
ถาม ก็ทำกันเป็นประเพณีมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายแล้ว ?
ตอบ ก็ลองคิดเปรียบเทียบดู ว่าประเพณีสงกรานต์ที่เราคุ้นเคย
ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ใช้น้ำรดเพื่อขอพรผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันก็เอาแป้งมาเล่นแทนน้ำ แล้วกลายเป็นว่า
ประเพณีสงกรานต์ คือการปะแป้งกัน จนคนรุ่นใหม่ยอมรับกันว่า สงกรานต์ นอกจากเล่นน้ำแล้ว ต้องเล่นแป้งด้วย
ลองถามปู่ย่าตายายดู ท่านก็จะบอกว่าพวกนี้ทำผิดเพี้ยนประเพณีไปแล้ว เหมือนกันกับประเพณีที่ปู่ย่าตายาย
เราทำบุญตักบาตร ด้วยข้าว ด้วยน้ำ แต่เราก็มาเติมเงินลงไป จนกลายเป็นว่าทำบุญตักบาตรต้องใส่เงินไปด้วย
กลายเป็นที่ยอมรับว่านี่คือสิ่งถูกต้อง ถ้าย้อนไปถามบรรพบุรุษของเรา ท่านก็จะบอกว่าลูกหลานพวกนี้ทำผิดเพี้ยน
ไปแล้วเหมือนกัน และประเพณีปฏิบัติที่จะทำให้เกิดบุญกุศลอันถูกต้องดีงามตามแบบฉบับของพระพุทธศาสนา
ก็ไม่ได้มีเงินมีทองเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระแต่อย่างใด เช่นบรรพบุรุษของพวกเราชาวพุทธที่เป็นนายบ้าน
(ปัจจุบันหมายถึง กำนัน หรือ ผู้ใหญ่บ้าน ) ชื่อ มณีจูฬกะ ได้ถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินทองเป็นตัวอย่างไว้แล้ว
เพื่อให้พระองค์ยืนยันว่าพระภิกษุสามเณรรับทองและเงินไม่ได้ ไม่ว่าจะรับด้วยกาย วาจา หรือใจก็ตาม
อ้างอิงหลักฐานจากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 9 หน้า 536 ว่า
ดูก่อนนายบ้าน ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรโดยแท้
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้วและทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงินเห็นหรือยังว่าพระพุทธเจ้าท่านชี้ขาดไว้ว่า พระอย่ารับ อย่ายินดีทองเงิน และบอกโยมว่าพระภิกษุ
ที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนาเป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกจริงๆ นั้น ต้องไม่ยินดี ไม่รับทองและเงิน
แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสคำสอนเรื่องนี้ไว้ต่างที่ ต่างเวลากับเรื่องบัญญัติพระวินัย แต่คำตรัสของพระองค์
ทั้งสองครั้งนี้สอดคล้องต้องกัน คือ สรุปได้ว่าห้ามพระภิกษุยุ่งเกี่ยวกับทองและเงินไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )การละศาสดาต้นแล้วถือศาสดาหลัง (สุทธัฏฐก) เล่ม 65 หน้า 502 บรรทัด 18
http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=1173.msg10818#msg10818