
ถาม พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ไม่ใช่เหรอ ?
ตอบ จริงอยู่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เช่นนั้นจริง
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 13 หน้า 321 ว่า
ดูก่อนอานนท์ ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้าง
จงถอนเถิด โดยล่วงไปแห่งเราแต่เรื่องการถอดถอนสิกขาบทเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่ว่าพระองค์ใดคิดจะถอดถอนสิกขาบทไหนก็ทำกันได้
ตามความชอบใจ พระพุทธเจ้าท่านยกให้คณะสงฆ์เป็นใหญ่ อย่างประเทศไทยนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ก็ต้องประกาศและประชุมกันให้ทั่วถึงว่าจะมีการถอดถอนสิกขาบทข้อนั้นข้อนี้ ถ้าสงฆ์ทั้งหมดในนิกายเถรวาทเห็นพ้อง
ต้องกันก็สามารถถอดถอนได้ แต่ว่าเรื่องการถอดถอนสิกขาบทนี้พระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญาทั้ง 500 รูปได้ประชุมปรึกษากัน
ตั้งแต่การทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่หนึ่งแล้ว และเรื่องสิกขาบทเล็กน้อยนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนจากพระโอษฐ์
ของพระพุทธเจ้าว่าสิกขาบทใดที่นับว่าเป็นสิกขาบทเล็กน้อย เพราะพระอานนท์ก็ลืมถามพระพุทธเจ้าเพิ่มเติมในข้อนี้
คณะสงฆ์ที่เป็นตัวแทนในการทำสังคายนาในครั้งนั้นได้ยกเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมและมีมติเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ควรถอดถอน
สิกขาบทเล็กน้อยใดๆ ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 9 หน้า 516 - 518 ว่า
เรื่องไม่บัญญัติและไม่ถอนพระบัญญัติ
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่าดังนี้
ท่านทั้งหลายขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์มีอยู่
แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร สิ่งนี้ไม่ควร
ถ้าพวกเราจักถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสีย จักมีผู้กล่าวว่า พระสมณะโคดมบัญญัติสิกขาบท
แก่สาวกทั้งหลายเป็นกาลชั่วคราว พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ยังดำรงอยู่ตราบใด
สาวกเหล่านี้ยังศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบนั้น เพราะเหตุที่พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ปรินิพพานแล้ว
พระสมณะเหล่านี้จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆถึงที่แล้ว
สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พึงสมาทานประพฤติ
ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว นี้เป็นญัตติ.นอกจากนี้คณะสงฆ์ที่ร่วมกันทำสังคายนาพระธรรมวินัยในครั้งแรกนั้นถือเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
และเป็นนิกายที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าสามารถรักษาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไว้ตรงตามบทบัญญัติดั้งเดิม
ได้บริบูรณ์ที่สุด ซึ่งพวกเราชาวพุทธควรภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และคณะสงฆ์ไทยทั่วประเทศก็ได้ยึดถือแนวทางของเถรวาท
นี่แหละเป็นแบบแผนในการนับถือพระพุทธศาสนาสืบมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ในการทำสังคายนาครั้งต่อมาอีกหลายครั้ง
ทั้งที่ทำในประเทศอินเดีย ศรีลังกา ไทย หรือพม่าก็ตาม ไม่มีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมของการทำสังคายนาอีกเลย
เพราะคณะสงฆ์ผู้ทรงความรู้ความสามารถในการทำสังคายนาครั้งต่อๆ มาเคารพและยึดถือว่าคณะสงฆ์ที่ทำสังคายนาครั้งแรก
ได้จัดทำเอาไว้ถูกต้องตามธรรมดีแล้ว ดังนั้น ภิกษุคณะใดๆ ก็ตามถ้าจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาทำใหม่ก็จะต้องอาบัติหมวดปาจิตตีย์
ข้อที่ 63 จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 4 หน้า 690 ว่า
อนึ่ง ภิกษุใด รู้อยู่ ฟื้นอธิกรณ์ (ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นและจะต้องจัดการให้เรียบร้อย)
ที่ทำเสร็จแล้วตามธรรม เพื่อทำอีก เป็นปาจิตตีย์. หรือหากจะพิจารณาแบบง่ายๆ ถ้าบอกว่าเรื่อง การรับเงินรับทองเป็นอาบัติเล็กน้อย ให้ถอนได้
ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าการรับเงินรับทองของพระนั้นต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ซึ่งมีโทษมากกว่าอาบัติปาจิตตีย์
หากถอนเรื่องนี้ได้ ต่อไปเราคงได้เห็นการถอดถอนสิกขาบทข้อห้ามไม่ให้พระกินข้าวเย็น ไม่ให้พระกินเหล้า
ไม่ให้พระฆ่าสัตว์ ไม่ให้พระพูดโกหกได้เหมือนกัน เพราะเป็นการละเมิดแค่อาบัติปาจิตตีย์ ซึ่งเป็นอาบัติที่มีโทษน้อยกว่า
นิสสัคคิยปาจิตตีย์เสียอีก
( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )
ประโยคยอดฮิต "พระพุทธเจ้าให้อนุโลม"
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1767.0