หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: คำถาม - คำตอบ จากการแจกเอกสารหยุด! ทำร้ายพระพุทธศาสนา  (อ่าน 18077 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์

กระทู้นี้เป็นการสรุปคำถาม - คำตอบต่างๆ ที่พบบ่อยจากการทำกิจกรรมแจกเอกสารธรรมะ
หยุด! ทำร้ายพระพุทธศาสนา หยุด! ถวายเงินทองแก่พระภิกษุสามเณร โดยคุณวิสันต์ เทียมเกรียงไกร
และได้ส่งให้ทางวัดสามแยกตรวจสอบเพื่อแก้ไขเพิ่มเิติมข้อความต่างๆ ตามความเหมาะสมก่อนที่จะนำมาโพสต์แล้ว

คำตอบต่างๆ ในกระทู้นี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นในการตอบคำถามเท่านั้น ผู้ใดที่ไปแจกเอกสารธรรมะฯ
มีความรู้และมีปฏิภาณโวหารในการอธิบายขยายความต่อออกไปอีก เพื่อให้ผู้ฟังได้เกิดความรู้ ความเข้าใจ
ยิ่งๆ ขึ้นไป ก็อธิบายขยายความออกไปได้เต็มที่เลยค่ะ





คำถามที่พบบ่อยจากการทำกิจกรรม
แจกเอกสารธรรมะ หยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา


ดาวน์โหลดคำถามคำตอบทั้งหมด คลิกที่นี่

ถาม  พวกคุณเป็นใครมาจากไหน ?

ตอบ   พวกเราเรียกตัวเองว่ากลุ่มอุบาสกอุบาสิกาผู้รักษาและเปิดเผยพระธรรมวินัย
ได้นัดหมายกันมาทำงานนี้ ต่างคนต่างมาเพื่อประกาศคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง
บางคนทำงานบริษัท บางคนทำอาชีพส่วนตัว มีพระอาจารย์ที่คอยให้คำแนะนำ
อยู่วัดสามแยก อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์  ชื่อหลวงปู่เกษม อาจิณฺณสีโลครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 09 มิถุนายน , 2010 เวลา 18:07:46 PM โดย piyawan » บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์




ถาม  ให้เงินพระผิดตรงไหน ?

ตอบ  ผิดตามพระวินัย ที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติห้ามเอาไว้แล้ว และมีหลักฐานปรากฏ
อยู่ในพระไตรปิฎก เอาแค่ในประเทศไทยนะครับ ก็มีหลักฐานปรากฏอยู่ทุกฉบับและทุกสำนักพิมพ์ครับ 
ในที่นี้จะยกตัวอย่างจากพระไตรปิฎกชุด 91 เล่ม  พิมพ์โดยมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 3 หน้า 940 ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้
อนึ่ง  ภิกษุใด  รับก็ดี  ให้รับก็ดี  ซึ่งทอง  เงิน  หรือยินดีทอง  เงิน  อันเขาเก็บไว้ให้ 
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.”


คำว่า นิสสัคคิยปาจิตตีย์  เป็นชื่ออาบัติของพระประเภทหนึ่ง แต่โดยมากแล้วพวกเราจะรู้จักและคุ้นเคย
กับคำว่า อาบัติปาราชิกหรืออาบัติสังฆาทิเสสมากกว่าครับ แต่อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์นี้ก็มีความสำคัญมาก
ถ้าได้ล่วงละเมิดไปก็มีโทษมากเช่นกันครับ


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


เงิน - ทองไม่ควรถวายภิกษุ         เล่ม 3  หน้า  940
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=214.0

ความเห็นของคัมลัมนิสต์ต่อพระในปัจจุบัน (น่าอ่านนะ)
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1345.0

กฎพระสงฆ์ (ปราบพระชั่ว) ฉบับ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2019.0

วิธีปฏิบัติของผู้นำเงินและทองมาบำรุงวัด (ที่วัดสามแยก)
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1592.0

วัดสามแยกไม่รับเงินบริจาคของภิกษุ ,สามเณร, ชี
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1383.0

ประโยคยอดฮิต "พระพุทธเจ้าให้อนุโลม"
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1767.0

อัตรา..."เงินเดือนพระ" ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1719.0

ข่าวพระ จากมติชน 5-6 ตค 2551และ คอลัมน์วิจารณ์
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1346.0

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม พระต้องอาบัติ  ก็ปลงได้ไม่ใช่หรือ ?

ตอบ   ถูกต้องครับ แต่คำว่า  นิสสัคคิยปาจิตตีย์  จะปลงอาบัติหรือแสดงอาบัติ
แค่การกล่าวอย่างเดียวไม่ได้ เหมือนกับอาบัติสังฆาทิเสส พระที่ละเมิดจะพ้นผิดได้ต้องอยู่ปาริวาสกรรมก่อน
นิสสัคคิยปาจิตตีย์จะพ้นอาบัติได้ต้องสละสิ่งของที่ผิดที่มีอยู่ในครอบครองนั้นก่อน เช่น เมื่อรับเงินรับทองมาแล้ว
ถ้าต้องการจะพ้นผิด ก็ต้องสละเงินหรือทองออกไปให้พ้นอย่างเด็ดขาด คือ จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับเงินกับทองนั้นเลย 
และไม่ใช่สละโดยการเอาไปซื้อของ หรือเอาไปฝากธนาคาร  ถ้าอย่างนี้ก็ยังต้องอาบัติอยู่เช่นเดิม เพราะสิกขาบทนี้
พระพุทธเจ้าห้ามรับ ห้ามยินดีในเงินทองด้วย และต้องทำความเข้าใจต่ออีกว่าการแสดงอาบัติของพระนั้น
ก็เพื่อประกาศความผิดของตนเองว่าได้ทำผิดอะไรไป จะต้องสำรวมระวังไม่ทำความผิดเช่นนั้นขึ้นมาอีก
แต่พระในปัจจุบันก็บอกว่าปลงอาบัติ หรือแสดงอาบัติกันทุกวัน แต่ก็ยังทำผิดกันทุกๆ วัน เช่นยังรับเงินกันทุกวันเป็นต้น
แบบนี้ไม่ใช่การปลงอาบัติล่ะครับ แต่เป็นการต้องอาบัติมากขึ้นๆ และมีบาปมากขึ้นทุกวันๆ  อย่างน้อยๆ บาปที่เพิ่มขึ้น
มาอีกอย่างก็คือ การโกหกซ้ำแล้วซ้ำอีกครับ


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


อยากทราบเกี่ยวกับความหมายของอาบัติ
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1180.0

บอกว่าตนเองเป็นพระ (แต่ไม่ใช่พระ)
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=214.20

ภิกษุจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาพระวินัย
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=214.msg4056#msg4056
บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม  ก็ทำกันเป็นประเพณีมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายแล้ว ?

ตอบ   ก็ลองคิดเปรียบเทียบดู ว่าประเพณีสงกรานต์ที่เราคุ้นเคย
ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ใช้น้ำรดเพื่อขอพรผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันก็เอาแป้งมาเล่นแทนน้ำ แล้วกลายเป็นว่า
ประเพณีสงกรานต์ คือการปะแป้งกัน จนคนรุ่นใหม่ยอมรับกันว่า สงกรานต์ นอกจากเล่นน้ำแล้ว ต้องเล่นแป้งด้วย
ลองถามปู่ย่าตายายดู ท่านก็จะบอกว่าพวกนี้ทำผิดเพี้ยนประเพณีไปแล้ว  เหมือนกันกับประเพณีที่ปู่ย่าตายาย
เราทำบุญตักบาตร  ด้วยข้าว ด้วยน้ำ แต่เราก็มาเติมเงินลงไป จนกลายเป็นว่าทำบุญตักบาตรต้องใส่เงินไปด้วย
กลายเป็นที่ยอมรับว่านี่คือสิ่งถูกต้อง ถ้าย้อนไปถามบรรพบุรุษของเรา ท่านก็จะบอกว่าลูกหลานพวกนี้ทำผิดเพี้ยน
ไปแล้วเหมือนกัน และประเพณีปฏิบัติที่จะทำให้เกิดบุญกุศลอันถูกต้องดีงามตามแบบฉบับของพระพุทธศาสนา
ก็ไม่ได้มีเงินมีทองเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระแต่อย่างใด  เช่นบรรพบุรุษของพวกเราชาวพุทธที่เป็นนายบ้าน
(ปัจจุบันหมายถึง กำนัน หรือ ผู้ใหญ่บ้าน ) ชื่อ มณีจูฬกะ ได้ถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินทองเป็นตัวอย่างไว้แล้ว
เพื่อให้พระองค์ยืนยันว่าพระภิกษุสามเณรรับทองและเงินไม่ได้ ไม่ว่าจะรับด้วยกาย วาจา หรือใจก็ตาม
อ้างอิงหลักฐานจากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 9 หน้า 536  ว่า

“ดูก่อนนายบ้าน  ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรโดยแท้ 
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน  สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้วและทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน”


เห็นหรือยังว่าพระพุทธเจ้าท่านชี้ขาดไว้ว่า พระอย่ารับ อย่ายินดีทองเงิน และบอกโยมว่าพระภิกษุ
ที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนาเป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกจริงๆ นั้น ต้องไม่ยินดี ไม่รับทองและเงิน
แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสคำสอนเรื่องนี้ไว้ต่างที่ ต่างเวลากับเรื่องบัญญัติพระวินัย แต่คำตรัสของพระองค์
ทั้งสองครั้งนี้สอดคล้องต้องกัน คือ สรุปได้ว่าห้ามพระภิกษุยุ่งเกี่ยวกับทองและเงินไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


การละศาสดาต้นแล้วถือศาสดาหลัง (สุทธัฏฐก) เล่ม 65  หน้า 502  บรรทัด 18
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1173.msg10818#msg10818

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์


ถาม ห้ามถวายเงินพระอย่างนี้แล้วศาสนาจะเจริญได้อย่างไร ?

ตอบ  พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองไม่ได้อยู่ที่วัตถุเลยครับ จำพวกโบสถ์ ศาลา วิหาร กุฏิ
เหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในปัจจัยหลัก 4 ประเภทเท่านั้นเอง แต่พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น
สำคัญที่สุดครับสำหรับพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนา แปลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าครับ  ดังนั้น
คำสอนของพระพุทธเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองต้องอยู่ที่ชาวพุทธได้ศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องต่างหาก 
อ้างอิงจากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 13  หน้า 421 ว่า
 
จริงอยู่  วิหารพันแห่ง เช่น มหาวิหาร  เจดีย์พันเจดีย์ เช่น มหาเจดีย์ ก็ดำรงพระศาสนาไว้ไม่ได้.
บุญผู้ใดทำไว้  ก็เป็นของผู้นั้นผู้เดียว. ส่วนสัมมาปฏิบัติ ชื่อว่าเป็นบูชาที่สมควรแก่พระตถาคต.
เป็นความจริง  ปฏิบัติบูชานั้นชื่อว่าดำรงอยู่แล้ว  สามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ด้วย


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ช่วยกันประกาศพระธรรมของพระพุทธเจ้า
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1802.0

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม ก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำแล้วสบายใจไม่เดือดร้อนก็พอแล้ว ?

ตอบ  ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนครับ ลองเปรียบเทียบดูว่า คนพวกที่ร่ำรวยแต่ติดยาเสพติดเช่นโคเคน เฮโรอีน
คนพวกนี้เขาก็เสพแล้วสบายใจไม่เดือดร้อนเหมือนกัน แต่ก็มีคำถามต่อว่า ตามทำนองคลองธรรมอันถูกต้องแล้ว
คนพวกนี้ทำถูกหรือผิด และต้องคิดต่อไปอีกว่า การทำแล้วไม่เดือดร้อนนั้น มันไม่ได้สิ้นสุดแค่วันนี้ พรุ่งนี้ หรือชาตินี้
แต่เรายังมีชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปอีก การที่เรานำเงินถวายพระนั้น เท่ากับเราสนับสนุนให้พระทำผิดศีลและมีส่วนร่วม
ในการเหยียบย่ำทำลายพระธรรมวินัย เพราะการห้ามรับทองและเงินนั้น เป็นศีลข้อหนึ่งในศีล 227 ข้อ ที่เป็นประธานศีลของพระ
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 11 หน้า 310  ว่า   
       
“เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน  แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง”

พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติห้าม แสดงว่าท่านเล็งเห็นโทษ และโทษของการละเมิดศีล ย่อมมีนรกเป็นที่ไป
ผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นทำผิดก็ย่อมได้รับโทษนั้นด้วย  และสถานที่อย่างนรกจะเรียกว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้เดือดร้อนได้หรือไม่
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าแม่อุ้มลูกน้อยเข้าไปขโมยนม1 กล่องในร้านค้า ด้วยเจตนาอยากให้ลูกได้มีนมกิน  มีเจตนาดี
อยากให้ลูกอิ่ม ถามว่าผิดไหมที่ไปขโมยนม ก็ต้องผิดแน่นอน ผลที่ได้รับคือ จากเจตนาดีลูกได้กินนม 1 กล่อง
ผลที่ได้รับอีกอย่างคือ เจ้าของร้านแจ้งตำรวจจับข้อหาลักทรัพย์ ก็อาจจะต้องไปนอนในห้องขัง 1 คืน แทนการเสียเงินค่าปรับ
อย่างนี้เราจะบอกว่า เราบริสุทธิ์ใจ เจตนาดี แล้วจะขอรับผลที่ดีอย่างเดียวจะได้หรือไม่ ธรรมชาติย่อมไม่ละเว้นโทษแน่นอน
หากมีผลของการกระทำเกิดขึ้น 2 อย่าง ทั้งดีและไม่ดี เราก็ต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น 2 อย่างแน่นอนเช่นกัน

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ใส่บาตรพระตอนเช้าด้วยเงินจะบาปหรือไม่
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=759.msg8632#msg8632

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม  ถ้าอย่างนั้นเราก็ถวายข้าวและน้ำ ก็พอใช่ไหม ?

ตอบ  ก็ถูกนะ แต่แค่นี้ยังไม่พอ เพราะการดำรงชีวิตของพระแค่ข้าวกับน้ำไม่เพียงพอแน่ท่านต้องมีเครื่องนุ่งห่ม
มียารักษาโรค มีที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกกันว่าปัจจัย 4 ดังนั้นเราต้องส่งเสริมให้ท่านดำรงชีวิตอยู่ในสมณะเพศ
ด้วยการถวายสิ่งของที่จำเป็นต่างๆ แก่ท่านอย่างถูกต้องและเหมาะสม นอกจากนี้เราต้องพิจารณาพระด้วยว่า
พระภิกษุที่เราจะสนับสนุนท่านด้วยข้าวและน้ำเป็นต้นนั้น  ท่านเป็นผู้ทรงศีลหรือไม่  ถ้าหากท่านเป็นพระผู้ทุศีล
หรือละเมิดศีล เราสนับสนุนท่านก็ไม่ได้บุญนะ  มีตัวอย่างจากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย
เล่ม 23 หน้า  409  ว่า   

“ได้ยินว่า นายพรานนั้นเมื่อให้ทักขิณา(ของทำบุญ) อุทิศถึงผู้ตายได้ให้แก่ภิกษุผู้ทุศีล (ละเมิดศีล) รูปหนึ่งนั้นแลถึง ๓ ครั้ง.
ในครั้งที่ ๓ อมนุษย์ร้องขึ้นว่า ผู้ทุศีลปล้นฉันดังนี้. ในเวลาที่พรานนั้นถวายแก่ภิกษุผู้มีศีลรูปหนึ่งมาถึง ผลของทักขิณาก็ถึงแก่เขา.”


ดังนั้น เมื่อเราจะทำบุญกับพระก็ต้องพิจารณาให้ดีเพื่อประโยชน์คือบุญกุศลของเราเอง เราต้องให้สิ่งของที่ถูกต้อง
ตามพระวินัยแก่พระเท่านั้น และที่ชาวพุทธเรามักจะทำบาปกันแล้วคิดว่าได้บุญ เช่น การถวายเงินทอง การถวายข้าวสาร
อาหารแห้งที่ไม่สามารถบริโภคได้ทันที หรือที่ชาวพุทธนิยมทำบาปกันอีกอย่างคือ ไถ่ชีวิตโคกระบือ (วัว,ควาย)
แล้วเอาโคกระบือไปถวายพระ อย่างนี้ก็ผิดพระวินัยเช่นกัน
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 11 หน้า 311 ว่า

“เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหาร (ข้าว) ดิบ , เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้าและลา”
แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


ทำบุญกับพระหรือนักบวชทุศีล..ไม่ได้บุญ,ไม่ต้องเกรงใจภิกษุชั่ว
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=211.msg2985#msg2985

ความจริงกรณีติดป้ายฯ ของ พระเกษม อาจิณฺณสีโล ตอน ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว (ต่อ)
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2204.msg17308#msg17308

การไถ่ชีวิตโค
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=231.0
บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์




ถาม  พระไตรปิฎกเชื่อถือได้แค่ไหน ?

ตอบ  พระไตรปิฎก คือแหล่งรวบรวมพระธรรม พระวินัย ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงและ บัญญัติไว้แล้ว
หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญาและปฏิสัมภิทา 500 รูป ได้ทำสังคายนาหรือ
การรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าและจัดไว้ให้เป็นหมวดหมู่ คือหมวดวินัยปิฎก หมวดสุตตันตปิฎกและหมวดอภิธรรมปิฎก
เรียกให้สั้นและง่ายว่าไตรปิฎกหรือติปิฎก เรื่องราวของพระพุทธศาสนาทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเราได้เรียนรู้กันมานั้นล้วนแล้วแต่
นำมาจากพระไตรปิฎกทั้งนั้นเลย เช่นประวัติของพระพุทธเจ้า ศีล 5 ของโยม ศีล 10 ของสามเณร  ศีล 227 ที่เป็นประธานศีล
ของพระภิกษุ หรือคำว่าบุญคุณบิดามารดา บุญ  บาป นรก สวรรค์ ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  คำว่ากิเลส  ตัณหา ราคะ โทสะ
โมหะ อวิชชาเป็นต้น ก็มาจากพระไตรปิฎกนี้แหละ  รวมถึงการบวช  วิธีการบวชเป็นภิกษุ ก็มีแหล่งกำเนิดมาจากพระไตรปิฎกทั้งสิ้น
นี่คือสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยและยอมรับกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว  ก็เท่ากับว่าเรายอมรับพระไตรปิฎกไปในแล้วนั่นเอง เพียงแต่พวกเรา
ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจากแหล่งอื่นๆ มากกว่าพระไตรปิฎก  จึงทำให้พวกเราเหินห่างจากคำว่า “พระไตรปิฎก” ไปบ้าง ก็เท่านั้นเอง


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


พระไตรปิฎก
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=217.0

ความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท

http://www.samyaek.com/pratripidok/index.php?topic=8.msg8#msg8

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม  ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว  ก็ต้องปรับไปตามยุคตามสมัย ?

ตอบ ไม่ว่าจะยุคสมัยโบราณอย่างพระพุทธเจ้าหรือยุคสมัยของพวกเรานี้ก็ตาม  ไฟก็ยังร้อน ฝนก็ยังเย็น
เกลือก็ยังเค็ม น้ำตาลก็ยังหวานเหมือนเดิม มนุษย์เกิดมาแล้ว ก็ต้องแก่ เจ็บ ตายไปเหมือนเดิม ธรรมชาตินี้ไม่ขึ้นไม่ลง
ตามยุคสมัยกับใคร การกระทำใดที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าบาปก็บาปแน่นอน ตรัสว่าบุญก็บุญแน่นอน ผู้ใดอยากจะเจริญ
ก็ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ได้  เพราะพระพุทธเจ้าคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ขึ้นกับยุคสมัยใดๆ  เรื่องนี้พวกเราก็ต้องได้กล่าวคำสวดกันเป็นประจำอยู่แล้ว หรือพวกเราต้องเคยได้ประกาศ
หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินคำว่า

“สวากขาโต  ภควตาธัมโม   สันทิฎฐิโก   อกาลิโก   เอหิปัสสิโก..." 
แปลว่า ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว  ไม่ประกอบด้วยกาลเวลาใดๆ ทั้งสิ้น อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้เอง.


พระธรรม พระวินัยของพระพุทธเจ้าถือเป็นพุทธธรรมนูญของชาวพุทธทุกคน เสมือนกับเราคนไทยทุกคนอยู่ภายใต้
กฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย หากแต่รัฐธรรมนูญนั้นสามารถปรับหรือเปลี่ยนแปลงได้เสมอและประเทศเราก็เปลี่ยน
รัฐธรรมนูญกันมาแล้วหลายฉบับ แต่พุทธธรรมนูญนั้นแก้ไขไม่ได้เพราะถูกบัญญัติขึ้นมาโดยผู้รู้แจ้งเห็นจริงแจ่มแจ้ง
ชัดเจนอย่างพระพุทธเจ้า โดยนักปราชญ์บัณฑิตผู้มีความรู้ดีทั้งหลายคัดค้านไม่ได้เลย เพราะพระองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ตรงตามหลักของธรรมชาติทุกประการ และก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ก็ได้บัญญัติพระธรรมวินัยไว้ให้พวกเรา
อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงแล้ว ดังนั้นถ้าใครคิดจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงพุทธธรรมนูญหรือพระไตรปิฎก ก็ต้องถามกลับว่า
เมื่อแก้แล้วใครจะเป็นผู้รับรองให้ เพราะพระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานไปนานแล้ว

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

คำแถลงการณ์เปิดคดีของพระเกษม อาจิณฺณสีโล
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2178.msg17194#msg17194

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์



ถาม  พระพุทธเจ้าท่านให้พระภิกษุทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา
การรับเงินก็เพื่อเป็นค่ารถ ค่าเดินทางเพื่อไปเผยแผ่พระศาสนา ?

ตอบ  อันนั้นมันเป็นข้ออ้างของผู้ที่จะทำผิดเพื่อให้ตนเองสบายใจ ถ้าหากมีพระองค์หนึ่ง บอกว่า เดี๋ยวนี้ประชาชน
ไม่ค่อยมีเวลาต้องทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็น ค่ำๆ ถึงจะมีโอกาสเข้าวัดเพื่อไปฟังเทศน์ฟังธรรม และพระองค์นั้นอ้างว่า
ต้องทำหน้าที่เผยแผ่พระธรรมคำสอน ขอกินข้าวมื้อเย็นเพื่อจะได้มีพละกำลังในการเผยแผ่ หรือบางองค์อาจจะบอกว่า
อาตมามีหน้าที่เผยแพร่พระธรรมคำสอน แต่อาตมาคิดอะไรไม่ค่อยออก เพราะถูกความกำหนัดบีบคั้น จึงขอมีภรรยา
เพื่อปลดปล่อยความกำหนัดให้สมองแจ่มใส จะได้มีไหวพริบปฏิภาณสั่งสอนธรรมะให้แก่ญาติโยม 
อย่างนี้เราจะยอมรับกันได้หรือไม่ เพราะพวกเราก็รับรู้กันโดยทั่วไปว่า พระห้ามมีเพศสัมพันธ์ทั้งกับชายและหญิง
พระห้ามกินข้าวมื้อเย็น แต่พวกเราไม่รู้ว่า ทองและเงินก็เป็นของต้องห้ามสำหรับพระ  หรือบางท่านอาจจะรู้ 
แต่ก็ถูกพระสั่งสอนผิดๆ ว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถวายได้  เป็นบุญ” พวกเราก็ถวายให้ด้วยความศรัทธาแต่ขาดปัญญาไตร่ตรอง
เพราะไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยให้ทั่วถึง ทั้งๆ ที่การมีเพศสัมพันธ์,การรับเงินทอง,การกินข้าวมื้อเย็น ก็เป็นข้อห้าม
อยู่ในศีล 227 ข้อนั่นเอง ถ้าหากพระรับเงินรับทองได้ ไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิด การมีเพศสัมพันธ์และการกินข้าวเย็นก็ต้องไม่ผิดด้วย

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ศีล 227..
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=761.msg8534#msg8534

การถวายภัตราหารแด่พระสงฆ์ในมื้อเย็น
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=580.0

บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: