หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: โจทย์ปัญหา : เมื่อพระมีเงินเยอะ ๆ ... นำไปใช้ทำอะไรบ้าง ?  (อ่าน 5978 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์

...เรื่องเล่าจากทนายความคนหนึ่ง

เมื่อพระถูกตุ๋นนับล้านบาท...โจรชั่วแน่  แต่วงการสงฆ์ก็มืดบอด


๐ เมื่อ(เช้าวันนี้)วันที่ 7 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 9.00 น. ผมมีคดี ไปว่าความที่ศาลแขวงนครศรีธรรมราช

ไปคดีอื่นนะครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงพระ...ตามที่โปรยหัวไว้

โดยปกติ โรงพักและศาล มักไม่ค่อยเห็นพระสงฆ์องค์เจ้า เข้าไปในที่ดังกล่าว นานๆ จะเห็นพระไปเป็นพยานศาล

แต่วันนี้ทำให้ผมสงสับยิ่งนัก เห็นพระสงฆ์ห่มจีวรนั่งรออยู่หน้าห้องพิจารณาคดีกันประมาณ 12-15 รูป(ไม่มีเวลานับครับ)

ผมสงสัยทันทีว่า วันนี้ ณ ศาลแขวงนครศรีฯ คงมีคดีแปลกๆ ให้ลือกันทั้งศาลอีกแล้ว  แต่ผมไม่สนใจอะไรมากนัก 

คงทำหน้าที่ของผมไป  คือเข้าไปนั่งรอศาลในห้องพิจารณา เพื่อรอทำหน้าที่ของผม  บังเอิญมีทนายความรุ่นน้องผม

สัก2-3 ปี แต่คุ้นเคยกัน เคยพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันบ่อยๆ ตามประสาคนอาชีพเดียวกัน ผมถามว่ามาคดีอะไร หรือ?

เพื่อหารือกันว่าเมื่อศาลออกนั่งบัลลังก์ คดีไหนจะได้รับการพิจารณาก่อน-หลัง เป็นเรื่องปกติของทนายที่จะเตรียม

และกะเวลาในคดีของตน ทนายท่านนั้นหันหน้าไปทางกลุ่มพระสงฆ์ แล้วบอกผมว่ามานัดพร้อม คดีอาญา

โน้นแน่ะผู้เสียหาย ทนายโบ้ยปากไปที่กลุ่มพระสงฆ์ เมื่อศาลออกนั่งพิจารณา คดีผมศาลพิจารณาเป็นคดีแรก

เมื่อเสร็จแล้ว ผมออกมานั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ ซึ่งมีกาแฟบริการฟรีอยู่ด้วย  บังเอิญเจอทนายรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง

ที่คุ้นเคยกัน ผมถามว่าน้องมาคดีอะไร เสร็จแล้วหรือ?

น้องคนดังกล่าวบอกว่า ไม่ได้มาว่าความ แต่ช่วยขับรถยนต์พาท่านเจ้าอาวาสมาขึ้นศาล ผมสอบถามตามประสา

น้องทนายคนดังกล่าวเล่าว่า เขาไม่ได้เป็นทนายในคดีนี้หรอก ขอให้อัยการเป็นโจทก์ว่ากันไปเถอะ 

แต่ที่มานี่ ก็เพราะท่านกำนันตำบลท่าศาลา วานให้ช่วยขับรถพาพระมาศาล ในฐานะที่พระเป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกง

น้องทนายเล่าผมว่า จำเลยตัวแสบคนดังกล่าว ซึ่งก็เคยบวชพระมาเช่นกัน ต่อมาเสือกมีเมีย

จึงถูกจับให้เปลื้องผ้าเหลือง
  บัดนี้ไปอยู่อำเภอท่าศาลา เนื่องจากมีเมียสาวสวยอยู่ที่นั้น   

ต่อมาเมื่อเป็นฆาราวาส ก็ออกไปหาเจ้าอาวาส และพระผู้ใหญ่ ในอำเภอท่าศาลา และอำเภอใกล้เคียงนับ 10-20 วัด

โดยอวดอ้างว่า เขาสามารถติดต่อผู้ใหญ่ในวงการสงฆ์ให้ได้เลื่อนสมณศักดิ์ทางสงฆ์ ซึ่งผมก็เรียกไม่ถูกเหมือนกัน

เอาเป็นว่า หากเป็นข้าราชการ จะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ใหญ่โต...โอหังขึ้น

มีพระสงฆ์องค์เจ้าหลงเชื่อ นับ 20-30 รูป เสียเงินให้จำเลยคนดังกล่าวไปรายละ 50,000-100.000 บาท
 

แต่พระบางรูปอายฟ้าดิน ไม่ยอมมาแจ้งความ ที่มาแจ้งความก็มีเท่าที่เห็นนี่แหละ คือ 10 กว่ารูป

ผมนำเรื่องนี้มาเล่า มิได้ตำหนิใคร แต่ถ้าหากศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิด

ผมไม่ได้ตำหนิโจรนักต้มตุ๋นคนนั้นหรอก เพราะได้ชื่อว่าโจร เขาก็หากินชั่วๆทั้งนั้นแหละ

แต่ที่ติดใจ...ก็สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่แหละ วงการพระสงฆ์ของเรา

ยังมีพระสงฆ์องค์เจ้าเชื่อกันว่า มีการซื้อ-ขายตำแหน่ง หรือการซื้อขายสมณศักดิ์นั้นมีอยู่จริง

แต่บังเอิญนักต้มตู๋นคนนี้มิใช่ของจริง แต่เป็นแค่ประเภท หลอกเอาเงินพระกันดื้อๆ......

เอาเป็นว่า หากในวงการพระสงฆ์ ไม่เคยมีการวิ่งเต้นเสียเสียทอง เพื่อซื้อสมณศักดิ์

พระเหล่านั้นคงไม่เสียฉลาด(เหลือแต่เขลา) แก่นักต้มตุ๋นคนนั้นหรอก  เข้าใจว่าต้องมีอยู่จริง

แต่ถ้าหากวงการสงฆ์บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยมีการวิ่งเต้นซื้อด้วยเงินกันเลย

เพียงแต่พระเหล่านั้นดันไปเชื่อนักต้มตุ๋มรายนี้  ก็คงต้องปฎิรปวงการสงฆ์อีกเช่นกัน (คือเสียทั้งขึ้น-ทั้งล่อง)

พระคือผู้สละแล้วซึ่งกิเลส เปลื้อง ปลด ปลง ซึ่ง รูป รส กลิ่น เสียง

สละแล้ว เรื่อง กิน,กาม.เกียรติ.....แต่กรณีนี้ดันไปซื้อยศซื้อตำแหน่ง....

พระให้สินบนเจ้าพนักงานก็มีความผิดกฎหมายอาญา....

แต่พระให้สินบนโจร......นี่ซิจะเอาอย่างไรดี

หากศาลเชื่อตามฟ้องของโจทก์ คดีนี้จำเลยผู้หลอกพระต้องเข้าคุกไปรับใช้กรรม

ส่วนพระผู้ให้สินบนโจร... ผู้ดูแลวงการสงฆ์จะแก้ปัญหาอย่างไร?

ใครรู้วิธีช่วยตอบหน่อยก็แล้วกัน๐



ที่มา : http://www.oknation.net/blog/thanyasak/2010/06/07/entry-1

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 09 มิถุนายน , 2010 เวลา 01:53:24 AM โดย ติ๊ก » บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์

ข่าวที่มาของคดีนี้ค่ะ

เจ้าอาวาสแห่แจ้งความนับสิบ ถูกตุ๋นซื้อตำแหน่งพระครู

เจ้าอาวาสวัดที่นครศรีธรรมราช เข้าแจ้งความเพิ่ม กรณีถูกแก๊งต้มตุ๋นหลอกขายตำแหน่งพระครูให้ สูญเงินรายละ 6 หมื่น-2 แสนบาท...

เมื่อเวลา 10.30 น. 25 มี.ค. มีพระภิกษุซึ่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดและเจ้าสำนักสงฆ์ต่างๆ ใน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 6 รูป นำโดยพระอธิการจำเลือง สุจิตโต อายุ 76 ปี เจ้าอาวาสวัดเสนาราม ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา และพระสมุห์วิรัตน์ วรธรรมโม อายุ 65 ปี เจ้าสำนักสงฆ์เขาดิน ต.ตลิ่งชัน อ.ท่าศาลา เข้าแจ้งความกับพ.ต.ท.อรุณ จันทร์พูล สารวัตรเวร สภ.ท่าศาลา ให้ดำเนินคดีกับแก๊งคนร้ายที่ก่อเหตุฉ้อโกงหลอกลวงเอาเงินเพื่อวิ่งเต้นให้ได้รับตำแหน่งพระครู แต่กลับไม่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่ง พ.ต.ท.อรุณ ได้รายงานให้ พ.ต.อ.อดุลย์ ธนะชัยขันธ์ ผกก. พ.ต.ท.ศิรพงศ์ โพธิพัฒน์ รอง ผกก.สส. มาร่วมสอบสวนผู้เสียหาย

ทราบว่าก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา มีเจ้าอาวาสของวัดต่างๆ จำนวน 4 วัด ในเขต อ.ท่าศาลา มาแจ้งความให้ตำรวจ สภ.ท่าศาลา ดำเนินคดีกับแก๊งคนร้ายที่หลอกลวงเอาเงินจากบรรดาเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ไปรายละ 60,000 บาทถึง 200,000 บาท โดยแก๊งนี้จะเดินทางไปตามวัดต่างๆ อ้างว่ารู้จักสนิทสนมกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สามารถวิ่งเต้นให้ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูได้ แต่ปรากฏว่าหลังจ่ายเงินไป กลับไม่ได้รับการแต่งตั้งเลื่อนสมณศักดิ์ กลุ่มพระผู้เสียหายจึงพากันเข้าแจ้งความกับตำรวจ และในวันนี้ก็มีพระภิกษุอีกชุดหนึ่งเข้าแจ้งความเพิ่ม

พระอธิการจำเลืองให้การว่า เมื่อราว 3-4 เดือนที่ผ่านมา คนร้ายซึ่งมีนายสถาพร ไม่ทราบนามสกุล พร้อมกับพวก แต่งกายดีภูมิฐาน พูดจาน่าเชื่อถือ ได้มาพบตนที่วัด พูดจาโน้มน้าว อ้างว่าสามารถวิ่งเต้นตำแหน่งพระครูให้ได้ เนื่องจากรู้จักสนิทสนมกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายวิ่งเต้น 120,000 บาท โดยขอรับเงินไปก่อน 60,000 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายภายหลังที่มีการแต่งตั้ง รับตราตั้ง และเลื่อนสมณศักดิ์แล้ว ทำให้หลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้นายสถาพรและพวกไป แต่ภายหลังการประกาศรายชื่อการแต่งตั้งเลื่อนสมณศักดิ์พระภิกษุประจำปีนี้ ปรากฏว่าไม่มีรายชื่อของตนได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ จึงติดต่อกลับไปหานายสถาพรตามเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ แต่นายสถาพรบ่ายเบี่ยงอ้างโน่นอ้างนี่สารพัด สุดท้ายปิดโทรศัพท์มือถือจนติดต่อไม่ได้ ทำให้มั่นใจว่าถูกนายสถาพรกับพวกหลอกลวงแน่นอน จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ ขณะที่พระสมุห์วิรัตน์ก็ให้การเช่นเดียวกันกับพระอธิการจำเลือง

พ.ต.อ.อดุลย์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า จนถึงขณะนี้มีพระภิกษุระดับเจ้าอาวาสเข้าแจ้งความรวม 10 ราย ตำรวจรับเป็นคดีไว้แล้วจำนวน 6 ราย ซึ่งผู้เสียหายที่ตำรวจรับคดีแล้วประกอบด้วย พระอธิการสมพร พรหมญาโน อายุ 79 ปี เจ้าอาวาสวัดทางขึ้น พระอธิการสมชาย ถิตสีโล อายุ 58 ปี เจ้าอาวาสวัดอินทโชติทาราม หรือวัดหนองคล้า พระปลัดอนันต์ อนันโท อายุ 56 ปี เจ้าสำนักสงฆ์ถ้ำผาเมือง พระสมุห์หวง เขมังกโร อายุ 74 ปี เจ้าอาวาสวัดเกียบ พระอธิการจำเลือง สุจิตโต อายุ 76 ปี เจ้าอาวาสวัดเสนาราม และพระสมุห์วิรัตน์ วรธรรมโม อายุ 65 ปี เจ้าสำนักสงฆ์ถ้ำเขาดิน โดยทั้งหมดเป็นพระระดับเจ้าอาวาสอยู่ในอ.ท่าศาลา ส่วนอีก 4 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในวันนี้

สำหรับแก๊งมารศาสนากลุ่มนี้ นอกจากจะก่อเหตุต้มตุ๋นเรื่องวิ่นเต้นตำแหน่งพระครูให้กับบรรดาเจ้าอาวาสแล้ว ตำรวจยังสืบทราบว่า ยังก่อเหตุหลอกลวงต้มตุ๋นพระภิกษุว่า สามารถส่งพระสงฆ์เดินทางไปศึกษาต่อ และปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศได้ เรียกเงินจากผู้เสียหายไปเป็นจำนวนมาก หลังรับเงินก็หลบหนีไป ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายแก๊งนี้มาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ขณะที่พระเทพวินยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า เรื่องนี้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เคยแจ้งเตือนมายังพระสงฆ์หลายครั้งให้ระมัดระวัง และอย่าตกเป็นเหยื่อของคนร้ายที่ไม่ประสงค์ดีเหล่านี้ ซึ่งไม่น่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เพราะปกติพระสงฆ์ต้องเป็นผู้ที่สำรวม ตัดหรือระงับกิเลสแห่งตน และระมัดระวังตัวเอง การที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็เพราะตัวของพระสงฆ์เองมีความอยากได้จนเกินควร กิเลสครอบงำ เพราะถ้าไม่อยากได้จนเกินควร ก็คงไม่มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น เรื่องนี้เพราะความอยากได้ชนิดที่เรียกว่าไม่ลืมหูลืมตา จึงถูกหลอกถูกตุ๋นเสียจนเปื่อย ทำให้ชาวบ้านและสังคมมองว่า พระมีการซื้อขายตำแหน่ง ได้ตำแหน่งด้วยการจ่ายเงิน

"ความจริงแล้ว มหาเถรสมาคมและผู้เกี่ยวข้อง มีกฏเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่แล้ว หากมีคุณความดี มีคุณสมบัติครบถ้วน ก็จะได้รับการเสนอเพื่อเลื่อนสมณศักดิ์อยู่เป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว เหตุที่เกิดขึ้นเพราะความอยากได้จนน้ำลายไหลของพระสงฆ์เอง น้ำลายไหลจนไม่ลืมหูลืมตา กลายเป็นเหยื่อของแก๊งต้มตุ๋น ไปติดเบ็ดเขาเอง เป็นปลาตะครุบเหยื่อเสียบเบ็ดที่เขาวางไว้เอง เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ ตอนจ่ายเงินให้สิบแปดมงกุฎ ก็ปกปิดเรื่องไว้ พอไม่ได้ตำแหน่งจึงรู้ว่าเสียท่าเขา ออกมาโวยวายแจ้งความจนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้น เรื่องนี้ขอฝากญาติโยมพุทธบริษัท ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเรื่องในลักษณะนี้ในอำเภอใด ขอให้แจ้งมาที่เจ้าคณะจังหวัด เพื่อจะได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และประสานผู้เกี่ยวข้องเพื่อจัดการกับเรื่องเหล่านี้ให้หมดไป" พระเทพวินยาภรณ์ กล่าว.

ที่มา : http://thairecent.com/Local/2010/606675/
บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
ติ๊ก
ทิพย์ภวรรณ ทั่งศิริ
ผู้ดูแลกระทู้
.....
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 504


เว็บไซต์

สมจริงดัง ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า...

ภิกษุแสวงหาเงิน – ทอง ไม่ใช่...         เล่ม   9    หน้า   536

...พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    เอาละ   นายบ้าน    เธอพยากรณ์ ( ตอบปัญหา )
อย่างนี้ชื่อว่ากล่าวคล้อยตามเรา  ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ 
ชื่อว่า   พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม   และสหธรรมิก ( ผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน )
บางรูปผู้กล่าวตามวาทะย่อมไม่ถึงฐานะที่ควรติเตียน 

ดูก่อนนายบ้าน  ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรโดยแท้ 
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน   สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน 
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้วและทองอันวางเสียแล้ว   ปราศจากทองและเงิน   
ทองและเงินควรแก่ผู้ใด   แม้กามคุณ (สิ่งที่น่าปราถนา) ทั้งห้าก็ควรแก่ผู้นั้น   
กามคุณทั้งห้าควรแก่ผู้ใด    เธอพึงจำผู้นั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า    มีปกติมิใช่สมณะ (ผู้สงบ)   
มีปกติมิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร   
เราจะกล่าวอย่างนี้ว่า   ผู้ต้องการหญ้า   พึงแสวงหาหญ้า   
ผู้ต้องการไม้   พึงแสวงหาไม้   ผู้ต้องการเกวียน   พึงแสวงหาเกวียน 
ผู้ต้องการบุรุษ   พึงแสวงหาบุรุษ   
แต่เราไม่กล่าวโดยปริยายไรๆ ว่า    สมณะพึงยินดี     พึงแสวงหาทองและเงิน ...





ปล. คดีนี้น่าติดตามดูว่า  สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ศาลจะพิพากษาว่าอย่างไร ?
บันทึกการเข้า

" พืชแม้มาก  อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี  ฉันใด,
ทานมากมาย  อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล 
ผลย่อมไม่ไพบูลย์  ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี ฉันนั้นเหมือนกัน
"
...เล่ม๔๒...หน้า๓๑๒
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




พระ - เณรที่อาศัยพระพุทธศาสนาเป็นแหล่งทำมาหากินจนล่ำซำก็มีอยู่เยอะแยะ  เมื่อพระมีเงินเยอะๆ
นอกจากจะเอาไว้จับจ่ายใช้สอยเพื่อให้ตนเองสุขสบายจากกามคุณต่างๆ เหมือนๆ กับพวกฆราวาสทั้งหลาย
เช่นซื้อหาชั้นยศต่างๆ เพื่อประดับบารมีให้ดูโก้หรูเหมือนกับข่าวในกระทู้ด้านบน การเล่นพนันในช่วงเทศกาลต่างๆ
ก็ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมของบรรดาท่านๆ ทั้งหลายอยู่ไม่น้อย และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มหาเถรสมาคม (ทำท่า) วิตกกังวล
จึงประกาศห้ามพระเณรเล่นพนันในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก




ข่าวจาก  http://www.thairath.co.th/content/sport/88682


และข่าวจาก   http://phrathai.net/node/2836?page=3



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 21 มิถุนายน , 2010 เวลา 00:15:23 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




ความสวยความงามเปล่งปลั่งของผิวพรรณและเนื้อหนังของพระ - เณรที่มีตังค์เยอะๆ เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ
และให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะหน้าตาผิวพรรณที่สดใสเปล่งปลั่งย่อมเป็นที่เจริญตา เจริญใจของผู้พบเห็น
ประกอบกับการพูดจาไพเราะนุ่มนวลก็สามารถเรียกทรัพย์จากกระเป๋าโยมให้มาอยู่ในกระเป๋าพระได้สบายๆ
การจัดหาเครื่องประทินผิวแบนด์เนมและมีราคาแพง เพื่อนำมาบำรุงบำเรอเนื้อหนังจึงต้องพิถีพิถันกันหน่อย
ตามประสาพระมีตังค์แหละ  :(



         


ข่าวจาก..
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJM056RXhNelE1Tmc9PQ==
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 22 มิถุนายน , 2010 เวลา 08:04:17 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




จากอ่างทองไปที่สุพรรณบุรีบ้าง  ที่นั่นมีทั่นเจ้าอาวาส สมณศักดิ์ที่พระครูฯ เป็นสาวกทีมชาติบราซิลอยู่รูปหนึ่ง
นั่งเชียร์ฟุตบอลโลกพร้อมจิบสุราอย่างสบายอารมณ์ (ไม่รู้มีถือหางติดปลายสตั๊คกับเขาบ้างหรือเปล่า)
เมือทีมรักชนะก็จัดหาสุรามาฉลองชัยให้ด้วย  นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่า เมื่อพระมีเงินเยอะๆ เขาเอาไปทำกันบ้าง ?

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 22 มิถุนายน , 2010 เวลา 05:19:51 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




ยาเสพติดยอดฮิตอันดับหนึ่งอย่างยาบ้า นอกจากจะระบาดหนักในสังคมนอกวัดแล้ว ยังลุกลามเข้าไปในสังคม
ของพระสงฆ์องค์เจ้าด้วย แม้ยาเสพติดยอดฮิตนี้จะมีราคาพุ่งสูงขึ้น เพราะการเข้มงวดกวดขันของเจ้าหน้าที่
ทำให้การลำเลียงยาเสพติดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทำได้ลำบากมากขึ้น แต่เพราะพระสงฆ์มีเงินจ่ายค่ายาบ้า
การจัดหายาบ้ามาเสพกันอย่างเมามัน ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ลำบากจนเกินไป







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 09 กรกฎาคม , 2010 เวลา 00:30:14 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปัญโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2750




มีข่าววงการพระจากประเทศกัมพูชา
เรื่องนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับบรรดาคนที่ชอบเอาไสยศาสตร์เป็นที่พึ่งได้ดี โดยเฉพาะบรรดาผู้หญิงทั้งหลาย
ประเภทเข้าไปหาพระชั่วๆ เพื่อให้ทำน้ำมนต์ อาบน้ำมนต์ื ทำเสน่ห์ยาแฝด ตรวจดวงชะตาราศีและอื่นๆ อีกมากมาย
ที่เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ไม่ใช่พุทธศาสตร์

เรื่องความงมงายกับไสยศาสตร์แบบนี้วงการพระในประเทศไทยก็ไม่ได้น้อยหน้ากัมพูชาสักเท่าไหร่ การเข้ามาแอบแฝง
อาศัยเครื่องแ่ต่งกายของนักบวชผู้ประเสริฐ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบในพระพุทธศาสนา เพื่อทำมาหากินด้วยวิชาไสยศาสตร์ 
คนเหล่านี้แต่งกายอย่างผู้ประเสริฐแต่กลับสั่งสอนและเผยแพร่ด้วยเดรัจฉานวิชาอันต่ำทรามให้กับประชาชนที่หลงศรัทธา
เชื่อถือเพราะขาดการศึกษาพระพุทธศาสนา ทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าบุคคลที่แม้จะแต่งกายอย่างผู้ประเสริฐดังเช่น
พระพุทธเจ้านั้น บุคคลใดที่น่าเคารพนับถือ บุคคลใดที่ควรเกลียด ไม่ควรเข้าใกล้

การไปหาพระหรือฆราวาสที่เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงในเรื่องไสยศาสตร์ เวทมนต์อาคม ตรวจชะตาราศี เพื่อให้ทำพิธีกรรม
อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความเชื่อที่ผิดๆ เพื่อหวังให้เป็นที่พึ่งของชีิวิต นอกจากจะเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์
แก่จิตใจอย่างถูกต้องแล้ว  บางครั้ง!  คุณอาจได้เป็นดารา (โป๊) หน้ากล้องโดยไม่รู้ตัวและไม่เต็มใจอีกด้วย
เหมือนกับเรื่องต่อไปนี้









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 19 กรกฎาคม , 2010 เวลา 15:04:16 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
ไพศาล เพ็งแก้ว
ไพศาล เพ็งแก้ว
...
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 104




เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้ไปเดินซื้อของ ที่ห้างใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ขณะกำลังหาที่จอดรถก็เห็นพระภิกษุเดินอยู่หน้าห้าง 4 รูป เมื่อได้เข้าไปในห้างที่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็เห็นเดินอยู่ในแผนกนั้น 2รูปเป็นพระหนุ่มกับพระสูงวัย  ส่วนอีก2รูปไม่เห็นแล้วคงแยกย้ายกัน  ผมเลยเดินเลี่ยงไปอีกทาง  ก็เห็นว่าทั้งสองเดินตามหลังมาโดยพระหนุ่มเดินนำหน้า พระสูงวัยตามหลัง พระหนุ่มเดินเข้าไปในแผนกน้ำยาปรับผ้านุ่ม  และถือออกมา 2 ถุง  ผมเดินต่อไปสิ่งที่เห็นอีกคือในมือพระสูงวัย มีธนบัตรใบละ 1000 บาท จากนั้นพระสูงวัยได้ไปใกล้แผนกเครื่องดื่ม ชา กาแฟ  แต่ ท่านไปไม่ถึงครับ  ท่านแวะที่เคาเตอร์บุหรี่และสุรา  เลยแอบดูซะหน่อยว่าท่านจะซื้ออะไร   ที่เห็นคือในมือของพนักงานขายมือซ้ายถือถือบุหรี่ 2ซองคงจะเอามาให้เลือกว่าจะเอาแบบไหน แต่มือขวาถือบุหรี่ห่อใหญ่ สักพักพนักงานขายเอาบุหรี่ 2ซองเก็บไว้ แล้วเอาห่อใหญ่ใส่ถุง ผมจึงเดินเลี่ยงออกมาและเล่าให้ภรรยาฟัง  จากนั้นเราซื้อของต่อพอจะไปจ่ายเงินผมและภรรยาก็เห็นพระทั้งสองเข้าแถวรอจ่ายเงินเช่นกัน ในมือของพระสูงวัยถือมะขามจี๊ดจาด แต่ไม่เห็นบุหรี่คงใส่ในย่ามแล้วเพราะต้องชำระเงินนะจุดขาย
เฮ้อ.... >:(
บันทึกการเข้า

@ นัตถิเม สะระณัง อัญญัง@
ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: