หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: คำถาม - คำตอบ จากการแจกเอกสารหยุด! ทำร้ายพระพุทธศาสนา  (อ่าน 18364 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม  พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ไม่ใช่เหรอ ?

ตอบ  จริงอยู่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เช่นนั้นจริง
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 13 หน้า 321 ว่า

“ดูก่อนอานนท์  ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้าง
จงถอนเถิด  โดยล่วงไปแห่งเรา”


แต่เรื่องการถอดถอนสิกขาบทเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่ว่าพระองค์ใดคิดจะถอดถอนสิกขาบทไหนก็ทำกันได้
ตามความชอบใจ พระพุทธเจ้าท่านยกให้คณะสงฆ์เป็นใหญ่ อย่างประเทศไทยนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ก็ต้องประกาศและประชุมกันให้ทั่วถึงว่าจะมีการถอดถอนสิกขาบทข้อนั้นข้อนี้ ถ้าสงฆ์ทั้งหมดในนิกายเถรวาทเห็นพ้อง
ต้องกันก็สามารถถอดถอนได้ แต่ว่าเรื่องการถอดถอนสิกขาบทนี้พระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญาทั้ง 500 รูปได้ประชุมปรึกษากัน
ตั้งแต่การทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่หนึ่งแล้ว และเรื่องสิกขาบทเล็กน้อยนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนจากพระโอษฐ์
ของพระพุทธเจ้าว่าสิกขาบทใดที่นับว่าเป็นสิกขาบทเล็กน้อย เพราะพระอานนท์ก็ลืมถามพระพุทธเจ้าเพิ่มเติมในข้อนี้
คณะสงฆ์ที่เป็นตัวแทนในการทำสังคายนาในครั้งนั้นได้ยกเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมและมีมติเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ควรถอดถอน
สิกขาบทเล็กน้อยใดๆ ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว 
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 9 หน้า 516 - 518 ว่า
 
เรื่องไม่บัญญัติและไม่ถอนพระบัญญัติ
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่าดังนี้
ท่านทั้งหลายขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์มีอยู่ 
แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร  สิ่งนี้ไม่ควร
ถ้าพวกเราจักถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสีย  จักมีผู้กล่าวว่า  พระสมณะโคดมบัญญัติสิกขาบท
แก่สาวกทั้งหลายเป็นกาลชั่วคราว   พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ยังดำรงอยู่ตราบใด 
สาวกเหล่านี้ยังศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบนั้น  เพราะเหตุที่พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ปรินิพพานแล้ว   
พระสมณะเหล่านี้จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้    ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆถึงที่แล้ว 
สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ  ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว  พึงสมาทานประพฤติ
ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว  นี้เป็นญัตติ.


นอกจากนี้คณะสงฆ์ที่ร่วมกันทำสังคายนาพระธรรมวินัยในครั้งแรกนั้นถือเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
และเป็นนิกายที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าสามารถรักษาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไว้ตรงตามบทบัญญัติดั้งเดิม
ได้บริบูรณ์ที่สุด ซึ่งพวกเราชาวพุทธควรภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และคณะสงฆ์ไทยทั่วประเทศก็ได้ยึดถือแนวทางของเถรวาท
นี่แหละเป็นแบบแผนในการนับถือพระพุทธศาสนาสืบมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ในการทำสังคายนาครั้งต่อมาอีกหลายครั้ง
ทั้งที่ทำในประเทศอินเดีย ศรีลังกา ไทย หรือพม่าก็ตาม ไม่มีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมของการทำสังคายนาอีกเลย
เพราะคณะสงฆ์ผู้ทรงความรู้ความสามารถในการทำสังคายนาครั้งต่อๆ มาเคารพและยึดถือว่าคณะสงฆ์ที่ทำสังคายนาครั้งแรก
ได้จัดทำเอาไว้ถูกต้องตามธรรมดีแล้ว ดังนั้น ภิกษุคณะใดๆ ก็ตามถ้าจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาทำใหม่ก็จะต้องอาบัติหมวดปาจิตตีย์
ข้อที่ 63 จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 4 หน้า 690 ว่า
 
อนึ่ง  ภิกษุใด  รู้อยู่  ฟื้นอธิกรณ์ (ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นและจะต้องจัดการให้เรียบร้อย)
ที่ทำเสร็จแล้วตามธรรม  เพื่อทำอีก  เป็นปาจิตตีย์.


 หรือหากจะพิจารณาแบบง่ายๆ ถ้าบอกว่าเรื่อง การรับเงินรับทองเป็นอาบัติเล็กน้อย  ให้ถอนได้
ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าการรับเงินรับทองของพระนั้นต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์  ซึ่งมีโทษมากกว่าอาบัติปาจิตตีย์ 
หากถอนเรื่องนี้ได้  ต่อไปเราคงได้เห็นการถอดถอนสิกขาบทข้อห้ามไม่ให้พระกินข้าวเย็น ไม่ให้พระกินเหล้า
ไม่ให้พระฆ่าสัตว์ ไม่ให้พระพูดโกหกได้เหมือนกัน เพราะเป็นการละเมิดแค่อาบัติปาจิตตีย์  ซึ่งเป็นอาบัติที่มีโทษน้อยกว่า
นิสสัคคิยปาจิตตีย์เสียอีก

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ประโยคยอดฮิต "พระพุทธเจ้าให้อนุโลม"
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1767.0

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม  แล้วพระจะอยู่อย่างไร  ค่าน้ำค่าไฟล่ะ ?

ตอบ  เรื่องนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนวัด  ทายก หรือ ไวยาวัจกร ต้องเป็นผู้จัดการให้
เพราะถ้าให้พระไปจัดการเอง พระก็เป็นอาบัติอีก พระต้องทำผิดทั้งข้อห้ามรับเงินรับทอง
ผิดทั้งข้อห้ามทำการซื้อการขาย เมื่อเอาเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ก็คือ การซื้อน้ำ
ซื้อไฟ หรือซื้อบริการโทรศัพท์
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 3 หน้า 959 ว่า 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้
อนึ่ง ภิกษุใด ถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะ (เงินตรา) มีประการต่างๆ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

บิดาบวชเป็นพระ  โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายพระเดือนละพันบาท บาปมั้ยคะ
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1772.msg15316#msg15316

การบริจาคเงินใส่ตู้ในวัด
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=626.msg7441#msg7441
บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม  พระต้องเดินทางไปเรียนบาลีอีกวัดหนึ่งจะทำอย่างไร ?

ตอบ ถ้าท่านจะเดินทางไปศึกษาด้วยเจตนาที่จะทรงไว้ซึ่งภาษาอันเป็นต้นแบบของพระพุทธศาสนา
และการเดินทางเป็นไปด้วยความลำบาก ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนวัด หรืออุบาสก อุบาสิกา ที่จะช่วยกันคิดอ่าน
ให้ท่านได้เดินทางไปศึกษาบาลีด้วยความสะดวกโดยไม่ผิดพระธรรมวินัย หรือสิ่งที่ท่านจะเดินทางไปศึกษานั้น
เป็นการศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ก็เป็นเรื่องที่อุบาสก อุบาสิกาต้องส่งเสริมสนับสนุน  
เพราะพระพุทธศาสนาจะดำรงรุ่งเรืองอยู่ในโลกได้ก็ต้องประกอบด้วยนักบวชและฆราวาสช่วยส่งเสริมและสนับสนุน
ซึ่งกันและกันตามระเบียบวิธีการที่พระพุทธเจ้าได้ชี้แนะเอาไว้แล้วในพระไตรปิฎก แต่ทั้งนี้ สิ่งแรกที่บรรดานักบวช
ต้องเรียนรู้อย่างเร่งด่วนก็คือเรื่องศีล  คือถ้าเป็นสามเณรต้องศึกษาศีล 10 และมารยาทต่างๆ ของการเป็นนักบวช  
ถ้าเป็นพระต้องศึกษาศีล 227 ข้อเป็นเบื้องต้น นี่คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ก่อน เมื่อเรียนรู้และเข้าใจแล้วว่าศีลที่ตนเองจะต้องรักษานั้น
มีอะไรและต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง พระเณรท่านก็จะเข้าใจเองว่า การเดินทางเพื่อไปศึกษาที่สำนักอื่นนั้น จะต้องมีวิธีปฏิบัติ
ในการเดินทางอย่างไรให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


ถามเรื่องการบวชพระครับ
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=357.msg4370#msg4370

มีข้อสงสัยว่าถ้าบวชเป็นพระแล้วยังจะสามารถไปเรียนที่มหาลัยทางโลกได้หรือไม่ครับ
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=251.0

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม  พระป่วยต้องไปหาหมอ จะเอาค่ารักษาที่ไหน ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลอีก
พ่อแม่ป่วยก็ต้องเดินทางไปเยี่ยมอีกจะให้ทำอย่างไร ?

ตอบ   เราต้องทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นนักบวชกับฆราวาสอย่างพวกเราก่อน
นักบวชผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงต้องบวชโดยความเต็มใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับกดขี่
หรือล่อลวงให้ผู้ใดเข้ามาบวชในศาสนาของท่านด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ผู้จะบวชต้องสำรวจความพร้อมของตนเอง
ทั้งด้านร่างกายและจิตใจว่ามีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะดำรงตนให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้
วางเป็นแบบแผนไว้ให้ ผู้จะบวชต้องดำรงตนให้สมกับคำกล่าวที่พวกเราต้องได้สวดหรือได้ยินกันมาเป็นอย่างดีว่า
“สุปฏิปันโน  อุชุปฏิปันโน  ญายปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย
อัญชลีกรณีโย อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ” แปลว่า  ภิกษุสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดี 
ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้  เป็นผู้ควรแก่การบูชา เป็นผู้ควรแก่สิ่งของทำบุญ
และเป็นเนื้อนาบุญที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก”
นี่คือคำจำกัดความแต่พอสังเขปของสถานะภาพภิกษุสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
และพระพุทธเจ้ายังตรัสอีกว่า “ภิกษุสงฆ์สาวกของเราจะต้องไม่ละเมิดศีลที่เราบัญญัติไว้แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต”
ดังนั้น เรื่องความกังวล ความห่วงหาอาลัยทั้งหลายพระภิกษุสงฆ์ต้องไม่มี หรือแม้จะมีอยู่บ้างก็จะต้องเป็นผู้มีความอดทน
อดกลั้น เพราะตนเองได้สมัครใจประกาศตนเพื่อดำเนินไปในทางของผู้สงบระงับจากกิเลสตัณหาทั้งหลายแล้ว จะมาทำตน
เหยาะแหยะ  งอแงเหมือนพวกเราฆราวาสไม่ได้หรอก ถ้าพระภิกษุทำตัวเหมือนๆ เรา แล้วมันจะมีความแตกต่างกันตรงไหน
จะมีความน่าเคารพกราบไหว้บูชากันที่ตรงไหน แต่เมื่อกล่าวถึงความเจ็บป่วยแล้วก็มีกันทุกคน ไม่ว่าจะนักบวชหรือฆราวาส
พระพุทธเจ้าท่านก็วางแนวทางไว้ให้แล้วเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของพระภิกษุเมื่อถึงคราวเจ็บป่วย พวกเราไม่ต้องเป็นห่วงท่าน
ในเรื่องนี้หรอก ถ้าท่านบวชเข้าไปด้วยความตั้งใจดีแล้วศึกษาพระธรรมวินัยให้ละเอียดทั่วถึง ท่านจะรู้ถึงวิธีปฏิบัติตนในเรื่องต่างๆ
ของท่านเอง อีกอย่างหนึ่งชาวบ้านชาวเมืองเมื่อเขารู้ว่าท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีต่อพระธรรมวินัย เชื่อเถอะว่าเมื่อถึงคราวเจ็บป่วยจริงๆ
เขาก็จะช่วยกันอุปัฏฐากดูแลท่าน  จะไปไหนมาไหนก็จะมีผู้อำนวยความสะดวกให้สมกับคำว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว”
แน่นอนครับ หรือจะพิจารณาเปรียบเทียบง่ายๆ กับทหารหน่วยนาวิกโยธินก็ได้ หน่วยนาวิกโยธินไม่ได้บังคับ
กดขี่ให้ทหารเหล่าใดมาฝึกหลักสูตรของหน่วยฯ แต่ทหารเหล่าต่างๆ ที่จะมารับการฝึกหลักสูตรหน่วยฯ ล้วนเป็นผู้ที่มาด้วยความ
สมัครใจและตรวจสอบตนเองทั้งร่างกายและจิตใจแล้วว่ามีความพร้อมที่จะรับการฝึกของหน่วยฯ ได้ ถ้าหากมีทหารบางนายคิดอยาก
จะได้ชื่อว่าจบหลักสูตรของหน่วยนาวิกโยธินเช่นกัน แต่เห็นระเบียบหลักสูตรแล้วเข้มข้นเหลือเกิน จึงขอให้ลดความเข้มข้น
ของหลักสูตรลงมาหน่อย ข้อนั้นก็ไม่เอา ข้อนี้ก็ไม่เอา ถ้าเป็นอย่างนี้พวกเราคิดว่ามันสมควรอยู่หรือ คนที่ไม่สามารถจะปฏิบัติ
ตามหลักสูตรได้ก็ต้องถอยออกมา ให้เหลือไว้แต่ผู้มีความสามารถเพื่อให้ทหารหน่วยนาวิกโยธินเป็นทหารผู้เก่งกาจมีขีดความ
สามารถสูง เป็นที่ภาคภูมิใจเพื่อการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติไทย พระภิกษุผู้เคี่ยวเข็ญบำเพ็ญตนให้หลุดพ้นจากกิเลส
ตัณหาตามหลักสูตรของพระธรรมวินัย ก็ไม่แตกต่างกันหรอกครับ เพียงแต่อันหนึ่งเป็นเรื่องของทางโลก อีกอันหนึ่งเป็นเรื่องทางธรรม

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ศีล 227..
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=761.msg8534#msg8534

การให้เงินพระที่ป่วย
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=686.0

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์


ถาม  ถ้าทำอย่างที่ว่ามา พระก็สึกกันหมดประเทศแล้วซิ ?

ตอบ ถ้าทำถูกต้องอย่างที่ว่ามาพระจริงไม่สึกแน่นอนครับ ที่สึกก็คือพระไม่จริง สมมติว่าประเทศไทยมีแต่โจรผู้ร้าย
มีแต่การปล้นสะดมในทุกๆ ที่พวกเราคงไม่อยากอาศัยอยู่ในประเทศไทยแน่ ต้องแสวงหาประเทศใหม่ที่สงบสุขอยู่กัน
คณะสงฆ์ไทยก็เหมือนกัน ถ้าไปวัดไหนๆ ก็มีแต่พระละเมิดศีลคอยปล้นบุญชาวบ้านอยู่ร่ำไป มีแต่พระที่ปฏิบัติผิดไป
จากหลักพระธรรมวินัย การสึกทั้งหมดประเทศจะเป็นการดีแน่นอนครับ เพราะหนึ่งตัวพระเองก็เกิดผลดีคือจะไม่ได้ทำบาปมากขึ้นๆ
และสอง โยมที่ให้การสนับสนุนเรื่องข้าวปลาอาหารก็จะไม่มีบาปเพิ่มขึ้น ส่วนข้อที่สามคือ พระธรรมวินัยอันประเสริฐสูงสุด
ของพระพุทธเจ้าจะไม่เศร้าหมองเพราะมีพระละเมิดศีลเหยียบย่ำทำลายอยู่ทุกๆ วัน อีกทั้งประเทศชาติก็จะเจริญขึ้น
เพราะไม่ต้องทนแบกคนบาปให้เดินหนักแผ่นดินอยู่ทุกวันๆ พวกเราก็จะได้ทำบุญแล้วได้บุญจริงๆ เมื่อไม่มีพระละเมิดศีล
มาคอยรับการบริจาคจากเรา เราก็จะได้มุ่งทำบุญกับพ่อแม่ ญาติ เพื่อนเป็นต้น เมื่อเราทำบุญกับบุคคลเหล่านี้ได้บุญแน่นอน
ไม่ต้องหลงทำบุญกับพระละเมิดศีลแล้วได้บาปอีกต่อไป แต่ความจริงแล้วพระในประเทศไทย องค์ที่ท่านบวชด้วยความตั้งใจ
จริงที่จะศึกษาและรักษาพระธรรมวินัยก็ยังมีอยู่ ถึงแม้จะไม่มากนักก็ตาม แต่เมื่อพวกเราเหล่าฆราวาสช่วยกันศึกษาและ
ปฏิบัติให้ถูกต้อง พระที่ไม่ดีก็จะอยู่ในศาสนาไม่ได้  อันนี้ก็เป็นธรรมดาเพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนเรื่องนี้เอาไว้แล้ว
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัยเล่ม 37 หน้า 328 ว่า

เธอทั้งหลายทราบบุคคลนั้นว่าเป็นอย่างไรแล้วจงพร้อมใจกันทั้งหมดขับบุคคลนั้นเสีย   
จงกำจัดบุคคลที่เป็นดังหยากเยื่อ จงถอนบุคคลที่เสียในออกเสีย  แต่นั้นจงนำคนแกลบ ผู้มิใช่สมณะ
แต่ยังนับว่าเป็นสมณะออกเสีย  เธอทั้งหลาย เมื่อต้องการอยู่ร่วมกับคนดีและคนไม่ดี 
ครั้นกำจัดคนที่มีความปรารถนาลามก มีอาจาระ (มารยาทที่ไม่ควร) และโคจร (ไปสถานที่ที่ไม่ควร) ลามกออกแล้ว 
จงเป็นผู้มีสติ  แต่นั้น เธอทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เป็นผู้มีปัญญารักษาตน จักกระทำที่สุดทุกข์ได้.


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

อายุนรก...สำหรับพระที่ผิดศีล
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=179.msg2407;topicseen#msg2407

ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
http://www.samyaek.com/board2/index.php?board=14.0

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม จะให้ทำอย่างไร  ถ้าอยากสร้างวัดสร้างศาลา ?

ตอบ  ถ้าเราอยากจะสร้างวัด สร้างศาลาหรือสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เพื่อความสะดวกของพระและโยมที่เดินทางไปศึกษา
หรือทำบุญที่วัด ก็สามารถทำได้ แต่อย่าเอาภาระนี้ไปให้พระ อย่านำเงินไปทิ้งไว้ให้พระจัดการเรื่องก่อสร้างเอง
ภาระในการก่อสร้างทั้งหมด ฝ่ายโยมผู้มีความประสงค์จะสร้างต้องเตรียมการเองทั้งหมด พระเป็นได้แค่ผู้ให้คำปรึกษา
แนะนำเท่านั้น แต่ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นการทำผิดต่อพระวินัยเรื่องการก่อสร้างทั้งนั้น ผิดทั้งพระทั้งโยม  เพราะทั้งผ้าป่า,
กฐิน ก็มีแต่แจ้งเรื่องเพื่อหาเงินไปสร้างโน่นสร้างนี่ แล้วก็เอาเงินถวายให้พระจัดการ พระก็ไม่สนใจเรื่องพระธรรมวินัย รับทำหน้าที่
เป็นทั้งวิศวกร โฟร์แมน นักบัญชี คนงานก่อสร้าง บ่อยครั้งที่พระมีสถานะเป็นลูกหนี้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตำแหน่ง เนื่องจากเงินที่ได้รับมา
ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ก็ต้องเจรจากับเจ้าของร้านวัสดุก่อสร้างขอติดหนี้เขาไว้ก่อน เอาไว้ถึงฤดูผ้าป่า กฐินในปีหน้าจะพยายาม
ขวนขวายหาเงินมาใช้หนี้ให้ได้ ส่วนวิธีการที่ถูกต้องพระพุทธเจ้าก็บอกไว้แล้ว 
อ้างอิงพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 3 หน้า 863 - 864  ว่า

“ถ้าใครๆ นำเอาทองและเงินมากล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายทองและเงินนี้แก่สงฆ์, ท่านทั้งหลายจงสร้างอาราม วิหาร เจดีย์
หรือหอฉันเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม,จะรับทองและเงินแม้นี้ ไม่ควร. ในมหาปัจจรีท่านกล่าวไว้ด้วยว่าเป็น(อาบัติ)ทุกกฎ
แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งผู้รับเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น. ก็ถ้าเมื่อภิกษุปฎิเสธว่า ภิกษุทั้งหลายจะรับทองและเงินนี้ ไม่สมควร.
เขากล่าวว่า ทองและเงินจักอยู่ในมือของพวกช่างไม้ หรือพวกกรรมกร,ท่านทั้งหลายจงรับทราบการงานที่เขาทำดีและไม่ดี
อย่างเดียวดังนี้แล้ว มอบไว้ในมือพวกช่างไม้  หรือพวกกรรมกรเหล่านั้นจึงหลีกไป”



( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

วิธีปฏิบัติในเรื่องเงินและทองที่มีผู้ถวาย   เล่ม  3   หน้า  863 – 865 , 869
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=179.msg2443#msg2443

การสร้างที่พักสงฆ์
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1616.0

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม  ที่ทำอยู่นี้ทำเพื่ออะไร ?

ตอบ  เพื่อเปิดเผยคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง ให้ผู้ที่เรียกตัวเองว่าชาวพุทธหันกลับมาศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัย  
ทำบุญให้ได้บุญ ไม่ใช่ทำบุญแล้วได้บาป เพราะพวกเรามักทำตามๆ กัน ทำตามประเพณีโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบถึงผล
ที่จะได้รับจากการกระทำของเราเอง เพราะเราไม่ได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าเลยว่า ท่านสั่งสอนเอาไว้อย่างไร
พวกเราประกาศตนว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่กลับปฏิเสธคำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเราเชื่อถือแต่คำพูดของพระ
หรือคนที่มีโวหารน่าเชื่อถือ ทั้งที่พระหรือคนเหล่านั้นพูดสั่งสอนพวกเราขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสิ้นเชิง  
อ้างอิงจากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 10 หน้า   465  ว่า

สิ่งที่เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรืองมี  ๓  คือ  
ดวงจันทร์เปิดเผย  ไม่กำบังจึงรุ่งเรือง  ๑    
ดวงอาทิตย์เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง  ๑    
ธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้าประกาศแล้วเปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑


ดังนั้น เราต้องช่วยกันเปิดเผยพระธรรมวินัยให้ชาวพุทธได้รับทราบตามความเป็นจริงและปฏิบัติตามให้ถูกต้อง
เพื่อศาสนาจะได้เจริญรุ่งเรือง เพราะเหตุแห่งความเสื่อมอย่างหนึ่ง คือการที่พุทธบริษัท 4 ไม่มีความเคารพยำเกรง
ในสิกขาซึ่งแปลว่าการศึกษา จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย  เล่ม 36 หน้า 446 ว่า

ดูก่อนกิมพิละ  เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว  พวกภิกษุ  ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ไม่มีความเคารพ
ไม่มีความยำเกรงในศาสดา เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในธรรม เป็นผู้ไม่มีความเคารพไม่มีความยำเกรงในสงฆ์  
เป็นผู้ไม่มีความเคารพ  ไม่มีความยำเกรงในสิกขา  เป็นผู้ไม่มีความเคารพ  ไม่มีความยำเกรงกันและกัน  
ดูก่อนกิมพิละนี้   แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้พระสัทธรรมไม่ดำรงอยู่นาน  ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ช่วยกันประกาศพระธรรมของพระพุทธเจ้า
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1802.0

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ซีรี่ส์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 189



ทำไมไม่เปิดเผยหน้าพระที่ทำผิดคะ    ทุกคนเห็นจะได้รู้ว่าเป็นพระทุศีล  จะได้ไม่ทำบุญด้วย  และจะไม่เกิดบาปกับผู้ทำ    หรือเป็นเพราะกลัวมีเรื่องใช่ไหม๊คะ   คุณหมอ 



อ้างจาก: author=ติ๊ก link=topic=3370.msg19844#msg19844 date=1276038318


บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2746




กระทู้นี้ หมอไม่ได้ทำหรอก หมอแค่เอาข้อความมาลงตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เว็บ

ส่วนเรื่องตรวจเนื้อหาและภาพทั้งหมด  ครูบาหม่าวเป็นคนจัดการทั้งหมด

ทำไมถึงพรางหน้าพระผู้ที่ทำความผิด ?

ก็คิดว่า ยังไม่อยากจะเปิดเผยตัวตนของท่านให้ชัดเจนเกินไป

เพราะท่านอาจจะทำความผิดเพราะไม่ทราบข้อมูลที่ถูกต้องก็เป็นได้

เมื่อท่านได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว อาจจะคิดใหม่ ทำใหม่ ประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักของพระธรรมวินัย

เป็นพระที่ดีในพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญของฆราวาสที่ไปทำบุญกับท่าน เพราะแม้ผู้ที่ทำความผิดอยู่ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำถูกอีกไม่ได้


ส่วนเรื่องการทำความผิดของพระนั้น จากภาพก็เป็นตัวอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า พระที่มีความประพฤติแบบนี้

เป็นพระที่ไม่ควรเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าพระนั้นจะเป็นใคร บวชนานหรือบวชใหม่ก็ตาม



อีกอย่างหนึ่ง ไม่ทราบว่า แบบนี้เขาเรียกว่า จรรยาบรรณหรือเปล่า ?

เพราะภาพนี้ มีอยู่อีกในกระทู้หนึ่ง และไม่ได้ทำหน้าของพระให้เบลออย่างนี้ เมื่อมีคนจากเว็บอื่นๆ

นำภาพไปประกอบกระทู้ ก็เห็นเขาเลือกเอาภาพนี้นะ ไปลงเป็นภาพประกอบบทความของเขา

บันทึกการเข้า
ซีรี่ส์
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 189



ครูบาหม่าว.......กระทู้นี้ หมอไม่ได้ทำหรอก หมอแค่เอาข้อความมาลงตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เว็บ

ส่วนเรื่องตรวจเนื้อหาและภาพทั้งหมด  ครูบาหม่าวเป็นคนจัดการทั้งหมด

ทำไมถึงพรางหน้าพระผู้ที่ทำความผิด ?

ก็คิดว่า ยังไม่อยากจะเปิดเผยตัวตนของท่านให้ชัดเจนเกินไป

เพราะท่านอาจจะทำความผิดเพราะไม่ทราบข้อมูลที่ถูกต้องก็เป็นได้

เมื่อท่านได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว อาจจะคิดใหม่ ทำใหม่ ประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักของพระธรรมวินัย

เป็นพระที่ดีในพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญของฆราวาสที่ไปทำบุญกับท่าน เพราะแม้ผู้ที่ทำความผิดอยู่ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำถูกอีกไม่ได้

                   
                      เห็นด้วยเป็นอย่างมากเจ้าค่ะ



ครูบาหม่าว......ส่วนเรื่องการทำความผิดของพระนั้น จากภาพก็เป็นตัวอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า พระที่มีความประพฤติแบบนี้

เป็นพระที่ไม่ควรเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าพระนั้นจะเป็นใคร บวชนานหรือบวชใหม่ก็ตาม


ลูกศิษย์..........แต่หลังจากนั้นและในขณะนั้นอาจไม่ได้ทำความผิดที่เกี่ยวข้องว่าเป็นเรื่องทุศีล    คนไม่รู้ก็อาจทำบุญด้วย   แต่ถ้าเคยเห็นหน้าแล้ว   จะได้รู้เลยว่าพระรูปนี้ทุศีล
 
(แต่ถ้าเห็นผิดตรงๆคนเรียนรู้แล้วไม่มีใครทำหรอกเจ้าค่ะ    โยมคนหนึ่งล่ะที่ทำบุญเฉพาะกับวัดสามแยกที่เดียว   เพราะเราไม่สามารถหยั่งลึกได้ว่า   พระที่อื่นทำตัวถูกต้องตลอดเวลาหรือไม่   เลี่ยงเลยดีกว่า   เราไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงบาปว่าใช่พระถูกต้องหรือไม่ใช่   อย่างน้อยก็มีวัดสามแยกและพระทำถูกต้องให้เราทำบุญอีกที่1   แต่ถ้าที่อื่นโยมยอมรับว่าไม่ไว้ใจจริงๆ )


                                แต่เหตุผลที่ครูบาหม่าวกล่าวอ้างข้างต้นโยมเข้าใจ   คนเราไม่ใช่จะชั่วตลอดบางครั้งเราต้องให้โอกาศ   เพราะซักวันท่านได้เรียนรู้ก็อาจเปลื่อนแปลงได้
                                                        กราบขอบพระคุณครูบาเจ้าค่ะ

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: