเนื่องมาจากพระพุทธองค์
ออกเปิดเผยในกระทู้นี้ และเว็บไซต์นี้
ขอบุญกุศลนี้ ให้ญาติ ให้เทพผู้รักษา ให้นายเวร ให้เชื้อโรค
ของแม่ข้า พ่อข้า ตัวข้า ญาติข้า เพื่อนข้า....ฯ


ขอบุญกุศลนี้จงเป็นของผู้เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
ของผู้ที่เข้ามาอ่าน   ของผู้ที่ยินดีในบุญ 
ของเหล่าชาวทิพย์ที่ดูแลปกป้องพระพุทธศาสนา
ของชาวทิพย์ที่สถิตย์ดูแลรักษาเว็บไซต์
และของชาวทิพย์ใดๆ ที่ปรารถนาต้องการบุญนี้
ก็ให้ได้บุญนี้ไปทุกท่าน


บุญเกิดขึ้นใหม่เมื่อใดนับจากนี้ ก็จงเป็นของผู้ต้องการตลอดไป



ขออานิสงส์ของบุญกุศลนี้
     -  ส่งข้าจนถึงซึ่งนิพพาน
     -  ให้เหล่ามารเมื่อเข้าใกล้ข้า เข้าใกล้เว็บไซต์ เข้าใกล้วัดสามแยก จงอย่าได้มีอานุภาพ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 24 ธันวาคม , 2010 เวลา 01:27:39 AM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: